เคร่ืองเขิน 97 ในวฒั นธรรมลานนา
ขันโอแบบฮายดอก บงุ หรอื เปย ด เปน ภาชนะเครอื่ งสานสาํ หรบั ใสข องแลว
หาบไปตลาด บางทีก็เอาไวใสขาวสําหรับหาบคอน รูปราง
ของสะสมของคุณดวงจติ ทวศี รี ของบุงเคร่ืองเขินเปนภาชนะสานทรงกลม กนบุงจีบเปนส่ีมุม
ปากบุงโคงกลม บางคร้ังทําขอบปากบานออก มีรูรอยเชือก
ส่ีดานใชเปนสาแหรกหาบดวยไมคาน ในชีวิตประจําวันของ
ชาวลา นนา ชว งเชา ไปตลาดจะเหน็ ทง้ั แมค า และลกู คา ใชบ งุ สาน
กันทุกคน แตเม่ือมีงานบุญที่วัดจึงใชบุงเครื่องเขินใสของไป
ทําบุญถวายพระ ถาเปนบุงใสของไปวัดก็จะมีตาดหรือถาด
ขนาดพอดกี ับปากบงุ วางบนปากบุง อาจใชส ําหรบั ใสขา วตอก
ดอกไมธ ปู เทยี น เปน การแยกไมใ หไ ปปะปนกบั อาหาร หรอื ของ
ถวายอืน่ ๆ บุงเครอ่ื งเขนิ นิยมทารักสีดํา สีแดง มขี นาดคอนขาง
เลก็ กวากระบุงเคร่อื งสาน
โอหาบ เปนภาชนะในหนาที่เดียวกับบุง แตฝมือ
การสานคอนขางดีกวาโอสาน โอหาบเปนภาชนะทรงครึ่ง
วงกลม ปากโอไมท าํ ขอบ (ลกั ษณะคลา ยขนั ตกั นาํ้ ) เคลอื บรกั ดาํ
ทง้ั หมด แตภ ายในทาชาด เมอื่ จะใชก น็ าํ ไปสอดวางบนสาแหรก
องคประกอบที่ทําใหโอหาบดสู วยงามย่งิ ข้ึนกค็ ือ ไมห าบ หรือ
คานหาบที่แกะสลักปลายเปนลวดลายทารักทาชาด ตัวโอเอง
กม็ กี ารตกแตง ดว ยการเขยี นลายดว ยชาดลากเสน ตวดั ลกั ษณะ
คลายตัวลูกนํ้า หรืออาจจะประดับเบี้ยที่มุมกนของโอ โอมี
กนกลมตางจากบุงที่มีกนเปนส่ีเหลี่ยม โอในสมัยหลังๆ นิยม
ตกแตง ดว ยการฮายดอก และมขี นาดของภาชนะทใี่ หญม ากขนึ้
โอเปนตนแบบของสลุงเงินและขันเงินซึ่งตามติดมาในยุคหลัง
เมื่อมกี ารนําเอาเงินแถบรูปข องอนิ เดยี เขามาใชใ นลา นนา
แคง เปนภาชนะรูปทรงคลายบุงแตมีขนาดเล็กกวา
ทารักหนาเพื่อความแข็งแรง มีหนาท่ีใชตวงขาวสาร ขนาด
ประมาณ 1 ลิตร สําหรับแจกเปนอาหารแกแรงงานหน่ึงวันตอ
หนึ่งคน แคงเปนเคร่ืองสาน กนแคงจีบเปนส่ีมุมแลวตอขาตั้ง
เม่ือเคลอื บรกั แลว ไมนิยมตกแตงหรือมีลวดลายมากมาย
โอพรอมพานรอง สาํ หรบั การขายทถี่ นนววั ลาย จังหวดั เชยี งใหม
ขนาดของโอ ซง่ึ เปน ของใชท ม่ี ขี นาดใหญม าก สง ใหล กู คา ในภาคกลาง
เครื่องเขนิ 98 ในวฒั นธรรมลานนา
๏ เครือ่ งเขินของกลุม ชาวเขาในลา นนา ๏
นอกจากชาวพนื้ ราบในเขตเมอื งแลว ชาวเขาในลา นนา โตก สําหรับใสขาวและอาหารรับประทาน ตามปกติ
ก็นิยมใชเคร่ืองเขินมากเชนกัน ดวยการดํารงชีวิตของชาวเขา ชาวกะเหรยี่ งนยิ มกนิ ขา วเจา มากกวา ขา วเหนยี ว จงึ ตอ งใชพ น้ื ท่ี
ทีเ่ ดินทางบอ ยๆ เปน ระยะทางยาวไกล หรือแมแตการออกไป มากขน้ึ โตกเปนเครือ่ งสานเคลือบรกั ท้งั หมด ตวั โตกมลี ักษณะ
ทําไรทํานา การนําของไปขายในตัวเมือง จึงจําเปนอยางยิ่ง คลายกระดงขนาดใหญมีขอบสูงต้ังขึ้น ตอขาหรือเอวโตกเปน
ทตี่ อ งใชภ าชนะใสข องทม่ี นี า้ํ หนกั เบา เครอ่ื งเขนิ มคี ณุ สมบตั เิ บา เครอื่ งสานแบบมรี อ งจบี ตรงกลางใหเ ปน ขา ยางรกั ทท่ี าบรเิ วณ
และสามารถปอ งกนั นาํ้ และความชนื้ ไดด ี กลมุ ชาวเขาทน่ี ยิ มใช น้ีจะยิง่ ทําใหข าโตกแข็งแรงมากขนึ้ ชาวกะเหรี่ยงเปบ ขาวและ
เครอ่ื งเขนิ มากทสี่ ดุ คอื ชาวกะเหรีย่ ง อาหารจากโตกโดยตรง ไมม หี รอื ไมน ยิ มใชถ ว ยจานหรอื ชอ นตกั
อาหารแบบคนจนี
โครงสรา งสวนใหญน ิยมเปน ลายขัดแบบท่ัวไป แทบจะ
ไมม กี ารสานแบบขดขน้ึ รปู บางชนิ้ กใ็ ชไ มไ ผป ลอ งใหญเ ปน โครง แปม เปนกระเปาเดินทางของชาวเขา ลักษณะคลาย
แลว เคลอื บดว ยรกั รปู ทรงของเครอ่ื งเขนิ ชาวกะเหรย่ี งมรี ปู แบบ เปส ะพายหลงั โดยสายสะพายรง้ั กบั ศรี ษะเจา ของใหต วั แปมหอ ย
หลากหลายรองรับหนาท่ีใชสอยท่ีแตกตางกัน สวนมาก อยขู า งหลงั ถา ของหนกั หรอื ปรมิ าณเยอะมาก คนสะพายกต็ อ ง
เรียบงายและตรงไปตรงมา แลดูไมซับซอน การตกแตงนิยม เดนิ โนม ตวั ไปขา งหนา รปู ทรงของแปมคลา ยกบั กระบอก ปลาย
ยักผิวไผเปนเสนคาดตกแตงขอบภาชนะ ปลอยเปนสีผิวไมไผ ลา งสอบเขา มฐี านสเี่ หลย่ี มชว งกลางตวั แปมมหี รู อ ยเชอื ก และ
ตามธรรมชาติคือเปนสีเหลืองตัดกับสีดําของยางรัก สวยงาม ใกลๆ ขอบ (ปาก) แปมมไี มไผร ดั ขอบใหแนนหนา
แปลกตา
แอ็บหมากหรือตะโดะ เปนกลองทรงกระบอก นิยม
ตาง คอื ภาชนะตวงขา วขนาดจุประมาณ 1 ถัง รูปทรง ทําขนาดพกพาไดสะดวก ไมใหญหรือเล็กเกินไป ใชไมไผสาน
คลา ยกบั ถงั ใสน า้ํ เปน เครอื่ งจกั สานมตี นี (เชงิ ) ไมจ รงิ รปู สเี่ หลยี่ ม โครงสรา ง โดยขดู ผวิ ไผอ อก ทารกั ดาํ ดา นในทายางรกั สกี น กวา ง
ขอบตางใชไมไผดัดแลวรัดใหแข็งแรง ลวดลายของตางเปน ตะโดะ ประกอบดว ยตวั แอบ็ ถาดสองชน้ั และฝาแอบ็ คลา ยกบั
รอ งรอยของเครอ่ื งจกั สาน ทายางรกั สดี าํ เทา นน้ั ไมม กี ารตกแตง bi-it ของพมา การตกแตงเกิดจากการรูจักใชผิวไผท่ีใหสี
เพ่ิมเติม ทําใชกันทั้งกลุมคนพ้ืนราบท่ีเปนชาวลานนาเดิม แตกตา งกนั มาตกแตง ใชเ ฉพาะผวิ ไผส เี หลอื งรดั ขอบแอบ็ หมาก
ชาวไทใหญ และชาวเขา ตดั กบั สดี าํ ของยางรกั บางทมี กี ารยดั ขอบผวิ ไผใ หด วู จิ ติ รสวยงาม
