คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
รายงานผลของเคร่ืองสามารถจะรายงานเป็นหน่วย dB HL (ส�ำหรับ ABR การรายงาน
ผลการตรวจจะเป็น dB nHL) ใน ASSR คา่ ปกตสิ ูงสุดของหนว่ ย dB HL (physiolo-
gical response) ทถ่ี อื วา่ การไดย้ นิ ปกตแิ ละคา่ แปลงหนว่ ย (correction factors) เพอ่ื หา
ระดบั ความรนุ แรงของการสญู เสยี การไดย้ นิ เปน็ หนว่ ย dB eHL (behavioral response)
แสดงดงั ตารางท่ี 5.1 อยา่ งไรกต็ าม การใชต้ วั เลขในการแปลงคา่ เหลา่ น้ี (HL – correction
factors = eHL) จำ� เปน็ ต้องมีการศกึ ษาและวจิ ยั เพ่ิมเติมเพ่อื หาคา่ ทแี่ นน่ อนมากท่สี ดุ 11
ดังน้นั การใชค้ ่า correction factors เพือ่ แปลผลการตรวจใน ASSR ควรจะใชด้ ้วย
ความระมดั ระวงั (ในเครื่อง ASSR บางร่นุ สามารถท่ีจะท�ำการแปลงค่าด้วย correction
factors ซ่งึ ถูกเกบ็ เปน็ หนว่ ยความจ�ำอยู่ในเครอื่ งและสามารถแสดงหนว่ ยเป็น dB eHL
ออกมาไดอ้ ตั โนมตั )ิ ในตารางท่ี 5.1 จะไมม่ คี า่ correction factors ของการนำ� เสยี งชนดิ
bone conduction เนอื่ งจากการทำ� การตรวจ ASSR ผา่ นทาง bone conduction ยงั มี
ปญั หาเรอ่ื งของคลน่ื รบกวน (electromechanical artifact) ทำ� ใหก้ ารแปลผลผดิ พลาด
ได้ง่าย15 และไม่มีหลักฐานทางวิจัยชัดเจนในการใช้ bone conduction เพื่อหาระดับ
การสูญเสยี การไดย้ นิ ทำ� ให้ในปจั จุบันไม่นยิ มใช้ bone conduction ใน ASSR เพ่อื เปน็
มาตรฐานในการตรวจเหมอื น ABR และไมม่ คี ่า correction factors เพ่อื ใช้แปลงหน่วย
ของ bone conduction จาก dB HL เปน็ dB eHL
ตารางที่ 5.1 ค่าปกติสูงสุดของหน่วย dB HL (physiological response) จากการ
รายงานผลของเคร่ือง ASSR ที่ถือว่าการได้ยินปกติและค่าแปลงหน่วย (correction
factors) เพื่อหาระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินเป็นหน่วย dB eHL
(behavioral response)11
Air conduction (AC) 500 Hz 1000 Hz 2000 Hz 4000 Hz
Maximum levels for normal 40-50 40-45 40 40
thresholds (in dB HL)
Correction factors 10-20 10-15 10-15 5-15
51
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ASSR เปน็ เครอ่ื งมอื ใหมแ่ ละมกี ารใชเ้ ทคนคิ การตรวจรวมทงั้ การอา่ นผลโดยวธิ กี าร
ทีท่ ันสมัย งา่ ยตอ่ การแปลผล แต่ในปัจจุบนั ASSR ยังไม่สามารถจะทดแทน ABR เพอ่ื
ใช้ในการวินิจฉัยภาวะสูญเสียการได้ยิน เนื่องจากไม่ใช่การตอบสนองต่อการได้ยินจริง
เป็นแค่การท�ำนายระดับการได้ยินจากการวัดการตอบสนองของคลื่นสมองต่อเสียงที่ใช้
กระตนุ้ มกี ารศกึ ษาพบวา่ ความแมน่ ยำ� ในการคาดคะเนระดบั สญู เสยี การไดย้ นิ ของ ASSR
น้อยลงหากตรวจในผู้ป่วยที่มีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า 6016 เพราะ ASSR จะให้
ผลการตรวจที่คาดเคล่ือนได้ในกลุ่มคนที่มีการได้ยินปกติหรือผู้ป่วยมีระดับการสูญเสีย
การไดย้ ินไม่มาก นอกจากนี้การตรวจ ASSR ถกู รบกวนได้ง่ายจากปัจจยั ภายนอก เชน่
คลน่ื รบกวนจากการหดตวั ของกลา้ มเนอื้ ในรา่ งกายผปู้ ว่ ย คลนื่ รบกวนทมี่ แี หลง่ กำ� เนดิ มา
จากกลา้ มเนอ้ื จะอยใู่ นชว่ งความถ่ี (20 – 50Hz)17 ซงึ่ ใกลเ้ คยี งกบั คลน่ื หรอื พลงั งานทวี่ ดั ได้
จากการกระตนุ้ ผา่ น ASSR (30-300Hz) ทำ� ใหก้ ารแปลผลผดิ พลาดไดถ้ า้ ผปู้ ว่ ยไมไ่ ดอ้ ยนู่ ง่ิ
ขณะทำ� การตรวจ ผลการตรวจอาจถกู รบกวนโดยartifact ถา้ ตอ้ งใชร้ ะดบั เสยี งดงั มากหรอื
ผ่านกระดูกนำ� เสยี ง และผลการตอบสนองจะมีขนาดเล็กกวา่ ABR amplitude ถ้าใหไ้ ด้
ผลดมี คี ณุ ภาพตอ้ งเงยี บมาก และสามารถควบคมุ ปจั จยั เสยี งรบกวนตา่ ง ๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
อยา่ งไรกต็ าม แมก้ ารศกึ ษาวจิ ยั ของ ASSR ยงั มนี อ้ ยเมอื่ เทยี บกบั ABR การนำ� ASSR
มาใช้ช่วยเสรมิ ในการตรวจ ABR โดยรขู้ ้อจำ� กดั และขอ้ ดีของ ASSR แลว้ (ตารางที่ 5.2)
การตรวจด้วยเคร่ืองมือชนิดนี้สามารถให้ข้อมูลท่ีส�ำคัญและช่วยการวินิจฉัยและฟื้นฟูใน
ผู้ป่วยที่มีภาวะสญู เสยี การไดย้ ินไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
ข้อบ่งช้ีในการตรวจ ASSR เหมือน ABR19 คอื
1. ตรวจคัดกรองการไดย้ นิ ในเดก็ ทารกแรกเกิด
2. ตรวจหาระดบั การได้ยินในความถี่ต่าง ๆ
3. ผปู้ ่วยทีไ่ ม่รูส้ ึกตวั ไม่ตอบสนอง หรอื หมดสติ
4. การตรวจหาระดับการได้ยินในทางกฎหมาย เช่น การเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัท
ประกัน
5. เส้นประสาทหูเสือ่ มจากยา
52
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
ตารางท่ี 5.2 การเปรียบเทยี บระหวา่ ง ABR และ ASSR
Aspects ABR ASSR
Similarity 1. Bioelectric activity from electrode in similar recording arrays
2. Auditory evoked potential 500,1000, 2000, 4000 Hz
Distinction 3. Can be used to estimate threshold for patients who cannot participate
Stimulus
in traditional behavioral measure
Degree of
hearing loss 1. Brief sound 1. Amplitude and phase in fre-
quency specific
Test
Diagnosis of 2. Repeated sound stimuli at low 2. High repetition rate
retro-cochlear repetition rate
lesions
Diagnosis of 3. Mild- moderate- severe hearing 3. differentiate severe to pro-
auditory loss9 found hearing loss 70 dB
neuropathy versus 90 dB fitting hearing
Patient state aids or CI 18
Correction
factors 4. Subjective test 4. Objective test
Available
research 5. Able to assess retrocochlear pathol- 5. Unable to show abnormal
ogy waveforms
6. Able to identify Cochlear micro- 6. Cannot evaluate Cochlear
phonic microphonic
7. Relatively less interference from 7. Require a very quiet state of
movement artifact patient9
8. Well-established data 8. Preliminary data11
9. A large number of papers available 9. Not well-established as
much as ABR
53
คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
วธิ กี ารตรวจ
สถานทตี่ รวจเปน็ สถานทเ่ี ดยี วกบั การตรวจ ABR โดยควรเปน็ หอ้ งที่เงียบ ไม่มคี ลื่น
รบกวนจากกระแสหลอดไฟหรือกระแสไฟฟ้ามากเกินไป หลีกเลี่ยงบริเวณท่ีมีคลื่นวิทยุ
คลนื่ โทรศัพท์
ทำ� ไดโ้ ดยการตดิ สอื่ นำ� สญั ญาณ (electrode) เพอื่ วดั คลนื่ ไฟฟา้ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในประสาท
หชู นั้ ใน เมอื่ ปลอ่ ยเสยี งเขา้ ไปตรวจในหู เดก็ ตอ้ งหลบั สนทิ โดยเฉพาะเดก็ อายนุ อ้ ยกวา่ 6
เดอื น อาจให้เดก็ หลบั เองตามธรรมชาติหรือถา้ เดก็ ไม่หลบั ตอ้ งใหย้ านอนหลบั เพราะใช้
เวลาในการตรวจประมาณ 60-90 นาที ผลมีความแม่นยำ� มากกวา่ รอ้ ยละ 80-9019 ผล
การตรวจทไี่ ดจ้ ากความสมบรู ณข์ องการทำ� งานของสมอง ทไี่ ดจ้ ากการฟงั เสยี งในความถ่ี
