เครอ่ื งเขนิ ในวฒั นธรรมลา้ นนา
วิถี พานิชพันธ์
IN LALNANCQAUCEURLWTUARREE
VITHI PHANICHPHANT
ส�ำ นกั สง่ เสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
เคร่อื งเขินในวฒั นธรรมลา นนา
ISBN: 978-616-398-369-5
ผูเขียน อาจารยว ิถี พานชิ พนั ธ
บรรณาธิการ กรรมการอาํ นวยการ ประจาํ สาํ นักสงเสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม
ภาพถา ยโดย นางสาวฐาปนีย เครือระยา
หวั หนา ฝายสง เสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรม สาํ นกั สง เสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม
พมิ พครั้งท่ี 1 วิถี พานิชพนั ธ สมเกยี รติ จันทรขึ้น
จํานวน ฐาปนยี เครอื ระยา ฐาปกรณ เครือระยา
ตอ พงษ เสมอใจ สขุ ธรรม โนบาง
พฤศจกิ ายน 2561
1,000 เลม
จดั พิมพโดย
สาํ นักสงเสริมศิลปวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม
239 ถนนหวยแกว อาํ เภอเมือง จงั หวดั เชียงใหม 50200
โทรศพั ท 0 5394 3625 โทรสาร 0 5322 2680
ออกแบบ/พมิ พท่ี
หจก.วนดิ าการพิมพ
14/2 หมู 5 ตําบลสนั ผีเสอ้ื อําเภอเมอื ง จังหวดั เชยี งใหม 50300
โทรศพั ท/โทรสาร 0 5311 0503-4
คณะกรรมการ
โครงการรวบรวมองคความรูเรื่องเคร่ืองเขินในวัฒนธรรมลานนา
ประจําปง บประมาณ 2561
คณะกรรมการทป่ี รึกษา คณะกรรมการดําเนินงาน
๏ ศาสตราจารยค ลนิ ิก นพ.ศุภชยั เชอ้ื รัตนพงษ ๏ หัวหนาฝายสงเสริมศิลปวฒั นธรรม ประธานกรรมการ
๏ อาจารย ดร.เอกชยั มหาเอก (นางสาวฐาปนีย เครอื ระยา)
๏ อาจารยจ ลุ ทัศน กติ บิ ตุ ร ๏ หัวหนางานบริการและประกนั คณุ ภาพ กรรมการ
๏ อาจารยน คร พงษนอย (นายสันตท ศั น เพ็ญจันทร)
๏ อาจารยวิถี พานิชพนั ธ ๏ หวั หนา งานบริหารทั่วไป กรรมการ
๏ คณุ รจุ จา งตระกูล (นางสาววนิดา เชอ้ื คาํ ฟ)ู
๏ ผอู าํ นวยการสํานกั สง เสริมศิลปวฒั นธรรม ๏ นางสาวชนาภา คาํ วงค กรรมการ
๏ นางรพีพรรณ ศรีทะ กรรมการ
(ผูชว ยศาสตราจารยว ิลาวัณย เศวตเศรน)ี ๏ นายพชิ ยั แสงบญุ กรรมการ
๏ รองผูอํานวยการสํานกั สง เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม ๏ นายกิตติพันธ ไชยยาติบ๊ กรรมการ
๏ นางสาววาสนา มาวงศ กรรมการ
(ผชู ว ยศาสตราจารยม าณพ มานะแซม) ๏ นายตอพงษ เสมอใจ กรรมการ
๏ เลขานุการสาํ นักสง เสรมิ ศิลปวัฒนธรรม ๏ นายสขุ ธรรม โนบาง กรรมการ
๏ นายปญ ญา แกว คํา กรรมการ
(นางสาวปท มา จกั ษุรตั น)
๏ นายสนนั่ ธรรมธิ
๏ นายสนอง คําบญุ ปน กรรมการ
๏ นางจฑุ ามาศ ขุนหลอ กรรมการ
๏ นางสาวชุติมา พรหมาวัฒน กรรมการและเลขานุการ
คํานํา
เมืองเชียงใหมไ ดมกี ารเตรียมความพรอ มในการเปน “เชยี งใหม เมอื งสรา งสรรค”(Creative Chiang Mai) เพอื่ พฒั นาและ
สง เสรมิ ใหเ มอื งเชยี งใหมเ ปน เมอื งแหง ศนู ยก ลางของอตุ สาหกรรมแหง นวตั กรรมและสรา งสรรค สง เสรมิ เอกลกั ษณท างวฒั นธรรม
โดยเนน งานหัตถกรรมลานนาใหเ ปนทรี่ จู กั ในระดับสากล
สํานักสงเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม ประสงคที่จะรวบรวมความรูและภูมิปญญาเกี่ยวกับเคร่ืองเขิน
ในวัฒนธรรมลานนา เพ่ือเปนฐานความรูใหกับหนวยงาน ประชาชน และเยาวชน ไดนําความรูน้ีไปใชประโยชนและตอยอด
เชิงสรางสรรค โดยไดรับความอนุเคราะหจากอาจารยวิถี พานิชพันธ กรรมการผูทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการอํานวยการประจํา
สาํ นกั สง เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม ทไ่ี ดก รณุ ารวบรวมและเรยี บเรยี งเนอื้ หา ขอ มลู องคค วามรเู กยี่ วกบั เครอ่ื งเขนิ
ในวัฒนธรรมลานนา ตลอดจนกลุมเครื่องเขินอันทรงคุณคาที่อาจารยสะสมมาเปนระยะเวลายาวนาน มาใชถายภาพประกอบ
เพ่ือใหจัดพิมพเปนรูปเลม เผยแพรใหกับหองสมุดมหาวิทยาลัยท่ัวประเทศ หองสมุดโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา และหองสมุด
ประชาชนในภาคเหนือ
ในนามสํานักสงเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม ตองขอกราบขอบพระคุณอาจารยวิถี พานิชพันธ (ปริญญา
ศลิ ปะดษุ ฎบี ณั ฑติ กติ ตมิ ศกั ดิ์ สาขาวชิ าศลิ ปะไทย จากมหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม ปก ารศกึ ษา 2552-2553) ผเู ชยี่ วชาญดา นเครอื่ งเขนิ
ในลา นนาเปน อยางสงู และหวังวาหนงั สอื “เคร่ืองเขนิ ในวฒั นธรรมลา นนา” จะเปน ประโยชนแ กน กั เรยี น นกั ศึกษา และผสู นใจ
ไดนาํ ความรนู ีไ้ ปตอ ยอดทางความคดิ เชงิ สรางสรรคต อ ไป
ผูชว ยศาสตราจารยว ิลาวัณย เศวตเศรนี
(ผูอํานวยการสํานักสงเสรมิ ศิลปวฒั นธรรม)
พฤศจิกายน 2561
คํานําผูเขียน
ภาวะท่ีสังคมไทยตองพัฒนาตนเองตามกระแสความเจริญของสังคมโลก บอยครั้งในความรีบเรงเพ่ือการจัดการใหขอมูลและ
ความรพู น้ื ฐานแกเ ยาวชนคนรนุ ใหม มกั จะเกดิ ความบกพรอ งดา นขนั้ ตอนหรอื ตรรกะทางการศกึ ษา โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ดา นศลิ ปวฒั นธรรม
อันเปนพื้นฐานของการนําไปสูความมีอารยะ และคุณสมบัติที่ดีงามของมนุษยชาติ ดังน้ันการสรางความเขาใจ เพื่อใหเกิดการรับรูและ
เกดิ ความซาบซงึ้ เกยี่ วกบั งานสรา งสรรค อนั วจิ ติ รประณตี ของบรรพชนทไี่ ดส บื ทอดมาอยา งยาวนาน จงึ เปน รากฐานสาํ คญั ใหแ กเ ยาวชนคน
รนุ ใหมทีจ่ ะเปน ผรู ับชวง สืบตอ และสรา งสรรคตอไป
งานเครอ่ื งรกั หรอื เครอ่ื งเขนิ ของชาวลา นนาในอดตี แมจ ะถอื วา เปน เพยี งเครอื่ งมอื เครอื่ งใชธ รรมดาของคนทว่ั ไป แตก เ็ ปน งานหตั ถกรรม
สาํ คญั ทส่ี ะทอนใหเ ห็นความลุม ลกึ และวิจิตรของผูผลิตและผูใช ตลอดจนเอกลักษณของตวั ตน และรสนยิ มของสงั คมในแตล ะยคุ สมัย
โดยหลกั การ งานเครอ่ื งเขนิ เปน พฒั นาการงานออกแบบทต่ี อ ยอดจากงานเครอ่ื งจกั สาน และเครอื่ งไมจ รงิ โดยการเคลอื บผวิ ใหค งทน
เรียบเนยี น นา สมั ผัส อกี ท้ังยงั มสี สี นั แสงเงาทีน่ าสนใจ ในขณะทเ่ี คร่ืองปน ดนิ เผาและเครือ่ งแกว ทมี่ ีความวิจิตร คงทนกวา แตเปราะบาง
แตกงาย และมีนํา้ หนักมากกวา เชนเดียวกับเครอื่ งโลหะ ซึ่งมักมอี ายุการใชง านคงทนถาวรมาก แตย ากตอ การผลติ ท้ังยงั เปน วสั ดุทีต่ อ ง
แสวงหา และมีราคาแพง เหมาะตอการใชสอยในบางหนา ทเ่ี ทา น้นั
งานเครอ่ื งเขินของชาวลานนา มบี ทบาทรับใชในสังคมพ้ืนเมืองคอ นขางมาก ไมเ ฉพาะเปนภาชนะทใี่ ชส อยในครวั เรือน เชน “ปงุ ”
ซ่ึงใชใสผาผอนท่ีมีคา หรือเก็บเมล็ดพืชพันธุสําหรับใชเพาะปลูกในฤดูกาลท่ีเหมาะสม แตเปนภาชนะในพิธีกรรมและสัญลักษณแหง
ความมงั่ คงั่ ดว ยลวดลาย สสี นั ทนี่ า สนใจ “หบี ผา ใหม” และ “เอบิ ผา ” ของเจา บา วทมี่ ลี วดลายและรปู ทรงแลดเู ขม แขง็ และมงั่ คงั่ ของสายตระกลู
ตลอดจนบคุ ลกิ ทางสรรี ะ มคี วามพรอ มทจ่ี ะทาํ หนา ทเี่ ขยทดี่ ใี หแ กค รอบครวั ฝา ยเจา สาว สว น “ขนั หมาก” เปน ภาชนะชนิ้ สาํ คญั ของแตล ะ
ครวั เรอื นทต่ี อ งมไี วเ พอื่ ใชต อ นรบั แขกและผมู าเยยี่ มเยอื นเสมอ มรี ปู ทรงกลมหรอื ลบเหลยี่ ม ตกแตง ดว ยลวดลายพถิ พี ถิ นั มตี ลบั ใสห มาก พลู
สเี สยี ด เปลือกไม ยาเสน พรอ มชดุ คนโท “นํ้าตน” และ “จอก” สาํ หรบั นา้ํ ด่มื ในการตอ นรับ
“ขันดอก” เปนพานใสขาวตอกดอกไมและเทียนสําหรับพิธีกรรมและการบูชา ทั้งที่บานและที่วัด แสดงถึงหนาตาทางสังคม
ยศถาบรรดาศกั ดิ์และสถานภาพผูเ ปน เจา ของในสังคม โดยเฉพาะอยางย่ิงเวลาประกอบพิธีกรรมทว่ี ดั สว น “แอบ็ เฮอื ” และ “แอบ็ ญอย”
สําหรับใสถุงยามเดินทางไปคาขายตางถิ่น ก็ถือเปนของใชท่ีเสริมบุคลิกภาพของผูเปนเจาของ เคร่ืองเขินเหลานี้เปนวัฒนธรรมและจารีต
สาํ คญั ของชาวลา นนามาแตอ ดตี ปจ จบุ นั เยาวชนคนรนุ หลงั แทบจะไมร จู กั หรอื ไดใ ชส อยเลย มกี ารฟน ฟกู ลบั มาบา ง เชน “ขนั โตก” ใสอ าหาร
เลยี้ งแขก แตก ผ็ ดิ เพย้ี นแตกตา งไปจากแบบแผนทเ่ี คยใชก นั มา หรอื การนาํ เอาเครอื่ งเขนิ ทใี่ ชใ นวดั มาปรบั ใชท โี่ รงแรมเพอื่ สง เสรมิ การทอ งเทยี่ ว
ในปจ จบุ นั ก็มักจะมีความประดักประเดดิ ไมเ ขากบั ชดุ ภาชนะอ่ืนๆ และไมเ ขากับวิธีการรับประทาน
ความรคู วามเขา ใจเกยี่ วกบั งานเครอื่ งเขนิ ของชาวลา นนา นา จะเปน ประโยชนต อ การสรา งความภมู ใิ จและมน่ั ใจในตนเองแกเ ยาวชน
ซึง่ เปน ฐานสําคัญของการกาวไปสสู ังคมรว มสมยั การไดสัมผัสและรจู ักความวจิ ติ รลกึ ซ้ึง และแนวความคดิ สรา งสรรคท ี่มมี าแตเดมิ ชว ยลด
ความเขาใจผิด และขอ ผดิ พลาดทเ่ี กดิ จากการบดิ เบอื นทางวัฒนธรรมของชาติพนั ธอุ ื่น ทีม่ าจากตา งถ่ิน ตางวยั และตางวัฒนธรรม ขอมลู
ของงานเครอ่ื งเขนิ นค้ี งเปน ประโยชนแ กก ารแกป ญ หาการสบื สานศลิ ปหตั ถกรรมพนื้ ถน่ิ ในสงั คมไทย ตลอดจนความรแู ละความเขา ใจเกยี่ วกบั
งานสรา งสรรคข องชนชาตอิ ืน่ ๆ ดว ยในระดับสากล
อาจารยวถิ ี พานิชพนั ธ
พฤศจิกายน 2561
สารบัญ
คาํ นํา 5
คาํ นําผูเ ขียน 17
ความนาํ Preface
ความรูทั่วไปเก่ยี วกบั เครอ่ื งเขิน Introduction 35
วัตถุดิบ วสั ดโุ ครงสรา ง และเทคนคิ การตกแตงท่ใี ชใ นการผลิตเคร่ืองเขิน 36
45
Material and Techniques of Production : bamboo, 56
lacquer sap, minerals, decorative techniques, etc. 56
• วัตถดุ บิ ที่ใชใ นการผลติ เครื่องเขิน 59
• วัสดโุ ครงสรา งในการผลิตเครอ่ื งเขนิ 66
• เทคนคิ การตกแตงงานเคร่ืองเขิน 71
75
1. การแตม ดอก LACQUER PAINTING 76
2. เครื่องเขนิ ฮายดอก ENGRAVED LACQUERWARE 76
3. เครื่องเขนิ ลายทอง GOLDLEAF-GILDIING LACQUERWARE 84
4. เครื่องเขินลวดลายรักปน และกดพมิ พ 98
101
LACQUERWARE WITH MOLDING AND IMPRESSED DECORATION 109
เครอื่ งเขนิ ในชีวิตประจําวันของชาวลา นนาและเครือ่ งเขินชาวเขา 120
Secular use of lacquerware
เครือ่ งเขนิ ในชวี ิตประจําวันของชาวลา นนา
รูปแบบของเครื่องเขนิ ลานนา
ลวดลายของขันหมากลานนา
เครือ่ งเขินของกลุมชาวเขาในลา นนา
เครือ่ งเขินในพิธกี รรมและศาสนาของชาวลา นนา
Ceremonial and Religious use objects
เคร่ืองเขินเชยี งใหม Chiang Mai Lacquerware
Kreung Kuen Production and Style
การเปล่ยี นแปลงของเครอื่ งเขินในปจ จบุ ัน
Contemporary Production
บรรณานุกรม
ความนํา
Preface
เคร่ืองเขิน
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พนั ธ
ณ บา นทจี่ ังหวดั ลาํ ปาง
เครื่องเขิน 6 ในวัฒนธรรมลา นนา
๏ ความนํา ๏ ขุนนางหรอื แมทัพของชาวลา นนาสวมกบุ ละแอ
ภายใตคล่นื กระแสของการเปลยี่ นแปลงของสังคมและ ภาพถา ยเกา จากคุมหลวงลาํ ปาง
