The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเปรียบเทียบทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การเปรียบเทียบทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ

การเปรียบเทียบทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ

การเปรียบเทียบทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ สิรินภา สารีแก้ว รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การเปรียบเทียบทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ สิรินภา สารีแก้ว รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ก ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ญาณี ช่อสูงเนิน ที่ปรึกษาร่วม คุณครูสิฏฐินารี ทองมา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็ก ปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ใน การศึกษาครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาดีค่ายสว่างวิทยา อ าเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวล าภู ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาหนองบัวล าภูเขต 2 จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม รูปแบบการวิจัยคือ แบบ กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทาน ประกอบการแสดงบทบาทสมมติ และแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติมี ทักษะสมอง EF (Executive Functions) หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม


ข กิตติกรรมประกาศ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจากอาจารย์ญาณี ช่อสูงเนินอาจารย์ที่ ปรึกษาวิจัย และนางสาวสิฏฐินารี ทองมาที่ปรึกษาร่วม ที่ได้กรุณาให้ค าปรึกษา ชี้แนะแนวทางผู้วิจัยรู้สึก ซาบซึ่งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณ คุณครูขนิษฐา บุตรเทพ คุณครูสังวาล แดงนา และอาจารย์ญาณี ช่อสูง เนิน ที่ได้ให้ความกรุณาตรวจและแก้ไขแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติและ แบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย และให้ค าแนะน าในการปรับปรุงเพื่อ การวิจัยครั้งนี้อย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณผู้อ านวยการโรงเรียน คณะครู ผู้ปกครอง ตลอดจนนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาดีค่ายสว่างวิทยา อ าเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวล าภู สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาหนองบัวล าภู เขต 2 ที่ให้ความร่วมมือและอ านวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมตลอดจนการ เก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และทุกท่านในครอบครัวที่สนับสนุน ช่วยเหลือ ให้ก าลังใจและจุด ประกายให้เรียนรู้ รวมถึงกัลยาณมิตร เพื่อน พี่ น้อง นักศึกษา คุณครูทุกท่านในโรงเรียนและ ผู้มีพระคุณทุก ท่านที่ไม่ได้กล่าวนามที่มีส่วนในการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ผลักดันให้วิจัยครั้งนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ประโยชน์และคุณค่าอันพึงมีจากวิจัยฉบับนี้ ขอมอบเป็นเครื่องบูชาแก่พระคุณบิดา มารดา ผู้อบรม เลี้ยงดู ปูพื้นฐานในการด าเนินชีวิต ตลอดจนพระคุณครู อาจารย์ คณาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่านทั้งในอดีต และปัจจุบัน สิรินภา สารีแก้ว


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ......................................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................................................ข สารบัญ.........................................................................................................................................................ค สารบัญตาราง..................................................................................................................................................ฉ สารบัญภาพ.................................................................................................................... .................................ช บทที่ 1 บทน า.......................................................................................................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย................................................................................................................3 สมมติฐานการวิจัย..........................................................................................................................3 ขอบเขตของการวิจัย.......................................................................................................................3 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................................................3 ประโยชน์ที่ได้รับ.............................................................................................................................4 กรอบแนวคิดในการวิจัย..................................................................................................................4 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.................................................................................................................7 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง (EF) .......................................................................7 ความหมายของทักษะสมอง (EF)..............................................................................................7 ความส าคัญของทักษะสมอง EF (Executive Functions)………….…..…………………………………13 ประเภททักษะสมอง EF (Executive Functions)…………..……………………………….………………14 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง EF (Executive Functions)………………………………………….16 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง (Executive Functions)....................................................18 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเล่านิทาน………………………………………………………....……22 ความหมายของนิทาน………………………………………………………………………….………………….……22 ความส าคัญและคุณค่าของนิทาน………………………………………………………….…………………..…..23 ประเภทของนิทาน…………………………………………………………………………………………….…….…..24 รูปแบบการเล่านิทาน………………………………………………………………………………………………..…26