และระดบั ความเขม้ เสยี งตา่ ง ๆ กัน
1. ขัน้ ตอนการตรวจเหมือนการตรวจการไดย้ ินระดบั กา้ นสมอง (ABR)
2. การตดิ สอ่ื น�ำสัญญาณ (electrode) ใช้หลกั การเดียวกบั ABR คือ active electrode
ติดกลางศีรษะ vertex และreference electrode ติดบริเวณต่ิงหูหรือกระดูก
มาสตอยด์ ground electrode ตดิ บรเิ วณหน้าผาก (low forehead) แกม้ หรอื ไหล่
3. เตรยี มผวิ หนงั บรเิ วณทจ่ี ะตดิ ตวั วดั กระแสโดยการขดั ผวิ หนงั ดว้ ยแอลกอฮอลห์ รอื เจล
พิเศษและป้ายครีมตัวน�ำกระแสระหวา่ งตวั วัดและผิวหนงั
4. เคร่ืองแปลงความถี่ (transducer) โดย insert earphone หรือ headphone
5. ตรวจวัดความต้านทานของระบบผ่านตัววัดกระแส (electrode) บริเวณที่ติดกับ
ผิวหนงั โดยตำ� แหนง่ ทีต่ ิดทกุ ที่ ความต้านทานจะต้องนอ้ ยกวา่ 5,000 โอห์ม
6. เมื่อผู้ป่วยนิ่งและเงียบ จึงเริ่มเลือกความดังพร้อมทั้งความถี่ของเสียงกระตุ้นและหู
ข้างท่ีจะตรวจ ความดงั อาจจะเป็นหนว่ ย dB nHL, dB SPL แล้วแต่ย่หี อ้ และรุ่นของ
เครื่อง
7. ผลการตรวจจะเป็นการมีหรือไม่มีสัญญาณการตอบสนอง ระดับการได้ยินจะเป็น
ระดับต�่ำสุดที่ได้ยินในแต่ละความถี่ที่มีการตอบสนอง (behavioral pure tone
audiogram) หรือ physiological response audiogram
8. เครอ่ื ง ASSR บางรนุ่ มีหนว่ ยความจ�ำสำ� หรบั คา่ correction factors และสามารถ
รายงานผลออกมาเป็นหนว่ ย dB eHL พร้อมทั้งแสดงกราฟออกมาเปน็ audiogram
54
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
(หากเคร่ืองตรวจยังไม่มีการแปลงค่าระดับการได้ยินเป็นหน่วย dB eHL ให้น�ำค่า
correction factors จากตารางที่ 5.1 มาค�ำนวณหาระดับการได้ยิน) ค่าพารามเิ ตอร์
ต่าง ๆ ท่สี �ำคญั ในการตง้ั ค่าเคร่อื งในการตรวจ9 แสดงดงั ตารางท่ี 5.3
ตารางท่ี 5.3 คา่ พารามเิ ตอร์ตา่ ง ๆ ทีใ่ ชใ้ นการตงั้ คา่ เคร่อื งตรวจ ASSR9
Parameter Suggestion
Transducer Insert earphone
Modulation depth Amplitude 100%, Frequency 20%
Modulation rate 82-106 Hz
High pass filters 1Hz or 10 Hz
Low pass filters 300 Hz or 500 Hz
Slope 6dB/octave
Notch filters none
Amplification ×10000
Analysis algorithm Phase coherence or F-test
ข้อเสยี ของ ASSR
- ผลการตรวจอาจถูกรบกวนโดย artifact ถ้าต้องใช้เสียงดังมากหรือผ่านกระดูก
นำ� เสียง
- ผลการตอบสนองจะมีขนาดเล็กกว่า ABR amplitude ถ้าให้ได้ผลดีมีคุณภาพ
ตอ้ งเงียบ และสามารถควบคมุ ปจั จัยเสียงรบกวนตา่ งได้เป็นอย่างดี
55
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
เอกสารอ้างอิง ส่วนท่ี 5
1. Galambos R, Makeig S, Talmachoff PJ. A 40-Hz auditory potential recorded from the
human scalp. Proc Natl Acad Sci U S A. 1981;78(4):2643-7.
2. Cohen LT, Rickards FW, Clark GM. A comparison of steady state evoked potentials to
modulated tones in awake and sleeping humans. J Acoust Soc Am. 1991;90(5):2467-79.
3. Stapells DR, Galambos R, Costello JA, Makeig S. Inconsistency of auditory middle latency
and steady-state responses in infants. Electroencephalogr Clin Neurophysiol. 1988;71(4):
289-95.
4. Luts H, Desloovere C, Kumar A, Vandemeersch E, Wouters J. Objective assessment
of frequency-specific hearing thresholds in babies. Int J of Pediatr Otorhonolaryngol
2004;68:915-26.
5. Lins OG, Picton TW. Auditory steady-state responses to multiple simultaneous stimuli.
Electroencephalogr Clin Neurophysiol. 1995;96(5):420-32.
6. Lin YH, Ho HC, Wu HP. Comparison of auditory steady-state responses and auditory
brainstem responses in audiometric assessment of adults with sensorineural hearing
loss. Auris Nasus Larynx 2009;36:140-5
7. Lutsa H, Desloovereb C, Kumarc A, Vandermeerschc E, Woutersa J. Objective assess-
ment of frequency-specific hearing thresholds in babies. Int J of Pediatr Otorhinolaryngol
2004;68:915-26.
8. Ivo Rodrigues GR, Lewis DR. Threshold prediction in children with sensorioneural hear-
ing loss using the auditory steady-state responses and tone-evoked auditory brain stem
response. Int J of Pediatr Otorhinolaryngol 2010;74:540–6.
9. Hall III JW. New handbook of auditory evoked responses. Boston: Pearson; 2007. p. 258-
312.
10. Brookhouser PE, Gorga MP, Kelly WJ. Auditory brainstem response results as predictors
of behavioral auditory thresholds in severe and profound hearing impairment. Laryngo-
scope. 1990;100(8):803-10.
56
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
11. Small SA, Stapells DR. Threshold assessment in infants using frequency-specific audi-
tory brain stem response and auditory-steady-state response. In Tharpe AM, Seewald
R, editors. Comprehensive handbook of pediatric audiology. 2nd ed. San Diego: Plural;
2017. p. 505-49.
12. John MS, Lins OG, Boucher BL, Picton TW. Multiple auditory steady-state responses
(MASTER): Stimulus and recording parameters. Audiology. 1998;37(2):59-82.
13. Comparison of pure tone audiometry and auditory steady-state responses in subjects
with normal hearing and hearing loss. Ozdek A, Karacay M, Saylam G, Tatar E, Aygener
N, Korkmaz MH. Eur Arch Otorhinolaryngol 2010;267:43–9
14. Bagatto M, Moodie S, Scollie S, Seewald R, Moodie S, Pumford J, Liu KR. Clinical proto-
cols for hearing instrument fitting in the Desired Sensation Level method. Trends Ampli.
2005;9(4):199-226.
15. Small SA, Stapells DR. Artifactual responses when recording auditory steady-state re-
sponses. Ear Hear. 2004;25(6):611-23.
16. Korczak P, Smart J, Delgado R, M Strobel T, Bradford C. Tutorial: Auditory steady-state
responses. J Am Acad Audiol. 2012;23(3):146-70.
17. Dimitrijevic A, Cone B. Auditory steady-state responses. In Katz J, Chasin M, English K,
Hood LJ, Tillery KL, editors. Handbook of clinical audiology.7th ed. Philadelphia: Wolters
Kluwer; 2015. p. 267-90.
18. Rance G, Rickards FW, Cohen LT, De Vidi S, Clark GM. The automated prediction of hearing
thresholds in sleeping subjects using auditory steady-state evoked potentials. Ear Hear.
1995;16(5):499-507.
19. Rabelo CM, Schochat E. Sensitivity and specificity of auditory steady-state response
testing. Clinics 2011;66(1):87-93.
