EKG
คลื$นไฟฟ้าหวั ใจ
นกั ศกึ ษาพยาบาลศาสตรชนั0 ปีท 4ี 3
วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี
หลกั การทำงานของหวั ใจ
หัวใจเปน( อวยั วะแรกท่เี ริญติบโตทำงานได=ตั้งแต?อย?ูในกรรภBของมารดา และปรับเปลี่ยน
มาจากหลอดเลอื ด จดั เป(นอวัยวะท่มี ีขนาคใหญ? ต้งั อยใ?ู นช?องอกระหวา? งปอดทั้งสองข=าง
ตรงบริเวณทีเ่ รยี กว?า Mediastinum มีรูปรา? งคล=ายกรวย (Cone- shaped) ท่ีมยี อด
แหลมยนื่ ลงมาทางด=านลา? งเรียกว?าapex ซ่ึงอยู?ตรงระดบั intercostals space ที่ 5
และ 6 ในแนวเส=นดง่ิ ท่ลี ากจากจดุ กงึ่ กลางของกวามยาวกระดูกไหปลารา= (Mid -
clavicular lie) หวั ใจแบง? เปน( ห=องตา? งๆได= 4 หอ= ง คอื
1) หัวใจหอ= งบน (Atrium) 2 หอ= ง กือ หัวใจหอ= งบนขวา (Right atrium) และหัวใจหอ= งบน
ซ=าย (Left atrium) ซง่ึ ถกู แยกออกจากกนั โดยผนังก้ันท่ีเรียกว?า Interatrial septum
2)หัวใจห=องลา? ง (Ventricles) 2 หอ= ง คือ หัวใจหอ= งล?างขวา (Right ventricle) และหัวใจห=อง
ลา? งชา= ย (left ventricl) ซ่ึงถูกแยกออกจากันโดยผนังกัน้ ท่เี รียกว?า Interventricular septum
Venricle มขี นาดกอ? นขา= งใหญก? ว?า Atrum เพราะมกี ารทำงานมากกวา? โดยเฉพาะ
Left ventricle ทม่ี ีผนงั หนามาก พราะต=องบีบตัวให=เลือดไหลไปลยี้ งส?วนต?างๆ ของรา? งกายใน
ขณะท่ี Atrum มผี นังค?อนขา= งบาง พราะทำหนา= ทคี่ อยรับเลือดจากหลอดเลอื ดคำกลบั เขา= สู?หวั ใจ
การไหลเวยี นของเลือดออกจากหัวใจ
1) Pulmonary circulation เป(นการ ไหลเวียนเลือดดำออกจาก Right ventricle ผา? น
Pulmonary artery ไปสูป? อด เพอ่ื รับเลือดแคงกลับเข=าสู? Left atrium ทาง Pulmonary
vein
2) Systemic circulation เป(นการ ไหลเวยี นเลือดแดงออกจาก Left atrum โดยไหลผ?าน
Mitral valve ข=าส? Left Atrium บริเวณตา? งๆ ทวั่ ร?างกาย จนถงึ Arteriole และ Capillary ที่
Capillaryออกซิเจน และสารอาหารสามารถผน? เขา= เซลลไB ด= ส?วนคารBมอนไดออกไซดB และของ
เสียอนื่ ๆจากเซลลBจะเข=าส?ู Capillary ดงั นนั้ เลอื ดท่ไี หลผ?าน Capillary เขา= สู? Venule และ
Vein จึงเป(นเลือดทีม่ ีสีคล้ำ ซง่ึ มอี อกซเิ จนนอ= ย แต?มคี ารบB อนไดออกไซดแB ละของเสยี มาก เลอื ด
ดำจากลำตวั และขาจะไหลเข=าสู? Inferior vena cava ส?วนเลือดคำจกศรษี ะและแขน จะไหลเข=า
สู? Superior vena cava แลว= เลือดดำจากหลอดเลือดทัง้ สองน้จี ะ ไหลเข=าส?ู Right ventricle
ตอ? ไป
3) Portal circulation เป(นการไหลวยี นเลือดในเลือดดำที่กลับมาจากมา= ม กระเพาะ
อาหารตับออ? น และลำไส= เขา= ส?ูดับทาง Portal vein จากน้นั เลอื ดกจ็ ะรวมกบั Arterial
blood ในตบั แล=วออกจากตบั ทาง Hepatic vein ข=าส?ู Inferior vena cava เพือ่ ไหล
เขา= สห?ู ัวใจตอ? ไป
สัญญาณไฟฟา€ หัวใจจะเดินทางผา? นกล?มุ เซลลพB เิ ศษท่ีเรียกวา? Sino-Atrial node (SA
Node) สัญญาณไฟฟ€าท่ีกำเนดิ จาก SA Node จะถกู สง? ลงไปในห=องหวั ใจส?วนท่อี ย?ูล?างลง
ไป 3 สว? นดังนี้
ส?วนแรกว่งิ ไปตามด=านหนา= ของหัวใจห=องบนขวาแลว= แบง? ออกเป(น 2 ทาง คือทาง
หนึง่ ออ= มมาจากทางด=านหนา= ไปสู?หวั ใจหอ= งบนท้ังสองหอ= ง ส?วนอีกทางหน่งึ แยกลงตรงผนงั
ก้นั หวั ใจห=องบนทง้ั 2 ลงมาส?ดู า= นบนของ Atrio-Ventricular Node (AV Node) สว? นนำ
ไฟฟา€ ส?วนนีเ้ รยี กว?า Anterior Internodal Track (Bachmann's Bundle)
ส?วนท่ีสองเรม่ิ จากทางดา= นหลงั SA Node ออ= มมาทาง
ดา= นหลงั ของเส=นเลือด Superior Venacava ลงมาส?ู
ผนังกัน้ หวั ใจหอ= งบนและลงส?ูด=านบน AV Node
เรียกว?า Middle Internodal Track (Wenckebach)
สว? นทีส่ ามเร่มิ จากดา= นหลังของ SA Node
ลงมาตามผนงั หวั ใจหอ= งบนขวาลงส?ู AV Node เรียกว?า Posterior Interodal Track
(Thorel)
ในหัวใจห=องบนขวาชดิ กับผนังกนั้ หวั ใจหอ= งล?างใกลผ= นงั กัน้ ระหว?างเอเทรียม ทั้งสองขา= งตรงบริเวณ
เหนอื ล้ินหัวใจ Tricspid ท่ีอยดู? า= นหน=าของช?องเปด‡ ของ Coronary Sin เปน( ตำแหน?งของกล?ุมเชลลทB ีม่ ี
ลกั ษณะหมือนเซลลปB ระสาทผสมกบั เซลลกB ล=มเนื้ออีกกล?มุ หนึ่งเรยี กว?าAV Node จะรบั สัญญาณไฟฟา€ จาก
SA Node ตามเสน= ทางทีก่ ลา? วขา= งตน= แล=วสง? ตอ? ไปตามส?วนต?างๆ ทีเ่ รียกว?า HIS Bud ซ่งึ เป(นสว? นทร่ี บั
สญั ญาณไฟฟา€ จาก AV Node โดยตรงมยี าวประมาณ 2 เชนตมิ ตร อยทู? ผ่ี นังนระหวา? งหัวใจในสว? นเอเทรียม
ท้ัง 2 ขา= ง และผนงั กั้นระหวา? งหวั ใจสว? นของเวนตรเิ กลิ ท้ัง 2 ขา= งเช?นกนั สญั ญาณไฟฟ€หัวใจจาก HIS
Bunde จะถกู สง? ต?อไปท่ี Right Bundle Branch และ Loft Bundle Branch แยกกันไปยงั หวั ใจห=องลา? ง
ทั้งสองข=างโดยท่ี Right Bundle Brach จะทอดตัวมาตามผนังก้ันหัวใจหอ= งลา? งก?อนมาทางขวาแล=วแทรกตัว
เขา= ไปอยู?ในเยอื่ บหุ ัวใจดา= นขวา ส?วน Lef Bundle Branch จะทอดตัวมาตามผนงั กน้ั หัวใจห=องลา? งก?อนมา
ทางซา= ยและแยกออกเป(นสองแขนงไดแ= ก?แขนงด=านหนา= และแขนงดา= นหลัง (Anterior and Posterior
Fascicle) มีขนาดสนั้ และหนากว?าสว? นปลายสุดของระบบนำไฟฟา€ ของหัวใจซง่ึ อยใ?ู ตเ= ยอ่ื บุหวั ใจดา= นใน
(Endocardium) สามารถรบั สัญญาณไฟฟา€ จากส?วนที่กลา? วมาแล=วข=างต=นเพอื่ นำสัญญาณไฟฟา€ ลงไปแผ?
