จิตรกรรม ประติมากรรม และ
สถาปัตยกรรม
สู่ วรรณคดี และ วรรณกรรม
ก
คำนำ
หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชาวรรณกรรมไทย
และศิลปกรรม รหัส ๒๑๙๑๓๒๔ สอนโดยอาจารย์พรรณษา พลอยงาม
จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการศึกษาภาพจิตกรรมฝาผนังเรื่องมหาเวสสันดร
ชาดก โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรีที่นำไปสู่งานประติมากรรม
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่๑ ตอนสร้างวัดพระแก้ว
สู่งานสถาปัตยกรรม
หนังสือเล่มนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ได้นั้นเพราะความกรุณา
ของอาจารย์พรรณษา พลอยงามที่ได้ให้การช่วยเหลือและคอยสนับสนุน
ขอขอบคุณพระอาจารย์สุภักดี ที่ให้ความอนุเคราะห์เป็นวิทยากรผู้ให้ความ
รู้บรรยายภาพจิตกรรมฝาผนังภายในโบสถ์วัดสุวรรณาราม และ นายชูสินธุ์
ไชยเขียวที่ได้ให้ความอนุเคราะห์เป็นวิทยากรผู้ให้ความรู้บรรยายงาน
สถาปัตยกรรมภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คณะผู้จัดทำขอขอบคุณ
มา ณ โอกาสนี้
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ ข
คำนำ ก
สารบัญ ข
มหาเวสสันดรชาดก ๑
เรื่องย่อ ๒
สถานที่ที่ปรากฏในงานจิตรกรรม ๘
ภาพจิตรกรรมที่ ๑ ๙
ภาพจิตรกรรมที่ ๒ ๑๐
ภาพจิตรกรรมที่ ๓ ๑๑
ภาพจิตรกรรมที่ ๔ ๑๒
ภาพจิตรกรรมที่ ๕ ๑๓
ภาพจิตรกรรมที่ ๖ ๑๕
คุณค่าที่ได้รับจากจิตรกรรม ๑๖
ข้อคิดที่ได้รับจากจิตรกรรม ๑๘
สถานที่อื่นๆที่ปรากฏจิตรกรรมเรื่องพระเวสสันดร ๑๘
ค
สารบัญ
โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี ๒๐
เรื่องย่อ ๒๑
ชื่อสถานที่ที่ปรากฏในงานประติมากรรม ๒๒
ประวัติสถานที่ที่ปรากฏในงานประติมากรรม ๒๓
ความสำคัญของงานประติมากรรม ๒๔
ความสัมพันธ์ของสถานที่กับงานประติมากรรม ๒๖
สาเหตุที่สนใจศึกษางานประติมากรรมเรื่องอนุสาวรีย์ ๒๗
งานประติมากรรมที่ ๑ ๒๘
งานประติมากรรมที่ ๒ ๒๘
งานประติมากรรมที่ ๓ ๒๙
งานประติมากรรมที่ ๔ ๒๙
งานประติมากรรมพระเจ้าพระเจ้าตากสิน ๓๐
คุณค่าที่ได้รับจากประติมากรรม ๓๑
ข้อคิดที่ได้รับจากประติมากรรม ๓๒
สถานที่อื่นๆที่ปรากฏประติมากรรมประติมากรรม ๓๓
อนุสาวรีย์พระเจ้าพระเจ้าตากสิน
สารบัญ ง
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่๑ ๓๕
ตอนสร้างวัดพระแก้ว
เรื่องย่อ ๓๖
ชื่อสถานที่ที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรม ๓๘
ประวัติสถานที่ที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรม ๓๘
สาเหตุที่มีการสร้างสถาปัตยกรรมในสถานที่ที่ ๓๙
ไปศึกษา
สถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรม ๔๐
สถานที่อื่นๆที่ปรากฏสถาปัตยกรรม ๔๔
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่๑
ตอนสร้างวัดพระแก้ว
คุณค่าที่ได้รับจากสถาปัตยกรรม ๔๔
ข้อคิดที่ได้รับจากสถาปัตยกรรม ๔๔
สารบัญ จ
ศิลปะแขนงอื่นๆที่สัมพันธ์กับวรรณกรรม ๔๖
ความสัมพันธ์ของวรรณกรรมกับเพลง ๔๘
เนื้อเพลง I'M SORRY (สีดา) ๔๘
ที่มาของเพลง ๕๑
แนวเพลง ๕๑
คุณค่าที่ได้รับ ๕๑
ข้อคิดที่ได้รับ ๕๔
บรรณานุกรม ๕๕
คณะผู้จัดทำ ๕๗
๑
๒
มหาเวสสันดรชาดกที่ปรากฏในภาพจิตรกรรม
มหาเวสสันดรชาดกเป็นการบําเพ็ญทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระ-
ชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้วได้ตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องที่ยืดยาวมากที่สุดแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่อง
ที่คนไทยรู้จักมากที่สุด
เรื่องย่อ
มหาเวสสันดรชาดก มีทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์ ประกอบด้วย
กัณฑ์ทศพร
เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเสด็จไปเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
ต่อจากนั้นเสด็จไปโปรดพุทธบิดา และพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์
เกิดฝนโบกขรพรรษ พระสงค์สาวกกราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงเรื่อง
มหาเวสสันดรชาดก เริ่มตั้งแต่เมื่อกัปที่ ๙๘ นับแต่ปัจจุบัน พระนางผุสดี
ขซึ่องจงผะูท้มีรใจงเบปุ็ญนพจรบะลมงาตรดอนาขพอรงะพนรางะเไวด้สรัสบันพดรร๑
๐ทรปงอระธิกษาฐราจนาขกอพเปร็นะอมินารทดร์า
อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนา ถ้า
เป็นสตรีจะได้สามีที่เป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ บุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้อง
ประสงค์อีกเช่นเดียวกันจะได้บุตรหญิงชายเป็นคน ว่านอนสอนง่าย มีรูป
ร่างที่งดงาม มีความ ประพฤติดีกริยาเรียบร้อย
๓
กัณฑ์หิมพานต์
พระเวสสันดรทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสัญชัยกับพระนาง
ผุสดีแห่งแคว้นสีวีราษฎร์ประสูติที่ตรอกพ่อค้า เมื่อพระเวสสันดรได้
รับเวนราชสมบัติจากพระบิดา ได้พระราชทานช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่
กษัตริย์แคว้นกลิงคราชฎร์ ประชาชนไม่พอใจพระเวสสันดรจึงถูก
พระราชบิดาเนรเทศไปอยู่ป่าหิมพานต์ อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ
ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนาทุกประการ ครั้นตายแล้วได้บังเกิดในสุคติโลก
สวรรค์เสวยสมบัติอันมโหฬาร มีบริวารแวดล้อมบํารุงบําเรออยู่เป็น
นิตย์จุติจากสวรรค์แล้วจะลงมาเกิดในตระกูลขัตติยะมหาศาลหรือ
ตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวาร
มากมายนานาประการจะประมาณมิได้ ประกอบด้วยการ สบายใจ
ทุกอิรยิาบถ
๔
กัณฑ์ทานกัณฑ์
ก่อนเสด็จไปอยู่ป่า พระเวสสันดรได้พระราชทานสัตสดกมหาทาน
คือช้าง ม้า รถ ทาสชาย ทาสหญิง โค นม และ นางสนม อย่างละ๗๐๐
อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะบริบูรณ์ด้วยแก้วแหวนเงินทอง
ทาส ทาสี และ สัตว์๒ เท้า๔ เท้า ครั้นตายแล้วจะได้ไปเกิดใน
ฉกาพจรสวรรค์มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมายเสวยสุขใน
ปราสาทแล้วด้วยแก้ว๗ ประการ
กัณฑ์วนปเวสน์
พระเวสสันดรทรงพาพระนางมัทรีและพระชาลี ( โอรส ) พระกัณหา
(ธิดา ) เสด็จจากเมืองผ่านแคว้นเจตราษฎร์จนเสด็จถึงเขาวงกตในป่า
หิมพานต์ อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้รับความสุขทั้งโลกนี้
และโลกหน้าจะ ได้เป็นบรมกษัตริย์ในชมพูทวีป เป็นผู้ทรงปรีชา
เฉลียวฉลาดสามารถปราบอริราชศัตรูให้ย่อยย
ับไป
กัณฑ์ชูชก
ชูชกพราหมณ์ ขอทานได้นางอมิตตาบุตรสาวของเพื่อนเป็นภรรยา
นางใช้ให้ชูชกไปขอสองกุมารชูชกเดินทางไปสืบข่าวในแคว้นสีวี
ราษฎร์สามารถหลบหลีกการทำร้ายของชาวเมือง พบพรานเจตบุตร
ลวงพรานเจตบุตรให้บอกทางไปยังเขาวงกต อานิสงส์ของผู้บูชา
๕
คือ จะได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ประกอบด้วยสมบัติอันงดงามกว่า
คนทั้งหลาย จะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสต แม้จะได้สามีภรรยา
และบุตรธิดาก็ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย
กัณฑ์จุลพน
ชูชกเดินทางผ่านป่าตามเส้นทางที่เจตบุตรแนะจนถึงที่อยู่ของอัจจุต
ฤๅษี อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ แม้จะบังเกิดในปรภพใดๆ จะเป็นผู้
สมบูรณ์ด้วยสมบัติบริวาร จะมีอุทยานอันดารดาษด้วยไม้หอมตรลบไป
แล้วจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยประทุมชาติ ครั้นตายไปแล้วก็ได้
เสวยทิพยสมบัติในโลกหน้าสืบต่อไป
กัณฑ์มหาพน
ชูชกลวงอัจจุตฤๅษีให้บอกทางผ่านป่าไม้ใหญ่ไปยังที่ประทับของพระ
เวสสันดร อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะเสวยสมบัติใดในดาวดึงส์
เทวโลกนั้นแล้ว จะได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล มีทรัพย์ศฤงคาร
บริวารมากมี อุทยานและสระโบกขรณีที่เป็
นประพาส เป็นผู้บริบูรณ์
ด้วยศักดานุภาพเฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีป อีกทั้งจักได้เสวยอาหาร
ทิพย์เป็นนิตย์นิรันดร
๖
กัณฑ์กุมาร
ชูชกทูลขอสองกุมาร ทุบตีสองกุมารเฉพาะพระพักตร์พระ
เวสสันดร แล้วพาออกเดินทาง อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ย่อม
ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ครั้นตายไปแล้วได้เกิดใน
ฉกามาพจรสวรรค์ในสมัยที่พระศรีอาริยาเมตไตรมาอุบัติ ก็จะได้
พบศาสนาของพระองค์ จะได้ถือปฏิสนธิในตระกูลกษัตริย์ ตลอด
จนได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ แล้วบรรลุพระ
อรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง๔ ด้วยบุญราศีที่ได้อบรมไว้
กัณฑ์มัทรี
พระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไม้ในป่าออกติดตามสองกุมาร
ตลอดทั้งคืน จนถึงทรงวิสัญญี ( สลบ ) เฉพาะพระพักตร์พระ
เวสสันดร เมื่อทรงฟื้นแล้วพระเวสสันดรตรัสเล่าความจริงเกี่ยวกับ
สองพระกุมาร พระนางทรงอนุโมทนาด้ว
ย อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์
นี้คือ เกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติเป็นผู้
มีอายุยืนยาว ทั้งประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะไป
ในที่ใดๆ ก็จะมีแต่ความสุขทุกแห่งหน
๗
กัณฑ์สักกบรรพ
พระอินทร์เกรงว่าจะมีผู้มาขอพระนางมัทรี จึงแปลงเป็นพราหมณ์
ชรามาทูลขอพระนางมัทรีแล้วฝากไว้กับพระเวสสันดร อานิสงส์ของ
ผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะเป็นผู้ที่เจริญด้วยลาภยศตลอดจนจตุรพิธพรทั้๔ง
คืออายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล
กัณฑ์มหาราช
ชูชกเดินทางเข้าไปแคว้นสีวีราษฎร์ พระเจ้ากรุงสญชัย ทรงไถ่สอง
กุมาร ชูชกได้รับพระราชทานเลี้ยง และ ถึงแก่กรรมด้วยกินอาหาร
มากเกินควร อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้มนุษย์สมบัติ
สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นพระ
ราชาเมื่อจากโลกมนุษย์ไปก็ จะไปเสวยทิพยสมบัติ ในฉกามาพจร
สวรรค์มีนางเทพอัปสรเป็นบริวาร ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพาน
สมบัติอันตัดเสียซึ่งชาติ ชรา พยาธิ มรณ
ะ พ้นจากโอฆะทั้งสามมีกา
โมฆะ เป็นต้น
กัณฑ์ฉกษัตริย์
กษัตริย์แคว้นถลิงราชย์ทรงคืนช้างปัจจัยนาเคนทร์ พระเจ้ากรุงสญ
ชัย พระนางผุสดี พระชาลี พระกัณหา เสด็จไปทูลเชิญพระ
เวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร เมื่อกษัตริย์ทั้งหกพระองค์
