44 4.2.2 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะเดิน ก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 4.4 คะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดิน ของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Std. Error 95% Confidence interval Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อนนวดปกติ 2.50 .167 2.123 2.877 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 2.00 .258 1.416 2.584 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 1.80 .133 1.498 2.102 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 1.60 .221 1.100 2.100 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อนการทดลอง 3.00 .149 2.663 3.337 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 2.40 .267 1.797 3.003 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 2.00 .211 1.523 2.477 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 1.10 .233 .572 1.628 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อนการทดลอง 2.90 .180 2.494 3.306 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 2.00 .211 1.523 2.477 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 1.50 .307 .805 2.195 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 .80 .249 .236 1.364 - One – Way Repeated Measure Design จากตารางที่ 4.4 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดิน ก่อนการนวดปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.50 หลังการนวดปกติครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.00 หลังการนวดปกติ ครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80 และหลังการนวดปกติครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.60 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราชสำนักมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่างในขณะเดิน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดินก่อนการทดลองมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.00 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.40 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
45 2.00 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.10 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวด แบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความ เจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดิน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดินก่อนการทดลองมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.90 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.00 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.50 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ .80 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบ ราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่างในขณะเดิน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ ตารางที่ 4.5 เปรียบเทียบความแตกต่างของของคะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในขณะเดินของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval for Difference Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อน นวดปกติ หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 .500* .167 .015 .123 .877 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 .700* .153 .001 .354 1.046 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 .900* .180 .001 .494 1.306 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การเผายา หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .600* .163 .005 .231 .969 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.000* .149 <.001 .663 1.337 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 1.900* .180 <.001 1.494 2.306 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อน นวดปกติ หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .900* .100 <.001 .674 1.126
46 ร่วมกับ การกัก น้ำมัน หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.400* .221 <.001 .900 1.900 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 2.100* .180 <.001 1.694 2.506 - One – Way Repeated Measure Design * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.5 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดินก่อน การนวดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับหลังการนวดครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .500*) หลังการนวดครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .700*) และหลังการนวดครั้ง ที่ 3 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .900*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราช สำนักมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดิน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อ เทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p = .015 , .001 และ .001 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 1 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดินก่อนการทดลองเมื่อ เปรียบเทียบกับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .600*) หลังการ ทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.000*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.900*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวด แบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในขณะเดิน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .005 , <.001 และ <. 001 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 2 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะเดินก่อนการทดลองเมื่อ เปรียบเทียบกับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .900*) หลังการ ทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.400*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 2.100*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองทดลอง การนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในขณะเดิน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = <.001 , <.001 และ <.001 ตามลำลับ)
