The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Warisara Ongtan, 2022-11-28 22:03:19

1_Bacteria

1_Bacteria

ISOLATION AND SCREENING FOR ENDOPHYTIC Srisakul Chanaphant

MICROBIOLOGYACTINOMYCETES WITH INHIBITORY EFFECTS ON TESTED
MICROORGANISMS AND THEIR APPLICATIONS

Microbiology

➢ จุลชีววิทยา (Microbiology) : มาจากรากศัพทภ์ าษากรีก
Mikros = small Bios = life Logos = science

➢จุลชีววิทยา (microbiology) เป็ นวิชาท่ีศึกษาเก่ียวกับจุลินทรีย์
กิจกรรมของจุลินทรีย์ รูปร่าง โครงสร้าง สรีรวิทยา การสืบพันธุ์ การ
แพร่กระจายในธรรมชาติ ความสัมพันธร์ ะหว่างจุลินทรียด์ ้วยกัน และ
ระหว่างจุลินทรียก์ ับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
ทางกายภาพในสภาพแวดล้อมทเ่ี กิดจากจุลินทรีย์

Microbiology

จุลินทรีย์ Microorganism หรือ microbes
ไมโคร ออ แกน ม
- เส้นผ่าศูนยก์ ลางขนาด 0.1 มม.
-
- สง่ิ มชี วี ติ ทมี่ เี ส้นผ่าศูนยก์ ลาง 1.0 มม. หรือน้อยกว่าเป็ น จุลนิ ทรีย์
- จากหลักฐานทางฟอสซลิ (fossil) แบคทเี รีย ซ-ง่ึ มอี ายุถงึ 3.1 พนั ล้านปี
ซง่ึ มนุษยเ์ กดิ ขนึ้ ในโลกเมอ่ื ประมาณ 7 ล้านปี นีเ้ อง
-
- แบคทเี รีย (Bacteria) รา (Fungi) ยสี ต์ (Yeast)
สาหร่ายขนาดเลก็ (mสหาiยเcยวๆroalgae) ไวรัส (Virus)
โปรโตซัว (Protazoa)

เ อd
ระ

้ชีข่รึซิน์ร

Microbiology

สง่ิ มชี ีวติ ขนาดเลก็ : เซลลเ์ ดยี ว (utnicnellular) หรือ หลายเซลล์ (mมuากมlาtยicellular)
2mn

เพ แ เ ยม แบค เ ย เ อรา ไว ส อโรค ใน แบค เ ย

ผ ต ยา เพ ง ซ น

ิริลิลำนีรีท่ก่ีทัร้ืชีรีทีรีซ่น

การค้นพบจุลนิ ทรีย์

ค.ศ. 1866 เฮกเกล (E. H. Haeckel) ได้จัดตงั้ อาณาจักร “โพรทสิ ตา
(Protista) ” สงิ่ มชี วี ติ เซลลเ์ ดยี วหรือหลายเซลลท์ ม่ี กี ารจัดเรียงเซลลไ์ ม่แน่นอน
ไม่มกี ารเปลย่ี นแปลงเซลลไ์ ปเป็ นเนือ้ เยอ่ื หรืออวัยวะทท่ี าหน้าทเ่ี พพาะ