อารยธรรมของมนษุ ยชาตสิ คู วามเปน โลกาภวิ ตั น สง่ิ ใหมท ด่ี งี าม
หลายอยางไดผุดเกิดขึ้นจากการเรียนรูแกไขท่ีตอเนื่องอยาง สะสมวธิ กี ารตอ ยดื ชวี ติ จนเปน การคลง่ั ไคลก บั ความเปน อมตะ
ยาวนานของความคิดความสรางสรรคของคนเรา หลายอยาง คนจนี นบั เวลาเปน พนั ๆ ป แสวงหาความยงั่ ยนื ดว ยหลากหลาย
ที่เคยเปนของดีงามสุดแสนประเสริฐก็ไดถูกคลื่นของการ ศาสตรและศิลปอยา งนา อศั จรรย จวบจนปจ จบุ นั ทางออกน้นั
เปลย่ี นแปลง กลบถมไปโดยทเี่ ราไมร ไู มส งั เกตไมร ะวงั หรอื บางที ก็ยังไมม ี ทุกอยางยงั ติดอยกู ับ อนจิ จงั ทกุ ขัง อนัตตา เพยี งแต
มองขามไป เมื่อเหลียวกลับไปมองอีกคร้ังก็ไมสามารถแลเห็น ไดแคชะลอการเปล่ียนแปลงและการแตกดับใหชาลง เพ่ือให
ซากหรือแมแตเงาหรือรองรอยของส่ิงที่เคยเปนของดีของงาม ความดีงามมีโอกาสไดรับการช่ืนชมยาวนานมากข้ึน
เหลา นนั้ ไดอ กี หลายคนในสมยั ปจ จบุ นั มคี วามรสู กึ ดา นชา หรอื
เฉยเมยตอเหตุการณเชนน้ี ซึ่งเกิดข้ึนซํ้าแลวซํ้าอีก หลายคน ศิลปหัตถกรรมพ้ืนบานหรืองานชางฝมือช้ันสูงเปน
รูส กึ ใจหาย เสยี ดาย มใี จถวิลหา ไมอ ยากใหพลดั พรากจากกนั ปรากฏการณสะทอนถึงพัฒนาการของมนุษยชาติ ในสังคม
อยางนิรนั ดร เผ่อื โอกาสเอือ้ อํานวย ความวิจิตรดงี ามเหลานั้น เกษตร หรอื ชว งทค่ี นเรารจู กั ใชอ จั ฉรยิ ะ แตง เสรมิ ความอยรู อด
อาจกลบั มาเอ้ือคุณคาแกต ัวเราและมนษุ ยชาติอกี ครงั้ หน่งึ ของตวั เราเอง เยย่ี งสตั วป ระเสรฐิ คนเราไมขอเปน สงิ่ ทคี่ ลกุ ดนิ
คลุกทรายคลายกบั สัตวเดรจั ฉาน ทุกอยางท่ีเรามีเราใชจําตอ ง
ตามพุทธปรัชญา ทุกส่ิงทุกอยางอยูภายใตความเปน มคี วามเปน ระเบยี บแบบแผนซง่ึ แฝงดว ยความวจิ ติ รพสิ ดารเทา ที่
อนจิ จงั มเี กดิ เปลยี่ นแปลงแลว กแ็ ตกดบั ไมม สี ง่ิ หนง่ึ สงิ่ ใดมน่ั คง ตนเองจะทําได เครื่องมือ ของใชตางๆ จึงไมเพียงแตทําให
ถาวร สามารถอยูไดชว่ั นิรันดร แนวคิดเชน น้ที ําใหสังคม และ ชวี ติ คนสะดวกสบายขน้ึ แตก ลายเปน สง่ิ สะทอ นถงึ ความลกึ ลาํ้
อารยธรรมของมนษุ ยชาตเิ ปน สงิ่ ทมี่ หศั จรรย เปน พลงั และแรง กา วไกลของสงั คมผเู ปน เจา ของ ความรคู วามชาํ นาญของการผลติ
กระตนุ สําคญั นําไปสกู ารคิดคน การสรา งสรรค หาทางออกใน หัตถกรรมท่ีแตละชุมชนส่ังสมรวบรวมจนตกผลึกเปนแบบ
แนวปฏเิ สธการเปลยี่ นแปลงและแตกดบั ชาวอยี ปิ ตค น คดิ และ เปน แผน และการสรา งสรรคม ลี กั ษณะยากตอ การเปรยี บเทยี บ
หรอื ตคี าในความวจิ ิตรเปน เงินตราหรอื ราคาซ้อื ขายได
เครื่องเขินเปนศิลปหัตถกรรมที่เดนชัดอันหน่ึงของ
ชาวเอเชยี มาเปน เวลาหลายพนั ป ในอารยธรรมจนี โบราณมกี าร
ใชเคร่ืองเขินอยางแพรหลายทั้งในชีวิตประจําวันและพิธีกรรม
เครอ่ื งเขิน 7 ในวฒั นธรรมลานนา
ขนั หมาก กระโถน น้าํ ตน แอบ็ ยา
เปน ภาชนะเคร่อื งใชท ีส่ าํ คญั ของเจา นายในพธิ ีการตางๆ ของชาวลา นนา ภาพจติ รกรรมผนังวัดบวกครกหลวง อําเภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม
จิตรกรรมเวียงตา
อาํ เภอลอง จงั หวัดแพร
เครอ่ื งเขนิ 8 ในวฒั นธรรมลานนา
ตางๆ ความรํ่ารวยทางภูมิปญญาและรสนิยมเหลาน้ีมิไดอยู งานศลิ ปหตั ถกรรมไมว า จะเปน เครอ่ื งปน ดนิ เผา สง่ิ ถกั ทอ
ในสังคมช้ันสูงของชาวฮั่นเทานั้น แตไดแพรกระจายออกไปสู ไมแ กะสลกั เครอื่ งจกั สาน หรอื เครอื่ งประดบั ตกแตง ตา งๆ ลว น
ชุมชนในพื้นท่ใี กลเคียง เชน เกาหลี ญป่ี ุน เอเชยี อาคเนย และ เปน สงิ่ ทส่ี ะทอ นใหเ หน็ จติ วญิ ญาณของผทู ส่ี รา งสรรคม นั ขนึ้ มา
เอเชยี กลาง เครอื่ งเขนิ กเ็ ชน เดยี วกนั ทาํ หนา ทม่ี ากกวา เปน ของใชท ส่ี วยงาม
นา จบั ตอ ง โดยเปน ตวั แทนของรสนยิ มและจติ วสิ ยั ลกึ ๆ ทสี่ อื่ ให
ลานนาเปนพ้ืนที่เล็กๆ บนชายขอบของจีนตอเน่ือง แกผ ไู ดเ สพ สมั ผสั ทราบถงึ ความละเอยี ด ประณตี ทสี่ งั่ สมกนั มา
กับอินเดีย มีความเจริญรุงเรืองในชวงระยะเวลาสั้นๆ จาก หลายชว่ั อายคุ น แตด ว ยความคนุ เคย หยบิ ฉวยใชก นั ทกุ วที่ กุ วนั
ความผนั ผวนทางดา นการคา การขนสง ของเศรษฐกจิ และสงั คม เหมือนญาติสนิท ความงามและความลุมลึกเหลาน้ันจึงถูก
โลกในยคุ หนงึ่ โดยมบี ทบาทรวมในบางจังหวะและบางโอกาส มองขามไป งานหัตถกรรมมากมายหลายช้ินถูกใชและรับใช
ที่เอื้อใหเกิดการพัฒนาของชุมชนในพื้นท่ีตรงนี้ใหมีความเปน เจาของเหมือนกบั สง่ิ ที่ไรค ุณคา โอง เคลอื บใบงาม กล้ิงโคโลอ ยู
อารยธรรมและวัฒนธรรม แมวาจะไมสําคัญและย่ิงใหญ ทา ยครวั จานสงั คโลกปากบนิ่ กลายเปน จานอาหารแมวหมาไป
ในความวิจิตรเมื่อเทียบกับอารยธรรมอ่ืนในพื้นโลก แตก็เปน ไซดักปลารัดขอบดวยหวายเปนรังไกไรคาอยูหลังบาน พาน
ดุจประกายดาวดวงหนึ่ง ซึ่งแพรวพราวประดับทองฟาทําให เคร่ืองเขินลงชาดอยางวิจิตรพลิกคว่ําเปนกระบุงรองรับข้ีเถา
ราตรมี คี วามสวยงาม ขา งเตาถา นทาํ กบั ขา ว เกวยี น ระแทะ โชครา ยหนอ ย กลายเปน
เศษไมราคาถูก รีไซเคิลมาเปน โตะ เกาอีส้ นาม จนจําหนาตา
ตัวเองไมได เหตุการณเชนนี้ไดเกิดข้ึนกับงานเครื่องเขินของ
ชาวลานนามาตลอด ความรูสึกของผูเปนเจาของวัฒนธรรม
มองเห็นวาเปนเร่ืองธรรมดา สิ่งของท่ีพังสูญหายไปก็สามารถ
ทําข้ึนมาใหมได เพราะมิใชเปนส่ิงที่วิเศษเลอเลิศ เกินความ
สามารถของพวกเรา ปูยาตายายสรางขึ้นมาได พวกเราก็คง
ทาํ ได แตด วยความประมาท ภมู ปิ ญ ญาและความลกึ ล้ําในงาน
ศลิ ปหตั ถกรรมบางอยา งจากเราไปอยา งไมม วี นั กลบั ดว ยเพราะ
เหตุผลของการจากไปน้ันเปนไปอยางรวดเร็วและฉับพลัน
จนขาดสะบน้ั จากรากเหงา ชนดิ ตอ ไมต ดิ อกี เยาวชนลา นนาใหม
ไมเ คยรเู หน็ แอบ็ หมาก ขนั ดอก ของพอ อยุ แมอ ยุ เพราะเกดิ มา
ก็รูจักแตถาดอะลูมเิ นยี ม จานทัปเปอรแ วร ชีวิตประจาํ วนั ก็ได
สมั ผสั แตผ วิ ของตวั เมาส มอนเิ ตอร และพลาสตกิ กรอบโทรศพั ท
มือถือ โดยหารูไมวา ตนตระกูลโคตรเหงาของมันมาจากผิว
ผัสสะทคี่ ลี่คลายมาจากแบบเครอื่ งเขินของพออุย แมอุย
การใชบงุ หาบ
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วัดภูมนิ ทร จังหวัดนาน
เครือ่ งเขิน 9 ในวัฒนธรรมลานนา
ขนั หมากคําเหล่ยี ม
ลายรดนํ้าบนพนื้ แดง
ของสะสมของอาจารยว ิถี พานิชพนั ธ
การใชง านขนั ดอกและขันหมาก
ภาพจิตรกรรมฝาผนังวดั ปา แดด อําเภอแมแ จม จังหวดั เชียงใหม
เคร่ืองเขิน 10 ในวฒั นธรรมลา นนา
เคร่ืองเขนิ ท่ีปดทอง เปน เครอ่ื งใชสําหรบั กษัตรยิ และบุคคลชั้นสงู
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วิหารลายคํา วัดพระสิงห อาํ เภอเมือง จังหวัดเชยี งใหม
จากสิ่งท่ีเคยเปนวิถีชีวิตประจําวัน เคร่ืองเขินเริ่ม สถานภาพของเครอื่ งเขนิ ลา นนา จนแทบไมม ใี ครกลา นาํ ออกมา
แผวหายไปจากสังคมลานนา ประมาณปลายศตวรรษท่ีแลว ใหไ ดเ ห็นหนา
การผลติ การใชแ ละการซอ้ื ขายเรม่ิ เลอื นรางไรท ศิ ทาง พรอ มๆ กบั
การเปล่ียนแปลงทางสังคม การหลั่งไหลเขามาของวัฒนธรรม ทางรถไฟมาถึงเชียงใหม พรอ มกับกลองขนมปง บิสกิต
อาณานิคมฝร่ัง และสยาม ตามดวยสินคาอุตสาหกรรมที่ และบุหรี่ยากาแรต็ เปนกระปอ งสงั กะสี เขาแทนที่ แอบ็ หมาก
แปลกตา ราคาแพง กลบรัศมีและราศีของหัตถกรรมพ้ืนบาน แอ็บยาโดยสนิ้ เชิง เครอ่ื งเขนิ โบราณกไ็ ดมาถงึ จุดส้ินลมปราณ
แรกๆ เปน เงนิ เหรยี ญบรสิ ทุ ธริ์ ปู จ ากอนิ เดยี และพมา มาละลาย ถูกเก็บข้ึนหิ้งซุกซอนอยูกนครัวเปนภาชนะใสขยะผุพังไปตาม
หลอมเปน โลหะตขี นึ้ รปู เปน สลุง ขันดอก แอ็บหมาก ขัดขาว วาระและการใชส อยทไี่ รก ารทะนถุ นอม ชน้ิ ใบทโี่ ชคดี พลดั หลง
แวววาวใสสะอาด ขม ชาดสแี ดง รกั สดี าํ ใหอ บั เฉาลง เครอ่ื งเงนิ ไปอยูบนหลังตูหรือลงหีบจึงอยูรอดมาถึงมือลูกหลานและ
มีคุณสมบัตลิ าํ้ เลิศกวา เพราะแตกก็ยาก ลา งกง็ า ย ละลายแลว พอคาของเการุนใชมือถือ เศรษฐกิจฟองสบูปูดวยเงินสดจาก
ก็ยังเปนเนื้อเงินอยู แคนี้ก็ดับวิถีชีวิตของงานเคร่ืองเขิน ตะวันออกกลาง เปลีย่ นบา นหรือเรอื นไมแบบโบราณ เปนทรง
ในลานนาไปมากกวาครึ่งหนึ่ง เคร่ืองแกวเจียระไน กระเบ้ือง บาวาเรียนมุงลอนคูหรือซีแพคโมเนีย ไมมีที่สําหรับ ขันดอก
เครื่องเคลือบ ชอน สอม ชามโลหะแบบฝร่ัง หล่ังไหลเขามา ขันโอ หีบผา แอบ็ หมาก อีกตอ ไป หลายชน้ิ ถูกแลกเปลีย่ นกบั
พรอ มกบั พานทองเหลอื ง เครอ่ื งลายครามจากเมอื งจนี บน่ั ทอน ชุดเหยือกนํ้าพลาสติกสีลูกกวาด หรือขันอะลูมิเนียมลายดอก
ตราแมวนาํ้ จากบางกอก เครอื่ งเขนิ ลา นนาคราวละลาํ รถกระบะ
เครื่องเขิน 11 ในวัฒนธรรมลา นนา
ขันหมากคาํ ขนาดเล็กแบบพกพาไปตามสถานท่ีตา งๆ
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานิชพันธ
แอบ็ หมาก สาํ หรบั เจานายเวลาออกงาน
โดยใหขา ทาสบริวาร เปน คนถอื รวมในขบวน
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วหิ ารลายคาํ วดั พระสงิ ห อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม
ขันโอแบบถอื ใชใสของไปวัด หญงิ สาวถอื โอทบ่ี รรจุอาหารไปถวายพระท่วี ัด
ของสะสมของอาจารยว ิถี พานิชพันธ ภาพจติ รกรรมฝาผนังวหิ ารลายคํา วดั พระสิงห
อําเภอเมือง จงั หวัดเชียงใหม
เคร่อื งเขิน 12 ในวฒั นธรรมลา นนา
ทยอยออกสรู า นขายของเกา หรอื ไมถ า โชคดหี นอ ยกเ็ ปน สนิ คา ผซี าํ้ ดาํ้ พลอยถกู ไฟคลอกไปพรอ มกบั ชอ ฟา หนา บนั เหลอื ไวแ ต
การตกแตงภายในตามซอกมุมตา งๆ ของยุโรปและญ่ปี ุน สิบป รปู ถายเลือนราง เหมือนฝน
ย่ีสิบปผานไปไมมีใครสังเกต แอ็บ อูบ โอ ขันดอก หายวับ
ไปจากลานนา ไมมีรองรอยใหเห็นซากเห็นโครง บางทีมีท่ีถูก จากธุรกิจการตกแตงภายในดวยของเกาโบราณหรือ
คดั นาํ มารวมกนั เปน กลมุ เพอื่ ใหล กู คา รายใหญม ารบั ไปตา งแดน ชน้ิ สว นจากของไทยโบราณในชว งสองทศวรรษทผ่ี า นมา ทาํ ให
สงิ่ ของเครอ่ื งใชท วี่ จิ ติ รสวยงามไมว า จะเปน ของในเรอื นอยอู าศยั
ลวดลายเพดาน ในวหิ ารวดั ตนเกวน อาํ เภอหางดง จงั หวัดเชียงใหม
ประดับตกแตงดว ยการลงฮักลงหาง (รัก ชาด) และแกว จนื
กบ๊ั ธรรม หบี ธรรม ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พันธ
เครอื่ งเขนิ 13 ในวัฒนธรรมลานนา
เปรียบเทียบความประณีต
ของฝม อื ชางเทคนคิ การทําเคร่ืองเขนิ
แบบฮายดอก (บน)
และของเครื่องเขินในปจ จบุ ัน (ลา ง)
หรือวัดวาอารามไดทยอยออกมาสูตลาด โองไห เช่ียนหมาก การฟนฟูจึงเปนไปอยางลมลุกคลุกคลาน ดูไรทิศทาง ผลงาน
หีบ กลอง ตู ตง่ั คันทวย แมกระทงั่ ชอ ฟาโบสถ วิหาร หนาบนั สว นใหญกลายเปนสนิ คา ที่ระลกึ ราคาถูกไรร สนยิ ม แตมสสี ันดู
