The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rainyfon1994, 2020-06-26 05:08:17

พันธะเคมี

chemical bond

Keywords: Chemicalbond

พันธะเคมี (CHEMICAL BONDING) อาจารยสนิ ีนาฏ สองศรี
มหาวิทยาลยั แมโ จ-แพร เฉลิมพระเกียรติ

เนือหาในบทเรียน

• พันธะเคมชี นดิ ตาง ๆ
• ปริมาณท่เี กยี่ วขอ งกบั พันธะและโครงสรา ง
• พลังงานของพันธะเคมี และความรอนของการเกดิ ปฏิกริ ิยา
• ความยาวพนั ธะมมุ พนั ธะ
• สภาพขว้ั ของพนั ธะ
• ทฤษฎที ่ใี ชอธิบายพนั ธะโควาเลนต
• โครงสรางของลิวอสิ (Lewis Structure) และทฤษฎี VSEPR
• ทฤษฎีโมเลกูลารอ อรบทลิ ลั (Molecular Orbtial Theory; MO)
• ทฤษฎีพนั ธะวาเลนซ (Valence Bond Theory; VB)
• ทฤษฎีทใ่ี ชใ นการอธิบายพนั ธะโลหะ
• แรงระหวา งพนั ธะ

พันธะเคมี (CHEMICAL BONDING)

พนั ธะเคมี คือ แรงดงึ ดดู ทยี่ ดึ อะตอมเขาดว ยกนั เปน โมเลกุล

(An attractive force that holds atoms together to form molecules)

• การสรา งพันธะ เปน กระบวนการคายพลงั งาน
(ทาํ ใหอ ะตอมมคี วามเสถียรเพมิ่ ขน้ึ )
• การทาํ ลายพนั ธะเปน กระบวนการดูดพลงั งาน

พันธะเคมีแบงออกเปน ประเภทหลกั ๆ ดงั นี้
1. พันธะไอออนิก (Ionic Bond)
2. พันธะโควาเลนต (Covalent Bond)
3. พนั ธะโลหะ (Metallic Bond)

1. พันธะไอออนิก (IONIC BOND)

พันธะไอออนิก คือแรงยึดเหนยี่ วระหวา งไอออนบวก และ ไอออนลบ เปน
พันธะท่เี กดิ ข้นึ ระหวา งธาตุทมี่ ีคา EN ตา งกันมาก เปน ผลจากแรงดึงดดู
ทางไฟฟา (coulombic attraction)
• อะตอม EN ตํา่ : ใหอเิ ลก็ ตรอน → ไอออนบวก (โลหะ)
• อะตอม EN สงู : รับอเิ ลก็ ตรอน → ไอออนลบ (อโลหะ)
M+ (g) + X− (g) → MX (s) + lattice energy



สตู รเคมขี องสารประกอบไอออนกิ
1) นําจาํ นวน valance e- มาหาประจุ
โดยถา เปน โลหะให + จํานวน Valence e-
แตถาเปนอโลหะใหเ อา Valence e- ลบดวย 8
2) นาํ จาํ นวนประจมุ าคณู ไขวส ลับท่ีกับ

เชน

6

โครงสรา งของสารประกอบไอออนกิ
มีรปู ทรงเปนลูกบาศกประกอบดวยประจุบวกและประจลุ บเรยี งสลบั กนั

เปน สามมติ ิ ดงั นั้น จึงไมส ามารถทราบขอบเขตของจาํ นวนไอออนในโมเลกุลได
จึงไมสามารถเขียนเปน สตู รโมเลกลุ ได สตู รของสารประกอบไอออนกิ จึงเขยี น
ในรปู ของสตู รอยางงา ยหรือสูตรเอมพริ ิคลั แทน

โครงสรา งของผลกึ จะเปน รูปแบบใดขน้ึ อยูกับ
- ประจบุ นไอออนบวกและไอออนลบ (+1, +2, +3 กับ -1, -2)
- อตั ราสว นระหวา งรัศมไี อออนบวกและลบ

7

คุณสมบตั กิ ารละลายนาํ้

เมื่อสารประกอบไอออนิกละลายน้ําเปน สารละลายทําใหไ อออนบวก
และ ลบแยกจากกนั และถูกลอ มรอบดว ยโมเลกลุ ของน้าํ