การจัดจาแนกสิ่งมีชีีิติ

ต่อมาแบ่งสง่ิ มชี วี ติ ในอาณาจักรเป็ น 2 กลุ่ม (ตามลักษณะเซลล)์

Prokaryotic cell Eukaryotic cell

ไ วเด ย ํ

มเ อ วเค ยส แตก าง น

์สีลินีม่มัก่ตีลินุ้ห้ืน

Prokaryotic cell

เซลลท์ ม่ี รี ะบบโครงสร้างไม่ซับซ้อน

ไม่มเี ยอ่ื หุ้มนิวเคลยี ส ไมม่ นี ิวเคลียส แตม่ ี

nuวคลcออlยeoid ทาํ ให้ สารพนั ธุกรรมอยู่อย่างอสิ ระ

ภายในไซโทพลาซมึ (cytoplasm) มสี าร

พนั ธุกรรมแบบ h=aploid มโี ครโมโซมแบบ

circular DNA แบง่ เซลลแ์ บบ binary fission
กวาด 2-
แตก ว
ป วง กลม

ในของเรา 2h

http://vaccinenewsdaily.com/tags/streptococcus/

นัตูริ

Eukaryotic cell

โครโมโซม 46 แ ง 23 ด

• เซลลม์ นี ิวเคลยี ส และ organelle อ ยวะในเซล
• ส่วนใหญ่มเี ยอ่ื หุ้มชัดเจน
• มโี ครโมโซมจาํ นวนมาก
• มรี ะบบโครงสร้างภายในเซลลซ์ บั ซอ้ นกวา่
• มโี ครงสร้างยอ่ ยหรือออรแ์ กเนลลม์ ากกว่า
• เป็ นเซลลท์ พี่ บในสงิ่ มชี วี ติ เกอื บทุกชนิด

ท์ลัวุช่

การจัดหมิดหมู่ของสิ่งมชี ีีิติ

ค.ศ. 1969 วทิ แทคเกอร์ (Robert H. Whittaker)

Prokaryotes อาณาจักร Monera ได้แก่ สง่ิ มชี ีวิตประเภทสาหร่ายสเี ขยี วแกม
นา้ํ เงนิ และแบคทเี รีย เป็ นตน้

Eucaryotes อาณาจักร Protista ได้แก่ สิ่งมชี วี ิตประเภทสาหร่าย(algae)
โปรโตซัว และราเมอื ก เป็ นตน้

Eucaryotes อาณาจกั ร Fungi ได้แก่ ส่ิงมชี วี ิตประเภทเหด็ รา และยสี ต์

Eucaryotes อาณาจกั ร Plante ไดแ้ ก่ สิง่ มชี ีวติ ประเภทพชื

Eucaryotes อาณาจกั ร Animalia ไดแ้ ก่ สิง่ มชี ีวิตประเภทสัตว์

อาณาจกั รโมเนอรา (Monera)

สง่ิ มชี วี ติ พวกโพรคาริโอต

Bacteria Blue green algae

สาห าย เ ยว

รีขีส่

อาณาจักรโพรทสิ ทา (Protista)

สง่ิ มชี วี ติ พวกยูคาริโอต

โพรโทซวั Spirogyra sp.

สาหร่ายเซลลเ์ ดยี ว (เทานา้ํ )

อาณาจกั รเหด็ รา (Fungi)

สงิ่ มชี วี ติ พวกยูคาริโอต รา

Agaricus bisporus

Fusarium moniliforme

Saccharoสmyไceอsโรคcerevisiae เ ด กระ ม

ุด็ห่ก่ม์ตีย

ไเพราะ เ อ ม เซล Influไenห ดza Virus

ยงั มจี ุลนิ ทรยี ท์ ไ่ี ม่ถูกจัดอย่ใู นทัง้
-

5 อาณาจักร เนื่องจากไม่มี
ลักษณะของเซลล์ และมีลักษณะ
เป็ นอนุภาค (particle)

“ไวรัสและไวรอยด”์

อาณาจกั รไวรา (Vira)

Ebola virus

ัว้ข์ลุ้ห่ืยีม่ม

พฒั นาการการศกึ ษาทางจุลชวี วทิ ยา

Spontaneous generation

สง่ิ มชี วี ติ เกดิ ขนึ้ มาได้เอง หรือเกดิ จากสง่ิ ไม่มชี วี ติ
ธาเลส : ชวี ติ เกดิ จากโคลนในทะเล โดยไดร้ ับความร้อน/ความอบอุ่นจากทะเล

อะแนกซากอรัส : พชื และสัตวเ์ กดิ จากโคลนเลนตามแม่นา้ํ ลาํ คลอง

จนี แบบทสิ วัน เฮลมองต์ : นาํ เสอื้ ผ้าทช่ี ุ่มเหงอื่ ไปใส่ในภาชนะและใส่ข้าว
สาลลี งไปเมอื่ ปล่อยทงิ้ ไว้พบว่ามหี นูเกดิ ขนึ้
เหงอ่ื ของมนุษยท์ าํ ให้เกดิ สง่ิ มชี วี ติ

Biogenesisใบโอนเอน

สง่ิ มชี วี ติ เกดิ จากสงิ่ มชี วี ติ โดยสงิ่ มชี วี ติ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ใหม่ตอ้ งเกดิ
มาจากสงิ่ มชี วี ติ ชนิดเดมิ เท่านั้น

