The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Parina Yunui, 2022-10-26 07:05:07

e-book (พิยดา 085)

e-book จิตวิทยา

จิตวิทยาสำหรับครู
เสนอ

อาจารย์ เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร

จัดทำโดย

นางสาวพิยดา สาแหล่หา
6406510085

คำนำ

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่ อเป็นส่วนหนึ่งของ
รายวิชา 600-106จิตวิทยาสำหรับครู มีวัตถุประสงค์
ในการค้นหาความรู้ในจิตวิทยาสำหรับครูตามหัวข้อ
เรื่องที่ได้ศึกษามา พร้อมแนวทางการแก้ปัญหาและ
ประโยชน์ที่ได้รับ ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ในการ
จั ด ทำ ห นั ง สื อ เ ล่ ม นี้ ห วั ง ว่ า มี ข้ อ มู ล ที่ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ แ ล ะ
ถู ก ต้ อ ง เ ป็ น ไ ป ต า ม ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ น ก า ร จั ด ศึ ก ษ า
จิตวิทยาสำหรับครู ต่อผู้ที่สนใจรวมทั้งผู้ที่ได้อ่านเป็น
อย่างดี

ขอขอบคุณอาจารย์ เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร
อาจารย์ที่ปรึกษาในรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู ที่
คอยชี้แนะความรู้ คำแนะนำ รวมถึงให้แนวทางในการ
ศึกษาเรียบเรียงเนื้ อหาในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ จึง
ทำให้หนังสือเล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หากมีข้อผิด
พลาดประการใดข้าพเจ้าขออภัยมานะที่นี้ และขอน้อม
รับทุกคำแนะนำและคำติชม เพื่ อนำไปปรับปรุงแก้ไข
ให้เนื้ อหาถูกต้องและสมบูรณ์

จัดทำโดย
นางสาวพิยดา สาแหล่หา

6406510085

สารบัญ

เรื่อง หน้า

บทที่1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยาสำหรับครู 1-17
บทที่2 พฤติกรรมของมนุษย์ 18-22
บทที่3 ปรัชญาแนวคิดทฤษฎีทางจิตวิทยา 23-39
บทที่4 พัฒนาการของมนุษย์กับการเรียนรู้ 40-48
บทที่5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้1 49-52
บทที่6 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้2 53-59
บทที่7 จิตวิทยาการเรียนรู้ 60-70
บทที่8 จิตวิยาแนะแนวและการใช้คำปรึกษา 71-78
บทที่9 การนำหลักจิตวิทยาไปใช้ในการพัฒนา 79-86
ศั ก ย ภ า พ ค ว า ม เ ป็ น ค รู
บทที่10 Case Stady +จิตวิทยาบุคลิกภาพ

87-92

1

บทที่ 1
จิตวิทยา
สำหรับครู

2

1.ความหมายของจิตวิ ทยา

คือ การศึ กษาพฤติ กรรมกระบวนทางจิตเชิ ง
ปรนั ย เป็ นศาสตร์ที่มีขอบเขตกว้างขวาง
เป็ นองค์ความรู้ทั้งเชิ งศิ ลปศาสตร์และเชิ ง
วิ ทยาศาสตร์ คลอบคลุ มทุ กด้านเกี่ยวกับ
ชี วิ ตมนุ ษย์ทั้งทางกาย สั งคม อารมณ์ จิตใจ
ความคิดสติ ปั ญญา จุ ดมุ่งหมายสำคัญของ
การศึ กษาศาสตร์สายนี้คือ เพื่อที่จะเข้าใจ
อธิ บาย ทำนาย พัฒนาและควบคุ ม
พฤติ กรรมด้านต่ าง ๆ

3

2.ความความสำคัญของจิตวิ ทยา

1. จิตวิ ทยาช่ วยให้ผู้ศึ กษาเกิ ดความเข้าใจ
ตนเอง
2. จิตวิ ทยาช่ วยให้ผู้ศึ กษาเกิ ดความ
เข้าใจผู้อื่น
3. จิตวิ ทยาช่ วยให้ได้แนวทางในการวาง
กฎเกณฑ์ทางสั งคม
4. จิตวิ ทยาช่ วยบรรเทาปั ญหาพฤติ กรรม
และปั ญหาสั งคม
5. จิตวิ ทยาช่ วยส่ งเสริ มพัฒนาคุ ณภาพ
ชี วิ ต

4

3.ระเบียบวิ ธีการศึ กษาทางจิตวิ ทยา

1.วิ ธีทดลอง (Experimental Method)

การทดลองสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การทดลอง
ในสภาพธรรมชาติ กับการทดลองในห้องปฏิ บั ติ การ แต่
ไม่ว่าจะเป็ นการทดลองชนิ ดใดต้องคำนึงถึงสิ่ งสำคัญ
ได้แก่ การปฏิ บั ติ ซ้ำเพื่อตรวจสอบผลให้เกิ ดความ
มั่นใจ การควบคุ มเพื่อไม่ให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนจาก
ความจริ ง ตั วแปร คือ สิ่ งที่เปลี่ยนแปลงค่าได้ และต้องมี
ขอบเขตจำกัด ในการทดลองจะมีการหาค่าความสั มพันธ์
ระหว่างตั วประกอบ 2 ตั ว หรือ 2กลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่ง
เป็ นกลุ่มทดลอง (Experimental Group) เป็ นกลุ่มที่
ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงและอีกกลุ่มหนึ่งเป็ นกลุ่ม
ควบคุ ม (Control Group) การเปลี่ยนแปลงที่เกิ ดขึ้น
จะถู กเปรียบเทียบกัน ปั จจุ บั น วิ ธีทดลองถู กนำไปใช้ ใน
จิตวิ ทยาสมัยใหม่เกือบทุ กสาขาอย่างได้ผลดี