ซึ่งความสามารถในการละลายน้ําจะขึ้นอยูกับความแข็งแรงของโครงผลึกไอออนกิ
หรอื แรงยึดเหนยี่ วระหวา งไอออนบวกและไอออนลบ

8

2. พันธะโควาเลนต (COVALENT BOND)

พนั ธะโควาเลนต คอื แรงยึดเหนย่ี วระหวางธาตทุ ีม่ คี า EN ใกลเคียงกนั
(และ EN มคี ามาก) อะตอมทเี่ กิดพนั ธะจะใช วาเลนซอ เิ ล็กตรอนรว มกนั
ในการเกิดพันธะทําใหเสถียรขึน้

• อะตอม EN สงู : ไมม อี ะตอมใดยอมเสยี อเิ ลก็ ตรอน

2. พันธะโควาเลนต (COVALENT BOND)

2.1 พันธะโควาเลนตแบบธรรมดา

คอู เิ ลก็ ตรอนท่ใี ชอิเลก็ ตรอนรวมกันมาจากแตล ะอะตอม

10

2.2 พนั ธะโควาเลนตแ บบโคออรดิเนต (coordinate covalent bond)
คอู เิ ล็กตรอนท่ใี ชร ว มกันมาจากอะตอมใดอะตอมหนง่ึ เพยี ง

อะตอมเดียว บางครง้ั เรยี กวา พนั ธะเดทีฟ (dative bond)

11

สตู รและโครงสรา งโควาเลนต
การเขียนสูตรโครงสรา ง
- แบบจดุ (dot structure)

ใช แทน 1 อเิ ล็กตรอน รอบอะตอมของธาตุเทา จาํ นวน
วาเลนซอเิ ลก็ ตรอน นาํ อะตอมของธาตมุ าเขา คกู นั โดยใหแ ตล ะอะตอม
มวี าเลนซอิเลก็ ตรอนเปน แปดตามกฎ octet เชน

12

- แบบเสน
เปน โครงสรา งทใี่ ชก ารเขยี นดวยการใชเสน – แทนจาํ นวนอเิ ลก็ ตรอน
ครู ว มพันธะ 1 คู
 แทน 2 e- หรือ 1 คูรว มพันธะ (1 พนั ธะ)
 แทน 4 e- หรอื 2 คูรวมพนั ธะ (2 พันธะ)
 แทน 6 e- หรือ 3 คูรวมพนั ธะ (3 พนั ธะ)
H
F-F H-C-H
H
H H
H CC H H-C  C-H

13

อเิ ลก็ ตรอนโดดเดีย่ ว (unpaired electron)
คอื อิเลก็ ตรอนทีไ่ มไดเ กีย่ วขอ งกับการเกิดพนั ธะ

อิเล็กตรอนคโู ดดเดี่ยว (lone paired electron)
คอื คูของวาเลนซอ เิ ล็กตรอนทไ่ี มไดเ กย่ี วขอ งกบั การเกิดพนั ธะ

อเิ ล็กตรอนครู วมพันธะ (bonding paired electon)
คอื อเิ ล็กตรอนท่ใี ชใ นการเกดิ พันธะ

lone paired electron
bonding paired
electon

14

โมเลกุลโควาเลนซ

แบง ออกเปน 3 ชนดิ
1. โมเลกุลที่พันธะไมมขี ้ัวและเปนโมเลกลุ ไมมีขัว้

เชน H2, Cl2, N2, O2 เปน พันธะโควาเลนตท ี่เกดิ จากอะตอม
ชนดิ เดียวกัน จดั เปน พันธะโควาเลนต 100%

15

2. โมเลกุลทพ่ี นั ธะมีข้วั และเปนโมเลกุลมีขว้ั
เชน NH3, CH3Cl, SO2, H2O เปนพนั ธะโควาเลนต
ที่เกดิ จากอะตอมตา งชนดิ ซ่ึงแตล ะอะตอมมสี ภาพไฟฟา ลบไมเทา กัน
เปน พนั ธะโควาเลนตทม่ี คี วามเปนไอออนิกปนอยูดว ย

16

3. โมเลกุลทพ่ี นั ธะมีข้วั และเปน โมเลกุลไมมขี ้ัว
โดยข้ัวคหู รอื ไดโพลหกั ลา งกันหมด