ธรรมาสน ตา งกถ็ กู นาํ มารบั ใชห นา ทใ่ี หมใ นสงั คมไฮเทค ถา ไมน บั ฉดู ฉาด จนแทบไมม คี ณุ คา เชงิ ศลิ ปะเอาเลย เครอ่ื งเขนิ เชยี งใหม
รวมตุกตาเทวดาหรือพระพุทธรูปไทยท่ีกลายเปนของตกแตง ยุคนี้คือไมเนื้อออน กลึงเปนกลอง ตลับเล็กๆ ทาดวยยางรัก
บา นยอดนยิ มมากอ นนบั ครง่ึ ศตวรรษ ของโบราณมจี าํ นวนจาํ กดั สองสามชน้ั แตม ดว ยสอี ะครลิ กิ เปน ลวดลายผเี สอื้ ดอกไม หรอื
เมื่อมีความตองการเพ่ิมข้ึน ราคาคางวดจําตองถีบตัวสูงข้ึน ภาพวิวทิวทัศนแลดูหยาบๆ หางไกลจากความวิจิตรของงาน
ตามลาํ ดบั จนกระทงั่ สงู มากพอทจ่ี ะทาํ ใหเ กดิ การทาํ ของปลอม
เลียนแบบได งานศิลปหัตถกรรมบางอยางยังมีชางพ้ืนบาน
ทําไดอยู และสามารถร้ือฟนข้ึนมาไดอีก ชางฝมือแขนงตางๆ
แมจะอาวุโสมากแลวแตก็ยังมีฝมือแบบโบราณตกคางอยู
สามารถผลติ และสอนใหร นุ ตอ ไปทาํ งานได งานศลิ ปหตั ถกรรม
หลายอยา งมชี วี ติ ตอ อยา งสวยงาม แมว า การผลติ อาจเรว็ ขน้ึ มาก
ดวยเครื่องทุนแรงและสารเคมีวิทยาศาสตรท่ีทําไดสารพัด
เหมอื นเนรมติ บางชน้ิ บางอนั อาจขาดความวจิ ติ รและวญิ ญาณ
ไปแตก ็ยงั คงรูปแบบรปู ทรงเชน อดีตไวอยู
เครื่องเขินลานนาโดยเฉพาะอยางย่ิงในเชียงใหมเม่ือ
สบิ ปก วา ทผ่ี า นมา ไดม กี ารพยายามรอื้ ฟน การผลติ งานเครอ่ื งเขนิ
แบบโบราณขึ้นมาอีก โดยไดรับการสนับสนุนจากหนวยงาน
ของรัฐ เพื่อฟนฟูสงเสริมงานหัตถกรรมพื้นบาน แตสวนใหญ
ของผลงานทผี่ ลติ ออกมาขาดคณุ ภาพและความวจิ ติ รเยย่ี งของ
โบราณ จงึ มกี ารตอบรบั นอ ยมากจากสงั คมทจี่ ะใหก ารสนบั สนนุ
เคร่ืองเขนิ 14 ในวัฒนธรรมลานนา
ตลับเครื่องเขินรปู ทรงเคร่ืองบนิ
สาํ หรบั ใสข องขบเคี้ยว เปนของที่ระลึกของสายการบนิ UBA ของพมา ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พนั ธ
เครอ่ื งเขนิ โบราณ อาจกลา วไดว า ขาดสะบน้ั ไรค วามตอ เนอ่ื งกบั กอ็ กนา้ํ แบบปน รกั กระแหนะ และผอบใสธ าตุ เครอ่ื งเขนิ พมา
งานชา งฝม ือรุน เดิมกอนหนานี้
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พนั ธ
ในชวงหลังๆ เคร่ืองเขินเชียงใหมท่ีเปนของโบราณ
กลายเปน งานศลิ ปะพนื้ บา นทชี่ าวตา งประเทศเกบ็ และสะสมกนั
เครื่องเขินเกาของลานนาถูกชาวญี่ปุนและชาวยุโรปกวาน
แสวงหาซื้อออกไปดวยราคาแพงล่ิว เมื่อเคร่ืองเขินทองถ่ิน
หมดไปจนขาดตลาด เครอ่ื งเขนิ พมา ไทใหญ ทะลกั เขา มาแทนท่ี
ดว ยราคาที่ถูกกวา มรี ูปแบบที่หลากหลายกวาของไทย เปน ท่ี
ยินดีปรีดาใหแกธุรกิจการคาของเกา และนักตกแตงภายใน
ปริมาณท่ีเครื่องเขินเกาพมาเขามาสูเมืองไทยมีขนาดมหาศาล
อยา งแทบไมน า เชอื่ ในชว งสบิ ปท ผ่ี า นมา จนปจ จบุ นั นใ้ี นพมา เอง
กไ็ มค อ ยมเี ครอื่ งเขนิ ดๆี เหลอื ไวใ หช นื่ ชมเพราะไดส ง มาขายใน
ตลาดเมืองไทยจนหมดส้นิ
เครือ่ งเขิน 15 ในวฒั นธรรมลานนา
เอบิ ผา แบบลานนา เอบิ ผา แตกแตง ดว ยการแตม ดอก สว นฝาทาํ ขอบนนู เปน ชนั้ ๆ
ของสะสมของคณุ ดวงจิต ทวศี รี ของสะสมของอาจารยวิถี พานชิ พนั ธ
เอบิ ผาตกแตงดวยการแตมดอกทัง้ ใบ ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พนั ธ
เครื่องเขนิ 16 ในวัฒนธรรมลานนา
เมอื่ จาํ นวนของเกา แทจ ากพมา ลดลงและราคาถบี ตวั สงู กบั อดตี สง่ิ ทเ่ี ปลย่ี นไปจากเดมิ กค็ อื ตลาดผซู อ้ื ซงึ่ มใิ ชค นพน้ื เมอื ง
ขนึ้ การทาํ เทยี มเลยี นแบบทงั้ ของลา นนาเดมิ และพมา จงึ เกดิ ขนึ้ ในทอ งถ่นิ แตเ ปน ตลาดภายนอกทม่ี ี order เปนจํานวนมากๆ
แพรห ลายในบา นถวาย อาํ เภอหางดง เชยี งใหมและปริมณฑล อยา งไรก็ตาม นบั เปน นมิ ิตหมายทีด่ สี าํ หรับงานเครอื่ งเขนิ พมา
สวนใหญทําขึ้นมาสําหรับใชในการตกแตงภายใน ดังนั้น ท่ีมิไดสะดุดขาดสิ้นจากอดีตเชนเคร่ืองเขินลานนา เพราะวามี
คุณภาพจงึ อยใู นระดบั ลา งๆ เนน ความรวดเรว็ ราคาตน ทนุ ตาํ่ การผลิตอยางตอเนื่อง แมนวามีบางจุดบางชวงท่ีดูเหมือนวา
ความวจิ ติ รลกึ ซง้ึ แทบไมต อ งถามหา สว นใหญใ ชโ ครงไมเ นอื้ ออ น เกือบสิ้นลมปราณเชนเดียวกับลานนา แตก็มีสภาพแวดลอม
กลึงแกะสลักประกอบเขากับการจักสานไมไผเปนโครง บางที ทางเศรษฐกิจสังคมของพมาเองท่ีชวยพยุงใหอยูรอดมาจนถึง
ใชไมอ ดั กระดาษ ติดกาว โปว ดวยปูนขาวผสมสี ประดษิ ฐเ ปน ปจ จบุ นั ได งานเครอื่ งเขนิ พมา เปน งานศลิ ปหตั ถกรรมประเภทน้ี
ลวดลายหยาบๆ สนี า้ํ มนั หลากหลายชนดิ ทาํ หนา ทเี่ คลอื บ ทาดว ย อยา งเดยี วในเอเชยี อาคเนยท ค่ี งอยแู ละอยไู ดด ว ยความภาคภมู ิ
สีทองกระปอง หรือปดทองวิทยาศาสตร ประดับระยิบระยับ ขณะที่เครอ่ื งเขินลา นนา ไทย ลาว เขมร หมดสน้ิ สภาพลงไป
ดวยกระจกแกวดูตระการตาราคาถูก เครื่องเขินเลียนแบบ
เหลาน้ีมีท้ังท่ีดูใหมเอี่ยมสะอาดสะอาน หรือที่ทําใหดูคลาย ปจ จุบนั นี้ คนในลานนาท่วั ๆ ไป และคนไทยสวนมาก
ของใชแ ลว รวมไปถึงความชํารุด แหวง ว่นิ แลดูเปนโบราณวัตถุ แทบไมรูจักเคร่ืองเขินที่เปนมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง
ตาม order ของผซู ้ือ และความตองการของตลาด ท่ีพอรูจักหนอยก็มักเปนเคร่ืองเขินญ่ีปุน และของจีน อยาง
ประปราย มีเครื่องเขินรูปทรงทันสมัย สีเงิน สีทองเคลือบ
นับต้ังแต ค.ศ. 2000 เครื่องเขินโบราณจากพมา Varnish แวววาวนําเขาจากเวียดนาม มาวางขายในตลาด
ที่มสี ภาพสมบูรณไ มแ ตกหักชํารดุ มจี าํ นวนลดลงไปอยางมาก ตกแตงภายในที่กรุงเทพฯ การรวบรวมขอมูลความรูและ
เนื่องจากการสงออก ทําใหแหลงผลิตเคร่ืองเขินรูปทรงเกา ภาพถายช้ินงานเครื่องเขินลานนาเขาเปนรูปเลมคร้ังน้ีนับเปน
ท่ีมีคุณภาพใกลเคียงกับตนฉบับกลับมามีชีวิตอีกคร้ังหนึ่ง ปรากฏการณค รง้ั แรกทเี่ ปน การนาํ เอาความรเู กย่ี วกบั เครอื่ งเขนิ
สนิ คาใหม ไมว าจะเปนโครงสราง วัสดุ ลวดลายตกแตง บางที ลานนาออกสูสังคมท่ัวไป ทีมงานผูจัดทําก็คาดหวังวาเยาวชน
แทบจะแยกไมออกระหวางของโบราณกับของที่เพ่ิงผลิตเม่ือ ไทยและสงั คมโลกคงจะไดรจู กั ซาบซ้งึ และหนั มาชว ยอนรุ กั ษ
เดอื นทแี่ ลว ทงั้ นท้ี งั้ นน้ั เนอ่ื งจากวา สภาพแวดลอ มการผลติ งาน หวงแหนมรดกอนั เลอคา ของบรรพชนเอาไว แทนทจ่ี ะปลอ ยให
ศิลปหัตถกรรมแขนงนี้ยังคงไวไดดีในพมา วัสดุ ยางรัก ไมไผ อดีตที่สวยงามและทรงคุณคาลองลอยและหายไปในกระแส
ชา งฝม อื และวถิ ชี วี ติ ในชมุ ชนชา งพนื้ บา นยงั คงเปน ไปใกลเ คยี ง ของโลกาภิวัตน
แอ็บยาสมนุ ไพร
ใชในกลุม ชาวไทใหญแ ละลา นนา
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พนั ธ
ความรูท่ัวไปเกี่ยวกับเคร่ืองเขิน
Introduction
เครอื่ งเขนิ 18 ในวฒั นธรรมลานนา
๏ ความรทู ่ัวไปเกีย่ วกับเครื่องเขนิ ๏
ปุง
ใชส าํ หรบั ใสเ มล็ดพชื
หรือขา วของและผา ผอน
ตกแตง ดว ยการแตมดอก
ของสะสม
ของอาจารยว ิถี พานชิ พันธ
คําวา “เครื่องเขิน” หมายถงึ ภาชนะ เครอ่ื งมอื หรอื ขนั โอแดง ขนาดตา งๆ
ของใช ที่ผลิตข้ึนโดยชาวเชียงใหมที่มีเชื้อสายสืบมาจากชาว
ไทเขินแตโบราณ คําน้ีนาจะบัญญัติข้ึนโดยคนไทยภาคกลาง ของสะสมของอาจารยว ถิ ี พานชิ พันธ
หรือขาราชการจากสวนกลางที่ขึ้นมาอยูในภาคเหนือเม่ือ
ประมาณ 100 ปที่แลว เพราะวาคําน้ีมิไดปรากฏอยูในภาษา โอพมาสีดาํ แดง
พน้ื ถนิ่ ของชาวเชยี งใหม ซง่ึ ชาวเชยี งใหมแ ตเ ดมิ มไิ ดม ศี พั ทเ รยี ก
ทจี่ าํ กดั ความเฉพาะเชน นมี้ ากอ น ชาวเชยี งใหมเ รยี กชอ่ื ภาชนะ จากเมอื งจา วกา พมา
ของใชต า งๆ ไมว า จะเปนงานชางฝม อื ประเภทใด ตามลกั ษณะ ของสะสมของอาจารยว ิถี พานชิ พนั ธ
การใชงานมากกวาการระบุถึงวัสดุหรือเทคนิคการผลิต แม
บางคร้ังอาจกลาวถึงบางถาวัสดุนั้นเปนของมีคา เชน ขันเงิน
(พานทรงสูงตจี ากเนอ้ื เงินบรสิ ุทธิ)์ หรอื แอ็บหมากคาํ (ตลบั ใส
หมากตกแตง ดวยโลหะทองคาํ ) ทั้งนอ้ี าจเปน เพราะวา ภาชนะ
ของใชในอดตี เปนจาํ นวนมาก ผลิตดวยเทคนิคและวัสดพุ ้นื ถิน่
ซึ่งถอื วาเปนของธรรมดาๆ ไมม อี ะไรพเิ ศษ หรือมีราคาคางวด
มากมาย จึงไมมีการใชศัพทจําเพาะใหชัดเจน ที่ใกลเคียงกับ
เครอื่ งเขิน 19 ในวฒั นธรรมลานนา
การหาบโอเครื่องเขนิ (คัวฮกั ควั หาง) ไปทําบุญท่ีวัด ขนั โอดําแดง พรอมไมค านหาบ
ภาพจติ รกรรมฝาผนังวหิ ารลายคาํ ของสะสมของศนู ยว ัฒนธรรมเชยี งใหม
วดั พระสิงห อาํ เภอเมือง จังหวดั เชยี งใหม
หัวไมค าน
ท่มี กี ารแกะสลักอยา งสวยงาม
ขนั โอเครอ่ื งเขนิ พรอ มสาแหรกหวายและไมคาน
สําหรับใสของไปทําบุญทีว่ ดั ของสะสมของศูนยวฒั นธรรมเชียงใหม
เครอ่ื งเขนิ 20 ในวฒั นธรรมลา นนา
ขนั โอพรอมอานเมอื งแพร
ใชใสข องใชและของมีคา หนีภัยสงครามชวงกบฏเงยี้ วไปอยูท่ีหลวงพระบาง
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พันธ
การเปน ศพั ทจ าํ เพาะมากทส่ี ดุ จะเรยี กเปน วลวี า “ควั ฮกั ควั หาง” เจา นายและราชวงศท ี่ปกครองเชียงใหม เชียงตุง และ
สําหรับส่ิงของท่เี รารูจักในปจ จบุ นั วาเปน เครอื่ งเขนิ เชียงรุง มีความเก่ียวพันฉันเครือญาติ มาตั้งแตอดีตจนถึง
ปจ จบุ นั คาํ วา “เขนิ ” ออกเสยี งเปน สาํ เนยี งพน้ื เมอื งเชยี งตงุ วา
ไทเขิน คือ ชนพื้นเมืองหรือคนกลุมตระกูลไท-ลาว “ขนื ” ซ่ึงแปลวา ยอนข้นึ หรอื ขัดขืน หรอื ฝน ดงั น้นั แมน ํ้าที่
ที่ต้ังรกรากสรางบานแปงเมืองอยูในที่ราบลุมของแมน้ําเขิน ไหลผานเชียงตุงจึงเรียกวา “แมน้ําขืน” เพราะวาเปนสายนํ้า
ซง่ึ เปน แมน า้ํ ทสี่ าํ คญั ดจุ สายเลอื ดของแควน เชยี งตงุ โดยเชอื้ สาย ไหลยอนขึ้นทางเหนือกอนท่ีจะรวมเขากับแมนํ้าโขง ปจจุบัน
ภาษาพดู วถิ ีชวี ิตความเปน อยู ศิลปวฒั นธรรม ชาวไทเขินเปน เชียงตุงเปนพ้ืนที่การปกครองเทียบเทากับจังหวัด ต้ังอยูใน
ชนกลุมหนง่ึ ในตระกูลไทล้ือทกี่ ระจายอยูทวั่ ไปในลุมแมนํา้ โขง เขตรัฐฉานตะวนั ออกของประเทศพมาหรือเมียนมา
ตอนกลาง เปนเมืองเล็กเมืองนอ ยมีมากมายอยกู ันมานบั พนั ป
ไทลื้อมีศูนยกลางการปกครองสําคัญภายใตการปกครองแบบ เมื่อครั้งพระเจากาวิละแหง “ราชวงศเจาเชื้อเจ็ดตน”
ระบบกษตั รยิ แ ละกอ ตง้ั เปน แควน หรอื รฐั เรยี กวา “สบิ สองปน นา” ของลา นนาทาํ การฟน ฟเู มอื งเชยี งใหมข น้ึ มาจากการเปน เมอื งรา ง
มเี มอื งเชยี งรงุ เปน ราชธานี สว นเมอื งเชยี งตงุ นน้ั เปน แควน อสิ ระ หลังสงครามกับพมาในยุคตนของกรุงรัตนโกสินทร ไดมีการ
มิไดขึ้นอยูกับสิบสองพันนาโดยตรง แตมีความสัมพันธและ นําไพรพลชาวไทยวนจากลําปาง ลําพูน ไปรบเพ่ือเอาราษฎร
ผูกพันกันอยางใกลชิดท้ังทางดานเศรษฐกิจ สังคม และ ผูคนพลเมืองที่พูดภาษาตระกูลไทดวยกันจากรัฐฉานและ
วัฒนธรรม สิบสองปนนามาชดเชยแทนที่ประชากรลานนาเดิมท่ีลมหาย
เครอ่ื งเขิน 21 ในวัฒนธรรมลานนา
ตายจากไปเนื่องดวยสงคราม ภารกิจของเจากาวิละคร้ังนั้น
คนทางลา นนาเรยี กวา “เกบ็ ผกั ใสซ า เกบ็ ขา ใสเ มอื ง” ชาวไทเขนิ
จากเชียงตุง เปนผูมีความชํานาญและสามารถทางดาน
ศิลปหัตถกรรมหลายดาน รวมท้ังการทําเคร่ืองเขิน จึงถูกนํา
เขามาตั้งรกรากอยูในพื้นท่ีตางๆ ของลานนา และสวนหนึ่ง
ไดเขามาอยูในเขตเมืองเชียงใหม โดยเฉพาะอยางย่ิงบริเวณ
ดา นใตแ ละตะวนั ออกเฉยี งใตข องเขตกาํ แพงเมอื งเดมิ ชาวไทเขนิ
กลมุ นเี้ องทเี่ ปน ผผู ลติ งานหตั ถกรรมเครอ่ื งเขนิ เชยี งใหม อนั เปน
ท่ีรูจักกันอยางแพรหลายวาเปนงานฝมือช้ันเยี่ยม เปนงานท่ี
ประณีตสวยงาม มีคณุ ภาพสงู นยิ มใชก ันในกลุมของผูมีฐานะ
และเจานาย ตลอดจนไปถึงชาวตางถิ่น ในภาคกลางและ
ชาวตา งชาติ
ลวดลายแกะสลักปดทอง การใชย างรักทาสีรองพน้ื แลวปดทอง
ของตพู ระธรรมคมั ภีร ชาวไทเขิน รฐั ฉาน พมา เพอื่ ตกแตง งานพุทธศิลปของชาวไทเขนิ เชยี งตงุ รฐั ฉาน
เคร่ืองเขนิ 22 ในวฒั นธรรมลานนา
ขันหมากลาํ พนู
ลวดลายบา ง นา จะมีความเช่ือมโยงกบั ลวดลายเคร่อื งเขินเชยี งตงุ
ซาขอ งคาํ มีระดับและเอกลักษณเฉพาะถิ่นท่ีมีแบบแผนสืบตองานศิลปะ
พ้ืนบานโบราณไดเปนอยางดี ซ่ึงสวนหน่ึงอาศัยความรูความ
เปนเคร่ืองจักสานลงชาดปดทอง แบบชาวไทเขินในเชียงตุง นิยมตกแตง ชํานาญของชาวไทเขินท่ีอพยพมาจากเชียงตุง จะสังเกตไดวา
ดว ยการปน รกั กระแหนะเปน เสน ตดิ ลงไปทาํ ใหเ กดิ ลวดลาย ประดบั เสรจ็ แลว เคร่ืองเขินจากสันปาตองเปนเครื่องเขินกลุมตัวแทนสําคัญ
ปด ทองทับ ของสะสมของอาจารยว ิถี พานชิ พันธ ของเครือ่ งเขนิ ลานนาทห่ี าฝมอื เปรียบเทียบไดย าก โดยเฉพาะ
อยางย่ิงการเขียนลวดลายประดับและการประดับดวยทองคํา
ชาวไทเขินกลุมหนึ่งไดเขาไปอยูในพื้นท่ีริมน้ําแมขาน เปลวบนภาชนะ ในรูปแบบและรูปทรงตา งๆ
ปจจุบันน้ีเปนเขตอําเภอสันปาตอง ละแวกบานตนแหน
บา นดงกา๋ํ และบา นทงุ เสยี้ ว กลมุ นม้ี ฝี ม อื การทาํ เครอ่ื งเขนิ แบบ เคร่ืองเขินในความคิดและความเขาใจของคนท่ัวไป
พนื้ เมืองดง้ั เดิมของลา นนา โดยสบื ตอ การทาํ รูปทรงโครงสราง ในปจจุบัน คือภาชนะของใชหรือของตกแตงบาน ท่ีมีโครง
และเทคนิคการตกแตงเฉกเชนเดียวกับของโบราณ อาจเปน ภายในเปนเคร่ืองจักสานทําจากวัสดุไมไผ หวาย หรือไมจริง
เพราะวาชาวบานและคนพ้ืนถ่ินใกลเคียงคือชาวไท-ยวน ภายนอกเคลือบทาดวยยางจากตนไมรักที่มีลักษณะเปนสีดํา
ยังนิยมของใชตามแบบดั้งเดิมอยู อยางไรก็ดีเครื่องเขินจาก เพื่อใหเกิดความคงทน มีคุณสมบัติท่ีกันนํ้าและความชื้นได
บานตนแหน สันปาตอง เปนงานหัตถกรรมท่ีมีฝมือเยี่ยม เปนอยางดี อีกท้ังยังเปนการเพิ่มความสวยงามใหแกผิวของ
ภาชนะดว ย ลกั ษณะทม่ี นั เงาหรอื บางทปี รบั เปน พนื้ ผวิ ลกั ษณะ
ตา งๆ ทาํ ใหน า สนใจอยา งเชน เครอ่ื งเขนิ จนี และญป่ี นุ มพี ฒั นาการ
ดานการตกแตงผิวอยางกาวไกลมากจนเปนการสรางสรรค
เชิงศิลปะระดับสูง มีความวิจิตรพิสดารและความงามอยาง
ลึกซ้งึ
เครอ่ื งเขนิ 23 ในวัฒนธรรมลานนา
เทคนคิ การทาํ เครอื่ งเขินแบบชาวไทเขนิ
โดย ทายาทของมลู นิ ตะ บานจอมบน เมอื งเชยี งตุง รัฐฉาน โดยการปนรักกระแหนะตกแตงกอนปด ทอง
เครอ่ื งเขนิ 24 ในวัฒนธรรมลา นนา
ขันหมากแบบแตมดอก
อําเภอสนั ปา ตอง จงั หวดั เชียงใหม ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พันธ
โดยหลักการ เคร่ืองเขินของชาวลานนาสวนใหญ ในอดีต เครื่องเขินท่ีเปนของใชในครัวเรือนท่ัวๆ ไป
มีโครงภายในเปนเครื่องไมไผสาน ทาดวยยางรักหลายๆ ช้ัน นิยมออกแบบใหมีลักษณะแข็งแรงทนทาน แตมีน้ําหนักเบา
สําหรับยางรักชั้นแรกๆ จะทําหนาท่ียึดโครงสรางไมไผใหเกิด ชาวลานนาพื้นเมืองรุนเกาที่อยูอาศัยเปนเรือนเครื่องผูก
ความม่ันคง ช้ันตอๆ ไปเปนการตกแตงผิวภาชนะใหเรียบ มีสวนประกอบและโครงสรางเปนไมไผเสียสวนใหญ ดังนั้น
ชั้นหลังๆ และชั้นสุดทายเปนการตกแตงใหสวยงาม เชน ในวัฒนธรรมการกินอยูจึงไมมีเฟอรนิเจอรและเครื่องเรือน
ทําผิวใหเรียบเนียน การเขียนลวดลายดวยพูกัน ขลิบดวย ที่ใหญและหนักเทอะทะ เชน คนจีน หรือชาวตะวันตก
การปดทองคําเปลว หรือการขูดผิวเปนรองลึก แลวฝงยางรัก เครื่องเรอื นที่มีนํ้าหนักเบา เชน เครื่องเขนิ และเคร่อื งจกั สาน
ผสมสีที่ตางกันเพ่ือสรางลวดลายใหสวยงาม แลดูละเอียด จึงเปนรูปแบบหัตถกรรมที่เหมาะสมกับชีวิตประจําวันของ
ประณีต ชาวลานนามากกวา งานหัตถกรรมท่มี ีน้ําหนักมากๆ คุณสมบตั ิ
เครื่องเขนิ 25 ในวัฒนธรรมลานนา
ขันหมากแตม ดอกขลบิ ทอง
จากบานตนแหน อาํ เภอสันปาตอง จงั หวดั เชยี งใหม และลาํ พูน ของสะสมของศูนยวัฒนธรรมเชียงใหม
เครอื่ งเขิน 26 ในวัฒนธรรมลานนา
ขันหมากเหลยี่ ม ขนาดตางๆ ของสะสมของศนู ยวฒั นธรรมเชียงใหม
ขนั แอว ขนั ดอกแบบเตี้ย และขันดอกแอวอู สําคัญของเครื่องเขินคือมีนํ้าหนักเบา ยืดหยุนบิดตัวไดบาง
ไมแตกหักเสียหายอยางทันทีทันใดเชนเครื่องปนดินเผา วัสดุ
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พันธ การผลติ เปน สง่ิ ทเ่ี สาะหาไดง า ยโดยทว่ั ไปในทอ งถน่ิ และเทคนคิ
ประกอบกบั การตกแตง ไมส ลบั ซบั ซอ นจนเกนิ ไป ในชว งศตวรรษ
ทผี่ า นมาการคน พบสารพลาสตกิ และการผลติ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช
จากพลาสตกิ ทม่ี าจาก Petrol Chemical By–Products เขา มา
แทนที่หัตถกรรมเคร่ืองเขินและเครื่องจักสานอยางรวดเร็ว
โดยที่ของใชพลาสติกน้ันมีคุณสมบัติใกลเคียงกับเคร่ืองเขิน
มากจนนาใจหาย ท่ีสําคัญมากกวาน้ีก็คือสามารถผลิตไดเปน
อุตสาหกรรมดวยความรวดเร็วและเปนจํานวนมากๆ ในราคา
ตนทุนท่ีถูกแสนถูก ไมตองเสียเวลาในการรอเปนแรมเดือนให
ยางรักแหงเชนแตก อน
เครื่องเขิน 27 ในวัฒนธรรมลานนา
ยอนกลับไปในอดีต เคร่ืองจักสานและเครื่องเขิน เฉพาะในพิธีกรรมเทาน้ัน เชน ขันดอกใสของเซน เคร่ืองไหว
ดเู หมอื นวา จะมบี ทบาทหนา ทรี่ บั ใชส งั คมลา นนา ใกลเ คยี งและ สวนกระบุงใสผัก ใสของขายชาวลานนาไมนิยมทารัก แตถา
เทียบเทากันมาก ยกเวนบางกรณีท่ีเคร่ืองเขินดูเหมือนวาจะมี เปนกระบุงใสของไปวัดจําเปนตองทารักทาชาดใหดูวิจิตร
วรรณะและศักดิ์ศรีสูงกวาเคร่ืองจักสานไมไผ หรือหวาย เชน ประณตี กวา ธรรมดา หีบผา ซากว ย สาํ หรับใสข องในครวั เรือน
กระดง กระบุง ตะกรา ซา ของ ซึ่งเปนของใชประจําวันจริง ทว่ั ไปจะเปน เครอื่ งจกั สาน แตถ า ใชส าํ หรบั พธิ แี ตง งานจะทารกั
ในการดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั มโี อกาสนอ ยมากทจ่ี ะไดเ ขา ไปเปน ทาชาดอยางสวยงาม เช่ียนหมาก ขันหมากประจําบานของ
สว นของพธิ กี รรมหรอื รว มแสดงออกทเี่ ปน หนา เปน ตาของผเู ปน ชาวลานนาเกือบทั้งหมดมีการทารักทาชาดตกแตง เพราะวา
เจาของ แตเม่ือใดเครอ่ื งจกั สานเหลา น้ีมีการเคลอื บยางรกั เพือ่ เปนของใชสําหรับตอนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนนอกเหนือจาก
ความคงทนและความสวยงามมากขึ้น ของใชพวกน้ีมักจะดูมี การใชเ ปน ประจาํ ทกุ วนั อาจกลา วไดว า ในอดตี เครอ่ื งมอื ของใช
ศกั ด์แิ ละศรีมากกวาเคร่อื งจักสาน บอยคร้ังเปน ภาชนะของใช ใดท่ีชาวลานนาใหความสําคัญเปนพิเศษก็มักจะทายางรัก
ขันหมากคําของเจานาย ประดบั ดวยลายรดนํ้าติดแกวจนื และกดพิมพ
พพิ ธิ ภณั ฑว ดั เชยี งราย อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ลาํ ปาง
เครือ่ งเขนิ 28 ในวฒั นธรรมลานนา
กบุ ละแอของเจา นาย หรอื นายทหารชัน้ สูงของลานนา ของสะสมของอาจารยวิถี พานชิ พันธ
มีดซยุ พรอ มปลอก เครือ่ งเขินแบบฮายดอก เปน มดี ใชพกพา ของสะสมของอาจารยฐ าปกรณ เครือระยา
เครอ่ื งเขนิ 29 ในวฒั นธรรมลา นนา
ทาชาดแมน วาจะมีโครงสรา งเปนเครือ่ งจักสานหรือเปน ไมจ ริง การปูเสื่อนั่งพ้ืน ไมวาจะเปนการดําเนินชีวิตประจําวันหรือ
ถาพิเศษมากก็จะตกแตงมากขึ้นตามลําดับความสําคัญ ปกติ ในพิธีกรรม ภาชนะเครื่องเขินเปนส่ิงชวยอํานวยความสะดวก
ของใชที่ทายางรักเปนของใชประจําวันจริงๆ เชน หีบใสของ ดว ยเปน สง่ิ ทยี่ กชรู ะดบั ของกนิ ของใชใ หส งู ขนึ้ จากระดบั พน้ื เรอื น
เอบิ ผา ขันหมาก และขนั โตกรบั ประทานอาหาร สว นใหญเปน เพอ่ื ไมใ หด เู ลอะเทอะ เกะกะ กระจดั กระจาย กดี ขวาง การลกุ เหนิ
สดี าํ ตามธรรมชาตขิ องยางรกั แตถ า เปน ของใชก ง่ึ พธิ กี รรม เชน เดินน่งั ของผูคน อีกท้ังยังเปนการปูพื้นเสริมใหของกินของใช
ขนั ดอก หรอื ขนั หมากรบั แขกทวั่ ๆ ไปจะนยิ มทาสแี ดงชาดหรอื เหลาน้ันแลดูมีคุณคา ตัวอยางเชน ขันโตก สําหรับใสอาหาร
ตกแตงใหมีลักษณะพิเศษมากขึ้นไป การตกแตงดวยสีแดง รบั ประทานอาหาร ขนั หมากสาํ หรบั ตอ นรบั แขก หรอื พานขนั
เปนการแสดงถึงสถานภาพของผูเปนเจาของ เชน เปนคนมี ดอกใสด อกไมธ ปู เทยี นท่ีนําไปไหวพระ ชาวลานนาไมนิยมวาง
ฐานะดีรํ่ารวย หรือวามียศถาบรรดาศักดิ์ในสังคม เจานาย ของสําคัญลงบนพ้ืนโดยไมมีภาชนะรองรับ และถือวาเปน
และพระสงฆในอดีตนิยมใชภาชนะของใชที่ทารักลงชาดสีแดง การไมมีวัฒนธรรมและไมบังควร หรือบางทีอาจถือวาเปน
เปนปกติ ไพรและชาวบานมีของใชเปนเคร่ืองเขินสีดําหรือ การลบหลูดูหม่ินดวยซํ้า ดังน้ันในอดีตชีวิตของชาวลานนา
งานจักสานธรรมดา ย่ิงถาเปนภาชนะท่ีลงรักปดทองคําเปลว ถกู หอ มลอ มไปดว ยภาชนะรองรบั แบบตา งๆ เสมอ ซง่ึ สว นใหญ
แลว เปน ของทใ่ี ชเ ฉพาะพธิ กี รรมในวดั และในวงั เทา นน้ั สามญั ชน ก็คือเครื่องเขินในรูปแบบขันพานหลากหลายชนิด ของกิน
คนธรรมดาไมม ีสทิ ธิใชไดเ ลย บางอยา งมกี ารบรรจหุ ีบหอ สาํ หรบั การรบั ประทานไดเ ลย แตก ็
ไมน ยิ มกนิ จากหบี หอ จาํ ตอ งแกะออกและหรือวางบนภาชนะ
เชนเดียวกับชาวพื้นเมืองในเอเชียอาคเนยสวนใหญ ขันหรอื พานอีกทหี น่ึง
ชาวลานนาในอดีตมีบานเรือนยกพื้นใตถุนสูง มีวัฒนธรรม
ขนั หมากลายคาํ และขันโอลายคาํ
เปนเคร่อื งใชส ําคญั สําหรบั เจา นายลา นนา
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วหิ ารลายคาํ วัดพระสิงห
อาํ เภอเมอื ง จงั หวัดเชียงใหม
ขันหมากตกแตงดวยแกว จืน ลายทอง และปน รกั กระแหนะ
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พนั ธ
เคร่อื งเขนิ 30 ในวฒั นธรรมลา นนา
ขันหมากลายคํา และขันโตก เปนเคร่อื งใชสําคัญสําหรับเจา นายลา นนา อบู
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั บา นกอ อําเภอวงั เหนือ จังหวัดลาํ ปาง เครอื่ งเขนิ ท่ีใชใสน า้ํ ตน สาํ หรบั ตดิ ตามขบวนเจา นาย
ขันดอกแอวอู กระโถน สําหรบั บว นนา้ํ หมาก แอบ็ เฮือ ใชส ําหรบั ใสข องมีคา