กระจายทั่วห=องหวั ใจ
กระบวนการดีโพลไรเซชนั และรโี พลาไรเชชัน
โดยปกติเมอ่ื เชลลBกลม= เน้ือหัวใจอยใู? นระยะพักตัว (at Ret) ภาขในเซลลBจะมีศักขไB ฟฟา€ นอ= ยมาก
ประมาณ -60 ถึง -100 มิลลิโวลตB เรยี กวา? ศักยขB ณะเซลลBพกั (Resting Potential) และเรยี กสภาวะ
เซลลใB นขณะนี้ว?าสภาวะโพลาไรเซชนั (Polariation) เมอ่ื เซลลกB ลา= มเนือ้ หัวใจได=รบั การกระตน=ุ อยู?ใน
สภาวะดโี พลาไรเซชัน (Depolarization/Activated) คา? ศกั ยไB ฟฟา€ จะสูงข้ึนประมาณ +20 มลิ ลโิ วลตB
เรยี กว?าศักขBกระตุน= (Action Potential) การทีศ่ ักยไB ฟฟา€ มีค?าต?างกนั นี้ เนอ่ื งจากการแลกเปลยี่ นความ
เข=มขน= ของสารเกลอื แร? เช?น โซเดยี มไอออนทอี่ ยูภ? ายนอกเซลลกB บั โปแตสเซยี มไอออนที่อยภู? ายในเชลลB
ในภาวะปกตกิ ายในเซลลBจะมสี ารโปรแตสเซยี มสูงโชเดยี มต่ำ สารเกลอื แร? เหล?านี้จะค?อยๆ ซึมผา? นเข=า
ออกเซลลBเป(นระยะ ทำให=คา? ศักยBไฟฟา€ เปลย่ี นแปลงอยูต? ลอดเวลาเมอ่ื ใดทีศ่ ักยBไฟฟา€ ของเชลลลB ดตำ่ ลง
มากๆ
เซลลจB ะตอบสนองการกระตน=ุ โดยสารโซเคยี มภายนอกเซลลจB ะซึมเข=สภู? ายในเซลลอB ยา? ง
รวดเรว็ ทำให=ศกั ยไB ฟฟ€าภายในเซลลเB พ่ิมข้นึ ตอ? มาศักยไB ฟฟา€ ก็จะค?อยๆ ลดลงเพราะมีสารโปรแต
สเซยี มซมึ ผ?านเข=าภายในเซลลBตามด=วยสาร โซเดยี มถกู ขบั ออกนอกเซลลB เรยี กว?าเซลลBอยใู? นสภาวะ
กลบั ตวั รีโพลาไรเซชัน (Repolarization) ดงั ภาพที่ 2-2
ปรากฎการณเB หล?านใี้ นทางไฟฟา€ พบว?าเม่ือค?า
แรงดันมกี ารเปลีย่ นแปลงและเซลลB มคี วามด=านทาน
ทางไฟฟา€ จะทำใหเ= กดิ เส=นทางของกระแสไฟฟา€ ไหล
ผ?านจากเซลลBหนงึ่ ไปยังอกี เซลลBหน่ึงต?อไปเปน( ลูกโซ?
ทำใหก= ิศกั กระตน=ุ ในแต?ละสว? นของหัวใจ เมื่อรวมศักยB
กระตนุ= ท่ีเกดิ ข้นึ ผลที่ได=คอื คลื่นไฟฟ€หัวใจ ดังแสดงใน
ภาพท่ี 2:3 แสดงความสัมพนั ธขB องการเกดิ คลื่นไฟฟ€า
หัวใจ
การเกิดคลืน่ ไฟฟBาหวั ใจในทางสรีระไฟฟาB
กระบวนการหดตวั และคลายตวั อยา? งสม่ำเสมอ
ของหัวใจ ส?งผลให=เกิดสรีระไฟฟา€ ไหลผ?านไปมาใน
หวั ใจปน( วงรอบหรอื ทีเ่ รียกวา? คลืน่ ไฟฟา€ หัวใจ
ประกอบด=วยกลืน่ P คลน่ื QRS Complex คล่ืน T และ
คลนื่ U (พบไดบ= าง Lead) ดงั ภาพที่ 2-4 ซึง่ สามารถ
อธิบายการเกดิ คลน่ื ไฟฟ€าตามการทำงานของหัวใจได=ดังนี้
1) การเกิดกลนื่ P แสดงการดีโพลาสไรเซชนั ของหวั ใจห=องบนซา= ยและหวั ใจห=องบนขวา
(Depolarization of the Right and Lett Atria) ซงึ่ ทำให=หวั ใจห=องบนมีการหดตัว โดยปกติคลนื่
P จะเป(นคล่ืนหัวตัง้ วน= แต?ใน Lad aVR ท่ีคลน่ื P จะเป(นคลื่นหัวกลบั คล่นื P จะมขี นาดใหญ?และ
เห็นได=ชัดทส่ี ุดเมือ่ อยู?ใน Lead !! มากกวา? Lead อื่นๆ
2) การเกิดคลนื่ QRS Complex แสดงการดีโพลาไรเซชันของหัวใจห=องซา= ยล?างและหัวใจห=องขวา
ลา? ง (Right and Left Ventricular Depolarization) ส?งผลให=กลม= เนอ้ื หดตัวส?งโลหติ ไปเลี้ยงสว? น
ตา? งๆ ภายในรง? กายและประกอบขึ้นเป(นคล่ืน Q คลื่น R และคลนื่ ร ในคนปกติคลืน่ Q จะเป(นคล่นื
ลบเล็กๆเกดิ จกการกระต=ุนทางไฟฟ€ของผนงั ก้นั เวนทรเิ กิลด=านซา= ยและว่ิงจากทางดา= นขวา เนอื จก
ผนงั ก้นั เวนทรเิ กลิ คน= ซย= หนากวา? คน= ขวาทำให=เรได=กลนื่ บวก R สูงและชัดเจนเมื่อเราวางขวั้ ไฟฟา€ ไว=ท่ี
บรเิ วณเวนทรเิ คลิ ชา= ย ถ=าวางขวั้ ไฟฟ€าไวท= ่บี รเิ วณเวนทริเคลิ ขวาคลื่นทบี่ นั ทกึ ไดจ= ะแสดงใหเ= ห็นคลื่น
ที่เล็กและเต้ยี แต?คลน่ื S จะมลี ักษณะทแ่ี หลมและลกึ
3) การเกิดคลน่ื T แสดงการรีโพลไรเซชนั หวั ใจหอ= งลา? งมีขนาดประมาณรอ= ยละ 30 ของคลืน่ R โดยที่
คล่นื T จะมีลกั ษณะหวั ตั้งไม?คอ? ยสมมาตรเลก็ น=อย ซง่ึ ทางดา= นขาขนึ้ (Ascendig) ชนั นอ= ยกวดา= นขาลง
(Dscending) เล็กน=อข ซ่ึงจะได=คลนื่ T หัวตง้ั ในกรณีวัดโดยใชL= ead I , II, V3 -V6 และจะไดค= ลืน่ T
หวั กลับในกรณีวัดโดยใช= Lead aVR
4) การเกดิ คลน่ื U มจี ดุ กำเนดิ ไม?แน?ชดั แต?อาจแสดงถึงสภาพหลงั การรโี พลารBไรเซชันของเสน= ใย
Purkinje และระยะทเ่ี กดิ คล่นื U จะตรงกบั ระยะพักตวั ของเวนทริเคลิ
เสนD มาตรฐานและพารามิเตอรHตาI งๆ ทีใ่ ชใI นการวนิ จิ ฉยั
ในการทำงานแตล? ะครงั้ ของหวั ใจ จะเริม่ ตัง้ แต?การหดตัวจนไปถึงการคลายตวั ซึ่งจะ
ทำงานเปน( วงรอบหรอื เรียกวา? หนึง่ รอบคล่ืน ดังน้ันการทำงานของหวั ใจจงึ มวี งรอบทางไฟฟา€
อย?างสมบูรณแB ละ จะแยกจากกัน.