5

3.ระเบียบวิ ธีการศึ กษาทางจิตวิ ทยา

2.วิ ธีการตรวจสอบจิต (Introspection)

เป็ นการให้บุ คคลสำรวจตรวจสอบตนเองด้วยการย้อน
ทบทวน และความรู้สึ กนึกคิดของตนเองในอดีตที่ผ่ านมา
แล้วรายงานความรู้สึ กออกมาดายการอธิ บายทั้งเหตุ และผล
ของการกระทำนั้ นๆ การศึ กษาด้วยวิ ธีการนี้มีข้อดีตรงที่เป็ น
ข้อมู ลตรงจากผู้ได้รับประสบการณ์ หากผู้รายงานจดจำได้
แม่นยำ รายงานตามความเป็ นจริ งไม่ปิ ดบั ง มีความซื่อสั ตย์
และจริ งใจแต่ อาจเป็ นข้อเสี ยถ้าผู้รายงานจำเหตุ การณ์ไม่
ได้หรือไม่ชั ดเจนหรือไม่ต้องการบอกข้อมู ลที่แท้จริ งให้
ทราบซึ่งจะทำให้การตีความหมายของเรื่อง เหตุ การณ์นั้ น
คิดพลาดไม่ตรงตามข้อเท็ จจริ ง

6

3.ระเบียบวิ ธีการศึ กษาทางจิตวิ ทยา

3.วิ ธีใช้ แบบทดสอบ (Testing Method)

เป็ นการใช้ เครื่องมือที่มีเกณฑ์ในการวัดลักษณะ
พฤติ กรรมใดพฤติ กรรมหนึ่งหรือหลายๆพฤติ กรรม โดย
ให้ผู้รับการทดลองเป็ นผู้ทำแบบทดสอบ ซึ่งอาจเป็ นแบบ
ทดสอบข้อเขียนหรือข้อสอบปฏิ บั ติ ก็ ได้ แบบทดสอบจะ
ช่ วยวัดความสามารถด้านต่ างๆ ของมนุ ษย์ รวมทั้งการวัด
บุ คลิ กภาพ อารมณ์ ความถนั ด ความสนใจ ทั ศนคติ และ
ความคิดเห็ นโดยใช้ แบบทดสอบทางจิตวิ ทยาซึ่งมีหลาย
ประเภท การใช้ แบบทดสอบมีสิ่ งที่ควรระวังมากที่สุ ดคือ
ค่าความเชื่ อมั่นและค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบซึ่ง
ควรได้มาตรฐานและสามารแปรผลได้อย่างถู กต้อง

7

3.ระเบียบวิ ธีการศึ กษาทางจิตวิ ทยา

4.วิ ธีสั งเกต (Observation)

การสั งเกตมี 2 ลักษณะ คือ การสั งเกตอย่างไม่มี
แบบแผน และการสั งเกตอย่างมีแบบแผน สำหรับการ
สั งเกตอย่างไม่มีแบบแผน เป็ นวิ ธีสั งเกตธรรมชาติ ไม่มี
การเตรียมการหรือการวางแผนล่วงหน้า ผู้จะสั งเกต
สามารถสั งเกตได้ตามความสะดวก เป็ นการศึ กษา
พฤติ กรรมของบุ คคลตามสภาพธรรมชาติ วิ ธีนี้มีข้อเสี ยคือ
ผู้สั งเกตไม่สามารถควบคุ มตั วประกอบเฉพาะส่ วนที่สนใจ
จะศึ กษาได้ ส่ วนการสั งเกตอย่างมีแบบแผนเป็ นการ
สั งเกตที่มีการเตรีมการและการวางแผนล่วงหน้า กำหนด
วัน เวลา สถานที่ บุ คคล พฤติ กรรมและสถานการณ์ไว้
เรียบร้อยแล้ว จุ ดสำคัญของการสั งเกตคือ จะต้องทำอย่าง
ระมัดระวัง ผู้สั งเกตต้องไม่เข้าไปมีส่ วนเกี่ยวข้องกับสิ่ งที่
ตั วสั งเกต และต้องจดบั นทึกสิ่ งที่ได้เห็ นอย่างละเอียด
โดยไม่เพิ่มเติ มความรู้ส่ วนตั วลงไป

8

3.ระเบียบวิ ธีการศึ กษาทางจิตวิ ทยา

5.วิ ธีวิ ทยาศาสตร์ (Scientific Method)

เป็ นวิ ธีการศึ กษาในการแก้ปั ญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ ความเข้าใจ
ในสิ่ งนั้ น วิ ธีนี้ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้

- ขั้นการตั้งปั ญหา (Problem) เป็ นการตั้งประเด็ นปั ญหาที่สนใจ
ต้องการศึ กษาและค้นคว้าเพื่อหาทางแก้ปั ญหานั้ น