น์สีซี

ประวัตขิ องการศกึ ษาทางจุลชวี วทิ ยา (ตอ่ )

อันโตนี วาน เลเวนฮุก (Antonie van Leeuwenhoek)

ค.ศ. 1632-1723

ประดษิ ฐก์ ล้องจุลทรรศนเ์ ชงิ เดยี่ ว
ทมี่ กี าลังขยายสูงสุดถงึ 270 เท่า และได้ใช้
ส่องดูหยดน้าจากหนอง คลอง บึง และ
แม่น้าต่างๆ พบส่ิงมีชวี ิตขนาดเล็กจานวน
มาก โพรโทซัว แบคทีเรีย และจุลินทรีย์
อน่ื ๆ

Frาaนnเซcด esco Redi Experiment
(1626 – 1697)

ท่

หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)

ค.ศ. 1822-1895 เป็ นคนแรกทล่ี ้มล้างทฤษฎี
สง่ิ มชี วี ติ กาเนิดมาจากสง่ิ ไม่มชี วี ติ ไดส้ าเร็จ

ตม้ อาหารในขวดแกว้ คอยาวทโ่ี ค้งงอ ใหอ้ ากาศผ่านเข้าออก

ไมพ่ บจุลนิ ทรีย์

จุลินทรียแ์ ละฝ่ ุนละอองตดิ อยู่ ตามส่วนโค้งงอของขวดแกว้

เอยี งขวดแก้วใหอ้ าหารทตี่ ้มสัมผัสส่วนโค้งงอของขวด

พบจุลนิ ทรีย์

Pasteur’ s Experiment

หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)

เป็ นผู้ค้นพบกระบวนการหมัก (นfทerไmนeาnตาลtation) ของจุลินทรีย์ ค้นพบว่า
การทเี่ หล้าองุน่ เปรีย้ วนั้นเกดิ จากกจิ กรรมของแบคทเี รียทสี่ ร้างกรด ซง่ึ ปะปนมา
กับเคร่ืองมอื ทที่ าความสะอาดไม่ดพี อ สามารถกาจัดจุลนิ ทรียเ์ หล่านีไ้ ด้โดยการ
ใช้ความร้อนตา่ ซงึ่ ไม่ทาลายกลนิ่ และรสของเหล้าองุน่ กระบวนการพลาสเจอร์
ไรเซชัน (pasteurization)

้ํนิก่ม์ยีริลุจ

BACTERIAโยแ ๓

ริ

Structures and Functions of Bacteria

➢ ไมม่ อี อรแ์ กเนลแตม่ ีไรโบโซมแบบ 70S

ของ พวกเรา 80 S

➢ ไมม่ ี Nuclear membrane มี DNA เป็ นนิวคลีออยด์

➢ ไมม่ ไี มโทคอนเดรีย การสังเคราะหพ์ ลังงาน ATP
เกดิ ขนึ้ ทเ่ี ยอ่ื หุม้ เซลลแ์ ทน

➢ ผวิ รอบนอกมโี ปรตนี และคารโ์ บไฮเดรทคล้ายไฟบริล
อาจมรี ยางค์ เช่น แฟลคเจลลา หรือ พไิ ล

➢ สมาชกิ ส่วนใหญ่คอื Euแbบคaเcยteria และ Archอาaeยoแบbคaเ cย teria

➢ เพม่ิ จาํ นวนด้วยวธิ ี Binary fission เ มมาก

อนมาก

้ริดีรีทีดำรีรีทูพ

การสืบพันธุแ์ บคทเี รีย Binary fission

1 เซล แ ไจะ 2 ก ลอง โครโมโซม

: 1. การจาลองตวั เองของ DNA และ
การยดื ตวั ของเซลล์ ซง่ึ จะเกดิ ขนึ้
ไปพร้อมๆกัน

2. ผนังเซลลแ์ ละเยอื่ หุ้มเซลล์
จะแบง่ ตัวระหว่าง DNA 2 ชุด

3. การสร้างผนังเซลลอ์ ย่างสมบูรณ์
ระหว่าง DNA ทัง้ 2 ชุด

4. การแยกออกเป็ นเซลลล์ ูก 2
เซลล์

ูล้ฒ้ด่ม์ลำจ

Shapes and Arrangements of Bacteria

รูปร่างของแบคทเี รีย โดยท่วั ไปมี 3แบบ

1) แบบทรงกลมเรยี กว่า coccus, cocci เส้นผ่านศูนยก์ ลาง

กาน า= 0.5-1.5 µm
2) แบบแท่งหรือทอ่ น (rod) เรียกว่า bacสillus, bacilli ขนาด
2-
ประมาณ 0.2 x 8 µm
3) แบบเกลยี วไดแ้ ก่ spirillum, spirilli,mveiby_rfi.ogg, ไ ใ เก ยวเ งห า
Lzn

