หลกั สตู รรายวิชาเลือกสาระวชิ าพื้นฐาน
รายวชิ ารักษทองถน่ิ
รหัสวิชา พว 32018
จาํ นวน 2 หน%วยกิต 80 ชวั่ โมง
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
คํานาํ
กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 เมื่อวันท่ี 18 กันยายน 2551 แลว เพื่อใหใชแทนหลักเกณฑ/และวิธีการจัดการศึกษานอก
กศน.ตําบลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 ซ่ึงเป5นหลักสูตรท่ีเป5นไปตามหลักการและ
ปรัชญาการศึกษานอก กศน.ตําบล นโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห;งชาติ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห;งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ
พระราชบัญญัตสิ ง; เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 โดยใหสอดคลองกับความ
ตองการของกล;ุมผเู รยี นท่ีอยนู; อกระบบ กศน.ตําบล เพือ่ ใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติป?ญญา มีศักยภาพในการ
ประกอบอาชีพ การศึกษาตลอดชีวิต ดํารงชีวิตอยู;ในครอบครัว ชุมชน สังคม ไดอย;างมีความสุข ทั้งนี้
สถานศึกษาท่ีจะนําหลักสูตรนี้ไปใชตองนําสาระและมาตรฐานการเรียนรูท่ีกําหนดไปพัฒนาหลักสูตร
สถานศึกษาใหสอดคลองกับสภาพป?ญหา ความตองการของผูเรียน ชุมชน สังคม ภูมิป?ญญาทองถิ่น และ
คุณลักษณะอันพึงประสงคข/ องสถานศกึ ษานน้ั ๆ
ดงั นั้น เพ่ือใหการนาํ หลักสตู รไปส;กู ารจดั การเรียนรูยังสถานศึกษาต;าง ๆ ไดอย;างมีประสิทธิภาพ ศูนย/
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอําเภอเมืองเพชรบูรณ/จึงไดจัดทําหลักสูตรรายวิชาเลือกสาระ
วิชาพื้นฐาน รายวิชารักษ/ทองถิ่น ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซ่ึงเป5นสาระการเรียนรูที่เก่ียวกับการพัฒนา
ทักษะการเรียนรูในเรือ่ งของการเรียนรูดวยตนเอง การใชแหล;งเรียนรู การจัดการความรู การคิดเป5น และการ
วจิ ัยอยา; งงา; ย
ในการจดั ทําหลักสตู รรายวชิ าเลือกสาระวิชาพืน้ ฐาน รายวิชารักษ/ทองถิ่น ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
น้ี ไดรบั ความรว; มมอื อยา; งดียิ่งจากคณะบุคคล ไดแก; ผทู รงคุณวุฒิ ผบู รหิ าร ขาราชการบํานาญ ครู นักวิชาการ
จากสถานศึกษา ซึ่งเป5นผูมีความรูและประสบการณ/ในแต;ละสาระการเรียนรูไดใหขอคิดเห็น ขอเสนอแนะต;าง
ๆ ที่เป5นประโยชน/ ทําใหเอกสารฉบับนี้มีความถูกตองสมบูรณ/มากย่ิงข้ึน ศูนย/การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศยั อาํ เภอเมืองเพชรบูรณ/ ขอขอบคุณในความรว; มมอื ของทกุ ท;านมา ณ โอกาสนี้
ศูนย/การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาํ เภอเมืองเพชรบูรณ/
สารบญั หนา
2
คํานํา 3
สารบญั 4
คําอธิบายรายวชิ ารกั ษ/ทองถิ่น พว 32018 5
รายละเอียดคําอธิบายรายวิชารักษ/ทองถนิ่ พว 32018 6
หลักสูตรรายวชิ ารักษ/ทองถนิ่ พว 32018 7
โครงสรางหลกั สูตรรายวิชารักษ/ทองถนิ่ พว 32018 8
ตารางวิเคราะหห/ ลักสูตรรายวชิ ารกั ษท/ องถน่ิ พว 32018 9
แผนการจดั กระบวนการเรียนรูรายวิชารักษท/ องถ่นิ พว 32018 13
แบบทดสอบกอ; นเรียน 17
เฉลยแบบทดสอบก;อนเรียน 18
ใบความรูที่ 1 21
ใบงานท่ี 1 22
ใบความรทู ่ี 2 27
ใบงานที่ 2 28
ใบความรทู ่ี 3 32
ใบงานท่ี 2 33
ใบความรทู ี่ 4 46
ใบงานที่ 4 47
ใบความรทู ี่ 5 52
ใบงานที่ 5 53
ใบความรูที่ 6 60
ใบงานท่ี 6 61
ใบความรทู ่ี 7 63
ใบงานที่ 7 67
แบบทดสอบหลงั เรยี น 71
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
คําอธิบายรายวชิ า พว32018 รักษทองถิน่
จาํ นวน 2 หนว% ยกติ
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
มาตรฐานการเรยี นรูระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
มคี วามรู ความเขาใจ ทักษะ และเห็นคุณค;าเกยี่ วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร/ เทคโนโลยี
สง่ิ มชี ีวิต ระบบนเิ วศ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ในทองถน่ิ ประเทศและโลก สาร แรง พลงั งาน
กระบวนการเปลีย่ นแปลงของโลก และดาราศาสตร/ มจี ิตวทิ ยาศาสตร/และนําความรูไปใชประโยชน/ในการดําเนนิ
ชวี ิต
ศกึ ษาและฝ3กทักษะเกีย่ วกบั เรื่องตอ% ไปน้ี
รักษ/ทองถิ่น ความหมาย ระบบนิเวศ กล;ุมส่ิงมีชีวิต ประชากร ที่อยู;อาศัย องค/ประกอบของระบบ
นเิ วศ ความสมั พันธแ/ ละการปรับตัวของสง่ิ มชี ีวิต การถา; ยทอดพลังงานในระบบนิเวศ ระบบ นิเวศปIาไม ระบบ
นิเวศนํ้าจืด ระบบนิเวศในนาขาว ระบบนิเวศนํ้าเค็ม การวางแผนเขียนโครงการและวิธีการสํารวจระบบนิเวศ
ในทองถิ่น แนวทางการอนรุ กั ษ/และเฝาK ระวงั ระบบนิเวศในทองถน่ิ
การจัดประสบการณการเรยี นรู
ใหผูเรียน ศึกษา คนควา ทดลอง อธิบาย อภิปรายและนําเสนอดวยการจัดกระบวนการเรียนรูโดย
การพบกลุ;ม การเรียนรูแบบทางไกล แบบช้ันเรียน ตามอัธยาศัย การสอนเสริม การเรียนรูดวยตนเอง การทํา
รายงาน การศึกษาจากแหล;งเรียนรู ประสบการณ/โดยตรง ใชสถานการณ/จริง ปรากฏการณ/ธรรมชาติ
ประสบการณก/ ารเรียน และการเรียนรดู วยโครงงาน
การวัดและประเมินผล
การสังเกต การอภิปราย การสัมภาษณ/ ทักษะปฏิบัติ รายงานการทดลอง การมีส;วนร;วมในกิจกรรม
การเรยี นรู ผลงาน การทดสอบ การประเมิน การนาํ ไปใชประโยชน/ในชวี ิต
รายละเอยี ดคําอธบิ ายรายวิชารักษทองถ่ิน พว32018
จาํ นวน 2 หนว% ยกิต
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
มาตรฐานการเรียนรรู ะดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
มีความรู ความเขาใจ ทักษะ และเหน็ คุณค;าเก่ยี วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร/ เทคโนโลยี
ส่งิ มชี ีวิต ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ในทองถิ่นประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก และดาราศาสตร/ มีจิตวทิ ยาศาสตร/และนําความรูไปใชประโยชน/ในการดาํ เนนิ
ชวี ติ
ที่ หวั เรื่อง ตวั ช้วี ดั เนอ้ื หา จํานวน
1 รกั ษท/ องถนิ่ (ชั่วโมง)
1. อธิบายความหมาย ระบบ 1. ความหมาย ระบบนิเวศ กล;ุมส่งิ มีชีวิต
นเิ วศ กลมุ; สิ่งมชี ีวิต ประชากร ท่ีอย;ูอาศัย 80
ประชากร ที่อยอ;ู าศยั ได
2. องค/ประกอบ ความสัมพันธ/ การปรับตวั
2. อธิบายความสมั พนั ธ/ ของส่งิ มีชีวิต การถา; ยทอด
การปรบั ตวั ของสิ่งมชี ีวิต พลงั งานในระบบนิเวศ
การถา; ยทอดพลังงาน 2.1 ระบบนเิ วศปIาไม
ในระบบนิเวศ - ปIาบุง ปาI ทาม ปาI พรุ ปIา
ชายหาด ปาI ชายเลน ฯลฯ
3. อธิบายระบบนเิ วศตา; ง ๆ 2.2 ระบบนิเวศนํา้ จืด
และเขียนแผนผังหรอื - หนอง คลอง บึง
แผนภูมิการถ;ายทอด 2.3 ระบบนิเวศในนาขาว
พลงั งานในระบบนิเวศได 2.4 ระบบนิเวศนา้ํ เคม็
- หาดทราย หาดเลน
4. วางแผน สาํ รวจ นําเสนอ หาดโคลน หาดหนิ
ระบบนิเวศในทองถน่ิ ชายฝO?งทะเล ฯลฯ
5. จดั ทําและดาํ เนนิ การ 3. การวางแผนเขยี น โครงการและ วธิ ีการ
โครงการหรือโครงงาน สํารวจระบบนิเวศในทองถนิ่
อนุรักษ/และเฝKาระวงั
ระบบนเิ วศในทองถ่ิน 4. แนวทางการอนุรักษ/และเฝKาระวังระบบนิเวศ
ในทองถิน่
6. เผยแพร;ผลการดาํ เนนิ
โครงการหรอื โครงงาน
หลกั สูตรรายวิชารกั ษทองถิ่น พว32018
จาํ นวน 2 หน%วยกติ
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ความเปน9 มา
ในโลกของสิง่ มีชีวติ มคี วามหลากหลายของระบบนเิ วศทกี่ ระจายอย;ใู นเขตภมู ศิ าสตรต/ า; ง ๆ
ระบบนิเวศทีม่ ีองคป/ ระกอบของปจ? จัยทางกายภาพ และปจ? จัยทางชีวภาพที่คลายคลึงกันก็จะกระจายอย;ูในเขต
ภูมิศาสตร/เดียวกัน นอกจากนี้ในระบบนิเวศแต;ละแห;งก็มีความสัมพันธ/เกิดขึ้นภายในระบบความสัมพันธ/นั้น
อาจเกิดระหว;าง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต หรืออาจเกิดระหว;างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งไม;มีชีวิตก็ไดระบบนิเวศจะมีความ
สมดุลไดก็ต;อเม่ือมีองค/ประกอบทางกายภาพและชีวภาพที่ไดสัดส;วนอย;างสมดุล และในระบบนิเวศน้ันตองมี
การถ;ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารเกิดข้ึนในระบบดวยเมื่อระบบนิเวศเสียสมดุลก็อาจมีผลกระทบ
เกิดขึ้นในระบบ ถาหากผลกระทบนั้นไม;รุนแรงมากนักระบบนิเวศก็สามารถกลับคืนส;ูสมดุลใหม;ได แต;ถา
ผลกระทบเกิดขึ้นจนส;งผลทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงในระบบทั้งทางกายภาพ และทางชีวภาพก็อาจทําใหเกิด
การเปล่ยี นแปลงแทนทขี่ องสง่ิ มีชวี ิตในระบบนเิ วศไดในทส่ี ุด
หลกั การ
เป5นหลกั สตู รรายวิชาเลือกทสี่ ามารถใหผูเรียนเลือกเรียนไดตามความสนใจและสามารถนําไปใช
ในชวี ติ ประจาํ วันได
จุดประสงคหลักสตู ร
1. สบื คนขอมูล อภิปราย และสรปุ ความหมายและประเภทของระบบนเิ วศ
2. สาํ รวจและวิเคราะห/ขอมลู เกย่ี วกับระบบนิเวศในทองถนิ่
3. สบื คนขอมลู อภิปราย และอธิบายความสมั พนั ธร/ ะหว;างสิง่ มีชวี ติ กบั ปจ? จยั ทางกายภาพ
และทางชวี ภาพ
4. สบื คนขอมูล อภปิ ราย และสรุปความสําคัญของการถ;ายทอดพลังงาน การหมนุ เวยี น
สาร และการเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนเิ วศ
ระยะเวลาเรยี นและจํานวนหน%วยกติ
ระยะเวลาเรยี น 1 ภาคเรียน จํานวน 2 หนว; ยกติ (80 ช่วั โมง)
โครงสรางหลักสตู รรายวิชารกั ษทองถน่ิ พว32018 จาํ นวน 2 หน%วยกติ
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
หวั เรื่อง เวลา (ชั่วโมง) รวม
ทฤษฎี ปฏิบัติ 3
37
1. ความหมาย ระบบนิเวศ กลุม; สิง่ มชี วี ติ ประชากร ทอี่ ยอ;ู าศยั 3 -
3
2. องค/ประกอบ ความสัมพันธ/ การปรับตัวของส่ิงมีชีวิต การถ;ายทอด - 37 37
80
พลังงานในระบบนเิ วศ
2.1 ระบบนเิ วศปาI ไม
- ปาI บงุ ปาI ทาม ปาI พรุ ปIาชายหาด ปาI ชายเลน ฯลฯ
2.2 ระบบนิเวศนา้ํ จดื
- หนอง คลอง บึง
2.3 ระบบนเิ วศในนาขาว
2.4 ระบบนิเวศนํ้าเค็ม
- หาดทราย หาดเลน หาดโคลน หาดหนิ ชายฝ?Oงทะเล ฯลฯ
3. การวางแผนเขยี น โครงการและ วิธีการสาํ รวจระบบนเิ วศในทองถนิ่ 3 -
4. แนวทางการอนุรกั ษ/และเฝาK ระวังระบบนิเวศในทองถิ่น - 37
รวม 6 74
การจดั กระบวนการเรยี นรู
ใหผเู รียนศึกษา คนควา สํารวจ ตรวจสอบ ทดลอง จําแนก อธบิ าย นําเสนอดวยการ
จัดกระบวนการเรยี นรดู วยการพบกลมุ; การเรยี นรูดวยตนเอง การรายงาน การศึกษาจากแหลง; เรียนรู
ปรากฏการณ/ธรรมชาติ และประสบการณ/จากผูเรียน
ส่อื การเรียนรู
1. หนงั สือเรียนสาระวชิ าพ้ืนฐาน รายวิชาวิทยาศาสตร/ ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
2. ใบความรทู ่ี 1 - 7
3. http://www.youngzone.com/ กิจกรรม สง่ิ แวดลอม เพื่อเยาวชน ความรดู านสิง่ แวดลอม
รายการ โทรทัศนว/ ิทยุ ยงั โซน โดย มลู นิธโิ ลกทศั นไ/ ทย
4. http://www.dmcr.go.th/ กรมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง?O ขอมลู เกีย่ วกบั ปIาชายเลน หญา
ทะเล ปะการงั สัตว/ทะเลหายาก และการอนุรักษ/
5. http://www.talaythai.com ใหขอมูลเกย่ี วกบั ทะเลไทย สัตวใ/ นทะเล ปะการัง การทอ; งเท่ยี วและ
การอนุรักษ/
6. http://www.saveoursea.net/index.php ใหขอมูลเกี่ยวกบั โครงการต;าง ๆ ทเ่ี ก่ียวกับการ
อนุรกั ษ/ทะเล ความรเู กีย่ วกับการดํานาํ้ ภาพปะการังและสัตวน/ าํ้ ท่ีสวยงาม
7. http://www.greenworld.or.th ใหความรูและขอมลู เกีย่ วกบั สิ่งแวดลอมดานต;าง ๆ และรวม
เว็บสิง่ แวดลอม
8. http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-4/no02-44/forest.html
ใหความรเู กีย่ วกบั ปIาไม ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสตั วป/ าI
การวัดประเมนิ ผล
การสังเกต การอภิปราย การสัมภาษณ/ ทักษะปฏิบัติ รายงานการทดลอง การมีส;วนร;วมใน
กิจกรรมการเรียนรู ผลงาน การทดสอบ ประเมินการนําไปใชประโยชนใ/ นชีวิต
ตารางวเิ คราะหการจดั การเรียนรู
รายวชิ ารักษทองถิน่ พว 32018 ( 2 หนว% ยกติ )
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
เนอ้ื หา พบกลมุ% การวเิ คราะหการจดั การเรยี นรู ช้นั เรียน
ตนเอง ทางไกล
1. ความหมาย ระบบนิเวศ กล;มุ
ส่ิงมชี วี ติ ประชากร ทอ่ี ยูอ; าศัย
2. องคป/ ระกอบ ความสมั พนั ธ/ การ
ปรับตัวของส่ิงมชี ีวิต การถ;ายทอด
พลังงานในระบบนเิ วศ
2.1 ระบบนเิ วศปาI ไม
- ปาI บงุ ปาI ทาม ปาI พรุ ปาI
ชายหาด ปIาชายเลน ฯลฯ
2.2 ระบบนิเวศน้าํ จืด
- หนอง คลอง บงึ
2.3 ระบบนเิ วศในนาขาว
2.4 ระบบนเิ วศนา้ํ เคม็
- หาดทราย หาดเลน
หาดโคลน หาดหิน
ชายฝง?O ทะเล ฯลฯ
3. การวางแผนเขยี น โครงการและ
วธิ ีการสาํ รวจระบบนิเวศในทองถ่นิ
4. แนวทางการอนรุ กั ษ/และเฝKาระวังระบบ
นิเวศในทองถน่ิ
แผนการจดั กระบวนการเรียนรู รายวชิ ารกั ษท
ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ภา
สปั ดาหท่ี 1 เวลา 40 ชัว่ โมง วันที่..........