57
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
6
แนวทางการตรวจเพิม่ เตมิ
ในทารกแรกเกดิ ทม่ี ปี ญั หาการได้ยนิ ท้งั สองขา้ ง
แนวทางการตรวจเพม่ิ เตมิ ในทารกแรกเกดิ ทต่ี รวจคดั กรองทางการไดย้ นิ แลว้ ไมผ่ า่ น
นี้ ใช้สำ� หรบั ทารกแรกเกิดท่ปี ัญหาสญู เสียการได้ยนิ ระดับหตู ึงปานกลางข้นึ ไป (มากกว่า
40 dB) ในหูทั้งสองข้าง ทารกท่ีมีปัญหาการได้ยินเพียงข้างเดียว เป็นปัญหาเฉพาะอีก
กลมุ่ หนงึ่ ซง่ึ จะไมก่ ลา่ วถงึ ในทน่ี ี้ แนวทางนเี้ ปน็ ความเหน็ ของผเู้ ชยี่ วชาญ และไมใ่ ชเ่ กณฑ์
มาตรฐานท่ีต้องปฏบิ ัตติ ามโดยเคร่งครัด
ข้อดขี องการตรวจเพม่ิ เติมเพ่ือหาสาเหตขุ องปัญหาการได้ยินในทารกแรกเกิด
1) แพทย์สามารถให้คำ� แนะนำ� ถึงการดำ� เนินของโรคและการพยากรณโ์ รคได้
2) แพทย์สามารถรักษาโรคบางโรคแต่เนิน่ ๆ ได้ เชน่ ภาวะตดิ เช้อื
3) ช่วยวางแผนในการติดตามและประเมินการได้ยินร่วมกับนักเวชศาสตร์การสื่อความ
หมายได้
4) ชว่ ยในการวางแผนครอบครวั เช่น การมีบุตรในอนาคต
แพทย์ควรเร่ิมตรวจหาสาเหตุของปัญหาการได้ยินแต่เนิ่นๆ โดยพิจารณาร่วมกับ
ความพร้อมของผู้ปกครอง และภาวะสุขภาพของทารก สาเหตุจากการติดเช้ือ เชน่ ไวรัส
จะมีช่วงท่ีตรวจพบเพียงระยะส้ัน ๆ แต่บางโรคอาจจะตรวจได้ตลอด เช่น retinitis
59
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
pigmentosa ใน Usher’s syndrome หรอื คอพอกใน Pendred’s syndrome เปน็ ตน้
แนวทางการตรวจเพิม่ เตมิ ไดแ้ ก่
การซักประวัติ
แพทยค์ วรซักประวตั ิทั่วไป เช่น สขุ ภาพบดิ า สุขภาพมารดา การฝากครรภ์ ประวตั ิ
ระหวา่ งคลอด และหลังคลอด ควรซักประวตั ิการติดเช้ือระหว่างตัง้ ครรภ์โดยเฉพาะชว่ ง
3 เดอื นแรก ประวตั กิ ารใชย้ า ทเี่ ปน็ พษิ ตอ่ หู ประวตั กิ ารเตบิ โตของทารกในครรภท์ ผ่ี ดิ ปกติ
ควรซักประวัติกรรมพนั ธขุ์ องหตู ึง หหู นวก หรือเปน็ ใบใ้ นครอบครัว โดยสอบถาม
ประวัตปิ ัญหาการไดย้ นิ ขึ้นไป 3 รุน่ คอื บดิ า/มารดา ลงุ /ป้า น้า/อา ป/ู่ ยา่ และตา/ยาย
อาจจะวาดเปน็ pedigree เพอ่ื ใหง้ า่ ยตอ่ การทำ� ความเขา้ ใจและงา่ ยตอ่ การเพมิ่ เตมิ ขอ้ มลู
ประวตั คิ รอบครัวในภายหลงั
การตรวจรา่ งกาย
แพทย์ควรตรวจร่างกายให้ครบทุกระบบ รวมถึงการตรวจหู ตรวจตา และความ
พิการต่าง ๆ ทางศีรษะและใบหน้า นอกจากน้ีควรตรวจมือและเท้า ผิวหนังและเล็บ
หน้าอก หนา้ ทอ้ ง กระดูกสันหลัง หัวใจ เพอื่ หาความผดิ ปกตหิ รอื ความพิการ และควร
ตรวจพฒั นาการดว้ ย
การตรวจตา
รอ้ ยละ 40 ของทารกทมี่ ปี ญั หาการไดย้ นิ มกั มปี ญั หาการมองเหน็ ดว้ ย1 โดยอาจเปน็
ปญั หาเดี่ยว ๆ เช่น สายตาสั้น โดยไมพ่ บโรคอน่ื หรือเปน็ โรค เช่น CMV2, rubella หรือ
กลุม่ อาการ เช่น CHARGE association, Usher syndrome
ผู้ป่วยที่ไม่ผ่านการตรวจคัดกรองการได้ยินควรได้รับการตรวจตาทุกรายเพื่อ
คดั กรองปญั หาทางสายตาและหาสาเหตุโรครว่ ม
การตรวจเลอื ด
ควรเช็คผลการตรวจ hypothyroid screening ว่าปกติหรอื ไม่ ในรายทสี่ งสัยกลุ่ม
60
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
อาการ Alport หรอื Alstrom syndrome อาจตรวจ renal function (BUN/Cr)
การตรวจหาเช้อื โรคหรือภูมคิ ุ้มกันตอ่ เชอ้ื โรค
1) CMV เปน็ เชอื้ ทพ่ี บบอ่ ยทส่ี ดุ ในการตดิ เชอ้ื ในครรภท์ เี่ ปน็ สาเหตขุ องหหู นวก หากสงสยั
เแพทยอ์ าจตรวจ PCR หาเชือ้ CMV ในเลือด ปสั สาวะหรอื น�ำ้ ลาย หรอื ตรวจ IgG for
CMV ในมารดา/ทารก2
2) Rubella สามารถตรวจ IgM for rubella ไดต้ งั้ แตแ่ รกเกิดถงึ 6 เดอื น
3) Toxoplasma สามารถตรวจ IgM toxoplasma ได้ตัง้ แตแ่ รกเกดิ ถึง 6 เดอื น
4) Syphilis สามารถตรวจ VDRL, TPHA ได้ตลอด ไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งเจาะเลือดมารดา
การตรวจปสั สาวะ
ในรายทีส่ งสัยกลุ่มอาการ Alport อาจจะตรวจปสั สาวะเพ่อื หาภาวะ hematuria
การตรวจทางรงั สวี ทิ ยา
การตรวจทางรังสีวิทยาจ�ำเป็นต้องได้รับการแปลผลโดยรังสีแพทย์หรือโสต ศอ
นาสกิ แพทยท์ ่เี ชยี่ วชาญ ในพยาธิสภาพทางโสตประสาทวิทยา ควรมกี ารปรึกษากันร่วม
กับผปู้ กครองถึงประโยชน์ของการตรวจทางรังสีวิทยา และความเสย่ี งของการตรวจ เช่น
ระดบั รังสที ีไ่ ดร้ บั เปน็ ตน้ การตรวจทางรังสีวทิ ยาทีแ่ นะน�ำได้แก่
1) การถา่ ยภาพคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า (magnetic resonance imaging)
การถา่ ยภาพคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ของหชู นั้ ในและประสาทหู เปน็ การตรวจทแี่ นะนำ�
ให้ท�ำเป็นอันดับแรก ภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถให้รายละเอียดความผิดปกติ
ทางกายวิภาคได้ดีมาก โดยเฉพาะเน้ือเย่ืออ่อน3 เช่น สมอง เส้นประสาท หูชั้นในส่วน
เนอ้ื เยื่อ
ผู้ป่วยควรได้รับการถ่ายภาพคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าของหูช้ันในและประสาทหูตั้งแต่
แรกเกดิ ภายในสปั ดาหแ์ รก ๆ เพอื่ ลดความเสยี่ งจากการทต่ี อ้ งใหย้ านอนหลบั หรอื ยาสลบ
หากทารกอายเุ กนิ 3 เดอื น มกั จำ� เปน็ ตอ้ งใหย้ านอนหลบั หรอื เดก็ อายเุ กนิ 2 ขวบจำ� เปน็
ตอ้ งให้ยาสลบ
61
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
2) การตรวจเอกซเรยค์ อมพวิ เตอร์ (computerized tomography)
ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามารถให้รายละเอียดของหูชั้นกลาง โดยเฉพาะ
กระดูกหูได้ดีกว่า ภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แนะน�ำให้ใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ใน
ผู้ป่วยทส่ี งสัยโรคของหชู นั้ กลาง
3) อัลตราซาวน์ (ultrasound)
ควรตรวจอัลตราซาวน์ที่ไต ในรายทีส่ งสยั โรค branchio-oto-renal syndrome4
คือ พบ conductive hearing loss, pre-auricular pits, branchial sinuses หรอื ราย
ทม่ี ีความผดิ ปกตหิ ลายระบบ หรือมีประวัตโิ รคไตในครอบครัว
การตรวจคลน่ื ไฟฟ้าหวั ใจ
ควรตรวจหากสงสยั กลุม่ อาการ Jervell Lange-Nielsen Syndrome5 โดยจะพบ
long QT interval ในการตรวจคลืน่ ไฟฟ้าหวั ใจ รว่ มกับหูหนวก อาจมีประวตั ิเป็นลม
หรือไหลตายในครอบครัว เด็กมักมีพัฒนาการช้า กุมารแพทย์โรคหัวใจมีส่วนอย่างมาก
ในการวนิ จิ ฉยั กลมุ่ อาการนี้
การตรวจทางพนั ธกุ รรม
ปญั หาการได้ยินจากพนั ธุกรรมมอี บุ ัติการณ์ประมาณ 1 ใน 1,000 ราย ร้อยละ 60
ของ congenital hearing loss และ early-onset hearing loss มสี าเหตจุ ากความ
ผิดปกติทางพันธุกรรม โดยที่ส่วนใหญ่เป็น autosomal recessive pattern และมัก
จะไม่คอ่ ยมีประวัติครอบครวั มากอ่ น พบว่าประมาณรอ้ ยละ 70 ของ genetic hearing
loss เป็น non-syndrome6 การตรวจหาความผดิ ปกตขิ องพนั ธุกรรมท่มี ีความสัมพันธ์
กบั ปัญหาการไดัยินสว่ นใหญ่จะตรวจอยดู่ ้วยกนั 5 ยนี ส์ คือ Gap Junction Protein
Beta-2 (GJB2), Gap Junction Protein Beta-6 (GJB6), SLC26A4 หรือ PDS gene,
MTRNR1 และ MTTS16
อย่างไรก็ดีการตรวจทางพันธุกรรมมีค่าใช้จ่ายแพงและไม่สามารถส่งตรวจได้ทุก
โรงพยาบาลท�ำให้มีข้อจ�ำกัดในการน�ำมาใช้เป็นนโยบายระดับประเทศ American
college of medical genetics and genomic guideline for the clinical evaluation
62
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
and etiologic diagnosis of hearing loss 20146 แนะนำ� วา่
1) ถา้ ประวตั แิ ละตรวจรา่ งกายเขา้ ไดก้ บั syndromic hearing loss ควรสง่ ตรวจหาความ
ผิดปกตขิ อง gene syndrome นั้น ๆ6
2) Connexin ซงึ่ เป็นสาเหตขุ อง hereditary non-syndromic sensorineural hear-
ing loss การกลายพนั ธข์ อง connexin 26 และ 30 (GJB2 และ GJB6) พบไดส้ งู ถงึ
รอ้ ยละ 60 ในชาวยุโรป แต่ในฝั่งเอเชยี จะพบไดน้ ้อยกว่า คอื ประมาณรอ้ ยละ 30-50
ของผทู้ ่ีมปี ญั หาการได้ยิน7
3) M.1555A>G มีการศึกษาในผู้ป่วยหูหนวกประเภท non-syndromic ท่ีได้รับ
aminoglycoside พบว่าทตี่ ำ� แหนง่ 1555 ในยีนส์ของ mitochondria พบว่ามกี าร
แทนที่ A ด้วย G มีอบุ ัติการณ์ 1 ใน 500 ชาวยุโรป ในครอบครวั ท่มี ีการกลายพนั ธุ์
ของยนี ส์น้ี หากไดร้ ับ aminoglycoside จะมีความเสย่ี งทีห่ ูจะหนวก8
4) Pendrin ในรายทส่ี งสยั enlarged vestibular aqueduct หรอื Mondini anomaly9
5) ซึ่งถ้าปกติอีกอาจส่งตรวจ genetic testing using gene panel test, new
generation sequence technology เช่น large sequenceing panel targeted
toward hearing loss-related gene, whole-exomesequenceing หรอื whole-
genome sequencing6
การตรวจการได้ยินในครอบครวั
หากไม่มีประวัติปัญหาการได้ยินในครอบครัว อาจจะตรวจการได้ยินเฉพาะบิดา/
มารดาก็เพียงพอ แต่หากได้ประวัติปัญหาการได้ยินในญาติคนอ่ืน ๆ ควรจะมีการซัก
ประวัติเฉพาะที่ละเอียดขึ้นหรือนัดญาติมาตรวจเพ่ิมเติม เพื่อหาโรคท่ีถ่ายทอดทาง
พนั ธกุ รรม
เอกสารอา้ งอิง สว่ นท่ี 6
1. Armitage IM, Burke JP, Buffin JT. Visual impairment in severe and profound sensorineural
deafness. Arch Dis Child. 1995;73(1):53-6.
