The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเอกสารหรือคู่มือสำหรับแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน ระเบียบ ประกาศ และแนวปฏิบัติตน ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ของโรงเรียนที่เกี่ยวกับการเป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
นักเรียนและผู้ปกครองจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดดังกล่าว เพื่อการดูแลความประพฤติ และเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมกับการเป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงสืบไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kru.night92, 2021-03-25 05:53:03

คู่มือนักเรียนใหม่ DS-MCRU 2564

คู่มือนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเอกสารหรือคู่มือสำหรับแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน ระเบียบ ประกาศ และแนวปฏิบัติตน ตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ของโรงเรียนที่เกี่ยวกับการเป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
นักเรียนและผู้ปกครองจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดดังกล่าว เพื่อการดูแลความประพฤติ และเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมกับการเป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงสืบไป

Keywords: DS-MCRU,คู่มือนักเรียนใหม่

91

91

ความกาวหนาในการเรียนรูของผูเรียน เพื่อนำผลการประเมินมาใชเปน
ขอมูลในการพัฒนาอยา งตอ เน่ือง ประกอบดว ย

7.1 การประเมินระดบั ช้ันเรียน เปน การวดั ผลและประเมนิ ผล
ท่ีอยูในกระบวนการเรยี นรูผูสอนดำเนนิ การเพือ่ พัฒนาผูเรียนและตัดสินผล
การเรียนในรายวิชา/กิจกรรมทีต่ นสอน ในการประเมินเพ่ือพัฒนา ผูสอน
ประเมนิ ผลการเรยี นรตู ามตัวชี้วดั ท่ีกำหนดเปนเปา หมายในแตล ะหนวย การ
เรียนรูดวยวิธีการตาง ๆ เชน การซักถาม การสังเกต การตรวจการบาน
การแสดงออกในการปฏิบัติผลงาน การแสดงกิริยาอาการตาง ๆ ของ
ผูเรียนตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม เพื่อดูวาบรรลุตัวชี้วัดหรือมีแนวโนมวาจะ
บรรลุตัวชี้วัดเพียงใดแลวแกไขขอบกพรองเปนระยะๆ อยางตอเนื่อง การ
ประเมนิ เพื่อตดั สินเปนการตรวจสอบ ณ จดุ ท่กี ำหนด แลวตัดสินวาผูเรียนมี
ผลอนั เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนหรือไม และมากนอยเพียงใด
ท้ังนี้ โดยมวี ัตถุประสงคเพื่อเก็บคะแนนของหนวยการเรยี นรู หรือของการ
ประเมินผลกลางภาค หรือปลายภาคตามรูปแบบการประเมนิ ท่ีสถานศึกษา
กำหนด ผลการประเมินนอกจากจะใหเปน คะแนนหรือระดับผลการเรียนแก
ผเู รยี นแลวตอ งนำมาเปน ขอ มูลใชปรบั ปรงุ การเรียนการสอนตอ ไปอกี ดวย

7.2 การประเมินระดับสถานศึกษา เปนการตรวจสอบผลการ
เรียนของผูเรียนเปนรายป/ รายภาค ผลการประเมินการอาน คิดวิเคราะห
และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงคและกิจกรรมพฒั นาผูเรยี น การอนุมัติ
ผลการเรียน การตัดสินการเลื่อนเรียน และเปนการประเมินเพื่อใหไดขอมูล
เก่ียวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษาวาสงผลตอการเรียนรูของผูเรียน
ตามเปาหมายหรือไม ผูเรียนมีสิ่งที่ตองไดรับการพัฒนาในดานใด รวมท้ัง
สามารถนำผลการเรียนของผูเรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ
ระดับชาตแิ ละระดบั เขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษา ผลการประเมนิ ระดับสถานศึกษาจะ
เปนขอมูล และสารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ
หรือวิธกี ารจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพือ่ การจดั ทำแผนพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษาตามแนวทางการประกนั คณุ ภาพการศึกษา และรายงานผลการจัด
การศึกษาตอ คณะกรรมการบริหารโรงเรียนสาธิตแหงมหาวทิ ยาลัยราชภัฏ
หมูบานจอมบึง สภามหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอมบึง สำนักงาน
คณะกรรมการอดุ มศกึ ษา ผปู กครองและชมุ ชน

92

92

7.3 การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เปนการประเมิน
คุณภาพผูเรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรูของ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใชเปนขอมูลพื้นฐานใน การ
พัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ
สามารถดำเนนิ การโดยประเมนิ คุณภาพของผเู รียนดว ยวิธีการและเครอ่ื งมือท่ี
เปนมาตรฐานซึง่ จัดทำและดำเนนิ การโดยเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษา หรือดวยความ
รวมมือกับหนวยงานตนสังกัดและ/หรือหนวยงานที่เกี่ยวของ นอกจากนี้ยงั
สามารถดำเนินการไดดวยการตรวจสอบขอมูลจากการประเมินระดับ
สถานศึกษาในเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษา

7.4 การประเมินระดบั ชาติ เปนการประเมินคุณภาพผูเรียนใน
ระดับชาติ ตามมาตรฐาน การเรียนรูของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน สถานศกึ ษาตองจัดใหผูเรียนทุกคนที่เรยี นในชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3
และช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 6 เขารบั การประเมินผลจากการประเมนิ ใชเปนขอ มูล
ในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับตาง ๆ เพื่อนำไปใชในการ
วางแผนยกระดับคุณภาพการจดั การศึกษา ตลอดจนเปน ขอ มลู สนบั สนนุ การ
ตัดสนิ ใจในระดบั นโยบายของประเทศ

ขอมูลการประเมินในระดับตาง ๆ ขางตน เปนประโยชนตอ
สถานศึกษาในการตรวจสอบ ทบทวน พัฒนาคุณภาพผูเรียน ถือเปนภาระ
ความรับผิดชอบของสถานศึกษาทีจ่ ะตองจัดระบบดูแลชว ยเหลือ ปรับปรงุ
แกไ ข สง เสริมสนบั สนนุ เพ่อื ใหผูเรียนไดพัฒนาเตม็ ตามศกั ยภาพบนพื้นฐาน
ความแตกตางระหวางบุคคลที่จำแนกตามสภาพปญหาและความตองการ
ไดแก กลุมผูเรียนทั่วไป กลุมผูเรยี นที่มีความสามารถพิเศษ กลุมผูเรยี นที่มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุมผูเรียนที่มีปญหาดานวินัยและพฤติกรรม
กลุมผูเรยี นที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุมผูเรยี นที่มีปญหาทางเศรษฐกิจและสังคม
กลุมผูเ รยี นทพี่ ิการทางรางกายและสติปญ ญา เปนตน ขอ มูลจากการประเมิน
จึงเปนหัวใจของสถานศึกษาในการดำเนินการชวยเหลือผูเรียนไดทันทวงที
อันเปนโอกาสใหผ ูเรียนไดรบั การพฒั นาและประสบความสำเรจ็ ในการเรีย

ขอ 8 แนวดำเนินการประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา
เพื่อใหการวัดและการประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา
สอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี
การดำเนินการตามหลักการกระจายอำนาจ มีการประเมินผูเรียนตาม

93

93

หลักการวัดและประเมินผลการเรียน มีการตรวจสอบและกำกับติดตาม
ประเมินคณุ ภาพการประเมินผลการเรียนอยางเปนระบบและมปี ระสิทธิภาพ
จึงกำหนดแนวดำเนนิ การวดั และประเมินผลการเรียนของสถานศกึ ษาดังนี้

8.1 สถานศึกษาโดยคณะกรรมการบริหารโรงเรียนสาธิตแหง
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอมบึง กำหนดรูปแบบ ระบบและระเบียบ
ประเมินผลของสถานศึกษา เพื่อใชเปนแนวปฏิบัติใน การประเมินผลการ
เรยี นของสถานศึกษา

8.2 สถานศกึ ษาโดยคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู รและวิชาการ
ของสถานศกึ ษากำหนดมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วดั และแตละกลุมสาระ
การเรียนรู โดยวิเคราะหจากมาตรฐานการเรียนรูชว งชั้น คุณลกั ษณะอันพึง
ประสงคและมาตรฐาน การอาน คิด วิเคราะห และเขียน เพื่อใชเปน
เปาหมายในการวดั และการประเมินผลการเรียนรรู ายภาค

8.3 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการใหความ
เห็นชอบของรูปแบบ วิธีการ เครื่องมือ สำหรับการประเมิน และผลการ
ตดั สินการประเมนิ ผลการเรยี นรายวิชาของผูส อน

8.4 ผูสอนจัดการเรียนการสอน ตรวจสอบพัฒนาการของ
ผูเรียนและประเมินสรุปผลสัมฤทธิ์ของผูเรียนดวยวิธีการหลากหลายตาม
สภาพจริง โดยนำผลการเรียนรูระหวางเรียนไมนอยกวารอยละ 60 ไปใช
เปน ขอ มลู รวมกับการประเมินปลายภาค

8.5 หัวหนาสถานศึกษาอนุมัติผลการเรียน ปลายภาคและการ
ผานชวงช้นั

8.6 สถานศึกษาจัดทำรายงานผลการดำเนินการประเมินผล
การเรียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการ
ของสถานศึกษา เสนอตอคณะกรรมการบริหารโรงเรียนสาธิตแหง
มหาวิทยาลยั ราชภฏั หมบู านจอมบงึ

ขอ 9 การประเมินผลการเรยี นในดานตาง ๆ ประกอบดวย
9.1 การประเมินผลการเรียนสาระการเรียนรูรายวิชา ตาม

มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด ซึ่งสถานศึกษาวิเคราะหจากมาตรฐานการ
เรยี นรชู ว งช้นั การประเมนิ ผลการเรียนรรู ายวชิ า ใหตดั สนิ ผลการประเมินเปน
ระดับผลการเรยี น 8 ระดับ ดงั ตอ ไปนี้

94

94

4 หมายถงึ ผลการเรยี นดเี ยยี่ ม
3.5 หมายถงึ ผลการเรยี นดมี าก
3 หมายถึง ผลการเรยี นดี
2.5 หมายถึง ผลการเรยี นคอ นขางดี
2 หมายถึง ผลการเรยี นปานกลาง
1.5 หมายถงึ ผลการเรยี นพอใช
1 หมายถึง ผลการเรยี นผา นเกณฑขน้ั ต่ำ
0 หมายถงึ ผลการเรยี นตำ่ กวา เกณฑ
9.2 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค เปนการประเมนิ
พัฒนาทางดานคุณธรรม จริยธรรม คานิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค
ของผูเรียน ตามคุณลักษณะทีส่ ถานศึกษากำหนด การประเมินคุณลักษณะ
อันพงึ ประสงค จะประเมนิ เปน รายคุณลกั ษณะทุกภาคเรียน และตดั สินผล
การประเมนิ เปน 4 ระดบั ดังตอ ไปนี้
ดเี ยี่ยม หมายถึง ผเู รยี นปฏิบัติตนตามคณุ ลกั ษณะจน

เปนนสิ ยั และนำไปใชใ น
ชวี ิตประจำวัน เพื่อประโยชนส ขุ ของ
ตนเองและสงั คม โดยพิจารณาจาก
ผลการประเมนิ ระดบั ดีเยย่ี ม จำนวน
5 - 8 คณุ ลักษณะ และไมม ี
คุณลักษณะใดไดผ ล การประเมนิ ต่ำ
กวาระดับดี
ดี หมายถึง ผูเรยี นมีคณุ ลกั ษณะในการปฏิบัติ
ตามกฎเกณฑเ พ่อื ใหเ ปน การยอมรบั
ของสังคม โดยพจิ ารณาจาก
1. ไดผลการประเมินระดับดีเยี่ยม
จำนวน 1–4 คุณลักษณะ และไมมี
คุณลักษณะใดไดผลการประเมินต่ำ
กวา ระดบั ดี หรือ
2. ไดผลการประเมินระดับดีเยี่ยม
จำนวน 4 คุณลักษณะ และไมมี

95

95

คุณลักษณะใดไดผลการประเมินต่ำ
กวา ระดับผา น หรอื
3. ไดผลการประเมินระดบั ดี จำนวน
5–8 ค ุ ณ ล ั ก ษ ณ ะ แ ล ะ ไ ม  มี
คุณลักษณะใดไดผลการประเมินต่ำ
กวาระดับผาน
ผา น หมายถึง ผเู รยี นรบั รแู ละปฏิบัตติ ามกฎเกณฑ
และเงื่อนไข ที่สถานศึกษากำหนด
โดยพจิ ารณาจาก
1. ไดผ ลการประเมินระดับผา น
จำนวน 5–8 คุณลักษณะ และไมมี
คุณลักษณะใดไดผลการประเมินต่ำ
กวาระดบั ผา น หรอื
2. ไดผลการประเมนิ ระดบั ดี
จำนวน 4 คุณลักษณะ และไมมี
คุณลักษณะใดไดผลการประเมินต่ำ
กวาระดบั ผา น
ไมผา น หมายถงึ ผูเรยี นรบั รแู ละปฏบิ ัตไิ ดไมค รบตาม
กฎเกณฑ และเงอ่ื นไขที่สถานศึกษา
กำหนด โดยพิจารณาจากผลการ
ประเมนิ ระดบั ไมผา น ตง้ั แต
คณุ ลักษณะ
9.3 การประเมินความสามารถ อาน คิด วิเคราะห และเขียน
ผานชวงชั้น เปนการประเมินทักษะการคิดและการถายทอดความคิดดวย
ทักษะการอาน การคิด วิเคราะห และเขียน ตามเงื่อนไขและวิธีการที่
สถานศึกษากำหนดและตัดสินผลการประเมินเปน 4 ระดบั ดงั ตอ ไปนี้
ดเี ยยี่ ม หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถใน
การอาน คิดวิเคราะห และเขยี นท่ีมี
คุณภาพดีเลศิ อยเู สมอ
ดี หมายถึง มผี ลงานท่แี สดงถงึ ความสามารถใน

