ผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานทมี่ีตอ่การคิดแก้ปัญหา ของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ The Effects of Project-Based Learning on Problem-Solving Thinking of NFE Students, Phra Pradaeng District, Samut Prakan Province ชุติสรา ทุมโยมา 1 ธัญชนก วรรณทอง 1 ประชากร สืบเพ็ง 1 นันท์นภัสร์ ศรีวิเชียร 1 Chootisara Thumyoma 1 Thanchanok Wanthong 1 , Prachakorn Sueppeng 1 Nannapat Sriwichian 1 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานที่มีต่อการคิด แก้ปัญหาของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียว โดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ลงทะเบียนเรียน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 รายวิชาการพัฒนาอาชีพให้มี ความเข้มแข็ง จ านวน 20 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อการคิดแก้ปัญหา ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ E1 /E2 = 84/81 และ2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบทดสอบก่อนเรียน และแบบทดสอบหลังเรียน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า การคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาที่ได้รับการเรียนรู้แบบโครงงานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.1 ค าส าคัญ : การจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน , การคิดแก้ปัญหา , กศน.อ าเภอพระประแดง Abstract The purpose of this research was to study the effects of project-based learning on student problem-solving thinking in non-formal and informal education in Phra Pradaeng District. This research is semi-experimental with a single target group. The pretest and posttest were applied. The sample group in this research was the 20 junior high school NFE students in Phra Pradaeng District who registered for study in the first semester of the academic year 2022 on the course of strengthening career development. Simple random sampling was used. The tools used in the research were: 1) the tools used in the experiment were project-based
2 learning plans that focused on problem-solving, which was as effective as E1/E2 = 84/81; and 2) the tools used to collect data in this research include a pretest and posttest. The reliability was 0.89. The statistics used to analyze the data were mean, percentage, standard deviation, and t-test dependent. The research results found that students who used project-based learning after studying had significantly higher problem-solving thinking than they had before studying at the 0.1 level. Keywords: project-based learning management, problem-solving, NFE Phra Pradaeng District ค าน า ความส าคัญและที่มาของปัญหา ในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยน สู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ส่งผลด้านการจัดการศึกษาต้องผลิตและพัฒนาศักยภาพนักศึกษาด้วยองค์ความรู้ที่จ าเป็น ต่อการเรียนรู้ ดังนั้นการจัดศึกษาและการเรียนรู้ควรมีเป้าหมายส าคัญในการพัฒนาคนในฐานะพลเมืองให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการด ารงชีวิต อย่างสมดุล มีทักษะจ าเป็นและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข การเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมแรงบันดาลใจให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย การเรียนรู้เพื่อบ่มเพาะ ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการรังสรรค์สิ่งใหม่ ๆ การเรียนรู้เพื่อปลูกฝังจิตสาธารณะ ยึดประโยชน์ ส่วนรวม และการเรียนรู้เพื่อการน าไปปฏิบัติ มุ่งสร้างการท างานให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พึ่งพาตนเองได้ และด าเนินชีวิตอย่างมีความสุข (สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล,2561) หลักสูตรและวิธีการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ควรจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง มิใช่การจดจ าเนื้อหาวิชา เน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง และลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงและต่อยอดความรู้นั้นได้ด้วยตนเอง ผู้สอนต้องสามารถสร้าง และออกแบบสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่มีบรรยากาศเกื้อหนุนและเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย การเชื่อมโยงความรู้หรือแลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชนและสังคมโดยรวม จัดการเรียนรู้ผ่านบริบทความเป็นจริง และการสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าถึงสื่อเทคโนโลยี เครื่องมือ และแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ จากเหตุผลดังกล่าว ทักษะเพื่อการด ารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 จึงมีสาระการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) จึงควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วยแนะน า และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ทักษะพื้นฐานในการรู้หนังสือ ทักษะการคิด ทักษะการท างาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการใช้ ชีวิต (สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล,2561)
3 การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (PBL) เป็นทักษะที่ได้รับการสนับสนุนให้จัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อย่างเข้มแข็ง ด้วยเหตุผลที่มีความหลากหลายเรื่องการค้นคว้างาน การสื่อสารด้วยการน าเสนอ กระบวนการที่ เป็นผลดีในการควบคุมการเรียนรู้ของนักศึกษา การสอนรูปแบบนี้เป็นวิธีสมัยใหม่ คือ ได้น าการท างานแบบความ ร่วมมือมาใช้กับการจัดการเรียนรู้รูปแบบโครงงาน ซึ่งได้ผลดีอย่างมาก การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 มีลักษณะเน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยลดการบรรยายจากครูผู้สอน แต่ผู้สอนจะเป็นผู้กระตุ้นให้นักศึกษาได้ เรียนรู้ด้วยตนเอง จากการปฏิบัติจริง หรือการเรียนโดยการลงมือท าด้วยวิธีที่นักศึกษาได้ฝึกฝนจากสภาพแวดล้อม จริง ทั้งการคิดการลงมือท าเป็นสิ่งส าคัญ การสื่อสารและการเรียนแบบความร่วมมือจึงจ าเป็นส าหรับการเรียนรู้ แบบนี้(ปรีดี ปลื้มส าราญกิจ ,2560) การเรียนรู้โดยใช้โครงงาน (PBL) ซึ่งเป็นการรวมทักษะที่หลากหลาย ไว้ด้วยกัน เป็นทักษะที่มีอยู่ในโลกแห่งความจริง เช่น การตั้งค าถาม กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ในเชิงลึก ด้วยตนเอง การเรียนรู้ที่ให้ความส าคัญกับเนื้อหาสาระ การฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ สถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้ปรับปรุง และแก้ไขปัญหาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้จากประสบการณ์ จริง ได้แก่ ความร่วมมือในสถานที่ที่ท างาน การท างานเป็นทีม และคณะกรรมการที่มีความเข้มแข็ง ฝึกการปฏิบัติ ให้ท าได้ คิดเป็น ท าเป็น แก้ปัญหาเป็น ท าให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งหมดที่กล่าวมาจึงท าให้การ เรียนรู้โดยใช้โครงงาน (PBL) ได้มากกว่ารูปแบบการสอนแบบดั้งเดิม (Bender & Waller, 2011) ดังนั้น การเรียนรู้โดยใช้โครงงานจึงเป็ นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่เหมาะสมส าหรับการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติตามความสนใจของนักศึกษาซึ่งเริ่มจากการเตรียมความ พร้อมของครู นักศึกษา วัสดุอุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษา จากนั้นนักศึกษาเลือกปัญหา ที่จะศึกษาโดยมีครูเป็นผู้จุดประกาย และให้ค าปรึกษา ให้ข้อแนะน านักศึกษา และครูอาจร่วมกันวางแผนการท า โครงงานในรูปแบบของแผนปฏิบัติการหรือเค้าโครงโครงงาน โดยก าหนดวัตถุประสงค์ สมมติฐาน ขอบเขต การศึกษา และวิธีการศึกษา ศึกษาหลักการทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ลงมือปฏิบัติตามแผน โดยเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เขียนรายงาน ประเมินโครงงานและเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ ซึ่งในแต่ละ ขั้นตอนนักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของความสนใจของนักศึกษา และก ลุ่ม การท างาน จะช่วยพัฒนาสมรรถนะและทักษะของนักศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนรูใ้นรูปแบบ โครงงาน (PBL) ทักษะการคิดของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดุษฎี โยเหลาและคณะ (2557) การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่มี ครูเป็นผู้กระตุ้นเพื่อน าความสนใจที่เกิดจากตัวนักเรียนมาใช้ในการท ากิจกรรมค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวนักเรียน เอง น าไปสู่การเพิ่มความรู้ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟังและการสังเกตุจากผู้เชี่ยวชาญ โดยนักเรียนมีการ
