The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาเลือกรักษ์ท้องถิ่น ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นายปรีดี สร้างนอก, 2020-09-17 00:17:16

วิชาเลือกรักษ์ท้องถิ่น ม.ปลาย

วิชาเลือกรักษ์ท้องถิ่น ม.ปลาย

ใบความรูที่ 5

ปาQ ไม : การใชประโยชน ปhญหา และการจัดการ

ปาQ ไมเป5นระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทางชวี ภาพ เปน5 สงั คมของสงิ่ มชี วี ติ ทีส่ ําคัญ 3 กลุ;ม ใหญๆ;
คอื

กลุมแรก เปน5 กล;ุมทม่ี คี วามสําคญั มากทสี่ ดุ ไดแก; พชื ตนไมนอยใหญ; เถาวัลย/
กลุมทสี่ อง ไดแก; พวกจลุ นิ ทรยี / ไสเดือน แมลง
กลมุ ทีส่ าม ไดแก; สตั ว/ปาI นอกจากน้ยี งั เป5นแหล;งของอนิ ทรยี ส/ าร แร;ธาตทุ ส่ี ําคญั แหลง; ตนนา้ํ ลําธาร
ชว; ยรักษาอุณหภูมิ ของโลก ควบคมุ ปรมิ าณน้ําฝน สรางสภาวะสมดุลของแร;ธาตุและสารตา; งๆ ปาI ไมของ
ประเทศไทย มีอย;ูกระจดั กระจายในทวั่ ทุกภาค และลดปริมาณลงเร่อื ยๆ
ประเภทของปQาไมในประเทศไทย
ประเภทของปIาไมจะแตกต;างกันไปขนึ้ อย;ูกบั การกระจายของฝน ระยะเวลาท่ฝี นตกรวมท้ังปริมาณ
นํ้าฝนทาํ ใหปIาแต;ละแห;งมีความช;ุมช้ืนต;างกัน สามารถจาํ แนกไดเป5น 2 ประเภทใหญ; ๆ คอื
ก. ปาI ประเภทที่ไม;ผลดั ใบ (Evergreen)
ข. ปาI ประเภทท่ีผลัดใบ (Deciduous)
ปQาประเภทที่ไมผ% ลัดใบ (Evergreen)
ปาI ประเภทน้มี องดูเขยี วชอุ;มตลอดปŠ เนื่องจากตนไมแทบทงั้ หมดท่ีขึน้ อยเ;ู ป5นประเภทที่ไม;ผลัดใบ ปาI
ชนดิ สําคัญซึ่งจดั อยู;ในประเภท น้ี ไดแก;
1. ปาQ ดงดบิ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)ปาI ดงดบิ ทม่ี ีอยท;ู ่ัวในทุกภาคของ
ประเทศ แต;ท่ีมีมากท่สี ุด ไดแก; ภาคใตและภาคตะวนั ออก ในบรเิ วณนมี้ ฝี นตกมากและมีความชืน้ มากในทองท่ี
ภาคอน่ื ปาI ดงดบิ มักกระจายอย;ูบริเวณที่มีความช;ุมชนื้ มาก ๆ เช;น ตามหุบเขาริมแมน; ํ้าลําธาร หวย แหล;งนา้ํ

และบนภเู ขา ซง่ึ สามารถแยกออกเป5นปาI ดงดิบชนิดต;าง ๆ ดังนี้
1.1 ปSาดิบชื้น (Moist Evergreen Forest) เปน5 ปIารกทึบมองดเู ขียวชอมุ; ตลอดปมŠ ีพันธุ/ไม

หลายรอยชนดิ ขึน้ เบยี ดเสียดกันอยู;มักจะพบกระจดั กระจายตัง้ แต;ความสูง 600 เมตร จากระดบั นาํ้ ทะเล ไมท่ี
สาํ คัญกค็ ือ ไมตระกูลยางตา; ง ๆ เช;น ยางนา ยางเส้ยี น สว; นไมช้นั รอง คือ พวกไมกอ เช;น กอน้ํา กอเดือย

1.2 ปSาดิบแลง (Dry Evergreen Forest) เป5นปาI ที่อยู;ในพ้นื ที่ค;อนขางราบมีความช;มุ ชน้ื นอย
เช;น ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉยี งเหนือมักอยูส; ูงจากระดบั นํ้าทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไมท่ี
สาํ คญั ไดแก; มะค;าโมง ยางนา พยอม ตะเคียนแดง กระเบากลกั และตาเสอื

1.3 ปSาดบิ เขา (Hill Evergreen Forest) ปาI ชนิดน้ีเกิดขน้ึ ในพน้ื ทีส่ งู ๆ หรือบนภูเขาตง้ั แต;
1,000-1,200 เมตร ข้นึ ไปจากระดับนาํ้ ทะเล ไมส;วนมากเปน5 พวก Gymonosperm ไดแก; พวกไมขนุ และสน
สามพันปŠ นอกจากนีย้ ังมไี มตระกลู กอข้ึนอยู; พวกไมชนั้ ทีส่ องรองลงมา ไดแก; เปงK สะเดาชาง และขมนิ้ ตน

2. ปQาสนเขา (Pine Forest) ปIาสนเขามักปรากฎอยต;ู ามภูเขาสงู สว; นใหญ;เปน5 พน้ื ทซ่ี ึง่ มคี วามสงู
ประมาณ 200-1800 เมตร ขึน้ ไปจากระดับน้าํ ทะเลในภาคเหนอื ภาคกลาง และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ บาง
ทีอาจปรากฎในพ้นื ท่ีสงู 200-300 เมตร จากระดับน้าํ ทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต ปาI สนเขามลี กั ษณะเป5นปาI
โปร;ง ชนดิ พนั ธ/ไุ มท่ีสําคญั ของปาI ชนิดนี้คอื สนสองใบ และสนสามใบ สว; นไมชนดิ อ่นื ทข่ี ึ้นอย;ูดวยไดแกพ; นั ธ/ุไม
ปาI ดิบเขา เชน; กอชนิดต;าง ๆ หรือพันธุ/ไมปIาแดงบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เปน5 ตน

3. ปาQ ชายเลน (Mangrove Forest) บางทเี รยี กว;า "ปIาเลนนา้ํ เค็ม”หรอื ปIาเลน มีตนไมข้นึ หนาแนน;
แต;ละชนิดมรี ากคํ้ายันและรากหายใจ ปIาชนิดนป้ี รากฎอยต;ู ามท่ีดนิ เลนริมทะเลหรือบริเวณปากนา้ํ แม;นํา้ ใหญ; ๆ
ซ่ึงมนี ํ้าเค็มทว; มถึงในพนื้ ทภ่ี าคใตมีอย;ตู ามชายฝOง? ทะเลทั้งสองดาน ตามชายทะเลภาคตะวนั ออกมีอย;ูทกุ จงั หวัด
แต;ท่มี ากทสี่ ุดคือ บริเวณปากนา้ํ เวฬุ อําเภอลุง จังหวัดจันทบรุ ี พนั ธุไ/ มที่ข้นึ อยูต; ามปIาชายเลน สว; นมากเปน5
พนั ธไุ/ มขนาดเล็กใชประโยชน/สําหรับการเผาถ;านและทาํ ฟนz ไมชนิดท่สี าํ คัญ คือ โกงกาง ประสัก ถั่วขาว ถวั่ ขํา
โปรง ตะบนู แสมทะเล ลาํ พนู และลําแพน ฯลฯ ส;วนไมพ้ืนล;างมักเป5นพวก ปรงทะเลเหงือกปลาหมอ ปอทะเล
และเปงK เป5นตน

4. ปQาพรหุ รอื ปาQ บึงน้าํ จดื (Swamp Forest) ปIาชนดิ นม้ี ักปรากฎในบริเวณทมี่ ีนา้ํ จืดท;วมมาก ๆ
ดินระบายนํา้ ไม;ดปี Iาพรุในภาคกลาง มีลักษณะโปรง; และมีตนไมข้นึ อยหู; ;าง ๆ เชน; สนุน; จิก โมกบาน หวายน้ํา
หวายโปรง; ระกํา ออ และแขม ในภาคใตปาI พรมุ ีขนึ้ อยต;ู ามบรเิ วณทม่ี นี าํ้ ขังตลอดปดŠ ินปาI พรุทีม่ เี น้ือท่ีมากทีส่ ดุ
อยใ;ู นบรเิ วณจงั หวดั นราธิวาสดินมี ซากพืชผสุ ลายทบั ถมกนั เปน5 เวลานานปIาพรแุ บ;งออกได 2 ลักษณะ คอื
ตามบรเิ วณซ่งึ เป5นพรนุ ํา้ กร;อยใกลชายทะเลตนเสม็ดจะข้นึ อย;หู นาแนน; พ้ืนท่ีมตี นกกชนิดต;าง ๆ เรยี ก "ปาI พรุ
เสม็ด หรือ ปIาเสม็ด" อีกลักษณะเปน5 ปIาที่มีพนั ธุไ/ มต;าง ๆ มากชนิดขึ้นปะปนกันชนิดพนั ธ/ุไมทส่ี ําคญั ของปาI พรุ
ไดแก; อนิ ทนิล นํา้ หวา จิก โสกนา้ํ กระทุ;มน้าํ กันเกรา ไมพ้ืนลา; งประกอบดวย หวาย ตะคาทอง หมากแดง
และหมากชนดิ อื่น ๆ

5. ปาQ ชายหาด (Beach Forest) เปน5 ปาI โปร;งไม;ผลัดใบข้ึนอยู;ตามบริเวณหาดชายทะเล นาํ้ ไม;ท;วม
ตามฝ?Oงดินและชายเขาริมทะเล ตนไมสําคญั ท่ีข้นึ อย;ตู ามหาดชายทะเล ตองเปน5 พชื ทนเค็ม และมักมลี ักษณะไม
เป5นพ;มุ ลักษณะตนคดงอ ใบหนาแข็ง ไดแก; สนทะเล หกู วาง โพธิ์ทะเล กระทิง ตนี เป5ดทะเล หยีนา้ํ มกั มีตนเตย

และหญาตา; ง ๆ ขน้ึ อยู;เป5นไมพนื้ ลา; ง ตามฝ?Oงดินและชายเขา มักพบไมเกตลําบิด มะคา; แต กระบองเพชร เสมา
และไมหนามชนดิ ตา; ง ๆ เชน; หนามหัน กําจาย มะดนั ขอ เปน5 ตน

ปQาประเภทท่ีผลดั ใบ (Declduous)
ตนไมทขี่ น้ึ อยูใ; นปาI ประเภทนี้เปน5 จําพวกผลดั ใบแทบทง้ั ส้ิน ในฤดฝู นปาI ประเภทนจี้ ะมองดูเขยี วชอุ;ม