ดว= ยเส=นมาตรฐาน (Baseline หรือ ISO-Electric Line) คล(ืนไฟฟ้าหวั ใจทงั3 หลายจะ
เกดิ ขนึ3 เหนือหรือใต้เส้นมาตรฐานทงั3 สนิ3 โดยท(วั ไปคล(ืนท(อี ยู่เหนือเส้นมาตรฐาน เรียกว่า
คล(ืนบวกหรือคล(ืนหวั ตงั3 ซ(งึ ได้แก่คล(ืน P คล(ืน ORS Complex และคล(ืน T เป็ นต้น ส่วน
คล(ืนท(อี ยู่ใต้เส้นมาตรฐาน เรียกว่า คล(ืนลบหรือคล(ืนหวั กลับ ซ(งึ ได้แก่คล(ืน O และคล(ืน S
ดงั แสดงในภาพท(ี L-N แต่อย่างไรกต็ ามคล(ืนสามารถเปล(ียนรูปคล(ืนไปตามอาการหรือ
ระบบการทาํ งานของหวั ใจท(ผี ิดปกติ ส่งผลให้คล(ืนเกดิ การเปล(ียนแปลงเช่น การ
เกิดคลื่น P หรือคล(ืน T หวั กลับ เป็ นต้น
ในแต?ละรูปคลน่ื ของคล่นื ไฟฟห€ ัวใจจะแยกจากกันดว= ยช?องห?างคล่นื (Segment) และเม่ือรวมชอ? ง
ห?างคลื่นกบั ความยาวคลน่ื จะเรยี กว?าระยะหา? งกลืน่ ยกตัวอย?างเชน? ระยะห?างคล่ืน STปน( การรวมกัน
ระหวา? งชอ? งหงคลน่ื ST ( ตง้ั แต?ตำแหนง? สิ้นสุดคลน่ื S ไปจนถงึ ตำแหน?งเริม่ ตน= คลื่น T )บวกกบั ความยาว
คลืน่ T ( ตำแหนง? เร่มิ ต=นคลน่ื I ไปจนถึตำแหนง? สิ้นสุดคล่ืน T ) ดงั แสดงในภาพท่ี 26 ซง่ึ สามารถแน
กรายละเอยี ดการแบ?งและพารามเิ ตอรตB ?างๆ ไดด= ังนี้
1) คล่ืน P จะพบเหน็ มากใน Lead ll และต=องเป(นหวั ต้ังเสมอจงึ จะถือว?าปกติ ส?วนใน V1 และ V2
อาจจะปน( ท้งั หัวต้ังและหัวกลับกไ็ ด= ซึ่งคลืน่ ลบต=องมขี นาดไม?น=อยกวา? หรือเท?ากับขนาดคล่นื บวกจงึ จะ
ถอื ว?าปกติ โดยทวั่ ไปคล่ืน P ตอ= งมีความกวา= งไมเ? กิน 0.08-0.12 วนิ าที และความสูงไมเ? กิน 2.5
มลิ ลิเมตร
2) ระยะห?งคล่นื P-R เปน( ระยะจากจุดเร่ิมต=นของคลน่ื P ไปถงึ จุดเร่ิมตน= ของคลืน่ QRS Complex ถ=
QRS Complex มคี ลน่ื Q อยู?ดว= ย ระยะคล่ืน P-R จะวดั โดยเริม่ จากจุดเรมิ่ ต=นของคลนื่ P ไปจนถงึ
จุดเรม่ิ ต=นของคล่นื แต?ถ=า QRS Complex ไม?มคี ล่ืน Q ระยะคล่นื P-R จะเร่มิ วดั จากจุดเรมิ่ ต=นของ
คล่ืน p ไปจนถึงจุดเร่ิมต=นของคลน่ื R ระขะคลื่น P-R จะหมาขถงึ คลื่น P รว? มดว= ย เสมอแตไ? มม? ีสว? น
ของ QRS Complex ระยะคล่ืน P-R จะมีค?าระหว?าง 0.12- 0.20 วนิ าที
3) คลืน่ QRS Complex ในคลื่นไฟฟห€ วั ใจ คลนื่ Q คอื คลืน่ ลบอนั แรกในหนึ่งรอบคลน่ื
และเปน( สว? นเร่ิมคน= ของ QRS Complex ดังนนั้ ถ=ใน Lead ไดมคี ลื่น Q อย?ู คล่นื Q นัน้ จะอยู?
ระหว?างคลื่น P และคล่ืน R และในบางครั้ง QRS Complex จะประกอบด=วยคลืน่ R เพียงอยา? งเดียว
โดยไม?มีคล่นื Q นำหนา= และคลื่น Sตามหลงั กไ็ ด= แต?ถ=าเราต=องการกล?วถงึ จุดเรมิ่ ต=นของคลน่ื R เราก็ยัง
ใชเ= รยี กจดุ นนั้ วา? Q อย?เู ช?นดียวกับจุดสดุ ท=ายของคลน่ื R ท่ีเรยี กวา? S โดยไม?ได=มคี ลืน่ S อย?างแท=จริง
เหมอื นใน QRS Complex ทว่ั ไป
ในทางปฏิบตั แิ ล=ววลาอน? คลน่ื ไฟฟ€าหวั ใจเม่อื พดู ถงึ QRS Complex อาจจะหมายความรวมๆ กนั ไป
คืออาจะมีคลื่น Q หรือคลืน่ S ดว= ยหรอื ไมม? ีกไ็ ด= แต?เม่ือต=องการแยกรายละเอียด วิธปี ฏิบตั ิท่ียดื ถือตาม
หลกั สากลนิมคืการใชอ= กั ษรภาษาอังกฤษตัวเล็กในคล่ืนขนาดเลก็ ใช=อักษรตัวใหญ?ในคลืน่ ขนาดใหญ?