ง เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน.................................................................................28 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบทบาทสมมติ………………………………………………….……….29 ความหมายของกิจกรรมบทบาทสมมติ…………………………………………………………………………..29 ความส าคัญของกิจกรรมบทบาทสมมติ…………………………………………………………………………..30 ประเภทของกิจกรรมบทบาทสมมติ……………………………………………………………………………….31 ประโยชน์ของกิจกรรมบทบาทสมมติ……………………………………………………………………………..32 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทสมมติ........................................................................................33 3 วิธีด าเนินการวิจัย..................................................................................................................................37 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................................................46 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................46 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................................46 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.......................................................................................................48 วัตถุประสงค์ของการวิจัย..............................................................................................................48 สมมติฐานการวิจัย........................................................................................................................48 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย.........................................................................................................48 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................................48 การด าเนินการจัดกิจกรรม ............................................................................................................48 การวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................................49 สรุปผลการวิจัย.............................................................................................................................49 อภิปรายผลการวิจัย......................................................................................................................49 ข้อเสนอแนะ.................................................................................................................................50 บรรณานุกรม..............................................................................................................................................51 ภาคผนวก..................................................................................................................................................54 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ......................................................................55


จ ภาคผนวก ข แผนการจัดกิจกรรมกล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ..............................58 ภาคผนวก ค คู่มือแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย...........61 ภาคผนวก ง ภาพการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ................................66 ประวัติย่อของผู้วิจัย......................................................................................................................73


ฉ สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1 แบบแผนการทดลอง.......................................................................................................... ..........37 2 เนื้อหาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ………………………………38 3 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน..........................................................................................46 4 การเปรียบเทียบทักษะสมองก่อนและหลังจัดกิจกรรม................................................................47 5 ดัชนีความสอดคล้อง(IOC)...........................................................................................................57 6 ค่าอ านาจจ าแนกและค่าความเชื่อมั่น..........................................................................................65 สารบัญภาพ


ช ภาพ หน้า 1 กรอบแนวคิด.............................................................................................................................4 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ.............41 3 ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินพฤติกรรมด้านทักษะสมองของเด็กปฐมวัย...............................43