- ขั้นการตั้งสมมุ ติ ฐาน (Hypothesis) เป็ นการคาดคะเนคำตอบ
ของปั ญหาไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุ ผลเพื่อช่ วยให้ผู้ศึ กษาดำเนิ นไปสู่ จุ ดหมาย
ปลายทางอย่างรวดเร็ วและถู กต้อง

- ขั้นการรวบรวมข้อมู ล (Collecting Data) เป็ นขั้นรวบรวม
ข้อมู ลเกี่ยวกับปั ญหานั้ นให้มากที่สุ ด และต้องวางแผนไว้ว่าจะสามารถหา
ข้อมู ลได้ด้วยวิ ธีใด เช่ น การใช้ แบบสอบถาม การสั มภาษณ์ การทดลอง

- ขั้นการวิ เคราะห์ ข้อมู ล (Analysis of Data) เป็ นการนำข้อมู ล
ต่ างๆที่ได้มานำแปลความหมายด้วยกาสรวิ เคราะห์ ตามหลักสถิ ติ

- ขั้นการสรุ ปผล (Conclusion) เป็ นการสรุ ปผลและรายงานผลที่
ได้จาการศึ กษาค้นคว้าและนำผลนั้ นไปใช้ รวมทั้งให้ข้อ
เสนอแนะต่ อไปด้วย

9

3.ระเบียบวิ ธีการศึ กษาทางจิตวิ ทยา

6.วิ ธีการศึ กษารายกรณี (Case Study
Method)

เป็ นการศึ กษาชี วประวัติ ความเป็ นมาของบุ คคลซึ่ง
ต้องใช้ เวลาศึ กษาติ ดต่ อกันเป็ นระยะเวลาหนึ่ง แล้วรวบรวม
ข้อมู ลที่ได้มาวิ เคราะห์ พิ จารณา ตีความเพื่อให้เขาใจความ
เป็ นมาในอดีตและช่ วยชี้ ให้เห็ นปั ญหาที่บุ คคลนั้ นกำลังเผชิ ญ
อยู่ ทำให้เข้าใจสาเหตุ ของปั ญหาและพฤติ กรรมปั จจุ บั น
เพื่อหาทางช่ วยเหลือ แก้ไข ปรับปรุ ง ตลอดจนส่ งเสริ ม
พฤติ กรรมให้เป็ นไปในทางสร้างสรรค์ โดยการศึ กษาหา
ข้อมู ลของบุ คคลอย่างละเอียด เช่ น ประวัติ การตั้งครรภ์ การ
คลอด สุ ขภาพ การเรียน สั งคม อารมณ์ ซึ่งอาจได้จากการ
สั มภาษณ์ จากบุ คคลใกล้ชิ ด เช่ น บิ ดา มารดา ญาติ พี่น้อง
ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมู ลอย่างละเอียดให้มากที่สุ ด

10

3.ระเบียบวิ ธีการศึ กษาทางจิตวิ ทยา

7.วิ ธีการสั มภาษณ์ (Interview)

เป็ นวิ ธีการที่นิ ยมกันอย่างแพร่ หลายในปั จจุ บั น
สามารถทำได้ทั้งอย่างมีแบบแผนและไม่มีแบบแผน จุ ด
ประสงค์เพื่อต้องการรู้รายละเอียดและทำให้เข้าใจในตั ว
บุ คคล การใช้ เทคนิ คการสั มภาษณ์มีลักษณะคล้าย
แบบสอบถาม คือ เป็ นการถามตอบเพื่อให้ได้ข้อมู ลที่
ต้องการซึ่งสามารถทำได้ทั้งเป็ นหมู่และเป็ นรายบุ คคล โดย
มีวิ ธีการเป็ นขั้นตอนคือ ขั้นเตรียมการ ได้แก่ การเตรียม
สถานที่ คำถาม นั ดหมายเวลา และสร้างความคุ้นเคยกับ
บุ คคลที่จะถู กสั มภาษณ์ ขั้นสั มภาษณ์ เป็ นการดำเนิ นการ
ตามแผนที่วางไว้ พยายามให้ผู้ถู กสั มภาษณ์พู ดหรือแสดง
ความคิดเห็ นให้มากที่สุ ด และขั้นสุ ดท้ายเป็ นการยุ ติ การ
สั มภาษณ์เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

11

4.ขอบข่ายของจิตวิ ทยาการศึ กษา

1.จิตวิ ทยาทั่วไป (General Psychology) ศึ กษา
เกี่ยวกับพฤติ กรรมทั่วไปของมนุ ษย์การรับรู้ การเรียนรู้
อารมณ์ ความรู้สึ ก สติ ปั ญญา ประสาทสั มผัส เป็ นต้น
จิตวิ ทยาสาขาพื้นฐานของการเรียนจิตวิ ทยาสาขาอื่นต่ อ
ไป

2.จิตวิ ทยาพัฒนาการ (Developmental
Psychology) ศึ กษาเกี่ยวกับลำดับขั้นตอนของ
พัฒนาการเจริ ญเติ บโตในแต่ ละวัยต่ างๆ ของมนุ ษย์
ตั้งแต่ ปฏิ สนธิ จนถึงวัยชรา

3.จิตวิ ทยาสั งคม (Social Psychology) ศึ กษาเกี่ยว
กับบทบาทความสั มพันธ์และพฤติ กรรมของบุ คคลใน
กลุ่มสั งคม ปฏิ กิ ริ ยาตอบสนองของบุ คคลที่อยู่รวมกัน
เจตคติ และความคิดเห็ นของกลุ่มชน