ศนู ยการศึกษานอกระบบและการศกึ ษ
วิธกี ารเรียนรู เนอ้ื หารายวชิ า ผลการเรยี น บทบาทครู
ที่คาดหวงั
การพบกลุ%ม 1.ความหมายระบบนิเวศ รแู ละเขาใจ ความหมาย 1.เตรียมความพรอ
( 3 ชัว่ โมง ) กลมุ; ส่ิงมชี วี ิต ประชากร ของระบบนิเวศ กล;ุม วางแผนการเรียนร
ทอ่ี ย;อู าศยั สิ่งมีชีวติ ประชากร รายวชิ า,จดั แบ;งเน้ือ
ทีอ่ ย;ูอาศยั กาํ หนดหลกั ฐานกา
เรียนรู และสดั ส;วน
การใหคะแนนร;วมก
ผเู รียน ( 30 นาที )
2.นําเขาสูบ; ทเรยี น
( 10 นาที )
3. แบ;งกลม;ุ การเรยี
( 40 นาที )
4. นาํ เสนอผลการ
เรียนรู ( 1 ชัว่ โมง )
5. ครสู รุป ( 10 นา
6. ทดสอบยอ; ย
( 30 นาที )
ทองถิน่ (พว 32018) จาํ นวน 2 หน%วยกติ
าคเรียนท่ี…………/………………………….
.เดอื น.................................พ.ศ. ...................
ษาตามอธั ยาศยั อําเภอเมืองเพชรบรู ณ
กจิ กรรม สอ่ื การเรียนรู การวดั ผล/
บทบาทผเู รียน ประเมินผล
อม , 1.วางแผนการเรยี นรู หนังสอื เรียนสาระวชิ าพื้นฐาน 1. บันทึกการเรยี นรู
รู ร;วมกับครู รายวชิ าวิทยาศาสตร/ 2. แบบทดสอบยอ; ย
อหา 2. ศกึ ษาเนอ้ื หารายวิชา ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 3. สังเกตพฤติกรรม
าร 3. ทํากจิ กรรมการ ใบความรูท่ี 1 4.แบบฝกl หดั
นของ เรียนรตู ามทีค่ รู ใบงานที่ 1
กับ มอบหมาย แบบทดสอบ
) 4. นําเสนอรายงาน http://www.anek2009.ob.tc
ผลงาน ทาํ แบบทดสอบ http://www.rmuti.ac.th
http://www.waghor.go.th
ยนรู
)
าที )
แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู รายวชิ ารักษ
ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ภา
สัปดาหที่ 1 เวลา 40 ชัว่ โมง วนั ท่ี..........
ศูนยการศกึ ษานอกระบบและการศึกษ
วิธกี ารเรยี นรู เนือ้ หารายวิชา ผลการเรยี น บทบาทครู
ทีค่ าดหวัง
ตนเอง 2. องคป/ ระกอบ รู และเขาใจ มอบหมายงานให
(20 ชั่วโมง) ความสมั พันธ/ การปรับตัว ความหมาย ผูเรียนไปศึกษา
ของสิ่งมีชีวิต การถ;ายทอด องคป/ ระกอบ คนควาดวยตนเอ
ความสมั พนั ธ/
พลงั งานในระบบนเิ วศ
2.1 ระบบนเิ วศปIาไม การปรับตัวของ
2.2 ระบบนเิ วศนาํ้ จืด สงิ่ แวดลอม
2.3 ระบบนิเวศในนาขาว การถ;ายทอดพลังงาน
2.4 ระบบนิเวศนาํ้ เค็ม ในระบบนเิ วศ
ทางไกล 2. องค/ประกอบ รู และเขาใจ มอบหมายงานให
(17 ชว่ั โมง) ความสมั พันธ/ การปรับตวั ความหมาย ผเู รยี นไปศกึ ษา
ของส่ิงมชี ีวติ การถ;ายทอด องค/ประกอบ คนควาดวยตนเอ
ความสมั พันธ/
พลังงานในระบบนิเวศ
2.1 ระบบนเิ วศปIาไม การปรบั ตวั ของ
2.2 ระบบนเิ วศนา้ํ จดื สิ่งแวดลอม
2.3 ระบบนิเวศในนาขาว การถา; ยทอดพลงั งาน
2.4 ระบบนิเวศนาํ้ เค็ม ในระบบนิเวศ
ษทองถน่ิ (พว 32018) จาํ นวน 2 หนว% ยกิต
าคเรยี นท่ี…………/………………………….
.เดอื น.................................พ.ศ. ...................
ษาตามอัธยาศัยอาํ เภอเมอื งเพชรบูรณ
กิจกรรม ส่อื การเรยี นรู การวัดผล/
บทบาทผูเรียน ประเมนิ ผล
หกับ ศกึ ษาคนควาหา หนังสอื เรยี นสาระวชิ าพนื้ ฐาน บันทกึ การเรียนรู 10
า ความรูตามที่ครู รายวชิ าวทิ ยาศาสตร/ รายงาน 10
อง มอบหมาย ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบความรทู ่ี 2 - 6
ใบงานที่ 2 - 6
http://www.anek2009.ob.tc
http://www.rmuti.ac.th
http://www.waghor.go.th
หกับ ศึกษาคนควาหา หนังสอื เรยี นสาระวชิ าพ้นื ฐาน บันทึกการเรยี นรู 5
า ความรตู ามที่ครู รายวิชาวิทยาศาสตร/ รายงาน 10
อง มอบหมาย ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย โครงงาน 5
ใบความรทู ี่ 2 - 6
ใบงานท่ี 2 - 6
http://www.anek2009.ob.tc
http://www.rmuti.ac.th
http://www.waghor.go.th
แผนการจดั กระบวนการเรยี นรู รายวิชารักษท
ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย ภา
สปั ดาหท่ี 2 เวลา 40 ชว่ั โมง วนั ที่..........
ศนู ยการศึกษานอกระบบและการศกึ ษ
วธิ ีการเรยี นรู เนื้อหารายวิชา ผลการเรยี น บทบาทครู
ทค่ี าดหวัง 1.นําเขาสบู; ทเรยี น/
พบกลุ%ม 1. การวางแผนเขียน รแู ละเขาใจในวธิ กี าร อธิบาย (20 นาที
(3 ชั่วโมง) โครงการและ วธิ กี าร เขียนโครงการและ 2. แบง; กลุ;มการเรยี
สาํ รวจระบบนิเวศใน วิธีการสํารวจระบบ มอบหมายใบงาน
ทองถิ่น นิเวศในทองถนิ่ (1 ชว่ั โมง )
3. นําเสนอผลการ
เรยี นรู ( 1 ช่ัวโมง )
4. ครูสรปุ (10 นาท
5.ทดสอบย;อย(30น
ทองถน่ิ (พว 32018) จํานวน 2 หน%วยกิต
าคเรยี นท่ี…………/………………………….
.เดอื น.................................พ.ศ. ...................
ษาตามอธั ยาศัยอําเภอเมอื งเพชรบูรณ
กจิ กรรม สอ่ื การเรียนรู การวดั ผล/
บทบาทผูเรียน ประเมินผล
หนงั สอื เรยี นสาระวชิ าพ้นื ฐาน 1. โครงการ/โครงงาน
/ 1.วางแผนการเรียนรู รายวชิ าวทิ ยาศาสตร/ 2. สังเกตพฤติกรรม
) รว; มกับครู ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
ยนรู/ 2. ศกึ ษาเน้ือหารายวชิ า ใบความรูที่ 7
ใบงานที่ 7
3. ทํากิจกรรมการ แบบทดสอบ
เรยี นรตู ามทค่ี รู http://www.anek2009.ob.tc
มอบหมาย http://www.rmuti.ac.th
) 4. นําเสนอรายงาน http://www.waghor.go.th
ที ) ผลงาน ทาํ แบบทดสอบ
นาที)
แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู รายวชิ ารักษท
ระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย ภา
สัปดาหท่ี 2 เวลา 40 ชัว่ โมง วนั ท่ี..........
ศูนยการศกึ ษานอกระบบและการศึกษ
วธิ กี ารเรยี นรู เนอ้ื หารายวิชา ผลการเรียน บทบาทครู
ท่คี าดหวงั
ตนเอง 2. แนวทางการอนรุ ักษ/และ มีทักษะในการอนุรกั ษ/ มอบหมายงานใหก
(20ชวั่ โมง) เฝKาระวงั ระบบนเิ วศ และเฝKาระวงั ระบบ ผูเรยี นไปศึกษา
ทางไกล ในทองถ่ิน นเิ วศในทองถน่ิ คนควาดวยตนเอง
(17ช่วั โมง) (กจิ กรรมตอ; เนื่อง
จากการพบกลุ;ม)
ทองถน่ิ (พว 32018) จาํ นวน 2 หนว% ยกิต
าคเรียนที่…………/………………………….
.เดอื น.................................พ.ศ. ...................
ษาตามอธั ยาศยั อําเภอเมืองเพชรบูรณ
กจิ กรรม สือ่ การเรยี นรู การวัดผล/
บทบาทผเู รียน ประเมนิ ผล
กับ ศึกษาคนควาหา หนงั สอื เรยี นสาระวชิ าพ้ืนฐาน 1. บนั ทึกการเรียนรู
ความรตู ามที่ครู รายวชิ าวทิ ยาศาสตร/ 2. รายงาน/โครงการ/
ง มอบหมาย ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย โครงงาน
ใบความรทู ่ี 7
ใบงานที่ 7
http://www.anek2009.ob.tc
http://www.rmuti.ac.th
http://www.waghor.go.th
แบบทดสอบกอ% นเรยี น
1. ขอใดคือความหมายของระบบนเิ วศ (ecosystem)
ก. การรวมกลุม; กันของส่ิงมีชวี ติ ทีม่ าจากชนดิ เดียวกนั
ข. ส่งิ มชี วี ติ ทุก ๆ กลุม; ที่อาศัยอยู; ณ ที่แหง; ใดแห;งหน่งึ
ค. ระบบแห;งความสัมพันธร/ ะหว;างกล;มุ ของสงิ่ มีชวี ิตชนดิ ตา; ง ๆ
ง. ความสัมพันธร/ ะหวา; งกล;ุมของสิง่ มีชีวติ กบั สิง่ แวดลอม ณ บริเวณที่อยู;อาศัย
2.สงิ่ มชี วี ิตพวกใดท่สี ามารถเปลี่ยนสารอนนิ ทรียใหเป9นสารอนิ ทรียได
ก. พืชสีเขียว
ข. สตั ว/กินพชื
ค. สตั ว/กนิ สตั ว/
ง. ผูย;อยสลาย
3. ระบบนเิ วศ แบง% ไดเปน9 ก่ีระบบ
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4
4.ภาวะการอยร%ู %วมกันแบบปรสติ เป9นการอยู%รว% มกนั ของสงิ่ มีชวี ติ ในลักษณะใด
ก.ต;างฝาI ยตา; งไดประโยชนท/ ง้ั ค;ู
ข.ตา; งฝาI ยต;างเสียประโยชน/ทั้งค;ู
ค.ฝาI ยหน่งึ ไดประโยชน/ อีกฝาI ยหน่ึงเสยี ประโยชน/
ง.ฝาI ยหนึ่งไดประโยชน/ อีกฝIายหนึ่งไม;ไดไมเ; สยี ประโยชน/
5.สาเหตทุ ่ีบรเิ วณแหล%งนํ้ากร%อยมีค%าความเค็มแปรผันในรอบวนั คอื อะไร
ก.อณุ หภมู ิ
ข.กระแสลม
ค.กระแสนํ้าข้ึนนาํ้ ลง
ง.แสงแดด
6.ระบบนเิ วศแหล%งนํ้ากร%อย พบมากบริเวณใด
ก.บรเิ วณตนแม;นาํ้
ข.บรเิ วณกลางแม;นํ้า
ค.บริเวณปากแม;นํ้า
ง.บริเวณใตทะเลลึก
7. ส่งิ มีชวี ิตชนิดใด ทีส่ ามารถทาํ ลายแนวปะการงั ไดตามธรรมชาตคิ อื อะไร
ก.เมน; ทะเล
ข.เพรยี งหนิ
ค.แฮกฟชo
ง.ดาวมงกุฎหนาม
8. ส่ิงที่สามารถบ%งบอกถึงสภาพแวดลอมของระบบนเิ วศแหล%งน้ําเค็มคืออะไร
ก.หาดทราย
ข.หาดหิน
ค.แนวปะการงั
ง.ร;องน้าํ ลึก
9. ปาQ ประเภทใด ทีเ่ ป9นแหล%งกําเนิดของตนนํา้ ลําธาร
ก.ปาI ดิบช้ืน
ข.ปIาดิบเขา
ค.ปาI ชายเลน
ง.ปIาเบญจพรรณ
10. สกั มะค%า แดง เปน9 พรรณไมทีส่ าํ คญั ของปQาประเภทใด
ก.ปIาดิบชืน้
ข.ปาI ดิบเขา
ค.ปIาชายเลน
ง.ปาI เบญจพรรณ
11.ชว% งรอยตอ% ระหว%างแหล%งนา้ํ จดื กับแหล%งนาํ้ เคม็ มาบรรจบกันเรยี กวา% อะไร
ก.แหลง; น้าํ เคม็
ข.แหลง; นาํ้ จืด
ค.แหล;งนํา้ กรอ; ย
ง.แหลง; นาํ้ นิง่
12. ขอใดคือความสัมพนั ธของส่ิงมชี ีวติ ในรูปแบบภาวะอิงอาศยั
ก.ทากดูดเลือด
ข.นกเคาแมวลา; เหยอ่ื
ค.ไลเคนชนิดตา; งๆ
ง.แมลงกับดอกไม
13.ขอใดคอื ความสมั พันธของส่งิ มชี ีวิตในรูปแบบภาวะปรสติ
ก.แมลงกบั ดอกไม
ข.ทากดดู เลือด
ค.เสือกับกวาง
ง.ผีเส้ือกบั ดอกไม
14.ขอใดคอื ลาํ ดับการถ%ายทอดพลงั งานในสงิ่ มีชีวติ
ก.ผบู รโิ ภค--->ผูผลติ --->ผูยอ; ยสลาย
ข.ผูผลติ --->ผบู รโิ ภค--->ผยู ;อยสลาย
ค.ผูย;อยสลาย--->ผูบรโิ ภค--->ผผู ลติ
ง.ผูผลติ --->ผูยอ; ยสลาย--->ผูบรโิ ภค
15. ขอใดไม%ใช%ธาตุของสารประกอบในร%างกายของสิ่งมีชวี ิต
ก.คาร/โบไฮเดรต
ข.ลิพดิ
ค.โปรตนี
ง.วติ ามิน
16. องคประกอบของระบบนเิ วศบนบกและในน้าํ ที่เหมอื นกันคืออะไร
ก.ปจ? จัยทางกายภาพและสิง่ มีชวี ติ
ข.แหลง; ท่ีอย;ูอาศยั
ค.ป?จจัยทางชวี ภาพและจํานวนประชากร
ง.ป?จจัยทางกายภาพและทางชวี ภาพ
17. ขอใดไมใ% ช%บริเวณท่ีพบนา้ํ กร%อย
ก.ปากแม;นํา้
ข.แอ;งนํา้
ค.ปากอ;าว
ง.ปาI ชายเลน
18. กระบวนการย%อยสลายของจลุ ินทรยี ทําใหนาํ้ เนา% เสียเพราะอะไร
ก.ตองใชกrาซคารบ/ อนไดออกไซดใ/ นการย;อยสลาย
ข.ตองใชกrาซออกซเิ จนท่ีมีอยู;ในนา้ํ
ค.ส;วนท่ียอ; ยสลายไม;หมดจะเน;าเสีย
ง.ทาํ ใหเกดิ กาr ซคาร/บอนไดออกไซด/ในนาํ้ เพ่ิมมากขน้ึ
19. ขอใดไม%ใชผ% ลของแสงท่ีมีต%อส่ิงมีชีวติ ในระบบนิเวศ
ก.เป5นการสรางออกซเิ จนเพ่ิม
ข.การสรางอาหารของพชื
ค.การสบื พนั ธข/ุ องพืชและสตั วบ/ างชนิด
ง.การเจริญเติบโตของพืช
20.การอยู%ร%วมกนั ระหวา% งนกเอ้ียงกับควาย เป9นการอยร%ู %วมกันแบบใด
ก.แบบองิ อาศยั
ข.แบบพึง่ พากนั
ค.แบบไดประโยชนร/ ;วมกัน
ง.แบบปรสติ
เฉลยแบบทดสอบกอ% นเรยี น
1. ง. ความสัมพนั ธ/ระหว;างกล;มุ ของสิ่งมีชีวติ กับสงิ่ แวดลอม ณ บริเวณที่อย;ูอาศัย
2. ง. ผูย;อยสลาย
3. ข. 2
4. ค. ฝาI ยหน่งึ ไดประโยชน/ อกี ฝIายหนึ่งเสียประโยชน/
5. ค. กระแสนา้ํ ขนึ้ นํ้าลง
6. ค. บรเิ วณปากแมน; ้าํ
7. ง. ดาวมงกุฎหนาม
8. ค. แนวปะการงั
9. ข. ปาI ดบิ เขา
10. ง. ปIาเบญจพรรณ
11. ค. แหลง; นํา้ กรอ; ย
12. ค. ไลเคนชนิดตา; งๆ
13. ข. ทากดดู เลอื ด
14. ข. ผผู ลิต--->ผูบรโิ ภค--->ผยู อ; ยสลาย
15. ง. วติ ามนิ
16. ง.ป?จจัยทางกายภาพและทางชวี ภาพ
17. ข. แอ;งน้ํา
18. ข.ตองใชกrาซออกซิเจนที่มีอยู;ในน้ํา
19. ก. เป5นการสรางออกซเิ จนเพิ่ม
20. ค. แบบไดประโยชนร/ ;วมกนั
ใบความรทู ่ี 1
สิ่งแวดลอม และระบบนเิ วศ
