1
บวชพระใหม่
(บวชไมน่ าน) ควรรู้อะไรบา้ ง
เรียบเรยี ง | ปิ่นพงษ์ ยอดสะคณุ
2
3
คำนำ
ในนำนำประเทศท่ีนับถือศำสนำพุทธ กำรท่ีจะบวชนั้น ผู้บวชต้องมีจิตศรัทธำ
และควำมมงุ่ มนั่ มำก เพรำะในกำรตัดสนิ ใจบวชนนั้ เป็นกำรตั้งใจบวชตลอดชีวติ
แต่สำหรับประเทศไทยน้ัน เป็นประเทศหนึ่งเดียวที่มีวัฒนธรรมในกำรให้
ลูกผชู้ ำยของบ้ำนไดบ้ วชเรยี น ซึง่ เปน็ กำรบวชเพียงระยะเวลำสนั้ ๆ แตเ่ ดิมคนส่วนใหญ่
มีอำชีพเกษตรกร จึงมีเวลำท่ีจะหยุดกำรงำน และมำบวชเรียนได้อย่ำงน้อยประมำณ
หนึ่งพรรษำ แต่เนื่องด้วยโลกปัจจุบัน รูปแบบกำรทำงำนเป็นรูปแบบบริษัท กำรท่ีจะ
ลำงำนมำบวชได้ระยะเวลำนำนๆนั้นไม่สำมำรถทำได้ จึงมีกำรบวชโดยใช้เวลำ 7 วันบ้ำง
15 วันบ้ำง หรือ 30 วันบ้ำง เป็นต้น ทำให้กำรศึกษำเร่ืองธรรมและวินัยมีน้อย และ
พระพี่เลย้ี งอำจจะเหน็ ว่ำบวชไม่นำนเด๋ียวก็สึก ก็เลยไมไ่ ด้สอนเรอ่ื งธรรมและวนิ ัยอะไรมำก
จึงทำผู้บวชไม่ได้มีข้อธรรมเพ่ือนำไปใช้พิจำรณำเร่ืองต่ำงๆในกำรดำรงชีวิต และอำจจะ
พล้งั พลำดทำผิดวนิ ยั ทำใหต้ ้องอำบัตโิ ดยไม่ร้ตู ัวได้
ในตอนท่ีกระผมได้บวชเรียนเป็นคร้ังที่สองนี้ เมื่อเดือนเมษำยน 2563 ได้มี
ควำมมุ่งมั่นตั้งใจที่จะศึกษำและปฏิบัติอย่ำงเต็มที่เท่ำที่เวลำจะมี และได้รับกำรเรยี นรู้
พระธรรมวินัยท่ีสำคัญในกำรครองเพศสมณะจำกพระอำจำรย์ธรรมรัตน์ รักษำกำร
เจ้ำอำวำสวัดป่ำแจ้งแก้ว อ.จะนะ จ.สงขลำ กระผมเห็นว่ำธรรมและวินัยต่ำงๆที่
พระอำจำรย์ได้สั่งสอนมำน้ันมีประโยชน์กับพระบวชใหม่ที่สำมำรถบวชได้ไม่นำน จึงได้
ศึกษำค้นคว้ำเพ่ิมเติมและเรียบเรียงใหม่ตำมกำรใช้ชีวิตแต่ละวัน ซึ่งถือว่ำยังน้อยนัก
จำกที่พระพุทธเจ้ำได้สั่งสอนมำ แต่อย่ำงน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นทด่ี ีทีจ่ ะให้ผู้บวชพระใหม่
ใช้เป็นแนวทำงในกำรปฏิบัติในธรรมวินัยได้ และยังให้ผู้ที่ฝักใฝ่สนใจเรื่องธรรมวินัย
ใชเ้ ป็นพ้ืนฐำนในกำรศกึ ษำให้ย่ิงๆข้ึนไป
ปน่ิ พงษ์ ยอดสะคุณ
4
สารบญั
ส่วนท่ี 1: บวชพระใหม่
บทท่หี นงึ่ : เตรียมตวั ก่อนบวช
เครื่องนุ่งห่มพระสงฆไ์ ทย.............................................................................1
เคร่ืองบวช อฐั บริขำรตำมพระวนิ ัย..............................................................2
ขั้นตอนและบทสวดแบบมหำนิกำย (อกุ ำสะ)...............................................4
บทที่สอง: วันบวชพระใหม่
นิสสยั 4……………………………………………………………………………………......13
อกรณยี กิจ 4………………………………………………………………………………….14
เรอ่ื งที่ตอ้ งเรยี นและทำในวันแรกทบ่ี วช....................................................15
- กำรพนิ ทุจวี รใหม่
- กำรอธิษฐำนและกำรวกิ ัปบริขำร
- วนิ ัยกำรครองไตรจวี รข้ำมรำตรี
- กำรพิจำรณำอำหำร ยำ ใชส้ อบบรขิ ำร และเสนำสนะ
สว่ นท่ี 2: วนิ ยั ทพี่ ระใหมค่ วรรู้
บทท่ีสาม: วนิ ยั ขอ้ ท่ีสาคญั ทพี่ ระใหม่ตอ้ งรู้
อำบตั ิ.........................................................................................................25
วธิ ีแสดงอำบัติ…………………………………………………………………………………28
อำบัติปำรำชิก..............................ใ............................................................30
สงั ฆำทิเสส.................................................................................................40
บททส่ี ่:ี ข้อวัตรส่วนตัวในชีวิตประจาวนั ........................................................ 49
บทท่ีห้า: ขอ้ วัตรในประเดน็ ที่น่าสนใจ............................................................ 59
เรอื่ งเสริม : เหตุแห่งการสงั คายนา คร้ังที่ 1 และ 2…………………………..………..71
ส่วนท่ี 3: อา้ งองิ
5
บรรพชาเปน็ โอกาสว่าง
“ฆรำวำสคบั แคบ เปน็ ทำงมำแห่งธุลี,
สว่ นบรรพชำเปน็ โอกำสว่ำง;
ผู้อย่คู รองเรือนจะประพฤติพรหมจรรยใ์ หบ้ ริสุทธบิ์ ริบูรณ์
โดยส่วนเดยี ว เหมือนสงั ขท์ ่เี ขำขัดดแี ลว้ , โดยงำ่ ยนน้ั ไมไ่ ด้ .
