The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประสิทธิผลของการนวดไทยราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดไทยราชสำนักร่วมกับหัตถการการกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ร. เรย์, 2024-04-12 02:54:38

ประสิทธิผลของการนวดไทยราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดไทยราชสำนักร่วมกับหัตถการการกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

ประสิทธิผลของการนวดไทยราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดไทยราชสำนักร่วมกับหัตถการการกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

ประสิทธิผลของการนวดไทยราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดไทยราชสำนักร่วมกับ หัตถการการกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ที่มารับการรักษาที่ โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ นางสาวกาญจนาวดี อิสระสุข การศึกษาปัญหาพิเศษทางการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา


ก กิตติกรรมประกาศ การศึกษาปัญหาพิเศษทางการแพทย์แผนไทยครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดีด้วยความกรุณา จากอาจารย์ชมพูนุช สุภาพวานิช ประธานกรรมการที่ปรึกษาปัญหาพิเศษทางการแพทย์แผนไทย อาจารย์ คอรีเยาะ อะแซ กรรมการที่ปรึกษาปัญหาพิเศษทางการแพทย์แผนไทย และอาจารย์กัสมัน ยะมาแล กรรมการ สอบปัญหาพิเศษทางการแพทย์แผนไทยที่สละเวลาให้ความรู้ คำปรึกษา ข้อคิด และคำแนะนำต่าง ๆ ที่ ทรงคุณค่าเกี่ยวข้องกับปัญหาพิเศษทางการแพทย์แผนไทย ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ กระตุ้นและผลักดัน ให้ผู้ศึกษาวิจัยได้เกิดความคิด มีแนวคิดที่จะศึกษาหาความรู้ที่แท้จริง รู้จักค้นคว้าข้อมูลและแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้นในการศึกษาวิจัย ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาที่มีให้จึงใคร่ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ไว้ ณ โอกาส นี้ด้วย ขอขอบคุณณัฐพล เหมทานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัด กระบี่ ที่ให้เก็บข้อมูล และเอื้อเฟื้อสถานที่ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการเก็บข้อมูลวิจัยให้สำเร็จลุล่วงไป ได้ด้วยดี ขอขอบคุณ อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนไทยบัณฑิตทุกท่าน ที่คอยประศิษย์ประ ศาสตร์วิชา และกรุณาให้คำปรึกษา คำแนะนำ ในการศึกษาวิจัยจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณเพื่อนๆ นักศึกษาการแพทย์แผนไทยบัณฑิต รุ่น 9 ที่คอยให้กำลังใจและให้ความ ช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ เสมอมา สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณ บิดา มารดา ที่ให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดี คอยเป็นแรงผลักดันสำคัญ คอยสนับสนุนทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ รวมทั้งกำลังทรัพย์ในการทำวิจัยจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี กาญจนาวดี อิสระสุข 4 พฤศจิกายน 2562


ข หัวข้อเรื่อง ประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ การกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ที่มารับบริการในโรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ชื่อนักศึกษา กาญจนาวดี อิสระสุข หลักสูตร การแพทย์แผนไทยบัณฑิต สถาบัน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา โครงการรับวิทยาลัย การสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา เข้าสมทบกับมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปี 2563 บทคัดย่อ วิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยแบบกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวช ปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ที่มารับการ รักษาที่โรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ได้รับการนวด แบบราชสำนักจำนวน 10 คน กลุ่มที่ 2 ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายาจำนวน 10 คน และ กลุ่มที่ 3 ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันจำนวน 10 คน คัดเลือกโดยวิธีการจับฉลาก รายชื่อ เก็บข้อมูลเป็น 2 ระยะ คือ ก่อนและหลังการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป โดยวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายให้เห็นลักษณะของข้อมูล เปรียบเทียบความแตกต่างใน กลุ่มก่อนและหลังได้รับการรักษาโดยใช้สถิติ (One-way Repeated Measure Design) เปรียบเทียบความ แตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ (One-Way ANOVA) ผลการศึกษาของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 พบว่า คะแนนเฉลี่ยความ อ่อนตัวกล้ามเนื้อหลังเพิ่มขึ้น ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยระดับความปวดหลังส่วนล่างในอิริยาบถต่าง ๆ ได้แก่ ขณะ เดิน ขณะนั่ง ขณะยืน ขณะนอน และขณะยกของ หลังได้รับการรักษามีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าก่อนได้รับการ รักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อทำการเปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนความเจ็บปวดหลังส่วนล่างในอิริยาบถต่าง ๆ และ คะแนนความอ่อนตัวกล้ามเนื้อหลัง ก่อนและหลังการรักษาระหว่างกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่ม ทดลองที่ 2 พบว่าคะแนนเฉลี่ยของระดับความปวดหลังส่วนล่างในอิริยาบถต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม ควบคุม ได้แก่ ขณะเดิน ขณะนั่ง ขณะยืน ขณะนอน และขณะ ยกของ กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่ในกลุ่มทดลองที่ 2 มีแนวโน้มลดระดับความปวดหลังส่วนล่างในอิริยาบถต่าง ๆ ได้ดีกว่ากลุ่มทดลองที่ 1 (Mean difference กลุ่ม ทดลองที่ 2 vs กลุ่มควบคุม = .08 , .09, -.05 , -.09, และ 1.20 ตามลำดับ และ p = .023, .007, .052, <.001 และ <.001 ตามลำดับ) และพบว่าในขณะที่คะแนนเฉลี่ยความอ่อนตัวกล้ามเนื้อหลังไม่มีความแตกต่าง กันทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม


ค วิจัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ผลของกลุ่มที่ได้รับการนวดร่วมกับการกักน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มความ อ่อนตัวกล้ามเนื้อหลัง และลดระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการนวด ร่วมกับการเผายา ดังนั้น การนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันเป็นทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มความอ่อน ตัวและลดระดับความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง และเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะนำไปใช้ในการรักษา ผู้ป่วยที่ รพ. และ รพ.สต. เพื่อบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง คำสำคัญ: การนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน,การนวดแบบราชสำนักร่วมกับ เวชปฏิบัติเผายา,ระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง,ระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่าง


ง สารบัญ บทที่ 1............................................................................................................................................................1 บทนำ..............................................................................................................................................................1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของประเด็นปัญหา..................................................................................1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.....................................................................................................................3 1.3 ประเด็นปัญหาการวิจัย.........................................................................................................................3 1.4 ขอบเขตของการวิจัยและกรอบแนวคิด................................................................................................3 1.5 สมมติฐานการวิจัย................................................................................................................................7 1.6 ข้อจำกัดการวิจัย..................................................................................................................................7 1.7 คำนิยามศัพท์เฉพาะ.............................................................................................................................7 1.8 ผลการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ.................................................................................................................8 บทที่ 2............................................................................................................................................................9 ทบทวนวรรณกรรม.........................................................................................................................................9 2.1 อาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง........................................................................................................9 2.1.1 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการปวดหลังส่วนล่าง.........................................................................10 2.2.2 กายวิภาคศาสตร์ของกระดูกสันหลัง............................................................................................11 2.1.3 แนวทางการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง..................................................................................12 2.1.4 การประเมินความรุนแรงของอาการปวดหลังส่วนล่าง.................................................................13 2.1.5 ผลกระทบของอาการปวดหลังส่วนล่าง.......................................................................................16 2.2 การรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างทางการแพทย์แผนไทย..................................................................16 2.2.1 แนวคิดของการแพทย์แผนไทย...................................................................................................16 2.2.2 รูปแบบการนวดไทย....................................................................................................................17


จ 2.2.3 การเผายา...................................................................................................................................20 2.2.4 การกักน้ำมัน...............................................................................................................................22 บทที่ 3..........................................................................................................................................................24 วิธีดำเนินการวิจัย..........................................................................................................................................24 3.1 รูปแบบการวิจัย..................................................................................................................................24 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.................................................................................................................26 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.....................................................................................................................27 3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย.............................................................................................27 3.3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล....................................................................................................28 3.3.3 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...............................................................................................29 3.3.4 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...........................................................................29 3.4 ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................................29 3.4.1 ขั้นเตรียมการ..............................................................................................................................29 3.4.2 ขั้นดำเนินการ.............................................................................................................................30 3.5 การตรวจสอบข้อมูล...........................................................................................................................33 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................................................33 3.7 การพิทักษ์กลุ่มตัวอย่าง......................................................................................................................33 บทที่ 4..........................................................................................................................................................35 ผลการวิจัย....................................................................................................................................................35 4.1 ปัจจัยทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง..............................................................................................................35 4.2 ปัจจัยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ.........41 4.2.1 ปัจจัยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง ก่อนและหลังการทดลอง..................................................41 4.2.2 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะเดิน ก่อนและหลังการทดลอง...................................44 4.2.3 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะนั่ง ก่อนและหลังการทดลอง.....................................47


ฉ 4.2.4 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะยืน ก่อนและหลังการทดลอง ....................................49 4.2.5 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะนอน ก่อนและหลังการทดลอง..................................52 4.2.6 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะยกของ ก่อนและหลังการทดลอง..............................55 4.3 ความแตกต่างของระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความปวดหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถ ต่าง ๆ.......................................................................................................................................................58 4.3.1 ความแตกต่างของระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง.............................................................58 4.3.2 ความแตกต่างของระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ.................................59 บทที่ 5..........................................................................................................................................................62 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.............................................................................................62 5.1 สรุปผลการวิจัย..................................................................................................................................62 5.1.1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง.......................................................................................................62 5.1.3 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มของคะแนนเฉลี่ยของการวัดความอ่อนตัวกล้ามของ เนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่าง......................................................................................63 5.2 อภิปรายผล........................................................................................................................................63 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้.......................................................................................67 5.3.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป ...................................................................................67


1 บทที่1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของประเด็นปัญหา อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low back pain) เป็นปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุขที่สำคัญพบ ได้บ่อยที่สุดกลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก มีรายงานอาการปวดหลังส่วนล่างในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยระบบกล้ามเนื้อ 20, 454, 612 คน โดยปัญหาที่พบบ่อยคือ กลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข อ้างถึงใน สาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2560: 34) อาการ ปวดหลังส่วนล่างเป็นอาการที่มีพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อหรือกระดูกสันหลังซึ่งเป็นอวัยวะหรือโครงร่างส่วนที่ รับน้ำหนักและมีการเคลื่อนไหวมากกว่าอวัยวะส่วนอื่น ๆ จึงอาจทำให้ง่ายต่อการได้รับบาดเจ็บ สามารถพบได้ ทุกสาขาอาชีพและพบได้สูงถึงร้อยละ 90 ในผู้ที่ใช้แรงงานและผู้ประกอบอาชีพซึ่งใช้แรงงาน บางประเภท เช่น ผู้ประกอบอาชีพกรีดยางพารา และขับรถรับจ้างสาธารณะ ส่วนสาเหตุอาการปวดหลัง ส่วนล่างเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กระดูกสันหลังเสื่อม การได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการรับน้ำหนัก มากเกินไป การติดเชื้อเนื้องอก ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบ และจากอิริยาบถที่ผิดท่าจนเกิดแรงกดที่กล้ามเนื้อหลัง ส่วนล่าง ทำให้มีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อในบริเวณนั้น จึงเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างขึ้น สาเหตุของการ ปวดหลังส่วนล่างที่พบบ่อยที่สุดคือ การใช้ท่าทางและอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องจากการทำงาน (สุณัฐฏา หนองห้าง, 2560) โรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูกที่เกิดเนื่องจากการทำงาน เป็นกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติจาก การเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ เอ็นหรือเส้นประสาท ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน ปัจจัยเสี่ยงทางกายศาสตร์ที่ เกี่ยวข้องกับโรคทางระบบกระดูก และกล้ามเนื้อเนื่องจากการทำงาน ได้แก่ ท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม ระยะเวลาในการทำงานที่อยู่ในท่าเดียวกันนาน ๆ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ และการออกแรงมาก เกินไปขณะทำงาน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บ จากข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC service) ซึ่ง พบว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยในกลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อ และกระดูกที่เป็นกลุ่มอาการปวด กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างมีอัตราการป่วย ต่อแสนประชากรจากปี (2557 - 2561) 55.65, 159.78, 180.78, 221.41, 244.23 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่ามีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี (สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและ สิ่งแวดล้อม, 2561) และเมื่อพิจารณาถึงอาชีพ พบว่าผู้ป่วยโรคระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงานส่วน ใหญ่เป็นอาชีพเกษตรกรมากกว่า ร้อยละ 50 โดยในปี 2558 ร้อยละ 54.37 และในปี 2559 ร้อยละ 60.85 (สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560) ผลกระทบของอาการปวดหลังส่วนล่างนั้นพบได้ ทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว สังคม และประเทศชาติตลอดจนหน้าที่การงาน และความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจจาก ค่ารักษาพยาบาลและรายได้เนื่องจากต้องหยุดทำงาน ผลกระทบจากภาวะที่ร่างกายเกิดความไม่สุขสบายและ มีการจำกัดการเคลื่อนไหวนี้ทำให้ไม่สามารถกลับมาปฏิบัติกิจกรรมได้ตามปกติอาการปวดหลังต่อกิจวัตร ประจำวันมากที่สุด คือการยกของ (ร้อยละ 28.5) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการปวดหลังส่วนล่างคือ