ส่ิงแวดลอม (Environment) หมายถงึ ทุกสิ่งทกุ อย;างทอ่ี ย;ูรอบตวั ทั้งท่ีมชี ีวิตและไม;มีชีวติ ทั้งท่ี
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสง่ิ ทีม่ นุษยส/ รางข้นึ ประกอบดวยส่งิ ท่ีเปน5 รปู ธรรมและนามธรรม มคี วามสมั พนั ธ/
ซง่ึ กันและกนั อยา; งแนบแนน; และเป5นประโยชน/ต;อการดาํ รงชวี ติ ของมนุษย/
ประเภทของส่ิงแวดลอม มี 2 ประเภทใหญ;ๆ คือ
1. ส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติ
ส่งิ แวดลอมทางธรรมชาติ (Natural Environment) เปน5 ส่ิงทเ่ี กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ เช;น ดนิ นํ้า
อากาศ ปาI ไม สัตวป/ าI ฯลฯ สง่ิ แวดลอมประเภทนเ้ี กดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาตอิ าจใชเวลาเร็วหรอื ชาเพยี งใดข้นึ อย;ู
กบั ชนิดและประเภท
ส่งิ แวดลอมทางธรรมชาติสามารถแบ;งออกเปน5 2 ประเภท ไดแก;
1) ส่ิงมีชวี ิต (Biotic Environment) เป5นสงิ่ ทีเ่ กิดขนึ้ โดยธรรมชาติ มลี กั ษณะและคุณสมบัติ
เฉพาะตัวของสง่ิ มีชีวิตเช;น พืช สัตว/และมนษุ ย/เราอาจจะเรียกว;าสิ่งแวดลอมทางชีวภาพ (Biological
Environment) ก็ได
2) สง่ิ ไม;มีชีวิต (Abiotic Environment) เปน5 สิง่ ทเี่ กดิ ขึ้นตามธรรมชาตทิ ่ไี ม;มีชีวิต อาจจะ
มองเห็นหรือไม;ก็ได เชน; ดิน นาํ้ กrาซ อากาศ ควัน แร;ธาตุ เมฆ รังสคี วามรอน เสยี ง ฯลฯ เราอาจเรยี กว;า
สิ่งแวดลอมทางกายภาพ (Physical Environment) ไดเช;นกนั
2. สิง่ แวดลอมที่มนุษยสรางข้ึน
สิง่ แวดลอมท่ีมนษุ ยส/ รางข้นึ (Man-Make Environment) เป5นส่ิงทม่ี นษุ ย/ใชความรูความสามารถที่ไดรับการส่ัง
สอน สบื ทอด และพฒั นากันมาตลอด ซง่ึ ไดแบ;งไว 2 ประเภทคอื
1) สงิ่ แวดลอมทางวตั ถุ หรือสิ่งแวดลอมทสี่ ามารถมองเหน็ ได เช;น บานเรือน เคร่อื งบนิ
โทรทัศน/ ฯลฯ สงิ่ เหล;าน้สี รางขึ้นเพ่ืออาํ นวยความสะดวก หรือตอบสนองความตองการในการดํารงชวี ิต
บางอยา; งอาจมีความจําเปน5 แต;บางอยา; งเปน5 เพียงสงิ่ ฟุIมเฟzอย
2) ส่ิงแวดลอมทางสังคม หรือสิง่ แวดลอมที่เป5นนามธรรม (Social Environment) หรอื
( Abstract Environment) เป5นสงิ่ ท่ีมนษุ ยส/ รางขน้ึ เพ่ือความเป5นระเบียบสําหรับอยรู; ว; มกนั อย;างมคี วามสุข
ส่ิงแวดลอมทางสังคมไดแกร; ะบอบการปกครอง ศาสนา การศกึ ษา อาชพี ความเช่อื เจตคติ กฎหมาย
ขนบธรรมเนยี มประเพณี ระเบยี บขอบังคบั ฯลฯ สง่ิ แวดลอมที่มองไม;เห็นจะแสดงออกมาในรปู พฤติกรรม
ระบบนิเวศ หมายถึง หนว; ยของความสัมพนั ธ/ของส่ิงมีชีวติ ในแหล;งทอ่ี ย;ูแหล;งใดแหล;งหนึง่ มาจากราก
ศพั ท/ในภาษากรีก 2 คาํ คือ Oikos แปลวา; บาน, ที่อยูอ; าศัย Logos แปลวา; เหตผุ ล, ความคิด
ความหมายของคําต%างๆ ในระบบนเิ วศ
สิ่งมชี ีวติ (Organism) หมายถึง ส่งิ ท่ตี องใชพลังงานในการดาํ รงชีวิต ซงึ่ มีลกั ษณะทีส่ ําคัญดงั น้ี
1. ตองมีการเจริญเติบโต
2. เคลื่อนไหวไดดวยพลงั งานท่ีเกิดข้ึนในรา; งกาย
3. สืบพันธุ/ได
4. สามารถปรบั ตัวใหเขากบั สภาพแวดลอม
5. ประกอบไปดวยเซลล/
6. มกี ารหายใจ
7. มีการขับถา; ยของเสีย
8. ตองกนิ อาหาร หรือแร;ธาตุต;างๆ
ประชากร (Population) หมายถงึ สิ่งมีชีวติ ทง้ั หมดท่เี ปน5 ชนดิ เดยี วกนั อาศยั อยู;ในแหล;งทีอ่ ย;ูเดียวกนั
ณ ชว; งเวลาใดเวลาหนง่ึ
กล%ุมสง่ิ มีชีวิต (Community) หมายถึง สิง่ มีชวี ิตตา; งๆ หลายชนิด มาอาศัยอยู;รวมกันในบริเวณใด
บริเวณหนึง่ โดยสิง่ มชี วี ติ นนั้ ๆ มีความสัมพันธ/กนั โดยตรงหรือโดยทางออม
โลกของส่ิงมีชวี ิต (Biosphere) หมายถงึ ระบบนิเวศหลายๆ ระบบนิเวศมารวมกัน
แหล%งที่อยู% (Habitat) หมายถึง บริเวณ หรอื สถานที่ท่ใี ชสาํ หรับผสมพันธุว/ างไข; เปน5 แหลง; ที่อย;ู เช;น
บาน สระนํา้ ซอกฟน? ลาํ ไสเล็ก
องคประกอบของระบบนิเวศ (ecosystem componet)
องค/ประกอบระบบนเิ วศสามารถแบ;งออกเป5น 2 หมวดใหญ;ๆ ไดดังน้ี
1) สว% นประกอบท่ีไม%มชี วี ติ (abiotic component) เป5นส;วนประกอบในระบบนิเวศท่ี
ไมม; ชี ีวิตเป5นสว; นสาํ คญั ท่ีทําใหเกิดความสมดุลของระบบนเิ วศขึ้นมา โดยมคี วามสมั พนั ธ/และเกย่ี วของกับการ
ดํารงอย;ขู องสง่ิ มีชีวิต
ถาขาดองคป/ ระกอบท่ไี ม;มชี ีวติ น้ีสิง่ มีชวี ติ ในระบบนิเวศก็ไม;สามารถอย;ูได โดยแบ;งออกเป5น 3 ประเภท คือ
- อนินทรยี ส/ าร เป5นสารทีไ่ ดจากธรรมชาติและเป5นส;วนประกอบทเ่ี ป5นแร;ธาตุพน้ื ฐานของ
สิง่ มชี ีวิตเพือ่ สรางเน้ือเยื่อและอวยั วะต;างๆ เช;น ธาตคุ ารบ/ อน ไฮโดรเจน นํา้ ออกซเิ จน ไนโตรเจน
ฟอสฟอรสั เปน5 ตน ซง่ึ ส;วนใหญ;อยูใ; นรูปของสารละลาย ส่งิ มีชวี ติ สามารถนาํ ไปใชไดทันที
- อนิ ทรยี ส/ าร เปน5 สารที่ไดจากสง่ิ มีชีวิต เช;น คารโ/ บไฮเดรต โปรตนี ฮิวมสั เปน5 ตน เกดิ
จากการเนา; เปOzอยผพุ ังของสิ่งมชี วี ติ โดยการยอ; ยสลายของจลุ นิ ทรีย/ ทําใหเปน5 ธาตุอาหารของพืชอีกครง้ั
- สภาพแวดลอมทางกายภาพ เช;น แสงสวา; ง อุณหภูมิ ความชน้ื ความเป5นกรด-เบส
ความเคม็ เปน5 ตน สภาพแวดลอมที่แตกตา; งกัน ทาํ ใหการดํารงชวี ติ ของส่งิ มชี วี ติ ในระบบนิเวศนั้นแตกตา; งกัน
ออกไป
2) สว% นประกอบท่ีมีชีวิต (biotic component) ไดแก; พชื สัตว/ รวมทัง้ สิ่งมชี ีวติ ขนาด
เลก็ และส่ิงมีชีวิตเซลล/เดียว ซ่งึ ชว; ยทาํ ใหระบบนิเวศทํางานไดอย;างเป5นปกติ โดยแบ;งออกตามหนาทขี่ อง
สงิ่ มีชีวติ ไดเป5น 3 ประเภท คือ
- ผูผลติ (producer) คือ สง่ิ มชี วี ิตท่สี ามารถสรางอาหารเองไดโดยการสงั เคราะหด/ วย
แสง ไดแก; พืชสีเขยี ว แพลงก/ตอนพชื และแบคทเี รียบางชนิด ผผู ลติ มคี วามสาํ คัญมากเพราะเป5นจุดเร่มิ ตนท่ี
เชื่อมต;อระหวา; งสงิ่ ไม;มีชวี ติ และสิง่ ทมี่ ีชีวติ อื่นๆในระบบนิเวศ
- ผบู รโิ ภค (consumer) คอื ส่ิงมีชวี ิตทไ่ี ม;สามารถสรางอาหารข้นึ เองได แตไ; ดรับธาตุ
อาหารจากการกนิ ส่งิ มีชวี ติ อ่ืนอีกทอดหนง่ึ พลงั งานและแร;ธาตจุ ากอาหารที่สง่ิ มีชีวิตกนิ จะถูกถ;ายทอดส;ู
ผบู ริโภค ซึง่ แบ;งตามลําดับของการกินอาหารได ดังนี้
- ผบู รโิ ภคปฐมภูมิ (primary consumers) เป5นส่ิงมีชวี ิตทก่ี ินพืชเปน5 อาหาร
(herbivore) โดยตรง เชน; ปะการงั เม;นทะเล กวาง กระตา; ย ววั เป5นตน
- ผูบริโภคทตุ ิยภมู (secondary consumers) เป5นสิง่ มชี วี ติ พวกสัตวก/ ินเน้อื
(carnivore) หมายถงึ สัตว/ ท่ีกินสตั ว/กนิ พชื หรือผบู ริโภคปฐมภมู ิเปน5 อาหาร เชน; ปลาไหลมอเรย/ ปลา
สาก นก งู หมาปาI เป5นตน
- ผบู รโิ ภคตติยภูมิ (tertiary consumers) เป5นส่ิงมีชีวิตท่ีกินทง้ั สตั ว/กินพืชและสตั ว/กิน
สตั วห/ รอื พวกที่กนิ ท้ังพืชและสัตวเ/ ป5นอาหาร (omnivore) เชน; ปลาฉลาม เตา; เสอื คน เปน5 ตน
- ผูย%อยสลาย (decomposer) คือ ส่งิ มชี วี ิตท่ีไม;สามารถสรางอาหารเองได แต;อาศัย
อาหารจากสง่ิ มชี วี ิตชนิดอนื่ โดยการสรางน้ําย;อย ออกมาย;อยสลายแร;ธาตุต;างๆในส;วนประกอบของซาก
ส่งิ มีชีวิตใหเปน5 สารโมเลกลุ เล็กๆ แลวจงึ ดดู ซึมอาหารผา; นเย่อื หมุ เซลล/เขาไปใช เชน; แบคทีเรีย เห็ด รา เป5นตน
ระบบนิเวศ มีคณุ สมบัติทสี่ ําคัญอีกประการหนง่ึ คอื มกี ลไกในการปรับสภาวะตนเอง
เพอื่ ใหอย;ใู นสภาวะสมดลุ โดยการที่ส;วนประกอบของระบบนเิ วศทาํ ใหเกิดการหมนุ เวยี นและถา; ยทอด
สารอาหารผ;านส่งิ มชี ีวิตซึ่งไดแก; ผผู ลิต ผบู รโิ ภค และผูยอ; ยสลายนน่ั เอง ถาระบบนิเวศนน้ั ไดรบั พลังงาน
อย;างเพียงพอ และไม;มีอปุ สรรคขัดขวางวฏั จกั รของธาตุอาหารก็จะทําใหเกดิ ภาวะสมดุล(equilibrium) ใน
ระบบนิเวศนัน้ ทาํ ใหระบบนิเวศน้ันมคี วามคงตัว ทง้ั นเ้ี พราะการผลติ อาหารสมดลุ กบั การบรโิ ภคภายในระบบ
นิเวศนัน้ การปรบั สภาวะตัวเองนี้ ทาํ ใหการผลติ อาหาร และการเพ่ิมจํานวนของสงิ่ มีชวี ิตอนื่ ๆในระบบนน้ั มี
ความพอดกี นั กลา; วคือจาํ นวนประชากรชนิดใดๆ ในระบบนิเวศจะไม;สามารถเพิม่ จํานวนอย;างไมม; ีขอบเขตได
ใบงานท่ี 1
1. กลม;ุ ส่งิ มีชวี ติ ( community) หมายถงึ อะไร
2. กลุ;มส่ิงมีชีวิตในแหลง; นา้ํ จะมีความสัมพันธ/กนั ตามบทบาทหนาทีอ่ ยา; งไร
3. สิ่งมชี วี ติ ทอี่ าศัยในแหลง; นาํ้ ไดใชสารและแร;ธาตตุ ;างๆเพื่อประโยชน/ใดบาง
4. ระบบนิเวศ (ecosystem) หมายถึงอะไร
5. โลกของสิง่ มชี วี ิต หรือชีวภาค (Biosphere) หมายถงึ อะไร
6. ระบบนเิ วศจาํ แนกไดกีป่ ระเภทอะไรบาง
7. กศน.ตําบลของทา; นจัดอยูใ; นระบบนิเวศแบบใด
ใบความรทู ่ี 2
ความสัมพนั ธในระบบนเิ วศ
ความสัมพันธข/ องส่ิงมชี ีวติ ในระบบนิเวศ แบ;งเปน5 2 ลกั ษณะ คอื
1. ความสัมพันธระหว%างส่ิงมีชวี ิต กบั สง่ิ ไม%มีชีวติ (ปhจจยั ทางกายภาพ)
สิ่งมชี วี ติ จะดาํ รงอยู;ไดตองมีความสมั พนั ธ/กับปจ? จัยทางกายภาพ เช;น อุณหภูมิ แสง อากาศ ความเป5น
กรดเป5นเบส เสียง ดิน นํ้า ฯลฯ
อุณหภูมิ ถาอณุ หภูมิสงู หรอื ตาํ่ เกินไปส่งิ มีชีวิตส;วนใหญ;จะอยู;ไม;ได แตจ; ะอย;ูไดในอณุ หภมู ิที่พอเหมาะ
กับคน บางครงั้ จงึ มีการอพยพยายถิ่น เขน; พวกนก ปลา หรอื มีการเปลี่ยนแปลงสภาพเพื่อความอย;รู อด
แสงสวาง มีผลตอ; การดํารงชีวติ และพฤติกรรมของส่งิ มีชวี ิตมาก แสงช;วยในการสงั เคราะห/แสงการ
เจรญิ เตบิ โตของตนไม
แรธาตุตางๆ เป5นตัวจํากดั ชนิดและปริมาณของพชื เพราะพืชแตล; ะชนิดตองการแรธ; าตไุ มเ; หมือนกนั
เปน5 ตัวจาํ กดั ชนดิ และปรมิ าณของสตั ว/ สตั ว/อาศยั พืชเป5นแหล;งหลบภยั เลย้ี งตวั ออ; น และแหล;งผสมพนั ธ/ุ
ความช้นื มผี ลต;อการกระจายของส่ิงมีชวี ติ เพราะสิ่งมีชีวติ แตล; ะชนิดชอบความชนื้ ทต่ี า; งกัน
มผี ลต;อการสืบพันธ/ขุ องสัตว/ มีผลต;อการคายนํ้าของพชื มีผลต;อการปรบั ตัวของรปู ร;างของพืช เพ่ือลดอัตราการ
สญู เสียนาํ้ เช;นเปล่ียนใบเป5นหนาม ลดขนาดใบลง การปรับตัวของสัตว/ เพื่อดํารงชีวติ ในความช้นื ตาํ่ เช;น มี
เกลด็ หมุ ตัว หากนิ ตอนกลางคืน
2. ความสัมพันธระหวา% งส่ิงมีชีวติ ที่อาศัยอยร%ู %วมกัน (ปhจจัยทางชีวภาพ)
สิ่งมชี วี ติ ทอ่ี าศยั อยใ;ู นระบบนเิ วศมคี วามสมั พันธ/กนั ในหลายๆดาน ทสี่ าํ คญั คอื เป5นอาหารซึ่งกันและกัน
ผูผลิต ( Producers )คอื สง่ิ มีชีวติ ทสี่ ามารถดํารงชวี ติ อยไ;ู ดอย;างอสิ ระเพราะสามารถสรางอาหารเอง
ไดจากการสังเคราะห/ดวยแสง ไดแก;พืชสีเขียวซ่ึงมีสารคลอโรฟoลล/
ผูบรโิ ภค ( Consumer) คือกลมุ; สตั ว/ และสิง่ มชี ีวติ ท่ีไม;สามารถสรางอาหารเองได ตองอาศยั กนิ
ส่ิงมชี ีวติ อน่ื เป5นอาหาร
ผูลา ( Predator ) คือสัตวท/ ลี่ ;าสัตวอ/ น่ื กนิ เป5นอาหาร
เหยอื่ ( Prey ) คือสัตว/ที่ถกู กิน
ผูยอยอนิ ทรยี สาร ( Decomposer )คือกลม;ุ พวกจลุ ินทรยี ต/ ;างๆ เหด็ รา แบคทีเรยี ซ่งึ ทาํ หนาที่ย;อย
สลายซากพชื ซากสัตว/ กลบั คืนส;รู ะบบนเิ วศ
* ถาโลกน้ขี าดผยู อยอินทรียสาร โลกคงเต็มไปดวยซากพชื ซากสัตว% ดินกค็ งเส่ือมสภาพไปเรื่อยๆเพราะ
พชื ดดู แรธาตุเอาไปใชตลอดเวลา
หวงโชอาหาร ( Food Chain ) คือความสมั พนั ธร/ ะหวา; งสง่ิ มีชวี ติ ชนิดตา; งๆในลกั ษณะการกินตอ; กนั