96

96

การอาน คดิ วิเคราะห และเขียนท่มี ี
คุณภาพเปนทย่ี อมรบั
ผา น หมายถงึ มผี ลงานที่แสดงถึงความสามารถใน
การอา น คิดวิเคราะห และเขียนทมี่ ี
คณุ ภาพเปนทย่ี อมรับ แตยงั มี
ขอบกพรองบางประการ
ไมผา น หมายถึง ไมมผี ลงานท่แี สดงถงึ ความสามารถ
ในการอา น คิดวิเคราะห และเขยี น
หรือถา มผี ลงาน ผลงานนน้ั ยังมี
ขอบกพรอ งท่ีตอ งไดร บั การปรบั ปรงุ
แกไขหลายประการ
9.4 การประเมินการรวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียน เปนการ
ประเมินความสามารถและพัฒนาการของผูเรียน ในการเขารวมกิจกรรม
พัฒนาผูเรียน ในแตละภาคเรียน ตามเกณฑของแตละกจิ กรรมและตดั สินผล
การประเมินเปน 2 ระดับ ดงั น้ี
ผาน หมายถงึ ผเู รยี นมีเวลาเขารวมกจิ กรรมพฒั นา
ผูเรยี น ปฏิบัตกิ จิ กรรมและมีผลงาน
ตามเกณฑท สี่ ถานศึกษากำหนด
ไมผ า น หมายถึง ผเู รยี นมีเวลาเขารวมกจิ กรรมพฒั นา
ผเู รยี น ปฏิบัตกิ ิจกรรมและมผี ลงาน
ไมเ ปน ไปตามเกณฑทีส่ ถานศกึ ษา
กำหนด
9.5 การตัดสินผลการเรียนผานชวงชั้น เปนการนำผลการ
ประเมินในขอ 9.1 ถึง 9.4 มาประมวลสรุปเพื่อตัดสินใหผูเรียนผานชวงช้ัน
ตาง ๆ ตามเกณฑการตดั สนิ ผลการเรียนแตละชว งชัน้
ขอ 10 การประเมินผลการเรียนทม่ี ีเง่ือนไขในแตล ะรายวิชา
การประเมนิ ผลการเรยี นทม่ี ีเงอ่ื นไขในแตละรายวิชา เปน ดงั น้ี
มส หมายถงึ ไมม สี ิทธ์เิ ขารับการประเมินผลปลาย
ภาคเรียน
ร หมายถงึ รอการตัดสิน หรอื ยังตัดสินไมไ ด

97

97

หมวด 3
การตัดสินผลการเรียน

ขอ 11 การตัดสินผลการเรียน ใหถอื ปฏบิ ตั ดิ ังนี้
11.1 พจิ ารณาตดั สนิ วา ผเู รยี นผานเกณฑก ารประเมนิ รายวชิ า

ตามกลมุ สาระการเรยี นรูท ัง้ 8 กลุม และไดร บั ผลการเรยี น 1 ถงึ 4
11.2 การตัดสินพิจารณาวา ผูเรียนจะนับจำนวนชั่วโมง/

จำนวนหนว ยกิตจะตอ งไดรับผลการเรียน 1 ถงึ 4
11.3 ไดรับการประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงคของผูเรียน

เปนรายภาคและนำไปตดั สนิ การผานชวงชั้น โดยถา ผานเกณฑท ีส่ ถานศึกษา
กำหนดใหไ ดผลการประเมนิ ตามขอ 9.2

11.4 ไดรับการประเมินการอาน คิด วิเคราะห และเขียน
เปนรายภาคและนำไปตัดสินการผานชว งชั้น โดยผานเกณฑการประเมินให
ไดระดับผลการประเมินตามขอ 9.3

11.5 ไดร บั การตัดสนิ การเขา รวมกิจกรรมพัฒนาผเู รยี นเปนราย
ภาคและรายชว งชนั้ โดยถา ผานเกณฑก ารประเมินใหไ ดผลการประเมินเปน
“ผ” และถา ไมผา นเกณฑ ใหผ ลการประเมนิ ได “มผ”

11.6 วัดผลปลายภาคเฉพาะผทู มี่ ีเวลาเรียนตลอดภาคเรยี น ไม
นอยกวารอยละ 80 ของเวลาเรียนในรายวิชานั้น ใหอยูในดุลพินิจของ
คณะอนุกรรมการกลุมสาระการเรียนรู เสนอผานคณะกรรมการบริหาร
หลักสูตรและวิชาการเห็นชอบ และเสนอผบู ริหารสถานศกึ ษาอนมุ ัติ

11.7 ผูเรียนที่มีเวลาเรียนไมถึงรอยละ 80 ของเวลาเรียนใน
รายวิชานั้น และไมไดรับการผอนผันใหเขารับการวัดผลปลายภาคใหไ ดผล
การเรียน “มส”

11.8 ผูเรียนที่มีผลการเรยี นต่ำกวาเกณฑทสี่ ถานศกึ ษากำหนด
ใหไ ดร ะดับผลการเรียน “0” ในครงั้ นั้น

11.9 ผูเรยี นที่ทุจริตในการสอบหรือทุจริตในงานที่มอบหมาย
ใหทำในรายวิชาใด ครงั้ ใด ก็ตาม ใหไ ดค ะแนน “0” ในครัง้ นน้ั

11.10 ผูเรียนที่ไมไดเขารับการประเมินผลระหวางเรยี น หรือ
ปลายภาค ไมไดสงงานที่ไดรับมอบหมายใหทำ หรือมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให
ประเมินผลการเรยี นไมได ใหไดผ ลการเรียน “ร”

98

98

กรณีที่ผูเรียนไดผลการเรียน “ร” เพราะไมสงงานนั้น
จะตองไดรับความเหน็ ชอบจากคณะอนกุ รรมการกลุมสาระการเรยี นรู

ขอ 12 การเปลยี่ นผลการเรยี น ใหถ ือปฏิบัตดิ ังนี้
12.1 การเปลี่ยนระดับผลการเรียนจาก “0” ใหครูผูสอน

ดำเนินการพัฒนาผูเรยี น โดยจัดสอนซอมเสรมิ ปรับปรุง แกไขผูเรียนในผล
การเรียนรู ไมผานเกณฑขั้นต่ำแลวประเมินดวยวิธีการที่มีประสิทธิภาพ จน
ผูเรียนสามารถผานเกณฑการประเมินและใหระดับผลการเรียนใหม ใหได
ระดบั ผลการเรียนไมเกนิ “1” ตามเง่อื นไขที่สถานศกึ ษากำหนด ทงั้ นี้ ใหส อบ
แกตัวไดไมเกิน 2 ครั้ง ถาผูเรียนไมดำเนิน การสอบแกตัวตามระยะเวลาที่
สถานศึกษากำหนด ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะพิจารณาขยาย
เวลาออกไปอกี 1 ภาคเรยี น สำหรบั ภาคเรียนที่ 2 ตองดำเนินการใหเสร็จสิ้น
ภายในปก ารศึกษานน้ั

ถาสอบแกตัว 2 ครั้งแลว ยังไดระดับผลการเรียน “0” อีก
ใหสถานศึกษาแตงตั้งคณะกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผลการ
เรยี นของผูเรยี น โดยปฏิบัตดิ งั น้ี

(1) ถา เปน รายวิชาพืน้ ฐาน ใหเรียนซ้ำรายวชิ านั้น
(2) ถาเปนรายวิชาเพิ่มเติม ใหอยูในดุลยพินิจของ
สถานศกึ ษา ใหเ รียนซำ้ หรอื เปลย่ี นรายวชิ าใหม
12.2 การเปลี่ยนผลการเรยี นจาก “ร” ใหผูเรียนดำเนินการ
แกไข “ร” ตามสาเหตุ เมื่อผูเรียนแกไขปญหาเสร็จแลวใหไดระดับผลการ
เรียนตามปกติ (ต้งั แต 0-4)
ถาผูเรียนไมดำเนินการแกไข “ร” กรณีที่สงงานไมค รบ
แตมีผลการประเมินระหวางเรียนและปลายภาคใหผูสอนนำขอมูลที่มีอยู
ตัดสนิ ผลการเรียน ยกเวนมีเหตุสุดวิสัย ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่
จะขยายเวลาการแก “ร” ออกไปอีกไมเกิน 1 ภาคเรียน สำหรับภาคเรียนท่ี
2 ตองดำเนนิ การใหเสร็จสิ้นภายในปการศึกษานั้น เมื่อพนกำหนดนี้แลวให
เรียนซำ้ หากผลการเรยี นเปน “0” ใหดำเนินการแกไขตามหลักเกณฑ
12.3 การเปลีย่ นผลการเรียน “มส” มี 2 กรณี
1) กรณีผูเรียนไดผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนไมถึง
รอยละ 80 แตมีเวลาเรียนไมนอยกวารอยละ 60 ของเวลาเรียนในรายวิชานั้น
ใหครูผูสอนจัดใหเรยี นเพิม่ เติมโดยใชชั่วโมงสอนซอมเสรมิ หรือมอบหมายงานให

99

99

ทำ จนมีเวลาเรียนครบตามที่กำหนดไวสำหรับวิชานั้น แลวจึงใหวัดผลปลายภาค
เปนกรณีพิเศษ ผลการแก “มส” ใหไดระดับผลการเรียนไมเกิน “1” การแก
“มส” กรณีนี้ใหกระทำใหเสร็จสิ้นภายในปการศึกษานั้น ถาผูเรียนไมมา
ดำเนินการแก “มส” ตามระยะเวลาที่กำหนดไวนี้ใหเรียนซำ้ ยกเวนมีเหตสุ ุดวิสยั
ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศกึ ษาที่จะขยายเวลาการแก “มส”ออกไปอีกไมเกิน
1 ภาคเรียน

2) กรณีผเู รียนไดผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลานอย
กวารอยละ 60 ของเวลาท้งั หมด ใหส ถานศกึ ษาดำเนนิ การดังนี้

(1) ถา เปนรายวชิ าพื้นฐาน ใหเรยี นซำ้ รายวิชานน้ั
(2) ถาเปนรายวิชาเพิ่มเติม ใหอยูในดุลยพินิจของ
สถานศึกษา ใหเ รยี นซ้ำหรือเปล่ียนรายวิชาใหม
การเรียนซ้ำรายวิชาผูเรียนที่ไดรับการสอนซอมเสริม
และสอบแกตัวแลว 2 ครั้งแลวไมผานเกณฑการประเมิน ใหเรียนซ้ำรายวิชา
นั้น ทั้งนี้ใหอยูในดุลยพินิจของสถานศึกษาในการจัดใหเรียนซ้ำในชวงใด
ชวงหนึ่งที่สถานศึกษาเห็นวาเหมาะสม เชน พักกลางวัน วันหยุด ชั่วโมงวาง
หลงั เลิกเรียน ภาคฤดูรอ น เปนตน
ในกรณีภาคเรียนท่ี 2 หากผูเรียนยังมีผลการเรียน “0” “ร”
“มส” ใหดำเนินการใหเสรจ็ สิ้น กอนเปดเรียนปการศึกษาถัดไป สถานศึกษาอาจ
เปดการเรียนการสอนในภาคฤดูรอ นเพอ่ื แกไ ขผลการเรียนของผเู รียนได
12.4 การเปลี่ยนผล “มผ” กรณีที่ผูเรียนไดผล “มผ” สถานศึกษา
ตอ งจัดซอมเสริมใหผเู รียนทำกจิ กรรมในสว นท่ีผเู รยี นไมไ ดเ ขา รวมหรือไมไดทำจน
ครบถวน แลวจึงเปลี่ยนผลจาก “มผ” เปน “ผ” ได ทั้งน้ี ดำเนินการใหเสร็จส้ิน
ภายในภาคเรยี นน้ัน ๆ ยกเวนมีเหตุสุดวสิ ัยใหอยูใ นดุลยพินจิ ของสถานศึกษาที่จะ
พิจารณาขยายเวลาออกไปอีกไมเกิน 1 ภาคเรียน สำหรับภาคเรียนท่ี 2 ตอง
ดำเนินการใหเ สร็จส้ินภายในปก ารศกึ ษานน้ั
ขอ 13 การเล่ือนชัน้ เมื่อสิ้นปการศึกษาผูเรียนจะไดรบั การเล่ือนช้ัน
เม่ือมีคณุ สมบัตติ ามเกณฑ ดงั ตอ ไปน้ี
13.1 รายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิม่ เติมไดรับการตัดสินผลการ
เรยี นผานตามเกณฑท ส่ี ถานศกึ ษากำหนด

100

100

13.2 ผูเรียนตองไดรับการประเมินและมผี ลการประเมินผานตาม
เกณฑท ่ีสถานศึกษากำหนดในการอาน คดิ วเิ คราะห และเขียน คณุ ลกั ษณะอันพึง
ประสงค และกิจกรรมพฒั นาผเู รียน

13.3 ระดับผลการเรียนเฉลี่ยในปการศึกษานั้นควรไดไมต่ำกวา
1.00 ท้ังน้ี รายวิชาใดที่ไมผานเกณฑการประเมิน สถานศึกษาสามารถซอมเสริม
ผเู รียนใหไดรบั การแกไ ข

ในภาคเรียนถัดไป ทั้งนี้สำหรับภาคเรียนที่ 2 ตองดำเนินการให
เสรจ็ ส้ินภายในปการศกึ ษานั้น

ขอ 14 การสอนซอมเสริม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 กำหนดใหสถานศึกษาจัดสอนซอมเสริมเพื่อพัฒนาการเรียนรู
ของผูเรยี นเตม็ ตามศักยภาพ

การสอนซอ มเสรมิ เปนการสอนเพื่อแกไขขอบกพรอง กรณที ่ผี เู รียน
มีความรู ทักษะ กระบวนการหรือเจตคติ/คุณลักษณะ ไมเปนไปตามเกณฑท่ี
สถานศึกษากำหนด สถานศึกษาตองจัดสอนซอมเสริมเปนกรณีพิเศษ
นอกเหนือไปจากการสอนตามปกติ เพื่อพัฒนาใหผูเรียนสามารถบรรลุตาม
มาตรฐานการเรียนร/ู ตัวชีว้ ัดที่กำหนดไว เปน การใหโ อกาสแกผเู รยี นไดเรียนรูและ
พัฒนา โดยจัดกิจกรรมการเรียนรูที่หลากหลายและตอบสนองความแตกตาง
ระหวางบุคคล

การสอนซอมเสรมิ สามารถดำเนินการไดใ นกรณี ดงั ตอ ไปน้ี
1) ผูเรียนมีความรู/ทักษะพื้นฐานไมเพียงพอที่จะศึกษาในแตละ
รายวิชานัน้ ควรจดั การสอนซอมเสริมปรบั ความร/ู ทกั ษะพน้ื ฐาน
2) ผูเรียนไมสามารถแสดงความรู ทักษะ กระบวนการ หรือเจต
คติ/คุณลักษณะที่กำหนดไวตามมาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัดในการประเมินผล
ระหวางเรยี น
3) ผูเรียนที่ไดระดับผลการเรียน “0” ใหจัดการสอนซอมเสริม
กอ นสอบแกตวั
4) กรณีผูเรียนมีผลการเรียนไมผาน สามารถจัดสอนซอมเสริมใน
ภาคฤดรู อนเพื่อแกไ ขผลการเรียน ทง้ั น้ี ใหอ ยูในดุลยพินจิ ของสถานศกึ ษา
ขอ 15 การเรียนซ้ำชั้น ผูเรียนที่ไมผานรายวิชาจำนวนมากและมี
แนวโนมวาจะเปนปญหาตอ การเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้นสถานศึกษาอาจต้ัง