พอถึงฤดูแลงตนไม ส;วนใหญ;จะพากันผลดั ใบทําใหปIามองดูโปร;งข้ึน และมักจะเกดิ ไฟปIาเผาไหมใบไมและตนไม
เล็ก ๆ ปIาชนดิ สาํ คัญซงึ่ อยใ;ู นประเภทนี้ ไดแก;

1. ปาQ เบญจพรรณ (Mixed Declduous Forest) ปIาผลัดใบผสม หรอื ปIาเบญจพรรณมี
ลักษณะเป5นปาI โปร;งและยังมีไมไผ;ชนิดตา; ง ๆ ขึน้ อยูก; ระจดั กระจายทวั่ ไปพนื้ ทด่ี ินมักเปน5 ดินรว; นปนทราย ปาI
เบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมไี มสักขึ้นปะปนอย;ทู วั่ ไปครอบคลมุ ลงมาถึงจงั หวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางใน
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือและภาคตะวันออก มีปาI เบญจพรรณนอยมากและกระจัดกระจาย พนั ธไุ/ มชนิดสําคัญ
ไดแก; สัก ประดู;แดง มะคา; โมง ตะแบก เสลา ออยชาง สาน ยม หอม มะยมหิน มะเกลือ สมพง เกด็ ดํา เก็ด
แดง ฯลฯ นอกจากนี้มีไมไผท; ี่สําคัญ เช;น ไผป; Iา ไผบ; ง ไผ;ซาง ไผร; วก ไผไ; ร เปน5 ตน

2. ปQาเตง็ รงั (Declduous Dipterocarp Forest) หรือท่ีเรยี กกนั วา; ปาI แดง ปาI แพะ ปาI โคก
ลักษณะทัว่ ไปเป5นปาI โปรง; ตามพนื้ ปาI มักจะมี ตนแปรง และหญาเพ็ก พืน้ ท่ีแหงแลงดนิ ร;วนปนทราย หรือกรวด
ลกู รัง พบอย;ูทวั่ ไปในที่ราบและที่ภเู ขา ในภาคเหนอื สว; นมากข้นึ อย;ูบนเขาท่ีมดี นิ ตน้ื และแหงแลงมากในภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ มีปาI แดงหรือปIาเต็งรังนี้มากทสี่ ุด ตามเนินเขาหรอื ทรี่ าบดินทรายชนิดพันธุไ/ มท่ีสาํ คญั ใน
ปIาแดง หรือ ปIาเต็งรงั ไดแก; เตง็ รัง เหยี ง พลวง กราด พะยอม ตวิ้ แตว มะคา; แต ประด;ู แดง สมอไทย
ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟKา ฯลฯ สว; นไมพน้ื ล;างท่ีพบมาก ไดแก; มะพราวเต;า ปมุI แปKง หญาเพ็ก ปรงและหญา
ชนิดอนื่ ๆ

3. ปาQ หญา (Savannas Forest) ปาI หญาที่อยูท; ุกภาคบรเิ วณปIาท่ถี ูกแผวถางทําลายบริเวณ
พ้ืนดินที่ขาดความสมบูรณแ/ ละถกู ทอดท้ิง หญาชนดิ ต;าง ๆ จงึ เกดิ ข้นึ ทดแทนและพอถึงหนาแลงกเ็ กิดไฟไหมทํา
ใหตนไมบรเิ วณขางเคยี งลมตาย พ้นื ท่ปี Iาหญาจึงขยายมากขึน้ ทุกปŠ พชื ทพี่ บมากทีส่ ดุ ในปIาหญาก็คือ หญาคา
หญาขนตาชาง หญาโขมง หญาเพก็ และปIุมแปงK บรเิ วณที่พอจะมคี วามชนื้ อย;บู าง และการระบายนาไดดีก็
มกั จะพบพงและแขมข้ึนอย;ู และอาจพบตนไมทนไฟขน้ึ อย;ู เชน; ตบั เต;า รกฟKา ตานเหลือ ต้วิ และแตว

ประโยชนทีไ่ ดรับจากปQาไม
มนุษย/ไดรบั ประโยชนจ/ ากปIาไมมากมาย ซ่งึ แยกออกเป5น 2 ประเภทใหญๆ; คอื
1. ประโยชนท% ่ีไดจากปSาไมโดยตรง เรานาํ ผลิตภณั ฑ/จากปIามาใชเปน5 ป?จจยั สี่ในการดํารงชีวติ

ประจาํ วนั มาสรางที่อยู;อาศัย เคร่ืองเรือน ใชเป5นเชือ้ เพลิง เปน5 อาหาร ยา เคร่ืองน;ุงหม;
2. ประโยชนท% ่ีไดรับจากปSาโดยออม ไดแก; เปน5 แหลง; ตนนาํ้ ลําธาร เป5นแหลง; หมนุ เวียนของระบบ

นเิ วศ ชว; ยใหเกิดการหมนุ เวยี นของคารบ/ อน ไนโตรเจน น้าํ และแรธ; าตอุ ื่นๆ ลดความรนุ แรงของพายุ และนํา้
ท;วม ช;วยในการดดู ซับนา้ํ ปอK งกันการพงั ทลายของดนิ เปน5 แหลง; ทอี่ ยู;ของสัตว/ปาI
สัตวปาQ คือ สัตวท/ ่ีอาศัยอยใ;ู นปIาตามธรรมชาติ เช;น ชาง มา เสือ กวาง ฯลฯ

สาเหตุตา% งๆทที่ าํ ใหสตั วปQาสูญพนั ธุ คือ
1. การกระทําของมนุษย/ ไดแก;การล;าสัตว/ เพ่ือเอาเนื้อ หนัง เขา ฯลฯ หรือลา; เปน5 เกมกีฬา
2. ภัยธรรมชาติ เชน; วาตภยั แหงแลง โรคระบาด
3. ลกั ษณะรูปร;างของสตั วแ/ ละพฤติกรรม เช;น มีเขาระเกะระกะ เคลือ่ นไหวชาทําใหหลบศตั รูไม;ทัน
4. การต้งั ทองและการคลอดลูก เชน; แรด กวา; จะมลี ูกแต;ละคร้ังใชเวลาช;วงละประมาณ 4 - 5 ปŠ

การสงวนพนั ธสุ ตั วปQา
มีสัตวป/ Iาหลายชนดิ ท่สี ูญพนั ธ/ุไปแลว เช;น สมนั ซงึ่ เป5นกวางชนดิ หนึ่งมีอยู;ในประเทศไทยเพยี งแห;ง

เดียวในโลก ทางรฐั บาลจึงไดออกพระราชบญั ญัตสิ งวนและคมุ ครองสัตว/ปIา เม่ือวนั ท่ี 26 ธนั วาคม 2503 เปน5
ฉบับแรก และเม่ือวันที่ 19 กมุ ภาพันธ/ 2535 มกี ารประกาศใหใชพระราชบัญญตั ิ สงวนและคมุ ครองสัตว/ปาI
ฉบับใหม; โดยกาํ หนดให " สตั ว/ปIา" หมายถึงสตั ว/ทกุ ชนิด ไม;ว;าสตั วบ/ ก สัตว/นํา้ สัตว/ปŠก แมลง หรอื แมง ซ่งึ โดย
สภาพธรรมชาติย;อมเกดิ และดํารงชีวติ อยใู; นปIา หรอื ในนาํ้ และใหหมาย ความรวมถึง ไข;ของสตั ว/ปIาเหลา; น้นั ทุก
ชนิดดวย
พระราชบญั ญัตสิ งวนและคมุ ครองสัตวปQา ปr พ.ศ. 2535 ไดกําหนดสัตว/ปIาสงวนและสตั วป/ าI คุมครองไวดงั นี้

1. สตั ว=ปาT สงวน เปน5 สัตวท/ หี่ ามล;าหรอื มีไวในครอบครองอยา; งเดด็ ขาด มที ้ังหมด 15 ชนิด คือ
1.นกเจาฟKาหญิงสริ ินธร
2.แรด
3.กระซู;
4.กปู รีหรือโคไพร
5. ควายปIา
6.ละองหรือละม่ัง
7.สมนั หรือเนอื้ สมนั
8. เลยี งผาหรือเยอื งหรือกูราหรอื โคราํ
9.กวางผา
10.นกแตวแรวทองดาํ
11.นกกระเรียน
12.แมวลายหนิ อ;อน
13.สมเสรจ็
14.เกงหมอ
15.พะยูนหรือหมนู าํ้

2. สัตวปQาคมุ ครอง เป5นสตั ว/ทห่ี ามล;าหรือมไี วครอบครองนอกจากไดรบั อนญุ าต ในประเภทของ
สตั วป/ Iาคมุ ครองท่เี พาะพันธุไ/ ด ซ่ึงแบง; ออกเป5นหมวดตา; งๆ ไดแก; พวกสตั วเ/ ล้ยี งลกู ดวยนม สตั ว/ปาI จาํ พวกนก

สัตว/ปIาจาํ พวกสัตวเ/ ลื้อยคลาน และพวกสตั ว/น้าํ
นอกจากน้ยี งั มีการสงวนพันธส/ุ ตั ว/แต;ละชนิดเป5นครั้งคราว เช;น ในขณะวางไข; ชว; งการผสมพนั ธุ/

ของสตั ว/

ปhญหาเกี่ยวกับปQาไม
ปญ? หาเกีย่ วกับปาI ไม ปIาไมมีคุณคา; มหาศาลทง้ั ในเชิงนเิ วศวิทยาและเชิงเศรษฐกิจ ปจ? จุบนั ปIาไม

ของประเทศไทยถูกทําลายไปมาก จากการลกั ลอบตดั ไมทําลายปIา และการบุกรุกพน้ื ที่ปIาไมเพอ่ื การเขา
ประโยชนท/ ไี่ ดรับจากปาI ไม ปญ? หาเก่ยี วกับปาI ไม ผลจากการทําลายปาI ไม การจดั การทรัพยากรปIาไม
ครอบครองท่ีดิน ความตองการใชท่ีดินทาํ กินเพื่อก;อสรางที่อยูอ; าศยั การทําไรเ; ล่ือนลอย การจัดสรางระบบ
สาธารณูปโภค เช;น การสรางเข่อื น อ;างเก็บน้าํ การส;งเสริมการเพาะปลูกหรือเล้ยี งสตั ว/ ลวนเป5นปญ? หาที่
กอ; ใหเกดิ การทําลายปIาไมทั้งสิ้น

ในอดีตประเทศไทยเคยมีปาI ไมอุดมสมบรู ณ/ แต;ในปจ? จบุ ันปIาไมเหลอื อยู;ประมาณรอยละ 20
เท;านัน้ ปาI ไมหลายแห;งอย;ูในสภาพไมส; มดุลและยากท่ีจะกลบั คนื สส;ู ภาพปกติได