ถ้ำไฉนเรำพึงปลงผมและหนวด
ครองผ้ำย้อมฝำด ออกจำกเรอื น
บวชเป็นผไู้ มม่ ีประโยชน์ เก่ยี วขอ้ งด้วยเรือนเถิด ”
6
ผทู้ ไี่ ด้ช่อื วา่ เป็นบตุ รของพระพทุ ธเจ้า
“กศ็ รทั ธำของผ้ใู ดแล ตั้งมน่ั ในตถำคต
ฝังลงรำกแลว้ ดำรงอยไู่ ด้มั่นคง
อนั สมณะ หรอื พรำหมณ์ เทวดำ มำร พรหม
หรือใครๆในโลกกต็ ำม ไมช่ ักนำ ไปทำงอนื่ ได้,
ผ้นู ัน้ ควรจะกลำ่ วไดอ้ ยำ่ งน้ีวำ่ เรำเป็นบตุ ร เปน็ โอรส
เกดิ จำกปำกของพระผมู้ พี ระภำค
เกิดโดยธรรม อันธรรมเนรมิต
เป็นทำยำทแหง่ ธรรม.ดังนี้ ”
7
1
บทท่ี 1 เตรียมความพรอ้ มก่อนบวช
เครือ่ งนงุ่ หม่ ของพระสงฆไ์ ทย
ไตรจวี ร ประกอบด้วย ผ้า 3 ผนื
จีวร จะเย็บแบบมีขันฑ์ เพ่ือใหถ้ กู ตำมวนิ ัย
โดยท่ัวไปจะเยบ็ 5 ขนั ฑ์ สว่ น 7 ขันฑ์
และ 9 ขันฑ์ ตอ้ งส่ังพเิ ศษ
สงั ฆาฏิ คือจวี ร
ทใี่ ชพ้ ำดบ่ำ
มที ัง้ 5 ขันฑ์
7 ขันฑ์
และ 9 ขนั ฑ์
สบง เป็นผำ้ นุง่ มกี ำรเย็บเก็บมมุ คล้ำยจีวร สบงสตั ขณั ฑ์ เป็นผ้ำนงุ่ เย็บแบบมีขัณฑ์เหมือนจวี ร
2
ตัวอย่างเครื่องบวชที่วางขายในท้องตลาด
รายการชุดเครื่องบวช
(ชุดมาตรฐาน) ราคา 12,000 บาท
1. ไตรครอง ผำ้ ป่ำนโทเร 13. ผ้ำหม่ นอน
2. ไตรอำศยั ผ้ำปำ่ นโทเร 14. หมอนหนนุ
3. สัปทน ผำ้ ดำดลำยดอกไม้ 15. ทน่ี อน ก. 0.75 ม.x ย. 2.0 ม.
4. ชดุ บำตรสแตนเลส 8 น้วิ ธมกรก มดี โกน 16. เส่อื วปิ สั นำ 60 x 80 ซม.
หินลบั มดี เขม็ ดำ้ ย
5. ชุดกรวยธปู เทยี นแพถวำยอปุ ัชฌำย์ คู่สวด 17. มีดโกน ใบมดี โกน ขนนก
6. ตำลปัตร 18. รม่
7. ยำ่ มโทเร 3 กระเป๋ำซบิ 19. รองเท้ำพระ
8. ชดุ นำค 20. กระตกิ น้ำ
9. ผ้ำขำวมำ้ 21. ขนั อลมู ิเนียม 18 ซม.
10. ผ้ำอำบนำ้ ฝน 22. ปิน่ โตสแตนเลส 5 ช้ัน
11. ผำ้ เชด็ ตวั 27 x 54 ซม 23. กระโถนเคลือบ
12. ผ้ำเช็ดหน้ำ 12 x 12 ซม. 24. จำน ช้อนสอ้ ม แก้วนำ้
เราไม่อนุญาตใหอ้ ุปสมบท แก.่ .. .
3
ทรงอนญุ าตบาตร 2 ชนิด ทรงหา้ มสวมรองเท้า
คอื บำตรเหล็กกับบำตรดนิ สีเขียวลว้ น เหลืองลว้ น
ทรงห้ามใช้ บำตรทที่ ำจำกไม้ แดงลว้ น บำนเยน็ ลว้ น
จำกแก้วมณี จำกเงิน จำกทอง จำกหวั กะโหลกผี ดำล้วน แสดล้วน ชมพลู ้วน
บำตรท่ีมลี วดลำยอันวิจติ ร ทรงปรับอำบัตทิ กุ กฎ ทรงห้ามสวมรองเท้า
แก่ภกิ ษผุ ลู้ ่วงละเมิด มหี ูสเี ขยี วลว้ น เหลอื งลว้ น
แดงล้วน บำนเย็นล้วน ดำล้วน
ทรงอนญุ าตและห้ามใช้ร่ม แสดล้วน ชมพลู ว้ น
ครง้ั แรกทรงอนุญำตให้ใช้ร่ม ทรงห้ามสวมรองเทา้
ภำยหลงั มภี ิกษกุ ำงรม่ เทียวไป 6. รองเท้ำปดิ สน้ ปิดหลังเท้ำ
ในท่ีต่ำงๆ มผี ู้ติเตียนว่ำทำอยำ่ ง 7. รองเท้ำยดั นุ่น รองเท้ำหนังสตั ว์
มหำอำมำตย์ จึงทรงห้ำมใช้ร่ม แตท่ รงผ่อนผนั 8. รปู ใดสวม ตอ้ งอำบัติทกุ กฎ
ใหใ้ ชเ้ ม่ือเป็นไข้ เมอื่ ใช้ภำยในวดั หรือบริเวณ
9.
ใกลว้ ดั (หมายเหตุ : ไมพ่ บวา่ ทรงบญั ญัตเิ รือ่ งสี 1. เครอื่ งลาด (ทรี่ องน่ัง ทีร่ องนอน)
ของรม่ ท่ที รงอนุญาตเอาไว้)
2. ที่ยัดด้วยนนุ่ เคร่ืองลำดทำจำกขนแกะ
เทเชครน่รง่อื บมงญั ดีบญโรกขิัตนาหิ รต้ำใมลชใับ้สชเอ้ขกยอบ็ องเขทื่น็ม่ีมๆแีลลวะดดล้ำำยยอถนั งุ วยิจ่ำมิตรใสข่ อง354... เครือ่ งลำดทำจำกไหมขลิบทองและเงิน
เครื่องลำดมีหมอนขำ้ ง
รูปใดใช้ ต้องอำบตั ทิ ุกกฎ
ห้ำมใช้ของท่ีทำมำจำกสงิ่ มคี ่ำ เช่นทำจำกงำชำ้ ง
ทำจำกหนังสตั ว์ ทำจำกเงินและทอง เปน็ ต้น
(หมายเหตุ : ไมพ่ บว่าทรง
บัญญัตเิ รอ่ื งสีของยา่ ม
ทที่ รงอนญุ าตเอาไว้)
ความเห็นผูเ้ รยี บเรียงเรือ่ งสี : สมยั เมื่อ 2500 กวา่ ปี การย้อมสีจาพวกสแี ดง สีเหลอื ง สเี ขยี ว สีส้ม
สีนาเงิน เปน็ เรอ่ื งยากและมีราคาแพง คนท่ีใช้ส่ิงของที่มีสีจาพวกนี ส่วนใหญเ่ ปน็ เศรษฐี คหบดผี ้รู ่ารวย
หรอื มหาอามาตย์ จงึ ทรงหา้ มภิกษใุ ช้สีเหล่านี เพราะเป็นทตี่ เิ ตียน ไม่นา่ เลื่อมใส
4
ขั้นตอนและบทที่ตอ้ งท่องจาในพิธบี วชแบบมหานิกาย (อกุ าสะ)
กอ่ นจะเข้ำโบสถก์ ต็ อ้ งวันทำเสมำหนำ้ พระอโุ บสถเสียกอ่ นว่ำ ..