๘
ทรงวิสัญญี ต่อมาฝนโบกขรพรรษตกจึงทรงฟื้นขึ้น อานิสงส์ของผู้บูชา
กัณฑ์นี้คือ จะได้เป็นผู้ที่เจริญด้วยพร ๔ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ
พละ ทุกๆ ชาติ
กัณฑ์นครกัณฑ์
กษัตริย์ หกพระองค์เสด็จกลับพระนคร พระเวสสันดรได้ครองราชย์ดังเดิม
บ้านเมืองสมบูรณ์พูนสุข จนพระชนมายุได้ ๑พ๒ร๐รษา จึงเสด็จสวรรคนิ
คาลัย อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวงศาคณาญาติ
ข้าทาสชาย-หญิง ธิดา สามี หรือบิดามารดา เป็นต้นอยู่พร้อมหน้ากันด้วย
ความผาสุก ปราศจากโรคาพาธทั้งปวง จะทำการใดๆ ก็พร้อมเพียงกันยัง
การงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร
วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ
วัดทอง ลักษณะเป็นลานกว้างขวาง ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นสถานที่ซึ่งสมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชดำรัสให้นำเชลยศึ
กพม่าจากค่ายบางแก้วไป
ประหารชีวิต ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
(รัชกาลที่ ๑) ทรงรับมาอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์และสถาปนาขึ้นใหม่ทั้งพระ
อารามและพระราชทานนามว่า "วัดสุวรรณาราม”
จากการที่ได้ไปศึกษาที่วัดสุวรรณารามวรวิหารได้ปรากฏภาพจิตรกรรม
เรื่องมหาเวสสันดรชาดกผู้จัดทำได้ศึกษาเรื่องนี้เนื่องจากมหาเวสสันดร
ชาดกเป็นการบำเพ็ญทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะ
๙
มาเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้วได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
เป็นเรื่องที่ยืดยาวมากที่สุดและเรื่องมหาเวสสันดรชาดกยังเกี่ยวกับ
คุณธรรม
ภาพที่ ๑
จากภาพที่1เนื้อหาเกี่ยวกับกัณฑ์ทศพร กัณฑ์หิมพานต์ และ กัณฑ์
ทานกัณฑ์ ซึ่งกัณฑ์ทศพรมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการขอพร๑๐ ประการ
ของพระนางนางผุสดีที่จะเกิดมาบำเพ็ญบารมีกับพระโพธิสัตว์ส่วน
กัณฑ์หิมพานต์นั้นเกี่ยวกับการขอช้างปัญ
จนเคนทร์จากพระ
เวสสันดรและกัณฑ์ทานกัณฑ์ เกี่ยวกับพระเวสสันดรได้
พระราชทานสัตสดกมหาทาน คือช้าง ม้า รถ ทาสชาย ทาสหญิง
โคนม และ นางสนม อย่างละ ซึ่งภาพนนี้มีจุดเด่นในเรื่องเกี่ยวกับ
คุณธรรมด้านการให้ การช่วยเหลือด้วยความจริงใจและช่วยเหลือผู้
อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
๑๐
ภาพที่ ๒
จากภาพที่ ๒ เนื้อหาเกี่ยวกับกัณฑ์วนปเวสน์ ซึ่งในภาพจิตรกรรม
ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ตอนที่พระเวสสันดรกำลังเดินทางออกจาก
เมืองไปยังนครเจตราชในระหว่างทางพระเวสสันดร นางมัทรี และ
สองกุมาร ได้แวะเข้าพักหน้าศาลา พระกษัตริย์ผู้ครองเมืองเจตราช
ได้เห็นพระเวสสันดรจึงทูลขอให้พระเวสสันดรเสด็จครองเมือง แต่
พระเวสสันดรทรงปฏิเสธ และได้ออกเดินทางไปต่อ เมื่อเสด็จถึงถึง
เขาวงกตได้พบศาลาอาศรม ที่ท้าววิษณุก
รรมเนรมิตตามพระบัญชา
ของท้าวสักกะเทวราช พระเวสสันดร จึงทรงผนวชเป็นฤๅษีพำนัก
ในอาศรมสืบมา ภาพนี้มีจุดเด่นในเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจถึงแม้จะมีสิ่ง
เย้ายวนแต่ก็ไม่สนใจเพราะตั้งใจจะไปออกผนวชเป็นฤาษีบำเพ็ญ
ทานบารมีซึ่งเกี่ยวกับคุณธรรมในด้านความซื่อตรงต่อเจตนารมณ์
ของตนเอง
๑๑
ภาพที่ ๓
จากภาพที่ ๓ กัณฑ์ชูชก ซึ่งภาพจิตรกรรมดังกล่าวเกี่ยวกับเฒ่าชูชกซึ่ง
เป็นขอทานได้นำเงินที่ขอทานมาได้ไปฝากไว้กับเพื่อน พอมาทวงเงินคืน
เพื่อนได้ใช้เงินหมดแล้ว เลยยกลูกสาวชื่ออมิตตดาให้ เมื่อนางอมิตตดา
ไปอยู่กับเฒ่าชูชก นางได้ปรนนิบัติรับใช้ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง จนทำให้
เพื่อนบ้านต่างอิจฉามาต่อว่าตบตี นางจึงไม่ยอมปรนนิบัติรับใช้อีก จึง
บอกให้เฒ่าชูชกไปขอชาลี กัณหา เพื่อเอามาเป็นทาสรับใช้แทน ภาพนี้มี
จุดเด่นในเรื่องการทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีอ
ย่างไม่ขาดตกบกพร่องของ
นางอมิตตดา ถึงสามีจะเป็นคนที่ตนไม่ได้เลือกเองและนางยังมีคุณธรรม
ด้านความกตัญญูต่อพ่อแม่ที่จะนำตนเองไปใช้หนี้แทนพ่อแม่โดยการไป
เป็นภรรยาของชูชกซึ่งตรงกับคุณธรรมในด้านกตัญญู
๑๒
ภาพที่ ๔
จากภาพที่๔กัณฑ์จุลพน และกัณฑ์มหาพน ซึ่งภาพจิตรกรรมดัง
กล่าวเกี่ยวกับการเดินทางของชูชกที่จะไปหาพระเวสสันดรเพื่อขอ
กัณหา ชาลีมาเป็นคนรับใช้แต่เมื่อเดินทางได้สักระยะหนึ่งก็พบกับ
ฤาษีที่เฝ้าทางไม่ให้ผู้ใดไปรบกวนพระเวสสันดร แต่ด้วยความเจ้า
เล่ห์ของชูชกจึงออกอุบายว่าตัวเองเป็นคนส่งสารของพระเวสสันดร
ฤาษีจึงได้บอกทางแก่ชูชกว่าไปทางไหน ซึ
่งในภาพมีจุดเด่นเรื่อง
ความเจ้าเล่ห์และความฉลาดของชูชก และมีเรื่องของความโง่เขลาเบา
ปัญญาของฤาษีที่เชื่อคนง่าย
๑๓
ภาพที่ ๕
จากภาพที่๕กัณฑ์กุมาร และ กัณฑ์มัทรี ซึ่ง
ภาพจิตรกรรมดังกล่าวเกี่ยวกับ
พระนางมัทรีฝันร้ายว่ามีบุรุษมาทำร้าย จึงขอให้พระเวสสันดรทำนายฝันให้
แต่พระนางก็ยังไม่สบายพระทัย ก่อนเข้าป่า พระนางฝากพระโอรสกับพระ
ธิดากับพระเวสสันดรให้ช่วยดูแล หลังจากนั้นพระนางมัทรีก็เสด็จเข้าป่าเพื่อ
หาผลไม้มาปรนนิบัติพระเวสสันดรและสองกุมาร ในระหว่างที่นางมัทรีไป
