คำค แนะนำน การคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิด
ของประเทศไทย
จดั ท�ำโดย
คณะท�ำงานจดั ทำ� แนวทางการคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
รว่ มกับ
โรงพยาบาลราชวถิ ี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ราชวิทยาลยั โสต ศอ นาสกิ แพทยแ์ หง่ ประเทศไทย
ราชวทิ ยาลัยกุมารแพทยแ์ ห่งประเทศไทย
ราชวิทยาลยั สูตนิ รแี พทยแ์ หง่ ประเทศไทย
สมาคมโสตสมั ผสั วิทยาและการแกไ้ ขการพดู แห่งประเทศไทย
แผนภมู ทิ ี่ 1
การคัดกรองการได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย1
ทารกกลุม่ เส่ียงตาม JCIH 2007 ไดแ้ ก่ 2 ทารกกล่มุ เสย่ี ง ใช่ Screening OAE3
1. Caregiver concerns regarding hearing, speech, ตาม JCIH 20072 pass และ/หรือAABR
language or developmental delay
2. Family history of permanent childhood refer
hearing loss*
3. Neonatal intensive care of more than 5 days, ใหค้ ำ� แนะนำ� /จำ� หน่าย/ pass Screening OAE3
or any of the following regardless of length ตดิ ตามพัฒนาการ และ/หรอื AABR
of stay: ECMO*, assisted ventilation, exposure กอ่ นออกโรงพยาบาล
to ototoxic medications (gentamycin and ทางภาษาและการไดย้ ิน4
tobramycin) or loop diuretic (furosemide/Lasix)
and hyperbilirubinemia that requires exchange l เสนอโดยคณะทำ� งานจดั ทำ� แนวทางการคดั กรอง refer
transfusion การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย วนั ที่ pass แนะนำ� ใหพ้ บ ENT
4. In utero infection such as CMV*, herpes, 18 ต.ค.60
rubella, syphilis and toxoplasmosis ภายใน 1 เดอื น
5. Craniofacial anomalies, including those involv- l ปรบั โดยคณะอนกุ รรมการหูฯ วนั ที่ 12 พ.ย.60 หลงั ออกโรงพยาบาล
ing the pinna, ear canal, ear tags, ear pits and l ผลประชาพิจารณ์จากราชวิทยาลัยโสต ศอ
temporal bone anomalies Screening OAE3
6. Physical findings such as white forelock, นาสกิ แพทยแ์ หง่ ประเทศไทย ผา่ นทป่ี ระชมุ คณะ และ/หรือAABR
that are associated with a syndrome known to อนุกรรมการหูฯ วนั ที่ 4 เม.ย.61
include sensorineural or permanent conductive l ผลประชาพิจารณ์จากราชวิทยาลัยจากราช refer
hearing loss วิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ราชวิทยาลัยสูตินรี
7. Syndrome associated with hearing loss or แพทย์ฯ และสมาคมโสตสัมผัสวิทยาและ
progressive or late-onset hearing loss such as การแก้ไขการพดู แห่งประเทศไทย ผ่านที่ประชมุ
neurofibromatosis*, osteopetrosis and Usher คณะทำ� งานจดั ทำ� แนวทางการคดั กรองการไดย้ นิ
syndrome; other frequently identified syndromes ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย วนั ท่ี 8 ม.ิ ย.61
include Waardenburg. Alport, Pendred and
Jarvell and Lange - Nielson
8. Neurodegenerative disorders*, such as Hunter
syndrome, or sensory motor neuropathies,
such as Friedreich ataxia and Charcot-Maries-
Tooth syndrome
9. Culture positive postnasal infections associ-
ated with sensorineural hearing loss*, including
confirmed bacterial and viral (especially herpes
viruses and varicella) meningitis
10. Head trauma, especially basal skull/temporal
bone fracture* that requires hospitalization
11. Chemotherapy*
Note: risk indicators that are marked with * are of
greater concern for delayed-onset hearing loss.
ตรวจ diagnostic audiologic test ภายใน อายุ 6 เดอื น (chronological age/ อายุหลังคลอด)
ปกติ ผดิ ปกติ
ใหค้ �ำแนะน�ำ/จำ� หน่าย/ติดตาม ให้การรักษาและฟน้ื ฟู
พัฒนาการทางภาษาและการได้ยนิ 4 ทางภาษาและการไดย้ นิ
1 ระยะแรกแนะนำ� ใหต้ รวจในทารกกลมุ่ เสยี่ ง ในกรณที โ่ี รงพยาบาลมศี กั ยภาพและบคุ ลากรเพยี งพอ แนะนำ� ใหพ้ ฒั นาการตรวจในทารกปกติ
3 ในทารกกล่มุ เส่ยี งที่ตรวจคัดกรองดว้ ย OAE อาจตรวจไมพ่ บทารกท่มี ี auditory neuropathy
4 การตดิ ตามพฒั นาการให้เปน็ ไปตามมาตรฐานและบริบทของวิชาชพี
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
คำ� แนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
จัดทำ� โดย
คณะท�ำงานจดั ทำ� แนวทางการคัดกรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ร่วมกับ
โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ
ราชวทิ ยาลยั โสต ศอ นาสิกแพทยแ์ หง่ ประเทศไทย
ราชวิทยาลยั กุมารแพทยแ์ ห่งประเทศไทย
ราชวิทยาลยั สูตินรีแพทย์แหง่ ประเทศไทย
สมาคมโสตสมั ผสั วทิ ยาและการแกไ้ ขการพดู แหง่ ประเทศไทย
บรรณาธิการ ขวัญชนก ย้ิมแต้
มานสั โพธาภรณ์
สุวิชา แก้วศิริ
พิมพ์ครัง้ ที่ 1 เมษายน พ.ศ.2562
สงวนลิขสทิ ธ์ิ
จำ� นวนพมิ พ์ 1,000 เล่ม
ราคา 100 บาท
ข้อมลู ทางบรรณานกุ รมของสำ� นักหอสมดุ แหง่ ชาติ
คณะทำงานจดั ทำแนวทางการคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
คำแนะนำการคัดกรองการไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย / บรรณาธิการ
ขวญั ชนก ยิ้มแต้, มานสั โพธาภรณ,์ สุวิชา แก้วศิริ.-- พมิ พ์คร้ังที่ 1.-- กรุงเทพฯ :
โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2562
84 หน้า : แผนภูมิ, ตาราง
ISBN 978-974-422-866-4
[DNLM; 1. Hearing Loss -- diagnosis 2. Hearing Test--methods 3. Infant, Newborn WV270]
I. กระทรวงสาธารณสขุ . กรมการแพทย์. โรงพยาบาลราชวิถี
II. ราชวิทยาลยั โสต ศอ นาสิกแพทยแ์ หง่ ประเทศไทย
III. ราชวทิ ยาลัยกมุ ารแพทย์แหง่ ประเทศไทย
IV. ราชวทิ ยาลยั สูตินรแี พทย์แหง่ ประเทศไทย
V. สมาคมโสตสมั ผัสวิทยาและการแกไ้ ขการพดู แหง่ ประเทศไทย
VI. คณะทำงานจัดทำแนวทางการคัดกรองการได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
พมิ พ์ที่ บรษิ ทั ออฟเซ็ท จ�ำกัด 58/434 ถ.รามอินทรา แขขววงงคคันนั นนาายยาาววเเขขตตคคันนั นนาายยาาววกกรรุงุงเเททพพฯฯ1100223300
โทร. 02-9180096, 085-2285401
3
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
คณะทำ� งานจัดทำ� คำ� แนะน�ำการคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ประธาน คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
รศ.พญ.ขวัญชนก ยม้ิ แต ้ คณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
กรรมการ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
พญ.มล.กญั ญท์ อง ทองใหญ ่ มหาวทิ ยาลัยมหิดล
คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
รศ.นพ.จนั ทรช์ ยั เจรียงประเสริฐ โรงพยาบาลราชวิถี
คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ผศ.นพ.ภาธร ภริ มย์ไชย คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์
นพ.พรเอก อภพิ นั ธ ์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
รศ.นพ.เพ่ิมทรัพย์ อิสีประดฐิ มหาวทิ ยาลัยมหิดล
รศ.พญ.วนั ดี ไขม่ ุกด ์ โรงพยาบาลราชวิถี
ผศ.นพ.วชิ ิต ชวี เรอื งโรจน์ คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาล
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
ผศ.นพ.วิรชั ท่งุ วชริ กลุ โรงพยาบาลสมติ ิเวช ศรนี ครนิ ทร์
ผศ.พญ.สุวัจนา อธิภาส คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
โรงพยาบาลราชวถิ ี
พญ.สาวติ รี ชลออย ู่
กรรมการและเลขานกุ าร
รศ.พญ.สวุ ิชา แก้วศิริ
กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานุการ
พญ.นภัสถ์ ธนะมยั
4
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
คณะทำ� งานจดั ท�ำแนวทางการคดั กรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
นพ.มานัส ประธาน
โพธาภรณ ์ โรงพยาบาลราชวิถี
ทีมวิชาการ
ศ.พญ. เสาวรส ภทรภกั ดิ ์ ราชวทิ ยาลยั โสต ศอ นาสกิ แพทย์
แหง่ ประเทศไทย
ผศ.พญ.พจนยี ์ ผดงุ เกียรตวิ ัฒนา ราชวทิ ยาลยั สูตนิ รีแพทย์แหง่ ประเทศไทย
ศ.นพ.ประชา นนั ท์นฤมิต ราชวิทยาลยั กมุ ารแพทย์แหง่ ประเทศไทย
พล.ต.รศ.พงษเ์ ทพ หารชุมพล สมาคมโสตสมั ผสั วทิ ยาและการแกไ้ ข
การพดู แหง่ ประเทศไทย
น.ต.หญิงดรณุ ี ดวงรัศม ี สมาคมโสตสมั ผสั วทิ ยาและการแก้ไข
การพดู แหง่ ประเทศไทย
รศ.วไิ ล เลศิ ธรรมทว ี สภาการพยาบาล
ศ.พญ.พิมลรัตน์ ไทยธรรมยานนท ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
รศ.นพ.เพิม่ ทรพั ย์ อิสีประดฐิ คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ผศ.พญ.สุวัจนา อธิภาส คณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล
พญ.มล.กญั ญท์ อง ทองใหญ ่ คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ิราชพยาบาล
มหาวทิ ยาลยั มหิดล
นพ.สมทุ ร จงวิศาล คณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล
มหาวิทยาลยั มหดิ ล
รศ.นพ.จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธบิ ดี
มหาวิทยาลัยมหดิ ล
5
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ผศ.นพ.วชิ ิต ชวี เรอื งโรจน์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธบิ ดี
มหาวิทยาลัยมหดิ ล
พญ.ศิวะพร เกยี รติธนะบ�ำรุง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลยั มหดิ ล
อาจารยร์ ดา ดารา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธบิ ดี
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
ดร.รัตตินนั ท์ ฏิระวณิชยก์ ลุ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวทิ ยาลยั มหิดล
นายธนกิจ ชวยบญุ ชุม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธบิ ดี
มหาวิทยาลยั มหดิ ล
พล.ท.รศ.นพ.กรฑี า มว่ งทอง วทิ ยาลยั แพทยศาสตรพ์ ระมงกุฎเกล้า
พล.ท.รศ.นพ.สรุ เดช จารุจินดา วทิ ยาลยั แพทยศาสตรพ์ ระมงกุฎเกลา้
พอ.(หญงิ )พญ.สายสุรีย์ นวิ าตวงศ์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
นอ.พญ.จติ รสุดา วัชรสินธุ์ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
รศ.พญ.ขวัญชนก ยม้ิ แต้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผศ.นพ.พรเทพ เกษมศิริ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผศ.พนิดา ธนาวริ ัตนานจิ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
รศ.พญ.วนั ดี ไขม่ กุ ด์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์
พญ.นาฎยพร จรญั เรอื งธีรกุล สถาบนั สุขภาพเดก็ แหง่ ชาติมหาราชินี
พญ.ศิรินนั ท์ จั่นทอง คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
มหาวิทยาลยั นวมินทราธิราช
พญ.สาวิตรี ชลออยู่ โรงพยาบาลสมติ ิเวช ศรีนครนิ ทร์
นางยพุ า ทรงแพทย ์ โรงพยาบาลราชวถิ ี
นางสาวศรญั ญา วิทยประไพพนั ธ์ โรงพยาบาลราชวถิ ี
นางพรรณวมาศ สงวนวงษ ์ โรงพยาบาลราชวถิ ี
นางสพุ ตั รา รักเอยี ด สถาบันมะเรง็ แหง่ ชาติ
6
กรรมการและเลขานกุ าร ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
รศ.พญ.สุวิชา แก้วศิริ การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานุการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พญ.นภสั ถ์ ธนะมยั โรงพยาบาลราชวิถี
นางสาวนภสั วรรณ ยอดทอง สถาบนั สุขภาพเดก็ แห่งชาติมหาราชินี
ทีมบรหิ ารจัดการ
รศ.กฤษณา เลศิ สุขประเสรฐิ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธบิ ดี
มหาวิทยาลยั มหดิ ล
ผศ.ดร. ศรีวิมล มโนเชยี่ วพินิจ สมาคมโสตสมั ผัสวิทยาและการแกไ้ ข