และถ=ามีคล่นื ทป่ี (นบวกหรือลบมากกวา? 1 คลน่ื จะใช=สญั ญาลักษณะ R R'และ R" แทนจำนวนคลื่นท่เี กิด
ดังแสดงในภาพท่ี 2-7
3.1) คลืน่ Q มคี วามกว=างนอ= ยกว?า 0.04 วินาที หรือ 1 ช?องเล็ก และมีความลึกนอ= ยกวา? ¼ ของขนาด
คล่ืน คล่นื Q ท่ปี กตนิ ้นั มกั จะพบได=ใน Lead I , aV2,aVF, V4,V5 และ V6
3.2) ระยะหา? งคลน่ื Q-T อระยะตงั้ แตร? ่ิมคน= คล่นื Q ปจนส้ินสุดคลนื่ T โดยระยะคลนื่ QT จะเป(นระยะ
คลืน่ ที่ยาวท่ีสุดในบรรดาระยะคล่ืนท่มี ี ซึ่งได=รวมความยาวของคลื่น QRS Complex ชอ? งหงคลน่ื ST
และความยาวคลื่น T เข=าด=วยกนั ค?าของ Q-T จะแตกตา? งกันไปตามอายุ เพศ วัยและอัตรการเต=นของ
หวั ใจ
3.3) ระยะคลน่ื R-R คอื ระยะ ระหว?างยอดคล่นื R แรกไปถงึ ยอดคล่นื R ลูกตอ? ไป
3.4) ระยะห?างคล่ืน S-T เร่ิมตง้ั แต?ส้นิ สุดตำแหนง? คลื่น S ไปจนถงึ ส้นิ สดุ ตำแหนง? คลื่น T
3.5) ความกวา= งคลน่ื QRS Complex คอื การรวมกันของคลื่นสามคลนื่ เริม่ ต้ังแตส? ?วนแรกสุดของ
ความกวา= งคลน่ื QRS Complex คอื คลื่น ในคนปกตจิ ะเป(นคลื่นลบขนาดเลก็ จากน้ันจะตามดว= ข
คลนื่ ท่ีมขี นาดใหญแ? ละเห็นได=ชัดทีส่ ดุ นนั้ คอื คลนื่ R ในคนปกตจิ ะเปน( คลน่ื บวกและสดุ ทา= ยคลนื่ S ใน
คนปกติจะเป(นคลืน่ ลบที่มีขนาดเลก็ แต?มีความลึก
4)คลื่น T รูปรา? งของคล่นื T ปกติจะไม?ค?อยสมมาตรเลก็ นอ= ย โดยท่วั ไปแลว= คล่ืน T ในLimb Lead จะไป
ทิศทางเดียวกับคล่นื ORS Complex ทอ่ี ย?ูใน Lead เคียวกันเสมอ กล?าวคอื ถ=าคลื่นQRS Complex ส?วน
ใหญ?หัวตั้งคลน่ื T กจ็ ะหวั ตงั้ ตาม เป(นคน ดังน้นั คล่นื T จะหัวต้ังเสมอในLead I และ ll และ จะหวั กลับ
เสมอใน aVR ในการบอกถงึ ความปกตหิ รอื ผิดปกตขิ องคลนื่ T รูปรา? งลักษณะคลืน่ เพียงอย?างเดียวไม?
เพียงพอแตต? =องอาศัยการหาแกนไฟฟา€ ประกอบดว= ย
ความสูงและความกว=างของคลื่น T นน้ั ไมม? มี าตรฐานท่แี นน? อนวา? ควรจะเป(นเท?าใดเหมือน
คล่นื P ความสงู ของคล่นื T จะแตกตง? กนั ได=มากในแตล? ะบุคคลและในคนๆ เดียวกันคลื่น T ยงั
อาจจะแตกต?างกันไปไดใ= นเวลาที่แตกต?างกนั
5) คลืน่ U ตามธรรมดาคล่ืน U จะไม?มีในคล่นื ไฟฟา€ หัวใจทกุ Lead แตจ? ะเห็นไดช= ดั ท่ีสดุ
ใน Chest Lead V4,V5 คล่ืน U มักมีขนาดไมเ? กิน 0.1 mV มกั จะเปน( คลื่นเลก็ ๆ เกดิ ข้ึนหลังคลืน่ T
และอยู?กอ? นคลืน่ P ในรอบคลนื่ ถดั ไป
อตั ราการเต=นของหัวใจ ในคนปกติจะอยู?ในชว? ง 60-100 ครง้ั ต?อนาที ถ=าอัตราการเต=นของ
หัวใจน=อยกว?า 60 ครัง้ ต?อนาที เปน( ความผดิ ปกตทิ เี่ รียกว?าภาวะหวั ใจเตน= ช= (Brady Arrhythmia)
และถ=หัวใจเตน= เรว็ เกินกว?า 100 คร้งั ตอ? นาที เปน( ความผิดปกติทเ่ี รยี กว?าภาวะหัวใจ เต=นเร็ว
(Tachy Arrhythmia) หนว? ยทีใ่ ชว= ัดคล่ืนไฟฟ€าหวั ไได=แก? มิลลโิ วลตตB ?อวินาทแี ละบันทกึ ลงใน
กระดาษบนั ทึกคล่ืนไฟฟ€าหวั ใจที่ใชอ= ตั ราความเร็วของแถบบันทึก 25 มลิ ลมิ ตร/วนิ าที่ เปน( ผลให=
ชว? งหา? งในแนวยาว 1 ช?องเลก็ เท?กบั 0.04 วนิ าที ช?วงหา? ง 5 ช?องเล็กหรอื ช?องใหญ?เทา? กับ .20
วนิ าที ดงั ในภาพที่ 2-4 วธิ กี ารคำนวณอัตราการเต=นของหัวใจมีหลายวิธี อาจจะนบั ช?วง P-P หรอื
R-R ท่ีถดั กนั กไ็ ด= วธิ ที งี่ ขท่สี ดุ คือเอา 300 ตง้ั หารดว= ยจำนวนช?องใหญท? ี่อยร?ู ะหวา? งบที บองหัวใจท่ี
ถัดกันใน Lead ไดกไ็ ดท= ีช่ ดั เจน (หมาะสำหรับกรณที ี่อัตราการเต=นค?อนขา= งสม่ำเสมอ) ไดอ= ตั ร เปน(
จำนวนครั้งตอ? นาที
วธิ กี ารวดั และบนั ทึกคลืน่ ไฟฟBาหวั ใจ
ในการตดิ สายบันทกึ คลื่นไฟฟา€ หวั ใจจะตอ= งทำความสะอาดบริเวณทจี่ ะตดิ ข้วั ไฟฟา€
(Elccrode) จากน้ันทาเจล ณ จดุ ที่ติดขัว้ ไฟฟ€าเพอ่ื ลดความตน= ทานอิมพแี ดนซBลงเพอื่ ให=
ส่อื ไฟฟา€ ไดด= ขี ้นึ คล่ืนไฟฟห€ ัวไท่ีสมบรู ณจB ะตอ= งประกอบดว= ย 12 Lead ในแต?ละ Lead
เกิดจากการวางขว้ั ไฟฟ€า ซง่ึ เปน( ข้วั ลบไวใ= นแต?ละตำแหน?งบนรา? งกาย Lead ทัง้ 12 นี้ แบ?ง
ออกไดเ= ป(น 3 ชนิดด=วยกนั คือ
1) Bipolar Lead หรือ Limb Lead เป(นการติดสายวดั สญั ญาณตามส?วนต?างๆ ของรา? งกายในรปู
สามเหลยี่ มเอนโทเฟนชน? แขนขวา แขนซา= ย ขาขวาและขาซ=าย แต?มักจะวางไวบ= นขาซ=ายเพราะ
สะดวกกวา? และคล่ืนไฟฟา€ ที่ได=กจ็ ะมีรปู ร?างหมือนกนั ไม?ว?าเราจะวางไวบ= นเท=าซา= ยหรอื ขาซ=าย คล่ืน
ไฟฟท่ีไดน= ี้ป(นกรวัดความตง? ศกั ยรB ะหว?างขั้ทง้ั สองของขัว้ ไฟฟ€าทีว่ างไวต= ามจดุ ต?างๆจากวิธกี ารวัด
เช?นนท้ี ำให=เราได=คล่ืนไฟฟ€า 3 Lead ดว= ยกันคอื
Lead I ไดจ= ากการ วัดความตา? งศักยรB ะหว?างแขนขวาและแขนซา= ย
Lead II ได=จาการวดั ความตา? งศักยBระหวา? งแขนขวาและขาซ=าย
Lead III ไดจ= าการวัดความต?างศักยBระหวา? งแขนซ=ายและขาซ=าย
จะเห็นได=วา? Bipolar Lead นี้ปน( การวัดความตง? ศักยรB ะหว?างจดุ 2 จุดด=วยกนั และ ขว้ั ไฟฟา€ ที่อกี
จดุ หนง่ึ เป(นข้ัวลบ ดังน้ันจึงอางเรยี กว? Lea ที่ได=จากการวางขวั้ ไฟฟ€า เช?นนีว้ Bipolar Lead แต?
