The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Parina Yunui, 2022-10-26 07:05:07

e-book (พิยดา 085)

e-book จิตวิทยา

49

บทที่ 5
ปั จจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้


50

การรับรู้

การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส โดยเริ่มตั้งแต่

การมีสิ่งเร้ามากระทบกับอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้าและส่งกระแสประสาทไปยัง

สมองเพื่ อแปลความสิ่งที่เป็นเหตุซึ่งเอื้ อให้เกิดการเรียนรู้เกิดขึ้น จะ

ประกอบด้วยดังนี้ ได้แก่
• ปัจจัยด้านผู้เรียน ได้แก่ เพศ ระดับชั้น แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เจตคติต่อ

การเรียน การใช้เวลาเรียนรู้
• ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม หมายถึง สภาพสภาวะ หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่

รอบๆตัวอยู่ตามธรรมชาติ หรืออาจเป็นสิ่งที่ถูกจัดทำ หรือจัดสร้างขึ้นอาจ

จะมีเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

แรงจูงใจในการเรียนรู้

แรงจูงใจในการเรียนรู้ หมายถึงแรงขับเคลื่อนที่อยู่ภายในตัวบุคคล ที่จะ
กระตุ้นให้บุคคลนั้นเกิดการกระทำ แรงขับดังกล่าวเกิดจากความต้องการพื้น
ฐาน แรงผลัก/พลังกดดัน หรือความปรารถนา อันเนื่องมาจากสิ่งล่อใจ
ความคาดหวัง หรือการตั้งเป้าหมาย ทำให้บุคคลพยายามดิ้นรนเพื่อให้บรรลุ
ผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งแรงจูงใจอาจจะเกิดมาตามธรรมชาติหรือจาก
การเรียนรู้ก็ได้


51

สภาพแวดล้อม

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ หมายถึง สภาพสภาวะ หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่
รอบๆตัว อยู่ตามธรรมชาติ หรืออาจเป็นสิ่งที่ถูกจัดทำ หรือจัดสร้างขึ้น
อาจจะมีเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

แนวทางการจัดสภาพแวดล้อม
ตามแนวคิดของมอนเตสซอรี่

จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ ได้รวบรวมลักษณะของสิ่ง
แวดล้อมในการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริม
พัฒนาการเรียนรู้ 4 ประเด็น ดังนี้
1. การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
2. การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อความสุนทรียะ
3. การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการใช้ปัญญา
4. การจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมและอารมณ์


52

ความแตกต่างระหว่างบุคคล

ความแตกต่างระหว่างบุคคล หมายถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคลทาง
ด้านลักษณะกายภาพที่มองเห็นได้ เช่น สีผิว ผม ความสูง และคุณสมบัติอื่น
ๆ ที่อาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้ เช่น ความคิด ความชอบความถนัด เป็นต้น
อารี พันธ์มณี (2539)
แบ่งประเภทของความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็น 6 ประเภท คือ

1. ความแตกต่างทางด้านร่างกาย
2. ความแตกต่างทางด้านอารมณ์
3. ความแตกต่างทางด้านสังคม
4. ความแตกต่างทางด้านเพศ
5. ความแตกต่างทางด้านอายุ
6. ความแตกต่างทางด้านสติปัญญา


53

บทที่ 6
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการ

เรียนรู้


54

สรีรวิทยา

สรีรวิทยา (PHYSIOLOGY) เป็นศาสตร์ที่ศึกษา
เกี่ยวกับหน้าที่และการทำงานของระบบต่างๆใน
ร่างกายว่าเกิดอะไรขึ้น (WHAT) เกิดขึ้นได้อย่างไร
(HOW)และเกิดขึ้นเพื่ ออะไร (WHY) ตลอดจนกลไก
ของการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย อันได้แก่
ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้ อ ระบบไหลเวียน
เลือด ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบไต
ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบสืบพันธุ์ ตลอดจนการ
ทำงานร่วมกันของระบบเหล่านี้ในการควบคุมและ
รักษาสมดุลของร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ
แบ่งเป็น 3 สาขา
1. สรีรวิทยาของมนุษย์ (HUMAN PHYSIOLOGY)
2. สรีรวิทยาสิ่งแวดล้อม(ENVIRONMENTAL
PHYSIOLOGY)
3. สรีรวิทยาการทางาน (WORK PHYSIOLOGY)


55

ร ะ ดั บ ส ติ ปั ญ ญ า

สติปัญญา (INTELLIGENCE)
เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างของระดับสติปัญญาอันเนือง
มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านพันธุกรรมทีมี
ต่อสติปัญญาเป็นสิ่งทีเปรียบเสมือนศักยภาพของสติ
ปัญญาของแต่ละคนซึ่งไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม หรือการกระตุ้นด้านสิ่งแวดล้อมเป็น
สิ่งทีสามารถ ส่งผลต่อระดับสติปัญญา หากเด็กมีศักยภาพ
ของสติปัญญาสูง และได้รับการส่งเสริมจากสิ่งแวดล้อม ที่
เหมาะสม เด็กจะพัฒนาระดับสติปัญญาเต็มศักยภาพ แต่
หากไม่ได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม เด็กไม่สามารถพัฒนา
สติปัญญาได้เต็มศักยภาพ นอกจากนั้นหากเด็กอยู่ในสภาพ
สิ่งแวดล้อมทีไม่ เหมาะสมอาจมีผลทาให้สติปัญญาลดต่ำ
ลงได้


56

ความจำ

ความจำ( MEMORY)
เป็นกระบวนการที่ข้อมูลต่าง ๆ รับการเข้ารหัส
การเก็บไว้ และการค้นคืน เนื่ องจากว่า ในระยะแรกนี้ ข้อมูล
จากโลกภายนอกมากระทบกับประสาทสัมผัสต่าง ๆ (มีตา
เป็นต้น) ในรูปแบบของสิ่งเร้าเชิงเคมีหรือเชิงกายภาพ จึง
ต้องมีการเปลี่ยนข้อมูลไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือการ
เข้ารหัส เพื่ อที่จะบันทึกข้อมูลไว้ในความจำได้ ระยะที่สอง
เป็นการเก็บข้อมูลนั้นไว้ ในสภาวะที่สามารถจะรักษาไว้ได้
เป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่วนระยะสุดท้ายเป็นการสืบค้นข้อมูลที่
ได้เก็บเอาไว้ ซึ่งก็คือการสืบหาข้อมูลนั้นที่นำไปสู่การสำนึกรู้
ให้สังเกตว่า การค้นคืนความจำบางอย่างไม่ต้องอาศัยความ
พยายามภายใต้อำนาจจิตใจ


57

กระบวนการจำของมนุษย์

กระบวนการจำของมนุษย์
กระบวนการจำของมนุษย์ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน
หลัก ได้แก่
1. กระบวนการใส่รหัสข้อมูล (ENCODING) เป็นกระ
บวนการประมวลและให้ความหมายกับสิ่งที่รับรู้ เพื่ อที่
จะสร้างตัวแทนของสิ่งนั้น ขึ้นมาเก็บไว้ใน ระบบความ
จำ
2. กระบวนการเก็บจำ (STORAGE) เป็นกระบวนการ
เก็บรักษาตัวแทนของ ข้อมูลที่ได้รับมาให้อยู่ในหน่วย
ความจำ
3. กระบวนการนำข้อมูลออกมาจากระบบการจำ
(RETRIEVAL) เป็นการดึงข้อมูล ที่ถูกใส่รหัสและเก็บ
อยู่ในหน่วยความจำออกมาใช้ธรรมชาติของความจำ
มนุษย์ หากได้ลองอ่านหนังสือ


58

ปั จ จั ย ที่ มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ ค ว า ม จำ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความจำ คือ กลิ่นและอารมณ์
ความรู้สึกนักวิจัยชาวเยอรมันพบว่าสามารถใช้
กลิ่นต่าง ๆ ในการปลุกฤทธิ์ของความจำใหม่ ๆ ใน
สมอง ในขณะที่ผู้ร่วมการทดลองกำลังนอนหลับ
อยู่ และหลังจากนั้นผู้ร่วมการทดลองก็ปรากฎกว่า
จำเรื่องนั้นได้ดีขึ้นนอกจากนั้นแล้ว อารมณ์ความ
รู้สึกยังสามารถมีผลที่มีกำลังต่อความจำ งานวิจัย
มากมายแสดงว่า ความจำอาศัยอัตชีวประวัตที่
ชัดเจนที่สุดมักจะเป็นเหตุการณ์ที่ประกอบด้วย
อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งมักจะมีการระลึกถึงอยู่บ่อย
ๆ ประกอบด้วยความชัดเจนและรายละเอียดที่มา
กกว่าเหตุการณ์ธรรมดา


59

วิ ธี ที่ ช่ ว ย ก า ร ท่ อ ง จำ

วิธีที่ช่วยการท่องจำ
ก า ร ท่ อ ง จำ เ ป็ น วิ ธีห นึ่ ง ใ น ก า ร เ รีย น รู้ที่ ยั ง ใ ห้เ ร า ส า ม า ร ถ
เราจำงานที่ยังไม่เสร็จหรือที่เกิดการขัดจังหวะได้ดีกว่า
งานที่เสร็จแล้ว ส่วนวิธี METHOD OF LOCI (การ
จินตนาการเส้นทางที่คุ้นเคยแล้ววางสิ่งที่ต้องการจะ
จำไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่เป็นจุดเด่น) เป็นการใช้ความ
จำทางพื้ นที่เพื่ อจะจำข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้ นที่


60

บทที่ 7
จิตวิทยาการเรียนรู้


61

ความหมายของการเรียนรู้

ความหมายของการเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์เดิมทำให้คน
เผชิญกับสถานการณ์เดิมต่างไปจากเดิมเป็นการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทังภายนอกและภายในลักษณะ
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อาจเป็นได้ 4 ลักษณะ
ได้แก่การทำพฤติกรรมใหม่การเลิกทำการเพิ่ม
พฤติกรรมทีเคยทำและการลดพฤติกรรมทีเคยทำ


62

ความคำคัญของการเรียนรู้

ความสำคัญของการเรียนรู้
การเรียนรู้มีความสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน ทุก
เพศ ทุกวัย ทุกชาติ ทุกศาสนา และทุกวงการ
อาชีพ ความสาเร็จในการพัฒนาตน การทำงาน
และ การอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นและสันติสุขนั้น
ย่อมเกิดจากการที่มนุษย์มีการสะสมการเรียนรู้ที่
สืบทอดกันต่อๆมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ 63

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม
3. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม


ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ 64

1.กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมเน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดย
อาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองโดย
อินทรีย์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า คือการเรียนรู้
นั่นเอง

ผู้นำที่สำคัญของ กลุ่มนี้ คือ พาฟลอฟ ธอร์นไดร์ และสกิน
เนอร์ กลุ่มพฤติกรรมนิยมให้ความสนใจ เพราะพฤติกรรมเป็น
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือทฤษฎีการวางเงื่อนไขประกอบด้วยทฤษฎีย่อย
2 ทฤษฎีที่ได้ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น ดังนี้

ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไข
แบบคลาสสิก เน้นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข สรุป
แนวคิดตามทฤษฎีนี้ได้ว่า การเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการ
ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบ
โอเปอร์แรนต์ของสกินเนอร์ เน้นการเสริมแรงหรือให้รางวัล สรุป
แนวคิดตามทฤษฎีนี้ได้ว่าการเสนอสิ่งเร้าในการเรียนการสอน การ
จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการแสริมแรงหรือให้รางวัลเพื่อให้ผู้
เรียนเกิดความ
พึงพอใจที่จะเรียน


ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ 66

2.ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม
เน้นกระบวนการทางปัญญาหรือความคิดซึ่งเป็นกระบวนการ
ภายในของสมอง นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์
ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการตอบสนองต่อสิ่ง
เร้าเพียงเท่านั้น การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิด
จากการสะสมข้อมูล การสร้างความหมายและความสัมพันธ์ของ
ข้อมูลและการดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระทำและการแก้ปัญหา
ต่างๆยกตัวอย่างมา2 ทฤษฎี ดังนี้
ทฤษฎีเกสตัลท์
แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฎีนี้คือ การเรียนรู้เป็นกระ
บวนการทางความคิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในตัวมนุษย์ บุคคล
จะเรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่าส่วนย่อย

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญานักคิดคนสำคัญของทฤษฎีนี้มีอยู่ 2
ท่าน ได้แก่เพียเจต์และบรุนเนอร์ แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของ
ทฤษฎีนี้เน้นเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญญาของบุคคลที่เป็นไปตามวัย
และเชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจาก
ระบวนการการค้นพบด้วยตนเอง


ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ 68

3.ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม
นักคิดกลุ่มมนุษนิยมให้ความสำคัญของความเป็นมนุษย์และมอง
มนุษย์ว่ามีคุณค่ามีความดีงาม มีความสามารถ มีความต้องการ
และมีแรงจูงใจภายในที่จะพัฒนาศักยภาพของตน หากบุคคลมี
อิสระภาพและเสรีภาพ มนุษย์จะพยายามพัฒนาตนเองไปสู่ความ
เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทฤษฎีและแนวคิดที่สำคัญๆ ในกลุ่มนี้มี 2
ทฤษฎี ดังนี้

ทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์
แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฎีนี้ คือ มนุษย์ทุกคนมีความ
ต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติเป็นลำดับขั้น และต้องการที่จะรู้จัก
ตนเองและพัฒนาตนเอง

ทฤษฎีการเรียนรู้ของรอเจอร์
แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฎีนี้ คือ มนุษย์สามารถพัฒนาตนเอง
ได้ดีหากอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและเป็นอิสระ การจัดบรรยากาศที่ผ่อน
คลายและเอื้อต่อการเรียนเรียนรู้และเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง


70

ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้

การนำหลักจิตวิทยาประยุกต์ใช้ในการเรียนกาสอน
1.เตรียมความพร้อมหรือใหเด็กพร้อมก่อนสอน
2.ให้เด็กได้เรียนรู้แบบลองผิดลองถูกบ้างตามความเหมาะสม
3.ใช้วิธีการสอนที่หลากหลายและเหมาะสมกับตัวนักเรียน
4.ให้ความสนใจและเอาใจใส่ เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
5.พยายามใช้สิ่งเร้าที่เด็กเคยเรียนรู้หรือรู้มาแล้ว
6.ยอมรับเด็กอย่างไม่มีเงื่อนไขในความแตกต่างของเด็กแต่ละ
คนทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา


71

บทที่ 8

จิตวิทยาแนะแนวและ
การให้คำปรึกษา


ความหมายและความสำคัญ 72
ของการแนะแนว

ปัจจุบันการแนะแนวได้เข้ามามีบทบาทในการศึกษามากขึ้น
เนื่องจากการแนะแนวมีจุดมุ่งหมายและหลักการที่สอดคล้อง
หรือเหมือนกันกับจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ การช่วยให้
เยาวชนของชาติเป็นผู้ที่คิดเป็นทำเป็นและแก้ปัญหาเป็นโดย
เน้นให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริมพัฒนาในทุกๆด้านมุ่งสนอง
ความต้องการและความสนใจของผู้เรียนการที่วิชาการแนะแนว
หรือจิตวิทยาการแนะแนวเข้ามามีบทบาทในการศึกษามากขึ้น

ขอบเขตการแนะแนว

ขอบเขตการแนะแนว
1. ด้านการศึกษา ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองในด้านการเรียนอย่าง
เต็มตามศักยภาพ มีใฝ่รู้ใฝ่เรียน
2. ด้านอาชีพ ให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองในทุกด้าน รู้และเข้าใจโลกของ
งานอาชีพอย่างหลากหลาย
3. ด้านส่วนตัวและสังคม ให้ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจตนอง รักและเห็น
คุณค่าของตนเองและผู้อื่นมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีเจตคติ
ที่ดีต่อการมีชีวิตที่ดี มีคุณภาพ มีทักษะชีวิต สามารถปรับตั


ความหมายและความสำคัญของ 74
การให้คำปรึกษา

ความหมายของการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษา คือกระบวนการให้ความช่วยเหลือติดต่อ
สื่อสารกันด้วยวาจาและกิริยาท่าทางที่เกิดจากสัมพันธภาพทาง
วิชาชีพของบุคคล อย่างน้อยสองคนคือผู้ให้และผู้รับคำปรึกษาผู้
ให้คำปรึกษาในที่นี้ หมายถึงผู้ที่มีคุณลักษณะที่เอื้อต่อการให้คำ
ปรึกษามีความรู้และทักษะในการให้คำปรึกษา ทำหน้าที่ให้ความ
ช่วยเหลือแก่ผู้รับคำปรึกษาหรือนักเรียน

ความสำคัญของการให้คำปรึกษา

ความสำคัญของการให้คำปรึกษา
การจัดกิจกรรมแนะแนวจะต้องจัดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
มีหลักการ ดังนี้
1. การแนะแนวเป็นบริการที่ต้องมุ่งให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุกคน ด้วย
ความเสมอภาค
2. การแนะแนวเป็นกระบวนการเกี่ยวกับการศึกษาที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่องกัน
และเป็นไปตรมลำดับ
3. การแนะแนวตั้งอยู่บนรากฐานของ การยอมรับในเอกัตบุคคล เป็นการ
จัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล


75

คุณลักษณะของผู้ให้การปรึกษา

1.รู้จัก และยอมรับตนเอง
2.อดทนใจ ใจเย็น
3.จริงใจและตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่น
4.มีท่าทีที่เป็นมิตรและมองโลกในแง่ดี
5.ไวต่อความรู้สึกของคนอื่นและช่างสังเกต
6.ใช้คำพูดได้เหมาะสม

จรรยาบรรณของผู้ให้คำปรึกษา

1.จรรยาบรรณทั่วไป
จรรยาบรรณ คือ การตระหนักรู้กรอบแห่งความประพฤติตามภาระหน้าที่

ของแต่ละอาชีพ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีไปในทิศทางเดียวกันทำให้
เกิดผลดีต่อผู้เกี่ยวข้องถือเป็นความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
2.จรรยาบรรณสำหรับนักจิตวิทยา

จรรยาบรรณเพื่อประโยชน์และไม่ก่อให้เกิดอันตรายการสื่อสารและความรับ
ผิดชอบศักดิ์ศรีในวิชาชีพความยุติธรรม
3. จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพจิตวิทยาการแนะแนว คือ

3.1ให้บริการด้วยความเต็มใจโดยคำนึงถึงความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล

3.2ยอมรับและศรัทธาในวิชาชีพจิตวิทยาการแนะแนวและ
เป็นสมาชิกที่ดีของวิชาชีพ


77

กฏของผู้ให้คำปรึกษา

กฎข้อที่1.ความรับผิดชอบ
กฎข้อที่2.ความสามารถ
กฎข้อที่3. ศีลธรรมทำและมาตรฐานกฎหมาย
กฎข้อที่4.สัญญาประชาคม
กฎข้อที่5.การรักษาความลับ
กฎข้อที่6.ความผาสุกของผู้รับบริการ
กฏข้อที่7.สัมพันธภาพในหน้าที่
กฎข้อที่8.เทคนิคการประเมิน
กฎข้อที่9.การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบุคคล
กฎข้อที่10.การดูแลและใช้งานสัตว์

ข้อพึ งตระหนักสำหรับการให้คำ
ปรึกษาครู

1.หลีกเลี่ยงการเกิดอารมณ์ร่วมและการเห็นชอบกับพฤติกรรมของนักเรียน
2.ไม่ควรรีบด่วนที่จะสรุปและแก้ปัญหา โดยที่นักเรียนไม่มีโอกาสได้สำรวจ
ปัญหา
3.ครูควรบันทึกผลการให้คำปรึกษาไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการให้คำปรึกษาต่อไป
4.ต้องรักษาความลับ และประโยชน์ของนักเรียน โดยต้องระมัดระวังความลับ
ของนักเรียนให้ดี


79

บทที่9

การนำหลัก
จิตวิทยาไปใช้ใน

การพัฒนา
ศักยภาพความ

เป็นครู


จิตวิทยากับการเรียนการสอน 80

จิตวิทยากับการเรียนการสอนเป็นศาสตร์อันมุ่งศึกษาการเรียนรู้
และพฤติกรรมของผู้เรียนในสถานการณ์ การเรียนการสอนพร้อมทั้ง
หาวิธีที่ดีในการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างสอดคล้องกับพัฒนาการ
ของผู้เรียน

แนวทางและวิธีการพัฒนาครู

การพัฒนาครูแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.การพัฒนาที่ยึดเอาวิทยากรและเนื้อกาวิชาเป็นศูนย์กลาง
การพัฒนาลักษณะที่เน้นความสำคัญของเนื้อหาวิชาหรือสาระ ของความรู้
ข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับวิชาชีพและงานของครู เช่น งานราชการ
2.การพัฒนาที่ยึดเอาครูเป็นส่วนกลาง การพัฒนานี้เน้นความสำคัญของ
ครูผู้ร่วมกิจกรรมพัฒนา การตัดสินใจและทำกิจกรรมทุกอย่าง มุ่ง
ประโยชน์การพัฒนาครู ให้ความสำคัญทั้งกระบวนการแลละเนื้อหาความรู้


ความหมายของศักยภาพความเป็นครู 82

ศักยภาพความเป็นครู คือ การทำให้เด็กมีความรู้มากที่สุดเท่าที่จะ
ทำได้ เช่น หลักการเรียนรู้ หลักสูตร การวัดและประเมินผล
เทคโนโลยี การศึกษา และจิตวิทยาโดยเฉพาะศาสตร์ ทางจิตวิทยา
เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้เนื่องจาก ศาสตร์ทาง
จิตวิทยา มีทฤษฎีที่อธิบายเกี่ยวกับการเรียนรู้ การจูงใจพัฒนาการ
ของผู้เรียน วิชาจิตวิทยา จึงสำคัญมากสำหรับครู


การนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพ 83
ของความเป็นครู

1.ช่วยให้ครูรู้จักลักษณะนิสัยของนักเรียนโดนทราบหลัก
พัฒนาการต่างๆ

2.ช่วยให้ครูมีความเข้าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบาง
ประการของนักเรียน

3.ช่วยให้ครูมีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคล
ใช้พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

4.ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่วัยและ
ขั้นพัฒนาการ

5.ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่างๆที่มีอิทธิพลการเรียนรู้
ต่อนักเรียน เช่น แรงจูงใจ และการตั้งความหวังที่มีผลต่อ
นักเรียน


หน้าที่ของครูในแง่คุณลักษณะที่ 84
พึงประสงค์ สรุปไว้ดังนี้

1.ครูเป็นผู้ที่สามารถให้ทางแห่งความรอดแก่ศิษย์ ความรอดมีอยู่
สองทาง คือ ทางรอดทางกายและทางรอดทางใจ
2.ครูต้องสามารถดำรงความเป็นครูอยู่ได้ทุกอิริยาบถ
3.ครูต้องสามารถเป็นตัวอย่างตามคำสอนแก่ศิษย์สอนอย่างไร ทำ
อย่างนั้น


หน้าที่ของครูในแง่คุณลักษณะที่ 85
พึงประสงค์ สรุปไว้ดังนี้

การสอนที่ดี กิลเบิร์ดไฮเอท กล่าวว่า การสอนดีมีลักษณะดังนี้
1.ต้องมีความรู้ในเรื่องที่สอนอย่างลึกซึ้ง แม่นยำเนื้อหา
2.ต้องมีอารมณ์ขัน สอนได้สนุกสนานไม่น่าเบื่อ
3.ต้องมีความแม่นยำ และมีความมั่นใจในการสอน
4.สอนด้วยความรักและเมตตานักเรียน ไมข่มขู่บังคับกรรโชก
5.ต้องมีความอดทนและอดกลั้นต่อ


หน้าที่และความรับผิดชอบของครู 86

1.หมั่นอบรมเด็กอยู่เสมอ
2.ตั้งใจสอน รักการสอน
3.จัดการปกครอง ให้เป็นที่เรียบร้อย
4.เตรียมการสอน และทำบันทึกการสอน
5.หมั่นวัดผลและติดตามผลการเรียน
6.รับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย


87

บทที่ 10

CASE STADY +
จิตวิทยบุคลิกภาพ

CASE STADY +


การศึกษารายกรณี 88
(Case study )

การศึกษารายกรณี (Case study )
เป็นรูปแบบหนึ่งของการวิจัยในชั้นเรียนเชิงคุณภาพ
เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยครูในการเชื่อมโยงกลับไปสู่เหตุ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็นผล คือบุคลิกภาพเด็กที่ปรากฏอยู่
ในปัจจุบัน การศึกษา เด็กเป็นรายกรณี จึงเป็นประโยชน์
มากสำหรับการนำมาใช้ในการพั ฒนาผู้เรียน เพราะจะช่วย
ให้ครูเข้าใจผู้เรียนที่ครูต้องการช่วยเหลือได้อย่าง
ละเอียดลึกซึ้งจน สามารถหาแนวทางแก้ไขหรือพั ฒนาผู้
เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึ งประสงค์


ขั้นตอนการศึกษาเด็ก 89
เป็นรายกรณี
(CASE STUDY )

การศึกษาเด็กเป็นรายกรณีโดยทั่วไปมีอยู่ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นรวบรวมข้อมูล/จัดหมวดหมู่ข้อมูล

การสัมภาษณ์เด็กโดยตรง
การรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
การรวบรวมข้อมูลจากเอกสารในชั้นเรียนเช่นแบบบันทึพฤติกรรม
2.ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล
คือ การนำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมมาพิ จารณา ตั้งสมมุติฐาน
3.ขั้นวินิจฉัยปัญหา

คือเป็นการวินิจฉัยสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้อย่าง
เพี ยงพอ
4.ขั้นเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา

คือแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาซื้งต้องเป็นวิธีการที่มีระเบียบ
แบบแผน
5.ขั้นติดตามและประเมินผล

คือการติดตามว่าการช่วยเหลือหรือพั ฒนาแก้ไขพฤติกรรม บุคลิกภาพ
เด็กนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างไร


การพิ จารณา 90

การพิ จารณา คือ ข้อมูลการรวบรวมข้อมูลในการศึกษาเด็กเป็นราย
กรณีนั้นต้องพิ จารณาว่า ข้อมูลที่รวบรวมมาเป็นประโยชน์ต่อการ
ศึกษา ดังนั้นจึงมีหลักในการพิ จารณาตรวจสอบข้อมูล ดังนี้
1.ความถูกต้อง น่าเชื่อถือได้
2.ความเที่ยงตรงของข้อมูล
3.ความเป็นปรนัยของข้อมูล
4.ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมแสดงถึงพั ฒนาการของเด็ก
5.เวลาและสถานที่ที่รวบรวมข้อมูล
6.สถานการณ์และความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือบุคลิกภาพที่
ต้องการศึกษา

การเขียนรายงานการศึกษาเด็กเป็น
รายกรณี

การเขียนรายงานการศึกษาเด็กเป็นรายกรณีควรประกอบไปด้วยรายละเอียด
ต่อไปนี้
1.ชื่อผู้ทำการศึกษา ระยะเวลาที่ศึกษา เหตุผลในการศึกษา แหล่งข้อมูล
2.ข้อมูลผู้ถูกศึกษา เช่น ชื่อที่อยู่ วันเดือนปีเกิด อายุ สถานที่เกิด เชื้อชาติ
สัญชาติ ศาสนา เป็นต้น
3.ปัญหาของผู้ถูกศึกษา
4.ประวัติครอบครัว สภาพแวดล้อมของครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู
5.ประวัติสุขภาพ
6.ประวัติการศึกษา (ผลสัมฤทธิ)
7.พั ฒนาการทางสังคม
8.พั ฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิต
9.การวินิจฉัย วเคราะห์และตั้งสมมุติฐาน
10.ข้อเสนอแนะ
11.การประเมินติดตาม ควรทำในระยะหนึ่งหลังการศึกษา


จิตวิทยาบุคลิกภาพ 91

หมายถึง คุณลักษณะ และพฤติกรรมต่างๆ
ของบุคคล ที่เสดงออกทั้งภายใน และภายนอก
ที่ถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์ วิธีการปรับ
ตัว และสิ่งแวดล้อมบุคลิกภาพ เป็นการจัดระบบ
การทำหน้าที่ทั้งหมดหรือรวมกันของนิสัยต่างๆ
โดยเป็นการรวมลักษณะเด่นของแต่ละบุคคลซึ่ง
แสดงให้เห็นว่า แตกต่างจากบุคคลอื่น เช่น
ความสนใจ ทัศนคติ สติปัญญา ความสามารถ
ความถนัด และสิ่งอื่นๆ


บุคลิกภาพ 92

1.บุคลิกภาพด้านความหวั่นไหวทางอารมณ์ หมายถึง การแสดงถึงความ
สาม2า.รบถุคในลิกกาภราปพรดับ้าอนากราณร์แเสช่ดนงอตัาวรณห์มทาายงถลึงบ ได้แก่ โกรธ
เป็นการจะแสดงถึงปริมาณความ
สัม3พั.นบธุ์คที่ลมิีกกัภบาคพนด้อืา่นนแกลาระกเปาิรดปรรัับบปตัรวะทสาบงกสัางรคณ์มหมายถึง จะเกี่ยวข้องกัความ
รู้สึกภายในตัวบุคคลเป็นการแสดงถึงความคิด ความเชื่อและการปฏิบัติของตัว
เอง4ให.้บเุข้คาลถิึกงภกาาพรเดป้าลีน่ยกนาแรปปลระงนทีปารงะคนวอามมหคิมดาแยลถะึสงถจาะนเกกี่ยารวณข้์อตง่ากงับๆพฤติกรรม
ระหว่างบุคคล โดยจะแสดงถึงการรับ ฟังผู้อื่นและความสามารถในการยอมรับ
ผู้อื่5น. หรือ ปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับผู้อื่น
บุคลิกภาพด้านการมีมโนสำนึกต่อหน้าที่การงาน หมายถึง จะแสดงถึง
ความยากง่ายและความมากน้อยของจุดมุ่งหมายที่แต่ละบุคคลกำหนดไว้ รวม
ทั้งความสามารถในการบังคับตัวเองและการมีวินัยในตนเอง ให้พยายามทำตาม
เป้าหมายที่วางไว้ได้ครบตามที่ตั้งไว้


Click to View FlipBook Version