2. Lim Y, Lyall H. Congenital cytomegalovirus - who, when, what-with and why to treat? J
Infect. 2017;74 Suppl 1:S89-S94.
63
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
3. Joshi VM, Navlekar SK, Kishore GR, Reddy KJ, Kumar EC. CT and MR imaging of the in-
ner ear and brain in children with congenital sensorineural hearing loss. Radiographics.
2012;32(3):683-98.
4. Lugli L, Just W, Genovese E, Palma S, Ferrari F, Percesepe A. Early diagnosis of branchio-
oculo-facial syndrome in a patient with inner ear malformation and mild ocular involve-
ment. Clin Dysmorphol. 2015;24(1):17-20.
5. Farzal Z, Walsh J, Ahmad FI, Roberts J, Ferns SJ, Zdanski ACJ. Electrocardiogram Screen-
ing in Children with Congenital Sensorineural Hearing Loss: Prevalence and Follow-up
of Abnormalities. Otolaryngol Head Neck Surg. 2017:194599817738975.
6. Alford RL, Arnos KS, Fox M et al. American college of medical genetics and genomics
guideline for the clinical evaluation and etiologic diagnostic of hearing loss. Genetics in
Medicine 2014;16:4:347-355
7. Yan D, Xiang G, Chai X, Qing J, Shang H, Zou B, et al. Screening of deafness-causing DNA
variants that are common in patients of European ancestry using a microarray-based
approach. PLoS One. 2017;12(3):e0169219.
8. Pan J, Xu P, Tang W, Cui Z, Feng M, Wang C. Mutation analysis of common GJB2, SCL26A4
and 12S rRNA genes among 380 deafness patients in northern China. Int J Pediatr Otorhi-
nolaryngol. 2017;98:39-42.
9. Gopel W, Berkowski S, Preuss M, Ziegler A, Kuster H, Felderhoff-Muser U, et al. Mito-
chondrial mutation m.1555A>G as a risk factor for failed newborn hearing screening in
a large cohort of preterm infants. BMC Pediatr. 2014;14:210.
10. Zhang F, Bai X, Xiao Y, Zhang X, Zhang G, Li J, et al. Identification of a novel mutation
in SLC26A4 gene in a Chinese family with enlarged vestibular aqueduct syndrome. Int
J Pediatr Otorhinolaryngol. 2016;85:75-9.
64
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
7
รกั ษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ
หลังจากเด็กได้รับการตรวจยืนยันว่ามีปัญหาทางการได้ยิน สิ่งที่จะต้อง
ดำ� เนนิ การต่อ คอื การหาสาเหตุและการรกั ษา และการฟืน้ ฟกู ารไดย้ นิ (แผนภูมทิ ่ี 7.1)
65
คำ� แนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
MaMnaegdeicmalent HDSeicaargreinenongsinLisgoso&sf
MAaundaigoelomgeicnt
eDtiogeletoengreymti(icnrsaa,dtieiootnclo.)ogfy, eaErlnySroIenlrltmveircevenestnitnion
adde(dvoeRiptilteoohfnpaeamlrmrleasonleltfor,ovgreiyct,ce.s) SeleTceHtcioehnanro&inlogFgiytting
MOonngitooirningg MOonngitooirningg
แผนภมู ทิ ่ี 7.1 การหาสาเหตแุ ละการรักษา และการฟ้ืนฟูการได้ยนิ
การรักษาและฟื้นฟกู ารไดย้ นิ
ลักษณะการสูญเสียการได้ยินที่พบอาจเป็นหน่ึงข้าง (unilateral) หรือสองข้าง
(bilateral) เป็นชนดิ conductive หรอื sensorineural hearing loss ก็ได้ แตท่ ี่พบ
มากท่สี ุด คือ bilateral sensorineural hearing loss
การผ่าตดั
การเจาะเยื่อแก้วหูเพ่ือใสท่ ่อระบาย (myringotomy with PE tube) จะพิจารณา
ท�ำเร็วขึ้นในเด็กท่ีความเส่ียงของพัฒนาการที่ช้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น มีประสาทหู
เส่อื ม สติปญั ญาต�่ำ
66
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
การผา่ ตัดโรคของหชู ัน้ นอกและหูช้ันกลาง ยกเวน้ myringotomy with PE tube
โดยสว่ นใหญร่ อจนอายอุ ยา่ งนอ้ ย 5-6 ปี เพราะฉะนน้ั การทำ� CT scan เพอื่ ดรู อยโรคของ
หชู น้ั กลาง กระดูกหู สามารถรอจนถึงอายุทีพ่ ร้อมจะผ่าตัด จึงคอ่ ยทำ� กไ็ ด้
การฟ้ืนฟสู มรรถภาพการไดย้ นิ
วิธีการฟื้นฟูมีท้ังแบบที่เป็น verbal และ nonverbal แต่เน่ืองจากเด็ก
โดยส่วนใหญจ่ ะอยใู่ นครอบครัวท่ีการไดย้ นิ ปกติ เพราะฉะน้นั มักจะไดร้ ับการฟื้นฟูแบบ
auditory verbal เดก็ ทต่ี รวจพบวา่ มปี ญั หาการไดย้ นิ พบเพยี งรอ้ ยละ 56 เทา่ นน้ั ทไ่ี ดร้ บั
การใสแ่ ละฝกึ ใชเ้ ครอ่ื งชว่ ยฟงั 6 โดยทพี่ บวา่ เดก็ ทม่ี กี ารสญู เสยี การไดย้ นิ ระดบั เลก็ นอ้ ยจะ
ไดร้ บั การวินิจฉัยชา้ และนอ้ ยกว่ากลมุ่ อ่ืน ๆ เนือ่ งจากการคัดกรองโดยสว่ นใหญ่จะใหผ้ ล
บวกเมอ่ื สญู เสยี การไดย้ นิ ระดบั ปานกลางเปน็ ตน้ ไปทำ� ใหเ้ ดก็ มาตรวจซำ�้ เมอ่ื มพี ฒั นาการ
ด้านการพูดและภาษาช้ากว่าวัย
การใสเ่ คร่อื งช่วยฟัง
เด็กท่ีมกี ารสูญเสยี การไดย้ นิ แบบประสาทหูเสอื่ ม 2 ข้าง พิจารณาใส่เครอื่ งชว่ ยฟัง
ภายในอายไุ ม่เกนิ 6 เดอื น จะไดม้ พี ฒั นาการใกลเ้ คยี งกับเด็กท่ีมกี ารไดย้ ินปกติ แนะนำ�
ให้ใส่ 2 ขา้ ง ซงึ่ อาจใสพ่ รอ้ มกันทั้ง 2 ข้าง หรอื ใสท่ ลี ะข้าง (ตามเกณฑ์ สปสช) เพ่อื ผล
ในการพัฒนาทางดา้ นภาษา การได้ยนิ การร้ทู ศิ ทางของเสยี ง บุคลกิ ภาพ และเปน็ ชนดิ
ทดั หลงั หู (behind the ear, BTE) ซง่ึ ได้ผลดี ดแู ลรักษาง่าย มีภาวะแทรกซ้อนตำ่� ดผู ล
การพฒั นา 3 - 6 เดอื น ในรายทไี่ มม่ กี ารเปล่ยี นแปลงท่ดี ีขึ้นและสูญเสียการไดย้ นิ รุนแรง
หรอื หหู หนวก พิจารณาผ่าตัดฝงั ประสาทหเู ทียมตามข้อบ่งชี้
ในรายทส่ี ญู เสยี การไดย้ นิ ในหขู า้ งเดยี ว อาจยงั ไมม่ คี วามจำ� เปน็ ในการใสเ่ ครอ่ื งชว่ ย
ฟัง ตามเกณฑ์ของ สปสช แต่ต้องคอยติดตามเพอ่ื ดวู ่าจะมีปัญหาดา้ นภาษาและการพูด
หรือไม่
เด็กกลมุ่ เสยี่ งควรได้รบั การตรวจการได้ยินซ�ำ้ เม่ือสงสัยวา่ จะมคี วามผดิ ปกติ หรอื
ตอนอายุ 24 - 30 เดือน ถงึ แมจ้ ะผ่านคัดกรอง เพราะมีโอกาส delayed HL ได้
67
ค�ำแนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
เอกสารอ้างอิง สว่ นที่ 7
1. ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ประเภทและอัตราค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบ�ำบัดรักษาโรค
(หนงั สอื กรมบญั ชกี ลาง ดว่ นทส่ี ดุ ที่ กค 0416.4/ ว 484 ลงวันที่ 21 ธนั วาคม 2560). เขา้ ถึงได้จาก
http://www.chi.or.th/csmbs/documents/Ref2.html
2. สำ� นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาต.ิ หลกั เกณฑ์ วธิ กี ารและอตั ราคา่ ใชจ้ า่ ยเพอื่ บรกิ ารฟน้ื ฟสู มรรถภาพ
และอปุ กรณเ์ ครอ่ื งชว่ ยฟงั สำ� หรบั คนพกิ ารทางการไดย้ นิ ในระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาติ พ.ศ. 2558.