เนอื่ งจาก Lead ทไ่ี ดว= ?าเป(น Limb Lead คังแสดงในภาพที่ 2-8 (ก) บางครัง้ จงึ นิยมเรียกรวมว?า
เปน( Bipolar L imb Lead เพอ่ื ให=แตกต?างจาก Unipolar Limb Lead
1) Unipolar Limb Lead หรือแบบ Augmented Limb Lead เกดิ จาการ วางข้วั ไฟฟา€ ทเ่ี ป(นขวั้ บวกไว=
ตามตำแหนง? มาตรฐนต?งๆ สว? นข้วั ไฟฟ€อีกข้ัวหน่ึงตอ? เข=ากบั Galvanometer ทำให=มีคา? ข้ัวลบเป(นศูนยBคือ
เปน( Zero Potental หรอื เรยี กว?าเปน( การปรับขัว้ ไฟฟ€าให=เป(นกลาง (Indifferent Electrode) ซึ่งก็อยู?ท่ี
ตัวเครือ่ งมอื นั่นเอง การวางขัไ้ ฟฟ€า เชน? นท้ี ำใหเ= ราสามารถวดั กระแสที่เกิดข้ึนจรงิ ใตข= ั้วไฟฟ€ขว้ั บวกตาม
ตำแหนง? ตา? งๆ ทีเ่ ราต=องการทราบโดยเราสามารถคล่อื นยา= ยขั้วไฟฟ€าขวั้ บวกไปตามตำแหนง? ทต่ี อ= งการเชน?
หวั ไหล?ขวา หวั ไหลซ? =าย และขาชัย แต?เนอื่ งจากกราฟหรือคลน่ื ทไ่ี ดจ= ากการทำเช?นนี้มักจะมีขนาดเลก็ ไม?
สะดวกแกก? ารอ?านและการแปรผลจงึ ไดม= ีการตดั แปลงเพื่อเพมิ่ ขนาดรปู คลน่ื แต?รูปร?างไมเ? ปล่ียนแปลงโดดย
การเพ่ิมระดบั แรงดนั (Augmented Voltage) แตใ? นทางปฏบิ ตั แิ ลว= จะตอ= งมีการปรับสมดลุ คา? ความตา= น
ทางอนิ พทุ โดยการตอ? ตัวต=านทานเขา= กบั ขบั วกและข้วั ลบของวงจรบยายดงั แสดงในภาพท่ี 2-8 (ข) ดงั นน้ั
จึงเรยี ก Lead ทั้งสามดงั ต?อไปน้ี
Lead aVL หัวไหลข? วาซึ่งอาศยั ข้ัวไฟฟา€ ทตี่ ดิ กับแขนขวาในการทำ Standard Lead
Lead aVR หัวไหลซข= อาศยั ขัว้ ไฟฟา€ ท่ตี ดิ กบั แขนซ=าย
Lead aVF เทา= ซ=ายซ่งึ อาศยั ขวั้ ไฟฟา€ ท่ตี ิดกับขาซา= ย
3) Unipolar Chest Lead หรอื Precordial Lead เป(นการวดั คลืน่ ไฟฟา€ หวั ใจระหวา? ง
ตำแหนง? ต?างๆบนหนำ้ อกรอบหัวใจตามแบบมาตรฐานสากลซ่ึงมกี ารวางตำแหนง? ด=วยกนั 6
ตำแหนง? หรอื ใชต= วั ยอ? วา? V Lead ตามตำแหนง? ต?างๆ ของขวั้ ไฟฟ€าท่วี ?างอยบู? นหนา= อก แสดง
ไดใ= นภาพท่ี 2-8 (ค) ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดงั นี้
3.1. Lead V1 วางขัว้ ไฟฟ€าไว=ทีต่ ำแหนง? ช?องระหวา? งกระดูกซี่โกรงช?องที่ 4 ทางด=านขวาตดิ
กบั ขอบกระดกู หนา= อก
3.2. Lcad V2 วางข้วั ไฟฟ€าไว=ที่ตำแหนง? ชอ? งระหว?างกระลูกซ่โี ครงออ? นช?องท่ี 4ทางดา= นซา= ยติด
กบั ขอบกระดกู หนา= อก
3.3. Lead V3 วางข้วั ไฟฟ€าไวอ= ย?ูก่งึ กลางระหวา? ง V2 และ V4 พอดี
3.4. Lead V4 วางขั้วไฟฟา€ ไวบ= นตำแหนง? เสน= กึ่งกลางของกระดกู ไหปลารา= (Mid -Clavicular
Line) ในชอ? งวา? งระหวา? งกระดซู ่ีโครงชอ? งท่ี 5
3.5. Lead V5 วางขัว้ ไฟฟา€ ไวอ= ยูบ? นจดุ ซึ่งตดั กันระหวา? งเสน= Anterior Aixillaty กบั เส=นขนาน
(Horizontal Line) ที่ลากจาก V4
3.6. Lcad V6 วางข้วั ไฟฟา€ ไว=บนจุดทต่ี ดั กันระหวา? งเสน= Mid- Aikillaty linc กับ
เสน= ขนานท่ลี ากจาก V4 ไป
โดยทว่ั ไป Lead V1 -V2 จะถือเป(น Right Precordial Lead และ V5 -V6 จะถือเป(น Left
Precordial Lead และ V3 -V4 จะอย?ูตรง Interventrivular Septm ซึง่ แบง? เปน( เวนทรเิ คลิ
ขวาและเวนทรเิ คิลซา= ยออกจากกนั ดงั น้ัน Chest Lad นจ้ี ะใหข= =อมูลก่ยี วกบั กลา= มเนอื้ หวั ใจใน
แตล? ะตำแหน?งไดด= กี ว?า Lead ชนดิ อ่นื เพราะ ข้วั ไฟฟ€วางอยบ?ู นหัวใจสว? นต?างๆ ดงั ทก่ี ล?าวมา
ส"วนประกอบของ ECG complex และความสาํ คัญและรูปแบบต่าง ๆ
P wave
เป(นองคปB ระกอบแรกของรปู คลื่น ECG ปกติ แสดงถงึ การนำไฟฟา€ ของ
atrial depolarization
แรงกระตุ=นผา? น atria
P wave ปกติมีลกั ษณะดงั ต?อไปน:ี้
ตำแหน?ง: นำหน=า QRS complex
ความกวา= ง: 2 ถึง 3 มม.