4 เรียนรู้ผ่านกระบวนการท างานเป็นกลุ่ม ที่จะน ามาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดท าโครงงาน และได้ผลการจัดกิจกรรมเป็นผลงาน ธีรนนท์ ตานนท์ (2542) กล่าวว่า การสอนแบบโครงงาน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกเรื่องที่ต้องการจะศึกษาด้วยตนเอง ก าหนดประเด็นปัญหา ขึ้นตามความสนใจ ใช้กระบวนการแก้ปัญหาในการศึกษาความรู้ และน าเสนอผลการศึกษาตามวิธีการของตนเอง อย่างเป็นขั้นตอน การสอนแบบโครงงานเป็นการสอนให้นักเรียนรู้จักวิธีท าโครงงานการวิจัยเล็ก ๆ ผู้เรียนลงมือ ปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ และสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ระเบียบวิธีด าเนินการเป็นระเบียบวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ จุดประสงค์หลักของการสอนแบบโครงงานต้องกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักสังเกต รู้จักตั้งค าถาม รู้จัก สมมุติฐาน รู้จักวิธีแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเพื่อตอบค าถามที่ตนอยากรู้ รู้จักสรุปและท าความเข้าใจกับสิ่งที่ ค้นพบโครงงานอาจจัดในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรียนก็ได้ ทิศนา แขมมณี (2560) ให้ความหมายของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงการเป็นหลักไว้ว่า เป็นการ จัดสภาพการณ์ของการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียนได้ร่วมกันเลือกท าโครงการที่ตนสนใจ โดยร่วมกันส ารวจ สังเกต และก าหนดเรื่องที่ตนสนใจ วางแผนในการท าโครงการร่วมกัน ศึกษาหาข้อมูลความรู้ที่จ าเป็น และลงมือ ปฏิบัติงานตามแผนงานที่วางไว้จนได้ข้อค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ แล้วจึงเขียนรายงานและน าเสนอต่อ สาธารณชน เก็บข้อมูล แล้วน าผลงานประสบการณ์ทั้งหมดมาอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดกัน และสรุปผลการเรียนรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ที่ได้รับทั้งหมด สรุปได้ว่า การสอนแบบโครงงาน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการฝึกปฏิบัติ โดยให้ นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมในปัญหาหรือประเด็นที่นักเรียนสงสัย ด้วยการวางโครงงานและด าเนินการให้ส าเร็จตาม โครงงานนั้น อาจเป็นโครงงานที่จัดท าเป็นหมู่คณะ หรือคนเดียวก็ได้ เพื่อให้นักเรียนรู้จักการท างานเป็นกลุ่มได้ใช้ สติปัญญา ไหวพริบ ความรอบคอบ ความอดทนและความรับผิดชอบ การคิดแก้ปัญหา เป็นทักษะที่ส าคัญที่สุดอย่างหนึ่งส าหรับมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องเจอกับปัญหาอยู่ทุก ๆ วัน ทักษะการคิดแก้ปัญหามิใช่เพียงแต่การรู้จักคิดและรู้จักการใช้สมองหรือเป็นทักษะที่มุ่งพัฒนาสติปัญญา เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาทัศนคติ วิธีคิดค่านิยม ความรู้ ความเข้าใจในสภาพการณ์ของ สังคมได้ดีอีกด้วย ซึ่งในระบบการศึกษาจะต้องให้ความส าคัญในการพัฒนา และฝึกเยาวชนให้มีโอกาสฝึกทักษะ การคิดแก้ปัญหาให้มากขึ้น (สุวิทย์มูลค า,2551) การจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการแก้ปัญหา (ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา,2550) เป็นวิธีการสอน ที่เป็นไปตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้คือการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อมีปญหาเกิดขึ้น จึงเป็นวิธีสอนให้เกิดการเรียนรู้ วิธีการแก้ปัญหาซึ่งเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ความรู้เดิมรวมกับความรู้ใหม่และกระบวนการต่าง ๆ เพื่อใช้ แก้ปัญหาช่วยให้นักเรียนคิดเป็น แก้ปญหาเป็น และน าความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาได้ การคิดแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถทางสมองในการขจัดสภาวะความไม่สมดุลที่เกิดขึ้น โดยพยายาม ปรับตัวเองและสิ่งแวดล้อมให้ผสมกลมกลืนกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลหรือสภาวะที่เราคาดหวัง ในชีวิตประจ าวันของคนเรานั้นมักจะพบปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น ปัญหาส่วนตัว ปัญหาเกี่ยวกับการท างาน ปัญหาทางสังคม เป็นต้น ผู้คิดแก้ปัญหาจะต้องศึกษาถึงสาเหตุที่มาของปัญหา ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกัน
5 และจะพยายามคิดค้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดเพื่อจะแก้ไข การคิดหาวิธีการอาจได้มาโดยการศึกษาหาความรู้ จากแหล่งต่าง ๆ การขอค าปรึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้นมาก่อน แล้วจึงตัดสินใจเลือกวิธีที่ดีที่สุด ในการตัดสินใจนั้น ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ ที่อาจท าให้วิถีชีวิตต้องเปลี่ยนไป บ่อยครั้งเราอาจมีค าตอบ มากกว่าหนึ่ง ซึ่งมักเกิดจากการเปลี่ยนรูปแบบในการคิดของตนเอง การฝึกฝนวิธีคิดแก้ปัญหานั้นจะเกิดขึ้นตั้งแต่ ช่วงแรกของชีวิต จึงท าให้สามารถที่จะเห็นทางเลือกต่าง ๆ ได้ และจะทวีความยากมากขึ้นเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ขึ้นไป รวมทั้งลักษณะนิสัยส่วนบุคคลก็มีส่วนสัมพันธ์กับรูปแบบทางความคิดที่จะท าให้เราพบทางเลือกใหม่ และวิธีการแก้ปัญหาที่ต่างออกไปจากเดิม สาเหตุของการฝึกการคิดแก้ปัญหา การคิดแก้ปัญหา ถือว่าเป็นพื้นฐานที่ส าคัญที่สุดของการคิดทั้งมวล การคิดแก้ปัญหาเป็นสิ่งส าคัญต่อวิถี การด าเนินชีวิตในสังคมของมนุษย์ ซึ่งจะต้องใช้การคิดเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทักษะการคิดแก้ปัญหา เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อการด ารงชีวิตที่วุ่นวายสับสนได้เป็นอย่างดี ผู้ที่มีทักษะการคิดแก้ปัญหาจะ สามารถเผชิญกับภาวะสังคมที่เคร่งเครียดได้อย่างเข้มแข็ง ทักษะการแก้ปัญหาจึงมิใช่เป็นเพียงการรู้จักคิด และรู้จักการใช้สมองหรือเป็นทักษะที่มุ่งพัฒนาสติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นทักษะที่สามารถ พัฒนาทัศนคติ วิธีคิด ค่านิยมความรู้ ความเข้าใจในสภาพการณ์ของสังคมได้ดีอีกด้วย (Eberle and Slanish,1996 อ้างถึงใน สุวิทย์ มูลค า,2547) จอห์น ดิวอี้ เป็นผู้คิดวิธีสอนแก้ปัญหานี้ขึ้น โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาและฝีกฝนวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบในชีวิตประจ าวันได้อย่างเป็นกระบวนการ สมเหตุสมผลและมีหลักเกณฑ์ อันเป็นการเตรียมเด็กหนุ่มสาวให้ สามารถปรับปรุงตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ โดยน าความรู้และประสบการณ์จาก หลาย ๆ สาขาวิชามาประกอบกันในการแก้ปัญหานั้น ๆ ส าหรับขั้นตอนการสอนของวิธีการสอนแบบแก้ปัญหา มีดังนี้ ขั้นตอนการสอน ขั้นที่1 ก าหนดปัญหาเป็นขั้นที่ครู นักเรียน หรือครูกับนักเรียนก าหนดปัญหา ขันโดยวิธีการต่าง ๆ เช่น ถามน าเข้าสู่บทเรียน เล่าเรื่องหรือประสบการณ์ แล้ตั้งปัญหา ใช้สถานการณ์ในชุมชนมาตั้งปัญหา จัดสถานการณ ในห้องเรียนกระตุ้นให้เกิดปัญหาเป็นต้น ขั้นที่ 2 ขั้นวิเคราะห์ปัญหาเมื่อได้ปัญหาจากขั้นที่ 1 มาแล้ว ครูจะน านักเรียนให้คิดพิจารณาปัญหา จากนั้นก็จะแบ่งกลุ่ม เพื่อรับผิดชอบในการแก้ปัญหาแต่ละข้อ การสอนขั้นนี้จะจบลงด้วยการเสนอแนะแหล่ง ความรู้ที่แต่ละกลุ่มควรไปค้นคว้าหาค าตอบเพื่อแก้ปัญหา ขั้นที่ 3 ตั้งสมมุติฐานเป็นขั้นที่นักเรียนคาดเดาว่าปัญหานั้น ๆ มีสาเหตุมาจากอะไร หรือวิธีการแก้ปัญหา นั้นน่าจะแก้ไขโดยวิธีใด หรือปัญหานั้นควรมีค าตอบว่าอย่างไร เป็นต้น ขั้นที่ 4 เก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียนแต่ละกลุ่มจะไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพื่อแก้ปัญหาด้วยการท า กิจกรรมต่างตามที่ว่างแผนไว้ในขั้นที่ 2 เช่น อ่านหนังสือ สัมภาษณ์ผู้รู้ เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ ท าแผนภูมิ ท าแผนผัง ท าสมุดภาพ ชมภาพยนต์หรือวิดีทัศน์ ทดลองปฏิบัติ เป็นต้น ขณะท ากิจกรรมครูจะคอยช่วยเหลือให้ ค าแนะน าอย่างใกล้ชิด
6 ขั้นที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูล เป็นขั้นตอนแต่ละกลุ่มร่วมกันน าข้อมูลที่ไปค้นคว้าหรือทดลองมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ หาค าตอบที่ต้องการ หรือพิสูจน์ว่าสมมุติฐานที่ตั้งไว้นั้น ถูกต้องหรือไม่ ค าตอบที่ถูกคืออะไร ขั้นที่ 6 สรุปผล เป็นขั้นที่นักเรียนสรุปผลการเรียนรู้และหลักการที่ได้จากการศึกษาหาปัญหานี้ สเตนิช (Stanish) ได้เสนอว่า ในการฝึกการคิดแก้ปัญหาจะมีทักษะและมีการฝึกเป็นขั้นตอน การฝึก ทักษะการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นจะมีกระบวนการฝึกฝน 6 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นตระหนักรู้ปัญหา (Sensing Problem and Challenges) 2. ขั้นค้นหาสาเหตุของปัญหา หรือขั้นรวบรวมข้อมูล (Data Finding) 3. ขั้นก าหนดปัญหา (Problem Finding) 4. ขั้นหาแนวทางในการแก้ปัญหา (Idea Finding) 5. ขั้นค้นหาข้อสรุปและเลือกวิธีการแก้ปัญหา (Solution Finding) 6. ขั้นยอมรับข้อสรุปและด าเนินการแก้ปัญหา (Acceptance Finding) โดยจะต้องฝึกฝนทีละขั้นตอนตามล าดับตั้งแต่ขั้นที่ 1 เรื่อยไปจนถึงขั้นที่ 6 เพราะในแต่ละขั้นตอนก็แตกต่างกัน และเน้นหนักทักษะที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในการฝึกจึงไม่ควรยกเว้นหรือข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งด้วย สมมุติฐานงานวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ได้รับการเรียนรู้แบบโครงงาน(PBL) ของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการหลังเรียนรู้แบบโครงงานสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากร ประชากร คือ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาต้นที่ลงทะเบียนเรียน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 2. ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง ตัวแปรตาม ผลสมัฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง ที่ได้รับการเรียนรู้แบบ โครงงาน 3. ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม – เดือนกันยายน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
7 วิธีการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงาน (PBL) ที่มีต่อทักษะการคิดของนักศึกษา กศน.อ าเภอ พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ด าเนินการทดลองแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและหลังการเรียนรู้ (One Group Pretest-Postest Design) 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยครั้งนี้ ศึกษาในประชากรคือ นักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จ านวน 20 คน โดยได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ก าลังศึกษา รายวิชา การพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 2. ขั้นตอนในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานของครูผู้สอนให้มีประสิทธิภาพ 1.1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานหลักสูตร การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานการจัดการ เรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน คือ กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการท าโครงงานโดยผู้เรียนลงมือปฏิบัติใช้วิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ สังเกต รู้จักตั้งค าถาม รู้จักตั้งสมมติฐาน แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพื่อตอบค าถามที่ตนอยากรู้ สามารถสรุปและท าความเข้าใจกับสิ่งที่ค้นพบ เป็นต้น 1.3 พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ แบบโครงงานเป็นฐาน มี 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การระบุปัญหา (Problem Identification) 2. การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน (Related Information Search) 3. การออกแบบโครงงาน (Project Design) 4. การปฏิบัติการทดสอบและปรับปรุงโครงงาน (Testing, and Design provement) 5. การน าเสนอผลโครงงาน (Presentation) 6. การประเมินผลโครงงาน (Evaluation) 1.4 ตรวจสอบคุณภาพแผนในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่คาดหวัง E1/E2 = 80/80 น ามาทดลองภาคสนาม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของภาษาภาษาความเหมาะสมของกิจกรรม ระยะเวลา ผลการหาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 = 84/81 1.5 แก้ไขปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะและจัดพิมพ์เป็นฉบับ สมบูรณ์เพื่อน าไปใช้กับประชากรกลุ่มตัวอย่าง
8 ขั้นตอนที่ 2 ทดลองจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 2.1 การออกแบบการวิจัย การทดลองค้นคว้าครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ด าเนินการโดยใช้ แบบแผนการทดลอง แบบ One group pretest U posttest Design ดังนี้ ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง ก่อนเรียน การทดลอง หลังเรียน O1 X O2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง O1 แทน แบบทดสอบก่อนเรียน O2 แทน แบบทดสอบหลังเรียน X แทน การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 2.2 ก าหนดประชากรกลุ่มเป้าหมาย ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษา กศน.