บทที่ 1 บทน า 1. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา นโยบายของรัฐบาลทุกยุคได้ให้ความส าคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นส าคัญ การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์หรือพัฒนาคนเป็นสิ่งส าคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมกับอารยะ ประเทศ เป้าหมายหลักของการพัฒนามนุษย์ก็คือ การพัฒนาด้านจิตใจ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และ สังคม ทั้งนี้เพื่อให้คนในชาติมีศักยภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งผลให้เกิด เป็นสังคมที่มีคุณภาพ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ได้ ประเด็นการพัฒนาในด้านการ เตรียมพร้อมด้านก าลังคนและเสริมสร้างศักยภาพขอ ในทุกช่วงวัย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และใน ทุกช่วงวัยให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ สูง โดยเฉพาะช่วงเด็กปฐมวัย (อายุ 0 - 6 ปี) ได้ก าหนดจุดเน้น ที่ส าคัญคือ การพัฒนากลุ่มเด็กปฐมวัย ให้มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีทักษะทางสมอง ทักษะการเรียนรู้ ทักษะ ชีวิตและทักษะทางสังคม เพื่อให้ เติบโตอย่างมีคุณภาพ (ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ, 2559 : 15) ทั้งนี้เพื่อสร้างคนไทยที่มีศักยภาพในอนาคตและเพื่อเป็นก าลังส าคัญในการ พัฒนาประเทศไทยให้ ก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้จัดท าขึ้นเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้ สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้แก่เด็ก โดยยึดแนวคิด ส าคัญคือ1) พัฒนาการของเด็ก 2) พัฒนาเด็กโดยองค์รวม 3) การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการ ท างานของสมอง 4) การเล่นและการเรียนรู้ของเด็ก 5) การค านึงถึงสิทธิและการสร้างคุณค่าและสุข ภาวะ 6) การอบรมเลี้ยงดู ความรู้ การให้การศึกษา 7) การบูรณาการ สื่อเทคโนโลยีและ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 9) การ ประเมินตามสภาพจริง 10) การมีส่วนร่วมของครอบครัว สถานศึกษา หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและ 1 1) ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็น ไทย และความหลากหลาย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2561 : 4) ซึ่งในแนวคิดที่ 3 ที่เกี่ยวกับการจัดการ เรียนรู้ที่สอดคล้องกับการท างานของสมอง (Brain - based Learning) เป็นเรื่องที่ส าคัญที่จะต้อง ปลูกฝัง สร้างเสริมให้กับเด็กปฐมวัยเพราะสมองของเด็กปฐมวัยเป็น สมองที่สร้างสรรค์ และมีการ เรียนรู้ที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับอารมณ์ จิตใจโดยเฉพาะช่วง 3 ปีแรก จะเป็นช่วงที่ เซลล์สมองเจริญเติบโต และขยายเครือข่ายในสมองอย่างรวดเร็ว สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดี ทักษะสมอง EF คือชุดกระบวนการทางความคิด (Mental Process) ที่ช่วยให้เราคิดเป็น มีเหตุผล ยับยั้งชั่งใจได้ ก ากับอารมณ์และพฤติกรรมตนเองได้ วางแผนท างานเป็น มุ่งใจจดจ่อ ท าอะไรไม่ วอกแวก จ า ค าสั่ง และจัดการกับงานหลายๆ อย่างให้ลุล่วงเรียบร้อยได้ จัดล าดับงานเป็นขั้นตอน ยึด เป้าหมายแล้วท าไป เป็นขั้นตอนจนส าเร็จนั่นเอง ทักษะสมอง EF มีความส าคัญยิ่งยวดของมนุษย์ทั้ง ต่อความส าเร็จในการเรียน การท างานอาชีพ และการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ส านักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยา เสพติด (2558 : 23)