ของสะสมของอาจารยวิถี พานิชพันธ
ในพธิ กี รรมตา งๆ ของชาวลา นนาไมว า จะเปน พธิ เี ลยี้ งผี ตามบา นเรอื นรนุ เกา ในลา นนา เราพบเครอ่ื งเขนิ ของใช
แบบพ้ืนเมืองหรือพิธีกรรมทางพุทธ แตเดิมจะตองใชภาชนะ อยตู ามมมุ ตา งๆ ในตาํ แหนง ทม่ี กี ารใชส อย เชน หบี ผา เอบิ และ
เครื่องเขินเกือบท้ังสิ้น ขบวนขันหมากเจาบาวไปขอเจาสาว กลอ งใสของมคี า อยูบนหิง้ หรอื ฝาเพดาน ในหองนอน ขันดอก
หรือขบวนแหนําเครื่องไทยทานไปถวาย หรือแมแตเจานาย ขันไหวผีปูยาบรรพบุรุษอยูท่ีหิ้งไหวผีหัวนอนของผูสูงอายุ
เสด็จไปทางไหน จําตองมีพานขันดอกเครื่องเขินนําขบวน ในหองขันหมาก ขันเมี่ยงอยูท่ีหนาเรือนพรอมท่ีจะใชรับแขก
ชนช้ันสูงไปไหนมาไหนจะมีบาวไพรยกขันหมาก กระโถน ขันโตก ปงุ ใสเมล็ดผักพันธพุ ชื อยูในหองครวั ไฟ ของใชเ หลานี้
แอบ็ ยาเสน พาน คนโท นําเปน แถว ซึง่ ลว นแตเปน เคร่ืองเขิน นอกเหนอื จากรองรบั หนา ทปี่ กตใิ นบา นเรอื นแลว ยงั เปน สมบตั ิ
เพ่งิ มาปรบั เปนเครื่องโลหะในยุคหลงั ๆ เม่ือไมนานมานี้ ที่มีไวอวดไวแสดง สําหรับเจาของบานเรือนใดมีขันหมาก
เคร่อื งเขนิ 31 ในวฒั นธรรมลานนา
ลวดลายสวยงามยอมเปน เกียรติเปน ศรแี กเ จา ของเรือน หีบผา ขนั หมากแบบแตม ดอก
เจาบาวเมื่อแหไปถึงบานเจาสาว ยอมบงถึงฐานะความมั่งมี
ของครอบครวั ฝา ยชาย อกี ทงั้ ลวดลายประดบั ยงั บอกถงึ รสนยิ ม สกุลชา งบา นตนแหน หรอื เครอ่ื งเขินสันปา ตอง
และฐานะทางสงั คมของผเู ปน พอ แม ในงานประเพณฟี อ นผมี ด ของสะสมของคณุ ดวงจติ ทวีศรี
ผีเม็ง เซนไหวผีบรรพชนของแตละสายตระกูล จําเปนตองใช
ภาชนะเซน ไหวม ากมายในแตล ะครง้ั ญาตพิ นี่ อ งเชอ้ื สายเดยี วกนั ขันหมากขนาดเลก็ ใชก ินหมากในหอ งนอนและพานเหม้ียง
ยอ มนาํ เอาภาชนะขนั ดอกขนั ไหวข องตนมาชมุ นมุ ทบี่ า นเจา ภาพ
สําหรับพิธีการ ตระกูลใดมีเคร่ืองเขินขันดอกสวยงามก็เปน ของสะสมของอาจารยวิถี พานิชพันธ
ท่ีโจษขาน ไมนอยหนาวงศตระกูลอ่ืน สายวงศใดไมมีภาชนะ
ของใชทวี่ จิ ติ รงดงาม มกั จะเปน ทด่ี ถู กู ดูแคลนในสงั คม จําตอ ง
ขวนขวายหาเก็บหาซ้อื ไวเ ปน สมบัติ
การไปทาํ บญุ ไปวดั ในโอกาสตา งๆ ชาวลา นนานยิ มหาบ
โอเคร่ืองเขินสําหรับใสขาวปลาอาหารและเคร่ืองไทยทาน
ผูใหญจะใหลูกหลานหาบโอดํา โอแดง ดวยไมคานหัวงอน
ทารักทาชาด เดินเปนแถวเขาวัด บานผูลากมากดีใหบาวไพร
เครอ่ื งเขนิ 32 ในวัฒนธรรมลา นนา
ก๊บั ธรรม ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานิชพนั ธ
ขนั ดอกหลวงในวหิ าร จงั หวดั แพร ขนั ดอกไมกลึงทรงสูง ตน ตอมกอม หรือตนดอก
ของสะสมของอาจารยวิถี พานิชพันธ ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พันธ ของสะสมของอาจารยวิถี พานชิ พันธ
วิหารนอ ย อาํ เภอแมท ะ จังหวัดลาํ ปาง หีบธรรม
วัดปงสนกุ อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง
เครอ่ื งเขิน 33 ในวฒั นธรรมลานนา
ธรรมาสน จติ รกรรมลายคํารูปหมอปูรณกฏะ พระพุทธรูป
วัดนาคตหลวง อําเภอแมทะ จงั หวัดลาํ ปาง วัดตอแกว อาํ เภอแมท ะ จังหวัดลาํ ปาง วดั ปงสนุก จงั หวัดลําปาง
หาบคอน ขนั ดอก ขันขา ว เคร่อื งใชตางๆ เปนขบวนออกหนา สมุ ดอกเปน ภาชนะของใชใ นพธิ กี รรมทท่ี กุ วดั จะตอ งมี สตั ตภณั ฑ
ออกตา ยงิ่ ถา เปน วนั พระวนั ศลี ยง่ิ ไดเ ปน การแสดงออกซง่ึ สมบตั ิ ปด ปา ว จาวมร สงั เคด็ อาสนะ ปราสาทธรรมาสน เปน เฟอรน เิ จอร
ภาชนะของใชท่ีสวยงาม ขันดอกขันโอ ซองเทียนท่ีเขียน งานลงรักปดทอง ปดแกวกระจก รวมถึงพระพุทธรูปไมแกะ
ลายชาด ติดเบ้ียหอย หมายถึง ความอยูดีกินดีไมอดไมอยาก ขนาดเลก็ แผงพระพมิ พบ ชู าอดตี พทุ ธ หบี พระธรรม หง้ิ พระธรรม
เปนหนาตาและภาพพจนแดผูเปนเจาของ แมกระทั่งแอ็บเฮือ บนั ไดแกว และแทน สงั ฆ ในเทศกาลออกพรรษาชาวลา นนานยิ ม
ใสย าเสน หรอื “แอบ็ ญอย” ใสต าชงั่ ของพอ คา มา ตา งคาราวาน ถวายพระธรรมคัมภีรใบลานหุมดวยไมประกับลงรักเขียนลาย
กเ็ ปน เครอ่ื งเขนิ ทเ่ี สรมิ บคุ ลกิ ลกั ษณะของความนา เชอ่ื ถอื ใหแ ก หรอื ปด ทองเปน พทุ ธบชู าและสบื พระศาสนา ประกบั ลงรกั เหลา นี้
เจาของยามเม่ือเดินทางไปคาขายตางบานตางเมือง ตลับเฝา พรอ มกบั ไมป น ชกั ทร่ี ะบเุ นอื้ เรอ่ื งของเนอ้ื หา เปน พนื้ ทส่ี รา งสรรค
ดนิ ปน ของผมู ฐี านะ นยิ มเปน เขากระทงิ ปด จกุ ดว ยงานเครอ่ื งเขนิ งานศลิ ปข องชาวลา นนาอกี หมวดหนง่ึ ซง่ึ ยงั ไมเ ปน ทร่ี จู กั เทา ใดนกั
ทส่ี วยงาม มีทั้งเทคนิคงานแกะสลัก เขียนลายทอง ขูดลายทอง ปนรัก
กระแหนะจากสมกุ ประดับเปลือกหอยมกุ และแกวกระจก
ในพระวหิ ารของวดั วาอารามชาวลา นนาถกู หอ มลอ มดว ย
งานทารกั และเครื่องเขิน ในพิธกี รรมสําคญั ภาชนะเคร่อื งเขิน มองสูงข้ึนไปบนเสา ข่อื คาน ฝา เพดาน รูปจิตรกรรม
เชน ขันแกวทั้งสามบูชาพระรัตนตรัย ขันหาโกฐาก ขันครู บนฝาปูน ฝาไม ลว นเปนการทารกั ทาชาด ปดทอง ภายนอก
ขนั ขอศลี ลว นเปน เครอ่ื งเขนิ เครอื่ งรกั ทวี่ จิ ติ รสวยงาม ขนั เหลย่ี ม เปนเครอ่ื งเขนิ ขนาดยักษ หอหมุ พิธกี รรมและความเชือ่
เครือ่ งเขนิ 34 ในวัฒนธรรมลา นนา
กระเปาถือสตรีเมืองกรุง
กระโถนปากจบี และชุดขันนา้ํ พานรอง
ของสะสมของอาจารยว ถิ ี พานชิ พนั ธ
เมื่อถึง ชอ ฟา บราลี ปน ลม หชู า ง ความเปนเคร่ืองเขนิ สนิ คา เครือ่ งเขินทสี่ งขายในไทยภาคกลาง เชน แกว น้ํา
คงตองปรับกลายเปนงานสถาปตยกรรมที่ลงรักปดทอง จะใช
คําเรยี กวา เครอื่ งเขิน กค็ งกระไรอยู แกว นํ้า คนโท ทเ่ี ขีย่ บหุ รี่พรอ มซองไมข ีดลายรดนาํ้
ในชวงกาลเวลาที่ลานนาปรับตัวเขาสูสังคมรวมสมัย ที่ลานนาทําข้นึ สงขายในภาคกลาง
เมอ่ื ประมาณ 200 ปท ผ่ี านมา เคร่ืองเขนิ ลานนาเลอื่ นไหลจาก ของสะสมของอาจารยว ิถี พานชิ พนั ธ
รปู แบบเดมิ มาสนองตอบความตอ งการใหมท เ่ี กดิ ขนึ้ มกี ารผลติ
เชย่ี นหมากเครอ่ื งเขนิ แบบใหมท เี่ รยี บงา ยและกะทดั รดั สาํ หรบั
ชาวกรุงเทพฯ ขันน้ําพานรอง กระโถนปากแตร พานแวนฟา
สํารับถวยฝา กระเปาหมากสตรี หล่ังไหลออกมาในนามของ
หตั ถกรรมเครอ่ื งเขนิ เชยี งใหม พานลายรดน้าํ ถาดทรงรี ตลบั
แปรงสีฟน จานสบู ซองบุหร่ี ถูกผลิตข้ึนมาสําหรับตลาด
เมืองกรุง ในขณะเดียวกันชาวลานนาพากันเลิกใชเคร่ืองเขิน
เกือบทั้งหมดเมื่อประเทศเปล่ียนแปลงการปกครอง และ
ระบบสังคม พรอมกับการจบสิ้นของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
ด้ังเดมิ สลุงเงิน ขันเงิน พานเงิน เขามาแทนหนาที่เคร่อื งเขิน
ซ่ึงในที่สุดปจจุบันน้ีทั้งเครื่องเขินและเครื่องเงินพากันหมด
สภาพและกลายเปนอดีตของสังคม เยาวชนรุนใหมนอยนัก
จะเคยเห็นทั้งสองอยาง การใชสอยหรือช่ืนชมนั้นแทบไมตอง
กลาวถึงเลย
วัตถุดิบ วัสดุโครงสราง และเทคนิคการตกแตง
ที่ใชในการผลิตเคร่ืองเขิน
Material and Techniques of Production : bamboo,
lacquer sap, minerals, decorative techniques, etc.
ผงชาด เปนวตั ถดุ ิบทผี่ สมกบั ยางรักในการทาํ เครอื่ งเขนิ สําหรบั ทาพ้ืนผวิ แตม ดอก และการปดทองคําเปลว
เคร่ืองเขนิ 36 ในวฒั นธรรมลานนา
๏ วตั ถดุ ิบทใี่ ชใ นการผลติ เครอื่ งเขิน ๏
ตน ยางรกั -เมอื่ พดู ถงึ ยางรกั คนไทยทว่ั ๆ ไปจะคดิ ถงึ ยาง ช้ันเน้ือไมจริงซ่ึงเปนสีแดงเขมแทรกดวยร้ิวสีเทาแก เน้ือไม
ของดอกรัก ซ่ึงเปนดอกไมรูปทรงสวยงามสีขาวหรือชมพูมวง คอนขางละเอียด เสี้ยนเสนตรงเปนมัน เหนียว แข็งและมี
ที่นิยมนําเอารอยเปนอุบะประกอบพวงมาลัย หรือประดับ ความทนทานมาก น้ําหนักประมาณ 850 กิโลกรัมตอ
ตกแตงงานดอกไมท่ีใชในพิธีกรรม และโอกาสตางๆ ใน 1 ลูกบาศกเมตร สามารถใชทํางานเครื่องไม เครื่องเรือนได
วัฒนธรรมการจัดดอกไมไทย ตนดอกรักชนิดน้ีมีชื่อเรียก อยา งสวยงาม
ทางพฤกษศาสตรว า CALOTROPIS GIGANTEA มลี กั ษณะเปน
ไมลมลุกผลัดใบ ที่ใบเปนขนๆ ขนาดฝามือ ขึ้นเปนตนทรง ลักษณะของใบจากตนไมฮักหลวงมีรูปใบทรงรียาว
พุม เต้ยี ตามชายทงุ เปนวชั พืชชนดิ หนง่ึ ยกเวน ท่ีปลกู เปนสวน ปลายมน ขนาดประมาณ 20-30 ซม. จัดเรียงใบบนกาน
สําหรบั การสง ดอกขายเปน ธรุ กจิ ตน ดอกรกั น้ที ้งั กาน ดอก ใบ เปนพุมคลายใบมะมวง หลังใบสีเขียวเขม สวนทองใบมีขน
มียางขาวขนคลายกาวลาเท็กซ แตไมมีคุณสมบัติในการใช เปนกํามะหยี่สีออนกวา สามารถมองเห็นกานใบไดชัดเจน
เคลือบผวิ ใดๆ ท้ังสน้ิ จงึ ไมใ ชยางรักสาํ หรับการทําเครอ่ื งเขิน ทงั้ สองดาน เปน ลวดลายแบบกา งปลา เมอื่ ใบแกจดั จะเปลย่ี น
จากสีเขียวเปนสีเหลืองหรือสีแดง แตไมพรอมเดียวกันท้ังตน
สวนตนยางรักที่สามารถเจาะกรีดเอานํ้ายางมาทํา สแี ดงสดของใบตน รกั ทาํ ใหป า ทม่ี ตี น รกั มาก แลดเู ปน สเี พลงิ แดง
เครอ่ื งเขนิ ได เปน ตน ไมย นื ตน ผลดั ใบ ทรงสงู ทข่ี นึ้ ตามปา ละเมาะ งดงามในยามฤดหู นาว บางทีช่ าวบานกเ็ รยี กกันวา “ปาแดง”
เชงิ ดอย และมนี าํ้ ไมท ว มขงั ทางพฤกษศาสตรเ รยี กไมต ระกลู นี้ ตน ยางรกั จะผลดั ใบในเดอื นมกราคม-กมุ ภาพนั ธ ในชว งเดยี วกนั
วา ANACARDIACEAE ซึ่งมีอยูประมาณสามสี่สายพันธุท่ี กจ็ ะผลติ ดอกสวยงาม สว นฤดผู ลใิ บใหมจ ะเรมิ่ ชว งปลายหนา แลง
ผลิตยางสาํ หรับใชท ําเคร่ืองเขินไดในบา นเรา ในเดือนมีนาคม-เมษายน
รกั ใหญ หรอื ฮักหลวง (MELANORRHOEA USITATA) ดอกตนยางรักมีลักษณะเปนพุมชอคลายๆ กับดอก
เปน ตน ไมผ ลดั ใบขนาดกลางทวั่ ๆ ไปมลี าํ ตน คอ นขา งตรง ถา ขนึ้ ตนสัก หรือดอกตนสะเดา พุมชอประกอบดวยดอกสีขาว
ในท่อี ดุ มสมบูรณจะเจริญเตบิ โตเปนไมข นาดใหญ มเี รอื นยอด เล็กๆ เมื่อแรกบาน แตละดอกมีกานยาวมีกลีบดอกแยก
แผก ง่ิ กวา งขวางขน้ึ อยใู นปา เบญจพรรณแลง และปา แดงทว่ั ไป เปนแฉกเมอ่ื บาน จํานวน 5-7 กลีบ ลกั ษณะของกลบี จะยาวรี
ในภาคเหนอื ท่ีมีความสงู จากระดับน้ําทะเลตั้งแต 300-1000 และบาง แตล ะดอกมีเกสรตัวผูเปน เสน เล็กๆ ฟูคลายเสนแปรง
เมตร โดยขน้ึ ปะปนกบั ไมเ ตง็ ไมร งั พลวง และเหยี ง (TROPICAL อยูกลางดอก ลอมรอบเกสรตัวเมียที่อยูกลางดอก ภายหลัง
MONSOON FOREST) พบมากในพน้ื ทจี่ งั หวดั เชยี งใหม ลาํ พนู จะกลายเปน เมลด็ เมอื่ แกเ ตม็ ที่ กลบี ดอกสขี าวเลก็ ๆ คอ ยโตขนึ้
ลาํ ปาง พะเยา เชยี งราย แมฮ อ งสอน แพร นา น อตุ รดติ ถ สโุ ขทยั และเปลี่ยนเปนสีชมพู สวนใหญจะรวงหลนเหลือแตดอกที่
ตาก และบางพน้ื ทีใ่ นภาคอสี าน แข็งแรง จากสีชมพูเปนสีแดง และแดงอมมวงหรือแดงคล้ํา
เม่ือแกจัด กลีบดอกจะมีขนาดโตและยาวประมาณกลีบละ
ลกั ษณะของลาํ ตน ฮกั หลวงทด่ี สี าํ หรบั การเจาะยางเพอื่ 7-10 ซม.