เชน CO2, SO3, CCl4, CH4

H
H-C-H

H

H-C  C-H H CC H
H H

17

3. พันธะโลหะ(METALLIC BOND)

พนั ธะโลหะ คอื แรงท่ียดึ อะตอมโลหะไวด ว ยกนั ในผลกึ (ระหวา งอะตอมท่ีมีคา EN ตา่ํ )
• วาเลนซอ เิ ลก็ ตรอนของโลหะเคล่อื นทีไ่ ปในทต่ี า งๆ ไดอยา งอสิ ระ
• อิเลก็ ตรอนอิสระทาํ หนา ท่ดี งึ ดดู นิวเคลยี สของอะตอมตา งๆเขา ดว ยกัน

เวเลนซ์อิเลก็ ตรอนมาก พนั ธะแขง็ แรงมาก

19

พลังงานพันธะ (BOND ENERGY)

พลงั งานพันธะ หรือ พลังงานสลายพันธะ (Bond dissociation energy,
D) คอื พลังงานท่ตี องใชใ นการสลายพนั ธะเคมีแตล ะพนั ธะในโมเลกลุ (มีคา
เปน บวก) เชน

H2 (g)→2H (g) D (H—H) = 436 kJ/mol
 พนั ธะเคมีชนดิ เดียวกนั ในโมเลกุลท่ีตางกันอาจมคี าพลงั งานสลายพนั ธะ
ตางกนั

เชน C-H

CH4 (g) → CH3 (g) + H (g) D(H-C)CH4= 436 kJ/mol
CH3 (g) → CH2 (g) + H (g) D(H-C)CH3= 368 kJ/mol
CH2 (g) → CH (g)+ H (g) D(H-C)CH2= 519 kJ/mol
CH (g) → C (g) +H (g) D(H-C)CH = 335 kJ/mol

2. พลังงานพันธะ BOND ENERGY

หมายถึง พลังงานท่ใี ชในการทําลายพนั ธะระหวาง 2 อะตอมท่ี
ยดึ กันใหกลายเปนอะตอมเด่ยี วๆ

พลังงานสลายพนั ธะ (dissociation energy; D)
เปน พลงั งานที่ใชใ นการทาํ ลายพนั ธะระหวา งโมเลกุลอะตอมคู
สลายเปนอะตอมในอะตอมในสถานะแกส ในทางกลับกนั ถา อะตอม
2 อะตอมมารวมกนั และเกิดพนั ธะเคมีขนึ้ จะคายพลังงานออกมาเทา
กับพลงั งานการสลายพันธะ

H2 (g)  2H (g) D (H-H) = H = 436 kJmol-1

21

สรางคาย สลายดูด

การสลายพันธะ

เปนการเปลย่ี นแปลงประเภทดูดพลงั งาน (Endothermic reaction)
เปน ปฏิกิริยาใชพ ลังงานในการสลายพันธะเดิมมากกวาพลงั งานทคี่ ายออก
เม่อื เกดิ พนั ธะใหม

H – H (g) + 436 kJ  2H (g)

การเกดิ พันธะ
เปน การเปลยี่ นแปลงประเภทคายพลงั งาน (Exothermic reaction)
เปน ปฏกิ ิรยิ าทใ่ี ชพ ลงั งานในการสลายพันธะเดมิ นอ ยกวาพลงั งานทีค่ ายออก
เมือ่ เกิดพนั ธะใหม
H (g) + Cl (g)  H – Cl (g) + 431 kJ
22

พลังงานพันธะเฉล่ีย (AVERAGE BOND ENERGY)

พลงั งานพันธะเฉลย่ี เปนคา เฉลย่ี ของพลังงานสลายพันธะ สําหรบั พนั ธะแตละ
ชนิดในโมเลกลุ ตา งๆ (เปน คา โดยประมาณ)

ความรอนของปฏิกิริยา (HEAT OF REACTION)
การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี คอื กระบวนการทมี่ ีการทาํ ลายพนั ธะเดมิ
(สารตัง้ ตน) และสรา งพันธะใหม (สารผลิตภัณฑ) ความรอนของ
ใปนฏริกปู ริ คิยวาาม(∆รHอนrxnเม) ่อืคเอื กพิดลปงั ฏงากิ นริ ยิเอานสทาามลาปรขถอหงารไะดบจ บากท่เี ปล่ยี นแปลงไป