ปนโต มีใชท่ัวไปในกลุมชาวกะเหรี่ยงและชาวไทใหญ ขวดเหลา เปน เครอื่ งจกั สานทรงกลมทายางรกั ดาํ มคี อ
(เงยี้ ว) เปน เครอื่ งสานทรงเหลย่ี มวางซอ นกนั 3-4 ชนั้ มฝี าครอบ ยาวสูงขึ้นมาประมาณ 10-20 ซม. พรอมฝาปดหรือจุกปด
ชนั้ บน สว นฐานรองเปน ไมจ รงิ มมี มุ เหลย่ี ม 2 ขา งมรี คู ลอ งหวาย ดา นลางของภาชนะมีปุมนนู ออกมา 3 หรือ 4 ปมุ เปน ขาต้ังได
หรอื เชอื กปา นสาํ หรบั สะพายหรอื แขวน การตกแตง ปน โตมเี พยี ง ทาํ ใหภ าชนะไมห กคะเมนลม ควา่ํ ไดง า ย ปกตไิ มม กี ารตกแตง ใดๆ
แตเ คลอื บรกั เทา นน้ั ใชส าํ หรบั ใสอ าหารไปรบั ประทานนอกบา น บนขวดเหลา ซึ่งคงไดร บั รปู แบบมาจาก Carafe เหลาไวนข อง
เวลาเดนิ ทางหรือไปทาํ ไรท าํ นา ชาวตะวันตก
เคร่ืองเขิน 99 ในวัฒนธรรมลา นนา
ตาโตะ ใสย าเสนและหมากพลู
แอบ็ ใสข อง แอบ็ ใสข อง
ปน โต ปน โต ขนั ดอก
ขนั ดอก
ปน โต ขวดเหลา ตะโดะ สแี ดง
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานิชพันธ
เคร่อื งเขนิ 100 ในวฒั นธรรมลา นนา
แอบญอย กลอ งเฝา หรอื กลอ งสาํ หรบั ใสด นิ ปน
แอบญอย (กลองตาชั่ง)
ใชสําหรบั ใสญ อย หรอื ตาชั่งขนาดเลก็
สาํ หรบั พกพาเดนิ ทางไปคาขายในตางแดน
ของสะสมของอาจารยวิถี พานิชพนั ธ
เคร่ืองเขินในพิธีกรรม
และศาสนาของชาวลานนา
Ceremonial and Religious use objects
สัตตภณั ฑ วดั นากวาง อําเภอแมท ะ จงั หวัดลาํ ปาง
เคร่อื งเขนิ 102 ในวัฒนธรรมลานนา
๏ เคร่ืองเขนิ ในพธิ กี รรม และศาสนาของชาวลานนา ๏
นอกเหนอื จากเครอื่ งเขนิ ทใ่ี ชใ นชวี ติ ประจาํ วนั หรอื ภาชนะ รูปทรงมักมีลวดบัวช้ันเชิงตามความเชื่อ และสัญลักษณ
ที่มักพบเจอปรากฏอยูตามบานชองหองหอของชาวลานนา ความหมาย ทาดวยสีแดงชาดเปนอยางนอย โดยเครื่องเขิน
แลว ยังมีเคร่ืองเขินรูปทรงตางๆ ท่ีนิยมใชกันตามศาลเจา ในพิธีกรรมของชาวลานนา สามารถแบงออกเปนประเภท
หอผี และวัดวาอาราม ท่คี อ นขางมลี ักษณะเฉพาะของทองถ่ิน ตา งๆ ตามหนา ที่ไดดังนี้
ในภาคเหนอื เครอ่ื งเขนิ กลมุ นส้ี ว นใหญจ ะทาํ ขนึ้ โดยชา งทอ งถนิ่
ดวยวัตถุประสงคในการถวายไวเปนเคร่ืองเซนไหว หรือเปน ขนั ดอกหลวง เปน พานขันดอก คลายกบั ท่ีมใี ชใ นบา น
สมบตั สิ ว นรวมของศาสนสถาน บอ ยครง้ั เปน งานทม่ี คี วามเฉพาะ เรือนหรือพานดอกไมสวนบุคคล แตจะมีขนาดใหญกวาและ
ตวั สูง เปนงานชน้ิ เดียวในโลก ผทู ําใสค วามตงั้ ใจและฝมอื ของ คอ นขา งสงู กวา ปกติ โครงสรา งอาจเปน ไมไ ผข ดหรอื ไมจ รงิ กลงึ
ตนอยางเต็มท่ี มีอารมณทางสุนทรียะมากจนบางชุดและ แลวนํามาประกอบเขา ดวยกัน ลงรกั ทาชาด แลว ตกแตงดวย
บางชิ้นอาจสามารถจัดใหเปนช้ินงานศิลปะไดเลย แมมีความ เทคนิคท่ีชางเห็นเหมาะสม ไมวาจะเปนการวาดลาย ขูดลาย
หลากหลายในการออกแบบอยา งมหัศจรรย สว นใหญง านชา ง แกะสลัก ปนรักตกแตงและปดทอง การตกแตงขึ้นอยูกับ
กลุมน้ียังเปนชิ้นงานท่ีรับใชหนาท่ีหรือสอดคลองกับไวยากรณ ขอ จาํ กดั ตา งๆ ของชา งและเจา ศรทั ธาทจ่ี ะสรรหาวสั ดมุ าประดบั
ดานพิธีกรรมและความเช่ือ ทําใหเปนงานศิลปะพื้นบานโดย เนอื่ งจากขนั ดอกหลวงเปน ภาชนะทใ่ี ชก บั หลายๆ จดุ ในบรเิ วณ
สมบรู ณแบบ ชา งทท่ี ํามกั เปน ชา งทมี่ ีความรคู วามชาํ นาญพื้นๆ วิหารของวัด เปนพานรับของและถวายไทยทานแดภิกษุสงฆ
อยูบางแลว มีความตั้งใจสูง แมนไมมีประสบการณมากนัก ใชเปนขันขอศีล ใสดอกไม ขันไหวครู และพิธีกรรมอ่ืนๆ
แตก เ็ ปย มดว ยศรทั ธา ซง่ึ กลายเปน แรงบนั ดาลใจ และสรา งเสนห ในบริเวณวัด ดังนั้นการตกแตงจึงมักเปนลวดลายคอนขาง
ใหแ กง านเครอ่ื งเขนิ ของชาวลา นนา ในระยะหลงั มบี า งทคี่ ลค่ี ลาย ใหญๆ มองเหน็ ไดช ดั จากระยะไกล เชน ลายกลบี ดอกบวั สอดไส
กลายเปน งานชา งพน้ื ๆ หรอื งานโหล ดว ยการผลติ เชงิ ธรุ กจิ และ มีเสนกรอบท่ีใหญและชัด บางทีเดินเสนลายทอง ปดกระจก
การลดตน ทุนเพือ่ กําไร และเวลาผลติ แวววาว เนน สีสนั ไมนิยมการฮายดอกขดู ขดี ท่ีละเอียดเพราะ
มองเหน็ ไดย ากในระยะไกล การปด ทองเปน ลวดลายดว ยกระดาษ
งานเครอ่ื งเขนิ ในพธิ กี รรมสว นหนง่ึ กม็ โี ครงสรา งเชน เดยี วกบั ฉลุ เปน เทคนคิ ทนี่ ยิ มใชก บั ขนั ดอกหลวง สว นลวดลายทองแบบ
เครอ่ื งเขนิ ในชวี ติ ประจาํ วนั คอื เปน ไมไ ผข ด หรอื ไมไ ผส าน ลงรกั รดนํ้าก็แพรหลายเชนกัน แตมีปญหาเร่ืองทองหลุดลอนงาย
และตกแตงดวยเทคนคิ ตา งๆ ดังที่ไดก ลาวมาแลว แตส ว นใหญ ดเู กา เรว็ เมอื่ มกี ารใชง านบอ ยกวา ปกติ พนื้ ผวิ ทเี่ ปน รกั กระแหนะ
งานเคร่อื งเขินกลมุ น้ี นยิ มใหม โี ครงสรา งเปนไมจ รงิ เน่อื งจาก ปน สมกุ กเ็ ชน เดียวกัน จะชาํ รดุ แตกหกั ไดเร็วกวา งานแกะสลกั
ประสงคใหมีความม่ันคง แข็งแรง ทนทาน สามารถรับใช ลวดลายลงบนเน้ือไมจริง แตท้ังนั้นท้ังนี้พ้ืนผิวท่ีเรียบเนียน
กิจกรรมตางๆ ในพิธีกรรมไดยาวนานจนกวาจะชํารุดสึกหรอ คอนขางเหมาะสมกวาสําหรับขันดอกหลวง เพราะสะดวก
หรือหมดสภาพไป การทารัก ทาสมุกทํากันหลายช้ัน เพื่อให สาํ หรบั การเชด็ และทาํ ความสะอาด รปู ทรงกลบี บวั ควาํ่ บวั หงาย
พน้ื ผวิ เรยี บเนยี น และแขง็ แรงสาํ หรบั การตกแตง ประดบั ประดา ของขันดอกหลวง เปนสัญลักษณและปรัชญาทางพุทธศาสนา
ปกติเคร่ืองเขินในพิธีกรรมของชาวลานนา ไมนิยมใหเปนสีดํา ทแ่ี ปลออกเปน รปู ธรรมเชงิ จนิ ตนาการ จงึ มคี วามเหมาะสมและ
ตามธรรมชาติของสียางรัก สวนใหญจะปดทอง ลองชาด เปน ท่ีนิยมใชใ นวัด เก่ยี วขอ งกับพระพทุ ธศาสนา
เขียนลาย ปนลาย หรือติดแกว กระจก แกะสลักกันเต็มที่
เครอื่ งเขนิ 103 ในวัฒนธรรมลานนา
ขนั ดอกหลวง ตกแตง ดว ยแกว จนื และปด ทอง
กบั๊ ธรรม คอื ประกบั คมั ภรี ใ บลาน หรอื ปกไมส องชน้ิ ปด การเขยี นลายคลา ยกบั งานตกแตง ขนั หมาก โดยเฉพาะอยา งยง่ิ
หนา หลงั คมั ภรี ใ บลาน มลี กั ษณะยาวคลา ยไมบ รรทดั ตามความ ในเขตจงั หวดั เชยี งใหม ลาํ พนู ปกตกิ บ๊ั ธรรมจะถกู ออกแบบเปน คู
ยาวและกวางของแผนธรรมใบลานแตละชุด เปนไมจริงหนา คอื แผน บนและแผน ลา ง แตบ างคแู ผน บนจะวจิ ติ รสวยงามกวา
ประมาณ ¼ นว้ิ สวนมากเปนไมสกั เกลาใหขอบลาดเอียงทง้ั แผนรองขางลาง เพราะทําหนาท่ีเปรียบเสมือนปกหนังสือ
ส่ีดาน คลา ยลกู ฟก บานประตู เจาะรรู อยเชอื กตรงกบั รูใบลาน กบ๊ั ธรรมพรอมกับชุดผูกใบลานจะถูกหอดว ยผาหอ คมั ภีร และ
สองรู เพอื่ ความสะดวกในการครอบใบลานเวลาเกบ็ รกั ษา และ เก็บในหีบพระธรรมบนหอไตร เมื่อจะใชอานหรือเทศนจึงนํา
พลิกรองใบลานในชวงพระสงฆอานพระคัมภีร กั๊บธรรมมี ลงมาบูชาโดยวางบนขันดอก หรือห้ิงวางธรรมบนธรรมาสน
ลกั ษณะการตกแตง ของงานเครอ่ื งเขนิ ทกุ รปู แบบ นบั ตง้ั แตก าร เน่ืองจากกั๊บธรรมถกู เก็บรกั ษาไวเปน อยางดี สว นใหญมีสภาพ
ทารกั ดาํ ทาชาดแดงลว น การปด ทองลว น การปด ทองแลว จาร คอ นขางดี อายเุ ปน รอยๆ ป ท่ชี ํารดุ เสยี หายสว นใหญเปนชุดท่ี
ลวดลาย การปด ทองดว ยกระดาษฉลุ การปด ทองดว ยลายรดนาํ้ พระเณรไมไดหอเก็บรักษาไว จึงถกู ฝนุ เกาะ หนกู ดั ปลวกกิน
การเขยี นลายดว ยพกู นั การฮายดอก การแกะสลกั ไม การปน รกั ลวดลายประดับกั๊บธรรมสวนมากเปนลวดลายพรรณพฤกษา
กระแหนะ ประดบั แกว ประดบั กระจก งาชา ง กระดกู สตั ว ลวด และดอกประจาํ ยาม มบี า งทเ่ี ปน ลายชอ งแวน หรอื รปู สตั วช น้ั สงู
โลหะและแผน เงนิ การตกแตง ทนี่ ยิ มมากทส่ี ดุ คอื การปด ทอง เชน สงิ ห หงส และสตั วห มิ พานตต า งๆ แตไ มเ คยพบรูปเทวดา
ดว ยกระดาษฉลุ ตามดว ยลายรดนา้ํ มจี าํ นวนไมน อ ยทใ่ี ชเ ทคนคิ หรือพระพุทธรูปบนไมกั๊บธรรมเลย
เครอ่ื งเขิน 104 ในวฒั นธรรมลานนา
ไมปน จกั๊ เปนไมปายช่ือบอกเรื่องและเนอื้ หาของธรรม หบี ธรรม คอื หบี สาํ หรบั บรรจพุ ระธรรมใบลานเปน ผกู ๆ
ใบลานแตล ะผูก มขี นาดกวา งประมาณ 2-3 ซม. ยาวประมาณ ที่มีการหอผาและเสียบไมปนจ๊ักเรียบรอยแลว เพื่อการ
หนงึ่ คบื เปน รปู ทรงคลา ยตงุ กระดา งขนาดเลก็ สว นหวั แกะสลกั เกบ็ รกั ษาบนหอธรรมหรอื หอพระไตรปฎกในลา นนา หบี ธรรม
เปน ทรงตา งๆ สวยงาม ลาํ ตวั เปน ไมเ รยี บแบนๆ สว นหางประดบั ปกติทําดวยไมจริงประกอบเขาดวยกันตามลักษณะของ
ประดานดิ หนอ ย ไมป น จกั๊ สว นมากทารกั สดี าํ สแี ดง และปด ทอง งานเฟอรนิเจอร สว นลางสดุ มกั ออกแบบเปนฐานทรงสีเ่ หลี่ยม
เฉพาะสวนท่ีเรียบแบน สําหรับการจารดวยเข็มจาร เก่ียวกับ เปน บวั ควา่ํ บวั หงาย หรอื เปน ชอ งแวน ตามสไตลเ ครอ่ื งเรอื นจนี
เนื้อเร่ืองและชื่อของธรรมใบลานท่ีหออยูภายในผา มีบางที่ใช ตัวหีบไมนิยมทําติดกับฐาน เปนกลองสี่เหล่ียมปากบานออก
ยางรกั เขยี นเปน ตวั อกั ษร แลว ปด ทองสว นทเ่ี ปน อกั ษร ไมป น จกั๊ ขางบนพองาม เพ่ือสะดวกในการใสพระคัมภีรและหยิบออก
บางพนื้ ท่ีมีการเจาะรรู อ ยเชือก ซงึ่ ใชสําหรับผกู มัดผา หอ คมั ภีร มาใช ฝาปด ดา นบนมลี กั ษณะสอบเขา เลก็ นอ ยมหี ลงั แบนเรยี บ
เปนการปองกนั มิใหปา ยช่อื พลดั พรากจากผูกใบลานเรอ่ื งน้ันๆ สวนมากจะทารักดําตัดกับลวดลายบางสวนที่เปนชาดแดง
ไมป น จก๊ั เปน เครอ่ื งเขนิ ขนาดเลก็ สาํ หรบั เครอ่ื งพธิ ี แตม กั จะเปน ตกแตง ภายนอก หีบธรรมที่งดงามจะตกแตงดวยทองคาํ เปลว
งานทน่ี ยิ มตกแตง อยา งประณตี บางทลี ะเอยี ดลออกวา กบั๊ ธรรม ติดผานกระดาษฉลุ บางทีมีการจารรายละเอียดใหสวยงาม
ดว ยซํา้ ยงิ่ ขนึ้ บางทเี ปน การเขยี นลายรดนาํ้ ทงั้ ใบกม็ ี เนอื่ งจากหบี ธรรม
หบี ธรรม ตกแตง ดว ยการปนรักกระแหนะ ลงสแี ดงชาด หีบธรรม ตกแตงดวยเทคนคิ ลายคําบนพื้นรักสดี าํ
เคร่ืองเขิน 105 ในวฒั นธรรมลานนา
ประกอบดวยระนาบสี่เหล่ียมคางหมูรอบตัว ดังนั้นลวดลาย หบี ธรรมเปน งานเครอ่ื งเขนิ ขนาดใหญพ อสมควร คอื สงู
ท่ีนิยมมากสําหรับการตกแตง คือ “ลายบาง” ซ่ึงก็คือลาย ประมาณ 60 ซม. ถงึ ประมาณ 120 ซม. อว นผอมขนึ้ อยกู บั รสนยิ ม
คางคาวประดับมุมสี่เหล่ียม คิดวาไดรับอิทธิพลจากศิลปะจีน ทอ งถน่ิ เอาแนน อนไมไ ดข นึ้ อยกู บั ปจ จยั และการออกแบบของ
โดยตรง ลายบา งบนหบี ธรรมบางทยี งั คงไวซ งึ่ รปู คา งคาวอยกู ม็ ี แตละชา ง และแตละครัง้ เวลา สิ่งท่ใี กลเ คียง หรือสืบเนื่องจาก
ตรงที่เปนลายบางนิยมปดดวยทองคําเปลว สวนท่ีอยูกลาง หบี ธรรมกค็ อื ตธู รรมในลา นนา ปกตติ ธู รรมในลา นนาจะมบี คุ ลกิ
ฝาสเ่ี หลย่ี มรอบหบี มกั เปน ลายดวงอาทติ ยบ า ง ลายดอกประจาํ คลายก่ึงตูกึ่งหีบ ท่ีปรากฏอยูตามบานเรือนของชาวไทล้ือทาง
ยามบาง หรือบางทีเปนลายหมอดอกปูรณฆฏะบาง เทวดา สิบสองปนนา กลาวคือเปนตูทรงส่ีเหล่ียมมีขาสูงสักหน่ึงคืบ
ถือดอกไมบูชาบาง และบางทีเปนรูปเชิงจิตรกรรมเก่ียวกับ มีบานเปด ดานขางหรือบางทีจากดา นบน ไมมขี นาดสูงเทากบั
พุทธประวัตหิ รือบางทีก็เปน รปู สถปู หรอื ปริศนาธรรม ตพู ระไตรปฎ กในภาคกลางทไี่ ดร บั อทิ ธพิ ลจากตไู มจ นี โพน ทะเล
การตกแตงตธู รรมจะคลายๆ กบั การตกแตง หีบธรรม เพยี งแต
เทคนิคตกแตงหีบธรรมเนนการปดทอง มีการเขียน ไมค อ ยนยิ มลายบา ง แตก ลบั มาใชล ายพรรณพฤกษา กบั ลวดลาย
ลวดลายบา ง ปน รกั สมกุ บา ง ปด แกว ปด กระจกบา ง แตไ มเ คยพบ ทเี่ ปน รปู เทวดามากขนึ้ บางครงั้ ทารกั บางๆ ชนั้ เดยี วและไมเ ตรยี ม
ท่ีมีการฮายดอกเลย อาจเปนเพราะวามีขนาดคอนขางใหญ พืน้ เรยี บเนียนเชน หบี ธรรม ในชว งหลังๆ มกี ารทําตพู ระธรรม
ไมเหมาะสมกับการใชลวดลายเล็กๆ ละเอียดตกแตง อีกทั้ง ลายรดน้ําขาคูแบบจีน และฝาตูเอียงสอบเขา ซึ่งเปนการ
การเกบ็ รกั ษาอยใู นอาคารสงู คนสว นใหญไ มค อ ยมโี อกาสไดเ หน็ รบั อทิ ธพิ ลการทาํ ตูพระธรรมแบบภาคกลาง
หรอื ชนื่ ชม ยกเวน บางวดั ทน่ี าํ ลงมาตง้ั โชวใ นวหิ ารหลวง ซงึ่ เปน
การผิดธรรมเนียมจารตี เกย่ี วกับการเกบ็ รักษา
ตูธ รรม ตกแตง ดว ยลายคํา และติดแกว จนื กับ๊ ธรรม และไมปน ชัก
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พันธ
เครื่องเขนิ 106 ในวัฒนธรรมลา นนา
ขนั แกว ทงั้ สาม เปน ภาชนะรองรบั เครอ่ื งบชู า ขา วตอก ปกตใิ นพธิ กี รรม ขนั แกว ทงั้ สามจะตงั้ อยกู ลางวหิ าร หรอื
ดอกไม ธปู เทยี นทช่ี าวบา นนาํ มาบชู าในวหิ าร ซงึ่ เปน แบบฉบบั ที่ คอนมาดานหนาวิหาร ชาวบานจะนําขาวตอกดอกไมมาบูชา
ไมป รากฏมใี นพนื้ ทอ่ี นื่ โดยปกตขิ นั แกว ทง้ั สามเปน พานทาํ ดว ย พระรัตนตรัย โดยวางเคร่ืองไหวลงในภาชนะชุดละหนึ่งมุม
ไมจ รงิ เปนกาบบวั คว่ําบวั หงาย ทรงสามเหลี่ยม หรอื ประกอบ ของกระบะสามเหลยี่ ม นอกจากขนั แกว ทงั้ สามแลว ยงั มขี นั หา
เขาดวยกนั เปนกระบะทรงสามเหลยี่ ม มขี าสามขาตอ ใหส ูงขึน้ โกฐาก ขันขอศีล และขันต้ัง ซ่ึงถือวาเปนภาชนะชุดเดียวกับ
จากพื้นประมาณ 50-80 ซม. ชวงบนของภาชนะสามารถแยก ขันแกว วางเรยี งรายเปน แถวสาํ หรบั การใสเ ครอ่ื งไหวบูชา
ออกจากสวนท่ีเปนฐานหรือขา สําหรับความสะดวกในการ
เคล่ือนยายและทําความสะอาด การตกแตงขันแกวทั้งสาม ขันหาโกฐากและขันนําทาน นิยมทําเปนกระบะมีขา
สว นมากเปน การปด ทองดว ยกระดาษฉลุ แกะสลกั เปน ลวดลาย ทรงหาเหล่ียม หรือส่ีเหลี่ยม หรือทรงกลม มีชวงหน่ึงที่
หรือเขียนลายรดนํา้ ไมน ิยมทาํ เปน รักกระแหนะหรอื ฮายดอก ชาวเชียงใหมนิยมเอาโตกทองเหลืองจากไทยภาคกลางมา
ในสมัยหลังมีการใชกระจกประดับขันแกวทั้งใบ ซ่ึงมีการผลิต ตอขา เพ่ือใชเปนขันหาโกฐาก สวนขันขอศีลและขันนําทาน
เปนหัตถอุตสาหกรรมในเขตภาคเหนือ ลวดลายสวนมากเปน จะนิยมใชขันดอกทรงกลม ไมมีลักษณะพิเศษหรือแปลก
ลายพรรณพฤกษา สวนขาทั้งสามอาจเปนพญานาค หรือ ประหลาดมากนัก เทียบกันกับการออกแบบขันแกวทั้งสาม
ตัวเหงาหางวัน และขันโกฐากซ่ึงมีรูปทรง การตกแตง และวิธีการแยกสวนท่ี
หลากหลายและพิสดารมาก การทารัก ปดทอง เขียนลาย
นยิ มทําเปนลวดลายใหญๆ มากกวาดอกเล็กๆ
ขันแกวทั้งสาม ขนั แกวท้งั สาม
ตกแตงดว ยแกว จืนและชาด ผสมกับทาสเี พิ่มแบบสมยั ใหม
วัดนางอย อําเภอเสรมิ งาม จงั หวดั ลําปาง
เคร่อื งเขนิ 107 ในวัฒนธรรมลานนา
ขันเล่ียม หรือตอ มกอม หรอื สมุ ดอก เปนภาชนะบชู า ประคองดว ยโครงไมย อดขนั หรอื หางพญานาค ทาํ ใหพ นมดอกไม
ท่ีมีความเปนเอกลักษณสูงของชาวลานนา ขันเลี่ยมสวนมาก ไมห กลม หกคะเมน ขันเลย่ี มใสดอกไมแลว สวนใหญใชส าํ หรบั
ทําดวยไมจริง เปนทอนไมที่มีการประกอบเขาเปนรูปทรง บูชาบนแทนแกวหรือฐานชุกชี ถือวาเปนการบูชาพระพุทธ
พานขันดอกสี่เหล่ียมบัวควํ่าบัวหงาย แตหนักและทึบตัน พระธรรม และพระสงฆอยางเปนทางการ รูปแบบขันเล่ียม
เปนพานท่มี โี ครงตอขึน้ จากปากพานเปน ขาส่ีขา บางทีเปนรูป ไมคอ ยมีลูกเลน มากนกั สวนใหญจ ะมลี ักษณะคลา ยๆ กัน และ
ตัวพญานาคชูหางข้ึนไปรวมกันเปนพนมยอดขัน การตกแตง ใชพญานาคเปนโครงยอด การประดับประดาเนนปดทอง
นิยมทารักดํา ชาดแดง ปดทอง ฉลุกระดาษ หรือติดแกว และรกั กระแหนะกบั กระจกแกว เปน หลกั ไมเ คยมกี ารฮายดอก
ติดกระจกแวววาว ขันเลย่ี มใชสาํ หรับใสด อกไมบชู าท่ียายจาก ตกแตงขันเล่ียม ขันเล่ียมเปนภาชนะที่ไมใหญโตมากนัก
ขนั แกว ทงั้ สามมารวมกนั บนขนั เลยี่ มเปน พนมดอกไมท อี่ ดั แนน สวนใหญสงู ประมาณ 50-70 ซม.
ขนั เลย่ี ม หรือตอ มกอม หรือสุมดอก
เครอ่ื งเขนิ 108 ในวัฒนธรรมลานนา
นอกจากภาชนะของใชในพิธีกรรมดังที่ไดกลาวมาแลว ธรรมาสนท รงปราสาท
ยังมีงานเคร่ืองเขินกึ่งเฟอรนิเจอรท่ีปรากฏอยูในวิหารของชาว
ลานนาอีกหลายอยา ง เชน สัตตภณั ฑ เคร่อื งสงู ปดปาวจาวมร วดั นาคตหลวง อาํ เภอแมท ะ จงั หวดั ลาํ ปาง
อาสนาพระเจา แผงพระพิมพ ปราสาทนอย วิหารนอย
ตุงกระดาง ซึ่งสวนใหญจะใชการตกแตงแบบงานเครื่องเขิน
ประดบั ประดาโดยเนน การปด ทอง ปด แกว ปด กระจก และงาน
สมกุ รกั กระแหนะ ทงั้ นนั้ ทงั้ นร้ี วมไปถงึ องคพ ระพทุ ธรปู ทต่ี งั้ อยู
บนแทนแกว ฐานชุกชี ซ่ึงสวนใหญเปนพระพุทธรูปปูนปน
แตก ารตกแตง รายละเอยี ดขององคพ ระมกั จะเปน รกั สมกุ ทารกั
ทาชาดและปด ทอง ซง่ึ ณ จดุ นี้ คงไมเ รยี กวา เปน งานเครอ่ื งเขนิ
อกี ตอ ไปแลว เพราะเปน พทุ ธปฏมิ า ปราสาท ธรรมาสนใ นวหิ าร
ก็เชนเดียวกัน เพราะมีขนาดและสัดสวนใหญโต ออกจะเปน
งานสถาปตยกรรมมากกวาภาชนะ แมวาจะใชเทคนิคการ
ตกแตงเชนเดียวกับเครื่องเขิน มีธรรมาสนเทศนทรงปราสาท
บางหลังเปนลายเขียนรักท้ังหลัง หรือลายรดน้ําทั้งหลังอยูใน
เมอื งเชยี งใหม ซง่ึ ดอู ลังการ และมหัศจรรยมาก
อาสนาพระเจา พรอ มเครอื่ งสงู ตง่ั คาํ หรอื อาสนะสงฆ พรอ มเครอื่ งสงู
เคร่ืองเขินเชียงใหม
Chiang Mai Lacquerware (Kreung Kuen)
Production and Style
ชดุ ขนั หมากแบบมฝี าปด และกระโถน เครอ่ื งเขนิ เชยี งใหม
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พนั ธ
เคร่อื งเขนิ 110 ในวฒั นธรรมลานนา
๏ เครื่องเขินเชียงใหมที่เปนสินคาสงออก ๏
ลวดลายบนเครอ่ื งเขนิ แบบฮายดอก ของชาํ รว ยขันเคร่ืองเขนิ ประกอบการจาํ หนา ยหนงั สอื ชอื่
“สยามรัฐพิพธิ ภัณฑ” ในสมยั รัชกาลท่ี 6
ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานชิ พนั ธ
ไมว า อดตี จะเรยี กกนั อยา งไร แตป จ จบุ นั กเ็ ปน ทย่ี อมรบั ชวงประมาณป พ.ศ. 2400-2450 ยานถนนวัวลาย
และเปนท่ีรูจักเคร่ืองเขินกันท่ัวไป วาเปนสิ่งของที่ทําข้ึนโดยมี ยา นวดั นนั ทาราม บา นระแกง บา นดอนจนั่ และอาํ เภอดอยสะเกด็
การเคลอื บยางรกั ชาวลา นนาหรอื กลมุ ชนในวฒั นธรรมไท-ลาว อาํ เภอสนั กาํ แพง เรอ่ื ยไปจนถงึ เขตอาํ เภอหางดง อาํ เภอสนั ปา ตอง
ลวนแตรูจักการทําและใชเครื่องเขินในชีวิตประจําวัน แตละ จงั หวดั เชยี งใหม มกี ลมุ ชา งทเ่ี ชย่ี วชาญการทาํ เครอ่ื งเขนิ ซงึ่ เปน
ครวั เรอื นเคยมเี ครอ่ื งเขนิ อยา งมากมาย เครอ่ื งเขนิ เปน ตวั บอกถงึ ท่ีนิยมของชาวลานนาท่ัวไปในอดีต อาจกลาวไดวาเปนแหลง
สถานภาพของเจาของผูใชวาเปนกลุมชนช้ันใดในสังคม โดย ผลิตรายใหญที่สุดของลานนา เครื่องเขินเชียงใหมยุคนี้มี
สังเกตไดจ ากรูปแบบและการตกแตง ความประณตี สงู มโี ครงสรา งไมไ ผท เ่ี บาบาง แขง็ แรง การทารกั
ทาชาดมีข้ันตอนซับซอนใกลเคียงกับของชาวไทใหญและของ
การเดนิ ทางเคลอื่ นยา ยไปมาอยเู สมอของกลมุ วฒั นธรรม พมา รปู ทรงคอ นขา งเรยี บงา ยเชน ทรงกระบอกหรอื เปน เหลย่ี ม
ไท-ลาว ทาํ ใหเ กดิ การแลกเปลยี่ นทง้ั รปู ทรงและลวดลายเครอ่ื งเขนิ การตกแตง ผวิ ดว ยลวดลายดอกกา กอกเลก็ ๆ โดยการขดู ขดี ผวิ รกั
จากทหี่ นึ่งไปยงั อกี ทห่ี นึง่ การเกณฑช าวเมืองเชยี งตงุ ใหม าอยู และถมสชี าดแดงมชี อื่ เรยี กในพนื้ ถนิ่ วา การฮายดอก ผวิ ภาชนะ
ในเวียงเชียงใหมในยุคฟนฟู (ราชวงศเจาเจ็ดตน) ก็ถือวาเปน จะเรยี บเนยี นนาสมั ผัส สสี ันแลดูนุม นวล โดยคมุ นา้ํ หนักสีจาก
การถายเทความรูจ ากแหลง หนง่ึ ไปยังอีกแหลง หน่งึ
เครื่องเขนิ 111 ในวฒั นธรรมลา นนา
ขนั หมากและแอบ็ หมากแบบฮายดอก ของสะสมของอาจารยว ถิ ี พานชิ พนั ธ
เคร่อื งเขิน 112 ในวฒั นธรรมลา นนา
การใชสีดําและแดงเทานั้น ในการออกแบบมีลูกเลนการใช รวมทงั้ เรม่ิ รจู กั วฒั นธรรมการมขี องฝากสาํ หรบั ผทู เ่ี คารพนบั ถอื
ลวดลายตดั กบั พนื้ เรยี บอยา งเกง กาจ จนเปน ทย่ี อมรบั ในเชงิ ศลิ ปะ ในตางถน่ิ หรือเพอ่ื นทีไ่ มไ ดพบกนั นานๆ
อยา งไรกต็ าม เมอ่ื มคี วามตอ งการของตลาดมากขนึ้ การละเลย
ความประณตี กเ็ กดิ ขนึ้ มากตามกนั มา โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ยคุ หลงั การเปลย่ี นแปลงทางสงั คมดงั กลา ว มบี ทบาทปรบั เปลย่ี น
สงครามโลกครั้งท่ี 2 การผลิตเครื่องเขินและวัฒนธรรมการใชเครื่องเขินลานนา
ในสมัยท่ีลานนาเปนมณฑลพายัพทางสวนกลางไดสงผูสําเร็จ
ในสมยั ทป่ี ระเทศตา งๆ ในเอเชยี อาคเนยเ รมิ่ รจู กั กบั ของ ราชการข้ึนมาวาราชการรวมทั้งมีขาราชการอนื่ ๆ อีกมากมาย
ทรี่ ะลกึ (souvenir) และรจู กั ผลติ งานเครอื่ งเขนิ รปู ทรงแปลกๆ มาประจําอยูเชียงใหม อาจกลาวไดวาจากจุดนั้นเองที่เปนผล
ตางจากส่ิงที่เคยทาํ เปน แบบแผนมาแตเดิมเพ่ือใชใ นสังคมใหม ใหเคร่ืองเขินเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิมอยางมาก ในระยะนี้มี
ซองบุหรี่ ท่ีทําขึ้นเพือ่ จาํ หนายเปน ของท่รี ะลึก
ของสะสมของอาจารยฐ าปกรณ เครอื ระยา
เปรียบเทียบถาดเครือ่ งเขินแบบกลม กับแบบสีเ่ หลย่ี มทม่ี ีหูหิ้ว
ซ่ึงไดร ับอิทธพิ ลจากแบบของใชช าวตะวันตก
ของสะสมของอาจารยฐ าปกรณ เครอื ระยา
เครอื่ งเขิน 113 ในวฒั นธรรมลานนา
กลองใสของ
ทําขึ้นเปน ของท่ีระลกึ มีการขดู ลายตามความตอ งการของลูกคารวมถึงขูดเปน ตวั หนงั สือเพื่อระบขุ อ มลู ท่ีใชในงานน้นั
ของสะสมของอาจารยว ิถี พานิชพันธ
เคร่อื งเขิน 114 ในวฒั นธรรมลา นนา
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบและรูปทรงเคร่ืองเขินจากด้ังเดิมมา ตอมาอาจมกี ารเปล่ียนแปลงทล่ี วดลายภายนอกใหเปน ไปตาม
เปน แบบใหม ชา งไดร จู กั ปรบั ปรงุ รปู ทรง รปู แบบ และคณุ ภาพ ความนยิ มของลกู คา หรอื ตลาด รปู แบบของเครอ่ื งเขนิ ทรงแปลกๆ
ของเครอื่ งเขนิ ใหด ขี นึ้ เพอ่ื สอดคลอ งกบั ความตอ งการของตลาด เกิดข้ึนมากมาย ชวงสมัยครูบาศรีวิชัยมีความนิยมลวดลาย
มีการออกแบบในเชิงผลิตภัณฑอุตสาหกรรม โดยการผลิต ประดษิ ฐร ปู นกั ษตั รสบิ สองราศบี นเชยี่ นหมากและกลอ ง ซงึ่ กลาย
เคร่ืองเขินเพื่อเปนของท่ีระลึกเชิงคุณภาพ ชางเร่ิมสลักชื่อยอ เปน เอกลกั ษณของยคุ น้ัน
ของเจาภาพ หรือแหลงผลิตลงบนภาชนะตามแบบวัฒนธรรม
ตะวนั ตกสําหรบั ของทร่ี ะลึก ขนั นาํ้ พานรอง ถอื เปน ของแปลกตาในสมยั นนั้ เพราะเปน
ของใชแ บบภาคกลาง ประกอบดว ยพานรองและขนั นาํ้ พรอ มฝา
ชา งทาํ เครอ่ื งเขนิ ไดพ ัฒนารปู แบบงานหตั ถกรรมใหมๆ แตเ ดมิ ชนชนั้ สงู ใชข นั นาํ้ พานรองโลหะหรอื เครอ่ื งเคลอื บสาํ หรบั
ข้ึนมากมาย ดังมีตัวอยางเชน กลองใสอุปกรณเย็บผา เปน ดม่ื นาํ้ เมอ่ื เปน งานเครอ่ื งเขนิ ทาํ ใหน าํ้ หนกั เบาเหมาะสาํ หรบั มอบ
เครอื่ งเขนิ ทรี่ ะลกึ ชดุ แรกๆ ทไี่ มม รี ปู ทรงพเิ ศษผดิ ตาแตอ ยา งใด เปนของที่ระลึกท้ังรูปทรงและลวดลายเปนแบบไทยภาคกลาง
เพราะเปนทรงขันหมากท่ีเคยมีอยูแลว เม่ือกลายเปนของ ไมเ กีย่ วของกบั ศลิ ปกรรม หรือการใชสอยในทอ งถ่นิ เลย
ที่ระลึกก็เปล่ียนเพียงหนาท่ี สัดสวนและขนาดเทาน้ัน เพราะ
อุปกรณเย็บผาก็มีอยูหลายชิ้นและตองแยกเปนสัดเปนสวน นอกจากนั้นแลวตลาดของที่ระลึกยังทําภาชนะใหม
กลองใสอุปกรณเย็บผาเปนวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะ อกี หลายอยาง อาทิ กระโถนปากแตร แกว นํ้า คนโท กระเปา
อยา งยิ่งชาวยุโรปที่นิยมซอื้ กลองใสอ ปุ กรณฝากคนรูจ ัก ระยะ ถาด ฯลฯ ซึ่งก็มีสวนชวยใหเคร่ืองเขินลานนาเปนท่ีรูจัก
กวางขวางมากข้ึน แมเหตุการณทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลง
ขันหมากแบบฮายดอกลวดลายสบิ สองราศสี ัตวประจาํ ปเ กดิ
ของสะสมของอาจารยฐาปกรณ เครือระยา
เครื่องเขิน 115 ในวัฒนธรรมลานนา
อยา งไรกด็ จู ะไมก ระทบตอ การผลติ เครอื่ งเขนิ ในขณะทขี่ องใช ท่ีเคยใชในชีวิตประจําวันก็ลดบทบาทลง รวมท้ังคนไทยทั่วไป
พื้นเมืองบางอยางตกยุคลาสมัย จนเขาสูยุคเปลี่ยนแปลง นิยมใชนอยลงทําใหเคร่ืองเขินตกตํ่าจนเกือบสูญหายไปจาก
การปกครอง พ.ศ. 2475 ความนยิ มในการใชเ ครอ่ื งเงนิ มมี ากขนึ้ งานหัตถกรรมไทย
เพราะความสะดวกและมีราคาแพงแลดูหรูหรากวาเครื่องเขิน
ชุดขันนา้ํ พานรองสําหรับน้ําดื่มและใสข า วสกุ ในการตักบาตร ทท่ี าํ สง ขายไทยภาคกลาง
ของสะสมของอาจารยว ถิ ี พานชิ พันธ
เครื่องเขนิ ที่ลานนา ทําเพอื่ สง ขายผูบริโภคในภาคกลาง ฝาบาตรและฐานรองเปนเครือ่ งฮายดอก
ของสะสมของอาจารยว ถิ ี พานชิ พันธ
เครือ่ งเขิน 116 ในวัฒนธรรมลานนา
เคร่อื งเขนิ ที่ลา นนา ทาํ เพอ่ื สงขายภาคกลาง ของสะสมของอาจารยวถิ ี พานิชพนั ธ
เครื่องเขิน 117 ในวัฒนธรรมลานนา
กระเปา ใสย าจากยโุ รป
เปน ตน แบบใหก ลอ งหมวกของชาวกรงุ เทพฯ
กระเปาถอื แบบเครอ่ื งเขนิ ของเลยี นแบบกระเปายาทท่ี ํามาจากหนงั สัตวจากยโุ รป
ซองบหุ ร่ี ซกิ าแรต ทาํ มาจากเคร่อื งเขิน
เครือ่ งเขนิ 118 ในวัฒนธรรมลานนา
กระโถนนํ้าหมากสาํ หรบั ขาราชการไทย ที่ทําสงขายไทยภาคกลาง ของสะสมของแมด วงกมล ใจคําปน
กระโถนนาํ้ หมากแบบฮายดอก ฝม อื คอ นขา งหยาบ เปน ของใชในบา นทวั่ ไป ขนั ดอกลวดลายฮายดอก แบบไทยภาคกลาง
ในไทยภาคกลาง ของสะสมของคณุ ดวงจติ ทวีศรี ของสะสมของอาจารยฐาปกรณ เครือระยา
เครอื่ งเขิน 119 ในวฒั นธรรมลา นนา
ชุดสํารับอาหารแบบฮายดอก เลยี นแบบเครอ่ื งกระเบ้อื งจีน ของสะสมของคุณดวงจิต ทวศี รี
กลอ งขยายเสยี ง (กองเอนิ้ ) กลอ งธรรม สาํ หรับใสพระธรรมถวายวัด ของสะสมของอาจารยว ถิ ี พานชิ พนั ธ
สาํ หรับใชประกาศขยายเสียง
กลอ งยาสีฟนและสบู ชุดเหยือกนาํ้ สาํ หรบั ลางหนาแบบฝรั่ง
การเปลี่ยนแปลงของเครื่องเขิน
ในปจจุบัน
Contemporary Production
ตลบั ขนมเปย ะในงานแตงงาน จากจงั หวัดลาํ ปาง
ของสะสมของอาจารยว ถิ ี พานิชพนั ธ
เครือ่ งเขิน 121 ในวฒั นธรรมลานนา
๏ การเปล่ียนแปลงของเครื่องเขนิ ในปจ จบุ ัน ๏
ความนยิ มเครอ่ื งเขนิ ลายรดนา้ํ แบบภาคกลางมบี ทบาท 3. สง ไปฮายดอกทชี่ ุมชนบา นระแกง
ความสาํ คญั ตอ การเปลย่ี นแปลงของเครอื่ งเขนิ เชยี งใหม กลา วคอื 4. สงกลับไปจําหนายท่ียานวัวลาย ยานวัดนันทาราม
เม่ือมีความนิยมมากขึ้นก็ตองเพ่ิมกําลังการผลิตจากเดิมท่ีเปน
งานหตั ถกรรมในครอบครวั กข็ ยายเปน อตุ สาหกรรมขนาดยอ ม และในระยะหลัง พ.ศ. 2520 งานตกแตงและการ
การแลกเปล่ียนเงินตราเปนแรงจูงใจใหชาวบานหันมาทํา จดั จาํ หนา ยยา ยไปบา นถวาย อาํ เภอหางดง พรอ มกบั
เครอ่ื งเขนิ ประเภทของทรี่ ะลกึ เพมิ่ มากขน้ึ การตดั ราคาคแู ขง เพอ่ื การนําเขาเครื่องเขินโบราณจากพมามาขายเปน
แยง ชงิ พนื้ ทตี่ ลาด เนน ปรมิ าณมากกวา คณุ ภาพ ทาํ ใหเ ครอื่ งเขนิ โบราณวัตถุ
มคี ณุ ภาพต่ําลงและมเี ครอื่ งเขนิ เทียมเกิดขึน้ มากมาย เครื่องเขินรุนปจจุบันนิยมความมันวาวมาก บางคร้ัง
ก็ดูคลายภาชนะพลาสติก ความนิยมและยอมรับวัฒนธรรม
เครื่องเขินเทียมก็จะมีขั้นตอนการผลิตคลายๆ งาน ตางถิ่นตางประเทศทําใหวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไปโดยมี
รุนกอนเพียงแตวัสดุที่เคลือบเปล่ียนไป กลาวคือในระหวาง องคป ระกอบในการดาํ เนนิ ชวี ติ มากขน้ึ เชน มคี วามจาํ เปน ตอ ง
การข้ึนรูปภาชนะที่เดิมใชยางรักชวยประสานก็เปลี่ยนเปน ใชถ งั ขยะในหอ งพกั ของโรงแรม กลอ งใสก ระดาษชาํ ระ กลอ งใส
กาวลาเทก็ ซแ ทนเพราะแหง เรว็ กวา มาก ทาํ ใหโ ครงสรา งไมแ ขง็ แรง ไมจ มิ้ ฟน ถาดผลไม โคมไฟ แจกนั กรอบกระจกรปู และอ่นื ๆ
เหมือนกับการใชยางรักจากธรรมชาติ ในชวงป พ.ศ. 2500 โดยเฉพาะอยางยง่ิ การตกแตง ภายในอาคารธรุ กจิ ทตี่ อ งใชข อง
การทําเครื่องเขินแบบเทคนิคโบราณ เชน การเขียนลาย เหลา นเ้ี ปน ปรมิ าณมาก ซงึ่ เปน ตวั แปรทาํ ใหค ณุ ภาพเครอื่ งเขนิ
ดว ยชาดแดงหรอื ฮายลวดลายดอกกา กอก ไดท ยอยหมดไปจาก ตํ่าลง ที่สังเกตไดงายก็คือลวดลายตกแตงท่ีมีลักษณะหยาบ
เชียงใหม ชาวบานท่ผี ลติ เครื่องเขนิ นยิ มตกแตงดวยลายรดนํ้า เลอะเทอะไมประณีตในการออกแบบ การใชสีฉูดฉาดบาดตา
เปนหลัก สําหรับตลาดทั่วไปวัฒนธรรมเครื่องเขินลานนาเดิม รวมทง้ั วธิ กี ารสรา งลวดลายลา นนาแบบฉาบฉวยทห่ี ากชา งเขยี น
แทบจะสิ้นสุดลง ณ จุดน้ัน ข้ันตอนการเคลือบรักท่ีเดิมมี ไมประณีตกจ็ ะทาํ ใหก ลายเปน งานไมส วยงามและไรคุณคา
หลายชนั้ กล็ ดจาํ นวนลงเพอื่ ประหยดั ยางรกั โดยใชก าวลาเทก็ ซ ในขณะที่ชาติอื่นที่อยูรวมในวัฒนธรรมเคร่ืองเขินเชน
ผสมดินขาวเปนสมุกรองพื้นแลวใชสีกระปองสําเร็จรูปทาทับ ญ่ีปุนกลับมีพัฒนาการไปในทางที่ดีกวาแมวาโครงสรางและ
จากน้ันจึงเคลือบสีน้ํามัน การผลิตมีการแบงขั้นตอนคลาย วิธีการบางสวนอาจใชพลาสติกทดแทนก็ตาม แตญี่ปุนยังเนน
การจดั การในงานอตุ สาหกรรม ชา งเครอ่ื งเขนิ ในทหี่ นง่ึ ทาํ เฉพาะ ความเปนงานศิลปหัตถกรรมใหกับเครื่องเขิน ดังนั้นผลงาน
การข้ึนโครงสรางไมไผ อีกที่หน่ึงทําเฉพาะการเคลือบผิวและ ท่ีออกมาจึงดูนาใชสอยและสามารถผลิตออกสูตลาดทั่วโลก
อกี ทห่ี นง่ึ ชาํ นาญการเขยี นลวดลายตกแตง เครอื่ งเขนิ แตล ะชนดิ โดยอีกทง้ั มผี ูเช่ียวชาญอยา งแทจริง
จึงไมเสร็จสมบูรณดวยฝมือชางกลุมเดียวหรือครอบครัวเดียว ในระหวาง พ.ศ. 2475-2483 และ 2510-2520
เชน ในอดตี ในจงั หวดั เชยี งใหมแ หลง ผลติ เครอ่ื งเขนิ มกี ารกระจาย รัฐบาลไทยเคยเชิญผูเชี่ยวชาญเครื่องเขินชาวญี่ปุนมาอบรม
หนาที่และข้นั ตอนการผลติ ดังน้ี การทําเครื่องเขินเชียงใหมใหมีคุณภาพดีขึ้นแตไมคอยประสบ
ความสาํ เรจ็ เพราะเปน การยดั เยยี ดจติ วญิ ญาณงานชา งคนละสาย
1. ข้ึนโครงสรางไมไ ผท ี่บา นสีปนครัว บานดอนจั่น และ สกลุ ซง่ึ ยากตอ การเลยี นแบบหรอื ผลกั ดนั ใหเ กดิ การสรา งสรรค
บริเวณใกลเ คียง อยางมคี ณุ ภาพ
2. สง ไปเคลอื บรกั และขดั ผวิ ทวี่ วั ลาย ยา นวดั นนั ทาราม
เครอื่ งเขนิ 122 ในวฒั นธรรมลานนา
ตัวอยา งการออกแบบ
และทาํ เครือ่ งเขนิ แบบตลาดท่วั ไป
ขาดเสนหความงามของเครื่องเขนิ
ตวั อยา งการออกแบบเครอื่ งเขินท่สี รา งสรรค
เคร่อื งเขนิ 123 ในวฒั นธรรมลานนา
เครอ่ื งเขนิ
ของทร่ี ะลึกจากเชียงใหม ของสะสมของอาจารยวิถี พานชิ พนั ธ
สาํ หรบั การผลติ เครอื่ งเขนิ ทยี่ งั รกั ษารปู แบบงานเครอื่ งเขนิ แมจะผลิตรูปทรงตามสมัยนิยมแตก็เนนใหใชงานไดจริง ทั้ง
ตามประเพณไี วม ากทส่ี ดุ ในเอเชยี อาคเนยก น็ า จะเปน เครอื่ งเขนิ ยังเปนเครอื่ งตกแตงบา นเรือนไดอ ีก เชน ขนั โตกหรอื ตวงปอง
พมา ซงึ่ มแี หลง ผลติ สาํ คญั ในเมอื งพกุ าม (ยองอ)ู สภาพภมู อิ ากาศ ซวงโอก ตลับ กลอง ถาด โตะ ฉากก้ัน รม เคร่ืองดนตรี
ของเมอื งนค้ี อ นขา งเหมาะสมกบั การผลติ เครอื่ งเขนิ ซงึ่ มอี ากาศ ลวนเปน ท่ชี ืน่ ชอบของนกั ทองเท่ยี วและนักตกแตง ภายใน
ในเวลากลางวนั รอ นแหงแตชุม เย็นในเวลากลางคนื เครอื่ งเขนิ
พมานําวัตถุดิบสวนใหญมาจากรัฐฉานและตอนบนของพมา การผลิตเคร่ืองเขินสมัยใหมในเวียดนามคอนขางไดรับ
พุกามมีชางฝมือเคร่ืองเขินแทบทุกรูปแบบจึงเปนศูนยกลาง การสนับสนุนจากรัฐบาลซ่ึงทําใหเปนผลสําเร็จระดับหนึ่ง
การผลิตใหมของเคร่อื งเขินในเอเชยี อาคเนย นอกจากน้ีกย็ งั มี ดังเห็นไดจากผลงานที่ปรากฏในตลาดงานตกแตงภายในมี
แหลง ผลติ ทเี่ มอื งเจา กา มกี ารพฒั นารปู แบบจนเปน ทยี่ อมรบั อยา ง แพรหลายสูตลาดสากลสวนใหญ เครื่องเขินเวียดนามเนนใช
กวา งขวาง (เครอ่ื งเขนิ ทไ่ี มม ลี วดลาย เนน แตส ดี าํ หรอื สแี ดงลว น) สีเงินและสที องประกอบกนั การเลียนแบบเครือ่ งเขินญ่ีปุน
เครื่องเขนิ 124 ในวฒั นธรรมลานนา
กลอ งไมขีด กลองเครอ่ื งเขนิ
ของประดบั ตกแตง บาน
กลองเครอื่ งเขนิ
กลองใสแวน ตา
ดามมดี ดาบ
เครอ่ื งเขนิ 125 ในวฒั นธรรมลา นนา
พานแบบไทยลวดลายรดนาํ้ ปด ทอง
ท่ลี านนาทําขนึ้ สง ขายในภาคกลาง ของสะสมของอาจารยว ิถี พานิชพันธ
ยอนกลับสูเครื่องเขินในลานนาหลังจากที่เปนการผลิต ตอมาไดปรับเปนศูนยสงเสริมงานหัตถกรรมภาคเหนือ ขณะ
ในปรมิ าณมากจนคณุ ภาพดอ ยลงเรยี กไดว า ถงึ ยคุ เสอ่ื ม การจา ง เดยี วกนั สว นราชการกบ็ รรจหุ ลกั สตู รเครอื่ งเขนิ เรยี กในสมยั นนั้ วา
ชาวญป่ี นุ มาสอนชา งครงั้ นน้ั กเ็ นน เฉพาะงานแบบชา งภาคกลาง วิชาลายรดนํ้า เชนทีว่ ิทยาลยั เพาะชาง กรงุ เทพฯ
จนกระทั่ง พ.ศ. 2493 มีการตรวจพบวาการผลิตเคร่ืองเขิน
ในลานนาเร่ิมเส่ือมถอยลง พบวามีชางทําลวดลายรดน้ําเหลือ อยางไรก็ดีการพยายามชวยเหลือจากสวนกลางเพ่ือให
อยูเพียงหนึ่งคน กรมสงเสริมอุตสาหกรรมจึงไดจัดสงชางรัก เครื่องเขินลานนาฟนกลับมาอีกครั้งก็ดูเหมือนวาจะไมเปนที่
จากภาคกลางขนึ้ มาทาํ การเผยแพรค วามสาํ คญั ของเครือ่ งเขิน นาพอใจนัก เน่ืองจากชางที่เขารับการฝกอบรมสวนใหญเปน
แบบด้ังเดิมโดยใชพ้ืนท่ีอบรมท่ีวัดลอยเคราะหเปนท่ีแรก ชา งลายรดนา้ํ ปด ทองของภาคกลางซง่ึ แทบจะไมค วามรคู วามเขา ใจ
จนกระท่ังการสงเสริมแพรกระจายเปนวงกวางจึงไดจัดต้ัง หรอื แนวคดิ ในการพฒั นาฟน ฟเู อกลกั ษณข องหตั ถกรรมเครอ่ื งเขนิ
โรงงานเครอ่ื งเขนิ เชยี งใหม (พ.ศ. 2496) ทถี่ นนทงุ โฮเตล็ มชี า ง แบบลานนาอยางมีประสิทธิภาพ เครื่องเขินลานนายังตอง
ทผ่ี า นการฝก อบรมจนถงึ ปจ จบุ นั แลว หลายรนุ โรงงานดงั กลา ว รอโอกาสการฟนฟูอีกครั้งจากองคความรูและขอมูลท่ีสถาบัน
การศกึ ษาทอ งถ่ินจะหยิบยื่นให
บรรณานุกรม
จลุ ทัศน พยาฆรานนท. ลายรดนํ้าและลายกํามะลอ. กรงุ เทพฯ : สมาคมสังคมศาสตรแหงประเทศไทย, 2516.
น. ณ ปากนํา้ . ศลิ ปะลายรดน้ํา. กรุงเทพฯ : เมอื งโบราณ, 2543.
พพิ ธิ ภณั ฑพ ระตาํ หนกั ดาราภริ มย จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั . เครอื่ งเขนิ ศลิ ปกรรมลา นนา : เอกสารประกอบนทิ รรศการ. กรงุ เทพฯ
: โรงพมิ พแหง จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , 2554.
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง ชาติ เชยี งใหม. เครอื่ งเขนิ ลา นนา : นทิ รรศการพเิ ศษเนอ่ื งในวนั อนรุ กั ษม รดกไทย ป พ.ศ. 2538 ณ พพิ ธิ ภณั ฑสถาน
แหง ชาติ เชยี งใหม ต้ังแตว ันที่ 8 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2538. เชยี งใหม : พพิ ิธภณั ฑสถานแหง ชาติ เชยี งใหม, 2538.
วนชั พฤกษะศร.ี ชาวเขาในดนิ แดนลานนา. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการสงเสริมหนงั สอื ตามแนวพระราชดาํ ริ, 2528.
วิถี พานชิ พนั ธ. เครอื่ งเขนิ ในเอเชียอาคเนย Lacquerware in Southeast Asia. เชียงใหม : ภาควชิ าศิลปะไทย คณะวิจิตรศลิ ป
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม, 2545.
วถิ ี พานิชพันธ. ศลิ ปะเครอ่ื งเขินในลานนา. เชยี งใหม : สํานักสง เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม, 2544.
วิทยาลยั ชางศิลป. ลายรดนาํ้ กับพัฒนาการ. กรงุ เทพฯ : วทิ ยาลัยชางศลิ ป, 2548.
วสิ ันธนี โพธสิ ุนทร. เคร่ืองมุก. กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร, 2524.
วรี นันท นลี ดานวุ งศ. เคร่อื งเขนิ . เชยี งใหม : ศนู ยสง เสริมอุตสาหกรรมภาคเหนือ.
ศรปี ระพันธ ฟงุ เกยี รติ. รกั และกรรมวิธีผลิตเคร่อื งเขนิ . กรุงเทพฯ : กรมสง เสรมิ อุตสาหกรรม, 2521.
เศรษฐมนั ตร กาญจนกุล. ศิลปะการปดทอง. กรุงเทพฯ : เศรษฐศิลป, 2550.
สน่ัน รัตนะ. ศิลปะลายรดน้ํา. กรุงเทพฯ : สิปประภา, 2545.
หลวงวศิ าลศลิ ปกรรม (เชอ้ื ปท มจนิ ดา). ตาํ ราวชิ าชา งประดบั มกุ . กรงุ เทพฯ : สาํ นกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง ชาต,ิ 2524.
อภวิ นั ทน อดลุ ยพเิ ชฏฐ, อญั ชนา อัศวาณิชย แปล. ลายรดนํ้า Thai lacquer works. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, 2555.
Charles Doehring. Art and art-industry in Siam. edited under the instructions of the Royal Siamese Government.
Bangkok : Siam Society, 1999.
Monika Kopplin. Lacquerware in Asia, today and yesterday. Paris : Unesco, 2002.
Ralph Isaacs and T. Richard Blurton. Burma and the art of lacquer. Bangkok : River Books, 2000.
Regina Krahl and Brian Morgan. From innovation to conformity Chinese lacquer from the 13th to 16th centuries.
London : Bluett & Sons, 1989.
S. Krishnaswami. Lac cultivation in India. New Delhi : Extension Ministry of Food and Agriculture, 1960.
Silpa Bhirasri. Thai lacquer works. Edition 2nd. Bangkok : Fine Arts Department, B.E. 2506 [1963].
Sylvia Fraser Lu. Burmese lacquerware. Bangkok : Tamarind Press, 1985.
Than Htun (Dedaye). Lacquerware journeys : the untold story of Burmese lacquer. Bangkok, Thailand : River
Books, 2013.
ขนั ดอกกดพมิ พ จากสนั ปา ตอง เชยี งใหม ของสะสมของอาจารยว ถิ ี พานชิ พนั ธ
โครงการรวบรวมองค์ความรู้เรอื่ งเครื่องเขินในวัฒนธรรมลา้ นนา
ประจ�ำ ปีงบประมาณ 2561