การทาํ นายรูปรางโมเลกุลโดย VSEPR
1. เขยี นสตรู โครงสรางลวิ อิส
2. เขยี นสตูร AXmEn
• A แทนอะตอมกลาง
• X แทนพันธะรอบอะตอมกลาง โดย m คอื จํานวนกลมุ อิเลก็ ตรอนที่สราง
พนั ธะ
• E แทนกลมุ อิเลก็ ตรอนรอบอะตอมกลางทไี่ มไดสรา งพันธะ
โดย n คือ จํานวนกลุมอิเล็กตรอนทไ่ี มไ ดสรา งพนั ธะ
3. ทาํ นายการจัดเรียงตาํ แหนงของจํานวนกลมุ อเิ ล็กตรอน (m+n)
4.พจิ ารณาตาํ แหนง ของคอู ิเลก็ ตรอนโดดเด่ียว (ตองการพน้ื ทม่ี ากท่สี ุด) หรือ
อิเลก็ ตรอนโดดเดย่ี ว (ตอ งการพ้ืนท่ีนอ ยท่สี ุด)
5.ทาํ นายรูปรา งโมเลกลโุ ดยดจูากการจดั ตาํ แหนงของพนั ธะ
52
กลุมอเิ ลก็ ตรอน กลมุ อเิ ล็กตรอน กลมุ อเิ ล็กตรอน กลมุ อเิ ล็กตรอน กลุม อเิ ล็กตรอน
(n+m=2) (n+m=3) (n+m=4) (n+m=5) (n+m=6)
2 กลมุ อิเล็กตรอน (n+m=2) รูปร่างของโมเลกุล
• AX2
เสนตรง
3 กลมุ อเิ ล็กตรอน (n+m=3)
• AX3 สามเหล่ยี ม แบนราบ
มมุ งอ (<120°)
• AX2E
รูปร่างของโมเลกุล ทรงสห่ี นา
4 กลมุ อเิ ลก็ ตรอน (n+m=4)
• AX4
• AX3E พรี ะมดิ ฐาน สามเหลย่ี ม
• AX2E2 มุมงอ (<109.5°)
รูปรางของโมเลกุล พรี ะมิดคฐู าน สามเหลย่ี ม
กระดานหก
5.กลุม อเิ ล็กตรอน (n+m=5) ตวทั ี
AX5 เสน ตรง
• AX4E
• AX3E2
• AX2E3
รูปรางของโมเลกุล ทรงแปดหนา
พรี ะมดิ ฐาน ส่เี หล่ยี ม
6. กลมุ อเิ ล็กตรอน (n+m=6) สเ่ี หลย่ี ม แบนราบ
• AX6
• AX5E
• AX4E2
ตัวอยางการทาํ นายรูปรางโมเลกุล
สตู รลวิ อสิ สตู ร AXmEn ตําแหนงกลุม รูปรางโมเลกุล
CH4
NH3
4. สภาพขวั ของโมเลกุล (molecular polarity)
โมเลกลุ ทป่ี ระกอบดว ยอะตอมตา งชนิดกนั (heterogeneous molecule)
ความเปน ขวั้ ข้นึ กับคา Electronegativity (EN) อะตอมท่มี คี า EN มากกวา จะมี
สมบตั ทิ างไฟฟา คอนขา งเปน ลบมากกวา
- อะตอมที่มคี า EN สูงกวา จะดงึ ดดู อเิ ล็กตรอนไดมากกวา จงึ เขียน มปี ระจุลบ
- อะตอมท่มี คี า EN นอ ยกวา จะดงึ ดูดอิเล็กตรอนไดนอ ยกวา จงึ เขยี น มปี ระจุบวก
- เครอ่ื งหมาย แสดงขว้ั ของพนั ธะโดยหวั ลูกศรชี้ไปทางที่อเิ ลก็ ตรอนถูกดงึ ไปยงั
อะตอมท่ีมี EN สงู กวา
62
สภาพข้ัวของโมเลกุล
BCl3
NH3
CHCl3
SF5
HCN
2. ทฤษฎีโมเลกุลารออรบทิอล(MO THEORY)
ทฤษฎโี มเลกลุ ารอ อรบทิ ัล (Molecular Orbital Theory) อธิบายการเกดิ
พนั ธะโควาเลนตโ ดยใชอ อรบิทลขั องโมเลกลุ
อะตอม AO + อะตอม AO โมเลกลุ MO
ออรบ ทิลัของโมเลกุล (MO) คอื ทอ่ี ยูข องอเิ ล็กตรอนในโมเลกลุ เกิดจาก
การรวมออรบ ทลิ ัของอะตอม (AO) ตามวิธี ผลรวมเชงิ เสน ตรง (Linear
Combination of Atomic Orbital, LCAO)
จาํ นวน MO ทเ่ี กดิ ขนึ้ เทากบั จาํ นวน AO ทัง้ หมด
การสรางโมเลกูลารออรบิทัล
ออรบิทัลของโมเลกลุ เกดิ จากการซอ นเหล่อื ม (overlap) ของ AO