คมู่ อื บรหิ ารกองทนุ หลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาติ ปงี บประมาณ 2559 การบรหิ ารงบบรกิ ารทางการแพทย์
เหมาจ่ายรายหัว [อินเทอร์เนต็ ]. กรุงเทพฯ: ส�ำนกั งานหลกั ประกันสุขภาพแหง่ ชาต;ิ 2558 [เขา้ ถงึ เมือ่ 28
พฤศจิกายน 2559]. เข้าถึงไดจ้ าก:http://www.nhso.go.th/files/userfiles/file/Download/2016/
%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD59_%E
0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A11_%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8
%A1%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%89%E
0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%8
4%E0%B8%821.pdf
3. Nikolopoulos TP, Vlastarakos PV. Treating options for deaf children. Early Hum Dev.
2010;86(11):669-74.
4. Wrightson AS. Universal Newborn Hearing Screening. Am Fam Physician. 2007;75(9):1349-
52.
5. Thompson DC, McPhilips H, Davis RL, Lieu TA, Homers CJ, Helfand M. Universal newborn
hearing screening: summary of evidence. JAMA. 2001;286(16):2000-10. Review.
6. Tharpe AM, Gustafson S. Management of children with mild, moderate, and moderately
severe sensorineural hearing loss. Otolaryngol Clin North Am. 2015;48(6):983-94.
7. Rosenfeld RM, Schwartz SR, Pynnonen MA, et al. Clinical practice guideline; otitis media
with effusion. Otolaryngol Head Neck Surg. 2013;149(1 Suppl):S1-35.
8. Rosenfeld RM, Shin JJ, Schwartz SR, et al. Clinical Practice Guideline: Otitis Media with
Effusion (Update). Otolaryngol Head Neck Surg. 2016;154(1 Suppl):S1-S41.
68
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
69
คำ� แนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ภาคผนวก ก.
วธิ ีการตรวจดว้ ยเครอื่ งตรวจวัดเสียงสะท้อนจากหชู ั้นใน
การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ดว้ ย OAE จะทำ� งานดว้ ยระบบคอมพวิ เตอร์ โดยการใส่
หวั ตรวจเขา้ ไปอดุ ชอ่ งหชู นั้ นอก โดยภายในหวั ตรวจจะมไี มโครโฟนขนาดเลก็ ทมี่ คี วามไว
สูง วัดเสียงทส่ี ะท้อนออกมาจากหชู ั้นในเป็นรูปคลืน่ เสยี ง และระบบคอมพิวเตอรจ์ ะนำ�
ข้อมูลท่ีได้ไปค�ำนวณค่าเฉลี่ย ขนาด ความถ่ี และค่าต่าง ๆ ของเสียงท่ีสะท้อนออกมา
แลว้ น�ำเสนอบนจอภาพ
เครอ่ื งตรวจวัดเสียงสะท้อนจากหูชน้ั ใน ทน่ี ยิ มใช้ในการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ใน
ทารกแรกเกดิ มี 2 ชนิด คอื
1. Transient-evoked otoacoustic emissions (TEOAEs)
2. Distortion product otoacoustic emissions (DPOAEs)
Transient-evoked otoacoustic emissions (TEOAEs)
TEOAEs คอื เสยี งทเี่ กดิ จากหชู น้ั ใน เมอ่ื มเี สยี งทมี่ ี short duration มากระตนุ้ สว่ น
มากนิยมใชเ้ สยี ง click โดยมรี ะดบั ความดงั ประมาณ 80 dB pSPL. การ present ของ
TEOAEs สว่ นใหญอ่ ยู่ในช่วงความถภี่ ายใน ชว่ ง 500-4000 Hz. และการ present ของ
TEOAEs นั้นจะพบในคนท่มี ี hearing threshold ดีกว่า 20-30 dBHL(8)
Distortion product otoacoustic emissions (DPOAEs)
DPOAEs เป็นเสียงท่ีเกิดจากหูชั้นในที่ได้รับการกระตุ้นจากเสียงบริสุทธิ์ (pure
tone) 2 เสียงท่ีมีความถ่ีต่างกัน (เสียงท่ีมีความถ่ีต�่ำกว่า เรียกว่า f1 และความถ่ีที่
มากกว่าเรียกว่า f2) โดยมสี ดั สว่ น F2/F1 = 1.22 และ ระดับความดงั แตกตา่ งกนั 2
เสยี ง (L1 = 65 dB SPL, L2 = 55 dB SPL) ทำ� ให้เกิดเสยี งขนึ้ มาใหม่ ท่ีมีความถเ่ี ทา่ กบั
2f1-f2 ซ่ึงเป็นเสยี งทม่ี สี ามารถตรวจวดั ไดง้ า่ ย
เกณฑใ์ นการตรวจผา่ นหรอื ไมผ่ ่าน
การก�ำหนดเกณฑ์ผ่านในการตรวจในการตรวจคัดกรองการได้ยินน้ัน อาจมีความ
70
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
แตกต่างกันไปในแต่ละเครื่องของแต่ละบริษัท โดยพิจารณาจากค่าความแตกต่างของ
การตอบสนองจาก TEOAEs หรอื DPOAEs กบั ระดับของเสยี งรบกวน แล้วเปรยี บเทยี บ
คา่ ที่ได้กบั ขอ้ มูลที่เกบ็ อย่ใู นเครอ่ื งน้ัน ๆ จากนน้ั จะแสดงผลการตรวจเปน็ “ผา่ น” หรอื
“ไมผ่ ่าน” บนหน้าจอของเครอื่ งโดยอัตโนมตั ิ
ขน้ั ตอนการตรวจ
ในการตรวจการคัดกรองการไดย้ นิ ดว้ ยเครอ่ื งวัดการสะทอ้ นจากหูช้นั ใน แบ่ง
เปน็ ขน้ั ตอนงา่ ย ๆ ดงั นี้
กอ่ นการตรวจ
1.เตรียมเอกสาร เครอื่ งมือ อปุ กรณต์ ่าง ๆ และสถานท่ใี หพ้ ร้อมส�ำหรบั การตรวจ ดังน้ี
1.1 ตรวจสอบประวัติการคลอดและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของทารกที่เกี่ยวข้องกับ
ประสาทรับฟังเสยี งบกพร่อง
1.2 ตรวจสอบแบตเตอรี่และแบตเตอร่ีสำ� รองให้พรอ้ มในการใช้งาน
1.3 ทดสอบเครอ่ื งโดยการ calibration หัวตรวจ กอ่ นการใช้งานในแตล่ ะวัน
1.4 เตรยี ม probe tip ใหม้ ขี นาดหลากหลายใหเ้ หมาะสมกบั ขนาดชอ่ งหขู องทารก
1.5 เตรียมสภาพแวดล้อมที่ท�ำการตรวจไมใ่ ห้มเี สียงรบกวนมากเกินไป
2. การเตรยี มผปู้ กครองและทารก
2.1.ให้ความรู้แกผ่ ู้ปกครอง ตอบข้อซักถาม สอบถามความสมัครใจของผปู้ กครอง
รวมทั้งการซักประวัติท่ีจ�ำเป็นโดยขอให้ผู้ปกครองท่ีไม่ยินยอมให้ตรวจลงลายเซ็นเป็น
หลกั ฐาน
2.2.การเตรยี มทารก
2.2.1.เลอื กเวลาในการตรวจให้เหมาะสม โดยควรทำ� การตรวจขณะทท่ี ารก
หลับ ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมท่ีสุด โดยเฉพาะช่วงเวลาท่ีทารกหลับสนิทภายหลังจากที่
มารดาใหน้ มทารกเสร็จแลว้ 1 ช่วั โมง
2.2.2. จดั เตรยี มทา่ ทารกใหน้ อนในทา่ ทส่ี บายหรอื มกี ารเคลอ่ื นไหวนอ้ ยทสี่ ดุ
