The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ด้านการพยาบาล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Matinee Srikongrak, 2024-05-11 09:18:01

คู่มือปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ด้านการพยาบาล

คู่มือปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ด้านการพยาบาล

2567 โรงพยาบาลพระปกเกล้า คู่มือปฐมนิเทศ บุคลากรใหม่ทางการพยาบาล กลุ่มการพยาบาล


ประวัติโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ในปี พ.ศ. 2480 คุณหลวงนิรนทร์ ประสาทเวชช์ อดีตสาธารณสุขมณฑลจันทบุรี ขณะที่ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดจันทบุรีอยู่นั้น ได้ริเริ่มติดต่อกับกรมสาธารณสุขกระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะให้ดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นในจังหวัดจันทบุรี กรมสาธารณสุข จึงได้ขอให้คณะกรรมการ จังหวัดจันทบุรี จัดหาพื้นที่ที่จะก่อสร้าง คณะกรรมการจังหวัด ซึ่งมีขุนประสงค์สุขการี เป็นข้าหลวงประจำจังหวัด ได้เลือกเอาพื้นที่ท้ายเนินปลัด (เนินป่าโรงไห) ริมถนนเลียบเนิน ตรงข้ามกับทุ่งนาเชย เป็นที่ก่อสร้างโรงพยาบาล มีเนื้อที่ประมาณ 77 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา (ตามโฉนดเลขที่ 5754 มีจำนวน 74 ไร่ 20 ตารางวา) โดยการ บริจาคที่ส่วนของราษฎร 9 นาย คือ 1. นายมณี นางเฟื้อ ยงยุทธ 2. นายอิ้ว นางวงศ์ ศิริสว่าง 3. นายบุ๋น นางพัน จินดาวงศ์ 4. นายหล่อ นางขัด กิจจานนท์ 5. นายนิตย์ นางเขตต์ กิริยากิจ 6. นายหยิม นางฮอง แซ่ลี้ 7. นายสวาท นางหมี เขมาตย์โพธิ์ 8. นายเตี้ย นางสงวน สิทธิเวช 9. ขุนปราณีนิกรชน การก่อสร้างได้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2481 โดยกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ได้จัดสรรเงิน งบประมาณจำนวน 50,000,000.- บาท เป็นค่าก่อสร้างอาคารต่าง ๆ และได้เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2481 เรือนจำจังหวัดจันทบุรีกรมราชทัณฑ์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารที่ก่อสร้างในครั้งแรก คือ 1. ตึกอำนวยการชั้นเดียว 1 หลัง 2. ตึกผ่าตัด 1 หลัง 3. เรือนคนไข้ 2 หลัง (จุคนไข้หลังละ 25 เตียง) 4. โรงครัวและโรงซักฟอก 1 หลัง การก่อสร้างได้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2482 เป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง ระหว่าง การก่อสร้างในปี พ.ศ. 2481 - 2482 นี้นายแพทย์เลิศ สมบูรณ์ยิ่ง นายแพทย์โท ของจังหวัด ได้วิ่งเต้นหา เงินสร้างตึกพระภิกษุและสามเณรอาพาธขึ้นอีก 1 หลัง จุคนไข้ได้18 เตียง เป็นเงินประมาณ 5,000.- บาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 – 2483 ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติม คือ 1. บ้านพักแพทย์ 2 หลัง 2. บ้านพักเภสัชกร 1 หลัง 3. บ้านพักพยาบาล 3 หลัง 4. เรือนแถวคนงาน 4 ห้อง 1 หลัง 5. โรงไม้เก็บศพ 1 หลัง


ณ วันชาติของปี 2483 คือ วันที่ 24 มิถุนายน 2483 จังหวัดได้กระทำพิธีเปิดโรงพยาบาลโดยให้ ชื่อว่า “โรงพยาบาลจันทบุรี” กรมสาธารณสุขได้แต่งตั้งนายแพทย์เลิศ สมบูรณ์ยิ่งเป็นนายแพทย์ผู้ปกครอง ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2483 ประเทศไทยได้เกิดกรณีพิพาทกับอินโดจีนของฝรั่งเศสโรงพยาบาลจันทบุรีจึงได้ ทำหน้าที่เป็นโรงพยาบาลสนามรับใช้ทหารและพลเรือน จนกระทั่งกรณีพิพาทได้ยุติลง และนับเป็นเหตุการณ์ สำคัญที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ที่โรงพยาบาลจันทบุรีได้รับทหารเรือจำนวน 300 คน จากร.ล.ธนบุรีและร.ล. สงขลา ซึ่งได้รับการบาดเจ็บจากการถูกโจมตีจากเรือรบลามอร์ตปิเก้ของฝรั่งเศส เมื่อเดือนมกราคม 2484 เมื่อปี พ.ศ. 2493 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จพระราช ดำเนินด้วยรถยนต์พระที่นั่งมาทางจังหวัดจันทบุรี โดยมีพระราชประสงค์จะทรงเสาะหา ที่สงบสร้างพระ ตำหนักส่วนพระองค์เป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่ง ให้อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพพระมหานคร ซึ่งอึกทึกด้วยธุรกิจ นานาประการ การมาจันทบุรีเวลานั้นนับเป็นการ “เดินทาง” อย่างแท้จริง เนื่องด้วยจะต้องใช้เวลาทั้งหมด ถึง 12 ชั่วโมง ผ่านไปตามหนทางที่มีแต่ฝุ่นตะหลบ แถมยังพราวไปด้วยหลุมใหญ่ๆขนาดก้นกระทะโดยตลอด เมื่อถึงลำห้วยลำน้ำต่างๆก็มีเพียงสะพานที่ชำรุดทรุดโทรมให้ข้าม หรือมิฉะนั้นก็ต้องข้ามด้วยแพที่เป็นของ เหลือใช้จากสงคราม ในที่สุดสมเด็จพระบรมราชินีก็ได้ทรงประสบสถานที่หนึ่งซึ่งทรงพึงพระราชหฤทัย เป็นที่ยิ่ง คล้ายกับเป็นรางวัลที่มีผู้จัดเตรียมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย หลังจากที่ได้ทรงมีพระราชอุตสาหะ เสาะแสวงหา ไปตามเส้นทางแสน ทุระกันดารปานจะทำให้ประชวรพระวรกาย ณ ที่นั้น พระองค์ได้ทรงเนรมิต วังอันร่มรื่นด้วยอุทยาน ที่น่าชมราวกับสวนพฤกษชาติแห่งหนึ่งขึ้น ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเที่ยวแรก สมเด็จพระบรมราชินีทรงทำมีดบาดพระดัชนีเป็นรอยแผล เล็กๆ ขณะที่ทรงช่วยเตรียมพระกระยาอาหารกลางวันแบบปิคนิค เมื่อมีผู้ถวายความสะอาดบาดแผลนั้น แล้ว สมเด็จทรงมีพระราชเสาวนีย์ต้องพระราชประสงค์ผ้าพลาสเตอร์ปิดแผล แต่ปรากฏว่าไม่มีข้าราชบริพาร ในคณะตามเสด็จฯ คนใดจะนำติดมาเลย จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลจันทบุรีซึ่งอยู่ใกล้ ๆ และ ได้พลาสเตอร์ปิดแผลตามพระราชประสงค์แต่ในขณะนั้นโรงพยาบาลจันทบุรีเป็นเพียงตึกหลังเล็ก ๆ เก่า ๆ มิได้ใหญ่โตเช่นในปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงคำนึงว่าจังหวัดใหญ่ๆเช่นนี้ควรที่จะมีโรงพยาบาล ที่มีความพร้อมในด้านการรักษาพยาบาลมากกว่านี้เพื่อที่จะได้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านในยามเจ็บไข้จึงทรง ตระหนักในพระราชหฤทัยว่าจะต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ดำเนินการแก้ไข แล้วได้ทรงออกพระราช เสาวนีย์รับเป็นพระราชภาระที่จะทรงช่วยเหลือให้ชาวบ้านได้รับการเยียวยาตามที่ควร ปี พ.ศ. 2494 นายบริบาล และนางพยอม อังสุวร ได้บริจาคเรือนคนไข้พิเศษให้โรงพยาบาล 1 หลัง ชื่อเรือนพยอม – บริบาลอุทิศ จุคนไข้ได้2 เตียง ปี พ.ศ. 2496 โรงพยาบาลฯ ได้รับเงิน ก.ศ.ส ก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม คือ 1. ตึกเอกซเรย์ 1 หลัง 2. ตึกคลอดบุตร “เอครพานิช” 1 หลัง (โดยเงินสมทบของตระกูล “เอครพานิช” ) 3. เรือนแถวพยาบาล 8 ห้อง 1 หลัง ขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลขนาด 80 เตียง