อ าเภอ พระประแดง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 ในรายวิชา การพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง อช 21003 จ านวน 20 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย 2.3 เครื่องมือในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย - แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน รายวิชาการพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง อช 21003 - แบบทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียนรายวิชาการพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง อช 21003จ านวน 30 ข้อ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย - แบบวัดการคิดแก้ปัญหา เป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ มีขั้นตอน การสร้าง ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดแก้ปัญหา 2. สร้างแบบทดสอบการคิดแก้ปัญหา ประกอบด้วย สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา แบบโครงงาน จ านวน 30 ข้อ แบบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ซึ่งควบคุมความสามารถของนักศึกษา ทั้ง 4 ด้าน ดังนี้ 2.1 การตั้งปัญหา 2.2 การวิเคราะห์ปัญหา 2.3 การเสนอวิธีการแก้ปัญหา 2.4 การตรวจสอบผลลัพธ์ 2.5 สร้างแบบทดสอบวัดการคิดแก้ปัญหาแบบปรนัยชนิดเลือกค าตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ
9 2.4 การด าเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 2.4.1 สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานเป็นฐานส าหรับกลุ่มเป้าหมาย 2.4.2 จัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนส าหรับ กลุ่มเป้าหมาย 2.4.3 ด าเนินการสอบก่อนการทดลองโดยใช้แบบทดสอบวัดการคิดแก้ปัญหาก่อนเรียน และแบบทดสอบหลังเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2.4.4 ด าเนินการสอนนักศึกษากลุ่มเป้าหมายตามแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาการ พัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง อช21003 จ านวน 2 แผน เป็นเวลา 80 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดยสอนตามวันที่พบกลุ่ม ระหว่างสอนผู้วิจัย เก็บร่องรอยการท างานของนักศึกษากลุ่มเป้าหมายจากรายงานการทดลอง และโครงงาน 2.4.5 ให้นักศึกษาท าแบบทดสอบการคิดแก้ปัญหาหลังเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2.4.6 น าผลการทดสอบมาตรวจให้คะแนน 2.5 วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์วัดการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาที่เรียนจากกระบวนการจัดการ เรียนรู้โครงงานเป็นฐาน โดยน าคะแนนสอบหลังเรียนที่ได้จากแบบทดสอบวัดการคิดแก้ปัญหา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มาค านวณหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test 2.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test ผลการวิจัยและการอภิปรายผล การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อการคิดแก้ปัญหา ของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง โดยผู้วิจัยน าเสนอผลการวิจัย ตามหัวข้อต่อไปนี้ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบโครงงานที่มีต่อการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษา กศน.อา เภอ พระประแดง ผวู้ิจยัไดด้า เนินการทดสอบวดัผลสมัฤทธิ์ทางการเรียน ในรายวิชาการพฒันาอาชีพใหม้ีความเขม้แข็ง วดัผลสมัฤทธิ์ทางการเรียน (คะแนนเต็ม 30 คะแนน) ที่ปรากฏดังตารางเปรียบเทียบแสดงผลสมัฤทธิ์ทางการเรียน แบบโครงงาน ดังนี้ ตารางเปรียบเทียบแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบโครงงานที่มีต่อการแก้ปัญหา คนที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คนที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน หลังเรียน ก่อนเรียน หลังเรียน 1 7 21 11 10 24 2 9 19 12 11 10 3 8 13 13 8 12 4 7 21 14 11 11 5 8 17 15 12 17
10 6 13 21 16 8 15 7 10 15 17 12 15 8 9 14 18 8 16 9 11 15 19 6 11 10 13 21 20 5 10 ค่าเฉลี่ย (̅) = 9.30 15.90 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 2.24 1.60 จากตารางเปรียบเทียบแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนของนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง มีค่าเฉลี่ย 9.30 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.24 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากจัดการเรียนเรียนรู้แบบโครงงาน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 15.90 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.60 และเมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลพบว่านักศึกษาที่ได้ คะแนนมากที่สุดเท่ากับ 13 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 43.33 และนักศึกษาที่ได้คะแนนน้อยที่สุดเท่ากับ 5 คะแนน คิด เป็นรอ้ยละ 16.66 ไม่มีนักศึกษาคนใดที่มีคะแนนผ่านรอ้ยละ 