เป5นทอดโดยเริม่ ตนท่ีผผู ลติ ไปหาผูบริโภคตามลาํ ดบั เช;น
พชื ------>หนอน ------>ลกู ไก;------>เหย่ยี ว
สาหรา; ย------->ปลาเล็ก------>ปลาใหญ;------>คน
* หลกั การเขียนห;วงโซ;อาหารนิยมใหผทู ี่ถูกกนิ อย;ูทางซายมือและผกู นิ อย;ทู างขวามือ และหวั ลกู ศรช้ี
ไปทางผูกนิ และผูถูกกนิ อยทู; างหางลูกศร
สายใยอาหาร (Food Web )หมายถึงความสัมพนั ธ/ของหว; งโซ;อาหารหลายๆห;วงโซ; ในธรรมชาติ
ห;วงโซอ; าหารจะสมั พันธก/ ันอยา; งซบั ซอนในรปู สายใยอาหาร
ความสัมพนั ธของสิง่ มชี ีวิต
ส่ิงมชี ีวติ มกี ารกระจายตัวทีแ่ ตกต;างกนั ไปในแต;ละพนื้ ท่ี แตล; ะสภาพแวดลอมทง้ั นเ้ี พราะมนั มีความ
ตองการตา; ง ๆ มี ความตองการ ท่แี ตกตา; งกัน ส่ิงมชี ีวติ ทเ่ี ป5นผบู รโิ ภคจะมีการกระจายตวั สมั พนั ธก/ ับส่ิงมชี วี ติ ท่ี
เปน5 อาหารของมัน สง่ิ มชี ีวิตชนดิ เดียวกันจะมีการกระจายตัวออกจากกนั ตามทรัพยากรท่ีมันตองการ อาจแบง;
ระดับความสัมพนั ธข/ องสง่ิ มีชีวิตไดเปน5
1. ความสัมพนั ธ/ของสิ่งมีชวี ิตชนดิ เดียวกัน (Intraspecific relationship)
2. ความสัมพันธ/ของสิ่งมีชีวติ ตา; งชนิดกนั (Interspecific relationship)
ความสัมพันธ=ของส่งิ มชี ีวิตชนิดเดียวกนั
การรวมกลมุ; ของส่งิ มีชวี ติ ชนิดเดยี วกันทาํ ใหเกิด การแข;งขัน (Competition) การติดต;อส่อื สาร
(Communication) และความสัมพนั ธ/เชิงสังคม (Social interaction) ซึ่งแตกต;างกนั ไปในแตล; ะชนดิ เกิด
ลักษณะการกระจายตัวท่ีแตกต;างกนั ในแตล; ะกลุม; ประชากรของสงิ่ มีชวี ติ ซ่งึ อาจแบ;งไดเป5น
1. การรวมกลุม (Clumped) เชน; ฝงู ปลา
- พบมากทส่ี ดุ
- สง่ิ แวดลอมไม;สมาํ่ เสมอ ส่ิงมีชวี ิตจะไปรวมกนั อย;ูบริเวณทีม่ ีทรัพยากรที่ตองการ หรือบริเวณท่ี
ปลอดภยั
2. สมํา่ เสมอ (Uniform) เช;น การจองพ้ืนทที่ าํ รังของนก
- พบไมบ; ;อย
- การแก;งแย;งรนุ แรงเนอ่ื งจากมที รัพยากรจํากัด หรือมี niche ทเ่ี หมือน ๆ กนั ไม;อาจเล่ยี งหรือ
แบ;งป?นได
3. อิสระ (Random) เชน; การกระจายตวั ของตนไทรในปIาทีอ่ ุดมสมบูรณ/มาก ๆ
- คอ; นขางหายาก
- สิง่ แวดลอมสม่าํ เสมอ
- การต;อสูไม;รนุ แรง
ความสมั พันธ=ของสง่ิ มีชีวติ ตางชนิดกัน
สิ่งมชี ีวิตต;างชนดิ กันมคี วามสมั พนั ธก/ ันในแง;การถ;ายทอดพลังงานและมวลสาร ความสัมพนั ธ/
เหล;านี้อาจเปน5 ความสมั พันธช/ วั่ คราว หรอื ความสมั พนั ธ/แบบอยูร; ว; มกันตลอดเวลาส่งิ มีชีวติ ที่อาศัยอยู;ร;วมกนั มี
ความสัมพันธแ/ บ;งเปน5 10 ลักษณะ ไดแก;
1. ไมมีใครไดรับหรอื เสยี ประโยชน=/ภาวะเปGนกลาง (Neutralism) (0,0)/(0,0) ส่ิงมชี วี ติ ที่อาศัย
อยร;ู ;วมกนั น้นั ไม;มีใครไดรับหรือเสียประโยชน/จากกนั และกันโดยตรง และเม่ือแยกทางจากกันก็ไม;มีใครไดรับ
หรอื เสยี ประโยชน/เช;นกัน เชน; สิงโตกับไมพม;ุ เต้ยี นกกินปลีกับกวางดาว ตนไมใหญ;กบั ไสเดือนดนิ กระตา; ยและ
นกฮูกทีอ่ าศยั อยูใ; นปาI เปน5 ตน
2. ภาวะไดประโยชน=รวมกัน (Protocooperation) (+,+)/(0,0) ส่ิงมีชวี ติ 2 ชนดิ ท่ีเม่อื อาศัยอย;ู
รว; มกนั ต;างก็ไดรบั ประโยชน/จากกนั และกัน แตไ; ม;จําเปน5 ตองอยู;รว; มกันเสมอไปแมแยกกันอยูก; ส็ ามารถ
ดํารงชีวิตอย;ูตอ; ไปไดเชน;
- ปูเสฉวนกบั ดอกไมทะเล ดอกไมทะเลจะเกาะอยูบ; นเปลอื กของปูเสฉวน สามารถเคล่ือนที่ไป
หาแหล;งอาหารใหม; ๆ ได และยงั ไดรับอาหารบางส;วนจากปูเสฉวนดวย ในขณะที่ปเู สฉวนกใ็ ชดอกไมทะเลช;วย
พรางตาศตั รูได ความสัมพนั ธ/ระหวา; งผีเสอื้ และดอกไม ความสัมพันธ/ระหว;างมดดําและเพลี้ย
3. ภาวะพ่ึงพากัน (Mutualism) (+,+)/(-,-) สิง่ มชี วี ิต 2 ชนดิ เม่อื อาศยั อยูร; ;วมกนั ตา; งฝาI ยตา; งก็
ไดรับประโยชนจ/ ากกนั และกันแตห; ากแยกจากกันจะไมส; ามารถดาํ รงชวี ิตตอ; ไปไดเชน;
- แบคทีเรยี ไรโซเบยี มในปมรากถัว่
- โปรโตซวั ในทางเดนิ อาหารปลวก
- ไลเคน(Lichens) เป5นสง่ิ มีชวี ติ สองชนิด คือ รากับสาหร;ายพบตามเปลือกตนไมขนาดใหญ;
การอย;ูร;วมกนั นี้ทง้ั สาหร;ายและราตา; งไดรับประโยชน/ กลา; วคอื สาหรา; ยสรางอาหารไดเองแตต; องอาศัยความช้นื
จากรา ส;วนรากไ็ ดอาศยั ดูดอกหารที่สาหรา; ยสรางขึน้
- ตอ; ไรกับลูกไทร ต;อไทรเป5นแมลงชนดิ หน่ึงที่อาศยั อยู;ในดอกไทร มลี ักษณะพเิ ศษทีอ่ ดั ตัวกัน
แนน; จนมองคลายลกู ไทร ภายในลูกไทรมที ง้ั ดอกตัวเมยี ดอกตวั ผู และ ดอกกลั ซึง่ เป5นดอกท่ีตวั ตอ; ไทรเขาไป
อาศัยอยู; ต;อไทรจะทําหนาท่ผี สมเกสรใหโดยบนิ ออกจากลกู หนงึ่ ไปผสมยังอีกลกู หนงึ่ ทําใหตนไทรยงั คง
สืบพนั ธุต/ อ; ได ต;อไทรจะอาศยั ในลกู ไทรตลอดชีวติ วนเวยี น เป5นวฏั จกั รตลอดไป
4. ภาวะองิ อาศยั /ภาวะมกี ารเก้ือกลู (Commensalisms) (+,0)/(-,0)เมอ่ื อยูร; ;วมกนั ฝIายหนึ่งได
ประโยชน/อีกฝIายหนง่ึ ไม;ไดและไม;เสียประโยชน/ เมอื่ แยกจากกันตวั ท่ีไมไ; ด-ไมเ; สียประโยชน/จะเหมอื นเดมิ แต;
ฝIายทีเ่ คยไดรับประโยชนจ/ ะไม;ไดอะไรแทนหรืออาจจะเสียประโยชนเ/ มอื่ ไมไ; ดอยร;ู วมกนั กับผูอ่นื เชน;
- กลวยไมบนตนไม กลวยไมเป5นพชื ทีเ่ กาะอยู;บนตนไมอ่ืน ๆ โดยไม;ชอนไชรากลงไปเพ่ือแย;ง
นํา้ หรอื อาหารจากตนไม
-เฟoร/นกบั ตนไมใหญ; ซึ่งเฟรo /นเป5นตนไมใหญ;ท่อี าศยั บนตนไมอ่ืน แตไ; ม;เบยี ดเบยี นตนไมอ่ืน
เพยี งแต;อาศัยร;มเงาและความช้นื เพื่อการดํารงชีวิต
- เหาฉลามกับปลาฉลาม เหาฉลามจะเคลอ่ื นท่ีไปพรอมกบั ปลาฉลามและไดรับอาหารท่เี หลอื
จากปลาฉลามดวย ส;วนปลาฉลามก็ไมไ; ดหรือเสยี ประโยชน/อะไร
5. ภาวะการลาเหยือ่ (Predation) (+,-)/(-,+) เมื่ออาศัยอยู;รว; มกัน โดยฝIายหนง่ึ ท่เี ป5น ผูลา;
(predator) จะไดประโยชน/ ส;วนเหยือ่ (prey) จะเสยี ประโยชนโ/ ดยการสญู เสยี อวัยวะ ชิ้นส;วนหรือเสยี ชีวิต แต;
เมอ่ื แยกจากกันผลู ;าจะเสียประโยชน/ ส;วนเหยอื่ อาจไม;ไดไม;เสยี อะไร หรอื อาจไดประโยชนจ/ ากการแยกกันอย;ู
เชน;
- แมลงกับนก นก (ผูลา; ) จกิ แมลง (เหยือ่ ) กินเป5นอาหาร นกจงึ ไดประโยชน/ ส;วนแมลงเสีย
ประโยชน/
- นกกับมนุษย/ มนุษย/เป5นผูลา; นกเปน5 อาหาร มนุษยจ/ ึงไดประโยชน/ ส;วนนกเปน5 เหย่ือจึงเสยี
ประโยชน/สิง่ มชี วี ิตหนึง่ ๆ ในระบบนเิ วศอาจเป5นไดทงั้ ผูลา; และเหย่อื ซึ่งทําใหมชี ีวิตสามารถควบคมุ ปริมาณซึ่ง
และกนั ใหอย;ูในภาวะสมดุล โดยท่วั ไปความสมั พันธร/ ูปแบบนจ้ี ะทําใหส่ิงมีชีวิตท่มี ีเหยื่อ-ผลู า; ทมี่ คี วามจาํ เพาะ
เกดิ การปรับตัวในรูปแบบที่สัมพนั ธก/ นั เชน; เมอ่ื ผูล;ามากข้นึ เหยอ่ื พยายามอยู;รอดดวยการเพิ่มปริมาณลูกหลาน
คร้ังละมาก ๆ หรอื เลีย่ งการถูกกินดวยการเพิ่มขนาด หรือเปล่ยี นแปลงสรรี ะใหเหมาะสมต;อการหนี อย;างไรก็
ตามในระบบนเิ วศทีส่ มดุลจะพบไดวา; จํานวนผูลา; และเหย่ือน้ันมคี วามสมั พันธก/ นั เสมอ
6. ภาวะปรสติ (Parasitism) (+,-)/(-,0) เมื่ออาศัยอย;ูรว; มกัน ฝาI ยท่ีไดรบั ประโยชน/เรยี กว;า ปรสิต
(parasite) ส;วนฝาI ยทีเ่ สียประโยชนเ/ รยี กว;า ผถู กู อาศยั (host) เม่ือแยกทางจากกนั ปรสิตมักจะดาํ รงชีวติ ไดไม;ดี
หรือไม;อาจดาํ รงชวี ิตไดเลยสว; นผถู ูกอาศัยไมไ; ดไมเ; สยี อะไรจากการแยกกันอยู;
6.1 ปรสติ ภายใน (Endoparasite) คอื ปรสติ ทอี่ าศัยอยแู; ละหาอาหารอยู;ภายใน
รา; งกายของผูถูกอาศยั เช;น พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม พยาธติ ัวกลมเป5นปรสิตภายในของมนษุ ย/
6.2 ปรสิตภายนอก (Ectoparasite) คือ ปรสิตที่อาศัยและเกาะดนิ อยูภ; ายนอก
รา; งกายของผถู ูกอาศยั เชน; เหา ยงุ เป5นปรสติ ภายนอกของมนุษย/ เห็บกบั สนุ ขั
6.3 ปรสิตสงั คม (social parasite) เชน; การวางไข;ในรงั นกอ่นื ของนกกาเหวา;
นอกจากนยี้ ังมี กาฝากกับตนไมใหญ; ซง่ึ กาฝากเปน5 พืชท่อี าศัยบนตนไมอื่น โดยไชชอนรากเขาไปดดู นํ้า
เลยี้ งจากตนไมท่ีอาศัยอยู;
7. ฝTายหน่งึ เสียประโยชน= สวนอีกฝาT ยหน่ึงไมไดไมเสียประโยชน= (Amensalism) (-,0) / (0,0) เม่ือ
อาศัยอยูร; ;วมกัน จะมฝี าI ยหนึง่ เปน5 ผเู สียประโยชน/ สว; นอีกฝาI ยหนึ่งไม;ไดไม;เสยี ประโยชนอ/ ะไร เมอ่ื แยกจากกนั
ตา; งฝาI ยต;างดํารงชีวติ อย;ูไดตามปกตเิ ชน; ราสรางสารปฏิชีวนะ ไปยับยัง้ การเจรญิ ของแบคทเี รีย ตนไมยนื ตน
ขนาดใหญ; บังแสงตนไมพ;มุ เต้ียทขี่ ้นึ บริเวณโคนตน ทาํ ใหตนไมเล็ก ๆ ไม;สามารถเติบโตได
8. ภาวะแกงแยงแขงขัน (Competition) (-,-)/ (0,0) เมอ่ื ส่งิ มีชีวติ 2 ชนิดอาศยั อยูร; ;วมกนั แลวทง้ั
สองฝIายต;างเสียประโยชนเ/ น่อื งจากมีความตองการที่เหมอื น ๆ กันเชน; กระต;ายกบั วัว ท่ีอาศัยอยูใ; นท;ุงหญา
เดยี วกนั กระรอกและนกหวั ขวาน ตองการโพรงในการทํารงั ตนไมทีป่ ลกู รวมอยูใ; นเน้ือทีจ่ ํากัดพยายามเจรญิ
สงู ขน้ึ เพื่อรบั แสงแดด ฝูงปลาแยง; กันตะครบุ เหย่ือ สนุ ขั แย;งกินอาหาร เป5นตน
9. ภาวะมกี ารยอยสลาย (Saprophytism +/-) ความสมั พนั ธอ/ ีกแบบหน่งึ ของเหด็ รา และ
แบคทเี รยี อาศัยซากสิ่งมีชีวิตโดยการหลั่งเอนไซม/ออกมานอกเซลล/ (Exoenzyme) เพอ่ื ย;อยสลายซากเหล;าน้ัน
แลวจึงดดู ซึมสารท่ไี ดจากการย;อยเขาสเ;ู ซลลใ/ นรูปของเหลว สงิ่ มชี วี ิตทีด่ ํารงชีวิตเชน; นเี้ รยี กว;า ผยู อ; ยสลาย
(Decomposer)
10. ภาวะมกี ารหล่ังสารหามการเจรญิ (Antibiosis 0/-)เป5นภาวะที่สงิ่ มีชีวิตชนิดหน่งึ หลัง่ สาร
ออกมานอกเซลล/ แลวสารนัน้ ไปมีผลตอ; การ เจริญเติบโต หรอื การอยร;ู อดของส่งิ มชี วี ติ อกี ชนิดหนึง่ เชน; ราเพ
นซิ ลิ เลียม (Penicillium) สรางสารเพนซิ ลิ เลียมไมไ; ดรับหรือเสยี ประโยชน/ สาหรา; ยสเี ขยี วแกมนํ้าเงิน
(Microcystis sp.) หล่งั สารเคมีช่อื ไฮดรอกซลิ เอมนี (Hydroxylamine) ลงสน;ู าํ้ ในบ;อ มีผลทาํ ใหสตั ว/ทดี่ ่มื น้ํานน้ั
ตาย
สภาวะสมดลุ ธรรมชาติ หมายถึงสภาพทีส่ ิ่งมชี ีวิตมีความสัมพันธก/ ันในดาน การเป5นอาหาร การ
แลกเปลย่ี นกrาซ การใชที่อยู;อาศัย ดําเนนิ ไปดวยดีไมม; สี ิ่งใดมาทาํ ใหกระทบกระเทือน เรียกว;าระบบนิเวศอยใ;ู น
ภาวะสมดุล สิ่งท่เี ปน5 สาเหตุทําใหระบบนิเวศขาดสมดุล ไดแก; ธรรมชาติ และการกระทําของมนุษย/
ใบงานที่ 2
ใหตอบคําถามต;อไปนล้ี งในสมุด
1. ความสมั พนั ธร/ ะหวา; งส่งิ มีชีวิตกบั สภาพแวดลอม
ปจh จยั ทางกายภาพ ผลต%อการดาํ รงชีวิตของพืชและสัตว
อุณหภูมิ
แสงสว;าง
แร;ธาตุ
ความชน้ื
2. ใหบอกความหมายของคําตอ; ไปนี้
2.1 ผผู ลิต ...............................................................................................................
2.2 ผบู ริโภค...........................................................................................................
2.3 ผูย;อยสลายอินทรยี /สาร......................................................................................
2.4 ห;วงโซ;อาหาร..................................................................................................
2.5 สายใยอาหาร.................................................................................................