2 การเล่านิทาน เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่อผู้ที่เริ่มเรียนภาษาเพราะ สามารถแสดงถึงอารมณ์ ต่าง ๆ การรับรู้และความต้อการได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก เพราะการเล่านิทานสามารถกระตุ้นความ สนใจของเด็ก เพราะเรื่องที่น ามาเล่านั้น เด็กสามารถรับรู้อารมณ์ และเรียนรู้วัฒนธรรมจากเรื่องที่ฟังได้ การ เล่านิทานจึงเป็นกิจกรรมที่ครูสามารถน ามาใช้พัฒนาทักษะด้านการใช้ภาษาของนักเรียน เมื่อนักเรียนได้ฟัง นิทานจะจดจ า ความต่อเนื่องของเรื่องราว ตลอดจนได้เรียนรู้ค าศัพท์ใหม่ๆ ถือได้ว่านิทานเป็นเครื่องมือที่จะ ช่วยส่งเสริมพัฒนาความฉลาดทาง สติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กให้สูงขึ้น (ณหทัย ทิวไผ่งาม. 2547: 1) ได้กล่าวว่า นิทานนอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะการฟัง การพูด ให้ความรู้ ความสนุกสนาน จินตนาการแก่เด็กแล้วนิทานยังช่วยฝึก สมาธิให้เด็กรู้จักส ารวมใจให้จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟัง ซึ่งเป็นการส่งผล ให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและอารมณ์ที่ดีตามมาและที่ผ่านมาพบว่านิทานท าให้เด็กฉลาดได้ กิจกรรมนิทานเป็นกิจกรรมที่มีความเหมาะสมเอื้ออ านวยต่อการพัฒนาการเด็ก และช่วยสร้างบรรยากาศการ เรียนรู้ที่ดีให้กับเด็กและเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้แก่เด็ก (มากิน่า. 1995: 38; อ้างถึงใน จ านงค์ ศิริมงคล. และคนอื่น ๆ 2560: 16) การเล่นละครเป็นสื่อน าให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อันหลากหลาย เนื่องจากละครมีองค์ประกอบ หลายอย่างที่เด็กต้องคิด และลงมือท าจริง เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง การเล่นละกร และสมมุติ บทบาท จากเรื่องราวในนิทานท าให้เล็กต้องฝึกคิดเชื่อมโยงน าข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับรู้กับความรู้เดินที่มีแล้ว สังเคราะห์ส่งผ่านออกมาเป็นการกระท า การเล่นละคร หรือการแสดง ช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจในสิ่งที่ ก าลังส่งเสริมจินตนาการและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกันโดยเอาใจเขามาใส่ใจเรา ส่งเสริม ตลอดการใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง เพิ่มทักษะการใช้ภาษาได้อย่างลุ่มลึก สร้างความมั่นใจ กล้า แสดงออกอย่าง สร้างสรรค์ และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (วไลพร เมฆไตรรัตน์, 2563) การจัดกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติเป็นการจัดสภาพการณ์และครูผู้สอนและผู้เรียนได้ร่วมกัน ก าหนดเรื่องราวขึ้น ผู้เรียนแต่ละคนจะได้รับมอบหมายให้ผู้แสดงท่าทางให้สอดคล้องกับเรื่องราวที่ก าหนด เปิดโอกาสให้ผู้เรียนตัดสินใจเลือกแสดงเป็นตัวละคร ที่สนใจ ผู้แสดงต้องสวมบทบาทพฤติกรรมที่ได้รับแสดง ท่าทาง และบทสนทนาให้เหมือนจริงตามล าดับ เหตุการณ์ของเนื้อเรื่องที่ก าหนดกระบวน การจัดกิจกรรม บทบาทสมมติแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน (ทิศนา แขมมณี, 2562, หน้า 242 – 243) มีล าดับเริ่มที่ ขั้นที่ 1 เตรียมการ เป็นการเตรียมสื่อและอุปกรณ์ เพื่อกระตุ้นความสนใจและความอยากรู้ของเด็กขั้นที่ 2 เริ่มบทเรียน กระตุ้น ความสนใจของเด็กโดยใช้ ค าถามเพื่อให้เด็กเกิดความต้องการร่วมแสดงบทบาทสมมติ ขั้นที่ 3 เลือกผู้แสดง ขั้นที่ 4 เตรียม ผู้สังเกตการณ์หรือผู้ชม ขั้นที่ 5 แสดงการให้เด็กแสดง บทบาทสมมติเป็นตัวละครตามที่ ก าหนด และข้นที่ 6วิเคราะห์และอภิปรายผล เด็กและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของตัว ละครและ สิ่งที่เด็ก เรียนรู้ ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการแสดงบทบาท สมมติช่วยพัฒนาการด้านการคิด และเจตคติใน ทางบวกให้กับเด็กปฐมวัย เด็กจะเข้าใจบทบาทที่ หลากหลายของตนเองและผู้อื่นใน สถานการณ์ที่ แดกต่างไป และฝึกฝนทักษะการติด เด็กจะมี พัฒนาการในการปรับตัวเข้าสังคมได้ง่ายมากขึ้น และ ส่งผลต่อการพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง ที่จะสะท้อน ความรู้สึกนึกคิดสิ่งต่างๆที่อยู่ภายในของเด็กท า ให้เด็กได้เข้าใจเรื่องราวนั้นๆ จากเรื่องที่สมมติอย่างขัดเจน มากขึ้นจากการที่เด็กได้แสดงความคิดและการ กระท าของตนเอง ช่วยพัฒนาทักษะในการเผชิญสถานการณ์ ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ดีขึ้นการให้เด็กได้ลง