50 สา หรบัผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจาก การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน นักศึกษาที่ได้คะแนนมากที่สุด เท่ากับ 21 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 70 และนักศึกษา ที่มีคะแนนน้อยที่สุดเท่ากับ 10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 33.33 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนรูใ้นรูปแบบโครงงาน เมื่อทา แบบทดสอบก่อน เรียนและหลงัเรียน ไดผ้ลสมัฤทธิ์ทางการเรียนดงัตาราง ตารางการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การใช้โครงงานที่มีต่อการแก้ปัญหา การทดสอบ n คะแนนเต็ม ̅ S.D. t-test p-value ก่อนได้รับการ จัดการเรียนรู้โดย การใช้โครงงาน 20 30 9.30 2.24 7.847 ** .000 หลังเรียนได้รับการ จัดการเรียนรู้โดย การใช้โครงงาน 20 30 15.90 1.60 *มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1
11 อภิปรายผล จากการศึกษาผลของการการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษา กศน. อา เภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ ในภาพรวมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เพิ่มขึน้เป็นไปตามสมมติฐาน ที่วางไว้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ (พจนตันติและณัฐวิทย์, 2560) ได้ท าการวิจัยผลของการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ละเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง ใช้แผนการ จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของ กศน.อ าเภอพระประแดง จ านวน 20 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับฉลาก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการศึกษาพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ไดร้บัการเรียนรูแ้บบ โครงงาน (PBL) ของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง หลังเรียนรู้แบบโครงงานสูงกว่าก่อนเรียน และนักศึกษา มีทักษะในการคิด มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ภายใต้ หลักการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นส าคัญ โดยผู้เรียนจะได้รับความรู้ในเนื้อหาวิชาผ่านกระบวนการสืบเสาะ ค้นหาข้อมูลอย่างลึกลงไปในรายละเอียดตามหัวข้อที่นักศึกษาสนใจ ผู้เรียนยังได้ลงมือปฏิบัติหาวิธีการเรียนรู้และ เป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะท าให้นักศึกษาได้ฝึกคิดและแก้ปัญหา ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาของผู้เรียนเอง นักศึกษายังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น ระหว่างกลุ่มท าให้นักศึกษาเกิดกระบวนการทบทวนและสะท้อนกลับ ระหว่างการท าโครงงาน เช่น แสดงความ กระตือรือร้น ความอดทน มีความเอาใจใส่ และขยันหมั่นเพียร เป็นต้น (ลัดดา ภู่เกียรติ, 2552และวัฒนา มัคค สมัน, 2554; ทิศนา แขมมณี, 2556 ; สุคนธ์ สินธพานนท์, 2558) สอดคล้องกับงานวิจัยของ วราลี สิริปิยธรรม (2557) ไดว้ิจยัเรื่อง การพฒันาผลสมัฤทธิ์ทางการเรียนและทกัษะการคิดแกป้ัญหาของผเู้รียนชนั้มธัยมศึกษาปีที่6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยมีวัตุประสงค์ดังนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ของผูเ้รียนชั้นมัธยมศึกษา54ปีที่6 เรื่อง การปลูกพืชไรด้ินใหม้ ีคุณภาพ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดแก้ปัญหาของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน ก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานของผู้เรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน ในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก เนื่องมาจากแผนการจัดการ เรียนรู้แบบโครงงานที่สร้างขึ้นมีกระบวนการสร้างตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบและวิธีที่เหมาะสม 2) ผู้เรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การปลกูพืชไรด้ิน มีผลสมัฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมติฐานที่ตั้งไว้ เนื่องมาจากการจัดการ เรียนการสอนแบบโครงงาน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดย การศึกษา ค้นคว้า สืบค้นจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ตามระดับความสามารถ มีการวางแผนพร้อมลงมือปฏิบัติตาม แผนที่ก าหนดไว้ เพื่อให้ได้มาซึ่งค าตอบและองค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาและอ านวยความ