การพูดแหง่ ประเทศไทย
ผศ.พญ.จรินรตั น์ สิริรัฐวรรณ คณะแพทยศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
น.ท.หญงิ อญั ชลี ย้นิ ซ้อน โรงพยาบาลภมู พิ ลอดุลยเดช
นางกุลกนั ยา เจียรกิตติมศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย
นพ.ภกั ดี สรรค์นกิ ร โรงพยาบาลราชวิถี
นพ.ดาวิน เยาวพลกลุ โรงพยาบาลราชวถิ ี
ผศ.นพ.วริ ัช ทุง่ วชิรกลุ โรงพยาบาลราชวถิ ี
นพ.พรเอก อภิพนั ธ์ โรงพยาบาลราชวิถี
พญ.สมจนิ ต์ จนิ ดาวจิ กั ษณ์ โรงพยาบาลราชวิถี
นางสาวสุปราณี บุญมี โรงพยาบาลราชวถิ ี
นางสาววนั ทนี ทพิ ย์ถาวรนุกลู โรงพยาบาลราชวถิ ี
นางสาวภทั รี โพธ์ิไพจิตร โรงพยาบาลราชวถิ ี
นางสาวศริ าพร เอยี่ มออ่ นตา โรงพยาบาลราชวถิ ี
นางสาวกนกพร ภริ ิยารมย์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานเุ คราะห์
นายอรณุ สุวรรณพรรค โรงพยาบาลหาดใหญ่
นางสาวอมรรัตน์ พงศ์จรรยากลุ โรงพยาบาลสรรพสิทธปิ ระสงค์
พญ.กาญจนา กงั สดาลวิรฬุ ห์ โรงพยาบาลพุทธชนิ ราช
7
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
นางกนกพร กิติสุภรณ์พันธ ์ โรงพยาบาลนครพิงค์
พญ.พิมพเ์ พชร สุขุมาลไพบลู ย์ โรงพยาบาลสวรรคป์ ระชารักษ์
นางสาวกรประภา ไตรยะวภิ าค โรงพยาบาลสุทธาเวช
นายบญั ชา กระแสพติ ร สถาบันสขุ ภาพเด็กแหง่ ชาติมหาราชนิ ี
นายเมธาวทิ ย์ จติ จ�ำ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช
นางกนกพร อรยิ ภวู งศ์ โรงพยาบาลสโุ ขทัย
พ.อ.หญิง พชั นีพร เกษตรเวทนิ โรงพยาบาลอานนั ทมหิดล
นพ.สรุ ตั น์ ตนั ตทิ วีวรกุล โรงพยาบาลกระบ่ี
โรงพยาบาลชัยภูมิ
กรรมการและเลขานุการ โรงพยาบาลชยั ภมู ิ
นพ.สาธิต ก้านทอง
กรรมการและผชู้ ่วยเลขานกุ าร
พญ.ชลธชิ า จิตเอ้อื โอภาส
8
คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
คำ� นำ�
ประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบสาธารณสุขมาอย่างต่อเน่ืองจนท�ำให้
การแพทย์และการสาธารณสุขของไทยมีความก้าวหน้าตามล�ำดับ ประชากรมีสุขภาพ
ท่ีดีขึ้นส่งผลให้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับอารยประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น
การพฒั นาดา้ นการศกึ ษา เศรษฐกจิ และสงั คมสง่ ผลใหป้ ระเทศไทยมโี ครงสรา้ งประชากร
เปล่ียนแปลง จ�ำนวนผู้สูงอายุเพ่ิมขึ้นในขณะที่จ�ำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง จึงควรมีการ
ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทที่เปล่ียนแปลง การรณรงค์
ให้แต่ละครอบครัวมีบุตรเพ่ิมข้ึนโดยไม่มีการจัดการหรือคัดกรองโรคหรือภาวะท่ีส่งผล
ตอ่ คณุ ภาพชวี ติ ของประชากรในอนาคต อาจไมส่ ามารถแกป้ ญั หาการลดอตั ราการพงึ่ พา
ของประชากรและการพฒั นาประเทศได้ โดยเฉพาะปญั หาการสญู เสยี การไดย้ นิ ในทารก
แรกเกดิ ที่พบไดบ้ ่อยและมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจพบไดต้ ั้งแต่แรกเรมิ่ สามารถรักษา
หรือฟื้นฟูสมรรถภาพได้หากวินิจฉัยได้เร็วและสามารถป้องกันความพิการทางการได้ยิน
และการสอื่ ความหมายซง่ึ พบบอ่ ยเปน็ อนั ดบั สองของความพกิ ารทกุ ประเภท ความพกิ าร
ทางการไดย้ นิ และการสอ่ื ความหมายในเดก็ สง่ ผลกระทบตอ่ การศกึ ษา การประกอบอาชพี
ความจ�ำ อารมณ์ การเขา้ สงั คม และคุณภาพชีวติ
องค์กรอนามยั โลกไดร้ ณรงคใ์ หท้ กุ ประเทศทว่ั โลกมีการตรวจคดั กรองการไดย้ ินใน
ทารกแรกเกดิ มาตง้ั แตป่ ี พ.ศ. 2553 แตใ่ นประเทศไทยแมจ้ ะมหี ลายโรงพยาบาลทส่ี ามารถ
9
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ใหบ้ รกิ ารตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ แตใ่ นระดบั นโยบายของประเทศยงั ไมม่ ี
นโยบายทช่ี ดั เจน เหน็ ไดจ้ ากแผนพฒั นาบรกิ ารระบบบรกิ ารสขุ ภาพ (service plan) ของ
กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2565-2561 ทีก่ ำ� หนดการพฒั นาระบบบรกิ ารเพื่อรองรับ
และแกไ้ ขปัญหาสุขภาพทสี่ ำ� คัญของประเทศ 13 สาขา หรอื ในสาขาของทารกแรกเกดิ
ก็ไมไ่ ดม้ ีการก�ำหนดแผนพัฒนาระบบบรกิ ารตรวจคดั กรองการได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ไว้
โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้รับผิดชอบ
ในการจัดท�ำข้อเสนอทางนโยบายด้านหู คอ จมูก ของกระทรวงสาธารณสุขได้
ขอความรว่ มมอื จากราชวทิ ยาลยั โสต ศอ นาสกิ แพทยแ์ หง่ ประเทศไทย ราชวทิ ยาลยั กมุ าร
แพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโสตสัมผัส
วทิ ยาและการแกไ้ ขการพดู แหง่ ประเทศไทย ในการจดั ทำ� แนวทางการคดั กรองการไดย้ นิ
ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย มกี ารแตง่ ตง้ั “คณะทำ� งานจดั ทำ� แนวทางการคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย” โดยไดแ้ บ่งการท�ำงานเปน็ 2 คณะ คือ ทีม
วชิ าการและทีมบริหารจดั การ และไดแ้ บง่ รา่ งแนวทางการคัดกรองฯ ออกเป็นสองสว่ น
คือ 1) แผนภมู ิการตรวจคัดกรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย และ 2) คำ�
แนะน�ำการคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย ซ่ึงเป็นเนื้อหาท่ีอา้ งอิง
จากหลักฐานเชิงประจักษ์และแนวทางการปฏิบัติทางคลินิก และมีการแต่งตั้ง “คณะ
ท�ำงานจัดท�ำค�ำแนะน�ำการกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย” เพื่อจัด
ท�ำค�ำแนะน�ำฯ เล่มนี้
การพัฒนาระบบบริการคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด แม้ในช่วงแรกจะ
ไม่สามารถด�ำเนินการตรวจคัดกรองแบบครอบคลุมในทารกแรกเกิดทุกคนและทุก
โรงพยาบาลได้ และแนวทางที่เสนอแนะรวมถึงค�ำแนะน�ำอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีท่ีสุด
อย่างไรก็ตามคณะท�ำงานจัดท�ำแนวทางการคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดของ
ประเทศไทย หวงั เปน็ อยา่ งยงิ่ วา่ หนว่ ยบรกิ ารตา่ ง ๆ จะสามารถนำ� แนวทางและคำ� แนะนำ�
ทป่ี รากฎนี้ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการพฒั นาระบบบรกิ ารคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ
ให้มมี าตรฐานสากล เพ่ือประชากรผ้ใู หญใ่ นอนาคตทมี่ คี ณุ ภาพของประเทศตอ่ ไป
เมษายน 2561
10
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
สารบญั 4
5
คณะทำ� งานจัดทำ� ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง 9
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย 11
คณะทำ� งานจัดท�ำแนวทางการคดั กรอง 12
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย 13
คำ� นำ� 21
สารบัญ 37
อภธิ านศพั ท์ 39
1. บ ทนำ� 47
2. แ นวทางหลักของการตรวจวินจิ ฉัยเริม่ แรก 59
และการให้การรกั ษาตั้งแตร่ ะยะต้น 65
3. แ นวทางการตรวจคดั กรองการได้ยนิ ในทารกแรกเกิด
และทารกกลมุ่ เสีย่ ง 70
4. เ ครอ่ื งมือสำ� หรบั การตรวจคัดกรอง 74
5. เ ครอ่ื งมอื สำ� หรบั การตรวจวินจิ ฉัย 75
6. แ นวทางการตรวจเพมิ่ เตมิ ในทารกแรกเกดิ ทม่ี ปี ัญหา 79
การไดย้ นิ ท้งั สองขา้ ง
7. ก ารรักษาและการฟืน้ ฟูสมรรถภาพ
ภาคผนวก
ก. ว ิธีการตรวจดว้ ยเครื่องตรวจวดั เสียงสะท้อนจากหูชัน้ ใน
ข. บ คุ ลากรท่ีเก่ียวข้อง
ค. ค ำ� แนะน�ำผู้ปกครอง
ง. รหัสหัตถการและรหัสโรคที่เก่ียวข้องกบั การตรวจคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ
11
คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
อภธิ านศพั ท์
ABR Auditory Brainstem Response
AABR Automated auditory brainstem response
ANSD Auditory neuropathy spectrum disorders
ASSR Auditory Steady State Response
BOA Behavioral Observation Audiometry
CHL Conductive hearing loss
DPOAEs Distortion product otoacoustic emissions
EHDI Early Hearing Detection and Intervention
HRHS High-risk hearing screening
OAEs Otoacoustic Emissions
OME Otitis media with effusion
SNHL Sensorineural hearing loss
TEOAEs Transient-evoked otoacoustic emissions
UNHS Universal newborn hearing screening
12
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
1
บทนำ�
หูเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินและการทรงตัวซึ่งมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่
ในครรภ์ โดยจะพบการสร้างหูชั้นในตั้งแต่ปลายสัปดาห์ท่ี 4 ของตัวอ่อนและเจริญ
เกือบเต็มท่ีในสัปดาห์ท่ี 25 การสูญเสียการได้ยินเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเกิดได้จาก
หลายสาเหตุ องคก์ ารอนามัยโลก (ค.ศ.2010) ประมาณวา่ ในโลกนมี้ ีผสู้ ญู เสียการได้ยนิ
350 ล้านคน คิดเปน็ ร้อยละ 5 ของประชากรโลก โดยเปน็ เด็ก 32 ลา้ นคน1 การสญู เสยี
การได้ยินในหูท้ังสองข้างที่มีระดับการได้ยินเฉลี่ยท่ีความถ่ี 500, 1000, 2000, 4000
เฮิรต์ ซ (Hertz; Hz) มากกว่า 40 เดซเิ บลในหูข้างทดี่ ี ไมว่ า่ จะเปน็ ชนิดการน�ำเสยี งเสยี
ประสาทหเู สีย หรือแบบผสม ถือว่าเปน็ ความพิการทางการได้ยินทัง้ สนิ้
ส�ำหรับประเทศไทยจากสถิติข้อมูลคนพิการท่ีมีบัตรประจ�ำตัวคนพิการ (1
พฤศจิกายน 2537 – 15 กันยายน 2560) ของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
คนพกิ าร พบว่าประเทศไทยมีผูพ้ กิ ารทง้ั สน้ิ 1,808,254 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 2.75 ของ
ประชากรทัง้ ประเทศ มีผ้พู ิการทางการได้ยนิ หรอื สอ่ื ความหมาย 332,294 คน คดิ เป็น
ร้อยละ 18.37 จากผู้พิการทั้งหมด2 อุบัติการณ์ของการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรทั้ง
สองข้างในทารกแรกเกิดปกติจากรายงานทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยพบได้ใกล้เคียงกัน
คอื ประมาณ 1-3 รายตอ่ ทารกแรกเกิด 1,000 ราย3-9 และพบได้ร้อยละ 2 - 4 ของเดก็
13
คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
กลมุ่ เสยี่ ง10-15 องคก์ ารอนามยั โลกประมาณวา่ รอ้ ยละ 60 ของการสญู เสยี การไดย้ นิ แบบ
ถาวรในเดก็ อายุนอ้ ยกว่า 5 ปี สามารถป้องกนั ได2้
การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ เปน็ วธิ ที จี่ ะนำ� ไปสกู่ ารวนิ จิ ฉยั และการ
รกั ษาในระยะแรก หากสามารถวนิ จิ ฉยั การสญู เสยี การไดย้ นิ และดำ� เนนิ การรกั ษาภายใน
อายุ 6 เดือน จะทำ� ให้เดก็ มีพฒั นาการด้านการพูด ภาษา อารมณ์และสงั คมเหมาะสม16
และแมแ้ ตเ่ ดก็ ทม่ี กี ารสญู เสยี การไดย้ นิ แบบถาวรทงั้ สองขา้ ง ในระดบั เลก็ นอ้ ย หรอื มกี าร
สูญเสียการได้ยินรุนแรงแบบถาวรในหูเพียงข้างเดียวก็พบมีพัฒนาการทางภาษาช้ากว่า
เด็กที่มีการได้ยินปกติ โดยเฉพาะทักษะการฟังและแยกเสียง รวมถึงทักษะในการรับรู้
และแสดงออกของภาษา17
การสญู เสยี การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ไมส่ ามารถตรวจไดโ้ ดยการตรวจรา่ งกายทว่ั ไป
จึงต้องใช้เคร่ืองมือพิเศษในการตรวจวินิจฉัย ในอดีตมีการใช้ปัจจัยเส่ียงสูงเป็นข้อบ่งช้ี
เบ้ืองตน้ สำ� หรบั คัดกรองทารกแรกเกิด จากการศึกษาของ Finitzio and Crumley ใน
ปี ค.ศ. 1999 รอ้ ยละ 50 ของทารกแรกเกดิ ท่ีมีการสูญเสยี การไดย้ ินเป็นทารกแรกเกิด
ปกติ ดังนั้นการใช้เกณฑ์เรื่องความเส่ียงสูงอย่างเดียว จะท�ำให้ไม่สามารถตรวจพบเด็ก
ซึ่งมีการได้ยินผิดปกติถึงร้อยละ 5018 จึงได้มีข้อแนะน�ำให้การตรวจคัดกรองการได้ยิน
ในทารกแรกเกิดทุกคน แต่อย่างไรก็ดีปัจจัยเส่ียงสูงต่อการสูญเสียการได้ยินยังคงใช้ใน
การติดตามเดก็ อยู่ แมว้ า่ เดก็ กลุม่ น้ีจะผา่ น newborn hearing screening ไปแล้ว เพ่อื