การหอ่ ตัวท่ถี ูกต้องในขณะตรวจจะชว่ ยลดการเคลื่อนไหว ช่วยให้เดก็ ร้สู กึ ปลอดภยั และ
สงบขณะตรวจ ทั้งนีค้ วรเห็นหทู ง้ั 2 ขา้ งได้ชัดเจน
71
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
2.2.3. ควรมีการเตรียมช่องหูช้ันนอกให้เหมาะสมส�ำหรับการตรวจ โดย
ท�ำความสะอาดช่องหูของทารกไม่ให้มีข้ีหู หรือไข ไม่มีอะไรอุดตันท่ีช่องหู และดูขนาด
ของช่องหเู พอ่ื เลอื กขนาด probe tip พอดกี บั ชอ่ งหู
2.2.4. ก่อนใส่ probe เข้าไปในหทู ารก คอ่ ย ๆ ดึงใบหูของทารกยกข้ึนและ
ไปทางด้านหลัง จะชว่ ยให้เหน็ ช่องหขู องทารกชัดเจนข้ึน
ขณะการตรวจ
ข้ันตอนการตรวจนี้ ผู้ตรวจควรควบคุมปัจจัยต่าง ๆ เพ่ือให้ผลการตรวจถูกต้อง
มากท่ีสดุ เชน่ เรื่องเสียงรบกวนขณะตรวจ การใส่หวั ตรวจ (probe) ทไี่ ม่พอดีกบั ช่องหู
อาจท�ำให้ผลการตรวจไม่ผ่าน (refer) ถ้าพิจารณาแลว้ ว่าผลการตรวจที่ผ่านอาจเกดิ จาก
ปจั จยั ขา้ งตน้ ควรทำ� การตรวจซำ้� เพอ่ื ใหแ้ นใ่ จวา่ ผลตรวจทไี่ มผ่ า่ นไมใ่ ชเ่ กดิ จากเทคนคิ วธิ ี
การตรวจ
หลงั การตรวจ
1. ควรบอกผลการตรวจ ใหค้ ำ� แนะนำ� และตอบขอ้ ซกั ถามตา่ งๆ กบั บดิ าและมารดา
ของทารกอีกครงั้ เพื่อลดความกงั วลของผ้ปู กครอง
2. บนั ทึกผลการตรวจลงในประวตั ขิ องทารกทุกคร้ัง
3. ในกรณีท่ีทารกมีผลการตรวจการคัดกรองการได้ยิน “ผ่าน” แต่ผู้ปกครองยัง
มีความกังวลเรื่องการได้ยินของทารก ผู้ตรวจสามารถแนะน�ำให้ผู้ปกครองพาทารกมา
รบั การตรวจการได้ยนิ ซำ�้ และเข้ารับค�ำแนะน�ำ หรอื ขอรับค�ำปรกึ ษาจากผู้เชี่ยวชาญได้
4. ในกรณีท่ีทารกมีผลการตรวจการคัดกรองการได้ยิน “ไม่ผ่าน” อาจส่งผลให้ผู้
ปกครองเกดิ ความกังวล ดังนั้นผตู้ รวจควรให้ค�ำแนะน�ำถงึ ปัจจัยตา่ ง ๆ ที่สง่ ผลต่อผลการ
ตรวจ และแนะน�ำให้ผูป้ กครองนำ� ทารกมาตรวจ OAEs, automated ABR หรอื ตรวจ
วินจิ ฉยั เพ่ิมเตมิ ดว้ ย click ABR หรอื ASSR ในครงั้ ตอ่ ไป
ขอ้ ควรระวงั ในการตรวจคัดกรองการได้ยนิ ดว้ ย OAEs
- กรณีท่ีไม่มกี ารตอบสนอง หรอื มีการตอบสนองเพยี งเล็กนอ้ ย อาจเกดิ จาก
1. การอุดกั้นบริเวณหัวตรวจ ตัวกรอง (filter) หรือ probe tip ควรท�ำความสะอาด
อยา่ งสมำ�่ เสมอ
72
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
2. ตัวเครอื่ งมือทำ� งานบกพร่อง ควรมกี าร calibration เครือ่ งมืออยา่ งสม�่ำเสมอ
- กรณีที่มเี สียงรบกวนมาก สภาพแวดล้อมมีเสยี งดงั ทารกร้องไห้ หรอื ดิน้ และการ
เลือก probe tip มขี อ้ แนะน�ำดังนี้
1. ใส่หวั ตรวจใหม่ เลอื ก probe tip ทีม่ ีขนาดพอดีกบั ช่องหทู ารก ขณะตรวจไม่จำ� เปน็
ต้องจับสาย probe แต่อปุ กรณต์ อ้ งไมห่ ลดุ ออกจากหูของทารก
2. ห่อตัวทารกให้เรยี บรอ้ ย เพอื่ ลดการเคลอื่ นไหว ซึ่งจะสง่ ผลทำ� ให้การเกิดการรบกวน
การตรวจได้
3. รอให้เสยี งในสภาพแวดลอ้ มเงียบลง หรอื ย้ายเตยี งทารกไปในทีเ่ งยี บ เพ่อื เป็นการลด
เสยี งรบกวน ทำ� ให้ผลตรวจมีความถูกต้องมากขนึ้
4. เม่ือท�ำการแก้ไขให้ทุกอย่างเหมาะสมแล้ว แต่เครื่องมือยังแสดงผลว่ามีเสียงรบกวน
มาก อาจเกดิ จากความบกพร่องของเครอ่ื งมือ ใหน้ �ำเคร่ืองมอื มา calibration หรือ
แกไ้ ขตอ่ ไป
เอกสารอา้ งองิ ภาคผนวก ก.
1. Robinette MS, Cevette MJ, Probst R. Otoacoustic emissions and audiometric outcomes
across cochlear and retrocochlear pathology. In: Robinette MS, Glattke TJ, eds. Otoacous-
tic Emission-Clinical Applications. 3rd ed. New York: Thieme medical Publishers; 2007:
236-237.
2. Norton SJ, Gorga MP, Widen JE ,et al. Identification of neonatal hearing impairment: Evalu-
ation of transient evoke optoacoustic emission, distortion product optoacoustic emission,
and auditory brain stem response test performance. Ear and Hearing. 2000;21(5),508-528.
3. Vohr BR, Carty LM, Moor PE. &Letourneau K. The Rhode Island Hearing Assessment
Program: Experience with statewide hearing screening(1993-1996). Journal of Pediat-
rics.1998;133(3),353-357.
73
ค�ำแนะน�ำการคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ภาคผนวก ข.
บุคลากรท่เี ก่ยี วขอ้ ง
เจา้ หนา้ ทผี่ ูท้ ำ� การตรวจคัดกรอง อาจเป็นบคุ ลากรดังตอ่ ไปนี้
1. Nurses (พยาบาล)
2. Audiologists/ technicians (นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย (แก้ไขการได้ยิน)/
เจา้ หนา้ ท่ีทไ่ี ด้รบั การฝกึ ฝน)
3. Midwives (ผดุงครรภ์)
4. Physicians (แพทย์)
5. Health visitor nurse (เจ้าหนา้ ทีอ่ นามยั อาสาสมคั รสาธารณสขุ เป็นตน้ )
6. Volunteers (อาสาสมัคร)
ผูท้ �ำการคดั กรองจะตอ้ งไดร้ บั การฝกึ ฝนเปน็ อยา่ งดี อนั ประกอบด้วย
1. อธบิ ายเหตผุ ลในการตรวจกบั บิดา มารดา ผ้ปู กครอง
2. มีวธิ ีการตรวจท่ีถกู ตอ้ ง
การแจง้ ผลการตรวจกบั บดิ า มารดา ผูป้ กครอง
1. การรายงานผลการตรวจ ตามแบบบันทกึ
2. การส่งตอ่ และติดตามผล
การตรวจยนื ยัน จะทำ� ในสถานพยาบาลทีม่ ีบุคลากรอย่างน้อยดงั นี้
1. โสต ศอ นาสกิ แพทย์ และ/หรอื
2. นกั เวชศาสตรก์ ารสอื่ ความหมาย (แก้ไขการไดย้ ิน) ระดับปรญิ ญาโท และ/หรอื
3. เจา้ หนา้ ทท่ี ไี่ ดร้ บั การฝกึ ฝน เชน่ พยาบาล นกั เวชศาสตรก์ ารสอ่ื ความหมาย (แกไ้ ขการ
ได้ยนิ ) ระดับปริญญาตรี นักวทิ ยาศาสตร์ เปน็ ต้น ภายใต้การดแู ลของบุคลากรข้อ 1
หรือ 2
เอกสารอ้างอิง ภาคผนวก ข.
1. WHO Newborn and infant hearing screening: Current issues and guiding principles for
action (http://www.who.int/blindness/publications/Newborn_and_Infant_Hearing_Screen-
ing_Report.pdf)
74
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ภาคผนวก ค.