พ.ศ. 2497 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างตึกศัลยกรรมขึ้นพร้อมด้วยห้องผ่าตัดที่มีเครื่อง อุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น (และได้มีพระญาติพระวงศ์ข้าราชการ และพ่อค้าประชาชน โดยเสด็จพระ ราชกุศลในการก่อสร้างตึกนี้ด้วยเป็นจำนวนมาก) ในการสร้างตึกหลังนี้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรม ราชินีฯ ได้เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่12 สิงหาคม 2498 และการก่อสร้างได้แล้ว เสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2499 และทรงพระราชทานชื่อว่า “ตึกประชาธิก” มีตราศักดิเดชนใน “สมเด็จเจ้าฟ้า ประชาธิปกศักดิเดชน์” เป็นตราประจำตึกและทรง สร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานไว้ ณ มุขหน้าตึกนี้ด้วย ในการนี้จอมพล ป. พิบูลสงคราม น่าจะเป็นผู้ได้รับเกียรติกล่าวถึง เพราะได้เป็นผู้สนองพระราช ประสงค์รับพระราชทานโครงการที่เริ่มต้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นี้ไว้เป็นโครงการของรัฐบาล โดย อนุมัติเงิน ก.ศ.ส จำนวน 5,224,000.-บาท เพื่อทำการก่อสร้างตึกให้โรงพยาบาลจันทบุรีเป็นโรงพยาบาล ขนาด 150 เตียง (พระยาบริรักษ์เวชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยนั้น) ได้เริ่มทำการ ก่อสร้างเมื่อเดือนมิถุนายน 2498 แล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2498 และโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีให้เปลี่ยน ชื่อเป็น “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงพยาบาลพระปกเกล้า เป็นพระบรมราชานุสรณ์แห่งเดียวของพระมหากษัตริย์ที่ทรงถูกลืมตลอดมา แต่พระบรมราชานุสรณ์นี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดำรงคงอยู่และเจริญก้าวหน้าอย่างว่องไว เพื่อประโยชน์ของประชาชน ผู้หลั่งไหลมาขอรับการรักษาอยู่เนืองแน่น ความศรัทธาต่อโรงพยาบาลนี้มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ห้องคนไข้ทั่วไป และตึกแผนกสูติกรรมมีคนไข้เต็มไปหมด จนบางครั้งก็ต้องนอนกันตามระเบียงตึก จะเห็นได้ว่ากิจการนี้ยัง ต้องการการอุดหนุนอีกมาก เพราะขณะนี้ไม่มีใครไปหา “หมอตำแย” กันอีกแล้วยกเว้นแต่พวกหัวเก่าไม่กี่คนที่ ยังเชื่อหมอกลางบ้านอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จ พระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิดป้ายชื่อ “ตึกประชาธิปก”และ“โรงพยาบาลพระปกเกล้า" เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พ.ศ. 2501 ประชาชนชาวอำเภอท่าใหม่ ได้บริจาคเรือนคนไข้พิเศษขนาด 2 เตียงจำนวน 3 หลัง คือ 1. นางแดง ศรีตุลา 2. นายลัก - นางโกย สวัสดิไชย 3. นางเนย ถังสวนิช พ.ศ. 2502 ได้ทำการสร้างเสริมตึกรังสีวิทยาเป็น 2 ชั้น เป็นเงิน 50,000.-บาท พ.ศ. 2503 - 2505 พระราชจันทกวีเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรีได้ดำเนินการหาเงินสร้างตึกพระภิกษุ สงฆ์สามเณรอาพาธขึ้นใหม่ แทนหลังเก่าซึ่งทรุดโทรมและคับแคบ ได้รับการบริจาคสมทบจากพ่อค้าประชาชน และในการนี้ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์รองอธิบดีกรมตำรวจ ได้แบ่งเงินทอดกฐินที่วัดพลับมาสมทบอีก 100,000 บาท และบริจาคเพิ่มเติมอีก 10,000 บาท วางศิลาฤกษ์ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2505 เมื่อการ ก่อสร้างแล้วเสร็จจึงใช้นามว่า“ตึกราชจันทกวีรุจิวงศ์” และทำพิธีเปิดตึกนี้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2506 พ.ศ. 2505 โรงพยาบาลฯ ได้งบประมาณ 600,000.-บาท ให้ดำเนินการก่อสร้างตึกคนไข้ เด็ก 1 หลัง บ้านพักแพทย์3 หลัง การก่อสร้างได้แล้วเสร็จในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2505


พ.ศ. 2506 บาทหลวงวัดโรมันคาทอลิกจันทบุรีพร้อมด้วยนักบวชและสัตตบุรุษของวัดคาทอลิก ได้ ร่วมกันสร้างเรือนคนไข้พิเศษอีก 1 หลัง เป็นเงิน 35,000.-บาท พ.ศ. 2507 ได้รับเงินงบประมาณจำนวน 500,000.-บาท สมทบกับเงินบริจาค 150,000.-บาท และ เงินบำรุงโรงพยาบาล 109,700.-บาท รวมเป็นเงิน 759,700.-บาท เพื่อทำการก่อสร้างตึกสูติกรรม 1 หลัง แล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2507 และในเดือนกุมภาพันธ์พ.ศ. 2507 ได้แยกแผนกกุมารเวชออก จากแผนกโอสถกรรม ดังนั้นในปี พ.ศ. 2507 โรงพยาบาลฯได้แบ่งแผนกการรักษาออกเป็น 5 แผนก คือ 1. แผนกโอสถกรรม 2. แผนกศัลยกรรม 3. แผนกสูติกรรม 4. แผนกกุมารเวชกรรม 5. แผนกทันตกรรม พ.ศ. 2508 ขยายขนาดโรงพยาบาลเป็น 330 เตียง และในปี พ.ศ. 2508 นี้คณะกรรมการพัฒนา ภาคตะวันออก ซึ่งมีพระบำราศนราดูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในสมัยนั้นเป็นประธานฯได้ พิจารณาวางโครงการปรับปรุงโรงพยาบาลพระปกเกล้าให้เป็นโรงพยาบาลหลัก และเป็นศูนย์การศึกษา วิชาการพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยของภาคตะวันออก ได้เสนอคณะรัฐมนตรีขออนุมัติจัดตั้งโรงเรียน พยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยขึ้น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินจำนวน 1,368,000.-บาท เป็นค่าก่อสร้างตึก เรียน 1 หลัง และบ้านพักครูพยาบาล 3 หลัง แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2508 และเปิดรับนักเรียนในปี เดียวกัน เป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 20 คนก่อน และปีต่อมารับนักเรียนรุ่นละ 50 คน พ.ศ. 2509 ได้รับเงินงบประมาณ จำนวน 3,894,000.-บาท เป็นค่าก่อสร้างเพิ่มเติมคือ 1. หอพักนักเรียนพยาบาล 1 หลัง 2. ตึกพักแพทย์ 10 ห้อง 1 หลัง 3. ตึกพยาธิวิทยา 1 หลัง 4. ขยายตึกอำนวยการ 1 หลัง 5. บ้านพักครูพยาบาล 1 หลัง เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนเมษายน 2509 แล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2509 ในปี พ.ศ. 2509 นี้กระทรวงสาธารณสุข (สมัยพระบำราศนราดูรเป็นรัฐมนตรี) ได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เป็นองค์พระบรมราชินูปถัมภ์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า และโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยพระปกเกล้า พระองค์ท่านได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีพระราช เสาวนีย์ทรงรับเป็นองค์พระบรมราชินูปถัมภ์ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้กราบบังคมทูล โรงพยาบาลฯ และ โรงเรียนพยาบาลฯ แห่งนี้จึงอยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีใน รัชกาลที่ 7 ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