ให้สามารถวนิ จิ ฉยั การสญู เสียการไดย้ นิ ทเ่ี กดิ ข้นึ ภายหลงั ให้ได้เรว็ ท่ีสุด
การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื คน้ หาความสญู เสยี
การไดย้ นิ แบบถาวรทง้ั สองขา้ ง มแี นวทางการตรวจทใี่ ชอ้ ยสู่ องแบบ คอื ตรวจคดั กรองการ
ไดย้ ินในทารกแรกเกิดทกุ คน (universal newborn hearing screening, UNHS) กบั
การตรวจมงุ่ เนน้ เฉพาะกลมุ่ ทมี่ คี วามเสยี่ งสงู ตอ่ การสญู เสยี การไดย้ นิ (high-risk hearing
screening, HRHS) สว่ นการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในเดก็ กอ่ นวยั เรยี น (อายุ 9 เดอื น- 3
ปี) และวัยเรียน (อายุ 5-3 ป)ี อายุมากกวา่ วัยอนบุ าล (อายุ 5 ป)ี เพอ่ื ค้นหาการสูญเสีย
การไดย้ ินทเ่ี กิดข้นึ ภายหลัง ซึง่ อาจมีผลต่อพฒั นาการด้านการพูด ภาษา การศกึ ษาและ
คุณภาพชีวิตของเดก็ วธิ ตี รวจคดั กรองการได้ยินในช่วงอายตุ า่ ง ๆ ใชว้ ธิ ีตรวจตา่ งกันแลว้
แตค่ วามรว่ มมอื ของเดก็ เครอื่ งมือทีม่ อี ยู่ และประสบการณ์ของผ้ตู รวจ
14
คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
โปรแกรมการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ทกุ คนไดแ้ พรห่ ลายมาตงั้ แต่
ปีค.ศ. 1998 พบว่า การคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดแบบทุกคนมีความคุ้มค่า
สามารถตรวจพบเด็กท่ีมีการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรเป็นจ�ำนวนมากกว่าการไม่มี
การตรวจคัดกรอง5 และเด็กที่มีการสูญเสียการได้ยินซ่ึงตรวจพบจากการตรวจคัดกรอง
ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้ผ่านการตรวจจากโปรแกรมการตรวจ
คดั กรอง20 ในระยะแรกของการประกาศใช้นโยบายการตรวจคัดกรองการไดย้ ินในทารก
แรกเกดิ ทกุ คนจากหลาย ๆ ประเทศ แมว้ า่ จะยงั ไมส่ ามารถสรปุ ไดแ้ นช่ ดั วา่ การทสี่ ามารถ
ตรวจพบและรกั ษาเดก็ ทมี่ กี ารสญู เสยี การไดย้ นิ แบบถาวรอยา่ งรวดเรว็ จะพสิ จู นไ์ ดว้ า่ เดก็
ที่ได้รับการรักษาตั้งแต่เร่ิมแรกจะมีพัฒนาทางภาษา และการเรียนรู้ท่ีดีกว่า แต่องค์การ
อนามยั โลกกไ็ ดเ้ รยี กรอ้ งใหน้ านาชาตใิ หค้ วามสนใจตอ่ การจดั ใหม้ กี ารตรวจคดั กรองการ
ไดย้ ินในทารกแรกเกดิ 1
จากหลักฐานเชิงประจักษ์จนถึงปัจจุบันพบว่าเด็กท่ีสูญเสียการได้ยินซ่ึงวินิจฉัยได้
จากการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ทารกแรกเกดิ มพี ฒั นาการทางภาษาเมอื่ แรกเขา้ โรงเรยี น
ดีกว่าเด็กท่ีสูญเสียการได้ยินซ่ึงไม่ได้ผ่านการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะความเข้าใจทาง
ภาษาเมือ่ อายคุ รบ 8 ป2ี 0 การตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกดิ ทุกคน ท�ำใหเ้ พม่ิ
โอกาสทเ่ี ดก็ จะไดร้ บั การรกั ษากอ่ นอายุ 6 เดอื นเพมิ่ ขน้ึ มากกวา่ การตรวจคดั กรองเฉพาะ
กลุม่ เสยี่ งสงู 20
ในด้านความวิตกกังวลของพ่อแม่ต่อการตรวจพบว่า เด็กที่ไม่ผ่านจากการตรวจ
คัดกรองคร้ังแรกมีค่อนข้างน้อยไม่แตกต่างกับกลุ่มที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรอง ความ
วิตกกังวลเพิ่มขึ้นเม่ือเด็กไม่ผ่านการตรวจคัดกรองครั้งที่สอง ส่วนปัญหาความวิตก
ของแพทย์ท่ีเด็กกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยผิดว่ามีการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรก่อน
6 เดือนและได้รับการรักษาที่เกินความจ�ำเป็นเนื่องจากพบว่าร้อยละ 9.3-32.7 ของ
เด็กท่ีมีผลการตรวจ auditory brainstem response (ABR) ผิดปกติหรือไม่พบ
การตอบสนองของ ABR ในครั้งแรก มีผลการตรวจ ABR กลับคืนมาบางส่วนหรือ
เป็นปกติได้ในภายหลัง13,21 ซ่ึงพบในเด็กกลุ่มเสี่ยงหรือเด็กท่ีตรวจพบว่ามี auditory
neuropathy21 สามารถปอ้ งกันได้หากมกี ารตรวจ ABR ซ�้ำคร้ังทสี่ องหลงั อายุ 6 เดือน13
และพิจารณาเรม่ิ การผา่ ตดั ฝงั ประสาทหเู ทียมหลงั อายุ 1 ปีในกลุ่มน2้ี 1
15
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ในแง่ความคุ้มค่าของการตรวจการคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดทุกคนพบ
ว่า UNHS มีความคุ้มค่ามากกว่า HRHS1,20,22 และการคัดกรองการได้ยินในทารกแรก
เกิดทกุ คนทช่ี มุ ชนมคี วามคุม้ ค่ามากกวา่ การตรวจคดั กรองการได้ยินในทารกแรกเกิดทุก
คนท่ีโรงพยาบาล23 และการตรวจคัดกรองการได้ยินทารกแรกเกิดเฉพาะกลุ่มท่ีมีความ
เส่ียงสูง20.23 ในด้านความเปน็ ไปได้ในการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกดิ ทกุ คน
สำ� หรับประเทศท่มี ีปญั หาขาดแคลนทรัพยากรทางด้านการแพทย์ พบวา่ สามารถทำ� ได้มี
ประสิทธิภาพ หากผนวกการตรวจคัดกรองเข้าไปกับการให้วัคซีนและการตรวจสุขภาพ
เด็กตามกลมุ่ อาย2ุ 2
ค�ำแนะน�ำฉบับน้จี ัดขึ้นเพ่ือให้หน่วยงานใชเ้ ป็นแนวทางการพฒั นาระบบบริการคดั
กรองการไดย้ ินในทารกแรกเกิดสำ� หรับประเทศไทย แม้ในชว่ งแรกจะไมส่ ามารถด�ำเนนิ
การตรวจคัดกรองการได้ยินแบบครอบคลุมในทารกแรกเกิดทุกคนและทุกโรงพยาบาล
ได้ และแนวทางที่เสนอแนะรวมถึงค�ำแนะน�ำอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด เม่ือเทียบกับ
มาตรฐานสากล หนว่ ยงานสามารถปรบั รปู แบบการดำ� เนนิ งานตามขดี ความสามารถและ
ทรพั ยากรทมี่ อี ยเู่ พอื่ ใหเ้ ขา้ ใกลเ้ ปา้ หมายการดำ� เนนิ การคดั กรองการไดย้ นิ แบบครอบคลมุ
ในทารกแรกเกิดทุกคนส�ำหรบั ประเทศไทยไดใ้ นอนาคตอนั ใกล้
16
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
เอกสารอ้างอิง สว่ นท่ี 1
1. World Health Organization. Newborn and Infant Hearing Screening: current issue and
guiding principles for action. WHO Press: Geneva, 2010.
2. ข้อมูลประมวลผลจากฐานข้อมูลทะเบียนคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ
กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนุษย์ (ข้อมูล ณ วันท่ี 15 กนั ยายน 2560)
3. Davis A, Mencher G. Epidemiology of permanent childhood hearing impairment. In:
Newton VE, editor. Paediatric audiological medicine. London: Whurr Publishers; 2002.
p. 65-90.
4. Fortnum HM, Summerfield AQ, Marshall DH, Davis AC, Bamford JM. Prevalence of
permanent childhood hearing impairment in the United Kingdom and implications for
universal neonatal hearing screening: questionnaire based ascertainment study. BMJ.
2001;323(7312):536-40.
5. Wessex Universal Neonatal Hearing Screening Trial Group. Controlled trial of universal
neonatal screening or early identification of pemanent children hearing impairment.
Lancet. 1998;352:1957-64.
6. จันทร์ชยั เจรยี งประเสรฐิ , กฤษณา เลศิ สุขประเสรฐิ , ลลดิ า เกษมสวุ รรณ, ประชา นันท์นฤมิต. การตรวจ
คดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ดว้ ยเครอ่ื งตรวจวดั เสยี งสะทอ้ นของหู ชน้ั ใน (otoacoustic emission):
ผปู้ ่วยใหม่ใน 1 ปีของโรงพยาบาลรามาธบิ ด.ี วารสารหู คอ จมกู และใบหนา้ . 2546;4:27-41.
7. กมั พล แก้วจุมพฏ. การตรวจคดั กรองการได้ยินในทารกแรกเกดิ ด้วยเครอ่ื งตรวจวัดเสียงสะทอ้ นจาก หู
ชั้นใน. ในโรงพยาบาลอ่างทอง. วารสารวชิ าการ รพศ/รพท เขต 4. 2556;15:122-8.
8. Chareonsil R. Results of the Sawanpracharak Newborn Hearing Screening Program. Chiang
Mai Medical Journal 2015;54(2):81-8.
9. Tungvachirakul V, Boonmee S, Nualmoosik T, Kamjohnjiraphun J, Siripala W, Sanghirun
W, Mungpol S, Pangkul A, Potaporn M. Newborn hearing screening at Rajavithi Hospi-
tal, Thailand: hearing loss in infants not admitting in intensive care unit. J Med Assoc
Thai. 2011;94 Suppl 2:S108-12.
10. Colella-Santos MF, Hein TA, de Souza GL, do Amaral MI, Casali RL Newborn hearing
screening and early diagnostic in the NICU. Biomed Res Int. 2014;2014:845308. doi:
10.1155/2014/845308.
17
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
11. Khaimook W, Chayarpham S, Dissaneevate S. The high-risk neonatal hearing screening
program in Songklanagarind Hospital. J Med Assoc Thai. 2008;91(7):1038-42.
12. Srisuparp P, Gleebbur R, Ngerncham S, Chonpracha J, Singkampong J. High-risk neonatal
hearing screening program using automated screening device performed by trained nurs-
ing personnel at Siriraj Hospital: yield and feasibility. J Med Assoc Thai. 2005;88:S176-82.
13. Kiatchoosakun P, Suphadun W, Jirapradittha J, Yimtae K, Thanawirattananit P. Incidence
and risk factors associated with hearing loss in high-risk neonates in Srinagarind Hospital.
J Med Assoc Thai. 2012;95(1):52-7.
14. Nelson HD, Bougatsos C, Nygren P. Universal Newborn Hearing Screening: Systematic
Review to Update the 2001 U.S. Preventive Services Task Force Recommendation.
Evidence Synthesis No. 62. AHRQ Publication. No.08-05117-EF-1. Rockville, Maryland:
Agency for Healthcare Research and Quality, July 2008.
15. Thompson DC, McPhillips H, Davis RL, Lieu TL, Homer CJ, Helfand M. Universal newborn
hearing screening: summary of evidence. JAMA. 2001;286(16):2000-10.
16. Yoshinaga-Itano C, Sedey A, Coulter D, Mehl A. Language of early- and later- identified
children with hearing loss. Pediatrics 1998;102(5):116171-.
17. Fitzpatrick EM, Gaboury I, Durieux-Smith A, Coyle D, Whittingham J, Nassrallah F. Auditory
and language outcomes in children with unilateral hearing loss. Hear Res. 2018 Mar 13.
pii: S0378-5955(17)30363-5. doi: 10.1016/j.heares.2018.03.015. [Epub ahead of print]
18. Finitzo T, Crumley WG. The role of the pediatrician in hearing loss. From detection to
connection. Pediatr Clin North Am. 1999;46(1):15-34, ix-x.
19. American Academy of Pediatrics, Joint Committee on Infant Hearing. Year 2007 posi-
tion statement: Principles and guidelines for early hearing detection and intervention
programs. Pediatrics. 2007;120(4):898-9
20. Nelson HD, Bougatsos C, Nygren P. Universal Newborn Hearing Screening: Systematic
Review to Update the 2001 U.S. Preventive Services Task Force Recommendation [In-
ternet]. Rockville (MD): Agency for Healthcare Research and Quality (US); 2008 Jul.
21. Psarommatis I, Voudouris C, Kapetanakis I, Athanasiadi F, and Douros K. Recovery
of Abnormal ABR in Neonates and Infants at Risk of Hearing Loss. Int J Otolaryngol.
2017;2017:7912127. doi: 10.1155/2017/7912127. Epub 2017 Apr 4.
18
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
22. Olusanya BO, Wirz SL, Luxon LM. Community-based infant hearing screening for early de-
tection of permanent hearing loss in Lagos, Nigeria: a cross-sectional study. Bull World
Health Organ. 2008;86(12):956-63.
23. Olusanya BO, Emokpae A, Renner JK, Wirz SL. Costs and performance of early hearing de-
tection programmes in Lagos, Nigeria. Trans R Soc Trop Med Hyg. 2009;103(2):179-86. doi:
10.1016/j.trstmh.2008.07.001. Epub 2008 Sep 23.