เก็บผลไม้ในป่า ชูชกได้เข้าไปขอสองกุมารจากพระเวสสันดร และเมื่อได้สอง
กุมารมาแล้วก็ทุบตีสองกุมารต่อหน้าพระเวสส
ันดร ฝั่งพระนางมัทรีขณะ
กำลังเก็บผลไม้ก็เกิดลางสังหรณ์จึงได้รีบกลับไปที่อาศรมแต่ในระหว่างทาง
กับเจอ ๓สัตว์ร้ายได้แก่ ราชสีห์ เสือโคร่งและเสือเหลืองซึ่งถูกส่งมาโดย
พระอินทร์เพื่อไม่ให้พระนางมัทรีไปขัดขวางการให้ทานของพระเวสสันดร
เมื่อชูชกได้สองกุมารแล้วเดินทางกลับสัตว์ร้ายก็ได้เปิดทางให้พระนางมัทรี
กลับอาศรม
๑๔
พอถึงอาศรมกลับไม่พบสองกุมาร จึงถามพระเวสสันดรแต่พระ
เวสสันดรพูดเบี่ยงเบนว่าพระนางมัทรีออกไปพบชู้ดึกดื่นไม่รีบกลับ
บ้านมาดูแลลูก ดูแลผัวพระนางมัทรีจึงร้องไห้และได้สลบไป เมื่อนาง
ตื่นพระเวสสันดรสงสารจึงบอกความจริงแก่นางมัทรี นางมัทรีจึงได้
อนุโมทนาบุญกับพระเวสสันดร ในภาพจะเห็นได้ว่าพระอินทร์มาขอ
พระนางมัทรีเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาขอพระนางมัทรี เมื่อพระ
เวสสันดรยกพระนางมัทรีให้พระอินทร์ฝากพระนางมัทรีให้ดูแลพระ
เวสสันดร ซึ่งในภาพมีจุดเด่นในเรื่องของการให้ทานที่พระเวสสันดร
ได้ยกสองกุมารให้แก่ชูชกและการให้อภัยของนางมัทรีที่ไม่โกรธพระ
เวสสันดรและร่วมอนุโมทนาบุญและความอดทนของพระเวสสันดรที่
เห็นชูชกตีสองกุมารต่อหน้าต่อตาซึ่งตรงกับคุณธรรมในด้านการให้
ทาน
๑๕
ภาพที่๖
จากภาพที่๖ กัณฑ์มหาราช และ กัณฑ์นครกัณฑ์ กัณฑ์มหาราชเป็นเรื่อง
เกี่ยวกับชูชกที่ได้เดินทางกลับไปหานางอมิตดาในระหว่างทางได้พักแรม
บนต้นไม้เพราะกลัวสัตว์ป่าจึงให้สองกุมารนอน
ใต้ต้นไม้เพื่อเฝ้า เทวดา
เห็นดังนั้นจึงแปลงกายมาเป็นพระเวสสันดรและพระนางมัทรีมาให้นม
บุตร และชูชกได้เดินทางต่อผ่านเมืองปู่ของสองกุมาร ปู่ได้เห็นสองกุมาร
เหมือนหลานตนจึงได้เรียกเข้ามาถามไถ่จึงได้ความว่าเป็นหลานของตน
จริงๆ จึงขอไถ่ตัวสองกุมารคืนจากชูชกและได้เลี้ยงดูปรนนิบัติอย่างดี ด้วย
ความที่ชูชกเป็นคนโลภจึงกินอาหารจนท้อง
แตกตาย หลังจากเหตุการณ์ชู
ชกได้ผ่านพ้นไป จึงส่งราชรถไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับ
คืนสู่ราชวังภาพนี้มีจุดเด่นในเรื่องสัญชาตญาณและความรักของปู่ที่มีต่อ
หลานทั้งสองและความโลภมากของชูชกนำไปสู่ความหายนะต่อตัวชูชกเอง
ซึ่งตรงกับการคุณธรรมในด้านความรักของปู่ที่มีต่อหลาน
๑๖
คุณค่าที่ได้รับ
ด้านสังคม
๑.๑ บทบาทหน้าที่ของผู้หญิงในสมัยก่อนที่ต้องดูแลลูกและสามี รวมถึง
งานบ้านทุกอย่างในกัณฑ์ชูชกและกัณฑ์มัทรี
๑.๒ ค่านิยมของสมัยก่อนประชาชนมีความปรารถนาที่จะบรรลุสัมมา
สัมโพธิญาณในกัณฑ์วนปเวสน์
๑.๓ สะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกในกัณฑ์มัทรี
ด้านคุณธรรม
๒.๑การบำเพ็ญบารมีของพระเวสสันดร10ประการ
๒.๑.๑ เนกขัมมบารมี การออกบวชถือศีลของพระเวสสันดร และการสละอ
ตอกจากทางโลกและเข้าสู่ทางธรรม
๒.๑.๒ วิริยะบารมี คือ ความเ
พียร ความขยัน หมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความ
พยามและความอดทน
ไม่ท้อถอย
๒.๑.๓ เมตตาบารมี คือ ความปรารถนาดี มีไมตรีคิดช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
๒.๑.๔ อธิษฐานบารมี คือ ความตั้งมั่นที่จะประพฤติดำเนินชีวิตไปสู่จุดหมาย
คือ การบรรลุพระโพธิญาณ
๑๗
๒.๑.๕ ปัญญาบารมี คือ ความรู้ทั่ว ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความรู้เข้าใจ รู้ผิด
ชอบชั่วดี
๒.๑.๖ ศีลบารมี คือ การประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ผิดระเบียบวินัย อยู่ใน
ศีลอยู่ในธรรม
๒.๑.๗ ขันติบารมี คือ ความอดทนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งใจไว้
๒.๑.๘ อุเบกขาบารมี คือ ความวางใจเป็นกลาง เที่ยงธรรมไม่ลำเอียง
๒.๑.๙ สัจบารมี คือ ความสัจจริง พูดจริงทำจริง และมีความซื่อสัตย์
๒.๑.๑๐ ทานบารมี คือ การให้หรือการสละออก ให้ได้ทั้งกายและวาจา
ทางกายคือการช่วยเหลือที่ใช้กำลังกาย ส่วนทางวาจาคือการให้ความ
รู้๒.๒
ความกตัญญูของนางอมิตตดาที่มีต่อบิดามารดา
คุณค่าด้านจิตใจ ๑๓
๓.๑ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปราก
ฏในมหาเวสสันดรชาดกทั้ง
กัณฑ์นั้นจะช่วยพัฒนาจิตใจให้มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อซึ่งกัน
และกัน ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น มีจิตใจที่เป็นกุศล เมื่อมีอารมณ์โลก โกรธ
หลง ก็สามารถระงับได้ และมีเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตดำเนินชีวิตอย่าง
ไม่ประมาท
๑๘
ข้อคิดที่ได้รับ
๑. ได้เห็นถึงความกตัญญูของลูกที่มีต่อพ่อแม่
๒. ได้เห็นถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก
๓. ได้เห็นถึงการให้อภัยเพราะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่ต้องเคยผิด
๔พ. ลาด
การทำความดี ย่อมได้รับผลดีตอบแทน
๑ส. ถานที่อื่นๆที่ปรากฏจิตรกรรมเรื่องพระเวสสันดร
วัดราชาธิราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
๒. วัดดาวดึงษาราม กรุงเทพฯ ๑๙
๓. วัดหน่อพุทธางกูร จังหวัดสุพรรณบุรี
๒๐
๒๑
โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรีที่นําไปสู่งานประติมากรรม
เนื้อเรื่องย่อ