ในปีเดียวกันนี้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 60,000.- บาท รวมกับที่มีผู้บริจาคสมทบอีก เป็นเงินทั้งสิ้น 110,000.-บาท เพื่อเป็นกองทุนของโรงพยาบาล และให้ โรงพยาบาลใช้ดอกผลของเงินทุนนี้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลฯ โดยใช้ชื่อกองทุนว่า “ทุน หม่อมราชวงศ์สมัครสมานกฤตากร” ในการนี้พระบำราศนราดูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสมัยนั้น เห็นว่าควรที่จะจัดตั้งเป็น “มูลนิธิโรงพยาบาลพระปกเกล้า” ขึ้น ซึ่งมูลนิธินี้จะประกอบไปด้วยทุนต่าง ๆ ที่มีผู้ มีจิตศรัทธาบริจาคให้มูลนิธิโรงพยาบาลพระปกเกล้า จึงมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2509 เป็นต้นมา นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงตั้ง “ทุนประชาธิปก” ขึ้นด้วย มีพระประสงค์จะทรงส่งเสริมและสนับสนุน การดำเนินงานของโรงพยาบาลนี้นอกเหนือไปจากที่โรงพยาบาลจะได้รับงบประมาณประจำปีทรงพระดำริ ว่า ถ้าจะพระราชทานเฉพาะดอกผลของเงินทุนเป็นการประจำปีก็จะได้แต่เพียงเล็กน้อย แต่ละปีไม่สามารถทำ ประโยชน์ได้จริงจัง จึงได้พระราชทานเงินจากทุนดังกล่าว เป็นครั้งคราวตามความจำเป็นที่ทางโรงพยาบาลจะ กราบบังคมทูลให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จากตัวเงินทุนโดยตรง เช่น เดินสายไฟฟ้าใหม่ ติดตั้ง โทรศัพท์ภายในทั้งหมด ซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไอน้ำสำหรับน้ำเกลือ เหล่านี้เป็นต้น ส่วนทางด้านวิทยาลัยพยาบาลนั้น นายแพทย์ ร.ต.กุศล จันทรกูล และคณะได้บริจาคเงินตั้งเป็นทุนให้ นักเรียนพยาบาลได้ยืมใช้เพื่อการศึกษาหรือกิจกรรมของวิทยาลัย และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตั้งชื่อว่า “ทุนประชาธิปกบรมราชานุสรณ์” สมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานพระราช ทรัพย์เพิ่มเติมแก่ทุนนี้ด้วย และมีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลทูลเกล้าฯถวายเงินสมทบทุนนี้เพิ่มเติมทุกปีที่เสด็จ พระราชดำเนินไปพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ ผู้สำเร็จวิชาพยาบาลนักเรียนพยาบาลได้ยืมเงินจากบัญชี เงินเผื่อเรียกเป็นประจำ ส่วนดอกผลทางบัญชีฝากประจำนั้น ได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อพระราชทาน เป็นรางวัลแก่นักเรียนที่เรียนดีและความประพฤติดี พ.ศ. 2510 ได้รับเงินงบประมาณ จำนวน 576,000.-บาท (ห้าแสนเจ็ดหมื่นหกพันบาทถ้วน) เป็นค่า ก่อสร้างตึกเด็ก 1 หลัง การก่อสร้างเริ่มเมื่อเดือนกันยายน 2510 แล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษายน 2511 พ.ศ. 2512 แบ่งแผนกการรักษาออกเป็น 6 แผนก โดยแยกแผนกจิตเวช ออกจากแผนก โอสถกรรม และในปี พ.ศ.2512 นี้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้อนุมัติเงินจำนวน1,000,000.- บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) เป็นค่าก่อสร้างตึกคนไข้หนัก (Intensive Care Unit) พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ ในตึก การก่อสร้างเริ่มเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2513 แล้วเสร็จเดือนมิถุนายน 2514 พ.ศ. 2514 ขยายขนาดของโรงพยาบาลเป็น 346 เตียง และโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และ อนามัย ได้ยกฐานะจากโรงเรียนเป็น “วิทยาลัยพยาบาล” โดยเปิดรับนักศึกษาจากผู้ที่จบการศึกษา ม.ศ. 5 สายสามัญ เป็นต้นมา พ.ศ. 2519 โรงพยาบาลได้ขยายขนาดเป็น 350 เตียง เนื่องจาก นายมั่งและนางปราณี เกษมศานติ์ได้บริจาคเงินสร้างตึกคนไข้พิเศษเป็นอาคาร 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง ได้ชื่อว่า ตึกพิเศษเกษมศานติ์ ต้นปี 2519 ได้มีการเจรจากันระหว่างผู้อำนวยการกองฝึกอบรบกระทรวงสาธารณสุข (นายแพทย์ กิติตยัคคานนท์) และรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รองศาสตราจารย์นายแพทย์ ทองจันทร์หงส์ลดารมภ์) เรื่องการผลิตแพทย์เพื่อรับใช้สังคมชาวชนบท โดยกระทรวงสาธารณสุข มีความ ประสงค์จะให้แพทย์ทำงานในชนบทมากขึ้น จึงได้มีหนังสือจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถึง อธิการบดี(ศาสตราจารย์เติมศักดิ์กฤษณามระ) ขอความร่วมมือให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผลิตแพทย์ เพิ่มขึ้น โดยรับนิสิตจากต่างจังหวัด เพื่อจะได้กลับไปทำงานต่างจังหวัดเมื่อสำเร็จการศึกษา


มหาวิทยาลัยได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว เห็นว่าควรจะร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขช่วยผลิตแพทย์ดังกล่าว โดย อาศัยแนวคิดในการผลิตอยู่ 2 ประการ คือ 1. จะต้องจัดหลักสูตรเน้นหนักทางชนบทและการเรียนในชนบท เพื่อแก้ปัญหาชนบทในกรณีนี้การเรียน ภาคคลินิกจำเป็นต้องจัดทำในโรงพยาบาลต่างจังหวัดโดยตลอด 2. ควรใช้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นสถานที่เรียนและอาศัยแพทย์และบุคลากรอื่น ของโรงพยาบาลเหล่านั้นเป็นผู้สอน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความสิ้นเปลืองในแง่ของการลงทุนน้อยโดยใช้ ทรัพยากรของชาติที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ ต่อมากระทรวงสาธารณสุขและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดให้มีการประชุมเมื่อ 1 กรกฎาคม 2520 และ ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2521 จากนั้นจึงได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการซึ่งมีประธานร่วม ได้แก่อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศาสตราจารย์ เติมศักดิ์ กฤษณามระ) และรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (นายแพทย์อมร นนทสูต) และมีกรรมการฝ่าย กระทรวงและฝ่ายมหาวิทยาลัยร่วมอยู่ด้วย คณะกรรมการชุดนี้ได้ดำเนินการพิจารณาแผนงานโดยเสนอชื่อโครงการฯว่า “โครงการส่งเสริม การศึกษาแพทย์สำหรับชนบท ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงสาธารณสุข” ได้วางโครงร่างการ ดำเนินงานและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ คือ อนุกรรมการพิจารณาเกณฑ์การคัดเลือก นิสิต อนุกรรมการจัดทำหลักสูตร อนุกรรมการแลกเปลี่ยนบุคลากรและอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกสถานที่ ซึ่งคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะ ได้ดำเนินการพิจารณาโครงสร้างและเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายโดยมีกอง ฝึกอบรม กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ ประสานงาน ซึ่งอนุกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกสถานที่ คือ โรงพยาบาลพระปกเกล้าสำหรับเป็นศูนย์ การศึกษาภาคคลินิกของคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ โดยเริ่มให้บริการการศึกษาตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นไป พ.ศ. 2520 ขยายขนาดโรงพยาบาลเป็น 530 เตียงและได้รับเงินงบประมาณสำหรับก่อสร้างตึก ศัลยกรรมเป็นอาคาร 4 ชั้น จำนวน 1หลัง นอกจากนี้ยังได้รับเงินบริจาคสำหรับสร้างตึกพิเศษ 2 หลัง คือ 1. น.พ.ทองย้อย สวัสดิไชย สร้างตึกพิเศษสวัสดิไชย 2. นางล้ง งามวารี สร้างตึกพิเศษกุมารเวช 3 พ.ศ. 2521 แยกฝ่ายจักษุโสต ศอ นาสิก และฝ่ายศัลยกรรมออร์โธปิดิคส์ออกจากฝ่ายศัลยกรรม พ.ศ. 2522 แยกฝ่ายโสต นาสิก ราริงซ์ออกจากฝ่ายจักษุและแยกฝ่ายเวชกรรมสังคมออกจากฝ่าย อายุรกรรม และเริ่มรับแพทย์ฝึกหัดมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลฯ นอกจากนี้โรงพยาบาลฯยังได้รับเงิน งบประมาณเพื่อก่อสร้างตึกผ่าตัด จำนวน 1 หลัง ก่อสร้างแล้วเสร็จ พ.ศ. 2524 และก่อสร้างบ้านพัก เจ้าหน้าที่เพิ่มเติมดังนี้ 1. บ้านพักระดับ 7 - 8 (อาคาร 2 ชั้น) จำนวน 1 หลัง 2. บ้านพักระดับ 3 - 4 (เรือนแถว 2 ชั้น 6 ยูนิต) จำนวน 1 หลัง 3. บ้านพักระดับ 1 - 2 (เรือนแถว 2 ชั้น 6 ยูนิต) จำนวน 1 หลัง 4. บ้านพักคนงาน (เรือนแฝด 1 ชั้น) จำนวน 1 หลัง


