44
45
46
47
……………………………………………………………….
ในสว่ นวินยั สงั ฆาทิเสส ผเู้ รียบเรียงหยิบหัวขอ้ มาเฉพาะในสว่ นที่จาเป็นต้องร้แู ละพบ
เจอเหตุการณ์ในชีวิตประจาวนั ในยคุ ปัจจุบัน ผูส้ นใจสามารถเรยี นรไู้ ด้ในชอ่ งทางอ่นื ๆ
48
49
บทท่ี 4 ข้อวตั รส่วนตวั ในชีวิตประจาวนั
เสขยิ กณั ฑ์ (วา่ ด้วยมารยาทของภกิ ษุ : ไมไ่ ด้ปรบั อาบตั ิ)
เมอ่ื เดนิ หรือนง่ั เข้าสลู่ ะแวกบ้าน
จักนงุ่ ห่มเป็นปรมิ ณฑล จักปกปดิ กำยดี ไมเ่ วิกผ้ำ
จกั สำรวมดี มีเสยี งน้อย ไมห่ ัวเรำะล่นั
จักมีสำยตำทอดลงตำ่ ไมโ่ ยกกำย ไมโ่ ครงศีรษะ ไมค่ ลุมศรี ษะ ไมเ่ ดินกระหยง่
ไมน่ ง่ั รัดเข่ำ
การรบั และฉนั อาหาร
รับบณิ ฑบำตโดยควำมเอ้อื เฟือ้ จักจอ้ งในบำตรขณะรับบำตร
ฉันบิณฑบำตโดยควำมเอื้อเฟื้อ จักจ้องในบำตรขณะฉัน
บิณฑบำต
จกั ไมก่ ลบแกงก็ดี กบั ข้ำวก็ดี ด้วยข้ำวสุก ดว้ ยอำศัยควำมอยำกได้มำก
จักไมเ่ พ่งโพทะนำแลดบู ำตรของผอู้ นื่
จักไม่ทำคำข้ำวให้ใหญ่นัก จักทำคำข้ำวให้กลมกล่อม เม่ือคำ
ขำ้ วยังไมน่ ำมำถงึ เรำจกั ไม่อ้ำช่องปำก
เมื่อฉนั อยู่ จกั ไมส่ อดมือทั้งนนั้ เขำ้ ในปำก
ปำกยงั มคี ำขำ้ ว เรำจักไม่พูด
จกั ไมฉ่ ันเคำะคำขำ้ ว จกั ไมฉ่ นั กดั คำขำ้ ว
จักไม่ฉัน ทำใหต้ ุ่ย
จักไม่ฉันทำเมล็ดข้ำวตก
จักไมฉ่ นั แลบล้นิ
จกั ไมฉ่ นั ทำเสียงจับๆ จักไม่ฉันทำเสยี งซดู ๆ
จักไม่ฉันเลียมือ จักไม่ฉันเลียบำตรจัก (กริยำกำรขอดบำตร)
ไม่ฉนั เลยี ริมฝปี ำก
จักไมร่ ับนำ้ ด้วยมือเป้ือนอำมสิ
50
ว่าด้วยการถ่ายอจุ จาระ ปัสสาวะ หรอื บว้ นขฬะ
เรำไมอ่ ำพำธ จกั ไมย่ นื ถ่ำยปัสสำวะถำ่ ยอจุ จำระ
เรำไม่อำพำธ จกั ไมถ่ ่ำยปัสสำวะถ่ำยอุจจำระ หรือบ้วนขฬะ
บนของสดเขียว
เรำไมอ่ ำพำธ จกั ไมถ่ ่ำยปสั สำวะถำ่ ยอจุ จำระ หรือบ้วนขฬะในนำ้
ภกิ ษุไมพ่ งึ ถม่ นำ้ ลำยบนพ้นื ที่ขดั ถูแล้ว รปู ใดถม่ ต้องอำบตั ทิ ุกกฎ
พระเถระรปู หน่งึ ปวดอุจำระ เธอกล้นั อุจจำระจนสลบ ตรสั วำ่
เมอื่ มกี รณียกจิ เรำอนุญำตใหบ้ อกลำภกิ ษผุ ู้นง่ั อยใู่ นลำดบั แล้วไปได้...
อาจารโคจรสมปนนา (ผู้ถงึ พร้อมดว้ ยอาจารณและโคจร : มีปรับอาบัตบิ า้ ง ไมไ่ ด้ปรับอาบัติบ้าง)
ว่าด้วยเรอื่ งอาบนา้
ภกิ ษอุ ำบน้ำ ไม่พงึ สีกำยท่ีต้นไม้ หรอื ท่ีเสำ หรอื ท่ีฝำ รูปใดสี
ตอ้ งอำบัติทกุ กฎ
ภกิ ษอุ ำบน้ำ ไมพ่ ึงถดู ้วยมือทที่ ำดว้ ยไม้ รปู ใดสี ต้องอำบตั ิทุกกฎ
ภิกษอุ ำบนำ้ ไม่พงึ ผลัดกนั ถูตัว รูปใดสี ตอ้ งอำบัติทุกกฎ
ภกิ ษอุ ำบน้ำ อนญุ ำตเกลียวผำ้
วา่ ดว้ ยเรือ่ งดูเงาหนา้
ภิกษุไมพ่ งึ ดูเงำหน้ำในแวน่ (กระจก) หรือในภำชนะน้ำ รปู ใดทรง ต้องอำบัติทกุ กฎ
เรำอนญุ ำตให้ดูเงำหน้ำในแว่น(กระจก) หรอื ภำชนะน้ำได้ เพรำะเหตอุ ำพำธ
ว่าด้วยเรอ่ื งจีวร
ถ้ำจวี รชุ่มเหงือ่ พึงผ่งึ แดดไว้ครหู่ นงึ่
แตไ่ มพ่ งึ ผึ่งทง้ิ ไว้ท่ีแดด
พงึ พบั จวี รด้วยต้งั ใจ
51
วา่ ด้วยเรอ่ื งบาตร
บำตรถอื ต่ำๆ อยำ่ ใหก้ ระทบ ล้ำงใหส้ ะอำด เช็ดให้แห้งแลว้
ผึง่ ไวท้ ี่แดดครู่หน่ึง แต่ไมพ่ งึ ผึ่งท้ิงไวท้ ่แี ดด
เมือ่ เกบ็ บำตร พึงเอำมอื อีกขำ้ งลบู คลำใต้เตยี งหรอื ใตต้ ัง่ แลว้
จึงเก็บบำตร ไม่พึงเกบ็ บำตรบนพื้นทไ่ี ม่มีส่งิ ใดรอง
บำตรยงั มนี ำ้ อยู่ ภกิ ษไุ มพ่ ึงเก็บงำ รูปใดเกบ็ งำ ต้องอำบัตทิ กุ
กฎ
อนุญำตใหผ้ ึง่ แล้วจึงเก็บงำบำตร
ภิกษไุ ม่พึงผ่ึงบำตรยังมนี ้ำ รูปใดผึ่งไว้ ตอ้ งอำบัติทกุ กฎ
อนุญำตใหท้ ำใหห้ มดนำ้ เสียกอ่ นผงึ่ แล้วเก็บงำบำตร
ภิกษไุ ม่พึงวำงบำตรไวใ้ นท่ีรอ้ น รูปใดไว้ ตอ้ งอำบตั ทิ ุกกฎ
เรำอนุญำตให้ผ่ึงบำตรไว้ในท่รี อ้ นครู่เดียว แล้วจงึ เก็บงำบำตร
ภิกษเุ ก็บบำตรไว้ในทีแ่ จ้ง ถกู ลมหัวด้วนพัดกลง้ิ ตกแตก....