การจัดการทรพั ยากรปาQ ไม
การลดลงของทรัพยากรปIาไมในประเทศไดส;งผลกระทบต;อ ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอม

อืน่ ๆ ต;อเน่ืองกนั เป5นลูก โซจ; นนาํ ไปสูป; ?ญหาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความ มน่ั คงของประเทศ การ
จัดการทรัพยากรปIาไมจึงเป5นภารกิจ เร;งด;วนของภาครฐั ทจ่ี ะตอง ดําเนินการแกไขปญ? หา วิกฤติ การณ/ ของปาI
ไมไว ดงั น้ี

1. กําหนดนโยบายแหงชาติ ใหมแี นวทางการจัดการ และ พัฒนาทรพั ยากรไมในระยะยาว
กําหนดใหมีพนื้ ทปี่ าI ทัว่ ประเทศอยา; งนอยรอยละ 40 ของพ้ืนทีป่ ระเทศทัง้ หมด ทงั้ เพ่อื การอนรุ ักษ/และเพ่อื ใช
ประโยชน/ในเชิงเศรษฐกิจ โดยรัฐไดกาํ หนดพื้นท่ีปาI ทีเ่ หลอื อยูท; ั้งหมดเป5นปIาอนุรักษ/ โดยเรง; ประกาศพ้ืนท่ีปาI
สงวนแห;งชาติทค่ี งสภาพเปน5 ปาI อย;ู ใหเปน5 อทุ ยานแหง; ชาติ เขตอนรุ กั ษพ/ นั ธ/สุ ตั วป/ Iา วนอุทยานแหง; ชาติ สวน
พฤกษศาสตร/ สวนรกุ ขชาติ เขตหามล;าสัตว/ปาI และปIาชายเลนอนุรกั ษ/ เปน5 ตน

2. ดาํ เนนิ การจัดต้งั เปนZ พ้ืนท่ีอนุรักษ% ไดแก; สง; เสรมิ การปลูกปIา สงวนปาI บาํ รงุ ปาI จดั ต้ัง
อทุ ยานแหง; ชาติและพัฒนาฟˆzนฟูปาI ทเ่ี สื่อมโทรม

3. กําหนดช้ันของคณุ ภาพลุมนํ้า เพ่ือเปน5 การวางแผนใชทรัพยากรธรรมชาตทิ กุ ชนดิ ในเขต
ลุ;มนํา้ แบง; เขตการใชประโยชน/ตามป?จจยั ทางกายภาพของพ้ืนท่ี กาํ หนดมาตรการใชท่ีดินใหสอดคลองกนั เพอ่ื
การอนุรักษแ/ ละพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ

4. สงเสริม ประชาสมั พนั ธ% และใหการศึกษา เพ่ือใหเยาวชนและประชาชนไดตระหนกั ถงึ
ความสําคญั และประโยชนข/ องทรัพยากรปIาไม ตลอดจนช;วยกนั ดูแลรักษาทรัพยากรปIาไมไว ใหเป5นสมบตั ขิ อง
ชาตสิ ืบไป

ใบงานที่ 5

ใหตอบคําถามตอ; ไปน้ี ลงในสมดุ งาน

1. ปาI ไม มสี งิ่ มชี วี ติ ทีส่ ําคัญอย;ู 3 กล;ุม ไดแกส; ิ่งใดบาง
2. ใหนักเรยี นสรปุ เก่ยี วกบั ปIาไมแตล; ะประเภทลงในตาราง

ประเภท ลกั ษณะสาํ คญั บรเิ วณทพี่ บ ชนิดพรรณไม

ปาI ดิบชน้ื

ปาI ดบิ แลง

ปIาดิบเขา

ปIาชายเลน

ปาI เบญจพรรณ

ปาI เตง็ รงั /ปIาแพะ

ปIาชายหาด

ปIาพรุ/ปIาบึง

ปาI สนเขา

3. จงบอกประโยชนข/ องปIาไมทง้ั ทางตรงและทางออมมาอย;างนอย 5 ขอ
4. สตั ว/ปาI สงวนตาม พรบ.สงวนและคมุ ครองสตั ว/ปIา ปŠ 2535 มกี ช่ี นิด อะไรบาง
5. รัฐไดกําหนดแนวทางแกไขป?ญหาวกิ ฤติการณ/ปาI ไม ไวอยา; งไรบาง

ใบความรูท่ี 6

ดนิ : การใชประโยชน ปญh หา และการจดั การ

ดนิ เป5นทรัพยากรธรรมชาตพิ ื้นฐาน เป5นแหลง; กาํ เนิดของ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เชน; ปIาไม พชื
ตา; งๆ แรธ; าตุ สตั ว/ เป5นตน มนุษยไ/ ดใชประโยชน/จากพน้ื ดินเป5นแหล;งท่อี ยู;อาศัย การเพราะปลกู และเลีย้ งสตั ว/
ดนิ เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ตามธรรมชาติ โดยการสลายตัวของแรธ; าตุรวมตัวกบั อินทรยี /สาร เกดิ เป5นเนือ้ ดนิ
ซ่ึงมีการเปลี่ยนแปลงสมบตั ิและองค/ประกอบอย;ูตลอดเวลาเปน5 ผลมาจาก การเปล่ยี นแปลงอุณหภมู ิ ความชื้น
กระแสลม กระแสนาํ้ ตลอดจนการกระทาํ ของมนษุ ย/

ช้นั ของดิน
ดินเกิดจากการเปลยี่ นแปลงของหินมาเปน5 เวลาชานาน มีอินทรีย/สารซึ่งเกิดจากการสลายตัวของ

ซากพืช ซากสตั ว/ท่เี รยี กวา; "ฮิวมสั " สิ่งมีชีวิตในดินเป5นตวั การสําคญั ในการย;อยสลายซากพชื ซากสัตว/ ดนิ ช้นั
บน จะเปน5 ดินที่อดุ มสมบูรณ/กว;าดินที่อยชู; น้ั ลา; ง

ช้ันผิวดนิ เป5นชนั้ ของอินทรียวตั ถุทีม่ ีใบไม กง่ิ ไมทเ่ี พิ่งร;วงหลน; ลงมาเริ่มผุพงั บางแลว
ดนิ ชน้ั บน เปน5 ช้นั ของฮิวมสั ซากพชื ซากสัตว/ แร;ธาตบุ างชนดิ
ดินช้ันลาง เปน5 ดนิ ทีม่ กี ารทบั ถม ดนิ ละเอยี ด มรี ากไม
วตั ถุกาํ เนดิ ดิน เปน5 ชนั้ ที่เกิดจากการสลายตวั ผุพังทง้ั ทางกายภาพและทางเคมขี องชนั้ ดินดาน ซาก
อนิ ทรียวัตถุ
หินดนิ ดาน ประกอบดวยกอนหินกอนใหญ;เรยี งกนั ที่เรม่ิ ผุพัง

ส่ิงมีชีวิตในดนิ
ดินเปน5 แหล;งท่อี ยอ;ู าศัยของสิง่ มชี วี ิต ในดนิ จงึ พบสง่ิ มชี วี ติ อาศยั อย;ูมากมายหลายชนดิ ต้งั แต;

ขนาดเล็กมองดวยตาเปลา; ไม;เห็น ไดแก; พวกจุลนิ ทรยี / เชน; แบคทีเรยี รา สัตวข/ นาดเลก็ ต;างๆ เชน; หนอน
ปลวก หอยทาก กงิ้ กือ มดสงิ่ มีชวี ิตตา; งๆ เหลา; น้มี ีบทบาทในการรกั ษาความอดุ มสมบรู ณ/ของดนิ สรางวฎั จักร
ของอินทรยี วัตถุและปรับปรุงโครงสรางของดนิ สงิ่ มชี วี ติ บางพวกชว; ยในการย;อยสลายและไถพวนดิน เช;น

หนอน ไสเดือนฝอย ซง่ึ เปน5 ประโยชนต/ ;อการปรับปรงุ คุณภาพของดนิ แต;บางพวกกเ็ ป5นศัตรพู ชื และสตั ว/ เชน;
รา ทําใหรากพชื เน;า ไสเดินฝอยกดั กนิ รากพืชทําใหผลผลติ ลดลง

นํ้าในดิน
นํา้ ในดิน คือ นํา้ ที่อย;ใู นช;องว;างระหว;างเม็ดดนิ มคี วามสําคญั มากตอ; การปลูกพืช เนื่องจากนํ้าในดนิ

มสี ารละลายของเกลือแรธ; าตุอาหารของพชื ดงั น้นั จงึ มักเรียกนาํ้ ในดนิ ว;า สารละลายดนิ ซึ่งพชื จะดดู เขาไปทาง
รากเพ่ือนาํ ไปใชในกิจกรรมต;าง ๆ ภายในพชื ถาปรมิ าณน้ําในดินลดลงถึงจุด ๆ หนงึ่ จนรากพชื ไมส; ามารถดูด
นา้ํ ขึน้ ไปได พชื จะแสดงอาการเหยี่ วเฉาและตายในทสี่ ดุ แต;ถาปรมิ าณน้ําในดนิ มีมากเกนิ ไปจะมีผลทาํ ให
ปริมาณชอ; งว;างในดินลดลงไปดวย เนื่องจากนาํ้ ไปแทรกอย;ูตามรูพรนุ ของดิน รากพชื จะขาดออกซเิ จนสําหรับ
หายใจ เม่อื ปล;อยท้ิงไวเป5นระยะเวลานาน ๆ พืชกจ็ ะตายเช;นเดียวกนั

อากาศในดนิ
อากาศในดนิ อยูใ; นช;องว;างระหว;างเม็ดดนิ ในส;วนท่ีไม;มีน้ํา อากาศในดนิ มสี ;วนประกอบแตกตา; งไป

จากอากาศในชั้นบรรยากาศ เนื่องจากปริมาณของกาr ซคาร/บอนไดออกไซดท/ เี่ ปน5 องคป/ ระกอบของอากาศในดนิ
มมี ากกว;าในชัน้ บรรยากาศและปริมาณของกrาซออกซเิ จนของอากาศในดนิ มนี อยกวา; ในชั้นบรรยากาศ ซ่งึ ราก
พืชจะใชเฉพาะกาr ซออกซิเจนเทา; นนั้ สําหรบั การหายใจและการแพร;กระจาย ขยายเซลล/ของรากพืช ดงั น้นั จงึ
ตองมีการจัดการใหดินมชี ;องว;างสาํ หรบั ระบายอากาศ
ดิน ทเี่ หมาะแก;การเพาะปลูก จะประกอบดวย อนนิ ทรยี /วตั ถุ(แรธ; าตุ) รอยละ 30-50 อนิ ทรียวตั ถุ ประมาณ
รอยละ 5 น้ําประมาณ รอยละ 25 อากาศประมาณ รอยละ 25