47 4.2.3 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะนั่ง ก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 4.6 คะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่ง ของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Std. Error 95% Confidence interval Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อนนวดปกติ 3.10 .180 2.694 3.506 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 2.50 .224 1.994 3.006 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 2.10 .180 1.694 2.506 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 1.90 .180 1.494 2.306 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อนการทดลอง 3.10 .277 2.474 3.726 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 2.50 .269 1.892 3.108 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 1.70 .260 1.111 2.289 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อนการทดลอง 3.20 .133 2.898 3.502 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 2.60 .221 2.100 3.100 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 1.80 .249 1.236 2.364 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 1.00 .298 .326 1.674 จากตารางที่ 4.6 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่ง ก่อนการนวดปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.10 หลังการนวดปกติครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.50 หลังการนวดปกติ ครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.10 และหลังการนวดปกติครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.90 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราชสำนักมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่างในขณะนั่ง มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่งก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.10 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.50 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบราช สำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่างในขณะนั่ง มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่งก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.20 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.60 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80
48 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในขณะนั่ง มีค่าลดลงเรื่อย ๆ ตารางที่ 4.7 เปรียบเทียบความแตกต่างของของคะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในขณะนั่งของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval for Difference Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อน นวดปกติ หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 .60* .163 .005 .231 .969 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 1.00* .211 .001 .523 1.477 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 1.20* .200 <.001 .748 1.652 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การเผายา หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .60* .163 .005 .231 .969 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.40* .163 <.001 1.031 1.769 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 1.40* .267 .001 .797 2.003 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การกัก น้ำมัน หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .60* .163 .005 .231 .969 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.40* .163 <.001 1.031 1.769 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 2.20* .249 <.001 1.636 2.764
49 - One – Way Repeated Measure Design * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.7 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่งก่อนการ นวดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับหลังการนวดครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .60*) หลังการนวดครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.00*) และหลังการนวดครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.20*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราชสำนัก มากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่ง มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบ กับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .005 , .001 และ <.001 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 1 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่งก่อนการทดลองเมื่อเปรียบเทียบ กับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .60*) หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.40*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.40*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ เวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่ง มีค่าลดลง เรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .005 , <.001 และ .001 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 2 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่งก่อนการทดลองเมื่อเปรียบเทียบ กับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .60*) หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.40*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ย (Mean difference = 2.20*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองทดลองการนวดแบบราชสำนัก ร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนั่ง มีค่าลดลง เรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .005 , <.001 และ <.001 ตามลำดับ 4.2.4 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะยืน ก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 4.8 คะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยืน ของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Std. Error 95% Confidence interval Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อนนวดปกติ 2.70 .153 2.354 3.046 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 2.00 .211 1.523 2.477 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 1.70 .213 1.217 2.183 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 1.80 .133 1.498 2.102
50 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อนการทดลอง 2.90 .180 2.494 3.306 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 2.50 .167 2.123 2.877 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 1.70 .213 1.217 2.183 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 1.30 .213 .817 1.783 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อนการทดลอง 2.40 .163 2.031 2.769 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 1.70 .213 1.217 2.183 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 1.20 .200 .748 1.652 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 .50 .167 .123 .877 - One – Way Repeated Measure Design จากตารางที่ 4.8 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยืน ก่อนการนวดปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.70 หลังการนวดปกติครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.00 หลังการนวดปกติ ครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 และหลังการนวดปกติครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราชสำนักมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่างในขณะยืน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยืนก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.90 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.50 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.30 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบราช สำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่างในขณะยืน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยืนก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.40 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.20 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ .50 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในขณะยืน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ
51 ตารางที่ 4.9 เปรียบเทียบความแตกต่างของของคะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในขณะยืนของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval for Difference Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อน นวดปกติ หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 .70* .153 .001 .354 1.046 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 1.00* .149 <.001 .663 1.337 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 .90* .233 .004 .372 1.428 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การเผายา หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .40* .163 .037 .031 .769 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.20* .133 <.001 .898 1.502 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 1.60* .163 <.001 1.231 1.969 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การกัก น้ำมัน หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .70* .153 .001 .354 1.046 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.20* .200 <.001 .748 1.652 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 1.90* .180 <.001 1.494 2.306 - One – Way Repeated Measure Design * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.7 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยืนก่อนการ นวดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับหลังการนวดครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .70*)
52 หลังการนวดครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.00*) และหลังการนวดครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .90*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราชสำนัก มากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยืน มีค่าลดลง เมื่อเทียบกับก่อน ทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p = .001 , <.001 และ .004 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 1 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยืนก่อนการทดลองเมื่อ เปรียบเทียบกับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .40*) หลังการ ทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.20*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.60*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวด แบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในขณะยืน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .037 , <.001 และ <. 001 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 2 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยืนก่อนการทดลองเมื่อ เปรียบเทียบกับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .70*) หลังการ ทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.20*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.90*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองทดลองการ นวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในขณะยืน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .001 , <.001 และ <. 001 ตามลำดับ) 4.2.5 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะนอน ก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 4.10 คะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนอน ของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Std. Error 95% Confidence interval Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อนนวดปกติ 2.60 .163 2.231 2.969 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 2.30 .153 1.954 2.646 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 1.40 .163 1.031 1.769 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 1.80 .133 1.498 2.102 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อนการทดลอง 2.40 .163 2.031 2.769 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 1.80 .133 1.498 2.102
53 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 1.10 .180 .694 1.506 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 .90 .100 .674 1.126 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อนการทดลอง 2.20 .133 1.898 2.502 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 1.80 .200 1.348 2.252 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 .90 .180 .494 1.306 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 .20 .133 -.102 .502 จากตารางที่ 4.10 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะ นอนก่อนการนวดปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.60 หลังการนวดปกติครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.30 หลังการนวดปกติครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.40 และหลังการนวดปกติครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.80 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราชสำนักมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของ ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนอน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนอนก่อนการทดลองมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.40 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.10 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ .90 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบ ราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวด ของหลังส่วนล่างในขณะนอน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนอนก่อนการทดลองมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.20 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ .90 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ .20 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวดแบบ ราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่างในขณะนอน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ ตารางที่ 4.11 เปรียบเทียบความแตกต่างของของคะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในขณะนอนของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval for Difference Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม
54 ก่อน นวดปกติ หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 .30 .153 .081 -.046 .646 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 1.20* .133 <.001 .898 1.502 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 .80* .200 .003 .348 1.252 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การเผายา หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .60* .163 .005 .231 .969 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.30* .213 <.001 .817 1.783 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 1.50* .224 <.001 .994 2.006 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การกัก น้ำมัน หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .40* .163 .037 .031 .769 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.30* .153 <.001 .954 1.646 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 2.00* .149 <.001 1.663 2.337 - One – Way Repeated Measure Design * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.11 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนอนก่อน การนวดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับหลังการนวดครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .30) หลังการนวดครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.20*) และหลังการนวดครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .80*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราชสำนัก มากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนอน มีค่าลดลง เมื่อเทียบกับก่อน ทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = <.001) เมื่อนวดในครั้งที่สองและครั้งที่สาม กลุ่มทดลองที่ 1 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนอนก่อนการทดลองเมื่อ เปรียบเทียบกับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .60*) หลังการ ทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.30*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มี
55 ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.50*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวด แบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในขณะนอน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .005 , <.001 และ <. 001 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 2 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะนอนก่อนการทดลองเมื่อ เปรียบเทียบกับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .40*) หลังการ ทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.30*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 2.00*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองทดลองการ นวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในขณะนอน มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .037 , <.001 และ <. 001 ตามลำลับ) 4.2.6 ความเจ็บปวดหลังของหลังส่วนล่างในขณะยกของ ก่อนและหลังการทดลอง ตารางที่ 4.12 คะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยกของ ของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Std. Error 95% Confidence interval Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อนนวดปกติ 3.20 .200 2.748 3.652 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 2.70 .213 2.217 3.183 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 2.20 .200 1.748 2.652 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 2.40 .163 2.031 2.769 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อนการทดลอง 3.50 .167 3.123 3.877 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 3.00 .149 2.663 3.337 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 2.30 .213 1.817 2.783 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 2.00 .149 1.663 2.337 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อนการทดลอง 3.30 .153 2.954 3.646 หลังการทดลอง ครั้งที่ 1 2.40 .163 2.031 2.769
56 หลังการทดลอง ครั้งที่ 2 1.80 .133 1.498 2.102 หลังการทดลอง ครั้งที่ 3 1.20 .133 .898 1.502 - One – Way Repeated Measure Design จากตารางที่ 4.12 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยก ของก่อนการนวดปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.20 หลังการนวดปกติครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.70 หลังการนวด ปกติครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.20 และหลังการนวดปกติครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.40 สามารถแปลผลได้ ว่า การทำการนวดแบบราชสำนักมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวด ของหลังส่วนล่างในขณะยกของ มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยกของก่อนการทดลองมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.50 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.00 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.30 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.00 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวด แบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความ เจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยกของ มีค่าลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยกของก่อนการทดลองมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.30 หลังการทดลองครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.40 หลังการทดลองครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80 และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.20 สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวด แบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวด ของหลังส่วนล่างในขณะยกของ มีค่าลดลงเรื่อย ๆ ตารางที่ 4.13 เปรียบเทียบความแตกต่างของของคะแนนเฉลี่ยของความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในขณะยกของของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval for Difference Lower Bound Upper Bound กลุ่มควบคุม ก่อน นวดปกติ หลังนวดปกติ ครั้งที่ 1 .50* .167 .015 .123 .877 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 2 1.00* .211 .001 .523 1.477 หลังนวดปกติ ครั้งที่ 3 .80* .133 <.001 .498 1.102
57 กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การเผายา หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .50* .167 .015 .123 .877 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.20* .200 <.001 .748 1.652 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 1.50* .167 <.001 1.123 1.877 กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อน นวดปกติ ร่วมกับ การเผายา หลังทดลอง ครั้งที่ 1 .90* .100 <.001 .674 1.126 หลังทดลอง ครั้งที่ 2 1.50* .167 <.001 1.123 1.877 หลังทดลอง ครั้งที่ 3 2.10* .180 <.001 1.694 2.506 One – Way Repeated Measure Design * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.13 พบว่า ในกลุ่มควบคุมมีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยกของ ก่อนการนวดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับหลังการนวดครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .50*) หลังการนวดครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.00*) และหลังการนวดครั้งที่ 3 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .80*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการนวดแบบราช สำนักมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยกของ มีค่าลดลง เมื่อเทียบ กับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .015 , .001 และ <.001 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 1 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยกของก่อนการทดลองเมื่อ เปรียบเทียบกับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .50*) หลังการ ทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.20*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.50*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวด แบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายามากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในขณะยกของ มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .015 , <.001 และ <.001 ตามลำลับ) กลุ่มทดลองที่ 2 มีระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างในขณะยกของก่อนการทดลองเมื่อ เปรียบเทียบกับหลังการทดลองครั้งที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .90*) หลังการ
58 ทดลองครั้งที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.50*) และหลังการทดลองครั้งที่ 3 มี ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 2.10*) สามารถแปลผลได้ว่า การทำการทดลองการนวด แบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมากกว่า 1 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในขณะยกของ มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = <.001 , <.001 และ <.001 ตามลำลับ) 4.3 ความแตกต่างของระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความปวดหลังส่วนล่าง ใน อิริยาบถต่าง ๆ 4.3.1 ความแตกต่างของระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง ตารางที่ 4.14 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังก่อนและ หลังได้รับการรักษาระหว่างกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval Lower Bound Upper Bound ก่อนทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 -.30 4.183 .943 -8.88 8.28 กลุ่มทดลองที่ 2 -6.10 4.183 .156 -14.68 2.48 ตารางที่ 4.14 (ต่อ) ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval Lower Bound Upper Bound หลังทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 -1.23 4.387 .781 -10.23 7.77 กลุ่มทดลองที่ 2 -8.10 4.387 .076 -17.10 .90
59 -One-Way ANOVA จากตารางที่ 4.14 พบว่า ระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง หลังการทดลองของกลุ่มควบคุม เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -1.23) และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = -8.10) ไม่มีความแตกต่างกัน ทางสถิติ 4.3.2 ความแตกต่างของระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ตารางที่ 4.15 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของระดับความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังได้รับการรักษาระหว่างกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 อิริยาบถ ลักษณะกลุ่ม Mean Difference Std. Error Sig. 95% Confidence Interval Lower Bound Upper Bound ปวดหลังส่วนล่างขณะเดิน ก่อนทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 -.50* .234 .042 -.98 -.02 กลุ่มทดลองที่ 2 -.40 .234 .099 -.88 .08 หลังทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 .50 .332 .144 -.18 1.18 กลุ่มทดลองที่ 2 .80* .332 .023 .12 1.48 ปวดหลังส่วนล่างขณะนั่ง ก่อนทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 <.001 .291 1.000 -.60 .60 กลุ่มทดลองที่ 2 -.10 .291 .733 -.70 .50 หลังทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 .20 .310 .525 -.44 .84 กลุ่มทดลองที่ 2 .90* .310 .007 .26 1.54 ปวดหลังส่วนล่างขณะยืน ก่อนทดลอง
60 กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 -.20 .234 .400 -.68 .28 กลุ่มทดลองที่ 2 .30 .234 .211 -.18 .78 หลังทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 1.30 .246 <.001 .79 1.81 กลุ่มทดลองที่ 2 -.50* .246 .052 -1.01 .01 ปวดหลังส่วนล่างขณะนอน ก่อนทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 .20 .218 .366 -.25 .65 กลุ่มทดลองที่ 2 .40 .218 .077 -.05 .85 หลังทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 1.60* .174 <.001 1.24 1.96 กลุ่มทดลองที่ 2 -.90* .174 <.001 -1.26 -.54 จากตารางที่ 4.15 พบว่า ระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะเดิน หลังการทดลองของกลุ่ม ควบคุมเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .50) และกลุ่ม ทดลองที่ 2 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .80*) แปลผลได้ว่า ระดับความเจ็บปวดหลัง ส่วนล่างขณะเดิน หลังทำการทดลองการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ เมือเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และมีแนวโน้มระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างขณะเดิน ลดลงดีกว่า กลุ่มทดลองที่ 1 ระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะนั่ง หลังการทดลองของกลุ่มควบคุมเมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มทดลองที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .20) และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย (Mean difference =.90*) แปลผลได้ว่า ระดับมีความความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะนั่ง หลัง ทำการทดลองการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมือ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และมีแนวโน้มระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างขณะนั่ง ลดลงดีกว่ากลุ่ม ทดลองที่ 1 ระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะยืน หลังการทดลองของกลุ่มควบคุมเมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มทดลองที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .50) และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.30*) แปลผลได้ว่า ระดับมีความความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะยืน หลัง ทำการทดลองการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมือ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และมีแนวโน้มระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างขณะยืน ลดลงดีกว่ากลุ่ม ทดลองที่ 1
61 ระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะนอน หลังการทดลองของกลุ่มควบคุมเมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มทดลองที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .90*) และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความ แตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.60*) แปลผลได้ว่า ระดับมีความความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะ นอน หลังทำการทดลองการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา และหลังทำการทดลองการนวดแบบ ราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมือเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และ กลุ่มทดลองที่ 2 มีแนวโน้มระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างขณะนอน ลดลงดีกว่ากลุ่มทดลองที่ 1 ระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะยกของ หลังการทดลองของกลุ่มควบคุมเมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มทดลองที่ 1 มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Mean difference = .40) และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย (Mean difference = 1.20*) แปลผลได้ว่า ระดับมีความความเจ็บปวดหลังส่วนล่างขณะยกของ หลังทำการทดลองการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมือ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ในกลุ่มทดลองที่ 2 มีแนวโน้มระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างขณะยกของ ลดลงดีกว่ากลุ่มทดลองที่ 1