101

101

คณะกรรมการพิจารณาใหเรียนซ้ำชั้นไดทั้งน้ี ใหคำนึงถึงวุฒิภาวะและความรู
ความสามารถของผูเรยี นเปน สำคัญ

การเรยี นซำ้ ชั้น มี 2 ลักษณะ คอื
1) ผูเรียนมีระดับผลการเรียนเฉลี่ยในปการศึกษานั้นต่ำกวา

1.00 และมีแนวโนม วาจะเปนปญหาตอการเรียนในระดับชน้ั ทสี่ งู ข้นึ
2) ผูเรียนมีผลการเรียน 0 ร และ มส เกินครึ่งหนึ่งของ

รายวชิ าที่ลงทะเบยี นเรยี นในปการศกึ ษานน้ั
ทั้งนี้ หากเกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือทั้ง 2 ลักษณะ ให

สถานศกึ ษาแตงตัง้ คณะกรรมการพิจารณา หากเหน็ วาไมมีเหตุผลอันสมควรก็ให
ซ้ำชั้น โดยยกเลิกผลการเรียนเดิมและใหใชผลการเรียนใหมแทน หากพิจารณา
แลวไมต องเรยี นซำ้ ชัน้ ใหอยใู นดุลยพินิจของสถานศึกษาในการแกไ ขผลการเรียน

ขอ 16 เกณฑการตัดสินผลการเรียน ผานชวงชั้นและจบหลักสูตร
สถานศกึ ษา

16.1 เกณฑการจบหลักสูตรระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน
1) ผูเรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม โดยเปน

รายวิชาพื้นฐาน 66 หนวยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมตามที่สถานศึกษา
กำหนด

2) ผูเรียนตองไดหนวยกิตตลอดหลักสูตรไมนอยกวา 77
หนวยกิต โดยเปนรายวชิ าพน้ื ฐาน 66 หนวยกิต และรายวิชาเพมิ่ เตมิ ไมนอย
กวา 11 หนวยกิต

3) ผเู รียนตอ งมผี ลการเรียนผา นทกุ รายวิชา
4) ผูเรียนมีผลการประเมิน การอาน คิดวิเคราะหและ
เขียน ผา นเกณฑการประเมนิ ในระดบั ผา นข้ึนไป
5) ผูเรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค
ผานเกณฑการประเมินในระดับผานขึ้นไป (รวมตลอด 3 ป จำนวน 45
ช่วั โมง)
6) ผูเรียนเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียนและมีผลการ
ประเมินผา นทุกกจิ กรรม
7) ผูเรียนเขารวมกิจกรรมเสริมหลักสูตรและมีผลการ
ประเมินผานเกณฑก ารประเมนิ
16.2 เกณฑก ารจบหลกั สูตรระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

102

102

1) ผูเรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม โดยเปน
รายวิชาพื้นฐาน 41 หนวยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมตามที่สถานศึกษา
กำหนด

2) ผูเรียนตองไดหนวยกิตลอดหลักสูตรไมนอยกวา 77
หนวยกิต โดยเปน รายวิชาพน้ื ฐาน 66 หนว ยกิต และรายวชิ าเพิ่มเตมิ ไมนอย
กวา 36 หนว ยกิต

3) ผเู รยี นตอ งมีผลการเรียนผานทุกรายวิชา
4) ผูเรียนมีผลการประเมิน การอาน คิดวิเคราะหและ
เขยี น ผา นเกณฑการประเมนิ ในระดับผา นขึ้นไป
5) ผูเรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค
ผานเกณฑการประเมินในระดับผานขึ้นไป (รวมตลอด 3 ป จำนวน 60
ชว่ั โมง)
6) ผูเรียนเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียนและมีผลการ
ประเมนิ ผานทกุ กิจกรรม
7) ผูเรียนเขารวมกิจกรรมเสริมหลักสูตรและมีผลการ
ประเมินผานเกณฑก ารประเมิน

หมวด 4
เอกสารหลักฐานการศึกษา

ขอ 17 ใหสถานศึกษาจัดใหมีเอกสารการประเมินผลการเรียน ตาง ๆ
ดังนี้

17.1 ระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript) (ปพ.1) เปนเอกสาร
บันทึกผลการเรียนของผเู รยี นตามสาระการเรียนรกู ลมุ วิชาและกิจกรรมตาง ๆ ที่
ไดเรียนในแตละชวงชั้นของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใหเปนหลักฐาน
แสดงสถานภาพและความสำเร็จในการศกึ ษาของผูเรียนแตล ะคน ใชเปน หลักฐาน
ในการสมัครเขา ศึกษาตอ สมัครทำงานหรือดำเนนิ การในเร่อื งอ่นื ทเ่ี กย่ี วของ

17.2 หลักฐานแสดงวฒุ กิ ารศกึ ษา (ใบประกาศนยี บัตร) (ปพ.2) เปน
เอกสารที่สถานศึกษาออกใหกับผูสำเร็จการศึกษาและรับรองวุฒิการศึกษาของ
ผเู รียน ใหผูเ รยี นนำไปใชเ ปน หลักฐานแสดงระดบั วฒุ กิ ารศกึ ษาของตน

103

103

17.3 แบบรายงานผูสำเร็จการศึกษา (ปพ.3) เปนแบบรายงาน
รายชื่อและขอมูลของผูสำเร็จการศึกษาภาคบังคับตามหลักสูตรการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน เพื่อใชเปน หลักฐานสำหรับตรวจสอบยนื ยนั และรับรองความสำเร็จและ
วุฒิการศึกษาของผูสำเร็จการศึกษาแตละคน ตอเขตพื้นที่การศึกษาและ
กระทรวงศกึ ษาธิการ

17.4 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค (ปพ.4)
เปนเอกสารรายงานพัฒนาการดานคุณลักษณะของผูเรียนเกี่ยวกับคุณธรรม
จริยธรรม คานิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงคที่สถานศึกษากำหนดขึ้นเพ่ือ
พัฒนาผูเรียนเปนพิเศษ เพื่อการแกปญหาหรือสรางเอกลักษณใหผูเรียนตาม
วิสัยทัศนของสถานศึกษา เปนการรายงานผลการประเมินที่แสดงถึงสภาพหรือ
ระดับคณุ ธรรม จริยธรรม คา นยิ ม หรือคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคข องผเู รยี นในแต
ละชวงชั้น สถานศึกษาตองจัดทำเอกสารนี้ใหผูเรียนทุก ๆ คน ควบคูกับระเบียน
แสดงผลการเรียนของผูเรียนเพื่อนำไปใชเปนหลักฐานแสดงคุณลักษณะของ
ผูเรยี นเพื่อประกอบในการสมัครศกึ ษาตอ หรอื สมัครทำงาน

17.5 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณภาพของผูเรียน (ปพ.5) เปน
เอกสารสำหรับผูสอนใชบ ันทึกเวลาเรยี น ขอ มูลผลการวัดและประเมินผลการเรยี น
ขอมูลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียนแตละคนที่เรียนใน
หองเรียนกลุมเดียวกัน เพื่อใชเปนขอมูลในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ปรับปรุง แกไข สงเสริมและตัดสนิ ผลการเรียนของผูเรียน รวมทั้งใชเปนหลักฐาน
สำหรับตรวจสอบยืนยัน สภาพการเรียน การมีสวนรวมในกิจกรรมตาง ๆ และ
ผลสัมฤทธิข์ องผูเรยี นแตล ะคน

17.6 แบบรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผูเรียนรายบุคคล (ปพ.6)
เปนเอกสารสำหรับบันทึกขอมูลเกี่ยวกับผลการเรียน พัฒนาการในดานตาง ๆ
และขอ มูลอ่ืน ๆ ของผูเรยี น

17.7 ใบรับรองผลการศกึ ษา (ปพ.7) เปนเอกสารท่ีสถานศึกษาออก
ใหผูเรียนเปน การเฉพาะกิจเพื่อรับรองสถานภาพทางการศึกษาของผูเรียนเปน
การช่วั คราว ทง้ั กรณีผูเรยี นยงั ไมส ำเร็จการศกึ ษาและสำเรจ็ การศึกษาแลว

17.8 ระเบียนสะสม (ปพ.8) เปนเอกสารสำหรับบันทึกขอมูล
เกีย่ วกับพัฒนาการและผลงานดานตา ง ๆ ของผูเรียนทั้งที่สถานศึกษาและที่บาน
เพอ่ื ประโยชนใ นการแนะแนวผูเ รยี นในทุก ๆ ดาน

104

104

17.9 สมุดบันทึกผลการเรยี น (ปพ.9) เปนสมดุ บนั ทึกผลการเรยี นรทู ี่
สถานศึกษาจดั ทำขึน้ เพื่อบันทกึ รายการรายวิชาตาง ๆ ท่ผี ูเ รยี นจะตองเรยี นในแต
ละชว งชั้น ตามโครงสรา งหลักสูตรของสถานศึกษา พรอมดวยผลการประเมินผล
การเรียนของแตละรายวิชา และสถานศึกษา ออกใหผูเรียนสำหรับใชศกึ ษาและ
นำไปแสดงใหบุคคลหรือหนวยงานที่สนใจไดทราบโครงสรางหลักสูตรและ
รายละเอยี ดของรายวิชาตา ง ๆ ของสถานศกึ ษา พรอ มดวยผลการเรยี นของผูเรยี น
จากการเรียนแตละรายวิชา กรณีที่ผูเ รียนยายสถานศึกษาขอ มลู ในสมุดบันทึกผล
การเรียนรูจะเปนประโยชนในการนำไปใชเปนขอมูลในการเทียบโอนผลการเรียน
จากสถานศึกษาเดิมไปเปนผลการเรยี นตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษาให

หมวด 5
การเทยี บโอนผลการเรียน

ขอ 18 การเทียบโอนผลการเรียน เปนการนำผลการเรียนซึ่งเปน
ความรู ทักษะ และประสบการณของผูเรียนที่เกิดจากการศึกษาในระบบ
การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย มาประเมนิ เปนสวนหนึง่
ของการศกึ ษาตามหลักสูตรใดหลกั สูตรหนึง่

แนวการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ใหเปนไปตามระเบียบ
สถานศึกษา วาดวยการเทยี บโอนผลการเรยี น ดงั น้ี

18.1 ผูขอเทยี บโอนตองข้ึนทะเบียนเปน นักเรียนหรือนักศึกษาของ
สถานศึกษาใดสถานศึกษาหนึ่ง ทั้งนี้ โดยผูขอเทียบโอนจะตองไมเปนผูที่กำลงั
ศึกษาอยูใ นระบบ โดยสถานศึกษาดังกลา วดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ใน
ภาคเรียนแรกที่ขึ้นทะเบียนเปน นักเรียนหรือนักศกึ ษา ยกเวนกรณมี เี หตุจำเปน

18.2 จำนวนสาระการเรียนรู รายวิชา จำนวนหนวยกติ ทจ่ี ะรับเทยี บ
โอน และอายุของผลการเรียนที่จะนำมาเทียบโอน ใหอยูในดุลพินิจของคณะ
กรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการของสถานศกึ ษา ทัง้ น้ีเมอ่ื เทยี บโอนแลวตอ ง
มเี วลาเรยี นอยูใ นสถานศกึ ษาทจี่ ะรบั เทียบโอนไมนอยกวา 1 ภาคเรยี น

18.3 การเทียบโอนผลการเรียนใหดำเนินการในรูปของ
คณะกรรมการการเทียบโอนผลการเรียนจำนวนไมนอยกวา 3 คน แตไมเกิน 5
คน

ขอ 19 การเทยี บโอนระดบั การศึกษา ใหดำเนนิ การดงั น้ี

105

105

19.1 การเทียบระดับการศึกษา หมายถึง การนำผลการเรียน
ความรู และประสบการณที่ไดจากการศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษานอก
ระบบ ไมแบงระดับมาประเมินเพื่อเทียบเทาการศึกษาระดับใดระดับหนึ่ง มี
แนวทางการเทียบระดับการศึกษาดงั น้ี

1) ผขู อเทียบระดบั การศกึ ษา จะตอ งไมเปนผทู ี่กำลังศึกษาอยู
ในสถานศึกษาในระบบ หรือสถานศึกษานอกระบบ ที่จัดการศึกษาเปนระบบ
เดียวกันกับการศึกษาในระบบและเปนผูสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ในระดับทต่ี ่ำกวาระดบั การศึกษาทขี่ อเทยี บ 1 ระดบั

2) ใหสถานศึกษาซึ่งเปนที่ทำการเทียบระดับการศึกษา
ดำเนินการเทียบระดับดวยการประเมินความรูความสามารถ และประสบการณ
ของผูขอเทียบระดับ ดวยวิธีการที่หลากหลายทั้งดวยการทดสอบ การประเมิน
แฟมผลงาน การสังเกตพฤติกรรมตา ง ๆ ใหครอบคลุมคุณลักษณะของผูเรียนทัง้
ดานพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย ตามเกณฑมาตรฐานของหลักสูตรที่ขอ
เทียบระดับ

3) ผูผานการประเมินจะไดรับหลักฐานแสดงผลการประเมิน
เทียบระดับความรูและใบประกาศนียบัตรรับรองระดับความรูของ
กระทรวงศึกษาธิการ

19.2 การเทียบโอนผลการเรียน หมายถึง การนำผลการเรียนซง่ึ
เปนความรู ทักษะ และประสบการณของผูเรียนที่เกิดจากการศึกษาในระบบ
การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และผลการศึกษาจากตาง
สถานศึกษา มาประเมนิ เปนสวนหน่งึ ของการศึกษา ตามหลักสตู รใดหลกั สตู รหน่ึง
ท่ีกำลงั ศกึ ษา มแี นวการดำเนนิ การดงั น้ี

1) คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และวิชาการของ
สถานศกึ ษากำหนดจำนวนรายวิชา จำนวนหนว ยกติ ทส่ี ถานศึกษาจำกัดใหผเู รียน
สามารถขอเทียบโอนไดในการศึกษาตามหลักสูตรของสถานศึกษา แตละชวงช้ัน
ท้ังนีผ้ เู รยี นจะตอ งเหลือรายวชิ าท่ีจะตอ งศกึ ษาในสถานศึกษาอกี อยา งนอย 1 ภาค
เรียน พรอ มกบั การกำหนดแนวทางและวธิ ีการเทียบโอน ทงั้ กรณเี ทียบโอนผลการ
เรียนเดิมที่ผูเรียนศึกษากอนเขาศึกษาในสถานศึกษา และกรณีเทียบโอนผลการ
เรียนของสถานศึกษาใหสอดคลองกับกฎกระทรวงวาดวยการเทียบโอนผลการ
เรยี นดวย

106

106

2) สถานศึกษาแตงตั้งคณะกรรมการดำเนินการเทียบโอนผล
การเรียนของสถานศึกษาใหปฏิบัติหนาท่ีกำหนดสาระ จัดสรางเคร่ืองมือ สำหรับ
การเทยี บโอนผลการเรยี นและดำเนนิ การเทยี บโอนผลการเรยี น

3) คณะกรรมการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ทำการ
เทียบโอนผลการเรียนใหผเู รียนในกรณตี อ ไปน้ี

กรณีการเทยี บโอนผลการเรียนเดิม ที่ผเู รียนศึกษามากอ นเขา
ศกึ ษาในสถานศึกษาใหดำเนนิ การดงั น้ี

(1) ใหดำเนินการใหเสร็จในภาคเรียนแรกที่ผูเรียนเขา
ศึกษาในสถานศึกษา

(2) ใหเทียบโอนผลการเรียนเปน รายวชิ า
(3) ผูเรยี นยืน่ คำรองเปน ลายลกั ษณอักษรขอเทียบความรู
ตามรายวชิ าในหลกั สตู รของสถานศกึ ษา ตามจำนวนรายวชิ าท่สี ถานศึกษากำหนด
ไวใ นระเบยี บการเทียบโอนผลการเรยี นของสถานศึกษาใหผูเรยี นยื่นคำรอง พรอม
เอกสารหลกั สตู รที่นำมาขอเทยี บ และเอกสารการศึกษาที่ไดรบั มา (ถา ผเู รยี นมี)
(4) คณะกรรมการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน
พจิ ารณาหลักสูตรและหลกั ฐานเอกสารเดิมของผูเรยี น เพอื่ เปรยี บเทียบหลกั สตู รท่ี
เรียนมากับหลักสูตรของสถานศึกษาในรายวิชาที่ขอเทียบ ถามีจุดประสงคและ
เนื้อหาสาระตรงกันไมนอยกวารอยละ 60 ใหรับเทียบโอนได และใหไดระดับผล
การเรยี นที่ไดมาในกรณีทีผ่ ูเรียนยายสถานศึกษา แตถาเปนกรณีเทียบโอนผลการ
เรียนจากสถานศึกษาตางระบบ ใหคณะกรรมการดำเนนิ การเทยี บโอนพิจารณาวา
ควรยอมรับผลการเรียนเดิมหรือไม ถาไมยอมรับก็ตองประเมินใหใหมดวยวิธีการ
ตาง ๆ ท่เี หมาะสม
(5) คณะกรรมการดำเนนิ การเทียบโอนผลการเรยี น จดั ให
มีการประเมินความรูความสามารถและประสบการณของผูเรียนใหม ตามผลการ
เรยี นที่คาดหวงั ของรายวชิ าทผ่ี เู รียนขอเทียบในกรณีที่ผเู รียนไมม ีเอกสารหลักฐาน
การศึกษาเดิมมาแสดง หรือหลกั สูตรที่ผูเรียนนำมาขอเทยี บโอน มีความสอดคลอ ง
กับจุดประสงคแ ละเนอ้ื หาสาระของหลักสูตรที่ขอเทียบไมถึงรอ ยละ 60 ผูเรียนที่
ผานการประเมินจะไดรับการเทียบโอนผลการเรียนได โดยไดระดับผลการเรียน
ตามทีป่ ระเมินได สวนผทู ่ีไมผา นการประเมนิ จะไมไดร ับการเทยี บโอนผลการเรยี น
กรณีผูเรียนขออนุญาตไปศึกษารายวิชาใดรายวิชาหนึ่ง ตาง
สถานศกึ ษาหรอื ขอศึกษาดวยตนเองใหด ำเนินการดงั น้ี

107

107

(1) ใหดำเนินการโดยผูเ รยี นย่ืนคำรองไปศกึ ษาตา งสถานท่ี
หรือตางรูปแบบตอคณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียน ซึ่งจะพิจารณาผลการ
เรียนและความจำเปนของผูเรียนตามระเบียบการจัดการศึกษา 3 รูปแบบ ของ
สถานศกึ ษาทจ่ี ะจดั การศกึ ษาในระบบ

(2) รายวิชาที่ผูเรียนขอไปศึกษาตางสถานที่ หรือตาง
รูปแบบตองมีจุดประสงคและเนื้อหาสาระสอดคลองกับรายวิชาในหลักสูตรของ
สถานศึกษาท่ีจะนำมาเทียบโอนไมนอ ยกวารอยละ 60

(3) กรณผี ูเรียนขอไปศึกษาตา งสถานศึกษาหรือระบบที่มี
สถานศกึ ษาจดั การเรียนการสอนแนน อน ถา เหน็ ควรอนุญาตใหไปเรยี นไดใหม กี าร
ประสานงานเร่อื งการจัดการเรียนการสอน การประเมนิ ผล และการรบั โอนผลการ
เรียนกอน เมื่อไดต กลงรวมกันเรียบรอยแลวจึงจะอนญุ าตเมื่อศึกษาสำเรจ็ ใหรับ
โอนผลการเรียนไดท นั ที

(4) กรณีผูเรียนขออนุญาตศึกษาดวยตนเอง หรือศกึ ษาใน
สถานศกึ ษาท่ีไมส ามารถติดตอ ประสานได ถาคณะกรรมการพจิ ารณาความจำเปน
แลวเห็นควรอนุญาต เมื่อผูเรียนมารายงานผลการเรียน ใหคณะกรรมการ
ดำเนนิ การเทยี บโอนผลการสถานศึกษา

(5) คณะกรรมการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน
รายงานผลการเทียบโอนใหคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการของ
สถานศกึ ษาใหความเห็นชอบ และเสนอผูบริหารสถานศึกษาอนุมัติผลการเทียบ
โอนผลการเรยี น

(6) คณะกรรมการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน
รายงานผลการเทียบโอนใหคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการของ
สถานศึกษาใหความเห็นชอบ และเสนอผูบริหารสถานศึกษาอนุมัตผิ ลการเทยี บ
โอนผลการเรยี น

หมวด 6
บทเฉพาะกาล
ขอ 20 ใหประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการ
ของสถานศึกษา รักษาการใหเปน ไปตามระเบยี บน้ี

108

108

ขอ 21 กรณีมีการเปลี่ยนแปลงแกไข ใหเสนอคณะกรรมการ
บริหารโรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบ า นจอมบึง อนุมัติและให
ความเปน ชอบกอ นนำไปใช

ประกาศ ณ วนั ท่ี 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

(ผชู วยศาสตราจารย ดร.ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช)
ประธานคณะกรรมการบรหิ ารโรงเรยี นสาธิตฯ

109

109

ระเบียบ โรงเรียนสาธติ แหง มหาวิทยาลยั ราชภัฏหมูบานจอมบงึ
วา ดว ย วิถชี ีวิตและการพัฒนาพฤติกรรมนกั เรยี น พ.ศ. 2563

---------------------------------

เพอื่ เปนการสงเสรมิ ใหก ารพัฒนาพฤติกรรมนักเรยี นโรงเรียนสาธิต
แหงมหาวิทยาลยั ราชภฏั หมูบานจอมบงึ เปน ไปอยา งมีประสทิ ธิภาพ

อาศัยอำนาจตามความใน ขอ 2 แหงกฎกระทรวง กำหนดความ
ประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2558 และ ขอ 10 แหงขอบังคับ
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบ านจอมบึง วาดวย โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัย
ราชภัฏหมูบา นจอมบงึ พ.ศ. 2556 จึงออกระเบียบไว ดงั ตอ ไปนี้

ขอ 1 ระเบียบนี้เรียกวา “ระเบียบ โรงเรียนสาธิตแหง
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏหมูบ า นจอมบึง วา ดวย วถิ ชี วี ติ และการพฒั นาพฤตกิ รรม
นักเรียน พ.ศ. 2563”

ขอ 2 ระเบียบน้ใี หใชบ งั คบั ต้ังแตว นั ถัดจากวันประกาศเปนตนไป
ขอ 3 ใหยกเลิก “ระเบียบโรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราช
ภฏั หมูบานจอมบึง วาดวย การพัฒนาพฤติกรรมนักเรียนโรงเรียนสาธิตแหง
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหมบู า นจอมบงึ พทุ ธศักราช 2558”
ขอ 4 ในระเบียบน้ี
“โรงเรียน” หมายถึง โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราชภัฏ
หมูบานจอมบึง
“ผูอำนวยการโรงเรียน” หมายถึง ผูอำนวยการโรงเรียนสาธิตแหง
มหาวิทยาลยั ราชภฏั หมบู านจอมบึง
“นักเรียน” หมายถึง นักเรียนของโรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัย
ราชภฏั หมูบ านจอมบงึ

110

110

“ผปู กครอง” หมายถงึ ผทู ไ่ี ดล งชอื่ เปน ผปู กครองในเอกสารมอบตวั
นักเรียนท่ีใหไ วกบั ทางโรงเรยี น

“ครู” หมายถึง ครูและอาจารยพิเศษที่สอนประจำอยูในโรงเรียน
สาธติ แหง มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบ า นจอมบึง

“ครทู ่ีปรึกษา” หมายถึง ครทู ่ีไดร บั แตง ตั้งใหทำหนา ทีค่ รทู ีป่ รกึ ษา
“คณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน”
หมายถึง คณะครูและผูเชี่ยวชาญที่ไดรับการแตงตั้งใหทำหนาที่เปน
คณะกรรมการดูแลวิถชี วี ิตและพฒั นาพฤติกรรมนักเรยี น
“คณะกรรมการอุทธรณ” หมายถงึ คณะครแู ละผูเ ชย่ี วชาญท่ีไดรับ
การแตง ตัง้ ใหทำหนาท่ีเปนคณะกรรมการอุทธรณ
“แนววิถีชีวิต” หมายถึง แนวการดำเนินชีวิตของนักเรียนใน
โรงเรียน ซ่ึงถูกกำหนดโดยคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนาพฤติกรรม
นกั เรียน
“การกระทำที่พึงประสงค” หมายถึง การแสดงพฤติกรรมที่ตรง
ตามความคาดหวงั ของแนววถิ ีชวี ติ ในโรงเรียน
“การกระทำความผิด” หมายถึง การแสดงพฤติกรรมที่ผิดตอ
ระเบยี บ ขอ บังคบั ประกาศของโรงเรียน และกฎหมายอ่นื ๆ ท่เี ก่ียวขอ ง
“การพัฒนาพฤติกรรม” หมายถึง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
นักเรียนไปในทางที่ดีข้ึน โดยสามารถกระทำได 2 วิธี คอื การดำเนินการทาง
วินัย และการปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรม
ขอ 5 ผูอำนวยการโรงเรียนเปนผูรักษาการตามระเบียบนี้ มี
อำนาจออกหนังสือ คำสั่ง ประกาศอ่ืนๆ และใหมอี ำนาจตีความและวินิจฉัย
ในกรณีที่มปี ญ หาเก่ียวกบั การปฏบิ ัติตามระเบียบน้ี
ขอ 6 ใหผูอำนวยการโรงเรียนแตงตั้งคณะกรรมการดูแลวิถี
ชีวิตและพฒั นาพฤติกรรมนักเรยี น โดยคณะกรรมการประกอบดวย ประธาน
กรรมการ และกรรมการและเลขานุการ จำนวนอยางนอย 3 คน
แตไ มเ กิน 5 คน และมวี าระการดำรงตำแหนง 3 ป

111

111

ขอ 7 ใหคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนาพฤติกรรม
นกั เรียน มอี ำนาจหนาท่ี ดังตอ ไปนี้

(1) กำหนดโครงสรางและคุณลักษณะของ
คณะอนุกรรมการดำเนินการทางวินัย และคณะอนุกรรมการพัฒนา
พฤติกรรมนักเรียน และทำเปน ประกาศโรงเรียน

(2) พิจารณาแตงตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการ
ทางวินัย และคณะอนุกรรมการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน ในแตละกรณี
ดำเนนิ การทางวินยั นกั เรียน

(3) กำหนดโครงสราง คุณลักษณะ และพิจารณา
แตงตั้งบุคคล คณะบุคคล คณะอนุกรรมการ อื่นใด เพื่อดำเนินการในกรณี
ปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรมนักเรียน

(4) ดำเนินการกำกับดูแลวิถีชีวิตและพัฒนา
พฤติกรรมนักเรียนในดานปอ งกัน แกไข และพัฒนาพฤติกรรมนักเรียนอยา ง
รอบดาน โดยใหมีการบันทึกและเก็บรักษาขอมูลอยางเปนระบบ
และรายงานใหผ ูอ ำนวยการโรงเรยี นทราบ

(5) พิจารณาเพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบการ
ทำงานของงานดูแลวิถีชีวิตและการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน แนววิถีชีวิต
นักเรียนภายในโรงเรียน และแนวทางการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน
โดยทำเปนประกาศโรงเรยี น

(6) ปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวของกับงานดูแลวิถีชีวิต
และพัฒนาพฤติกรรมนกั เรียน

หมวด 1
แนววถิ ีชวี ติ และการกระทำผดิ
ขอ 8 นักเรียนตองรักษาวินัยและปฏิบัติตามระเบียบ และ
ประกาศของโรงเรยี น โดยเครง ครดั

112

112

ขอ 9 นักเรียนตองปฏิบัติตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และ
วัฒนธรรมอนั ดขี องสังคมไทยในทุกโอกาส

ขอ 10 นักเรียนตองประพฤติตนเปนสุภาพชน ไมประพฤตใิ นสิง่
ท่อี าจนำมาซงึ่ ความเสือ่ มเสยี หรอื เสยี หายแกตนเอง บุคคลอนื่ หรือโรงเรยี น

ขอ 11 นกั เรียนตองรกั ษาไวซ ่ึงความสามัคคี ความสงบเรียบรอย
ช่อื เสยี ง และเกยี รติคุณของโรงเรียน ไมก อ ความวนุ วาย ทะเลาะววิ าท ทำรา ย
รา งกาย หรือทำลายทรพั ยสนิ ของโรงเรยี นหรอื บุคคลอื่น

ขอ 12 นกั เรียนตองไมด ่มื สุรา เสพของมนึ เมา หรอื ยงุ เกย่ี วกับสิ่ง
เสพตดิ

ขอ 13 นักเรียนตองไมเลนการพนันหรือมีสวนเกี่ยวของหรือ
สนบั สนุนการพนนั ใดๆ เปนอนั ขาด

ขอ 14 นักเรียนตองไมนำสิ่งผิดกฎหมายเขามาในบริเวณ
โรงเรยี น หรือมสี ง่ิ ผดิ กฎหมายไวในครอบครอง

ขอ 15 นักเรียนตองปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติในการสอบ ตาม
ประกาศของโรงเรียน

ขอ 16 นักเรียนตองแตงกายสุภาพ เรียบรอย และถูกตอง ตาม
ประกาศของโรงเรยี น

ขอ 17 นักเรียนตองปฏิบัติตามแนววิถีชีวิตในโรงเรียน ตาม
ประกาศของโรงเรียน

ขอ 18 นกั เรยี นทีก่ ระทำผิดกฎหมาย และมีผลทางคดีถึงที่สุดให
จำคุก ใหนักเรียนพนสภาพการเรียนนักเรียน และใหรายงานใหโรงเรียน
ทราบโดยเรว็

ขอ 19 นักเรียนไมปฏบิ ัติตามหรอื กระทำผิดตามขอใด ในหมวด
นี้ หรือกระทำผิดวินัยตามประกาศโรงเรียนที่เกี่ยวของกับพฤติกรรม ใหถือ
เปนการกระทำผิดวนิ ัย และกระทำผิดวินัยใดเปนการกระทำผิดวินัยรายแรง
ใหกำหนดและทำเปน ประกาศโรงเรยี น

113

113

หมวด 2
การดำเนินการทางวินัยและบทโทษ
ขอ 20 การแจงเหตุ สามารถแจงโดยตรงตอคณะกรรมการวิถี
ชีวิตและพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน หรือผูอำนวยการโรงเรียน ดวยการทำ
หนังสือเปนลายลักษณอักษร หรือวาจาพรอมมูลเหตุและหลักฐานที่เพียงพอ
ผูแจง สามารถเปน ไดทง้ั นกั เรียน ครู เจา หนา ท่ี และผูปกครอง
ขอ 21 หากมีมูลอันเชือ่ ไดวา ผูแจงเหตุเจตนาแจง เหตุที่เปนเท็จ
ผูแจงเหตุมีความผิดตาม “ระเบียบ โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราชภัฏ
หมูบานจอมบึง วาดวย วิถีชีวิตและการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน พ.ศ.
2563” ใหล งโทษอยา งนอ ยทัณฑบ น
หากผูแจงเหตุไมใชนักเรียน ใหดำเนินการตามความผิด
ของกฎหมายอน่ื
ขอ 22 ในกรณีการแจงเหตุอันมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทำผิด
วินัย ใหตัง้ เปนกรณีดำเนินการทางวินัยนักเรียน โดยคณะกรรมการดูแลวิถี
ชีวิตและพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน แตงตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการทาง
วนิ ัย เพ่อื สอบสวนใหไ ดความจริงและดำเนนิ การทางวนิ ยั อยางยตุ ธิ รรมโดยไม
ชักชา
ขอ 23 คณะอนุกรรมการดำเนินการทางวินัย ประกอบดวย
ประธาน กรรมการ และกรรมการและเลขานกุ าร จำนวนอยางนอย 3 คน แต
ไมเกิน 5 คน ซึ่งถูกพิจารณาแตงตั้งสำหรับแตละกรณี โดยคณะกรรมการ
ดูแลวิถีชีวิตและพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน และไดรับความเห็นชอบจาก
ผูอ ำนวยการโรงเรยี นซงึ่ อาจจะแตงตั้งกรรมการในคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิต
และพฒั นาพฤติกรรมได
ขอ 24 คณะอนุกรรมการดำเนินการทางวินัย มีอำนาจหนาที่
ดังนี้

(1) เชญิ บุคคลใด ๆ มาใหขอมลู เพ่อื หาขอเท็จจริง
และรวบรวมพยานหลกั ฐาน

114

114

(2) พิจารณาหลักฐาน และขอเท็จจริง เพือ่ พิสจู น
ความถูกผิดของพฤตกิ รรมและเหตุการณ

(3) พิจารณาบทลงโทษอยางรอบคอบ และ
รายงานผลตอคณะกรรมการดูแลวถิ ชี วี ิตและพัฒนาพฤตกิ รรมนักเรียน

(4) หนาท่อี นื่ ๆ ทเี่ กีย่ วของ
ขอ 25 หา มลงโทษนักเรียนดวยวิธีทรี่ ุนแรง หรือแบบกลั่นแกลง
หรือลงโทษดวยความโกรธ หรือดวยความพยาบาท โดยใหคำนึงถึงอายุของ
นักเรียนหรือนักศึกษา และความรายแรงของพฤติการณประกอบการลงโทษ
ดว ย

การลงโทษนักเรยี นใหเปนไปเพื่อเจตนาที่จะแกน สิ ัยและ
ความประพฤติไมดีของนักเรียนใหรูสำนึกในความผิด และปรับเปลี่ยน
ประพฤติตนในทางทด่ี ตี อไป

ใหผูอำนวยการโรงเรียน หรือผูที่ผูอำนวยการโรงเรียน
มอบหมาย เปนผูม ีอำนาจในการลงโทษนักเรียน

ขอ 26 การลงโทษนักเรียนที่กระทำผิดวินัยใหทำเปนหนังสือ
และใหผูสั่งลงโทษแจงสิทธิในการอุทธรณ รวมทั้งระยะเวลาสำหรับการ
อทุ ธรณไ วดว ย

เมื่อไดสั่งลงโทษนักเรียนผูใดแลว ใหรีบแจงตอบิดา
มารดา หรือผูปกครองของนักเรียนผูนัน้ ครูทีป่ รึกษา และโรงเรียน แลวแต
กรณเี พื่อทราบ

ขอ 27 โทษทางวนิ ัยมี 4 สถาน
(1) ตกั เตอื น
(2) ทณั ฑบ น
(3) ควบคมุ ความประพฤติ
(4) เปล่ยี นบรรยากาศสถานศึกษา

115

115

โทษทกุ สถานน้นั มีการตัดคะแนนพฤติกรรมไปดว ยเสมอ
ซึ่งเปนไปตามหลักเกณฑเกี่ยวกับคะแนนความประพฤติ ตามประกาศของ
โรงเรียน

ขอ 28 โทษทกุ สถาน มีรายละเอยี ด ดังนี้
(1) ตักเตือน ใหใชสำหรับนักเรียนที่กระทำ

ความผิดทางวินัยอยางไมรายแรง การตักเตือนใหกระทำเปนลายลักษณ
อักษร และแจงใหนักเรยี นและผูปกครองทราบ

(2) ทัณฑบน ใหใชสำหรับนักเรียนที่กระทำ
ความผิดรายแรง หรือกระทำความผิดไมรายแรงและไดรับการตักเตือนเปน
ลายลักษณอักษรมาแลว การทำทัณฑบนใหกระทำโดยเชิญนักเรียนและ
ผูปกครองมาบนั ทกึ รับทราบความผิด ลงนามการทำทัณฑบนเปนลายลักษณ
อักษร และรว มพิจารณาหาแนวทางปรับเปลย่ี นพฤติกรรมตอไป

(3) ควบคมุ ความประพฤติ ใหใชสำหรับนักเรียนท่ี
กระทำความผิดวินัยอยา งรา ยแรง หรือเคยถูกสัง่ ลงโทษทัณฑบนครบ ๒ ครง้ั
แ ต  ย ั ง เ ห ็ น ว  า น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ ป ร ั บ เ ป ล ี ่ ย น พ ฤ ต ิ ก ร ร ม ใ ห  ด ี ข ึ ้ น ไ ด
การควบคุมความประพฤติใหกระทำเปนคำสั่งควบคุมความประพฤติ และ
เชิญนักเรียนและผูปกครองมาบันทึกรับทราบความผิด และรวมพิจารณาหา
แนวทางปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรมตอไป

(4) เปลี่ยนบรรยากาศสถานศึกษา ใหใชสำหรับ
นักเรียนที่มีกระทำผิดอยางรายแรง หรือเคยถูกสั่งลงโทษทัณฑบนครบ ๒
ครั้ง หรือเคยถูกลงโทษควบคุมความประพฤติมาแลวและยังไมสามารถ
ปรับเปล่ียนพฤติกรรมตนเองได การเปลีย่ นบรรยากาศสถานศึกษาใหกระทำ
เปนคำสง่ั และใหเ ชญิ นกั เรียนและผปู กครองมาบนั ทึกรับทราบความผดิ และ
รว มพจิ ารณาหาแนวทางการเปลยี่ นบรรยากาศสถานศกึ ษา

การกระทำความผิดรายแรงและไมรายแรง ใหเปนไป
ตามที่กำหนดไวใ นประกาศของโรงเรยี น

116

116

ขอ 29 นักเรยี นผูใดไดร ับโทษควบคุมความประพฤติ หรอื เปลี่ยน
บรรยากาศสถานศึกษา หากมเี หตุอันควรลดหยอนโทษจะนำมาประกอบการ
พิจารณาเพอ่ื ลดโทษก็ได

ขอ 30 หลักการ กระบวนการ และวิธีปฏิบัติ ในการดำเนนิ การ
ทางวนิ ัย เกณฑการลงโทษและการเพิ่มลดคะแนนพฤตกิ รรม และผลลพั ธของ
แตละระดับคะแนน ใหคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนาพฤติกรรม
นักเรยี น เปนผูกำหนด และทำเปนประกาศโรงเรียน

หมวด 3
การอทุ ธรณ
ขอ 31 นักเรียนซึ่งถูกสั่งลงโทษทางวินัยตามระเบียบนี้ และไม
เห็นดว ยกับคำส่ังลงโทษ นักเรียนมีสิทธิอุทธรณไดต ามหลักเกณฑและวิธีการ
ท่ีกำหนดไวใ นระเบยี บน้ี โดยนักเรียนสามารถอุทธรณไดเ ฉพาะบทลงโทษทาง
วินัย การควบคุมความประพฤติ และการเปลี่ยนบรรยากาศสถานศึกษา
เทา น้ัน ในระหวางอุทธรณใหนกั เรียนยังคงไดรับโทษทางวนิ ัย
ขอ 32 การอุทธรณคำสั่งลงโทษทางวินัย ใหผูอุทธรณทำเปน
หนังสือพรอมหลักฐานและลงลายมือชื่อของตนในหนังสือนั้นดวย และ
อุทธรณแทนคนอื่นหรือมอบหมายคนอื่นอุทธรณแทนตนไมได เวนแต
ผูปกครอง
ขอ 33 เพือ่ ประโยชนในการอุทธรณ ผูประสงคจะอทุ ธรณมสี ทิ ธิ
ขอตรวจหรือคัดสำเนารายงานสอบสวนได สวนบันทึกถอยคำพยานบุคคล
หรือเอกสารอ่นื ทีเ่ กีย่ วของ ใหเปนดุลยพินิจของผูอำนวยการโรงเรียนแลว แต
กรณี ที่จะอนุญาตใหตรวจหรือคัดสำเนา โดยใหคำนึงถึงเหตุผลและความ
จำเปน
ขอ 34 ใหผูอำนวยการโรงเรียนแตงต้ังคณะกรรมการอุทธรณ
คณะหนึ่ง ประกอบดวยประธาน กรรมการ และกรรมการและเลขานุการ
จำนวนอยางนอย 3 คน แตไมเกิน 5 คน และใหคณะกรรมการอุทธรณมี

117

117

วาระการดำรงตำแหนงเทากับคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนา
พฤตกิ รรมนักเรยี น

ในกรณีที่มีการอุทธรณ ใหผูอำนวยการโรงเรียนทำ
หนังสือขอความอนุเคราะหและแตงตัง้ นิติกรจากตนสังกัด อยางนอย 1 คน
เปนกรรมการ และใหมีวาระการดำรงตำแหนงเทากับระยะเวลาการ
ดำเนนิ การกรณีอทุ ธรณนั้น

ขอ 35 ใหคณะกรรมการอทุ ธรณ มีอำนาจหนา ที่ ดังตอไปนี้
(1) รับเรื่อง และพิจารณาตั้งกรณีอุทธรณเพื่อ

ดำเนินการ
(2) วินิจฉยั สงั่ การกรณอี ุทธรณ
(3) ออกคำสั่งเปนหนังสือเรียกบุคคลใหมาให

ถอยคำ หรือใหสงเอกสาร หรือวัตถุใดๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาไดตาม
ความจำเปน

(4) พิจารณาขอเท็จจริง หลักฐาน เพื่อทบทวน
และพสิ จู นค วามถูกตองของผลการพิจารณาโทษทางวินัย

(5) รายงานผลการพิจารณากรณีอุทธรณให
คณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน และผูอำนวยการ
โรงเรียนทราบ

(6) แตงตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือ
ปฏบิ ตั ิการอยา งใดอยางหน่งึ ตามทีค่ ณะกรรมการอทุ ธรณมอบหมาย

(7) หนา ท่ีอนื่ ๆ ตามท่ีโรงเรียนมอบหมาย
ขอ 36 การอุทธรณคำสั่งลงโทษ ใหอุทธรณตอคณะกรรมการ
อุทธรณภายในสิบหาวันทำการนับจากวันทราบคำสั่งหรือควรทราบคำส่ัง
ลงโทษทางวนิ ัย
ขอ 37 ใหคณะกรรมการอุทธรณพิจารณาวินจิ ฉัยและสั่งการให
เสร็จภายในสามสิบวัน นับจากวันที่ไดรับหนังสืออุทธรณ เวนแตมีเหตุผล

118

118

ความจำเปน ก็อาจขยายเวลาไดค รัง้ ละสามสบิ วนั แตไ มเ กนิ หกสบิ วันนบั จาก
วันครบกำหนด ทัง้ นี้จะตองบนั ทึกเหตุแหง การนั้นไว

ขอ 38 ในกรณีทค่ี ณะกรรมการอทุ ธรณเ หน็ วา การส่งั ลงโทษทาง
วินัยสมควรแกความผิด หรือเห็นวาการสั่งลงโทษทางวินัยนั้นไมถูกตอง
หรอื ไมเหมาะสมหรือไมเ ปนธรรม ใหเสนอขอความเหน็ ชอบจากผอู ำนวยการ
โรงเรียน เพื่อสั่งยกอทุ ธรณ หรือเพิ่มโทษ หรือลดโทษ หรือยกโทษ แลวแต
กรณี

ค ำ ว ิ น ิ จ ฉ ั ย ต า ม ว ร ร ค แ ร ก ใ ห  ถ ื อ เ ป  น ย ุ ต ิ แ ล ะ ใ ห
คณะกรรมการอทุ ธรณแ จง คำวนิ จิ ฉัยใหผูอุทธรณทราบเปนหนังสอื โดยเรว็

ขอ 39 การนับเวลาตามระเบียบนี้ หากเวลาสิ้นสุดตรงกับ
วันหยุดทำการของโรงเรียน ใหนบั วันเร่ิมทำการถัดจากวนั หยุดเปน วันสุดทาย
แหง เวลา

หมวด 4
การปรับเปลยี่ นพฤติกรรม
ขอ 40 กรณีดำเนินการทางวินัยนักเรียนนักเรียนที่พิจารณา
สิ้นสุด และมีคำสั่งลงโทษแลว หากคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนา
พฤติกรรมนกั เรยี นพิจารณาเห็นถงึ ประโยชนใ นการพฒั นาพฤตกิ รรมนักเรียน
ใหต ั้งเปนกรณีปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมนักเรียนตอไปได
ขอ 41 การปรับเปลย่ี นพฤติกรรมนักเรยี น ใหทำไดห ลายวิธี
(1) ใหค ำปรกึ ษาโดยครทู ่ีปรึกษา ครูประจำวิชา ครู
แนะแนว นักวิชาชพี เฉพาะทาง หรือบคุ คลจากหนวยงานภายนอก
(2) จดั กิจกรรม ใหเขารวมหรือใหทำกิจกรรมเพื่อ
ปรบั เปล่ยี นพฤตกิ รรม
(3) สงตอหนวยงานภายนอก เพื่อปรับเปลี่ยน
พฤติกรรม
(4) ดำเนนิ การอน่ื ๆ ทเ่ี ห็นสมควร

119

119

ขอ 42 ให มี คณะอนุ กรรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ประกอบดว ย ประธาน กรรมการ และกรรมการและเลขานกุ าร จำนวนอยาง
นอย 3 คน แตไมเกิน 5 คน ซึ่งถูกพิจารณาแตงตั้งสำหรับแตละกรณี
โดยคณะกรรมการดูแลวถิ ชี ีวิตและพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน และไดร บั ความ
เห็นชอบจากผูอำนวยการโรงเรียน ซึ่งอาจจะแตงตั้งกรรมการใน
คณะกรรมการดแู ลวถิ ชี วี ิตและพฒั นาพฤตกิ รรมได

โดยสามารถแตงตั้งนักวิชาชีพเฉพาะทางจากภายนอก
โรงเรยี นทเี่ ปน ประโยชนก ับการพฒั นาพฤติกรรมนกั เรียน เปน กรรมการ หรอื
ท่ีปรกึ ษา ในคณะอนกุ รรมการปรบั เปล่ยี นพฤตกิ รรมได

ขอ 43 ใหคณะอนุกรรมการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียน
มีอำนาจหนา ที่ คือ

(1) เชิญบุคคลที่เกี่ยวกับของกับนักเรียนมา
แลกเปลี่ยนขอมูล เพื่อประโยชนในการพิจารณาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
นกั เรยี น

(2) พิจารณาขอมูล และวางแผนการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมนักเรียน

(3) ดำเนนิ การปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียน
(4) จดั ทำบันทึกการปรับเปล่ียนพฤติกรรมไว และ
สงใหคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนาพฤติกรรมนักเรียนเก็บรักษา
ขอ มูลอยา งเปน ระบบ
(5) หนา ทอี่ น่ื ๆ ที่เก่ยี วขอ ง
ขอ 44 ใหคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิตและพัฒนาพฤติกรรม
นักเรียน กำหนดแนวทางการดำเนินการในการปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรมนักเรยี น
และทำเปน ประกาศโรงเรยี น

บทเฉพาะกาล
ขอ 45 ในกรณีที่ไดมีการดำเนินการทางวินัย หรือมีการยื่น
อุทธรณไวกอนหนา วันที่ระเบยี บนี้มีผลใชบังคับใหดำเนินการตาม “ระเบียบ

120

120

โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอมบึง วาดวยการพัฒนา
พฤติกรรมนักเรียนโรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอมบึง
พทุ ธศกั ราช 2558” ตอ ไปจนกวา จะแลวเสรจ็

ขอ 46 ในระหวางท่ยี ังไมมีการแตงต้ังคณะกรรมการดูแลวิถีชีวิต
และพัฒนาพฤติกรรมตามระเบยี บนี้ ใหค ณะกรรมการดแู ลวิถชี วี ิตและพัฒนา
พฤติกรรมนกั เรียนคณะเดิม เปน คณะกรรมการตามระเบยี บน้ี

ประกาศ ณ วนั ท่ี 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

(ผูชว ยศาสตราจารย ดร.ชยั ฤทธิ์ ศลิ าเดช)
ประธานคณะกรรมการบรหิ ารโรงเรยี นสาธติ ฯ

121

121

ประกาศโรงเรียนสาธติ แหงมหาวิทยาลยั ราชภัฏหมูบานจอมบงึ
วา ดวย การสอบ

......................................
เพอ่ื ใหก ารสอบของโรงเรียนสาธติ แหงมหาวิทยาลยั ราชภัฏหมูบาน
จอมบึง มคี วามถกู ตองและยุตธิ รรมเปนมาตรฐานเดยี วกนั ในการสอบ จงึ ออก
ประกาศโรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราชภฏั หมูบ านจอมบึง วาดวย การ
สอบ ไวดงั น้ี
ขอ 1. ขอ ปฏบิ ัติในการสอบ

(1) แสดงบัตรประจำตัวนกั เรยี นทกุ ครั้งทเ่ี ขา หองสอบ
(2) นำอุปกรณการสอบเขาหองใหครบ และไมขอยืมกัน

ระหวางการสอบ
(3) ไมนำอุปกรณ สื่อสารทุกชนิดเขาหองสอบ หรือตามที่

รายวิชาน้นั กำหนด
(4) วางกระเปาหรอื อุปกรณอืน่ ๆ ไวหนาหองสอบหรือใน

สถานทีท่ ีก่ ำหนด
(5) เขา หองสอบใหตรงเวลา ในกรณที น่ี ักเรยี นเขาหองสอบ

ชากวากำหนดเกิน 10 นาที นักเรียนจะตองไดรับ
อนญุ าตจากครูผูคุมสอบกอ นจึงจะเขาหองสอบได และ
ในกรณีที่มาชากวา กำหนดเกิน 15 นาที ไมอนุญาตให
นักเรียนเขาหอ งสอบ เวนแตกรณีมีเหตุผลอันควร ให
อยูในดุลยพนิ ิจของผบู รหิ ารสถานศึกษา
(6) ในกรณีที่นักเรียนขาดสอบเนื่องจากปวย ไมสามารถ
เขาหองสอบไดตามเวลาที่กำหนด ใหผูปกครองเขียน

122

122

บันทึกขอความ ถึงหัวหนาฝายวิชาการ พรอมแนบ
ใบรบั รองแพทย เพ่อื พิจารณาเปน รายกรณี
(7) หามพูดคยุ สงเสยี ง หรือแสดงกิริยาอาการไมเ หมาะสม
ในหองสอบ
(8) อานหรือฟงคำชี้แจงในการทำขอสอบแตละวิชา และ
ปฏิบัติตามอยา งเครงครดั
(9) กรอกขอมูลลงในหัวกระดาษสอบใหถูกตอง ชัดเจน
ครบถวน
(10) ไมกระทำพฤติกรรมใด ๆ ที่สอทจุ รติ ในการสอบ
(11) อนุญาตใหนักเรยี นออกจากหองสอบหลงั ทำขอสอบไป
แลว 30 นาที หรอื ตามที่รายวิชาน้นั กำหนด
(12) ไมอนุญาตใหนักเรียนเขาหองน้ำหลังทำขอสอบไปแลว
30 นาที หากมีความจำเปนใหอ ยูในดุลยพินิจของผูค มุ
สอบ
(13) ตรวจทานการทำขอ สอบใหเ รียบรอยกอ นออกจากหอง
สอบ เมื่อสงขอสอบและออกจากหองสอบแลว ไม
สามารถแกไ ขคำตอบไดอกี

ขอ 2. พฤตกิ รรมทสี่ อในทางทุจรติ ในการสอบ
(1) นำเอกสารใดๆ ทไ่ี มไดรับอนญุ าตตามทร่ี ายวิชากำหนด
เขา หอ งสอบ
(2) จดคำตอบเขาหอ งสอบ
(3) สง คำตอบใหเ พ่ือน หรือเปด โอกาสใหเ พอ่ื นลอกคำตอบ
หรือแอบดูคำตอบจากเพ่ือน
(4) พูดคุย หรือใชสัญญาณเสียง สัญลักษณ หรือวิธีอื่น ๆ
ในขณะสอบ
(5) ลกุ จากทีน่ ั่งสอบโดยไมไ ดร ับอนญุ าตจากผูคมุ สอบ

123

123

(6) แสวงหาหรือสงตอเนื้อหาหรือคำตอบของขอสอบที่ยงั
ไมไดท ำการสอบซงึ่ ไดม าโดยทจุ ริต

(7) อ่นื ๆทเี่ ห็นสมควร
ขอ 3. การลงโทษกรณีทุจริตในการสอบ มีระเบียบปฏิบัติ

ดงั นี้
(1) กรณีที่นักเรียนทุจริต ใหนักเรียนไดคะแนน “0” ใน

การสอบวิชานนั้ ครง้ั นน้ั ทั้งน้นี กั เรียนไมม ีสิทธิ์ สอบแก
ตัวครั้งนั้น หากนำผลคะแนนที่ไดไปประเมินรวมกับ
สวนอื่น ๆ แลวมีผลการเรียน ไมผาน รายวิชานั้น ให
ตองสอบแกตัวการสอบครั้งนั้นในรายวิชานั้นใหม
ภายในเวลาท่โี รงเรยี นกำหนด
(2) ในกรณที ข่ี อสอบร่วั โดยไมส ามารถหาผูกระทำผดิ ไดใ ห
ถือวาการสอบครั้งนั้นเปนโมฆะ และจัดใหมีการสอบ
ใหม
(3) นักเรียนที่ทุจริตการสอบ ใหถือเปนความผิดวินัย
รายแรง ใหดำเนินการทางวินัย ตามระเบียบของ
โรงเรียน

ประกาศ ณ วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563

(ผูชว ยศาสตราจารยว ิจารณ สงกรานต)
ผอู ำนวยการโรงเรยี นสาธติ แหง มหาวิทยาลัยราชภัฏหมบู า นจอมบงึ

124

124

ประกาศโรงเรียนสาธิตแหง มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอมบึง
วา ดว ย เครอ่ื งแบบและการแตง กาย
......................................

เพื่อใหการแตงกายของนักเรียนเปนระเบยี บเรียบรอยและถูกตอง
เปนมาตรฐานเดียวกัน ตามระเบียบวาดวยเครื่องแบบและการแตงกายของ
นกั เรยี นโรงเรยี นสาธิตแหงมหาวทิ ยาลัยราชภฏั หมบู า นจอมบึงไวด ังน้ี

ขอ 1. โรงเรียนกำหนดเครื่องแบบมัธยมศึกษาศึกษาตอนตน
และมัธยมศึกษาตอนปลาย ดังนี้
การแตงกาย นักเรียนตองแตงกายเครื่องแบบนักเรียน

ตามกฎหมายวาดว ยเครื่องแบบนักเรียน และนักเรียนตองแตง กาย
เคร่ืองแบบนกั เรยี นตามระเบียบของสถานศึกษา

(1) เครอ่ื งแบบนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน
(1.1) เครือ่ งแบบนกั เรยี นชาย
(1.1.1) เสื้อ เปนแบบเชิ้ต คอตั้ง ผาขาวเกลี้ยง
เนื้อหนา ผาอกตลอด มีสาบที่อก เส้ือ
กวาง 3.5-4.0 เซนติเมตร กระดุมสีขาว
แบบศูนยกลาง 1 เซนติเมตร จำนวน 5
เม็ด แขนยาวเพียงขอศอก มีกระเปาติด
แนวราวนมเบื้องซาย 1 กระเปา ขนาด
กวางตั้งแต 8-12 เซนติเมตร ลึก 10
เซนติเมตร พอเหมาะกับขนาดของเส้ือ
เมื่อสวมใสใหชายเส้ืออยูภายในกางเกง
มองเห็นเขม็ ขดั ชดั โดยรอบ

125

125

(1.1.2) กางเกง เปนกางเกงไทยใชผาสดี ำ ชนดิ ผา
โทเลหรือผามัน หามใชผาฝายหรือเวส
ปอสย มีจีบหนา 2 จีบ มีหูเขม็ ขดั 5-7 หู
ขาสั้นเหนือสะบาหัวเขาไมเกิน 5
เซนติเมตร ความกวางของปลายขาพับ
เขาในกวาง 5 เซนติเมตร ผากลางสวน
หนาติดซิป มีกระเปาตามแนวตะเข็บขาง
ขางละ 1 กระเปา ไมมีกระเปาหลัง
ก า ง เ ก ง ต  อ ง ส ว ม ท ั บ ช า ย เ ส ื ้ อ ไ ว  ใ ห
เรียบรอ ย หามเปล่ียนแปลงสีของกางเกง

(1.1.3) รองเทา ใหใชร องเทาชนิดหุมสนชนิดผูก
เชือก ผาใบสีดำ ไมมีลวดลายหรือสีอื่น
ปน โดยสอดเชือกผูกรองเทาทุกรูของ
รองเทา

(1.1.4) ถุงเทา ใหใชถุงเทาสั้นสขี าวหรือสีขาวพื้น
สีเทา ยาวเหนือตาตุมตั้งแต 10
เซนตเิ มตรขึ้นไปแตไมเกินกลางหนาแขง
ไมพับหรือไมมวนถุงเทา ถุงเทาไมมี
ลวดลายหรอื สอี น่ื ปน

(1.1.5) เข็มขัด สายเข็มขัดหนัง สีดำ หัวเข็มขัด
โลหะตามแบบทโ่ี รงเรียนกำหนด

(1.2) เครื่องแบบนักเรียนหญิง
(1.2.1) เสื้อ ใหใชผาขาวเกลี้ยง ไมบางเกินไป
แขนยาว ปลายแขนจั๊มติดกระดุม ชาย
ปลอย และตองสวมเสื้อซับในสีขาวกอน
สวมเครื่องแบบ หามใสเสื้อยืดคอกลม

126

126

ชนิดติดคอ กระเปาเสื้อใหติดรมิ ขอบเส้อื
ดานลางขา งขวาขนาด 8-10 เซนตเิ มตร
(1.2.2) เนกไทใหนักเรยี นผกู หรือสวมใสเนกไทตามแบบ
ท่ีโรงเรยี นกำหนด
(1.2.3) กระโปรง ใชผาสีที่โรงเรียนกำหนด
(ลายสก็อตสฟี า) เอวกระโปรงมีขอบกวา ง
3-4 เซนติเมตร แบบกระโปรงใชแบบ
ธรรมดา ดานหนาและดานหลังพับเปน
จบี ขางละ 3 จีบ จีบกระโปรงหันออกดา น
นอก เย็บทับจีบกระโปรง จากขอบเอวลง
มาไมเกิน 10 เซนติเมตร แตไมเกินครึ่ง
นอง ชายกระโปรงหนาลา งพบั เขาดานใน
กวาง 2.5-3 เซนติเมตร
(1.2.4) รองเทา ใหใชรองเทาหนังสีดำ ไมมี
ลวดลายหรือสีอื่นปน แบบรองเทาใช
แบบหุมสนสีดำ สนสูงไมเกิน 3
เซนตเิ มตร หัวมน มสี ายรัดหลังเทา
(1.2.5) ถุงเทา ใหใชถุงเทาสีขาวหรือสีขาวพื้นสี
เทา เวลาสวมใสใหพับขอบลงมาแลว วัด
จากกึ่งกลางขึ้นไปสูงไมนอยกวา 3 นิ้ว
แตไมเกินก่ึงกลางของหนาแขงตนเอง ถา
ใชถุงเทาที่ไมพับขอบบนถุงเทาตองสูง
จากตาตุมไมนอยกวา 3 นิ้ว แตไมเกิน
ก่ึงกลางของหนาแขง ตนเอง
(2) เครือ่ งแบบนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย
(2.1) เคร่ืองแบบนกั เรียนชาย