2 จำนวนชั่วโมงทำงาน/วัน ที่มากกว่า 9 ชั่วโมง (สุณัฐฏา หนองห้าง, 2560) การรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง ในปัจจุบัน ประกอบด้วยการรักษาโดยใช้ยาและรักษาโดยไม่ใช้ยา สำหรับการรักษาในแพทย์แผนไทยโดยการ นวดแบบราชสำนัก การประคบสมุนไพรเวชปฏิบัติเผายา และการกักน้ำมันเป็นการรักษาโรควิธีหนึ่ง ซึ่งมีผล ทางการรักษาโรคในกลุ่มกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี การนวดแบบราชสำนักเดิมเป็นการนวดเพื่อถวายกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงในพระราชวังจึงมีการ นวดด้วยท่าที่สุภาพ เน้นการใช้นิ้วมือและฝ่ามือเท่านั้น รวมถึงเน้นบุคลิกของหมอเป็นหลักและคำนึงถึงความ สวยงาม ในท่วงท่าการนวดและลงน้ำหนักในทิศทางของแรงอย่างถูกต้อง หน่วง เน้น นิ่ง มีความนุ่มนวลแต่มี พลังในการนวด และสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงองศามาตราส่วนในการนวด หากปฏิบัติไม่ถูกต้องจะทำให้ผู้นวด ปวดเมื่อยแก่ตัวเองได้การนวดจะนวดด้วยความระมัดระวังมากกว่าการนวดแบบเชลยศักดิ์อันเป็นการนวดไทย อีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้รักษาควบคู่กับสังคมไทย (สุณัฐฏา หนองห้าง, 2560) การเผายาเป็นเวชปฏิบัติแผนไทยหัตถการหนึ่งที่ใช้หลักการเพิ่มธาตุไฟ เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ของร่างกายโดยใช้ความร้อนของไฟผ่านเครื่องยาสมุนไพรสดที่มีรสร้อนเข้าไป ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีรสร้อน มี สรรพคุณลดอาการปวดเมื่อย การเผายาช่วยไล่ลมในเส้นให้เดินสะดวก ไล่ลมที่ติดขัด คลายเส้นในจุดที่ตึง รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อต่าง ๆ แก้เลือดลมเดินไม่สะดวก(สุณัฐฏา หนองห้าง, 2560) นอกจากนี้ยังมีการ รักษาอีกรูปแบบหนึ่งคือ การกักน้ำมันในผู้ป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง การกักน้ำมัน โดยมีการใช้วัสดุที่สามารถรองรับหรือซับน้ำมันส่วนที่ทำการกักน้ำมัน เช่น ผ้าสาลู สำลี จากนั้นเทน้ำมันสมุนไพรลงบนวัสดุนั้น และทำให้น้ำมันอุ่นอยู่เสมอโดยใช้ความร้อนจากเครื่องเปล่าลม ร้อนเป็นตัวนำความร้อน ซึ่งน้ำมันสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกอีกด้วย การกัก น้ำมันทำให้น้ำมันซึมซาบเข้าสู่ร่างกายส่วนที่มีการกักน้ำมัน ทำให้บริเวณนั้นได้รับการหล่อลื่นของน้ำมัน จึง ช่วยลดอาการติดขัดในบริเวณที่มีปัญหาได้ทั้งยังช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของกระแสประสาท เลือด สารอาหาร ฯลฯ ในบริเวณที่กักน้ำมันด้วย การกักน้ำมันจึงสามารถใช้กับกล้ามเนื้อตึงเกร็งเรื้อรัง และใช้กัก ตามข้อต่อเพื่อบำบัดความผิดปกติเกี่ยวกับข้อ เช่น ข้อติด ข้ออักเสบ ข้อเสื่อม รวมทั้งกักน้ำมันตามแนวกระดูก สันหลังเพื่อบำบัดความผิดปกติของกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (สุภาภรณ์ ปิติพร, 2559:22) โดยจากการที่ได้ศึกษาตัวอย่างการทำเวชปฏิบัติเผายา และการกักน้ำมันกับผู้ป่วยโรคปวด กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างในโรงพยาบาลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ จากสถานการณ์โรคปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างของจังหวัดกระบี่ มีรายงานจากโรงพยาบาลและ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอทั้ง 8 อำเภอได้แก่ อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเขาพนม อำเภอเกาะลันตา อำเภอ คลองท่อม อำเภออ่าวลึก อำเภอปลายพระยา อำเภอลำทับ และอำเภอเหนือคลอง ในจังหวัดกระบี่พบว่า มีผู้ที่ป่วยในกลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูกที่เป็นกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างมีอัตราการป่วย ต่อแสนประชากรจากปี(2557 - 2561) 0.05, 4.17, 104.47, 80.05, 77.86 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2557 – 2559 มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน (สถิติโรคกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงาน, 2561) ซึ่ง โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ มีการบริการด้านสุขภาพให้แก่ ประชาชน ตำบลเกาะศรีบอยา ตำบลคลองขนาน ตำบลคลองเขม้า ตำบลโคกยาง ตำบลตลิ่งชัน ตำบลปกาสัย


3 ตำบลห้วยยูง และเทศบาลเหนือคลอง มีผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างที่มารับการรักษาที่ โรงพยาบาลเหนือคลอง มีจำนวน 124 คน (ข้อมูลโรงพยาลเหนือคลอง, 2560) จากความเป็นมาและประเด็นปัญหาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาถึงประสิทธิผลของ การนวดไทยราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดไทยราชสำนักร่วมกับหัตถการการกักน้ำมัน ในผู้ป่วย กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอ เหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ผู้วิจัยเห็นว่าการศึกษากับผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างที่มารับการรักษาที่ โรงพยาบาลเหนือคลอง จะเป็นแนวทางในการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับกลุ่มที่รับการรักษา ด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่างที่มารับบริการในกลุ่ม งานแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนทางเลือก โรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้ 1.2.2 เพื่อศึกษาประสิทธิผลก่อนและหลังได้รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผา ยา ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง 1.2.3 เพื่อศึกษาประสิทธิผลก่อนและหลังได้รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง 1.2.4 เพื่อศึกษาประสิทธิผลระหว่างกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผา ยากับกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลัง ส่วนล่าง 1.3 ประเด็นปัญหาการวิจัย การวิจัยนี้มีจุดสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับปัญหากลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ที่มารักษาที่ โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ระดับความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่าง ก่อนและหลังได้รับการรักษาโดยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่างแตกต่างกันหรือไม่ 1.4 ขอบเขตของการวิจัยและกรอบแนวคิด 1.4.1 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.4.1.1 ประชากร คือ ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง จากแพทย์แผนไทยและเข้ารับบริการในกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนทางเลือก โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ จำนวน 124 คน (ทะเบียนการใช้ บริการ และกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนทางเลือก โรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่)


4 1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง จากแพทย์แผนไทยและเข้ารับบริการในโรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2562 การศึกษาครั้งนี้มีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อ การศึกษา จำนวน 30 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังนี้ เกณฑ์การคัดเข้า (Inclusion criteria) 1) เป็นผู้ที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยตามหลักการแพทย์แผนไทยว่า เป็นโรคลม ปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง 2) มีสติสัมปชัญญะดี ไม่มีโรคจิตหรือโรคประสาท 3) ไม่มีปัญหาตามข้อห้ามของการนวด โรคหรืออาการที่ห้ามนวด ได้แก่ (1) มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส (2) ไข้พิษ ไข้กาฬ อีสุกอีใส (3) โรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน (บริเวณหลัง) เริม งูสวัด (4) โรคติดต่อ เช่น วัณโรค (5) ผู้ป่วยกระดูกหักที่ยังติดไม่ดี (6) ความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท 4) ปฏิเสธการได้รับการผ่าตัดบริเวณหลัง 5) มีความสมัครใจและยินดีเข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้ เกณฑ์การคัดออก (Exclusion criteria) 1) กลุ่มตัวอย่างขอถอนตัวในระหว่างการเก็บข้อมูล 2) กลุ่มตัวอย่างได้รับการบาดเจ็บจากการนวด 3) ไม่สามารถติดตามผลการทดลองจากกลุ่มตัวอย่างในช่วงเก็บข้อมูลได้ 1.4.2 ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research) แบบวัดซ้ำ (Repeated measure design) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการ นวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบล เหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เก็บข้อมูลผู้ป่วยที่มารับบริการที่งานการแพทย์แผนไทยใน โรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ คือผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 30 คน โดยแบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ได้รับการนวดแบบราชสำนัก จำนวน 10 คน กลุ่มที่ 2 ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา จำนวน 10 คน หลังจากนวดเสร็จแล้ว เผายาประมาณ 20 นาทีและกลุ่มที่ 3 ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน จำนวน 10 คน หลังจากนวดเสร็จ แล้ว กักน้ำมันประมาณ 20 นาที โดยเก็บข้อมูลเป็น 2 ระยะ คือ ก่อนได้รับการรักษา และหลังได้รับการรักษา ทั้ง 3 กลุ่ม


5 1.4.3 ขอบเขตด้านตัวแปร การวิจัยมุ่งศึกษาตัวแปรที่มีผลต่อการศึกษาประสิทธิผลการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติ เผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่างที่มารับบริการใน โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กำหนดเป็นตัวแปร ดังนี้ 1.4.3.1 ตัวแปรต้น คือ ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ศาสนา การเจ็บป่วยในอดีตและการได้รับการรักษา อุบัติเหตุและการได้รับบาดเจ็บของหลังส่วนล่าง ระดับ การศึกษา รายได้ อาชีพ การรับประทานยาแก้ปวด พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พฤติกรรมการออกกำลังกาย ระยะเวลาปวด ช่วงที่มีอาการปวดลักษณะอาการปวดหลังส่วนล่าง 1.4.3.2 ตัวแปรตาม คือ ระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความปวดของ หลังส่วนล่าง 1.4.3.3 ตัวแปรควบคุม คือ 1) ระยะเวลาในการนวด 2) วิธีการนวดไทยแบบราชสำนัก 3) ผู้นวดไทยแบบราชสำนัก 4) ระยะเวลาในการเผายา 5) วิธีการเผายา 6) ผู้ทำหัตถการเผายา 7) ตำแหน่งในการเผายา 8) ระยะเวลาในการกักน้ำมัน 9) วิธีการกักน้ำมัน 10) ผู้ทำหัตถการกักน้ำมัน 11) ตำแหน่งของการกักน้ำมัน 12) ระดับความร้อนจากเครื่องเปล่าลมร้อน


6 ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรอิสระ (Independent variables) - อายุ- เพศ - น้ำหนัก - ส่วนสูง - ศาสนา - ระดับการศึกษา - รายได้- อาชีพ - การเจ็บป่วยในอดีตและการได้รับ การรักษา - อุบัติเหตุและการได้รับบาดเจ็บ ของหลัง - พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - การรับประทานยาแก้ปวด - พฤติกรรมการออกกำลังกาย - ระยะเวลาปวด - ช่วงที่มีอาการปวด - ลักษณะอาการปวด การนวดไทยราชสำนักร่วมกับ เวชปฏิบัติเผายาในผู้ป่วยกลุ่ม อาการปวดหลังส่วนล่าง การนวดไทยราชสำนักร่วมกับ การกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการ ปวดหลังส่วนล่าง ตัวแปรตาม (Dependent variables) ระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง ระดับความปวดของหลังส่วนล่าง ตัวแปรควบคุม 1) ระยะเวลาในการนวด 2) วิธีการนวดไทยแบบราชสำนัก 3) ผู้นวดไทยแบบราชสำนัก 4) ระยะเวลาในการเผายา 5) วิธีการเผายา 6) ผู้ทำหัตถการเผายา 7) ตำแหน่งในการเผายา 8) ระยะเวลาในการกักน้ำมัน 9) วิธีการกักน้ำมัน 10) ผู้ทำหัตถการกักน้ำมัน 11) ตำแหน่งของการกักน้ำมัน 12) ระดับความร้อนจากเครื่องเปล่า ลมร้อน


7 1.5 สมมติฐานการวิจัย ผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่างที่ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการ นวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน มีระดับความเจ็บปวดลดลง 1.6 ข้อจำกัดการวิจัย 1.6.1 ความต่อเนื่องในการมานวดและการเผายาหรือการกักน้ำมัน 1.6.2 อิริยาบถ การทำงาน และการดำเนินชีวิต 1.6.3 กลุ่มตัวอย่างน้อย 1.6.4 เกณฑ์ในการวัดประเมินระดับความเจ็บปวดมีช่วงที่แคบเกินไป 1.6.5 ข้อตกลงเบื้องต้น 1.6.5.1 งดอาหารแสลง ข้าวเหนียว หน่อไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องในสัตว์ และของ หมักดอง เนื่องจากจะทำให้ปวดมากขึ้น 1.6.5.2 ห้ามบิด ดัด สลัดขา 1.6.5.3 ต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง 1.6.5.4 ไม่เผายาและกักน้ำมันบริเวณที่มีบาดแผล 1.6.5.5 ควรหลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ทำให้ปวดหลังมากขึ้น เช่น ยืน หรือนั่งนาน ๆ 1.7 คำนิยามศัพท์เฉพาะ 1.7.1 การนวดแบบราชสำนัก หมายถึง การนวดไทยราชสำนักในการรักษาอาการปวดของโรค ป ว ด ก ล ้ า ม เ น ื ้ อ ห ล ั ง ส ่ ว น ล ่า ง โ ด ย ใ ช ้ เ ฉ พ า ะ น ิ ้ ว ห ั ว แ ม ่ ม ือ ว า ง ค ู ่ เ ร ี ย ง ก ั น ใ ช ้ ท ่ า ท า ง การนวดที่สุภาพ กดนวดด้วยองศาที่ถูกต้อง นวดบริเวณหลัง และขา สูตรการนวดไทยราชสำนักรักษาโรคปวด หลังส่วนล่าง ได้แก่ นวดพื้นฐานขาข้างที่เป็น เปิดประตูลม นวดสัญญาณ 1, 2, 3 หลังเน้นสัญญาณ 3 นวด สัญญาณ 1, 2, 3 ขาด้านนอกเน้นสัญญาณ 2 นวดสัญญาณ 1, 2 ขาด้านในเน้นสัญญาณ 1 1.7.2 เวชปฏิบัติเผายา หมายถึง การใช้ไฟเพื่อก่อให้เกิดความร้อนแก่ร่างกายหรือบริเวณที่ ต้องการรักษาโรคปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งจะเผายาบริเวณแผ่นหลังส่วนล่างเป็นเวลา 20 นาที 1.7.3 การเผายา หมายถึง การนำน้ำมันงานวดบริเวณหลังส่วนล่างเพื่อเตรียมผิวให้พร้อม และนำ สมุนไพรที่มีรสร้อนได้แก่ ไพล ขมิ้น ตะไคร้เกลือ การบูร มาเผารวมกัน โดยใช้Alcohol เป็นเชื้อเพลิงในการ เผายาใช้เวลาในการเผาครั้งละ 4 นาทีโดยจะเผา 5 ครั้ง ซึ่งเป็นสูตรตำรับที่ได้มาจากกลุ่มงานแพทย์ แผนไทยและแพทย์แผนทางเลือกโรงพยาบาลเหนือคลอง 1.7.4 การกักน้ำมัน หมายถึง การใช้สำลีที่สามารถรองรับหรือซับน้ำมันส่วนที่ทำการกักน้ำมัน จากนั้นเทน้ำมันสมุนไพรนั้นก็คือ น้ำมันไพล ลงบนสำลีและทำให้น้ำมันอุ่นอยู่เสมอโดยใช้ความร้อนจากเครื่อง เปล่าลมร้อนเป็นตัวนำความร้อน เป็นเวลา 20 นาทีซึ่งเป็นสูตรทั่วไป