19
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
2
แนวทางหลักของการตรวจวนิ จิ ฉัยเรมิ่ แรก
และการใหก้ ารรกั ษาต้ังแตร่ ะยะตน้
(Guideline Principle for Early Hearing Detection
and Intervention, EHDI)
การตรวจการไดย้ นิ ในเดก็ โดยสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบสนองตอ่ เสยี งทำ� ไดย้ ากและ
ไดผ้ ลไมแ่ นน่ อนในเดก็ อายตุ ำ่� กวา่ 8-9 เดอื น1,2 ในปจั จบุ นั จงึ นยิ มตรวจคดั กรองการไดย้ นิ
ในทารกแรกเกดิ โดยใช้เคร่ืองมือตรวจเชงิ วัตถวุ สิ ัย (objective test) คือ otoacoustic
Emission (OAE) และ/หรอื auditory brainstem response (ABR)
The Joint Committee on Infant hearing (JCIH) 20073,4 สนับสนนุ ให้มกี าร
ตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้มีการวินิจฉัยและ
ให้การรักษาฟื้นฟูภาวะการสูญเสียการได้ยินได้อย่างรวดเร็ว เพราะหากเด็กได้รับการ
วินิจฉัยช้าจะมีปัญหาด้านการพัฒนาความคิด การอ่าน การส่ือสาร อารมณ์และสังคม
โดย The US Preventive Service Task Force (USPSTF) ก�ำหนดการตรวจคดั กรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ เปน็ คำ� แนะนำ� ระดบั B (recommendation B)5 กลา่ วคอื การ
ตรวจคัดกรองมีประโยชน์อย่างชัดเจน มีความแน่นอนในระดับปานกลางถึงมาก และ
21
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
มีการก�ำหนดเป้าหมายการตรวจคัดกรองการได้ยินไว้เป็นตัวเลข 1-3-63-5 ซึ่งหมายถึง
ทารกแรกเกดิ ทกุ คนตอ้ งผา่ นการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ (universal newborn hearing
screening) ภายในอายุ 1 เดือน ถา้ ผลการตรวจคดั กรองการได้ยินไมผ่ า่ นตอ้ งมาตรวจ
เพ่ือการวนิ ิจฉัย (diagnostic or comprehensive audiologic evaluation) ภายใน
อายุ 3 เดือน และทารกที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะการสูญเสียการได้ยินจะได้รับการ
รกั ษาและฟนื้ ฟทู างการไดย้ ินภายในอายุ 6 เดือน
การตรวจคัดกรองการได้ยินเป็นเพียงส่วนหน่ึงของโปรแกรม Early Hearing
Detection and Intervention (EHDI) กล่าวคือ นอกจากการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ
แลว้ ควรพฒั นาระบบใหค้ รอบคลมุ ถงึ การตรวจวินิจฉยั ยืนยนั การได้ยนิ สามารถติดตาม
เด็กทารกแรกเกิดที่ไม่ผ่านการตรวจคัดกรอง เพ่ือให้สามารถมาตรวจเพ่ือการวินิจฉัย
(diagnostic audiologic evaluation) และติดตามผลการรักษาฟื้นฟูการได้ยินให้
ครบถว้ นหลงั กลับบ้าน
โปรแกรมการตรวจคัดกรองการได้ยิน ตาม Year 2007 JCIH position
statement updates4 มจี ดุ ประสงค์ท้งั หมด 8 ข้อ
ขอ้ ที่ 1 คำ� จำ� กดั ความของการสญู เสยี การไดย้ นิ ในการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารก
แรกเกิด (definition of targeted hearing loss)3,4
Permanent childhood hearing loss3 or permanent congenital hearing
loss PCHL), congenital permanent bilateral, unilateral sensory or perma-
nent conductive hearing loss to include neural hearing loss4 (auditory
neuropathy/dyssynchrony) หมายถึง ภาวะการสูญเสียการได้ยนิ ชนดิ ตา่ ง ๆ4-5 เชน่
การน�ำเสียงเสีย (conductive hearing loss, CHL) ประสาทหูเสีย (sensorineu-
ral hearing loss, SNHL) และชนดิ ผสม (mixed hearing loss) ทัง้ หขู ้างเดยี วและ
สองข้าง JCIH 20074 มุ่งเน้นทารกแรกเกิดท่ีมีการสูญเสียการได้ยินในระดับท่ีมากกว่า
หรอื เท่ากบั ปานกลางข้นึ ไป (moderate and greater degree) ซ่ึงมผี ลต่อการพัฒนา
ภาษา การพดู การศกึ ษา สังคมและอารมณ์ ในระยะหลังรวมการสญู เสยี การได้ยนิ ในทุก
22
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ระดบั และทุกชนดิ คา่ ระดับการไดย้ นิ ที่มากกวา่ 30 - 40 เดซิเบล4-7 ในความถ่ีทีม่ ผี ลตอ่
การพดู (speech recognition) คอื 500- 4000 Hz
ขอ้ ท่ี 2 โปรแกรมการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ และการตรวจซำ�้ (Hearing - screening
and rescreening protocols)4-5
มีการแบ่งโปรแกรมการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดออกเป็น 2 กลุ่ม
คือ ทารกแรกเกดิ ปกติ (well- infant nurseries) และทารกแรกเกิดกลุม่ เสย่ี ง (NICU)
เนอื่ งจากทารกแรกเกดิ ในหอผปู้ ว่ ยหนกั NICU ซงึ่ พบไดป้ ระมาณรอ้ ยละ 10-15 ของทารก
แรกเกดิ ทัง้ หมด มคี วามเส่ียงท่จี ะมปี ัญหาเร่อื งเส้นประสาทหูท�ำงานผิดปกติ (auditory
neuropathy spectrum disorders, ANSD) มากกวา่ ทารกแรกเกิดปกตทิ ั่วไป5
ANSD เป็นกลุ่มโรคที่ตรวจพบความผิดปกติด้วยเครื่องมือทางไฟฟ้าสรีรวิทยาว่า
มีเซลล์ขนหสู ว่ นนอก (outer hair cell) ทำ� งานเปน็ ปกติ กล่าวคอื มผี ล OAE เปน็ ปกติ
และ/หรือคลน่ื ไฟฟ้าของหชู ั้นใน (cochlear microphonic, CM) ปกติ แตม่ ี ABR ผดิ
ปกติ จงึ อาจมคี วามผดิ ปกตขิ องเซลลข์ นหสู ว่ นใน (inner hair cell), รอยตอ่ (synapses)
ของเซลล์ขนหสู ว่ นในกับเสน้ ประสาท หรือตวั เสน้ ประสาทเอง ผปู้ ว่ ยกลุม่ นอ้ี าจมรี ะดบั
การได้ยินท่ีเป็นปกติ หรือผิดปกติได้ตั้งแต่หูตึงเพียงเล็กน้อยจนถึงหูหนวก บางรายมี
ระดับการได้ยินไม่คงที่ (fluctuation) ระดับของการได้ยินที่ตรวจโดยพฤติกรรมจะ
ไมส่ มั พนั ธก์ บั ระดบั การไดย้ นิ ทไี่ ดจ้ าก ABR หรอื ASSR ทกุ รายมปี ญั หาดา้ นการแยกแยะ
ค�ำพูด โดยเฉพาะอย่างยิง่ ค�ำพูดท่มี ีเสยี งรบกวนจากสภาวะแวดล้อม เมือ่ มีการตรวจการ
คดั กรองการไดย้ นิ ในเดก็ แรกเกดิ ทวั่ ไป พบวา่ ความชกุ ของโรคน้ี 0.09/1000 ของเดก็ เกดิ
ใหม่ หรอื รอ้ ยละ 6.5 ของเดก็ ทมี่ ปี ญั หาหตู งึ แตก่ ำ� เนดิ 6 แตก่ ารตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ใน
เดก็ แรกเกดิ ในกลมุ่ เสย่ี งจะพบความชกุ ของโรคสงู ถงึ 5.6/1000 ของเดก็ เกดิ ใหมห่ รอื พบ
รอ้ ยละ 5.1-24.1 ของเดก็ ทมี่ ปี ญั หาหตู งึ หรอื หหู นวกจากประสาทหเู สยี (sensorineural
hearing loss)7-9 ซึ่งไม่สามารถวินิจฉัยด้วยเคร่ืองตรวจ OAE จึงแนะน�ำให้มีการตรวจ
คัดกรองการได้ยินด้วยเคร่ืองตรวจ automated auditory brainstem response
(AABR) และถ้าผลการตรวจคัดกรองการได้ยินในหูข้างใดข้างหน่ึงไม่ผ่าน ต้องตรวจ
เพ่ือยืนยนั และวนิ ิจฉยั การได้ยนิ (diagnostic audiologic evaluation) อย่างละเอียด
23
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ตอ่ ไป ผลการตรวจคดั กรองตอ้ งผา่ นทงั้ สองห4ู และทารกแรกเกดิ กลมุ่ เสย่ี งทต่ี อ้ งมานอน
โรงพยาบาลซ้�ำภายในอายุ 1 เดอื น และเปน็ โรคทม่ี คี วามเสยี่ งต่อการสญู เสียการได้ยนิ
เชน่ ภาวะตวั เหลอื งทต่ี อ้ งไดร้ บั การรกั ษาดว้ ยการเปลย่ี นเลอื ด หรอื มกี ารตดิ เชอื้ ในกระแส
เลือด ต้องมกี ารตรวจคัดกรองการได้ยินซำ�้ ใหมก่ อ่ นกลับบา้ น
ค�ำจ�ำกัดความของทารกแรกเกิดกลุ่มเส่ียง มีหลายรูปแบบท่ีนิยมใช้ คือ Risk
Indicators associated with permanent congenital, delayed- onset or
progressive hearing loss in childhood ตาม JCIH 20074 ได้แก่
1. Caregiver concerns regarding hearing, speech, language or developmental
delay
2. Family history of permanent childhood hearing loss*
3. Neonatal intensive care of more than 5 days, or any of the following
regardless of length of stay: ECMO*, assisted ventilation, exposure to
ototoxic medications (gentamycin and tobramycin) or loop diuretic (Furo-
semide/Lasix) and hyperbilirubinemia that requires exchange transfusion
4. In Utero infection such as CMV*, herpes, rubella, syphilis and toxoplas-
mosis
5. Craniofacial anomalies including those involving the pinna, ear canal,
ear tags, ear pits and temporal bone anomalies
6. Physical findings such as white forelock, that are associated with a syn-
drome known to include sensorineural or permanent conductive hearing
loss
7. Syndrome associated with hearing loss or progressive or late-onset hear-
ing loss such as neurofibromatosis*, osteopetrosis and Usher syndrome.
Other frequently identified syndrome. Other frequently identified syn-
dromes include Waardenburg, Alport, Pendred and Jarvell and Lange-
Nielson
24
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
8. Neurodegenerative disorders* such as Hunter syndrome, or sensory
motor neuropathies such as Friedreich ataxia and Charcot-Maries-Tooth
syndrome
9. Culture positive postnasal infections associated with sensorineural hearing
loss* including confirmed bacterial and viral (especially herpes viruses
and varicella) meningitis
10.Head trauma especially basal skull / temporal bone fracture* that re-
quiring hospitalization
11. Chemotherapy*
Note: risk indicators that are marked with * are of greater concern for de-
layed – onset hearing loss.