พ.ศ. 2523 โรงพยาบาลได้ตั้งงบประมาณขอซื้อที่ดินเพิ่มอีก 9 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา รวมมีพื้นที่ ทั้งหมด 83 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา และขยายขนาดโรงพยาบาลเป็น 545 เตียงและได้รับเงินงบประมาณ เพื่อก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมดังนี้ 1. ตึกสูติ - นรีเวช (อาคาร 4 ชั้น) จำนวน 1 หลัง 2. หอพักนิสิตแพทย์ (อาคาร 20 ยูนิต) จำนวน 1 หลัง 3. บ้านพักอาจารย์ขนาด 10 ครอบครัว จำนวน 1 หลัง พ.ศ. 2524 ได้รับเงินงบประมาณก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม ดังนี้ 1. ตึกรังสีบำบัด จำนวน 1 หลัง 2. ตึกคลอดบุตร จำนวน 1 หลัง 3. บ้านพักเจ้าหน้าที่ระดับ 5 - 6 (หลังเดียว 2 ชั้น) จำนวน 1 หลัง 4. บ้านพักเจ้าหน้าที่ระดับ 3 - 4 (เรือนแฝด 2 ชั้น) จำนวน 1 หลัง 5. แฟลตพยาบาล (อาคาร 3 ชั้น) จำนวน 1 หลัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2524 น.พ.ชัยสิทธิ์ธารากุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้ทำเรื่องขออนุญาตใช้ที่ดิน สาธารณะประโยชน์ทุ่งพลงเหนือจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยได้อนุญาตให้ใช้ที่ดินตาม หนังสือศาลากลางจันทบุรีที่ จบ 15/2/20581 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2524 มีจำนวนเนื้อที่ 167 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา เพื่อใช้ในโครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบทโดยวางโครงการก่อสร้าง อาคารพักนิสิตแพทย์อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ให้สามารถใช้เป็นสนาม กีฬา สระกักเก็บน้ำ และระบบประปาของโรงพยาบาลและในวันที่ 18 มกราคม 2525 นายอภัย จันทวิมลได้ บริจาคที่ดินให้โรงพยาบาล มีจำนว 2 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวารวมพื้นที่ของโรงพยาบาลทั้งหมด 253 ไร่ 1 งาน 183 ตารางวา พ.ศ. 2525 โรงพยาบาลฯขยายขนาดเป็น 560 เตียง เริ่มมีนิสิตแพทย์รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ของ โครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบท ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกระทรวงสาธารณสุข รวม 21 คน มาเรียนหลักสูตรแพทยศาสตร์ภาคคลินิก ที่ศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิกโรงพยาบาล พระปกเกล้า และในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2525 นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขในขณะนั้น ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก และในปีเดียวกัน นี้โรงพยาบาลฯ ได้รับงบประมาณเป็นเงิน 7,135,832.00 บาท เพื่อก่อสร้างตึก ดังต่อไปนี้ 1. ตึกคนไข้โรคติดต่อ จำนวน 1 หลัง 2. หอพักนิสิตแพทย์ขนาด 20 ยูนิต จำนวน 1 หลัง 3. บ้านพักข้าราชการระดับ 5 - 6 ชนิดหลังเดี่ยว จำนวน 2 หลัง ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปี พ.ศ. 2526 พ.ศ. 2526 ขยายขนาดโรงพยาบาลฯ เป็น 603 เตียง และเริ่มมีแพทย์ประจำบ้าน จากคณะ แพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเด็ก มาฝึกปฏิบัติงานในสาขาอายุรศาสตร์, สูติ - นรี เวชวิทยา, กุมารเวชศาสตร์และศัลยศาสตร์ คราวละ 1 - 2 เดือน ในปี พ.ศ. 2526 โรงพยาบาลฯได้รับเงิน งบประมาณ 1,850,000 บาท เพื่อก่อสร้างบ้านพักข้าราชการระดับ 5 - 6 ขนาด 6 ครอบครัว จำนวน 1 หลัง ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จปี พ.ศ. 2527


พ.ศ. 2527 ได้รับเงินงบประมาณ เพื่อก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม ดังนี้ 1. ต่อเติมตึกอายุรกรรม (สำนักงานแพทย์อายุรกรรม) จำนวน 1 หลังเป็นเงิน 1,288,800.-บาท 2. บ้านพักข้าราชการระดับ 5 - 6 (หลังเดี่ยว) จำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 610,000.-บาท 3. หอพักพยาบาล ขนาด 20 ห้อง จำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 2,700,000.-บาท พ.ศ. 2528 ขยายขนาดโรงพยาบาลฯ เป็น 658 เตียง ได้รับเงินงบประมาณก่อสร้างอาคาร เพิ่มเติมดังนี้ 1. ต่อเติมตึกสูติกรรม 1 หลัง เป็นเงิน 1,160,000.-บาท 2. บ้านพักข้าราชการระดับ 5 - 6 ขนาด 6 ครอบครัว จำนวน 1 หลังเป็นเงิน 1,580,000.-บาท พ.ศ. 2529 โรงพยาบาลฯ ได้รับเงินงบประมาณเพื่อซ่อมแซมตึกอายุรกรรม 1 - 2, 3 – 4 (2 หลัง) เป็นเงิน 660,000.-บาท และได้ขยายขนาดโรงพยาบาลฯ เป็น 669 เตียง มีผู้ป่วยมารับบริการ เฉลี่ยวันละประมาณ 670 ราย พ.ศ. 2533 โรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้ขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 678 เตียง พ.ศ. 2534 โรงพยาบาลฯ ได้รับงบประมาณก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเป็น จำนวน 19 ล้าน บาท และได้สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2536 เริ่มเปิดใช้ระบบฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2536 พ.ศ. 2535 โรงพยาบาลฯ ได้รับงบประมาณก่อสร้างเพิ่มเติมขยายขนาดเป็น 686 เตียงโดยมีอาคาร ก่อสร้างใหม่ดังนี้ 1. อาคาร ไอ.ซี.ยู.เด็ก เป็นเงิน 3,100,000.-บาท (เงินสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี 2. เตาเผาขยะ 1 หลัง เป็นเงิน 9 แสนบาทเศษ 3. อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 5 ชั้น เป็นเงิน 69,000,000.-บาท พ.ศ. 2536 โรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้ขยายขนาดของโรงพยาบาลเป็น 733 เตียง พ.ศ. 2538 โรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารใหม่ ดังนี้ 1. อาคารเภสัชกรรม เป็นอาคาร คสล. 3 ชั้น ชั้นที่ 1 ใช้ล้างขวดน้ำเกลือ บรรจุ ผสม นึ่งน้ำเกลือ ชั้นที่ 2 ผสมยาภายนอก,ยาภายใน,ห้องทำงานเภสัชฯ,ห้องปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ห้องผสม ยาภายในภายนอก ชั้นที่ 3 วิเคราะห์Chem., BIO, Physic, เก็บสารเคมี, เก็บพัสดุ วงเงินก่อสร้าง 13,200,000.-บาท ก่อสร้างแล้วเสร็จวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 2. อาคาร 114 เตียง (อาคารจิตการุณ) เป็นอาคาร คสล. 6 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่โล่ง (ปัจจุบันเปิดให้บริการเป็นศูนย์อาหารและมินิมาร์ท) ชั้นที่ 2 - 4 ให้บริการผู้ป่วยเตียงสามัญ ชั้นละ 32 เตียง รวม 96 เตียง ชั้นที่ 5 ให้บริการผู้ป่วยพิเศษ 13 ห้อง ชั้นที่ 6 ให้บริการผู้ป่วยแยกโรค จำนวน 12 ห้อง วงเงินก่อสร้าง 40,200,000.-บาท ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2541 พ.ศ. 2539 โรงพยาบาลพระปกเกล้าได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารใหม่ ดังต่อไปนี้ 1. อาคารเรียน ห้องสมุดและหอพักนิสิตแพทย์ประกอบด้วย 1.1 อาคารเรียนและห้องสมุด เป็นอาคาร คสล. 3 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นห้องสมุดและห้องผลิตเอกสาร, โรเนียว