นํามาใชนาจะมีความสูงประมาณ 15-20 เมตร ความโตของ
ลาํ ตน วดั โดยรอบได 1-2 เมตร เปลอื กสนี าํ้ ตาลเทาเขม แตกลาย ผลรักหรือเมล็ดตนรัก มีลักษณะกลมขนาดประมาณ
สะเก็ดเปนแวนเล็กๆ เนื้อในเปลือกหรือกระพี้เปนสีแดง หัวแมม อื หุมดวยเย่ือออ นเปน เปลอื กบาง มสี ีเขียวตอนแรกๆ
อมนํ้าตาลมีความหนาราว 1.8 ซม. เมื่อเปดเปลือกจะพบ แลวกลายเปนสีน้ําตาลเม่ือแก เมล็ดตนรักจะติดกับกานเกสร
เครื่องเขิน 37 ในวัฒนธรรมลานนา
ตน รกั หลวงในชว งท่ีดอกบานหนา แลง (มกราคมและกมุ ภาพนั ธ)
ดอกตน รักหลวง เครื่องเขนิ 38 ในวฒั นธรรมลานนา
ตอกับกลีบดอกต้ังแตแรกจนกระทั่งรวงหลนไปดวยกันหรือ
อาจจะแยกกันรวงหลนก็ได แตถาติดอยูดวยกันกลีบทั้งหา
ที่คลายกังหันใบพัดจะหมุนชวยใหทั้งดอกและเมล็ดปลิววอน
ไปไดไ กลเหมอื นเฮลคิ อปเตอร เมอื่ ผลรว งหลน ลงถงึ พน้ื ดนิ และ
มีสภาพแวดลอมที่เหมาะสม ผลหรือเมล็ดน้ันก็จะงอกงามข้ึน
ทันที หากไมมีไฟปามาทําลายเสียกอน รักตนใหมก็จะเจริญ
เตบิ โต และใหนา้ํ ยางเหมาะสาํ หรบั การใชง านสาํ หรับการผลิต
หัตถกรรมเครอื่ งเขินไดภายในเวลา 10 ป
ยางจากตนรักใหญหรือฮักหลวงมีลักษณะเปนสีนํ้านม
LATEX ขาวขนออกเทาเล็กหนอย เม่ือแรกกรีดและไหลเยิ้ม
ออกจากเปลือกของตน ยางรักนี้คอยๆ กลายจากสีขาวเปน
สนี ํ้าตาลเขม และดาํ สนิทเมอื่ โดนอากาศ ดงั นั้นการเกบ็ รักษา
ยางรักที่ถูกตองจึงตองเก็บไวในภาชนะที่ปกปดจากอากาศ
อยางมิดชิด เชน กระบอกไมไ ผ โอง หรอื ไหดนิ ในอดตี ปจ จบุ ัน
ใชป บ สังกะสี เพือ่ กันไมใหถ กู อากาศ แสงแดด หรือความรอน
การเกบ็ รกั ษายางรกั เชน นี้ ทาํ ใหค ณุ สมบตั ขิ องยางรกั เปลยี่ นแปลง
ชา มาก สามารถเก็บไวไดนานหลายป โดยไมแ ข็งตัว สว นใหญ
ยางรักไดจากวิธีการเปดเปลือกลําตนของตนรักดวยการเจาะ
และกรดี แบบตา งๆ ซง่ึ ชา งแตล ะพน้ื ถน่ิ มกี รรมวธิ ี เครอ่ื งมอื และ
ขนั้ ตอนตา งกนั ออกไป สว นประกอบของยางรกั จากตน ฮกั หลวง
คือ เรซิน (RESIN) หรือกาวยาง (GUM) นํ้า (WATER) และ
สารแอลบูมินัส (ALBUMINOUS SUBSTANCE) ซ่ึงสัดสวน
และคณุ สมบตั จิ ะแตกตา งกนั ไปตามลกั ษณะพนั ธุ แหลง กาํ เนดิ
และสภาพภมู อิ ากาศ
ยางรกั จากตน ฮกั หลวงปกตเิ มอ่ื แหง แลว จะมผี วิ สดี าํ เงา
แข็งแกรง ทนตอการกระแทก ทนตอความรอนและความช้ืน
ไดด ี ถา ปลอ ยใหแ หง อยา งถกู วธิ จี ะมผี วิ ทเ่ี รยี บสมาํ่ เสมอ ซงึ่ เปน
คณุ สมบตั ิพึงประสงค หรือสดุ ยอดของงานเคร่ืองเขิน
นอกจากตน รกั ใหญห รอื ฮกั หลวงทใี่ หย างรกั แลว ยงั มไี ม
ทจี่ ดั อยใู นตระกลู เดยี วกนั ซงึ่ มลี กั ษณะแตกตา งทางพฤกษศาสตร
และแหลงกาํ เนดิ อันไดแก รักน้ํา (BUCHANANIA LATIFOLIA)
รักขี้หมู (SEMECARPUS COCHINCHINENIS) และรักปา
เคร่อื งเขนิ 39 ในวัฒนธรรมลา นนา
(SEMECARPUS CURTISII) ตน รักพวกนแ้ี ลดผู วิ เผินจะละมา ย ตังอ้ิว เปนสารละลายสําหรับการทาเคลือบผิว รักญี่ปุนมีสีเขม
คลายคลึงกับฮักหลวงมากจนแทบไมสามารถแยกออกได กวารักจีน คนญ่ีปุนนิยมทําใหยางรักมีความใสดวยการ
ยางรกั ทมี่ าจากรกั ขห้ี มู คอ นขา งแหง ชา กวา ฮกั หลวง และมพี ษิ เติมสารละลาย เชน การบูร (CAMPHOR) และนํ้ามันสน
ของยางที่รุนแรง สามารถกัดเนื้อผิวหนังผูท่ีสัมผัสไดโดยงาย (TURPENTINE) เพราะเม่ือผสมผงสีตางๆ เขาไปจะไดรักท่ีสี
ทําใหเกิดอาการแพ ผิวหนังบวม และคัน แมจะเปนเพียง สดใส ไมดําคลํ้าเหมือนรักสายพันธุอ่ืนของทางเอเชียอาคเนย
การสัมผัสก่ิงกา น หรือใบเพยี งเล็กนอย หรอื ผา นเขาใกลก ต็ าม
ความรา ยแรงของพษิ ยางรกั เหลา น้ี ทาํ ใหไ มเ ปน ทน่ี ยิ มนาํ มาใช ตนรักสายพันธุเวียดนาม จีนใต และเกาะไตหวันมีช่ือ
สําหรับการทาํ เคร่อื งเขนิ ทมี่ รี ะดับ ทางพฤกษศาสตรว า RHUS SUCCEDANEA เปน สายพนั ธเุ ดยี ว
กับรักจีนและญ่ีปุน มีความแตกตางกันบางในขนาดความสูง
นอกจากรักพันธุพื้นเมืองที่ข้ึนอยูทั่วประเทศใน ของลาํ ตน ลําตนจะสูงประมาณ 3-4 เมตรเม่ือมีอายุได 5-6 ป
ภาคเหนอื ของไทย และบางสวนของประเทศพมา โดยเฉพาะ ปลกู โดยวธิ ใี ชเ มลด็ เพาะในดนิ รว นซยุ บนทส่ี งู เชน เนนิ เขาหรอื
อยา งยงิ่ รฐั ฉาน ยงั มตี น รกั อกี หลายพนั ธุ ทจี่ ะปรากฏอยใู นพน้ื ท่ี ท่รี าบสงู ลักษณะของใบเปน รปู ไข บางและมขี น แยกออกเปน
อนื่ ๆ ของเอเชยี แตล ะพนั ธจุ ะมลี กั ษณะและคณุ ภาพเฉพาะทาง คๆู 10-20 คตู อหน่ึงกาน ชอ ดอกคลา ยชอดอกมะมว ง มีเกสร
พฤกษศาสตรและแหลงกําเนิดแตกตางกันออกไป รักพันธุจีน ตัวผูเล็กกวาตัวเมีย ตนรักพันธุเวียดนามเร่ิมใหน้ํายางที่ใชได
และญ่ีปุน มีชื่อทางพฤกษศาสตรวา RHUS VERNICIFERA เมอื่ มอี ายุ 2-3 ป และสามารถใหไ ดต ลอดทง้ั ปจ นถงึ อายุ 7–8 ป
ปลกู กนั มากทางภาคกลางของประเทศจนี สาํ หรบั ญป่ี นุ นยิ มปลกู จึงมีการตัดทิ้งแลวปลูกใหม ยางรักพันธุเวียดนามมีคุณภาพ
กนั แถบตะวนั ออกและภาคใตข องประเทศ ทงั้ จนี และญป่ี นุ รจู กั ดอยกวาของจีนและญี่ปุน แตถาเทียบกับยางรักของไทยและ
การเพาะและปลูกเล้ียงตนรักมาแตโบราณดวยวิธีเพาะเมล็ด พมา จะมีคุณสมบัติตา งกนั คอื ยางรักเวียดนามมปี ริมาณของ
และวิธีตัดหนอ ตนรักของญ่ีปุนมีการปลูกเล้ียงเปนสวนหรือ เน้ือรกั THITSOIL ทีท่ าํ ใหผ ิวของเครือ่ งทารกั แข็งแรงนอยกวา
ฟารม มลี กั ษณะขนึ้ เปน กลมุ หนาแนน ในพน้ื ทเ่ี ดยี วกนั ซงึ่ ทาํ ให รกั ไทยและพมา ในขณะเดยี วกนั ยางรกั เวยี ดนามมปี รมิ าณของ
สะดวกรวดเรว็ สาํ หรบั การเจาะกรดี และเกบ็ ยางรกั ตา งจากของ (LACCASE) ซ่ึงเปนการทําใหเกิดการแหงตัวของผิวเครื่อง
ไทยและพมาท่ีปลอยใหขึ้นเองตามธรรมชาติ กระจัดกระจาย ทารกั เรว็ กวา รักไทยและรักพมา
ไมสะดวกในการกรดี และเกบ็ ยางรัก
ในเอเชียอาคเนย นอกจากพันธุรักไทยและเวียดนาม
ตน รกั จนี และตน รกั ญปี่ นุ มคี วามสงู ของลาํ ตน ประมาณ แลวยังมีพันธุรักอีกชนิดหน่ึงเรียกวา “รักกัมพูชา” มีข้ึนตาม
8-14 เมตร มีใบเปนคู 3-4 คู ซง่ึ ผลัดใบทงิ้ จนหมดในฤดหู นาว ปา ละเมาะทวั่ ไปในประเทศกมั พชู า เวยี ดนามใต ลาวใตแ ละอสี าน
ดอกมีลักษณะเปนพวงคลายชอมะมวง มีกานดอกยาวมาก ของประเทศไทย มชี อ่ื ทางพฤกษศาสตรว า MELANORRHOEA
ราว 30 ซม. ตนมี 2 ชนดิ คอื ตน ตัวผู และตนตวั เมีย สาํ หรับ LACCIFERA PIERRE ชาวลาวและอีสานเรียกวา นํ้าเก้ียง
ตน ตัวผมู รี ากแกว ตรงใหญ ใบคอ นขางแหลมยาว เจรญิ เติบโต (NAMKIENG) ลาํ ตน ไมค อ ยเหยยี ดตรง ใบและดอกเลก็ กวา พนั ธุ
รวดเร็วและเน้ือไมแขง็ กวาตน ตวั เมีย ยางรกั พนั ธุจนี และญี่ปนุ รกั ไทยและพมา นาํ้ ยางเมอื่ ออกใหมๆ มสี เี หลอื งและกลายเปน
มีคุณภาพดแี ละบริสุทธเ์ิ หนือกวารกั ชนิดอืน่ ๆ อีกทงั้ มสี ีท่อี อน สีนาํ้ ตาลแกใ นภายหลัง เมื่อแหงสนทิ ผวิ ไมเงามันมากนัก
กวารักไทย ทําใหคุณสมบัติเหมาะสมกับการนําไปใชผสมทํา
เปนรักสตี า งๆ ไดอ ยา งสวยงาม รักจนี สวนใหญไ มคอยดาํ สนทิ ในอดีตตนยางรักเปนไมพันธุพื้นเมืองทั่วไปของ
เมื่อแหงคอนขางเปนสีนํ้าตาลแก คนจีนนิยมใชผสมน้ํามัน ภาคเหนือ (ลานนา) และบริเวณใกลเคียง ยางรักเปนสินคา
สงออกสําคัญจากลานนาสูพมา อยุธยา รัตนโกสินทร และ
เครื่องเขนิ 40 ในวัฒนธรรมลานนา
การกรดี ยางตนรัก ประเทศเพ่ือนบาน ปจจุบันตนรักที่ข้ึนเองตามธรรมชาติ
มีจํานวนลดนอยลงไปมาก เพราะการบุกรุกตัดไมทําลายปา
แลว ใชกระบอกไมไผร องนา้ํ ยางท่ีไหลออกมา เพื่อขายพ้ืนที่ทํากินของราษฎร กอปรกับความจําเปนของ
จากนั้นรวบรวมยางรกั ดิบใสเ กบ็ ไวในปบ การใชยางรักก็ลดนอยลงไปเพราะมีสีน้ํามันและเคร่ืองเคลือบ
สีสังเคราะหเขามาทดแทน ตนรักที่เจริญเติบโตชาโดนไฟปา
ลวกอยบู อ ยครงั้ มโี อกาสขยายพนั ธุน อ ยมาก จึงคอ ยๆ ลดหาย
ไปจากปาในประเทศไทย รัฐบาลไดออกกฎหมายกําหนดให
ตนรักเปนไมหวงหามประเภทธรรมดาและกําหนดใหยางรัก
เปนของปา หวงหา ม เมอ่ื พ.ศ. 2530 ในภาคเหนอื บรเิ วณท่มี ี
ตนรกั ข้นึ อยปู ระปรายพอทจ่ี ะผลิตยางรกั สาํ หรับทาํ เครื่องเขิน
ไดบาง คือ เขตปาธรรมชาติในจังหวัดเชียงใหมและจังหวัด
แมฮ อ งสอน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในพน้ื ทอ่ี าํ เภอแมอ าย อาํ เภอฝาง
อาํ เภอเชยี งดาว อาํ เภอเวียงแหง อําเภอปายและเขตตดิ ตอกับ
รฐั ฉานของพมา ยางรกั สาํ หรบั หตั ถกรรมเครอื่ งเขนิ ในเชยี งใหม
ปจ จบุ นั สว นใหญน าํ เขา จากเขตพมา ตามแนวชายแดนเชยี งใหม
และแมฮองสอน
เครอ่ื งเขิน 41 ในวัฒนธรรมลานนา
ยางรักเปนผลิตผลที่ไดจากตนไมรัก มีคุณสมบัติ ยางรักเปนผลผลิตท่ีไดจากปาที่เคยมีคุณคาทาง
และประโยชนใชสอยคลายสีเคลือบผิวประเภทสีน้ํามันท่ีผลิต เศรษฐกิจของประเทศสําคัญชนิดหนึ่ง เพราะเปนที่ตองการ
โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร แตจากหลักฐานจํานวน นําไปใชในอุตสาหกรรมเคร่ืองเขินของตางประเทศมาก เชน
มากมายหลายรอยหลายพันช้ินท่ีใชยางรักเคลือบผิวมานาน ประเทศญี่ปุน เปนตน แมวายางรักของไทยจะมีคุณภาพ
นับพันป แสดงใหเห็นถึงคุณสมบัติพิเศษท่ีเหนือกวาสีเคลือบ ตางจากญี่ปุน จีน และเวียดนาม แตยางรักของไทยก็ยังมี
ทางวิทยาศาสตรและยางไมชนิดอ่ืน คุณสมบัติพิเศษน้ีคือ คณุ สมบตั ทิ ด่ี อี ยหู ลายประการ หากนาํ ไปปรบั ปรงุ คณุ ภาพและ