โปรแกรมการตรวจคดั กรองการได้ยิน1
การตรวจคัดกรองการได้ยินจะแบ่งทารกแรกเกิดออกเป็น 2 กลุ่ม คือ การตรวจ
คดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดปกติ และการตรวจคดั กรองการได้ยนิ เฉพาะในทารก
กลุ่มเส่ยี ง
โปรแกรมการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดและล�ำดับข้ันตอนของ
เคร่ืองมือท่ใี ชใ้ นการตรวจ มีหลายวธิ ี แต่ยังไม่มขี ้อสรปุ ท่ีชัดเจนวา่ วธิ ีไหนดที ีส่ ดุ ทเ่ี หมาะ
สมกบั ทกุ สถานการณ1์ 0-11 แต่ในปัจจุบนั JCIH แนะน�ำวา่ วิธีทีเ่ หมาะสมที่สดุ ในการตรวจ
คดั กรองการไดย้ นิ ทารกแรกเกดิ ในหอผปู้ ว่ ยวกิ ฤตติ อ้ งตรวจดว้ ยเครอ่ื ง AABR3 เพราะเปน็
เดก็ กลุ่มทม่ี ีความเสี่ยงต่อประสาทหเู สยี มากกว่าทารกแรกเกดิ ปกติ
ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ การเลอื กโปรแกรมการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ คอื
1. เป็นทารกแรกเกิดปกติ (well infant nursery: WIN) หรอื ทารกแรกเกิดกลุ่มเส่ยี ง
(NICU)
2. ผทู้ ต่ี รวจคดั กรองการไดย้ นิ เนอ่ื งจากถา้ เปน็ เจา้ หนา้ ที่ ไมใ่ ชน่ กั เวชศาสตรก์ ารสอื่ ความ
หมาย (แก้ไขการได้ยนิ ) จะตอ้ งใช้เครือ่ งมอื ทเ่ี ปน็ ระบบอัตโนมัติ ไดผ้ ลตรวจคือ ผา่ น
หรอื ไมผ่ ่าน เพราะไม่ต้องอาศยั ความรูค้ วามช�ำนาญในการแปลผล
25
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
3. จำ� นวนทารกแรกเกดิ ซ่งึ อาจมีผลต่อโปรแกรมการตรวจ เนอ่ื งจากถา้ มที ารกแรกเกิด
จ�ำนวนมาก ควรเลือกวิธีการตรวจที่ใช้เวลาในการตรวจน้อย และเครื่องมือท่ีมีค่าใช้
จา่ ยนอ้ ย ไมต่ ้องเสียค่าใช้จา่ ยเน่ืองวสั ดุส้ินเปลือง
การเลือกเครื่องมือและโปรแกรมการตรวจคัดกรองข้ึนอยู่กับแต่ละสถานท่ี
แต่ละโรงพยาบาล จ�ำนวนบุคลากร จ�ำนวนทารกแรกเกิด ความชอบของบุคลากรท่ี
รบั ผดิ ชอบ10-11 โดยพจิ ารณาจากขอ้ ดขี อ้ เสยี ของโปรแกรมการตรวจแตล่ ะอยา่ งและนำ� มา
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นแตล่ ะโรงพยาบาล1 ตามตารางท่ี 2.1
จากการส�ำรวจพบว่าร้อยละ 50.3-53 ของหน่วยบริการใช้ OAE ในการตรวจ
คัดกรองการได้ยิน10-11 ร้อยละ 62.4–67 ใช้ AABR ตรวจคัดกรองการได้ยิน และ
ร้อยละ 58-60 ใช้ตรวจคัดกรองการไดย้ นิ แบบ 2-step protocol10
สิ่งที่ส�ำคัญที่สุดที่ควรพิจารณา คือ การติดตามทารกแรกเกิดที่ไม่ผ่านการตรวจ
คัดกรองคร้ังแรกมาตรวจยืนยันการได้ยินเพิ่มเติม เพราะส่วนใหญ่จะมีปัญหาเร่ือง
การไม่มาตรวจซ้�ำตามนัด ท�ำให้ไม่สามารถให้การวินิจฉัยความรุนแรงของการสูญเสีย
การได้ยินได้ตามวัตถุประสงค์ของโปรแกรมและการรักษาฟื้นฟู และจะท�ำให้การตรวจ
คัดกรองการไดย้ นิ ไมม่ ปี ระโยชนใ์ นทสี่ ดุ
26
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ตารางท่ี 2.1 ขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี ของการตรวจแตล่ ะโปรแกรม3-4
Advantage Disadvantage
ABR - Accesses more central - Longer test time
- Sensitivity 45-100% structure of auditory - Least cost effec-
- Specificity 71.3-99.3% system than OAE tive
- Referral rate < 2% - Less susceptible to false (higher cost of
positive due to ear ca- disposables elec-
nal debris trode, earphone
- Lower referral rate and increased per-
sonnel time)
OAE - Less expensive - unable to detect
= 1 step - Shorter test time neural hearing loss
- Sensitivity 55-100% - False positive for hear- - High referral rate
- Specificity 71-91% ing loss: neurologically - OAE reduced or
- Referral rate 6.5-13%3 compromised absent due to out-
er and middle ear
debris
Two tiers screening - Lower referral rate - 2 equipment
OAE followed by ABR - Lower cost than using - Miss mild hearing
when OAE “refer” ABR only loss
= 2 steps9 - unable to detect
- Sensitivity 92% neural hearing loss
- Specificity 98%
- Referral rate < 1%
Tanwdo OteAcEhnology ABR - OAE sensitive to mild HL - 2 equipment
and - Longer test time
- Referral rate ABR screen for neural HL - High referral rate
NICU 24%
WIN 0.92%
27
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
โปรแกรมการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด มีหลายรูปแบบ ท่ีนิยมใช้
มี 4 แบบ3 คอื
1) การตรวจคดั กรองการไดย้ ินด้วยเครอ่ื ง OAE เพียงอย่างเดียว (OAE only)
2) การตรวจคดั กรองการได้ยินดว้ ยเครอ่ื ง ABR เพียงอย่างเดียว (ABR only)
3) การตรวจคัดกรองการได้ยิน 2 ข้นั ตอน คือ ตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ด้วยเครื่อง OAE
กอ่ นและถา้ ไมผ่ า่ น ตรวจซำ�้ คร้งั ท่ี 2 ดว้ ยเครื่องตรวจ ABR (two-tier: OAEs with
ABR rescreen only if OAE is failed)
4) การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ดว้ ยทงั้ 2 เครอื่ งมอื (Two technology: ABR and OAEs)
หรือเรยี กเป็นแบบ 1-step or 2-step protocol สว่ นใหญ่ท่นี ยิ มใช้ คือ การตรวจ
2–step หรอื two-tier protocol คือ ตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ดว้ ย
เครอ่ื ง OAE และตรวจซำ้� ดว้ ยเครอ่ื ง AABR ในทารกแรกเกดิ ทม่ี ผี ลตรวจ OAE ไมผ่ า่ น
การตรวจคัดกรองการไดย้ ินดว้ ยเคร่ือง OAE เพียงอยา่ งเดียว (OAE only)
การตรวจคดั กรองการได้ยินในทารกแรกเกดิ ด้วย OAE มีมานานกวา่ 20 ปี โดยมี
ค่าการสง่ ตอ่ referral rate ร้อยละ 6.5-13 เน่ืองจากการสะสมของสารคดั หลัง่ ในชอ่ ง
หูชั้นนอกและช้ันกลาง (outer and middle ear debris) จะมีผลต่อการตรวจด้วย
OAE มกี ารศกึ ษาเปรียบเทียบกับการตรวจการได้ยนิ โดยใช้ behavioral audiometric
thresholds เป็น gold standard พบวา่ มี sensitivity รอ้ ยละ 55-100 specificity
รอ้ ยละ 71-913
OAE เปน็ การตรวจทไ่ี วตอ่ ความผิดปกติท่ีเซลล์ขนหสู ว่ นนอก (outer hair cell)
ของหชู ้นั ใน มีหลกั การทำ� งาน คอื เม่อื ปล่อยเสียงกระตุ้นจากล�ำโพงเล็ก ๆ ผา่ นทเ่ี สียบ
หูฟัง (probe) เข้าสู่หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูช้ันใน เซลล์ขนหูส่วนนอกของหูช้ันใน
จะท�ำงานปล่อยเสียงที่แตกต่างจากเดิมย้อนกลับออกมาทางช่องหู ผ่านกลับมาท่ีเสียบ
หฟู งั สไู่ มโครโฟนทม่ี คี วามไวมาก ดงั นนั้ จงึ มปี จั จยั ทที่ ำ� ใหไ้ ดผ้ ลตรวจผดิ ปกตทิ งั้ ๆ ทเี่ ซลล์
ขนหูส่วนนอกของหูช้ันในปกติ (ผลบวกลวง) เช่น การมีน�้ำคร�่ำในช่องหูชั้นนอกหรือมี
ของเหลวคง่ั ในหชู นั้ กลาง ทำ� ใหผ้ ลตรวจ “ไม่ผ่าน” มีจำ� นวนสูงกวา่ วธิ ี ABR จงึ ต้องสิน้
เปลืองในแง่การตรวจซำ้� (rescreen) นอกจากนี้ OAE ใหผ้ ลปกตใิ นการไดย้ ินผดิ ปกตทิ ี่
28
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
มีสาเหตุในระบบประสาทการได้ยินระดับถัดขึ้นไปจากเซลล์ขนหูส่วนนอก (ผลลบลวง)
เชน่ กลุ่มโรค auditory neuropathy
แต่อย่างไรกต็ าม OAE เป็นวธิ ีตรวจทใ่ี ช้เวลานอ้ ย (ประมาณ 2 นาท)ี 12 ค่าใช้จา่ ย
ไม่สงู (ท่เี สยี บหฟู ังหลังการท�ำความสะอาดแลว้ สามารถน�ำกลบั มาใช้ใหมไ่ ด้ และไม่ตอ้ ง
ใชแ้ ผ่นรับสัญญาณ) และวิธตี รวจไมย่ าก สามารถตรวจไดโ้ ดยไมต่ ้องอาศยั ความชำ� นาญ
พเิ ศษ เมอื่ ผา่ นการฝกึ อบรมเบอื้ งตน้ กส็ ามารถตรวจได้ และเมอ่ื มปี ระสบการณก์ ารตรวจ
คัดกรองมากข้ึน อัตราการตรวจไม่ผ่านจะลดลงตามล�ำดับ ชนิดของ OAE ท่ีใช้ในการ
ตรวจคัดกรองมี 2 ประเภท คอื TEOAEs (transient-evoked OAE) และ DPOAEs
(distortion-product OAE) ส�ำหรับการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดด้วย
เคร่ือง OAE คร้ังแรก แนะน�ำให้ตรวจทารกแรกเกิดเม่ืออายุมากกว่า 48-72 ช่ัวโมง
เพราะจะชว่ ยลดอัตราการส่งต่อ (referral rate) เนอ่ื งจากในทารกแรกเกดิ อายนุ อ้ ยกวา่
24 ชว่ั โมง จะยังมสี ารคดั หลง่ั คา้ งในหูช้นั นอก และหูชน้ั กลาง ทำ� ให้อัตราการสง่ ตอ่ สงู ถึง
ร้อยละ 5-20 แต่ถ้าตรวจทารกทีอ่ ายมุ ากกว่า 24 ชั่วโมง อตั ราการสง่ ตอ่ จะนอ้ ยกวา่ ร้อย
ละ 513 เมือ่ การตรวจคัดกรองครงั้ แรกไมผ่ า่ น สามารถตรวจซ้ำ� ครัง้ ท่ี 2 กอ่ นทีท่ ารกแรก
เกดิ จะกลับบา้ น และถา้ การตรวจซำ้� ครั้งท่ี 2 ยังไม่ผ่าน สามารถนัดมาตรวจ OAE อกี
ครงั้ แต่อาจจะเปน็ การตรวจโดยนกั เวชศาสตรก์ ารสือ่ ความหมาย (แกไ้ ขการได้ยนิ ) เพือ่
ลดอตั ราการส่งตอ่
การตรวจคัดกรองการไดย้ นิ ด้วยเครื่อง ABR เพียงอยา่ งเดยี ว (ABR only)
การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ดว้ ยเครอื่ ง ABR มมี านานกวา่ 30 ปี ใน
ระยะแรกมกี ารตรวจเฉพาะในทารกแรกเกิดกล่มุ เสยี่ ง ด้วย conventional ABR โดยมี
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บกบั การตรวจการไดย้ นิ มาตรฐาน (gold standard) ดว้ ยการตรวจ
แบบ behavioral audiometric thresholds จะมีคา่ sensitivity รอ้ ยละ 45-100 และ
คา่ specificity รอ้ ยละ 71.3- 99.33
ปัจจุบันการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดใช้เครื่องมือท่ีมีการแปลผล
อัตโนมตั ิ (automated ABR, AABR) โดยใช้เกณฑ์ (criteria for pass or refer) ทีต่ ัง้
โดยบริษัทท่ีผลิตเคร่ืองมือ สามารถใช้ตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดได้โดย
29
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
เจ้าหน้าที่ท่ีไม่ต้องมีความช�ำนาญพิเศษ ไม่จ�ำเป็นต้องตรวจโดยนักเวชศาสตร์การสื่อ
ความหมาย (แกไ้ ขการไดย้ ิน) ผลตรวจเป็นผา่ น (pass) หรือไม่ผา่ น (refer) JCIH 2007
แนะนำ� ให้ใชเ้ ครื่องมอื น้ีในการตรวจคัดกรองทารกแรกเกดิ กลมุ่ เสย่ี งที่นอนรกั ษาในหอผู้
ปว่ ยวกิ ฤต (NICU) เปน็ ระยะเวลามากกวา่ 5 วนั โดยเครอ่ื งมอื AABR ตง้ั มาตรฐานระดบั
เสยี งที่ 35 dBnHL5 แต่ในทารกแรกเกดิ กล่มุ เสยี่ ง ถงึ แม้วา่ จะผา่ นการตรวจคัดกรองการ
ได้ยิน ก็ควรเฝ้าตดิ ตามปัญหาของ delayed - onset or progressive hearing loss
ซึง่ อาจเกดิ ข้ึนในภายหลังได้
การตรวจคดั กรองการไดย้ ิน 2 ขัน้ ตอน คือ ตรวจคัดกรองการไดย้ ินดว้ ยเครื่อง
OAE กอ่ นและถา้ ไมผ่ ่าน ตรวจซำ�้ ครงั้ ท่ี 2 ด้วยเคร่ืองตรวจ ABR (two-tier: OAEs
with ABR rescreen only if OAE is failed)
เป็นการตรวจคัดกรองด้วยเคร่ือง OAE ครั้งแรกก่อนกลับบ้าน และตรวจซ้�ำด้วย
เครอ่ื งตรวจ ABR ในกรณที ผี่ ลการตรวจ OAE ไมผ่ า่ น (NIH 1993) ซึ่งการตรวจดว้ ยวิธี
นช้ี ว่ ยลดอตั ราการสง่ ตอ่ (referral rate) น้อยกวา่ รอ้ ยละ 1 มีการศึกษาสนบั สนุนวธิ นี ี้
เนอื่ งจากมตี ้นทุนต่อประสทิ ธผิ ล (cost effectiveness) ดกี วา่ การตรวจด้วย OAE อยา่ ง
เดียว ตรวจได้รวดเรว็ ลดคา่ ใช้จา่ ยในการใชว้ สั ดสุ ิ้นเปลือง
National Institute on deafness and other communication disorders
health development conference1 แนะนำ� การตรวจคดั กรองการไดย้ ินด้วย OAE
กอ่ นและถา้ ผลไมผ่ า่ นในหหู นง่ึ หรือสองขา้ ง จะตรวจเพิ่มเตมิ ด้วยเครือ่ ง OAE หรอื ABR
กไ็ ด้ พบว่า อัตราการสง่ ตอ่ น้อยกว่าร้อยละ 1 และมคี ่าความไว (sensitivity) ร้อยละ
92 และความจ�ำเพาะ (specificity) ร้อยละ 98 ในการวนิ ิจฉัยเดก็ ท่มี ี bilateral PCHL
ท่ี 40 เดซเิ บล
การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ดว้ ยทง้ั 2 เครอ่ื งมอื (Two technology: ABR and OAEs)