∆Hrxn = r∑eaDcta−nts∑ D products

พลงั งานพนั ธะรวม พลงั งานพนั ธะรวม
ของสารตงั ตน้ ของผลิตภณั ฑ์

• ∆∆HHrrxxnn เปนลบ ปกกิ ิรยิ าคายพลงั งาน (ดดู พลงั งาน)
• เปนบวก ตอ งใชพ ลังงานเพือ่ ใหเ กดิ ปฏิกริ ยิ า

คาพลงั งานตดิ ลบ

ปฎกิ ริ ิยาน้เี ปน ปฏกิ ิรยิ าคายความรอ น

25

26

การคํานวณหาคาความรอนของปฏิกิริยา

ตวั อยา ง จงหาพลงั งานทเี่ ปลี่ยนแปลงของปฏกิ ริ ิยาตอไ ปนี้
CH4 (g) + Cl2 (g) → CH3Cl (g) + HCl (g)

• ∑D (พลังงานพันธะสารต้งั ตน ) = 4D(C-H) + D(Cl-Cl)
• ∑D (พลังงานพนั ธะผลติ ภัณฑ) = D(C-Cl) + 3D(C-H) + D(Cl-H)
∆Hrxn = 4D(C-H) + D(Cl-Cl)–[D(C-Cl) + 3D(C-H) + D(Cl-H)]
= (4×413 + 239) –(339 + 3×413 + 431)kJ/mol =– 117 kJ/mol
ปฏกิ ิรยิ าน้จี ะคายความรอนออกมา 117 kJ/mol

ความยาวพันธะ (BOND LENGTH)

ความยาวพนั ธะ คอื ระยะหา งระหวางอะตอมคทู ีส่ รางพันธะ โดยเปน ตาํ แหนง
ท่ีอะตอมท้ังสองดึงดดู กนั ไดด ีทีส่ ุด มีพลงั งานตํ่าสุดหรอื มเี สถยี รภาพทีส่ ุด
ความยาวของพันธะโควาเลนตสมั พนั ธก ับพลงั งานพันธะ
• ความยาวพันธะเด่ยี ว > พนั ธะคู > พันธะสาม
• พลงั งานพันธะเดี่ยว < พนั ธะคู < พันธะสาม

ความยาวพันธะเฉลี่ยของโมเลกุลตางๆ

Textbook solution for . Chemistry the molecular nature of matter and change.
http://www.chegg.com/homework-help/using-bond-lengths-table-92-p-340-assuming-ideal-geometry-ca-
chapter-10-problem-95p-solution-9780073402659-exc

มุมพันธะ

มมุ พนั ธะคือมุมทเ่ี กิดข้ึนเมื่อลากเสนผาน
พนั ธะ 2 พนั ธะมาตดั ทนี่ วิ เคลียสของอะตอมกลาง

โมเลกลทุ ่ีมีสตู รเคมีคลา ยกัน มุมพนั ธะอาจไมเทากัน

• H2O = 104.5° • H2S = 92°

 การทํานายโครงสรางของโมเลกลุ จาํ เปนตอ งอาศยั ขอ มูลเกยี่ วกับ
อเิ ล็กตรอนในโมเลกุล

สภาพขั้วของพันธะ (BOND POLARITY)

สภาพขัว้ ของพันธะ คอื การอธิบายการกระจายตัวของอิเล็กตรอนทใ่ี ชใ นการ
สรางพนั ธะระหวา งอะตอม
สภาพข้วั ของพันธะโควาเลนตขึน้ อยูก บั คา EN ของอะตอมท้งั สอง
ถาคา EN ของอะตอมทง้ั สองตา งกัน การกระจายตัวของอเิ ล็กตรอนใน
บรเิ วณระหวางอะตอมท้งั สองจะไมส มา่ํ เสมอ ซึ่งจะเรยี กวาพนั ธะโควาเลนต
แบบมขี ้ัว Xδ+−Yδ- เมือ่ EN ของ Y > X

ทฤษฎีท่ีใชอธิบายพันธะโควาเลนต

1. แบบจาํ ลองของลวิ อสิ (Lewis Structure)

2. ทฤษฎโี มเลกลุ ารออรบ ิทัล (Molecular Orbital, MO)

3. ทฤษฎพี นั ธะวาเลนซ (Valence Bond, VB)

กฎออกเตท (OCTET RULE)