วันทามิ อาราเม พัทธะ เสมายัง โพธริ กุ ขงั เจติยัง
สัพพะ เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต
รับผำ้ ไตรอุ้มประนมมือแล้วเดนิ เขำ้ ไปในทีป่ ระชมุ สงฆ์ในพิธี
แลว้ วำงผำ้ ไตรไวข้ ำ้ งตวั ด้ำนซำ้ ย (สงั ฆนบิ ำต)
รับเครือ่ งสกั กำระถวำยพระอปุ ัชฌำย์
กรำบดว้ ยเบญจำงคประดิษฐ์ ๓ ครง้ั
แล้วอมุ้ ผ้ำไตรประนมมือยืนข้นึ เปลง่ วำจำขอบรรพชำว่ำ
อุกาสะ วนั ทามิ ภนั เต
สพั พัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปญุ ญัง สามนิ า อะนุโมทิตพั พงั
สามนิ า กะตัง ปญุ ญงั มัยหงั
ทาตัพพงั สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
อกุ าสะ การญุ ญัง กตั ตะวา ปพั พชั ชงั เทถะ เม ภันเต
นง่ั คกุ เข่ำลง แลว้ ประนมมือว่ำ
อะหัง ภนั เต ปพั พัชชงั ยาจามิ
ทุตยิ ัมปิ อะหงั ภันเต ปัพพชั ชัง ยาจามิ
ตะตยิ มั ปิ อะหงั ภนั เต ปพั พัชชงั ยาจามิ
(กลำ่ ว ๓ ครงั้ วำ่ )
สัพพะทกุ ขะ นสิ สะระณะนพิ พานะ สจั ฉิกะระณัตถายะ
อิมงั กาสาวัง คะเหตะวา ปัพพาเชถะ มัง ภนั เต
อะนุกมั ปัง อุปาทายะ
5
เสรจ็ แลว้ พระอุปชั ฌำจะรับผำ้ ไตร แล้ววำ่ ต่อไป
(กล่ำว ๓ ครั้งวำ่ )
สพั พะทกุ ขะ นสิ สะระณะนพิ พานะ สจั ฉกิ ะระณัตถายะ
เอตัง กาสาวงั ทตั ตะวา ปัพพาเชถะ มงั ภนั เต
อะนุกมั ปงั อปุ าทายะ
พระอุปชั ฌำย์ใหโ้ อวำทและบอก ตะจะปญั จะกะ กัมมัฏฐาน
แล้วใหว้ ่ำตำมไปทลี ะบท
โดยอนโุ ลม ดังน้ี (ทวนกลับ) และปฏโิ ลม (ไปขำ้ งหนำ้ )
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ )อนุโลม(
ตะโจ ทนั ตา นะขา โลมา เกสา )ปฏิโลม(
พระอปุ ชั ฌำยช์ ักอังสะออกจำกไตรมำสวมใหผ้ บู้ วช
แลว้ สัง่ ให้ออกไปครองผำ้ ครบไตรจวี รตำมระเบยี บ
ครัน้ เสร็จแลว้ รับเครอื่ งไทยทำนเขำ้ ไปหำพระอำจำรย์ ถวำยท่ำน
แลว้ กรำบ ๓ ครัง้
ยนื ประนมมอื เปล่งวำจำขอสรณะและศีลดังนี้
อกุ าสะ วนั ทามิ ภันเต
สพั พัง อะปะราธงั ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตงั ปญุ ญงั สามนิ า อะนุโมทิตัพพงั
สามนิ า กะตัง ปุญญงั มัยหงั ทาตัพพัง
สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
อุกาสะ การุญญัง กัตตะวา
ตสิ ะระเณนะ สะหะ
สีลานิ เทถะ เม ภันเต
6
นัง่ คุกเข่ำขอสรณะและศีลดังต่อไปนี้
อะหัง ภนั เต สะระณะสลี งั ยาจามิ
ทุตยิ ัมปิ อะหัง ภนั เต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหงั ภนั เต สะระณะสลี งั ยาจามิ
พระอำจำรยก์ ล่ำวคำนมัสกำรให้ผบู้ รรพชำว่ำตำมดังนี้
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พทุ ธสั สะ (๓ จบ(
พระอุปชั ฌำย์จะกลำ่ วว่ำ
เอวงั วะเทหิ หรือ ยะมะหงั วะทามิ ตัง วะเทหิ
ให้รบั ว่ำ อามะ ภันเต
แลว้ ทำ่ นจะวำ่ นำสรณคมนก์ ็ให้ว่ำตำมดังน้ี
พทุ ธงั สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมงั สะระณงั คจั ฉามิ
สังฆงั สะระณัง คัจฉามิ
ทุตยิ มั ปิ พุทธงั สะระณงั คัจฉามิ
ทตุ ยิ ัมปิ ธมั มงั สะระณงั คัจฉามิ
ทุตยิ มั ปิ สงั ฆงั สะระณัง คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ พทุ ธัง สะระณงั คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธมั มัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะตยิ มั ปิ สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ
พอจบแล้วทำงพระอุปชั ฌำย์จะบอกว่ำ
ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐติ ัง
ก็ให้รบั วำ่ อามะ ภนั เต
ตอ่ จำกนัน้ ก็สมำทำนสกิ ขำบท ๑๐ ประกำร โดยวำ่ ตำมท่ำนไป
เร่ือยๆ ดังน้ี
7
ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทยิ ามิ
อทินนาทานา เวรมณี สิกขาปะทงั สมาทยิ ามิ
อะพรหมจริยา เวรมณี สกิ ขาปะทัง สมาทยิ ามิ
มุสาวาทา เวรมณี สกิ ขาปะทงั สมาทิยามิ
สรุ าเมรยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ
วิกาละโภชนา เวรมณี สกิ ขาปะทัง สมาทิยามิ
นจั จะคีตะวาทติ ะวิสูกะทัสสนา เวรมณี สกิ ขาปะทงั สมาทยิ ามิ
มาลาคนั ธะวเิ ลปะนะธารณะมณั ฑนะวิภูสะนฏั ฐานา เวรมณี
สกิ ขาปะทงั สมาทยิ ามิ
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวรมณี สิกขาปะทงั สมาทยิ ามิ