8 1.7.5 กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง หมายถึง โรคที่ได้รับการประเมินจากแพทย์แผน ไทยโรงพยาบาลเหนือคลอง ที่เป็นโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง โดยประเมินวัดความปวดของหลัง ส่วนล่างตามความรู้สึกของผู้รับการรักษา เป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ไม่มีอาการปวด ปวดเล็กน้อย ปานกลาง ปวดมาก จนกระทั่งมีความรู้สึกปวดมากที่สุดจนรู้สึกทนไม่ได้ 1.7.6 ผู้ป่วย หมายถึง ผู้ที่ได้รับการประเมินจากแพทย์แผนไทยว่าเป็นโรคลมปลาย ปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง ที่มาใช้บริการแพทย์แผนไทยโดยการนวดแบบราชสำนักในคลินิกการแพทย์ โรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ 1.7.7 อาหารแสลง คือ อาหารเครื่องดื่มที่ห้ามรับประทาน เพราะไม่ถูกกับโรคจะทำให้อาการโรค แย่ลง รักษาไม่หาย ได้แก่ ข้าวเหนียว หน่อไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องในสัตว์ และของหมักดอง 1.8 ผลการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ 1.8.1 ผู้ป่วยได้แนวทางใหม่ในการบำบัดรักษากลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง เพื่อลดระดับความปวด หลังส่วนล่าง และเพิ่มความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างได้ 1.8.2 สามารถทราบถึงประสิทธิผลของการนวดไทยราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวด ไทยราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ของโรงพยาบาล และสถานบริการด้านแพทย์แผนไทย


9 บทที่ 2 ทบทวนวรรณกรรม ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นประสิทธิผลการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมัน ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ผู้ศึกษาได้รวบรวมแนวคิดทฤษฎี และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา ดังนี้ 2.1 อาการปวดหลังส่วนล่าง 2.1.1 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง 2.1.2 กายวิภาคศาสตร์ของกระดูกสันหลัง 2.1.3 แนวทางการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง 2.1.4 การประเมินความรุนแรงของโรคปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง 2.1.5 ผลกระทบของโรคปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างที่มีต่อบุคคล 2.2 การรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างทางการแพทย์แผนไทย 2.2.1 แนวคิดของการแพทย์แผนไทย 2.2.2 รูปแบบการนวดไทย 2.2.3 การเผายา 2.2.4 การกักน้ำมัน 2.1 อาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง อาการปวดหลังส่วนล่าง หมายถึง อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังตึง หรือมีอาการหลังแข็ง ในตำแหน่ง ตั้งแต่ขอบล่างของซี่โครง (costal margin) ไปถึงขอบล่างของแก้มก้น (inferior gluteal fold) โดยบางกรณี จะมีอาการร่วมกับอาการปวดร้าวลงไปที่ขา (sciatica) (โรงพยาบาลกรุงเทพ, 2558) อาการปวดหลังส่วนล่าง เกิดได้จากหลายกลไก ทั้งจากการเสื่อม และโรคกล้ามเนื้อ โรคของเอ็น โรค กระดูก และโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งการเสื่อมเหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดปุ่มกระดูกงอกเล็ก ๆ (Osteophyte) ซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกายใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระดูกสันหลังที่เสื่อมถอย ส่งผลให้เกิดการเบียดกด ประสาทไขสันหลัง ส่งผลให้เกิดอาการ ปวด เจ็บ ชา กล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง รวมทั้งส่งผลถึง การทำงานของกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน กล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ และของทวารหนัก ส่งผลให้กล้ามเนื้อ ควบคุมการขับถ่ายเหล่านี้หย่อนยาน จึงเกิดการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้น้อยลง ทั้งนี้เพราะส่วนหลังช่วง ล่าง มีหน้าที่รองรับน้ำหนักของร่างกาย เป็นส่วนที่ร่างกายใช้เคลื่อนไหวซ้ำๆตลอดเวลา เพื่อการทรงตัว การ ทำงาน การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา การหยิบจับ ก้ม เงย ยกของ ดังนั้น จึงเกิดการเสื่อมถอยของเซลล์ ต่างๆ ได้ง่ายเมื่อมีอายุสูงขึ้น (พวงทอง ไกรพิบูลย์, 2560


10 2.1.1 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังช่วงล่าง (Low back) คือ ตำแหน่งด้านหลังช่วงจากปลายกระดูกซี่โครงซี่สุดท้ายลงมาจนถึง ตำแหน่งกระดูกใต้กระเบนเหน็บ (Sacrum) ซึ่งเป็นตำแหน่งของกระดูกสันหลัง (Spine) ส่วนเอว ข้อที่ 1 (Lumbar spine เรียกย่อว่า L spine ซึ่งมีทั้งหมด 5ข้อ) ไปจนถึงกระดูกใต้ กระเบนเหน็บข้อที่ 1 (Sacrum เรียกย่อว่า S spine ซึ่งมีทั้งหมด 5 ข้อ) ทั้งนี้ ส่วนหลังช่วงล่าง ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่สำคัญ และเป็น ต้นเหตุให้เกิดอาการเจ็บปวด คือ กล้ามเนื้อ เอ็น กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง และ เส้นประสาท ปวดหลังช่วงล่าง (Low back pain) เป็นอาการที่พบบ่อยมากอาการหนึ่ง บางการศึกษารายงานว่า เป็นอาการพบบ่อยเป็นที่ 2 รองจากอาการปวดศีรษะในผู้ใหญ่อายุ 20-30 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ 80% ของผู้ใหญ่จะ เคยมีอาการนี้มาแล้ว โดยประมาณว่า 41% ของคนในช่วงอายุ 26-44 ปี มักเคยมีอาการปวดหลังในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้โอกาสปวดหลังเกิดได้ใกล้เคียงกันทั้งในเพศหญิงและเพศชายเมื่ออาการปวดหลังช่วงล่าง เกิดอย่างเฉียบพลัน ซึ่งมักจะหายได้เอง หรือรักษาหายได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน เรียกว่า “ปวด หลังช่วงล่างเฉียบพลัน” แต่ถ้าอาการปวดหลังช่วงล่างค่อยเป็นค่อยไป และถึงแม้รักษาก็ยังมีอาการอยู่นานเกิน 3 เดือนขึ้นไป เรียกว่า “ปวดหลังช่วงล่างเรื้อรัง” (พวงทอง ไกรพิบูลย์, 2560) 2.1.1.1 อาการปวดหลังส่วนล่างส่วนใหญ่จะเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรือ พยาธิสภาพของกระดูกสันหลังเอง โดยสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากท่าทาง อิริยาบถ การเคลื่อนไหวร่างกาย และการใช้งานหลังที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุการปวดหลังที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงานที่ต้องทำงาน กับคอมพิวเตอร์นานๆ (โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค) หากไม่ได้ใส่ใจกับท่านั่งที่ถูกต้อง มักจะนั่งด้วยท่าทาง แบบหลังงอ ไหล่ห่อ และก้มคอเข้าหาจอคอมพิวเตอร์ การยกของหนักโดยใช้การก้มหลัง น้ำหนักทั้งหมดจะ ผ่านไปที่กระดูกสันหลังส่วนที่กำลังโค้งมากที่สุด การบาดเจ็บบริเวณหลัง จากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา เช่น รักบี้ ฟุตบอล การมีการบาดเจ็บหรือมี การกระแทกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้กระดูกสันหลังเสื่อมได้เร็วขึ้น ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบแต่กำเนิด กระดูกสันหลังคด กระดูกสันหลังมีมากหรือน้อยผิดปกติ ภาวะของกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้มาก ภาวะเหล่านี้ ได้แก่ - หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ที่ไปเลี้ยงยังหมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และ โครงสร้างอื่นๆบริเวณกระดูกสันหลัง นั่นคือหนึ่งพื้นที่อาจถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทหลายเส้น หรือเส้นประสาท หนึ่งเส้นเลี้ยงหลายพื้นที่ ดังนั้น อาจเป็นการยากต่อสมองที่จะรับความรู้สึกว่าอาการปวดเกิดจากจุดใด หรือ อวัยวะใดในร่างกายกันแน่ ตัวอย่างเช่น ภาวะหมอนรองกระดูกส่วนเอวเสื่อม หรือฉีกขาดนั้นจะรู้ได้เหมือนกัน กับการดึงกล้ามเนื้อให้ตึง ทั้งสองเหตุการณ์นี้จะทำให้เกิดการอักเสบ และความเจ็บปวดจากการหดเกร็งของ กล้ามเนื้อในบริเวณเดียวกัน


11 2.1.1.2 รูปแบบและลักษณะของอาการปวดหลังส่วนล่าง อาการปวดหลังส่วนล่างสามารถเกิด อาการได้แตกต่างกันมากมาย โดยอาจมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย เพียงแค่รู้สึกรำคาญเท่านั้น หรืออาจรุนแรง จนไม่สามารถทนก็เป็นได้ อาการปวดหลังส่วนล่างอาจเริ่มขึ้นอย่างกะทันหัน หรืออาจค่อยๆเป็น หรือเป็นๆ หายๆแล้ว อาการค่อยๆแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ 2.1.1.3 ประเภทของอาการปวดหลังส่วนล่าง อาจแบ่งออกตามการเริ่มปวดและ ระยะเวลาที่ปวดได้ ดังนี้ 1) การปวดเฉียบพลัน (acute pain) อาการปวดเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นทันทีทันใด และปวดอยู่นานไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์ และถือว่าเป็นกลไกตอบสนองปกติของร่างกายต่อการบาดเจ็บ หรือ การทำลายเนื้อเยื่อ อาการปวดจะค่อยๆทุเลาลงเมื่อเนื้อเยื่อส่วนนั้นเกิดค่อยหายดีขึ้น 2) อาการปวดหลังส่วนล่างกึ่งเฉียบพลัน (subacute low back pain) อาการ ปวดเช่นนี้จะคงอยู่นานประมาณ 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน การปวดนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บทางกายภาพ เช่น กล้ามเนื้อฉีกขาด หรืออาการปวดข้อ แต่มีอาการปวดที่นานขึ้น ในจุดนี้อาจพิจารณา และแนะนำให้เข้า พบแพทย์เพื่อรักษาอาการ หากว่าอาการปวดนั้นรุนแรง และจำกัดความสามารถในการทำกิจกรรมใน ชีวิตประจำวันเช่น การเดิน การทำงาน หรือแม้แต่การนอน 3) อาการปวดหลังเรื้อรัง (chronic back pain) – มักจะใช้เรียกอาการปวด หลังส่วนล่างที่ยาวนานเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไป การปวดชนิดนี้มักจะรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษา พื้นฐานทั่วไป และต้องการการตรวจและวินิจฉัยจากแพทย์และทีมสุขภาพเพื่อหาสาเหตุของอาการปวดนั้น และทำการรักษาที่เหมาะสม (โรงพยาบาลบำรุงราช, 2561) 2.2.2 กายวิภาคศาสตร์ของกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังนอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้วยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะ ของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ (Skull) กระดูสะบัก (Scapula) กระดูกเชิงกราน (Pelvic bones) และกระดูกซี่โครง (Ribs) อีกด้วยกระดูกสันหลังในคนปกติจะมี 33 ชิ้น ซึ่งจะจัดจำแนกตาม ตำแหน่งและรูปร่างลักษณะ ได้แก่ 1) กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical vertebrae) ซึ่งมีจ้านวน 7 ชิ้น อยู่ในช่วงล้าคอกระดูกสันหลังใน ส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของลำคอและศีรษะ 2) กระดูกสันหลังส่วนอก (Thoracic vertebrae) มีจำนวน 12 ชิ้น อยู่ในส่วนอก และมีลักษณะพิเศษ คือจะมีจุดเชื่อมต่อสำหรับกระดูกซี่โครง ซึ่งเป็นโครงร่างสำคัญของช่องอก 3) กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว (Lumber vertebrae) มี 5 ชิ้น อยู่ในช่วงเอว และมีขนาดใหญ่เพื่อ รองรับน้ำหนักของร่างกายท่อนบน และมีส่วนเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อที่เป็นผนังทางด้านหลังของช่องท้อง อีกด้วย


12 4) กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ (Sacral vertebrae) ซึ่งเดิมมี 8 ชิ้น แต่จะเชื่อมรวมกันเป็นชิ้น เดียว และจะต่อกับกระดูกเชิงกราน (Pelvic bone) โดยจะมีช่องเปิด (Sacralforamina) เพื่อเป็นทางผ่านของ เส้นประสาทที่ไปยังบริเวณเชิงกรานและขา 5) กระดูกสันหลังส่วนก้นกบ (Coccygeal vertebrae) ซึ่งอาจมี 3-4 ชิ้น ซึ่งจะเชื่อมกันเป็นกระดูกชิ้น เดียวเป็นกระดูกรูปสามเหลี่ยมที่ปลายด้านล่างสุด ภาพที่ 2.1 กายวิภาคศาสตร์ของกระดูกสันหลัง ที่มา: โรงพยาบาลบำรุงราช. (2561) 2.1.3 แนวทางการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง โดยทั่วไปการรักษาจะมีอยู่ 2 วิธีหลัก ได้แก่ 2.1.3.1 การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด (1) การนอนพักให้หายจากปวดหลังเรื้อรัง การนอนราบบนเตียงให้เพียงพอเป็นการลดปวด ขั้นพื้นฐานที่ควรจะปฏิบัติในทุกราย อย่างไรก็ตาม การนอนพักบนเตียงนานๆ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มี ปัญหาเรื่องปวดหลัง ในความเป็นจริงแล้วการนอนพักบนเตียงเป็นระยะเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ อาจจะยิ่ง เพิ่มอาการปวดหลัง และอาการปวดร้าวลงขา ดังนั้น หากปวดมาก การนอนพักในช่วงแรกจึงไม่ควรเกิน 2-3 วัน และหลังจากนั้นให้ปฏิบัติกิจกรรมเบาๆ ตามสมควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (2) การประคบเย็น ประคบร้อน น้ำแข็งหรือแผ่นประคบเย็นสามารถช่วยลดอาการปวดและ อาการบวมจากกล้ามเนื้อตึงเคล็ดได้ดี ควรใช้น้ำแข็ง หรือแผ่นประคบเย็นประคบทิ้งไว้ครั้งละประมาณ 20 นาที จำนวน 3 – 4 ครั้งต่อวันในช่วง 2-3 วันแรกเพื่อบรรเทาอาการปวด ท่านสามารถเลือกใช้วิธีประคบ ด้วยน้ำอุ่นก็ได้หากวิธีนี้สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้มากกว่า โดยเฉพาะในรายที่มีอาการปวดร้าวลงขามัก ได้ผลดี