ชั้นที่ 2 เป็นสำนักงานห้องประชุม ห้อง Computer ห้องอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ ชั้นที่ 3 เป็นห้องเรียนนิสิตแพทย์ 3 ห้อง ห้องประชุมใหญ่ 1 ห้อง 1.2 หอพักนักศึกษาแพทย์เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 เป็นห้องกิจกรรมนิสิต, รับแขก, ห้องซักเสื้อผ้า, ติดต่อสอบถาม ชั้นที่ 2 ห้องพักอาจารย์8 ห้อง, ห้องพักนิสิต 10 ห้อง ชั้นที่ 3 ห้องพักนิสิต 18 ห้อง ชั้นที่ 4 ห้องพักนิสิต 18 ห้อง ชั้นที่ 5 ห้องพักนิสิต 10 ห้อง รวมห้องพักนิสิต 56 ห้อง ห้องพักอาจารย 8 ห้อง วงเงินก่อสร้าง อาคารเรียนและห้องสมุด, หอพักนิสิต แพทย์รวม 60,000,000.-บาท ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 พ.ศ. 2539 ดร.ถนอม อังคณะวัฒนา ได้ยื่นความจำนงขอบริจาค อาคาร คสล. 4 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่โล่ง ชั้นที่ 2 - 4 เป็นห้องพิเศษ ชั้นละ 8 ห้อง รวม 24 ห้อง โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 ในวงเงินก่อสร้าง 11,200,000.-บาท กำหนด ก่อสร้างแล้วเสร็จวันที่19 กรกฎาคม 2541 ผู้บริจาคได้ทำหนังสือส่งมอบให้โรงพยาบาลเมื่อ วันที่ 9 กันยายน 2541 2. อาคารพักพยาบาล 32 ยูนิต เป็นอาคาร คสล. 4 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่โล่งสำหรับจอดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ชั้นที่ 2 เป็นห้องพักพยาบาล 10 ยูนิต ชั้นที่ 3 - 4 เป็นห้องพักพยาบาลชั้นละ 11 ยูนิต รวม 22 ยูนิต วงเงินก่อสร้าง 24,771,000.-บาท ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2540 3. อาคารผู้ป่วยนอกและสำนักงาน 7 ชั้น เป็นอาคาร คสล. 7 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 เป็นห้อง Computer, ธนาคารเลือด, สำนักงานสังคมสงเคราะห์ห้องพนักงาน ขับรถยนต์และที่จอดรถยนต์ของโรงพยาบาล ชั้นที่ 2 เป็นห้องบัตร, ประชาสัมพันธ์, ห้องตรวจโรคผู้ป่วยนอกอายุรกรรม, ศัลยกรรม กระดูก, สำนักงานรังสีฯ พร้อมทั้งห้องรังสีฯ, ห้อง Lab , ห้องยาภายนอก, ศูนย์โทรศัพท์ ชั้นที่ 3 เป็นห้องตรวจโรคผู้ป่วยนอกกุมารเวชกรรม, สูติ - นรีเวชกรรม, คลินิกพิเศษ ,คลินิกยาเสพติด, ห้องพักเจ้าหน้าที่, ห้องยานอก ชั้นที่ 4 เป็นห้องตรวจทันตกรรม, ห้องตรวจตา และหูคอ จมูก, ห้องกระจายเสียงและ จัดทำรายการประชาสัมพันธ์, สำนักงานเวชสารสนเทศ ชั้นที่ 5 สำนักงานและห้องตรวจวิเคราะห์พยาธิคลินิก ชั้นที่ 6 เป็นสำนักงานบริหารฯ ประกอบด้วย ห้องผู้อำนวยการฯ, รองผู้อำนวยการฝ่าย การแพทย์ฯ, รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารฯ; กลุ่มงานการพยาบาล; ฝ่ายธุรการ; ฝ่ายพัสดุฯ; ฝ่ายการเงิน ฯ; ห้องประชุมขนาด 30 - 40 คน ชั้นที่ 7 เป็นห้องประชุมใหญ่ขนาด 500 ที่นั่ง 1 ห้อง และห้องประชุมเล็กขนาด 30 - 40 คน 1 ห้อง วงเงินก่อสร้าง 180,000,000.-บาท กำลังดำเนินการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ขณะนี้ได้ส่งมอบงานงวด 19 แล้ว ยังเหลืองวดสุดท้ายที่ 20 คาดว่าจะส่งงานภายในเดือนธันวาคม 2542 นี้


พ.ศ. 2542 โรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารอายุรกรรมเป็นอาคาร คสล. 7 ชั้น 1 หลัง กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในงวดที่ 1 (มีทั้งหมด 20 งวด) งบประมาณ ก่อสร้าง 123,400,000.-บาท ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่โล่ง ชั้นที่ 2 ประกอบด้วยเตียงผู้ป่วยสามัญ 64 เตียง สังเกตอาการ 3 เตียง ชั้นที่ 3 ประกอบด้วยเตียงผู้ป่วยสามัญ 64 เตียง สังเกตอาการ 3 เตียง ชั้นที่ 4 ประกอบด้วยห้องตรวจเครื่องมือพิเศษ 3 ห้อง ห้องพักฟื้น 1 ห้อง เตียงล้าง ไต 8 เตียง ชั้นที่ 5 ประกอบด้วยห้องพิเศษ 12 ห้อง, ห้องสังเกตอาการ 1 ห้อง, ตรวจรักษา 1 ห้อง , คนไข้ภาวะวิกฤต 10 เตียง, ห้องแยก 4 ห้อง ชั้นที่ 6 ประกอบด้วยห้องพิเศษ 12 ห้อง, ห้องสังเกตอาการ 1 ห้อง, ตรวจรักษา 1 ห้อง , คนไข้ภาวะวิกฤตระบบหายใจ 8 เตียง, คนไข้วิกฤตโรคหัวใจ 8 เตียง ชั้นที่ 7 ประกอบด้วยห้องพิเศษ 12 ห้อง, ห้องสังเกตอาการ 1 ห้อง, ตรวจรักษา 1 ห้อง , ห้องประชุม 1 ห้อง, สำนักงานแพทย์อายุรกรรม, ห้องสมุด และห้องทำงานนักศึกษาแพทย์ ปัจจุบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า เป็นโรงพยาบาลขนาด 733 เตียง ผู้ป่วยนอกมารับบริการ เฉลี่ย 1,053 คน อัตราครองเตียง 69.02% มีพื้นที่ทั้งหมด 253 ไร่ 1 งาน 183 ตารางวา ทิศตะวันออกจดถนนเลียบเนิน ตรงข้ามสวนสาธารณะพระเจ้าตากสิน ทิศเหนือจด สทร.4 โรงงานฆ่าสัตว์บ้านพักและที่เก็บรถเก็บขยะของเทศบาลเมือง ทิศตะวันตกจดคลองทราย, ที่เอกชน และบ้านจัดสรรบ้านสวย ทิศใต้จดคลองทราย, ที่เอกชน และถนนท่าแฉลบ (ดูในแผนที่ฉบับพิเศษ ราชกิจจานุเบกษา)


แผนผังโรงพยาบาลพระปกเกล้า


นายแพทย์ธีรพงศ์ ตุนาค ผู้อ านวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า นางเจริญพิศ ปรียาศักดิ์สกุล รองผู้อ านวยการฝ่ายการพยาบาล


11/05/67 1 งานจริยธรรมทางการพยาบาล (ปฐมนิเทศ 2 เมษายน 2567) เอาก าลังใจมาฝาก และอยากเห็นเธอยิ้มได้ งานจริยธรรมทางการพยาบาล • การแต่งกายถูกระเบียบ • การมาท างานตรงต่อเวลา • มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ


11/05/67 2 พยาบาลวิชาชีพ การแต่งกาย หมายเหตุ ชุดพยาบาลหญิง มี 2 แบบ ได้แก่ชุดขาวติดกัน และชุดครึ่งท่อน แบบฟอร์มของชุดตามที่สภาการพยาบาลก าหนด (ปกเสื้อตามก าหนด) ตัวเสื้อยาวคลุมสะโพก กระโปรงทรงสุภาพด้านหลังผ่าซ้อนทับกัน หรือกระโปรงเข้ารูป สี่ห รือหกชิ้น ค วามย าวคลุมเข่ าเล็กน้อย ห รือก างเกง ขายาวทรงสุภาพปลายขาตรงยาวคลุมข้อเท้า รองเท้าขาว ใส่ถุงเท้าขาวไม่มีลวดลาย ถ้าออกไปนอกโรงพยาบาล ให้สวมเสื้อคลุมทับ และถอดหมวกพยาบาล ชุดพยาบาลชาย เสื้อแขนสั้นปกฮาวายสีขาว กางเกงขายาวสีขาว ทรงสุภาพ แบบฟอร์มตามสภาก าหนด รองเท้าหนังสีด า ใส่ถุงเท้าด า การแต่งกาย พยาบาลวิชาชีพ การแต่งกาย หมายเหตุ หมวก สีขาวสะอาด มีแถบตามระดับชั้น กิ๊ฟติดหมวก สีขาวไม่มีลวดลาย หรือลวดลายสีขาว สีผม สีน้ าตาล ด า น้ าตาลอ่อนธรรมชาติ ท าสีผมไม่ให้สีฉูดฉาด โบว์คลุมผม สีที่ให้ใช้ ได้แก่ ด า น้ าตาล น้ าเงิน เทา ต่างหู เครื่องประดับ ใส่ต่างหูขนาดเล็กติดหู สีเล็บมือ/เท้า งดการทาสีเล็บฉูดฉาด


11/05/67 3 • มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ ท าไมพยาบาลต้องมีจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ 1. ช่วยควบคุมมาตรฐานและประกันคุณภาพบริการ 2. ช่วยควบคุมและส่งเสริมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพ 3. ช่วยส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพให้เป็นที่น่าเชื่อถือ 4. ช่วยลดปัญหาการท าผิดศีลธรรมและกฎหมาย 5. ช่วยสร้างภาพพจน์พยาบาลและวิชาชีพ 6. ช่วยพิทักษ์สิทธิทางกฎหมายส าหรับผู้ประกอบวิชาชีพ งานจริยธรรมทางการพยาบาล งานจริยธรรมทางการพยาบาล ผู้ป่วยมีสิทธิ์ที่จะได้รับบริการที่ปลอดภัยทั้งด้านร่างกายจิตสังคมและจิตวิญญาณ • เป้าหมายของการพยาบาลคือ การช่วยให้ประชาชนมีภาวะสุขภาพที่ดีที่สุด ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล • การพยาบาลที่มีคุณภาพประกอบด้วย ความรู้ ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล จริยธรรม