ค�ำแนะน�ำผูป้ กครอง
ผปู้ กครองมบี ทบาทสำ� คญั มากทจี่ ะชว่ ยใหโ้ ปรแกรมการคดั กรองการไดย้ นิ ในทารก
สำ� เรจ็ ได้ เพราะเปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบในการพาเดก็ เขา้ รบั การตรวจ การใหข้ อ้ มลู ผลการตรวจ
คดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ แกผ่ ปู้ กครองนนั้ จำ� เปน็ ตอ้ งใหข้ อ้ มลู เพม่ิ เตมิ มากกวา่
การแจ้งผลเพียงผ่านหรือไม่ผ่าน ผู้ให้บริการทางการแพทย์ในระดับปฐมภูมิ (primary
health care provider) ควรเขา้ ใจวา่ การตรวจประเมนิ ทางการแพทยเ์ ปน็ กระบวนการ
หนง่ึ ในการใหก้ ารวนิ จิ ฉยั และการดแู ลรกั ษานนั้ ตอ้ งใชค้ วามรว่ มมอื จากหลายภาคสว่ น ซง่ึ
อาจตอ้ งใชเ้ วลาหลายเดอื นกอ่ นทกี่ ารวนิ จิ ฉยั จะสน้ิ สดุ (definite diagnosis) ควรมรี ะบบ
การให้ข้อมูลแก่ผู้ให้บริการทางการแพทย์ในระดับปฐมภูมิ ในการแจ้งผลการตรวจของ
เดก็ ในความดแู ล พร้อมทั้งแนะนำ� ว่าควรท�ำอยา่ งไรตอ่ ไป ไมใ่ ช้เพยี งแค่แจง้ ให้ผูป้ กครอง
พาเด็กมาตรวจตามนดั เท่าน้ัน1
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดท่ีผู้ให้บริการทางการแพทย์จะสามารถให้ข้อมูลของการตรวจคัด
กรองการได้ยินในทารกแรกเกิด คือ ในช่วงฝากครรภ์ก่อนทารกคลอด1 ปัจจัยส�ำคัญท่ี
สมั พนั ธก์ บั การขาดความเขา้ ใจของผปู้ กครองตอ่ กระบวนการตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ใน
ทารกแรกเกิด คือ การขาดความรเู้ กยี่ วกับตรวจคัดกรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของ
บุคลากรที่ดแู ลกอ่ นคลอด2
ผปู้ กครองและผใู้ หบ้ รกิ ารทางการแพทยท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ
ในทารกแรกเกดิ เหน็ ตรงกนั วา่ การใหข้ อ้ มลู เกย่ี วกบั การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารก
แรกเกดิ นน้ั ควรเร่มิ ในชว่ งกอ่ นคลอด โดยการให้ข้อมลู ทเ่ี ข้าใจไดง้ า่ น ตรงประเดน็ และมี
เอกสารให้กลับไปอา่ นท่บี ้าน3 ขอ้ มูลจากการสัมภาษณ์ ณ หอผู้ปว่ ยสูติกรรม พบวา่ การ
ให้ข้อมูลการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดแก่มารดานั้น ท�ำให้ผู้ปกครองเกิด
ทัศนคติดา้ นบวกต่อการตรวจคัดกรองการได้ยนิ 4
กลยุทธท่ีได้ผลในการให้ข้อมูลของการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดแก่
ครอบครวั ไดแ้ ก2่ ,5-7
1) อธบิ ายเหตุผลที่ผลการตรวจการคดั กรองอาจยังคลุมเครือ
75
คำ� แนะน�ำการคดั กรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
2) หลกี เลย่ี งการเลือกให้ข้อมลู
3) ให้ข้อมลู ท้ังการพดู และเขยี น
4) ใหข้ ้อมลู ของกระบวนการตรวจ
5) มีท้ังพ่อและแม่อยดู่ ้วย
6) ใหเ้ ข้าถึงได้งา่ ย
7) ให้ครอบครัวสามารถค้นหาขอ้ มูลได้เอง
8) ใหเ้ หตุผลทีช่ ดั เจนและกระชับวา่ เหตุใดทารกต้องรบั การตรวจเพ่ิมเตมิ
9) มีข้อมูลท่ีรวบรวมการตรวจคัดกรอง การตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาใน
เอกสารเดียวกัน และมีเน้ือความของการพูดแบบมาตรฐาน เพื่อลดความเข้าใจผิดเม่ือ
อธิบายด้วยวาจา
10) ให้ความรู้เก่ียวกับการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดแก่แพทย์ใน
ระดบั ปฐมภมู ิมากขึ้น อาจช่วยใหผ้ ู้ปกครองได้รับข้อมลู ของการตรวจคัดกรองการได้ยิน
ในทารกแรกเกิดชว่ งกอ่ นคลอด และการให้ผ้ดู แู ลก่อนคลอดมีบทบาทมากข้ึน อาจช่วย
ลดความเข้าใจผดิ เก่ยี วกับผลตรวจ และช่วยใหท้ ารกได้รบั การตรวจวินิจฉยั ได้ครบถว้ น
กมุ ารแพทยแ์ ละแพทยเ์ วชปฏิบัติท่วั ไปถึงร้อยละ 82-89 เชื่อว่าการตรวจคัดกรอง
การได้ยินในทารกแรกเกิดมีความส�ำคัญ แต่เพียงร้อยละ 14-21 ที่คิดว่าได้รับการฝึก
อบรมเพยี งพอทจ่ี ะชว่ ยเหลอื เดก็ ทมี่ กี ารสญู เสยี การไดย้ นิ และรอ้ ยละ 58-79 ของแพทย์
มคี วามรทู้ ถี่ กู ตอ้ งเกยี่ วกบั JCIH 1-3-6 guideline และสามารถอธบิ ายไดว้ า่ ตอ้ งการทราบ
ความรสู้ ว่ นใดตามแนวการปฏบิ ตั ติ ามหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ ขอ้ มลู พน้ื ฐานใดทต่ี อ้ งใหแ้ ก่
ผปู้ กครอง และใครทผี่ ้ปู กครองสามารถติดตอ่ ได้หากมขี อ้ สงสยั 5
โดยทั่วไปผู้ปกครองของเด็กท่ีผลตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดไม่ผ่าน
รอ้ ยละ 87-95 พอใจกับขั้นตอนการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด แต่ความ
พอใจจะลดลง และความกงั วลจะเพมิ่ ขนึ้ หากเดก็ ตอ้ งถกู สง่ ตอ่ เพอ่ื รบั การตรวจเพม่ิ เตมิ 5
ขอ้ มลู จากประเทษองั กฤษ พบวา่ ผปู้ กครองของเดก็ ทผี่ ลตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารก
แรกเกดิ ไม่ผา่ น ร้อยละ 48 จะรู้สึกไมส่ บายใจ ร้สู ึกไมพ่ อใจตอ่ ขัน้ ตอนการตรวจคดั กรอง
การไดย้ นิ 2 แตผ่ ปู้ กครองกลมุ่ นย้ี งั รสู้ กึ พอใจในการใหบ้ รกิ ารของบคุ ลากรทต่ี รวจคดั กรอง
การไดย้ นิ และสว่ นหนง่ึ รสู้ กึ วา่ ไมไ่ ดร้ บั การอธบิ ายอยา่ งชดั เจน สว่ นหนง่ึ ทราบผลเพยี งวา่
76
คำ� แนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ยังไม่สามารถสรุปผลการตรวจได้ การตรวจคัดกรองท่ีเป็นผลบวกลวง ท�ำให้ผู้ปกครอง
ร้อยละ 15 จะมีความกังวลเล็กน้อยในช่วงสน้ั ๆ และ หากมกี ารสง่ ต่อ ผปู้ กครองร้อยละ
25 จะมคี วามกงั วลปานกลางถงึ มาก แต่หากเป็นผู้ปกครองของทารกทอ่ี ยู่ในหออภบิ าล
ผู้ปว่ ยหนกั ทารกแรกเกิด จะไม่กังวลมาก ผ้ปู กครองบางคนเขา้ ใจผดิ ว่า เมอื่ ทารกได้รบั
การสง่ ตอ่ เพ่อื ตรวจเพิม่ เติม จะหมายความว่าทารกหูหนวก พบว่าการให้ข้อมูลเก่ียวกบั
การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ และอบุ ตั กิ ารณข์ องการสญู เสยี การไดย้ นิ ใน
เด็กจะลดความกงั วลและเพมิ่ ความพงึ พอใจของผปู้ กครองได5้
ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดท่ีควรแจ้งให้ผู้ปกครอง
ทราบ ได้แก5่
1) ทารกทุกรายควรรบั การตรวจคัดกรองการไดย้ นิ
2) การไดย้ นิ มคี วามสำ� คญั ในการพฒั นาทางภาษาและการพดู และการเรยี นรู้ (การ
ติดตามการพัฒนาทางภาษาและการพูด ผู้ให้บริการทางการแพทย์สามารถใช้แนวทาง
ของแบบบันทึกการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามช่วงอายุ ในคู่มือ
เฝ้าระวังและสง่ เสริมพฒั นาการเดก็ ปฐมวัย)
3) การตรวจคดั กรองไม่ท�ำให้ทารกเจบ็ ปวดใด ๆ
4) มีทารกเพียงส่วนนอ้ ยทต่ี อ้ งส่งตรวจเพมิ่ เตมิ
5) มกี ารช่วยเหลือไดห้ ลายทาง หากพบวา่ เดก็ มกี ารสูญเสียการได้ยนิ
6) การตรวจวนิ จิ ฉัยอย่างครบถ้วนใหท้ ันท่วงทมี ีความสำ� คญั
ขอ้ มลู ทคี่ วรมใี นเอกสารใหข้ อ้ มลู แกผ่ ปู้ กครองเกย่ี วกบั การตรวจคดั กรองการไดย้ นิ
ไดแ้ ก่
1) การคดั กรองการไดย้ ินในทารกแรกเกิดคอื อะไร
2) ความส�ำคญั ของการคัดกรองการได้ยนิ ในทารกแรกเกิด
3) ความชกุ ของการสญู เสียการได้ยนิ ในเด็ก
4) ความจำ� เป็นของการตรวจคัดกรองซ�้ำ
5) เหตุผลการสง่ ต่อ เชน่ มสี ารคดั หลงั่ สะสมในชอ่ งหูชน้ั นอกและชั้นกลาง เดก็ ไม่
อย่นู ิง่ ขณะตรวจ ห้องตรวจไม่เงียบพอ หรือเด็กอาจจะมกี ารสญู เสยี การไดย้ นิ จริง
6) ข้อมลู เกยี่ วกับการสญู เสียการได้ยนิ
77
ค�ำแนะนำ� การคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
7) ข้อมูลเกี่ยวกบั การตรวจวนิ ิจฉัยการไดย้ ิน (diagnostic hearing test)
เอกสารใหข้ อ้ มลู แกผ่ ปู้ กครอง สามารถสบื คน้ ตวั อยา่ งไดจ้ ากเวปไซดข์ อง National
Center for Hearing Assessment and Management (NCHAM) https://www.
infanthearing.org/statematerials/index.html
เอกสารอ้างองิ ภาคผนวก ค.
1. White KR. Newborn hearing screening. In: Katz J, Chasin M, English KM, Hood LJ, Tillery KL,
editors. Handbook of Clinical Audiology, 7th edition. Philadelphia: Wolters Kluwer Health;
2015. p.452-3. (เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://31.210.87.4/ebook/pdf/Handbook_of_Clinical_Audiology.
pdf เข้าถงึ เมื่อ 24 เมษายน 2561)
2. Young A, Tattersall H. Parents’ of deaf children evaluative accounts of the process and
practice of universal newborn hearing screening. J Deaf Stud Deaf Educ. 45-10:134;2005.
3. Arnold CL, Davis TC, Humiston SG, Bocchini JA Jr, Bass PF, Bocchini A, Kennen EM, White
K, Forsman I. Infant hearing screening: stakeholder recommendations for parent-centered
communication. Pediatrics. 2006;117:S341-54.