กฎออกเตท อะตอมทม่ี ีวาเลนซอ เิ ลก็ ตรอนครบแปด*
(มกี ารจดั เรียงอเิ ลก็ ตรอนเหมอื นแกส เฉ่ือยในหม8ู A) จะมคี วามเสถียรมาก
โดยไมส าํ คัญวา อเิ ล็กตรอนดังกลาวจะเปน ของอะตอมเองหรือ ไดมาจากการใช
อิเลก็ ตรอนรว มกับอะตอมอน่ื (พันธะโควาเลนต)
• ใชไดด กี บั ธาตุใน s และ p block
• ใชไดด กี บั สารประกอบอนินทรยี 
• มขี อยกเวนมาก โดยเฉพาะกบั อะตอม Be B และ Al

Noble Gas (8A)

valence e− <8
valence e− = 8

* ตามกฎออกเตท H และ He
จะมีวาเลนซอ เิ ลก็ ตรอนครบสอง

1. แบบจาํ ลองของลิวอิส (LEWIS STRUCTURE)
G.N. Lewis เสนอวา การสรางพนั ธะโควาเลนตร ะหวางอะตอมในโมเลกุล
จะเปน ไปตามกฎออกเตต (Octet rule) คอื
“อะตอมใดๆมี แนวโนมท่ีจะสรา งพนั ธะเพือ่ ใหต วั มนั มีวาเลนซอ เิ ลก็ ตรอน
ครบ แปด”เพื่อท่จี ะมกี ารจดั เรียงอเิ ลกต็ รอนเหมอื นแกสเฉือ่ ยในหมู8A)
ซ่งึ ทําใหท ั้งโมเลกลมุ ีความเสถยี รมากท่สี ดุ
• สนใจเฉพาะวาเลนซอ เิ ลก็ตรอนของแตล ะอะตอม
• ใชไ ดด ีกบั ธาตใุ น s และ p block

โครงสรา้ งแบบจุดอิเล็กตรอน

 การเขยี นโครงสรางลิวอิสหรือโครงสรางแบบจุดอเิ ลก็ ตรอน (Lewis’s dot structure)
เปน วธิ ีการเขียนเพอื่ แสดงวาเลนซ อเิ ลก็ ตรอนและการสรา งพันธะโควาเลนตร ะหวาง
อะตอมใน โมเลกลุ
 โครงสรา งลิวอิสของอะตอม
• ใชจ ดุ แทนวาเลนซอ เิ ลก็ ตรอน



โครงสรางลิวอิสของโมเลกุล

โครงสรา งลวิ อสิ ของโมเลกลุ
• พันธะโควาเลนต คือการใชอิเลก็ ตรอนรว มกันของสองอะตอม
• หนง่ึ พนั ธะประกอบดว ยสองอิเลก็ ตรอน (2 shared electrons)
• แตละพนั ธะแทนดวยจุด 2 จุด (:) หรอื หนงึ่ เสน(−)
♦อเิ ลก็ ตรอนที่ใชใ นการสรา งพันธะ เรยี กวา bonding electron
♦อิเล็กตรอนท่ีไมเก่ยี วของกับการสรา งพนั ธะเรียกวา non-bonding
electron

การเขียนโครงสรา้ งลิวอิส

1. กําหนดอะตอมกลาง (ตองการvalence electron หลายตัว) และการจดั เรยี งอะตอม
ในโมเลกลุ
2. นบั จํานวนเวเลนซอิเล็กตรอนของทกุ อะตอมในโมเลกลุ

 •ไอออนลบ: เพิ่มจํานวนอิเล็กตรอนเทา กับจํานวนประจุลบของไอออน
•ไอออนบวก: ลบจํานวนอเิ ลก็ ตรอนเทากบั จํานวนประจบุ วกของไอออน
3. เชอื่ มอะตอมดว ยพันธะเดีย่ ว (ระหวางอะตอมกลางกบั อะตอม ปลาย) โดยใช 2
อิเลก็ ตรอนในการสรางพันธะเด่ียวแตล ะพนั ธะ
4. . เตมิ วาเลนซอ ิเลก็ ตรอนใหกับอะตอมปลายใหค รบ8 (ยกเวน H เทากบั 2)
5. เตมิ วาเลนซอิเลก็ ตรอนท่เี หลอื ใหกับอะตอมกลาง (อาจมากกวา 8)
6. ถา จาํ นวนวาเลนซอเิ ล็กตรอนท่ีอะตอมกลางไมค รบ 8 ใหน าํ อิเลก็ ตรอนทไ่ี มร ว ม
พันธะ (unshared pair electron) ของอะตอม รอบๆ มาสรา งพนั ธะคูหรือพนั ธะสาม
7. จาํ นวนวาเลนซอ ิเลก็ ตรอนรวมตอ งเทา กบั ทไี่ ดจากขอ 1.