62 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi – experimental research) เพื่อศึกษา ประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดหลังส่วนล่าง ที่มารับการรักษโรงพยาบาลเหนือคลอง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือ คลอง จังหวัดกระบี่ โดยแบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ได้รับการนวดแบบราชสำนักจำนวน 10 คน กลุ่มที่ 2 ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายาจำนวน 10 คน และ กลุ่มที่ 3 ได้รับการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมันจำนวน 10 คน โดยเก็บข้อมูลเป็น 2 ระยะ คือ ก่อน และหลังได้รับการรักษา แล้ว นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผล ผู้วิจัยจึงขอสรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยครั้งนี้สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ 5.1.1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 5.1.1.1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ได้รับการนวดแบบ ราชสำนักจำนวน 10 คน กลุ่มที่ 2 ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายาจำนวน 10 คน และ กลุ่มที่ 3 ได้รับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันจำนวน 10 คน ซึ่งประกอบด้วย อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ศาสนา การเจ็บป่วยในอดีตและการได้รับการรักษา อุบัติเหตุและการได้รับบาดเจ็บของหลังส่วนล่าง ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ การรับประทานยาแก้ปวด พฤติกรรมการ รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พฤติกรรมการออกกำลังกาย ระยะเวลาปวด ช่วงที่มีอาการปวด ลักษณะอาการปวดหลังส่วนล่าง พบว่ามีความแตกต่างกันทางสถิติแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มมีความแตกต่างกัน คือ กลุ่มทดลองที่ 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกคนไม่ออกกำลังกาย ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองที่ 2 พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างออกกำลังกาย ร้อยละ 40 และร้อยละ 70 ตามลำดับ5.1.2 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของ คะแนนเฉลี่ยของการวัดความอ่อนตัวกล้ามของเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่าง ก่อนและ หลังได้รับการรักษา 5.1.2.1 แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และ ระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังรับการรักษากลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยการ นวดแบบราชสำนัก (กลุ่มควบคุม) พบว่า คะแนนเฉลี่ยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังเพิ่มขึ้น และคะแนน
63 เฉลี่ยระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่างในทุกข้อหลังได้รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักมีคะแนนเฉลี่ย ต่ำกว่าก่อนได้รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.1.2.2 แสดงผลการเปรียบเทียบของความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษา ด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา (กลุ่มทดลองที่ 1) พบว่า คะแนนเฉลี่ยความอ่อนตัวของ กล้ามเนื้อหลังเพิ่มขึ้น และคะแนนเฉลี่ยระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่างหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษา ด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายาต่ำกว่าก่อนได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวด แบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.1.2.3 แสดงผลการเปรียบเทียบของความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วย การนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน (กลุ่มทดลองที่ 2) พบว่า คะแนนเฉลี่ยความอ่อนตัวกล้ามเนื้อหลัง เพิ่มขึ้น และคะแนนเฉลี่ยระดับความปวดหลังส่วนล่างหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบ ราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมันต่ำกว่าก่อนได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนัก ร่วมกับการกักน้ำมัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.1.3 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มของคะแนนเฉลี่ยของการวัดความอ่อนตัวกล้ามของ เนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่าง 5.1.3.1 แสดงผลการเปรียบเทียบของความแตกต่างระหว่างกลุ่มของความอ่อนตัวของ กล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ หลังได้รับการรักษาระหว่างกลุ่มที่รับ การรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนัก (กลุ่มควบคุม) กับกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ เวชปฏิบัติเผายา (กลุ่มทดลองที่ 1) และกับกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน (กลุ่มทดลองที่ 2) พบว่าคะแนนเฉลี่ยของความของความอ่อนของตัวกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างไม่มีความแตกต่าง กันทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และพบว่าคะแนนเฉลี่ยของระดับความปวดของหลังส่วนล่าง ใน อิริยาบถต่าง ๆ กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความแตกต่างกันทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม ควบคุม แต่ในกลุ่มทดลองที่ 2 มีแนวโน้มลดระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ได้ดีกว่า กลุ่มทดลองที่ 1 5.2 อภิปรายผล จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบประเด็นสำคัญที่ได้จากผลการวิจัยในเรื่องนี้ ผู้วิจัยจะได้นำมาอภิปราย สรุปเป็นข้อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงโดยมีการนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาอ้างอิงสนับสนุน ดังนี้ 5.2.1 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความ เจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ก่อนและหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนัก (กลุ่ม ควบคุม)