ระยะเวลา: 0.06 ถึง 0.12 วินาที
รูปรา? ง: มักจะโค=งมนและตง้ั ตรง
P wave ท่ีผดิ ปกติ
- P wave ท่แี หลมหยกั หรือขยายอาจแสดงถึงการเจรญิ เตบิ โตมากเกนิ ไปของหัวใจหอ= งบนหรือการ
ขยายตวั ที่เกี่ยวขอ= งกบั โรค chronic obstructive pulmonary disease, pulmonary
emboli, valvular disease หรอื heart failure
- P wave กลบั ด=านอาจหมายถงึ การย=อนกลบั จาก atrioventricular (AV) ไปยัง atria เมอื่ คล่นื P
wave กลายเป(นหวั กลับหรือนำสื่อกระแสไฟฟ€ากลบั ทิศทางเป(นสภาวการณBทเี่ ปน( ไปได=
- การเปล่ียนแปลงของ P wave บ?งช้วี ?าแรงกระตุ=นอาจมาจากสถานการณตB า? ง ๆ เชน? เดยี วกับ
จังหวะของเคร่ืองกระตุ=นหัวใจทหี่ ลงทางหรอื มกี ารระคายเคอื งเนือ้ เยอ่ื หัวใจหรอื ไดร= บั ความ
เสียหายใกลก= บั SA node
- ไม?มี P wave อาจหมายถงึ การนำกระแสไฟฟ€าโดยเสน= ทางอน่ื ทไ่ี ม?ใช? SA node เช?นเดยี วกบั ภาวะ
atrial fibrillation
PR interval
PR interval ตดิ ตามแรงกระตุ=นของหวั ใจห=องบนจาก atria ถึง SA node, bundle of His
และ bundle branches ขวาและซ=าย เมอ่ื ประเมิน PR interval โดยเฉพาะอย?างยิง่ ทรี่ ะยะเวลา
การเปลี่ยนแปลงใน PR interval บง? บอกถึงการก?อตัวของแรงกระตน=ุ ทีเ่ ปล่ยี นแปลงหรอื ความ
ล?าช=าในการนำไฟฟ€า
PR interval ปกติมีลักษณะดังตอ? ไปนี้ (ไมไ? ดว= ัดความกว=าง รูปรา? ง การโก?งตวั )
ตำแหน?ง: จากจุดเร่ิมตน= ของ P wave ถึงจุดเร่ิมตน= ของ QRS complex
ระยะเวลา: 0.12 ถงึ 0.20 วินาที
ความสั้นและยาวของ PR interval
- Short PR interval (น=อยกว?า 0.12 วนิ าท)ี บง? ชี้วา? แรงกระตุน= เกดิ จากทอี่ น่ื ทไ่ี ม?ใช? SA node
รูปแบบนม้ี ีความเกย่ี วขอ= งกบั ภาวะหัวใจเตน= ผิดจังหวะและกลุม? อาการ preexcitation
- Prolonged PR intervals (มากกว?า 0.20 วินาที) อาจแสดงถงึ ความลา? ชา= ในการนำไฟฟา€ ผา? น
ทางแยก atria หรือ AV เนอ่ื งจากความเปน( พษิ ของ digoxin หรอื การบล็อกหวั ใจทำใหช= ะลอตวั
ซึ่งได=สัมพันธกB ับภาวะขาดเลือดหรือโรคเนื้อเย่อื นำกระแสไฟฟ€า
QRS complex
QRS complex ตามหลัง P wave และแสดงถงึ การลดขว้ั ของ ventricles ทนั ทีหลงั จาก
ventricles แบง? ขว้ั ตามทีแ่ สดงโดย QRS complex พวกมนั จะหดตวั การหดตวั นน้ั จะขับเลือดออก
จาก ventricles และสูบฉีดผา? นหลอดเลอื ดแดง (arteries) ทำให=เกิดชีพจร
QRS complex ปกตมิ ลี ักษณะดังตอ? ไปนี้
ตำแหน?ง: ตามหลัง PR interval
ความกว=าง: 5 ถงึ 30 มม. สูง แตแ? ตกตา? งกนั ไปสำหรบั แตล? ะ lead ท่ใี ช=
ระยะเวลา: 0.06 ถงึ 0.10 วนิ าทหี รอื คร่งึ หนึง่ ของ PR interval ระยะเวลาทีว่ ดั ไดจ= ะวดั จากจุดเริม่ ตน=
ของคลน่ื Q จนถึงจดุ สิน้ สุดของ S หรือจากจุดเริ่มตน= ของคลืน่ R ถา= คล่ืน Q ขาด
รปู ร?าง: ประกอบด=วยคลนื่ Q (การการโก?งตวั เชิงลบครงั้ แรกหลังคล่นื P) คลน่ื R (การการโก?งตัวเชิง
บวกคร้ังแรกหลงั จากคลน่ื P หรอื คล่ืน Q) และคลื่น S (การการโกง? ตวั เชิงลบครงั้ แรกหลงั คลน่ื R)
- การโกง? ตวั เป(นบวกใน lead I, II, III, aVL, aVF และ V4 ถงึ V6
- การโก?งตัวเปน( ลบใน lead aVR และ V1 ถงึ V3
จำไว=วา? QRS complex แสดงถงึ เวลาในการนำกระแสภายใน นน่ั เปน( เหตผุ ลวา? ทำไมการระบุและต
การแปลความหมายอยา? งถูกตอ= งจงึ มคี วามสำคัญมาก หากไมม? ีคลืน่ P ปรากฏข้นึ พรอ= มกับ QRS
complex แสดงว?าแรงกระตน=ุ อาจเกิดข้นึ ใน ventricles ซ่งึ บ?งบอกถึงภาวะหัวใจห=องลา? งเต=นผดิ จังหวะ
ความลกึ และความกวา= งของ QRS complex
- คลื่น Q ทลี่ กึ และกวา= งอาจแสดงถงึ กลา= มเนอ้ื หวั ใจตาย กรณีความกว=างของคลื่น Q เท?ากับ 25% ของ
ความกว=างคลื่น R หรือระยะเวลาของคลื่น Q คอื 0.04 วินาทหี รอื มากกว?า หยักคลืน่ R อาจหมายถงึ
bundle-branch block
- QRS complex ทก่ี วา= งขน้ึ (มากกวา? 0.12 วินาที) อาจบง? บอกถึงความล?าชา= ในการนำกระแสไฟฟ€าใน
ventricular
- QRS complex ท่หี ายไปอาจบ?งบอกถึง AV block หรอื ventricular หยดุ น่ิง
ST segment
ST segment แสดงถึงจดุ ส้นิ สุดของการนำกระแสไฟฟ€าใน ventricular หรือ Depolarization
และจดุ เริ่มตน= ของการฟ¥น¤ ตัวของ ventricular หรอื การเปลยี่ นขวั้ เป(นจดุ สนิ้ สดุ ของ QRS complex
และจดุ เริ่มต=นของสว? น ST เรียกว?า J point
ST segment ปกตมิ ีลกั ษณะดังต?อไปนี้ (ไม?ไดส= งั เกตความกว=าง ระยะเวลา รูปรา? ง)
ตำแหน?ง: ขยายจากคล่นื S ไปยงั จุดเริ่มตน= ของคลนื่ T
การโกง? ตัว: isoelectric สม่ำเสมอ (ไม?บวกหรอื ลบ); อาจแตกต?างกันไปตง้ั แต? -0.5 ถงึ +1 มม.