ประโยชนของดนิ
ดนิ มปี ระโยชนม/ ากมายมหาศาลต;อมนุษย/และส่ิงมชี วี ิตอืน่ ๆ คือ
1. ประโยชนต% อการเกษตรกรรม เพราะดนิ เป5นตนกําเนิดของการเกษตรกรรมเป5นแหลง; ผลติ

อาหารของมนุษย/ ในดนิ จะมีอินทรยี วตั ถแุ ละธาตุอาหารรวมท้งั นาํ้ ท่จี ําเปน5 ต;อการเจริญเติบโตของพืช อาหารที่
คนเราบรโิ ภคในทกุ วันนม้ี าจากการเกษตรกรรมถึง 90%

2. การเลย้ี งสตั ว% ดนิ เปน5 แหลง; อาหารสัตวท/ ั้งพวกพืชและหญาท่ีขึ้นอยู; ตลอดจนเป5นแหล;งทอี่ ย;ู
อาศัยของสัตว/บางชนดิ เช;น งู แมลง นาก ฯลฯ

3. เปZนแหลงที่อยอู าศัย แผน; ดินเป5นทีต่ ง้ั ของเมือง บานเรือน ทําใหเกิดวัฒนธรรมและอารยธรรม
ของชมุ ชนตา; ง ๆ มากมาย

4. เปนZ แหลงเก็บกักน้ํา เนอ้ื ดนิ จะมีส;วนประกอบสาํ คัญ ๆ คือ ส;วนที่เปน5 ของแข็ง ไดแก; กรวด
ทราย ตะกอน และสว; นทเ่ี ปน5 ของเหลว คือ นาํ้ ซึ่งอยู;ในรูปของความชนื้ ในดินซ่งึ ถามอี ย;ูมาก ๆ ก็จะกลายเป5น
นาํ้ ซึมอย;ูคอื นํ้าใตดนิ นํา้ เหล;าน้จี ะค;อย ๆ ซมึ ลงท่ตี ํ่า เชน; แมน; ้าํ ลําคลองทําใหเรามีน้าํ ใชไดตลอดปŠ

ชนดิ ของดนิ
อนุภาคของดนิ จะรวมตัวกันเขาเกิดเป5นเมด็ ดิน อนภุ าคเหล;านี้จะมขี นาดไม;เท;ากัน ขนาดเลก็ ทส่ี ุดคือ

อนภุ าคดนิ เหนียว อนุภาคขนาดกลางเรียกอนุภาคทรายแปKง อนภุ าคขนาดใหญ;เรยี กว;า อนภุ าคทรายเนื้อดนิ
จะมอี นภุ าคทงั้ 3 กลม;ุ น้ผี สมกันอยใ;ู นสัดส;วนท่ีไม;เท;ากนั ทําใหเกดิ ลกั ษณะของดิน 3 ชนดิ ใหญ; ๆ คอื ดนิ เหนยี ว
ดินทราย และดนิ รว; น

1. ดินเหนียว เปน5 ดนิ ทเ่ี ม่ือเปŠยกแลวมีความยืดหย;นุ อาจป?ˆนเปน5 กอนหรือคลึงเปน5 เสนยาวไดเหนียว
เหนอะหนะตดิ มือ เปน5 ดินท่มี ีการระบายน้าํ และอากาศไม;ดี มีความสามารถในการอุมนํา้ ไดดี มคี วามสามารถใน
การจับยึดและแลกเปลย่ี นธาตอุ าหารพืชไดสูง หรอื ค;อนขางสงู เปน5 ดนิ ทม่ี ีกอนเนื้อละเอียด เพราะมีปรมิ าณ
อนภุ าคดนิ เหนยี วอยู;มาก เหมาะที่จะใชทํานาปลูกขาวเพราะเก็บน้าํ ไดนาน

2. ดินทราย เป5นดินทมี่ ีการระบายนาํ้ และอากาศดีมาก มีความสามารถในการอุมน้าํ ตํ่า มีความอดุ ม
สมบูรณต/ ่าํ เพราะความสามารถในการจับยดึ ธาตุอาหารพืชมนี อย พืชที่ช้ันบนดนิ ทรายจงึ มักขาดทั้งอาหารและ
นา้ํ เป5นดินท่ีมเี น้ือดินทรายเพราะมปี รมิ าณอนุภาคทรายมาก

3. ดนิ รวน เปน5 ดนิ ทม่ี ีเนื้อดนิ คอ; นขางละเอียดนุ;มมือ ยดื หยุ;นไดบาง มกี ารระบายนํ้าไดดีปานกลาง
จดั เปน5 เน้อื ดนิ ท่เี หมาะสมสาํ หรับการเพาะปลกู ในธรรมชาติมกั ไม;ค;อยพบ แต;จะพบดินที่มเี นือ้ ดนิ ใกลเคยี งกัน
มากกวา; สีของดนิ สีของดินจะทาํ ใหเราทราบถงึ ความอดุ มสมบรู ณป/ ริมาณอนิ ทรยี วตั ถทุ ปี่ ะปนอย;ูและแปร
สภาพเปน5 ฮิวมัสในดนิ ทาํ ใหสีของดินต;างกนั ถามีฮวิ มสั นอยสจี ะจางลงมคี วามอุดมสมบรู ณน/ อย

คุณสมบัติและคุณภาพของดิน
ดนิ เปน5 สารผสมทปี่ ระกอบดวยอนภุ าคของสารหลายชนดิ และ สดั ส;วนในการผสมจะแตกต;างกันไป

ตามสภาพภูมปิ ระเทศ สภาพภมู ิอากาศ วัตถตุ นกาํ เนิดของดนิ และปริมาณองคป/ ระกอบต;างๆ ในดิน ทาํ ใหดิน
ในแตล; ะบริเวณแตกต;างกันไปคณุ สมบตั ิของดินทีม่ ักนาํ มาพิจารณากาํ หนดคุณภาพของดินไดแก; ลักษณะของ
ดนิ ปลูก ปริมาณ แร;ธาตใุ นดนิ ค;า pH ของดนิ ดนิ ทัว่ ไปมีค;า pH อยรู; ะหวา; ง 3-9 ดินมสี ภาพเปน5 กลางมีค;า pH
7 ถาคา; pH สูงกว;า 7 จะมสี ภาพเปน5 กรด แต;ถาตํา่ กว;า 7 มีสภาพเป5นด;าง ดินที่เปน5 กรด-ดา; ง จะไม;เหมาะต;อ
การเพาะปลกู คุณสมบัติของดนิ ทต่ี า; งกนั เป5นสงิ่ กาํ หนดว;าแตล; ะพื้นทคี่ วรใช สาํ หรับกิจกรรมใด เชน; การเกษตร
การปลกู สรางที่อย;ูอาศัย การคมนาคม

ปhญหาเกี่ยวกับดิน
ป?ญหาเกีย่ วกบั ดินทพี่ บในประเทศไทยมหี ลายประการ ไดแก; ดนิ เปร้ยี วจัด ดนิ เค็มจดั ดนิ ทรายจดั

ดนิ พรุ หนาดินตื้น เปน5 ตน แต;ในท่นี ้จี ะกล;าวถงึ ปญ? หาใน 2 ลกั ษณะ คอื ปญ? หาการชะลางพงั ทลายของดนิ และ
ปญ? หามลภาวะของดนิ

1. การชะลางพงั ทลายของดนิ สาเหตขุ องการชะลางพงั ทลายของดนิ อาจเกิดขึ้นเองตาม
ธรรมชาติ เช;น การชะลาง การกดั เซาะ ของนํา้ และลม การเคลอื่ นท่ีของดนิ การถลม; ของดนิ เป5นตน และอาจ
เกดิ ข้ึนจากการกระทาํ ของมนุษย/ เชน; การตดั ไมทําลายปIา การเผาปIา การเพาะปลูกพชื ที่ผดิ วธิ ี การไถพรวน
ดินที่ไม;ถกู วธิ ี เปน5 ตน ในประเทศไทยมีป?ญหาความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดินอย;ูในข้ันวกิ ฤติ กรม

พัฒนาท่ีดนิ ไดประมาณการไวมากถึง 134.5 ลานไร; ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะประสบป?ญหามากท่สี ุด
รองลงมาคอื ภาคเหนือ ภาคใต และภาคกลางตามลาํ ดบั

2. มลภาวะของดนิ (soil potlution) หมายถึง ดนิ ท่คี ุณสมบตั เิ ปล่ียนแปลงไปทาํ ใหดนิ เส่ือม
คุณภาพ มีทั้งขาดความอุดมสมบรู ณ/ เกิดการพังทลายของหนาดนิ และเกิดการสะสมตวั ของสารพิษในดิน
กอ; ใหเกิดอันตรายต;อมนษุ ย/ พืชไมเ; จริญเติบโต ผลผลิตทางการเกษตรลดลง มลภาวะของดินเกิดจากสาเหตุ
หลายๆ สาเหตุ คอื การมีสารพษิ ในดิน เชน; มีโลหะหนกั มีสารประกอบท่ีเป5นพษิ ซึ่งอาจทาํ ใหดินเค็ม ดิน
เปรยี้ ว ดนิ เป5นดา; ง หรอื เกิดจากการกระทําของมนุษย/ เชน; การไถพรวนดนิ การเติมแรธ; าตุตา; งๆ ลงไปในดิน
เชน; การใส;ป‰ุย ยาปราบศตั รพู ืช การทําเหมืองแร; ซึง่ ทําใหของเสียและสารพษิ ตกคางอย;ใู นดนิ ทาํ ใหคณุ สมบัติ
ของดนิ เปลยี่ นแปลงไปและเกิดมลภาวะของดนิ

ดนิ เปรีย้ ว หรือดินกรด (Acid soil) หมายถึง ดินท่ีมีค;า pH วัดไดตาํ่ กว;า 7.0 ดังนั้น ดนิ เปรี้ยวจัด (Acid
sulfate soil) จึงเปน5 ดนิ เปรี้ยวหรอื ดนิ กรดชนดิ หน่ึง แตม; คี วามหมายแตกต;างจากดนิ กรดโดยทว่ั ๆ ไป หรอื ดนิ
กรดธรรมดา หนังสอื คําบัญญัตศิ พั ท/ ภูมิศาสตร/ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน (พ.ศ. 2523) ไดใหความหมายวา; acid
sulfate soil หมายถึง ดินเปรี้ยวจัด ดนิ กรดจดั หรือดนิ กรดกํามะถนั