64 การเปรียบเทียบความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังรับการรักษากลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนัก พบว่า คะแนนเฉลี่ยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังเพิ่มขึ้น และคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างใน ทุกข้อหลังได้รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าก่อนได้รับการรักษาด้วยการนวด แบบราชสำนักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ ศิวรี เอี่ยมฉวี (2556) ได้ ศึกษาผลระยะสั้นของการนวดไทยแบบราชสำนักในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง (โรคลมปลายปัต คาตสัญญาณ 1 และ 3 หลัง) พบว่า ภายหลังการรักษาทันทีและผลในระยะสั้นโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง มีอาการปวดลดลง 2.77 และ 2.98 เซนติเมตร ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ 0.006 และ 0.001 ตามลาดับ สำหรับค่าความอ่อนตัวของหลังในผู้ที่มีอาการของโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง มีค่าเพิ่มขึ้น -4.39 เซนติเมตร ระดับนัยสำคัญเท่ากับ 0.018จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าการนวดไทยแบบราชสำนักสามารถเพิ่ม ความอ่อนตัวในผู้ที่มีอาการของโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 3 หลัง ภายหลังการรักษาระยะสั้น (3 สัปดาห์) 5.2.2 ผลการเปรียบเทียบของความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความ เจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ก่อนและหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ เวชปฏิบัติเผายา (กลุ่มทดลองที่ 1) การเปรียบเทียบของความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวด ของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราช สำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา (กลุ่มทดลองที่ 1) พบว่า คะแนนเฉลี่ยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังเพิ่มขึ้น และคะแนนเฉลี่ยความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราช สำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายาต่ำกว่าก่อนได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ เวชปฏิบัติเผายาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ สุณัฐฏา หนองห้าง (2560) ได้ศึกษาประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการทำเวชปฏิบัติเผายาในการรักษากลุ่มอาการ ปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างของผู้มารับบริการคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเขาวง พบว่าอาการปวดหลัง ส่วนล่างก่อนการทดลองกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอาการปวดหลังส่วนล่างในระดับปวดมาก คิดเป็นร้อยละ 50.00 หลังการทดลองพบว่าอาการปวดหลังส่วนล่างลดลง โดยส่วนใหญ่มีอาการปวดเล็กน้อย คิดเป็นร้อยละ 70.00 สรุปได้ว่าการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการทำเวชปฏิบัติเผายาในการรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ หลังส่วนล่างสามารถลดระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างได้ และสมุนไพรที่นำมาใช้ในการเผายาได้แก่ไพล ขมิ้น ตะไคร้ เกลือ และการบูร เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน จะมีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบหลัก ส่งผล ทำให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ จะเห็นได้จากผลงานวิจัยของ ณิชาภา พาราศิลป์ และคนอื่น ๆ (2560) ได้ศึกษาผลทันทีของการรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนสมุนไพรไทยต่ออาการ ปวดและความยืดหยุ่นของหลังส่วนล่าง พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของตัวแปรความเจ็บปวด และความยืดหยุ่นหลังจากรักษาด้วยแผ่นประคบร้อนนาน 30 นาที (p-value <0.001 และ p-value <0.050 ตามลำดับ) แผ่นประคบร้อนสมุนไพรไทยที่อบด้วยเตาไมโครเวฟแสดงผลด้านดีต่ออาการเจ็บปวดและความ ยืดหยุ่น โดยการนำความร้อนและสมุนไพรที่ใช้ในแผ่นประคบร้อนอาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการ
65 เปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งในแผ่นประคบร้อนมีสมุนไพรที่บรรจุในแผ่นประคบร้อน ได้แก่ โกศจุฬาลัมพา พลับพลึง ใบเตย ใบส้มป่อย ชนิดละ 6 กรัม ใบมะกรูด ใบมะขาม ว่านน้ำ ชนิดละ 12 กรัม ใบหนาด ใบเปล้า ชนิดละ 18 กรัม ตะไคร้ 48 กรัม ขมิ้น 90 กรัม ไพล 140 กรัม เกลือ 18 กรัม และการบูร 15 กรัม (น้ำหนัก สุทธิ 407 กรัม) สรุป: แผ่นประคบร้อนสมุนไพรไทยอาจเป็นทางเลือก สำหรับการบรรเทาอาการเจ็บปวดและ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง และจะเห็นได้จากผลการวิจัยของ วันวิสาข์ พรหม เมตตา (2559) ได้ศึกษาผลของการใช้แผ่นพอกสมุนไพรนามนในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าการศึกษาพบว่า สมุนไพรทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ ขิงแก่ ไพล ขัดมอน ใบมะขาม และผิวมะกรูด ที่ใช้ในการหมักทำแผ่นพอกเข่า สมุนไพร ต่างมีฤทธิ์ในการลดอาการปวดบวม ลดอาการอักเสบของข้อต่าง ๆ แผ่นพอกเข่าสมุนไพรสามารถ บรรเทาอาการปวดบวมบริเวณเข่าได้ จากการใช้เบื้องต้น พบว่าแผ่นพอกเข่าสมุนไพร สามารถบรรเทาอาการ ได้ดังต่อไปนี้ สามารถบรรเทาอาการปวดเข่าได้ ลดอาการบวมของเข่าได้ นอกจากนี้ยังพบว่าอาการอักเสบ ปวดบวมบริเวณอื่น ๆ สามารถนำน้ำสมุนไพรทาเพื่อบรรเทาอาการได้ 5.2.3 ผลการเปรียบเทียบของความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความ เจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ก่อนและหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ การกักน้ำมัน (กลุ่มทดลองที่ 2) การเปรียบเทียบของความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวด ของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราช สำนักร่วมกับการกักน้ำมัน (กลุ่มทดลองที่ 2) คะแนนเฉลี่ยความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังเพิ่มขึ้น และคะแนน เฉลี่ยความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างหลังได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับ การกักน้ำมันต่ำกว่าก่อนได้รับการรักษากลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ ยุพาภรณ์ พรมมานนท์ และชลาลัย โชค ดีศรีจันทร์ (2558) ได้ศึกษาประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับกระดูกสันหลังในทาง การแพทย์แผนไทย พบว่าการศึกษาประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังผิดปกติในทางการแพทย์แผน ไทยโดยกระบวนการสังเกตและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ป่วยจำนวน 5 รายที่ได้รับการรักษา พบว่า มีผู้ป่วยเพศหญิง 4 ราย เพศชาย 1 ราย ซึ่งมีอายุระหว่าง 23 – 57 ปี มีมูลเหตุการณ์เกิดโรคส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุและการ ทำงานเกินกำลัง ผู้ป่วยทั้ง 5 รายได้รับการรักษาโดยวิธีการภายนอก 3 วิธี คือ (1.) ผู้ป่วยทั้ง 5 รายได้รับการ นวดน้ำมัน (มะขามผสมขัดมอน) (2.) ผู้ป่วยได้รับการกักน้ำมัน (มะขามผสมขัดมอน) 4 รายคือรายที่ 1 3 4 และ 5 (3.) ผู้ป่วยได้รับการประคบสมุนไพร 4 รายคือรายที่ 1 3 4 และ 5 และได้รับการรักษาโดยการ รับประทานยา โดยสมุนไพรส่วนใหญ่ประกอบด้วย บอระเพ็ด แก่นสน โคคลาน ทองพันชั่ง เถาเอ็นอ่อน ขัดมอน โคกกระสุน ข่าลิง โดยสมุนไพรส่วนใหญ่มีรสร้อน มัน เพื่อเพิ่มความเป็นเสมหะ ความชุ่มชื่น กระจาย วาตะ ผู้ป่วยทั้ง 5 รายมีอาการปวดและอาการร่วมอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่าง ๆนั้นลดลง ดังนี้ รายที่ 1 ระดับความเจ็บปวดก่อนการรักษา 9 ลดเหลือ 0 ไม่มีอาการชาข้อศอกถึงปลายมือ ไม่ อาเจียน และไม่มีอาการตาพร่า“…ไม่ปวดคอกับร้อนต้นคอแล้ว แต่ยังปวดบ่าร้าวลงต้นแขนด้านนอกข้างซ้าย ไม่มีชาข้อศอกไปปลายนิ้ว ไม่ปวดสะบัก ไม่ปวดหัว ตาข้างซ้ายไม่พร่า แล้วก็ไม่มีอาเจียน…”