4. Weichbold V, Welzl-Mueller K, Mussbacher E. The impact of information on maternal
attitudes towards universal neonatal hearing screening. Br J Audiol. 2001;35:59-66.
5. Krishnan LA, Lawler B, Van Hyfte S. Parent educational materials regarding the newborn
hearing screening process. Int J Pediatr Otorhinolaryngol. 2017;95:34-38.
6. Russ SA, Hanna D, DesGeorges J, Forsman I. Improving follow-up to newborn hearing
screening: a learning-collaborative experience. Pediatrics. 2010;126 Suppl 1:S59-69.
7. Moeller MP, White KR, Shisler L. Primary care physicians’ knowledge, attitudes, and
practices related to newborn hearing screening. Pediatrics. 2006;118:1357-70.
8. โครงการสง่ เสรมิ พฒั นาการเดก็ เฉลมิ พระเกยี รติ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี เนอ่ื ง
ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 คู่มือเฝา้ ระวังและสง่ เสรมิ พัฒนาการเดก็ ปฐมวัย เข้า
ถงึ ไดจ้ าก http://www.hpc.go.th/director/data/dspm/DSPM24032015.pdf เขา้ ถงึ เมอื่ 24 เมษายน
2561
78
คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ ของประเทศไทย
ภาคผนวก ง.
รหัสหัตถการและรหัสโรคทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับ
การตรวจคดั กรองการไดย้ ินในทารกแรกเกิด
แพทย์หญงิ สมจินต์ จนิ ดาวจิ กั ษณ์ โรงพยาบาลราชวถิ ี
นายแพทยส์ ุรัตน์ ตันติทววี รกุล โรงพยาบาลกระบี่
แพทย์หญงิ ธรี นุช คงสวสั ดิ์ โรงพยาบาลสระบุรี
นายแพทยธ์ นศุ ักด์ิ ศรีใจ โรงพยาบาลราชวิถี
เพื่อให้การลงรหัสหัตถการและรหัสโรคที่เก่ียวข้องกับการตรวจคัดกรองการได้ยิน
ในทารกแรกเกิดเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถดึงข้อมูลมาเพ่ือแสดงเป็นตัว
ชวี้ ดั ของประเทศ คณะทำ� งานจัดท�ำแนวทางการคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของ
ประเทศไทย มแี นวทางใสร่ หสั ดงั นี้
รหสั ท่ีเก่ยี วข้องกบั การตรวจคดั กรองการได้ยินในทารกแรกเกิด
รหสั วินจิ ฉยั
ทารกทไ่ี ด้รบั การตรวจคัดกรองการได้ยิน Z13.5 Special screening examination for eye
and ear disorders
ทารกท่มี ผี ลตรวจคัดกรองการไดย้ นิ ผดิ ปกติ R94.1 Abnormal results of function studies of
peripheral nervous system and special senses
รหสั หตั ถการ
Screening OAE 95.43 Audiological evaluation
Automated ABR
Diagnostic OAE 95.46 Other auditory and vestibular
Diagnostic ABR ASSR function test
Fitting hearing aid 95.48 Fitting of hearing aid
Hearing aid maintenance 95.49 Other non-operative procedure related
to hearing
79
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
รหัสโรคของทารกกลมุ่ เสย่ี งตาม JCIH 2007
2. Family history of hereditary childhood sensorineural hearing loss
Z82.2 Family history of deafness and hearing loss Conditions classifi-
able to H90-H91
3. Neonatal intensive care of more than 5 days, or any of the following
regardless of length of stay: ECMO*, assisted ventilation, exposure to
ototoxic medications (gentamycin and tobramycin) or loop diuretic
(furosemide/Lasix) and hyperbilirubinemia that requires exchange
transfusion
3.1 Neonatal intensive care of more than 5 days, assisted ventilation
96.72 Continuous invasive mechanical ventilation for 96 consecutive
hours or more
3.2 exposure to ototoxic medications (gentamycin and tobramycin)
or loop diuretic furosemide/Lasix)
H91.0 Ototoxic hearing loss
3.3 hyperbilirubinemia that requires exchange transfusion
P55.- Haemolytic disease of fetus and newborn
P57.- Kernicterus
P58.- Neonatal jaundice due to other excessive haemolysis
P59.- Neonatal jaundice from other and unspecified causes
99.01 Exchange transfusion
4. In utero infection such as CMV*, herpes, rubella, syphilis and
toxoplasmosis
80
คำ� แนะนำ� การคดั กรอง
การไดย้ ินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
P35.0 Congenital rubella syndrome Congenital rubella pneumonitis
P35.1 Congenital cytomegalovirus infection
P35.2 Congenital herpesviral [herpes simplex] infection
P35.3 Congenital viral hepatitis
P35.8 Other congenital viral diseases Congenital varicella [chickenpox]
P35.9 Congenital viral disease, unspecified
A50.0 Early congenital syphilis, symptomatic
A50.1 Early congenital syphilis, latent
A50.2 Early congenital syphilis, unspecified
P36.- Bacterial sepsis of newborn
P37.- Other congenital infectious and parasitic diseases
5. Craniofacial anomalies, including those involving the pinna, ear
canal, ear tags, ear pits and temporal bone anomalies
Q00.- Anencephaly and similar malformations
Q01.- Encephalocele
Q02 Microcephaly
Q03.- Congenital hydrocephalus
Q04 Other congenital malformations of brain
Q16.- Congenital malformations of ear causing impairment of hearing
Q17.- Other congenital malformations of ear
81
ค�ำแนะน�ำการคัดกรอง
การได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
6. Physical findings such as white forelock, that are associated with
a syndrome known to include sensorineural or permanent conduc-
tive hearing loss
7. Syndrome associated with hearing loss or progressive or late-onset
hearing loss such as neurofibromatosis*, osteopetrosis and Usher
syndrome; other frequently identified syndromes
include Waardenburg. Alport, Pendred and Jarvell and Lange - Nielson
8. Neurodegenerative disorders*, such as Hunter syndrome, or sensory
motor neuropathies, such as Friedreich ataxia and Charcot-Maries-
Tooth syndrome
Q93.- Monosomies and deletions from the autosomes, not elsewhere
classified
9. Culture positive postnasal infections associated with sensorineu-
ral hearing loss*, including confirmed bacterial and viral (especially
herpes viruses and varicella) meningitis
G00.- Bacterial meningitis, not elsewhere classified
เอกสารอ้างอิง ภาคผนวก ง.
1. Joint Committee on Infant Hearing: American Academy of Audiology; American Academy
of Pediatrics; American Speech-Language-Hearing Association; Directors of Speech and
Hearing Programs in State Health and Welfare Agencies. Year 2007 position statement:
principles and guidelines for early hearing detection and intervention programs. Pediatrics
2008;120(4):898-921.
82
แผนภมู ิที่ 2
การคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย1
ทารกแรกเกิดทุกคน
Screening OAE เปน็ ทารกกลมุ่ เสีย่ ง ดแู ผนภมู ทิ ี่ 1
กอ่ นออกจากโรงพยาบาล ไมใ่ ช่ ตาม JCIH 2007 ใช่ ทารกกลุ่มเสย่ี ง
pass
refer
Screening OAE pass ให้ค�ำแนะนำ� /จ�ำหน่าย/
ซ้�ำ ภายใน 1 เดือน ติดตามพัฒนาการ
ทางภาษาและการได้ยิน2
refer
แนะนำ� ให้พบ ENT pass
Screening OAE l เสนอโดยคณะท�ำงานจัดท�ำค�ำแนะน�ำการคัด
refer กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ วนั ที่ 18 ต.ค.60
l ปรบั โดยคณะอนุกรรมการหฯู วนั ที่ 12 พ.ย.60
l ผลประชาพจิ ารณจ์ ากราชวทิ ยาลยั โสต ศอ นาสกิ
แพทยแ์ หง่ ประเทศไทย ผา่ นทปี่ ระชมุ คณะอนกุ ร
รมการหูฯ วนั ท่ี 4 เม.ย.61
l ผลประชาพจิ ารณจ์ ากราชวทิ ยาลยั กมุ ารแพทยฯ์
ราชวทิ ยาลยั สตู นิ รแี พทยฯ์ และสมาคมโสตสมั ผสั
วทิ ยาและการแกไ้ ขการพดู แหง่ ประเทศไทย ผา่ น
ท่ีประชุมคณะท�ำงานจัดท�ำค�ำแนะน�ำการคัด
กรองการได้ยนิ ในทารกแรกเกดิ วันท่ี 8 มิ.ย.61
ตรวจ diagnostic audiologic test ภายใน อายุ 6 เดอื น (chronological age/ อายุหลังคลอด)
ปกติ ผดิ ปกติ
ให้คำ� แนะนำ� /จำ� หนา่ ย/ติดตาม ให้การรกั ษาและฟ้ืนฟู
พัฒนาการทางภาษาและการได้ยนิ 2 ทางภาษาและการไดย้ ิน
1 ระยะแรกแนะนำ� ใหต้ รวจในทารกกลุ่มเส่ยี ง ในกรณีท่ีโรงพยาบาลมศี กั ยภาพและบคุ ลากรเพียงพอ แนะนำ� ใหพ้ ฒั นาการตรวจในทารกปกติ
2 การติดตามพัฒนาการใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานและบรบิ ทของวชิ าชพี
คณะท�ำงานจดั ทำ� แนวทางการคัดกรองการได้ยนิ ในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
หวงั เป็นอยา่ งยง่ิ วา่ หน่วยบริการตา่ ง ๆ จะสามารถนำ� แนวทางและคำ� แนะน�ำที่ปรากฎน้ี
ใชเ้ ป็นแนวทางในการพฒั นาระบบบริการ คดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกดิ
ใหม้ ีมาตรฐานสากล เพ่อื ประชากรผใู้ หญใ่ นอนาคตทม่ี ีคณุ ภาพของประเทศตอ่ ไป