13 (3) การรับประทานยาปวดหลังเรื้อรัง ยาลดการอักเสบพื้นฐาน เช่น ไอบูโปรเฟน หรือแอสไพริน สามารถช่วยระงับอาการปวดและบวมบริเวณหลังได้ หากยาดังกล่าวออกฤทธิ์ ระคายเคืองต่อกระเพราะอาหาร ควรเปลี่ยนเป็น อะเซตามิโนเฟน (พาราเซตามอล) หรือยาอื่นที่มีฤทธิ์ระคาย เคืองน้อยกว่าทดแทน แพทย์อาจจะจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อในช่วงระหว่าง 2 – 3 วันแรก เพื่อบรรเทาอาการตึง ของกล้ามเนื้อ แต่ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอน บางกรณีแพทย์อาจสั่งสเตียรอยด์เพื่อ บรรเทาอาการปวดร้าวลงขา อาจเป็นสเตียรอยด์ในรูปแบบของยารับประทานหรืออาจเป็นสเตียรอยด์ใน รูปแบบฉีดได้เช่นกัน (4) อิริยาบท การนอน และน้ำหนักตัว การปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะ ช่วยป้องกัน และลดอาการปวดหลังได้ อิริยาบทที่ถูกสุขลักษณะนั้นจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักตัวอยู่ใน แนวตั้งตรง และช่วยลดแรงกดทับไปสู่กล้ามเนื้อส่วนหลังได้ วิธีลดการกดทับไปยังกล้ามเนื้อส่วนหลังขณะนั่ง นั้น ทำได้โดยการเลือกใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงซึ่งเหมาะสมกับแผ่นหลัง หรือจัดหาหมอนมาหนุนบริเวณหลังไว้ หรือ เปลี่ยนอิริยาบทท่านั่งบ่อยๆก็สามารถช่วยได้ 2.1.4 การประเมินความรุนแรงของอาการปวดหลังส่วนล่าง การประเมินความรุนแรงของอาการปวดหลังส่วนล่าง สามารถประเมินได้หลากหลายวิธี ได้แก่ การ ประเมินอาการแสดงทางคลินิกจากการตรวจร่างกาย การคลำหาจุดกดเจ็บและการอักเสบบริเวณสัญญาณ 3 หลัง การตรวจประเมินทางห้องปฏิบัติการ การประเมินทางภาพถ่ายรังสีที่ใช้ในการวินิจฉัย ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ 2.1.4.1 การประเมินอาการทางคลินิก (มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมฯ อายุรเวท วิทยาลัย, 2555) เกณฑ์การวินิจฉัยที่สามารถใช้ในการคัดกรองผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง มีดังนี้ 1) มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ร้าวชามาที่ขา ปลีน่อง ฝ่าเท้าและนิ้วเท้า ทำให้ขาไม่มีแรง 2) อาการแสดงทางคลินิกของอาการปวดหลังส่วนล่าง 2.1.4.2 การประเมินตามระยะความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นของยงยุทธ์ วัชรดุล และเล็ก ปริวิสุทธิ์ (2535) พิจารณาจากอาการปวด ความสามารถในการลุก การยืน การเดิน การช่วยเหลือตนเอง โดย แบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 เป็นระยะที่ความรุนแรงของอาการน้อย เริ่มจากมีอาการปวดเมื่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังจากทำงานหนัก ยกของหนัก และอาการจะค่อยๆมากขึ้น มีอาการปวดเมื่อยเมื่อยืนหรือนั่งทำงานนาน ๆ พอหยุดพักก็หาย ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีความรุนแรงของอาการปานกลาง อาการปวดจะมากขึ้นและบ่อยขึ้น จนทำให้ยืน หรือนั่งอยู่กับที่นาน ๆไม่ได้ และเมื่อนั่งพับเพียบนานจะมีอาการช้าลงน่อง และเท้า อาการ ปวด เช่นนี้จะคงอยู่นานประมาณ 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน การปวดนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บทางกายภาพ เช่น กล้ามเนื้อฉีกขาด หรืออาการปวดข้อ แต่มีอาการปวดที่นานขึ้น


14 ระยะที่3 เป็นระยะที่มีความรุนแรงของอาการมาก โดยจะมีอาการปวดหลังส่วนล่างอยู่ ตลอดเวลาทั้งในเวลาที่พักจากการทำงาน มักจะใช้เรียกอาการปวดหลังส่วนล่างที่ยาวนานเกินกว่า 3 เดือนขึ้น ไป การปวดชนิดนี้มักจะรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาพื้นฐานทั่วไ 2.1.4.3 วัดความอ่อนตัว Body flexibility การทดสอบในทางคลินิกมักใช้การทดสอบความอ่อนตัวแบบอยู่กับที่ (static flexibility) แบ่งเป็น 2 วิธี คือ การวัดทางตรง และการวัดทางอ้อม (Hayward, 1997) 1) การวัดทางตรง เป็นการวัดมุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ในหน่วยองศา ซึ่งจะใช้อุปกรณ์ เช่น โกนิ โอมิเตอร์ (goniometer), เฟล็กโซมิเตอร์ (flexometer) หรืออินคลิโนมิเตอร์(inclinometer) มีความแม่นยำ ในการหาช่วงการเคลื่อนไหวในแต่ละข้อต่อ ที่ต้องการได้ แต่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางกายวิภาคศาตร์ และการคลำหาปุ่มกระดูกต้องวัดทีละข้อต่อ ทำให้ใช้เวลานาน (กมลทิพย์ แจ่มจันทร์, 2558) 2) การวัดทางอ้อม ใช้เครื่องมือวัดช่วงการเคลื่อนไหวในแนวเส้นตรง เช่น เทปวัด หรือกล่องวัด ความอ่อนตัว (Sit and reach box) ในหน่วยนิ้ว หรือเซนติเมตร แบบทดสอบที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ การวัด ความอ่อนตัวในท่านั่งงอตัว (sit and reach) ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้น เพื่อวัดความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อ หลังส่วนล่าง (lower back) และกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (hamstring) และการทดสอบ Skin distraction test (การเงยหลังและการงอหลัง) ทำได้ง่าย ไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญทางกายวิภาคก็ทำได้ และอุปกรณ์หาได้ ง่าย อาจไม่แม่นยำเท่าการวัดทางตรง ความถูกต้อง และน่าเชื่อถือน้อยกว่าทางตรง ไม่สามารถวัดความอ่อนตัว ได้ทุกข้อต่อ และสัดส่วนร่างกายมีผลต่อการวัด (กมลทิพย์ แจ่มจันทร์, 2558) ภาพที่ 2.2 กล่องวัดความอ่อนตัว ที่มา: กมลทิพย์ แจ่มจันทร์, 2558


15 วิธีการทดสอบ (1) ถอดรองเท้าแล้วนั่งบนพื้นเหยียดขาตรง โดยให้ส้นเท้าจรดแนบ กับที่ยันเท้าของกล่องวัดความอ่อนตัว ขอบด้านในของส้นเท้าทั้งสองข้างอยู่ในแนวเดียวกับสะโพก (2) เหยียดแขนตรงไปด้านหน้า คว่ำฝ่ามือวางทับซ้อนกันไว้ โดยให้ นิ้วกลางของมือทั้งสองวางทับซ้อนอยู่ในระดับเดียวกัน ก้มลำตัวไปข้างหน้าช้าๆให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเคลื่อนมือไปตามด้านบนของกล่องวัดความอ่อนตัว และค้างไว้ในท่านั้น 2 วินาทีขณะก้มตัวห้ามงอเข่าให้ เหยียดตรง (3) วัดระยะที่ได้ไกลสุดตามด้านบนของกล่องวัดความอ่อนตัวที่ปลายนิ้วสามารถสัมผัสกับ มาตรวัดได้ หากเข่าของผู้รับการทดสอบงอ หรือ มีการเคลื่อนไหวแบบ กระตุก หรือ กระชากจะไม่นับคะแนนในรอบนั้น ข้อดีของวิธี Standard Sit-and-Reach test การทดสอบทำได้ง่าย อุปกรณ์ไม่ยุ่งยาก เป็นที่นิยม ทำให้มีค่ามาตรฐานให้เปรียบเทียบทั้งไทย และต่างประเทศ ข้อเสียของวิธี Standard Sit-and-Reach test ขณะทดสอบต้องระวังการงอเข่า เข่าจะต้องเหยียดตึง ฝ่าเท้า ต้องแนบสนิทกับกล่องทดสอบ เพราะวิธีนี้จุดศูนย์คือปลายเท้า ความสูงของกล่องมีผลต่อการวัด บางคน อาจจะยืดได้อีกถ้าระดับความสูงของกล่องเตี้ยกว่านี้ นอกจากนี้สัดส่วนความยาวของ หลัง, แขน และขา ยังทำ ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างบุคคลอีกด้วย อ้างอิงจาก (Jeffrey E. Fernandez & Nancy B. Stubbs, 1988) - Modified Sit-and-Reach Test ในการทดสอบความยืดหยุ่น (Sit-and-Reach Test) นั้นคนที่มีแขนยาวแต่ขาสั้นอาจได้เปรียบคนที่แขนสั้นแต่ขายาว ดังนั้น Hoeger (1989) จึงพัฒนาวิธีนี้ขึ้นมา ซึ่งได้คำนึงถึงระยะทางระหว่างปลายนิ้วถึงกล่อง และใช้ปลายนิ้วเป็นจุดเริ่มต้นในการวัด คือจุดศูนย์อุปกรณ์ ใช้กล่องทดสอบสูง 12 นิ้ว (30.5 ซม.) และวางไม้เมตรไว้ด้านบนกล่องทดสอบ วิธีการทดสอบ (1) ให้ผู้เข้ารับการทดสอบถอดรองเท้า นั่งลงบนพื้นหน้ากล่อง ทดสอบ (2) ให้ส่วนก้น ไหล่ และหัวแนบสนิทกับผนังห้อง ขาเหยียดตรง (ห้ามงอเข่า แต่ห้ามล็อคหัว เข่า) และฝ่าเท้าทั้งสองข้างแนบสนิทกับกล่องทดสอบ (3) ผู้ดูแลการทดสอบนำไม้เมตรมาวางบนกล่องทดสอบ โดยหันจุด ศูนย์เข้าหาตัวผู้เข้ารับการทดสอบ (4) ผู้เข้ารับการทดสอบเหยียดแขนตรงไปด้านหน้า โดยฝ่ามือวาง ซ้อนกันในขณะที่หัวและไหล่ยังคงแนบสนิทกับผนังห้อง จุดศูนย์ของไม้เมตรอยู่ที่ปลายนิ้วมือของผู้ทดสอบ (5) ผู้ดูแลการทดสอบต้องยึดตำแหน่งของไม้เมตรให้แน่น อย่าให้ เคลื่อนที่ (6) ผู้เข้ารับการทดสอบงอตัวไปด้านหน้าช้าๆ เลื่อนมือไปตามสเกล


16 บนไม้เมตร เอื้อมไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ไปได้ และค้างในตำแหน่งนั้นไว้ประมาณ 2 วินาที (7) การบันทึกผล ข้อดีของวิธี Modified Sit-and-Reach Test แก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างของสัดส่วนแขน และขา ได้ ข้อเสียของวิธี Modified Sit-and-Reach Test ต้องมีผนังสำหรับพิงหลัง และศีรษะ ถ้านาไปใช้กลางแจ้งที่ ไม่มีผนัง อาจจะคลาดเคลื่อน ต้องวางไม้บรรทัดไว้ด้านบนกล่องเพื่อวางจุดเริ่มต้นของแต่ละคน และต้องมีคน คอยจับไม้บรรทัดไว้ให้แน่นไม่ให้เคลื่อนที่ขณะทำการทดสอบ และต้องระวังการงอเข่าขณะงอตัว ภาพที่ 2.3 วิธีการทดสอบนั่งงอตัวแบบ Modified Sit-and-Reach Test ที่มา : Heyward (2006) 2.1.5 ผลกระทบของอาการปวดหลังส่วนล่าง ผลกระทบของอาการปวดหลังส่วนล่างนั้นพบได้ทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ตลอดจน หน้าที่การงาน และความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจจากค่ารักษาพยาบาลและรายได้ เนื่องจากต้องหยุดงาน ผลกระทบ จากภาวะที่ร่างกายเกิดความไม่สุขสบายและมีการจากัดการเคลื่อนไหวนี้ทาให้ไม่สามารถกลับมา ปฏิบัติกิจกรรมได้ตามปกติ อาการปวดหลังต่อกิจวัตรประจาวันมากที่สุด คือ การยกของ และปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับอาการปวดหลังส่วนส่วนล่าง คือ จำนวนชั่วโมงทางาน/วัน ที่มากกว่า 9 ชั่วโมง การมีปัญหา ทางสุขภาพและการมีประวัติปวดหลังมาก่อนประกอบอาชีพ (ฐิติรัตน์ จงอัจฉริย, 2559 อ้างถึงใน สุณัฐฏา หนองห้าง.2560) 2.2 การรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างทางการแพทย์แผนไทย 2.2.1 แนวคิดของการแพทย์แผนไทย ตามทฤษฏีการแพทย์แผนไทยนั้น การแพทย์แผนไทย เป็นการรักษาแบบองค์รวมที่มีความเกี่ยวข้องกับวิถี ชีวิตของคนไทยโดยอาศัยแนวทางของพระพุทธศาสนาเป็นหลักและเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมตามธรรมชาติ มีแบบ แผนเป็นวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต ซึ่งตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้น มิได้มองความเจ็บป่วยเป็นเพียงเชื้อ โรคที่เรียกว่า “ตัวกิมิชาติ”เท่านั้น แต่เชื่อว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยของมนุษย์มาจากสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ (เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, 2540) การแพทย์แผนไทยแต่ดั้งเดิมคล้ายคลึงกับการแพทย์พื้นเมืองอื่นๆคือมีความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุที่ ทำให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยในมนุษย์ แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้