11/05/67 4 เรื่องส าคัญที่พยาบาลต้องรู้ • สิทธิผู้ป่วย 9 ประการ • หลักจริยธรรมทางการพยาบาล 6 ประการ และแนวคิด 4 ประการ • จรรยาบรรณวิชาชีพ 9 ประการ • สิทธิที่ผู้ประกอบวิชาชีพ พึงได้รับ ผู้ประกอบวิชาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานและจริยธรรม ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามที่กฎหมายก าหนด มีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองจากการถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม งานจริยธรรมทางการพยาบาล งานจริยธรรมทางการพยาบาล กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลพระปกเกล้า มีนโยบายให้พยาบาลทุกคนปฏิบัติการพยาบาลโดย ยึดหลักสิทธิผู้ป่วย จริยธรรมทางการพยาบาล และจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อ... ให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ปลอดภัยทั้งด้านร่างกายจิตสังคมและจิตวิญญาณ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายก าหนด ให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับความคุ้มครองจากการถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม


11/05/67 5 สิทธิผู้ป่วย 9 ประการ 1. สิทธิพื้นฐานในการรักษาพยาบาลโดยไม่เลือกปฏิบัติ 2. สิทธิในการรับทราบข้อมูลของตนอย่างถูกต้องเพียงพอ 3. ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตมีสิทธิในการได้รับการช่วยเหลือ แม้ไม่ได้ร้องขอ 4. สิทธิในการรับทราบชื่อ สกุล ผู้ให้การดูแลรักษา 5. สิทธิขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านอื่นที่มิได้เป็นผู้ให้การรักษาพยาบาลแก่ตน 6. สิทธิในการปกปิดข้อมูลของตน เว้นแต่มีความจ าเป็น 7. สิทธิในการได้รับข้อมูลครบถ้วนหากต้องเข้าร่วมวิจัย และสามารถถอนตัวได้ 8. สิทธิในการได้รับข้อมูลในเวชระเบียนเมื่อร้องขอตามขั้นตอน 9. บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรมสามารถใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่ไม่อยู่ในสภาพพร้อมจะตัดสินใจ **ค าประกาศสิทธิผู้ป่วย 12 สิงหาคม 2558** เอกสิทธิ์หรือความเป็นอิสระ หมายถึงการมีความเป็นส่วนตัว มีสิทธิ์ในการปกครองตนเองและ มีอิสรภาพในการกระท า ตามความปรารถนาของตน ลักษณะของการตัดสินใจอย่างอิสระ ประกอบด้วย อยู่บนพื้นฐานคุณค่าและความเชื่อของบุคคล มีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ อิสระจากการถูกบังคับ หลักการเคารพเอกสิทธิ์จะสามารถใช้ได้กับผู้ที่ได้รับการประเมินแล้วว่าเป็นผู้มี ศักยภาพในการรับรู้ คิด และตัดสินใจด้วยตนเอง 1. การเคารพเอกสิทธิ์: Respect for autonomy แนวการปฏิบัติ ให้ข้อมูลที่จ าเป็นและเพียงพอส าหรับสุขภาพของผู้ป่วย ให้อิสระในการตัดสินใจหรือกระท าตามคุณค่าความเชื่อของ ผู้ป่วย ยอมรับการตัดสินใจของผู้ป่วยไม่ว่าพยาบาลจะเห็นด้วย หรือไม่ก็ตาม หลักจริยธรรมทางการพยาบาล 6 ประการ


11/05/67 6 2. การท าประโยชน์ : beneficence หมายถึงการท าสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์กับบุคคลอื่น เป็นการกระท าที่บ่งบอกถึงความรัก ความเมตตากรุณา ประกอบด้วย 1.การป้องกันอันตราย การขจัดอันตราย การส่งเสริม ในสิ่งที่ดี 2.การสมดุลระหว่างประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้ป่วยและ อันตราย ที่พยาบาลจะได้รับ พฤติกรรมที่แสดงถึงการท าประโยชน์ ใส่ใจต่อความต้องการของผู้ป่วย คิดด้วยใจที่เมตตา รับฟังปัญหา พูดให้ก าลังใจ สื่อสารด้วยความสุภาพ เต็มใจให้การดูแล และดูแลด้วยความนุ่มนวล ถูกต้องตาม หลักวิชาการ ระมัดระวังใส่ใจดูแลไม่ให้เกิดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ พลัดตกหกล้ม จัดสิ่งแวดล้อมที่สุขสบาย ปลอดภัย หลักจริยธรรมทางการพยาบาล 6 ประการ 3. การไม่ท าอันตราย Non-maleficence • การกระท าที่ไม่น าสิ่งเลวร้ายหรือสิ่งที่เป็นอันตรายมาสู่ บุคคลอื่น ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งการไม่ท าให้ ผู้อื่นเสี่ยงต่ออันตราย • ไม่ท าให้เกิดอันตรายในรูปแบบต่างๆ เช่น การไม่ฆ่า ไม่ท าให้เจ็บปวด ไม่ท าให้ไร้ความสามารถ ไม่ท าให้ ปราศจากความสุข และไม่จ ากัดอิสรภาพ • ตัวอย่างการกระท าที่ผิดจริยธรรมด้านการไม่ท า อันตราย เช่น การฉีดยาผิด การละเลยท าให้ผู้ป่วยเกิด แผลกดทับ การใช้ค าพูดที่ท าให้ผู้ป่วยเครียด กลัว พฤติกรรมตามหลักของการไม่ท าอันตราย ไม่มีจิตที่คิดร้ายต่อผู้ป่วย ไม่รู้สึกโกรธ หงุดหงิดต่อผู้ป่วย ไม่ใช้กิริยาหรือวาจา ท่าทางก้าวร้าว ไม่แสดงสีหน้า แววตา ท่าทางโกรธ เกรี้ยวกราดหรือไม่พอใจ ไม่ท าให้รู้สึกกลัว... ไม่สบายใจ... เครียด...เสียใจ... รู้สึกด้อยค่า ไม่ท าให้เจ็บปวด เช่น ดูดเสมหะรุนแรง พลิกตัวแรง ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยทนปวดเราะคิดว่าผู้ป่วยทนได้/ไม่ปวดจริง


11/05/67 7 หมายถึงการปฏิบัติด้วยความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกัน •ให้การพยาบาลผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ ค านึงถึง เพศ เชื้อชาติ ศาสนา สถานะภาพสมรส การ วินิจฉัยโรค หรือ สถานะทางสังคม 4. ความยุติธรรม Justice พฤติกรรมตามหลักของความยุติธรรม มีความคิดว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่แสดงอาการรังเกียจผู้ป่วยบางกลุ่ม ใช้ค าพูดที่ไม่แบ่งแยกหรือรังเกียจผู้ป่วยบางกลุ่ม กิริยาท่าทีแสดงต่อผู้ป่วยแต่ละคนเท่าเทียมกัน ดูแลผู้ป่วยด้วยมาตรฐานการพยาบาล เดียวกัน 5. การพูดหรือบอกความจริง Veracity or Truth telling หลักการบอกความจริง • บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับรู้ความจริง ไม่ถูกโกหกหลอกลวง ประโยชน์ของการบอกความจริง • การบอกความจริง ช่วยส่งเสริมการปรับตัวของผู้ป่วย • ผู้ป่วยได้ข้อมูลความจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจ • ผู้ป่วยได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีของตนเอง • ผู้ป่วยเกิดความเชื่อถือไว้วางใจ มีสัมพันธภาพที่ดีกับพยาบาลและ เกิดทัศนคติที่ต่อวิชาชีพพยาบาล พฤติกรรมตามหลักของการบอกความจริง • ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริง ไม่พูดเท็จ • ไม่ปลอมแปลงเอกสาร • ไม่ลอกเลียน/น าผลงานผู้อื่นมาเป็นของตน • การเขียนบันทึกทางการพยาบาลที่เป็นจริง