วธิ ีการ " แกลงดิน " ตามพระราชดาํ ริ
วิธกี ารปรับปรุงดินอันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริ "แกลงดนิ " สามารถเลอื กใชได 3 วิธกี ารตามแตส; ภาพ

ของดินและความเหมาะสม คือ
1. การใชนาํ้ ชะลางความเปZนกรด : เปน5 การใชนํา้ ชะลางดินเพ่ือลางกรดทาํ ใหคา; pH เพม่ิ ขนึ้ โดย

วิธกี ารปลอ; ยนาํ้ ใหทว; มขังแปลง แลวระบายออกประมาณ 2-3 ครง้ั โดยท้งิ ช;วงการระบายน้าํ ประมาณ 1-2
สปั ดาห/ต;อครง้ั ดนิ จะเปรย้ี วจัดในช;วงดินแหงหรือฤดแู ลง ดังน้ันการชะลางควรเรมิ่ ในฤดูฝนเพอ่ื ลดปริมาณการ
ใชนา้ํ ในชลประทาน การใชนาํ้ ชะลางความเป5นกรดตองกระทาํ ต;อเนื่องและตองหวงั ผลในระยะยาวมิใชก; ระทาํ
เพยี ง 1-2 คร้ังเทา; นั้น วิธีการน้ีเป5นวธิ ีการทงี่ ;ายท่ีสดุ แตจ; ําเป5นตองมีนาํ้ มากพอท่จี ะใชชะลางดินควบคไู; ปกับการ
ควบคมุ ระดับนาํ้ ใตดนิ ใหอย;ูเหนือดินเลนทมี่ ีไพไรท/มากเมอ่ื ลางดินเปรีย้ วใหคลายลงแลวดนิ จะมคี ;า pH เพิ่มขนึ้
อกี ทั้งสารละลายเหลก็ และอลูมิเนียมท่ีเปน5 พิษเจือจางลงจนทาํ ใหพชื สามารถเจรญิ เติบโตไดดี

2. การแกไขดินเปร้ียวดวยการใชปนู ผสมคลกุ เคลากบั หนาดิน ซง่ึ มวี ิธกี ารดังขั้นตอนตอ; ไปน้ีคือ ใช
วัสดุปูนทหี่ าไดงา; ยในทองที่ เชน; ใชปนู มาร/ล (marl) สําหรบั ภาคกลางหรือปูนฝุIน (lime dust) สาํ หรับภาคใต
หว;านใหทวั่ 1-4 ตนั ต;อไร; แลวไถแปรหรือพลิกกลบดนิ ปรมิ าณของปูนท่ีใชขน้ึ อยู;กับความรนุ แรงของความเปน5
กรดของดิน

3. การใชปนู ควบคูไปกับการใชนํ้าชะลางและควบคมุ ระดับน้ําใตดิน เปน5 วธิ ีการท่ีสมบรณู /ทส่ี ดุ และใช
ไดผลมากในพน้ื ท่ีซงึ่ เปน5 ดนิ กรดจัดรุนแรงและถูกปล;อยทงิ้ ใหรกรางว;างเปล;าเปน5 เวลานาน

การอนรุ ักษดิน
การอนุรกั ษด/ ิน เป5นการใชประโยชน/จากดนิ อยา; งชาญฉลาด คุมค;า และถูกตองตามหลกั วิชาการ

เกษตรกรรมสมัยใหม; โดยมงุ; เนนการพงั ทลายของดิน การรกั ษาคุณภาพของดนิ เพื่อใหไดผลผลติ สูงสดุ การใช

พื้นทถี่ ูกตองตามศักยภาพของ ดนิ ในแตล; ะพืน้ ท่ี การอนุรกั ษด/ นิ ทําไดหลายวิธี ดงั นี้
1. การปลูกพชื คลมุ ดนิ จะเปน5 การช;วยยึดดนิ ลดแรงปะทะของลม ฝน ควรเลอื กพชื ทจ่ี ะนาํ มา

ปลูกคลมุ ดินเป5นใบหนา มีรากมากและลกึ เชน; พืชตระกูลถว่ั ซึง่ นอกจากจะช;วยยึดดนิ แลวยังช;วยตรงึ
ไนโตรเจน ในอากาศ ทาํ ใหดินมคี วามอุดมสมบูรณ/เพ่ิมขึ้น

2. การปลูกพชื หมุนเวยี น เป5นการปลูกพชื มากกว;าสองชนดิ สบั เปลยี่ นลงท่ดี นิ แปลงเดียวกัน
เนอ่ื งจากการปลกู พืชชนิดเดยี วกันซํา้ หลายๆ ครัง้ จะทาํ ใหขาดแร;ธาตแุ ละสารอาหารบางชนิด ช;วยลดโรค
ระบาดของพืช ช;วยปอK งกันการชะลางพังทลายของดนิ และช;วยเพ่มิ ผลผลติ

3. การปรับปรุงดิน เปน5 การใส;ปย‰ุ ลงในดินทง้ั ป‰ยุ หมัก ปย‰ุ คอก ปยุ‰ สด หลงั จากท่ีปลกู พชื บนที่ดนิ แลว
หลายๆ ครง้ั เพอ่ื เพิ่มแร;ธาตุ สารอาหารในดิน ทําใหดินระบายนํ้าและอากาศไดดีขน้ึ

4. การปลกู พืชแบบวนเกษตร หรือไรน; าสวนผสมสามารถทําได 3 แบบ คือ การปลูกไมยืนตน ควบคู;
กับพืชเกษตร การปลูกไมยนื ตนควบคกู; บั พชื อาหารสัตวแ/ ละเล้ยี งสตั ว/ และการปลูกไมยืนตนควบค;กู ับพืชเกษตร
และเล้ียงสัตว/ ซ่งึ จะช;วยลดการพงั ทลายของดนิ ช;วยรกั ษาสมดลุ ของธาตุอาหารในดนิ และชว; ยเก็บความช;มุ ช้ืน
ในดนิ

5. การปลูกพืชแบบข้ันบนั ได เป5นการสรางคันดินใหมลี ักษณะเหมือนขั้นบนั ได เพ่อื ปลูกพืช จะช;วยลด
ความลาดเทของพนื้ ท่ี ลดอัตราการไหลบา; ของนํ้าบนผวิ ดิน ลดการพงั ทลายของดิน สามารถเก็บกักความชื้นไว
ได ทําใหดินมสี ภาพโครงสรางทด่ี พี ืชสามารถนําไปใชประโยชน/ไดเต็มท่ี

6. การปอ\ งกนั การพงั ทลายของหนาดนิ หนาดนิ จะเป5นดินทมี่ คี วามอดุ มสมบูรณ/ เหมาะแกก; าร
เพาะปลูก ดินจะเสื่อมถาหากวา; หนาดินถูกชะพาไป เพราะดินชน้ั ล;างไม;สมบรู ณ/

7. การเลือกใชประโยชนจ% ากดนิ ใหเหมาะสมกบั ลกั ษณะของดิน ควรเลอื กใชประโยชนจ/ ากทด่ี นิ ให
เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะทํา เช;น การเพาะปลกู การเลีย้ งสัตว/ ทอ่ี ยู;อาศัย และตองไดสัดส;วนสมดุลเหมาะสม
กนั เพื่อรักษาระบบนเิ วศตาม ธรรมชาตแิ ละคณุ ภาพ ของส่ิงแวดลอม

ระบบนเิ วศในนาขาว

สง่ิ มชี ีวิตในระบบนิเวศนาขาว ไดแก; ตนขาว หนู ตั๊กแตน กบ งู นกเคาแมว คน อาจแยก
ความสัมพันธ/ไดดังนี้
จากผงั ท่ี 1 ตนขาวถกู ต๊ักแตนกิน ตก๊ั แตนถูกกบกนิ กบถูกงูกิน งูถกู คนกิน
และผงั ท่ี 2 ตนขาวถูกหนูกิน หนูถูกงูกนิ งถู ูกนกเคาแมวกิน

จากแผนผัง แสดงวา; ตนขาวเป5นผูผลติ ตกั๊ แตนเป5นผบู รโิ ภคพชื หรือผูบริโภคอนั ดบั แรก กบเป5นผบู รโิ ภคสัตว/
อนั ดับแรกหรือผูบรโิ ภคอนั ดบั สอง งเู ปน5 ผบู รโิ ภคสัตว/อนั ดบั สองหรือผูบรโิ ภคอันดบั สาม คนเปน5 ผูบริโภคสัตว/
อนั ดับสามหรือผูบรโิ ภคอนั ดับสห่ี รือผูบริโภคอนั ดับสุดทาย

ในขณะที่มีการกนิ กันเปน5 ทอดๆ มกี ารถา; ยทอดพลงั งานท่ีแตกต;างกันออกไป เช;น
• ตั๊กแตนกินตนขาวมีการถา; ยทอดพลงั งานจากผผู ลิตโดยตรง
• เม่อื กบกนิ ต๊ักแตน กบไดรบั การถา; ยทอดพลงั งานจากผบู รโิ ภคอันดบั แรก
• เมอ่ื งูกนิ กบ งไู ดรบั การถ;ายทอดพลังงานจากผบู รโิ ภคอนั ดับทสี่ อง
• เมอื่ คนกินงู คนไดรบั การถ;ายทอดพลังงานจากผูบริโภคอันดับสามหรอื ผูบริโภคอนั ดบั
สดุ ทาย

จากรูป (ข) แสดงว;าตนขาวถูกหนูกนิ งกู ินหนู และนกเคาแมวกนิ งู การกนิ กันเป5นทอดๆน้เี รยี กวา; หว% งโซ%
อาหาร ( Food chain) วธิ ีการเขยี นโซ;อาหาร เรมิ จากสิงมีชวี ติ ท่ีถกู กนิ มีหัวลกู ศรช้ีไปยังตวั กิน (หัวศร
ลักษณะคลายชอนเขาปากผูบรโิ ภค) เขียนต;อไปเปน5 ทอดๆจนหมดโซ;อาหาร