12

4.ขอบข่ายของจิตวิ ทยาการศึ กษา

4.จิตวิ ทยาการทดลอง (ExperimentalPsychology)
ศึ กษาเกี่ยวกับระบบประสาทและพฤติ กรรมของมนุ ษย์
และสั ตว์ในห้องทดลอง

5.จิตวิ ทยาการแนะแนว(Guidance Psychology) นั ก
จิตวิ ทยาแนะแนวทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ให้แนวทาง และ
ให้คำปรึกษาสถานศึ กษากับนั กเรียน นั กศึ กษา เพื่อให้
ความช่ วยเหลือผู้มีปั ญหาด้านการปรับตั ว ปั ญหาการ
เรียน และปั ญหาส่ วนตั วอื่นๆ

6.จิตวิ ทยาคลีนิ ค (Clinical Psychology) นั ก
จิตวิ ทยาคลิ นิ กทำงานในโรงพยาบาลที่มีคนไข้โรคจิต
สถาบั นเลี้ยงเด็ กปั ญญาอ่ อน หรืออาจเปิ ดเป็ นคลิ นิ กส่ วน
ตั วก็ ได้

7.จิตวิ ทยาประยุ กต์ (Applied Psychology) เป็ นการ
นำหลักการทางจิตวิ ทยามาใช้ ประโยชน์ ในสาขาวิ ชาชี พ
ต่ างๆ เช่ น ธุ รกิ จอุตสาหกรรม การแพทย์ การทหาร
เป็ นต้น

13

4.ขอบข่ายของจิตวิ ทยาการศึ กษา

8.จิตวิ ทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology)
ศึ กษาเกี่ยวกับประสิ ทธิ ภาพในการทำงาน ผลกระทบของ
สิ่ งแวดล้อมที่มีต่ อการทำงาน แรรงจู งใจในการทำงาน
การคัดเลือกคนงาน การประเมินผลงาน

9.จิตวิ ทยาการศึ กษา (Educational Psychology)
ศึ กษาสิ่ งที่เกี่ยวกับงานด้านการเรียนการสอน การเรียนรู้
ของผู้เรียนเป็ นวิ ชาที่สำคัญสำหรับครู และนั กการศึ กษา

10.จิตวิ ทยาการทดลอง(ExperimentalPsychology)
มีการศึ กษาโดยการทดลองกับมนุ ษย์และสั ตว์ทั้งใน
สภาพแวดล้อมทั่วไปและในห้องปฏิ บั ติ การ วิ ธีการศึ กษา
ส่ วนใหญ่ใช้ การสั งเกต

14

5.ความหมายของจิตวิ ทยาการศึ กษา

หมายถึง วิ ชาที่เกี่ยวกับปั ญหาทางจิตวิ ทยาที่
เกี่ยวข้องกับการศึ กษา ตลอดจนศึ กษาธรรมชาติ และ
กระบวนการศึ กษาเรียนรู้เพื่อนำหลักเกณฑ์ทาง
จิตวิ ทยาที่ได้รับจากการศึ กษามาใช้ ในการเรียนการ
สอนให้ได้ผลดี มีประสิ ทธิ ภาพ ศึ กษาเกี่ยวกับ
พฤติ กรรมของนั กเรียนในสภาพของการจัดการเรียน
การสอน โดยมีเนื้ อหาและระเบียบวิ ธีการส่ วนของ
เนื้ อหาจะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ของการเรียนรู้และ
พัฒนาการ สภาวะของเด็ กและสภาพแวดล้อมใน
โรงเรียน และประมวลนำเนื้ อหามาหาวิ ธีการจัดรู ป
แบบที่ทำให้ครู และผู้เกี่ยวข้องกับเด็ กสามารถนำไป
ใช้ ได้

15

6.จุ ดมุ่งหมายของจิตวิ ทยาการศึ กษา

1.เป็ นการให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เป็ น
ระบบทั้งด้านทฤษฎี หลักการและสาระอื่นๆ ที่
เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุ ษย์ทั้งเด็ กและผู้ใหญ่

2.เป็ นการนำความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ และตั วผู้
เรียนให้แก่ครู และผู้เกี่ยวข้องกับการศึ กษานำไปใช้ ให้
เกิ ดประโยชน์ ต่ อการเรียนการสอน

3.เพื่อให้ครู สอนสามารถนำเทคนิ คและวิ ธีการ
การเรียนรู้ไปใช้ ในการเรียนการสอน การแก้ไขปั ญหา
ในชั้ นเรียน ตลอดจนสามารถดำรงตนอยู่ในสั งคมได้
อย่างมีความสุ ข

16

7.ประโยชน์ ของจิตวิ ทยาการศึ กษา

1.ช่ วยให้ครู เข้าใจธรรมชาติ ความเจริ ญเติ บโต
ของเด็ กและสามารถนำความรู้ที่ได้มาจัดการเรียน
การสอนได้อย่ างเหมาะสมและสอดคล้องกั บ
ธรรมชาติ ความต้องการ ความสนใจของเด็ กแต่ ละวัย

2.ช่ วยให้ครู สามารถเตรียมบทเรียน วิ ธีสอน
จัดกิ จกรรม ตลอดจนใช้ วิ ธีการวัดและประเมินผล
การศึ กษาได้สอดคล้องกับวัย ซึ่งเป็ นการช่ วยให้
จัดการเรียนการสอนมีประสิ ทธิ ภาพ

3.ช่ วยให้ครู สามารถจัดกิ จกรรมได้อย่าง
สนุ กสนานด้วยบรรยากาศของความเข้าใจ การให้
ความร่ วมมือ และให้การยอมรับซึ่งกันและกัน

17

7.ประโยชน์ ของจิตวิ ทยาการศึ กษา

4.ช่ วยสร้างสั มพันธภาพที่ดีระหว่างครู ผู้ปกครอง
และเด็ ก ทำให้ปกครองเด็ กง่ายขึ้นและสามารถทำงาน
กับเด็ กได้อย่างราบรื่น

5.ช่ วยให้ครู ป้ องกันและหาทางแก้ไข ตลอดจน
พัฒนาบุ คลิ กภาพของเด็ กได้อย่างเหมาะสม

6.ช่ วยให้ผู้บริ หารการศึ กษาวางแนวทางการศึ กษา
จัดหลักสู ตร อุปกรณ์การสอนและการบริ หารงานได้
เหมาะสม

7.ช่ วยให้ผู้เรียนเข้ากับสั งคมได้ดี ปรับตั วเข้ากับ
ผู้อื่นได้ดี

18

บทที่ 2
พฤติการ
มมนุษย์

19

1.ความหมายของพฤติกรรม
มนุษย์

ความหมายของพฤติกรรมมนุษย์ พฤติกรรม
(Behavior) คือ กริยาอาการที่แสดงออกหรือปฏิกิริยา
โต้ตอบเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้า (Stimulus) หรือสถานการณ์
ต่าง ๆ อาการแสดงออกต่าง ๆ เหล่านั้น อาจเป็นการ
เคลื่อนไหวที่สังเกตได้หรือวัดได้ เช่น การเดิน การพูด
การเขียน การคิด การเต้นของหัวใจ เป็นต้น ส่วนสิ่งเร้า
ที่มากระทบแล้วก่อให้เกิดพฤติกรรมก็อาจจะเป็นสิ่งเร้า
ภายใน (Internal Stimulus) และสิ่งเร้าภายนอก
(External Stimulus)

20

2.ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์

นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 2
ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มี
การเรียนรู้มาก่อน ได้แก่ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ
(REFLECT ACTION) เช่นการกระพริบตา และ
สัญชาตญาณ (INSTINCT) เช่นความกลัว การเอา
ตัวรอดเป็นต้น
2. พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม ได้แก่
พฤติกรรมที่เกิดจากการ ที่บุคคลติดต่อสังสรรค์
และมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม

21

3.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ
มนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม

1. การปรับเปลี่ยนทางด้านของสรีระร่างกาย เช่น การ
ปรับปรุงบุคลิกภาพ การแต่งกาย การพูด
2. การปรับเปลี่ยนทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ให้
มีความสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ปรับอารมณ์ความรู้สึก
ให้สอดคล้องกับบุคคอื่น รู้จักการยอมรับผิด
3. การปรับเปลี่ยนทางด้านสติปัญญา เช่น การศึกษา
ค้นคว้าเพื่อให้มีความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ การมีความ
คิดเห็นคล้อยตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่
4. การปรับเปลี่ยนอุดมคติ หมายถึง การสามารถปรับ
เปลี่ยนหลักการ แนวทางบางส่วนบางตอนเพื่อให้เข้ากับ
สังคมส่วนใหญ่ได้ โดยพิจารณาจากความจำเป็น และ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นประโยชน์แก่
ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเองและของกลุ่ม

22

3.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ
มนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม

1. การปรับเปลี่ยนทางด้านของสรีระร่างกาย เช่น การ
ปรับปรุงบุคลิกภาพ การแต่งกาย การพูด
2. การปรับเปลี่ยนทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ให้
มีความสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ปรับอารมณ์ความรู้สึก
ให้สอดคล้องกับบุคคอื่น รู้จักการยอมรับผิด
3. การปรับเปลี่ยนทางด้านสติปัญญา เช่น การศึกษา
ค้นคว้าเพื่อให้มีความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ การมีความ
คิดเห็นคล้อยตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่
4. การปรับเปลี่ยนอุดมคติ หมายถึง การสามารถปรับ
เปลี่ยนหลักการ แนวทางบางส่วนบางตอนเพื่อให้เข้ากับ
สังคมส่วนใหญ่ได้ โดยพิจารณาจากความจำเป็น และ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นประโยชน์แก่
ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเองและของกลุ่ม

23

บทที่ 3
ปรัชญาแนวคิด
ทฤษฎีทางจิตวิทยา

24

หัวข้อหลักของการเรียนรู้

1.ปรัชญาและแนวคิดทางด้านการศึ กษา
2.แนวคิดและความสำคัญจิตวิ ทยา

25

ปรัชญาและแนวคิดด้าน
การศึกษา

ปรัชญา คือ ศาสตร์ที่ศึกษาหาความรู้ ความจริง
ของมนุษย์ โลก ธรรมชาติ และชีวิต อย่างลึกซึ้งเพื่อ
อธิบายเหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ โดยใช้หลักการของ
เหตุผล ในวิชาตรรกวิทยา เป็นเครื่องมือในการเข้า
ถึงความจริงหรือความรู้ที่แน่นอน

26

ปรัชญาและแนวคิดด้าน
การศึกษา

ปรัชญาและแนวคิดทางการศึกษา คือการ
ศึกษาที่เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศทั้ง
ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เครื่องมือใน
การเตรียมประชากรให้มีคุณภาพ คือ การศึกษาการ
จัดการศึกษาของชาติจะต้องสอดคล้องกับนโยบาย
ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แนวความคิด
หรือความเชื่อในการจัดการศึกษาก็คือ ปรัชญาการ
ศึกษา ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาจะยึด
แนวทางในการจัดการศึกษาหรือปรัชญาของการ
ศึกษาต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของสังคมและ
สถานการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัย

27

แนวคิดและความ
สำคัญจิตวิทยา

แนวคิดทางจิตวิทยามีจุดมุ่งหมายของ
การเรียนจิตวิทยาการศึกษาคือเพื่อให้เข้าใจ
เพื่อการทำนายและเพื่อควบคุมพฤติกรรม
การเรียนรู้ของมนุษย์ในสถานการณ์ต่างๆ

28

แนวคิดและความ
สำคัญจิตวิทยา

กู๊ดวินและคลอส ไมเออร์
(Goodwill & Cross Mier,1975)

มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการเรียนจิตวิทยา ไว้ดังนี้
1.เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เป็น

ระบบทั้งด้านทฤษฎี หลักการและสาระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
กับการเรียนรู้ของมนุษย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

2.เป็นการนำความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ ไปใช้ให้
เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน

3.เพื่อให้ครูสอนสามารถนำเทคนิคและวิธีการ
การเรียนรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน การแก้ไขปัญหา
ในชั้นเรียน

กู๊ดวินและคลอส ไมเออร์
(Goodwill & Cross Mier,1975)

29

แนวคิดและความ
สำคัญจิตวิทยา

ความสำคัญของจิตวิทยา
จิตวิทยามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างกว้างขวาง

ผู้ศึกษาจิตวิทยาสามารถได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้



1.ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ
ของมนุษย์ เช่น ความต้องการ การแก้ปัญหา การปรับ
ตัวอารมณ์และความรู้สึกในสถานการณ์ต่างๆ

2.ช่วยในการแก้ปัญหาทางจิต รู้จักวิธีรักษา
สุขภาพจิตได้ดี สามารถเอาชนะปมด้อยต่างๆ รู้วิธีแก้
ปัญหาและปรับตัวอย่างเหมาะสม

3.สามารถเข้าใจ ตัดสินใจ และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
กับบุคคลในสังคม

4.ช่วยในการวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม

30

ท ฤ ษ ฎี ข อ ง
นั ก จิ ต วิ ท ย า

31

ทฤษฎีเชื่อมโยง
ของธอร์นไดค์

ธอร์นไดค์ได้อธิบายทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงไว้ว่า คือ
การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง โดยมี
หลักพื้นฐานว่า การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่าง
สิ่งเร้ากับการตอบสนองที่มักจะออกมาในรูปแบบต่างๆ
หลายรูปแบบ โดยการลองถูกลองผิด โดยมี 3 กฎของ
การเรียนรู้ ดังนี้

32

กฏการเรียนรู้
ของธอร์นไดค์

1 กฎแห่งความพร้อมการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีถ้าผู้เรียนมี
ความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตัวอย่าง 3 กฎของ
การเรียนรู้

2 กฎแห่งการฝึกหัดการฝึกหัดหรือกระทำบ่อยๆ ด้วยความ
เข้าใจจะทำให้การเรียนรู้นั้นคงถาวร ถ้าไม่ได้กระทำซ้ำบ่อยๆ
การเรียนรู้นั้นจะไม่คงถาวร และในที่สุดอาจจะลืมได้

3 กฎแห่งความพอใจเมื่อบุคคลได้รับผลที่พึงพอใจย่อมอยากจะ
เรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ จะไม่อยากเรียนรู้ ดัง
นั้น การได้รับผลที่พึงพอใจ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้

33

ตัวอย่าง กฎของ
การเรียนรู้

34

ทฤษฎีการเรียนรู้ผสมผสาน
ของโรเบริต์ กาเย่

กระบวนการเรียนการสอน
9 ประการ

1.เร่งเร้าความสนใจ
2.บอกวัตถุประสงค์
3.ทบทวนความรู้เดิม
4.นำเสนอเนื้อหาใหม่
5.ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้
6.กระตุ้นการตอบสนอง บทเรียน
7.ให้ข้อมูลย้อนกลับ
8.ทดสอบความรู้ใหม่
9.สรุปและนำไปใช้

35

ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม

การจำแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม
ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน

1.พุทธิพิสัย(Cognitive Domain) แบ่งได้ 6 ระดับ

36

ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม

2.จิตพิสัย (Affective Domain)ประกอบด้วย 5 ขั้น

37

ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม

3.ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)ประกอบด้วย 5 ขั้น

38

ทฤษฎีการเรียนรู้ของไทเลอร์

องค์ประกอบหลักของการเรียนรู้มี 3 ระดับ

1.ความต่อเนื่อง
2.การจัดช่วงลำดับ
3.บูรณาการ

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆสามารถนำไป
ประยุกต์ใช้เป็นหลักในการจัดการเรียนการสอน
ได้ในลักษณะต่างๆ เช่น การจัดสภาพที่เหมาะ
สมสำหรับการเรียนการสอน การจูงใจ การรับรู้
การเสริมแรง การถ่ายโยงการเรียนรู้ ฯลฯ

39

แนวคิดทางจิตวิทยา

จอห์น บี วัตสัน
กลุ่มพฤติกรรมนิยม

เป็นผู้นำกลุ่มจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม
นักคิดในกลุ่มนี้มองธรรมชาติของมนุษย์ใน
ลักษณะที่เป็นกลาง คือ ไม่ดี ไม่เลว ที่เกิดจาก
อิทธิพลทางสิ่งแวดล้อม

คาร์ล โรเจอร์
กลุ่มมนุษยนิยม

เป็นบิดาของการแนะแนวแบบเป็นผู้หนึ่งที่เห็น
ความจำเป็นที่จะให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนว่าเป็น
บุคคลที่มีความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะพัฒนาตน
เองทุกๆด้านเพื่อจะรักษาหรือครองไว้ซึ่งความเป็นตัว
ของตัวเองและพัฒนาให้ดีขึ้น

วิลเฮล์ม วุนต์
กลุ่มโครงสร้างทางจิต

โดยมีแนวคิดว่าจิตสำนึกของมนุษย์ประกอบ
ด้วยธาตุทางจิต 3ชนิดคือ การรู้สึก อารมณ์ และ
จินตนาการ โดยในการศึกษาจิตธาตุทั้ง 3 ชนิดใช้
วิธีพิจารณาภายใน ซึ่งไม่เป็นวิทยาศาสตร์

40

บทที่4
พัฒนาการของ
มนุษย์กับการเรียนรู้

41

ความหมายของพัฒนาการของมนุษย์กับการเรียนรู้

พัฒนาการ (Development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลง
ที่เป็นระบบระเบียบสามารถคาดคะเนได้ตามสมควร เป็นการ
เปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าของบุคคล อันเป็นผลมาจากวุฒิภาวะ
และประสบการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นตลอดชีวิต ตั้งแต่แรกเกิด

การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง การเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมอันเป็นผลมาจากประสบการณ์หรือการฝึกหัด การ
เรียนรู้เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้
เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในช่วงพัฒนาการของมนุษย์ ซึ่ง
เป็นกระบวนการที่บุคคลได้สั่งสมประสบการณ์ในการรับและ
ตอบสนองสิ่งเร้าในรูปแบบต่างๆ และเก็บไว้เป็นแนวทางในการ
รับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าและเหตุการณ์ในครั้งต่อไป อิทธิพล
ทางการเรียนรู้นี้ย่อมมีผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายจิตใจ
และสังคมของมนุษย์

42

องค์ประกอบของพัฒนาการ

1. วุฒิภาวะ ( Maturation )วุฒิภาวะเป็น กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มี
กำหนดเวลาเป็นของตนเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงทาง
คุณภาพ มีขั้นลำดับอัตรา แบบแผนเป็นการพร้อมที่จะทำได้
เองตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีการสอบ และเราสามารถ
พยากรณ์ได้ถูกต้อง
2 การเรียนรู้ ( Learning )การเรียนรู้ หมายถึง การ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ต้องมีการเรียน การสอน การ
เรียนรู้จะต้อง มีแบบแผน มีประสบการณ์ซึ่งจะทำให้บุคคล
เกิดกระบวนการเรียนรู้ขึ้น

43

ทฤษฎีพัฒนาการ

พัฒนาการความต้องการทางเพศและบุคลิกภาพ ชิกมันด์ ฟรอยด์ ได้
เสนอแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการของเขาไว้ว่า "พัฒนาการความ
ต้องการทางเพศและบุคลิกภาพของบุคคลต้องอาศัยการพัฒนาที่ต่อเนื่อง
อย่างเป็นลำดับขั้นจนกลายเป็นบุคลิกภาพที่ถาวรในที่สุด" ช่วงเวลาที่ฟรอยด์
ให้ความสำคัญต่อการสร้างบุคลิกภาพอย่างมากจะอยู่ในช่วงระยะแรกเกิดถึง
ห้าปี

ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอีริกสัน อีริก เอช. อีริกสัน แนวคิดของอี
ริกสันจะเน้นความสำคัญที่ว่าพัฒนาการของบุคคลจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทาง
สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทางจิตใจมากกว่าการตอบสนองทาง
ร่างกาย พัฒนาการของบุคคลจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่แรกเกิดจน
กระทั่งเสียชีวิต

ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของเพียเจย์ ฌอง เพียเจย์
เขาได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ผล
จากการทดลองของเขาพบว่าเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่ง
แวดล้อมอยู่ตลอดเวลา และปฏิสัมพันธ์นี้เองที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดพัฒนาการทาง
เชาว์ปัญญาขึ้น

ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคห์ลเบริก์ ลอเรนซ์ โคห์ลเบริก์
วิธีการศึกษาวิจัยของโคห์ลเบริก็มีความคล้ายคลึงกับวิธีของเพียเจย์ กล่าวคือ จะมี
การสร้างสถานการณ์สมมติขึ้นมา โดยให้กลุ่มทดลองเป็นผู้ตอบปัญหาที่เกิดขึ้นใน
สถานการณ์สมมตินั้น ผลจากการวิเคราะห์คำตอบของผู้ตอบในวัยต่างๆ ทำให้
โคห์ลเบริก์สรุปเป็นทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของบุคคลเป็น 3 ระดับ

45

พัฒนาการของมนุษย์
แต่ละช่วงวัย

พัฒนาการของทารก

วัยทารก หมายถึง ช่วงเวลาของชีวิตตั้งแต่กำเนิดสู่โลกภายนอก
จนถึงอายุ 24 เดือนซึ่งสามารแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่างวัยแรกเกิด และช่วง
วัยทารก
- ช่วงวัยทารกแรกเกิด นับตั้งแต่คลอดจนถึง 2 สัปดาห์เป็นระยะที่ทารกฟื้ น
ตัวจากการคลอดและมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอุณหภูมิ
ภายนอกครรภ์มารดา
- ช่วงวัยทารก นับตั้งแต่อายุได้ 2 สัปดาห์ถึง 2 ปี ในช่วงวัยนี้ ทารกจะแสดง
ความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก สามารถสื่อสารกับกับคนรอบตัวได้ดีขึ้น

พัฒนาการพื้นฐานที่สำคัญในวัยนี้ คือ พัฒนาการทางร่างกาย การ
เคลื่อนไหวและการพูดในขณะที่พัฒนาการด้านอื่นเช่น สติปัญญา อารมณ์
และสังคม จะเกิดขึ้นช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปและเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก

พัฒนาการของมนุษย์ 46
แต่ละช่วงวัย

พัฒนาการของวัยเด็ก

วัยเด็ก หมายถึง เด็กที่มีอายุระหว่าง 2-12 ขวบ โดยสามารถ
แบ่งออกเป็น 2ช่วงใหญ่ๆคือ ช่วงเด็กวัยเรียน ซึ่งแต่ละช่วงวัยนั้นจะมีการ
เจริญเติบโตและพัฒนาการแตกต่างกัน ดังนี้

1. ระยะแรก อายุ 2-3 ปีหรือเรียกว่า วัยเด็กเล็ก หรือเตาะแตะ
2. ระยะที่สองอายุ 4-5 ปีเรียกว่า วัยเด็กหรือ วัยอนุบาล
วัยเด็ก เป็นระยะที่ร่างกายจะเจริญเติบโตช้าลงกว่าในวัยทารก โดยเฉพาะ
ในระยะเริ่มต้นของวัยแต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วชัดเจนอีกครั้ง
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายของวัยวัยเด็กตอนต้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี เป็น
วัยที่แสดงความก้าวหน้าทางด้านพัฒนาการในทุกด้าน วัยเด็กตอนกลาง อยู่
ในช่วงอายุ 6-9 ปี พัฒนาการด้านต่างๆของเด็กในวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง
ไปจากเดิมไม่มากนัก วัยเด็กตอนปลาย อยู่ในช่วงอายุ 10-12 ปี ซึ่งถือว่าเป็น
ช่วงเวลาที่สำคัญของวัยเด็กทั้งนี้เนื่องจากเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงที่
ชัดเจนในทุกด้านหลายประการ

47

พัฒนาการของมนุษย์
แต่ละช่วงวัย

พัฒนาการของวัยรุ่น

วัยรุ่น แปลว่า การเจริญเติบโตไปสู่วุฒิภาวะ และส่วนใหญ่วัยรุ่นอยู่ในช่วง
อายุ 10 - 20 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้
1.วัยแรกรุ่น อายุ 10-13 ปี เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย
2.วัยรุ่นตอนกลาง อายุ 14-16 ปี เป็นช่วงที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางด้าน
ร่างกาย
3.วัยรุ่นตอนปลาย อายุ 17 - 19 ปี หรือ 20 ปี เป็นช่วงวัยที่กำลังฝึกฝนอาชีพ

วัยรุ่นเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งด้านร่างกายอารมณ์

สังคม และสติปัญญาโดยร่างกายจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในขณะที่

อารมณ์จะรุนแรงและเปลี่ยนแปลงง่าย ส่วนด้วยสังคมจะให้ความสำคัญกับ

เพื่อนอย่างมากช่วงวัยรุ่นจึงถือเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตโดยการ

เปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการอบรม

เลี้ยงดู

พัฒนาการของมนุษย์ 48
แต่ละช่วงวัย

พัฒนาการของวัยผู้ใหญ่

วัยผู้ใหญ่ วัยนี้เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไปจนตลอดชีวิต
ผู้ใหญ่เป็นอีกวัยที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ คือ นอกจาก
จะเป็นวัยแห่งความสมบูรณ์สูงสุดของพัฒนาการในด้าน
ต่างๆทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ยังเป็นวัย
เริ่มต้นแห่งความแห่งเสื่อมของพัฒนาการทุกด้านอีกด้วย
วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 20-40 ปี เป็นวัยแห่งการทำงาน มี
ครอบครัวและความมั่งคงให้กับตนเอง วัยกลางคน อายุ
40-60 ปี เป็นวัยแห่งการเริ่มต้นความเสื่อมของร่างกาย
วัยชราอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่
จากคนในครอบครัวเป็นพิเศษทั้งด้านร่ากายและจิตใจ


Click to View FlipBook Version