กล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จกรีธาทัพจากจันทบุรีมา
ธนบุรี ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง ทรงทำนุบำรุงพระพุทธ
ศาสนา ภายในพระราชฐานมีแต่ความเกษมสุข ทรงปราบหัวเมืองต่าง
ๆ เป็นต้นว่านครราชสีมา นครศรีธรรมราชและสวางคบุรี ทรงปูน
บำเหน็จทหาร มีเมืองมาสวามิภักดิ์ถวายดอกไม้๓เงินทอง เมืองคือ
ไทรบุรี ตานีและศรีสัตนาคนหุต กล่าวถึงการสมโภชพระนคร มี
มหรสพฉลอง ผู้แต่งอาราธนาพระรัตนตรัยและอัญเชิญเทพเจ้าให้
คุ้มครองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขอพรให้มีพระเกียรติคุณทุก
ด้าน ตอนท้ายผู้แต่งกล่าวว่าแต่งเรื่องนี้ถวายด้วยความสำนึกในพระ
มหากรุณาธิคุณและเพื่อให้พระเกียรติยศปรากฏไปเบื้องหน้า
๒๒
ชื่อสถานที่ที่ปรากฏในงานประติมากรรม
วงเวียนใหญ่ เป็นวงเวียนที่ถนนประชาธิปก ถนนลาดหญ้า ถนน
สมเด็จพระเจ้าตากสิน และถนนอินทรพิทักษ์มาบรรจบกันในพื้นที่
เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี บริเวณใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ
วงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นสถานีต้นทางของทางรถไฟสายแม่กลอง (วง
เวียนใหญ่-มหาชัย)
๒๓
ประวัติสถานที่ที่ปรากฏในงานประติมากรรม
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสร้างขึ้นเมื่อปี ๒๔๙๖
พ.ศ. ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกแบบและ
ควบคุมการหล่อโดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปินผู้ปั้นคือนาย
แสวง สงฆ์มั่งมี เป็นพระบรมรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ประทับบนหลัง
ม้า ทรงพระมาลา เบี่ยงหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่
จันทรบุรี พระหัตถ์ขวา ทรงพระแสงดาบชูออกไปเหนือพระเศียร
พระหัตถ์ซ้ายทรงบังเหียน ท่านำพลรุกไล่ข้าศึกโดยที่พระบรมราชา
นุสาวรีย์แห่งนี้ทางรัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ได้ออกเสียงเลือกแบบด้วย
ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เลือกแบบในปัจจุบันนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จ
พระราชดำเนินทรงวางพวงมาลา ถวายราชสักการะเนื่องจากในวันที่ ๒๘
ธันวาคม พ.ศ.๒๓๑๐ เป็นวันที่สมเด็จพร
ะเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้
เอกราชชาติไทยกลับคืนหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
ทางราชการจึงกำหนดให้วันที่๒๘ ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันถวาย
บังคมพระบรมราชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จะมีพิธี
บวงสรวงดวงพระวิญญาณของพระองค์ ที่พระบรมราชานุสาวรีย์วง
เวียนใหญ่
๒๔
งานประติมากรรมมีความสำคัญสัมพันธ์กันอย่างไร
ส.ส.ทองอยู่ พุฒพัฒน์เป็นคนบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี
(กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน) ได้บรรจุเป็นครูครูตั้งแต่อายุ ๒๓ ปี
ที่โรงเรียนฝึกหัดครูวัดบวรนิเวศ กรุงเทพฯ ครูทองอยู่สอนวิชา
ประวัติศาสตร์ จึงได้เห็นพระราชกรณียกิจของพระเจ้าตากมากมาย
ที่พึงได้รับการยกย่องให้เป็นมหาราช ในระหว่างที่นายทองอยู่เป็นครู
ที่โรงเรียนฝึกหัดครูวัดบวรนิเวศได้เสนอความคิดเรื่องพระบรมราชา
นุสาวรีย์กับเพื่อนครู แต่ถูกมองเป็นเรื่องขบขันแต่เขาไม่เคยละทิ้ง
ความตั้งใจ เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังป๒ฏิ๔วัต๗ิ ๕ ครูทองอยู่
จึงลาออกมาสมัครส.ส.และได้รับเลือกให้เป็นส.ส.จังหวัดธนบุรีคน
แรก จึงผลัดดันการสร้างราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากตั้งแต่นั้นเป็นต้น
มา ใน๒ปี๔พ๗.ศ๗. ส.ส.ทองอยู่ เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีใน
การสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน
รัฐบาลรับเรื่องมาดำเนิน
การโดยกำหนดให้ตั้งอนุสาวรีย์ที่วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากรได้สั่งการให้ออกแบบมาด้วย
กัน๗ แบบ ตั้งแสดงในงานรัฐธรรมนูญปี เพื่อขอมติมหาชนร่วม
บริจาคทรัพย์เป็นคะแนนเสียงใส่ในตู้ซึ่งตั้งอยู่หน้าภาพแบบนั้นๆ
๒๕
ผลของประชามติเลือกแบบที่ ๑ แต่การดำเนินงานต้องชะงักลง
เพราะได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และการเมืองภายในประเทศไทย
กว่าจะกลับมาดำเนินการใหม่ก็เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑ พ.ศ.๒๔๙๔
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้อนุมัติเงินงบประมาณในการสร้าง
อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน เนื่องจากท่านประสบภัยทางการ
เมืองอย่างรุนแรงจากกรณี ‘กบฏแมนฮัตตัน’ จนท่านต้องหนีเข้าไป
หลบภัยอยู่ในท้องพระโรงพระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี ที่มีพระบรม
สาทิสลักษณ์ของพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งประดิษฐานอยู่ ท่านจอมพล
ป. พิบูลสงคราม ได้ก้มลงกราบถวายบังคมต่อหน้าพระบรมรูปของ
พระเจ้าตากสินมหาราช ขอพระบารมีของท่านให้ช่วยคุ้มครองความ