ในการโปรแกรมการตรวจชนิดนี้ ทารกแรกเกิดต้องผ่านการตรวจท้ังสอง
เครอื่ งมอื ชว่ ยคดั กรองกรณี mild hearing loss ไดจ้ าก OAE และสามารถคดั กรองภาวะ
ประสาทหเู สียไดจ้ าก ABR แตค่ อ่ นข้างท�ำได้ยาก และใชเ้ วลาในการตรวจมาก เป้าหมาย
30
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ของโปรแกรมการตรวจคดั กรองในทารกแรกเกดิ JCIH 2007 คอื 1 - 3 - 6 goal แต่
ปจั จบุ นั The US department of health and human services สนับสนุนโครงการ
healthy people 2000, 2010 ได้มีการใชค้ ำ� EDHI (early hearing detection and
intervention) program ทดแทนคำ� วา่ UNHS เพราะการตรวจคัดกรองการได้ยินเป็น
ข้ันตอนเร่ิมต้นเพ่ือจะค้นหาทารกที่มีปัญหาการได้ยิน โครงการน้ีจะส�ำเร็จได้ดี เม่ือเด็ก
ท่ีไมผ่ ่านการตรวจคดั กรองการได้ยนิ ตอ้ งมารบั การตรวจวินิจฉยั เพ่ิมเติมเพอ่ื ยนื ยัน และ
ใหก้ ารรักษาฟ้นื ฟูการไดย้ ินตอ่ ไป
ข้อที่ 3 Diagnostic audiologic evaluation
ทารกแรกเกิดทุกคนท่ีไม่ผ่านการตรวจคัดกรองการได้ยิน ควรได้รับตรวจวินิจฉัย
เพม่ิ เตมิ เพอื่ ยืนยนั การไดย้ ิน (diagnostic audiologic evaluation) ก่อนอายุ 3 เดือน
JCIH แนะนำ� วา่ ในทารกแรกเกดิ กลมุ่ เสยี่ ง ถงึ แมจ้ ะผา่ นการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ
แตอ่ าจมีปญั หาการสญู เสยี การไดย้ ินตามมาในภายหลังได้ (delayed - onset hearing
loss) โดยเฉพาะเด็กทม่ี ีประวัติ ECMO และการตดิ เชอ้ื CMV ซ่งึ เป็นสาเหตหุ ลัก ดงั นัน้
ทารกแรกเกดิ กลมุ่ เสยี่ งควรมีการตรวจวินจิ ฉัย (diagnostic audiologic evaluation)
ดว้ ยเครือ่ ง ABR อยา่ งนอ้ ย 1 ครง้ั เมอ่ื อายุ 24 ถงึ 30 หรือ 36 เดือน14-15 และควรมกี าร
ตรวจประเมนิ ดา้ นการพฒั นาการเปน็ ระยะทอ่ี ายุ 9-18, 24-30 เดือน และเม่อื มีปัญหา
การสญู เสียการได้ยินควรไดร้ บั การยืนยันการวินิจฉยั โดยโสต ศอ นาสิกแพทย์ และฟนื้ ฟู
สมรรถภาพหลงั การรักษา โดยนักเวชศาสตร์การส่ือความหมาย (แกไ้ ขการไดย้ ิน) เพอ่ื ท่ี
จะสามารถเลือกและใส่เครอื่ งชว่ ยฟังที่เหมาะสมได้ภายใน 1 เดือนหลังได้รับการวนิ ิจฉัย
หรอื อยา่ งน้อยภายในอายุ 6 เดอื น
ขอ้ ท่ี 4. Medical evaluation
ทารกแรกเกิดทุกคนท่ีได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะการสูญเสียการได้ยิน (hearing
loss or middle ear dysfunction) ควรสง่ ตอ่ ให้แพทย์เฉพาะทางหู เพือ่ ทำ� การตรวจ
เพ่มิ เตมิ ต่อไป เช่น หาสาเหตุของการสูญเสยี การได้ยนิ ความผิดปกตใิ นสว่ นอืน่ ๆ ทอี่ าจ
จะพบร่วมกนั และเพ่อื ใหก้ ารรกั ษาท่เี หมาะสม รายละเอียดจะกลา่ วในหวั ขอ้ ต่อไป
31
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ข้อท่ี 5. Early intervention
ผปู้ กครองของทารกแรกเกดิ ทม่ี ภี าวะการสญู เสยี การไดย้ นิ ทงั้ ขา้ งเดยี วและสองขา้ ง
ควรพาเดก็ มารบั การรกั ษาฟน้ื ฟดู า้ นการไดย้ นิ ใหเ้ รว็ ทส่ี ดุ และควรไดร้ บั คำ� แนะนำ� วา่ ตอ้ ง
พาเดก็ ไปตรวจเพม่ิ เตมิ ไดท้ ส่ี ถานพยาบาล ใดทมี่ กี ลมุ่ งานทด่ี แู ลและสนบั สนนุ เรอ่ื งนี้ ซง่ึ
ตอ้ งอาศยั ความรว่ มมอื กนั ในหลายกลมุ่ งาน เชน่ นกั การศกึ ษา นกั เวชศาสตรก์ ารสอ่ื ความ
หมาย (แก้ไขการไดย้ นิ ) และนักเวชศาสตรก์ ารส่ือความหมาย (แก้ไขการพูด)
ขอ้ ที่ 6 Surveillance and screening in the medical home
ควรมีการติดตามการพัฒนาการในทารกแรกเกิดทุกคนให้เป็นไปตามก�ำหนด
(developmental milestones) โดยการสงั เกตพฤติกรรม ความสามารถทางการไดย้ นิ
ผปู้ กครองควรไดร้ บั คำ� แนะนำ� ในการดแู ล และประเมนิ พฒั นาทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การไดย้ นิ ใน
เดก็ และเดก็ ทกุ คนควรไดร้ บั การประเมนิ การตรวจการไดย้ นิ ทเี่ ปน็ มาตรฐาน (objective
standard screening) ในชว่ งอายุ 9, 18, 24 และ 30 เดอื น หรอื เมอื่ ใดกต็ ามทผี่ ปู้ กครอง
มีความกังวลเกยี่ วกับการได้ยิน
ขอ้ ท่ี 7 Communication
โรงพยาบาลควรมกี ารแจง้ ผลการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ใหผ้ ปู้ กครองและทมี รกั ษา
พยาบาลทเี่ ดก็ อย่ดู ้วย เพื่อให้ผปู้ กครองคอยเฝา้ ระวัง ติดตาม ให้ความรกู้ ับผู้ปกครองใน
เรอื่ งเทคโนโลยใี หม่เกย่ี วกับการไดย้ ิน เพอื่ ทีจ่ ะรว่ มตดั สินใจและเลอื กวธิ ีการรกั ษาฟ้ืนฟู
ใหเ้ หมาะสม
ขอ้ ที่ 8. Information infrastructure
รฐั บาลควรมรี ะบบการจดั การขอ้ มลู (data management and tracking system)
เพื่อจะติดตามและปรับปรุงโปรแกรมการบริการของ EHDI รวมท้ังให้ค�ำแนะน�ำต่าง ๆ
ในการดแู ลรกั ษาตอ่ ไป
32
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
การประเมนิ ผลโครงการ (Program evaluation)
ตาม JCIH 2007 โดยมีค่าเกณฑ์มาตรฐานซ่ึงใช้เป็นตัวบ่งชี้ความส�ำเร็จหรือ
ประสิทธภิ าพของโครงการ ดงั ตอ่ ไปน1ี้ 5
1) รอ้ ยละ 95 ของทารกแรกเกดิ ได้รับการตรวจคัดกรองการไดย้ ินภายในอายุ 1 เดอื น
2) อัตราการส่งตอ่ (referral rate) น้อยกว่า รอ้ ยละ 4
3) ร้อยละ 90 ของทารกแรกเกิดท่ีไม่ผ่านการตรวจคัดกรองการได้ยิน ได้รับตรวจเพิ่ม
เตมิ เพอ่ื การวินจิ ฉยั ภายในอายุ 3 เดอื น
4) ร้อยละ 90 ของทารกที่มีการสูญเสียการได้ยินได้รับการให้การรักษาหรือฟื้นฟูการ
ได้ยนิ ภายใน 1 เดอื นหลังจากได้รบั การวินิจฉยั
33
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
เอกสารอ้างองิ สว่ นที่ 2
1. Northern JL, Downs MP. Behavioral hearing testing. In: Northern JL, Downs MP (Eds.),
Hearing in Children (5th ed.). Baltimore: Lippincott Williams & Wilkins, 2002: 159-206.
2. Thompson DC, McPhillips H, Davis RL, Lieu TA, Homer CJ et al. Universal newborn hear-
ing screening: summary of evidence. JAMA 2001;286:2000-2010.
3. American Speech-Language-Hearing Association. (2013). Expert Panel Recommendations
on Newborn Hearing Screening. Retrieved from www.asha.org
4. Joint Committee on Infant Hearing: American Academy of Audiology; American Academy
of Pediatrics; American Speech-Language-Hearing Association; Directors of Speech and
Hearing Programs in State Health and Welfare Agencies. Year 2007 position statement:
principles and guidelines for early hearing detection and intervention programs. Pediatrics
2008;120(4):898-921.
5. US Preventive Services Task Force. Universal screening for hearing loss in newborns: US
Preventive services Task Force Recommendation Statement. Pediatrics 2008;122:143-8.
6. Norton S, Gorga MP, Widen JE, Folsom RC, et al. Identification of neonatal hearing
impairment: evaluation of transient evoked otoacoustic emission, distortion product
otoacoustic emission, and auditory brain stem response test performance. Ear and
Hearing 2000;21(5)508-528.
7. Srisuparp P, Gleebbur R, Ngerncham S, Chonpracha J, Singkampong J. High-risk neonatal
hearing screening program using automated screening device performed by trained nurs-
ing personnel at Siriraj Hospital: yield and feasibility. J Med Assoc Thai 2005; 88 (Suppl
8): S176-82
8. A. Boudewyns, et al. Auditory neuropathy spectrum disorder (ANSD) in referrals from
neonatal hearing screening at a well-baby clinic. Eur J Pediatr 2016;175:993–1000.
9. Abbey L. Berg, et al. Newborn Hearing Screening in the NICU: Profile of Failed Auditory
Brainstem Response/Passed Otoacoustic Emission. Pediatrics 2005;116(4):933-938.
10. Lupoli Lda M, Garcia L, Anastasio AR, Fontana AC.Time after birth in relation to failure
rate in newborn hearing screening. Int J Pediatr Otorhinolaryngol. 2013;77(6):932-5.
34
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
11. Dimitriou A, Perisanidis C, Chalkiadakis V, Marangoudakis P, Tzagkaroulakis A, Nikolo-
poulos TP. The universal newborn hearing screening program in a public hospital: The
importance of the day of examination. Int J Pediatr Otorhinolaryngol. 2016;91:90-93.
12. Xoinis K, Weirather Y, Mavoori H, Shaha SH, Iwamoto LM. Extremely low birth weight
infants are at high risk for auditory neuropathy. Perinatol. 2007;27(11):718-23.
13. Madden C, Rutter M, Hilbert L, Greinwald JH Jr, Choo DI. Clinical and audiological features
in auditory neuropathy. Arch Otolaryngol Head Neck Surg 2002;128:1026–1030.
14. White KR. The current status of EDHI programs in the United States. Ment Retard Dev
Disabil Res Rev. 2003;9(2):79-88. Review.
15. White KR. The evolution of early hearing detection and intervention programs in the
United States. Semin Perinatol 2010;34:170-9.
35
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
3
แนวทางการตรวจคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ และทารกกลุม่ เสยี่ ง
ประเทศไทยมีความพยายามท่ีจะพัฒนามาตรฐานการตรวจคัดกรองการได้ยินใน
ทารกแรกเกดิ ใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานสากลมาเปน็ เวลาหลายสบิ ปี แตเ่ นอื่ งจากขาดความ
พร้อมในดา้ นบุคลากรทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการตรวจวินจิ ฉัยความผิดปกติทางการได้ยนิ ท�ำให้
การด�ำเนินงานไม่คืบหน้า ทางคณะทำ� งานจัดท�ำแนวทางการคัดกรองการไดย้ ินในทารก
แรกเกดิ ของประเทศไทยจงึ ไดน้ ำ� เสนอแนวทางการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ เพอื่ ใหห้ นว่ ย
งานสามารถวางแผนพัฒนาการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด ท่ีแต่ละหน่วย
งานสามารถนำ� ไปใช้ได้ โดยแนะน�ำให้เร่ิมที่การตรวจคดั กรองการไดย้ ินในทารกแรกเกดิ
กลุ่มเส่ียงก่อน และเมื่อสามารถพัฒนาระบบคัดกรองและส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แลว้ จึงเริ่มการคัดกรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ แบบครอบคลุม ดังแสดงในแผนภมู ทิ ่ี
1 (ปกหน้า) และแผนภูมิที่ 2 (ปกหลงั ) ตามล�ำดับ
37
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
4
เครื่องมือสำ� หรับการตรวจคัดกรอง
เคร่ืองมือท่ีเป็นท่ียอมรับในการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด แบ่งออก
เปน็ 2 เทคนคิ ได้แก:่
1. Otoacoustic emissions
2. Automated auditory brainstem response
Otoacoustic emissions (OAEs)
เปน็ เสยี งทพ่ี บในชอ่ งหซู งึ่ เกดิ ขน้ึ จากการทำ� งานของหชู นั้ ในทที่ ำ� หนา้ ทไี่ ดป้ กติ โดย
เสียงน้ีจะเบามาก ถา้ วัดในหน่วยของความดังมีความดังแตกต่างกันไดต้ ั้งแต่ -10dB SPL
ถึง + 30 dB SPL1 โดยเสยี งน้ีอาจเกดิ ขึ้น ไดเ้ องตามธรรมชาติ แต่ส่วนมากจะเกดิ ภาย
หลงั จากทม่ี เี สียงมากระตนุ้ ท�ำใหเ้ กดิ การเคล่อื นไหวของ outer hair cell ของหชู ัน้ ใน
เกิดเป็นพลังงานเสยี งกลบั มายงั หชู ้นั กลางและสง่ ผ่านออกไปยังหชู น้ั นอกตอ่ ไป
เคร่ืองมือตรวจ otoacoustic emissions นิยมน�ำมาใช้ในการตรวจคัดกรอง
การได้ยินในทารก ซ่ึงผลตรวจที่ได้สามารถให้ข้อมูลแยกเป็นความถ่ี สามารถบอก