12 สะดวก 3) ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การปลูกพืชไร้ดิน มีทักษะ การคิดแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เนื่องมาจากการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานนั้นผู้เรียนสามารถถ่ายโยงการเรียนรู้กระบวนการ แก้ปัญหา จากการที่ผู้เรียนได้ลงมือค้นคว้าท ารายงานด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นเพียงที่ปรึกษาและแนะน า ถ้าผู้เรียนมีโอกาสกระท าเช่นนี้หลาย ๆ ครั้ง นักจิตวิทยาการศึกษาเชื่อว่า ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ในกระบวนการ ดังกล่าวซึ่งเป็นกระบวนการแก้ปัญหา หรือกระบวนการแสวงหาค าตอบของปัญหาที่สงสัย จนท าให้สามารถปรับ ใช้กระบวนการดังกล่าวนี้ในการแก้ปัญหาอื่นได้ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกระบวนการแก้ปัญหา ก่อนเริ่ม กิจกรรมการเรียนรู้ผู้วิจัยจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สนทนาและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์ที่นักศึกษาก าลังจะได้เจอ ช่วยให้นักศึกษากล้าคิด กล้าแสดงออก มีความกระตือรือร้นอยากจะ แก้ปัญหา มีความมั่นใจในตนเอง และหลังการจัดกิจกรรมนักศึกษาในแต่ละกลุ่มจะมีการสรุปรวบยอดการคิด แก้ปัญหาโดยการใช้แผนภาพความคิดซึ่งช่วยในการจัดระบบความคิดของนักศึกษาให้ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยเสนอแนะซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและการศึกษา ค้นคว้าต่อไป 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ จากงานวิจัยพบว่า ผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ประสบความส าเร็จนั้น ครูมีบทบาทส าคัญอย่างยิ่ง เป็นผู้ถ่ายทอด ความรู้กระตุ้นให้นักศึกษาได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ โดยเริ่มต้นจากการสร้างความไว้วางใจต่อกันเพื่อให้เกิด บรรยากาศเชิงบวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ให้ก าลังใจนักศึกษาอย่างสม ่าเสมอ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน เพื่อให้นักศึกษารู้สึกอุ่นใจ ครูให้ผู้เรียนเริ่มด าเนินโครงงานตามที่ก าหนดไว้ โดยบันทึกข้อมูลและเหตุการณ์ส าคัญ ที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ติดตามงาน ให้ค าแนะน าปรึกษา หรือเสนอแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมหรือให้ข้อมูลที่เป็ น ประโยชน์ในการท าโครงงานหรือการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในการท าโครงงาน หรือให้การเสริมแรงตาม สมควร ผ่านไลน์กลุ่ม 2. การวิจัยครั้งต่อไป นักวิจัย หรือนักวิชาการที่สนใจในประเด็นผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อการคิดแก้ปัญหา ของนักศึกษา กศน.อ าเภอพระประแดง ด าเนินการในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยเปลี่ยนสาระการเรียน รายวิชาเรียน และระดับชั้นเรียน เช่น ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นต้น
13 เอกสารอ้างอิง จอห์น ดิวอี้. การคิดปัญหา (ออนไลน์). ดุษฎี โยเหลา และ คณะ. (2557). การศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่ได้จากโครงการสร้างชุดความรู้ เพื่อสร้างเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่21 ของเด็กและเยาวชน : จากประสบการณ์ความส าเร็จ ของโรงเรียนไทย. กรุงเทพมหานคร : หจก. ทิพยวิสทุธิ์. ทิศนา แขมมณี. (2560). ศาสตรก์ารสอน องคค์วามรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรูที่(มีประสิทธิภาพ) . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธีรนนท์ ตานนท์. (2542) การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (ออนไลน์). ปรีดี ปลื้มส าราญกิจ. (2560) ปัจจัยที่มีผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน. วไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ 7(3): 141-158. วัฒนา มัคคสมัน. (2551). การสอนแบบโครงการ. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2553). นวัตกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพของเยาวชน. กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์. สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า. (2552). 19 วิธีจัดการเรียนรู้: เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์. สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล.(2561).ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่21 (The Twenty-First Century Skills). (ออนไลน์). ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็ นฐาน. กรุงเทพฯ : ชุมนุมการเกษตรแห่งประเทศไทย.