ทรงตรสั ว่ำ เรำอนญุ ำตทร่ี องบำตร
ภิกษไุ มพ่ งึ วำงบำตรไว้ริมกระดำนเลยี บ รูปใดวำง ต้องอำบตั ทิ กุ กฎ
ภิกษุควำ้ บำตรไวท้ ่บี นพน้ื ขอบบำตรสึก ตรัสว่ำ....เรำอนุญำต
ให้ใชห้ ญ้ำรอง ให้ใช้ทอ่ นผ้ำรอง ให้ใช้แท่นเก็บบำตร ให้ใช้
ถุงบำตร ให้ใชห้ ม้อเกบ็ บำตร
อนุญำตสำยโยงเปน็ ด้ำยถกั
ภิกษุไม่พึงแขวนบำตรไว้ รูปใดแขวน ต้องอำบตั ิทุกกฎ
ภกิ ษุไมพ่ งึ เก็บบำตรไวบ้ นเตียง รปู ใดไว้ ตอ้ งอำบัตทิ ุกกฎ
ภกิ ษุไม่พงึ เกบ็ บำตรไว้บนตัง่ (เกำ้ อี้) รูปใดไว้ ต้องอำบัตทิ ุกกฎ
ภกิ ษไุ มพ่ ึงเก็บบำตรไวใ้ นกรด รูปใดไว้ ตอ้ งอำบัตทิ กุ กฎ
ภกิ ษถุ อื บำตรอยู่ ไม่พงึ ผลกั บำนประตูเขำ้ ไป รูปใดผลักตอ้ งอำบัติทุกกฎ
ภิกษไุ ม่พึงใชบ้ ำตรรบั เศษอำหำร ก้ำง หรอื น้ำบ้วนปำก รูปใดใช้ ต้องอำบัตทิ กุ กฎ อนุญำตให้ใช้
กระโถน
52
วา่ ดว้ ยเร่อื งผม
ภกิ ษุไม่พึงไว้ผมยำว รูปใดไว้ ต้องอำบัติทกุ กฎ
เรำอนุญำตให้ไว้ผมยำวไดส้ องเดอื น-หรอื ยำวสององคุลี
ภกิ ษไุ ม่พึงเสยผมดว้ ยแปรง ไม่พงึ เสยผมด้วยหวี ไมพ่ ึงเสย
ผมด้วยมือต่ำงหวี ไมพ่ งึ เสยผมด้วยน้ำมนั รปู ใดเสย ต้องอำบตั ิ
ทุกกฎ
ภกิ ษุไมพ่ ึงให้ตดั ผมดว้ ยกรรไกร รปู ใดใหต้ ัด ตอ้ งอำบตั ทิ ุกกฎ
เรำอนญุ ำตให้ตดั ผมด้วยกรรไกรได้ เพรำะเหตอุ ำพำธ
ภกิ ษไุ มพ่ ึงใหถ้ อนผมหงอก รปู ใดให้ถอน ต้องอำบัติทุกกฎ
วา่ ดว้ ยเร่อื งเล็บมอื เล็บเทา้
ภิกษไุ มพ่ ึงไว้เล็บยำว รูปใดไว้ ต้องอำบัติทุกกฎ
เรำอนญุ ำตมีดตดั เล็บ เรำอนุญำตให้ตัดเล็บเสมอเนื้อ
ภกิ ษุไม่พึงขดั เลบ็ รปู ใดใช้ ต้องอำบตั ิทุกกฎ
เรำอนญุ ำตใหแ้ คะข้ีเล็บได้
วา่ ดว้ ยเรอื่ งขนและหนวด
ภกิ ษไุ ม่พึงตดั หนวด รูปใดตัด ต้องอำบตั ทิ กุ กฎ
ภกิ ษไุ มพ่ ึงแต่งหนวด รปู ใดแตง่ ตอ้ งอำบัตทิ ุกกฎ
ภกิ ษไุ ม่พึงไวเ้ ครำ รูปใดไว้ ตอ้ งอำบัตทิ กุ กฎ
ภกิ ษุไม่พึงขมวดกลมุ่ ขนหน้ำอก รปู ใดขมวด ตอ้ งอำบัตทิ กุ กฎ
ภกิ ษุไม่พงึ ขมวดกลมุ่ ขนทอ้ ง รูปใดขมวด ต้องอำบตั ทิ กุ กฎ
ภิกษุไมพ่ งึ โกนขนในทแี่ คบ รปู ใดโกน ต้องอำบตั ิทุกกฎ เรำอนุญำตใหโ้ กนขนในท่ีแคบได้
เพรำะเหตอุ ำพำธ
ภิกษไุ ม่พงึ ไวข้ นจมูกยำว รปู ใดไว้ ต้องอำบตั ทิ กุ กฎ เรำอนุญำตแหนบ
X เครอื่ งมือประเภทกรรไกร √ เครื่องมือประเภทมีดโกน
โโกรรไกร
53
ว่าด้วยเร่ืองอาสนะ(ท่รี องนั่ง)
แมข้ องทีเ่ รำทำเจำะจง ภิกษุไม่พงึ เกยี ดกนั ตำมลำดบั
ผ้แู ก่กว่ำ รูปใดเกียดกัน ต้องอำบัตทิ กุ กฎ
อน่ึง เรำกลำ่ ว มิไดห้ มำยควำมว่ำ ภิกษพุ งึ หวงกั้น
อำสนะแกภ่ กิ ษผุ แู้ กก่ วำ่ โดยปริยำยใดๆ รปู ใดหวงกน้ั
ต้องอำบตั ทิ ุกกฎ
เรำอนญุ ำตใหภ้ ิกษนุ วกะผู้สอน น่งั บนอำสนะเสมอกัน
หรอื สงู กวำ่ ไดด้ ้วยควำมเคำรพธรรม ให้ภกิ ษเุ ถระผู้เรียน
น่ังบนอำสนะเสมอกันหรอื ต่ำกวำ่ ไดด้ ว้ ยควำมเคำรพธรรม
เรำอนุญำตให้ภิกษุมอี ำสนะเสมอกนั นั่งรวมกนั ได้
เรำอนญุ ำตใหภ้ ิกษรุ ะหว่ำง 3 พรรษำ นั่งรวมกนั ได้
เรำอนุญำตใหน้ ั่งในอำสนะยำวรว่ มกับภิกษทุ ี่มีอำสนะ
ไม่เสมอกันได้
เรำอนุญำตอำสนะยำวที่สุดมีกำหนดนง่ั ได้ 3 รูป
ว่าด้วยเรอ่ื งใช้ของร่วมกนั
ภกิ ษุไมพ่ งึ ฉนั ร่วมภำชนะเดียวกนั รูปใดฉนั
ต้องอำบตั ิทุกกฎ
ภกิ ษไุ มพ่ ึงดื่มร่วมขนั ใบเดยี วกัน รูปใดดื่ม ตอ้ งอำบตั ิ
ทกุ กฎ
ภิกษไุ ม่พงึ นอนรว่ มเตียงเดยี วกัน รปู ใดนอน
ต้องอำบัติทกุ กฎ
ภิกษไุ มพ่ งึ นอนร่วมเคร่อื งลำดเดยี วกัน รูปใดนอน
ตอ้ งอำบตั ทิ กุ กฎ
ภกิ ษไุ มพ่ ึงนอนรว่ มผำ้ หม่ ผืนเดยี วกัน รูปใดนอน
ตอ้ งอำบตั ทิ ุกกฎ
54
ว่าดว้ ยเรอื่ งการไหว้
เรำอนุญำตกำรกรำบไหว้ กำรลกุ รบั กำรทำอัญชลีกรรม
กำรทำสำมจี ิกรรม อำสนะท่เี ลิศ น้ำท่ีเลศิ บณิ ฑบำตท่เี ลิศ
ตำมลำดบั ผแู้ กก่ วำ่
บคุ คลที่ไม่ควรไหว้ 10 จาพวก
ภิกษผุ ้อู ปุ สมบทกอ่ น ไม่ควรไหว้ภกิ ษุผู้อปุ สมบทภำยหลัง
ไมค่ วรไหว้อนุปสมั บัน (สำมเณรและคฤหัสถ)์
ไม่ควรไหว้ภิกษุนำนำสงั วำส (พระสงฆ์ที่มีศลี ไมเ่ สมอกนั
ผแู้ ก่กวำ่ แต่ไมใ่ ช่ธรรมวำที)
ไม่ควรไหวม้ ำตุคำม (ผูห้ ญงิ )
ไม่ควรไหวบ้ ัณเฑำะก์ (กะเทย)
ไม่ควรไหวภ้ ิกษุผูอ้ ย่ปู ริวำส (พระสงฆ์ทีท่ ำผดิ วนิ ัย
ตอ้ งอำบัตสิ ังฆำทิเสส)
ไม่ควรไหวภ้ ิกษผุ ู้ควรมำนัต (ภิกษุผูจ้ ะเปล้ืองตนออกจำก
อำบตั ิขนั้ สงั ฆำทิเสส)
ไม่ควรไหวภ้ ิกษผุ ปู้ ระพฤตมิ ำนตั (ภกิ ษผุ ้กู ำลงั เปล้ืองตน
ออกจำกอำบตั ขิ นั้ สังฆำทิเสส)
ไม่ควรไหวภ้ กิ ษุผูค้ วรชักเขำ้ อำบตั ิเดิม
ไมค่ วรไหวภ้ กิ ษุผคู้ วรอัพภำณ (กำรรับภกิ ษุผตู้ อ้ งอำบตั ิ
สงั ฆำทิเสส และไดถ้ ูกทำโทษใหก้ ลับคนื เป็นผบู้ รสิ ุทธ์)
55
ภัตตัคควัตร
ว่าดว้ ยวัตรปฏบิ ตั ขิ องภิกษุในหอฉัน ไปในบา้ นทายก ทายิกา และในทอ่ี นื่ ๆ
ถำ้ ภัตตุเทสก์บอกภัตกำลในอำรำม ภิกษุเม่อื ปกปิดมณฑล ๓
พึงนุ่งให้เป็นปริมณฑล คำดประคดเอว หม่ ผ้ำซ้อน ๒ ชั้นกลดั ลกู ดุม
ล้ำงบำตร
แล้วถือเข้ำบ้ำนโดยเรียบร้อย ไม่ต้องรีบร้อน ไม่พึงเดิน
แซงไปข้ำงหน้ำพระเถระท้ังหลำย พึงปกปิดกำยด้วยดีไปใน
ละแวกบ้ำน พึงสำรวมด้วยดีไปในละแวกบ้ำน พึงมีตำทอดลงไป
ในละแวกบ้ำน อย่ำเวิกผ้ำไปในละแวกบ้ำน อย่ำหัวเรำะลั่นไปใน
ละแวกบ้ำน พึงมีเสียงน้อยไปในละแวกบ้ำน อย่ำโยกกำยไปใน
ละแวกบ้ำน อย่ำไกวแขนไปในละแวกบ้ำน อย่ำโคลงศีรษะไปในละแวกบ้ำน อย่ำค้ำกำยไปใน
ละแวกบ้ำน อย่ำคลมุ ศรี ษะไปในละแวกบ้ำน อย่ำเดินกระโหยง่ ไปในละแวกบำ้ น
พึงปกปิดกำยด้วยดีน่ังในละแวกบ้ำน พึงสำรวม
ด้วยดีนั่งในละแวกบ้ำน พึงมีตำทอดลงน่ัง ในละแวกบ้ำน
อย่ำเวิกผ้ำนั่งในละแวกบ้ำน อย่ำหัวเรำะล่ันน่ังใน
ละแวกบ้ำน พึงมีเสียงน้อยนั่งในละแวกบ้ำน อย่ำโยก
กำยนั่งในละแวกบ้ำน อย่ำไกวแขนน่ังในละแวกบ้ำน
อย่ำโคลงศีรษะนั่งในละแวกบ้ำน อย่ำค้ำกำยน่ังใน
ละแวกบ้ำน อย่ำคลุมศีรษะนั่งในละแวกบ้ำน อย่ำน่ัง
รัดเข่ำในละแวกบ้ำน อย่ำนั่งเบียดเสียดพระเถระ อย่ำเกียดกันภิกษุใหม่ด้วยอำสนะ อย่ำน่ังทับ
สงั ฆำฏใิ นละแวกบ้ำน
เม่ือเขำถวำยน้ำ พึงใช้มือทั้งสองประคอง
บำตรรับน้ำ พึงล้ำงบำตรถือต่ำๆ ให้ดี อย่ำให้ครูดสี
ถ้ำกระโถนมี พึงค่อยๆ เทน้ำลงในกระโถน ด้วยคิดว่ำ
กระโถนอย่ำเลอะเทอะด้วยน้ำ ภิกษุใกล้เคียงอย่ำถูก
น้ำกระเซ็น ผ้ำสังฆำฏิอย่ำถูกน้ำกระเซ็น ถ้ำกระโถน
ไม่มี พึงค่อยๆ เทน้ำลงท่ีพ้ืนดิน ด้วยคิดว่ำ ภิกษุ
ใกล้เคียงอย่ำถูกน้ำกระเซ็น ผ้ำสังฆำฏิอย่ำถูกน้ำ
กระเซน็
56
เมื่อเขำถวำยข้ำวสุก พึงใช้มือท้ังสองประคอง
บำตรรับข้ำวสุก พึงเว้นเนื้อท่ีไว้สำหรับแกง ถ้ำมีเนยใส
น้ำมัน หรือแกงอ่อม พระเถระควรบอกว่ำ จงจัดถวำย
ภกิ ษุท้งั หลำยเท่ำๆ กันทกุ รปู พงึ รับบิณฑบำตโดยเคำรพ
พึงมีควำมสำคัญในบำตรรับบิณฑบำต พึงรับบิณฑบำต
พอสมกับแกง พงึ รบั บณิ ฑบำตพอเสมอขอบปำกบำตร
พระเถระไม่พึงฉันก่อนจนกว่ำข้ำวสุกจะทั่วถึง
ภิกษุทุกรูป พึงฉันบิณฑบำตโดยเคำรพ พึงมีควำมสำคัญ
ในบำตรฉันบิณฑบำต พึงฉันบิณฑบำตตำมลำดับ พึงฉัน
บิณฑบำตพอสมกับแกง ไม่พึงฉันบิณฑบำตขยุ้มแต่ยอด
ลงไป ไม่พึงกลบแกง หรือกับข้ำวด้วยข้ำวสุก เพรำะ
อยำกได้มำก ไม่อำพำธ ไม่พึงขอแกง หรือข้ำวสุก
เพื่อประโยชน์แก่ตนมำฉัน ไม่พึงแลดูบำตรของภิกษุ
เหล่ำอื่น ด้วยหมำยจะยกโทษ ไม่พึงทำคำข้ำวให้ใหญ่นัก พึงทำคำข้ำวให้กลมกล่อม เมื่อคำข้ำว
ยังไม่ถึงปำก ไม่พึงอ้ำปำก กำลังฉันไม่พึงสอดมือทั้งหมดเข้ำในปำก ปำกยังมีคำข้ำวไม่พึงพูด ไม่พึง
ฉันเดำะคำข้ำว ไม่พึงฉันกัดคำข้ำว ไม่พึงฉันทำกะพุ้งแก้มให้ตุ่ย ไม่พึงฉันสลัดมือ ไม่พึงฉันทำเมล็ด
ข้ำวตก ไม่พึงฉันแลบล้ิน ไม่พึงฉันทำเสียงดังจั๊บๆ ไม่พึงฉันทำเสียงซู๊ดๆ ไม่พึงฉันเลียมือ ไม่พึงฉัน
ขอดบำตร ไม่พึงฉันเลยี รมิ ฝปี ำก
ไม่พึงรับโอน้ำด้วยมือเปื้อนอำมิส พระเถระ ไม่พึงรับน้ำก่อนจนกว่ำภิกษุทั้งหมดฉันเสร็จ
เม่ือเขำถวำยน้ำ พึงใชม้ ือทงั้ สองประคองบำตรรับน้ำ พึงค่อยๆ ล้ำงบำตรถอื ต่ำๆ ใหด้ ี อย่ำให้ครูดสี
ถ้ำกระโถนมี พงึ ค่อยๆ เทนำ้ ลงในกระโถน ด้วยคดิ วำ่ กระโถนอย่ำเลอะเทอะดว้ ยน้ำ ภกิ ษุใกลเ้ คียง
อย่ำถูกน้ำกระเซ็น ผ้ำสังฆำฏิอย่ำถูกน้ำกระเซ็น ถ้ำกระโถนไม่มี พึงค่อยๆ เทน้ำลงบนพื้นดิน
ด้วยคิดว่ำ ภิกษุใกล้เคียงอย่ำถูกน้ำกระเซ็น ผ้ำสังฆำฏิอย่ำถูกน้ำกระเซ็น ไม่พึงเทน้ำล้ำงบำตร
มีเมล็ดข้ำวในละแวกบ้ำน
เม่ือกลับ ภิกษุใหม่พึงกลับก่อน พระเถระพึงกลับท่ีหลัง พึงปกปิดกำยด้วยดีไปในละแวกบำ้ น
พึงสำรวมด้วยดไี ปในละแวกบำ้ น พงึ มีสำยตำทอดลงไปในละแวกบ้ำน ไม่พงึ เวิกผำ้ ไปในละแวกบ้ำน
ไม่พึงหัวเรำะล่ันไปในละแวกบ้ำน พึงมีเสียงน้อยไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงโยกกำยไปในละแวกบ้ำน
ไม่พึงไกวแขนไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงโคลงศีรษะไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงค้ำกำยไปในละแวกบ้ำน
ไมพ่ ึงคลมุ ศรี ษะไปในละแวกบำ้ น ไมพ่ งึ เดนิ กระโหยง่ ไปในละแวกบ้ำน
/////////////////////////////////////////////////////
57
ปณิ ฑจาริกวตั ตกถา
วา่ ดว้ ยวตั รปฏิบัติของภกิ ษุผูเ้ ที่ยวบณิ ฑบาต
ดูก่อนภิกษุท้ังหลำย ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบำตเป็นวัตร คิดว่ำ จักเข้ำบ้ำน
ในบัดนี้ เมือ่ ปกปดิ มณฑลสำม พึงนุ่งให้เป็นปรมิ ณฑล คำดประคดเอวห่มผำ้ ซ้อน
๒ ชนั้ กลดั ลูกดมุ ลำ้ งบำตรแล้ว
ถือเข้ำบ้ำนโดยเรียบร้อยไม่ต้องรีบร้อน พึงปกปิดกำยด้วยดีไปใน
ละแวกบำ้ น พงึ สำรวมดว้ ยดีไปในละแวกบ้ำน
พึงมีตำทอดลงไปในละแวกบ้ำน อยำ่ เวิกผำ้ ไปในละแวกบำ้ นอยำ่ หัวเรำะลน่ั
ไปในละแวกบำ้ น พึงมเี สียงน้อยไปในละแวกบ้ำน อย่ำโยกกำยไปในละแวกบ้ำน
อยำ่ ไกวแขนไปในละแวกบำ้ น อย่ำโคลงศรี ษะไปในละแวกบำ้ น อย่ำคำ้ กำยไป
ในละแวกบำ้ น อย่ำคลมุ ศรี ษะไปในละแวกบำ้ น อยำ่ เดนิ กระหยง่ ไปในละแวกบำ้ น
เมื่อเข้ำนิเวศน์พึงกำหนดว่ำ จักเข้ำทำงน้ี จักออก
ทำงน้ี อย่ำรีบร้อนเข้ำไป อย่ำรีบร้อนออกเร็วนัก อย่ำยืน
ไกลนัก อย่ำยืนใกล้นัก อย่ำยืนนำนนัก อย่ำกลับเร็วนัก
พึงยืนกำหนดว่ำ เขำประสงค์จะถวำยภิกษำ หรือไม่
ประสงค์จะถวำย ถ้ำเขำพักกำรงำน ลุกจำกท่ีน่ังจับทัพพี
หรือจับภำชนะ หรือต้ังไว้ พึงยืนด้วยคิดว่ำ เขำประสงค์
จะถวำย เม่ือเขำถวำยภิกษำ พึงแหวกผ้ำซ้อนด้วยมือซ้ำย
พึงน้อมบำตรเข้ำไปด้วยมือขวำ แล้วพึงใช้มือท้ังสอง
ประคองบำตรรับภิกษำ และไม่พึงมองดูหน้ำผู้ถวำยภิกษำ
พึงกำหนดว่ำเขำประสงค์จะถวำยแกงหรือไม่ประสงค์
จะถวำย ถ้ำเขำจับทัพพี จับภำชนะ หรือต้ังไว้ พึงยืนอยู่
ด้วยคิดว่ำ เขำประสงค์จะถวำย เมื่อเขำถวำยภิกษำแล้ว
พึงคลุมบำตรด้วยผ้ำซ้อน แล้วกลับโดยเรียบร้อย ไม่ต้องรีบร้อน พึงปกปิดกำยด้วยดี ไปในละแวกบ้ำน พึงสำรวม
ด้วยดีไปในละแวกบ้ำน พึงมีตำทอดลงไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงเวิกผ้ำไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงหัวเรำะล่ันไปใน
ละแวกบ้ำน พึงมีเสียงน้อยไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงโยกกำยไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงไกวแขนไปในละแวกบ้ำน
ไม่พึงโคลงศีรษะไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงค้ำกำยไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงคลุมศีรษะไปในละแวกบ้ำน ไม่พึงเดิน
กระหยง่ ไปในละแวกบ้ำน
58
ภิกษุใดกลับบิณฑบำตจำกบ้ำนก่อน ภิกษุน้ัน พึงปูอำสนะไว้ พึงจัดต้ังน้ำล้ำงเท้ำ ตั่งรองเท้ำ
กระเบอื้ งเชด็ เทำ้ พึงลำ้ งภำชนะ รองของฉันตงั้ ไว้ พึงตัง้ นำ้ ฉนั น้ำใชไ้ ว้
ภิกษุใดกลับบิณฑบำตจำกบ้ำนทีหลัง ถ้ำอำหำร
ท่ีฉันแล้วยังเหลืออยู่ ถ้ำจำนงก็พึงฉัน ถ้ำไม่จำนงกพ็ งึ เทท้ิง
ในท่ีปรำศจำกของเขียวสด หรือพึงเทลงในน้ำท่ีไม่มีตัวสัตว์
ภิกษุนั้นพึงร้ือขนอำสนะ เก็บน้ำล้ำงเท้ำ ตั่งรองเท้ำ
กระเบ้ืองเช็ดเท้ำ พึงล้ำงภำชนะรองของฉัน เก็บไว้
พึงเก็บน้ำฉัน น้ำใช้ พึงกวำดโรงฉัน ภิกษุใดเห็นหม้อนำ้ ฉัน
หม้อน้ำใช้ หรือหม้อน้ำชำระว่ำงเปล่ำ ภิกษุนั้นพึงจัดหำ
ไปต้งั ไว้ ถำ้ เปน็ กำรสดุ วิสยั พงึ กวักมอื เรยี กเพื่อนมำ ให้ชว่ ยกนั จดั ตง้ั ไว้ แต่ไมพ่ งึ เปลง่ วำจำเพรำะข้อน้ันเป็นเหตุ
ดูก่อนภิกษุท้ังหลำย นี้แลเป็นวัตรของภิกษุผู้เท่ียวบิณฑบำตเป็นวัตร ซึ่งภิกษุผู้เท่ียวบณิ ฑบำตเป็นวัตร
พงึ ประพฤติเรยี บรอ้ ย ฯ
////////////////////////////////////////////////////////
59
บทท่ี 5 ขอ้ วัตรในประเดน็ ทนี่ ่าสนใจ
พระสงฆก์ ับมาตคุ าม (สตรหี รอื หญิงชาวบา้ น)
การตอ้ งติดต่อกบั สตรี
ทำ่ นอำนนท์ ทูลถำมว่ำ : “ข้าแต่พระองค์ผูเ้ จริญ!
ขอ้ พระองค์ทัง้ หลายจะปฏิบตั ใิ นมาตุคาม (สตร)ี
อยา่ งไร ?”
พระผมู้ พี ระภำคเจ้ำตรสั ว่ำ :
“อานนท์! การไมพ่ บปะกนั ”
“ขา้ แต่พระผ้มู ีพระภาคเจา้ ! เมอื่ ยังมกี ารพบปะกัน
จะพึงปฏบิ ตั อิ ย่างไรเล่า?”
“อานนท์! การไมพ่ ูดดว้ ย”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เมื่อต้องพูดด้วย จะพึงปฏบิ ัตอิ ย่างไรเล่า?”
“อานนท์! เมือ่ พูดด้วย พงึ มสี ตแิ ล”
…………………………………………………………………………….
การพูดกับผูห้ ญิงตามลาพัง
“อน่ึง ภิกษุใด แสดงธรรมแก่มำตุคำม (ผู้หญงิ )
ยงิ่ กว่ำ 5-6 คำ เวน้ แต่มีบุรุษผรู้ ู้เดียงสำอยู่ เปน็ ปำจิตตยี ”์
………………………………………………………………………….
นอนในที่ท่มี ีผหู้ ญงิ นอนดว้ ย
“อน่ึง ภิกษุใด สำเรจ็ กำรนอนร่วมกบั มำตุคำม
(ผหู้ ญิง) เปน็ ปำจิตตยี ”์
…………………………………………………………………………….
60
น่งั กบั ผู้หญงิ มากกว่า 1 คน ในท่ีลับตา
“อน่งึ ภิกษุใด ผเู้ ดียวสำเร็จกำรน่งั ในทลี่ ับ
กับมำตุคำม (ผ้หู ญงิ ) ผู้เดยี ว เป็นปำจิตตยี ์”
นั่งกบั ผู้หญงิ มากกวา่ 1 คน ในที่ลับตา
"อนงึ่ ภกิ ษุใด สำเรจ็ กำรน่ังในทล่ี บั คือ
อำสนะกำบังกบั มำตคุ ำม (ผู้หญิง) เปน็ ปำจติ ตีย์”
น่ังกบั ผู้หญงิ ตามลาพังในทค่ี ่อนขา้ งลบั ตา
ที่พดู เกีย่ วพาได้ แล้วมอี บุ าสิกามาพบแล้วโจท
“อน่ึง สถำนหำเป็นอำสนะกำบังไม่เลยทีเดียว
หำเปน็ ท่พี อจะทำกำรไม่ แต่พอเป็นท่ีพอจะพดู เคำะ
มำตุคำมด้วยวำจำช่ัวหยำบได้อยู่ แลภิกษุใดรูปเดียว
ส ำ เ ร็ จ ก ำ ร น่ั ง ใ น ที่ ลั บ กั บ ด้ ว ย ม ำ ตุ ค ำ ม ผู้ เ ดี ย ว
ในอำสนะมีรูปอย่ำงน้ัน อุบำสิกำมีวำจำเชื่อถือได้
เหน็ ภิกษุกับมำตคุ ำมนัน้ นั่นแลว้ พดู ขึน้ ด้วยธรรม 2 ประกำรอย่ำงใดอยำ่ งหน่ึง คือ ด้วยสังฆำทิเสสก็ดี
ด้วยปำจิตตีย์ก็ดี ภิกษุปฏิญำณซ่ึงกำรนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม 2 ประกำร อย่ำงใดอย่ำงหน่ึง
ด้วยสังฆำทิเสสบ้ำง ด้วยปำจิตตีย์บ้ำง อีกอย่ำงหน่ึง อุบำสิกำท่ีมีวำจำเชื่อถือได้นั้น กล่ำวด้วยธรรมใด
ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วยธรรมน้ัน ช่ือ อนิยต”
นง่ั กบั ผู้หญงิ ตามลาพังในทลี่ ับตาแลว้ มีอุบาสิกามาพบแลว้ โจท (ที่เสพเมถนุ ได้)
“อนึ่ง ภิกษุใด สำเร็จกำรนั่งในที่ลับ คือในท่ีอำสนะกำบงั พอจะทำกำรได้กับมำตุคำมผู้เดยี ว
อุบำสิกำมีวำจำเชื่อถือได้ เห็นภิกษุกับมำตุคำมนั้นน่ันแล้ว พูดข้ึนด้วยธรรม 3 ประกำร คือ ด้วย
ปำรำชิกก็ดี ด้วยสังฆำทิเสสก็ดี ด้วยปำจิตตีย์ก็ดี ภิกษุปฏิญำณซึ่งกำรน่ัง พึงถูกปรับด้วยธรรม
3 ประกำร อย่ำงใดอย่ำงหน่ึง อีกอย่ำงหน่ึง อุบำสิกำท่ีมีวำจำเช่ือถือได้น้ัน กล่ำวด้วยธรรมใด ภิกษุ
นั้นพึงถกู ปรับดว้ ยธรรมนั้น ชอื่ อนยิ ต”
…………………………………………………………………………….
61
พระสงฆ์กบั เงิน ทอง และของมคี า่
รับทองและเงนิ
“อน่งึ ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับกด็ ี ซึ่งทอง เงิน หรือ
ยนิ ดีในทอง เงนิ ท่ีเขำเก็บไวใ้ ห้ เปน็ นสิ สคั คียปำจิตตีย์
(ทอง เงนิ ทีเ่ ปน็ นสิ สคั คีย์ ต้องสละในท่ำมกลำงสงฆ)์ .”
หมายเหตุ : เงนิ และทองให้กปั ปยิ การก(ผู้ดูแล
ของใชข้ องสงฆ)์ เปน็ ผรู้ บั แทนสงฆ์
“มีอยู่ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านท่ีมีศรัทธาเลื่อมใส
เขามอบเงินทองให้แก่มือกัปปิยการก(ผู้ดูแลของใช้
ของสงฆ์)สั่งว่า ส่ิงใดสมควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจง
ถวายสิ่งนนั้ ดว้ ยกปั ปยิ ภณั ฑ(์ ของใช้ของภิกษุ)น้ี.
ดกู อ่ นภิกษทุ ง้ั หลาย เราอนญุ าตใหย้ ินดีของอนั เปน็ กัปปิยะจากกัปปยิ ภณั ฑน์ ้นั ได้ แตเ่ รา
มไิ ดก้ ลา่ ววา่ พึงยนิ ดี พงึ แสวงหาทองเงนิ โดยปริยายไรๆเลย”.
ซอื้ -ขายด้วยเงิน
“อนง่ึ ภกิ ษใุ ด ถึงควำมซอ้ื ขำยด้วยรูปิยะมี(เงนิ )
ประกำรตำ่ งๆ เป็นนิสสัคคียปำจิตตยี ์ (ของทีซ่ ้อื ขำยด้วย
รูปยิ ะ(เงนิ ) ซงึ่ เป็นนสิ สัคคีย์นนั้ ต้องสละทำ่ มกลำงสงฆ)์ ”
แลกเปลี่ยนส่งิ ของ
“อน่งึ ภิกษุใด ถึงถงึ กำรแลกเปลยี่ นมปี ระกำร
ต่ำงๆ เป็นนิสสัคคียปำจติ ตีย์ (ของทีแ่ ลกเปลีย่ น ซ่งึ เปน็
นสิ สัคคยี ์นน้ั ต้องสละท่ำมกลำงสงฆ์)”
เกบ็ ของมคี ่า
“อน่ึง ภกิ ษุใด เกบ็ เอำกด็ ี ใหเ้ ก็บเอำก็ดี ซึง่ รัตนะก็ดี ซงึ่ ของท่ี
สมมตุ ิวำ่ รัตนะกด็ ี เว้นไว้แตใ่ นวดั ทอ่ี ย่กู ด็ ี ในทอี่ ยูพ่ กั ก็ดี เปน็ ปำจิตตยี ์
และภิกษเุ ก็บเอำก็ดี ใหเ้ กบ็ เอำกด็ ี ซึ่งรัตนะกด็ ี ซึ่งของทส่ี มมุติ
ว่ำรัตนะก็ดี เว้นไว้แต่ในวัดท่ีอยู่ก็ดี แล้วพึงเก็บไว้หมำยว่ำของผู้ใด
ผูน้ น้ั จะไดน้ ำไป น้ีเปน็ สำมีจิกรรมในเร่อื งน้ัน.”
……………………………………………………………………………….
62
พระสงฆ์กับอาหารและยา
ยามกาลิก (ของรับประเคนไวแ้ ละฉันได้ชว่ั วันหนงึ่ กับคืนหน่งึ ได้แก่ นา้ ผลไม้ท่อี นญุ าต)
“เรำอนุญำตนำ้ ปำนะ 8 อย่ำง คอื 1.นำ้ มะม่วง 2.นำ้ ชมพู่หรือน้ำหว้ำ 3.น้ำกลว้ ยมีเมลด็
4.น้ำกลว้ ยไมม่ ีเมลด็ 5.นำ้ มะซำง 6.น้ำองุน่ หรือลูกจันทร์ 7.น้ำเหง้ำบัว 8.นำ้ ลนิ้ จ่ีหรือนำ้ มะปรำง”
“อนุญำตนำ้ ผลไม้ทกุ ชนิด”
- ยกเวน้ นา้ จากมหาผลและนา้ จากธัญผล
ยกเว้นนาจากมหาผล คือ 1.น้าผลตาล 2.น้ามะพรา้ ว 3.นา้ ขนนุ 4.น้าขนนุ
สาปะลอ 5.นา้ บ๊วย 6.น้าฟกั เขียว 7.นา้ แตงกวา 8.น้าแตงโม 9.นา้ ฟกั ทอง
ยกเว้นนาจากธญั ผล คอื นา้ ขา้ วสาลี น้าขา้ วเจ้า น้าข้าวเหนยี ว น้าข้าวฟา่ ง
นา้ ขา้ วละมาน น้าลกู เดอื ย น้าหญา้ กับแก้
“เรำอนญุ ำตนำ้ จำกใบไมแ้ ละดอกไมท้ ุกชนิด (ยกเว้นน้ำผกั ดองและดอกมะซำง)”
“เรำอนญุ ำตน้ำอ้อยสด”
63
ยาวกาลกิ (ของรับประเคนไว้และฉนั ได้ชัว่ เวลาเช้าถึงเท่ยี งของวนั น้ัน เชน่ ขา้ ว ปลา เน้ือ
ผกั ผลไม้ ขนม นม นมสม้ ของทีร่ บั ประเคนในวันนนั้ ควรฉนั ในกาล ไม่ควรในวิกาล)
วนิ ยั อ่นื ๆทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ยาวกาลกิ
“ห้ำมเก็บผลไม้ท่ีหล่นอยู่นำมำฉันเอง
ผู้ล่วงละเมิดต้องอำบัติทุกกฎ (อนุญำตให้
ทำได้เฉพำะเมื่อบ้ำนเมืองเกิดข้ำวยำก
ชำวบำ้ นไม่มอี ำหำรบณิ ฑบำต”
“เรำอนญุ ำตให้รับประเคนผลไมท้ ีเ่ ก็บ
มำเองได้ เมื่อพบกัปปยิ กำรก(ผ้จู ดั ถวำยแก่
ภกิ ษุ) จงึ ใหว้ ำงบนพนื้ แล้วใหเ้ ขำจดั ถวำยใหฉ้ ันได้ ผู้ลว่ งละเมิดตอ้ งอำบตั ทิ กุ กฎ”
“สมณกัปปะ (ผลไม้ที่ใช้เพำะพันธ์ไม่ได้) อนุญำตให้ฉันได้
5 อย่ำง ได้แก่ ผลไม้ที่ลนด้วยไฟ ผลไม้ที่กรีดด้วยศัสตรำ ผลไม้ท่ี
จกิ ด้วยเลบ็ ผลไม้ทีไ่ มม่ ีเมลด็ ผลไม้ท่ีปล้อนเมล็ดออกแลว้ .”
“เรำอนุญำตให้ฉันปลำและเน้ือที่บริสุทธ์ิโดยเง่ือนไข 3 ประกำร
คือ ไมไ่ ดเ้ ห็นว่ำ... ไมไ่ ดย้ ินว่ำ... ไมไ่ ด้รังเกยี จวำ่ ... (ว่ำเขำฆ่ำมำเพอื่ เรำ)”
“ห้ำมฉันเน้ือสัตว์ท่ีเขำเจำะจงฆ่ำจำเพำะภิกษุ ผู้ล่วงละเมิดต้อง
อำบตั ิทกุ กฎ”
64
สตั ตาหกาลกิ (ของรับประเคนไว้แล้ว ฉันได้ภายใน 7 วัน ไดแ้ ก่ เนยใส เนยขน้ นา้ มนั
นา้ ผ้งึ น้าอ้อย)
“ภิกษุรับเภสัช 5 (เภสัชอันควรล้ิมของภิกษุผู้อำพำธ) ได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผ้ึง
นำ้ ออ้ ย จะเกบ็ ไวบ้ ริโภคไดไ้ มเ่ กิน 7 วนั ถำ้ ล่วงกำหนดนนั้ ไปให้ปรับอำบตั ินสิ สัคคยิ ปำจติ ตีย์”
“เรำอนุญำตให้รับประเคนเภสัช 5 (เภสัชอันควรล้ิมของภิกษุผู้อำพำธ) น้ันในกำล แล้วให้
ฉันได้ท้งั ในกำล(ก่อนเท่ียง) และในวิกำล(หลังเท่ยี ง)”
ยาวชวี ิก (ของรับประเคนไวแ้ ลว้ ฉนั ไดต้ ลอดไปไมจ่ ากัดเวลา ไดแ้ ก่ ของทปี่ รุงเปน็ ยา)
ยาได้จากหัว
“เรำอนุญำตให้ฉันมูลเภสัช (ยำที่เป็นหัวหรือเหง้ำไม้) เช่น ขมิ้น ขิง เป็นต้น ที่ไม่เป็น
อำหำรโดยปกติได้ตลอดชีพไม่กำหนดกำล แตต่ ้องมเี หตุผลสมควร ถำ้ ไม่มเี หตผุ ลสมควร ตอ้ งอำบัติ
ทกุ กฎ สำหรบั ภิกษุอำพำธอนญุ ำตใหใ้ ชห้ ินบด บดได้ อนญุ ำตครก สำก บดได้”
ยาได้จากราก
“เรำอนุญำตรำกไม้ที่เป็นเภสัช คือ ขม้ิน ขิง ข่ำ ว่ำน ว่ำนเปรำะ อุตพิต แผก แห้วหมู
แม้ชนิดอ่ืนใดบรรดำมี รับประเคนแล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีวิต ต่อมีเหตุจึงให้บริโภคได้ เม่ือเหตุไมม่ ี
ภิกษุใดบริโภค ตอ้ งอำบัตทิ กุ กฎ”
นา้ ฝาดจากตน้ ไม้
“เรำอนุญำตกสำวเภสัช (น้ำฝำดท่ีเป็นยำ) คือ น้ำฝำดสะเดำะ น้ำฝำดบอระเพ็ด น้ำฝำด
กถินพิมำน แม้ชนิดอื่นๆในบรรดำมี ท่ีไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเค้ียว ที่ไม่สำเร็จประโยชน์
แก่ของควรบริโภค รับประเคนแล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีวิต ต่อมีเหตุจึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุไม่มี
ภกิ ษุใดบรโิ ภค ตอ้ งอำบตั ิทุกกฎ”
ยาได้จากใบ
“เรำอนุญำตปัณณเภสัช (ใบไม้ที่เป็นยำ) คือ ใบสะเดำ ใบมุกมัน ใบกระเพรำหรือ
แมงลัก ใบฝ้ำย แม้ชนิดอื่นในบรรดำมี ท่ีไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเคี้ยว ที่ไม่สำเร็จประโยชน์
แก่ของควรบริโภค รับประเคนแล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีวิต ต่อมีเหตุจึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุไม่มี
ภกิ ษใุ ดบรโิ ภค ต้องอำบตั ทิ กุ กฎ”
65
ผลไม้ท่ีเปน็ ยา
"เรำอนุญำตผลเภสัช(ผลไม้ท่ีเป็นยำ) คือ ดีปลี พริก สมอไทย สมอภิเภก มะขำมป้อม
ผลแห้วโกง แม้ชนิดอื่นในบรรดำมี ท่ีไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเค้ียว ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่
ของควรบริโภค รับประเคนแล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีวิต ต่อมีเหตุจึงให้บริโภคได้ เม่ือเหตุไม่มี ภิกษุใด
บริโภค ตอ้ งอำบตั ทิ กุ กฎ”
เกลือ
“เรำอนุญำตให้ฉันโลณเภสัช (เกลือที่เป็นยำ) คือ เกลือสมุทร เกลือดำ เกลือสินเธำว์
เกลือดินโปร่ง เกลือหุง แม้ชนิดอื่นในบรรดำมี ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเค้ียว ท่ีไม่สำเร็จแก่
ของควรบริโภค รับประเคนแล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีวิต ต่อมีเหตุจึงให้บริโภคได้ เม่ือเหตุไม่มี ภิกษุใด
บริโภค ตอ้ งอำบัตทิ กุ กฎ”
นา้ มนั
“เรำอนุญำตให้ทำน้ำมันท่ีศีรษะเมื่อเป็นโรคร้อนศีรษะ และอนุญำตให้นัตถุ์ยำ อนุญำต
ให้สูดควนั ของยำทำงจมกู ”
เหลา้ กล่นั
“เรำอนญุ ำตใหเ้ ติมน้ำเมำลงในน้ำมันท่ีจะทำยำได้ โดยนำ้ เมำที่ใสน่ นั้ ตอ้ งไมม่ สี ี ไม่มี
กล่นิ ไม่มรี ส ถ้ำเจือนำ้ เมำมำกไปอนุญำตให้เกบ็ ไว้เป็นยำทำได้”
อุจจาระ ปัสสาวะ ขีเ้ ถา้ ดิน
“เรำอนุญำตยำ 4 ชนดิ ในขณะถูกงูหรือสตั ว์มพี ษิ กดั คือ มูตร(ปัสสำวะ) คถู (อุจจำระ)
ขีเ้ ถำ้ และดิน ในขณะรบี ดว่ นเชน่ นนั้ ถำ้ ไมม่ ีคนทำให้ กถ็ ือเอำและฉนั ได้เอง ไม่ตอ้ งอำบัติ”
“มภี ิกษุดม่ื ยำพษิ เข้ำไป ตรัสว่ำ...อนุญำตให้ดื่มนำ้ เจือคูถ(น้ำเจืออุจำระ) ภิกษุทั้งหลำย
สงสัยวำ่ นำ้ เจือคูถน้นั ไม่ตอ้ งรับประเคนหรอื ต้องรับประเคน ตรัสว่ำ...อนญุ ำตคูถที่ภิกษหุ ยิบไว้
ตอนกำลงั ถำ่ ยนนั่ เหละเป็นอันประเคนแล้ว ไม่ตอ้ งประเคนอกี ”
น้าฝาดจากดินหรือข้ีเถา้
“เรำอนญุ ำตยำและอำหำรออ่ นบำงอย่ำงตำมสมควรแก่โรคและควำมตอ้ งกำรที่จำเปน็
เช่น ดมื่ นำ้ ท่ีละลำยจำกดินผำลไถเมอ่ื อำพำธโดยยำแฝด(ยำทำเสนห่ ์ของผหู้ ญิง) น้ำด่ำงจำกขเ้ี ถำ้
ของขำ้ วสุกแก้โรคท้องผูก สมอดองน้ำมตู รโค(น้ำปัสสำวะโค)แก้โรคผอมเหลอื ง กำรทำตวั ดว้ ยของ
หอมแกโ้ รคผวิ หนงั ยำถำ่ ยแก้ผดผน่ื ขน้ึ ตำมตวั น้ำขำ้ วใส น้ำถ่ัวต้มท่ไี ม่ข้น น้ำถัว่ ต้มท่ขี น้ เลก็ นอ้ ย
นำ้ ตม้ เน้อื เป็นกำรผ่อนผนั ใหเ้ หมำะแก่อำพำธ”
กระเทียม
“ภิกษุไม่พึงฉันกระเทียม รูปใดฉัน ต้องอำบัติทุกกฎ เรำอนุญำตให้ฉันกระเทียมได้
เพรำะเหตอุ ำพำธ”
66
พระสงฆก์ ับการฉันอาหาร
ฉนั อาหารเปน็ หมู่
“เว้นแต่สมัย เป็นปำจิตตีย์ ในเพรำะฉันเป็นหมู่
นี้สมัยในเรื่องนั้น คือ ครำวอำพำธ ครำวท่ีเป็นฤดู
ถวำยจีวร ครำวท่ีทำจีวร ครำวที่เดินทำงไกล ครำวท่ี
โดยสำรเรอื ไป ครำวประชมุ ใหญ่ ครำวภัตของสมณะ
น้ีสมยั ในเร่อื งนนั้ .”
เม่อื ฉันอาหารเสรจ็ แลว้ กลับมาฉันอาหารอกี ครง้ั
“อนึ่ง ภิกษุใดฉันเสร็จแล้ว ห้ำมภัตแล้ว เค้ียวก็ดี
ฉันก็ดี ซึ่งของเคี้ยวก็ดี ซึ่งของฉันก็ดี อันมิใช่เดน
เป็นปำจิตตยี ”์
ฉันหารในเวลาวิกาล
“อนง่ึ ภกิ ษุใด เค้ียวกด็ ี ฉนั ก็ดี ซึ่งของเคีย้ วก็ดี
ซึ่งของฉนั กด็ ี ในเวลำวิกำล เป็นปำจติ ตยี ์”
กลนื อาหารทเ่ี ขายังไม่ได้ให้
“อน่ึง ภิกษุใด กลืนอำหำรท่ีเขำยังไม่ได้ให้
ลว่ งชอ่ งปำก เว้นไวแ้ ตน่ ำ้ และไม้ชำระฟนั เป็นปำจิตตีย์
การเก็บและฉนั อาหารทีเ่ กบ็ สะสมไว้
“อน่ึง ภิกษใุ ด เคย้ี วก็ดี ฉันก็ดี ซึ่งของเค้ยี วกด็ ี ซึง่ ของฉันกด็ ี
ทที่ ำกำรส่ังสมไว้ เป็นปำจิตตีย์”
“ห้ำมเกบ็ อำหำรค้ำงคืนในทีอ่ ยู่ ผูล้ ว่ งละเมดิ ต้องอำบตั ิทุกกฎ
(อนุญำตให้ทำได้เฉพำะเม่ือบ้ำนเมืองเกิดข้ำวยำก ชำวบ้ำนไม่มี
อำหำรบณิ ฑบำต.”
67
การรับอาหารดบิ
“เว้นขำดจำกกำรรับธัญญำหำรดิบ แม้น้ีก็เป็นศีล
ของเธอประกำรหน่งึ ”
“เว้นขำดจำกกำรรับเน้ือดิบ แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอ
ประกำรหน่ึง”
หงุ ต้มอาหาร
“ห้ำมหุงต้มอำหำรเองในท่ีอยู่ ผู้ล่วงละเมิด
ต้องอำบัติทุกกฎ (อนุญำตให้ทำได้เฉพำะเม่ือบ้ำนเมือง
เกิดขำ้ วยำก ชำวบ้ำนไม่มีอำหำรบิณฑบำต.)”
“ภิกษไุ มพ่ งึ ฉนั อำมิสท่ีเก็บไว้ในท่ีอยู่ ทหี่ งุ ต้มในทอ่ี ยู่
และหุงตม้ เอง รปู ใดฉัน ต้องอำบตั ทิ ุกกฎ.”
อว้ กอาหารออกมาแล้วกลนื อ้วกกลับเข้าไป
“เรำอนญุ ำตอำหำรทอี่ ้วก แตอ่ อกมำนอกปำก แลว้ ไมพ่ งึ
กลืนกลับเข้ำไป พงึ ปรบั อำบตั ติ ำมธรรม.”
หยบิ อาหารที่ถวายแลว้ หล่นมาฉนั
“ส่ิงใดท่ีถวำยแล้วตกหล่น เรำอนุญำตให้เก็บส่ิงน้ัน
ฉันเองได้ ข้อน้ันเพรำะเหตุไร เพรำะของนั้นทำยกบริจำค
แล้ว.”
กินเหลา้
เปน็ ปำจิตตยี ์ ในเพรำะด่ืมสรุ ำและเมรยั
68
พระสงฆ์กบั ข้อวัตรอ่ืนๆทีน่ า่ สนใจ
แสดงธรรมเปน็ ทานองเพลงขบั
“ภิกษไุ มพ่ งึ สวดพระธรรมดว้ ยทำนองเพลงขบั
รูปใดสวด ตอ้ งอำบัตทิ ุกกฎ"
“เรำอนุญำตใหเ้ ป็นทำนองสรภัญญะได”้
ร้อง เลน่ เต้น รา ทาเพลง
“เวน้ ขำดจำกกำรฟ้อนรำ กำรขบั ร้อง กำรประโคม
ดนตรแี ละกำรดกู ำรเลน่ แมน้ ี้เปน็ ศลี ของเธอประกำรหนง่ึ .”
“เว้นขำดจำกกำรดู กำรเล่นอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ควำมประมำท คือ เล่นหมำกรุก เล่นหมำกเก็บ เล่นโยนห่วง
เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ
เล่นเขียนทำยกัน เล่นทำยใจ เล่นล้อเลียนคนพิกำร
แมน้ ้ีเปน็ ศลี ของเธอประกำรหนึ่ง.”
“ภิกษไุ ม่พงึ ดูกำรฟอ้ นรำ กำรขบั รอ้ ง หรอื กำรประโคมดนตรี รปู ใดดู ต้องอำบัติทกุ กฎ.”
แตง่ หน้า ทาปาก
“ภกิ ษไุ ม่พงึ ทำหนำ้ ไม่พงึ ถูหนำ้ ไม่พึงผดั หน้ำ ไมพ่ ึงเจมิ หน้ำ ไมพ่ งึ ยอ้ มตวั
ไมพ่ ึงย้อมหนำ้ ไมพ่ งึ ยอ้ มท่ตี ัวและท่ีหน้ำ รูปใดทำ ตอ้ งอำบตั ิทกุ กฎ.”
“เรำอนุญำตใหท้ ำหนำ้ ได้ เพรำะเหตุอำพำธ.”
การขดุ ดินและตัดแต่งต้นไม้
“อนงึ่ ภิกษุใด ขดุ กด็ ี ใหข้ ดุ ก็ดี ซ่งึ ปฐพี เปน็ ปำจติ ตีย์.”
“เป็นปำจติ ตยี ์ เพรำะพรำกภตู คำม.”
เผากอหญา้
“ภกิ ษไุ ม่พงึ เผำกอหญำ้ รูปใดเผำ ต้องอำบัติทกุ กฎ.”
“เรำอนุญำตไวเ้ ม่อื ไฟปำ่ มำถึง ให้จดุ ไฟปอ้ งกันได.้ ”
69
เพื่อนมานอนค้างทีก่ ฏุ ิ
“อนึ่ง ภิกษุใด สำเรจ็ กำรนอนรว่ มกบั อนุปสัมบนั (อุบำสก)
ยิ่งกว่ำ 2-3 คนื เป็นปำจิตตีย์”
ข้ึนต้นไม้
“ภิกษุ ไม่พงึ ขึน้ ต้นไม้ รูปใดข้ึน ต้องอำบัติทุกกฎ.”
“เมื่อมีเหตุจำเป็น เรำอนุญำตให้ข้ึนต้นไม้สูงชั่วบุรุษ
ในครำวมอี นั ตรำย ใหข้ ึ้นได้ตำมประสงค.์ ”
การเลี้ยงชีพท่ีผิดดว้ ยเดรัชฉานวชิ า
“เว้นขำดจำกกำรเลี้ยงชีพโดยทำงผิดด้วยเดรัชฉำนวิชำ เช่น กำรเป็นหมอทำยนิมิตทำนำยฝนั
ทำนำยลักษณะ ทำนำยอำยุ ดูลักษณะบ้ำน ดูลักษณะที่นำ เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้ำนเรือน
เป็นหมอยำพิษ เป็นหมองู เป็นหมอเสกกันลูกศรกันศำสตรำ ทำยลักษณะช้ำง ทำยลักษณะม้ำ
ทำยลักษณะโค เป็นหมอดูดวงดำว เป็นหมอพยำกรณ์อนำคต ดูฤกษด์ ูยำมมงคล ดูโชคร้ำย ดูโชคดี
เป็นหมอทรงเจ้ำ บวงสรวงพระอำทิตย์ บวงสรวงท้ำวมหำพรหม ทำพิธีเชิญขวัญ ทำพิธีบนบำน
สวดมนต์ป้องกนั บำ้ นเมอื ง ทำพธิ ปี ลกู เรือน ทำพธิ ีบวงสรวงพืน้ ที่ พ่นนำ้ มนต์ รดนำ้ มนต์ แมน้ ้กี เ็ ป็น
ศลี ของเธอประกำรหน่งึ ”
/////////////////////////////////////////////////////////
70
71
72
73
……………………………………………………………………………
74
75
อา้ งองิ
อรยิ วนิ ยั รวบรวมจำกพระไตรปฏิ ก. , มูลนธิ ิพุทธโฆษณ.์ , กมุ ภำพนั ธ์ 2556
https://www.manasikul.com .ทำไม…ลกู ผชู้ ำยต้องบวช (ตอนที่ ๓๒) บรรพท์ ี่ ๕ (๔) “วินัยกรรม :
กิจท่พี ระภกิ ษุใหม่พงึ ทำเกี่ยวกับกำรอธษิ ฐำน -วิกปั ป์ และ กำรเสียสละ” เขียนโดย ญำณวชิระ :
พระรำชกจิ จำภรณ์ (เทอด ญำณวชิโร) เรยี บเรยี ง”
http://www.watpamahachai.net/Document22.htm “พิธบี รรพชำอุปสมบท
แบบอุกำสะ”. ;วัดป่ำมหำชัย.
https://www.youtube.com/channel/., “วธิ บี วชพระ (อุกำสะ)”. Sunan kalapat.