ST segment ผิดปกติ การเปลยี่ นแปลงในสว? น ST อาจบ?งบอกถงึ ความเสียหายของกล=ามเน้ือหวั ใจ
กลุ?ม ST อาจสูงขึน้ หรือตกตำ่
T wave
คลื่น T แสดงถึงการฟ¥¤นตวั ของ ventricular หรือการเปลย่ี นขั้ว เมื่อประเมินคล่นื T ให=ดูท่คี วาม
กว=างรปู รา? ง และการโก?งตวั
คล่นื T ปกตมิ ลี ักษณะดงั ตอ? ไปน้ี (ไม?ได=วดั ระยะเวลา):
ตำแหน?ง: ตามหลังคลืน่ S
ความกวา= ง: 0.5 มม. ใน lead I, III และ สูงสดุ 10 มม. ก?อนกำหนด lead
รูปร?าง: โดยทวั่ ไปจะกลมและราบร่นื
การโกง? ตัว: โดยปกติจะตง้ั ตรงใน lead I, II และ V3 ถงึ V6; กลับหวั ใน lead aVR
เปลย่ี นแปลงได=ใน lead อืน่ ๆ ท้ังหมด
T wave สงู , หัวกลับ หรือแหลม
- คลื่น T สูงหรอื แหลมบ?งบอกถงึ การบาดเจบ็ ของกลา= มเนือ้ หัวใจหรอื ภาวะโพแทสเซยี มสงู
- คลื่น T หัวกลับ ใน lead I, II, or V3 ผา? น V6 อาจแสดงถงึ ภาวะกลา= มเน้อื หัวใจขาดเลือด มี
รอยหยกั หรอื แหลมอย?างหนัก T wave ในผ=ูใหญ?อาจหมายถึงเยือ่ ห=มุ หัวใจอกั เสบ
QT interval
QT interval จะวดั การลดขั้วของ ventricular และการเปล่ยี นขั้ว ความยาวของช?วง QT
จะแตกตา? งกันไปตามอตั ราการเต=นของหัวใจ ยง่ิ อัตราการเตน= ของหัวใจเรว็ ขึน้ ระยะ QT ก็จะยงิ่
สนั้ ลงในการตรวจสอบชว? ง QT ให=ดูระยะเวลาอย?างใกล=ชิด
QT interval ปกติมลี ักษณะดังตอ? ไปนี้ (ไมไ? ดส= งั เกตความกว=าง รปู ร?าง การโก?งตวั )
ตำแหน?ง: ขยายจากจุดเรมิ่ ต=นของ QRS complex ไปยงั จดุ สิน้ สดุ ของ T wave
ระยะเวลา: แตกตา? งกันไปตามอายเุ พศและอตั ราการเตน= ของหัวใจ โดยปกตอิ ยู?ไดต= ้งั แต? 0.36 ถงึ
0.44 วนิ าที ไม?ควรเกนิ คร่ึงหนงึ่ ระยะห?างระหวา? งคลน่ื R ตอ? เน่อื งกันเมอ่ื จงั หวะเป(นปกติ
U wave
U wave แสดงถงึ ระยะเวลาการฟ¤น¥ ตัวของ Purkinje หรอื เส=นใยการนำกระแสไฟฟ€าใน
ventricular ไมม? อี ยใู? นแถบทุกจังหวะ
U wave ปกตมิ ีลักษณะดังตอ? ไปนี้ (ไมไ? ด=ความกวา= งและระยะเวลา)
ตำแหน?ง: ตามหลงั คลน่ื T
รูปรา? ง: โดยทว่ั ไปจะตั้งตรงและโคง= มน
การโก?งตัว: ตง้ั ตรง
คลน่ื U อาจไม?ปรากฏบน ECG คล่นื U ที่โดดเด?นอาจเกดิ จากภาวะนำ้ ตาลในเลอื ดสูงภาวะ
นำ้ ตาลในเลือดต่ำหรอื ความเปน( พิษของ digoxin
วิธกี าร 8 ขนั้ ตอนแปลความหมาย
ข้นั ตอนท่ี 1: กำหนดจังหวะ
ในการตรวจสอบจังหวะการเตน= ของหวั ใจห=องบนและห=องล?างใหใ= ช=วธิ ีกระดาษและดินสอหรอื วธิ คี าลิป
เปอรB
สำหรบั จงั หวะการเตน= ของหวั ใจใหว= ัด P-P intervals ของชว? งเวลาระหว?าง P wave ทตี่ อ? เนื่องกนั
ชว? งเวลาเหลา? นี้ควรเกดิ ขึน้ เป(นประจำโดยมีการเปลย่ี นแปลงเพยี งเล็กน=อยทเี่ กย่ี วข=องกบั การหายใจ จากน้นั
เปรยี บเทยี บ P-P intervals หลาย ๆ รอบ P-P intervals ท่ีคลา= ยกนั อยา? งตอ? เน่อื งบง? บอกถึงจังหวะการเต=น
ของหัวใจปกติ P-P intervals ทไ่ี มเ? หมอื นกนั บ?งบอกถงึ จังหวะการเตน= ของหัวใจผดิ ปกติ
ในการกำหนดจงั หวะของ ventricular ให=วัดชว? งเวลาระหวา? งสองคลนื่ R wave ตดิ ต?อกนั ใน QRS
complex หากไม?มี R wave ให=ใช= Q wave ของ QRS complexes ท่ตี อ? เนื่องกนั ช?วง R-R ควรเกิดข้นึ อยา? ง
สม่ำเสมอ
จากนั้นเปรียบเทยี บชว? งเวลา R-R ในหลาย ๆ รอบ เช่นเดยี วกับจงั หวะหวั ใจห้องบน
ช่วงเวลาท(ใี กล้เคียงกันอย่างสม(าํ เสมอหมายถงึ จงั หวะปกติ ช่วงเวลาท(แี ตกต่างกันชีไ3 ปท(ี
จงั หวะท(ไี ม่สม(าํ เสมอ ความผิดปกตเิ กดิ ขนึ3 โปรดทราบว่าการเปล(ียนแปลงสูงสุด 0.04 วนิ าที
ถอื เป็ นเร(ืองปกติ
ขัน้ ตอนที่ 2: กาํ หนดอัตรา
สามารถใช=หน่ึงในสามวิธเี พอ่ื กำหนดอัตราการเตน= ของหัวใจห=องบนและห=องล?าง จำไวว= ?าอย?าพึง่ วธิ ี
เหลา? นี้เพียงอยา? งเดยี ว ตรวจสอบชีพจรทกุ ครงั้ เพ่อื ใหส= ัมพนั ธกB ับอตั ราการเตน= ของหัวใจในคลืน่ ไฟฟา€
หัวใจ
การประมาณอตั ราการเต=นของหวั ใจคือวธิ ลี ำดบั ซง่ึ ตอ= งจำลำดบั ของตัวเลข (ดูการคำนวณอัตรา
การเต=นของหวั ใจ) หากต=องการทราบอัตราการเตน= ของหวั ใจให=ค=นหา P wave ท(จี ุดสูงสุดบนเส้นสี
ดาํ หนาและกาํ หนดตวั เลขต่อไปนีใ3 ห้กับเส้นสีดาํ U เส้นถดั ไป: 300, 150, 100, 75, 60 และ 50
จากนัน3 หมุนจุดสูงสุดของ P wave ถัดไปและประมาณอัตรา atrial ตามจาํ นวนท(กี าํ หนดให้กับ
เส้นสีดาํ ท(ใี กล้ท(สี ุด ประมาณอัตรา ventricular ในลักษณะเดยี วกันโดยใช้ R wave
ข้ันตอนที่ 3: ประเมนิ P wave
เมื่อตรวจสอบแถบจงั หวะสำหรับ P wave ให้ดวู ่า: มี P wave หรือไม่? มีการกาํ หนดค่าปกติ
หรือไม่? มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกันหรือไม่? มี P wave หน(ึงคล(ืนสาํ หรับทกุ QRS complex
หรือไม่?