127

127

(2.1.1) เสื้อ เปนแบบเชิ้ต คอตั้ง ผาขาวเกลี้ยง
เนื้อหนา ผาอกตลอด มีสาบที่อก เสื้อ
กวาง 3.5-4.0 เซนติเมตร กระดุมสีขาว
แบบศูนยกลาง 1 เซนติเมตร จำนวน 5
เม็ด แขนยาวเพียงขอศอก มีกระเปาติด
แนวราวนมเบื้องซาย 1 กระเปา ขนาด
กวางตั้งแต 8-12 เซนติเมตร ลึก 10
เซนติเมตร พอเหมาะกับขนาดของเสื้อ
เมื่อสวมใสใหชายเสื้ออยูภายในกางเกง
มองเห็นเข็มขัดชัดโดยรอบ

(2.1.2) กางเกง เปน กางเกงไทยใชผ า สดี ำ ชนดิ ผา
โทเลหรือผามัน หามใชผาฝายหรือเวส
ปอสย มีจีบหนา 2 จีบ มีหูเขม็ ขัด 5-7 หู
ขาสั้นเหนือสะบาหัวเขาไมเกิน 5
เซนติเมตร ความกวางของปลายขาพับ
เขาในกวาง 5 เซนติเมตร ผากลางสวน
หนาติดซิป มีกระเปาตามแนวตะเข็บขาง
ขางละ 1 กระเปา ไมมีกระเปาหลัง
ก า ง เ ก ง ต  อ ง ส ว ม ท ั บ ช า ย เ ส ื ้ อ ไ ว  ใ ห
เรียบรอย หามเปลย่ี นแปลงสีของกางเกง

(2.1.3) รองเทา ใหใชรองเทาชนิดหุมสนชนิดผูก
เชือก ผาใบสีดำ ไมมีลวดลายหรือสีอื่น
ปน โดยสอดเชือกผูกรองเทาทุกรูของ
รองเทา

(2.1.4) ถุงเทา ใหใชถุงเทาสัน้ สขี าวหรือสีขาวพน้ื
สีเทา ยาวเหนือตาตุมตั้งแต 10
เซนติเมตร ขึ้นไปแตไมเกินกลางหนา แขง

128

128

ไมพับหรือไมมวนถุงเทา ถุงเทาไมมี
ลวดลายหรอื สีอื่นปน
(2.1.5) เข็มขัด สายเข็มขัดหนัง สีดำ หัวเข็มขัด
โลหะตามแบบทีโ่ รงเรยี นกำหนด
(2.2) เคร่อื งแบบนักเรียนหญงิ
(2.2.1) เสื้อ ใหใชผาขาวเกลี้ยง ไมบางเกินไป
แขนยาว ปลายแขนจั๊มติดกระดุม ชาย
เก็บเขา ในกระโปรงใหเรียบรอย และตอง
สวมเสื้อซับในสีขาวกอนสวมเครื่องแบบ
หามใสเสอื้ ยืดคอกลมชนดิ ตดิ คอ กระเปา
เสื้อใหติดริมขอบเสื้อดานลางขางขวา
ขนาด 8-10 เซนติเมตร
(2.2.2) เนกไท
ใหนักเรียนผูกหรือสวมใสเนกไทตามแบบ
ทโ่ี รงเรียนกำหนด
(2.2.3) กระโปรง ใชผาสีที่โรงเรียนกำหนด
(ลายสกอ็ ตสฟี า) เอวกระโปรงมีขอบกวาง
3-4 เซนติเมตร แบบกระโปรงใชแบบ
ธรรมดา ดานหนาและดานหลังพับเปน
จีบขางละ 3 จีบ จบี กระโปรงหันออกดา น
นอก เย็บทับจบี กระโปรง จากขอบเอวลง
มาไมเกิน 10 เซนติเมตร แตไมเกินคร่ึง
นอ ง ชายกระโปรงหนา ลา งพับเขาดานใน
กวาง 2.5-3 เซนตเิ มตร
(2.2.4) รองเทา ใหใชรองเทาหนังสีดำ ไมมี
ลวดลายหรือสีอื่นปน แบบรองเทาใช
แบบหุมสนสีดำ สนสูงไมเกิน 3

129

129

เซนติเมตร หัวมน มีสายรัดหลังเทา
รองเทา ผาใบใหใชส ขี าวลว น ไมมีลวดลาย
หรือสอี น่ื ปน
(2.2.5) ถุงเทา ใหใชถุงเทาสีขาวหรือสีขาวพื้นสี
เทา เวลาสวมใสใหพับขอบลงมาแลว วัด
จากกึ่งกลางขึ้นไปสูงไมนอยกวา 3 นิ้ว
แตไมเกินก่ึงกลางของหนาแขง ตนเอง ถา
ใชถุงเทาที่ไมพับขอบบนถุงเทาตองสูง
จากตาตุมไมนอยกวา 3 นิ้ว แตไมเกิน
กึง่ กลางของหนา แขงตนเอง
(2.2.6) เข็มขัด สายเข็มขัดหนัง สีดำ หัวเข็มขัด
โลหะตามแบบที่โรงเรียนกำหนด
ขอ 2. เครื่องแบบพลศกึ ษา
เคร่ืองแบบพลศึกษาเปน เคร่ืองแบบทโ่ี รงเรียนกำหนดข้ึนเพ่ือ
ความเหมาะสมในการเรียนพลศึกษาหรอื ใชใ นการเลน กีฬา ดังน้ี
(1) เครือ่ งแบบนักเรียนชายและนกั เรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษา
ตอนตนและมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
(1.1) เสื้อ เสื้อคอปก ผาโทเร สีเขียวตามแบบท่ี
โรงเรียนกำหนด ปกตราสญั ลกั ษณ โรงเรยี นตรง
กระเปาเสอื้ ดานซาย ปกช่ือและนามสกลุ บรเิ วณ
ระดบั อก ปลอ ยชายเสื้อนอกกางเกง
(1.2) กางเกง กางเกงวอรม ผายืด ขายาว สีกรมทา
คาดแถบเหลืองบริเวรณขางนองมีตัวอักษรชื่อ
โรงเรยี นสีเขียวเปนภาษาอังกฤษตามท่ีโรงเรียน
กำหนด
(1.3) รองเทา นักเรียนชายใหใชรองเทาชนิดหุมสน
ชนิดผูกเชือก ผาใบสีดำ ไมมีลวดลายหรือสีอ่ืน

130

130

ปน โดยสอดเชือกผูกรองเทาทุกรูของรองเทา
นักเรียนหญิงใหใชรองเทาชนิดหุมสนชนิดผูก
เชือก ผา ใบสีขาว ไมม ลี วดลายหรือสอี นื่ ปน โดย
สอดเชอื กผูกรองเทาทุกรูของรองเทา
(1.4) ถุงเทา ใหใชถุงเทาสั้นสีขาวหรือสีขาวพื้นสีเทา
ยาวเหนือตาตุมตั้งแต 10 เซนตเิ มตร ขึ้นไปแต
ไมเกินกลางหนาแขง ไมพับหรือไมมวนถุงเทา
ถุงเทาไมมีลวดลายหรือสอี ่ืนปน
ขอ 3. เครือ่ งหมายโรงเรยี น
(1) ปกตราสัญลักษณตามแบบท่ีโรงเรียนกำหนด บนอกเส้ือ
ดา นซายทั้งชายและหญิง
(2) ปกชื่อและนามสกุล ขนาดสูงประมาณ ๐.๕ เซนติเมตร
ดว ยไหมสนี ำ้ เงนิ ระดับอกดา นขวาทัง้ ชายและหญิง
ขอ 4. บัตรประจำตวั นกั เรียน
(1) หามเปล่ียนแปลง ปลอมแปลง เปลยี่ นสภาพ หรอื ทำการ
ใด ๆ ทีท่ ำใหเกดิ ความเสยี หายตอบตั รประจำตัวนักเรียน
(2) บัตรประจำตัวนักเรียนถอื เปน เครอ่ื งแบบนักเรยี น
ขอ 5. เคร่อื งแบบลูกเสอื และเนตรนารี และนกั ศึกษาวชิ าทหาร
(1) เคร่อื งแบบลูกเสือสามญั รนุ ใหญ (ม.1-ม.3)
(1.1) หมวก หมวกทรงออน สีเลือดหมู มีตราหนา
หมวกเปนโลหะสีทอง รูปตราคณะลูกเสือ
แหงชาติเวลาสวมใหตราหนาหมวกอยูเหนือคิ้ว
ซา ย
(1.2) เสอ้ื สกี ากแี ขนสั้น ตดิ กระดุมบน
(1.3) เครื่องหมายประกอบเคร่ืองแบบ
(1.3.1) ปายชื่อ-นามสกุล พื้นสีแดง

ตัวอักษรสีเหลือง ภาษาอังกฤษ

131

131

ขนาด 1 เซนตเิ มตร ปกติดเหนือ
กระเปา ดานขวา 1 เซนตเิ มตร
(1.3.2) ป  า ย โ ร ง เ ร ี ย น ส า ธ ิ ต แ ห ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอม
บึงตดิ แขนเสื้อดานขวาลงมาจาก
ตะเขบ็ ดา นบน 1 เซนตเิ มตร
(1.3.3) เครื่องหมายตัวเลขกลุมกอง ติด
แขนเสื้อดานขวาลงมาจากปาย
โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัย
ราชภัฏหมูบานจอมบึง 1
เซนตเิ มตร
(1.3.4) อินทรธนู สีเลือดหมู มีอักษร
ล.ญ. ตดิ ทบี่ า ทง้ั สองขา ง
(1.3.5) เครื่องหมายหมู ผารูปสีเหลี่ยม
จัตุรัส สีตามสีประจำหมูของ
ตนเองติดที่แขนเสื้อ ดานซายใต
ตะเขบ็ บนประมาณ 1 เซนติเมตร
(1.3.6) เครื่องหมายนายหมู แถบผาสี
เลือดหมู แนวตั้ง 2 เสน ติด
กระเปาเส้อื ดา นซาย
(1.3.7) เครอ่ื งหมายรองนายหมู แถบผาสี
เลือดหมู แนวตั้ง 1 เสน ติด
กระเปาเสอ้ื ดานซาย
(1.4) ผาผูกคอ รูปสามเหลี่ยมหนาจั่ว สีน้ำเงิน มีตรา
ลูกเสือประจำจังหวัดราชบรุ ี
(1.5) หวงสวมผาผูกคอ เปนโลหะ สีทอง มีตรารูป
หนาเสอื

132

132

(1.6) กางเกง สกี ากี ขาสัน้ เหนอื สะบาหวั เขาไมเ กิน 5
เซนติเมตร ความกวางของปลายขาพับเขาใน
กวาง 5 เซนติเมตร ผากลางสวนหนาตดิ ซิป มี
กระเปาตามแนวตะเขบ็ ขาง ขางละ 1 กระเปา
ไมมีกระเปาหลัง กางเกงตองสวมทบั ชายเส้ือไว
ใหเ รียบรอ ย

(1.7) เข็มขัด หนงั สนี ้ำตาล หัวเข็มขัดเปนโลหะสีทอง
มตี รารูปหนาเสือ

(1.8) ถุงเทา แบบยาว สีกากี พับขอบไวใตเขาพู สี
เลอื ดหมู ใสไวใตขอบพับถุงเทา ใหเ หลอื ปลายพู
ไวประมาณ 1 เซนติเมตร ทั้ง 2 ขาง

(1.9) รองเทา รองเทาผาใบ สีน้ำตาล หุมสน ไมมี
ลวดลาย แบบผูกเชอื ก

(2) เคร่อื งแบบเนตรนารสี ามัญ รุนใหญ (ม.1-ม.3)
(2.1) หมวก ทรงปกแคบ สเี ขียวเขม มีเข็มเนตรนารี
รปู ดอกจิกตดิ ตรงกลางหนาหมวก
(2.2) เสือ้ สีเขียวเขม แขนส้นั ติดกระดมุ บน
(2.3) เคร่อื งหมายประกอบเคร่อื งแบบ
(2.3.1) ปายชื่อ-นามสกุล พื้นสีแดง
ตัวอักษรสีเหลือง ภาษาอังกฤษ
ขนาด 1 เซนติเมตร ปกติดเหนือ
กระเปาดานขวา 1 เซนตเิ มตร
(2.3.2) ป  า ย โ ร ง เ ร ี ย น ส า ธ ิ ต แ ห ง
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอม
บงึ ติดแขนเสื้อดานขวาลงมาจาก
ตะเข็บดา นบน 1 เซนติเมตร

133

133

(2.3.3) เครื่องหมายตัวเลขกลุมกอง ติด
แขนเสื้อดานขวาลงมาจากปาย
โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัย
ราชภัฏหมูบานจอมบึง 1
เซนตเิ มตร

(2.3.4) อินทรธนู สีเลือดหมู มีอักษร
น.น. ตดิ ท่บี า ทัง้ สองขาง

(2.3.5) เครื่องหมายหมู รูปนกมีชื่อนก
ดานลางตามหมูของตนเองติดที่
แขนเสื้อดานซายใตตะเข็บบน
ประมาณ 1 เซนติเมตร

(2.3.6) เครื่องหมายหมู ผารูปสีเหลี่ยม
จัตุรัส สีตามสีประจำหมูของ
ตนเองติดที่แขนเสื้อดานซายใต
ตะเข็บบนประมาณ 1 เซนตเิ มตร

(2.3.7) เครอื่ งหมายรองนายหมู แถบผา สี
เลือดหมู แนวตั้ง 1 เสน ติด
กระเปา เสื้อดานซาย

(2.4) ผาผูกคอ รูปสามเหลี่ยมหนาจั่ว สีน้ำเงิน มีตรา
ลูกเสอื ประจำจงั หวดั ราชบรุ ี

(2.5) หว งสวมผาผูกคอ เปนโลหะ สีทอง มีตราเนตร
นารี

(2.6) กระโปรง สีเขียวเขม ยาวลงมาเกินเขา
(2.7) เข็มขัด หนังสีดำ หัวเข็มขดั เปน โลหะ สีทอง มี