3. ความสัมพันธ/ระหวา; งส่ิงมีชีวิตท่อี าศัยอย;รู ;วมกัน
รูปแบบความสัมพนั ธ การได-เสียประโยชน ตวั อยา% งสิ่งมีชีวติ
ภาวะการลา; เหยื่อ
ภาวะไดประโยชน/ร;วมกนั
ภาวะที่พ่งึ พากนั
ภาวะองิ อาศยั
ภาวะปรสติ
ภาวะแก;งแย;งแขง; ขนั
ใบความรทู ่ี 3
การหมุนเวยี นสารในระบบนเิ วศ
แร;ธาตุและสารต;างๆ ที่เป5นองค/ประกอบในระบบนิเวศเปน5 สิ่งจาํ เปน5 ต;อการดํารงชวี ิตของสิ่งมีชวี ติ เชน;
ออกซเิ จน คารบ/ อนไดออกไซด/ ไนโตรเจน และนํา้ จะมีปรมิ าณค;อนขางคงที่ เนอ่ื งจากส่ิงมชี ีวติ ใชสารเหล;านใ้ี น
กระบวนการดํารงชีพ และมกี ารปลอ; ยสารดงั กลา; วกลบั คนื สู;ธรรมชาตหิ มนุ เวยี นอยเู; ป5นวฏั จกั ร
การหมนุ เวียนนํ้าในระบบนเิ วศ
พื้นผวิ โลกของเรามีส;วนทเี่ ปน5 แหล;งน้ําเป5นองค/ประกอบถึง 3 ส;วน ร;างกายของส่ิงมชี ีวติ ก็มีนํ้าเปน5
องคป/ ระกอบใหญ; นํา้ เปน5 สิง่ จาํ เป5นสําหรับสงิ่ มีชีวติ อย;างย่ิงในระบบนิเวศ เปน5 ตวั กลางของกระบวนการตา; งๆ
ในสิ่งมีชวี ติ นอกจากน้ียงั เปน5 แหล;งทอี่ ย;ูอาศยั ของสิง่ มชี ีวติ หลากหลายชนดิ น้ําเปน5 ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่
หมนุ เวียนอยใ;ู นระบบนิเวศดงั แผนภาพ
ถาพิจารณาจากแผนภาพ จะเหน็ วา; นํา้ หมนุ เวียนอย;ใู นระบบนิเวศไดโดยท่ีนํา้ จากแหล;งนํ้าต;างๆบนพ้ืนผิวโลกมี
การระเหยกลายเป5นไอน้ําลอยตวั ข้นึ สู;บรรยากาศ แลวรวมตัวเป5นเมฆและควบแน;นเป5นนา้ํ ฝนตกสูพนื้ ผิวโลกอีก
คร้งั สง่ิ มีชีวิตทุกชนิดตองการใชน้ําในกระบวนการตา; งๆ เพ่ือการดํารงชวี ิต พืชตองการนํ้าในกระบวนการ
สังเคราะหด/ วยแสงและการเจริญเตบิ โต สัตว/ตองการนํ้าไปใชในกระบวนการต;างๆในเซลล/ มนุษย/ใชนํ้าทง้ั ใน
การอปุ โภคบรโิ ภค
นํ้าจากกิจกรรมตา; งๆ ของสง่ิ มชี วี ิตจะกลบั สธ;ู รรมชาตอิ กี เชน; กนั ไดแก; กระบวนการหายใจ การ
ขับถา; ย กระบวนการสงั เคราะห/ดวยแสง การคายน้าํ กระบวนการเหล;าน้ีมกี ารปล;อยไอนํ้าออกสู;บรรยากาศ
แลวรวมตัวควบแน;นเป5นฝนไหลลงสู;แหล;งนํ้า การใชนา้ํ ในกิจกรรมตา; งๆของคน กม็ ีการปล;อยน้ํากลบั คนื ส;ู
ธรรมชาติ น้ําจึงหมนุ เวียนอยู;ในระบบนิเวศทําใหคน สตั ว/ และพืชไดใชในการดํารงชพี
การหมนุ เวยี นไนโตรเจนในระบบนเิ วศ
ธาตไุ นโตรเจนเปน5 สว; นประกอบหลักของอากาศท่ีห;อหมุ โลก สารประกอบไนโตรเจนจะมีอยใู; นดิน
ในนํ้า สิง่ มชี ีวติ ทุกชนิดตองการธาตุไนโตรเจนเพอ่ื สรางโปรตนี สําหรบั การเจรญิ เติบโต พชื ไม;สามารถนํา
ไนโตรเจนที่มปี ริมาณมากในอากาศมาใชได
แต;พืชใชไนโตรเจนในรูปของสารประกอบ ไดแก; เกลอื แอมโมเนีย เกลือไนไตรต/ เกลอื ไนเตรต เพ่ือ
นําไปสรางสารประกอบต;างๆในเซลล/ สว; นสัตวไ/ ดรบั ไนโตรเจนจากการกินอาหารท่ตี อ; เนื่องมาเปน5 ลาํ ดับ ซงึ่ จะ
มกี ารถา; ยทอดจากพืชมาตามห;วงโซ;อาหารและสารใยอาหาร
กลม;ุ ส่ิงมชี ีวิตพวกจุลินทรียห/ ลายชนิดสามารถใชไนโตรเจนอสิ ระได เชน; แบคทีเรยี ไรโซเบยี ม ใน
ปมรากพืชตระกูลถวั่ แบคทเี รียในดินบางชนดิ และสาหร;ายสเี ขยี วแกมนํ้าเงนิ บางชนดิ สามารถตรงึ ไนโตรเจน
จากอากาศ แลงเปล่ยี นเป5นสารประกอบแอมโมเนยี ไนไตรต/ และไนเตรตทลี่ ะลายน้าํ ได พชื จึงนําสารประกอบ
เหล;านี้ไปใช กระบวนการยอ; ยสลายซากสงิ่ มชี วี ิตของกลมุ; จุลนิ ทรีย/ก็ไดสารประกอบไนโตรเจนทพ่ี ชื นําไปใชได
ดวย ในขณะเดียวกันการย;อยสลายดงั กล;าวกจ็ ะไดไนโตรเจนอิสระกลบั คืนส;ูบรรยากาศดวย
การขบั ถา; ยของสัตว/ ซง่ึ สารขับถ;ายอยูใ; นรูปสารประกอบไนโตรเจน คือ แอมโมเนีย กท็ าํ ใหมี
ไนโตรเจนกลับคืนสบู; รรยากาศเชน; กัน กิจกรรมของส่ิงมีชวี ติ กล;มุ ตา; งๆ ทําใหไนโตรเจนมีการหมนุ เวียนถ;ายเท
จากส่งิ แวดลอมภายนอกเขาสู;ส่ิงมชี วี ิตและออกส;ธู รรมชาติเป5นวฏั จกั ร
การหมุนเวียนคารบอนในระบบนิเวศ
ธาตุคารบ/ อนเปน5 องคป/ ระกอบทส่ี ําคญั ของอนิ ทรียสารในรา; งกายสิ่งมีชีวิต เชน; คารโ/ บไฮเดรต
โปรตีน ไขมนั ฯลฯ และยังเป5นสารอนินทรยี ท/ ีม่ ีอยใู; นระบบนเิ วศ ในบรรยากาศมคี าร/บอนเปน5 องค/ประกอบใน
รปู ของคาร/บอนไดออกไซด/ ซึ่งเปน5 สารท่จี าํ เปน5 ในกระบวนการสังเคราะห/ดวยแสงของพืช การหายใจของ
สิ่งมีชีวติ จะมคี ารบ/ อนไดออกไซดป/ ลอยออกสู;บรรยากาศรวมทัง้ กระบวนการย;อยสลายของกลุ;มผูย;อยสลาย
อนิ ทรยี สารก็มีคาร/บอนกลับคืนสบู; รรยากาศดวย
นอกจากนี้การสะสมของตะกอนอินทรีย/ใตผิวโลกเป5นเวลานาน ก็จะแปรสภาพเป5นพลังงานใหญ; ใน
รปู ของเส้ือเพลงิ ฟอสซลิ ต;างๆ ไดแก; ถ;านหิน และปโo ตรเลียม ฯลฯ ซงึ่ เปน5 แหลง; ของธาตุคารบ/ อนดวย
การหมุนเวียนธาตุคารบ/ อน เริม่ ดวยแกซr คารบ/ อนไดออกไซด/ในบรรยากาศท่ีละลายในนํ้าฝนทาํ ใหฝนมีสภาพ
เปน5 กรดคารบ/ อนกิ ซง่ึ เป5นกรดอ;อน ไหลผ;านซากอินทรีย/ ดิน ตลอดจนชัน้ หินตา; งๆ ทําใหเกดิ การสลายของหิน
และเกดิ การเปลี่ยนแปลงเป5นแคลเซยี มไบคาร/บอเนต สะสมอย;ใู นแหลง; นํ้า พืชสามารถใชน้ําไดทนั ที ส;วนพชื บก
จะไดรบั คาร/บอนในรปู ของคารบ/ อนไดออกไซดจ/ ากกรหายใจของพชื สัตว/ และจุลนิ ทรีย/ จากการเผาไหมของ
เชอ้ื เพลงิ ต;างๆ ดังนั้นคารบ/ อนจงึ หมนุ เวียนอยู;ในระบบนิเวศอย;างสมดุล
ปจ? จุบนั คารบ/ อนไดออกไซดใ/ นอากาศมปี ริมาณเพ่มิ ขึน้ มากกว;าภาวะปกติตามธรรมชาติอย;างมาก
เนือ่ งจากการเผาไหมเชอ้ื เพลงิ ในโรงงานอุตสาหกรรม การใชยวดยานพาหนะที่เพิ่มข้นึ การใชสารเคมีบางอยา; ง
ที่เพ่มิ คาร/บอนไดออกไซด/ในอากาศ ประกอบกบั การลดปริมาณลงของตนไมและปาI ไม
ซ่งึ เกนิ กว;าท่ธี รรมชาติจะปรับสภาพใหสมดุลไดทัน จงึ เกดิ ป?ญหามลภาวะทางอากาศตามมา
ในระบบนิเวศยังมีแรธ; าตุอน่ื ๆ เชน; ซลั เฟอร/ และฟอสฟอรัส ซึ่งเป5นธาตุท่ีจาํ เปน5 ในการดํารงชวี ิตของสง่ิ มีชวี ติ
เช;นกนั ธาตุฟอสฟอรัสมีการหมนุ เวยี นในระบบนิเวศ ดังภาพ
การหมุนเวยี นสารในระบบนิเวศในธรรมชาติ ไม;ไดแยกจากกันโดยสิ้นเชงิ เหมือนกบั ท่ีได
กล;าวมาแลว แต;ธาตตุ า; งๆและสารประกอบจะถ;ายเทไหลเขาและออกรว; มกนั อย;ูภายในระบบนิเวศ
ดังตวั อยา; งของการหมุนเวียนแร;ธาตใุ นระบบนเิ วศปIาไมแห;งหน่งึ ทนี่ กั นเิ วศวิทยาไดศึกษาไดศึกษารวบรวม
ขอมูล
ระบบนิเวศปIาไมเปน5 ระบบเปoด มกี ารเล่ือนตวั ของแรธ; าตตุ ;างๆเขาและออกจากระบบโดยส;วนใหญแ; รธ; าตุในดิน
จะไหลเขาสรู; ะบบ แร;ธาตบุ างสว; นเขามาในระบบทางนา้ํ ฝน ส;วนท่ีหมุนเวียนอยภู; ายในส่งิ มีชีวิตจะเรม่ิ ตนจาก
การท่พี ืชไดรับแร;ธาตุ ซง่ึ พชื ดูดเขามาทางรากและลําเลียงข้ึนไปบนเรอื นยอดเพอ่ื การสงั เคราะหส/ าร แรธ; าตุ
ดังกลา; วจะสะสมในใบและสว; นต;างๆ เม่อื ก่งิ ไมและใบพืชหลุดรว; งลงมาสพ;ู น้ื ดนิ กจ็ ะเน;าเปzอO ยและถูกย;อยสลาย
โดยกลมุ; ผยู ;อยอนิ ทรยี สารทาํ ใหแร;ธาตทุ สี่ ะสมในสว; นของพืชกลับคืนสดู; ินและสะสมอยใ;ู นดินเป5นปรมิ าณมาก
ในที่สดุ ก็จะหมนุ เวียนกลับไปยงั พชื สู;เรือนยอดอีก
ดังนนั้ ระบบนิเวศปIา จึงมีความสําคัญมากในการหมุนเวียนสารตา; งๆในธรรมชาติ เพื่อให
สิ่งมชี ีวิตไดใชในการดํารงชีพ หากมกี ารทาํ ลายปาI ไมมากข้ึนกเ็ ท;ากับทําลายการหมนุ เวียนสาร ซงึ่ มผี ลกระทบ
ต;อสงิ่ มีชีวติ ทุกชนิดในระบบนิเวศ สภาพทางกายภาพในระบบนิเวศน้ีจะตองมีการเปลยี่ นแปลง ระบบนิเวศนก้ี ็
จะถกู ทําลายไป
จากท่กี ลา; วมาแลว นักศกึ ษาจะเหน็ วา; ระบบนิเวศทกุ ชนิดในระบบนิเวศของส่งิ มีชีวิตเป5นโครงสราง
ที่แสดงความสัมพนั ธใ/ นแง;ของพลังงานท่ีมอี ย;ูในโมเลกุลของอาหาร ระหว;างกลมุ; มีชวี ิตที่เปน5 ผเู ปน5 ผูผลติ
ผูบรโิ ภคพชื ผบู ริโภคสตั ว/ ผยู ;อยสลายอนิ ทรยี /สาร และยังมีความสัมพนั ธใ/ นแงข; องการหมุนเวียนสารระหวา; ง
สง่ิ มีชีวิตกบั ส่งิ แวดลอม
ใบงานที่ 3
ใหตอบคําถามต;อไปน้ี ลงในสมุดงาน
1. ใหนกั ศกึ ษาเขียนแผนภาพแสดงวัฏจักรสารในระบบนเิ วศ ตอ; ไปน้ี
วัฏจักรนาํ้
วัฏจกั รไนโตรเจน
วัฏจักรคาร/บอน
วฏั จกั รฟอสฟอรัส
2. ในระบบนิเวศ วฏั จกั รของสารใดทีไ่ ม;ไดมีแหลง; มาจากบรรยากาศ
3. วฎั จกั รใด เกดิ ขนึ้ ไดโดยไม;ตองผ;านสงิ่ มีชวี ิต
4. แบคทเี รีย มีความสาํ คัญต;อวัฎจักรใดมากทสี่ ุด
5. ในวัฏจกั รของสารในระบบนิเวศ วัฏจักรใดมคี วามสําคัญต;อมนุษย/มากท่สี ดุ
ใบความรูท่ี 4
นาํ้ : การใชประโยชน ปhญหา และการจดั การ
น้าํ เป5นทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีมคี วามสาํ คัญและจาํ เป5นต;อมนุษย/ มากท่สี ดุ อย;างหน่ึง ในการดาํ รงชีวิต
มนุษย/ใชประโยชนจ/ ากนาํ้ ทง้ั ทางดานอุปโภคบรโิ ภค การคมนาคมขนส;ง อุตสาหกรรม การเกษตร ผลิต
พลงั งาน รวมท้ังการพักผอ; นหย;อนใจ นอกจากนนี้ ้ํายังเปน5 แหลง; กาํ เนดิ ของสง่ิ มีชวี ติ ทัง้ พชื และสัตว/ นาํ้ จงึ เปน5
สิง่ จําเป5นต;อส่ิงมีชีวิต
ประโยชนของน้าํ
มนษุ ย/ใชประโยชนจ/ ากนา้ํ ในกจิ กรรมดานต;างๆ
1. การอปุ โภคบรโิ ภค มนษุ ยต/ องการนํ้าสะอาดเพื่อการดมื่ ใชในการประกอบ อาหาร การซกั ลางส่ิง
สกปรกต;างๆ การทาํ ความสะอาด ร;างกาย และใชประโยชน/อื่นๆ ในการดาํ รงชีวิตประจําวัน
2. แหล;งอาหารของมนษุ ย/ น้าํ เปน5 แหล;งท่ีอยูอ; าศัยของสงิ่ มชี ีวติ หลายชนดิ ที่มนุษยน/ าํ มาเปน5 อาหารท้งั
แหลง; น้ําจดื และแหล;งน้าํ เคม็ และยงั เปน5 แหลง; ผลิตอาหารใหแกม; นุษย/
3. การเกษตรกรรม นา้ํ เป5นป?จจัยสาํ คญั ต;อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว/ นํ้าช;วยในการละลายแร;
ธาตุ เพ่อื ใหพืชไดดดู ไปใชเป5นอาหาร
4. การอตุ สาหกรรม ในโรงงานอุตสาหกรรมใชนาํ้ เป5นวัตถดุ ิบ ใชหล;อล่นื ระบายความรอน และทํา
ความสะอาดเคร่ืองจกั ร ทําความสะอาดชะลางของเสยี จากโรงงาน ใชลาํ เลียง
5. แหลง; ผลิตพลงั งาน เราใชนาํ้ ผลติ กระแสไฟฟKา โดยการกั้นเขื่อนใหน้ําไหลจากทีส่ งู ลงส;ทู ต่ี า่ํ เกดิ
พลังงานไปหมุนเครื่องกาํ เนดิ ไฟฟKา
6. การคมนาคมขนส;ง แมน; ้าํ ลําคลอง ทะเล มหาสมุทร ใชเป5นเสนทางคมนาคมขนส;ง
7. การนันทนาการและการพกั ผ;อนหย;อนใจ ในแหล;งน้าํ สามารถใหเป5นสถานท่ีพักผ;อนหย;อนใจ ได
หลายๆ รปู แบบ เช;น การเล;นน้าํ การตกปลา การเล;นกฬี าทางนา้ํ
แหล%งน้ํา
พน้ื ผวิ ของโลกท่ีเราอาศยั อยจู; ะประกอบดวยแหลง; นํ้าประมาณ 3 ใน 4 ส;วนของพื้นที่ท้งั หมด มนุษยจ/ ะ
ใชประโยชนจ/ ากแหลง; นํา้ ในการประกอบกิจกรรมต;างๆมากมาย แตน; ํา้ ก็ไม;ไดสูญหายไป ไหนแต;จะหมนุ เวยี น
กลับมาใชใหม;ไดอกี โดยผา; นกระบวนการ กลนั่ การระเหยของนํ้าบนผิวโลกและรวมตัวกันบนชั้น บรรยากาศ
กระทบกับความเย็นตกลงมาเปน5 ฝนนาํ้ จะรวมตวั กนั อยู;ตามแหลง; ต;างๆ บนพนื้ ผิวโลก แหล;งน้ําที่มีอยู;บนผิวโลก
เราแบ;งตามลักษณะและบรเิ วณท่พี บออกไดเป5น 3 ลักษณะ
1. มหาสมทุ รและทะเล เป5นแหลง; น้าํ ทีม่ ีขนาดใหญท; ี่สดุ มนี า้ํ อย;ูในทะเลและมหาสมทุ รประมาณรอยละ
97.3 ของปริมาณนํ้า
2. นํา้ ผวิ ดิน เปน5 แหล;งน้าํ จดื ที่สาํ คญั ทส่ี ุด ประกอบดวย แม;นํ้า ลําคลอง หนอง บึง น้ําตก อา; งเกบ็ น้ํา
เขอ่ื น น้ําจดื ที่แช;ขังอยูบ; นพนื้ ผิวโลกมาจากนา้ํ ฝน หิมะ การไหลซึมออกมาจากน้ําใตดิน ปริมาณน้าํ จืดบนผวิ
โลกจะมเี พียงรอยละ 2.7 ของน้ําทัง้ โลก แต;สว; นใหญ; จะเป5นน้าํ แข็งปกคลมุ อย;ูในซีกโลกเหนือและใต ประมาณ
รอยละ 2.1 สว; นที่เหลอื เป5นนา้ํ ผวิ ดินและน้าํ ใตดนิ ประมาณรอยละ 0.6 เท;านัน้
3. น้าํ ใตดนิ เกดิ จากน้ําทซ่ี ึมผ;านพ้ืนดนิ ลงสูร; ะดบั ต่ํากว;าแม;น้ํา ลาํ คลอง และทะเล ไปสะสมอยู;ในชัน้ ใต
ดนิ ซงึ่ เปน5 แหลง; นาํ้ จดื ทีส่ ะอาด เพราะผ;านการกรองของดนิ หิน กรวด และทราย แหล;งนํ้าจืดบนพนื้ ผวิ โลกมี
อยเ;ู พยี งสว; นนอยเม่ือเทียบกบั ปรมิ าณนํา้ ทั้งหมดของโลก แหล;งนาํ้ จดื ส;วนใหญจ; ะอยู;ในรูปของน้าํ แข็งข้ัวโลก
และธารน้ําแขง็ ถึงรอยละ 75 นา้ํ ใตดินรอยละ 22.5 และนาํ้ ผิวดนิ เพยี งรอยละ 2.5 เทา; น้ัน
ในปจ? จุบนั ประชากรไดเพ่ิมข้ึนอย;างรวดเร็ว ในขณะทแ่ี หล;งนาํ้ จืดบนพ้ืนผวิ โลกลดลง เนอ่ื งจากการดัดแปลง
แหลง; นาํ้ ไปใชประโยชน/อยา; งอื่น ประกอบกับมนุษย/ใชน้ําในขบวนการผลิตสนิ คาทางดานการเกษตร และ
อตุ สาหกรรมขึน้ จึงก;อใหเกิดปญ? หาการขาดแคลนนา้ํ ด่ืมของประชากรในหลายพื้นที่ของโลก ท่ัวโลกจงึ เห็น
ความสาํ คัญของแหลง; นํา้ หรอื พื้นทีช่ ุม; นํ้า (wetlands) และหาแนวทางจดั การเพ่ือใชนํา้ ใหเกดิ ประโยชนส/ งู
ดัชนีคุณภาพนาํ้
การพจิ ารณาคุณภาพของน้ําจากแหลง; ต;างๆ ว;านํา้ นั้น มีค;าได มาตรฐานหรือไม; เพ่ือ ประโยชนใ/ นการ
ใชสอยจะตองพิจารณา จากป?จจยั พื้นฐานทบี่ ง; ชีค้ ณุ ภาพนํา้ คอื
1. ปริมาณออกซเิ จนทีล่ ะลายนาํ้ (DO = dissolved oxygen) มีหนว; ยเปน5 มลิ ลกิ รัมตอ; ลิตร นาํ้ ท่ีมี
คณุ ภาพดีตองมีคา; DO อยู;ประมาณ 5-7 มลิ ลกิ รัมต;อลติ ร (ppm) ส;วนน้าํ เสียมคี า; DO ต่าํ กว;า 3 มลิ ลิกรัมต;อ
ลติ ร (ppm) ปลาและสัตวน/ ้าํ สามารถอาศัยอย;ูในนํา้ ที่มคี ;า DO มากกวา; 2 มิลลกิ รมั ต;อลติ ร (ppm) ปรมิ าณ
ออกซเิ จนในนํา้ เป5นป?จจยั ท่ีสาํ คญั ต;อการดํารงชวี ิตของสง่ิ มชี ีวิตในนํา้ เปน5 ตวั ช;วยกาํ จดั มลภาวะในนา้ํ ในการเกดิ
ออกซเิ ดช่ัน ทาํ ใหลดปริมาณสารอินทรีย/และแบคทีเรยี บางชนิดในน้ําไดดี คา; ความเขมขนออกซิเจนในนาํ้ ถือ
เปน5 ป?จจยั สําคญั ทีบ่ ;งช้ีคุณภาพน้าํ ออกซเิ จนที่ละลายในนํ้าไดมาจากบรรยากาศหรือจากกระบวนการ
สงั เคราะห/แสงของพืชน้ํา และขึน้ อยู;กับการกดดนั ของออกซเิ จนในบรรยากาศ ถาความกดดันสงู ออกซเิ จนก็
ละลายนํ้าไดมาก อุณหภมู ิสงู ออกซเิ จนจะละลายนํา้ ไดนอย และถามสี ารอินทรีย/อยูใ; นแหล;งน้าํ ปริมาณมากจะ
ทาํ ใหค;า DO ลดลงอยา; งรวดเรว็
2. บีโอดี (BOD=biochemical oxygen demand) คือ ปรมิ าณออกซเิ จนทจ่ี ุลินทรยี /ใชไปสําหรับ
การยอ; ยสารอินทรียช/ นิดท่ีย;อยสลายไดนาํ้ ค;า BOD จึงใชเป5นดัชนีวัดความสกปรกของน้ําเสียหรอื นา้ํ ท้งิ จาก
โรงงานอตุ สาหกรรม การเกษตรกรรม ชมุ ชน และใชกําหนดลักษะน้ําทง้ิ ลงสู;แหลง; นํ้า ตลอดจนใชหา
ประสิทธิภาพของโรงงานจาํ กัดนํ้าท้ิง ตามมาตรฐานสากลจะวดั คา; บีโอดโี ดยการนาํ นา้ํ ไปเก็บไวท่มี ืดทีอ่ ุณหภมู ิ
20 องศาเซลเซยี สเปน5 เวลา 5 วนั
ตารางแสดงค;า BOD ที่เปน5 ดัชนีบง; ชค้ี ุณภาพน้ํา
คณุ ภาพของนํ้า ค;า BOD (มลิ ลกิ รัมต;อลิตร)
นํา้ บริสุทธ์ิ 0
นํา้ สะอาดมาก 1
2
นา้ํ สะอาด 3
นํ้าสะอาดพอประมาณ 5
10
นา้ํ ไมส; ะอาด
นา้ํ สกปรก
ท่มี า : กองจัดการคุณภาพนํา้ กรมควบคุมมลพิษ
มลภาวะทางน้าํ
มลภาวะทางนํ้าหรือนาํ้ เสยี หมายถึง นา้ํ ทเ่ี สื่อมคุณภาพ หรือน้าํ ที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไป
เน่อื งจากมีสิ่งแปลกปลอมท่ีไมพ; งึ ประสงคป/ นเปˆzอนอยใ;ู นนํ้า แหล;งทีม่ าของน้าํ เสยี แบ;งได ดังน้ี
1. จากธรรมชาติ เกิดจากการสลายตวั ของวัชพืช สง่ิ ปฏกิ ลู ของสตั วใ/ นรูปของสารอนิ ทรยี / เมื่อลงส;ู
แหล;งน้าํ จะค;อยๆ สลายตัวโดยสารจุลนิ ทรีย/ ทําใหปรมิ าณออกซิเจนในนํ้าต่ําลง นอกจากอนภุ าคของดนิ และแร;
ธราตุยงั เปน5 สาเหตุของการเกิดนา้ํ เสียจากธรรมชาติ
2. จากแหลงชมุ ชนและโรงงานอุตสาหกรรม ไดแก; น้ําเสยี จากอาคารบานเรือน สถานท่ีราชการ
โรงแรม ตลาด สถานประกอบการ น้าํ เสียส;วนใหญเ; ป5นสารอนิ ทรยี /และสารต;างๆ ท่เี กดิ จากการซักลาง ทําความ
สะอาดเสื้อผา ถวยชาม
3. จากการเกษตรกรรม เปน5 ของเสียท่ีเกดิ จากการเพาะปลกู และเลีย้ งสตั ว/ จะมสี ารประกอบทางเคมี
ซ่ึงชะลางจากผวิ ดิน ไดแก; สารอินทรีย/ ป‰ุยเคมี ยาฆ;าแมลง ยากําจัดศตั รูพืช ยากาํ จดั วชั พืช มูลสัตว/ พืชผลที่
เน;าเสีย
องคประกอบของน้าํ เสีย
ผลจากการที่เรานํานา้ํ มาใชมากข้ึนทําใหประสบป?ญหา นํ้าเน;า เสยี องคป/ ระกอบทเ่ี ปน5 ส;วนทาํ ให
เกดิ นํา้ เสยี มี
1. สารอินทรยี / เป5นสารทไี่ ดจากสิ่งมีชีวติ ไดแก; สารพวกโปรตนี คารโ/ บไฮเดรต ไขมันจากเศษ
อาหาร พืชผกั ต;างๆ ซ่ึงสามารถย;อยสลายได โดยจลุ นิ ทรยี /ใชออกซเิ จน ทาํ ใหปรมิ าณออกซิเจนในนํ้าลดลง
2. สารอนนิ ทรีย/ เป5นสารที่ไดมาจากสิ่งไม;มีชวี ติ ไดแก; แรธ; าตตุ ;างๆ ทาํ ใหเกดิ น้ําเนา; เหมน็ อาจเปน5
อันตรายต;อสิ่งมีชีวิต ไม;เหมาะกบั การอุปโภค บรืโภค เช;น คลอไรด/ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ซลั เฟอร/ เป5นตน
3. โลหะหนกั และสารพิษ ซงึ่ จะอย;ูในรูปสารอินทรียห/ รือสารอนนิ ทรยี แ/ ละสามารถสะสมในหว; งโซ;
อาหาร เป5นอันตรายตอ; ส่ิงมีชวี ิต เช;น ปรอท โครเมียม ทองแดง ตะก่วั ปะปนมากบั น้าํ จากโรงงานอตุ สาหกรรม
ครัวเรือน โรงพยาบาล สารเคมจี ากยาปราบศัตรพู ืช
4. นํ้ามนั และสารแขวนลอย เปน5 อปุ สรรคต;อการสังเคราะหแ/ สงของพืช และออกซเิ จนจากอากาศไม;
สามารถท่ีจะลายลงไปในนํ้าได
5. อุณหภูมิ อุณหภูมิท่สี ูงขึ้นจะเป5นตัวเรง; ปฏิกิริยาการใชออกซิเจนของจลุ นิ ทรยี / ลดระดบั การ
ละลายของออกซิเจนในนาํ้ ลง เชน; น้ําทใี่ ชในกระบวนการหล;อเยน็ ในโรงงานอุตสาหกรรม
6. กรดและเบส นาํ้ สะอาดมคี ;า pH เทา; กับ 7 ถามคี า; มากกว;า 7 แสดงความเปน5 เบส และถานอย
กวา; 7 แสดงความเปน5 กรด ซึ่งจะมผี ลต;อการดํารงชวี ติ ของสิง่ มีชวี ติ ในนํ้า และการนํานํ้าไปใชประโยชน/
7. สแี ละความขนุ นา้ํ สะอาดจะมสี ใี ส สารแขวนลอยในนํ้าจะทาํ ใหนา้ํ มสี ตี า; งๆ และเกดิ ความขนุ; ซึ่ง
เปน5 อปุ สรรคใ/ นการสังเคราะห/แสงของพชื มักจะเกิดจากนํ้าทีป่ ล;อยจากโรงงานอตุ สาหกรรมประเภทส่ิงทอ
กระดาษ ฟอกหนงั และโรงงานฆา; สัตว/
8. ของแข็ง เปน5 สารแขวนลอยตะกอนหนกั ของแขง็ ทล่ี ะลายน้ําเมื่อจมลงส;ูกนแหล;งน้ําทาํ ใหเกดิ
สภาพไรออกซเิ จนท่ที องน้ํา แหล;งนาํ้ เกิดการตื้นเขนิ มีความข;ุนสงู มีผลตอ; การดาํ รงชีวิตของส่งิ มชี วี ติ
นํา้ เสียที่เกิดขึน้ จากแหล;งต;างๆ เมอ่ื ปล;อยลงส;ูแหลง; นาํ้ จะทําใหคุณภาพของนํ้าเปลีย่ นไป และมีผลกระทบต;อ
ส่งิ มีชีวติ และการใชประโยชนจ/ ากแหล;งน้าํ เพื่อเป5นการรักษาคณุ ภาพของแหล;งน้าํ ควรท่ีจะผ;านกระบวนการ
บําบัดนา้ํ ก;อนปลอ; ยน้าํ ทิ้งลงสู;แหล;งนํ้า
กระบวนการบําบดั นํา้ เสีย
จากปญ? หาน้าํ เสีย ซึ่งทวคี วามรนุ แรงมากขนึ้ เรื่อย จะส;งผลให เกดิ การขาดแคลนแหล;งน้ําที่สะอาด
การจดั การเพือ่ การใชนํ้า ใหเกดิ ประโยชน/สงู สุดวธิ กี ารหนึง่ ก็คือ การบาํ บัดนาํ้ เสยี ใหมี สภาพที่ดีข้นึ
กระบวนการบําบัดน้าํ เสีย มี 3 กระบวนการ
1. การบําบดั นํ้าเสียดวยวิธีทางกายภาพ เปน5 วิธกี ารบําบัดนาํ้ เสียโดยการใชอุปกรณห/ รอื เคร่อื งมือ
ทางกายภาพชว; ยในการบําบัด เชน; การดักดวยตะแกรง การตกตะกอน การทําใหลอย การกรอง การแยกโดย
2. การบําบดั น้ําเสียโดยวิธที างเคมี เป5นการบําบัดนํา้ เสยี โดยการเติมสารเคมีลงไป หรือโดย ปฏิกิริยา
ทางเคมีอ่ืนๆ ไดแก; การทาํ ใหเกิดตะกอน การเติมหรือลดออกซเิ จน การฆา; เชื้อโรค
3. การบาํ บดั น้ําเสยี โดยวธิ ีทางชวี วทิ ยา เปน5 การใชขบวนการทางชีววทิ ยาในการบาํ บดั นํา้ เสยี เช;น
การใชจุลนิ ทรีย/ช;วยย;อยสลายสารอินทรยี / หรือการใชพชื น้ําต;างๆ เชน; ผกั ตบชวา ช;วยในการบําบัด
การจัดการทรพั ยากรน้ํา
นา้ํ เป5นทรัพยากรท่ีมคี า; มปี ระโยชนแ/ ละจาํ เป5นต;อการดาํ รงชีวิต ของมนุษย/ ดังนั้นการใชน้ําใหเกิด
ประโยชนส/ งู สุดจึงจาํ เปน5 อย;างยง่ิ เพื่อใหมีนํา้ สะอาดไวใชอุปโภค บริโภค และเป5นทอี่ ย;ู อาศัยของสงิ่ มชี ีวิตได
ตลอดไป
การจัดการทรัพยากรนาํ้ จงึ เปน5 ส่ิงจําเปน5 ซงึ่ จะเป5นประโยชน/ในทางอุปโภคบรโิ ภค และเป5นท่ีอยอู; าศยั
ของสง่ิ มชี วี ิตไดตลอดไป
1. การสรางจติ สาํ นึกในการใชนํา้ อย;างรูคุณค;า
2. การชว; ยกันดูแลรักษาความสะอาดของแหล;งนํ้าในชมุ ชน
3. การดูแลรักษาปIาซ่ึงเปน5 แหลง; ตนน้ําลาํ ธารตามธรรมชาติ
4. ไม;ทิง้ ขยะสิ่งปฏกิ ูล ตลอดจนของเหลอื ใชจากการผลติ ใน อตุ สาหกรรมลงสู;แม;นาํ้ ลําคลอง
ระบบนเิ วศน้ําเคม็
ไดแก;บริเวณพ้นื นาํ้ ท่ีเป5นทะเล และมหาสมุทร ประกอบดวยชายฝ?Oงทะเลซึง่ มีท้ังหาดทรายและหาดหนิ
ชายหาดเปน5 บรเิ วณที่ถูกนาํ้ ทะเลซัดขึน้ มาตลอดเวลา พื้นผวิ ของหาดทรายและหาดหนิ จะเปŠยกและแหงสลบั กนั
ในชว; งวันหนึง่ ๆ ท่เี ป5นเวลาน้าํ ข้นึ น้ําลง ทําใหอณุ หภูมชิ ;วงวันหนึ่งๆ ของบริเวณดังกลา; วแตกตา; งกันไปดวย
นอกจากนน้ี าํ้ ทะเลมีสารประกอบพวกเกลือละลายอย;ูหลายชนดิ สัตว/ทอี่ าศัยอยู;ในทะเลจึงตองมีการปรบั สภาพ
ทางสรรี ะสาํ หรับการดาํ รงชีพอย;ูในน้าํ เค็มดวย
จากชายฝOง? ทะเลออกไป จะเป5นบริเวณไหล;ทวีป ทะเล และมหาสมุทร ซ่งึ เปน5 แหล;งทม่ี ี สงิ่ มชี วี ติ อาศัยอยเู; ปน5
จาํ นวนมาก นับเป5นแหล;งอาหารใหญ;ท่ีสดุ ของส่ิงมชี วี ติ ประกอบดวย แพลงก/ตอนพชื และแพลงกต/ อนสัตว/
นานาชนิด หญาทะเล สาหรา; ยทะเลทสี่ ตั ว/นํ้าพวก กุง หอย ปู ปลา พะยูน ปลาวาฬ โลมา และอืน่ ๆ อาศยั เปน5
อาหารในการเจรญิ เติบโต
ใตทองทะเลจะมีบริเวณแนวปะการัง หรืออาจเรยี กวา; ปIาใตทะเล ทเ่ี ทียบไดกบั ปIาบนบก แนวปะการงั
เกดิ จากสตั ว/พวกปะการังซงึ่ มีสารหนิ ปูนห;อหมุ ลาํ ตัว สืบพนั ธุแ/ บบแตกหนอ; เชือ่ มตดิ กันกับตัวเดิมทําหใเกิดเปน5
กลม;ุ กอนของปะการัง บริเวณดงั กล;าวมคี วามสําคัญมาก เพราะเปน5 แหล;งที่ทําใหเกิดความอุดมสมบรู ณ/ดาน
อาหาร ที่อย;อู าศัย แหล;งอนบุ าลลูกอ;อนของสัตวน/ ํ้า
ปจ? จบุ ันปะการังถกู ทาํ ลายลงเปน5 อนั มากและรวดเร็วจนใกลภาวะวกิ ฤติ นกั วชิ าการทเี่ กีย่ วของไดช;วยกันคิดหา
แนวทางปKองกนั แกไข เช;น จัดทําแนวปะการงั เทียม ศกึ ษาวธิ เี พาะเลย้ี งเพิ่มจาํ นวนปะการังในระยะยาว แต;ตอง
ใชเวลานานมากจงึ จะเกดิ เป5นแนวปะการงั ธรรมชาติ บางแหง; แกปญ? หาโดยวางทนุ; รอบๆ แนวปะการงั เพือ่
ปKองกนั คนเขาไปรบกวนหรือทําลาย
ระบบนเิ วศปQาชายเลน
ปIาชายเลนพบทว่ั ไปตามพื้นที่ชายฝO?งทะเล บริเวณปากน้ํา อา; ว ทะเลสาบและเกาะซงึ่ เปน5 บรเิ วณท่ี