ขัน้ ตอนท่ี 4: กาํ หนดระยะเวลาของ PR interval
ในการวัด PR interval ให้นับช่องส(ีเหล(ียมเลก็ ๆ ระหว่างจุดเร(ิมต้นของ P wave และ
จุดเร(ิมต้นของ QRS complex จากนัน3 คูณจาํ นวนกาํ ลังสองด้วย 0.04 วนิ าที ตอนนีต3 ้องดวู ่า:
ช่วงเวลาปกตคิ ือ 0.12 ถงึ 0.20 วนิ าทหี รือไม่? PR interval คงท(หี รือไม่?
ข้นั ตอนที่ 5: กาํ หนดระยะเวลาของ QRS complex
เมือ่ กำหนดระยะเวลา QRS อย่าลืมวัดตรงจากจุดสนิ3 สุดของ PR interval ไปยงั จุดสนิ3 สุดของ
S wave ไม่ใช่เฉพาะจุดสูงสุด โปรดจาํ ไว้ว่า QRS ไม่มีส่วนประกอบแนวนอน ในการคาํ นวณ
ระยะเวลาให้นับจาํ นวนช่องส(ีเหล(ียมเลก็ ๆ ระหว่างจุดเร(ิมต้นและจุดสนิ3 สุดของ QRS complex
และคูณจาํ นวนนีด3 ้วย 0.04 วนิ าที แล้วต้องดวู ่า: ช่วงเวลาปกตคิ ือ 0.06 ถงึ 0. 10 วนิ าทหี รือไม่?
QRS complex ทงั3 หมดมีขนาดและรูปร่างเท่ากันหรือไม่? QRS complex จะปรากฏขนึ3 หลังจาก
ทกุ ๆ P wave หรือไม่?
ขนั้ ตอนท่ี 6: ประเมนิ T wave
ตรวจสอบแถบ T wave จากนัน3 ดวู ่ามี T wave หรือไม่? มีรูปร่างปกตหิ รือไม่? มีความ
กว้างปกตแิ ละเท่ากันหรือไม่? T wave มีการเบ(ยี งเบนเหมือนกับ QRS complex หรือไม่?
ข้ันตอนที่ 7: กาํ หนดระยะเวลาของ QT interval
นบั จำนวนช?องสี่เหล่ยี มเล็ก ๆ ระหวา? งจุดเรม่ิ ต=นของ QRS complex และจุดสนิ3 สุดของ T
wave โดยท(ี T wave จะกลับไปท(เี ส้นฐาน คูณจาํ นวนนีด3 ้วย 0.04 วนิ าที ดวู ่า: ช่วงเวลา
ปกติ 0.36 ถงึ 0.44 วนิ าทหี รือไม่?
ขั้นตอนท่ี 8: ประเมนิ ส่วนประกอบอ(ืน ๆ
ตรวจสอบการเต=นนอกมดลกู และความผิดปกตอิ ่ืน ๆ ตรวจสอบความผิดปกตขิ องส?วน ST
ด้วยและมองหา U wave สังเกตส(งิ ท(คี ้นพบแล้วแปลความโดยการตงั3 ช(ือแถบจงั หวะตามข้อ
ค้นพบเหล่านีอ3 ย่างใดอย่างหน(ึงหรือทงั3 หมด เช่น จุดเร(ิมต้นของจงั หวะ (ตวั อย่างเช่น sinus
node, atria, AV node หรือ ventricles) ลักษณะอัตรา (ตวั อย่างเช่น bradycardia หรือ
tachycardia) ความผิดปกตขิ องจงั หวะ (ตวั อย่างเช่น พลวิ3 , fibrillation, heart block,
จงั หวะหลบหนี หรือภาวะอ(ืน ๆ)
ภาวะหวั ใจเตน= ผดิ จังหวะ
1. Sinus node arrhythmias
ภาวะหัวใจเตน= ผดิ จงั หวะของ Sinus node
เม่อื หัวใจทำงานตามปกติ sinoatrial (SA) หรือท(เี รียกว่า sinus node จะทาํ หน้าท(เี ป็ น
เคร(ืองกระตุ้นหวั ใจหลัก sinus node รับบทบาทนีเ3 น(ืองจากอัตราการยงิ อัตโนมัตสิ ูงกว่า
เคร(ืองกระตุ้นหวั ใจอ(ืน ๆ ของหวั ใจ ในผู้ใหญ่ท(อี ยู่น(ิง sinus node มีอัตราการยงิ โดยธรรมชาตอิ ยู่
ท(ี 60 ถงึ 100 ครัง3 /นาที การจ่ายเลือดของ SA node มาจากหลอดเลือดหวั ใจด้านขวาหรือหลอด
เลือดแดง circumflex ด้านซ้าย ระบบประสาทอัตโนมัตทิ าํ ให้ sinus node ค่อยๆไหลเวียนผ่าน
เส้นประสาท vagus เส้นประสาท parasympathetic และเส้นประสาท sympathetic หลายเส้น
การกระตุ้นของเส้นประสาท vagus จะลดอัตราการยงิ ของโหนดและการกระตุ้นระบบ
sympathetic จะเพ(มิ ขนึ3
1.1 Sinus arrhythmia
ในภาวะไซนสั เตน= ผิดปกตเิ ซลลขB องเครอื่ งกระตน=ุ หัวใจของ SA node
จะทาํ งานผิดปกติ อัตราการเต้นของหวั ใจยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ
แต่จงั หวะจะไม่สม(าํ เสมอและสอดคล้องกับวงจรการหายใจ
ภาวะไซนัสเต้นผิดปกตสิ ามารถเกดิ ขนึ3 ได้ตามธรรมชาตใิ นนักกีฬา
และเดก็ แต่มักไม่ค่อยเกดิ ในเดก็ ทารก ภาวะท(ไี ม่เก(ียวข้องกับการหายใจอาจทาํ ให้เกิ
ดภาวะไซนัสเต้นผิดปกตไิ ด้ เช่น ภาวะกล้ามเนือ3 หวั ใจตายส่วนล่าง (MI) อายุขัน3 สูง
การใช้ digoxin (Lanoxin) หรือ morphine และภาวะท(เี ก(ียวข้องกับความดนั ในกะโหลก
ศีรษะท(เี พ(มิ ขนึ3