66 รายที่ 2 ระดับความเจ็บปวดก่อนการรักษา 6 ลดเหลือ 2 อาการปวดบ่า ต้นคอลดลง แต่มีอาการ ปวดศีรษะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาการที่เพิ่มขึ้นนั่นเกิดมาจากที่ผู้ป่วยไม่สามารถพักการใช้ร่างกายในช่วงเวลาที่รับการ รักษาได้ตามคำแนะนำ“…ปวดบ่าและต้นคอลดลง แต่ปวดหัวเพิ่มขึ้น…” รายที่ 3 ระดับความเจ็บปวดก่อนการรักษา 7 ลดเหลือ 3 ไม่มีอาการชาจากต้นขาถึงปลายเท้า และถ่ายอุจจาระง่ายขึ้น ไม่ปวดทวารหนัก “…ปวดหลังลดลง แต่สะโพกยังชาอยู่ อาการร้าวชาจากต้นขาถึง ปลายเท้าไม่มีแล้ว ถ่ายสะดวกมากขึ้น เป็นก้อนนิ่ม ไม่ปวดทวารหนัก…” รายที่ 4 ระดับความเจ็บปวดก่อนการรักษา 7 ลดเหลือ 1 และ ไม่มีอาการชาเท้า “…ไม่มีอาการ ปวดขัดสะโพก ไม่ปวดหลังไม่ปวดร้าวตั้งแต่สะโพกซ้ายไปถึงเหนือข้อเท้าไม่ชาหลังเท้าแต่ผู้ป่วยยังมีอาการปวด บ่าทั้งสองข้าง…” รายที่ 5 ระดับความเจ็บปวดก่อนการรักษา 5 ลดเหลือ 1 และผู้ป่วยรู้สึกว่าอาการขาอ่อนแรงดี ขึ้น “…มีอาการปวดหลังนิดหน่อย ชาขาลดลงทั้งสองข้าง แล้วก็มีแรงเพิ่มมากขึ้น ปวดเข่า บ่า ไหล่ แขน สะบัก ลดลง…” สรุปได้ว่าการใช้สมุนไพรรสร้อน แม้ว่าจะใช้ในรูปแบบที่แตกต่าง คือ การนวดน้ำมัน การกักน้ำมัน การประคบสมุนไพรร่วมกับการรับประทานยา ก็สามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาการช้า และสมุนไพรที่นำมาใช้ในการทำน้ำมันไพลที่ใช้ในการกักน้ำมัน ได้แก่ ไพล น้ำมันปาล์ม เมนทอล และน้ำมัน ระกำ เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สรรรพคุณคลายความอ่อนล้าของร่างกาย บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดการ อักเสบของเอ็น กล้ามเนื้อและข้อต่อ จะเห็นได้จากผลงานวิจัยของ อำพล บุญเพียร และคณะ (2561) ได้ศึกษา เกี่ยวกับประสิทธิผลการนวดด้วยน้ำมันไพล และน้ำมันปาล์มต่ออาการปวดกล้ามเนื้อ คอ บ่า ไหล่ ในนักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีการแพทย์และสาธารณสุขกาญจนาภิเษก ผลการวิจัยพบว่าหลังการนวดด้วยน้ำมันไพล มี ผลทำให้ระดับอาการปวดลดลง ระดับความรู้สึกกดเจ็บเพิ่มขึ้น และองศาการเคลื่อนไหวคอเพิ่มขึ้นอย่างมี นัยสำคัญทางสติที่ระดับ 0.05 หลังการนวดด้วยน้ำมันปาล์ม มีผลทำให้ระดับอาการปวดลดลง ระดับความรู้สึก กดเจ็บเพิ่มขึ้นและองศาการเคลื่อนไหวคอเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0. 05 และการนวดด้วย น้ำมันไพลสามารถลดระดับอาการปวด เพิ่มระดับความรู้สึกกดเจ็บ และองศาการเคลื่อนไหวคอได้ดีกว่าการ นวดด้วยน้ำมันปาล์มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 สรุปได้ว่าน้ำมันไพลสามารถลดระดับอาการปวด เพิ่ม ระดับความรู้สึกกดเจ็บ และองศาการเคลื่อนไหวคอได้องศามากขึ้น 5.2.4 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความ เจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังได้รับการรักษาระหว่างกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการ นวดแบบราชสำนัก (กลุ่มควบคุม) กับกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา (กลุ่มทดลองที่ 1) และกับกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน (กลุ่มทดลองที่ 2) การเปรียบเทียบความแตกต่างของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ก่อนและหลังได้รับการรักษารักษาระหว่างกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวด แบบราชสำนัก (กลุ่มควบคุม) กับกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา (กลุ่ม ทดลองที่ 1) และกับกลุ่มที่รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน (กลุ่มทดลองที่ 2) เป็น
67 เวลา 3 สัปดาห์ ทำการนวด 3 ครั้ง (สัปดาห์ละ 1 ครั้ง) โดยใช้สถิติ One-Way ANOVA ในการทดสอบความ แตกต่างทางสถิติ พบว่าคะแนนเฉลี่ยระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังของกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 ไม่มีความแตกต่างกัน และระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างของกลุ่มควบคุม กลุ่ม ทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความแตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามในกลุ่มทดลองที่ 2 มีแนวโน้มเพิ่มของ ความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และลดระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง ในอิริยาบถต่าง ๆ ได้ดีกว่ากลุ่ม ควบคุมและกลุ่มทดลองที่ 1 จากการศึกษา พบว่า การนวดแบบราชสำนัก การนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา และการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน ทั้ง 3 วิธีนี้ มีประสิทธิผลในการช่วยเพิ่มของความอ่อนตัวของ กล้ามเนื้อหลัง และลดระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง สำหรับการทดลอง ทั้ง 3 วิธีนี้มีผลลดระดับความ เจ็บปวดของหลังส่วนล่างแตกต่างกันทางสถิติ แต่อย่างไรก็ตามการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน (กลุ่มทดลองที่ 2) มีแนวโน้มเพิ่มของความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลัง และลดระดับความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างได้ดีกว่าการนวดแบบราชสำนัก (กลุ่มควบคุม) และการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายา (กลุ่มทดลองที่ 1) เพียงอย่างเดียว ดังนั้นต้องมีการทดลองโดยเพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่าง เพื่อเปรียบเทียบ ประสิทธิผลของการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวชปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามีประสิทธิผลเพิ่มความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อหลังและลดระดับความเจ็บปวดของหลัง ส่วนล่างแตกต่างกันหรือไม่ 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 5.3.1.1 การกักน้ำมันและการเผายา อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มอาการ ปวดหลังส่วนล่าง ที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และสถานบริการด้านแพทย์แผนไทย เพื่อ ลดระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง มีอาการปวดตึง และร้าวชา 5.3.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป 5.3.2.1 การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล แต่ระดับความความอ่อนตัว กล้ามเนื้อหลัง และระดับความปวดหลังส่วนล่างก่อนได้รับการรักษาไม่สามารถกำหนดให้เท่ากันได้เพราะเป็น พยาธิสภาพส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน ในการศึกษาครั้งต่อไปควรเพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ขยายเกณฑ์ในการ วัดประเมินระดับความเจ็บปวดให้ช่วงกว้างกว่าเดิม เพิ่มระยะเวลาและความถี่ในการทดลอง อาจจะเป็น 2 ครั้ง/สัปดาห์ และทำการทดลอง 3 ครั้งขึ้นไป เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการลดระดับความเจ็บปวดของ หลังส่วนล่างให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 5.3.2.2 ควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากระดับความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อ หลัง และระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่าง เช่น การวัดส้นเท้า การวัดองศาการเคลื่อนไหวของหลังส่วนล่าง ความพึงพอใจของผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างต่อการได้รับการรักษาด้วยการนวดแบบราชสำนักร่วมกับเวช ปฏิบัติเผายากับการนวดแบบราชสำนักร่วมกับการกักน้ำมัน
68 5.3.2.3 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณของตัวยาสมุนไพร ระยะเวลาของการทำ หัตถการการเผายาและการกักน้ำมัน เพื่อให้ได้ประสิทธิผลของการลดระดับความเจ็บปวดของหลังส่วนล่างให้ ชัดเจนยิ่งขึ้น