ปลอดภัย และเมื่อท่านจอมพลรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ทางการ
เมืองในคราวนั้นมาได้โดยสวัสดิภาพ ท่านจึงลงมือดำเนินการ
ก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นจน
สำเร็จเรียบร้อยในปีถัดมา ซึ่งแบบอนุสาวรีย์ที่ปรากฏถึงปัจจุบันมิใช่
แบบตามที่ลงคะแนน เป็นพระบรมรูปขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของคนจริง
ที่ออกแบบปั้นโดยศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี
๒๖
สถานที่ที่ปรากฏงานประติมากรรมอนุสาวรีย์พระเจ้าพระเจ้าตากสิน
มหาราชและงานประติมากรรมอนุสาวรีย์พระเจ้าพระเจ้าตากสิน
มหาราชมีความสัมพันธ์กัน
เนื่องจากอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอนุสาวรีย์ที่
งดงามในทุกมุมมอง และตั้งอยู่ในสถานที่เหมาะสมที่สุด เพราะใน
อดีตผู้ที่อยู่บนถนนทุกสายที่มุ่งหน้าสู่วงเวียนใหญ่ จะสามารถมอง
เห็นพระบรมรูปที่สง่างามก่อนสิ่งอื่น แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่
ทัศนียภาพเช่นนี้จะไม่มีวันหวนกลับคืนมาให้เราได้เห็นอีกต่อไป
เพราะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางผังเมือง ไม่ได้ตระหนักถึงความ
สำคัญของอนุสาวรีย์แห่งนี้แม้แต่น้อย จึงปล่อยให้มีการสร้างอาคาร
และสิ่งก่อสร้างที่น่าเกลียดรอบวงเวียนใหญ่จนบดบังและทำลาย
ทัศนียภาพอันงดงามแต่ดั้งเดิมของอนุสาวรีย์นี้ไปเกือบสิ้น
๒๗
สาเหตุที่สนใจศึกษางานประติมากรรมเรื่อง อนุสาวรีย์
พระเจ้าตากสิน
เนื่องจากพื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยาตั้ง
อยู่ในบริเวณพื้นที่กรุงธนบุรีที่พระเจ้าตากสินมหาราชได้สถาปนาขึ้น
เป็นราชธานีและอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน ที่วงเวียนใหญ่ ถือเป็น
ศูนย์รวมจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะชาวฝั่งธนบุรีอีกทั้งบริเวณ
อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินยังมีภาพประติมากรรมนูนสูงที่แสดงให้
เห็นวิถีชีวิตความเป็นหลังจากเสียกรุงครั้งที่๒ของอยุธยาและการเริ่ม
ต้นยุคสมัยกรุงธนบุรี
๒๘
ภาพที่ ๑ แสดงถึงภาพ
ประชาชนซึ่งหมดหวัง เมื่อกรุง
เสียแก่พม่าข้าศึกศรีอยุธยา
ภาพที่ ๒ แสดงให้เห็น
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรง
เกลี้ยกล่อมประชาชนให้รวมกัน
กู้อิสรภาพ
๒๙
ภาพที่๓ แสดงถึงภาพประชาชน
ซึ่งหมดหวัง เมื่อกรุงศรีอยุธยา
เสียแก่พม่าข้าศึก
ภาพที่ ๔ แสดงให้เห็น
พระองค์ทรงออกรบและมี
ชัยชนะทุกครั้ง
๓๐
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่ในชุดขุนศึก กำลังประทับนั่งบนหลัง
ม้าศึกคู่พระทัย พระวรกายเหยียดตรง พระอูรุ (ต้นขา) ทั้งสองแนบอยู่
กับลำตัวอาชา พระบาทสอดอยู่ในโกลนในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะตบ
โกลนเพื่อเตือนให้อาชาคู่พระทัยโลดลิ่วไปข้างหน้า พระหัตถ์ซ้ายทรง
กระชับสายบังเหียนเพื่อดึงให้ม้าซึ่งกำลังคึกคะนองหยุดนิ่งอยู่กับที่
พระหัตถ์ขวาทรงถือพระแสงดาบยกชูขึ้นสู่นภากาศในท่าออกคำสั่งให้
กองทัพหยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อรอฟังพระบัญชาให้เข้าประจัญบานกับ
ข้าศึกพระเศียรทรงพระมาลาเส้าสูงแบบไม่พับซึ่งมีขนนกประดับอยู่บน
ยอด พระพักตร์ที่ผินไปทางด้านซ้ายเล็กน้อยและพระหนุที่เชิดพองาม
บ่งบอกถึงความคาดคะเนและการระแวดระวังในสถานการณ์ พระเนตร
ทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและความสุขุมคัมภีรภาพ พระขนงขมวด
เข้าหากันแสดงถึงความครุ่นคิดและไตร่ตรอง พระโอษฐ์ที่มีพระมัสสุ
ประดับอยู่บดแน่นเข้าหากันบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและเด็ดขาดในการ
ตัดสินพระทัย ซึ่งประติมากรรมนี้เป็นแบบล
อยตัว
๓๑
คุณค่าที่ได้รับ
ด้านความรู้
๑.ให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์การสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมือง
หลวง การปราบข้าศึก
ตัวอย่างบทประพันธ์
จึ่งแต่งฐานที่ทั้ง ภูมิไชย
ให้สถิตถาวรไป ตราบเท้า
กัลปาวสานใน ธรณิศ
ธนบุรินปิ่นเกล้า ตริสร้างเวียงสถาน ฯ
(นายสวนมหาดเล็ก:๑๙ )
๒.ได้รู้ถึงความเฉลียวฉลาด สติปัญญาและยุทธศาสตร์ในการวางแผน
การรบของพระเจ้าตากสินมหาราช
ตัวอย่างบทประพันธ์
บุญพระภูวนาถเกล้า จักรพาฬ
ทรงฤทธิ์เดโชชาญ เชี่ยวพ้น
พระสติวิทยาญาณ ขยันยอด ชนแฮ
ทรงสมาธิปัญญาล้น แหล่งหล้าฤาเสมอ ฯ
(นายสวนมหาดเล็ก:๑๗)
๓๒
ด้านสังคม
๑. บทบาทหน้าที่ของผู้ชายที่ต้องออกรบเมื่อมีศึกสงคราม
๒. สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้นที่มีการสู้รบโดยใช้ดาบเป็น
อาวุธ และใช้ม้าเป็นยานพาหนะ
ข้อคิดที่ได้รับ
๑.การรักชาติเนื่องจากคนสมัยก่อนมีความรักชาติได้เสียสละชีวิตของ
ตนเพื่อปกป้องประเทศชาติและผืนแผ่นดินที่ตนรักด้วยความยาก
ลำบาก เราควรเอาความรักชาติของคนสมัยก่อนมาเป็นตัวอย่าง
๒.ความสามัคคีในการทำงานเป็นหมู่คณะ หากคนในกลุ่มขาดความ
สามัคคีงานก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าคนในกลุ่มมีความสามัคคี
งานก็จะประสบความสำเร็จ จากตัวอย่างความสามัคคีของชาวบ้านที่
ร่วมกันกอบกู้บ้านเมืองกับพระเจ้าตากสินมหาราช ทำให้