spriochete,filamentous,. etc

-

การจัดเรยี งตวั (bacteria arrangement) จากรูปร่าง

ของแบคทเี รียแบบต่างๆทาให้เกดิ ลักษณะการเรียงตัวของ
เซลลแ์ บคทเี รียท่ี แตกต่างกัน

้นึนีล่ช่มัริซ­ด

การจัดเรียงตัวของแบคทเี รีย

บ1 น

±

สตา โลก รอปดส



ิส่ีพ์ร๊ํพู้ผิช

Arrangements of Cocci

2 สแป ชนครอ ปดส

_



กเ า

ซาร า เรา ดา

้ัต้นิซ้ตูลิน

Arrangements of Bacilli

streptobacilli diplobacilli palisades

พา เซด

ริ

การจัดเรียงตวั ของแบคทเี รีย

streptobacilli

strepto ④ 5

Binomial system of Nomenclature

หลักการเรียกชอื่ จุลินทรยี ์

นาม ส ล อว

Generic name Specific/species name

Staphylococcus aureus = ชื่อเตม็

Staphylococcus aureus = ช่ือเตม็

S. aureus / S. aureus = ชอื่ ย่อ

Staphylococcus sp. specific = ชื่อทไี่ ม่ทราบชนิด

กัต่ืชุ

ปดา เ ใาน ด โครงสร้างและหน้าทขี่ องเซลล์
-
นอก ด แคปซลู (Capsule)

ผนังเซลล์ (Cell wall)

เยอ่ื หุม้ เซลล์ (Plasma membrane)

แฟลคเจลลา (Flagella)

ฟิ มบริเอและพไิ ล (Frimbriae and Pilli)

เอนโดสปอร์ (Endospore)

ุส้ขุสืห์หัส

เหCapsuleอนสลาม และ Slime layer

➢ เป็ นชั้นเมอื กทมี่ อี งคป์ ระกอบทางเคมหี ลากหลาย ส่วนใหญ่เป็ นโพลแี ซก็ คาไรด์

➢ แคปซูลมบี ทบาทช่วยใหแ้ บคทเี รียสามารถยดึ เกาะกับพนื้ ผวิ ได้ดี

tb ะ น โต

➢ หน้าทขี่ องแคปซูลคอื ป้องกันแบคทเี รียจากสง่ิ ตา่ ง ๆ ทเี่ ป็ นอันตรายต่อเซลล์
เช่น ความแหง้ , bacteriophage, ป้องกนั phการaบ นgเ อoโรคcytosis โดยเมด็ เลอื ดขาว

วไว ส เกาะ วในแบค เ ย ยกเ น ว แคป ล

➢ในสายพันธุท์ ม่ี แี คปซูลขนาดใหญ่ก่อโรคได้รุนแไ รนแงรง av(irdvenitsrtruainlent strain) กว่า
สายพนั ธุท์ ไี่ ม่มแี คปซูล (avirulent strain)

➢ ไมใ่ ช่ส่วนประกอบสาคัญในการดารงชวี ติ ของแบคทเี รีย แต่แบคทเี รีย หลาย ๆ
ชนิดกม็ แี คปซูล