ผลการตรวจแยกหูได้ นอกจากน้ีผลการตรวจท่ีได้ยังมีค่าความไว ร้อยละ 1002 และ
ความจ�ำเพาะสูง ร้อยละ 913 ในการค้นหาทารกที่มีปัญหาการสูญเสียการได้ยิน
ส�ำหรับประเทศไทยพบว่า การตรวจดว้ ย OAEs มคี ่าความไวสูงถึงรอ้ ยละ 96 และความ
39
คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
จำ� เพาะรอ้ ยละ 98 โดยคา่ ของความไวและความจำ� เพาะนนั้ ขนึ้ อยกู่ บั หลายปจั จยั ดว้ ยกนั
เช่น ระดับเสยี งส่งิ แวดล้อมในขณะทต่ี รวจ อายุท่ที �ำการตรวจ การใสห่ ัวตรวจ (probe)
สภาวะของทารกในขณะท่ีตรวจ และท่ีส�ำคญั คอื มไี ขหมุ้ ทารก (vernix) /ข้ีหู ในช่องหู
หรือมีน้�ำในหชู ั้นกลาง5,6,7
เคร่ืองวัด OAEs เป็นเครื่องมือที่มีความสะดวกในการใช้งาน ไม่ต้องอาศัยความ
รว่ มมอื ในการตอบสนองในการตรวจ (objective test) ใชเ้ วลาในการตรวจทารกแต่ละ
รายไม่นาน สามารถตรวจแยกหู ไม่จ�ำเปน็ ต้องตดิ ขว้ั ไฟฟ้า ไมท่ ำ� ใหท้ ารกเกดิ ความเจบ็
ปวด และสามารถตรวจไดใ้ นขณะหลับตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องให้กนิ ยานอนหลบั ซึ่ง
การตรวจสามารถท�ำการตรวจได้ในห้องเงียบตามหอผู้ป่วย หรือตู้อบเด็ก และสามารถ
ตรวจซ�้ำได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ใช้ตรวจได้ท้ังทารกเกิดครบก�ำหนดและทารกเกิด
ก่อนกำ� หนด ต้งั แต่ 34 สปั ดาห์ สำ� หรบั เครื่องตรวจคัดกรองชนดิ พกพา เครื่องสามารถ
แปลผลไดโ้ ดยอัตโนมตั ิ การดูแลรักษา ท�ำไดง้ า่ ย และสามารถฝกึ คนมาทำ� การตรวจคดั
กรองได้งา่ ย จึงเป็นอปุ กรณท์ ี่เหมาะสม และนิยมนำ� มาใช้ใน โครงการตรวจคัดกรองการ
ไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ อย่างแพร่หลายท่ัวโลก
การตรวจพบว่ามีการตอบสนองของเซลล์ขน (present OAEs) สามารถบ่งบอก
ถึงหลาย ๆ สิ่งท่ีเกี่ยวข้องกับระบบการได้ยิน เช่น กลไกการน�ำเสียง (Conductive
mechanism) ของหูทำ� งานไดป้ กติ มกี ารสะทอ้ นกลับของเสยี งจากหชู น้ั ในสู่หูชนั้ กลาง
และออกสู่หูชั้นนอกได้ น่ันคือ ไม่มีการอุดกั้นที่หูชั้นนอก เยื่อแก้วหูท�ำงานปกติ หรือ
บง่ บอกถงึ ความสมบูรณใ์ นการท�ำงานของหชู น้ั ใน (integrity of cochlear amplifier)
หรอื เซลลข์ น (outer hair cells) ว่าทำ� งานไดป้ กต1ิ 1 และในทางคลนิ ิกสว่ นใหญเ่ ชอื่ วา่
OAEs มีความไวตอ่ ความผิดปกติของ outer hair cell แตไ่ มส่ ามารถบอกถึงความผดิ
ปกตทิ ่ีเก่ียวกบั เสน้ ประสาทการได้ยนิ คทู่ ี่ 8 (cranial nerve VIII) ทางนำ� เสียงของระบบ
ประสาทการได้ยินระดับ brainstem (auditory brainstem pathway) หรือกลไก
การท�ำงานของระบบประสาทการไดย้ ิน (auditory processing function) ได้
40
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
Automated auditory brainstem response (AABR)
AABR เปน็ การตรวจคลนื่ ไฟฟ้าการไดย้ ินแบบอตั โนมตั ิ ใชต้ รวจคัดกรองการไดย้ ิน
ในทารกแรกเกิดจำ� นวนมาก ใช้เวลาตรวจนอ้ ย และเสยี ค่าใช้จา่ ยน้อย สามารถตรวจโดย
บุคลากรท่ีไม่ใช่นักเวชศาสตร์การส่ือความหมาย (แก้ไขการได้ยิน) แต่ต้องเป็นบุคลากร
ที่ผ่านการฝึกใช้เครื่องมือมาเป็นอย่างดี เครื่องมือท�ำงานอัตโนมัติ แสดงผลตรวจเป็น
pass หรือ fail (refer) ไมต่ อ้ งมีการแปลผล เกณฑก์ ารตรวจใช้ criteria ท่ีพัฒนาหรอื
ก�ำหนดข้ึนโดยโรงงานของแต่ละย่ีห้อ การตรวจด้วย AABR พบว่ามีผล referral rate
ร้อยละ 0.2-3.1 (Barsky-Firkser & Sun, 1997; Lin, Shu, Lee, Lin, & Lin, 2007;
Mason & Hermann, 1998; Stewart et al., 2000) มี sensitivity รอ้ ยละ 100 และ
Specificity รอ้ ยละ 96 (Jacobson, Jacobson and Spahr, 1990)
วิธกี ารตรวจ
สถานที่ตรวจควรเป็นห้องเงียบ ควรหลีกเลี่ยงการตรวจหน้าพัดลม หน้าเครื่อง
ระบายอากาศ หรอื สถานทที่ ม่ี ผี ้คู นพูดคยุ กัน
1) เวลาทเ่ี หมาะสมในการตรวจเดก็ คอื ตอนเดก็ หลบั หรอื นอนนงิ่ ๆ หรอื ตอนเดก็ สบาย
ตัวหลังให้ทานนมประมาณ 1 ช่ัวโมง ถา้ เป็นเด็กเล็กควรห่อตวั ให้แน่นเพอ่ื ใหเ้ ดก็ สงบ
2) การติด electrode ให้ปฏิบัติตามค�ำแนะน�ำในคู่มือของแต่ละย่ีห้อเพราะอุปกรณ์
อาจแตกต่างกัน แตโ่ ดยหลกั พนื้ ฐานท่วั ไปจะมี 3 electrode ไดแ้ ก่ noninverting /
poisitive, inverting / negative, และ common / ground
3) ในต�ำแหน่งทจี่ ะติด electrode ตอ้ งท�ำความสะอาดผิวหนงั ด้วยน�้ำยาประเภท Nu-
prep เพื่อลดความต้านทานของผวิ หนงั และทา electrode ด้วย electrode paste
หรอื electrode gel แลว้ ยดึ electrode ใหแ้ นน่ ดว้ ยเทป จากนน้ั ตรวจสอบ imped�-
ance ของ electrode ทั้งสามอนั ควรได้ค่าไมเ่ กนิ 5000 โอห์ม หรอื อาจตา่ งจากนี้
ตามขอ้ ก�ำหนดของคมู่ ือแตล่ ะย่ีหอ้ แต่ทีส่ �ำคญั impedance ของแต่ละ electrode
ไม่ควรตา่ งกันมาก
4) สอ่ งดูชอ่ งหขู ้างท่ีจะตรวจเพ่ือให้แนใ่ จว่าช่องหูเปดิ ไมม่ กี ารอุดตนั
5) เสียงทใี่ ช้กระตุน้ เปน็ เสยี ง click ความดัง 35 dBnHL ใช้ click rate 30-37/second
41
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
(ASHA, 2016) ภายในเครอ่ื งจะมี artifact rejection system เม่ือเดก็ ไมน่ ่ิงท�ำให้
เกดิ muscle tension ค่า myogenic activity สงู เครอื่ งจะไมน่ ำ� ข้อมลู ไป average
ท�ำให้ screening time เพมิ่ ข้นึ จนต้องยุติการตรวจ ผูต้ รวจอาจรอให้เดก็ น่งิ หรือ
หลบั แล้วเร่ิมตรวจใหม่ หรอื ยกเลิกการตรวจแลว้ นดั มาตรวจใหม่
6) การตรวจใช้ criteria ตาม manufacturer-specific algorithms เมื่อตรวจเสร็จจะ
แสดงผลว่า pass หรอื refer
การแปลผลการตรวจ
“PASS” แสดงวา่ หตู อบสนองต่อเสียง click 35 dBnHL เสียง click เปน็ broad-�
band stimulus ในชว่ งความถ่สี งู 2000-4000 Hz ซึ่งเปน็ ช่วงความถี่ส�ำคญั ของเสยี ง
สำ� หรบั พฒั นาการทางภาษา
“REFER” แสดงว่า หไู ม่ตอบสนองตอ่ เสยี ง click 35 dBnHL ซ่งึ อาจเกดิ จาก
1) มี significant hearing loss
2) มี electrical noise มากเกินไปจนบดบังการตอบสนอง
3) เด็กไม่น่ิง หรือดดู ปากในระหวา่ งการตรวจ
4) มี electrical interference จากหลอดไฟฟ้าชนดิ fluorescent lighting
ในกรณไี ด้ผลตรวจเป็น refer ผูต้ รวจควรแกไ้ ข test condition ตา่ ง ๆ ที่กล่าวมา
ใหด้ ขี ้ึน แลว้ ลองตรวจซำ้� อีกคร้งั ก่อนสง่ ต่อหรือนดั ตรวจซ�ำ้ คร้ังต่อไป
Conventional auditory brainstem response (ABR)
การตรวจ ABR แสดงผลตรวจเปน็ ล�ำดับของ wave 5 wave โดยก�ำหนดแต่ละ
wave ด้วยเลขโรมัน I, II, III, IV และ V Wave V เปน็ wave ที่ใหญท่ ส่ี ดุ การตรวจ
ABR threshold ผู้ตรวจจะติดตาม wave V โดยลดความดังของเสียงกระตุ้นลง
เรอื่ ย ๆ จะเหน็ wave V มี latency มากขน้ึ และ amplitude ลดลง จนถงึ ระดบั ความ
ดังนอ้ ยทส่ี ุดทเ่ี ห็น wave V ถือว่าระดับความดังน้ันใกล้เคียงกบั hearing threshold
การตรวจจะใช้เสยี งกระต้นุ เป็น click หรือ tone burst ถา้ ใชเ้ สยี ง click จะไม่ specific
frequency เป็นเสียงในช่วงความถ่ีสูง เน้นที่ 2000-4000 Hz ส่วนเสียงชนิด tone
42
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
burst เป็น specific frequency สามารถเลอื กตรวจท่ีความถี่ 500, 1000, 2000 และ
4000 Hz ได้ การตรวจ ABR แสดงผลเป็นกราฟของ wave ตอ้ งใช้การแปลผล ผตู้ รวจ
ควรเป็นนกั เวชศาสตรก์ ารสอ่ื ความหมาย (แก้ไขการไดย้ นิ ) ABR มี sensitivity ร้อยละ
45-100 (Shimisu et al.,1990; Smyth, Scott, & Tudehope, 1990; Stevens et
al.,1990) และมี specificityร้อยละ 71.3-99.3 (Durieux-Smith, Picton, Bernard,
MacMuray, & Goodman, 1991; Savio, Cecilia Perez-Abalo, Gaya, Hermandez,
& Mijares, 2006)
บคุ ลากรท่ีทำ� หน้าทใ่ี นการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกิด
บุคคลากรในการตรวจคดั กรองการได้ยินนัน้ สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 กลุ่ม ได้แก่
1. นกั เวชศาสตร์การส่ือความหมาย (แกไ้ ขการได้ยนิ )
2. บคุ คลากรทางการแพทยอ์ น่ื ๆ อาจเปน็ เจา้ พนกั งานวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ พยาบาล
ผชู้ ว่ ยพยาบาล หรอื บคุ ลากรอนื่ ทตี่ อ้ งผา่ นการอบรมเรอื่ งการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ
ถึงแม้วิธีการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดจะท�ำได้ง่าย เคร่ืองมือที่ใช้
ท�ำได้ไมย่ งุ่ ยากซับซอ้ น การแปลผลทำ� ไดโ้ ดยอตั โนมัติ แตก่ ็ยงั มคี วามจำ� เป็นท่ผี ู้ตรวจจะ
ตอ้ งไดร้ บั ความรู้ ฝกึ ทกั ษะ เทคนคิ วธิ แี ละขอ้ ระวงั ตา่ ง ๆ ในการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ
โดยเฉพาะพฤติกรรมของทารก การเลือกและการใส่ Probe tip ให้เหมาะสมถูกต้อง
รวมทง้ั การจดั สถานทห่ี รอื สงิ่ แวดลอ้ มในขณะตรวจ ซงึ่ ตอ้ งอาศยั ความชำ� นาญของผตู้ รวจ
รว่ มดว้ ย เพอื่ จะลดอตั ราการ “ไมผ่ า่ น” ให้อยใู่ นเกณฑต์ ำ่� และสิ่งท่ีส�ำคญั ของการตรวจ
คัดกรองการไดย้ ิน คือ จะตอ้ งมีกระบวนการควบคุมคุณภาพ ส�ำหรบั ดแู ล ตดิ ตามเรอ่ื ง
ความถกู ต้อง และ consistent test ของผลการตรวจด้วย
43
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ตoาfรinางfทanี่ 4t.s1aGnudidyeoluinnegscfhoirldarnenAB(HRatlel,st20p0r7o)tocol for auditory screening
Parameters Selection
STrtaimnsudluucsepr arameters Insert earphone
Type Click / Tone burst
Duration 20-.10-m2 scyc(1le0s0 fomritcoronseebc.u)rfsotr click
Rarefaction
Polarity >20/sec, e.g., 27.3 or 37.7
Rate > 35 dBnHL
Intensity Unnecessary
Masking (nontest ear) Monaural
Mode
AElceqcutriosidteiosn Parameters High forehead
Ipsilateral earlobe or nape of neck
Noninverting Low forehead
Inverting
Ground (common) 30-75 Hz
Filters 1500 or 3000 Hz
High pass None
Low pass x 100,000
Notch 15 ms
Amplification -1 ms
Analysis Variable tim
Pre-stimulus time Two or more
Sweeps (# stimuli)
Run (replications)
44
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
เอกสารอา้ งอิง สว่ นที่ 4
1. Robinette MS, Glattke TJ, eds. Otoacoustic Emission-Clinical Applications. 3rd ed. New
York: Thieme medical Publishers; 2007. ISBN 3-411-58890-1 :10.
2. Ari-Even Roth DA, Hildesheimer M, Bardenstein S, Goidel D, Reichman
B , et.al. Preauricular skin tags and ear tips are associated with permanent hearing
impairment in newborns. Pediatrics.4(122;2008): e -884e890.
3. Apostolopoulos NK, Psarommatis IM, Tsakanikos MD, Dellagrammatikas HD and Douniadakin
DE. Otoacoustic emission based hearing screening of Greek NICU population. Int J Audiol.
536-528 ,)9(45 ;1990.
4. American Speech-Language-hearing Association.Expert Panel Recommendations on
Newborn hearing Screening. 2015;1-22(cited Dec 15, 2015). Available from www.asha.
org/Topics/ Expert Panel Recommendations on Newborn hearing Screening/
5. Jariengprasert C, Sriwanyong S, Kasemsuwan L, Supapannachart S. Early identification
of hearing loss in high risk newborns and young children by using otoacoustic emissions
(OAEs) : a comparison study with auditory brain stem response (ABR). Asia Pac J Speech
Lang Hear 9-1:)1(7;2002.