11/05/67 8 6. ความซื่อสัตย์ fidelity การปกปิดความลับ การเก็บข้อมูลที่เป็นอันตราย หรือน่าอับอายของ ผู้อื่นไว้เป็นความลับ น าไปเปิดเผยเฉพาะกับบุคคลที่ เกี่ยวข้องเพื่อ ประโยชน์ของเจ้าของ เมื่อบุคคลใดให้ข้อมูลที่เป็นความลับแก่ใคร ก็ คาดหวังว่าจะต้องปกปิดความลับของตนไม่ให้ผู้อื่น ล่วงรู้ ท าไมต้องปกปิดความลับของผู้ป่วย ก่อให้เกิดความเชื่อถือไว้วางใจใน สัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย เป็นสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลที่เป็นความลับของตน เป็นข้อก าหนดตามกฎหมายอาญา มาตรา 323 ขัดข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ ข้อ 15 (2550) พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 7 (2550) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(2562) พระราชบัญญัติการกระท าผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (2560) หลักความซื่อสัตย์ เป็นความซื่อสัตย์ต่อพันธะของตน ซึ่งครอบคลุมถึงการรักษาสัญญา และการปกปิด ความลับ พฤติกรรมตามหลักความซื่อสัตย์(รักษาสัญญา ปกปิดความลับ) ให้ความส าคัญต่อค าสัญญาและการปกปิดความลับ ท าตามที่รับปากไว้ เข้าใจถึงผลกระทบหากความลับของผู้ป่วยถูกเปิดเผย ยืนยันให้ผู้ป่วยมั่นใจว่าจะรักษาสัญญา/เก็บความลับ ไม่น าข้อมูล ภาพถ่ายที่เป็นส่วนตัว/ความลับของผู้ป่วยไปเปิดเผยในที่สาธารณะหรือผู้ไม่เกี่ยวข้อง ยกเว้น ผู้ป่วยอนุญาต เป็นไปตามกฎหมาย หรือเพื่อประโยชน์ต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ไม่ถ่ายรูปตนเอง/เพื่อนร่วมงานขณะให้การพยาบาลผู้ป่วย ไม่โทรศัพท์คุยขณะรับ-ส่งเวร หรือขณะดูแลผู้ป่วย ไม่ให้ข้อมูลของผู้ป่วยแก่ผู้อื่นทางโทรศัพท์ เว้นแต่ได้ก าหนดแนวทางที่ป้องกันการเปิดเผยข้อมูลอย่างรัดกุม


11/05/67 9 แนวคิดทางจริยธรรม 4 ประการ ส าหรับการส่งเสริมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาล 1. การท าหน้าที่แทน : Advocacy หลักการท าหน้าที่แทน **ท าเพื่อปกป้องพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วย **ท าเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากสิทธิที่พึงได้รับ **ท าหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ผู้ป่วย **ท าหน้าที่ประสานการให้ข้อมูลให้แก่ทีมสุขภาพถึงการตัดสินใจ ของผู้ป่วยที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล 2.ความรับผิดชอบ : accountability & responsibility หลักความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบในหน้าที่ หรืองานที่ได้รับมอบหมาย ท าด้วยความรู้ ท าอย่างเต็มความสามารถ รับผิดชอบต่อผลของการท าหน้าที่ของตนเมื่อเกิด ความผิดพลาด หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็พร้อมรับ และเร่งแก้ไขความผิดพลาดอย่างเร่งด่วน


11/05/67 10 หมายถึง การมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของบุคลากรในทีมสุขภาพ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพ 3. ความร่วมมือ : Co-operation หมายถึง ความเป็นมิตร เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน มีการแสดงออกที่อบอุ่นจริงใจ ห่วงใยเอาใจใส่กัน และมีน้ าใจต่อกัน หลักจริยธรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดความเอื้ออาทร คือหลักการท าประโยชน์ และหลักการเคารพเอกสิทธิ์ 4.ความเอื้ออาทร : Caring


11/05/67 11 การปฏิบัติการพยาบาลที่ผิดจริยธรรม ที่อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา การไม่ช่วยเหลือหรือปฏิเสธการประกอบวิชาชีพ การทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลยผู้ป่วย การเปิดเผยความลับผู้ป่วย การท าหรือรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ การประมาทในการประกอบวิชาชีพ การละเมิดสิทธิผู้ป่วย จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาล (Code of Ethics in Nursing) ช้อที่ 1 พยาบาลรับผิดชอบต่อประชาชนผู้ต้องการการพยาบาลและบริการสุขภาพ ทั้งต่อปัจเจกบุคคล ครอบครัว ชุมชน และระดับประเทศในการสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันความเจ็บป่วยการฟื้นฟูสุขภาพ และการบรรเทาความทุกข์ทรมาน ข้อที่ 2 พยาบาลประกอบวิชาชีพ ด้วยความเมตตากรุณา เคารพในคุณค่าของชีวิต ความมีสุขภาพดีและ ความผาสุกของเพื่อนมนุษย์ ช่วยให้ประชาชนด ารงสุขภาพไว้ระดับดีที่สุดตลอดวงจรของชีวิต นับแต่ปฏิสนธิ ทั้งในสุขภาพปกติ ภาวะเจ็บป่วย ชราภาพจนถึงระยะสุดท้ายของชีวิต ข้อที่ 3 พยาบาลมีปฏิสัมพันธ์ทางวิชาชีพกับผู้ใช้บริการ ผู้ร่วมงานและประชาชน ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษยชนของบุคคลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การพูด การแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจ ค่านิยม และความเชื่อ ตลอดจนความเป็นส่วนตัว


11/05/67 12 ข้อที่ 4 พยาบาลยึดหลักความยุติธรรมและความเสมอภาคในสังคมมนุษย์ โดยไม่จ ากัดด้วยชั้นวรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา เศรษฐานะ เพศ วัย กิตติศัพท์ชื่อเสียง สถานภาพในสังคม และโรคที่เป็น ข้อที่ 5 พยาบาลประกอบวิชาชีพโดยมุ่งความเป็นเลิศปฏิบัติการพยาบาล โดยมีความรู้ในการกระท าและ สามารถอธิบายเหตุผลได้ในทุกกรณี พัฒนาความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ข้อที่ 6 พยาบาลพึงป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ใช้บริการ ปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบและ กระท าการอันควร เพื่อป้องกันอันตรายซึ่งเห็นว่าจะเกิดกับผู้ใช้บริการ จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาล (Code of Ethics in Nursing) ข้อที่ 7 พยาบาลรับผิดชอบในการปฏิบัติให้สังคมเกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อพยาบาลและต่อวิชาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรม ในการด ารงชีวิต ประกอบวิชาชีพด้วยความมั่นคงในจรรยาบรรณ และเคารพ ต่อกฎหมาย ข่อที่ 8 พยาบาลร่วมในการท าความเจริญก้าวหน้าให้แก่วิชาชีพพยาบาล ร่วมเป็นผู้น าทางการพยาบาล ทางการศึกษาวิจัย หรือทางการบริหาร โดยร่วมในการน าทิศทาง นโยบาย และแผนเพื่อพัฒนาวิชาชีพ ข้อที่ 9 พยาบาลพึงรับผิดชอบต่อตนเองเช่นเดียวกันกับรับผิดชอบต่อผู้อื่น เคารพตนเอง รักษาความสมดุลมั่นคงของบุคลิกภาพ เคารพในคุณค่าของงาน และท างาน ด้วยมาตรฐานสูง ทั้งในการด าเนินชีวิตส่วนตัวและในการประกอบวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาล (Code of Ethics in Nursing)


06/05/67 1 occupational medicine department @ prapokklao hospital กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม พันธกิจ ให้บริการด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ดูแลสุขภาพอนามัย ของผู้ประกอบอาชีพและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษสิ่งแวดล้อม ทั้งภายใน และภายนอกโรงพยาบาล โดยให้บริการทั้งเชิงรุกเชิงรับในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค วินิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพ รักษาและฟื้นฟูสุขภาพ ปรับสภาพการท างานของคน และงานให้เหมาะสม รวมถึงการคุ้มครองสิทธิ์เมื่อเจ็บป่วย บาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการ ท างาน เฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพจากการประกอบอาชีพ ตลอดจนการจัดการควบคุม สภาพแวดล้อมในการท างานที่ปลอดภัย เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพ มีสุขภาพอนามัยที่ดี และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ occupational medicine department @ prapokklao hospital โรคติดเชื้อ-โรคติดต่อ วัณโรค เชื้อรา สุกใส ไข้หวัดใหญ่ หัด หัดเยอรมัน คางทูม คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบไวรัสบี ตับอักเสบไวรัสซี เอดส์ โรคติดเชื้อที่เป็นปัญหาใหม่ เช่น ซาร์ อีโบล่า ซิก้า 1.งานที่เราท าเสี่ยงกับโรค/การบาดเจ็บ/อันตรายอะไรบ้าง หัด Variceiia Measle ด้านชีวภาพ