ชาตะรูปะ ระชะตะ ปฏิคคหณา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ
พระอุปัชฌำย์จะกล่ำว ๓ ครงั้ วำ่
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สมาทิยามิ
เสรจ็ แลว้ พึงกรำบลง ๑ หน แลว้ ยนื ข้ึนวำ่ ดงั น้ี
วันทามิ ภนั เต สัพพงั อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตงั ปญุ ญัง สามนิ า อะนโุ มทิตพั พงั
สามินา กะตัง ปุญญงั มัยหงั ทาตพั พัง
สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
(คุกเข่ำลงกรำบ ๓ ครั้ง)
ตอ่ จำกนั้นใหร้ บั บำตรอุ้มเขำ้ ไปหำพระอุปัชฌำยใ์ นสังฆสนั นิบำต
วำงไว้ขำ้ งตัวดำ้ นซ้ำย
รบั เคร่อื งไทยทำนถวำยท่ำนแลว้ กรำบ ๓ คร้ัง
เสร็จแล้วยืนขึ้นประนมมอื กลำ่ วดงั นี้
อุกาสะ วันทามิ ภนั เต สพั พงั อะปะราธงั ขะมะถะ เม ภนั เต
มะยา กะตัง ปญุ ญงั สามนิ า อะนโุ มทติ พั พัง
สามินา กะตัง ปญุ ญงั มัยหงั ทาตัพพัง
สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
อกุ าสะ การญุ ญงั กตั ตะวา นสิ สะยัง เทถะ เม ภนั เต
8
(นงั่ คกุ เข่ำ)
อะหัง ภันเต นิสสะยงั ยาจามิ
ทุติยมั ปิ อะหงั ภนั เต นสิ สะยัง ยาจามิ
ตะติยมั ปิ อะหัง ภนั เต นสิ สะยงั ยาจามิ
(กลำ่ ว ๓ คร้ังว่ำ)
อปุ ัชฌาโย เม ภันเต โหหิ
พระอุปชั ฌำย์จะกล่ำวรับว่ำ
โอปายกิ ัง ปะฏริ ปู ัง ปาสาทิเกนะ สัมปะเทหิ
ผ้บู วชพงึ รบั ว่ำ อกุ าสะ สมั ปะฏิจฉามิ ๓ คร้ังแล้ววำ่ ดังนี้
(กล่ำว ๓ ครง้ั วำ่ )
อชั ชะตคั เคทานิ เถโร มัยหงั ภาโร อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร
(เสร็จแล้วยนื ขน้ึ วำ่ ดังนี้)
วันทามิ ภนั เต สัพพงั อะปะราธงั ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปญุ ญงั สามนิ า อะนโุ มทติ พั พัง
สามนิ า กะตงั ปญุ ญัง มยั หัง ทาตัพพงั
สาธุ สาธุ อะนโุ มทามิ
(คกุ เขำ่ กรำบ ๓ ครงั้ )
ลำดบั ตอ่ ไปพระอปุ ชั ฌำย์ หรอื พระอำจำรย์จะเอำบำตรมีสำย
โยคคลอ้ งตัวผูข้ อบวช แล้วบอกบำตรและจีวร ผบู้ วชก็รบั เป็น
ทอดๆไปดงั นี้
อะยันเต ปัตโต (นบี้ ำตรของเจำ้ ?)
อามะ ภณั เต (ขอรบั เจ้าขา้ )
อะยงั สงั ฆาฏิ (นผ้ี ำ้ ทำบของเจ้ำ?)
อามะ ภณั เต (ขอรบั เจ้าขา้ )
อะยงั อุตตะราสงั โค (นี้ผา้ ห่มของเจ้า?)
อามะ ภณั เต (ขอรบั เจ้าขา้ )
อะยงั อันตะระวาสะโก (นีผ้ ้านุ่งของเจา้ ?)
อามะ ภัณเต (ขอรับ เจ้าขา้ )
9
จำกนัน้ พระอำจำรย์ท่ำนจะบอกใหอ้ อกไปข้ำงนอกวำ่
คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ตฏิ ฐาหิ
ผบู้ วชกถ็ อยออกไปยนื อยู่ในทท่ี ีก่ ำหนดไว้
(ส่วนใหญจ่ ะเปน็ บริเวณทำงเขำ้ โบสถ์)
ตอ่ จำกนพ้ี ระอำจำรย์จะสวดถำมอันตรายิกธรรม
ใหร้ ับ นัตถิ ภนั เต ๕ ครัง้ และต่อด้วย อามะ ภนั เต อกี ๘ คร้งั
ดังตอ่ ไปน้ี
พระจะถำมว่ำ—ผบู้ วชกล่ำวรบั ว่ำ
กุฏฐัง(เธอเปน็ โรคเรอื้ นหรอื ไม่)
นตั ถิ ภนั เต(ไม่ ขอรับ)
คณั โฑ(เธอเป็นโรคฝีชนิดเป็นทัว่ ตวั หรือไม่)
นัตถิ ภนั เต
กิลาโส(เธอเป็นโรคกลำกหรอื ไม่)
นัตถิ ภันเต
โสโส (เธอเป็นโรคหืดหรือไม่)
นตั ถิ ภนั เต
อะปะมาโร(เธอเปน็ โรคลมบำ้ หมูหรือไม่)
นัตถิ ภันเต
มะนสุ โสสิ๊(เธอเปน็ มนษุ ย์ ใช่ไหม)
อามะ ภนั เต(ขอรบั เจ้ำข้ำ)
ปรุ ิโสสิ๊(เธอเปน็ ผ้ชู ำย ใชไ่ หม)
อามะ ภนั เต
10
ภุชสิ โสสิ๊(เธอเปน็ ไทแก่ตวั เอง ใช่ไหม)
อามะ ภนั เต
อะนะโณสิ๊ (เธอไมเ่ ปน็ หน้ีใคร ใช่ไหม)
อามะ ภันเต
นะสิ๊ ราชะภะโฏ (เธอไม่ใช่ข้ำรำชกำรที่ยังมภี ำระต้องรบั ผิดชอบ
ใชไ่ หม)
อามะ ภนั เต
อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปติ หู ิ(บิดำ มำรดำของเธออนญุ ำต ใชไ่ หม)
อามะ ภันเต
ปะริปณุ ณะวสี ะตวิ ัสโสส๊ิ (เธออำยุครบ 20 ปี ใช่ไหม)
อามะ ภันเต
ปะรปิ ุณณันเต ปัตตะจีวะรัง(เธอมีบำตรและจีวรครบ ใชไ่ หม)
อามะ ภันเต
กินนาโมสิ(เธอช่อื อะไร)
อะหัง ภันเต ช่อื พระใหม่*... นามะ(....กระผมชอ่ื )
โก นามะ เต อปุ ชั ฌาโย(พระอุปชั ฌำย์เธอชื่ออะไร)
อปุ ชั ฌาโย เม ภันเต อายสั สะมาช่อื พระอปุ ชั ฌาย*์ ... นามะ
(....พระอปุ ัฌำยก์ ระผมชอื่ )
*หมำยเหตุ ผบู้ วชจะต้องทรำบชอื่ ทำงพระท่ีพระต้งั ให้ใหมก่ ่อนวนั
บวช และตอ้ งจำชอ่ื พระอุปชั ฌำย์ใหไ้ ด้ดว้ ย
เสร็จแล้วกลับเข้ำมำข้ำงในท่ีประชมุ สงฆ์ กรำบลงตรงหนำ้ พระอุปัชฌำย์ ๓ คร้ัง
น่ังคุกเข่ำประนมมือเปล่งวำจำขออุปสมบทดังน้ี
11
สังฆัมภันเต อปุ ะสัมปะทงั ยาจามิ
อลุ ลุมปะตุ มงั ภันเต สงั โฆ อะนกุ ัมปงั อปุ าทายะ
ทตุ ิยมั ปิ ภันเต สังฆงั อปุ ะสมั ปะทงั ยาจามิ
อลุ ลมุ ปะตุ มัง ภนั เต สังโฆ อะนุกมั ปัง อปุ าทายะ
ตะตยิ มั ปิ ภนั เต สงั ฆงั อปุ ะสมั ปะทงั ยาจามิ
อลุ ลมุ ปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปงั อปุ าทายะ
ต่อมำพระอำจำรย์สวดสมมตติ นถำมอนั ตรำยกิ ธรรม
ผู้บวชกร็ ับว่ำ นัตถิ ภันเต ๕ ครงั้ และ อามะ ภนั เต ๘ ครงั้
บอกชือ่ พระใหมข่ องตวั เอง และช่ือพระอุปชั ฌำย์แบบทผี่ ำ่ นมำอย่ำงละหนึ่งคร้ัง
เสร็จแล้วกน็ ั่งฟงั พระสวดกรรมวำจำอปุ สมบทไปจนจบ พอจบแล้วท่ำนกจ็ ะเอำบำตรออกจำกตวั
ใหก้ รำบลง ๓ ครงั้
นั่งพบั เพียบฟังพระอุปัชฌำย์บอกอนศุ ำสนไ์ ปจนจบ แล้วกก็ ล่ำวรับว่ำ อามะ ภันเต
เสร็จพิธกี ็กรำบพระอปุ ัชฌำย์ ๓ ครั้ง
หมายเหตุ : รูปแบบขันตอนการทาพิธีอุปสมบท แต่ละวัด แต่ละพืนถิ่น จะมีความ
แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ให้ผู้บวชสอบถามขันตอนจากพระอาจารย์
ที่ช่วยดูแลในการบวช ทังนีเพ่ือความถูกต้องของแต่ละวัด และของ
แตล่ ะพืนถิ่นดว้ ย.
12
13
บทที่ 2 วันอปุ สมบท
พระพุทธานุญาต ให้บอกนสิ สยั ๔ ในวนั อปุ สมบท
ภิกษทุ ง้ั หลำย เรำอนุญำตใหผ้ ทู้ ำกำรใหอ้ ปุ สมบท พงึ บอกนิสสยั ๔ (แกผ่ อู้ ุปสมบทแลว้ )
ดงั นวี้ ่ำ-:
๑. บรรพชำอำศยั โภชนะ คอื คำข้ำวอนั หำได้ดว้ ยกำลงั ปลแี ข้ง เธอพึงทำอตุ สำหะ
ในข้อนั้นจนตลอดชีวิต ลำภท่ีเกิดแล้วเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คืออำหำรท่ีถวำยสงฆ์ อำหำรท่ีเฉพำะสงฆ์
กำรนิมนต์เพ่ือฉันอำหำร อำหำรที่ถวำยตำมสลำก อำหำรที่ถวำยในปักษ์ อำหำรที่ถวำยในวัน
อโุ บสถ อำหำรทถ่ี วำยในวันขน้ึ หรอื แรมหน่ึงคำ่ .
๒. บรรพชำอำศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงทำอุตสำหะในข้อน้ันจนตลอดชีวิต ลำภที่
เกดิ แล้วเป็นพิเศษท่ีพึงรับได้ คือ ผ้ำเปลอื กไม้ ผำ้ ฝำ้ ย ผำ้ ไหม ผ้ำขนสตั ว์ ผ้ำป่ำน ผำ้ แกมกนั .
๓. บรรพชำอำศัยโคนไม้เป็นเสนำสนะ เธอพึงอุตสำหะในข้อน้ันจนตลอดชีวิต
ลำภทเ่ี กดิ แลว้ เปน็ พิเศษ ทีพ่ ึงรบั ได้ คอื วหิ ำร เรือนมุงแถบเดยี ว เรือนช้นั เรือนโลน้ ถำ้ .
๔. บรรพชำอำศัยมูตรเน่ำเป็นยำ เธอพึงอุตสำหะในข้อน้ันจนตลอดชีวิต ลำภท่ี
เกิดแล้วเป็นพิเศษ ท่พี ึงรับได้ คือเนยใส เนยข้น นำ้ มัน นำ้ ผงึ้ นำ้ อ้อย
////////////////////////////////////
14
พระพุทธานญุ าต...ใหบ้ อกอกรณยี กจิ ๔ เมอ่ื อุปสมบทเสร็จ
ดูก่อนภิกษุท้ังหลำย เรำอนุญำตให้
ภิกษุผู้ให้อุปสมบทแล้วให้ภิกษุอยู่เป็นเพ่ือน
และให้บอกอกรณยี กจิ ๔ ดงั ต่อไปน้ี-:
๑. อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงเสพ
เมถุนธรรม โดยท่สี ดุ แมใ้ นสัตวด์ ิรจั ฉำนตวั เมยี
ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็น
เช้ือสำยพระศำกยบุตร เปรียบเหมือนบุรุษถกู
ตัดศีรษะแล้ว ไม่อำจจะมีสรีระคุมกันนั้น
เป็นอยู่ ภิกษุก็เหมือนกัน เสพเมถุนธรรมแล้ว
ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสำยพระศำกยบุตร
กำรน้นั เธอไม่พงึ ทำตลอดชีวิต
๒. อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงถือเอำของอันผู้อื่นไม่ได้ให้ เป็นส่วนขโมย
โดยทสี่ ุดหมำยเอำถึงเสน้ หญำ้ ภิกษุใดถอื เอำของอนั เขำไม่ได้ให้ เปน็ ส่วนขโมย ได้รำคำบำทหนึ่งก็ดี
ควรแก่รำคำบำทหนึ่งก็ดี เกินบำทหนึ่งก็ดี ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสำยพระศำกยบุตร
เปรียบเหมือนใบไม้หล่นจำกขั้วแล้วไม่อำจจะเป็นของเขียวสด ภิกษุก็เหมือนกัน ถือเอำของอันเขำ
ไม่ได้ให้ เป็นสวนขโมย ได้รำคำบำทหนึ่งก็ดี ควรแก่รำคำบำทหน่ึงก็ดี เกินบำทหนึ่งก็ดี ไม่เป็นสมณะ
ไมเ่ ป็นเช้อื สำยพระศำกยบตุ ร กำรนัน้ เธอไม่พึงทำตลอดชวี ิต
๓. อนั ภกิ ษผุ ู้อปุ สมบทแลว้ ไม่พึงแกลง้ พรำกสตั วจ์ ำกชวี ติ โดยท่ีสุดหมำยเอำถึง
มดดำมดแดง ภิกษุใดแกล้งพรำกกำยมนุษย์จำกชีวิต โดยที่สุดหมำยเอำถึงยังครรภ์ให้ตก ไม่เป็นสมณะ
ไม่เป็นเช้ือสำยพระศำกยบุตร เปรียบเหมือนศิลำหนำแตกสองสี่ยงแล้วเป็นของกลับต่อกันไม่ได้
ภิกษุก็เหมือนกัน แกล้งพรำกกำยมนุษย์จำกชีวิต ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสำยพระศำกยบุตร
กำรนน้ั เธอไม่พึงทำตลอดชวี ิต
๔. อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงพูดอวดอุตริมนุสสธรรม โดยที่สุดวำ่ เรำยนิ ดยี ิง่
ในเรือนว่ำงเปล่ำ ภิกษุใดมีปรำรถนำลำมก อันควำมปรำรถนำลำมกครอบงำแล้ว พูดอวดอุตตริ
มนุสสธรมม อันไม่มีอยู่ อันไม่จริง คือ ฌำนก็ดี วิโมกข์ก็ดี สมำธิก็ดี สมำบัติก็ดี มรรคก็ดี ผลก็ดี
ไมเ่ ปน็ สมณะ ไม่เป็นเช้ือสำยพระศำกยบตุ ร เปรียบเหมอื นตน้ ตำลมยี อดด้วนแล้ว ไมอ่ ำจจะงอกอีก
ภิกษุก็เหมอื นกัน มีปรำรถนำลำมก อันควำมปรำรถนำลำมกครอบงำแลว้ พูดอวดอุตตรมิ นุสสธรรม
อันไม่มีอยู่ อนั ไม่จรงิ ไมเ่ ป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสำยพระศำกยบุตร กำรนนั้ เธอไมพ่ ึงทำตลอดชีวิต
/////////////////////////////////////////////////////////
15
เรอื่ งทีต่ อ้ งเรียนรแู้ ละทาในวนั แรกทีอ่ ุปสมบท
1. เร่อื งพินทุจีวร การอธษิ ฐาน การวิกัป บาตร จวี ร และเครอื่ งบรขิ ารอ่ืนๆ
1.1 การพินทจุ ีวรใหม่
วิธที าพินทุผา้ , พนิ ทุกปั ปะ
คำวำ่ พินทุกปั ปะ หมำยควำมว่ำ ทำจดุ หรือวำดวงกลมทแ่ี หง่ ใดแห่งหนง่ึ
โดยมำกนิยมทำให้ตรงมุมของผ้ำ ขนำดไม่เล็กกว่ำตัวเลือด และไม่ใหญก่ ว่ำ
แววตำนกยูง ด้วยสี ๓ ชนิด สีเขียวครำม สีโคลน สีดำคล้ำ อย่ำงใด
อย่ำงหนึ่ง เพ่ือประโยชน์เป็นเคร่ืองหมำยให้จำได้ว่ำ กำรนุ่งห่มก็เพื่อ
ปกปิดร่ำงกำยและเพือ่ กนั ควำมละอำยไม่ใช่เพ่อื จะใหส้ วยงำม
ถ้ำไม่ทำพินทุก่อนนุ่งห่มใช้สอย ท่ำนปรับเป็นอำบัติปำจิตตีย์
ผ้ำที่ทำพินทุกัปปะครำวหนึ่งแล้ว ต่อไปไม่ต้องทำอีก คำบำลีทำพินทุ
กปั ปะใหว้ ่ำ ดงั น้ี
อมิ ัง พนิ ทุกัปปัง กะโรมิ (วำ่ ๓ หน)
ขณะทวี่ ่ำ กใ็ ห้วงกลม เปน็ จุดดำลงไปทีม่ มุ ผ้ำดว้ ย
16
1.2 การอธิษฐานและการวกิ ัป จวี ร บาตร และเคร่อื งบรขิ าร
ไตรครอง การอธษิ ฐาน คอื การตงั้ ใจเอาไว้ การผกู ใจเอาไว้ หรอื การ
กาหนดเอาไวว้ า่ ของใชน้ ้ันๆ จะใช้เปน็ ของประจาตัวเรา
เช่น เม่อื ไดผ้ า้ มาก็ตั้งใจวา่ ผนื น้จี ะใชเ้ ปน็ ผา้ สงั ฆาฏิประจาตัว
ผืนน้ีจะใช้เป็นผ้าห่มประจาตวั ผนื นจี้ ะใชเ้ ป็นสบงประจาตัว
บาตรนจ้ี ะใชเ้ ป็นบาตรประจาตวั
การวิกัป หมายถึง การทาบริขารที่ได้มาเพ่ิมจากบริขารอธิษฐาน
ให้เป็นสองเจ้าของ เน่ืองจากพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้
พระภิกษุมีบริขารไว้เป็นเครื่องใช้ประจาตัวได้เพียงอย่างละชิ้น
ไตรอาศยั เช่น บาตรอธิษฐาน จีวรอธิษฐาน สังฆาฏิอธิษฐาน สบงอธิษฐาน
บริขารที่เกินจากนั้นเรียกว่า “บริขารอดิเรก” เช่น ผ้าเกินจาก
ผ้าที่อธิษฐาน เรียกว่าผ้าอดิเรก หากมีต้ังแต่สองข้ึนไปเก็บไว้ได้
เพียง ๑๐ วัน เก็บไว้เกนิ กว่านน้ั ต้องอาบัตินสิ สัคคยี ปาจิตตยี ์
พระภิกษตุ อ้ งสละจึงจะแสดงอาบัติตก ถา้ จะเก็บไวเ้ กินกวา่ นี้ต้อง
ทาวิกัปป์ ให้ผู้อื่นรับทราบหรือเป็นเจ้าของด้วย จะวิกัปป์ไว้กับ
พระภิกษุรูปใดรูปหนง่ึ หรือกบั คณะพระภกิ ษสุ งฆ์ก็ได้ เม่ือจะใช้จีวรนั้น ตอ้ งถอนวิกปั ปก์ ่อนจึงใช้ได้
...................
ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย....
ผ้าไตรจีวร เราอนุญาตให้อธิษฐาน ไม่ใชใ่ ห้วกิ ัป
ผา้ วสั สิกสาฎก(ผ้าอาบน้าฝน) ให้อธิษฐานตลอด ๔ เดอื น
แห่งฤดูฝน พน้ จากนน้ั ใหว้ ิกัป
ผา้ นสิ ีทนะ (ผ้าปรู องนัง่ ) ใหอ้ ธษิ ฐาน ไมใ่ ช่ใหว้ กิ ัป
ผ้าปัจจตั ถรณะ (ผ้าปรู องนอน) ให้อธิษฐาน ไม่ใช่ใหว้ กิ ปั
ผา้ ปดิ ฝีให้อธษิ ฐานตลอดเวลาท่อี าพาธ พ้นจากนั้นใหว้ ิกปั
ผ้าเช็ดหน้าผ้าเชด็ ปาก ใหอ้ ธิษฐาน ไม่ใชใ่ ห้วกิ ัป
ผา้ บรขิ าร ใหอ้ ธษิ ฐาน ไม่ใช่ให้วกิ ปั
17
18
.//////////////////////////////////////////////////////
19
1.3 ห้ามภกิ ษอุ ยูป่ ราศจากไตรจีวร แมส้ ้นิ ราตรหี น่งึ
20
1.4 บทพิจารณาโดยแยบคายในการฉันอาหารและใชส้ อยบริขาร เสนาสนะ
ภิกษุท้ังหลำย กิเลสเป็นเครื่องเศร้ำหมองจิตเหล่ำใด
จะพึงละได้ด้วยกำรสังวร ภิกษุก็เป็นผู้ละกิเลสเหล่ำนั้นได้แล้ว
ดว้ ยกำรสังวร เป็นอยำ่ งไรเลำ่ ?
ภิกษุท้ังหลำย ภิกษุในธรรมวินัยน้ี พิจำรณำโดยแยบคำย
แล้วเป็นผู้สำรวมด้วยกำรสังวรในอินทรีย์ คือ ตำ หู จมูก ลิ้น กำย ใจ
อันเป็นอินทรีย์ที่เม่ือภิกษุ ไม่สำรวมแล้ว, กิเลสเป็นเครื่อง
เศร้ำหมองจิตทั้งหลำย อันเป็นเคร่ืองคับแค้นและเร่ำร้อน จะพึง
บังเกิดข้ึน, และเมื่อภิกษุสำรวมแล้วเป็นอยู่, กิเลสเป็นเครื่อง
เศร้ำหมองจิตท้ังหลำย อันเป็นเคร่ืองคับแค้นและเร่ำร้อน จะไม่พึง
บงั เกิดขึ้นแกภ่ กิ ษนุ นั้ .
ภิกษุท้ังหลำย กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่าใด
จะพึงละไดด้ ้วยการเสพ ซง่ึ ภิกษุก็เป็นผลู้ ะกิเลสเหล่านัน้ ได้แลว้ ด้วย กำรเสพ เปน็ อยำ่ งไรเล่ำ ?
ภิกษุทั้งหลำย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงนุ่งห่มจีวรเพียงเพ่ือบำบัด
ควำมหนำว เพื่อบำบดั ควำมร้อน ....
เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงบริโภคบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อมัวเมำ
ไม่ใช่เพอื่ ประดบั ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง....
เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงใช้สอยเสนาสนะเพียงเพ่ือบำบัดควำมหนำว
บำบดั ควำมรอ้ น …..
เธอพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงบริโภคหยูกยาซ่ึงเป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่คนไข้
เพียงเพอ่ื บำบดั ทุกขเวทนำอันเกิดจำกอำพำธต่ำงๆ …..
ภิกษุทั้งหลำย ข้อน้ีเป็นเพราะ เมื่อภิกษุไม่พิจารณาแล้วเสพ ด้วยอาการอย่างน้ี, กิเลส
เป็นเครื่องเศรา้ หมองจิตทั้งหลาย อันเป็นเคร่ืองคับแค้นและเรา่ ร้อน จะพึงบังเกิดข้นึ , และเม่อื
ภิกษพุ ิจารณาแล้วจึงเสพอยู่ กิเลสเป็นเครอ่ื งเศรา้ หมองจิตทั้งหลาย อันเปน็ เคร่ืองคบั แค้นและ
เรา่ รอ้ น จะไม่พึงบงั เกิดข้ึนแก่ภิกษนุ ั้น.
ภิกษุทั้งหลำย กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตเหล่านี้แล ท่ีเราเรียกว่า กิเลสเป็นเคร่ือง
เศรา้ หมองจิตอนั จะพงึ ละ ได้ดว้ ยการเสพ ซงึ่ ภิกษุน้นั ละได้แล้วดว้ ยการเสพ.
21
ขณะใชส้ อยจวี ร บทตงั ขณิตปจั จเวกขณปาฐะ
ปฏิสังขา โยนิโส จวี ะรงั ปะฏิเสวามิ เราย่อมพจิ ารณาโดยแยบคาย
แลว้ นุ่งหม่ จีวร
ยาวะเทวะ สีตสั สะ ปะฏฆิ าตายะ เพียงเพือ่ บำบดั ควำมหนำว
อณุ หสั สะ ปฏิฆาตายะ เพยี งเพอ่ื บาบดั ความรอ้ น
ฑงั สะมะกะสะ วาตาตะปะสริ ิงสะปะสมั ผัสสานงั ปะฏิฆาตายะ
เพอื่ บาบัดสัมผสั อันเกิดจากเหลือบ ยงุ แดด และสตั วเ์ ลอื้ ยคลานทั้งหลาย
ยาวะเทวะ หริ โิ กปินะ ปะฏิจฉาทะนตั ตงั และเพียงเพื่อปกปิด
อวัยวะทใ่ี ห้ความอายกาเริบ
ขณะบริโภคบิณฑบาต
ปฏิสงั ขา โยนโิ ส ปณิ ฑะปาตงั ปะฏิเสวามิ เรายอ่ มพจิ ารณาโดย
แยบคาย แลว้ ฉนั บิณฑบาต
เนวะ ทะวายะ ,นะ มะทายะ ไมใ่ ช่เพือ่ เลน่ , ไม่ใชเ่ พื่อมวั เมา
นะ มณั พะนายะ ,นะ วิภสู ะนายะ ไม่ใช่เพื่อประดบั , ไม่ใชเ่ พอื่ ตกแตง่
ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา แต่ฉนั เพียงเพอ่ื ใหก้ ายนี้
ตัง้ อยไู่ ด้
ยาปะนายะ, วหิ งิ สุปะระตยิ า เพอื่ ให้ชวี ติ เปน็ ไป, เพ่ือป้องกนั
ความลาบาก
พรหั มะจะรยิ า นคุ คะหายะ เพ่ืออนุเคราะหพ์ รหมจรรย์
อติ ิ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหงั ขามิ ด้วยคิดว่า เราจกั กาจัด
เวทนาเก่า (คือหิว) เสีย
นะวญั จะ เวทะนัง นะ อปุ ปาเทสสามิ แลว้ ไม่ทาเวทนาใหม่
(คอื อ่มิ จนอึดอัด) ให้เกดิ ขึน้
ยาตรา จะ เม ภะวสิ สะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสวุ ิหาโร จาติ
ความทอี่ ายดุ าเนินไปได้, ความไม่มโี ทษเพราะอาหาร, และความ
อยู่ผาสกุ สาราญจกั มแี กเ่ รา.