ประเทศไทยได้รับเอกราชคืนมาจากพม่า
๓๓
๓ .ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง
ภูมสถานที่สถิตไท้ ไชยสถาน
พ่างพิษณุกรรมชำนาญ เศกสร้าง
ราชวังมุขวิมาน มูลเกิด มีนา
เรือนรัตนซ้ายขวากว้าง เพียบพื้นภูวดล ฯ
(นายสวนมหาดเล็ก:๑๙ )
จากบทประพันธ์กล่าวถึงตอนที่พระเจ้าตากสินมหาราชทรงฟื้นฟู
บ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองกว่าสมัยอยุธยา ทรงก่อตั้งด้วยช่างที่
มีความชำนาญจนสำเร็จกลายเป็นเมืองกรุงธนบุรี
สถานที่อื่นๆที่ปรากฏประติมากรรมประติมากรรมอนุสาวรีย์พระเจ้า
พระเจ้าตากสิน
๑.ค่ายตากสิน หรือ กองพันทหารราบที่๒กรมทหารราบที่๑
กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิก
โยธิน ตั้งอยู่ที่ถนนท่า
หลวง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี
๓๔
๒. วัดลุ่มมหาชัยชุมพล ถนนตากสิน ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง
ระยอง จังหวัดระยอง
๓. วัดอินทารามวรวิหาร (วัดใต้) แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร
๔. ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เข
าหมาจอ ตำบลแสมสาร
อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
๓๕
๑
๓๖
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่๑ ตอนสร้างวัดพระแก้ว
เนื้อเรื่องย่อ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ซึ่งโปรดให้สร้างขึ้นในพระ
มหาราชวังนั้น ให้สร้างพร้อมทั้งพระอุโบสถ พระเจดีย์ วิหารและศาลา
รายหลายหลัง ให้ขุดสระน้ำทำหอไตรถึงกลางสระหลังหนึ่ง
พระราชทานนามว่าหอพระมนเทียรธรรม เป็นที่ไว้ตู้พระไตรปิฎก แล้ว
โปรดให้เลื่อนพระอาลักษณ์ (แก้ว) เป็นพระยาธรรมปโรหิตจางวางราช
บัณฑิต เลื่อนหลวงอนุชิตพิทักษ์ (ทองอยู่) เป็นพระยาพจนาพิมลช่วย
ราชการในกรมราชบัณฑิต และให้ราชบัณฑิตทั้งปวงบรรดาที่เป็น
อาจารย์ มาบอกพระปริยัติธรรมแก่ภิกษุสามเณรที่หอพระมนเทียร
ธรรมนั้นต่อมา อนึ่งโปรดให้เชิญพระเทพบิดร คือ พระรูปสมเด็จพระ
รามาธิบดี (อู่ทอง) ซึ่งเป็นปฐมวงศ์สร้างกรุงเก่า มาแปลงเป็นพระพุทธ
รูปหุ้มเงินปิดทองประดิษฐานไว้ในพระวิหาร
๓๗
พระวิหารนั้นพระราชทานนามว่าหอพระเทพบิดร การก่อสร้างพระ
อารามสำเร็จในปีมะโรง ฉศก จุลศักราช๑๑๔๖ ครั้น ณ วันจันทร์
เดือน ๔ แรม๑๔ ค่ำ จึงโปรดให้เชิญพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต
จากโรงในพระราชวังเดิมฟากตะวันตก ลงเรือพระที่นั่งกิ่งมีเรือแห่
เป็นกระบวนข้ามมายังพระอารามที่สร้างใหม่แล้วให้นิมนต์พระสงฆ์
ราชาคณะประชุมทำสังฆกรรมสวดผูกพัทธสีมาในวันนั้น และการ
พระอารามสำเร็จบริบูรณ์แล้ว จึงพระราชทานนามว่า วัดพระ
ศรีรัตนศาสดาราม ไว้เป็นที่ประชุมข้าทูลละอองธุลีพระบาท ถือน้ำ
พิพัฒน์สัตยาธิษฐานปีละ๒ ครั้ง คือเดือน๔ ขึ้น๓ ค่ำครั้งหนึ่ง
เดือน๑๐ แรม๑๓ ค่ำครั้งหนึ่ง เสมอมาจนทุกวันนี้
๓๘
ชื่อสถานที่ที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรม
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว
เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรด
เกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๓๒๕
เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรม
มหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ประวัติสถานที่ที่ปรากฏในงานประติมากรรม
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นพร้อมกับ
การสร้างพระบรมมหาราชวังและการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็น
ราชธานี เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ โดยสร้างตามประเพณีการสร้างพระ
อารามหลวงในเขตพระราชวังที่มีมาตั้งแต่อดีต ลักษณะสำคัญของ
พระอารามหลวงในพระราชวังคือ มีแต่เขต
พุทธาวาส ไม่มีเขต
สังฆาวาส
สาเหตุที่มีการสร้างสถาปัตยกรรมในสถานที่ที่ไปศึกษา ๓๙
การสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นนั้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธ
มหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศ
ลาว แล้วนำมาประดิษฐานไว้ที่โรงด้านหน้าพระปรางค์วัดอรุณ
ราชวรารามราชวรมหาวิหาร ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นพระปฐมบรม
กษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีแล้วโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธ
มหามณีรัตนปฏิมากร เข้ามาประดิษฐานในพระอุโบสถพระอารามใหม่
แล้วพระราชทานนามพระอารามว่า "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" เมื่อ
แรกสถาปนามีปูชนียสถานอันเป็นหลักสำคัญของพระอารามพร้อม
บริบูรณ์ คือ พระเจดีย์ พระอุโบสถ พระวิหารและหอไตร
สถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมพระราชพงศาวดารกรุง
รัตนโกสินทร์รัชกาลที่๑
เนื้อเรื่องจากวรรณกรรมพระราชพงศาวด
ารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาล
ที่๑ ตอนสร้างวัดพระแก้ว ในวรรณกรรมกล่าวถึงการสร้างวัดพระแก้ว
ซึ่งโปรดให้สร้างขึ้นในพระมหาราชวัง ให้สร้างพร้อมทั้งพระอุโบสถ