3 มือ ปฏิบัติจริงช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้โดยตรง เรียนรู้ ได้ไว เข้าใจง่าย จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการจัดกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติ ของ จีรนะ ดวงภูเมฆ (2561, หน้า 61-62) จากความส าคัญดังกล่าว ผู้วิจัยสนใจการเปรียบเทียบทักษะทางสมอง (EF) ด้านทักษะความจ าที่ น ามาใช้งานและด้านทักษะการยืดหยุ่นความคิดที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาท สมมติซึ่งผลจากการศึกษาวิจัยนี้จะเป็นแนวทางให้รู้ และผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาปฐมวัยน าไปจัด ประสบการณ์เพื่อส่งเสริมทักษะทางสมองของเด็กปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ก าหนดวัตถุประสงค์ชองการวิจัย ดังนี้ เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการทักษะสมอง (EF) ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์เรียนโดยใช้นิทาน ประกอบการแสดงบทบาทสมมติของเด็กปฐมวัย สมมติฐานการวิจัย ทักษะสมอง (EF) ของเด็กปฐมวัย หลังการจัดประสบการณ์เรียนรู้ สูงกว่า ก่อนการจัด ประสบการณ์เรียนรู้ ขอบเขตของการวิจัย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 จังหวัดหนองบัวล าภู กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชาย - หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาดีค่ายสว่างวิทยา อ าเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวล าภู จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะทางสมอง ได้แก่ ความจ าที่น ามาใช้งาน การยืดหยุ่นความคิด ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลา การทดลองจ านวน 24 ครั้งๆ ละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1.ทักษะสมอง (EF) คือ ทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนทาง ความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระท าเป็นความสามารถของ สมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิต รู้จักวางแผน มี ความ มุ่งมั่น จดจ าสิ่งต่างๆเพื่อน าไปใช้ประโยชน์ได้


4 2.กิจกรรมเล่านิทาน หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีเนื้อหาความรู้และนิทานที่เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกับ มา หรือมีผู้แต่งขึ้นใหม่ เป็นเรื่องราวที่ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยบีพัฒนาการทางภายาค้านการฟังและการพูด แทรกอยู่ในสาระการเรียนรู้ เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กได้รับประสบการณ์ทางด้านการฟังและการพูด ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ แหล่งการเรียนรู้ เวลาและการประเมิน มีขั้นตอน 3 ชั้นคือ ขั้นน า เป็นขั้นที่ผู้สอนเตรียมเด็กให้มีความพร้อมก่อนท ากิจกรรมครูก็เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสาระที่ จะเสริมประสบการแก่ผู้เรียน โดยกิจกรรมการเล่านิทาน ตัดเลือกนิทานที่เหมะสมกับสาระการเรียนรู้ ร้อง เพลง และจัดเตรียมบรรยากาศ ตกลงกติกาการฟัง ขั้นสอน เป็นขั้นที่ผู้สอนด าเนินกิจกรรมเสริมประสบการณ์ตามที่จัดท าไว้เล่านิทานโดยใช้เทคนิค การเล่านิทาน ใช้น้ าเสียง ท่าทางประกอบ หรือภาพประกอบ และสื่อต่างๆที่จัดเตรียมเหมาะสมกับนิทาน และให้เด็กแสดงความคิดเห็นหลังจากการฟังนิทานจบ ขั้นสรุป เป็นขั้นที่ผู้สอนพูดคุยกับเด็กสรุปความคิดของเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ กระท า ทบทวนตัวละครในนิทาน สิ่งที่เป็นประโยชน์จากนิทาน คติสอนใจต่าง ๆ 3.บทบาทสมติหมายถึง กิจกรรมที่ผู้เรียนแสดงบทบาทที่ได้รับตามสถานการณ์ของบริบทและบทบาททาง สังคมที่หลากหลายซึ่งครูผู้สอนเป็นผู้ก าหนดให้เป็นสถานการณ์ที่ผู้เรียนอาจพบเจอในชีวิตประจ าวันเป็น กิจกรรมที่มีความยืดหยุ่นสูงผู้เรียนได้มีโอกาสในการฝึกใช้ทักษะต่างๆที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง ประโยชน์ที่ได้รับ 1.เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทางทักษะสมองดีขึ้นหลังจากได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรม เล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ 2.ได้แนวทางในการพัฒนากิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ กรอบแนวคิดในการวิจัย การเปรียบเทียบทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการ แสดงบทบาทสมติ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ทักษะสมอง (EF) - การยืดหยุ่นความคิด - การยับยั้งชั่งใจ การจัดกิจกรรมเล่านิทาน ประกอบการแสดง บทบาทสมมติ