ุร่มูซีม่ีทัต้วีรีทัต่ีทัรัต้ืชิกัจัวืม

Capsule

Bacillus anthracis Streptococcus pneumoniae

http://lecturer.ukdw.ac.id/dhira/BacterialStructure/SurfaceStructs.html

Cell wall แพง

➢ มคี วามแขง็ แรงและไม่ยดื หยุน่ ทาให้เซลลท์ นต่อสภาวะแวดล้อมได้ดี
➢ แบคทเี รียมี peptidoglycanสามารถแ ง แบค เ ยไ หรือ murein
➢ แบคทเี รียแกรมบวก มชี ัน้ เพปตโิ ดไกลแคนทห่ี นากว่า และมกี รดทโิ คอคิ
➢ แบคทเี รียแกรมลบ มชี ัน้ เพปตโิ ดไกลแคนทบี่ าง ไม่มกี รดทโิ คอคิ แต่มเี ยอื่ หุ้ม
เซลลช์ ัน้ นอกอกี ชั้นหน่ึง ทางด้านนอกสุด ทาใหม้ ชี ่องว่างทเ่ี รียกว่า periplasmic space
➢ ช่องว่างเพอริพลาสมกิ มโี ปรตนี และเอนไซมท์ ชี่ ่วยในการลาเลยี งสารอาหารเข้า-
ออก ของเซลล์

้ดีรีท่บำก

Cell wall 1

ลบ 2
3
บวก

E. !cdlwall

http://www.foodnetworksolution.com/vocab/word/4077

Cell wall

วง

นาตาล

ง วนเ น

แกรม เตน

Grams stain = a differential stain procedure

ิก่ส่ีสึด่ม

Plasma membrane

➢ เป็ นส่วนทอี่ ยู่ถัดจากผนังเซลลเ์ ขา้
ไปทางดา้ นใน มลี ักษณะบาง หอ่ หุม้
ส่วนทเี่ ป็ น cytoplasm ไว้ มหี น้าทห่ี ลาย
ประการ คอื นาโมเลกุลของสารตา่ งๆ
เข้าและออกจากเซลล์ หล่ังเอนไซมอ์ อก
นอกเซลล์ หายใจและสังเคราะหแ์ สง
ควบคุมการสบื พันธุ์ สร้างผนังเซลล์

ก ไข นเ ยง ว น แบบใบแป ➢ มอี งคป์ ระกอบหลักเป็ นไขมัน และ
แ10
โปรตนี ไขมันส่วนใหญ่เป็ นฟอสโฟลิปิ ด
เกดิ เป็ นชั้น lipid bilayer

ักัตีรัมุส

Flagella

➢ ช่วยในการเคลอื่ นทข่ี องแบคทเี รียเพอื่ ตอบสนองตอ่ สงิ่ เร้า

➢ มอี งคป์ ระกอบเป็ นโปรตนี พันกนั เป็ นเกลียว

➢ แบคทเี รียอาจมแี ฟลกเจลลาได้หลายเส้น จานวนและการเรียงตัวของแฟลค
เจลลาทาให้มชี อื่ เรียกแตกตา่ งกัน เช่น โมโนทริคัส โลโฟทริคัส แอมฟิ ทรคิ สั และ
เพอรทิ รคิ ัส เป็ นตน้

➢ แฟลกเจลลาไม่สามารถมองเหน็ ไดด้ ว้ ยกล้องจุลทรรศนช์ นิดใช้แสง (Light
microscope)

➢ โครงสร้างของแฟลกเจลลา แบ่งไดเ้ ป็ น 3 ส่วน ดงั นีค้ อื ฟิ ลาเมนท์ (filament) ฮุก
(hook) และเบซอลบอดี (basal body)

การเรียงตวั ของแฟลคเจลลา

monotrichous
lophotrichous
amphitrichous

peritrichous http://cronodon.com/BioTech/Bacteria_motility.html

การเรียงตวั ของแฟลคเจลลา

Spirahete

amphitrichoos

Frimbriae and Pili

➢ มลี ักษณะคล้ายแฟลกเจลลาแต่สัน้ กว่า และแขง็ ทอ่ื

➢ ฟิ มบริเอและพไิ ลเป็ นโปรตนี มคี ุณสมบตั ยิ ดึ เกาะผวิ ไดด้ ี

➢ ช่วยในการเกดิ biofilm ยดึ กับพนื้ ผิวของของไหล เครื่องมอื ทใี่ ช้ในโรงพยาบาล

ด จ กจาก สาย ยาง เจาะ คอ

➢ แบคทเี รียบางสปี ชสี ม์ ี sex pilus มลี ักษณะคล้ายท่อทาหน้าทยี่ ดึ เซลล์ 2 เซลล์
(donor กับ recipient) ในกระบวนการ conjugation นบ แบบอา ยเพศ