นา้ํ ทว; มถงึ ของประเทศในแถบโซนรอน (Tropical Region) โดยปาI ชายเลนในประเทศไทยอยก;ู ระจดั กระจาย
ตามชายฝง?O ยาวประมาณ 927 กิโลเมตร ในเขตชายฝO?งทะเลดานตะวนั ออก ภาคกลาง และภาคใต
ปhจจัยทางกายภาพ
ระบบนเิ วศปIาชายเลนเกิดจากการผสมผสานระหว;างสภาพแวดลอมของทะเลและสภาพแวดลอมของ
แผ;นดิน พน้ื ทแี่ ละการกระจายของปาI ชายเลนจงึ ข้ึนอย;ูกับปจ? จัยของสง่ิ แวดลอมหลายอย;างที่สาํ คัญ
ไดแก; สภาพภมู อิ ากาศ สภาพดินและนํ้า
ภูมิอากาศ โดยท่ัวไปแลวพันธุไ/ มปาI ชายเลนตองกาอณุ หภูมเิ ฉลยี่ สงู กว;า 20 OC เล็กนอยและมี
ความแตกตา; งของอากาศในแตล; ะฤดูไมม; ากกวา; 5 OC โดยอากาศทีเ่ หมาะสมสําหรับการเจริญของไมในปIา
ชายเลนจะอย;รู ะหวา; ง 25-30 OC ปาI ชายเลนสามารถขนึ้ ในบรเิ วณพื้นที่ริมฝง?O ของภูมิภาคเขตรอนท่ีมีปริมาณ
ฝนและความชื้นนอยไปจนถงึ บริเวณทมี่ ีปรมิ าณนํา้ ฝนมาก แตป; าI ชายเลนในบริเวณท่มี ปี ริมาณนํา้ ฝนและ
ความชื้นมาก จะมพี ัฒนาการเจรญิ เตบิ โตไดดกี ว;า สาํ หรบั ประเทศไทยน้ันปIาชายเลนที่พัฒนาดที ่ีสดุ คือ
ปาQ ชายเลนระยอง
ดิน ในพน้ื ท่ีปาI ชายเลนเกิดขึ้นจากการทับถมของดนิ ตะกอนในแม;น้าํ ท่ีไหลลงสบู; ริเวณท่ีมีนาํ้ นิง่ ซึ่งดิน
ตะกอนจะทับถมกนั ในสภาพธรรมชาติ จึงมปี รมิ าณเกลือสงู และปรมิ าณอนิ ทรยี วตั ถุสงู
นา้ํ ความเคม็ ของนา้ํ ในปIาชายเลนของประเทศไทยส;วนใหญ;จะมีความเค็มของนํา้ ระหวา; ง 10-30
ส;วนในพันส;วน
ระบบนิเวศปQาชายเลน
ปจh จัยทางชีวภาพ
พืชพนั ธ/ใุ นพ้นื ทีป่ Iาชายเลนจะมีลักษณะ ดังน้ี
- เปน5 ปาI ที่มคี วามเขยี วสดตลอดปŠ
- ไม;มกี ารแบ;งชั้นของเรือนยอด (Canopy) อย;างชัดเจน
ชนดิ ของพืชพนั ธ/ตุ ;าง ๆ จะมีความสมั พันธ/กัลปŒปบลักษณะของพนื้ ที่ ดังน้ี
บริเวณชว; งตอ; ระหวา; งปาI ชายเลนกับแผน; ดินพืชที่พบในนํา้ และบรเิ วณพ้นื ทีช่ ้นื แฉะ จะพบตนจาก ส;วนพืชบก
จะพบ โพธ์ทิ ะเล โปรง ตะบนู พงั กา หวั สมุ และประทะเล
บริเวณพ้นื ท่ีตอนบนของปาI ชายเลน พชื ทีพ่ บบริเวณนี้ ไดแก; โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ; โดยมี
แสมดาํ และแสมขาวข้นึ ปะปนกันอยู; นอกจากนย้ี ังมี ลาํ พู เหงอื กปลาหมอและถอบแถบ
บริเวณตอนล;างของปIาชายเลน พชื ท่ีพบในบริเวณน้ีไดแก; แสมดํา แสมขาว โกงกางใบเล็กโกงกาง
ใบใหญ;ขึน้ ปะปนกนั อยู;
บรเิ วณช;วงต;อระหว;างปIาชายเลนกับทะเล พชื ทพ่ี บในบริเวณน้ีสว; นใหญค; อื แสม แตบ; างแหง; จะพบ
โกงกาง
ชนดิ ของสัตว/นํ้าและสตั ว/บกมีต้งั แต; จุลินทรีย/ (microorganism) เชน; แบคทีเรยี รา โปรโตซวั
พวกสัตวเ/ ล็ก จนถึงสตั วใ/ หญ; เชน; กงุ หอย ปู ปลา งู นก ลงิ เป5นตน
สาํ หรับพวกจุลนิ ทรยี ต/ า; ง ๆ เปน5 ส;วนสาํ คญั ในการกําเนิดห;วงโซ;อาหาร มีรายงานการสํารวจพบว;า
บรเิ วณปIาชายเลนน้นั มปี ลาชนดิ ตา; ง ๆ รวมกนั ประมาณ72ชนิดที่สาํ คญั และมชี นิดท่ีพบไดมาก ไดแก;
ปลากระบอก ปลากะพงขาว และปลานวลจันทรท/ ะเล เป5นตน
สําหรับกุงท่มี คี ุณค;าทางอาหารสูงที่พบในปIาชายเลน เชน; กุงแชบวr ย กงุ ตะกาด กุงกลุ าดาํ หรือกงุ
ตะเข็บ กงุ หัวมัน
ปูที่พบในปIาชายเลนมี 54 ชนดิ ทส่ี าํ คญั ปเู ปรยี้ วหรอื ปูกามดาบหรอื ปผู ูแทน (Veatorcipata) ปแู สม
(Sesarma mederi) ปทู ะเลหรอื ปดู ํา
หอยมีทั้งชนิดท่ีเกาะอยกู; ับตนไม รากและใบของไมในปาI ชายเลน รวมถงึ ชนิดท่ีชอบฝง? ตวั อยูใ; นดนิ
เลนหรอื ตามพืน้ ปาI
แมลง ท่อี าศัยอย;ตู ามปาI ชายเลนมีจาํ นวน 38 ชนดิ ชนดิ ท่ีพบมาก ไดแก; ผีเสอื้ หนอน
คืบ หนอนผเี สอื้ ขัดใบ ดวงหนวดยาว ยุง ร้ิน เปน5 ตน
สัตวอ/ ื่น ๆ ทพ่ี บมาก ไดแก;
- นก มีท้งั หมดประมาณ 88 ชนดิ
- สตั ว/เลีย้ งลูกดวยนมประมาณ 35 ชนดิ เช;น คางคาว ลิงแสม นาก แมวปาI
- สตั ว/เลอ้ื ยคลานประมาณ 25 ชนดิ ซ่ึงรวมทงั้ งชู นิดตา; ง ๆ กิ้งก;า เตา; จระเข ซงึ่ สัตว/เหล;านี้หา
กนิ และมชี ีวติ เก่ียวของอยูก; ับปาI ชายเลน
คุณค%าและความสาํ คญั ในระบบนเิ วศปาQ ชายเลน
ดานปQาไม ไมจากปาI ชายเลนไดนาํ มาใชประโยชน/ไดหลายอย;าง เช;น ทาํ ฟนz หรือถา; น
- ใชในการกอ; สราง เชน; ทาํ เสาเข็ม ไมคาํ้ ยนั
- ใชทาํ เฟอรน/ เิ จอร/
- ใบจากมงุ หลังคาและมวนบุหรี่
- ดานประมง เปน5 แหลง; ที่วางไขแ; ละอนุบาลตัวอ;อน เป5นแหล;งที่อยู;และท่ีหลบภยั ของปลาตา; ง ๆ
- ความสาํ คัญของดานการอนุรกั ษ/พน้ื ที่ชายฝง?O ทะเล
- เป5นสถานท่หี ลบภัยตามธรรมชาติ
- ปอK งกนั สิ่งแวดลอมเป5นพิษ โดยทาํ หนาที่กรองสารปฏิกลู
ดานยารักษาโรค เชน;
- เปลอื กไมโกงกางใบเล็ก สามารถนํามาตมกินแกทองรว; ง
- ตนและรากของตนเหงือกปลาหมอดอกนํา้ เงิน นาํ มาตนนา้ํ ผสมนา้ํ อาบ แกผดผนื่ คนั โรคผวิ หนัง
- เป5นทีพ่ ักผ;อนหย;อนใจ
สถานการณปhจจบุ ันของระบบนิเวศปQาชายเลน
ขอมลู ภาพถ;ายดาวเทียมจากรมปาI ไมเมือ่ ปŠ 2543 แสดงใหเหน็ วา; ประเทศไทยมีพ้นื ที่ปาI ชาย
เลน 1,526,006.25 ไร; เพ่มิ ขนึ้ จากการสาํ รวจเม่อื ปŠ 2539 จํานวน 478,616.25 ไร; ท้งั ทนี่ ;าสงั เกตว;า ใน
การสาํ รวจคร้ังน้ไี ดเพ่ิมนราธิวาสเปน5 จังหวัดที่ 24 ทีมีพื้นท่ีปIาชายเลนดวยจาํ นวน 473.5 ไร; หลงั จากทตี่ ก
สาํ รวจมาเป5นเวลานาน ขณะเดียวกนั การสาํ รวจคร้งั นี้กลบั ไม;แสดงพ้ืนที่ปIาชายเลนของจังหวดั สมทุ รปราการ
ซงึ่ เคยมจี ํานวน 1,857.50 ไร; ในการสาํ รวจเมื่อปŠ 2539
โดยภาพรวมปIาชายเลนของไทยนบั วา; ตกอยู;ในสภาพเสอ่ื มโทรม อันเปน5 ภาวะทีต่ ;อเนอ่ื งมานับ 40 ปŠ
ดงั ทต่ี วั เลขแสดงใหเห็นชดั เจนว;าภายในชว; งเวลาดงั กล;าวพน้ื ทีป่ Iาชายเลนไดสญู หายไปถงึ ประมาณ 1 ลานไร;
สาเหตุของการลดลงของปQาชายเลน
- การเพาะเลี้ยงสัตวน/ ้าํ โดยเฉพาะการทํานากงุ พน้ื ทป่ี Iาชายเลนเปน5 แหลง; ผลิตอนิ ทรยี /สารและธาตุ
อาหารท่สี าํ คัญ สําหรบั สัตว/นํ้าที่อาศัยอยู;ในปาI ชายเลนซง่ึ มีมากมายหลายชนิด เชน; กงุ หอย ปู ปลา เปน5
ตน ดงั น้ันการแผวถางปIาแลวจงึ ขดุ บอ; ขึ้นภายหลัง เปน5 การทําลายแหลง; แรธ; าตทุ ่ีมกี ารหมุนเวียน เพอ่ื ใหเกิด
การสมดุลตามระบบธรรมชาติในระบบนิเวศวทิ ยาปIาชายเลน และการทํานากุงวธิ นี ี้ยงั ทาํ ความเสยี หายแก;พน้ื ท่ี
ปIาชายเลนมาก เพราะนอกจากจะตดั ไมลงแลว ยังตองขดุ รากถอนโคนออกหมด เปน5 การทาํ ลายพนั ธ/ุไมปIา
ชายเลนทม่ี อี ยใู; นบริเวณนั้น การทําลายปาI ชายเลนในลักษณะนเ้ี ป5นการเปลี่ยนสภาพจากพืน้ ที่ปIาไมเป5นพืน้ ที่
เพ่ือการเพาะเล้ียงสัตว/น้ําอยา; งถาวร ซ่งึ เป5นการทําลาย ทรพั ยากรปาI ไมและระบบนิเวศปIาชายเลนดวย
- การทําเหมืองแร; การทาํ เหมอื งแร;มีส;วนในการทาํ ลายสภาพปาI และความอดุ มสมบรู ณ/ของปาI จน
ยากท่ีจะฟนzˆ ใหมีความสมบรู ณ/เชน; เดมิ ในระยะเวลาอนั ส้ันได ทงั้ น้เี นอ่ื งจากวธิ กี ารทําเหมอื งแร; จะตองขุดให
ลกึ จนถึงสายแร; ดนิ ตะกอน กรวด และทรายท่ีถูกพลกิ ขึน้ มาทับถม ทําใหปIาชายเลนไม;สามารถฟˆzนตวั เกดิ ได
ดังเช;นเดมิ นอกจากนนั้ คณุ ภาพของน้าํ ยงั เลวลง เนอ่ื งจากมีตะกอนข;ุนขนแขวนลอยอย;ดู วย เมื่อตกตะกอน
ก็จะกลายเปน5 ดนิ ดอนทาํ ใหนํ้าทว; มไม;ถงึ มีแต;ความแหงแลง ดังนัน้ การทาํ เหมืองแร;จึงก;อใหเกดิ ความ
เสยี หายแก;ระบบนิเวศปIาชายเลนโดยตรง
- การก;อสรางบานเรอื นข้ึนใหม; เมือ่ มีการตัดถนนปาI ชายเลน ก็จะมีการถมทีแ่ ละสรางอาคาร
บานเรือน รานคา ศูนยก/ ารคา ท่ีทาํ การ และสาํ นักงานบรเิ วณนน้ั ติดตามมา ราษฎรท่ีอย;ูใกลกบั ปIาชายเลนก็
จะบุกรุกและถือโอกาสครอบครองท่ีดนิ เปน5 ของตัวเอง
- การสรางถนนและสายส;งไฟฟาK การสรางถนนและสายส;งไฟฟาK ผ;านพ้ืนทปี่ Iาชายเลน จะตองมกี ารทําลาย
ปIาชายเลนส;วนทจี่ ะสรางขึ้น เปน5 เหตใุ หปาI ชายเลนลดนอยลง ซึ่งจะมีผลกระทบอยา; งอื่นตามมา
ดวย เชน; สตั ว/ในปาI ชายเลนไมม; ีที่อย;ูอาศยั เปน5 ตน และแนวถนนจะเป5นคันก้นั นา้ํ ทะเล ทําใหนํ้าทะเลไหล
ลงส;ูปIาชายเลนไม;ได ตนไมในปาI ชายเลนจะตาย
- การสรางโรงงานอตุ สาหกรรม พืน้ ท่ปี าI ชายเลนท่ีอยแู; ถบชายฝง?O ทะเลสว; นหนึ่งถูกบุกเบิกเพื่อต้ัง
โรงงานอตุ สาหกรรม ทาํ ใหเสียพนื้ ท่ีปIาชายเลนเป5นจํานวนมาก และโรงงานอตุ สาหกรรมยังปล;อยของเสียลงส;ู
ปIาชายเลนบริเวณรอบขาง ทําใหระบบนเิ วศปาI ชายเลนถูกทาํ ลาย
- การทํานาเกลือ เน่อื งจากแสงแดดเป5นสิง่ จําเปน5 สําหรับการเผานํา้ ทะเลใหระเหยแหงจนตกผลกึ
กลายเป5นเกลือ ดงั น้นั ปIาชายเลนโดยรอบจะถูกตัดฟน? จนหมด เพ่ือเปoดพ้ืนทใี่ หโล;งมากทส่ี ุด จงึ เป5นสาเหตุ
ใหปาI ชายเลนถกู ทาํ ลายเปน5 จาํ นวนมาก
- การตัดไมเกนิ กาํ ลงั ของปIา ปรมิ าณความตองการใชประโยชน/จากไมในปIาชายเลนมจี ํานวน
มาก เชน; การเผาถา; น ทําเสาเข็ม ไมค้ํายัน เฟอร/นิเจอร/ เปน5 ตน ซึงมากกวา; กาํ ลังการผลติ ของปIาชาย
เลน ทาํ ใหปาI ชายเลนถูกบกุ รุกเป5นจาํ นวนมาก
ระบบนเิ วศนํา้ จดื
ระบบนิเวศนํ้าจดื แบ;งตามลักษณะของแหล;งนํา้ เป5น 2 ประเภท คือ
1. แหลง% นา้ํ นงิ่ เช;น ทะเลสาบ บงึ ถาเปน5 แหล;งน้ําขนาดใหญ; สามารถแบง; เขตแหล;งน้าํ นิ่งได 3 เขต คอื
1.1 เขตชายฝO?ง (Litoral zone) เปน5 บริเวณรอบๆ แหล;งนํ้าแสงสอ; งไดถงึ กนน้าํ เป5นเขตที่มี
ผูผลติ และผบู ริโภคมากกวา; เขตอ่นื ๆ ผผู ลติ บริเวณชายฝง?O ไดแก; พืชท่ีมีรากยึดอยใ;ู นพนื้ ดินใตทองนาํ้ บางสว; น
ของลําตนฝ?งอย;ใู ตดนิ และบางสว; นโผลข; ึ้นเหนอื น้าํ เพื่อรบั แสง ส;วนใหญเ; ปน5 พชื ที่มเี มล็ด เชน; กก บัว แหว
ทรงกระเทยี ม กระจดู เปน5 ตน พืชอกี ชนิดใจเขตชายฝ?Oงเปน5 พวกทีม่ ีโครงสรางอย;ูใตนา้ํ ท้ังหมด โผล;เฉพาะส;วน
ของดอกขึ้นเหนือน้ํา เชน; สาหรา; ยขาวเหนยี ว สาหร;ายหางกระรอก ดีปลนี ้ํา นอกจากนีผ้ ูผลติ ในเขตชายฝงO? ยัง
ประกอบดวยแพลงก/ตอนพชื และพชื ลอยนํ้า แพลงกต/ อนพืช ไดแก; สาหร;ายสีเขยี ว สาหรา; ยสีเขยี วแกมน้ําเงนิ
และไดอะตอม พืชลอยนํ้า ไดแก; จอก แหนไข;นํ้า จอกหหู นู แหนแดง
ผูบริโภคในเขตชายฝ?งO มจี าํ นวนมากเพราะมีผูผลิตอดุ มสมบูรณส/ าํ หรับใชเป5นอาหาร แหลง; อาศัยและที่หลบซ;อน
ศัตรู พวกทีเ่ กาะกับวตั ถุในนํา้ ไดแก; หอยขม หอยโขง; ตวั ออ; นแมลงปอเข็ม ไฮดรา พลานาเรยี โรติเฟอร/ สว; น
พวกที่เกาะพกั ตวั ตามพนื้ ทองนา้ํ ไดแก; แมลงปอยักษ/ ชีปะขาว กุงกามกราม หอยกาบเดียว หอบสองกาบ
หนอนตวั กลมชนดิ ตา; งๆ ยงุ ฯลฯ พวกท่วี ;ายน้ําอิสระ ไดแก; แมลงต;างๆ เต;า ปลา แพลงก/ตอนที่พบ ไดแก; ไรนํา้
โคพพี อด พวกท่ีลอยตามผวิ นํ้า ไดแก; ดวงตะพาบ ดวงส่ีขา จงิ โจนํ้า
1.2 ผิวนํ้าหรือเขตกลางน้ํา (Limnetic zone) นับจากชายฝงO? เขามาจนถงึ ระดบั ลึกที่แสงส;องถงึ
มีความเขมของแสงประมาณ 1 เปอรเ/ ซน็ ต/ของแสงจากดวงอาทิตย/ ท่รี ะดบั น้ีอัตราการสังเคราะห/แสงมคี า;
เท;ากับอตั ราการหายใจ ในแหล;งนาํ้ ขนาดเล็ก หรือแหลง; นาํ้ ตน้ื ๆ จะไม;ปรากฎเขตนี้
ส่งิ มีชวี ิตส;วนใหญเ; ปน5 แพลงก/ตอนและพวกท่ีวา; ยน้าํ อสิ ระ มีจํานวนชนิดและจาํ นวนสมาชกิ นอยกวา; เขตชายฝงO?