แบบเสรมิ (Bonding) : เปนการรวม AO ดา นท่มี ีเครือ่ งหมายเหมือนกนั ขนาด
ออรบ ิทลั ในแนวเชื่อมอะตอมเพ่มิ ขึน้ เสถยี รมากข้ึน
แบบทาํ ทําลาย (Antibonding) :เปน การรวม AO ดานท่มี ีเครือ่ งหมาย ตางกัน
ขนาดออรบ ิทลั ในแนวเช่อื มอะตอมลดลง เสถยี รนอ ยลง (พลงั งานเพิ่ม)
ชนิดของโมเลกูลารอ์ อร์บิทัล
ชนดิ ของ MO ข้ึนกับรปู แบบการรวมตวั ของ AO
sigma bond (σ,σ*) : การซอนเหล่ือมกนแั บบ1-lobe ของ Aos (head-on
overlap)
pi-bond (π,π*) : การซอนเหลือ่ มกนั แบบ 2-lobe ของ AOs (side-on
overlap)
พลังงานและการซอนเหลื่อมของ AO’S
ชนิดของออรบิทลั ขึ้นกับการซอ นเหลื่อมกนั ของ AO
MOLECULAR ORBITAL DIAGRAM
E-configuration : (σ2s)2(σ2s*)2 (σ2px)2 (π2p)4(π 2p*)4(σ2px*)2
การบรรจุอิเล็กตรอนใน MOS
1. สนใจเฉพาะเวเลนซอิเลก็ ตรอน
2. แตล ะ MO มอี เิ ลก็ ตรอนไดไ มเกนิ 2 ตัว และตอ งมีสปน ตรงขา มกนั
3. จดั อเิ ลก็ ตรอนใสใน MO ที่มีพลังงานตา่ํ ทส่ี ุดกอ น
4. ถา MO มพี ลงั งานเทา กนั ใหจ ดั ตามกฎของฮุนด
5. จาํ นวนอิเลกต็ รอนใน MO เทา กับผลรวมของจาํ นวนอเิ ล็กตรอนที่มาจาก
อะตอมทีส่ รา งพนั ธะ
6. การเขยี นโครงแบบอิเลก็ ตรอนทาํ เชน เดยี วกับของอะตอมแต เปล่ียนชนิด
ของออรบ ทิ ัลเปน แบบ σ, π,δ, σ*, π*,δ*
การบรรจุอิเล็กตรอนใน MOS He2 molecule
H2 molecule
Bond energy = 431 kJ/mol (จาก 2 อิเลก็ ตรอน)
4. การพจิ ารณาความเสถยี รของโมเลกลุ ใหพ จิ ารณาจากอนั ดับพนั ธะในโมเลกลุ
อนั ดับพันธะ (bond order) โดยคดิ จาก การนาํ e- ทง้ั หมดใน BMO ลบ e-
ทัง้ หมดใน AMO แลว หารสอง อนั ดบั พนั ธะอาจเปน เลขจาํ นวนเต็มหรือครึง่ กไ็ ด
โมเลกุลท่ีมอี นั ดับพนั ธะสูงจะเสถยี รมาก
Bond order = จํานวน e- ทงั หมดใน BMO - จาํ นวน e- ทงั หมดใน AMO
2
71
อันดับพันธะ(BOND ORDER)
อันดบั พันธะ คือการทาํ นายความแขง็ แรงของพันธะโควาเลนต หรอื ความเสถยี รของ
โมเลกลโุ ดยดจู ากจํานวนอเิ ลก็ ตรอนใน BMO และ AMO
• อนั ดบั พนั ธะ = ½(อเิ ลก็ ตรอนใน BMO –อิเลก็ ตรอนใน AMO)
• โมเลกลทุ ่ีมอี นั ดบั พนั ธะสงู จะมีความเสถียรมาก
ตวั อยาง
MO DIAGRAM OF LI2 & BE2 Be2 (2 x 4 electrons)
• Be= 1s22s2
Li2 (2 x 3 electrons) • Bond order = 0 (no bond)
• Li= 1s22s1
• Bond order = 1
MO DIAGRAM OF N2 & O2 O2 (คดิ เฉพาะ valence electrons)
N2 (คดิ เฉพาะ valence electrons) • O= 1s22s2 2p4
• N= 1s22s2 2p3 • อนั ดับพนั ธะ = 2
• อนั ดบั พนั ธะ = 1 • มลี าํ ดับ MO แบบปกติ
• มกี ารสลบั ออรบ ิทลั σp และ πp
• เปน ขอ ยกเวน มี MO คลา ย B2 และ C2
3. ทฤษฎีพันธะวาเลนซ (VALENCE BOND THEORY)