เค อน าน ว ม ลาย

์พิพัต่ผ่ีท่ืลัศ์ุธัพืสูม่ีทิต

Frimbriae and Pili

Sex pili

http://classes.midlandstech.edu/carterp/Courses/bio225/chap04/ss3.htm

Endospore

➢ ไ ไ พบใน ก ด eเอนnดdสปoอ spore formers เช่น

พบในแบคทเี รียกลุ่ม

Clostridium sp. และ Bacillus sp. นแป

➢ เซลลจ์ ะเปลีย่ นแปลงเป็ นเอนโดสปอรซ์ ง่ึ เป็ น
dormant cell ทไี่ ม่มกี จิ กรรมและทนต่อสภาวะไม่

เหมาะสมได้

➢ เอนโดสปอรม์ ผี นังหนาหลายชัน้ ล้อมตัวสปอร์ มนี า้
น้อย ไมต่ ดิ สีย้อมแกรม แต่ตดิ สี malachite green

เ น เ ยว ๆ

➢ ตาแหน่งและรูปร่างของเอนโดสปอร์ สามารถใช้
จาแนก endospore formers

http://textbookofbacteriology.net/procaryotes_7.html

ีขีส็ป์นิร้ต์รัรินุท้ด่ม

Endospore (ต่อ)

6 ด สปอ ในภาย

➢ Clostridium sp. มสี าร dipicolinic acid ทาให้
สปอรท์ นต่อความแห้งแล้ง
➢ สปอรป์ ระกอบดว้ ย

1. Core
2. Cortex
3. Coat

http://textbookofbacteriology.net/procaryotes_7.html

ู่ผ่ีท์รีม

ตาแหน่งและรูปร่างของเอนโดสปอร์

ไ วเค ยส

Terminal Central Subterminal

ปลายเซลล์ กลางเซลล์ ค่อนไปทางปลายเซลล์

http://textbookofbacteriology.net/medical_5.html

มีลินีม่

วงจรการสร้างเอนโดสปอรแ์ ละการเกดิ เอนโดสปอรอ์ สิ ระ

แบค เ ย

ทีรี

Nucleoid

➢ นิวคลอี อยดค์ อื โครโมโซมของแบคทเี รียซงึ่ ไม่มเี ยอ่ื หุม้
➢ โครโมโซมของแบคทเี รียเป็ นดเี อน็ เอสายคู่ ทรงกลม
➢ ปลายโครโมโซมทัง้ 2 ด้านตอ่ กันเป็ นวง (circular DNA)
➢ เป็ นทเี่ กบ็ รหัสทางพนั ธุกรรม
➢ ขนาดของ DNA วัดโดยจานวนเบสคู่สม แตกตา่ งกันตามสปี ชสี แ์ ละสายพนั ธุ์

Nucleoid

Bacterial Chromosome in
“nucleoid area”

Nucleoid

http://molbiol.ru/pictures/80886.html

การจาแนกแบคทเี รีย

แบคทเี รียทาแจกไดเ้ ป็ น 2 โดเมน คอื

Archaebacteria Bacteria Eubacteria

Archaebacteria

แบง่ ได้ 3 กลุ่ม คอื

Halophiles (salt lovers)

Methane producing bacteria ผ ตแ ส ไเงา

Thermoacidophiles(heat & acid lovers)

ล้ดีม๊กิ

Archaebacteria (ต่อ)

Halophile

- ชอบเจริญในทมี่ คี วามเข้มของเกลอื สูงเช่น นาเกลอื หรือ ทะเลสาบ
นา้ เคม็ ทมี่ กี ารระเหยของนา้ สูงๆ

- โดยท่วั ไปจะเจริญได้ในทมี่ เี กลอื โซเดยี มคลอไรด์ อยา่ งน้อย 8.8% แต่
เจริญได้ดที ี่ 17-23% บางชนิดสามารถเจริญได้ที่ 32% ซง่ึ เป็ นปริมาณท่ี
เกลอื เกอื บจะอมิ่ ตัวอกี ดว้ ย

- สงิ่ มชี วี ติ พวกฮาโลไฟลส์ ่วนใหญ่จะมกี ารสร้างเมด็ สจี าพวกแคโรทนี อยด์
(carotenoid)ขนึ้ มา โดยเซลลเ์ หล่านีจ้ ะมี สแี ดงหรือส้มขนึ้ อยู่กับปรมิ าณ
เมด็ สที ส่ี ร้างขนึ้


Click to View FlipBook Version