6. Brass D.and Kemp DT. Quantitative assessment of methods for the detection of optoa-
coustic emissions. Ear and Hearing 1994; 15:378-89.
7. Vohr BR, White KR, Maxon AB, Johnson MJ. Factors affecting the interpretation of transient
evoked optoacoustic emission result in neonatal hearing screening. Seminar in Hearing
1993; 14:57-72.
8. Abdullah A, Long CW, Saim L, Mukari SR. Sensitivity and specificity of portable transient
otoacoustic emission (TEOAEs)in Newborn hearing screening. Med J Malaysia 2005
March;60(1):21-7.
9. Meiera S, Narabayashib O, Probsta R, et al. Comparison of currently available devices
designed for newborn hearing screening using automated auditory brainstem and/or
otoacoustic emission measurements. Int J Pediatr Otorhinolaryngol. 2004;68(7):927–34.
[PubMed]
45
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
10. Erenberg A, Lemons J, Sia C, et al. Newborn and infant hearing loss: detection and in-
tervention. American Academy of Pediatrics. Task Force on Newborn and Infant Hearing,
1998-1999. Pediatrics. Pediatrics. 1999;103(2):527–30. [PubMed]
11. Stach, B. Comprehensive dictionary of audiology illustrated 2nd Ed. New York: Thomson
Delmar Learning. 2003.
46
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
5
เคร่ืองมือส�ำหรับการตรวจวนิ จิ ฉัย
Auditory steady state response
การประเมินระดับการได้ยินในเด็กทารกแรกเกดิ ทม่ี ีอายุนอ้ ยกว่า 6 เดอื น สามารถ
ใชก้ ารตรวจดว้ ยABR เปน็ วธิ ที นี่ ยิ มใชก้ นั อยา่ งกวา้ งขวาง แตว่ ธิ นี มี้ ขี อ้ เสยี คอื การตรวจท่ี
เรว็ และความถที่ ก่ี วา้ งในหลกั การของเสยี งทเี่ กดิ ขน้ึ ในชว่ งเวลาสนั้ ๆ (click) สง่ ผลใหเ้ กดิ
การกระตนุ้ ในพื้นท่บี รเิ วณกวา้ งของ basilar membrane ในหูชัน้ ใน ท�ำใหไ้ มส่ ามารถ
ระบุแต่ละความถ่ีได้ยกเว้นการตรวจด้วย tone burst ซ่ึงตรวจด้วยความถ่ีที่แคบและ
สามารถระบุ specific frequency ได้ตั้งแต่ 500-4000 Hz และแต่ไม่สามารถแยก
ระดบั ความรนุ แรงของการสญู เสยี การไดย้ นิ ระดบั รนุ แรงมากและหหู นวก (severe and
profound hearing loss) ออกจากกันได้ ซ่ึงความรุนแรงท้ังสองระดับน้ีให้การรักษา
ฟืน้ ฟูที่แตกตา่ งกัน
การตรวจด้วยวิธีอ่ืน ๆ ที่มากกว่าการใช้เสียง click คือ การตรวจวินิจฉัยด้วย
auditory steady state response (ASSR) เปน็ การตรวจวัดระดบั การได้ยนิ ทีเ่ บาทส่ี ดุ
ที่ความถี่ต่าง ๆ โดยวัดจากสัญญาณท่ีเกิดข้ึนขณะได้ยินเสียงในรูปของสัญญาณไฟฟ้า
กระแสประสาทท่เี กิดจากการตอบสนองของกา้ นสมองต่อเสียงกระต้นุ ในอตั ราความเร็ว
ตอ่ เสยี งกระตนุ้ ทต่ี อ่ เนอื่ ง (continuous tone frequency modulated tone evoked
47
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
potential) สามารถบอกระดบั การไดย้ ินในแตล่ ะความถี่ทีต่ รวจโดยอตั โนมัติ
ในปี คศ.19811มกี ารพฒั นาเครอ่ื งมอื ASSR มาตรวจวนิ จิ ฉยั ผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามบกพรอ่ ง
ทางการได้ยิน โดยเสยี งทใ่ี ชก้ ระตนุ้ คอื เสยี งบริสุทธิ์ (pure tone) ท่ีถกู ปรับแตง่ ตาม
ความเหมาะสมมชี อ่ื ในขณะนน้ั วา่ 40-Hz ASSR เพอ่ื ใชก้ ระตนุ้ การทำ� งานระบบประสาท
การได้ยินในสมองให้ผลการตรวจการตอบสนองที่ชัดเจน แต่ได้ผลท่ีไม่แน่นอน คือ ผล
การตรวจอาจจะมีการเปล่ียนแปลงเม่ือตรวจในขณะที่ผู้ป่วยหลับ2 หรือเด็กทารกท่ีต้อง
ให้ยานอนหลับ3,4 ทำ� ให้การน�ำ ASSR มาใช้ในทางคลนิ ิกไม่ได้รับความนยิ ม
ต่อมาในปี คศ.1995 ไดม้ กี ารปรับเทคนิคการกระตุ้นใหม่ โดยมีการปรับแต่งเสียง
กระตนุ้ ทมี่ ากขนึ้ (70-110 Hz ASSR) ทำ� ใหก้ ระตนุ้ เสน้ ประสาทในสว่ นของกา้ นสมองเปน็
หลัก เม่ือตรวจขณะท่ีผู้ป่วยหลับหรือเด็กทารกท่ีต้องให้ยานอนหลับยังให้ผลการตรวจ
ที่แน่นอนและเชื่อถือได้4,5 หลังจากน้ันการตรวจวินิจฉัยด้วย ASSR โดยยึดเทคนิคการ
ปล่อยเสียงกระตุ้นแบบใหม่น้ีจึงเร่ิมได้รับความนิยมมากข้ึน และเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญใน
ปัจจบุ นั ทช่ี ว่ ยตรวจวินิจฉัยผปู้ ว่ ยทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางการไดย้ นิ โดยเฉพาะในเด็กทารก
แรกเกิด ตรวจได้พร้อมกัน 2 หู ทำ� ใหต้ รวจได้รวดเร็วขนึ้ ตรวจได้ทีละหลายความถี่ บอก
ระดบั การสญู เสียการได้ยนิ เช่น น้อย (mild) ปานกลาง (moderate) รุนแรง (severe)
หรือหหู นวก (profound) ได้ ผลตรวจจากเคร่อื ง ASSR แสดงในรปู แบบของกราฟแสดง
ระดบั การไดย้ ิน (audiogram) สามารถใชเ้ ทียบเคียงกับผลการตรวจการไดย้ นิ ด้วยเสยี ง
บริสุทธ์ิ (pure tone audiogram) ได้ ประเมินเปน็ ผลการตรวจการได้ยนิ ได้ (objective
audiometry)4,6,7,8 (รปู ท่ี 5.1)
การตรวจดว้ ย ASSR เปน็ การตรวจการทำ� งานของกา้ นสมองดว้ ยเทคนคิ การปลอ่ ย
เสียงซ้ำ� ๆ ทม่ี ีอตั ราความเรว็ คงทแ่ี ละสม�่ำเสมอ โดยเสียงทใี่ ช้ในการกระตุ้นแตล่ ะครงั้ จะ
เป็นเสียงบริสุทธิ์ (pure tone) ในความถชี่ ว่ ง 500-4000 Hz ท่ีอาจจะมีการปรบั แต่ง
ความถ่เี พ่ิมเข้าไป (frequency modulation, FM) หรอื ปรับแต่งความสูงของคลื่นเสียง
(amplitude modulation, AM) ซึ่งเสียงกระตุ้นเหล่าน้ีจะดังค่อนข้างยาวนาน เมื่อ
เทยี บกับ ABR ซ่ึงใช้เสยี งกระตุ้นทด่ี งั ในระยะเวลาสน้ั ๆ (click และ toneburst) เสียงที่
ใชก้ ระตุ้นของ ASSR เป็นเสยี งที่ดังยาวกว่า ABR สง่ ผลใหก้ ารจะปลอ่ ยเสียงท่มี ีพลงั งาน
และความดังของเสียงกระตุน้ ท�ำไดง้ า่ ยและมากกว่า ABR
48
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
โดยท่วั ไปเสยี งกระต้นุ ท่ดี ังสุดของ ASSR ประมาณ 120 dB HL แต่ความดงั สงู สุด
ของเสยี งกระตนุ้ ในเครอ่ื ง ABR ไมเ่ กนิ 80-90 dB nHL9 ดงั นนั้ การตรวจ ASSR จงึ สามารถ
แยกผ้ปู ว่ ยท่ีมกี ารสญู เสียการไดย้ นิ ในระดบั รุนแรง (severe degree หรือประมาณ 70
dB HL) และระดบั หหู นวก (profound hearing loss) ออกจากกนั ไดเ้ พราะใหก้ ารรกั ษา
ฟื้นฟูท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงเป็นข้อจ�ำกัดอย่างหน่ึงของเสียงกระตุ้นใน ABR ท่ีดังไม่พอที่จะ
กระตุ้นในผปู้ ่วยทีม่ คี วามรนุ แรงของการสญู เสยี การไดย้ นิ ระดับน1้ี 0
ASSR เป็นการตรวจที่ใชเ้ ทคโนโลยที ที่ นั สมยั มีการแปลผลการตรวจโดยโปรแกรม
วเิ คราะหท์ างสถติ อิ ตั โนมตั ิ (phase coherence หรอื F-test)11 ซง่ึ จะใหผ้ ลออกมาเปน็ คา่
ความนา่ เชอ่ื ถอื ตามหลกั สถติ วิ า่ ผลการตรวจการไดย้ นิ นน้ั มคี วามเปน็ ไปไดม้ ากนอ้ ยเพยี ง
ใด ผตู้ รวจสามารถแปลผลการตรวจไดท้ นั ที วา่ มหี รอื ไมม่ กี ารตอบสนองเมอื่ มกี ารใชเ้ สยี ง
กระตนุ้ ทคี่ วามถตี่ า่ ง ๆ ซง่ึ จะคลา้ ยคลงึ กบั การรายงานผลผา่ น audiogram (behavioral
pure tone audiogram) ท�ำให้ง่ายตอ่ การแปลผล
ASSR Audiogram - Left ASSR Audiogram - Right
-10 -10
0 dBHLcg 0 dBHLcg
10 10
20 20
30 30
40 40
50 50
60 60
70 70
80 80
90 90
100 100
110 110
120 120
500 1K 2K 4K 8K Hz 130 500 1K 2K 4K 8K Hz 130
รปู ที่ 5.1 ผลการตรวจ ASSR estimated a udiogram
49
คำ� แนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ถา้ เปรยี บเทยี บกบั การตรวจดว้ ย ABR การอา่ นและรายงานผลตอ้ งใชค้ วามชำ� นาญ
และประสบการณ์ของผู้ตรวจนอกจากน้ีเสียงกระตุ้นของ ASSR ยังสามารถปล่อยเสียง
หลายความถี่พร้อม ๆ กนั (500-4000 Hz) ผ่านหูท้ังสองขา้ ง แทนทจ่ี ะปลอ่ ยเพียงแค่
ความถี่เดียวผ่านหูข้างใดข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงกระตุ้นความถ่ี
ตา่ ง ๆ ทป่ี ลอ่ ยพรอ้ มกนั มกี ารรบกวนกนั เองเสยี งทใ่ี ชก้ ระตนุ้ ควรจะเปน็ เสยี งบรสิ ทุ ธ์ิ (0.5,
1, 2, 4kHz) ทถ่ี กู ปรบั แตง่ ดว้ ย AM ในอตั ราทค่ี งทใี่ นชว่ ง 70-110 ครงั้ ตอ่ วนิ าที (70-110
Hz) เทา่ นน้ั และควรจะมคี วามดังของเสียงกระต้นุ ท่ไี ม่เกนิ 60 dB SPL12
เนอื่ งจากการตรวจ ASSR เปน็ การตรวจการไดย้ นิ ระดบั กา้ นสมองเชน่ เดยี วกบั ABR
โดยวดั electrical response โดยไม่ต้องอาศัยความร่วมมอื ของผูป้ ว่ ย (physiological
response) ระดับการได้ยินท่ีวัดได้จะมีความแตกต่างจากการตรวจวินิจฉัยผ่านเครื่อง
ตรวจการได้ยิน (audiometry) ซ่ึงต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วย (behavioral
response) ซ่ึงโดยส่วนใหญ่ระดับการได้ยินจาก physiological response จะมีค่า
มากกวา่ behavioral response
มหี ลายรายงานทศ่ี กึ ษาเรอ่ื งความถกู ตอ้ งของระดบั การไดย้ นิ จากเครอื่ งตรวจ ASSR
ในผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 6 ปี มีความแตกต่างประมาณ 5-15 เดซิเบล ระหว่าง
behavioral hearing threshold (BHTs) และ ASSR thresholds4,13 ความแตกตา่ งกัน
ขน้ึ กบั ปัจจัยหลายอยา่ ง เชน่ เคร่อื งมอื ที่ใช้ ความถ่ใี นการตรวจ อายุผทู้ ีไ่ ดร้ บั การตรวจ
การนอนหลบั และพารามิเตอร์ตา่ ง ๆ
ดังน้ันจึงมีความจ�ำเป็นท่ีจะต้องแปลงและคาดคะเนระดับความได้ยินจาก ASSR
threshold (physiological response) เป็น estimated hearing level, eHL (beha-
vioral response)14 ท้ังนี้เนอ่ื งมาจากการบอกระดับความรนุ แรงภาวะสูญเสียการไดย้ นิ
รวมทงั้ การปรับระดับเพิ่มความดังในเครือ่ งชว่ ยฟังต่าง ๆ จะยดึ เกณฑจ์ าก behavioral
response ทั้งหมด การแปลงค่าเหล่านี้จึงมีความส�ำคัญอย่างย่ิงเพื่อจะแสดงถึงระดับ
ความรุนแรงของการสญู เสยี การไดย้ นิ อย่างถกู ต้อง ซงึ่ จะสง่ ผลต่อการวางแผนการรกั ษา
ตอ่ ไป
สำ� หรบั การรายงานผล ASSR นนั้ แมว้ า่ สว่ นใหญเ่ ครอ่ื งมอื จะใชค้ วามดงั กระตนุ้ เปน็
หน่วย dB SPL (sound pressure level) หรอื dB nHL (normal hearing level) การ
50