ทฤษฎพี ันธะวาเลนซ (VB) คือทฤษฎที ใ่ี ชอ ธบิ ายการเกดิ พนั ธะโควาเลนตในอะตอม
โดยพิจารณาจากการซอนเหลอ่ื มระหวาง AO ของอะตอม แตล ะคูกอ ใหเ กิดพนั ธะโค
วาเลนต และบริเวณทม่ี ีพนั ธะเคมี คือบริเวณท่ี มีอิเล็กตรอนหนาแนน
• AO ที่มีอเิ ลก็ ตรอนเด่ียวเทา น้ันท่สี ามารถสรางพนธั ะโควาเลนต
• เขาใจงา ยกวาทฤษฎี MO และสามารถอธบิ าย organic molecule ไดด ขี ึน้ กวา
ทฤษฎโี ครงสรางของลิวอสิ
การซอนเหลอ่ื มของ AO เปน แบบสรา งพนั ธะ (Bonding) เทาน้ัน (พันธะแบบ
σ,π,δ)
ไมใ ชออรบทิ ลั ท่ีมอี ิเลก็ ตรอนเตม็ แลว (มคี รบ 2 อิเล็กตรอน) ในการสรางพนั ธะ
การเกิดพันธะในทฤษฎี VB
การเกิดพนั ธะเนอ่ื งจากออรบทิ ลั ท่ีมอี เิ ลกต็ รอนเดี่ยว
พจิ ารณาการจัดเรียงอิเลก็ ตรอนในอะตอม
• C = − − −−−มอี ิเลก็ ตรอนเดยี่ ว 2 AO จะเกิดแค 2 พนั ธะ?
พนั ธะโควาเลนตจ ากการซอนเหล่ือมของ AO ทม่ี ีอิเลก็ ตรอนเด่ยี ว
ไฮบริไดเซชัน(HYBRIDIZATION)
ไฮบริไดเซซนั คือ ปรากฎการณท ่อี อรบ ิทลั ในอะตอมเดียวกนั ทมี่ ีระดบั
พลงั งานใกลเคยี งกันเกิดการรวมกนั เกดิ เปนไฮบรดิ ออรบ ิทลั (hybrid orbital)
ชดุ ใหมท ่มี รี ปู รา งและระดบั พลังงานเทา กนั เพ่ือใหสามารถอธบิ ายการสรา ง
พันธะไดด ขี น้ึ
• ไฮบรไิ ดเซชนั จะเกดิ ไดก ็ตอ เมอ่ื ระดับ พลงั งานของ AO มีคา ใกลเ คียงกัน
• ออรบ ทิลัใหม เรียกวา ไฮบริดออรบ ทิ ลั (Hybrid orbital)
มรี ปู รา งและระดบั พลงั งานเทากนั แตมที ิศทางแตกตา งกนั
• จํานวนไฮบริดออรบทิ ัล = อะตอมมกิ ออรบทิ ลั เดิม
SP3 ไฮบริดออรบิทัล
sp3-Hybridizationเกดิ จาก s-orbital และ 3 p-orbitals
ได SP3-hybrid orbitalรวม 4 ออรบ ิทัล จัดเรยี งกนั เปน แบบทรงส่หี นา
ไมมี p orbital เหลือใหสรางพนัธะ π
SP3 ไฮบริดออรบิทัล
SP2 ไฮบริดออรบิทัล
sp2-Hybridization คือการผสมระหวาง s-orbital และ 2 p-orbitals
ได sp2-hybrid orbitalรวม 3 ออรบ ิทลั จดั เรยี งกนั แบบสามเหลย่ี มระนาบ
p-orbital ท่เี หลอื อาจเกดิ พนั ธะ π
SP2 ไฮบริดออรบิทัล
SP ไฮบริดออรบิทัล
SP-Hybridization คอื การผสมระหวา ง s-orbital และ p-orbital
ได sp-hybrid orbital 2 ออรบทิ ลั จดั เรยี งกันเปนเสน ตรง
p-orbital ทเหลอือาจเกิดพนธั ะ π 1 หรอื 2 พนัธะ
SP3DและSP3D2 ไฮบริไดออรบิทัล
ธาตใุ นคาบที่ 3 ขึ้นไป อาจใช d ออรบ ทิ ัลในการไฮบรดิ เพราะระดับพลงั งาน
ไมแตกตา งจาก p มากนัก
sp3d Hybridization
• 5 sp3d hybrid orbitals
• จดั เรียงแบบพรี ะมิดคฐู านสามเหลย่ี ม
sp3d2 Hybridization
• 6 sp3d2 hybrid orbitals • จดัเรยี งเปนทรงแปดหนา
ตัวอยางการสรางพันธะโดยพันธะไฮบริด
Be (1s22s2)
C (1s22s22p2)