22
ขณะใช้สอยเสนาสนะ
ปฏสิ งั ขา โยนิโส เสนาสะนงั ปะฏิเสวามิ เราย่อมพิจารณาโดย
แยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ
ยาวะเทวะ สตี สั สะ ปะฏฆิ าตายะ เพยี งเพอ่ื บำบัดควำมหนำว
อุณหัสสะ ปฏิฆาตายะ เพียงเพื่อบาบัดความรอ้ น
ฑังสะมะกะสะ วาตาตะปะสิริงสะปะสัมผสั สานัง ปะฏิฆาตายะ
เพอ่ื บาบดั สัมผสั อนั เกดิ จากเหลือบ ยุง แดด และสตั วเ์ ลือ้ ยคลานท้ังหลาย
ยาวะเทวะ อุตปุ ะริสสะยะวิโนทะนงั ปะฏิสลั ลานารามัตถงั
เพยี งเพ่ือบรรเทาอนั ตรายแต่ฤดู และเพ่ือความเปน็ ผู้ยินดีในการ
หลกี เรน้ อยู่
ขณะใชส้ อยบริโภคคลิ านเภสัช
ปฏิสงั ขา โยนิโส ถิลานะปัจจะยาสัชชะปะริกขารงั ปฏิเสวามิ
เราย่อมพิจารณาโดยแยบคาย แลว้ จึงบริโภคหยกู ยำซ่ึงเป็น
ปจั จยั เก้ือกลู แกค่ นไข้
ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปฏิฆาตายะ
เพยี งเพอื่ บำบดั ทกุ ขเวทนำอนั เกดิ จำกอำพำธตำ่ ง ๆ
อพั ยาปชั ฌะปะระมะตายะติ และเพยี งเพอ่ื ความเป็นผไู้ มต่ ้อง
ทนทกุ ขเ์ ป็นอยา่ งยงิ่ .
/////////////////////////////////////////////////
23
บทอติปัจจเวกขณปาฐะ
ภายหลังการใช้สอยจวี ร
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขติ วา ยงั จีวะรงั ปะรภิ ุตตงั จีวรใด
อันเราน่งุ หม่ แล้ว ไมท่ นั พิจารณาในวนั นี้
ตัง ยาวะเทวะ สตี สั สะ ปะฏิฆาตายะ จวี รนั้น เรำนุ่มห่มแลว้
เพียงเพอ่ื บำบัดควำมหนำว
อุณหสั สะ ปฏิฆาตายะ เพยี งเพอื่ บาบัดความร้อน
ฑังสะมะกะสะ วาตาตะปะสริ ิงสะปะสมั ผสั สานัง ปะฏฆิ าตายะ
เพื่อบาบดั สมั ผสั อันเกิดจากเหลอื บ ยงุ แดด และสตั วเ์ ล้ือยคลาน
ท้ังหลาย
ยาวะเทวะ หริ ิโกปนิ ะ ปะฏจิ ฉาทะนตั ตัง และเพียงเพื่อปกปดิ
อวัยวะที่ให้ความอายกาเริบ
ภายหลังบรโิ ภคบณิ ฑบาต
อัชชะ มะยา อะปจั จะเวกขิตวา โย ปณิ ฑะปาโต ปะริตภุตโต
บิณฑบาตใด อนั เราฉนั แล้ว ไม่ทนั พจิ ารณาในวนั นี้
โส เนวะ ทะวายะ ,นะ มะทายะ ไม่ใช่เพ่อื เลน่ , ไมใ่ ช่เพือ่ มัวเมา
นะ มณั พะนายะ ,นะ วภิ สู ะนายะ ไม่ใชเ่ พ่ือประดบั ,ไม่ใชเ่ พ่ือตกแตง่
ยาวะเทวะ อมิ สั สะ กายสั สะ ฐติ ิยา แตฉ่ นั เพยี งเพอ่ื ให้กายน้ี
ตงั้ อยไู่ ด้
ยาปะนายะ, วิหิงสปุ ะระตยิ า เพ่ือให้ชีวติ เปน็ ไป, เพื่อปอ้ งกนั
ความลาบาก
พรัหมะจะริยา นุคคะหายะ เพ่ืออนุเคราะห์พรหมจรรย์
อิติ ปุราณญั จะ เวทะนงั ปะฏหิ งั ขามิ ด้วยคดิ ว่า เราจกั กาจัด
เวทนาเก่า (คอื หิว) เสีย
นะวญั จะ เวทะนงั นะ อปุ ปาเทสสามิ แล้วไม่ทาเวทนาใหม่
(คืออม่ิ จนอดึ อัด) ให้เกดิ ข้นึ
ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวชั ชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ
ความท่อี ายดุ าเนินไปได้, ความไมม่ โี ทษเพราะอาหาร, และ
ความอยผู่ าสุกสาราญจกั มีแกเ่ รา.
24
ภายหลังการใชส้ อยเสนาสนะ
อชั ชะ มะยา อะปจั จะเวกชติ วา ยัง เสนาสะนงั ปะรริ ตุ ตงั
เสนาสนะใด อนั เราใชส้ อยแลว้ ไม่ทันพจิ ารณา ในวันนี้
ตัง ยาวะเทวะ สีตสั สะ ปะฏิฆาตายะ เสนาสนะนนั้ เราใชส้ อยแล้ว
เพียงเพอื่ บำบัดควำมหนำว
อณุ หสั สะ ปฏิฆาตายะ เพยี งเพ่ือบาบดั ความร้อน
ฑังสะมะกะสะ วาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ
เพื่อบาบัดสัมผัสอนั เกดิ จากเหลอื บ ยุง แดด และสตั วเ์ ลื้อยคลานท้งั หลาย
ยาวะเทวะ อุตปุ ะรสิ สะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง
เพียงเพอ่ื บรรเทาอนั ตรายแตฤ่ ดู และเพอื่ ความเปน็ ผู้ยนิ ดีในการ
หลีกเร้นอยู่
ขณะใชส้ อยบริโภคคลิ านเภสัช
อชั ชะ มะยา อะปจั จะเวกขิตวา โย คลิ านะปัจจะยะเภสชั ชะ
ปะรกิ ขาโร ปะรริ ุตโต หยกู ยาซ่ึงเป็นปัจจัยเกอ้ื กลู แกค่ นไข้ใด
อนั เราบรโิ ภคแลว้ ไมท่ นั พิจารณาในวนั น้ี
โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปฏิฆาตายะ
หยูกยานั้น เราบริโภคแล้ว เพียงเพ่ือบาบัดทุกขเวทนาอันเกิดจาก
อาพาธตา่ ง ๆ
อพั ยาปัชฌะปะระมะตายะติ และเพียงเพือ่ ความเป็นผู้ไมต่ ้อง
ทนทกุ ข์เป็นอยา่ งย่ิง.
/////////////////////////////////////////////////
25
บทที่ 3 วินยั ท่ีสาคัญท่พี ระใหมต่ อ้ งรู้
อาบัติ
26
การอยกู่ รรมหรือการอยู่ปรวิ าส (ผู้ตอ้ งอาบตั ิสงั ฆาทิเสส)
27
28
29
30
ปาราชกิ
31
32
……………………………………………………….
33
34
35
……………………………………………………..
36
37
……………………………………………………………
38
39
…………………………………………………………………………
.
40
สงั ฆาทเิ สส
โดยในที่นผ้ี เู้ รียบเรยี งไดเ้ ลือกท่สี าคญั ....... ดงั น้ี
41
42
43