ยางรักสามารถเปนกาวเช่ือมอยางดีสําหรับทําใหวัสดุสองชิ้น ใชใหถูกตองตามวิทยาการสมัยใหม ปจจุบันเปนท่ีนาเสียดาย
เชอื่ มตอ หรอื ผนกึ ตดิ กนั อยา งมนั่ คงเหนยี วแนน ยางรกั ทเ่ี คลอื บ ท่ีการผลิตยางรักของไทยมีผูทํากันนอยมากและทําไมคอย
ทาไวจนแหงสนิทตามธรรมชาติจะแข็งตัวและยึดติดกันอยาง ถูกวิธี เน่ืองจากประชาชนมีความรูสึกวายางรักมีพิษรุนแรง
แนบสนิทเปนเนื้อเดียวกัน ภาชนะท่ีทาดวยยางรักอยางดี ไมควรเขาใกลหรือแตะตอง กอปรกับตนรักของไทยขึ้นเอง
สามารถใสน าํ้ ไดโ ดยไมร ว่ั ซมึ เปน เวลานาน ซงึ่ ในปจ จบุ นั ยงั ไมม ี ตามธรรมชาติเปนหยอมๆ กระจัดกระจายอยูท่ัวไปในปา ไม
สีหรือสารเคลือบใดที่มีคุณสมบัติดีพอเทียบเทียมกับยางรักได สะดวกสําหรับการเก็บอยางเปนล่ําเปนสัน ขาดการปลูกเลี้ยง
ในดา นความทนทานทตี่ า นกรดและดา งได ทง้ั นเ้ี พราะวา ยางรกั ทาํ สวนอยา งเปนกิจจะลักษณะ
มีกระบวนการเปล่ียนปฏิกิริยาทางเคมีถึงสามข้ันตอนดวยกัน
หากใชเวลาแหงและแขง็ ตัวตามปกตธิ รรมชาติ สาเหตุสําคัญอีกอันหนึ่งเปนตนเหตุใหยางรักไทยมี
คณุ ภาพตา่ํ และเสยี ตลาดการสง ออกกค็ อื ผทู าํ ธรุ กจิ คา ขายยาง
ยางรกั หลวงทท่ี าํ การกรดี ไดม าจากลาํ ตน ใหมๆ เรยี กวา รักมักจะผสมปลอมปนสารอื่นๆ เชน นํ้ามันยาง น้ํา ชันผง
LATEX มีลักษณะสีขาวเหลืองขนคลายน้ํานมแบบเดียวกับ เปลอื กไม แปง ฯลฯ เพอื่ เพมิ่ ปรมิ าณโดยหวงั ผลกาํ ไร ทาํ ใหย าง
ยางพารา เมือ่ นา้ํ ยางรกั ถูกแสงแดดและอากาศ (OXIDATION) รักจากไทยเสียความบรสิ ุทธแ์ิ ละมคี ณุ ภาพตาํ่ การผลติ ยางรกั
มานานหลายชว่ั โมง สจี ะคอ ยๆ เปลยี่ นเปน สนี าํ้ ตาลและเขม ขน้ึ ในประเทศไทยขาดผผู ลติ ทจี่ รงิ จงั อาจเพราะไมค มุ กบั การลงทนุ
เรื่อยๆ จนกลายเปนสดี ําในท่สี ดุ ยางรักใชเ วลานาน 5-10 วัน สาเหตจุ ากความตอ งการของตลาดทไี่ มแ นน อน หรอื ไมส ะดวก
กวาจะแหงสนิท ดงั นัน้ จงึ นยิ มเกบ็ ยางรักไวใ หมดิ ชดิ เพอื่ ไมใ ห ในการทาํ ธรุ กจิ นี้ อกี ท้ังเปน ของปา หวงหามตามกฎหมาย
โดนอากาศกอนนํามาใช มิฉะนั้นจะแข็งตัวแลวไมสามารถ
นํากลับมาใชทาไดอีก การใชมีขั้นตอนเตรียมการหลายอยาง ในปจจุบันการทํายางรักคงมีแตในชนกลุมนอย
รวมทง้ั การผสมเขากับสารอ่ืนๆ กอ นการทาบนวสั ดุโครงสราง แถบชายแดนตอนเหนอื ของไทย เชน ชาวไทใหญ ชาวกะเหรยี่ ง
บอ ยครงั้ ยางรกั เมอ่ื แรกทาจะมสี เี ปน นา้ํ ตาลปนแดงเขม เรยี กวา และชาวเขาในรัฐฉาน ซ่ึงเปนอาชีพสืบตอมาจากบรรพบุรุษ
“สกี น กวา ง” และเมอื่ แหง จะกลายเปน ของแขง็ สดี าํ เปน เงามนั สวนใหญเปนการทําเพื่อหารายไดเล้ียงชีพตามท่ีมีความรู
เนอื่ งจากการใชเ วลาหลายวนั กวา จะแหง ยางรกั จงึ มผี วิ ทเ่ี รยี บ ความสามารถอยูเทาน้ันเอง การทํายางรักของชาวไทใหญ
เงางามยิ่งกวาเครื่องเคลือบสีชนิดใดๆ ท้ังส้ิน มีความคงทน ขนึ้ อยกู บั ประสบการณท ถ่ี กู ถา ยทอดมาแตโ บราณ เทคนคิ และ
ตอความรอ น ความเยน็ ไมดูดซึมน้ําและความชน้ื เปนฉนวน วิธีการเจาะกรีดหรือเก็บยางตลอดจนการคัดเลือกตนรัก ก็ยัง
ไฟฟา มีความตานทานตอกรดและดาง ดังที่กลาวไปแลว คงใชว ิธกี ารแบบโบราณอยู
ไดในระดบั ดีถงึ ดีมาก
กอนที่จะทําการเจาะกรีดยางรัก ผูเจาะจะตองใช
ความรคู วามชาํ นาญในการเลอื กตน ยางรกั ทมี่ ลี กั ษณะดถี กู ตอ ง
วา เปนฮักหลวง (MELANORRHOEA USITATA) มีพมุ ใบหนา
เครอื่ งเขิน 42 ในวฒั นธรรมลานนา
แนนและลําตนท่ีสมบูรณ ขนาดของลําตนท่ีดีควรวัดโดยรอบ ปรมิ าณดงั กลา วอาจมากหรอื นอ ยกวา น้ี ขน้ึ อยกู บั พนั ธขุ องตน รกั
ได 120 ซม. ขึน้ ไป ซึ่งถาเจาะอยางถกู วธิ สี ามารถใหยางรักได ความสมบูรณ และสภาพดินฟา อากาศและฤดกู าลของป
นบั สบิ ๆ ปต อ เนอื่ งกนั หากเจาะยางรกั จากตน ทม่ี ขี นาดเลก็ กวา
นนั้ เปน การเสย่ี งทจ่ี ะทาํ ใหต น ยางรกั แคระแกรน็ และอาจหยดุ ปกตกิ ารเจาะกรดี ยางรกั ของไทยและพมา แบง ออกเปน
ใหนํ้ายางตลอดไปภายในไมกี่ป การเจาะนิยมเจาะจุดแรกสูง ชวงระยะเวลาตามฤดูกาลของป ซึ่งมีอยูสามระยะดวยกัน
ประมาณ 130 ซม. จากโคนตน และไลส ูงข้นึ ไปเรอื่ ยๆ ความ ระยะแรกประมาณชว งเดอื นพฤษภาคมถงึ เดอื นตลุ าคมซง่ึ เปน
ชํานาญและประสบการณของผูเจาะเทานั้นที่จะบอกไดวาตน ฤดูฝน ตนไมรักใหน้ํายางมากกวาฤดูอ่ืน แตยางรักคอนขาง
รักตนใดใหน ํา้ ยางมากหรือนอ ย เม่ือเลือกตนรกั ไดต ามโฉลกที่ สกปรก เพราะเหตุท่ีน้ําฝนไดชะลางฝุนละออง เศษสะเก็ด
ถกู ตองแลว คนเจาะยางรักจะจดั ทาํ พะองไมไ ผย ึดติดกับลําตัน ของเปลือกไมไหลเขาไปรวมกับน้ํายางในจอกรับยางเดียวกัน
จากโคนตน รกั ถงึ คอเรอื นพมุ เพอ่ื ใชป น ขน้ึ ไปเปด แผลเจาะกรดี น้ํายางที่เก็บไดในฤดูกาลน้ีจะมีลักษณะคอนขางเหลวและ
การเจาะกรดี หรอื เปด แผลครงั้ แรกจะเจาะตง้ั แต 10-20 จดุ ตอ ใสกวา ปกติ จดั เปน ยางรกั ชน้ั สองเรยี กวา “ฮกั แซว” ในระหวา ง
ตน หลงั จากเลอื กจดุ ตาํ แหนง ทคี่ าดวา ถา เจาะแลว จะใหน าํ้ ยาง เดอื นพฤศจกิ ายนถงึ กมุ ภาพนั ธเ ปน ชว งทฝ่ี นหยดุ ตก อากาศเยน็
ไดดีมีปริมาณมาก คนเจาะกรีดยางจะใชมีดเซาะรองปาดลิ้น ถงึ เยน็ จดั นา้ํ ยางทเ่ี ก็บไดจะมคี วามขน และเหนยี ว สะอาดกวา
แซะเปลือกไมร ักเปน รปู รองตวั วี V ใหล ึกจนถึงกระพ้แี ลว เปด ยางทเี่ ก็บไดในฤดูฝน ไมคอ ยมสี ิ่งสกปรกปนเปอน นา้ํ ยางจึงมี
เปลือกระหวางตัววี ซง่ึ เรียกวา “แทงลิ้น” ทเ่ี รยี กเชน น้ีเพราะ คุณภาพดีมาก เรียกวา “ฮักนาย” หรือ “ฮักเหมย” จัดเปน
วา เปลอื กที่เผยอแยกจากกระพนี้ ี้มีลักษณะคลายล้ิน นา้ํ ยางรัก ยางรักชั้นหน่ึง สําหรับการทําเคร่ืองเขิน ชวงหนาแลงตนรัก
สขี าวจะซมึ ไหลออกมาจากเปลอื กใตล นิ้ ลงมาตามรอ งตวั วี V ท่ี มีการผลัดใบ ชาวบานไมนิยมเก็บยางรักในตอนน้ี เพราะมี
เซาะไว เมื่อเซาะรองรูปตัววี V แลว คนเจาะจะเสียบจอกไมไ ผ นํ้ายางไหลออกมานอ ยและชา มาก ยางท่ีออกมามกั จะแหงติด
เล็กๆ หรอื “หล้ี” เพ่ือรองรับน้ํายางที่จุดปลายแหลมตัว วี V อยูกับรอยเจาะ เม่ือตองเก็บยางท่ีขนเหนียวดวยการขูดออก
นาํ้ ยางจะคอ ยๆ ซมึ ไหลตามรอ งลงสจู อก หลงั จากนน้ั ราว 7-10 ทาํ ใหม เี ศษของเปลอื กไมห ลดุ ตดิ เปอ นปนมากบั ยางรกั ชาวบา น
วนั คนทาํ ยางรกั จะมาเก็บนาํ้ ยางรนุ แรก และจะทาํ การ “ตัด เรียกยางรกั ชนิดนว้ี า “ฮกั ฮือ้ ” จดั เปนยางรกั ช้ันสาม
ลน้ิ ” เปด แผลใหก วา งขนึ้ พรอ มกบั ตอกเสยี บจอกไมไ ผเ ขา ทเี่ ดมิ
เพอ่ื รองรบั นา้ํ ยางครงั้ ที่ 2 จากนน้ั อกี 7-10 วนั กจ็ ะกลบั มาเกบ็ คนเกบ็ ยางรกั ปน ขนึ้ พะองไมเ พ่อื เก็บยางจากจอกไมไ ผ
นํ้ายางอีกพรอมกับการเจาะกรีดคร้ังท่ี 3 เรียกวา “ตัดล็อด” ที่เสียบไวกับแผลเจาะ เทใสภาชนะเก็บยางรักท่ีหอยติดตัว
การเจาะกรีดครง้ั ท่ี 4 เรยี กวา “ตัดลดุ ” และใชเวลาเทาๆ กัน ซึ่งมักจะเปนกระบอกไมไผขนาดใหญ การเก็บยางท่ีเหนียว
กบั ครง้ั กอนหนา จะตอ งใชเ หลก็ ปาด ควกั หรอื ขดู นา้ํ ยางออกจากจอกไมจ นหมด
ทําดังนี้เรอ่ื ยไปทกุ วนั จนครบรอบ จากนน้ั จงึ นาํ ไปเกบ็ รกั ษาไว
การตัดลุดทําใหแผลบนเปลือกตนรักมีรูปลักษณเปน ในภาชนะที่มิดชิด เชน โอง ไห หรือปบ สงั กะสี เพอื่ รวบรวม
ทรงหวั ใจ ลนิ้ ทถ่ี กู ตดั จนหมดทาํ ใหน า้ํ ยางทไี่ หลซมึ ออกมาแหง สงจาํ หนา ยตอ ไป ความไมบ รสิ ทุ ธ์ิของยางรกั สว นใหญเ กิดจาก
และจับตัวเปนกอนแข็งปดทางไมใหน้ํายางขางในเปลือกซึม ฝุนละออง เปลือกไม นํ้าฝน และของในปาอ่ืนๆ ท่ีรวงหลน
ไหลออกมา จาํ เปนตองเปดแผลใหมตามวธิ กี ารแบบเดมิ ตอ ไป ปนไหลกบั ยางรกั เขาไปในจอก และภาชนะเก็บยางรกั โอง ไห
ระยะเวลาทใี่ ชใ นการเจาะและเกบ็ ยางรกั แผลหนงึ่ ๆ จงึ กนิ เวลา ปบท่ีปดไมมิดชิด ในการเก็บรักษาหรือขนสงอาจทําใหยางรัก
นานตง้ั แต 28-40 วนั ไดน าํ้ ยางรกั ประมาณหนึ่งถว ยตวง แต มคี วามสกปรกเพมิ่ ขน้ึ หรอื เสอ่ื มคณุ ภาพได ยางรกั จากการเกบ็
โดยตรงจากปา เชนน้ี เรียกวา “ฮกั ดบิ ” หรือ “รักสด” กอ นใช
เครอ่ื งเขิน 43 ในวัฒนธรรมลา นนา
วิธีการกรองยางรักกลางแสงแดด
วิธีการกรองยางรักดบิ ตองนําไปปรับคุณภาพโดยการกรองและปรุงแตงดวยสาร
หรือเคมีอน่ื ๆ
ตอ งกรองกลางแสงแดดจัดเพ่อื แยกยางรกั ออกจากเศษฝุนหรอื ไม
ทีป่ นเปอ นออกมา เหลือไวเ พียงนา้ํ ยางรักเหลวทีจ่ ะนาํ ไปใชทาพนื้ ผวิ กอนนําเอายางรักมาใชจะตองมีการกรองยางรัก
เสยี กอน เพ่อื แยกเอาส่ิงสกปรกเจือปนออกใหหมด เคร่ืองมือ
และอปุ กรณท ใี่ ชใ นการกรองประกอบดว ย ลวดตาขา ยละเอยี ด
ผาขาวบางและหรือกระดาษสา คนไทยนิยมกรองยางรัก
กลางแจงชวงเวลาท่ีมีแดดสวาง โดยนําภาชนะใสยางรักออก
ผึ่งแดด ความรอนของแสงแดดชวยใหยางรักเหลวตัวมากขึ้น
ขนั้ แรกจะกรองยางรกั ดว ยตะแกรงตาขา ย เพอ่ื ใหข ยะชนิ้ ใหญๆ
หมดไปกอน ข้ันตอมาจะกรองผงฝุนหรือขยะละเอียดดวย
ผา ขาวบางและกระดาษสา ยางรักจะคอยๆ ไหลผานผากรอง
ที่อาจมีหลายชน้ั โดยใชเวลาคอนขา งนานหลายชั่วโมง บางที่
คนกรองรกั ใชว ธิ เี รง โดยบดิ ผา กรองเปน เกลยี วดว ยเครอ่ื งมอื บดิ
และบบี ยางรกั ใหไหลผานผา กรองเร็วข้นึ
เครอ่ื งเขนิ 44 ในวัฒนธรรมลา นนา
ยางรักบางครั้งอาจมีปริมาณของนํ้าผสมอยูมากเกินไป จากสารแลคเคส (LACCASE) ซง่ึ เปน สว นผสมอยใู นตวั ของยาง
ทําใหยางบางใสและคุณภาพไมค อยดี โดยเฉพาะอยา งย่ิงรกั ท่ี รักเอง ปริมาณของแลคเคสท่ีมีอยูมากนอยแตกตางกันนี้เอง