ตัวอยางการสรางพันธะโดยพันธะไฮบริด
N (1s22s22p3)
O (1s22s22p2) ตัวอยางการสรางพันธะโดยพันธะไฮบริด
พันธะคู (DOUBLE BOND)
พนั ธะคูประกอบดวย
• พนั ะ sigma (σ) จาก hybrid orbital
• พนั ธะ pi (π) จาก p-orbital
พันธะคู ใน H2C=CH2
พนั ธะคใู น H2C=CH2 ประกอบดว ย
• พนั ธะ sigma จาก sp-orbital ของคารบอน
• พันธะ pi จาก p-orbital ของคารบ อน
พันธะ(TRIPLE BOND)
พันธะสามประกอบดวย
• พนั ธะ sigma (σ) จากhybrid orbital หรือ p-orbital
• พนั ธะ pi (π) 2 พนั ธะ จาก 2 p-orbital
N≡N (3 พันธะเกดิ จาก px py pz) HC≡CH (3 พนั ธะเกดิ จาก sp px py)
พันธะโลหะและแบบจาํ ลองทะเลอิเล็กตรอน
โลหะมจี ดุ หลอมเหลวสงู นาํ ไฟฟาและความรอนไดด ี รีดใหเปน แผนบางได มคี วามมนั วาว
เม่ือขดั จะสะทอนแสงไดดี สมบัตเิ หลานีเ้ ปน ผลจาก พันธะโลหะ
• ทฤษฎที ีส่ ามารถใชอ ธบิ ายพันธะไดแ ก แบบจาํ ลองทะเลอเิ ล็กตรอน และ ทฤษฎี
แถบพลังงาน
1. แบบจาํ ลองทะเลอเิ ลก็ ตรอน (Electron sea model) นิวเคลียสซ่งึ มมี ปี ระจบวุ กอยูท่จี ดุ
แลททซิ สว นวาเลนซอ ิเล็กตรอน เคลอ่ื นท่ไี ดอ ยา งอสิ ระ
•พนั ธะโลหะเกดิ จากแรงดึงดูดระหวา ง อเิ ล็กตรอนอิสระและประจุบวก
แรงระหวางโมเลกุล (INTERMOLECULAR FORCE)
แรงระหวา งโมเลกุล คือ แรงยดึ เหนี่ยวทางไฟฟา ระหวางโมเลกลุ หรอื สารประกอบ
• Cohesive Force แรงยดึ เหนี่ยวระหวางโมเลกลชุ นดิ เดียวกนั
• Adhesive Forceแรงยดึ เหน่ียวระหวา งโมเลกลทุ ี่ตา งกนั
ชนดิ ของแรงระหวา งโมเลกลุ
แรงแวนเดอรวาลส (VAN DE WAALS ATTRACTION
แรงแวนเดอรวาลส คอื แรงยึดเหนย่ี วระหวา งโมเลกลแุ บบออน อาจแบงออกไดเ ปน
• แรงที่เกิดจากการกระทาํ ระหวา ง โมเลกลแุ บบมีขั้ว ซงึ่ มีไดโพลแบบถาวร
(permanent dipole) เรยี กวา dipole-dipole interaction
• แรงท่เี กิดระหวา งโมเลกลุทม่ี ขี ว้ั และโมเลกลอุ ืน่ ที่ไมมีขวั้ แตถ ูกเหนย่ี วนาํ ใหมีข้วั
เรยี ก dipole-induced dipole interaction
• แรงระหวา งโมเลกลุ ท่ไี มม ีขว้ั ดวยกันเปน แรงระหวางขว้ั แบบเหนยี่ วนาํ (induced
dipole) หรอื ขวั้ แบบชั่วคราว (temporary fluctuation dipole) มีชอ่ื เรยี กเฉพาะ
วา แรงลอนดอน (London Force)
พันธะไฮโดรเจน (HYDROGEN BOND)
H เปนแรงระหวา งโมเลกุลท่มี ีข้ัว แตเกดิ ระหวา งโมเลกลุ ซ่ึงประกอบดว ย และ
อะตอมอ่ืนท่ีมคี า EN สูงมากๆ และมี ขนาดเลก็ เชน F O หรอื N
ทําใหโมเลกลุมสี ภาพขัว้ สงู โมเลกลุปกติแรงยึดเหนย่ี วมคี า มากกวา แรงที่เกดิ จาก
dipole - dipole interaction สงผลใหสารทม่ี ีพันธะไฮโดรเจนมจี ุดเดือด
และจดุ หลอมเหลวสูงกวา ปกติ
HClBoi-l8in5g.1P•oCinHt4(°-C1)6•1H.62O 100.0 • HF 19.5 • NH3 -33.3 • H2S -60.7 •