ตราเนตรนารี

134

134

(2.8) ถุงเทา ถุงเทาสีขาว ไมมีลวดลาย ไมมีสีอื่นเจือ
ปน ความสูงเหนือตาตุม ประมาณ 3-5 นิ้ว ไม
พบั ขอบถงุ เทา

(2.9) รองเทา ใหใ ชร องเทา หนังสดี ำ ไมมลี วดลายหรอื
สีอื่นปน แบบรองเทาใชแบบหุมสนสีดำ สนสูง
ไมเกิน 3 เซนติเมตร หัวมน มีสายรัดหลงั เทา

หมายเหตุ ในกรณีที่นักเรียนไมสามารถสวมใสเครื่องแบบของ
โรงเรียนบางอยางได ตองใชแบบอื่นแทน เชน นักเรียนที่ดัดขาหรือขอเทา
ผูปกครองตองทำบันทึกแจงโรงเรียนและแนบใบรับรองแพทยมาเปน
หลกั ฐาน

(3) เคร่อื งแบบนักศึกษาวิชาทหาร
ใหใชระเบียบการเครื่องแบบนักศึกษาวิชาทหารกรมการ
รักษาดนิ แดน

ขอ 6. ทรงผม
(1) นกั เรยี นชาย
(1.1) แบบทรงผม นกั เรยี นตองไวทรงสภุ าพเรยี บรอ ย
เหมาะสมกบั กาลเทศะ ดังนใี้ หไวผมดา นขา ง
และดา นหลงั ยาวไมเ ลยตนี ผม ดา นหนา ยาวไม
เกนิ 5 เซนตเิ มตร เชน แบบรองทรงสงู หรอื
ทรงนักเรยี น
(1.2) หามนักเรยี น ดดั ผม ซอยผม ทำลวดลายบน
ศีรษะ ทำสผี ม ใสเครื่องจัดแตงทรงผม ไวห นวด
เคราหรอื ทำการอ่ืนทีไ่ มเหมาะสมกบั สภาพการ
เปนนักเรยี น
(2) นักเรยี นหญิง
(2.1) นกั เรยี นหญิงใหไ วผ มสั้นหรอื ผมยาวกไ็ ด กรณี
ผมยาวจนสามารถรวบได ใหรวบเกบ็ ให

135

135

เรียบรอ ย โดยผกู โบหรอื รบิ บ้ินสดี ำ สขี าว สี
กรมทา และใชกบ๊ิ ลวดสำหรบั ตดิ ผมสดี ำติดเกบ็
ลูกผมและปอยผมใหเ รียบรอ ย ไมอ นุญาตใหใช
เคร่อื งประดับผมแบบอน่ื
(2.2) หามนกั เรยี น ดดั ผม ซอยผม ทำลวดลายบน
ศรี ษะ ทำสผี ม ใสเครอ่ื งจัดแตงทรงผม หรือทำ
การอื่นทไ่ี มเหมาะสมกบั สภาพการเปนนกั เรยี น
หมายเหตุ : หากมคี วามจำเปน ตองไวท รงผมแตกตา งจากที่กำหนด
ในขอ เนื่องจากความจำเปน ทางศาสนา ประเพณีหรอื ความจำเปนอื่นใด กใ็ ห
อยูใ นอำนาจของสถานศกึ ษาเปนผูพิจารณา
ขอ 7. เคร่อื งประดบั
(1) นกั เรยี นตอ งไมใชเครอ่ื งประดบั ทไ่ี มเ หมาะสมกับสภาพ
การเปน นักเรียน เชน สรอยคอ แหวน สรอยขอมือ แวน
กนั แดด ฯลฯ
(2) นกั เรยี นหญิงทเ่ี จาะหู อนญุ าตใหเจาะหูขา งละ 1 รู และ
ใสตางหู ขางละ 1 อนั ตำแหนง ต่งิ หูเทานั้น โดยใชเฉพาะ
แบบทีเ่ ปน หว งหรอื แปน ขนาดเล็กสีเงนิ เทาน้นั นักเรยี น
ชายไมอนญุ าตใหเจาะหแู ละใสต า งหู
(3) กรณที ่ีนกั เรียนตอ งสวมสรอ ยเพือ่ แขวนพระใหใชส รอ ยเงนิ
หรือสแตนเลส โดยไมสวมในลักษณะเปนเคร่ืองประดบั
(4) กรณที น่ี กั เรยี นสวมนากิ าขอมอื ตอ งเปนแบบสภุ าพ
และราคาไมเกนิ 5,000 บาท โดยใชส สี ภุ าพ และไมม ี
เสยี งหรอื แสงรบกวนผอู น่ื
(5) แวนตา อนญุ าตเฉพาะแวน สายตา ใชแ บบสีสภุ าพ ไมมี
ลวดลาย
(6) โบผูกผมใหใ ชส ดี ำ สกี รมทา สขี าวเทาน้ัน และไมม ี
ลวดลาย

136

136

(7) เครอ่ื งประดบั อนื่ ๆ ที่ไมเ หมาะสมกบั สภาพการเปน
นักเรียน ไดแ ก คอนแทคเลนสสตี า ง ๆ เครอื่ งสำอาง ฯลฯ

(8) ไมอ นญุ าตใหน ำเครือ่ งประดับทม่ี รี าคาแพงมาโรงเรยี น เชน
สรอยทอง แหวนทอง แหวนเพชร สรอยขอมอื ฯลฯ หาก
เกดิ กรณีสญู หายทางโรงเรียนจะไมร ับผดิ ชอบทกุ กรณี

หมายเหตุ : ในกรณที ่ีนกั เรยี นตอ งการสวมใสส่ิงของซึง่ เปน ความ
เชื่อหรือบทบญั ญตั ิทางศาสนา หรอื ตองสวมหมวก โพกผาดว ยความจำเปน
ตามท่แี พทยส ง่ั ผปู กครองตอ งทำจดหมายแจง ขออนญุ าตผอู ำนวยการ ซ่งึ จะ
พจิ ารณาตามความจำเปน และความเหมาะสมเปนรายกรณี

ขอ 8. นักเรียนที่ฝาฝนประกาศนี้ โรงเรียนจะยึดของที่ผิด
ระเบียบไวที่ครูประจำชั้น และใหผูปกครองมาติดตอรับคืน
ภายใน 7 วนั หากไมม ารับคนื จะรวบรวมนำบรจิ าคตอ ไป

ขอ 9. ผูฝาฝนหรือทำผิดตามประกาศนี้ จะถูกลงโทษตาม
ระเบียบ โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอม
บึงวาดวย วิถีชีวิตและการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน พ.ศ.
2563

ประกาศ ณ วันท่ี 23 พฤศจิกายน 2563

(ผชู ว ยศาสตราจารยว ิจารณ สงกรานต)
ผอู ำนวยการโรงเรยี นสาธติ แหง มหาวทิ ยาลัยราชภัฏหมูบานจอมบงึ

137

137

ขอปฏิบัตใิ นการใชห อ งสมุดทรพั ยค ิรี

หองสมุดทรัพยคิรี โรงเรียนสาธติ แหงมหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบาน
จอมบึง เปดบริการแกนักเรียนและครู-อาจารยไดเขาไปศึกษาหาความ
เพิ่มเติม หรือใชพื้นที่ในการเรียนรูนอกหองเรียน การทำงาน หรือพักผอน
หยอนใจ นกั เรียนท่ีจะเขา หองสมดุ ควรทราบขอ ปฏิบตั ิในการใชหองสมุดเพ่ือ
ยดึ ถือเปนแนวปฏบิ ัติ ดงั น้ี

1. เวลาเปดหอ งสมดุ
เปด ใหบ ริการวันจันทร – วันศกุ ร ต้งั แตเ วลา 08.00 – 16.20 น.

2. สมาชกิ ผมู สี ิทธิเ์ ขาใชบริการของหอ งสมุด
- นกั เรียน ครู-อาจารย แมบาน คนสวนของโรงเรยี นสาธิตแหง
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั หมบู านจอมบงึ
- ผูปกครองนักเรียนโรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยราชภัฏ
หมูบานจอมบึง

3. บริการหอ งสมดุ
- บริการยมื -คนื หนงั สือ วารสาร และสง่ิ พิมพอื่น ๆ
- บรกิ ารตอบคำถามและชว ยคน ควา
- Learning Space
- บรกิ ารจัดกจิ กรรม และนิทรรศการเผยแพรค วามรู

4. ระเบยี บการยืมหนงั สือหอ งสมุด
- การยมื หนงั สือหอ งสมุด ใหแ สดงบตั รประจำตวั นกั เรยี นทกุ ครั้ง
- ครู – อาจารย ยืมหนังสือไดครั้งละ 5 เลม กำหนดสงคืน
ภายใน 7 วัน
- นักเรียนยมื หนงั สอื ไดคร้งั ละ 3 เลม กำหนดสงคนื ภายใน 7 วัน
- การปรับผูคางสงหนังสือของหองสมุด จะตองเสียคาปรับ

ตามที่หองสมุดกำหนด คือวนั ละ 5 บาท/เลม

138

138

- ในการยืมหนังสือครั้งตอ ๆ ไป ผูยืมจะตองสงคืนหนังสือท่ี
ยืมไปในครัง้ กอนใหเรยี บรอ ย จึงจะยืมครง้ั ตอไปได

- สมาชิกที่สงคนื หนงั สือชากวา ระยะเวลาท่ีหอ งสมุดกำหนดไว
จะถูกตัดสิทธิ์ในการใชหองสมุด จนกวาจะคืนหนังสือหองสมุดและชำระเงนิ
คาปรับตามที่กำหนดไวใหเปนที่เรียบรอย หองสมุดจะอนุญาตใหเขาใช
หอ งสมุดได

5. ขอควรปฏิบัตใิ นการใชห อ งสมุด
- แตงกายสุภาพ เรยี บรอย สำรวมกิริยาวาจา ปฏิบัติตนไมให

เปนที่รบกวนผูอ่นื หรือสงเสยี งดังและหามเคลื่อนยายโตะ เกาอี้ หรือสิ่งของ
ตา ง ๆ ภายในหองสมดุ กอนท่จี ะไดรบั อนญุ าต

- วางกระเปาหนังสือหรือสิ่งของสวนตัวไวในล็อคเกอรหนา
หอ งสมุด

- สิ่งที่นำเขาหองสมุดได มีดังนี้ ปากกา ดินสอ ไมบรรทัด
กระดาษ และสงิ่ ของมคี า

- หามนำอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดเขาไปรับประทานใน
หองสมดุ

- หามขีดเขียน หรือขโมยทรพั ยากรอืน่ ใดในหองสมดุ ฉีก หรือ
ตัดหนังสือ สิ่งพิมพ จะถือวาเปนการทำลายทรัพยสินของทางโรงเรียน
ผกู ระทำผดิ ฝาฝนระเบยี บจะไดร ับการพิจารณาโทษสถานหนกั

- ชวยกันรักษาหนังสือ วารสาร และทรัพยส ินอ่ืน ๆ ตลอดจน
ความสะอาด และความเปน ระเบียบเรยี บรอ ยของหองสมดุ

139

139

การใชห องปฏิบัตกิ ารและการยืมวสั ดุและอุปกรณท างวิทยาศาสตร

1. หอ งปฏบิ ัติการเปดใหบรกิ าร วนั จนั ทร - ศกุ ร เวลา 8.40 – 16.20 น.
หยุดวันเสารอาทิตยและวนั หยุดราชการ

2. หากประสงคจะใชหองปฏิบัติการ อุปกรณ และเครื่องมือ
วิทยาศาสตร จะตองกรอกแบบฟอรม และระบเุ วลาที่ตองการลง
ในใบจองเวลาการใช โดยสงแบบฟอรมหรือติดตอครูผูดูแล
หองปฏิบัติการดังกลาว อยางนอยกอน 2 วันทำการ โดยย่ืน
แบบฟอรมผา น QR code น้ี

หอ งปฏิบตั กิ าร ครผู ูดแู ล เบอรโทร

หองปฏิบัติการฟสิกส 1 วาที่รอยตรหี ญิงธันยพร 0644515495

(1202) ชอ มเซยี ง

หองปฏิบัติการชีววิทยา 1 นายพฐั จกั ร พรา วไธสง 0887245957

(1302)

หองปฏิบัติการชวี วิทยา 2 นางสาวภิชาดา เตชินธนาพร 0624362655

และกลอ งจลุ ทรรศน (1303)

3. ผูขอใชบริการตองปฏิบัติตามระเบียบการใชหองปฏิบัติการและ
เครอ่ื งมอื อยางเครง ครดั

4. ผูใชบริการตองชดใชในกรณีที่เกิดความเสยี หายตอเครื่องมือและ
หองปฏบิ ัติการที่ขอใช

5. การเบกิ -ยืมเคร่อื งมือ วัสดวุ ทิ ยาศาสตร และอื่น ๆ ใหปฏิบตั ิตาม
ระเบยี บการเบิก-ยมื โดยใหส ง แบบฟอรมท่ีครูผดู แู ล ลวงหนา 3 วัน

140

140

กฎระเบียบและความปลอดภยั ในการใชหองปฏิบัติการวทิ ยาศาสตร

อานโดยละเอียด ทำความเขาใจและถอื ปฏบิ ตั ิโดยเครงครดั เพอื่ ความ
ปลอดภัยของตนเองและผอู น่ื

1. หามนำอาหารหรือเครื่องดื่มทุกชนิดเขามาในหองปฏิบัติการโดย
เดด็ ขาด

2. แตงกายสภุ าพ สวมรองเทา ใหเรยี บรอย ไมมีการใสร องเทา แตะโดย
เดด็ ขาด

3. ใสเ สื้อกาวนในการทำปฏิบัตกิ ารทุกครง้ั ที่จำเปน
4. ตง้ั ใจฟงการบรรยายการอธิบายการทำปฏิบตั กิ ารทุกครงั้ เพื่อความ

ปลอดภัยของตนเองและผูอน่ื
5. หา มทำการทดลองนอกเหนอื ไปจากทกี่ ำหนด
6. บนโตะ ปฏิบตั กิ าร ควรมแี ตเคร่ืองมือเคร่อื งใชท่ีจำเปนเทา นนั้
7. หา มสง เสยี งดังหรอื เลนกนั ในหองปฏิบตั ิการ
8. หากเกิดอุบัติเหตุ หรืออันตรายใด ๆ ตองแจงใหครูผูสอนทราบ

ทันที ถาถูกกรด เบส ฟอสฟอรัส หรือ โบรมีน ใหลางบริเวณ
ดงั กลา วดวยน้ำปริมาณมาก ๆ แลว แจงใหครูผูสอนทราบ
9. หามนำสารเคมี และเครื่องมืออุปกรณตาง ๆ ออกจาก
หองปฏบิ ตั กิ าร


Click to View FlipBook Version