โซอ% าหาร ประกอบดวยส่งิ มีชวี ิตทท่ี าํ หนาที่ตา; งกันโดยเริม่ จากพืชที่มีหนาทีส่ รางอาหารดวย
กระบวนการสังเคราะห/ดวยแสง โดยใชน้ําและแกrสคาร/บอนมอนออกไซดโ/ ดยมีพลังงานจากแสง ทําใหเกดิ การ
สะสมนํา้ ตาลและแผงอย;ูในส;วนต;างๆของพืช พืชจึงถูกจดั เป5นผผู ลิต พืชจะถูกกนิ โดยผูบริโภคพชื หรอื สัตวฺกนิ
พืช เช;น ต๊ักแตน หนู กระต;าย กวาง ฯลฯ กนิ เปน5 อาหาร ผบู ริโภคพชื จงึ ไดรับพลงั งานในสารอาหารมา
จากพืช ผูบรโิ ภคถูก กบ งู สงิ โต จระเข กนิ เป5นอาหาร สัตวเ/ หลา; น้คี ือ ผบู ริโภคสัตว/ ซึง่ ไดรับพลังงาน
ถา; ยทอดมาจากผบู ริโภคพืช สัตว/บางชนดิ สามารถบริโภคไดทง้ั พชื และสตั ว/ สตั ว/ชนดิ นจี้ ึงเรยี กว;า ผูบริโภค
พืชและสัตว/ เช;น คน แมว สัตว/ทจ่ี บั สตั ว/อน่ื กินเปน5 อาหารโดยการล;า เรียกว;าผลู ;า สตั ว/ท่ถี กู จับกนิ เป5น
อาหารเรยี กว;า เหยื่อ และยงั จดั ผูบรโิ ภคแยกออกเป5นผูบริโภคอนั ดับแรก คอื ผบู รโิ ภคพืช ส;วนสตั ว/กนิ เนอื้
ซึง่ เปน5 ผบู ริโภคอนั ดับสดุ ทาย คอื ผูบริโภคทีก่ นิ สัตว/

ในแต;ระบบนิเวศมีหลายโซ;อาหารอยร;ู วมกันโดยสง่ิ มีชีวติ ชนิดหนึ่งอาจเป5นส;วนประกอบของโซ;อาหาร
ไดหลายโซ;อาหาร ความสัมพันธ/ของโซ;อาหารหลายๆโซเ; รยี กว;าสายใยอาหาร(Food Web)ดงั ตวั อย;าง

สง่ิ มชี ีวิตในหว; งโซ;อาหารมีความสัมพนั ธใ/ นการเปน5 อาหารของสตั วอ/ ่นื และขณะเดยี วกนั กก็ ินสตั วอ/ ่ืนเปน5 อาหาร
ดวย

• ขาว ขาวโพด กหุ ลาบ จดั เป5นผูผลิต
• หนนู า ตักแตน ผเี สื้อ แมลงวัน เปน5 ผูบริโภคอนั ดบั แรกหรือผบู ริโภคพืช
• สุนัขจิงจอก เหยยี่ ว กบ แมลงปอ นก เป5นผบู รโิ ภคอนั ดบั สองหรือผูบรโิ ภคสตั ว/
• กบ เป5นผูบรโิ ภคอนั ดบั 3 เมอื่ กบั กินแมลงปอ
• งู เป5นผูบรโิ ภคอันดับ 3 เม่ืองูกินกบ กบกินตกั แตน ซึง่ กินพืช
• เหย่ยี วเป5นผบู รโิ ภคอันดับ 4 เมอ่ื เหย่ยี วกินงู ซ่งึ งูกินกบ กบกินตกั แตน

ในธรรมชาติยงั มสี งิ่ มชี ีวิตอีกชนิดหนง่ึ คือผยู ;อยสลายสารอินทรยี /ทาํ หนาท่ยี ;อยสลายซากสิ่งมชี วี ติ ที่
ตายหรอื ของเสยี ของส่งิ มชี วี ติ ทอ่ี ยใ;ู นระบบนเิ วศ ผูย;อยสลายไดแก; แบคทเี รีย เหด็ รา
ผูยอ; ยสลายอินทรีย/สารมีแพร;กระจายอยู;ทัว่ ไปในดินในนาํ้ ในอากาศเม่ือผูย;อยสารย;อยซากสิง่ มีชวี ติ ต;างๆแลวได
สารอนนิ ทรีย/ พืชสามารถนาํ สารอนนิ ทรียเ/ หล;านัน้ มาใชไดอีกเปน5 การถ;ายทอดสารเป5นวฏั จักรอยู;ในระบบนเิ วศ
แบคทเี รยี เหด็ รา ซึ่งเป5นผูยอ; ยสลายอินทรยี /สารมนุษย/ไดนาํ ผูย;อยสารอินทรยี ส/ ารหลายชนดิ ไปใชใน
ชวี ิตประจําวนั เช;น นาํ แบคทเี รียบางชนดิ ไปผลิตนมเปร้ยี ว นํา้ สมสายชู ราบางชนิดนําไปผลิตทเ่ี ปน5 ยา เชน; เห็ด
หลนิ จอื หรือยา เพนิซิลลนิ ที่สรางโดยราเพนซิ ินเลยี ม เหด็ หลายชนดิ นาํ ไปใชเปน5 อาหารเชน; เหด็ เผาะเหด็ โคลน
เหด็ หอมแต;ราหลายชนิดทําใหเกดิ โรคไดทั้งในพืชและสตั ว/รวมทัง้ เห็ดอีกหลายชนิดเปน5 พิษหากนําไปใชเปน5
อาหารอาจทําใหถึงตายไดโดยเฉพาะเหด็ ท่ีมีสีสวยและเห็ดรูปร;างแปลกๆ

ในระบบนิเวศที่คอ; นขางสมดุจ หมายความว;า ไม;ตองรบั สารจากนอกระบบยกเวนพลังงานจากดวง
อาทติ ยด/ ังน้ันในระบบนิเวศนั้นๆตองมสี ิ่งมชี วี ติ ทง้ั 3 กลมุ; คอื ผูผลติ ผูบริโภค และผยู อ; ยสลาย ซงึ่ ตองมจี ํานวน
มากพอประมาณอีกทั้งยังตองมสี ายใยอาหารท่ีซบั ซอน คอื ผูบรโิ ภคแตล; ะชนดิ สามารถกินอาหารไดหลายชนดิ
ดังน้ันเมื่อเหย่ือชนิดใดชนดิ หน่งึ หายไปจากระบบนิเวศผูบริโภคก็ยงั มเี หยอ่ื ชนิดอน่ื เป5นอาหารไดอีกอย;างไรก็
ตามการเปล่ยี นแปลงในระบบนิเวศยงั คงเกิดขึน้ ไดเช;นผูบริโภคเพม่ิ จาํ นวนมากข้นึ จํานวนเหย่อื กต็ องลดลงแต;
การเปล่ียนแปลงในระบบนเิ วศทสี่ มดุจตองใชเวลาค;อนขางนานยกเวนสภาพแวดลอมที่เปล่ียนแปลงอย;าง
กะทันหนั เช;น ไฟไหม นา้ํ ท;วม แผ;นดินถล;ม พายหุ มนุ เป5นตน

ในระบบนเิ วศท่ีมสี ่งิ มชี ีวิต คอ; นขางนอยชนิดโซ;อาหารมนี อยไมซ; ับซอนทาํ ใหสายใยอาหารไมซ; ับซอน
ดวยผลู า; แตล; ะชนิดอาจกนิ เหยอ่ื เพยี งชนดิ เดียวดังนั้นเมื่ออาหารหรอื เหย่ือหมดไปผูล;าก็ตองตายหรือออกไปหา
อาหารนอกระบบนิเวศนัน้ ๆเปน5 เหตุใหบางพื้นท่ี ท่ที าํ การเกษตรกรรมขนาดใหญ; เชน; การปลกู ปIาสัก หรอื การ
ทําสวนยาง เมื่อมีศัตรูพชื ระบาด ตนสักหรอื ตนยาง พืชท่ีเป5นผผู ลิตทัง้ หมด อาจถูกทาํ ลายลงจนเกิดการขาดแข
ลนอาหารทาํ ใหส่งิ มีชีวิตชนิดอนื่ ทเี่ ป5นผบู รโิ ภคในระดับต;างๆในระบบนิเวศเดียวกันอาจตายไปพรอมกันหมดได
เช;นกนั

ใบงานที่ 6

ใหตอบคําถามตอ; ไปนี้ ลงในสมุดงาน

1. ดนิ มกี ําเนดิ มาอยา; งไร
2. องคป/ ระกอบของดนิ ที่มคี วามเหมาะสมกบั การปลูกพืชมีสดั สว; นอย;างไร
3. ฮวิ มสั หมายถงึ อะไร
4. ชน้ั ดินทเ่ี รียกว;าวตั ถุตนกาํ เนดิ ดิน มลี กั ษณะอย;างไร
5. ดนิ ช้นั ใดมฮี วิ มสั ซากพชื ซากสัตว/ทผี่ ุพังแลว
6. สิ่งมีชวี ิตท่ีอาศัยอยูใ; นดนิ ไดแก;อะไรบาง
7. สง่ิ มีชีวิตทอี่ าศัยอย;ูในดิน มีบทบาท ความสาํ คญั อย;างไร
8. อากาศในดนิ กบั ในช้นั บรรยากาศแตกตา; งกันอย;างไร
9. มนษุ ยไ/ ดอาศยั ใชประโยชนจ/ ากดนิ อย;างไรบาง
10. ป?ญหามลภาวะของดนิ ( soil pollution ) มสี าเหตเุ น่ืองมาจากสาเหตใุ ดบาง
11. ดนิ เปรยี้ วมีสาเหตุจากอะไร แกไขไดอย;างไร
12. การปลกู พชื ตระกูลถ่วั เป5นการช;วยอนรุ ักษด/ ินอย;างไร
13. การปลูกพืชแบบวนเกษตรหรือไรน; าสวนผสมมวี ธิ ีการทําอย;างไร
14. การปลกู พชื แบบข้นั บนั ไดมีประโยชน/อย;างไร
15. ในกรุงเทพมหานครมีการใชประโยชน/จากดินเหมาะสมหรอื ไม;อย;างไร อธิบาย

ใบความรทู ่ี 7

การสํารวจ และอนรุ ักษสง่ิ แวดลอมในทองถนิ่

การสํารวจระบบนิเวศในทองถ่ิน

การศกึ ษาระบบนิเวศในทองถิ่น เปน5 กระบวนการจดั กจิ กรรมประสบการณ/ เพื่อใหผเู รียนเกดิ การ
เรียนรู ตระหนกั ในคุณค;าของระบบนิเวศและสิ่งแวดลอมที่อยู;ใกลตัว เหน็ แนวทางปKองกันแกไขปญ? หาที่เกิดข้ึน
พรอมทีจ่ ะเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมของตนเองใหมีสว; นรว; มในการแกไขปญ? หา สภาพแวดลอมในทองถิน่ สามารถ
ใชเป5นแหล;งเรียนรเู กยี่ วกับระบบนเิ วศ ไดอย;างงา; ยๆ ซงึ่ ขน้ึ อย;ูกบั สภาพแวดลอมของแต;ละทองถ่นิ แหลง; ศกึ ษา
ระบบนเิ วศ อาทิ สระนาํ้ สวนหยอ; ม สวนปIา เป5นตน