06/05/67 2 occupational medicine department @ prapokklao hospital 1.งานที่เราท าเสี่ยงกับโรค/การบาดเจ็บ/อันตรายอะไรบ้าง ยาต้านมะเร็ง : หน่วยเคมีบ าบัด หอผู้ป่วยที่ให้ยาเคมีบ าบัด ปรอท : ทันตกรรม หน่วยช่างเครื่องมือแพทย์ หน่วยซ่อมบ ารุง หอผู้ป่วยและโอพีดี ตะกั่ว : ทันตกรรม หน่วยช่างเครื่องมือแพทย์ หน่วยซ่อมบ ารุง ฟอร์มาลีน : ห้องผ่าตัด พยาธิวิทยา นิติเวช คลอรีน : หน่วยผลิตน้ าประปา หน่วยบ าบัดน้ าเสีย น้ ายาฆ่าเชื้อ : หน่วยต่างๆในโรพยาบาล น้ ายาในห้องปฏิบัติการต่างๆ เช่น โทลูอีน สไตลีน กลุมงานพยาธิกายวิภาค และกลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ด้านสารเคมี occupational medicine department @ prapokklao hospital 1.งานที่เราท าเสี่ยงกับโรค/การบาดเจ็บ/อันตรายอะไรบ้าง แสงสว่าง : หอผู้ป่วย ส านักงาน เสียงดัง : หน่วยจ่ายกลาง ศูนย์เครื่องช่วยหายใจ งานไฟฟ้า หน่วยโภชนาการ ความร้อน : ซักฟอก ฝุ่นผ้า : งานบริการผ้า ฝุ่นทั่วไป : PM 10 PM 2.5 หน่วยงานต่างๆ ระบบระบายไม่ดี รังสี : หน่วยเอ็กซเรย์ ศูนย์โรคหัวใจ ห้องผ่าตัด ทันตกรรม ด้านกายภาพ


06/05/67 3 occupational medicine department @ prapokklao hospital 1.งานที่เราท าเสี่ยงกับโรค/การบาดเจ็บ/อันตรายอะไรบ้าง การจัดทีมยก การใช้อุปกรณ์ช่วยยก หลีกเลี่ยงท่าทางที่ไม่เหมาะสม ด้านการยศาสตร์ และจิตสังคม occupational medicine department @ prapokklao hospital 1.งานที่เราท าเสี่ยงกับโรค/การบาดเจ็บ/อันตรายอะไรบ้าง ด้านอุบัติเหตุจากการท างาน อุบัติเหตุอื่น เช่นพลัดตก หกล้ม อุบัติเหตุสัมผัสเลือดสารคัดหลั่ง หรือของมีคมทิ่มต า เจาะเลือด ฉีดยา ให้ IV suction สวมปลอกเข็มคืน


06/05/67 4 occupational medicine department @ prapokklao hospital 2. จะป้องกันอย่างไร ? การป้องกันอันตรายจากการท างาน ประเมินความเสี่ยงเพื่อชี้บ่งภาวะคุกคามทางสุขภาพ ( WTS ) ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการท างานให้มีความปลอดภัย จัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการท างาน อุปกรณ์ป้องกันต่างๆ อาทิเช่น Mask , surgical , N95 ,Face shield Goggle, Gloves , Gown occupational medicine department @ prapokklao hospital 2. จะป้องกันอย่างไร ? การป้องกันอันตรายจากการท างาน ให้ความรู้เรื่องความเสี่ยง การป้องกันและการแก้ไขความเสี่ยงต่างๆ จากการท างาน ทั้งเมื่อแรกเข้าท างาน และให้ความรู้ประจ าปี และกลุ่มย่อยตามหน่วยงาน จัดท าแนวทางการป้องกันต่างๆ และการดูแลหลังสัมผัส หรือเมื่อเจ็บป่วย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค วัคซีนป้องกันตับอักเสบไวรัส บี (ทุกคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน) วัคซีนไข้สุกใส (เฉพาะกลุ่มเสี่ยงสัมผัสที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ) วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (ทุกคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และไม่เคยฉีด) วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก (ทุกคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และไม่เคยฉีด) วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (ทุกคน /ทุกปี ) ตรวจสุขภาพประจ าปี และเอ็กซเรย์ปีละ 1 ครั้ง (นโยบายส าคัญของโรงพยาบาล)


06/05/67 5 occupational medicine department @ prapokklao hospital 1.เม 3.เมื่อเกิดการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุจากการท างาน ต้องท าอย่างไร แจ้งหัวหน้าเวร /หัวหน้างาน /หัวหน้ากลุ่มงาน เข้ารับการตรวจรักษาทันที และด าเนินการตามแนวทางที่ก าหนด รายงานตามระบบ ที่กลุ่มงานอาชีวเวชกรรมหรือคลินิกโรคจากการท างาน รายงานอุบัติเหตุ /บาดเจ็บ /การเจ็บป่วย จากการท างาน รายงานการสัมผัสโรคติดต่อเพื่อการสอบสวนโรคและเฝ้าระวังสุขภาพบุคลากร รายงานการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ จากการท างานเพื่อขอรับการช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีได้รับความเสียหายจากการ ให้บริการสาธารณสุข occupational medicine department @ prapokklao hospital 3.เมื่อเกิดการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุจากการท างาน ต้องท าอย่างไร แจ้งไลน์occppk หรือโทร 06-3464-9877 รายงานโดยscan Qr code เมื่อเกิดเหตุทันที


06/05/67 6 occupational medicine department @ prapokklao hospital 3.เมื่อเกิดการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุจากการท างาน ต้องท าอย่างไร ลายมือชื่อแพทย์ผู้สั่งยา มีโรคติดต่อรับเข้ามาในหน่วยงาน ในหน่วยงานมีคนเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ รับโรคติดต่อร้ายแรง ทุกชนิด ใช้ใบนี้เพื่อรับยากินป้องกันฉุกเฉิน กรณีสัมผัสโรคติดต่อ occupational medicine department @ prapokklao hospital (คณะกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล เมษายน 2561 ) แนวทางปฏิบัติส าหรับบุคลากร โรงพยาบาลพระปกเกล้า เมื่อเกิดอุบัติเหตุสัมผัสเลือดหรือ สารคัดหลั่งจากผู้ป่วย


06/05/67 7 occupational medicine department @ prapokklao hospital อุบัติการณ์สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย หนทางที่เลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย จะเข้าสู่ร่างกายเจ้าหน้าที่ การถูกเข็มต าหรือของมีคมบาด ผ่านทางเยื่อบุต่างๆ ปาก ตา จมูก ผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผล occupational medicine department @ prapokklao hospital อุบัติการณ์สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย สาเหตุที่ท าให้บุคลากร สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย


06/05/67 8 occupational medicine department @ prapokklao hospital แนวทางปฏิบัติเมื่อสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย บุคลากรได้รับอุบัติเหตุสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรายงานผู้บังคับบัญชาเบื้องต้น เตรียมเอกสารเพื่อใช้สิทธิ์กองทุนเงินทดแทน (กรณีบุคลากรใช้สิทธิ์ประกันสังคม) พบแพทย์ เพื่อรับค าปรึกษาเรื่องโอกาสการติดเชื้อและการป้องกัน (กินยาเร็วที่สุด 1-2 ชั่วโมงหลังสัมผัส และไม่ควรเกิน 72 ชม.) นอกเวลาราชการ พบแพทย์ที่ ER กรณีให้ยาป้องกัน ให้ครอบคลุมเฉพาะนอกเวลาราชการ และแนะน าให้พบแพทย์ที่ คลินิกโรคจากการท างาน กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม เพื่อลงทะเบียนรายงานอุบัติการณ์ และ ด าเนินการด้านเอกสารในการเบิกยาให้ครบ และนัด F/U ตามเกณฑ์ กรณีไม่ต้องกินยาป้องกัน ให้ค าแนะน า และให้มารายงานอุบัติการณ์ที่คลินิกโรคจากการท างาน ในเวลาราชการ occupational medicine department @ prapokklao hospital แนวทางปฏิบัติเมื่อสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ในเวลาราชการ พบแพทย์ที่คลินิกโรคจากการท างาน อาคารศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ ( ตรงข้าม PPK SHOP) เพื่อลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ การให้ค าปรึกษา การเจาะเลือด การรายงานผล การรับยา และการนัดหมายติดตาม แจง้ลงทะเบยีนทหี่อ้งบตัร กรณีใชส้ทิธกิ์องทนุเงนิทดแทน ต ้องยื่นเอกสารให ้ห ้องบัตรด ้วย


06/05/67 9 occupational medicine department @ prapokklao hospital เอกสารกองทุนเงินทดแทน : กรณีอุบัติเหตุจากการท างาน คลิ๊กที่นี่ กท. 16 กท. 44 กท.16/1 ปริ้นทั้ง 3 ใบ ทุกหน่วยงานที่มี การบาดเจ็บและ อุบัติเหตุจากงาน กลุ่มทรัพยากรบุคคล รับรองเอกสาร แพทย์ออก ใบรับรอง occupational medicine department @ prapokklao hospital การดูแลสุขภาพบุคลากร (Employee health) โรงพยาบาลพระปกเกล้า


Click to View FlipBook Version