17 1) เชื่อว่าความเจ็บป่วยเกิดจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ สิ่งที่มีอำนาจ เช่น ผีป่า ปีศาจ ผีหรือสิ่งของที่ผู้อื่นเสกมากระทำโทษ เชื่อในเรื่องของเทพ เรื่องของพระเจ้าลงโทษผู้ทำผิดจารีตประเพณี ความ เชื่อนี้มีอยู่โดยทั่วไปแตกต่างกันตามที่อยู่และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น 2) เชื่อว่าความเจ็บป่วยเกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ การเสียสมดุลของร่างกาย อันประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 การเสียสมดุลของความร้อนความเย็น การเสียสมดุลของโครงสร้างร่างกาย 3) เชื่อว่าความเจ็บปวดเกิดจากพลังจักรวาล ได้แก่ อิทธิพลของดวงดาวต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งพลังที่สร้างสรรค์ และพลังที่ทำลายสุขภาพ หากพลังใดมากกว่าจะส่งผลให้สุขภาพดีหรือร้ายไปตามนั้น การรักษาจึงเป็นไปตามความเชื่อถือ มีทั้งการใช้พิธีกรรม ได้แก่ การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบวงสรวงเทพเจ้า การเสียเคราะห์ต่อชะตา การใช้สมุนไพรและการกินอาหารปรับสมดุลของร่างกาย การนวด การอบ การประคบ และการปรับสมดุลทางจิตด้วยสมาธิ ผู้รักษาได้แก่ หมอแผนโบราณ หมอพื้นบ้าน ที่มีการเรียนการสอนสืบต่อกันมา ทั้งการเรียนการสอนในสถาบันและจากการสืบทอดความรู้กันภายใน ครอบครัว หมอแผนไทยในอดีตมีความรู้มากมายหลายสาขาเป็นทั้งผู้ชำนาญการประกอบพิธีกรรม การใช้ยา การนวด และโหราศาสตร์ บางคนเคยบวชเรียนจึงเก่งในเรื่องการนั่งสมาธิ การแพทย์แผนไทยเคยรุ่งเรืองมาก จนมีผู้ชำนาญเฉพาะทางในสมัยอยุธยา ทำให้มีตำราคัมภีร์เฉพาะโรคมากมาย 2.2.2 รูปแบบการนวดไทย 2.2.2.1 การนวดไทย การนวดไทย (Traditional Thai massage) เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ช่วยในการส่งเสริมสุขภาพ ในรูปแบบของการนวดโดยการกดที่มัดกล้ามเนื้อเป็นการนวดแบบลึก จะทำร่วมกับการยึดกล้ามเนื้อซึ่งจะมี การรักษาในหลายรูปแบบ (Lambert, 1992) การนวดไทย หรือ นวดแผนโบราณ เป็นการนวดชนิดหนึ่งในแบบไทย ซึ่งเป็นศาสตร์บำบัดและ รักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย โดยจะเน้นในลักษณะการกด การคลึง การบีบ การดัด การดึง และ การอบ ประคบ ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ "นวดแผนโบราณ" (กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวง สาธารณสุข, 2561) ดังนั้นพอสรุปได้ว่า การนวดไทย เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการตรวจ การวินิจฉัย การบำบัด การ ส่งเสริม และการฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธีการกด การคลึง การบีบ การดัด และการดึง เพื่อรักษาโรคต่างๆ 2.2.2.1.1 หลักการสำคัญของการนวดไทย มีดังต่อไปนี้ (1) ทำให้มีสมาธิทั้งผู้ให้และผู้รับ ใส่ใจอยู่กับการนวดและผลที่จะเกิดขึ้นในขณะที่นวด (2) จุดที่ใช้ในการนวดจะอยู่บนเส้นพลังที่มีอยู่ทั้งหมดสิบเส้นบนร่างกาย หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เส้นประธานสิบ” (3) ในขณะที่ออกแรงกดในแต่ละครั้งจะต้องค่อย ๆ ออกแรงช้า ๆ หน่วง เน้น นิ่ง นับมีจังหวะในการ เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปบริเวณที่รู้สึกปวด จะได้ช่วยผ่อนคลาย


18 (4) หลังจากการนวดเสร็จแล้ว จะมีการยืดกล้ามเนื้อในท่าบริหารต่าง ๆ เพื่อให้ได้สัมผัสกับความรู้สึก ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ และควรให้ผู้ถูกนวดนั่งพักอยู่กับที่สัก 2-3 นาที 2.2.2.2 รูปแบบของการนวดไทยแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ 2.2.2.2.1 การนวดแบบราชสำนัก การนวดในแบบนี้จะใช้นวดกับกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง ของราชสำนัก ท่าต่าง ๆ ที่ใช้ในการนวดจึงต้องสุภาพ ไม่ว่าจะเป็นการนวดในท่านั่ง ท่ายืน ท่านอนหงาย และ ท่านอนตะแคง จะไม่ใช้การดัดหรือการงอตามส่วนต่างๆของร่างกาย และจะนวดโดยการใช้นิ้วมือเท่านั้นที่กด บนร่างกายจะไม่ใช้การนวดคลึง เพราะจะเป็นการช่วยในการควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากจนเกินไป ภาพที่2.10 การวัดชีพจรก่อนนวดแบบราชสำนัก ที่มา: นราพร พิทักษ์พร และคนอื่นๆ, 2560 ภาพที่ 2.11 ท่าการนวดจุดสัญญาณ 3 ขาด้านนอก แบบราชสำนัก ที่มา: นราพร พิทักษพร และคนอื่นๆ, 2560 2.2.2.2.2 การนวดแบบเชลยศักดิ์ การนวดแบบนี้จะเป็นการนวดเพี่อช่วยเหลือกันเองของ ชาวบ้านทั่วไปซึ่งบางครั้งอาจจะนวดในครอบครัวของตนเองก็ได้ หมอนวดจึงใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งที่ นอกเหนือจากการใช้มือในการนวด ได้แก่ เข่า ข้อศอก ท่อนแขน ส้นเท้า เป็นต้น ในการนวดรักษาอาจจะมี


19 การดัดหรือการงอข้อ หลัง และส่วนใดของร่างกายซึ่งแตกต่างจากการนวดแบบราชสำนัก ดังนั้นการนวดแบบ เชลยศักดิ์จึงเป็นที่รู้จักกันดีในสังคมไทย ภาพที่ 2.12 ท่าการนวดโดยการดึงแบบเชลยศักดิ์ ที่มา: สุชาดา บัวบางกรูด, 2556 ภาพที่ 2.13 ท่าการนวดโดยใช้มือและข้อศอกแบบเชลยศักดิ์ ที่มา: สุชาดา บัวบางกรูด, 2556 2.2.2.3 การปรับขนาดของแรงที่ใช้กดนวด (หัตถเวชกรรมแผนไทย นวดราชสำนัก 2554 : 24-30) 2.2.2.3.1 เป็นการปรับขนาดของแรงกดที่ลงน้ำหนักในการนวดแต่ละครั้งหรือแต่ละคาบการปรับ ขนาดของแรงกดเป็นปัจจัยสำคัญของการแต่งรสมือให้เกิดความนุ่มนวล ณ ตำแหน่งใด ๆ ก็ตาม จะแบ่ง ช่วงเวลาในการลงน้ำหนักแต่ละคาบ จากเริ่มต้นจนหมดคาบ ดังต่อไปนี้


20 - หน่วง หมายถึง ช่วงที่เพิ่มน้ำหนักแรงกดช้า ๆ หลังจากวางนิ้วมือลงบนตำแหน่งที่จะนวด ช่วงนี้แรง กดจะยังไม่ถึงขนาดน้ำหนักที่ต้องการ - เน้น หมายถึง ช่วงที่เพิ่มน้ำหนักแรงกดให้มากขึ้นจนถึงขนาดที่ต้องการ ช่วงนี้จะมีการควบคุมทิศ ของแรงด้วย - นิ่ง หมายถึง ช่วงที่กดด้วยแรงขนาดน้ำหนักที่ต้องการอยู่อย่างนั้นจนถึงช่วงที่ยกมือ 2.2.2.3.2 ขนาดของแรงในการนวดผู้นวดบำบัดจะต้องหมั่นสังเกตและสื่อสารกับผู้รับการบำบัดเป็นระยะ ๆ ว่ารู้สึกอย่างไรกับขนาดของแรงกดนวดที่ใช้ในขณะนั้น เพื่อไม่ให้แรงที่ใช้น้อยหรือมากเกินไป หากพบว่าการ กดนวดทำให้ผู้รับการบำบัดรู้สึกเจ็บ ผู้นวดบำบัดต้องปรับลดขนาดของแรงกดนวด เพื่อให้ผู้รับการบำบัด สามารถทนได้ แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มขนาดแรงกดนวดให้มากขึ้น อาจารย์ณรงสักข์ บุญรัตนหิรัญ กำหนดขนาด ของแรงที่ใช้ในการนวดไว้เป็นน้ำหนัก 3 ระดับ คือ 50 ปอนด์ 70 ปอนด์ และ 90 ปอนด์ - แรงกดนวด 50 ปอนด์ หมายถึง การกดนวดด้วยน้ำหนักไม่มากนัก หรือเรียกว่าขนาดเบา มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรับรู้ เกิดการปรับตัว และก่อให้เกิดความผ่อนคลายก่อนที่จะค่อย ๆ เพิ่ม น้าหนักของแรงกดให้มากขึ้น - แรงกดนวด 70 ปอนด์ หมายถึง การกดนวดด้วยน้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือเรียกว่าขนาดปานกลาง มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลายมากขึ้น กระตุ้นระบบประสาท เลือดลมไหลเวียนได้ดี ขึ้น และเกิดประสิทธิผลในการนวด ก่อนที่นวดบำบัดจะค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักแรงกดให้มากขึ้น - แรงกดนวด 90 ปอนด์หมายถึง การกดนวดด้วยน้ำหนักที่มากขึ้นอีก หรือเรียกว่า ขนาดหนัก เพื่อให้เกิดประสิทธิผลจากการนวดมากที่สุด เพราะขนาดแรงที่ใช้จะช่วยบังคับเลือดและลมให้ไหลไปสู่ ตำแหน่งที่ต้องการได้เช่น การกดเน้นจุดสัญญาณในการนวดบำบัดรักษา คำว่า 50 ปอนด์70 ปอนด์90 ปอนด์เมื่อกล่าวถึงแรงที่กดนวด มากกว่าที่ใช้คำว่า ขนาดเบา ขนาด ปานกลาง ขนาดหนัก เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้แรงกดขนาดต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เหมาะสมในแต่ละช่วงของการนวดบำบัดหรือตามจุดประสงค์ของการนวดที่ตำแหน่งต่าง ๆ 2.2.3 การเผายา เวชปฏิบัติเผายา หมายถึง เผายา หมายถึง การใช้ไฟเพื่อก่อให้เกิดความร้อนแก่ร่างกายหรือบริเวณที่ ต้องการรักษาโรค ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเผายานั้นจะใช้ในบริเวณที่มีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น แผ่นหลัง ขา แต่จะ มีการเผาที่เน้นการรักษาเฉพาะจุดบางส่วน เช่น การเผายาบริเวณเข่า (ใช้รักษาผู้ไข้ที่มีอาการปวดเข่าที่ไม่ อักเสบ น้ำไขข้อแห้ง) การเผาบริเวณหน้าท้อง (บริเวณรอบสะดือ) เป็นจุดกำเนิดของเส้นประธานสิบตามหลัก ของแพทย์แผนไทย เป็นต้น เครื่องยาที่ใช้ในการเผายาประกอบด้วย ไพล ขมิ้น ตะไคร้ เกลือ และการบูร (โรงพยาบาลเหนือคลอง, 2562) 2.2.3.1 ประโยชน์เวชปฏิบัติเผายา ไล่ลมออกจากท้อง ไล่ลมในเส้นให้เดิน ได้สะดวก ไล่ลมที่ติดขัด คลายเส้นในจุดที่ตึง รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อต่างๆ แก้เลือดลมเดินไม่สะดวก ลมผิด เดือน


21 2.2.3.2 สมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องยาซึ่งเป็นสูตรตำรับที่ได้มาจากกลุ่มงานแพทย์แผนไทยและแพทย์แผน ทางเลือกโรงพยาบาลเหนือคลอง ที่ใช้ในการเผายาประกอบด้วย - น้ำมันงา 5 มิลลิลิตร สรรพคุณ บำรุงกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและไขข้อได้ดีขึ้น (โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อภัยภูเบศร, 2560) - เหง้าไพล 100 กรัม สรรพคุณ แก้เคล็ดขัดยอก ช้า บวม แก้อักเสบ (สุณัฐฏา หนองห้าง, 2560) - เหง้าขมิ้น 50 กรัม สรรพคุณ แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน (สุณัฐฏา หนอห้าง, 2560) - ตะไคร้ 50 กรัม สรรพคุณ น้ามันหอมระเหยฟอกโลหิต (ณิชาภา พาราศิลป์และคณะ, 2560) - เกลือ 2.5 กรัม สรรพคุณ ช่วยเพิ่มความร้อน และช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนัง (สุณัฐฏา หนองห้าง, 2560) - การบูร 15 กรัม สรรพคุณ แก้ปวด แก้เคล็ดบวม ขัดยอก กระตุก แพลง ปวดข้อ แก้ ปวดเส้นประสาท (ยุวาดี วงษ์กระจ่าง, 2557) 2.2.3.3 วิธีการเผายา (1) นวดด้วยน้ำมันงาบริเวณหลังส่วนล่างเพื่อเตรียมผิวให้พร้อม และเป็นการไล่ลม เบื้องต้น ประมาณ 3-5 นาที (2) วางผ้าขนหนูที่ชุบน้ำหมาดๆเป็นรูปทรงวงรีที่บริเวณหลังส่วนล่าง เพื่อเป็นการ กำหนดรูปทรงของยาสมุนไพรทีเราจะใส่ลงไปทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้ไฟลามไปบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ (3) นำสมุนไพร ได้แก่ ไพล ขมิ้น ตะไคร้ มาโขลกละเอียด และนำสมุนไพรที่เตรียมไว้มา คลุกกับการบูรให้เข้ากันดีแล้วมาใส่ในวงผ้าขนหนูทีเราทำรูปทรงไว้ โดยเกลี่ยให้ทั่วและสม่ำเสมอ และโรยเกลือ บริเวณหน้าของสมุนไพรที่วางไว้ (4) วางผ้าขนหนูเปียกอีกผืนด้านบนของยา เพื่อเป็นตัวรับเชื้อเพลิงในการเผา (5) ใส่เชื้อเพลิงในการเผา ได้แก่ แอลกอฮอล์ 95% ให้ทั่วบริเวณที่จะเผา (6) จุดไฟบนผ้าเปียกที่มีเชื้อเพลงอยู่ ให้ไฟลุกประมาณ 3-4 นาที ไม่เกิน 4 นาที ต่อรอบ การเผา และค่อยๆถามความรู้สึกของคนไข้ตลอดเวลาว่ามีความร้อนไหม หรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (7) ดับไฟที่เผาโดยใช้ผ้าเปียกอีกผืนวางบนไฟที่ลุกอยู่ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 นาที และเริ่มทำ การเผาในรอบต่อไป (8) เปิดผ้าขนหนูแล้วพรวนยาที่ใส่อยู่เกลี่ยให้เสมอ และทำการเผาในรอบต่อไปตาม ขั้นตอนที่ 1-5 โดยจะเผา 5 รอบ (9) หลังจากสิ้นสุดกระบวนการเผายาแล้ว เราจะเอายาสมุนไพรออกจากบริเวณที่เผาเช็ด ให้สะอาด 2.2.3.4 ข้อระวังในการรักษาด้วยกระบวนการเผายา ในการเผายาเป็นกระบวนการรักษาที่มีการให้ความ ร้อนโดยตรงต่อร่างกายซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธาตุต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างมาก ซึ่งในการตัดสิ้นใจรักษาด้วย