แนวทางการศกึ ษาระบบนเิ วศบรเิ วณทองถน่ิ มีขั้นตอน ดังน้ี

1. ขั้นสาํ รวจ
1.1 ผสู อนใหความรูพ้ืนฐานเก่ยี วกับระบบนเิ วศ องคป/ ระกอบของระบบนิเวศ ความสมั พนั ธ/ในระบบ

นเิ วศ และการเปล่ียนแปลงในระบบนเิ วศ
1.2 แบง; ผเู รยี นออกเป5นกล;มุ ตามความสมัครใจ เฉลย่ี จํานวนคนตามปรมิ าณผูเรยี น แต;ละหองเรยี น
1.3 กําหนดจุดศึกษา โดยพิจารณาว;ามคี วามเหมาะสมและมเี น้ือหาสาระเพียงพอทจี่ ะใหความรเู ร่ือง

ระบบนิเวศไดผสู อนตองสํารวจสถานท่ที จี่ ะกําหนดเปน5 จุดศึกษาอย;างละเอยี ด
1.4 สง่ิ ที่ตองใหผเู รยี นศึกษา ผูสอนควรมีแบบปฏบิ ตั ิกจิ กรรมใหกับผูเรยี น เพื่อจะไดเขาใจกรอบของ

การศึกษาว;าควรจะศึกษาเรื่องใดบาง
1.5 ระดมสมองกาํ หนดขอควรปฏิบตั ทิ เี่ หมาะสม เช;น ความปลอดภัยของผูเรยี นและ วธิ ีการศกึ ษาท่ี

จะทําใหไดขอมูลตามทีต่ องการ
1.6 เตรียมเอกสารขอมลู อปุ กรณ/ ในการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม เชน; ดินสอ ปากกา แว;นขยายถุงพลาสติก

เปน5 ตน

2. ขัน้ เรียนรู
2.1 ผูเรียนแตล; ะกลมุ; ศึกษาระบบนิเวศตามจุดศกึ ษาที่ไดกําหนดไว
2.1.1 สระนาํ้ หลังอาคารเรยี น
2.1.2 สวนหยอ; มหรือแปลงดอกไม
2.1.3 สวนปาI หรือบริเวณทองถน่ิ
2.1.4 ซากไม;ผุ
2.2 ใหผเู รียนตอบขอคาํ ถามทีไ่ ดจากการสังเกตโดยการจดบันทกึ ขอมลู ในแตล; ะแหลง; ทไี่ ดศึกษา

2.3 ใหผเู รยี นแต;ละกล;ุมกลับมารายงานผลในหองเรียนระหว;างการศึกษา สาํ รวจผูเรียนพบเหน็ สิ่งใดที่
น;าสนใจบาง ปญ? หาอปุ สรรคที่เกดิ ขึน้ โดยใหผูเรยี นแลกเปล่ียนขอคิดเหน็ ระหว;างกลุม;

2.4 ใหผเู รยี นสรุปผลจากการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ดงั นี้
2.4.1 สรุปเกี่ยวกับองคป/ ระกอบทางกายภาพของระบบนิเวศ เช;น ปริมาณแสงแดดในสวนปาI

ยอ; มมนี อยกว;าแปลงดอกไม
2.4.2 สรปุ เกย่ี วกบั ขอมูลที่ไดจากแหลง; ศึกษา อาทิ ผผู ลติ ผบู ริโภค องคป/ ระกอบของระบบ

นิเวศในแต;ละจดุ ท้ังใกลเคยี งและแตกต;างกนั เช;น ผผู ลติ ของสวนปาI เปน5 ตน ไมใหญ; ผูผลติ ในสระน้ําจะเป5น
จําพวกผกั ตบชวาและผักบงุ

2.4.3 สภาพปญ? หาทส่ี ง; ผลกระทบต;อระบบนเิ วศของแหล;งท่ศี กึ ษา
2.4.4 ห;วงโซอ; าหารในบริเวณทศ่ี ึกษา ผเู รยี นสามารถสังเกตและบันทึก เกย่ี วกบั ห;วงโซอ; าหาร
อย;างหลากหลาย

3.ขั้นประเมินผล
3.1 ประเมนิ ผลจากแบบบันทกึ ขอมลู และการนําเสนอรายงาน ของแต;ละกล;มุ
3.2 นําภาพวาดเกยี่ วกับหว; งโซ;อาหาร จดั บอร/ดนิทรรศการหนาชนั้ เรยี น

4.ขนั้ นาํ ไปใช เปน5 ข้นั ทผ่ี เู รียนสามารถนาํ ความรูทีไ่ ดศึกษาจากแหล;งเรียนรูไปใชในชวี ติ ประจาํ วัน

5.ขัน้ ประยุกตความรูและเผยแพรผ% ลงาน เปน5 ข้ันนาํ ความรูท่ไี ดจากการเรียนรู จดั ทําโครงงาน เพอ่ื แกป?ญหา
ในสงิ่ ที่พบและนําเสนอในรปู นทิ รรศการ

ตวั อย%าง

แบบสํารวจระบบนิเวศ

คาํ สง่ั : ใหผูเรยี นสํารวจระบบนเิ วศโดยรอบ กศน.ตําบลแลวบนั ทึกขอมลู ตามแบบฟอร/มทกี่ ําหนดให

ตอบคําถาม ขอ 1-3 กอ% นออกไปสํารวจระบบนเิ วศ
1. ระบุแหลง; ระบบนเิ วศท่ีจะไปสํารวจ……………………………………………………………………………………………………
2. ผูเรียนคดิ ว;าจะเจออะไรบางในสถานที่ทีผ่ เู รยี นไปสาํ รวจ (อธบิ ายพอสังเขป)
……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ผเู รยี นจะมีวธิ ีการตรวจสอบความถกู ตองของขอมูลใน ขอ 2 ไดดวยวิธีใด
………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แบบบนั ทึกการสํารวจระบบนเิ วศ

ส่ิงมชี วี ิตท่พี บ สิง่ ไมม; ชี ีวิตที่พบ ลักษณะการอาศัยอย;ูรว; มกัน

(ช่ือ/บริเวณทพ่ี บ/ปรมิ าณ) (ชอื่ /บรเิ วณท่พี บ/ปรมิ าณ) (อธิบายพอสงั เขป)

ภาพบริเวณระบบนิเวศที่สํารวจ

ใบงาน เรอ่ื ง ระบบนเิ วศ

ตวั อยา% งโครงการอนรุ ักษสิง่ แวดลอมใน กศน.ตาํ บล

1. ชอ่ื งาน / โครงการ อาสาสมัครอนรุ กั ษ/พลังงาน
2. หลักการและเหตุผล

ปจ? จบุ นั มีการใชพลงั งานไฟฟKาอยา; งฟมุI เฟzอย ใน กศน.ตาํ บล ตอนช;วงพักกลางวนั บางครงั้ ไม;มีกิจกรรม
การเรียนรู แตม; ีการเปดo ไฟเปoดพดั ลมท้ิงไว ทําให กศน.ตาํ บลตองจ;ายคา; ไฟในแต;ละเดือน จาํ นวนมาก และ
ประเทศชาติตองสนิ้ เปลืองทรัพยากรในการผลิตไฟฟKา เปน5 จาํ นวนมาก ถาลดการส้นิ เปลอื งดงั กล;าวได จะช;วย
ประหยดั งบประมาณของ กศน.ตําบลและประหยัดทรัพยากรของชาตไิ ดทางหนึ่ง
3. วตั ถปุ ระสงค

3.1 เพ่ือลดปรมิ าณการใชพลังงานไฟฟาK ใน กศน.ตําบล
3.5 เพื่อปลูกฝ?งเจตนคติที่ดีทางดานการอนรุ ักษพ/ ลังงานและทรพั ยากรธรรมชาติ
ใหกบั เยาวชนไทย
4. ระยะเวลาดาํ เนนิ การ 4-31 มกราคม 2550
5. ขนั้ ตอนการดาํ เนนิ งาน
1. รับสมัคร ผูสนใจเขาร;วมโครงการ
2. จัดอบรมใหความรู หลังเลิกเรียน วนั ท่ี 11 ม.ค. 55 เวลา 15.00 -16.00 น.
3. ส;งอาสาสมคั รออกปฏิบตั กิ าร ระหว;าง 15- 26 ม.ค. 55

4. จัดมอบรางวลั อาสาสมัครดีเดน; 29 ม.ค. 55
5. สรปุ โครงการ 30 -31 ม.ค. 55

6. งบประมาณ 20 บาท
ค;าถ;ายเอกสารประชาสมั พันธ/โครงการ 50 บาท
ค;านํ้าสําหรบั ผเู ขารับการอบรม 100 บาท
คา; ของรางวลั 130 บาท
คา; อุปกรณ/ทําแฟKมสรปุ งาน 300 บาท
รวมเปน5 เงนิ

7. ผรู ับผดิ ของงาน / โครงการ ( กล;ุม รักษ/กศน.)
นายสมชาย เดก็ ดี นายสมบัติ รักเรยี น
นางสาวสมศรี เรียบรอย นางสาวสมทรง ยอดขยนั

8. ผลทีค่ าดว%าจะไดรับ (สิ่งที่ไดรับนอกเหนือจากวัตถปุ ระสงค/)
8.1 เกิดสมั พนั ธภาพอนั ดี ระหวา; งร;นุ พี่ รนุ; นองใน กศน.ตาํ บล
8.2 นกั เรียนมเี จตคติทีด่ ตี ;อการรักษาสมบัติของสว; นรวม

การเขยี นโครงงาน

1. วางแผนจัดทาํ โครงงานวิทยาศาสตร/ทีน่ า; สนใจอยากรูมา 1 โครงงาน โดยดําเนินการดงั น้ี
1) - ระบุประเดน็ ท่ีสนใจ/อยากรู/อยากแกไขป?ญหา ( 1 ประเดน็ )
- ระบเุ หตผุ ลท่ีสนใจ/อยากรู/อยากแกไขป?ญหา ( ทําไม )
- ระบุแนวทางทส่ี ามารถแกไขป?ญหานีไ้ ด ( ทาํ ได )

2. ระบผุ ลดหี รือประโยชน/ทางการแกไขโดยใชกระบวนการท่ีระบุ (พิจารณาขอมลู จากขอ 1) มาเปน5 ชอ่ื
โครงงาน โดย
1) ระบุช่อื โครงงานท่ตี องการแกไขป?ญหาหรือทดลอง
2) ระบเุ หตุผลของการทําโครงงาน (มวี ัตถุประสงคอ/ ย;างไร ระบเุ ปน5 ขอ ๆ )
3) ระบุตัวแปรทต่ี องการศึกษา ( ตวั แปรตน ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคมุ )
4) ระบคุ วามคาดเดา (สมมตฐิ าน) ทีต่ องการพิสจู น/

3. จากขอมลู ตามขอ 2) ใหนักศึกษาเขยี นเคาโครงโครงงานตามประเด็นดังน้ี

1) ช่ือโครงงาน ………................................................................................................