ตัวอยางโครงสรางลิวอิสของ NF3

1. อะตอมกลางคือ N
2. จาํ นวนเวเลนซอ ิเลก็ ตรอน = 5 + (7x3) = 26 อเิ ลก็ ตรอน
(จาํ นวนเวเลนซอ เิ ลก็ ตรอนของ N = 5 F = 7)
3. เขียนพันธะเดย่ี วระหวา งอะตอมกลางกับอะตอมปลาย

4. เขียนอิเลก็ ตรอนของอะตอมปลายใหค รบ 8

5. เติมอเิ ลก็ ตรอนท่เี หลอื ใหก บั อะตอมกลาง (26-24 = 2 อิเลก็ ตรอน)
ตวั อยางโครงสรา งลิวอิสของ NF3

ตัวอยาง โครงสรางลิวอิสของ HCN
1. อะตอมกลางคอื C
2. จํานวนเวเลนซอิเลก็ ตรอนของ HCN 1 + 4 + 5 =10 อเิ ล็กตรอน
3. เขยี นพันธะเด่ียวระหวา งอะตอมกลางกับอะตอมท่มี พี นั ธะ

4. เขยี นอเิ ลก็ ตรอนของอะตอมปลาย ใหค รบ 8 (หรือ 2)

5. เตมิ อเิ ลก็ ตรอนทีเ่ หลือใหก บั อะตอมกลาง (10-10 = 0) ยงั ไมเ ปนไปตามกฎออกเตท
6. นําอเิ ลก็ ตรอนที่ไมร วมพนั ธะของอะตอมรอบๆ (N) มาสรา งพนั ธะ คู หรือ พนั ธะสาม
จนอะตอมกลางมีอเิ ลก็ ตรอนครบแปด

ขอ้ ยกเวน้ ของกฎออกเตต

1. โมเลกลุ ท่มี อี ิเล็กตรอนเปนเลขคู เชน

• ClO2 มีอเิ ลก็ ตรอนรวม เทากับ 19
• NO มอี ิเล็กตรอนรวม เทา กบั 11

• NO2 มอี ิเลก็ ตรอนรวม เทา กบั 17
2. โมเลกลุ ท่อี ะตอมกลางมีอเิ ล็กตรอนนอยกวา 8

•BF3 B มีอเิ ล็กตรอน เทา กบั 6
•BeH2 Be มอี เิ ลก็ ตรอนเทา กับ 6
3.โมเลกลุ ทอ่ี ะตอมกลางมอี เิ ลก็ ตรอน มากกวา 8

•PCl5 มอี เิ ลก็ ตรอนเทากับ10
•XeF4มีอเิ ล็กตรอน เทา กบั 12
•SF4 มอี เิ ลก็ ตรอน เทากบั 10

ประจุฟอรมาล(FORMAL CHARGE)
ประจุฟอรมาล เปนความแตกตางระหวางจาํ นวนเวเลนซอ เิ ลก็ ตรอนของ
อะตอมเดีย่ วกบั ของอะตอมในโครงสรา งลวิ อิสเปนการทํานายการสภาพข้วั
ของโมเลกลุ อยา งครา ว ๆ การคาํ นวณประจุฟอรม าลของอะตอม

• V เวเลนซอ เิ ล็กตรอนของอะตอมเดย่ี ว

• N เวเลนซอ เิ ล็กตรอนทไี่ มไ ดส รางพนั ธะ
• B เวเลนซอ ิเลก็ ตรอนท้งั หมดทส่ี รา งพันธะรอบอะตอมนน้ั

ตัวอยาง จงหาประจุฟอรมาลของแตละอะตอม



เรโซแนนซ (RESONANCE)

ในบางโมเลกุลหรอื ไอออน สามารถเขยี นแบบจําลองของลิวอสิ ได
มากกวา 1 แบบ เชน CO2 และ SO2