พระเจดีย์ วิหารและศาลารายเป็นหลายหลัง ให้ขุดสระน้ำทำหอไตรถึง
กลางสระหลังหนึ่ง พระราชทานนามว่าหอพระมนเทียรธรรม เป็นที่ไว้ตู้
พระไตรปิฎก
๔๐
ศาลาราย
สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เป็นศาลาโถงไม่มีฝา ตั้งอยู่รายรอบพระอุโบสถ ศาลารายทั้ง๑๒ หลัง
นี้มีลักษณะเหมือนกันทั้งรูปร่าง ขนาดและความสูง ลักษณะเป็น
ศาลาโถงข๒นาด ห้อง หลังคาทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบ
สี หน้าบันเป็นรูปเทพนมปิดทองบนพื้นกระจกสีขาว ประดับด้วย
ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์และนาคสะดุ้ง พื้นท๒ำเป็น ระดับ ปูด้วย
หินอ่อน ใช้สำหรับนักเรียนสวดโอ้เอ้ในเทศกาลเข้าพรรษา
พระอุโบสถ ๔๑
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง
ขึ้นใน พ.ศ.๒๓๒๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๓๒๗ พระอุโบสถมีขนาด ๑๕
ห้อง มีทางขึ้นพระอุโบสถ ๖ ทาง ราวบันไดก่ออิฐฉาบปูนตอนปลาย
ทำเป็นเสาเม็ดทรงมัณฑ์ และระดับพื้นพระอุโบสถมีบันไดทางขึ้นมุข
ทิศตะวันออกและตะวันตกด้าน๓ละ ทาง บันไดกลางตรงกับพระทวาร
ใหญ่เป็นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยเฉพาะ ส่วนบันได๒อีก ข้าง
สำหรับประชาชนทั่วไป บริเวณพื้นเฉล๓ียงสองข้างบันไดตั้งสิงห์สำริด
เป็นศิลปะแบบเขมร๖มีทั้งสิ้น คู่ ตัวพระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดย
รอบ มีหลังคาเป็นพาไลคลุม รับด้วยเสานางรายปิดทองประดับกระจก
ทั้งต้น พนักระเบียงทำเป็นลูกฟักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีแบบ
จีน ตัวพระอุโบสถมีฐานปัทม์รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อ
ด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน
หลัง๔คาลด ๓ระดับ ซ้อน ๓มีช่อฟ้า ชั้น ปิ
ดทองประดับกระจก มุง
หลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสี ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์
นาคสะดุ้ง หน้าบันเป็นไม้จำหลักลายรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ
โดยมีลายกระหนกเครือเถาปิดทองเป็น
ลายก้านขด ปลายลายเป็นรูป
เทพนมประดับอยู่โดยรอบ
๔๒
หอพระมณเฑียรธรรม
เป็นอาคารทรงไทย ก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเฉลียง
รอบ หลังคาซ้อน ๒ ชั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง หน้า
บันประดับกระจกสีขาวหน้าบันเป็นไม้ จำหลักลาย ตอนบนเป็นรูป
พระพรหมทรงหงส์ ตอนล่างเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ล้อม
รอบด้วยกระหนกก้านขดปลายลายเป็นเทพนม ส่วนที่แผงแร
คอสองม๕ีเทพนม องค์ ผนังด้านทิศตะวันตกมีซ๓ุ้มประตู ซุ้ม โดย
มีซุ้มใหญ่ทรงมณฑปอยู่กลาง บานประตูประดับมุกเป็นลายพระ
พรหมทรงหงส์ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระนารายณ์ทรงครุฑ
ประกอบลายกระหนกก้านขด ปลายลายเป็นสัตว์หิมพานต์ ซุ้มประตู
เล็กสองข้างเป็นซุ้มทรงบันแถลงทางด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็น
หน้าต่างในซุ้มทรงบันแถลงเช่นเดียวกัน
๔๓
พระศรีรัตนเจดีย์
ตั้งอยู่บนฐานไพทีด้านทิศตะวันตก เป็นเจดีย์ทรงลังกา สร้างขึ้นเมื่อ
พ.ศ. ๒๓๙๘ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตาม
แบบพระมหาเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระราชวังหลวงแห่ง
กรุงศรีอยุธยาเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ทรงได้มาจาก
ลังกา ต่อมาในคราวฉลองพระนคร๑ค๐ร๐บ ปี พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เสริมพอกแก้รูปทรงพระศรีรัตนเจดีย์
และประดับกระเบื้องทองภายนอกทั้งองค์ภายในองค์พระเจดีย์เป็น
ห้องโถงกลม ผนังโบกปูนทาสีขาวสอบไปตามความสูงของพระเจดีย์
ตรงกลางห้อยฉัตรสีขาวตรงกับพระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรม
สารีริกธาตุ ตรงกลางห้องประดิษฐานพระเจดีย์บรรจุพระบรม
สารีริกธาตุ ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น ฐานล่างเป็นรูปแปด
เหลี่ยมมีมุขสี่มุข ฐานบนเป็นฐานบัวหงาย
องค์เจดีย์มีลักษณะเหมือน
กับพระศรีรัตนเจดีย์ทุกประการ
๔๔
สถานที่อื่นๆที่ปรากฏสถาปัตยกรรมพระราชพงศาวดารกรุง
รัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ ตอนสร้างวัดพระแก้ว
ไม่พบสถานที่อื่นๆ ที่ปรากฎงานสถาปัตยกรรมพระราช-
พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ ตอนสร้างวัดพระแก้ว
คุณค่าที่ได้รับ
ด้านความรู้
๑.ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัด
พระแก้ว)
๒.ให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะการสร้างสถาปัตยกรรมภายในวัดพระ
ศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
ด้านค่านิยม
๑. เนื่องจากคนสมัยก่อนนับถือศาสนาพุทธจึงได้มีการสร้างวัดเป็น
จำนวนมากเช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
(วัดพระแก้ว)
ข้อคิดที่ได้รับ
๑. เนื่องจากการสร้างวัดในสมัยก่อนต้องสร้างการจากความยาก
ลำบาก อีกทั้งในการสร้างวัดยังมีความสวยงามและประณีต ดังนั้น
เราจึงควรอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมของไทยเอาไว้