วารสารมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 99 ปที ่ี 40 ฉบับท่ี 2 มนี าคม-เมษายน 2564
กรมสรรพากร. (2543 ก). ภาษมี ลู คา่ เพม่ิ กรณภี าษซี อ้ื ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั รถยนตน์ งั่ . คน้ เมอื่ 2 กรกฎาคม 2563.
http://interweb.rd.go.th/cgi-bin/intra_search?q=%C3%B6%C2%B9%B5%EC%B9%
D1%E8%A7;t=5; field=1;page=1;long=1.
กรมสรรพากร. (2543 ข). ภาษีเงนิ ไดน้ ิตบิ คุ คล กรณรี ถยนตน์ ง่ั . คน้ เมอ่ื 11 มถิ นุ ายน 2563 จาก https://
www.rd.go.th/ publish/24121.0.html.
กรมสรรพากร. (2543 ค). ภาษเี งนิ ไดน้ ติ บิ คุ คล กรณกี ารค�ำ นวณตน้ ทนุ จากการจ�ำ หนา่ ยทรพั ยส์ นิ ประเภท
รถยนต์นั่ง. ค้นเม่อื 30 มิถนุ ายน 2563 จาก http://interweb.rd.go.th/cgi-bin/intra_search?
q=%C3%B6%C2%B9%B5%EC%B9%D1%E8%A7;t=5;field=1;page=20; long=1.
กรมสรรพากร. (2543 ง). ภาษเี งินได้นติ ิบคุ คล กรณรี ถยนต์นั่ง. คน้ เม่ือ 4 กรกฎาคม 2563 จาก https://
www.rd.go.th/publish/24121.0.html.
กรมสรรพากร. (2544). ภาษเี งนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา กรณีเงนิ ได้จากการได้ใช้รถยนตป์ ระจำ�ตำ�แหนง่ และ
ภาษีมลู ค่าเพม่ิ กรณภี าษีซ้อื ค่าเชา่ รถยนต์. ค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2563 จาก http://interweb.
rd.go.th/cgi-bin/intra_search?q=%C3%B6%C2%B9%B5%EC%B9%D1%E 8%A7;t=5;
field=1;page=13;long=1.
กรมสรรพากร. (2547). ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพ่ิม กรณีการประกอบกิจการให้เช่ารถ
กระบะและรถยนตน์ ง่ั ส่วนบคุ คล. คน้ เม่อื 2 กรกฎาคม 2563 จาก http://interweb.rd.go.th/
cgi-bin/intra_search?q=%C3%B6%C2%B9%B5%EC%B9%D1%E8%A7;t=5;field=1;p
age=2; long=1.
กรมสรรพากร. (2549). ภาษเี งนิ ไดน้ ติ บิ คุ คล และภาษมี ลู คา่ เพม่ิ กรณกี ารขายรถยนตน์ ง่ั และเฟอรน์ เิ จอร.์
คน้ เม่ือ 5 กรกฎาคม 2563 จาก https://www.rd.go.th/publish/31905.0.html.
กรมสรรพากร. (2550 ก). ภาษเี งินได้นิตบิ คุ คล และภาษีมูลคา่ เพม่ิ กรณเี งินค่าเชา่ ทรัพยส์ นิ แบบลิสซ่ิง.
ค้นเม่อื 5 กรกฎาคม 2563 จากhttps://www.rd.go.th/publish/35545.0.html.
กรมสรรพากร. (2550 ข). ภาษเี งนิ ไดน้ ติ บิ คุ คล กรณกี ารหกั คา่ สกึ หรอและคา่ เสอ่ื มราคารถยนต.์ คน้ เมอ่ื 30
มถิ นุ ายน 2563 จากhttp://interweb.rd.go.th/cgi-bin/intra_search?q=%C3%B6%C2%B9%
B5%EC%B9%D1%E8%A 7;t=5;field=1;page=19;long=1.
กรมสรรพากร. (2551 ก). ภาษเี งนิ ไดน้ ติ บิ คุ คล การค�ำ นวณรายจา่ ยกรณกี ารประกอบธรุ กจิ ใหเ้ ชา่ รถยนต.์
ค้นเม่ือ 5 กรกฎาคม 2563 จากhttp://interweb.rd.go.th/cgi-bin/intra_search?q=%C3%
B6%C2%B9%B5%EC% B9%D1%E8%A7;t=5;field=1;page=10;long=1.
กรมสรรพากร. (2551 ข). ภาษเี งนิ ไดน้ ติ บิ คุ คล การค�ำ นวณรายจา่ ยกรณกี ารประกอบธรุ กจิ ใหเ้ ชา่ รถยนต.์
คน้ เมอื่ 30 มถิ นุ ายน 2563 จากhttp://interweb.rd.go.th/cgi-bin/intra_search?q=%C3%B6%
C2%B9%B5%EC% B9%D1%E8%A7;t=5;field=1;page=16;long=1.
กรมสรรพากร. (2552). ภาษเี งนิ ไดน้ ติ บิ คุ คล กรณกี ารหกั คา่ สกึ หรอและคา่ เสอื่ มราคารถยนตน์ งั่ . คน้ เมอื่
4 กรกฎาคม 2563 จากhttp://interweb.rd.go.th/cgi-bin/intra_search?q=%C3%B6%C2%
B9%B5%EC%B9%D1%E8%A7; t=5;field=1;page=8;long=1.
กรมสรรพากร. (2555 ก). ภาษีซือ้ ตอ้ งหา้ มในระบบภาษีมูลคา่ เพิ่ม. ค้นเมอื่ 4 กรกฎาคม 2563 จาก
http://download.rd.go.th/fileadmin/download/insight_pasi/PasiBan.pdf.
การใชร้ ถยนต์น่ังอยา่ งไรให้ถกู ต้องตามหลกั ภาษีอากร 100 ศิรริ ตั น์ เจนศิริศักดิ์
กรมสรรพากร. (2555 ข). ภาษเี งนิ ไดน้ ติ บิ คุ คล กรณกี ารใหส้ ทิ ธปิ ระโยชนท์ างภาษ.ี คน้ เมอ่ื 4 กรกฎาคม
2563 จาก http://interweb.rd.go.th/cgi-bin/intra_search?q=%C3%B6%C2%B9%B5%EC%
B9%D1%E8%A7;t=5; field=1;page=12;long=1.
กรมสรรพากร. (2562). ภาษีมูลคา่ เพมิ่ กรณีการเชา่ รถยนตน์ งั่ แบบลิสซ่ิง. ค้นเมอื่ 17 ธนั วาคม 2562
จาก http://interweb.rd.go.th/cgi-bin/intra_search?q=%C3%B6%C2%B9%B5%EC%B9
%D1%E8 %A7;t=5; field=1;page=11;long=1.
กลุม่ นกั วิชาการภาษีอากร. (2563). ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร 2563. พมิ พ์คร้ังท่ี 1. กรงุ เทพฯ:
เรือนแกว้ การพิมพ์.
ยพุ ดี ศริ วิ รรณ. (2563). การบญั ชีภาษอี ากร ปรบั ปรงุ ใหม่ 2563. สมุทรปราการ: บรษิ ัท พิมพด์ ี จ�ำ กัด.
สภาวิชาชพี บัญชใี นพระบรมราชูปถัมภ์. (2562). ค่มู ืออธิบายมาตรฐานการบญั ชี ฉบบั ที่ 16 เรือ่ ง ที่ดนิ
อาคารและอปุ กรณ.์ วันทีค่ ้นหา 17 พฤศจกิ ายน 2563 เขา้ ถงึ ไดท้ ่ี https://www.tfac.or.th/
upload/9414/SDMLUdDKwN.pdf.
เพศวถิ :ี ค่านยิ มทางเพศในวรรณกรรมค�ำ สอยของหมอลำ�อสี าน*
Sexuality: Sexual Values on construction of Isan Mor Lam
เสยี งชัย สาสเี สาร1์ , จารวุ รรณ ธรรมวตั ร2
Siengchai Saseesao1, Jaruwam Thammawatra2
Received: 27 August 2020 Revised: 9 November 2020 Accepted: 25 November 2020
บทคัดยอ่
บทความนมี้ วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ศกึ ษาเพศวถิ เี กยี่ วกบั คา่ นยิ มทางเพศทถ่ี กู น�ำ เสนอผา่ นวรรณกรรมค�ำ สอย
ของหมอล�ำ อสี าน โดยประยกุ ตใ์ ชก้ รอบแนวคดิ เกย่ี วกบั เพศวถิ มี าเปน็ แนวทางในการวเิ คราะห์ รวบรวม
ข้อมูลเนื้อหาคำ�สอยจากบันทึกการแสดงในสื่อออนไลน์ และจากเอกสารที่มีผู้รวบรวมเรียบเรียงเอาไว้
แลว้ ผลการศกึ ษาพบวา่ ค�ำ สอยทห่ี มอล�ำ อสี านน�ำ มาพดู เสรมิ หรอื สอดแทรกในการแสดงหมอล�ำ รวมถงึ
หยอกลอ้ เลน่ กนั ระหวา่ งหมอล�ำ ดว้ ยกนั เอง เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความสนกุ สนานแกผ่ ฟู้ งั จะมเี นอ้ื หาทส่ี อื่ ถงึ คา่ นยิ ม
ทางเพศ 4 ลักษณะ คือ 1) การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร 2) การมีเพศสัมพันธ์กับกลุ่มเครือญาติ
3) การมีเพศสัมพันธ์ท่ีไม่ถูกต้องเหมาะสม และ 4) การมีเพศสัมพันธ์ท่ีถูกล่อลวง ซ่ึงค่านิยมทางเพศ
เหล่าน้ีล้วนสะท้อนให้เห็นปัญหาสังคมอันกระทบต่อเพศวิถีที่ปรากฏอยู่ในแบบแผนการดำ�เนินชีวิต
ของชาวอีสานได้อย่างน่าสนใจ
ค�ำ ส�ำ คัญ: เพศวิถี, ค่านิยมทางเพศ, วรรณกรรมคำ�สอย, หมอลำ�อสี าน
Abstract
The objective of this article is to report a study of sexuality and sexual values presented
through the construction of Isan Mor Lam. By applying the conceptual framework of sexuality
as a guideline for analysis of collected content from recordings of online shows and from the
documents that have been compiled already. The study found that construction that Isan Mor
Lam is used to add or insert in the performance of Mor Lam. Including joking between each
* บทความนีเ้ ป็นส่วนหนึ่งของวทิ ยานิพนธ์เรื่อง “เพศวิถใี นวรรณกรรมค�ำ สอยของหมอลำ�กลอนและหมอล�ำ ซ่งิ ร่วมสมัย”
ตามหลักสูตรปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
1 นสิ ติ ปริญญาโท สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม โทร.0872223226
E-Mail: [email protected]
2 อาจารย์ที่ปรึกษาวทิ ยานพิ นธห์ ลัก และรองศาสตราจารยป์ ระจ�ำ ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันอออกคณะมนุษยศาสตรแ์ ละ
สงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม E-Mail: [email protected]
1 M.A. Candidate, Thai Program, Faculty of Humanities and Social Sciences Mahasarakham University.
Tel. 0872223226 E-Mail: [email protected]
2 Associate Professor, Department of Thai and Oriental Languages, Faculty of Humanities and Social Sciences,
Mahasarakham University. E-Mail: [email protected]
เพศวถิ :ี ค่านยิ มทางเพศในวรรณกรรมค�ำ สอยของหมอลำ�อสี าน 102 เสยี งชยั สาสเี สาร,์ จารวุ รรณ ธรรมวตั ร
other and in order for the listeners to have fun, there are 4 types of content that convey gender
values: 1) premature sex, 2) sex with kin, 3) improper sexual intercourse, and 4) seduced sex.
These gender values interestingly reflect the social problems affecting sexuality that appear in
the lifestyle of the Isan people.
Keywords: Sexuality, Sexual Values, Construction, Isan Mor Lam
บทนำ� เมอื่ กลา่ วถงึ การสอยในวฒั นธรรมหมอล�ำ
อสี าน นอกจากจะเป็นการแสดงถงึ ส�ำ นวนโวหาร
ในวัฒนธรรมการแสดงท่ีเน้นความ ในการพดู อยา่ งหนง่ึ ทส่ี รา้ งใหเ้ กดิ ความตลกขบขนั
สนกุ สนานของชาวอสี านนน้ั สว่ นใหญม่ กั เกยี่ วขอ้ ง ทางอารมณ์แล้ว ยังส่ือใหเ้ หน็ ถึงเรอื่ งราวทางเพศ
กบั เรอื่ งราวของหมอล�ำ เนอื่ งจากเปน็ ทย่ี อมรบั กนั ดว้ ย ดังที่ นคิ ม วงเวียน (2528: 90-94) ไดศ้ กึ ษา
ทั่วไปว่า หมอลำ�เป็นศิลปะการแสดงที่เป็นหน่ึง เรอ่ื งเพศวถิ ใี นกลอนล�ำ พบวา่ มกี ารใชภ้ าษาเกยี่ ว
ในวิญญาณหา้ ของความเปน็ อสี าน อนั ได้แก่ ลาบ กับเรื่องเพศซึ่งใช้วิธีการกล่าวโดยตรงและกล่าว
ข้าวเหนียวส้มตำ� หมอลำ� หมอแคน ซึ่งศิลปะ โดยอ้อม การใช้ภาษาในลักษณะดังกล่าวเป็น
การแสดงที่เรียกว่าหมอลำ�หรือการขับลำ�นำ�น้ัน กลวิธีในการควบคุมสังคมเพ่ือช่วยให้สังคมมอง
นับเป็นการแสดงพื้นบ้านท่ีนิยมกันมานานมาก เรื่องเพศเป็นเรื่องขบขัน เช่นเดียวกับ กาญจนา
แล้ว (จารุวรรณ ธรรมวัตร, 2540: 1) หมอลำ� ไพรสณฑ์ (2540: 2) ท่ีกลา่ ววา่ คำ�สอยท่วั ไปจะ
ประเภทตา่ งๆ ของชาวอสี านจึงนบั เปน็ การแสดง มีความหมายเน้นเรื่องเพศโดยเฉพาะ และก็มัก
พ้ืนบ้านท่ีนิยมกันมานานมากแล้ว และเม่ือมี จะใชค้ ำ�หยาบแต่พน้ื ๆ ตรงไปตรงมาได้ความโดย
หมอลำ�ก็จะปรากฏหมอสอย หมอสอยก็จะคิดคำ� ไม่ต้องแปลหรือถอดความ ด้วยเหตุที่คำ�สอยมี
สอย และคำ�สอยก็จะแสดงถึงภูมิปัญญาในการ ลกั ษณะเนือ้ หาออกไปทางเรือ่ งเพศเป็นหลัก การ
ใช้ภาษา (นิติพัฒน์ โพธิ์สิทธิพันธุ์, 2556: 2-3) ศกึ ษาความคดิ เกย่ี วกบั เพศวถิ จี งึ เปน็ ประเดน็ ทนี่ า่
คำ�สอยเป็นข้อความมุขตลกท่ีจะใช้กันในเวลาฟัง สนใจนำ�มาศึกษายิ่ง ด้วยการศึกษาแนวคิดเก่ียว
ลำ� โดยเฉพาะในจังหวะเดินกลอนและร่ายลำ�ที่ กบั เพศวถิ หี รอื ในภาษาองั กฤษใชค้ �ำ วา่ Sexuality
เร้าใจที่สุด เพ่ือให้สอดรับกับต้นเร่ืองและชื่อเรื่อง เป็นแนวคิดสำ�คัญที่เก่ียวข้องกับการศึกษา
เพื่อส่ือความเข้าใจย่ิงข้ึน ความสอยน้ีนิยมใช้กับ เพศภาวะ อรทยั เพยี ยุระ (2560: 31) อธบิ ายวา่
หมอล�ำ เทา่ นนั้ ไมป่ รากฏวา่ มกี ารใชก้ บั การบนั เทงิ เพศภาวะเปน็ การศกึ ษาแบบสหวทิ ยาการ กลา่ วคอื
ประเภทอ่ืน ในอดีตการสอยจะนิยมสอยกันตาม ในการศึกษาเพศภาวะน้ัน ผู้ศึกษาสามารถนำ�
งานต่างๆ ที่มีหมอลำ�กลอนแสดงทุกแห่งและทุก ประเด็นหญิงชายท่ีเกี่ยวข้องกับศาสตร์ของตน
ครั้ง รูปแบบการกล่าวคำ�สอยโดยทั่วไปจะกล่าว มาบรู ณการเข้าดว้ ยกัน
กนั ไดเ้ มอ่ื หมอลำ�ล�ำ จบกลอนหนงึ่ และจะเปน็ การ จากการศึกษาข้อมูลตัวบทวรรณกรรม
ขานรบั สน้ั ๆ ของผฟู้ งั ทร่ี อ้ งรบั ตอ่ ทา้ ยกลอนล�ำ เมอ่ื คำ�สอยที่นำ�มาศึกษาในคร้ังน้ี ผู้เขียนพบว่ามี
จบลงแต่ละกลอน (สวงิ บญุ เจมิ , 2542: 1) ด้วย การนำ�เสนอให้เห็นเพศวิถีเกี่ยวกับค่านิยมอัน
เหตนุ ก้ี ารสอยจงึ ถอื เปน็ การเพมิ่ รสชาตใิ หก้ บั การ ประกอบด้วยความเช่ือความคิดท่ีเป็นส่ิงกำ�หนด
ล�ำ กลอนข้ึนไปอกี ขน้ั พฤติกรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศหลากหลาย ด้วย
วารสารมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 103 ปีท่ี 40 ฉบบั ท่ี 2 มนี าคม-เมษายน 2564
เหตุน้ีผู้เขียนจึงต้องการศึกษาค่านิยมทางเพศ 1. การมเี พศสัมพนั ธ์กอ่ นวยั อันควร
ที่สะท้อนผ่านวรรณกรรมคำ�สอยของหมอลำ� การมีค่านิยมทางเพศท่ีเส่ียงต่อการมี
ในฐานะสื่อพื้นบ้านของชาวอีสานว่ามีลักษณะ เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรน้ี พบว่าส่วนใหญ่มัก
อย่างไร เกิดจากอิทธิพลของวัฒนธรรมทางตะวันตก ซึ่ง
ส่งผลต่อพฤติกรรมต่างๆ ท่ีแสดงออกอย่างเปิด
วัตถุประสงคข์ องการศึกษา เผยในเร่ืองเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิง
ดังปรากฏในตัวอย่างคำ�สอยทวี่ า่
เพ่ือศึกษาความคิดเกี่ยวกับเพศวิถีว่า
ดว้ ยคา่ นยิ มทางเพศทน่ี �ำ เสนอผา่ นวรรณกรรมค�ำ สอย สอย
สอยของหมอลำ�อสี าน นกแตดแต้บนิ ขว่ มฮอ่ งเกวียน
ผ้สู าวนกั เรยี น ลาครไู ปเล่นบา่ ว นี่กะสอย
วธิ ีการศกึ ษา
(ทา้ วค�ำ ป้อม เชือ้ จ�ำ ปาศักด,์ิ 2536: 7)
การวจิ ยั ครง้ั น้ี ผเู้ ขยี นไดร้ วบรวมขอ้ มลู ตวั
บทวรรณกรรมคำ�สอยเฉพาะที่มีเน้ือหาเกี่ยวกับ สอย สอย
เร่ืองเพศเป็นหลัก โดยเลือกจากบันทึกการแสดง สาวสำ�่ น้อยแต่งโตเปน็ เดก็ ฮาด
สดของหมอลำ�กลอนประยุกต์และหมอลำ�ซิ่งร่วม ถืกเขาจับไปฟาดเด็กฮาดมปี ัญหา นก่ี ะสอย
สมัยท่ีผลิตออกมาในรูปของสื่อออนไลน์ประเภท
ยทู บู (YouTube) จ�ำ นวน 2ชดุ ไดแ้ ก่ หมอล�ำ กลอน (ทา้ วคำ�ป้อม เชอ้ื จำ�ปาศกั ดิ,์ 2536: 34)
ประยุกต์ของชัชวาลย์น้อย พลเดช ปะทะชุติภา
รุ่งโรจน์ หมอลำ�กลอนประยุกต์ของสมชาย ฆ้อง สอย สอย พี่นอ้ งฟงั สอย
สามจูม ปะทะสกุ ัญญา ยอดนภา และจากหนงั สอื สาวสมัยก่อนขอเงินพ่อขอเงินแม่เอาไปตัดเส้ือ
ประเภทค�ำ สอยทม่ี ผี รู้ วบรวมเรยี บเรยี งเอาไวแ้ ลว้ อหี ลี
จ�ำ นวน 3 เล่ม ไดแ้ ก่ หนังสือ 50 ยอดคำ�สอย โดย บาดห่าสาวคู่ม้ือน้ีขอเงินพ่อขอเงินแม่ว่าเอาไป
ทองมาก จันทะลือ (ม.ป.ป.) หนังสือ ปืม้ ค�ำ สอย เสียค่าเทอมน้ี ตั้งที่แท้เอาไปเช่าห้องส้ีกัน จั่งซ้ี
โดยทา้ วค�ำ ป้อม เชื้อจ�ำ ปาศกั ดิ์ (พ.ศ. 2536) และ กะวา่ สอย
หนังสือ ความสอย-ความทวย โดยสวิง บุญเจิม
(พ.ศ. 2542) (สวิง บุญเจิม, 2542: 52)
ผลการศึกษา จากตัวอย่างในคำ�สอยข้างต้น จะเห็น
ได้ว่าการรับเอาอิทธิพลของวัฒนธรรมทางตะวัน
จากการศกึ ษาความคดิ เกยี่ วกบั เพศวถิ ที ี่ ตกเข้ามาใช้ในกลุ่มวัยรุ่นหญิง ไม่ว่าจะเป็นการ
น�ำ เสนอผา่ นวรรณกรรมค�ำ สอยของหมอล�ำ อสี าน ที่นิยมมีความรักในวัยเรียน การชอบแต่งตัวตาม
สามารถแยกพจิ ารณาใหเ้ หน็ คา่ นยิ มทางเพศออก สไตล์ของแฟชั่น การมีเสรีภาพในการคบหากับ
ได้เป็น 4 ลักษณะ คอื 1) การมเี พศสมั พนั ธก์ อ่ น เพ่ือนต่างเพศน้ี ถือเป็นการมีค่านิยมทางเพศที่
วยั อนั ควร 2) การมเี พศสมั พนั ธก์ บั กลมุ่ เครอื ญาติ
3) การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และ
4) การมเี พศสมั พนั ธท์ ถ่ี กู ลอ่ ลวง ดงั มรี ายละเอยี ด
ต่อไปน้ี
เพศวถิ ี: ค่านิยมทางเพศในวรรณกรรมค�ำ สอยของหมอลำ�อีสาน 104 เสียงชัย สาสเี สาร,์ จารวุ รรณ ธรรมวตั ร
เส่ียงต่อการมีเพศสมั พันธ์ก่อนวยั อันควร ด้วยวยั สอย สอย
ร่นุ ถือเป็นวยั ทพ่ี ้นจากความเป็นเด็กและเริม่ เขา้ สู่ นอ้ งควายกะกินแลว้ นอ้ งงวั กะกินแลว้
ความเป็นหนุ่มสาว ซ่ึงระยะนี้มีการเปล่ียนแปลง ยังแตน่ ้องเมยี บท่ ันได้กนิ น่ีกะสอย
ทางร่างกายและจิตใจ จากความเปล่ียนแปลงดัง
กลา่ วนเี้ องท�ำ ใหเ้ ดก็ ในวยั นเี้ กดิ ความสบั สนในการ (ทา้ วคำ�ปอ้ ม เชอ้ื จ�ำ ปาศกั ดิ์, 2536: 4)
แสดงออกและยังไม่มีวุฒิภาวะในการแก้ปัญหา
ด้านพฤติกรรม เด็กในวัยนี้จึงถือว่าเป็นหัวเลี้ยว หวั สงิ ไคเป็นกอเอาะเยอะ
หัวต่อของชีวิต ซึ่งหากไดร้ ับการอบรมสง่ั สอนทดี่ ี ฟาดกับพี่อา้ ยนี้เถาะมันขี้คร้านหาผัว
ก็จะท�ำ ให้มอี นาคตทดี่ ี ประสบความส�ำ เรจ็ ในชีวิต
ต่อไปในภายหน้า ในทางกลับกันถ้าเด็กในวัยน้ี (ทองมาก จนั ทะลือ, ม.ป.ป.: 10)
เดินทางไปในทางที่ผิดก็จะทำ�ให้มีความผิดพลาด
ไปตลอดชีวิตได้” (กาญจนา ไพรสณฑ์, 2540: นกแตดแต้ขาเดียวช้ฟี า้
153-154) ซ่ึงปัจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกได้เข้า ปา้ ผู้เดียวน้องเขยสีซ้ �้ำ
มามบี ทบาทและมอี ทิ ธพิ ลตอ่ วฒั นธรรมทางสงั คม
ของไทยมากขน้ึ ทง้ั นเ้ี นอื่ งมากจากเทคโนโลยแี ละ (ทองมาก จันทะลือ, ม.ป.ป.: 9)
การสื่อสารที่ก้าวหน้า รวดเร็ว ส่งผลทำ�ให้วัยรุ่น
มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ และดำ�เนินชีวิตตาม สอย สอย พีน่ อ้ งฟังสอย
วฒั นธรรมตะวนั ตก ซ่งึ วัฒนธรรมบางอยา่ งก่อให้ หน่ายขอ่ ยหน่าย แมเ่ ฒา่ นายข่อยหน่าย
เกิดปัญหาทางสังคมมากมาย โดยเฉพาะการมี หนา่ ยนกขมุ่ หลี่ ส้นิ กขมุ่ หล่ี
พฤตกิ รรมทางเพศท่ไี ม่เหมาะสมแทบทง้ั สน้ิ หน่ายคนเฮือนน้ีสเ้ี ฮอื นเดียวกัน
2 . ก า ร มี เ พ ศ สั ม พั น ธ์ กั บ ก ลุ่ ม
เครอื ญาติ (สวงิ บญุ เจิม, 2542: 54-55)
การมีค่านิยมทางเพศจากการมีเพศ
สัมพันธ์กับกลุ่มเครือญาติเป็นความสัมพันธ์ใน จากตัวอย่างในคำ�สอยข้างตน้ จะเหน็ ได้
ทางเพศระหวา่ งสมาชิกในครอบครัวเดยี วกัน อัน ว่าความสมั พันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวแบบ
เกิดจากการมีสมาชิกหลายรุ่นในครอบครัวแบบ ขยายท่ีอาศัยอยู่ร่วมกัน นำ�มาซึ่งปัญหาของการ
ขยายท่ีอาศัยอยู่ร่วมกัน ดังปรากฏในตัวอย่าง มีเพศสมั พันธก์ ับกลุ่มเครอื ญาตเิ ดยี วกัน ไมว่ ่าจะ
ค�ำ สอยท่วี ่า เปน็ ลกู เขยกบั แมย่ าย พเี่ ขยกบั นอ้ งเมยี ปา้ กบั นอ้ ง
เขย ทั้งน้ี ชุมเดช เดชพมิ ล (2521: 154) กล่าววา่
นกคมุ่ หลสี่ น้ี กคุ่มไร ครอบครัวคือหน่วยของสังคมที่มีขนาดเล็กท่ีสุด
เมียอยู่ไฟสี้แม่เฒ่าถ้าเด้อ ประกอบด้วยกลุ่มคนท่ีมีความสัมพันธ์ต่อกัน
มันจ่งั บ่เสียเวลาเฮา มีความรักความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สัมพันธภาพ
ภายในครอบครวั เปน็ ลกั ษณะการมปี ฏสิ มั พนั ธต์ อ่
(ทองมาก จนั ทะลือ, ม.ป.ป.: 3) กนั ระหวา่ งสมาชกิ ในครอบครวั ไมว่ า่ จะเปน็ ความ
สัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่าง
วารสารมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 105 ปีที่ 40 ฉบับที่ 2 มนี าคม-เมษายน 2564
ปยู่ า่ ตายายกบั ลกู หลาน รวมไปถงึ ความสมั พนั ธใ์ น ประสาจบั เอาห�ำ ใสห่ ีสือ่ ๆ
หมญู่ าตมิ ติ รและเพ่ือนฝงู โดยครอบครวั ทม่ี คี วาม เจ้าสิเอาหลังใหญ่ปานได๋กะไดเ้ ฮือน
สัมพันธ์ในครอบครัวดีจะมีการสนทนาด้วยความ สเิ อาหลงั ทอ่ โรงเรยี นกะไดอ้ พี ่อ
รกั ใครป่ รองดองมีความห่วงใยซ่งึ กนั และกนั สว่ น
ครอบครวั ทม่ี สี มั พนั ธภาพไมด่ นี นั้ จะมลี กั ษณะตรง (TStv, 10 มนี าคม 2559)
กันข้าม คือมีความห่างเหินและนำ�ไปสู่ความขัด
แย้งในที่สุด ลักษณะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการ จากตัวอย่างในคำ�สอยข้างต้น จะเห็น
อาศัยอยู่ร่วมกันในวิถีวัฒนธรรมสังคมของชาว ได้ว่าความฟุ้งเฟ้อเพ่ือต้องการให้ตัวเองมีฐานะ
อสี านท่ีมคี วามสัมพนั ธ์กันในหลายลกั ษณะ ที่ทัดเทียมกับคนอื่นในสังคมน้ี สะท้อนให้เห็นถึง
3. การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมซึ่งเป็นสาเหตุสำ�คัญ
เหมาะสม ท่ีส่งผลทำ�ให้การใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันหลง
การมคี า่ นยิ มทางเพศทเ่ี สยี่ งตอ่ การมเี พศ ผิดไป โดยเฉพาะการหาเล้ียงชีวิตที่ไม่ถูกต้อง
สัมพันธ์ท่ีไม่ถูกต้องเหมาะสมน้ี พบว่าส่วนใหญ่ เหมาะสม จนกอ่ ใหเ้ กดิ เปน็ คา่ นยิ มทางเพศทผี่ ดิ ๆ
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ส่งผลต่อค่า อย่างเช่น การที่หญิงสาวเลือกที่จะผันตัวมาเป็น
นยิ มทางเพศทผ่ี ิดๆ ดังปรากฏในตวั อย่างคำ�สอย โสเภณีขายบริการทางเพศ ด้วยการมีความคดิ วา่
ทว่ี า่ การขายบริการทางเพศเป็นส่ิงที่หารายได้ให้แก่
ตนเองไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ในระยะเวลาอนั สนั้ อภศิ กั ดิ์
สอย สอย พ่นี อ้ งฟังสอย โสมอินทร์ (2534: 153) ชี้ให้เห็นว่า เมื่อชุมชน
เพนิ่ วา่ นกจบิ นอ้ ยกะบนิ ข้ามป่าบกั นาว ใดมีความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่
ไดย้ นิ เสียงซมุ ผสู้ าวละดา่ กนั กับน้อง เข้ามา ก็จะมีการเปรียบเทียบกับการดำ�เนินชีวิต
จักเสยี งข้นึ เสียงฮอ้ งอปี อบบกั ผี แบบดงั้ เดมิ ถา้ ความเจรญิ นน้ั เปน็ สง่ิ ทดี่ กี จ็ ะมกี าร
ละบม่ แี นวดีเฮ็ดหนา้ บดู อย่พู ยู้ ู้ สนับสนนุ ใหเ้ ปน็ แนวทางในการปฏบิ ตั ติ าม แตถ่ า้
แตว่ ่าเวา้ กบั ชกู้ ะเทิงจ้าเทงิ จา๋ เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำ�ให้คนในสังคมลืมเลือน
บัดพ่อบอกไปนาละว่ามันยาก รากเหง้าหรือกำ�พืดเดิม ดูถูกหรือเห่อของใหม่
คิดว่ามันลำ�บากลุยน้�ำ ลยุ ตม จนของเก่าที่เคยคิดว่าดีไร้ค่า ก็จะถูกมองว่าเป็น
แดดออกมากะวา่ สเิ ปน็ ลมฮ้อนกะดักกะด้อ สิ่งที่ไม่น่าปฏิบัติหรือกระทำ�ท่ีผิดวิถีการดำ�เนิน
ข่อยบไ่ ปดอกอีพ่อขอ่ ยสิไปขายโต ชีวิตแบบด้ังเดิม ด้วยเหตุน้ี เมื่อสภาพแวดล้อม
แตใ่ นใจกะอยากโสว่าไปเป็นกะหร่ี ในปัจจุบันต่างไปจากอดีต ผู้คนในสังคมของ
ไปนอนให้เขาส้ีจักสองเดอื นสามเดอื น ชาวอสี านจงึ มีความคิดทเี่ ปลีย่ นตามไปดว้ ย
คือสิมเี งินเฮด็ เฮือนอย่แู ปดหมน่ื เก้าหม่ืน 4. การมีเพศสมั พนั ธท์ ่ถี ูกลอ่ ลวง
มันดีกว่าแนวอ่นื ขอ่ ยละว่ามันดี การมเี พศสมั พนั ธท์ ถี่ กู ลอ่ ลวงเปน็ คา่ นยิ ม
ประสาไปให้เขาบายหีกำ�นมดมแตด ทางเพศอีกลักษณะหนึ่งที่ถูกนำ�เสนอในเน้ือหา
ฮอดบ่ได้ตากแดดหนา้ แหล่หนา้ ดำ� ของคำ�สอย เพราะการเปล่ียนแปลงของสังคม
นอกจากจะเป็นสาเหตุของการมีเพศสัมพันธ์ท่ีไม่
ถูกต้องเหมาะสมอันเกิดจากการใช้ชีวิตเพื่อหา
เพศวิถี: คา่ นยิ มทางเพศในวรรณกรรมค�ำ สอยของหมอลำ�อสี าน 106 เสยี งชยั สาสีเสาร์, จารวุ รรณ ธรรมวัตร
เลย้ี งชพี อยา่ งหลงผดิ ของผคู้ นแลว้ ความกา้ วหนา้ ในการคบหากับเพื่อนต่างเพศต่างวัย อีกทั้งยัง
และรวดเรว็ ของสอื่ เทคโนโลยยี งั กอ่ ใหเ้ กดิ คา่ นยิ ม พบลักษณะการมีเพศสัมพันธ์กับกลุ่มเครือญาติ
ทางเพศทีไ่ มถ่ กู ต้องอันนำ�ไปสู่ปญั หา โดยเฉพาะ ซ่ึงเกิดจากปัญหาของครอบครัวขยายท่ีอยู่ร่วม
การถกู ลอ่ ลวงไปในทางไมด่ ตี า่ งๆ ดว้ ย ดงั ปรากฏ กัน ซ่ึงส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางเพศระหว่าง
ในตัวอย่างค�ำ สอยที่วา่ สมาชิกท่ีอาศัยอยใู่ นชายคาเดียวกัน ไม่ว่าจะเปน็
ลกู เขยกบั แมย่ าย พเี่ ขยกบั นอ้ งเมยี ปา้ กบั นอ้ งเขย
สอย สอย พน่ี อ้ งฟังสอย นอกจากน้ียังพบลักษณะการมีเพศสัมพันธ์ที่
เพิ่นว่าสมัยน้ี สมัยพัฒนา ไม่ถูกต้องเหมาะสม ซ่ึงเกิดจากการเปล่ียนแปลง
ตง้ั แตม่ โี ทรศัพท์เข้ามา เฮ้ดหยังกะสะดวก ทางสงั คม ซงึ่ สง่ ผลตอ่ คา่ นยิ มทางเพศทผ่ี ดิ ๆ โดย
โทรหาหมูห่ าพวก น่ีรเู้ รอื่ งคราวเดยี ว เฉพาะการที่หญิงสาวเลือกผันตัวมาเป็นโสเภณี
ชุมแม่หญงิ หเี คียว โทรหาตงั้ แต่กกิ๊ ขายบริการทางเพศ เนื่องจากการมีความคิดว่า
เฮ็ดทรงผมพลกิ วกิ เขียนค้วิ ถาวร การขายบริการทางเพศเป็นส่ิงท่ีหารายได้ให้แก่
ยามมอ้ื คืนบฮ่ ู้จักหลบั จักนอน โทรสีก้ นั อยูโ่ คบๆ ตนเองได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงยังพบลักษณะการ
มีเพศสัมพันธ์ที่ถูกล่อลวง ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยน
(TStv, 4 สิงหาคม 2561) ทางสังคม โดยเฉพาะความก้าวหน้าและรวดเร็ว
ของสื่อเทคโนโลยี ซ่ึงส่งผลต่อค่านิยมทางเพศที่
จากตัวอย่างในคำ�สอยข้างต้น จะเห็น ไมถ่ ูกต้อง อนั นำ�ไปสู่ปัญหาทางสงั คม โดยเฉพาะ
ได้ว่าความก้าวหน้าของส่ือเทคโนโลยีโดยเฉพาะ การถกู ลอ่ ลวงไปในทางไม่ดีตา่ งๆ ซึ่งค่านิยมทาง
ช่องทางในการตดิ ต่อสือ่ สารกันน้ี อาจเปน็ สาเหตุ เพศเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นปัญหาสังคมอัน
ของการทำ�ใหเ้ กดิ ค่านิยมทางเพศท่ีไมถ่ กู ต้อง จน เกิดจากอิทธิพลของการเปล่ียนแปลงทางสังคม
นำ�ไปสู่ปัญหาการถูกล่อลวงไปในทางไม่ดีต่างๆ และวัฒนธรรมที่กระทบต่อเพศวิถีท่ีปรากฏอยู่ใน
ตามมา เนอ่ื งจากสามารถตดิ ตอ่ หรอื คบหาสมาคม แบบแผนการดำ�เนินชีวิตของชาวอีสานแม้จะเป็น
กับใครก็ได้แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพียงใช้ ในแง่มขุ ตลกนอกเวทีไดอ้ ยา่ งนา่ สนใจ
โทรศัพทเ์ ป็นสื่อในการติดตอ่ กนั
ขอ้ เสนอแนะ
สรุปและอภิปรายผล
1. ในการศึกษาความคิดเก่ียวกับเพศ
เพศวิถีว่าด้วยค่านิยมทางเพศใน วิถีว่าด้วยค่านิยมทางเพศในวรรณกรรมคำ�สอย
วรรณกรรมคำ�สอยของหมอลำ�อีสานพบว่ามี ของหมอลำ�กลอนและหมอลำ�ซิ่งร่วมสมัยนี้ หาก
การนำ�เสนอใน 4 ลกั ษณะ คือ ลักษณะการมีเพศ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การ
สัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งเกิดจากการรับเอา ออกแบบสอบถาม กน็ า่ จะท�ำ ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ในเชงิ ลกึ
อิทธิพลของวัฒนธรรมทางตะวันตกเข้ามา ส่งผล มากยง่ิ ขน้ึ
ต่อพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกอย่างเปิดเผยใน 2. หากมีการศึกษาในกลุ่มข้อมูล
เร่ืองเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิงไม่ว่าจะ วรรณกรรมประเภทต่างๆ ในสังคมประเพณีของ
เปน็ การทหี่ ญงิ สาวนยิ มมคี วามรกั ในวยั เรยี น การ ชาวอสี าน เช่น ผญา นิทานก้อม เป็นต้น ก็นา่ จะ
ชอบแต่งตัวตามสไตล์ของแฟช่ัน การมีเสรีภาพ ทำ�ให้เห็นความหลากหลายของความคิดเก่ียวกับ
เพศวิถวี า่ ดว้ ยคา่ นิยมทางเพศก็อาจเป็นไปได้
วารสารมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 107 ปีท่ี 40 ฉบับที่ 2 มนี าคม-เมษายน 2564
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา ไพรสณฑ.์ (2540). คำ�สอยจากอ�ำ เภอยางตลาด จงั หวัดกาฬสนิ ธุ.์ วิทยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตร
มหาบัณฑติ ไทยคดีศกึ ษา เน้นมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
จารุวรรณ ธรรมวัตร. (2540). ภูมิปัญญาหมอลำ�เอก: ความรุ่งโรจน์ของอดีตกับปัญหาของหมอลำ�
ในปัจจุบัน. มหาสารคาม: อาศรมวิจัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.
ชมุ เดช เดชพิมล. (2521). ภาพสะทอ้ นชีวิตของชาวอสี านจากหมอลำ�. นครปฐม: ภาควชิ าภาษาไทย
คณะอกั ษรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.
ทองมาก จนั ทะลอื . (ม.ป.ป.). หนังสือ 50 ยอดค�ำ สอย. (ม.ป.ท.): (ม.ป.พ.).
ทา้ วคำ�ปอ้ ม เชื้อจ�ำ ปาศักด.์ิ (2536). ปมื้ คำ�สอย. เลย: รงุ่ แสงธุรกิจการพิมพ.์
นคิ ม วงเวียน. (2528). เพศในวรรณกรรม. ใน วารสารศลิ ปวัฒนธรรม, 6(9): 90-94.
นิติพัฒน์ โพธ์ิสิทธิพันธ์ุ. (2556). ภาพสะท้อนวัฒนธรรมอีสานจากวรรณกรรมคำ�สอย. วิทยานิพนธ์
ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาภาษาไทย บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
สวิง บญุ เจมิ . (2542). ความสอย-ความทวย. อุบลราชธาน:ี มรดกอีสาน.
อภศิ ักด์ิ โสมอนิ ทร.์ (2534). โลกทศั นอ์ ีสาน. กาฬสินธ์:ุ ประสานการพิมพ์.
อรทยั เพยี ยุระ. (2560). วรรณกรรมกบั เพศภาวะ Literature and Gender. ขอนแก่น: มหาวิทยาลยั
ขอนแกน่ .
TStv. (2559). ชชั วาลยน์ อ้ ย พลเดช ยกที่ 1 บา้ นแคน รอ้ ยเอด็ . [ออนไลน]์ . ไดจ้ าก https://www.youtube.
com/watch?v=cTfp6dtMho0 [สืบค้นเมื่อ วนั ที่ 8 มีนาคม 2563].
TStv. (2559). สมชาย ฆ้องสามจูม+สุกัญญา ยอดนภา สอย ช่วงท่ี 1. [ออนไลน์]. ได้จาก https://www.
youtube.com/watch?v=lFy5R-7AFg4 [สืบคน้ เม่อื วนั ที่ 8 มนี าคม 2563].
การสนับสนุนเครือข่าย การใช้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการ
ขนาดเลก็ และความไวว้ างใจในการสนบั สนนุ ของภาครฐั ตอ่ ประโยชนข์ องชมุ ชน
ในโครงการประชารฐั
Fostering Networks, Leverage the strengths of the Micro SME Entrepreneur
and Trust in Government to Support the Benefits Community in The
Inclusive Business Project
สบโชค ณ ศรโี ต1, ระพีพรรณ พิรยิ ะกุล2, นภาพร ขนั ธนภา3
Sobchoke Na Srito1, Rapeepun Piriyakul2, Napaporn Khantanapha3
Received: 7 August 2020 Revised: 14 October 2020 Accepted: 9 November 2020
บทคดั ยอ่
ปัญหาของหาบเร่และแผงลอยรวมทั้งชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานคร ส่งผลปัญหาส่ิงแวดล้อมและ
คณุ ภาพชวี ิตของชุมชนทมี ีจ�ำ นวนมาก วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัยเพื่อ 1) ศกึ ษาระดับปัจจัยการบรหิ าร
คอื การสนบั สนุนเครอื ข่าย การใชป้ ระโยชน์จากความเข้มแขง็ ของผปู้ ระกอบการขนาดเล็กและความไว้
วางใจต่อการใช้นโยบายของภาครัฐ ผ่านปัจจัยค่ันกลางคือ ความผูกพันในการปรับใช้นโยบายภาครัฐ
ศกั ยภาพของผู้ประกอบการ และปัจจัยผลคือ มูลค่าทางการเงินและคณุ คา่ ทางสังคม 2) ศกึ ษาอิทธพิ ล
ของปจั จยั การบรหิ ารในโครงการประชารฐั ภายใตก้ ารดแู ลของกรงุ เทพมหานคร การด�ำ เนนิ การโครงการ
ประชารฐั ท่ีประกอบด้วยภาค รัฐ สังคม ชุมชน และผปู้ ระกอบการขนาดเล็กจงึ เปน็ ทางเลือกหนง่ึ ในการ
แกป้ ัญหา การศึกษานี้เลอื กกล่มุ ตัวอย่างจำ�นวน 200 ผูป้ ระกอบการขนาดเลก็ ใน 10โครงการ ด้วยการ
ใชแ้ บบสอบถาม เพือ่ ประเมนิ ปจั จยั ความส�ำ เร็จและจุดออ่ นเพื่อน�ำ ไปสู่การพฒั นาต้นแบบที่สมบูรณ์ ตัว
แบบกรอบแนวคิดที่สังเคราะห์ประกอบด้วย การสนับสนุนเครือข่าย การใช้ประโยชน์จากการรวมกลุ่ม
ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก และความไว้วางใจในการสนับสนุนของภาครัฐที่จะขับเคลื่อนประโยชน์ที่
ผู้ประกอบการได้รับในมิติทางการเงินและ ทางสังคม ผลการศึกษาโดยใช้ตัวแบบสมการเชิงโครงสร้าง
ด้วยวธิ วี เิ คราะหแ์ บบ Covariance Based SEM ผลการวิจยั พบวา่ การสนับสนนุ จากเครอื ขา่ ย (FN) มี
1 นักศึกษาปรญิ ญาเอก สาขาบรหิ ารธุรกจิ บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั เอเชียอาคเนย์
2 รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยรามคำ�แหง
3 รองศาสตราจารย์ สาขาบรหิ ารธรุ กิจบณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยเอเชยี อาคเนย์
1 Doctoral, Student in Department of Business Administration, Graduate School of Business Administration, Southeast Asia
University
2 AssociateProfessor, FacultyofScience, RamkhamhaengUniversity
3 Associate Professor, Department of Business Administration, Graduate School of Business Administration, Southeast Asia
University
วารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 109 ปที ่ี 40 ฉบับท่ี 2 มีนาคม-เมษายน 2564
อทิ ธพิ ลตอ่ ศกั ยภาพของผปู้ ระกอบการ (EC) และมอี ทิ ธพิ ลตอ่ ความผกู พนั ในการใชน้ โยบายของภาครฐั
(ED) ความไวว้ างใจ (TR) มีอิทธพิ ลต่อการความผูกพนั ในการใชน้ โยบายของภาครฐั (ED) ความผูกพนั
ในการใชน้ โยบายของภาครฐั (ED) มอี ทิ ธพิ ลตอ่ มลู คา่ ทางการเงนิ (FV) และมอี ทิ ธพิ ลตอ่ คณุ คา่ ทางสงั คม
(SC) ผลของการวิจยั ทศี่ กึ ษาอทิ ธิพลของปจั จยั พบวา่ การสนับสนุนจากเครอื ข่าย (FN) มีอทิ ธพิ ลรวม
สงู สุดตอ่ คณุ ค่าทางสงั คม (SV) คอื 0.516 และอทิ ธพิ ลรวมสูงสดุ ต่อมลู ค่าทางการเงิน (FV) คอื 0.504
รองลงมาคอื ความไว้วางใจ (TR) มีอิทธิพลรวมต่อคุณคา่ ทางสังคม (SV) คอื 0.427และอทิ ธพิ ลรวมตอ่
มูลค่าทางการเงนิ (FV) คือ 0.399 ในส่วนของปัจจัยค่ันกลางพบว่า ความผูกพันในการใชน้ โยบายของ
ภาครัฐ (ED) มอี ทิ ธพิ ลเชงิ บวกตอ่ คณุ คา่ ทางสงั คม (SV) และ มูลคา่ ทางการเงนิ (FV) คอื 0.963 และ
0.899 ตามล�ำ ดับ
คำ�สำ�คญั : โครงการประชารัฐ; การสนบั สนุนจากเครอื ขา่ ย; ความไวใ้ จ; มูลค่าทางการเงนิ ; คุณคา่ ทาง
สังคม
Abstract
Problems of hawkers and their stalls, in slum communities in the Bangkok area, affect the
environment and the standard of living. The purpose of the research was to 1) study the level
of administrative factors, namely to support the network taking advantage of the strength of
micro-entrepreneurs and trust in government policy implementation. The interstitial factor is com-
mitment to implementing government policy, entrepreneurial potential and the resulting factor is
financial value and social value 2) Study the influence of administrative factors in the Pracharat
project under the supervision of Bangkok Metropolitan Administration. The inclusive business,
namely “Pracharrat” enhanced the Micro SME’s performance, the project implementation is
collaborative with government, society and the entrepreneurs in each community. The study
was conducted with a questionnaire of 200 micro entrepreneurs and random entrepreneurs to
investigate the level of significance on three antecedent management factors: network support,
leveraging the integration of micro-entrepreneurs, and trust in public policy deployment to drive
the entrepreneurs’ benefits to receive financial and social value. The study used a structural
equation model using the Covariance Based SEM analysis method. The Fostering Network (FN)
influences Entrepreneurial Capability (EC) and influences Engagement in the Government Policy
Deployment (ED). Trust (TR) influences Engagement in the Government Policy Deployment
(ED), Engagement in the Government Policy Deployment (ED), influence on Financial Value
(FV) and Social Value (SC) influence. Supported by the Fostering Network (FN), the highest
total influence on Social Value (SV) was 0.516 and the highest total influence on Financial Value
(FV) was 0.504, followed by Ttrust (TR). Overall influence on Social Value. (SV) was 0.427 and
the total influence on Financial Value (FV) was 0.399. Engagement in the Government Policy
การสนบั สนนุ เครือข่าย การใช้ประโยชน์จากการรวมกลมุ่ ของ 110 สบโชค ณ ศรีโต, ระพีพรรณ พิริยะกุล, นภาพร ขนั ธนภา
ผ้ปู ระกอบการขนาดเลก็ และความไว้วางใจในการสนับสนุนของ...
Deployment (ED) positively influenced Social Value (SV) and Financial Value (FV) were 0.963
and 0.899, respectively.
Keywords: inclusive business; leverage the strengths of the micro SME entrepreneur; trust;
financial value; social value
บทนำ� หน้าภัตตาคารกุ้งหลวง (3) บริเวณใกล้สถาบัน
เทคโนโลยปี ทมุ วนั (4) ลานจอดรถขา้ งสวนลมุ พนิ ี
ปัญหาความยากจนในประเทศไทยส่ง (5) พื้นที่ตรงข้ามวัดสุทธิวราราม (ซ.เจริญกรุง
ผลให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามายังพื้นท่ี 60) และจะดำ�เนินการเพิ่มเตมิ ในอนาคต สินค้าที่
เขตเมอื งใหญ่ เชน่ กรงุ เทพมหานครจ�ำ นวนมาก จำ�หน่าย: อาหาร ผลิตผลทางการเกษตรและสิน
ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาเช่น เกิดชุมชนแออัด คา้ อน่ื ๆ รวมทง้ั สนิ คา้ OTOP กลมุ่ เปา้ หมาย: กลมุ่
การมีคุณภาพชีวิตท่ีไม่ดีเน่ืองจากค่าครองชีพที่ เกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดเล็กท่ีเดือดร้อน
สงู รัฐบาลจงึ รเิ ริม่ โครงการสานพลังประชารัฐโดย จากการไมม่ ที ส่ี ถานทคี่ า้ ขาย(Ministry of Interior:
แนวคิดนี้มีการดำ�เนินงานในหลายประเทศท่ีมี www.market.moi.go.th)
ปัญหาเช่นเดียวกับประเทศไทย โครงการนี้ เป็น ตวั แบบโครงการประชารฐั ทจี่ ะขบั เคลอื่ น
ความรว่ มมอื ระหวา่ งภาครฐั ภาคเอกชน และภาค ผลประโยชน์ในเชิงการเงิน และสังคม ประกอบ
ประชาชน โดยทกุ สว่ นรว่ มแรงรว่ มใจกนั สนบั สนนุ ด้วย การสนับสนุนเครือข่าย การใช้ประโยชน์
และเสริมสร้างสังคม เศรษฐกิจ ให้เจริญเติบโต จากความเข้มแข็งของผู้ประกอบการขนาดเล็ก
อย่างเข้มแข็ง มั่นคง ม่ังค่ัง และย่ังยืน การร่วม และ ความไว้วางใจต่อการใช้นโยบายของภาครัฐ
กันประสานพลังประชารัฐ จึงเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ท่ี ทั้งนี้อาศัยรากฐานทางธุรกิจ ในการใช้ประโยชน์
จะเปล่ียนแปลงและปฏิรูปประเทศไทย เป็นแรง จากเครือข่ายในห่วงโซ่การผลิตเพื่อลดต้นทุน
ขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ระดับ (Kreiner & Schultz, 1993; Sloep, 2009) สว่ น
ฐานรากและช่วยส่งเสริมให้ชุมชนดำ�เนินธุรกิจได้ ในส่วนของปัจจัยการใช้ประโยชน์จากความเข้ม
บนฐานความรทู้ ย่ี ง่ั ยนื (Secretariat of the House แขง็ ของผปู้ ระกอบการขนาดเลก็ กค็ อื การแบง่ ปนั
of Representatives, 2018; Williams & Hayes, ความร้กู ารช่วยการลูกค้า (Dollinger, 2003;Noor
2013) ในส่วนของกรุงเทพมหานครเองก็มีการ & Naziruddin, 2018) และ ความไว้วางใจตอ่ การ
ดำ�เนินการโครงการใน ลักษณะตลาดชุมชน ท่ี ใช้นโยบายของภาครัฐ โดยผู้ประกอบการขนาด
เปน็ ตลาดคา้ ขายสนิ ค้าเชน่ ผลไม้ อาหารปรุงสด เลก็ ทจี่ ดั วา่ เปน็ ความสมั พนั ธร์ ะดบั จลุ ภาค (Freire,
ของชำ� เส้ือผา้ โดยตลาดเปน็ แบบไมม่ ีโครงสรา้ ง 2000; Bricci et al., 2016) ซง่ึ อย่ใู นเชงิ พฤตินยั
เพื่อจัดที่ทำ�การค้าเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ มากกวา่ นติ นิ ยั ดงั นนั้ ในสว่ นนจี้ งึ เปน็ ประเดน็ หนงึ่
ขนาดเล็กท่ีประสบปัญหาจากการไม่มีสถานท่ี ในปัญหาของระบบสังคมการปกครองไทย
ค้าขาย รวมท้ังเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถ ดว้ ยความตอ้ งการจะประเมนิ ความส�ำ เรจ็
ซ้ือสินค้าในราคาท่ีเหมาะสมกับระดับการครอง ของโครงการประชารัฐภายใต้การประสานงาน
ชีพ สร้างชุมขนมีความสุข โครงการใน 50 เขต ของหน่วยงานกรุงเทพมหานครโดยใช้ตัวแบบท่ี
ในกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันเปิดดำ�เนินการแล้ว
5 แห่ง ได้แก่ (1) ใต้ทางด่วนพงษ์พระราม (2)
วารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 111 ปที ่ี 40 ฉบบั ที่ 2 มีนาคม-เมษายน 2564
สงั เคราะหจ์ าก “inclusive business”ตามหลกั สากล ของเครอื ขา่ ยธุรกิจ (Noor & Naziruddin, 2018)
เพื่อประเมินอิทธิพลของแต่ละปัจจัยบริหารใน นอกจากน้ี Hart (2003) ยงั เน้นว่าผู้ประกอบการ
เชิงกลยุทธ์ เพ่ือนำ�ความผลการศึกษาไปพัฒนา ท่ีมีความสามารถมากกว่าก็จะมีส่วนสำ�คัญการ
ตวั แบบใหเ้ หมาะสมกบั โครงการดังกล่าวต่อไป ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่เป็นเครือข่ายในระยะเริ่ม
ต้นให้ประสบผลสำ�เร็จ การสร้างความสัมพันธ์
เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง ระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเองในมิติของการ
เปน็ พนั ธมติ รทางการคา้ จะเปน็ การพฒั นาทยี่ งั่ ยนื
การสนับสนุนเครือข่าย (Fostering รวมท้ังการนำ�จุดแข็งของการมีเครือข่ายทางการ
networks) ค้าจะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและสังคม
เครือข่ายทางธุรกิจคือความสัมพันธ์ ในพื้นที่ และเป็นการสร้างการเปล่ียนแปลงจาก
ระหว่าง บคุ คล กลุ่มและองค์กร ทีอ่ าจอยูใ่ นธรุ กจิ คู่ต่อสู้ทางการค้ามาเป็นพันธมิตรทางการค้า
เดียวกันหรือต่างธุรกิจแต่เกี่ยวข้อง และชุมชน (Eckhardt & Shane, 2003) การจัดการเครอื ข่าย
รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเอกชนกับ ของผปู้ ระกอบการขนาดเลก็ ซงึ่ ผปู้ ระกอบการเปน็
หน่วยงานของรัฐ (Sloep, 2009) ท้ังน้ีการเชื่อม คนในชุมชนก็เท่ากับว่าเป็นการสร้างต้นทุนทาง
โยงของกลุ่มยอ่ ยเหลา่ นี้เป็นไปด้วยความสมคั รใจ ชุมชนท่แี ข็งแรงไปพร้อมกนั ด้วย
เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายท่ีกำ�หนด ความไว้วางใจต่อการใช้นโยบาย
ไว้ ท้ังน้ีสมาชิกในเครือข่ายมีส่วนร่วม ตัดสินใจ ของภาครัฐ
วางแผน ดำ�เนินการ รับผิดชอบ และร่วมรับผล ความไวว้ างใจ หมายถึง ความน่าเช่อื ถือ
ประโยชน์ (Dredge, 2006) นอกจากน้ี True & ความเชอื่ ใจ ความเชอื่ มน่ั ความศรทั ธา ทเี่ ชอ่ื มโยง
Mintrom (2001) ยังขยายความของเครือข่ายว่า ระหวา่ งกลมุ่ บคุ คลตอ่ บคุ คล หรอื บคุ คลตอ่ องคก์ ร
เป็นการจัดโครงสรา้ งความสมั พนั ธ์ระหว่างหน่วย เกิดการพ่ึงพาซึ่งกันและกัน ลดความตระหนัก
ย่อยท่ีอาจเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ทั้งนี้ หรือกังวลหากเกดิ ความเชอ่ื ถอื ไวว้ างใจ ซึง่ ความ
ความสัมพันธ์จะมีลักษณะแบบพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกัน เชื่อถือไว้วางใจน้ันเป็นท้ังการกระทำ�ทางอารมณ์
และกันและมีเป้าหมายเดียวกัน (Castells M. & อย่างมีเหตุผล เมื่อเกิดความไว้วางใจต่อบุคคล
Cardoso G., 2006) การศกึ ษาครง้ั น้ี การสนบั สนนุ หรือองค์กรจะเกิดความเช่ือม่ันว่าส่ิงเหล่านั้นจะ
เครือข่าย คือการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ ส่งผลดตี ่อตนเอง (Zainab et al, 2010 ; Özer et
ขนาดเล็กด้วยกันเอง ชุมชน และตัวแทนของ al., 2011) โดยการศกึ ษานคี้ วามไว้วางใจต่อภาค
กรงุ เทพหมานครฯ รฐั กค็ อื ตวั แทนของกรงุ เทพมหานครทท่ี �ำ หนา้ ทน่ี �ำ
การใช้ประโยชน์จากความเข้มแข็ง นโยบายไปใชใ้ นการสง่ เสรมิ สถานทแี่ ละทรพั ยากร
ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Leverage the พื้นฐาน เพ่ือให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กในชุมชน
strengths of the micro SME entrepreneur) แตล่ ะแหง่ สามารถนำ�พาธรุ กจิ และบรรลเุ ปา้ หมาย
การท่ีมีภาคีเครือข่ายของผู้ประกอบการ ของโครงการประชารฐั (Bricci et al., 2016)
ขนาดเล็กท่ีมีความแตกต่างทั้งในด้านความรู้และ ปัจจัยคั่นกลางและปัจจัยผลในกรอบ
ธุรกิจท่ีแตกต่างกันดังนั้นการนำ�เอาทักษะและ แนวคดิ
ความสามารถพิเศษท่ีแตกต่างเหล่านี้มารวมเป็น ความผูกพันในการปรับใช้นโยบาย
พลังในการทำ�ธุรกิจที่สามารถเก้ือหนุนกันได้ใน
รูปแบบที่เรียกว่า “cluster” เพ่ือไปสู่ความสำ�เร็จ
ภอนสงาาลพาก(กกว่รรง่ 2พจอ่ถถืนเาา0งาขสรรขค0นิสกเพง่ออณุ6งรทเนงฒงนั)ิสา้ )คผนุ้ยีผงทรน่าปโู้งดปูั้โมิ ไ่ีดาทรอาร้รแนคผใดภกผดใทวยนูป้ากะนาหะขว้กูาโรารร้มสกกยกผงะันาก็าพงคสกนวบ้ั ามสบถอบักษสอลรอนัถสิบรสจสสัางฐาักงนึบทลตปบะาา่าวยาาุนรคครอ่พรัเมหกานนตกนขดกคคมะนวนรางล้ัศ้านาธกทือากากโวราดกขนาัรกยรสจอ์คจเ่าถิาใ่ีมาลดยหากบะใยบชก็ดุขชรอมืเนผมรกาภากพมอปแใ้ทามุรรตยีลหรกกูิจนงาคื่อใะาหรทู้ใาชช้คผกลพลพานสป้กยววะายปู้าารนาาาขร่งกแะกามถานรยัโครงเดไนอยเาหมวรสอะมชงึขดนตว้รองืนากลปราสิตพบผ(อ์จมงา้่อ้ิม่คงอาใSิรขุปกจู้ฒัปกนธเแบใใวเกะงนuจหทัรจุรชนากกขินาการnะ้าวก่นรจา่าีกรทงมก็วอิสสทรมยจิันน&ุนอารกใบกัคบัในลี้ยหบดูส้ษุ่มวนนังกขก้กาานุะรอานขิจามงวรอคชรสมงผนว.หุ.มถ.ถูก�ำามชาคึงมพนคานวรันยทวทู้าเขตามถ่ีใา้มม่ชอึรงงกู้้11ร2อก คคม3ุณวีอบร.าิทอคมแธา่บผพิทน(ก(คกศูกแETลาศกวาาัพวเงนRDชรรักาสยันคงิใเ)วสยม)ังตภบงบชคภิคดโมผม่อชนิวามน้คากดิอกกีูอีกพพโณ(า(ตทิทพกิSยขFรขาอ่ศCใธอาธบนVรัอรมชโีง)พรติพิูลตา)ง้นว,ผวคยผรลลโ่อู้ปแิะจยจิา่พเขปูเ้รกลพีทบชยชยััะรอระาารากงิงิณะงคงรยอบบกกภใขพณุบวชาวริออาิยกรกกคนะง้คบเากภงตลุตา่รโรกิน,ายท่อ่อฐนัค(าภ(บEคามารFร(พCงัฐาวVEลูรส()ยา)คขDE(ันงมัขEแแ่าธC)คนลลDผอทภ)ะะม)างกู าแภพง(ลSานั ะคCตร)่อฐั
การ แยลกะรชะมุ ดQคมชบวัูลinานคคgม่าไ-ณุสงYดทาaภร้มาnบังาา(กรพใ2ถาน0ชร0สกเ6วีงรา)ินา้ติ)รงทโโส่ีไดอดรยกา้ร้ ผาับงสลจคทลาวพัากงาธกกมส์ าาดุรรปทตร้าละยากคดอือ(บSปธuจัุรnกจ&ยัิจ
มชน FN
EC FV
ในโครงการ ส่วนคณุ ค่าทางสังคม คอื ความสขุ ท่ี
สงคก์ ารวยผิจ่ังูป้ ยรยัืนะกใหอช้บมุกชานร และชุมชนไดร้ ับในการสร้างความ LS
ยกระดับคณุ ภาพชวี ติ
ED SV
สศนกึ บษั สารนะุนดเบัคปรว อืัจัตขจถา่ยั ุปยกรศากะึรกสาบษรงารใครหชิ ะก์ ป้าดารับรระปควโัจอืยจิ จชัยัยกกนาา์จรราบกริหาร คือ การ TR
ขคลอวก็ างมภแเาลขคะม้ รคแฐัวขาผสไคเภงข็มว่ันนา่าข้้วมคไับกนาอแวรลงสปขฐังว้ใาน็จงผัจศงาุนขตคกังจปู้ ออ่เือยใยคัรงกจภรผคะาคตืาอู้ปรกนัวพ่ขใ่อรอาชกข่าะกม้นบยอกลผาโงอกายรูกผกบงบาใพปู้ากคชรารรันายขอนื้ะใใรขชกนนโขอ้ปคอกยานงบรวาดบภาะกราดาโาปามยเครยลรชรับ็แกัฐนลใ์ผจชะแาปา่้นลกนจัะโยคปจคบยัววัจผาจาามมยยัลภาพ( Fทo่ีs1terกinFรgอNภNบา:eพแtทwกน่ี o1าวrรกkครsสอด)ิ นบกัแบานสวรคนวดิ ุจินกยัาจราวจิกยั เครือข่าย
คอื มูลค่าทางการเงนิ และคณุ ค่าทางสังคม LS: การใช้ประโยชน์จากความเข็มแข็ง
ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Leverage the
ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยการบริหารใน Strengths of the Micro SME Entrepreneur)
โครงการประชารัฐภายใต้การประสานงานของ
กรุงเทพมหานคร TR: ความไว้วางใจ (Trust)
สมมตฐิ านการวจิ ัย ED: ความผูกพันในการใช้นโยบายของ
ภาครฐั (Engagement in the Government Policy
การสนับสนุนเครือข่าย (FN) และการ Deployment)
ใช้ประโยชน์จากความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ EC: ศักยภาพของผู้ประกอบการ
ขนาดเลก็ (LS) มอี ทิ ธพิ ลเชงิ บวกตอ่ ศกั ยภาพของ (Entrepreneur Capability)
ผู้ประกอบการ (EC) FV: มลู คา่ ทางการเงนิ (Financial Value)
การสนับสนนุ เครือขา่ ย (FN) และความ SV: คุณคา่ ทางสังคม (Social Value)
ไว้วางใจต่อการใช้นโยบายของภาครัฐ (TR) มี
อทิ ธพิ ลเชงิ บวกตอ่ ความผกู พนั ตอ่ การใชน้ โยบาย
ของภาครัฐ (ED)
วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 113 ปที ี่ 40 ฉบับที่ 2 มนี าคม-เมษายน 2564
วิธีดำ�เนินการวิจยั ทางการเงิน (FV) และคุณค่าทางสังคม (SV) ท่ี
สงั เคราะห์จากการทบทวนวรรณกรรม
ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และแผน การตรวจสอบเครื่องมือดำ�เนินการ โดย
การสมุ่ ตวั อย่าง ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา จากผู้ทรง
ประชากรคือที่ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก คณุ วฒุ ิ ทตี่ รวจสอบ และ ความเทย่ี งตรงชงิ มาตรวดั
ท่ีอยู่ภายใต้โครงการประชารัฐท่ีดูแลโดยศูนย์ ไปทดสอบกับประชากรจำ�นวน 30 หน่วย
กรุงเทพมหานคร การกำ�หนดขนาดตัวอย่างจะ และทดสอบด้วยด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา
ยึดตัวแบบเป็นหลักจึงอาศัยค่าข้ันตำ่�ที่รับประกัน (Cronbach’s Alpha) โดยใช้เกณฑ์สัมประสิทธิ์
ได้ในการทดสอบสมการโครงสร้าง โดยใช้หลัก แอลฟายอมรับทค่ี า่ a มากกวา่ 0.7 (Hair, Black,
การคำ�นวณของ Westland (2010) โดยคำ�นวณ Babin, Anderson, & Tatham, 2006) ผลการ
ดงั น้ี n ≥50*r2-450*r+1100 โดย r=; J คือจ�ำ นวน ทดสอบพบว่า ค่าความเช่ือม่ันของของตัวแปร
ตัวแปรการวัด และ k คือ ตัวแปรแฝง ผลการ ในทุกปัจจัยสูงกว่าคา่ 0.7
คำ�นวณได้ขนาดตัวอย่างคือ n=200 ตัวอย่าง การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
จากการกำ�หนด ตัวแปรแฝง (Latent Variable) การเก็บรวบรวมสอบถามจากกลุ่ม
6 ตัว และตวั แปรเชิงประจักษ์ 36 ตัว แผนการสมุ่ ตวั อย่าง ในชว่ งเวลา พฤษภาคม 2563
ตัวอย่างแบบความจะเป็นแบบสองข้ันตอน โดย การวิเคราะห์ขอ้ มูล
ขั้นตอนที่ 1 ทำ�การสุ่มตัวอย่างจากดำ�เนินธุรกิจ 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive
ในกรุงเทพมหานคร จ�ำ นวน 4 เขตจากพืน้ ท่ี 50 Statistics) ประกอบดว้ ย คา่ เฉลยี่ ส่วนเบ่ียงเบน
เขตโดยใช้การสุม่ ตวั อยา่ งแบบงา่ ย และ ข้นั ตอน มาตรฐาน (Standard Deviation) และสมั ประสทิ ธ์ิ
ท่ี 2 สมุ่ ตวั อยา่ งผู้ประกอบการขนาดเลก็ ทดี่ ำ�เนนิ แหง่ ความผันแปร (Coefficient of Variance: CV)
ธุรกิจจากพ้ืนท่ีท่ีสุ่มได้ในข้ันตอนท่ี 1 จำ�นวน 2. สถิติอนุมาน (Inferential Statistics)
เขตละ 40 ราย โดยวิธกี ารจบั ฉลาก ใช้วิเคราะห์ตัวแบบสมการโครงสร้าง (Structural
เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย Equation Model: SEM) และการลดรูปปัจจัย
การวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยได้ทำ�การวิจัยโดย ลำ�ดบั ทส่ี องด้วยการวเิ คราะห์ปจั จัย
ใช้แบบสอบถาม โดยคำ�ถามได้จากการทบทวน
วรรณกรรมทเ่ี กยี่ วขอ้ ง โดยขอ้ มลู ในแบบสอบถาม ผลการวจิ ยั และอภปิ รายผลการวจิ ยั
ประกอบด้วย ลักษณะส่วนบุคคล หมายถึง
คุณลักษณะทางประชากรศาสตร์และรายได้ ผลการวิจัย
ตัวแปรบริหาร เป็นคำ�ถามย่อยใช้มาตรวัดแบบ ตอนที่ 1 ตอบวตั ถุประสงคข์ ้อที่ 1 ศึกษา
Likert scale 5 ระดับประกอบดว้ ย การสนับสนนุ ระดบั ปจั จยั การบรหิ ารคอื การสนบั สนนุ เครอื ขา่ ย
เครอื ขา่ ย (FN) การใชป้ ระโยชนจ์ ากความเขม้ แขง็ การใช้ประโยชน์จากความเข้มแข็งของผู้ประกอบ
ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก (LS) และ ความไว้ การขนาดเลก็ และความไวว้ างใจตอ่ การใชน้ โยบาย
วางใจต่อการใช้นโยบายของภาครัฐ (TR) ปัจจัย ของภาครัฐ ผ่านปัจจัยคั่นกลางคือความผูกพัน
คั่นกลางประกอบด้วย ศักยภาพของผู้ประกอบ ในการปรับใช้นโยบายภาครัฐ ศักยภาพของ
การ (EC) และ ความไวว้ างใจตอ่ การใช้นโยบาย ผู้ประกอบการ และปัจจยั ผลคอื มลู คา่ ทางการเงิน
ของภาครฐั (TR) สว่ นปจั จยั ผลประกอบดว้ ย มลู คา่ และคณุ คา่ ทางสงั คม
การสนบั สนุนเครอื ข่าย การใชป้ ระโยชน์จากการรวมกลมุ่ ของ 114 สบโชค ณ ศรโี ต, ระพีพรรณ พิริยะกุล, นภาพร ขนั ธนภา
ผู้ประกอบการขนาดเลก็ และความไว้วางใจในการสนบั สนนุ ของ...
ตารางท่ี 1 เปรียบเทียบแตล่ ะปัจจยั ในภาพรวม
ปัจจยั คา่ เฉล่ีย ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) CV ระดับ
การใชป้ ระโยชน์จากความเขม็ แข็งของผ้ปู ระกอบการขนาดเลก็ 3.70 0.85 0.23 มาก
การสนับสนนุ เครอื ข่าย 3.72 0.86 0.23 มาก
ความไวว้ างใจ 3.74 0.87 0.23 มาก
ความผูกพนั ต่อการใช้นโยบายของภาครัฐ 3.52 0.88 0.25 มาก
ศกั ยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็ก 3.88 0.89 0.23 มาก
มูลค่าทางการเงนิ 3.53 0.82 0.23 มาก
คุณค่าทางสงั คม 3.72 0.89 0.24 มาก
จากตารางท่ี 1 เปรยี บเทยี บปจั จยั ที่เป็น จบั ตอ้ งไดม้ ากกวา่ โดยประเมนิ บนพนื้ ฐานคอื ก�ำ ไร
สาเหตุในการส่งเสริม ผู้ประกอบการในโครงการ สทุ ธิ ส่วนคณุ คา่ ทางอารมณซ์ ึ่งตอ้ งอาศยั แนวคดิ
ตลาดประชารัฐภายใต้การประสานงานของ และปทัสถานทางสังคมที่แตกต่างกัน จึงมีการ
กรุงเทพมหานคร ท้ัง 3 ปัจจัยเฉพาะระดับใน ประเมินแตกต่างกันมากกว่า มูลค่าทางการเงิน
แตล่ ะปัจจัย เห็นได้ว่าทั้ง 3 ปจั จัย มีคะแนนเฉลยี่ ที่ประเมินในทิศทางเดียวกัน ความแตกต่างของ
รวม ระหว่าง 3.52-3.88 รวมท้ังค่าสัมประสิทธิ์ ค่าสัมประสิทธ์ิแห่งความผันแปรของปัจจัยมูลค่า
แห่งความผันแปร ระหว่าง 0.23-0.25 ซ่ึงมีค่า ทางการเงินและคณุ ค่าทางสังคม ไมอ่ ยูใ่ นระดับที่
ใกล้เคียงกัน ส่วนปัจจัยคั่นกลางนั้น ศักยภาพ มีนัยสำ�คัญ ดังน้ัน ในการเปรียบเทียบเฉพาะมิติ
ของผู้ประกอบการขนาดเล็กมีคะแนนเฉลี่ย 3.88 เฉพาะปัจจัยถือว่า คุณค่าทางสังคม มีการรับรู้
สูงกว่าความผูกพันต่อการใช้นโยบายของภาครัฐ สูงกวา่ มูลคา่ ทางการเงนิ
ท่ีมีคะแนนเฉล่ีย 3.52 เม่ือเทียบผลท่ีเกิดข้ึนพบ ตอนท่ี 2 ตอบวัตถปุ ระสงค์ขอ้ ที่ 2 ศกึ ษา
ว่ามูลค่าทางการเงิน มีคะแนนเกาะกลุ่มสูงกว่า อทิ ธพิ ลของปจั จยั การบรหิ ารในโครงการประชารฐั
คุณค่าทางสงั คมเลก็ นอ้ ย ท้งั นีเ้ พราะการประเมนิ ภายใตก้ ารดแู ลของกรงุ เทพมหานคร รว่ มกบั การ
มูลค่าทางการเงินเป็นเร่ืองท่ีเร่ืองท่ีเข้าใจและ ทดสอบสมมตฐิ าน
แหง่ ความผนั แปรของปัจจยั มลู คา่ ทางการเงนิ และ อทิ ธพิ ลของปัจจยั การบรหิ ารในโครงการประชารฐั
คณุ คา่ ทางสงั คม ไมอ่ ยใู่ นระดบั ทม่ี นี ยั สาคญั ดงั นนั้ ภายใตก้ ารดแู ลของกรงุ เทพมหานครฯ ร่วมกบั การ
ในการเปรยี บเทยี บเฉพาะมติ เิ ฉพาะปัจจยั ถอื วา่ ทดสอบสมมตฐิ าน
คณุ คา่ ทางสงั คม มกี ารรบั รสู้ งู กวา่ มลู คา่ ทางการเงนิ 115 ปที ่ี 40 ฉบับที่ 2 มนี าคม-เมษายน 2564
วารสารมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
ภาพท่ี 2 ผลการวเิ คราะหต์ ัวแบบด้วยการปรบั ตวั แปรเชิงประจักษม์ ีความสมั พนั ธ์กนั
ภาพที่ 2 ผลการวเิ คราะหต์ วั แบบดว้ ยการปรบั ตวั แปรเชงิ ประจกั ษ์มคี วามสมั พนั ธก์ นั
ตารางที่ 2 ค่าดชั นีความกลมกลืนเหมาะสมจากการวเิ คราะห์ตวั แบบตามกรอบแนวคิด
ตารางท2่ี ค่าดดชัชั นนคี า่ีความกลมคกา่ลนื คเหา่ มมาาตะคสร่ามฐมาาจตนgารoทกฐoากd่ี นาfiทtรร่ี วะเิดครบั ะรดาะบั หต์ วั แรบะบดบัตามอกา้ รงออบงิ แนวคดิ อ้างองิ
ดชั นี
X2/df 2.820 ระดบั good <f=it3.00 Good f it Wheaton et al., (1977)
2 / dRfMSEA 2.820 0.078 <= 3.00 < 0.08 GooMdefdiitocre f it WheaMtaocnCaelltuma le.,t a(l1.,9 (17979)6)
RMSEANFI 0.078 0.801 < 0.08 > 0.90 MedAiocccerpetabfilte MacCBaolllleunm (19e9t0)al., (1996)
NFI CFI 0.801 0.826 > 0.90 > 0.90 AcceApccteapbtaleble BollenHu( 1& 9B9e0nt)ler (1999)
CFI GFI 0.826 0.826 > 0.90 > 0.90 AcceApccteapbtaleble Hu &SBhaermntal eert a(l1., 9(29090)5)
IFI 0.881 > 0.90 Acceptable Miles & Shevlin (2007)
RMR 0.048 < 0.05 Good f it Byme (1998)
หมายเหตุ ผลจากการรันดว้ ย AMOS
การสนับสนนุ เครือข่าย การใช้ประโยชนจ์ ากการรวมกลมุ่ ของ 116 สบโชค ณ ศรโี ต, ระพีพรรณ พริ ยิ ะกลุ , นภาพร ขันธนภา
ผปู้ ระกอบการขนาดเล็ก และความไว้วางใจในการสนับสนนุ ของ...
จากตารางที่ 2 ผลการทดสอบในตวั แบบ ประการ คือความซับซ้อนของตัวแบบ (จำ�นวน
โดยใชค้ า่ มาตรฐานความกลมกลนื 8 คา่ ปรากฏวา่ ตัวแปรเชิงประจักษ์ และตวั แปร Construct) และ
ผลผา่ นเกณฑด์ ี 2 คา่ (Good fit) ผลผา่ นเกณฑ์ดี ขนาดตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์โดยทั่วไปค่า
ปานกลาง(Mediocre fit) มี 2 ค่า ผลผ่านเกณฑร์ บั p-value > 0.05 สง่ ผลใหม้ ักไมใ่ ชก้ นั ในการตดั สิน
ได้ (Acceptable) มี 4ค่า ส่วนคา่ p ไม่ไดน้ ำ�มาใช้ (Schlermelleh-Engel et al., 2003 ;
เพราะการใชค้ า่ p–value > 0.05 เพอื่ การตรวจสอบ Vandenberg, 2006) ดังน้ันผลการวิเคราะห์ตัว
ความเหมาะสม มักใช้ไม่ใช้กันด้วยเหตุผลที่ค่า แบบกรอบแนวคดิ ถอื วา่ ความเหมาะสมอยเู่ กณฑ์
ดังกล่าวมักจะไม่เสถียรขึ้นกับ สาเหตุสอง พอใช้
ตารางที่ 3 การทดสอบสมมติฐานตามกรอบแนวคดิ งานวิจัย
สมมติฐาน คา่ สมั ประสทิ ธิ์ t-test p-value สรปุ ผล
FN -> EC 0.324* 2.364 0.018 สนบั สนุน
0.599 ไมส่ นับสนุน
LS -> EC 0.064 0.525 0.000 สนบั สนนุ
0.000 สนับสนุน
TR -> ED 0.218*** 3.637 0.000 สนบั สนุน
0.000 สนับสนุน
FN -> ED 0.329*** 3.734 0.283 ไมส่ นบั สนนุ
0.632 ไม่สนบั สนนุ
ED -> FV 1.563*** 4.147
ED -> SV 1.521*** 3.939
EC -> SV -0.119 -1.073
EC -> FV -0.054 -0.479
หมายเหต:ุ เกณฑต์ ดั สินคอื * ร้อยละ 5, ** รอ้ ยละ 1, และ *** ร้อยละ 0.1
จากตารางท่ี 3 ผลการทดสอบสมมตฐิ าน สามารถสรา้ งผลก�ำ ไรตอ่ บรษิ ทั และในทางออ้ มคอื
ตามกรอบแนวคิดการวิจัย พบว่า ความผูกพัน การจา้ งงานเฉลยี่ เพม่ิ ขนึ้ ถงึ 10.6% ซง่ึ นบั วา่ สรา้ ง
ต่อการใชน้ โยบายของภาครัฐ (ED) มีอทิ ธิพลต่อ มูลค่าทางการเงินและคุณค่าให้กับสังคมในการ
มลู ค่าทางการเงิน (FV) และ ความผูกพนั ตอ่ การ สร้างงานในพ้ืนที่ต่างๆ ทำ�ให้สามารถทำ�งานใน
ใช้นโยบายของภาครัฐ (ED) มีอิทธิพลต่อคุณค่า พื้นที่ได้ ครอบครัวมีความสุข ยกระดับคุณภาพ
ทางสังคม (SV) สนับสนุนงานศึกษาในอดีตดังน้ี ชีวิตของแรงงาน และยังเป็นการรักษาประเพณี
ผลการศึกษาของ Fabio Bertoni et.al. (2017) ของชมุ ชนอกี ดว้ ย
ศึกษาเกี่ยวกับการเติบโตของการจ้างงานสำ�หรับ ในส่วนบพุ ปจั จยั ท้งั 3 คือ การสนบั สนนุ
ผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับสินเช่ือสนับสนุนจาก เครอื ขา่ ย การใชป้ ระโยชนจ์ ากความเขม็ แขง็ ของผู้
รัฐบาลที่เกี่ยวข้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ได้รับ ประกอบการขนาดเล็ก และความไว้วางใจ ท่ีมผี ล
การสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานรฐั บาลสเปนระหวา่ งปี ตอ่ มลู คา่ ทางการเงนิ และ คณุ คา่ ทางสงั คม พบวา่
2005 และ 2011 พบวา่ ความผกู พันจากการทรี่ ัฐ การสนับสนุนเครือข่าย มีอิทธิพลรวมสูงสุดต่อ
สนบั สนนุ การเขา้ ถงึ แหลง่ เงนิ ทนุ ท�ำ ใหผ้ ปู้ ระกอบ คณุ คา่ ทางสงั คม คอื 0.516 และอทิ ธพิ ลรวมสงู สดุ
วารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม 117 ปที ี่ 40 ฉบับท่ี 2 มนี าคม-เมษายน 2564
ต่อมูลค่าทางการเงิน คือ 0.504 รองลงมาคือ ศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็ก (EC)
ความไว้วางใจ มีอิทธิพลรวมต่อคุณค่าทางสังคม ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างจากงานศึกษาของ Gilbert
คือ 0.427และอิทธิพลรวมต่อมูลค่าทางการเงิน (2017) เร่ือง การใช้ประโยชน์จากการแบ่งปัน
คือ 0.399 ผลการวิจัยนี้อาจเป็นตามข้อจำ�กัด ความรู้เพ่ือนำ�ไปสร้างนวัตกรรม หรืองานของ
ดงั กลา่ วมาแลว้ ในชว่ งโรคระบาดโควดิ 19 จงึ ท�ำ ให้ Huan Zou et.al., (2010) เร่ือง การใช้ประโยชน์
ผลการศึกษาคือการสนับสนุนเครือข่ายอิทธิพล จากกลยทุ ธใ์ นการลงทนุ ใหมส่ ง่ ผลตอ่ ศกั ยภาพใน
รวมต่อคุณค่าทางสังคมสูงกว่ามูลค่าทางการ ความสามารถด้านเทคโนโลยีและความสามารถ
เงนิ เช่นเดียวกบั อทิ ธพิ ลของ ความไวว้ างใจ แต่ ด้านเครือข่าย โดยการเช่ือมโยงระหว่างความ
อย่างไรก็ตามผลงานวิจัยน้ีก็ยังแสดงถึงจุดเด่น สามารถด้านเทคโนโลยีและความสามารถด้าน
ในวัฒนธรรมไทยท่ีเน้นการสร้างสังคมท่ีเป็นสุข การใช้เครือข่ายสนับสนุน ทั้งนี้เป็นเพราะจาก
ถึงแม้มูลค่าทางการเงินจะได้รับน้อยลงแต่คุณค่า ผลข้อมูลเชิงประจักษ์ของลักษณะธุรกิจพบว่า
ทางสงั คมก็ยงั ปรากฏใหเ้ ห็น ประเภทธุรกิจไม่มีความหลากหลายมาก ซึ่งโดย
นัยเดียวกันผลการสอบสมมติฐานของ ศักยภาพ
อภปิ รายผล ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก (EC) ไม่มีอิทธิพล
ต่อ มูลค่าทางการเงิน (FV) รวมท้ังศักยภาพ
การสนับสนุนเครือข่าย (FN) มีอิทธิพล ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก (EC) ไม่มีอิทธิพล
ต่อศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็ก (EC) ต่อคุณค่าทางสังคม (SV) ก็อธิบายด้วยเหตุผล
และ การสนับสนุนเครือข่าย (FN) มีอิทธิพลต่อ เดียวกนั น้ี
ความผูกพันต่อการใช้นโยบายของภาครัฐ (ED) ความไว้วางใจ (TR) มีอิทธิพลต่อการ
สนับสนนุ งานศกึ ษาของ Arent & Janet (2003) ความผูกพันต่อการใช้นโยบายของภาครัฐ (ED)
ท่ีอธิบายว่า การที่เครือข่ายอันประกอบด้วย รัฐ เน่ืองจากระดับของความไว้วางใจในรัฐบาลเป็น
ชุมชน สังคมและผู้ประกอบการด้วยกันเองเข้า ส่ิงจำ�เป็นสำ�หรับการดำ�เนินงานท่ีเป็นธรรมและ
มาร่วมสนับสนนุ ก็จะทำ�ให้ผูป้ ระกอบการ ได้เข้า มีประสิทธิภาพของรัฐ เช่น การปฏิบัติตามหลัก
ถึงแหล่งทรัพยากร ท่ีจะใช้ในการนำ�ไปทำ�ธุรกิจ นิติธรรมหรือการให้บริการสาธารณะขั้นพ้ืนฐาน
นอกจากนี้ Dennis P. et.al., (2014) ท่ีทำ�การ และการให้บริการโครงสร้างพ้ืนฐาน และเป็นตัว
วิเคราะห์เชิงทฤษฎีบทบาทของเครือข่ายทาง ขับเคล่ือนหลักของความไว้วางใจในรัฐบาล ตาม
สังคมว่าเครือข่ายเหล่านี้มีบทบาทในการส่ง การศึกษาของ Johnston, Krahn & Harrison
เสริมความรู้และลดความไม่แน่นอนในการทำ� (2006); Blind (2007) รวมท้ังยังสนับสนนุ ทฤษฎี
ธุรกิจ สว่ นงานวิจยั ของ Mastura Abdul-Rashid Commitment & Trust Theory ที่ Bourdeau
& Muhammad-Hijas (2009) ท่ีใช้ทฤษฎี (2005) ท่ีอธิบายว่า ถ้าผู้ให้บริการสร้างความ
เครือข่ายทางสังคมในการเชื่อมโยงการพัฒนา ม่ันใจให้กับลูกค้าว่าจะเป็นที่พ่ึงพาอาศัยได้ความ
ความสามารถของผูป้ ระกอบการ พบวา่ เครือข่าย ซื่อสัตย์จริงใจ ความมีสมรรถนะในการให้บริการ
อนั ประกอบดว้ ย ผรู้ บั เหมา ทปี่ รกึ ษาและคคู้ า้ วสั ดุ และมีการให้บริการอย่างตรงไปตรงมาและเป็น
สามารถสนับสนุนทำ�ให้ธุรกิจประสบความสำ�เร็จ ประโยชนร์ วมทงั้ ความสามารถในการปรบั เปลยี่ น
ในอุตสาหกรรมทอ่ี ย่อู าศัย รูปแบบการบริการให้ทันต่อความต้องการต่อไป
การใช้ประโยชน์จากความเข็มแข็งของ
ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (LS) ไม่มีอิทธิพลต่อ
การสนบั สนนุ เครือข่าย การใชป้ ระโยชนจ์ ากการรวมกล่มุ ของ 118 สบโชค ณ ศรโี ต, ระพพี รรณ พิริยะกุล, นภาพร ขนั ธนภา
ผูป้ ระกอบการขนาดเลก็ และความไวว้ างใจในการสนบั สนุนของ...
ในอนาคตได้โดยองค์ประกอบท้ังหมดน้ีมีความ คู่แข่งขันกันเองซ่ึงจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ
สัมพันธก์ บั ความจงรักภกั ดเี ชงิ ทศั นคติ ซง่ึ เมอ่ื นำ� เกื้อหนุนต่อกันเพ่ือผลประโยชน์ร่วม ในส่วนที่
มาประยกุ ตก์ ห็ มายถงึ การกระท�ำ ของหนว่ ยงานรฐั เป็นข้อดีที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน
ท่ีให้ต่อผู้ประกอบการในโครงการ นอกจากน้ีผล คือการท่ีรัฐอำ�นวยประโยชน์เรื่องสถานท่ีและ
การศกึ ษายังสนับสนุนงานของหนว่ ยงานระหว่าง สาธารณูปโภค นอกจากนี้ ในส่วนของความไว้
ชาติ (OECD, 2013) ในสว่ นของ ประสทิ ธภิ าพและ วางใจความสัมพันธ์ในการดำ�เนินงานภายใต้
การกำ�กบั ดูแลนโยบายของรฐั บาลทดี่ ี ผลสรปุ คอื นโยบายภาครัฐ ก็ควรต้องมีการกำ�หนดให้เป็น
การใช้นโยบายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ จะทำ�ให้ มาตรฐานและปฏิบัติตามอย่างเปน็ ธรรมาภิบาล
ชุมชนมีความไว้วางใจและผูกพันต่อนโยบายดัง
กลา่ ว นอกจากนใี้ นงานศกึ ษาของ Gyorffy (2013) ขอ้ เสนอแนะและขอ้ จำ�กดั การวิจยั
เรอื่ ง นโยบายเศรษฐกจิ และความไวว้ างใจ ทพ่ี บวา่
ระบบเศรษฐกิจและการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ การวิจัยคร้ังเก็บข้อมูลในช่วงท่ีไวรัส
ในนโยบายท่ีตรงต่อความต้องการ จะเพิ่มความ โควิด 19 ยังปรากฏอยู่และรัฐมีมาตรการเพ่ือ
เชื่อมั่นในความไว้วางใจและนำ�ไปสู่ความผูกพัน ป้องกันการระบาด ข้อกำ�หนดเหล่านี้ส่งผลให้
ตอ่ โครงการดังกลา่ ว ข้อมูลท่ีปรากฏอยู่ภายใต้มาตรการของรัฐ ไม่
ได้เป็นตามปกติอย่างในอดีต ดังนั้นงานวิจัยใน
ประโยชนท์ ่ไี ด้รับจากการวจิ ยั อนาคตที่การมีชีวิตของประชาชนเป็นแบบ วิถี
ชวี ติ ใหม่ (new normal) อาจจะมรี ปู แบบทแี่ ตกตา่ ง
ผลการศึกษาครั้งน้ีแสดงถึงจุดแข็ง จุด ไปจากอดีตจึงเป็นประเด็นที่ควรทบทวนทำ�การ
อ่อนของปัจจัยที่ใช้บริหาร ในส่วนที่ต้องมีการ วิจัยซำ้�เพื่อดูความแตกต่าง นอกจากนั้น ถ้ามี
พัฒนาคือการสนับสนุนเครือข่ายหน่วยราชการ การกำ�หนดนโยบายสัดส่วนความแตกต่างของ
ควรต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการออกแบบ ประเภทธุรกิจท่ีเข้ามาในโครงการประชารัฐ แล้ว
และการบริหารจัดการร่วมกัน เพ่ือให้ธุรกิจมี ศึกษาตัวแบบน้ีก็น่าจะได้ผลแตกต่างในส่วนของ
ความหลากหลายมากข้ึน เพราะจะทำ�ให้ การ ปัจจัยการสนับสนุนเครือข่ายท่ีเข้มแข็งยิ่งขึ้นและ
ใช้ประโยชน์จากความเข็มแข็งของผู้ประกอบ น�ำ ไปสตู่ ัวแบบการทำ�ธรุ กจิ เพอ่ื สงั คมที่เหมาะสม
การขนาดเล็กได้มีพลังมากขึ้นแทนท่ีจะมาเป็น
Reference
Arent, G., & Janet, W.S. (2003). Social Networks and Entrepreneurship. Entrepreneurship:
Theory and Practice, 28(1), 1-22 September 2003
Blind, P.K. (2007). Building trust in government in the twenty-first century: Review of literature
and emerging issues. in 7th Global Forum on Reinventing Government Building Trust
in Government, pp. 26-29.
Bollen, K.A. (1990). Overall fit in covariance structure models: Two types of sample size
effects. Psychological Bulletin, 107(2): 256-259
วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 119 ปที ่ี 40 ฉบบั ที่ 2 มนี าคม-เมษายน 2564
Bourdeau, L.B. (2005). A new examination of service loyalty: Identification of the antecedents
and outcomes of additional loyalty framework. Doctoral Thesis, Florida University.
Gainesville, Florida.
Bricci, L. et al. (2016). The Effects of Trust, Commitment and Satisfaction on Customer Loyalty
in the Distribution Sector. Journal of Economics, Business and Management, Vol. 4,
No. 2.
Byrne, D.S. (1998). Complexity Theory and the Social Sciences: An Introduction. Routledge:
Abingdon. New York.
Castells, M. & Cardoso, G. (2006). The Network Society: From Knowledge to Policy.
Washington, DC. March 2006.
Dennis, P. et al. (2014). A Theoretical Analysis of the Role of Social Networks in
Entrepreneurship. Research Policy, 43: 1157-1163
Dollinger, S.J. (2003). Need for uniqueness, need for cognition, and creativity. J. Creat.
Behav. 37: 99–116.
Dredge, D. (2006). Policy Networks and the Local Organization of Tourism. Tourism
Management, 27(2): 269-280
Eckhardt, T.J. & Shane, A.S. (2003). Opportunities and Entrepreneurship. Journal of
Management, 29(3): 333-349
Freire, P. (2000). Pedagogy of the oppressed. New York: Bloomsbury Publishing.
Gilbert E. and Jones III, D.M. (2017). Knowledge sharing and technological innovation:
The effectiveness of trust, training, and good communication. Cogent Business &
Management, 4(1): 1387958
Gyorffy, D. (2013). Institutional Trust and Economic policy. Central European University Press,
Budapest.
Hair, J.F., Black, et al. (2006). Multivariate data Analysis. 6th ed., Pearson Education
International, Upper Saddle River.
Hart, O. (2003). Incomplete Contracts and Public Ownership: Remarks, and An Application
to Public-Private. The Economic Journal, Vol. 113, No. 486, Conference Papers
(Mar.,2003), pp.C69-C76.
Hu, L.T. & Bentler, P.M. (1999). Cutoff Criteria for Fit Indexes in Covariance Structure
Analysis: Conventional Criteria versus New Alternatives. Structural Equation
Modeling, 6: 1-55.
Huan Zou et al. (2010). Knowledge Management and Growth Strategies: Evidence from
Chinese Knowledge-Intensive New Ventures Resources. Efficiency and Globalization,
212-232
การสนบั สนุนเครอื ขา่ ย การใช้ประโยชนจ์ ากการรวมกลุ่มของ 120 สบโชค ณ ศรีโต, ระพพี รรณ พริ ยิ ะกุล, นภาพร ขนั ธนภา
ผปู้ ระกอบการขนาดเล็ก และความไว้วางใจในการสนบั สนนุ ของ...
Johnston, W., Krahn, H. and Harrison, T. (2006). Democracy, Political Institutions, and
Trust: The Limits of Current Electoral Reform Proposals. The Canadian Journal of
Sociology, 31(2): 165-182.
Kreiner, K. & Schultz, M. (1993). Informal Collaboration in R & D. The formation of Networks
Across Organizations. Organization Studies, 14(2): 189-209.
MacCallum, R.C., Browne, M.W. and Sugawara, H.M. (1996). Power Analysis and
Determination of Sample Size for Covariance Structure Modeling. Psychological
Methods, 1(2): 130-49.
Mastura J., Abdul-Rashid & Muhammad-Hijas. (2009). The Use of Social Network Theory on
Entrepreneur’s Linkages Development. Theoretical and Empirical Researches in Urban
Management, 4(1): 101-119.
Miles J. & Shevlin M. (2007). A time and a place for incremental fit indices. Contribution to
journal, 42(5).
Ministry of Interior: www.market.moi.go.th
Noor & Naziruddin. (2018). The leverage of entrepreneur skills and entrepreneur traits to
business success: a case study of Pakistan’s marble industry. Int. J. Entrepreneurship
and Small Business, 33(3): 2018.
OECD (2013). Government at a Glance 2013. OECD Publishing, Paris.
Özer, Ö. et al. (2011). Supply Chain Sourcing Under Asymmetric. Information Production and
Operations Management, 20(1): 92-115.
Schermelleh-Engel, K., Moosbrugger, H., & Müller, H. (2003). Evaluating the Fit of Structural
Equation Models: Tests of Significance and Descriptive Goodnessof-Fit Measures.
Methods of Psychological Research Online, 8(2): 23-74.
Secretariat of the House of Representatives. (2018). National News Bureau & Public Relations:
http://nwnt.prd.go.th
Sharma, A. & LaPlaca, P. (2005). Marketing in the emerging era of build-to-order manufacturing.
Industrial Marketing Management, 34: 476-486.
Sloep, P.B. (2009). Fostering Sociability in Learning Networks through Ad-Hoc Transient
Communities. In M. Purvis & B.T.R. Savarimuthu (Eds.), Computer-Mediated Social
Networking. First International Conference, ICCMSN 2008, LNAI5322 (pp.62-75).
Heidelberg, Germany: Springer.
Sun, Z. and Qing-Yan Liu (2006). Market Environment, Entrepreneurship and Firm
Performance. Economist, 4: 110-117.
True, J. & Mintrom, M. (2001). Transnational Networks and Policy Diffusion: The Case of Gender
Mainstreaming. International Studies Quarterly, 45(1): 27-57.
วารสารมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม 121 ปีที่ 40 ฉบับท่ี 2 มีนาคม-เมษายน 2564
Vandenberg, R.J. (2006). Statistical and Methodological Myths and Urban Legends.
Organizational Research Methods, 9(2): 194-201.
Westland C.J. (2010). Erratum: Lower bounds on sample size in structural equation modeling.
Electronic Commerce Research and Applications (2010) 9: 6 (476-487)
Wheaton et al. (1977). Assessing Reliability and Stability in Panel Models. Sociological
Methodology, 8(1): 84-136.
Williams, R. & Hayes, J. (2013). Literature review: seminal papers on ‘Shared value’. Oxford
Policy Management. (January 2013) 1-27
Zainab, A. et al. (2010). Online Trust: Definition and Principles. Conference Paper (PDF Avail-
able) October 2010.
การพัฒนาแนวทางดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของ
สถาบันอาชีวศึกษาเอกชน สงั กดั ส�ำ นกั งานอาชีวศกึ ษาจงั หวัดขอนแกน่
Development of Guidelines for the Implementation of a Vocational Student
Care System for Private Vocational Institutes in Khon Kaen Vocational Office
อาภากร แสวงการ1, ฐติ ิวรดา พลเยย่ี ม2
Apagorn Savaengken1, Titiworada Polyiem2
Received: 20 June, 2020 Revised: 11 August 2020 Accepted: 16 September 2020
บทคดั ย่อ
การวจิ ยั ในครง้ั นมี้ คี วามมงุ่ หมายเพอ่ื ศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั และสภาพทพ่ี งึ ประสงค์ และพฒั นาแนวทางการ
ดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบันอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงาน
อาชวี ศึกษาจังหวัดขอนแก่น การวจิ ัยน้ีดำ�เนนิ การวจิ ัยออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศกึ ษาสภาพ
ปจั จบุ นั สภาพทพี่ งึ ประสงคแ์ ละความตอ้ งการจ�ำ เปน็ ของการด�ำ เนนิ งานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี น
อาชีวศึกษาของสถาบันอาชีวศึกษาเอกชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำ�นวน
245 คน เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู คอื แบบสอบถาม ท่ีมคี า่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IOC)
อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าอำ�นาจจำ�แนก อยู่ระหว่าง 0.66-0.88 และมีค่าความเช่ือมั่น อยู่ระหว่าง
0.96-0.98 สถิติท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ได้แก่ ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ
ความตอ้ งการจ�ำ เปน็ ระยะที่ 2 การพฒั นาแนวทางด�ำ เนนิ งานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษา
ของสถาบนั อาชวี ศกึ ษาเอกชน สงั กดั สำ�นกั งานอาชีวศกึ ษาจงั หวดั ขอนแกน่ โดยกลมุ่ ผใู้ หข้ ้อมลู ได้แก่
ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแนวทาง จำ�นวน 7 คน ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ัยปรากฏดงั นี้
1. สภาพปัจจุบันของการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบัน
อาชีวศึกษาเอกชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ
มาก ส่วนสภาพท่ีประสงค์ของการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบัน
1 นสิ ติ ระดับปริญญาโท สาขาการบริหารและพฒั นาการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
โทร. 083-783- 8952 อีเมล: [email protected]
2 ภาควชิ าหลักสตู รและการสอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
โทร. 093-564-2299 อเี มล: [email protected]
1 Master Student Major Educational Administration and Development Faculty of Education Mahasarakham University.
Tel. 083-783- 8952 อีเมล: [email protected]
2 Department of Curriculum and Instruction Faculty of Education Mahasarakham University Tel. 093-564-2299
E-mail: [email protected]
วารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 123 ปที ่ี 40 ฉบับท่ี 2 มีนาคม-เมษายน 2564
อาชีวศึกษาเอกชน โดยรวมอย่ใู นระดับมากทสี่ ดุ เมื่อพิจารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ ส่วนใหญ่อยู่ในระดบั
มากทส่ี ดุ และล�ำ ดบั ความตอ้ งการจ�ำ เปน็ พบวา่ ดา้ นการปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หา มคี วามตอ้ งการจ�ำ เปน็
มากทสี่ ดุ รองลงมาคือ ดา้ นการส่งเสรมิ พฒั นานกั เรยี น และด้านการสง่ ต่อนกั เรยี น ตามล�ำ ดบั
2. การพัฒนาแนวทางการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบัน
อาชวี ศกึ ษาเอกชน สงั กดั ส�ำ นกั งานอาชวี ศกึ ษาจงั หวดั ขอนแกน่ ประกอบดว้ ย 5 สว่ น ไดแ้ ก่ 1) หลกั การ
และเหตุผล การพัฒนาเด็กและเยาวชนลดความสำ�คัญลง ขาดภูมิคุ้มกันและไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
ต่อการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว 2) ความมุ่งหมาย เพ่ือเป็นกรอบในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือ
ผเู้ รยี น 3) กลไก ใชห้ ลกั การแนวคดิ วงจรคณุ ภาพ PDCA ในทางการด�ำ เนนิ งานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื
ผู้เรียน 4) แนวทางการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา แบ่งออกเป็น 5 ด้าน
คือ 4.1) ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ใช้การวางแผนและจัดเก็บข้อมูลผู้เรียนอย่างรอบด้าน
4.2) ดา้ นการคัดกรองนักเรยี น ครสู ามารถคัดกรองผเู้ รยี นได้อยา่ งแมน่ ย�ำ 4.3) ด้านการสง่ เสรมิ พัฒนา
นกั เรยี น โดยสง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นไดพ้ ฒั นาตนเองดว้ ยกจิ กรรมทหี่ ลากหลาย 4.4) ดา้ นการปอ้ งกนั และแกไ้ ข
ปัญหา ใชก้ ารติดตามช่วยเหลอื ผเู้ รยี นอย่างต่อเน่อื ง 4.5) ดา้ นการส่งตอ่ นกั เรียน เพ่อื ใหน้ ักเรียนได้รบั
การแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม 5) เง่ือนไขความสำ�เร็จ โดยผลการประเมินความเหมาะสมและความ
เปน็ ไปไดข้ องแนวทางการด�ำ เนนิ งานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษาของอาชวี ศกึ ษาเอกชน
โดยรวมมคี วามเหมาะสมอยู่ในระดบั มากท่สี ุด และความเปน็ ไปได้อย่ใู นระดับมากทส่ี ุด
ค�ำ สำ�คญั : ระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผูเ้ รียน, อาชีวศกึ ษา
Abstract
This research aimed to study the current state, desirable conditions, need and development
of guidelines for the implementation of a vocational student care system for private vocational
institutes in Khon Kaen vocational province. This research was divided into 2 phases. 1. study
of the current state, desirable conditions and need for the implementation of the vocational
student care system for private vocational institutes. The samples consisted of 245 school
administrators and teachers. The research instrument was a questionnaire with an Index of Item
Objective Congruence between 0.60-1.00, discrimination between 0.66-0.88 and a Reliability
between 0.96-0.98. The statistics used for analyzing data were frequency, percentage, mean,
standard deviation and priority need index. Phase 2. development of guidelines for the
implementation of the vocational student care system for private vocational institutes. Focus group
discussion included 7 professionals as informants. The research instrument was the evaluation
form. The statistics used for analyzing data were mean and standard deviation.
The results were as follows
1. The current state for the implementation of the vocational student care system for
private vocational institute was at a high level. Considering each side, it was found that most
of the institutes were in the middle level. Desirable conditions for the implementation of the
การพฒั นาแนวทางดำ�เนนิ งานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผู้เรียน 124 อาภากร แสวงการ, ฐิติวรดา พลเยยี่ ม
อาชวี ศึกษาของสถาบันอาชวี ศกึ ษาเอกชน สังกดั สำ�นักงาน...
vocational student care system for private vocational institutes were at the highest level.
Considering each side, it was found that most of the institutes were in the highest level.
Prevention and problem solving have the most needs followed by the promotion of student
development and student forwarding respectively.
2. The results of development of guidelines for the implementation of the vocational
student care system for private vocational institutes in Khon Kaen vocational province were
divided into 5 categories; 1) the principle, because child and youth development has become
less important has lack of immunity and is unable to adapt to the rapid changes 2) the purpose,
is to develop a framework for a system for taking care of students 3) the mechanism, using
the PDCA quality cycle concept 4) the guidelines for the implementation of the vocational
student care system were divided into 5 factors; 4.1) getting to know students individually, use
of comprehensive planning and storage of learners information 4.2) student screening, teachers
can accurately screen learners. 4.3) promoting student development, by encouraging learners
to develop themselves through a variety of activities 4.4) prevention and problem solving,
use constant monitoring to help learners 4.5) student forwarding, to provide students with
appropriate solutions 5) the success conditions. The results of possibility and suitability of
developing guidelines were at highest level.
Keywords: Student Care System, Vocational.
บทน�ำ เพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศ
ตา่ งๆ โดยเฉพาะในกลมุ่ อาเซยี น ซง่ึ ตอ้ งอาศยั การ
การจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา มี อาชวี ศกึ ษาเปน็ ปจั จยั ส�ำ คญั ในการพฒั นาคณุ ภาพ
ความสำ�คัญและมีความจำ�เป็นต่อการพัฒนา สมรรถนะกำ�ลังคน ให้มคี วามสามารถในด้านการ
ประเทศชาตใิ นดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง การ ผลติ และการบริการ มีทักษะความสามารถในการ
ปกครอง วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทงั้ นีเ้ พราะ ปฏบิ ตั งิ านอาชพี โดยส�ำ นกั งานคณะกรรมการการ
กระบวนการจัดการอาชีวศึกษามีจุดมุ่งหมาย อาชีวศึกษา มีหน้าที่ในการผลิตกำ�ลังคนประเทศ
ที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพท้ังใน อาชีวศึกษาจึงมีการส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน
ดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ สตปิ ญั ญา คุณธรรมจรยิ ธรรม ให้เป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย
เป็นผู้มีความสามารถในการประกอบอาชีพ จิตใจ สติปัญญา เป็นมีคุณธรรมจริยธรรม และ
เป็นท่ีพ่ึงของตนเองและผู้อื่นได้ จึง ได้วางแผน มีศักยภาพมีความสามารถในทักษะวิชาชีพ มี
ยุทธศาสตร์ในการผลิตและพัฒนากำ�ลังคน เพ่ือ คุณภาพ มาตรฐาน เป็นท่ียอมรับ ตรงกับความ
พรอ้ มรบั สถานการณก์ ารแขง่ ขนั กบั ประเทศตา่ งๆ ตอ้ งการของตลาดแรงงาน ผสู้ �ำ เรจ็ การศกึ ษาดา้ น
ทา่ มกลางการเปลยี่ นแปลงตามกระแสโลกาภวิ ตั น์ อาชีวศึกษาเป็นรากฐานสำ�คัญในการขับเคลื่อน
การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะเศรษฐกิจและการ ระบบเศรษฐกจิ ใหเ้ กดิ การพฒั นา สรา้ งความมงั่ คงั่
รวมกลุ่มเขตเสรีทางการค้า ซึ่งประเทศไทยต้อง
วารสารมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 125 ปที ี่ 40 ฉบบั ท่ี 2 มีนาคม-เมษายน 2564
ให้กับประเทศ แต่ในการจัดการเรียนการของ ไมส่ ามารถปรบั ตวั เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มและสงั คม
สถานศกึ ษา พบวา่ มปี ญั หาการออกกลางคนั เปน็ เพื่อนใหม่ได้ ทำ�ให้เกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยาก
จ�ำ นวนมาก เกดิ ผลกระทบตอ่ การพฒั นาก�ำ ลงั คน เรยี น ขาดเรยี นบอ่ ย ในทส่ี ดุ กไ็ มส่ ามารถสอบผา่ น
เขา้ สตู่ ลาดแรงงาน เกดิ ความสญู เปลา่ ในดา้ นเวลา ตามเกณฑท์ ่ีก�ำ หนดได้ ทำ�ให้เกดิ สภาวะการออก
และงบประมาณของรัฐและค่าใช้จ่ายของผู้เรียน กลางคันหรือออกก่อนที่จะสำ�เร็จการศึกษา ซึ่ง
(สำ�นักงานคณะกรรมการอาชวี ศกึ ษา, 2554) ถือว่าเป็นความสูญเสียทางการศึกษา ทำ�ให้การ
จากสภาพการณแ์ ละปญั หาต่างๆ แสดง ลงทุนของรัฐสูญเปล่า ที่ไม่สามารถผลิตกำ�ลังคน
ให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศในระยะท่ีผ่านมา ออกมาได้ตามท่ีต้องการ ส่งผลกระทบต่อระบบ
อยู่บนพื้นฐานของความไม่สมดุลของการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศและครอบครัวของนักเรียน
เพราะมุ่งพัฒนาในส่วนเศรษฐกิจ จนทำ�ให้การ เอง นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีก
พัฒนาเด็กและเยาวชนลดความสำ�คัญลงอยู่ใน หลายด้าน เช่น ปัญหาการว่างงาน และปัญหา
สภาวะทนี่ า่ เปน็ หว่ ง ขาดภมู คิ มุ้ กนั และไมส่ ามารถ ทางสังคมปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน
ปรับตัวได้ทันต่อการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว อาชีวศึกษาจึงเป็นผลกระทบต่อการลงทุนจัดการ
จ�ำ เปน็ ตอ้ งไดร้ บั การดแู ลชว่ ยเหลอื สง่ เสรมิ พฒั นา ศึกษาเป็นอย่างมาก ต้องใช้งบประมาณในการ
และป้องกนั แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้มคี วามสามารถ จัดซ้ือเครื่องมือ และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ฝึกหัดตาม
ในการปรับตัวและดำ�รงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างรู้ บทเรียนหรือตามใบงานเบิกเงินเป็นจำ�นวนมาก
เท่าทัน ปลอดภัยและมีความสุข (ส�ำ นกั งานคณะ เม่ือศึกษาสำ�เร็จตามหลักสูตรสามารถประกอบ
กรรมการอาชีวศกึ ษา, 2554) อาชีพหรือศึกษาต่อในระดับสูงข้ึนไปได้ หากไม่
จากรายการผลการจัดการศึกษา ส�ำ เรจ็ การศกึ ษาตามหลกั สตู รกจ็ ะท�ำ ใหเ้ กดิ ความ
อาชีวศึกษาของสำ�นักงานคณะกรรมการการ สูญเปล่าทางการศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามความ
อาชีวศึกษา ได้รายงานข้อมูลการออกกลางคัน คาดหวงั นนั้ จ�ำ เปน็ ตอ้ งมคี วามรว่ มมอื ความพรอ้ ม
ว่า มีนักเรียนอาชีวศึกษาจากสถานศึกษาท้งั 421 ความต้ังใจจริงในการพัฒนาผู้เรียนของบุคลากร
แห่ง มีนักเรียนท่อี อกกลางคนั แลว้ ทัง้ ส้ิน 33,109 ทุกคนในสถานศึกษา อีกทั้งมีการประสานความ
ราย คิดเป็นร้อยละ 13.03 ส่วนสาเหตุการออก ร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน รวมทั้งหน่วยงาน
กลางคันโดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก การมีผล ภายนอกท่ีเก่ียวข้องทั้งหมด ได้เข้ามามีบทบาท
การเรียนต�ำ่ กว่าเกณฑ์ การขาดเรียนบอ่ ย ปัญหา และมีส่วนร่วมความคิด ร่วมทำ� เป็นการสร้าง
การทะเลาะววิ าท ปญั หาชสู้ าว ตงั้ ครรภ์ ยาเสพตดิ เครือข่ายความร่วมมือกัน ซ่ึงจะเป็นรากฐานของ
เล่นการพนัน คบเพ่ือนกลุ่มเสี่ยง การเรียนใน การพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ต่อการพัฒนาผู้เรียน
สาขาที่ไม่ถนัด ครอบครัวมีปัญหาการหย่าร้าง (ส�ำ นักงานคณะกรรมการอาชีวศกึ ษา, 2554)
ครอบครัวมีฐานะยากจน ผู้ปกครองไม่ให้ความ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการพัฒนา
สำ�คัญกับการศึกษา (สำ�นักงานคณะกรรมการ แนวทางการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือ
การอาชีวศึกษา, 2557) สอดคล้องกับการศึกษา นกั เรยี น ตามประเดน็ แนวทางการด�ำ เนนิ งานตาม
ของปรญิ ญา มีสขุ (2559) พบว่า มีนกั เรียนสว่ น ระบบดแู ลช่วยเหลอื ผูเ้ รียน กระทรวงศึกษาธิการ
หนึ่งประสบความล้มเหลว เช่น มีปัญหากับการ (2547) ซงึ่ ผวู้ จิ ยั น�ำ มาสงั เคราะหแ์ ละคดั เลอื กจาก
เรียน ไม่ถนัดในประเภทหรือสาขาวิชาที่เรียน หลกั การทน่ี กั วชิ าการสว่ นใหญ่ มคี วามเหน็ ตรงกนั
การพัฒนาแนวทางดำ�เนินงานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผูเ้ รยี น 126 อาภากร แสวงการ, ฐติ ิวรดา พลเยยี่ ม
อาชีวศึกษาของสถาบนั อาชีวศึกษาเอกชน สงั กัดส�ำ นกั งาน...
ได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้าน วัตถุประสงค์
การคัดกรอง นักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนา
นักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้าน 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพ
การส่งต่อนักเรียน ซ่ึงผลการวิจัยจะเป็นแนวทาง ที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการดำ�เนินงานตาม
นำ�ไปสู่การพัฒนาการดำ�เนินงานระบบการดูแล ระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษาของสถาบนั
ช่วยเหลือนักเรียนของอาชีวศึกษา สถานศึกษา อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา
สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น จังหวัดขอนแกน่
ต่อไป 2. เพื่อพัฒนาแนวทางการดำ�เนินงาน
ตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของ
สถาบันอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงาน
อาชวี ศกึ ษาจงั หวดั ขอนแกน่
กรอบแนวคดิ 1. สภาพปจั จบุ ันและสภาพท่พี งึ ประสงคใ์ นการดำ�เนนิ งานตาม
ระบบดแู ลช่วยเหลือผู้เรยี น
ระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน 2. ความตอ้ งการจำ�เป็น (PNI) ในการพัฒนาระบบดแู ลชว่ ยเหลือ
1. ด้านการรู้จักนกั เรียนเป็นรายบคุ คล ผเู้ รยี น
2. การคัดกรองนักเรยี น 3. ศกึ ษาโรงเรียนทมี่ วี ธิ ีปฏบิ ัติท่ีดี (Best Practice)
3. การสง่ เสรมิ พฒั นานกั เรียน 4. การด�ำ เนินงานตาม PDCA
4. การป้องกันและแก้ไขปัญหา 5. แนวคิดทางการพฒั นาแนวทางการด�ำ เนินงานตามระบบดูแล
5. การส่งต่อนกั เรียน ช่วยเหลือผู้เรียนอาชวี ศกึ ษา
แนวทางการพฒั นาการดำ�เนินงานตามระบบดูแลชว่ ยเหลือผู้เรยี นอาชีวศึกษา
บริบทของอาชวี ศึกษาเอกชน สงั กดั สำ�นักงานอาชวี ศกึ ษาจังหวดั ขอนแก่น
วิธกี ารศกึ ษา ช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา โดยดำ�เนินการวิจัย
ออกเปน็ 2 ระยะ ดงั น้ี
การพฒั นาแนวทางด�ำ เนนิ งานตามระบบ ระยะท่ี 1 การศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั สภาพ
ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบัน ท่ีพึงประสงค์และความต้องการจำ�เป็นของการ
อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา ดำ�เนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
จังหวัดขอนแก่น เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณและ อาชีวศึกษาของสถาบันอาชีวศกึ ษาเอกชน สังกดั
คุณภาพ โดยศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพท่ี สำ�นกั งานอาชวี ศกึ ษาจังหวดั ขอนแกน่
พึงประสงค์ ความต้องการจำ�เป็น วิธีปฏิบัติท่ีดี
เพอ่ื พฒั นาแนวทางการด�ำ เนนิ งานตามระบบดแู ล
วารสารมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 127 ปที ่ี 40 ฉบับที่ 2 มนี าคม-เมษายน 2564
ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและครูของ ที่ดี (Best Practices) จากหน่วยงานท่ีประสบ
อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา ความสำ�เร็จ ด้านการดำ�เนินงานตามระบบการ
จงั หวัดขอนแก่น ปีการศกึ ษา 2561 จำ�นวน 476 ดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี น โดยเปน็ สถานศกึ ษาตน้ แบบ
คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูของ ท่ีมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนท่ีเข้มแข็ง หรือ
อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา สถานศึกษาทมี่ ีอัตราการออกกลางคันไม่เกินรอ้ ย
จังหวัดขอนแก่น ได้มาโดยวิธีการกำ�หนดขนาด ละ 5 ของนักเรียนทั้งหมด กลุ่มผู้ใหข้ ้อมลู ได้มา
กลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซ่ีและมอร์แกน โดยวธิ ีการเลอื กแบบเจาะจง ได้แก่ ผ้อู �ำ นวยการ
(Krejcie and Morgan, 1970) ได้กลุ่มตัวอย่าง สถานศึกษา รองผู้อำ�นวยการ หัวหน้ากลุ่ม และ
จำ�นวน 245 คน แล้วใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ครูผสู้ อน ใชว้ ิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
(Simple Random Sampling) Sampling) รวมเป็นผู้ให้ข้อมูลสถานศึกษาละ 4
เครื่องมือท่ีใช้ เป็นแบบสอบถาม คน จำ�นวน 3 สถานศึกษา รวมท้ังสิ้น 12 คน
(Questionnaire) เพื่อใช้ในการสอบถาม และได้นำ�ผลการศึกษามาใช้ในการจัดทำ�ร่างการ
สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการ พัฒนาแนวทางการดำ�เนินงานตามระบบการ
ดำ�เนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบัน
อาชวี ศกึ ษาของสถาบนั อาชวี ศกึ ษาเอกชน ซงึ่ ผา่ น อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา
การตรวจสอบจากผเู้ ชยี่ วชาญ โดยมคี า่ ดชั นคี วาม จงั หวัดขอนแกน่
สอดคล้อง (IOC) รายข้ออยู่ระหว่าง 0.60-1.00 2. การจัดท�ำ ร่างการพฒั นาแนวทางการ
ค่าอ�ำ นาจจ�ำ แนก (r) อยรู่ ะหวา่ ง 0.66-0.88 และ ดำ�เนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
คา่ ความเชอื่ มนั่ (α) ของแบบสอบถาม อยรู่ ะหวา่ ง อาชวี ศึกษาของสถาบนั อาชีวศึกษาเอกชน สังกัด
0.96-0.98 ส�ำ นกั งานอาชีวศึกษาจงั หวัดขอนแก่น โดยผวู้ ิจัย
การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่า ได้นำ�ผลการสังเคราะห์องค์ประกอบของระบบ
สถิติแบบแจกแจงความถ่ี (Frequency) ร้อยละ การดูแลช่วยเหลือผู้เรียน และสังเคราะห์ข้อมูล
(Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบน เชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร สัมภาษณ์
มาตรฐาน (Standard Deviation) และการหาคา่ และการสังเกตส่ิงที่พบเห็นในโรงเรียนท่ีมีวิธี
ดชั นคี วามตอ้ งการจ�ำ เปน็ (Priority Needs Index) ปฏิบตั ทิ ่ีเป็นเลิศ (Best Practices) แลว้ จัดท�ำ ร่าง
ระยะที่ 2 พฒั นาแนวทางด�ำ เนนิ งานตาม การพัฒนาแนวทางพร้อมคู่มือการสนทนากลุ่ม
ระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษาของสถาบนั (Focus Group Discussion)
อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา 3. การตรวจสอบยืนยัน/ประเมินความ
จงั หวดั ขอนแกน่ เหมาะสมและความเป็นไปได้ของการพัฒนา
1. ศกึ ษาวธิ กี ารด�ำ เนนิ งานตามระบบการ แนวทาง ผู้วิจยั ได้เรียนเชิญผู้ทรงคณุ วุฒิ จ�ำ นวน
ดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ผู้วิจัยได้นำ�ค่าดัชนีความ 7 คน รว่ มสนทนากลมุ่ (Focus Group Discussion)
ตอ้ งการจำ�เป็น มาใช้ในการจดั ล�ำ ดับความส�ำ คัญ เพ่ือยกร่างการพัฒนาแนวทางการดำ�เนินงาน
และความตอ้ งการพัฒนาระบบการดูแลชว่ ยเหลอื ตามระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา
ผู้เรียน ในการกำ�หนดกรอบเนื้อหา ขอบข่าย แล้วดำ�เนินการปรับปรุงแก้ไขและจัดทำ�การ
รายละเอียดข้อมูลเชิงลึกในการศึกษาวิธีปฏิบัติ พฒั นาแนวทางการด�ำ เนนิ งานตามระบบการดแู ล
การพฒั นาแนวทางด�ำ เนินงานตามระบบดแู ลช่วยเหลอื ผเู้ รียน 128 อาภากร แสวงการ, ฐติ วิ รดา พลเยีย่ ม
อาชวี ศกึ ษาของสถาบันอาชวี ศึกษาเอกชน สงั กดั ส�ำ นกั งาน...
ช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา ฉบับสมบูรณ์ จาก ต่อนักเรียน จำ�นวน 7 ข้อ โดยผลการศึกษาใน
นั้นได้ให้ผู้ทรงคุณวุฒิทำ�การประเมินการพัฒนา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.66, S.D.=0.87)
แนวทาง เสร็จแล้วได้นำ�ผลการประเมินมา เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ใน
วเิ คราะหห์ าค่าเฉล่ีย และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ระดบั มาก โดยดา้ นทม่ี คี า่ เฉลยี่ สงู สดุ คอื ดา้ นการ
ของความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการ รู้จกั นักเรยี นเปน็ รายบุคคล ( =3.76, S.D.=0.88)
พัฒนาแนวทางการดำ�เนินงานตามระบบการ รองลงมาคือ ด้านการคดั กรองนกั เรียน ( =3.70,
ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบัน S.D.=0.84) และด้านการสง่ ตอ่ นักเรียน ( =3.65,
อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา S.D.=0.85) ตามลำ�ดับ สว่ นสภาพทีป่ ระสงค์ของ
จงั หวดั ขอนแก่น การดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
อาชีวศกึ ษาของสถาบนั อาชีวศกึ ษาเอกชน สังกดั
ผลการศึกษา สำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น โดยรวม
อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.51, S.D.=0.67) เม่ือ
1. สภาพปจั จบุ นั ของการดำ�เนนิ งานตาม พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ สว่ นใหญอ่ ยใู่ นระดบั
ระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษาของสถาบนั มากท่สี ดุ โดยดา้ นท่มี คี ่าเฉลี่ยสูงสดุ คอื ดา้ นการ
อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา รจู้ กั นักเรียนเปน็ รายบคุ คล ( =4.53, S.D.=0.63)
จังหวัดขอนแก่น จากการศึกษาทฤษฎี ด้านการ และด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ( =4.53,
รจู้ กั นกั เรยี นเปน็ รายบคุ คล จ�ำ นวน 8 ขอ้ ดา้ นการ S.D.=0.67) รองลงมาคอื ดา้ นการสง่ ต่อนักเรยี น
คัดกรองนกั เรยี น จำ�นวน 5 ขอ้ ดา้ นการส่งเสริม ( =4.52, S.D.=0.67) และดา้ นการสง่ เสรมิ พัฒนา
พัฒนานักเรียน จำ�นวน 7 ข้อ ด้านการป้องกัน นกั เรยี น ( =4.48, S.D.=0.69) (ดงั ตาราง 1)
และแก้ไขปัญหา จำ�นวน 5 ข้อ และด้านการส่ง
ตารางท่ี 1 แสดงคา่ เฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานสภาพปจั จบุ นั สภาพทพี่ งึ ประสงค์ ดชั นคี วามตอ้ งการ
จ�ำ เป็นและลำ�ดับความตอ้ งการจำ�เป็น โดยรวม
องคป์ ระกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพท่ีพึงประสงค์ PNIModi- ลำ�ดับ
S.D. แปลผล S.D. แปลผล ความ
fied ตอ้ งการ
จำ�เป็น
1. ดา้ นการรจู้ กั นักเรยี นเปน็ รายบคุ คล 3.76 0.88 มาก 4.53 0.63 มากที่สดุ 0.20 4
2. ดา้ นการคัดกรองนักเรยี น 3.70 0.84 มาก 4.45 0.73 มาก 0.20 4
3. ดา้ นการส่งเสรมิ พัฒนานักเรยี น 3.54 0.85 มาก 4.48 0.69 มาก 0.27 2
4. ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา 3.42 0.91 ปานกลาง 4.53 0.67 มากท่สี ุด 0.32 1
5. ด้านการส่งต่อนกั เรยี น 3.65 0.85 มาก 4.52 0.67 มากทสี่ ดุ 0.24 3
โดยรวม 3.66 0.87 มาก 4.51 0.67 มากทสี่ ุด 0.23
วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 129 ปีท่ี 40 ฉบบั ท่ี 2 มีนาคม-เมษายน 2564
2. การพฒั นาแนวทางการด�ำ เนนิ งานตาม เป็นระยะอย่างสม่ำ�เสมอ ติดตามผลการศึกษา
ระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษาของสถาบนั ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล วิเคราะห์ สรุปผลข้อมูล
อาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษา การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลของผู้เรียนครบ
จังหวัดขอนแก่น ท่ีได้พัฒนาขึ้นจากการศึกษา ทกุ คน และน�ำ ผลการด�ำ เนนิ งานมาปรบั ปรงุ แกไ้ ข
สภาพปจั จุบนั สภาพทีพ่ ึงประสงค์ รวมถึงการจัด ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 4.2) ด้านการคัด
ล�ำ ดบั ความตอ้ งการในการพฒั นา เพอ่ื น�ำ ไปใชเ้ ปน็ กรองนักเรียน มีแนวทางการดำ�เนินงาน จำ�นวน
ขอ้ มลู ในการสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ และ สงั เคราะหข์ อ้ มลู 9 ขอ้ คอื สถานศึกษาจัดประชมุ เพื่อวางแผนการ
ที่ได้จากศึกษาการนำ�ระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ดำ�เนินการคัดกรองผู้เรียน จัดอบรมให้ความรู้
สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาท่ีมีวิธีปฏิบัติท่ีเป็น ครูผู้สอนในการดำ�เนินงานเพ่ือคัดกรองผู้เรียน
เลิศ ได้แนวทางท่ีพัฒนาขน้ึ ประกอบดว้ ย 5 สว่ น มีการบันทึกผู้เรียนตามแบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน
ไดแ้ ก่ 1) หลกั การและเหตผุ ล ซ่งึ จากการพฒั นา มีการประเมินพฤติกรรมผู้เรียน และแบบคัด
ประเทศในระยะทผี่ า่ นมา อยบู่ นพน้ื ฐานของความ กรองผเู้ รยี นตามเกณฑท์ ่ีกำ�หนด วิเคราะห์ขอ้ มลู
ไม่สมดุลของการพัฒนาเพราะมุ่งพัฒนาในส่วน ผู้เรียนจากระเบียนสะสม มีการคัดกรองผู้เรียน
เศรษฐกิจ จนทำ�ให้การพัฒนาเด็กและเยาวชน ออกเป็นทุกภาคการศึกษา และจัดเก็บอย่างเป็น
ลดความสำ�คัญลงอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง โดย ระบบ ยดึ หลกั เกณฑก์ ารคัดกรองของผเู้ รียนเป็น
ขาดภมู คิ มุ้ กนั และไมส่ ามารถปรบั ตวั ไดท้ นั ตอ่ การ รายบุคคล มีการติดตามผลการคัดกรองผู้เรียน
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำ�เป็นต้องได้รับการ อย่างสมำ่�เสมอ มีการรายงานผลการคัดกรอง
ดูแลช่วยเหลือ ส่งเสริมพัฒนาและป้องกันแก้ไข ไปยังส่วนงานท่ีเก่ียวข้อง สถานศึกษานำ�ผล
ปัญหาต่างๆ ให้มีความสามารถในการปรับตัว การติดตามมาใช้ในการปรับปรุงการดำ�เนินงาน
และดำ�รงชีวติ อยู่ในสงั คมอยา่ งร้เู ทา่ ทนั 2) ความ 4.3) ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน มีแนวทาง
มุ่งหมาย เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาระบบดูแล การด�ำ เนินงาน จ�ำ นวน 7 ข้อ คอื สถานศกึ ษามี
ชว่ ยเหลอื ผูเ้ รยี น 3) กลไก หลักการแนวคดิ วงจร แผนงานในการส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนท่ี
คณุ ภาพ PDCA ในทางการด�ำ เนนิ งานตามระบบ ครอบคลุมทุกกลุ่ม เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วน
ดูแลชว่ ยเหลือผเู้ รียน 4) แนวทางการด�ำ เนนิ งาน ร่วมในการกำ�หนดรูปแบบ กิจกรรม ตามความ
ตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา แบ่ง สนใจ จัดกิจกรรมโฮมรูม ประชุมผู้ปกครองช้ัน
ออกเป็น 5 ด้าน คือ 4.1) ด้านการรู้จักนักเรียน เรียน พัฒนาผู้เรียนด้วยกิจกรรม การติดตาม
เปน็ รายบคุ คล มแี นวทางการด�ำ เนนิ งาน จ�ำ นวน ผลการปฏิบัติงาน นำ�ผลการจัดกิจกรรมมาใช้ใน
12 ข้อ คือ การกำ�หนดแผนงาน โครงการ และ การปรับปรุงการจัดกิจกรรมอยู่เสมอ 4.4) ด้าน
กิจกรรมในการศึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคลเป็น การป้องกันและแก้ไขปัญหา มีแนวทางการ
ประจำ�ทุกภาคเรียน มอบหมายผู้สอนในศึกษา ด�ำ เนนิ งาน จ�ำ นวน 7 ข้อ คอื ด�ำ เนนิ การวางแผน
ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลอย่างชัดเจน สถานศึกษา ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้เรียน มีการให้
ส่งเสริมให้ครูผู้สอนมีทักษะในการเก็บรวบรวม คำ�ปรึกษาเบ้ืองต้น จัดให้การช่วยเหลือผู้เรียน
ขอ้ มลู การสังเกตพฤตกิ รรม การสัมภาษณ์ การ อย่างเป็นระบบ มีการประสานความช่วยเหลือ
เย่ียมบ้าน ศึกษาข้อมูล การเขียนบันทึกข้อมูล ในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้เรียน มีการติดตาม
แบบทดสอบพฤติกรรม ระเบียนสะสมของผเู้ รียน ดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ติดตามผลการดำ�เนินการ
เป็นรายบุคคล มีการติดตามผลการดำ�เนินงาน ป้องกันและแก้ปัญหาให้กับผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาแนวทางด�ำ เนนิ งานตามระบบดูแลชว่ ยเหลอื ผเู้ รียน 130 อาภากร แสวงการ, ฐติ ิวรดา พลเยี่ยม
อาชวี ศกึ ษาของสถาบนั อาชวี ศกึ ษาเอกชน สงั กดั สำ�นักงาน...
นำ�ผลการป้องกันและแก้ไขปัญหามาใช้ในข้อมูล สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น
ในการด�ำ เนนิ งานในครง้ั ตอ่ ไป 4.5) ดา้ นการสง่ ตอ่ โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น
นกั เรยี น มแี นวทางการด�ำ เนนิ งาน จ�ำ นวน 11 ขอ้ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก โดยด้านท่ีมีค่า
คือ สถานศึกษามีการวางแผนการส่งต่อผู้เรียน เฉลย่ี สงู สดุ คอื ดา้ นการรจู้ กั นกั เรยี นเปน็ รายบคุ คล
อย่างเป็นระบบ ดำ�เนินการส่งต่อภายในสถาบัน รองลงมาคือ ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้าน
การส่งต่อภายนอกสถาบัน ครูที่ปรึกษามีการ การสง่ ตอ่ นกั เรยี น ตามล�ำ ดบั สว่ นสภาพทป่ี ระสงค์
ส่งต่อภายในของผู้เรียนที่มีปัญหาไปยังครู ของการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือ
แนะแนว/ครวู ชิ าการใหค้ วามชว่ ยเหลอื ตอ่ ไป คณะ ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษาของสถาบนั อาชวี ศกึ ษาเอกชน
ครูร่วมกันวิเคราะห์และพิจารณาข้อมูลนักเรียน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น
ท่ีมีปัญหาเพื่อการส่งต่อภายนอก มีการส่งต่อ โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด เม่ือพิจารณาเป็น
นักเรียนให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกหรือหน่วยงานที่ รายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากท่ีสุด
เกยี่ วขอ้ งเพอ่ื ชว่ ยเหลอื ตอ่ ไป มกี ารท�ำ ความเขา้ ใจ โดยด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการรู้จัก
และช้ีแจงนักเรียนถึงความจำ�เป็นที่ต้องส่งต่อ นักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านการป้องกันและ
มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เก่ียวข้อง แก้ไขปัญหา รองลงมาคอื ดา้ นการสง่ ตอ่ นกั เรยี น
มีบันทึกการส่งต่อผู้เรียนเป็นลายลักษณ์อักษร และด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน เหตุท่ีเป็น
มีการติดตามผลการช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ เชน่ นเี้ นอื่ งจาก สถานศกึ ษาไดเ้ หน็ ถงึ ความส�ำ คญั
ชิดทั้งนักเรียนที่ได้รับการส่งต่อและไม่ได้ส่งต่อ ของระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นในการทจี่ ะเปน็ การ
ทุกครั้ง การนำ�ผลการดำ�เนินการส่งต่อผู้เรียน ส่งเสริมพัฒนาป้องกันและแก้ไขปัญหาเพื่อให้
มาใชป้ รบั ปรงุ การด�ำ เนนิ งานและ 5) เงอ่ื นไขความ นักเรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพมีคุณลักษณะท่ี
สำ�เร็จ โดยผู้บริหารสถานศึกษา ต้องกำ�กับดูแล พึงประสงค์ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่เข้มแข็ง
ให้การดำ�เนินงานเสริมสร้างให้กำ�ลังใจ และช่วย คุณภาพชีวิตท่ีดี มีทักษะการดำ�รงชีวิตและ
เหลือกันปฏิบัติงานอยู่เสมอ ผู้ปฏิบัติงานเห็น รอดพ้นจากวิกฤติทั้งปวง (กระทรวงศึกษาธิการ,
ความส�ำ คญั ประสานความร่วมมือ และส่งต่อกนั 2546) อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผู้เรยี น เปน็ ส่วนหนึ่งของ ของเยาวชนให้เติบโตงอกงาม เป็นบุคคลท่ี
การปฏบิ ตั งิ านประจ�ำ วนั และพรอ้ มทจี่ ะปฏบิ ตั งิ าน มีคุณค่าของสังคม (กรมสุขภาพจิต, 2546)
อยา่ งเตม็ ก�ำ ลงั โดยผลการประเมนิ ความเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั การวจิ ยั ของจฑุ าทพิ ย์ พงษา (2558)
และความเป็นไปได้ของแนวทางการดำ�เนินงาน ได้ทำ�การวิจัยเร่ืองสภาพ ปัญหาและแนวทาง
ตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของ การพัฒนาการดำ�เนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
อาชีวศึกษาเอกชน โดยรวมมีความเหมาะสม นักเรียน โรงเรียนในสังกัดสำ�นักงานเขตพื้นท่ี
อยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้อยู่ใน การศึกษา มธั ยมศกึ ษา เขต 19 พบวา่ สภาพการ
ระดับมากทสี่ ุด ดำ�เนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้แก่
การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล รองลงมาคือการ
สรุปและอภิปรายผล ส่งเสริมนักเรียน และการส่งต่อนักเรียน การคัด
กรอง นักเรียน และการป้องกันและแก้ไขปัญหา
1. จากผลการวจิ ยั ทพ่ี บวา่ สภาพปจั จบุ นั นกั เรียน และสอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของอษั ฎายทุ
ของการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือ โพธ์นิ อก (2558) ไดท้ �ำ การวิจัยเรื่องสภาพปญั หา
ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษาของสถาบนั อาชวี ศกึ ษาเอกชน
วารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 131 ปที ี่ 40 ฉบบั ที่ 2 มนี าคม-เมษายน 2564
และแนวทางการพัฒนาการดำ�เนินงานตาม คุณวุฒิดำ�เนินการตรวจสอบความเหมาะสมและ
ระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนของโรงเรียนสังกัด ความเปน็ ไปได้ โดยการด�ำ เนนิ การตามแนวทางน้ี
ส�ำ นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา มธั ยมศกึ ษา เขต 20 เปน็ กระบวนการทใ่ี ชก้ ารดำ�เนนิ งานตามแนวทาง
พบว่า สภาพการดำ�เนินงานตามระบบดูแล วงจรคณุ ภาพ PDCA ซงึ่ มงุ่ พัฒนาระบบดแู ลช่วย
ชว่ ยเหลอื นักเรียน อยูใ่ นระดับมาก เมอื่ พิจารณา เหลือผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง นำ�ปัญหาการดำ�เนิน
เป็นรายดา้ น พบว่า ทุกดา้ นอยู่ในระดบั มาก เรยี ง งานมาปรับแก้ไขในคร้ังต่อไปจนทำ�ให้ปัญหาน้ัน
ลำ�ดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้าน เสร็จส้ิน ทำ�ใหก้ ารพัฒนาแนวทางคร้ังนี้ สามารถ
การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการส่งเสริม ที่จะนำ�ไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา สอดคล้องกับ
นกั เรยี น ดา้ นการปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หานกั เรยี น งานวจิ ัยสมจติ ร ภูษา (2557) ได้ทำ�การวิจยั เรื่อง
ดา้ นการคัดกรองนักเรียน และดา้ นการสง่ ต่อ การดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
2. จากการวิจัยที่พบว่า การพัฒนา ในสถานศกึ ษาสงั กดั ส�ำ นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา
แนวทางการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือ มัธยมศึกษาเขต 20: กรณีศึกษาโรงเรียนปฏิบัติ
ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษาของสถาบนั อาชวี ศกึ ษาเอกชน งานเป็นเลิศ พบว่า การดำ�เนินงานตามระบบ
สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ดูแลช่วยเหลือนกั เรยี น ตามองคป์ ระกอบทสี่ �ำ คัญ
ประกอบดว้ ย 5 สว่ น ไดแ้ ก่ 1) หลกั การและเหตผุ ล 5 ประการ คือ 1. ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นราย
2) ความมงุ่ หมาย 3) กลไก 4) แนวทางการด�ำ เนนิ บคุ คล 2. การคดั กรอง 3. การสง่ เสริมและพฒั นา
งานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา นักเรียน 4. การป้องกันและแก้ไข 5. การส่งต่อ
แบง่ ออกเปน็ 5 ดา้ น คอื 4.1) ดา้ นการรจู้ กั นกั เรยี น และสอดคล้องกับการวิจยั ของณฎั ฐวิภา ค�ำ ปนั ศรี
เป็นรายบุคคล 4.2) ด้านการคัดกรองนักเรียน (2559) ได้ทำ�การวิจัยเร่ืองสภาพปัจจุบัน สภาพ
4.3) ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน 4.4) ด้าน ที่พึงประสงค์และแนวทางการพัฒนาการดำ�เนิน
การป้องกันและแก้ไขปัญหา 4.5) ด้านการส่งต่อ งานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถาน
นกั เรยี น และ 5) เงือ่ นไขความส�ำ เรจ็ โดยผลการ ศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัด สำ�นักงานเขตพื้นท่ีการ
ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ ศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 2 พบว่า
แนวทางการด�ำ เนนิ งานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผู้ แนวทางการพฒั นาการด�ำ เนนิ งานตามระบบดแู ล
เรียนอาชวี ศกึ ษาของอาชีวศึกษาเอกชน โดยรวม ชว่ ยเหลอื นกั เรยี น พบวา่ 1) ดา้ นการรจู้ กั นกั เรยี น
มีความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับ เปน็ รายบคุ คล ควรมเี ครอื่ งมอื ในการใชใ้ นขน้ั ตอน
มากที่สุด เหตุท่ีเป็นเช่นนี้เน่ืองจาก การพัฒนา การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างหลากหลาย
แนวทางในครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และ ครอบคลุมทุกรายละเอียดพฤติกรรมทุกด้านของ
งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลท่ีเช่ือถือได้ นกั เรยี นไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง และมกี ารวางแผนจดั การ
ทำ�ให้ไดต้ วั ชี้วัด องคป์ ระกอบของระบบช่วยเหลอื เวลา ในการออกเย่ียมบ้านนักเรียนให้ครบทุก
ผเู้ รยี นอยา่ งถกู ตอ้ ง แลว้ น�ำ ไปใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญตรวจ คน 2) ดา้ นการคัดกรองนักเรยี น มจี ัดอบรมเพือ่
สอบเพอื่ ความมนั่ ใจ แลว้ จงึ น�ำ ไปใชส้ อบถามกลมุ่ สร้างองค์ความรู้ ตามกระบวนการดูแลชว่ ยเหลือ
ตวั อยา่ ง ถงึ ความตอ้ งการในการพฒั นา แลว้ น�ำ ไป นักเรยี นใหก้ ับทกุ ฝา่ ยที่เกี่ยวขอ้ ง เพ่อื เกดิ ความรู้
สู่การศึกษาวิธีปฏิบัติท่ีดี จากสถานศึกษาท่ีมีชื่อ ความเข้าใจในกระบวนการ ทถี่ กู ต้อง พร้อมทงั้ มี
เสียง แล้วนำ�มาร่างแนวทาง และนำ�ไปให้ผู้ทรง การใช้เคร่ืองมือในการคัดกรองนักเรียนท่ีหลาก
หลาย 3) ดา้ นการส่งเสริมนกั เรยี น ควรมีการจดั
การพัฒนาแนวทางด�ำ เนินงานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลือผู้เรียน 132 อาภากร แสวงการ, ฐิตวิ รดา พลเยย่ี ม
อาชีวศึกษาของสถาบนั อาชีวศึกษาเอกชน สงั กัดสำ�นกั งาน...
งบประมาณเพ่ือสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ท่ีสนอง เหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบันอาชีวศึกษา
ความต้องการของนักเรียนได้อย่างหลากหลาย เอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัด
ตามความเหมาะสม 4) ดา้ นการปอ้ งกนั และแกไ้ ข ขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด แสดงให้
ปัญหา ควรจัดกิจกรรมที่มีความหลากหลายต่อ เห็นว่าบุคลากรในสถานศึกษามีความต้องการท่ี
เนื่อง ให้ทุกฝ่ายที่เก่ียวข้องเกิดความร่วมมือใน จะพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการดำ�เนิน
การแกไ้ ขปญั หานกั เรยี นอยา่ งจรงิ จงั สรา้ งความรู้ งานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา
ที่ถูกต้องและ เพียงพอในการให้ความช่วยเหลือ ดงั นนั้ ส�ำ นกั งานอาชวี ศกึ ษาจงั หวดั จงึ ควรใหก้ าร
นักเรียนและเพิ่มบทบาทหน้าท่ีให้ครูที่ปรึกษา สนบั สนนุ ในการพฒั นาบุคลากร
ได้ดูแลและแก้ไขปัญหา เบ้ืองต้นสามารถให้ 1.2 จากผลการวิจัยที่พบว่า สภาพ
คำ�ปรึกษาแก่นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันของการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วย
5) ด้านการส่งต่อนักเรียน มีการจัดกิจกรรม เหลือผู้เรียนอาชีวศึกษาของสถาบันอาชีวศึกษา
เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงตามสภาพปัญหา มีการ เอกชน สังกัดสำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัด
ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกท่ี ขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็น
สามารถ แกไ้ ขปญั หาของนกั เรยี นจากผเู้ ชย่ี วชาญ วา่ สถานศกึ ษาไดใ้ หค้ วามส�ำ คญั ในการด�ำ เนนิ งาน
ได้อย่างถูกวิธี และสอดคล้องกับการวิจัยของ ตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผเู้ รยี นอาชวี ศกึ ษา ดงั นนั้
เพลินพศิ สงิ หค์ �ำ (2560) ไดท้ ำ�การวิจยั เร่ืองการ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา จงึ ควรสง่ เสรมิ การปฏบิ ตั งิ าน
พฒั นาแนวทางการด�ำ เนนิ งานตามระบบดแู ลชว่ ย ของบุคลากร รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของ
เหลือนักเรียนของโรงเรียน ในสังกัดสำ�นักงาน บุคลากรให้มีความเข้าใจองค์ประกอบ ตัวบ่งชี้
เขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 พบว่า ขั้นตอนและวิธีการประเมิน แล้วทำ�การประเมิน
แนวทางท่ีพัฒนาข้ึน มีการพัฒนาระบบดูแลช่วย การดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
เหลอื นกั เรยี น โดยการรจู้ กั นกั เรยี นเปน็ รายบคุ คล อาชวี ศกึ ษาอยา่ งสม�ำ่ เสมอ แลว้ น�ำ ผลการประเมนิ
การคัดกรองนกั เรยี น การสง่ เสริมและพัฒนา การ มาพัฒนาปรับปรุงและแก้ไขกระบวนการบริหาร
ปอ้ งกนั และแกป้ ัญหา และการส่งตอ่ นกั เรียน ซงึ่ งานของโรงเรียน
ดำ�เนินงานเก็บรวบรวมข้อมูล คัดกรอง ป้องกัน 1.3 จากผลการวิจัยทพ่ี บวา่ การประเมิน
แก้ปญั หา รวมถึงการสง่ ต่อกนั อยา่ งเป็นระบบ ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง
การดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
ขอ้ เสนอแนะ อาชีวศกึ ษาของสถาบนั อาชีวศึกษาเอกชน สังกัด
สำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น โดยรวม
จากการศึกษาการพัฒนาแนวทาง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุด และความ
การดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน เปน็ ไปไดอ้ ยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ แสดงใหเ้ หน็ วา่ การ
อาชวี ศกึ ษาของสถาบันอาชีวศึกษาเอกชน สังกัด พฒั นาแนวทางทผี่ วู้ จิ ยั พฒั นาขน้ึ มคี วามนา่ เชอื่ ถอื
สำ�นักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัยมี ผู้บริหารสถานศึกษาควรนำ�ไปใช้ในการดำ�เนิน
ขอ้ เสนอแนะดงั น้ี งานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา
1. ขอ้ เสนอแนะทั่วไป ใหบ้ รรลุผล
1.1 จากผลการวิจัยท่ีพบว่า สภาพท่ี
ประสงค์ของการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วย
วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 133 ปที ่ี 40 ฉบับท่ี 2 มนี าคม-เมษายน 2564
2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครง้ั ตอ่ ไป อาชวี ศกึ ษาประสบผลสำ�เร็จ
2.1 ควรมีการศึกษาการพัฒนาแนวทาง 2.3 ควรมีการศึกษาโปรแกรมท่ีส่งเสริม
การดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน สนบั สนนุ การใชแ้ นวทางการด�ำ เนนิ งานตามระบบ
อาชวี ศกึ ษาในสถานศกึ ษาสังกดั อื่น ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอาชีวศึกษา เพื่อนำ�มาใช้
2.2 ควรมีการศึกษาปัจจัยท่ีส่งผล ในการพฒั นาบคุ ลากร
ให้การดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลอื ผเู้ รยี น
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต. (2546). สขุ ภาพจติ ไทย พ.ศ. 2545-2546. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ์ งค์การรับส่งสนิ คา้ และ
พัสดุภัณฑ์.
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2546). พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแกไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบบั
ท่ี 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: โรงพิมพอ์ งคก์ ารรับส่งสนิ ค้าและพสั ดภุ ณั ฑ์.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2547). แนวทางการด�ำ เนินงานระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรยี นในสถานศึกษา.
กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ์ งค์การรับส่งสินค้าและพัสดภุ ณั ฑ์ (ร.ส.พ.).
จุฑาทิพย์ พงษา. (2558). สภาพ ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการดำ�เนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
นกั เรยี น โรงเรียนในสังกัดส�ำ นักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา มธั ยมศกึ ษา เขต 19. วทิ ยานิพนธ์
ปรญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั
มหาสารคาม.
ณฎั ฐวิภา คำ�ปันศร.ี (2559). สภาพปัจจุบัน สภาพทพ่ี งึ ประสงค์และแนวทางการพัฒนาการดำ�เนนิ งาน
ตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี นในสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานสงั กดั สำ�นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา
ประถมศกึ ษานครราชสมี า เขต 2. วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการ
บริหารการศกึ ษา บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
ปริญญา มีสุข. (2559). ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจออกกลางคันของนักเรียนอาชีวศึกษา เขตภาค
กลาง 1. วารสารบัณฑติ ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์,
10(3): 72-83.
เพลินพิศ สิงห์คำ�. (2560). การพัฒนาแนวทางการดำ�เนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ
โรงเรยี นในสงั กดั ส�ำ นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 28. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาการ
ศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
สมจิตร ภูษา. (2557). การดำ�เนินงานตามระบบดแู ลช่วยเหลอื นกั เรียนในสถานศกึ ษาสงั กดั ส�ำ นกั งาน
เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต 20: กรณศี กึ ษาโรงเรยี นปฏบิ ตั งิ านเปน็ เลศิ . วทิ ยานพิ นธ์
ปรญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั
มหาสารคาม.
สำ�นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2554). แผนยุทธศาสตรก์ ารวจิ ยั และพัฒนาการอาชีวศึกษา
(พ.ศ.2551-2553). กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์เอสวกี ราฟฟิคแอนดพ์ ร้นิ ต้ิง.
การพัฒนาแนวทางดำ�เนินงานตามระบบดแู ลชว่ ยเหลอื ผู้เรียน 134 อาภากร แสวงการ, ฐติ ิวรดา พลเยี่ยม
อาชวี ศกึ ษาของสถาบนั อาชีวศกึ ษาเอกชน สังกัดสำ�นกั งาน...
สำ�นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2557). ข้อมูลการออกกลางคัน. [ออนไลน์]. ไดจ้ าก http://
www.bme.vec.go.th/Report.aspx. [สืบค้นเมือ่ 10 มนี าคม 2560].
อัษฎายุท โพธ์ินอก. (2558). สภาพ ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการดำ�เนินงานตามระบบดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนสังกัดสำ�นักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20.
วิทยานิพนธป์ ริญญาการศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
Krejcie, R.V. & Morgan, D.W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities.
Educational and Psychological Measurement, 30(3): 607-610.
หลักเกณฑ์และค�ำ แนะน�ำ สำ�หรบั ผ้นู ิพนธ์ บทความ หรือ บทความวิจยั
วารสารมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
(Instructions for the Authors)
บทความและบทความวิจัยท่ีจะนำ�มาตีพิมพ์ในวารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคามนี้ จะต้อง
ไดร้ ับการตรวจสอบทางวิชาการ (Pree review) ก่อน เพือ่ ให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล
และนำ�ไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องเป็นงานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ใหม่
ท่ีทันสมัยรวมท้ังข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำ�ไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร
อ่ืนใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ การเตรียมต้นฉบับที่จะมาลงตีพิมพ์
ควรปฏบิ ตั ิตามคำ�แนะนำ�ดงั นี้
การเตรียมต้นฉบับส�ำ หรบั บทความและบทความวจิ ยั
1. ภาษา เป็นภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้ ถ้าเปน็ ภาษาไทย ใหย้ ึดหลักการใช้คำ�ศพั ทห์ รือการ
เขียนทับศัพท์ให้ยึดหลักของราชบัณฑิตยสถาน พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาอังกฤษในข้อความ
ยกเวน้ กรณจี �ำ เปน็ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษทป่ี นไทย ใหใ้ ชต้ วั เลก็ ทงั้ หมด ยกเวน้ ชอ่ื เฉพาะซง่ึ ตอ้ งขนึ้ ตน้ ดว้ ย
ตัวอักษรใหญ่ ถา้ เป็นภาษาอังกฤษ ควรให้ผูเ้ ช่ียวชาญในภาษาองั กฤษตรวจสอบความถกู ต้องก่อนท่จี ะ
ส่งตน้ ฉบับ
2. ขนาดของต้นฉบบั พิมพ์หนา้ เดย่ี วบนกระดาษสั้น ขนาด เอ 4 (216 x 279 มม.) ควรเวน้
ระยะหา่ งจากขอบกระดาษดา้ นบนและซา้ ยมอื อยา่ งนอ้ ย 40 มม. (1.5 นวิ้ ) ดา้ นลา่ งและขวามอื อยา่ งนอ้ ย
25 มม. (1 นิ้ว) พมิ พ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวริ ์ด ดว้ ยรปู แบบอกั ษร browallia New ขนาด 16 ตวั
อกั ษรย่อนวิ้
3. จ�ำ นวนหน้า บทความและบทความวจิ ยั ไมค่ วรเกนิ 15 หนา้
การเรียงลำ�ดับเนื้อหาบทความ และบทความวิจัย
1. ช่ือเร่ือง (Title) ควรสั้น กะทัดรัด และสื่อเป้าหมายหลักของการศึกษาวิจัย ไม่ใช้ คำ�ย่อ
ความยาวไม่ควร เกิน 100 ตัวอักษร ชื่อเร่ืองต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยให้นำ�
ช่อื เรอ่ื งภาษาไทยขึ้นก่อน
2. ช่ือผู้นิพนธ์และที่อยู่ ให้มีท้ังภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และระบุตำ�แหน่งทางวิชาการ
หน่วยงานหรือสถาบัน ท่ีอยู่ และ E-mail ของผู้นิพนธ์ เพื่อใช้ติดต่อเก่ียวกับต้นฉบับและบทความท่ี
ตพี มิ พ์แล้ว
3. บทคดั ยอ่ (Abstract) ใหม้ ที งั้ ภาษาไทย และภาษาองั กฤษ เปน็ เนอ้ื ความยอ่ ทอี่ า่ นแลว้ เขา้ ใจ
งา่ ย โดยเรยี งล�ำ ดบั ความส�ำ คญั ของเนอ้ื หา เชน่ วตั ถปุ ระสงค์ วธิ กี ารศกึ ษา ผลงานและการวจิ ารณ์ อยา่ ง
ต่อเน่ืองกัน ไมค่ วรเกนิ 500 ค�ำ ไมค่ วรมีคำ�ยอ่ ให้บทคดั ยอ่ ภาษาไทยขนึ้ กอ่ นภาษาองั กฤษ
4. คำ�สำ�คัญหรือคำ�หลัก (Keywords) ให้ระบุท้ังภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ใส่ไว้ท้าย
บทคดั ยอ่ ของแต่ละภาษา
5. บทน�ำ (Introduction) เป็นสว่ นของเนื้อหาทบ่ี อกความเป็นมาและเหตผุ ลนำ�ไปสู่การศกึ ษา
วจิ ยั ใหข้ อ้ มลู ทางวชิ าการพรอ้ มทง้ั จดุ มงุ่ หมายทเ่ี กย่ี วขอ้ งอยา่ งครา่ วๆ และมวี ตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา
และการวจิ ัยนัน้ ดว้ ย
6. วิธีการศึกษา ให้ระบุรายละเอียดวัสดุ อุปกรณ์ สิ่งท่ีนำ�มาศึกษา จำ�นวนลักษณะเฉพาะ
ของตัวอยา่ งทีศ่ ึกษา ตลอดจนเครอ่ื งมอื และอุปกรณต์ า่ งๆ ทีใ่ ช้ในการศกึ ษา อธิบายวิธีการศึกษา หรือ
แผนการทดลองทางสถติ ิ การสมุ่ ตวั อย่าง วิธกี ารเก็บข้อมลู และวธิ กี ารวเิ คราะห์ขอ้ มูล
7. ผลการศึกษา (Results) แจ้งผลท่พี บตามลำ�ดับหวั ข้อของการศึกษาวิจยั อย่างชดั เจนไดใ้ จ
ความ ถา้ ผลไม่ซบั ซอ้ นไม่มตี ัวเลขมาก ควรใชค้ �ำ บรรยาย แตถ่ า้ มตี ัวเลขมาก ตวั แปรมาก ควรใช้ตาราง
แผนภูมแิ ทน ไมค่ วรมีเกนิ 5 ตารางหรือแผนภูมิ ควรแปรความหมายและวเิ คราะหผ์ ลท่คี น้ พบ และสรปุ
เปรยี บเทียบกับสมมตฐิ านที่ตงั้ ไว้
8. วิจารณ์และสรุปผล (Discussion and conclusion) ช้ีแจงว่าผลการศึกษาตรงกับ
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย หรอื แตกตา่ งไปจากผลงานทมี่ ผี ู้รายงานไวก้ ่อนหรือไม่ อยา่ งไร เหตผุ ลใดจึง
เปน็ เชน่ นน้ั และมพี น้ื ฐานอา้ งองิ ทเ่ี ชอื่ ถอื ได้ และใหจ้ บดว้ ยขอ้ เสนอแนะทจี่ ะน�ำ ผลการวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์
หรอื ท้ิงประเดน็ คำ�ถามการวจิ ัย ซ่ึงเป็นแนวทางส�ำ หรบั การวจิ ัยต่อไป
9. ตาราง รูป รปู ภาพ และแผนภูมิ ควรคัดเลือกเฉพาะทจ่ี ำ�เป็น แยกออกจากเน้ือเรือ่ งโดย
เรียงลำ�ดับให้สอดคล้องกับคำ�อธิบายในเนื้อเรื่อง และต้องมีคำ�อธิบายส้ันๆ แต่สื่อความหมาย ได้สาระ
ครบถว้ น ในกรณที ่ีเปน็ ตาราง ค�ำ อธบิ าย ต้องอยดู่ า้ นบน ในกรณที เี่ ปน็ รปู ภาพ หรือแผนภมู ิ คำ�อธิบาย
อยดู่ า้ นล่าง
10. กติ ตกิ รรมประกาศ ระบสุ นั้ ๆ วา่ ไดร้ บั การสนบั สนนุ ทนุ วจิ ยั และความชว่ ยเหลอื จากองคก์ ร
ใดหรือใครบ้าง
11. เอกสารอ้างอิง (References) สำ�หรับการพิมพ์เอกสารอ้างอิง ท้ังเอกสารอ้างอิงที่เป็น
ภาษาไทย และภาษาองั กฤษโดยมหี ลักการท่ัวไป คอื เอกสารอ้างองิ ตอ้ งเป็นท่ถี ูกตพี ิมพแ์ ละได้รบั การ
ยอมรบั ทางวชิ าการ ไมค่ วรเปน็ บทคดั ยอ่ และไมใ่ ชก่ ารตดิ ตอ่ สอื่ สารระหวา่ งบคุ คล ถา้ ยงั ไมไ่ ดถ้ กู ตพี มิ พ์
ตอ้ งระบุว่า รอการตพี ิมพ์ (in press)
11.1 การเขียนเอกสารอ้างองิ
ก. กรณีทเ่ี ป็นรายงานวจิ ยั มีรปู แบบและการเรียงล�ำ ดับดังนี:้ ช่ือผูเ้ ขยี น (ในกรณภี าษาไทย ใช้
ชอื่ และนามสกลุ และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและช่อื ). ปีทพ่ี มิ พ.์ ชื่อเรื่อง. ช่อื ย่อของวารสาร.
เล่มทพ่ี ิมพ์ ฉบับทพ่ี ิมพ์: เลขหนา้ แรกถงึ หนา้ สุดทา้ ยของเร่ือง. ในกรณที มี่ ผี ู้เขียนมากกว่า 6 คน ใหใ้ ส่
รายชื่อผเู้ ขียนทั้ง 6 คนแรก แลว้ ตามดว้ ยค�ำ วา่ “และคณะ” หรอื “et al”
ตัวอยา่ ง
อมรรตั น์ จงสวสั ตงั้ สกลุ , ลดั ดา เหมาะสวุ รรณ. (2002). Evidenced based maillard reeaction: focusing
on parenteral nutrition. วารสารโภชนบ�ำ บัด. 13 (1): 3-11
Vega KJ, Pina I, Krevaky B. (1996). Heart transplantation is associated is with an increase risk
for pancreatobiliary diseases. Ann Intern Med. 124 (11): 980-3
ข. กรณีที่เป็นหนังสือ มีรูปแบบและการเรียงลำ�ดับ เหมือนเอกสารอ้างอิงที่เป็นรายงานวิจัย
(ในขอ้ ก.) ยกเวน้ ใช้ ชอ่ื หนงั สือ เมืองทพ่ี มิ พ:์ ส�ำ นกั พิมพ์ แทน ช่ือยอ่ วารสาร
ตัวอยา่ ง
วญิ ญู มติ รานนั ท.์ (2538). พยาธิกายวิภาค. กรุงเทพ: โอเอสพรนิ ต้งิ เฮาส์. 629-78.
Ringsven M.K., Bond, D. (1996). Gerontology and leadership skills for nureses. 2nd ed. Albany
(NY): Delmar Publishers. 100-25.
ค. กรณีท่ีเป็นรายงานการประชุมและสัมมนา มีรปู แบบการเรียงลำ�ดบั คือ ช่ือผู้แตง่ . ปีท่ีพิมพ์.
ช่ือเอกสารรวมเรื่องที่ได้จากรายงานการประชุม. วัน เดือน ปีท่ีจัด: สถานที่จัด: สำ�นักพิมพ์ หรือ
ผ้จู ดั พิมพ์. เลขหนา้ .
ตัวอย่าง
ณัฐนันท์ สินชัยพานิช, วราภรณ์ จรรยาประเสริฐ, ยุพิน รุ่งเวชวุฒิวิทยา, มนต์ชุลี นิติพน, สาธิต
พุทธพิ ิพัฒนข์ จร. (2542). เภสชั กรพฒั นาเพอื่ การพงึ่ พาตนเอง. รายงานการประชมุ วชิ าการ
เภสัชกรรม ประจ�ำ ปี 2542 ของเภสชั กรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ; 24-26 มนี าคม 2542.
กรงุ เทพมหานคร: เภสชั กรรมสมาคมแห่งประเทศไทย. 89-105.
Kimmura J. Shibasaki H, editors. (1996). Proceeding of 10yh International Congress of EMG and/
Clinical Neurophysilogy ; 15-16 Oct 1995; Kyoto Japan. Amsterdam: Eelsevier. 80-90.
ง. กรณีเป็นวิทยานิพนธ์ มีรูปแบบการเรียงลำ�ดับ คือ ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อวิทยานิพนธ์.
สถาบนั ท่ีพิมพ์: ชอื่ สถาบนั การศกึ ษา
ตัวอยา่ ง
อัมพร ณรงค์สันติ. (2541). การใช้ยาเจนต้ามัยซินวันละครั้งเปรียบเทียบกับวันละสองครั้งในทารก
แรกเกิดไทย. (วิทยานิพนธ์ปริญญาเภสัชศาสตร์มหาบัณฑิต). กรุงเทพมหานคร: บัณฑิต
วิทยาลยั จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Kaplan S.J. (1995). Post-hospital home health care: the elderly,s access and uutilization
[dissertayion]. St. Louis (MO): Washington Univ.
จ. กรณที เี่ ปน็ บทความในหนงั สอื พมิ พ์ มรี ปู แบบและการเรยี งลำ�ดบั เหมอื นเอกสารอา้ งองิ ทเ่ี ปน็
รายงานวิจยั (ในขอ้ 11.1.1. ก)
ตัวอย่าง
Lee, G. (1996). Hospitalzation tied to ozone pollution: study estimtes 50,000 admissions
annually. The Washington Post Jun 21.5.
ฉ. กรณีท่ีเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีรูปแบบและการเรียงลำ�ดับ คือ ชื่อผู้แต่ง. ปีท่ีพิมพ์.
ชื่อเรือ่ ง. ช่ือวารสาร (ปี เดือน วนั ที่อ้างอิงถงึ ) เลม่ ที่ (ฉบับท่)ี : ไดม้ าจาก ชอ่ื website.
ตัวอย่าง
Morse S.S. (1995). Factors in the emergence of infactious disease. Emerg Infect Dis [cited 1996
Jun 5] ; 1 (1): Available from: URL//www.Cdc.gov/ncidod/Eid.htm.