แพลงกต/ อนพืช ไดแก; สาหรา; ยสีเขยี ว ไดอะตอม สาหร;ายสีเขยี วแกมนํา้ เงิน ซ่ึงเปน5 ชนิดเดียวกับเขตชายฝO?ง ได
โนแฟลกเจลเลต ยกู ลีนา วอลวอกซ/ แพลงกต/ อนสตั ว/ ไดแก; โคพีพอด โรตเิ ฟอร/ ไรนํา้ สัตว/เหล;านเี้ ปน5 สัตว/ต;าง
ชนดิ กบั เขตชายฝ?งO นอกจากน้ีสตั ว/อนื่ ๆ ในเขตกลางสระ ไดแก; พวกทีว่ ;ายนาํ้ ได เช;น ปลา
1.3 เขตกนน้ํา (Profundal zone) เปน5 ส;วนทอี่ ยล;ู ;างสุดจนถึงหนาดนิ ของพ้นื ทองน้าํ กล;าวไดวา;
แหลง; น้ําขนาดเล็กจะไม;มีในเขตทส่ี ามนี้ แสงส;องไมถ; ึง จงึ ไม;มีผูผลติ ส่ิงมีชีวติ ทีพ่ บ ไดแก; รา แบคทเี รียท่ีไมใ; ช
ออกซิเจน หนอนเลือด ตวั อ;อนยุง หอยสองกาบ หนอนตวั กลม เป5นตน สิ่งมีชวี ิตเหล;านี้จะตองปรบั ตวั ใหเขากับ
สภาพที่มีออกซเิ จนตาํ่ เช;น ตัวอ;อนของยุงน้ําชนิดหนง่ึ (Phantom) มีถุงลมสําหรับชว; ยในการลอยตัวและ
สาํ หรบั เก็บออกซเิ จนไวใช
2. แหล%งนํา้ ไหล เช;น แม;น้าํ ลาํ ธาร โครงสรางของกลม;ุ สง่ิ มชี วี ติ น้ําไหลขึน้ อยู;กับความเร็วของน้ํา แหลง;
นาํ้ ไหลน้จี ึงแบง; ออกเปน5 2 ชนดิ คอื
2.1 เขตนํา้ เชย่ี ว เป5นเขตทีม่ กี ระแสนํา้ ไหลแรง จงึ ไมม; ตี ะกอนสะสมใตน้าํ ส่งิ มีชวี ิตในบรเิ วณน้ี
มักเป5นพวกท่ีสามารถเกาะติดกับวตั ถใุ ตนํา้ หรือคบื คลานไปมาสะดวก พวกทว่ี ;ายนํา้ ไดจะตองเปน5 พวกท่ี
ทนทานต;อการตานกระแสนํ้า แพลงก/ตอนแทบจะไมป; รากฎในบริเวณนี้
2.2 เขตน้ําไหลเออ่ื ย เป5นชว; งทม่ี ีความลึก ความเรว็ ของกระแสนํ้าลดลง อนภุ าคต;างๆ จึง
ตกตะกอนทบั ถมกันหนาแน;นในเขตนี้ มกั ไม;มีสตั วเ/ กาะตามทองนาํ้ เขตน้ีเหมาะกับพวกท่ีขดุ รอู ยู; เชน; หอยสอง
กาบ ตวั อ;อนของแมลงปอ ชปี ะขาว แพลงก/ตอนและพวกท่ีวา; ยนํา้ ได
การปรับตวั ของสตั วใ/ นแหลง; น้าํ ไหลโดยเฉพาะเขตนํ้าเช่ยี ว สัตวม/ ีการปรบั ตวั พิเศษเพ่ือการอยร;ู อดหลาย
วิธี เช;น
> มโี ครงสรางพิเศษสาํ หรับเกาะหรือดูดพ้นื ผิว เพ่ือใหติดแน;นกับพืน้ ผวิ สง่ิ มีชีวติ ท่ีมี
อวัยวะพิเศษเช;นน้ี ไดแก; แมลงหนอนปลอกนาํ้
> สรางเมือกเหนียว เพอื่ ใชยดึ เกาะ เชน; พลานาเรยี หอยกาบเดียว
> มรี ูปร;างเพรียว เพ่ือลดความตานทานต;อกระแสนา้ํ เชน; ปลา
> ปรบั ตัวใหแบน เพ่ือยึดติดกบั ทองนํา้ ไดแนบสนิทหรือเพ่ือใหสามารถแทรกตัวอย;ูใน
ซอกแคบๆ หลีกเลย่ี งกระแสนา้ํ แรงๆ
3. ปากนํ้า ปากนํ้าเป5นบรเิ วณท่นี ํา้ มาบรรจบกันระหว;างนาํ้ จดื และนํ้าเค็ม ทําใหเป5นบริเวณทมี่ นี า้ํ
กรอ; ยเกดิ เปน5 ชมุ ชนรอยต;อระหว;างชมุ ชนน้ําจดื และนํา้ เคม็ ลกั ษณะพิเศษที่เกดิ ข้นึ คือ มีสภาพทางชีววิทยาที่
เอื้ออาํ นวยที่จะใหผลผลติ อย;างสงู ต;อสังคมมนุษย/
ปากนํา้ ที่เกิดขึ้นมีหลายชนดิ มีภมู ิประเทศต;างจากท่ีอ่นื ๆ และมลี ักษณะทางธรณีท่ีสําคญั เกดิ ขึ้น มีการ
เจริญเติบโตไปจากฝ?งO ทะเลและจมลงไปจากปากนาํ้ เช;น ปากนาํ้ เจาพระยา ปากนาํ้ เดลาแวร/(Delaware Bay)
บางแห;งการเจริญเตบิ โตไปจากฟยอรด/ ทีล่ ึก เชน; แมโ; ขง ปากแม;นาํ้ ไนล/
ลักษณะทส่ี าํ คัญของปากน้ํามีดังนี้
1. ส;วนประกอบของนํ้าคงท่ี มกี ารเปลีย่ นแปลงไปบางตามกระแสนํ้าข้นึ นํ้าลงและการ
ไหลของแม;นํา้ ท่ีมาจากแผ;นดิน ความแตกตา; งของปากน้ําน้ันมคี วามเค็มของเกลือท่ลี ะลายในน้าํ อยูร; ะหว;าง
1/100 ถงึ 34/1000 ppm. (นํา้ ทะเลมี 35 ppm.)
2. ระดับของแร;ธาตตุ ;างๆ มสี ูง เน่ืองจากความสมั บรู ณ/ของสารอินทรยี /และการสะสมของ
สารเคมที ีใ่ ชในการเกษตรซ่งึ มาจากแผน; ดินไหลลงมาในนํา้
3. อณุ หภมู แิ ละกระแสน้ําเปลยี่ นแปลงไปตามฤดกู าล วนั และชวั่ โมง
4. ออกซเิ จนทล่ี ะลายในนาํ้ และระดับคาร/บอนไดออกไซด/จะเปลี่ยนแปลงไปอย;างชดั เจน
ลักษณะต;างๆ เหลา; นเี้ ป5นเครื่องชีใ้ หเห็นว;า ปากน้ํารองรบั การเปล่ียนแปลงการเคล่ือนไหว
และความไมแ; น;นอน อนั เน่ืองมาจากมีความเขมขนของสารอาหารต;างๆ และฟองนํ้าท่ีเกิดขึ้น ทาํ ใหมีผลผลติ
สูงขน้ึ จงึ มชี มุ ชนตา; งๆ เกิดข้ึน ซ่ึงประกอบไปดวยส่งิ มีชวี ิต คือ แพลงก/ตอน ปู หอย ปลา เชน; ปากนํ้าเดลาแวร/
และกลายเป5นปากนาํ้ ใหญ; ปากนํา้ ส;วนใหญจ; ะเปน5 ท่เี พาะเลี้ยงดตู ัวออ; นของปลาทะเล
ผลผลติ ข้ันปฐมภมู ขิ องปากน้าํ จะมาจาก 4 แหลง; ใหญๆ; คือ
1. แพลงก/ตอนพชื ส;วนมากจะเปน5 สาหร;ายเลก็ ๆ ท่ีลอยอย;ูในบริเวณท่ีมแี สงสว;างส;องไปถึง
2. พืชทอ่ี ย;ูในน้าํ มีรากฝง? อย;กู บั พน้ื ดนิ
3. พืชทข่ี น้ึ อย;ูในนาํ้ บริเวณที่นํา้ ข้นึ นํ้าลง
4. พชื ทล่ี อยอยผ;ู วิ น้าํ สาหร;ายเล็กๆ ที่ตดิ อยก;ู ับกิง่ ไมหรือตดิ กับดินทรายท่พี ดั มาทับถม
ดนิ มใี บและลําตนของพืชอย;ูใตนาํ้
ผูผลิตขน้ั ปฐมภมู ิที่สาํ คัญในบริเวณปากนาํ้ คือแพลงก/ตอน ไดแก; สาหร;ายเล็กๆ ไดอะตอม
และพวกไดโนแฟลกเจลเลต(dinoflagellate) ซ่ึงพวกน้ีเป5นอาหารของพวกปลาโดยตรง กงุ ปู และแพลงก/ตอน
สัตว/
พืชท่จี มอยู;ใตนํ้ามีบทบาทสาํ คญั ในการทําหนาทีเ่ ป5นผผู ลติ ขนั้ แรก ทําใหปากนํ้านั้นสมบูรณย/ ิง่ ขน้ึ ปากน้ําจะมี
พวกตนพืชมากมาย พชื เหล;านี้จะมีปรมิ าณลดลงถามมี ลพิษเกิดขน้ึ หรือมีการรบกวน โดยเฉพาะถากระแสน้าํ
แรงหรอื ความเค็มลดลง
ชมุ ชนสัตวใ/ นบริเวณปากน้ําเปน5 พวกสัตว/ทห่ี ากินอยู;กับพนื้ ดนิ เชน; พวกปู หอยสองกาบ และหอยนางรม พวก
ไสเดอื น และพวกปลาที่ครบี รวมท้งั ปลาหมกึ ปลาดาว แตงกวาทะเล หอยเม;น ส;วนพวกปลาทะเลนั้นจะเขามา
หากนิ ในปากนํ้าเปน5 บางคร้ัง
สัตวท/ ี่อย;ูในปากนํ้านแ้ี สดงใหเหน็ ถึงการปรับตัวต;อสภาวะการท่ไี ม;คงทแี่ ละการเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอม
อย;างน;าสนใจ กลา; วคอื มีการปรับตัวในการควบคุมปรมิ าณนํ้าไหลเขาและออกจากรา; งกายโดยวิธีออสโมซิส นั่น
คือความสามารถในการรักษาระดับเกลือและนํ้าทีม่ ีการเปล่ียนแปลง และยงั มีการปรบั ตวั เกยี่ วกับน้ําข้ึนนํา้ ลง
และสภาพของคลืน่ ลมต;างๆ สัตว/ทอ่ี ย;ูในนาํ้ ลกึ ๆ จะหลีกเล่ียงจากคล่ืนลมแรงๆ ไดโดยการขดุ รอู ยใู; นพ้ืนใตทะเล
ปลาในบรเิ วณปากนํา้ จะมีเวลาการพัฒนาชา ตัวออ; นของปลาจะยงั คงอย;ูในไขน; านจนกระทง่ั กลามเนื้อเจรญิ ดี
พอท่จี ะวา; ยน้าํ ตานคลื่นแรงๆได ไข;ของพวกปลาในบริเวณปากนาํ้ จะมีไขแ; ดงมากกว;าปลาทะเลอื่นๆ เพ่อื ใชเปน5
อาหารในขณะทีร่ ะยะพัฒนาการยาวนาน
ปากนํา้ ในป?จจุบนั มีความกดดนั จากเร่ืองมลพษิ มาก และยงั มผี ลผลติ ทางการคาสูง เมืองใหญ;ๆ ท่สี าํ คญั
หลายเมืองในโลกทีต่ งั้ อยบ;ู รเิ วณปากน้าํ เช;น นวิ ยอรค/ ฟoลาเดลเฟŠย บลั ตมิ อร/ ซาน ฟรานซิสโก กรงุ เทพฯ
ไซง; ;อน โตเกียว ซึง่ มปี ระชากรหนาแน;น และปากแมน; ้ําเหลา; นม้ี ผี ลผลิตของปลา หอย ซงึ่ เปน5 อาหารของมนษุ ย/
ปากนํ้าหลายแห;งไดสูญเสยี ระบบทางชวี วทิ ยาไปมาก เช;น เดลาแวร/เคยเปน5 ท่ซี ่ึงมีปลาและหอยอุดมสมบรู ณ/
และสามารถทําเป5นอุตสาหกรรมได แตใ; นป?จจุบนั มแี ต;พืชและสัตว/บางชนดิ ทพ่ี อเหลืออย;ูเทา; นั้น ดงั นนั้ จงึ มี
ป?ญหาวา; ในป?จจบุ นั ปากนํา้ เปน5 ทร่ี องรับและดูดซึมของเสียจากโรงงานอตุ สาหกรรม และเป5นท่ขี ยายตวั ของ
ประชากร โดยการถมทปี่ ากน้ําใหเปน5 ท่อี ย;ูอาศัยของประชากร เปน5 ตน โดยไมร; ูคุณคา; ของปากนํา้ วา; เป5นที่ผลิต
อาหารเลยี้ งประชากรของโลกทสี่ าํ คัญมาก
ระบบนเิ วศตา; งๆ ท่ไี ดกลา; วมาแลวนี้ เปน5 ระบบท่ีกวางใหญ; ยังมรี ะบบนิเวศแคบๆ เฉพาะเจาะจง ที่มี
องค/ประกอบทางกายภาพและสงั คมของสิง่ มีชวี ิตทีต่ ;างไป เชน; ระบบนเิ วศนาขาว ระบบนิเวศขอนไมผุ ระบบ
นิเวศริมกาํ แพง ระบบนิเวศบนตนไม ฯลฯ
ใบงานท่ี 4
ใหนักศึกษาตอบคาํ ถามต;อไปน้ี ลงในสมุดงาน
1. มนุษยใ/ ชประโยชน/จากนํา้ ในกจิ กรรมใดบาง
2. แหล;งนํา้ ท่มี นุษย/นาํ มาใชประโยชน/ ไดแกแ; หล;งใดบาง
3. ค;า ดโี อ (DO) หมายถงึ อะไร
4. นาํ้ เสียซ่งึ จะเป5นอนั ตรายต;อสิ่งมชี ีวิตในนํ้า มีค;าดโี อเทา; ไร
5. ค;าบีโอดี ( BOD) หมายถึงอะไร
6. การวดั ค;าบีโอดี จะตองนาํ นํ้าไปไวท่ีอุณหภูมิเทา; ไร เปน5 เวลาก่ีวนั
7. แหล;งทม่ี าของนํ้าเสียไดแก;แหล;งใดบาง
8. องค/ประกอบของนา้ํ เสยี ในรายต;อไปน้ีมีผลกระทบอย;างไร
ประเภท ตวั อยา% งและผลกระทบ
สารอินทรยี /
สารอนินทรยี /
โลหะหนกั และสารพษิ
นํ้ามนั และสารแขวนลอย
อณุ หภูมิ
ของแขง็
สแี ละความขน;ุ
กรดและเบส
9. ระบบบาํ บดั น้ําเสียในแต;ละกระบวนการมีวธิ ีการอยา; งไร
กระบวนการ วธิ ีการ
บาํ บัดนาํ้ เสยี ดวยวธิ ีทางกายภาพ
บาํ บดั น้ําเสียโดยวิธีทางเคมี
บาํ บัดนาํ้ เสยี โดยวิธที างชีววิทยา
10. การจดั การทรัพยากรนํา้ ซึง่ จะเปน5 ประโยชน/ทางเศรษฐกิจ และการพฒั นาอย;างยั่งยืน ทาํ อยา; งไร