2) ที่มาและความสาํ คัญของโครงงาน………...............................................................

3) วตั ถปุ ระสงค/ของโครงงาน………..........................................................................

4) ตวั แปรท่ีตองการศึกษา ………............................................................................

5) สมมตฐิ านของโครงงาน ………............................................................................

6) วสั ดุอุปกรณ/และงบประมาณทีต่ องใช

6.1 วสั ดอุ ุปกรณ/...........................................................................................

6.2 งบประมาณ...........................................................................................

7) วธิ ีดําเนนิ งาน ( ทาํ อย;างไร )

8) แผนการปฏบิ ตั งิ าน ( ระบุกิจกรรม วนั เดือนปŠ และสถานทที่ ่ีปฏบิ ัติงาน )

กิจกรรม วนั เดอื นปŠ สถานท่ีปฏบิ ัตงิ าน หมายเหตุ

9) ผลท่คี าดว;าจะไดรบั (ทาํ โครงงานนแ้ี ลวมีผลดีอยา; งไรบาง).........................................
10) เอกสารอางองิ (ใชเอกสารใดบางประกอบในการคนควาหาความรูในการทําโครงงานนี้)
4. นาํ เคาโครงทจ่ี ดั ทาํ แลวเสรจ็ ไปขอคาํ ปรกึ ษาจากอาจารย/ทีป่ รกึ ษา แลวขออนุมตั ดิ าํ เนนิ งาน
5. ดําเนนิ ตามแผนปฏิบตั ิงานทีก่ ําหนดในเคาโครงโครงงาน พรอมบันทึกผล
1) สภาพปญ? หาและแนวทางแกไข (ถามี) ในแต;ละกิจกรรม

ใบงานที่ 7

ใหนกั ศึกษาเลือกทํากจิ กรรม 1 กจิ กรรม จากกิจกรรมที่ กําหนดให โดยเร่ิมจากการเขยี นขออนมุ ตั ิโครงการ
ดําเนนิ การ รายงานผล และแสดงผลการจดั กิจกรรมใหผเู กย่ี วของไดทราบ

1. โครงการสํารวจระบบนิเวศในทองถิ่น
2. โครงการอนุรักษส/ ิง่ แวดลอมในทองถนิ่
3. โครงงานเกย่ี วกับระบบนเิ วศ

แบบทดสอบหลงั เรียน

1.ระบบนิเวศหมายถึงอะไร
ก. เปน5 ความสมั พนั ธ/ของสิง่ มีชวี ิตต;างๆกับบริเวณแวดลอมของส่งิ มชี ีวิตและมีการถ;ายทอดไปตามลาํ ดบั
. พลังงานจากแสงอาทติ ย/ ซง่ึ เป5นไป ตามกฎ ของเทอรโ/ มไดนามิกส/
. การกินกันเป5นทอด ๆ เร่มิ ต้ังแต;ผผู ลิต ผูบริโภคพชื ผูบริโภคสตั ว/ตามลาํ ดับ
. ลกั ษณะการกนิ กนั ซับซอนประกอบดวยหว; งโซ;อาหารมากมาย

2.โครงสรางของระบบนิเวศ มีก่ีหน%วย
ก. 2 หน;วย คอื ส่งิ ไม;มชี วี ติ ผูบรโิ ภค
ข. 2 หน;วย คือ ส่ิงไม;มีชีวิต ผูผลิต
ค. 2 หน;วย คือ สิ่งไมม; ชี วี ิต สง่ิ มีชีวติ
ง. 2 หน;วย คอื สิ่งไม;มีชีวิต ผยู ;อยสลาย

3. ขอใดจดั เปน9 ห%วงโซ%อาหาร
ก. เหยี่ยว-->พืช-->ผเี สื้อ-->นก
ข.เหย่ยี ว-->นก-->ผเี สอ้ื -->พืช
ค. นก-->เหยีย่ ว-->นก-->ผเี สอื้
ง. ผีเสือ้ -->พืช-->นก-->เหยี่ยว

4.กลวยไมเกาะบนตนไมใหญ% จัดเป9นความสัมพนั ธแบบใด
ก. ภาวะปรสิต
ข. ภาวะพ่ึงพา
ค. ภาวการณ/อยร;ู ;วมกัน
ง. ภาวะลา; เหย่ือ

5. หมดั กัดสนุ ขั และ ยุงกัดคน จัดเปน9 ความสมั พันธแบบใด
ก. ภาวะอยู;ร;วมกนั
. ภาวะพ่งึ พา
. ภาวะล;าเหยอ่ื
. ภาวะปรสติ

6. การทดแทนแบง% ออกเปน9 ก่ี ชนดิ
ก. 3 ชนิด
ข. 1 ชนิด
ค. 2 ชนดิ
ง. 4 ชนิด

7. การทดแทนบนเกาะเซิรตซี เป9นการทดแทนแบบใด
ก. เปน5 การ ทดแทนในพื้นทซี่ ่ึงเคยมีสง่ิ มีชวี ติ มากอ; นแลว แตไ; ดถูกทาํ ลายบางส;วน
ข. เปน5 การทดแทนที่ เกดิ ขึ้นในบรเิ วณทยี่ ังไมม; ี สง่ิ มีชีวติ มาก;อน หรือเคยมีสงิ่ มีชีวิตมาแลว
ค. เป5นการเปล่ยี นแปลงแทนท่ี ท่เี กิดจากการระเบิดของภเู ขาไฟกลางทะเล
ง. เป5นปจ? จัยทางสภาพภายนอก หรอื ทางกายภาพ

8. ชนิดของระบบนิเวศจัดออกเป9นกีก่ ลุ%ม
ก. 2 กล;ุม
ข. 3 กลมุ;
ค. 4 กลมุ;
ง. 5 กลมุ;

9. ถาตัดตนไม จะทําใหเกดิ สิ่งใดตามมา
ก. น้ําปาI ไหลหลาก สิ่งมีชีวิตตาย
ข. แผ;นดนิ ไหว ภเู ขาไฟระเบิด
ค. เกดิ สึนามิ ส่ิงมชี ีวิตตาย
ง. ภาวะเรอื นกระจก

10. ผูบรโิ ภคอันดับ 2 คอื ขอใด
ก. หนอน
ข. แมลง
ค. กบ
ง. งู

11. ขอใดไมใ% ชก% ระบวนการในวฏั จกั รน้าํ
ก. การระเหย
ข. การคายน้ํา
ค. การควบแน;น
ง. การย;อยสลาย

12. พืชไดรับคารบอนมากท่ีสุดโดยวธิ ใี ด
ก. การหายใจ
ข. การสังเคราะห/แสง
ค. การคายนาํ้
ง. การดดู นํา้ แร;ธาตใุ นดนิ

13. สัตวไดรับคารบอนโดยวิธีใด
ก. การหายใจ
ข. การกนิ พชื เปน5 อาหาร
ค. ขบวนการย;อยสลาย
ง. การสังเคราะหแ/ สง

14. ธาตอุ ะไรท่พี ืชตองการมากทีส่ ุด
ก. ออกซเิ จน
ข. ไนโตรเจน
ค. คาร/บอนไดออกไซด/
ง. ฮเี ลยี ม

15. ขอใดเป9นผูบริโภค ประเภท Herbivore
ก. เสอื
ข. วัว
ค. สิงโต
ง. มนุษย/

16. มนษุ ย จดั เปน9 ผบู รโิ ภคประเภทใด
ก. Herbivore
ข. Omnivore
ค. Carnivore
ง. Scarvenger

17. ระบบนเิ วศท้ังหลายมารวมกันเรียกวา% อะไร
ก. ภาวะมกี ารอิงอาศยั (commensalism)
ข. โลกของสงิ่ มชี วี ติ (biosphere)
ค. ภาวะท่ตี องพึง่ พา (mutualism)
ง. กลุ;มสิง่ มีชวี ติ (community)

18. ระบบนเิ วศมีขนาดใหญ%ระดบั โลกคือขอใด
ก. สายใยอาหาร
. หว; งโซอ; าหาร
. ชีวาลัย
. ผบู ริโภค

19. ขอใดถอื ว%าเป9นอิทธิพลของปจh จัยชีวภาพตอ% ส่ิงมีชีวติ
ก. หอยโข;งลายฝง? ตวั ใตดิน
ข. หอยทากเกาะตามตนกลา
ค. จ้งิ จกเปล่ยี นสีใหเขากับฝาหอง
ง. นกเคาแมวออกหากินในตอนกลางคืน

20. ขบวนการย%อยสลายไม%มีความสําคญั ในเหตุการณขอใด
ก. พชื นาํ สารอาหารไปใชในการเจรญิ เติบโต
ข. ซากพชื และซากสัตวเ/ นา; เปzOอย
ค. การเปลีย่ นสารอินทรียใ/ หเปน5 สารอนินทรีย/
ง. นา้ํ ไหลบา; จากภูเขาลงสูแ; ม;น้ําลําคลอง ทะเล และมหาสมทุ ร

เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน

1. ก. เปน5 ความสมั พันธ/ของสิ่งมชี ีวติ ตา; งๆกับบริเวณแวดลอมของสง่ิ มีชวี ติ และมีการถ;ายทอดไปตามลําดบั
2. ค. 2 หนว; ย คือ ส่งิ ไมม; ชี ีวิต สิ่งมีชวี ิต
3. ข. เหย่ียว-->นก-->ผเี สอ้ื -->พืช
4. ค. ภาวะการอย;ูร;วมกนั
5. ง. ภาวะปรสิต
6. ค. 2 ชนิด
7. ค. เปน5 การเปลยี่ นแปลงแทนที่ ทีเ่ กดิ จากการระเบิดของภูเขาไฟกลางทะเล
8. ข. 3กลุม;
9. ก. น้าํ ปาI ไหลหลาก ส่งิ มีชวี ิตตาย
10. ก. หนอน
11. ค. การย;อยสลาย
12. ข. การสงั เคราะห/แสง
13. ข. การกินพชื เปน5 อาหาร
14. ข. ไนโตรเจน
15. ข. วัว
16. ข. Omnivore
17. ข. โลกของสง่ิ มีชีวิต (biosphere)
18. ก. สายใยอาหาร
19. ข. หอยทากเกาะตามตนกลา
20. ง. นํ้าไหลบา; จากภเู ขาลงสแู; ม;นา้ํ ลาํ คลอง ทะเล และมหาสมุทร


Click to View FlipBook Version