เรยี กปรากฏการณนว้ี า ปรากฏการณเรโซแนนซ โดยตองมกี ารจัดเรยี งลําดบั
ของอะตอมเหมือนกันเสมอ ตางกันทกี่ ารกระจายอเิ ลก็ ตรอนนพนั ธะ

เรโซแนนซ (RESONANCE)

โครงสรา งลวิ อสิ ของ O3

จากการทดลองพบวา ความยาวพันธะระหวา ง O ท้งั สองเทา กนั แสดงวา
โโคมรเลงกสลุราOงเ3รโไซมแเ กนิดนพซัน (ธRะeทsoั้งn2aแnบceบ แตเ กดิ โครงสรางท่ี เรียกวา
structure)

โครงสราง LEWIS ที่เปนไปได

หลกั ในการพิจารณาวา โครงสรา งใดเปนโครงสรา งทเี่ ปนไปได มาก
ท่สี ดุ มหี ลักการดังน้ี
1. เปนไปตามกฎออกเตตมากท่ีสดุ
2. โครงสรา งทม่ี ปี ระจุฟอรม าลตํา่ ทส่ี ดุ
3. อะตอมท่ีมคี า EN สงู ควรมปี ระจฟอุ รม าลเปนลบ
4. อะตอมชนิดเดยี วกนั ไมควรมปี ระจฟุ อรม าลตรงขามกัน

ทฤษฎีการผลักกลุ่มอิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์

Valence Shell Electron Pair Repulsion (VSEPR) คือทฤษฎีที่ใช
ทํานายรูปรางของโมเลกลุหรือไอออนที่ยึดกันดวยพันธะโควาเลนซ โดย
โครงสรางของโมเลกุลจะขึ้นอยูกับจํานวนกลุมอิเล็กตรอนท่ีใช สรางพันธะ
และอิเล็กตรอนโดดเดย่ี ว
• พิจารณาเฉพาะวาเลนซอ ิเล็กตรอนเทา นั้น
• แบงอิเล็กตรอนออกเปนกลุมตางๆ (คอู ิเล็กตรอน; electron pair)

อเิ ล็กตรอนสรางพันธะ (2, 4, 6 อเิ ลก็ ตรอนตามชนดิ ของพนั ธะ
คือ พันธะเดีย่ ว, คู, สาม)
อเิ ลก็ ตรอนคูโ ดดเดี่ยว (2 อิเล็กตรอน)
อเิ ล็กตรอนโดดเดี่ยว (1 อเิ ล็กตรอน)
• กลมุ อิเล็กตรอนจะจดั ตัวรอบอะตอมกลาง ใหหา งกนั มากท่สี ุดเพื่อใหผ ลัก
กนั นอยท่ีสุด และเกิดความเสถียรมากท่สี ุด

การผลักกันของกลุมอิเล็กตรอน

พันธะแตล ะพันธะ (พนั ธะเดยี่ ว พนั ธะคู หรือ พันธะสาม) นบั เปน
อเิ ล็กตรอนสรา งพันธะกลมุ เดียว ดงั น้นั แตล ะกลมุ อาจมจี าํ นวน
อิเลกต็ รอนแตกตางกัน
การผลักกันของกลมุ อเิ ลก็ ตรอนขึ้นกับขนาดของกลมุ อิเล็กตรอน
(ถากลุมอเิ ล็กตรอนมีขนาดใหญ จะตอ งการทีอ่ ยูมากจงึ สามารถผลักกลุม
อิเล็กตรอนอ่นื ออกไปไดด )ี
ขนาดของ กลมุ อิเลก็ ตรอน คโู ดดเด่ยี ว>พันธะสาม>พันธะค>ู พันธะ
เดยี่ ว> อเิ ล็กตรอนเด่ียว
ขนาดของกลมุ อิเล็กตรอนสรางพนั ธะจะลดลงถา EN ของอะตอม
ปลายเพิ่มขน้ึ (การผลกั จะลดลง)

การจัดตําแนงของกลุมอิเล็กตรอน (m +n)

กลุมอเิ ล็กตรอนอาจเปนอเิ ลก็ ตรอนทสี่ รา งพันธะหรอื ไมส รา งพนั ธะกไ็ ด


Click to View FlipBook Version