22 กระบวนการเผายาในแต่ละครั้งแพทย์แผนไทยจำเป็นต้องประเมินผลกระทบในการรักษาต่อผู้ป่วยอย่าง รอบคอบและระมัดระวัง ดังนั้นการตรวจร่างกายและการประเมินผลตามหลักการด้านแพทย์แผนไทย จึ่ง จำเป็นอย่างมากในการวางแผนการรักษาเพาะการทำการเผายาเปรียบได้กับการใช้ยาแรง ซึ่งร่างกายจะมี ความคุ้นชินและมีการปรับตัวเมื่อได้รับกระบวนการรักษานี้บ่อยครั้ง ทำให้การทำงานของธาตุในร่างกายมีการ แปรปรวนโดยจะต้องมีการกระตุ้นจากภายนอกเท่านั้นถึงจะทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งเป็นข้อควรระวังอย่างยิงใน การใช้กระบวนการนี้ในการรักษา นอกจากนี้กระบวนการรักษานี้มีการใช้เปลวไฟในการเผายาซึ่งแพทย์แผน ไทยผู้ทำหัตการจะต้องระวังไม่ให้เกิดการลวกผู้ป่วยหรือเกิดเหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์ที่มาจากไฟ เช่น พองไหม้ ตามบริเวณต่าง ๆ แกผู้ป่วยได้ ทั้งนี้หัตถการนี้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะปิตตะกำเริบ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ขณะมีประจำเดือน ร้อนใน เพลียจากการตากแดด หอบเหนื่อย (โรงพยาบาลวังน้ำเย็น, 2558) ภาพที่ 2.14 การเผายา ที่มา: กริชชากร บุตรพิชัย, 2556 2.2.4 การกักน้ำมัน ยุพาภรณ์ พรมมานนท์และชลาลัย โชคดีศรีจันทร์ (2558: 1-10) การกักน้ำมัน คือการใช้สำลีแผ่น วางบนบริเวณที่ต้องการกักน้ำมัน จากนั้นเทน้ำมันยาที่อุ่นแล้วลงบนสำลีให้ชุ่มได้แก่ น้ำมันไพล ให้ความร้อน กับแผ่นกักน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้เครื่องเป่าลมร้อนเพื่อให้ความร้อน เวลาในการกักน้ำมันประมาณ 20-30 นาที ติดต่อกัน 3-5 วัน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น 2.2.4.1 ประโยชน์ของการกักน้ำมัน การกักน้ำมัน มีจุดมุ่งหมายเช่น เดียวกับการชโลมน้ำมันตามร่างกาย คือ เพื่อให้น้ำมันซึ่งมีคุณสมบัติ เป็นมัน ชุ่ม และช่วยในการหล่อลื่น ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายส่วนที่มีการกักน้ำมัน ทำ ให้บริเวณนั้นได้รับการหล่อลื่นของน้ำมัน จึงช่วยลดอาการติดขัดในบริเวณที่มีปัญหาได้ ทั้งยังช่วยส่งเสริมการ ไหลเวียนของกระแสประสาท เลือด สารอาหาร ฯลฯ ในบริเวณที่กักน้ำมันด้วย นอกจากนี้ การกักน้ำมันจึง


23 สามารถใช้กับกล้ามเนื้อตึงเกร็งเรื้อรัง และใช้กักตามข้อต่อเพื่อบำบัดความผิดปกติเกี่ยวกับข้อ เช่น ข้อติด ข้อ อักเสบ ข้อเสื่อม รวมทั้งกักน้ำมันตามแนวกระดูกสันหลังเพื่อบำบัดความผิดปกติของกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อภัยภูเบศร, 2559) ภาพที่ 2.15 การกักน้ำมัน ที่มา: สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์, 2561


24 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาผลของการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับ การนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ที่มารับการรักษาที่ โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยการดำเนินงานวิจัยมี รายละเอียดตามลำดับดังต่อไปนี้ 3.1 รูปแบบการวิจัย 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การตรวจสอบข้อมูล 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 การพิทักษ์กลุ่มตัวอย่าง 3.1 รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi – experimental research) ชนิดศึกษา 3 กลุ่ม วัดก่อนและหลัง (The Two Groups Pre-Post Test Design) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการนวดแบบราช สำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยโรคหลังส่วนล่างจำนวน 124 คน ที่มารับบริการในโรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดย แบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ได้รับการนวดแบบราชสำนักจำนวน 10 คน กลุ่มที่ 2 ได้รับการนวดแบบ ราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายาจำนวน 10 คน และกลุ่มที่ 3 ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกัก น้ำมันจำนวน 10 คน โดยเก็บข้อมูลเป็น 2 ระยะ คือ ก่อน และหลังได้รับการรักษา ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ( กลุ่มควบคุม ) ก่อนได้รับการนวด หลังได้รับโดยกำหนดให้ O การเก็บข้อมูลก่อนการทดลอง โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนตัวและแบบประเมินวัดระดับความ เจ็บปวด O1 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 1


25 O2 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 2 O3 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 3 X การนวดแบบราชสำนัก ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ได้รับการนวดแบบ ราชสำนักจากแพทย์แผนไทยปฏิบัติการ โรงพยาบาลเหนือคลอง กลุ่มที่ 2 ( กลุ่มทดลองที่ 1 ) ก่อนได้รับการนวดร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา หลังได้รับการนวดร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา โดยกำหนดให้ O การเก็บข้อมูลก่อนการทดลอง โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนตัวและแบบประเมิน วัดระดับความเจ็บปวด O1 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 1 O2 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 2 O3 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 3 X การนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลัง ส่วนล่าง ได้รับการนวดแบบราชสำนักจากจากแพทย์แผนไทยปฏิบัติการ โรงพยาบาลเหนือคลอง และได้รับการเผายาจากผู้วิจัย


26 กลุ่มที่ 3 ( กลุ่มทดลองที่ 2 ) ก่อนได้รับการนวดร่วมกับการกักน้ำมัน หลังได้รับการนวดร่วมกับการกักน้ำมัน โดยกำหนดให้ O การเก็บข้อมูลก่อนการทดลอง โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนตัวและแบบประเมินวัดระดับความ เจ็บปวด O1 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 1 O2 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 2 O3 การเก็บข้อมูลหลังการทดลอง 1 วัน โดยใช้แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวด ครั้งที่ 3 X การนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ได้รับการ นวดแบบราชสำนักจากจากแพทย์แผนไทยปฏิบัติการ โรงพยาบาลเหนือคลอง และได้รับการกักน้ำมันจาก ผู้วิจัย 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2.1 ประชากร คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง จากแพทย์ แผนไทยและเข้ารับบริการในโรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ จำนวน 124 คน (ทะเบียนการใช้บริการ และกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนทางเลือก โรงพยาบาล เหนือคลอง จังหวัดกระบี่) 3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง จากแพทย์ แผนไทยและเข้ารับบริการในโรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ใน เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2562 การศึกษาครั้งนี้มีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อการศึกษา จำนวน 30 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ที่มีคุณสมบัติตาม เกณฑ์ดังนี้ เกณฑ์การคัดเข้า (Inclusion criteria) 1) เป็นผู้ที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยตามหลักการแพทย์แผนไทยว่า เป็นโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง 2) มีสติสัมปชัญญะดี ไม่มีโรคจิตหรือโรคประสาท 3) ไม่มีปัญหาตามข้อห้ามของการนวด โรคหรืออาการที่ห้ามนวด ได้แก่ (1) มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส (2) ไข้พิษ ไข้กาฬ อีสุกอีใส งูสวัด เริม


27 (3) โรคผิวหนัง (4) โรคติดต่อ เช่น วัณโรค (5) ผู้ป่วยกระดูกหักที่ยังติดไม่ดี (6) ความดันโลหิตสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท 4) ปฏิเสธการได้รับการผ่าตัดบริเวณหลัง 5) มีความสมัครใจและยินดีเข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้ เกณฑ์การคัดออก (Exclusion criteria) 1) กลุ่มตัวอย่างขอถอนตัวในระหว่างการเก็บข้อมูล 2) กลุ่มตัวอย่างได้รับการบาดเจ็บจากการนวด 3) ไม่สามารถติดตามผลการทดลองจากกลุ่มตัวอย่างในช่วงเก็บข้อมูลได้ 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 ประเภท คือ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยและเครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย 3.3.1.1 การนวดแบบราชสำนัก นวดนาน 45 นาที โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง ลักษณะอาการโรคปวดหลังส่วนล่าง ร้าวชา มาที่ขา ปลีน่อง ฝ่าเท้าและนิ้วเท้า ทำให้ขาไม่มีแรง 1) นวดพื้นฐานขาข้างที่เป็น เปิดประตูลม 2) นวดสัญญาณ 1,2,3 หลัง เน้นสัญญาณ 3 3) นวดสัญญาณ 1,2,3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 2 4) นวดสัญญาณ 1,2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 1 3.3.1.2 สมุนไพรในการทำเวชปฏิบัติเผายาประกอบด้วย 1) น้ำมันงา 5 มิลลิลิตร 2) เหง้าไพล 100 กรัม 3) เหง้าขมิ้น 50 กรัม 4) ตะไคร้ 50 กรัม 5) เกลือ 2.5 กรัม 6) การบูร 15 กรัม 3.3.1.3 อุปกรณ์ในการเผายา 1) แอลกอฮอล์ 95% 25 มิลลิลิตร (ใช้ในการเผายา 1 รอบ) 2) ผ้าขนหนู 4 ผืน 3). ไม้ขีดไฟ


28 4). ไซริงค์ (ใช้ดูดน้ำมันงา) 3.3.1.4 สมุนไพรที่ใช้ทำน้ำมันไพลในการทำการกักน้ำมัน 1) น้ำมันปาล์ม 100 มิลลิลิตร 2) เหง้าไพลสด 200 กรัม 3) เมนทอล 2.5 กรัม 4) น้ำมันระกำ 5 มิลลิลิตร (การกักน้ำมันแต่ละครั้งใช้น้ำมันไพล 50 มิลลิลิตร) 3.3.1.5 อุปกรณ์ในการกักน้ำมัน 1) สำลีขนาด 15 × 15 เซนติเมตร 2) ไซริงค์ (ใช้ดูดน้ำมันไพล) 3) เครื่องเป่าลมร้อน 3.3.1.6 อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบความอ่อนตัว (sit and reach test) แบบ Standard Sit-and-Reach Test อุปกรณ์ประกอบด้วย กล่องซึ่งทำจากวัสดุไม้ ด้านข้างทั้ง 2 ด้านมี ขนาด 30 ซม. × 30 ซม. ด้านหน้า และหลังมีขนาด 30 ซม. × 30 ซม. ชิ้นไม้ด้านบน มีขนาด 30 ซม.× 60 ซม. ติดมาตราวัดระยะ ไว้ด้านบนของกล่อง โดยมาตราวัดระยะห่างกัน 1 ซม. หรือ ½ นิ้ว และตำแหน่งแนวดิ่งที่ตรงกับแนววางส้น เท้าให้กำหนดมาตรวัดระยะเท่ากับ 0 ซม วิธีการใช้ (1) ถอดรองเท้าแล้วนั่งบนพื้นเหยียดขาตรง โดยให้ส้นเท้าจรดแนบกับที่ยันเท้า ของกล่องวัดความอ่อนตัว ขอบด้านในของส้นเท้าทั้งสองข้างอยู่ในแนวเดียวกับสะโพก (2) เหยียดแขนตรงไปด้านหน้า คว่ำฝ่ามือวางทับซ้อนกันไว้ โดยให้ นิ้วกลางของมือทั้งสองวางทับซ้อนอยู่ในระดับเดียวกัน ก้มลำตัวไปข้างหน้าช้า ๆ ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเคลื่อนมือไปตามด้านบนของกล่องวัดความอ่อนตัว และค้างไว้ในท่านั้น 2 วินาที ขณะก้มตัวห้ามงอเข่าให้ เหยียดตรง (3) วัดระยะที่ได้ไกลสุดตามด้านบนของกล่องวัดความอ่อนตัวที่ปลายนิ้วสามารถ สัมผัสกับมาตรวัดได้ หากเข่าของผู้รับการทดสอบงอ หรือ มีการเคลื่อนไหวแบบ กระตุก หรือ กระชากจะไม่นับคะแนนในรอบนั้น และบันทึกผล 3.3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 2 ส่วน ดังรายละเอียดดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ศาสนา การเจ็บป่วยในอดีต และการได้รับการรักษา อุบัติเหตุและการได้รับบาดเจ็บของหลัง ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ การ รับประทานยาแก้ปวด พฤติกรรมการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พฤติกรรมการออกกำลัง กาย ระยะเวลาปวด ช่วงที่มีอาการปวด ลักษณะอาการ ซึ่งจะให้กลุ่มตัวอย่างบันทึกแบบสอบถามก่อนการ รักษา


29 ส่วนที่2 แบบประเมินวัดความอ่อนตัวของหลัง โดยใช้เครื่องมือ Sit and reach test และแบบ ประเมินวัดระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่างๆ โดยใช้มาตรวัดความปวดแบบ วิช่วล เรตติ้ง สเกล (visual rating scales) รวมกับ เฟเชียล สเกล (facial scales) มาประยุกต์ใช้ในแบบสอบถาม เพื่อให้ ผู้ป่วยมีความสะดวกในการตอบแบบสอบถามมากขึ้น ซึ่งใช้แบบสอบถามวัดก่อนและหลังได้รับการรักษา โดย ประเมินวัดความอ่อนตัวของหลังจำนวน 1 ข้อ และประเมินวัดความปวดตามความรู้สึกของผู้รับการรักษา เป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ไม่มีอาการปวด ปวดเล็กน้อย ปวดปานกลาง ปวดมาก จนกระทั่งมีความรู้สึกปวดมากที่สุด จน รู้สึกทนไม่ได้ โดยใช้คำถามจำนวน 5 ข้อ 3.3.3 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีการสร้างเครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนัก ร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ 3.3.3.1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนตัว เป็นแบบบันทึกที่ได้พัฒนาขึ้นโดยศึกษาค้นคว้า เอกสาร ข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยผู้วิจัยได้นำรูปแบบข้อคำถามมาพัฒนาและปรับปรุงเป็นบางส่วน โดยข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มีความเหมาะสมและตรงกับวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3.3.3.2 แบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวดได้พัฒนาขึ้นโดยศึกษาค้นคว้าเอกสารข้อมูล ทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ 3.3.4 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3.4.1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนตัวและแบบประเมินวัดความอ่อนตัวของหลังและวัดระดับ ความเจ็บปวด นำแบบบันทึกดังกล่าวให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบดูความตรง (IOC) ความถูกต้อง ความครอบคลุมเนื้อหาตามกรอบแนวคิดของการวิจัย และได้แก้ไขตามคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิ โดย สามารถเก็บข้อมูลได้ถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ประเมินอาการปวดหลังส่วนล่างที่ให้ผู้ป่วย ประเมินความเจ็บปวดด้วยตนเอง 3.4 ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการต่อไปนี้ 3.4.1 ขั้นเตรียมการ 3.4.1.1 ได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจากหนังสือ ตำรา เอกสาร งานวิจัยและ วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับการนวดแบบราชสำนัก การเผายา การกักน้ำมัน อาการปวดหลังส่วนล่าง แบบ ประเมินระดับความเจ็บปวด และจากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง 3.4.1.2 ผู้วิจัยทำโครงร่างวิจัยและผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอโครงร่าง วิจัยผ่านคณะกรรมการการสอบโครงร่างวิจัยแล้ว ผู้วิจัยดำเนินการขอจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ รวมทั้งได้


30 ติดต่อกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เพื่อขอความ อนุเคราะห์และขอความร่วมมือในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัย 3.4.1.3 ภายหลังได้รับอนุญาต จากผู้อำนวยการโรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ผู้วิจัยจึงเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 30 คน ที่ เข้าร่วมโครงการ โดยมีการแบ่งเลือกกลุ่มทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ที่รับการรักษาที่โรงพยาบาล เหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ และเมื่อเริ่มศึกษาได้แนะนำตนเอง อธิบายให้ผู้ มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยในการนวด ชี้แจงวัตถุประสงค์การวิจัย ก่อนการศึกษาขั้นตอนการเก็บ ข้อมูล และระยะเวลาของการวิจัย อธิบายถึงขั้นตอนในการเข้าร่วมวิจัยของกลุ่มตัวอย่าง นำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเท่านั้น และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามเกี่ยวกับการวิจัยจน เป็นที่พอใจ และพิทักษ์สิทธิ์ผู้มารับการรักษาในการให้ความร่วมมือการวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการเก็บข้อมูลเป็น 2 ระยะ คือ ก่อนและหลังได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ การกักน้ำมันในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง 3.4.2 ขั้นดำเนินการ ผู้วิจัยดำเนินการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2562 ที่โรงพยาบาล เหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยมีขั้นตอนดำเนินการวิจัยดังนี้ 3.4.2.1 ผู้วิจัยสำรวจรายชื่อผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่างและคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มี คุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 30 คน ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน 3.4.2.2 จากนั้นผู้วิจัยสร้างสัมพันธภาพโดยการแนะนำตัว ชี้แจงวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ของการนวดแบบราชสำนักในการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา การนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมันในการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง ให้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างได้ทราบ ขั้นตอน และระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย อธิบายให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยในการนวด และเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการซักถามเกี่ยวกับการวิจัยจนเป็นที่พอใจ พร้อมทั้งอธิบายคำพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่ม ตัวอย่าง ผู้วิจัยขอความร่วมมือในการทำวิจัย และให้ลงนามในใบยินยอมไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเข้าร่วม การศึกษา 3.4.2.3 เมื่อได้กลุ่มตัวอย่างแล้ว จำนวน 30 คน จะทำการแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน คือ กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ผู้วิจัยจึงทำการอธิบายการทำ แบบสอบถามและเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองแต่ละครั้งในขั้นดำเนินการวิจัยเป็นลำดับต่อไป 3.4.2.4 ผู้วิจัยจะให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบบันทึกข้อมูลส่วนตัวและแบบประเมินวัดระดับ ความเจ็บปวดก่อนได้รับการรักษา ซึ่งถือเป็นการวัดครั้งที่ 1 3.4.2.5 ผู้วิจัยทำการนัดผู้ป่วยให้มาเข้าร่วมการวิจัยให้ครบ 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยนัดกลุ่มตัวอย่างมา 3 กลุ่ม สัปดาห์ละ 10 คนต่อกลุ่ม โดยนัดให้กลุ่มตัวอย่าง


31 มาในช่วงเวลาที่ต่างกัน ผู้วิจัยใช้วิธีการโทรศัพท์แจ้งเตือน 1 วันก่อนถึงวันนัด และจะทำการรักษากลุ่มตัวอย่าง เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ แบ่งเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กลุ่มที่ 1 (กลุ่มควบคุม) ครั้งที่ 1 1) ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวดก่อนได้รับการนวด รักษา 2) ผู้นวดทำการนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 นาที 3) ภายหลังการนวดรักษา 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินวัดระดับ ความปวดหลังส่วนล่าง 4) ผู้วิจัยนัดหมายวัน และเวลาในการนวดครั้งต่อไป โดยห่างกัน 1 สัปดาห์ ครั้งที่ 2 1) ผู้นวดทำการนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 นาที 2) ภายหลังการนวดรักษา 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินวัดระดับ ความปวดหลังส่วนล่าง 3) ผู้วิจัยนัดหมายวัน และเวลาในการนวดครั้งต่อไป โดยห่างกัน 1 สัปดาห์ ครั้งที่ 3 1) ผู้นวดทำการนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 2) ภายหลังการนวดรักษา 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินวัดระดับ ความปวดหลังส่วนล่าง กลุ่มที่ 2 (กลุ่มทดลองที่ 1 ) ครั้งที่ 1 1) ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวดก่อนได้รับการ นวดรักษาร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา 2) ผู้นวดทำการนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 นาที และเวชปฏิบัติเผายาเป็น 20 นาที 3) ภายหลังการนวดรักษาและเผายา 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมิน วัดระดับความปวดหลังส่วนล่าง 4) ผู้วิจัยนัดหมายวัน และเวลาในการนวดร่วมกับการเผายาครั้งต่อไป โดยห่างกัน 1 สัปดาห์ ครั้งที่ 2 1) ผู้นวดทำการนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 นาที และเวชปฏิบัติเผายาเป็น 20 นาที


32 2) ภายหลังการนวดรักษาและเผายา 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมิน วัดระดับความปวดหลังส่วนล่าง 3) ผู้วิจัยนัดหมายวัน และเวลาในการนวดร่วมกับการเผายาครั้งต่อไป โดยห่างกัน 1 สัปดาห์ ครั้งที่ 3 1) ผู้นวดทำการนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 นาที และเวชปฏิบัติเผายาเป็น 20 นาที 2) ภายหลังการนวดรักษาและเผายา 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมิน วัดระดับความปวดหลังส่วนล่าง กลุ่มที่ 3 (กลุ่มทดลองที่ 2 ) ครั้งที่ 1 1) ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินวัดระดับความเจ็บปวดก่อนได้รับการ นวดร่วมกับการกักน้ำมัน 2) ผู้นวดให้การนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 นาที และกักน้ำมันเป็นเวลา 20 นาที 3) ภายหลังการนวดร่วมกับการกักน้ำมัน 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบ ประเมินวัดระดับความปวดหลังส่วนล่าง 4) ผู้วิจัยนัดหมายวัน และเวลาในการนวดร่วมกับการกักน้ำมันครั้งต่อไป โดยห่าง กัน 1 สัปดาห์ ครั้งที่ 2 1) ผู้นวดให้การนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 นาที และการกักน้ำมันเป็นเวลา 20 นาที 2) ภายหลังการนวดร่วมกับการกักน้ำมัน 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบ ประเมินวัดระดับความปวดหลังส่วนล่าง 3) ผู้วิจัยนัดหมายวัน และเวลาในการนวดร่วมกับการกักน้ำมันครั้งต่อไป โดยห่าง กัน 1 สัปดาห์ ครั้งที่ 3 1) ผู้นวดให้การนวดแบบราชสำนักเป็นเวลา 45 นาที และการกักน้ำมันเป็นเวลา 20 นาที 2) ภายหลังการนวดร่วมกับการกักน้ำมัน 1 วัน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบ ประเมินวัดระดับความปวดหลังส่วนล่าง


33 3.4.2.6 ผู้วิจัยเก็บรวบรวมแบบสอบถาม ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนตัวแบบประเมินวัด ระดับความเจ็บปวด และนำแบบสอบถามทั้งหมดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ แล้วนำข้อมูลมาทำการ วิเคราะห์ทางสถิติต่อไป 3.5 การตรวจสอบข้อมูล หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยจะนำข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมาตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูล ที่ได้รับนั้นถูกต้อง และตรงกับสภาพความเป็นจริง โดยทำการตรวจสอบใน 3 ลักษณะ ดังนี้ 3.5.1 การตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล เป็นการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมา นั้นครบถ้วนตามลักษณะเรื่องที่เราต้องการศึกษา โดยมีการตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่เก็บข้อมูลจนกระทั่งถึงขั้นตอนที่จะนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ 3.5.2 การตรวจสอบความตรงและความถูกต้องของข้อมูล ผู้วิจัยจะตรวจสอบความตรงของ ข้อมูลที่ได้หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ในแต่ละรายแล้ว โดยนำข้อมูลที่ได้ไปสัมภาษณ์ผู้ป่วยอีกรอบ เพื่อ แน่ใจว่า กลุ่มตัวอย่างเข้าใจในการทำแบบสอบถาม 3.5.3 การตรวจสอบข้อมูลเมื่อสิ้นสุดการเก็บรวบรวมข้อมูล เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลครบถ้วน สมบูรณ์แล้ว จะนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ทั้งหมดมาจัดเป็นชุด ซึ่งจะติดเป็นสัญลักษณ์ในแต่ละชุดไว้ และนำไป สรุปอีกครั้ง ข้อสรุปในแต่ละหมวดหมู่ที่ได้ จะนำไปใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่สรุปครั้งสุดท้าย ก่อนจะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มีขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลและใช้สถิติดังนี้ 3.6.1 นำแบบประเมินที่ตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว นำมาวิเคราะห์ข้อมูล ทั่วไป ข้อมูลส่วนบุคคล โดยวิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายให้ เห็นลักษณะของข้อมูล 3.6.2 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของการวัดความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดของผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ก่อนและหลังได้รับการรักษาในกลุ่มควบคุม กลุ่ม ทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 โดยใช้สถิติ (One – Way Repeated Measure Design) 3.6.3 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มของผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างของกลุ่ม ควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 โดยใช้สถิติ(One-Way ANOVA) 3.7 การพิทักษ์กลุ่มตัวอย่าง 3.7.1 ผู้วิจัยได้ส่งโครงร่างวิจัยให้คณะกรรมการวิจัยในมนุษย์เพื่อพิจารณา ได้ผ่านการรับรองจาก คณะกรรมการจริยธรรมในมนุษย์วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดยะลา


34 3.7.2 กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยนี้ได้รับการชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ และขั้นตอนการรวบรวม ข้อมูล พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการทำวิจัยโดยไม่มีการบังคับใด ๆ กลุ่มตัวอย่างสามารถออกจากการวิจัยได้ ทุกเวลาหากต้องการ และจะไม่มีผลใด ๆ ในการที่จะรับการดูแลรักษาจากทางโรงพยาบาลเหนือคลอง 3.7.3 ข้อมูลทั้งหมดของกลุ่มตัวอย่างจะถูกเก็บเป็นความลับการนำเสนอข้อมูลจะเสนอใน ภาพรวมของกลุ่มประชากร 3.7.4 ผู้วิจัยได้ให้เอกสารรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับงานวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างได้อ่านและลง ลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันความแน่ใจของกลุ่มตัวอย่างที่จะเข้าร่วมในการวิจัยในครั้งนี้ 3.7.5 หากพบว่าผู้เข้าร่วมวิจัยเกิดภาวะแทรกซ้อน จากการเข้ารับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ เวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง ในครั้งนี้ทาง ผู้วิจัยจะดำเนินการหยุดกิจกรรมทันที และหากพบผื่นแดง หรือเป็นตุ่มบวม ทางผู้วิจัยจะทำความสะอาดแผล และนำไปพบแพทย์เพื่อให้ตรวจและรักษาต่อไป ทางค่ารักษาพยาบาลจะใช้สิทธิหลักประกันถ้วนหน้าของ ผู้เข้าร่วมวิจัย


35 บทที่4 ผลการวิจัย การศึกษาประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมันในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบล เหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับหัวข้อดังต่อไปนี้ 4.1 ปัจจัยทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 4.2 ปัจจัยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังและระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในอิริยาบถ ต่าง ๆ 4.3 ความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ 4.1 ปัจจัยทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ตารางที่ 4.1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลทั่วไป กลุ่มควบคุม (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 1 (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 2 (n = 10) จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ เพศ ชาย 3 30.0 3 30.0 4 40.0 หญิง 7 70.0 7 70.0 6 60.0 อายุ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 49 ปี 4 40.0 3 30.0 3 30.0 50 – 51 ปี 2 20.0 4 40.0 3 30.0 60 ปี ขึ้นไป 4 40.0 3 30.0 4 40.0 Mean = 53.83, S.D. = 11.350, Min = 31 ปี, Max = 76 ปี ตารางที่ 4.1 (ต่อ) ข้อมูลทั่วไป กลุ่มควบคุม (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 1 (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 2 (n = 10) จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ น้ำหนัก (kg) น้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 kg 3 30.0 5 50.0 5 50.0


36 61 kg ขึ้นไป 7 70.0 5 50.0 5 50.0 Mean = 64.97, S.D. = 13.815, Min = 40 kg, Max = 112 kg ส่วนสูง (cm) น้อยกว่าหรือเท่ากับ 160 cm 6 60.0 7 70 5 50.0 161 cm ขึ้นไป 4 40.0 3 30 5 50.0 Mean = 157.93, S.D. = 8.465, Min = 144 cm, Max = 180 cm ศาสนา อิสลาม 4 40.0 9 90.0 8 80.0 พุทธ 6 60.0 1 10.0 2 20.0 ระดับการศึกษา ไม่ได้รับการศึกษา 0 0.0 3 30.0 0 0.0 ประถมศึกษา 5 50.0 3 30.0 4 40.0 มัธยมศึกษา 2 20.0 4 40.0 2 20.0 อนุปริญญา/อาชีวศึกษา 2 20.0 0 0.0 2 20.0 รายได้ต่อเดือน น้อยกว่าหรือเท่ากับ 9,000 บ. 6 60.0 6 60.0 4 40.0 มากกว่า 9,000 บ. 4 40.0 4 40.0 6 60.0 Mean = 10,366.67, S.D. = 5821.976, Min = 5,000 บาท, Max = 30,000 บาท อาชีพ รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 1 10.0 1 10.0 2 20.0 รับจ้าง 2 20.0 1 10.0 2 20.0 ค้าขาย 2 20.0 3 30.0 1 10.0 ขับรถบรรทุก 1 10.0 1 10.0 0 0.0 แม่บ้าน 1 10.0 0 0.0 0 0.0 ช่างเย็บผ้า 0 0.0 1 10.0 0 0.0


37 ตารางที่ 4.1 (ต่อ) ข้อมูลทั่วไป กลุ่มควบคุม (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 1 (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 2 (n = 10) จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ ไม่ได้ประกอบอาชีพ 0 0 1 10.0 0 0.0 การได้รับอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับหลัง ส่วนล่าง ไม่เคย 10 100.0 9 90.0 9 90.0 เคย 0 0.0 1 10.0 1 10.0 ระยะเวลาที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จนถึงปัจจุบัน ปวดเฉียบพลัน 1 10.0 0 0.0 2 20.0 ปวดกึ่งเฉียบพลัน 7 70.0 4 40.0 6 60.0 ปวดเรื้อรัง 2 20.0 6 60.0 2 20.0 การได้รับการรักษาเกี่ยวกับหลัง ส่วนล่าง ไม่เคย 7 70.0 4 40.0 6 60.0 เคยรักษากับหมอพื้นบ้าน 3 30.0 2 20.0 0 0.0 เคยรักษาที่คลินิก 0 0.0 1 10.0 4 40.0 เคยรักษาที่โรงพยาบาล 0 0.0 3 30.0 0 0.0 การทำงานที่ส่งผลกระทบต่อหลัง ส่วนล่าง ไม่ใช่ 0 0.0 0 0.0 0 0 ใช่ 10 100.0 10 100.0 10 100.0 ลักษณะการทำงาน ยกของหนัก 6 60.0 3 30.0 5 50.0 นั่งทำงาน 3 30.0 5 50.0 1 10.0 ยืนทำงาน 0 0.0 2 20.0 2 20.0 เดินทำงาน 1 10.0 0 0.0 2 20.0


38 ตารางที่ 4.1 (ต่อ) ข้อมูลทั่วไป กลุ่มควบคุม (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 1 (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 2 (n = 10) จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ การรับประทานอาหารแสลง ไม่รับประทาน 2 20.0 2 20.0 4 40.0 รับประทาน 8 80.0 8 80.0 6 60.0 ประเภทอาหารแสลงทีรับประทาน (n = 8) หน่อไม้ 1 10.0 0 0.0 0 0.0 ของหมักดอง 0 0.0 1 10.0 3 30.0 เครื่องในสัตว์ 1 10.0 2 20.0 0 0.0 ข้าวเหนียว 3 30.0 5 50.0 3 30.0 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3 30.0 0 0.0 0 0.0 ความถี่ในการรับประทานอาหารแสลง (n = 8) ประจำทุกวัน 0 0.0 2 20.0 0 0 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ 1 10.0 3 30.0 2 20.0 3-4 ครั้ง/เดือน 2 20.0 2 20.0 2 20.0 นาน ๆ ครั้ง 5 50.0 1 10.0 2 20.0 การออกกำลังกาย ไม่ออกกำลังกาย 6 60.0 10 100.0 3 30.0 ออกกำลังกาย 4 40.0 0 0.0 7 70.0 ระยะเวลาในการออกกำลังกาย (n = 4) 30 นาที/วัน 0 0.0 0 0.0 2 20.0 45 นาที/วัน 0 0.0 0 0.0 1 10.0 60 นาที/วัน 4 40.0 0 0.0 4 40.0 ความถี่ในการออกกำลังกาย (n = 4) 3 ครั้ง/สัปดาห์ 1 10.0 0 0.0 2 20.0 ตารางที่ 4.1 (ต่อ)


39 ข้อมูลทั่วไป กลุ่มควบคุม (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 1 (n = 10) กลุ่มทดลองที่ 2 (n = 10) จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ 4 ครั้ง/สัปดาห์ 3 30.0 0 0.0 2 20.0 5 ครั้ง/สัปดาห์ 0 0.0 0 0.0 2 20.0 7 ครั้ง/สัปดาห์ 0 0.0 0 0.0 1 10.0 การได้รับประทานยาบรรเทาอาการ ปวดหลังส่วนล่าง ไม่รับประทาน 7 70.0 6 60.0 10 100.0 รับประทานยาแก้ปวด 3 30.0 3 30.0 0 0.0 รับประทานยาเถาวัลย์เปรียง 0 0.0 1 10.0 0 0.0 ช่วงเวลาที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง มากที่สุด ตื่นนอนตอนเช้า 1 10.0 2 20.0 2 20.0 ขณะทำงาน 6 60.0 6 60.0 7 70.0 หลังเลิกงาน 3 30.0 2 20.0 1 10.0 ขณะที่มีอาการปวดท่านมีอาการ ปวดร้าวไปบริเวณอื่น มีอาการร้าวที่ขาและปลีน่อง 2 20.0 2 20.0 4 40.0 มีอาการร้าวที่ขาและฝ่าเท้า 8 80.0 8 80.0 6 60.0 จากตารางที่ 4.1 แสดงกลุ่มควบคุม จำนาน 10 คน เป็นเพศชายร้อยละ 30 เพศหญิงร้อยละ 70 มีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 49 ปี และ อายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 40 น้ำหนัก 61 kg ขึ้นไป ร้อยละ 70 ส่วนสูง น้อยกว่าหรือเท่ากับ 160 cm. ร้อยละ 60 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 60 การศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อย ละ 50 รายได้ต่อเดือนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 9,000 บาท ร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 30 กลุ่ม ตัวอย่างทุกคนไม่เคยได้รับอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับหลังส่วนล่าง ระยะเวลาที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างจนถึงปัจจุบัน ปวดกึ่งเฉียบพลัน และไม่เคยได้รับการรักษาเกี่ยวกับหลังส่วนล่าง ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างทุกคนให้ความ คิดเห็นว่าการทำงานส่งผลกระทบต่ออาการปวดหลังส่วนล่าง โดยลักษณะการทำงานที่ส่งผลมากที่สุด ได้แก่ ยกของหนัก ร้อยละ 60 กลุ่มตัวอย่างรับประทานอาหารแสลง ร้อยละ 80 ประเภทอาหารแสลงที่รับประทาน มาก ได้แก่ ข้าวเหนียว และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 30 โดยรับประทาน นาน ๆ ครั้ง ร้อยละ 50 กลุ่ม ตัวอย่างออกกำลังกาย ร้อยละ 40 มีระยะเวลาในการออกกำลังกาย 60 นาที/วัน ร้อยละ 40 ความถี่ในการ ออกกำลังกาย 4 ครั้ง/สัปดาห์ ร้อยละ 30 สำหรับการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างพบว่ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้


40 รับประทานยาบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง ร้อยละ 70 โดยมีช่วงเวลาที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างมากที่สุด คือ ขณะทำงาน ร้อยละ 60 และมีอาการร้าวที่ขาและฝ่าเท้า ร้อยละ 80 ส่วนกลุ่มทดลองที่ 1 มีจำนวน 10 คน เป็นเพศชายร้อยละ 30 เพศหญิงร้อยละ 70 อายุ 50 – 51 ปี ร้อยละ 40 น้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 kg และน้ำหนัก 61 kg ขึ้นไป ร้อยละ 50 ส่วนสูงน้อยกว่าหรือ เท่ากับ 160 cm ร้อยละ 70 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 90 การศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 40 รายได้ ต่อเดือนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 9,000 บาท ร้อยละ 60 ประกอบอาชีพค้าขาย ร้อยละ 30 กลุ่มตัวอย่างไม่เคย ได้รับอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับหลังส่วนล่าง ร้อยละ 90 ระยะเวลาที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างจนถึงปัจจุบันปวด เรื้อรัง ร้อยละ 60 ไม่เคยได้รับการรักษาเกี่ยวกับหลังส่วนล่าง ร้อยละ 40 กลุ่มตัวอย่างทุกคนให้ความคิดเห็น ว่าการทำงานส่งผลกระทบต่ออาการปวดหลังส่วนล่าง โดยลักษณะการทำงานที่ส่งผลมากที่สุด ได้แก่ นั่ง ทำงาน ร้อยละ 50 กลุ่มตัวอย่างรับประทานอาหารแสลง ร้อยละ 80 ประเภทอาหารแสลงที่รับประทานมาก ได้แก่ ข้าวเหนียว ร้อยละ 50 โดยรับประทานอาหารแสลง 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ร้อยละ 30 กลุ่มตัวอย่างทุกคนไม่ ออกกำลังกาย สำหรับการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างพบว่ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้รับประทานยาบรรเทาอาการ ปวดหลังส่วนล่าง ร้อยละ 60 โดยมีช่วงเวลาที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างมากที่สุด คือ ขณะทำงาน ร้อยละ 60 มีอาการร้าวที่ขาและฝ่าเท้า ร้อยละ 80 กลุ่มทดลองที่ 2 จำนาน 10 คน เป็นเพศชายร้อยละ 40 เพศหญิงร้อยละ 60 มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 40 น้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 kg ร้อยละ 50 และน้ำหนัก 61 kg ขึ้นไป ร้อยละ 50 ส่วนสูง น้อยกว่าหรือเท่ากับ 160 cm และ 161 cm ขึ้นไป ร้อยละ 50 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 80 การศึกษา ระดับประถมศึกษา ร้อยละ 40 รายได้ต่อเดือนมากกว่า 9,000 บาท ร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อย ละ 50 กลุ่มตัวอย่างไม่เคยได้รับอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับหลังส่วนล่าง ร้อยละ 90 ระยะเวลาที่มีอาการปวดหลัง ส่วนล่างจนถึงปัจจุบันปวดกึ่งเฉียบพลัน ร้อยละ 60 ไม่เคยได้รับการรักษาเกี่ยวกับหลังส่วนล่าง ร้อยละ 60 กลุ่มตัวอย่างทุกคนให้ความคิดเห็นว่าการทำงานส่งผลกระทบต่ออาการปวดหลังส่วนล่าง โดยลักษณะการ ทำงานส่งผลมากที่สุด ได้แก่ ยกของหนัก ร้อยละ 50 โดยรับประทานอาหารแสลง ร้อยละ 60 ประเภทอาหาร แสลงที่รับประทานมาก ได้แก่ อาหารหมักดอง และข้าวเหนียว ร้อยละ 30 โดยรับประทานอาหารแสลง 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ , 3-4 ครั้ง/เดือน , และนาน ๆ ครั้ง ร้อยละ 20 กลุ่มตัวอย่างออกกำลังกาย ร้อยละ 70 มี ระยะเวลาในการออกกำลังกาย 60 นาที/วัน ร้อยละ 40 ความถี่ในการออกกำลังกาย คือ 3 ครั้ง/ สัปดาห์ , 4 ครั้ง/สัปดาห์ , และ 5 ครั้ง/สัปดาห์ ร้อยละ 20 สำหรับการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกคนไม่ได้รับประทานยาบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง ช่วงเวลาที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง มากที่สุด คือ ขณะทำงาน ร้อยละ 70 มีอาการร้าวที่ขาและฝ่าเท้า ร้อยละ 60 เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลระหว่างกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มมีลักษณะแตกต่างกัน คือ กลุ่มทดลองที่ 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกคนไม่ออก กำลังกาย ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองที่ 2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างออกกำลังกาย ร้อยละ 40 และ ร้อยละ 70 ตามลำดับ


41 4.2 ปัจจัยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ 4.2.1 ปัจจัยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง ก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 4.2 แสดงคะแนนเฉลี่ยของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง ของกลุ่มควบคุม กลุ่ม ทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Std. Error 95% Confidence interval Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อนนวดปกติ 30.20 3.190 22.985 37.415 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 30.85 3.247 23.504 38.196 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 30.30 3.194 23.075 37.525 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 31.00 3.320 23.490 38.510 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อนการทดลอง 30.50 2.442 24.977 36.023 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 30.55 2.383 25.159 35.941 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 31.70 2.552 25.927 37.473 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 32.23 2.510 26.551 37.909 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อนการทดลอง 36.30 3.180 3.180 43.494 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 36.90 3.226 3.226 44.197 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 37.10 3.401 3.401 44.793 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 39.10 3.398 3.398 46.786 จากตารางที่ 4.2 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังก่อนการ นวดปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.20 หลังการนวดปกติครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.85 หลังการนวดปกติครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.30 และหลังการนวดปกติครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.00 สามารถแปลผลได้ว่า การทำ การนวดแบบราชสำนักมากกว่า 2 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความอ่อนตัวเฉลี่ยของระดับความอ่อนตัวของ กล้ามเนื้อหลังมีความอ่อนตัวมากขึ้น สามารถงอตัวได้มากขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.50 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.55 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.70 และหลังการ


42 ทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 32.23 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบราชสำนัก ร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความอ่อนตัวเฉลี่ยของระดับความอ่อนตัวของ กล้ามเนื้อหลังมีความอ่อนตัวมากขึ้น สามารถงอตัวได้มากขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 36.30 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 36.90 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 37.10 และ หลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 39.10 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความอ่อนตัวเฉลี่ยของระดับความอ่อนตัวของ กล้ามเนื้อหลังมีความอ่อนตัวมากขึ้น สามารถงอตัวได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตารางที่ 4.3 เปรียบเทียบความแตกต่างของของคะแนนเฉลี่ยของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อ หลังของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval for Difference Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อน นวดปกติ หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 -.650* .279 .045 -1.282 -.018 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 -.100 .407 .811 -1.020 .820 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 -.800 .359 .053 -1.612 .012 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การเผายา หลังทดลอง ครั้งที่ 1 -.050 .369 .895 -.884 .784 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 -1.200 .554 .058 -2.453 .053 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 -1.730* .379 .001 -2.588 -.872 กลุ่มทดลองที่ 2


43 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การกัก น้ำมัน หลังทดลอง ครั้งที่ 1 -.600 .433 .200 -1.580 .380 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 -.800 .467 .121 -1.856 .256 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 -2.800* .389 <.001 -3.679 -1.921 - One – Way Repeated Measure Design * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.3 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังก่อนการนวดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับหลังการนวดครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -.650*) หลังการ นวดครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -.100) และหลังการนวดครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -.800) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราชสำนัก มากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง มีค่าเพิ่มขึ้น (กล้ามเนื้อหลังมีความอ่อน ตัวมากขึ้น) ซึ่งพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .045) เมื่อนวดในครั้งที่หนึ่ง กลุ่มทดลองที่ 1 มีระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังก่อนการทดลองเมื่อเปรียบเทียบกับหลัง การทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -.050) หลังการทดลองครั้งที่ 2 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -1.200) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ย (Mean difference = -1.730*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบราชสำนัก ร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความอ่อนตัวของ กล้ามเนื้อหลัง มีค่าเพิ่มขึ้น (กล้ามเนื้อหลังมีความอ่อนตัวมากขึ้น) ซึ่งพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (p = .001) เมื่อนวดในครั้งที่สาม กลุ่มทดลองที่ 2 มีระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังก่อนการทดลองเมื่อเปรียบเทียบกับหลัง การทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -.600) หลังการทดลองครั้งที่ 2 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -.800) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ย (Mean difference = -2.800*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองทดลองการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความอ่อนตัวของ กล้ามเนื้อหลัง มีค่าเพิ่มขึ้น (กล้ามเนื้อหลังมีความอ่อนตัวมากขึ้น) ซึ่งพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (p = <.001) เมื่อนวดในครั้งที่สาม


Click to View FlipBook Version