มีการเก็บมาในชวงฤดูฝน ดังนั้นจึงตองมีการลดปริมาณของ ทําใหยางรักแตละชนิดแหงชาและเร็วแตกตางกันไป เชน
นาํ้ ลง เพอ่ื ใหม เี นอื้ ยางรกั แนน ขนึ้ ดว ยการกวนใหน า้ํ ระเหยออก ยางรักไทยทั่วไปใชเวลา 4-7 วันกวาจะแหง ยางรักของ
การกวนจะทํากันกลางแสงแดดเพราะความรอนจากแสงแดด เวยี ดนามมแี ลคเคสมากกวา ของไทย ดงั นน้ั ยางรกั ของเวยี ดนาม
ชว ยใหน าํ้ ระเหยออกไปจากยางรกั นา้ํ จะระเหยหมดหรอื ไมน นั้ จึงแหงเร็วกวา ยางรักไทยมีเปอรเซ็นตสวนประสมท่ีเรียกวา
จะสังเกตไดจากฟองอากาศในขณะท่ีกวนดวยไมพาย ถาไม ทิทซิออล (THITSIOL) สูง เปนสารทําใหแหงชา แตเมื่อแหง
ปรากฏฟองอากาศใหเ หน็ แสดงวา นา้ํ หมดไปแลว หรอื มปี รมิ าณ สนทิ จะทาํ ใหเ กดิ ผวิ ทเี่ งางาม มคี วามแขง็ แรงกวา ของเวยี ดนาม
นอยมาก ยางรักท่ีผานกระบวนการกรองและกวนแลว จัดวา ยางรักจะแหงเร็วข้ึนและสวยงาม ถาถูกผึ่งไวในหองอบท่ีมืด
เปน ยางรกั ทดี่ ี พรอ มทจี่ ะนาํ ไปปรบั หรอื ปรงุ แตง ใหเ ปน รกั แบบ และมีความชื้นสูง 80-90% และยางรักจะไมยอมแหงเลย
ตางๆ ในการทําเคร่อื งเขนิ ถาถูกนําไปผ่ึงแดดหรืออยูในที่มีอุณหภูมิสูง อากาศแหง
ดังนั้นในอดีตบานของชางทําเครื่องเขินจะมีหองใตดินสําหรับ
ปกติยางรักจะแหงตัวโดยปฏิกิริยาทางเคมี เมื่อปลอย ผ่ึงเคร่ืองเขินเสมอ
ท้ิงไวในความช้ืน และอุณหภูมิปกติ การแหงและแข็งตัวเกิด
หองบม เปรียบเทียบภาชนะทัง้ สองแบบทลี่ งรักกรองแลว
เปนหองทีม่ ีความช้ืนสาํ หรับผ่ึงเคร่อื งเขนิ ท่ีทายางรกั แลว (รักเงา) กับการลง “ฮกั ดบิ ” หรือ “ฮกั ข้ีโล” ซ่ึงเปนรักท่ยี ังไม
ใหแหงเรว็ ขน้ึ ไดก รอง ทาํ ใหมพี ้ืนผิวหยาบไมเ รยี บเนียน ใชสาํ หรับภาชนะ
ทัว่ ไปที่ไมตอ งพถิ ีพถิ ัน หรือบางคร้งั ก็ใชอดุ รอยรั่วของเรอื ไม
เครอ่ื งเขิน 45 ในวฒั นธรรมลานนา
๏ วัสดุโครงสรางในการผลิตเคร่ืองเขิน ๏
ไมไผเปนไมท่ีมีคุณลักษณะพิเศษผิดกับไมอื่นๆ ที่มีอยู ไมไผ “เฮียะ”
ในโลก มันสามารถที่จะแตกหนอขยายพันธุดวยเหงา ลําตน เปนตน งานเคร่ืองเขินจํานวนมากมายในสมัยโบราณนิยมใช
ก่ิงแขนง และเมล็ดในดินท่ัวไป โดยเฉพาะกับสถานที่ท่ีมี ไมไผเปนโครงสรางมากกวาไมชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะอยางย่ิง
ความชุมช้ืนสูง ที่จริงแลวตนไผก็คือหญาชนิดหน่ึงซึ่งมีขนาด ไมไผ “เฮียะ” ทั้งนี้เพราะไผเฮียะ (CEPHALDSTACHYUM
ใหญและสูง มีบุคลิกหลายอยางเชนเดียวกับหญาท่ัวไป หนอ VIRGATUM KURZ) เปน ไมไ ผท ด่ี ี เหมาะสมกบั งานโครงเครอ่ื งเขนิ
ของไผเจรญิ เติบโตอยางรวดเรว็ บางพนั ธุและบางโอกาสหนอ มากกวาไผชนิดอื่น ไผเฮียะเปนไมที่พบมากในปาชื้นดิบทาง
ไผสามารถงอกไดยาวถึง 4 ฟุตภายในเวลาหนึ่งวัน สวนใหญ ภาคเหนือของประเทศไทย มีลักษณะลําตนเรียวตรง ขนาด
ลําตนจะโตเต็มที่ในเวลา 2 เดือน โดยมีความยาวเฉล่ียแลว ลาํ ตน ไมใ หญน กั เสน ผา ศนู ยก ลางประมาณ 5-8 ซม. และปลอ ง
10-20 เมตร สงู จากพื้นดนิ หลงั จากน้นั จะมขี นาดคงทจี่ นกวา ยาวประมาณ 50-90 ซม. จัดวาเปน ไมไ ผท ี่มีลาํ ปลองคอ นขา ง
จะหมดอายุขัย ซ่ึงตกอยูประมาณ 5-8 ป ไมไผอายุ 1-2 ป ยาวท่ีสุด มีเน้ือไมบางและเบา เมื่อจักเปนเสนตอกสามารถ
เปนไมไ ผอ อน ไมเหมาะกับการใชทาํ ของทจ่ี ะใชร ะยะยาว เชน นํามาขดหรอื สานเปน โครงสรางท่มี คี วามแขง็ แรงใหร ูปทรงที่ดี
เครื่องจักสานดีๆ หรือเคร่ืองเขิน ชาวบานทั่วไปจะเลือกตัด แมจ ะทาํ เปน ภาชนะขนาดใหญ น้ําหนักก็ยังเบาอยู เมือ่ เคลอื บ
ตน ไผ ลําท่มี อี ายตุ ง้ั แต 3 ปขึน้ ไป ซงึ่ มคี วามออนแข็งพอดีกับ ทาดว ยยางรกั แลว จะมคี วามแขง็ แรงขนึ้ อกี หลายเทา ตวั อยา งไร
การใชงาน ถาแกมากอายุหลายปก็เหมาะสําหรับการใชเปน กด็ ขี อ เสยี ของไมไ ผเ ฮยี ะคอื ตวั มอดชอบไชกนิ เนอื้ ไม แมบ างครง้ั
โครงสรางนงั่ รา น เสาขื่อคานบา นเรอื น ประโยชนของไมไ ผน้นั
มีมากมายมหาศาล เปนไมที่ใหประโยชนตอมนุษยชาติแบบ
ครอบจักรวาล คนในโลกตะวันออกรูจักไมไผเปนอยางดีและ
ใชป ระโยชนจ ากไมไผไดอยา งมหศั จรรย ไมไผจ ะสอดแทรกอยู
ในชวี ติ ประจาํ วนั โดยเปน ของใชช ว่ั คราวและถาวร ตง้ั แตเ กดิ จน
ตาย รับใชต้ังแตงานหยาบตลอดจนถึงงานละเอียดประณีต
เชน เปนโครงสรางวัสดุบานเรือนท่ีอยูอาศัย บันได นั่งราน
งานกอ สรา ง เปน ภาชนะ กระบุง กระดง กระบอก กระบวย
ถวยนํ้า ตะเกียบ หนอไมไผออนเปนอาหารที่อรอย อีกทั้ง
ยงั เปน สมนุ ไพรยารกั ษาโรค ไมน บั ถงึ งานตกแตง ประดบั ประดา
และงานศิลปะ งานฝมืออีกมากมายสารพัดเกินกวาที่จะ
กลาวถึงไดห มด
ไมไผใ นประเทศไทยมีมากหลากหลายพันธุ แตล ะพนั ธุ
ตา งกม็ ลี กั ษณะบคุ ลกิ และการนาํ ไปใชไ ดใ นหนา ทที่ ไี่ มเ หมอื นกนั
เชน ไผซาง ไผร วก สาํ หรับงานกอสราง ไผข า วหลาม ไผเฮยี ะ
ไผส ีสกุ สําหรับงานจกั สาน เสน ตอก และไผคลาน ใชทําเชือก
เครือ่ งเขนิ 46 ในวฒั นธรรมลานนา
ถกู เคลอื บดว ยยางรกั แลวก็ตาม ตัวมอดชอบกินเน้อื ไมไผเ ฮยี ะ มีขอดีอีกดีอีกประการหนึ่งคือมอดและแมลงไมชอบเจาะไช
ออน แตถาเปนไมแกกจ็ ะมปี ญ หานอยลง ดงั น้นั ไมท ่ีใชทาํ โครง เชน ไมไ ผ ทาํ ใหส ามารถเปน โครงสรา งทีท่ นนานกวาไมไผ
เครอ่ื งเขินจึงมอี ายุประมาณ 2-3 ปขึน้ ไป แตถ าเปนไมแกมาก
จะมีเน้ือแข็งเปราะและแตกงายเม่ือนํามาขดขึ้นรูป ในอดีต โครงเคร่ืองเขินจํานวนมากที่ประกอบจากไมหรืออาจ
ชาวบานนิยมแชไมไผท่ีตัดมาไวในนํ้าใหมีกลิ่นเหม็นเนาเปน เปน ไปไดทีว่ า เครอื่ งไมเปนตน แบบของเคร่ืองเขิน เราสามารถ
เวลาหลายอาทติ ยเ สยี กอ น นา้ํ จะชว ยละลายสารในเนอ้ื ไมท เ่ี ปน จําแนกไมท่ีใชในชีวิตประจําวันของเราออกเปนสามชนิดตาม
อาหารของมอดออกไป บางทีการตมเสนตอกในน้ํากับสาร คุณสมบตั ิของเนอ้ื ไม
กํามะถัน จะชวยรักษาและปองกันเน้ือไมใหคงทน ปราศจาก
การรบกวนจากมอดและแมลงกัดกิน การทําเครื่องเขินนิยม ไมเน้ือออน ไดแก ไมท่ีมีเนื้อและเส้ียนคอนขางหยาบ
ใชตอกไผเฮียะชัน้ ในมากกวา ตอกผวิ ท่ีแขง็ และลนื่ นาํ้ หนกั เบา ผงุ า ย บดิ และหดตวั สงู แตกรา วงา ย ปลวก มอดชอบ
เจาะกิน เชน ไมง ว้ิ ไมจําปาปา ไมม ะมว งปา ไมซ อ ไมฉ ําฉา
หวาย เปน ไมส ายพนั ธเุ ดยี วกบั ตน ปาลม มลี กั ษณะลาํ ตน เปนตน บางชนดิ ใชท ําเปน โครงเคร่ืองเขินไดดี เพราะมีน้าํ หนกั
เลก็ และยาวมาก และดบู างครง้ั แทบจะเปน ไมเ ลอื้ ย เพราะทาน เบา ยางรกั ซมึ ตดิ ไดด ี อีกทั้งยางรักอาจชวยเสรมิ ความแขง็ แรง
นาํ้ หนกั ตวั เองไมไ หว ชอบเกย่ี วพนั กบั ตน ไมอ น่ื ทอี่ ยใู กลๆ ชอบ และลดคุณสมบัติที่ดอยลงไปมาก ไมเนื้อออนที่แหงสนิทและ
ข้ึนในปาชื้นดิบแถบภาคเหนือโดยเฉพาะอยางย่ิงในรองหวยท่ี เคลือบยางรักอยางถูกตองจะแข็งแรงและไมมีแมลงเจาะไช
ชนื้ แฉะ รกดว ยพนั ธไุ มต า งชนดิ แสงแดดสอ งลงถงึ คอ นขา งยาก สามารถเปนเคร่ืองเขินทดี่ แี ละมอี ายุทยี่ นื ยาวได
หวายมเี นอื้ ลาํ ตน ตนั และเปน เสน หยาบ ขอ ปลอ งยาว ทําใหมี
คุณสมบัติออนไหวสําหรับการพับ ขด งอ เม่ือแหงจะมี ไมเ นอื้ ออ นปานกลาง ไดแ ก ไมท ไ่ี มไ ดจ ดั อยใู นหมวดของ
ความเหนียวแตกหักไดยาก หวาย (RATTAN) เปนวัสดุ ไมเน้ือแข็ง แตมีคุณสมบัติที่ดีกวาไมเนื้อออน มีเน้ือคอนขาง
อีกชนดิ หนงึ่ ทีม่ คี ณุ ลักษณะใกลเ คยี งกบั ไมไ ผ สวนใหญในงาน ละเอยี ด นา้ํ หนกั ปานกลาง ไมผ งุ า ยหรอื บดิ และหดตวั แตกรา ว
หัตถกรรมจักสานนิยมใชหวายเปนวัสดุประกอบในการเขา นอ ย ไมค อ ยมแี มลงรบกวน บางชนดิ ทนตอ สภาพดนิ ฟา อากาศ
ขอบเก็บริม เย็บตรึง ขอบมุมหรือทําหูภาชนะจักสานท่ัวไป ดีเทากับไมเนื้อแข็ง สวนใหญนิยมใชทําเคร่ืองเรือนหรือ
เพราะเสนหวายมีผิวท่ีเรียบ ลื่น ไมมีเส้ียนและมีความเหนียว เฟอรน เิ จอรท ต่ี อ งการความละเอยี ดสวยงามโดยเฉพาะอยา งยง่ิ
เครอ่ื งเขนิ บางประเภทมโี ครงสรา งเปน หวายลว นๆ เมอื่ เคลอื บ งานแกะสลกั ตัวอยา งเชน ไมสกั ไมตะแบก ไมโมกมัน ไมส น
ยางรกั แลว มคี วามคงทน แขง็ แรง ยดื หยนุ ไดม ากกวา โครงไมไ ผ ไมแปก เปนตน ไมจําพวกน้ีใชทําโครงเคร่ืองเขินไดดีกวา
ลวนๆ เสียแตวายางรักจะไมคอยเกาะติดกับผิวของเสนหวาย ไมเ นอ้ื ออ น เพราะแขง็ แรงกวา มเี สย้ี นคอ นขา งตรง และสามารถ
ดนี กั เวลาใชไปนานๆ อาจหลุดลอนออกจากกันไดง าย หวาย แกะสลักใหแลดูละเอียดประณีตสวยงาม ไมเปนโครงสรางท่ี
ทั่วไปมีขนาดเสนผาศูนยกลางของลําตนต้ังแต ½ ซม. ไปถึง หนักเกินไป โดยเฉพาะอยางย่ิงเครื่องเขินที่เปนภาชนะของใช
3 ซม. สวนใหญจะรีดเอาแตผ ิวมาใช บางครั้งอาจใชทงั้ ลาํ ตน ในพิธีกรรมและศาสนา นอกจากใชสําหรับงานแกะสลักแลว
และผิวประกอบกันเปนโครงสราง เนื่องจากหวายเปนของปา ไมเ นอื้ ออ นปานกลางยงั เหมาะสาํ หรบั การกลงึ เปน รปู ทรงของใช
ข้ึนเองตามธรรมชาติ ปจจุบันเร่ิมหาหวายดีๆ ใชไดยากและ ตา งๆ ซงึ่ เปน รปู ทรงทนี่ ยิ มกนั ในเรอ่ื งของเครอื่ งเขนิ เชน ตลบั
มีราคาคอนขางแพงกวาไมไผมาก ชาวบานนิยมรับประทาน แจกนั ถาด ตะลมุ โตก พานตา งๆ เครอื่ งเขนิ ไทยทเ่ี ปน กลอ ง หบี
หนอหวายออนเชนเดียวกับหนอไมไผ เสนหวายและผิวหวาย ตู ตง่ั ในอดตี สว นใหญใ ชไ มป ระเภทนเ้ี ปน โครงสรา ง
ไมเน้ือแข็ง สวนใหญเปนไมที่มีน้ําหนักมาก เนื้อแนน
แขง็ และเหนยี ว มที ง้ั เนอ้ื เสยี้ นหยาบจนถงึ เนอื้ ละเอยี ด บางชนดิ