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการน าเสนอ เนื้อหาตามล าดับ ดังนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง EF (Executive Functions) 2.1 ความหมายของทักษะสมอง EF (Executive Functions) 2.2 ความส าคัญของทักษะสมอง EF (Executive Functions) 2.3 ประเภททักษะสมอง EF (Executive Functions) 2.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง EF (Executive Functions) 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง EF (Executive Functions) 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเล่านิทาน 3.1 ความหมายของนิทาน 3.2 ความส าคัญและคุณค่าของนิทาน 3.3 ประเภทของนิทาน 3.4 รูปแบบการเล่านิทาน 3.5 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบทบาทสมมติ 4.1 ความหมายของกิจกรรมบทบาทสมมติ 4.2 ความส าคัญของกิจกรรมบทบาทสมมติ 4.3 ประเภทของกิจกรรมบทบาทสมมติ 4.4 ประโยชน์ของกิจกรรมบทบาทสมมติ 4.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทสมมติ 4. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง (EF) 1.1ความหมายของทักษะสมอง (EF) นักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความหมายของทักษะสมอง EF ไว้ ดังนี้ ส านักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (2558: 23) กล่าวว่า ความหมายว่า ทักษะสมอง EF คือชุดกระบวนการทางความคิด (Mental Process) ที่ช่วยให้เราคิดเป็น มีเหตุผลยับยั้งชั่งใจ ได้ ก ากับอารมณ์และพฤติกรรมตนเองได้ วางแผนท างานเป็น มุ่งใจจดจ่อท าอะไรไม่ วอกแวกจ าค าสั่ง และ จัดการกับงานหลายๆ อย่างให้ลุล่วงเรียบร้อยได้ จัดล าดับงานเป็นขั้นตอน ยึดเป้าหมายแล้วท าไปเป็น ขั้นตอนจนส าเร็จนั่นเอง ทักษะสมอง EF มีความส าคัญยิ่งยวดของมนุษย์ทั้งต่อความส าเร็จในการเรียน การ ท างานอาชีพ และการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ


8 ปรีดา อุลิตา (ปรีญานันท์ พร้อมสุขกุล. 2016; อ้างอิงจาก ปรีดา อุลิตา. 2561: 1778) กล่าวว่า ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่ส าเร็จ EF คือ กระบวนการทางจิตใจของบุคคลที่ส่งเสริมการจัดระบบ การจดจ่อใส่ใจ การจดจ าค าแนะน า การจัดการงานหลายอย่างให้ส าเร็จ สมองจ าเป็นต้องใช้ความสามารถ เหล่านี้ในการ กลั่นกรอง การวางแผนการท างานก่อนหลัง การจดจ าข้อมูลที่จ าเป็นส าหรับการท างานนั้นให้ส าเร็จตามแผน และเป้าหมายที่วางไว้ การควบคุม การยึดมั่นและการมีสมาธิที่แน่วแน่ระหว่างการท ากิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่ง สิ่งเหล่านี้สร้างการส่งเสริมและสนับสนุนที่จ าเป็นส าหรับเด็ก เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาและเรียนรู้อย่าง เหมาะสม ถึงแม้ว่าเด็กจะไม่ได้มีทักษะเหล่านี้โดยธรรมชาติ แต่พวกเขาเกิดมา พร้อมศักยภาพในการ เจริญเติบโตและพัฒนาทักษะเหล่านี้ผ่านทางการมีปฏิสัมพันธ์และการฝึกฝน ศักดิ์ชัย ใจซื่อตรง (2561: 73) กล่าวว่า ความหมายของทักษะสมอง EF ไว้ว่า คือ กระบวนการใน การท างานของสมองส่วนหน้า (Frontal lobes) ในส่วนที่ควบคุมสั่งการที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับตนเองการรับรู้ สังเกต จดจ า วิเคราะห์ รู้เหตุผลและการแก้ปัญหาที่มีความหลากหลาย ของสติปัญญาใน การคิดขั้นสูง ควบคุมก ากับและจัดการตนเอง มีความส าคัญในการก าหนดเป้าหมาย การวางแผน การจัด ระเบียบ การจัดระดับความส าคัญผ่านการแสดงออกทางด้านร่างกายและจิตใจ ขวัญฟ้า รังสิยานนท์ และคณะ (2562: 5) กล่าวว่า ความหมายของ EF โดยอ้างอิงจาก สถาบัน RLG (Rakluke Leaning Group) ไว้ว่า คือความสามารถทางสมองในการก ากับความคิดก ากับ ความรู้สึก และก ากับการกระท าเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย สรุปได้ว่า ทักษะสมอง EF คือการท างานของสมองส่วนหน้าที่เป็นการท างานระดับสูง ของสมอง ที่ช่วยในการควบคุมความคิด อารมณ์ การตัดสินใจ ที่ส่งผลต่อการกระท า ท าให้สามารถท าสิ่งต่าง ๆ ได้ ส าเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งสามารถฝึกฝนได้หรืออาจกล่าวได้ว่า คือความสามารถของสมองที่ ใช้ในการ ควบคุมความคิด อารมณ์ การกระท าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายซึ่งเป็นทักษะการคิดเพื่อชีวิตที่ส าเร็จ 1.2 ความส าคัญของทักษะสมอง (EF) ทักษะสมอง EF ถือว่ามีความส าคัญมาก เพราะมีงานวิจัยได้ระบุไวเวลา เด็กที่มี EF จะมีความ พร้อมทางการเรียนมากกว่าเด็กที่ EF ไม่ดี และเด็กที่มี EF จะประสบความส าเร็จในการเรียนทุกระดับ ตั้งแต่ อนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัยและในการท างาน นอกจากนี้ทักษะ EF ยังเป็นตัวบ่งบอกถึงความ พร้อม ทางการเรียนมากกว่าระดับสติปัญญา (IQ) อีกทั้งยังส่งพลอย่างยิ่งกับด้านทักษะคณิตศาสตร์และการอ่าน ทักษะสมอง EF มีความส าคัญต่อการวางรากฐานกระบวนการคิด การตัดสินใจ และการ กระท าที่มีส่วนช่วย ให้เป็นคนที่ประสบความส าเร็จในชีวิตไดLในอนาคต ทักษะสมอง EF มิได้ติดตัวเรา มาตั้งแต่เกิด แต่ทุกคนมี ศักยภาพที่จะฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะสมอง EF ได้เนื่องจากทักษะสมอง EF เป็นเรื่องส าคัญและจ าเป็นที่จะ ปลูกฝังและสร้างเสริมให้เกิดกับคนทุกช่วงวัยโดยเริ่มตั้งแต่ระดับ อนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัยดังกล่าว ข้างต้น ดังนั้น หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จึงได้ก าหนดเป็นแนวคิดส าคัญในการฝึกฝนให้ เกิดกับเด็กในชีวิตประจ าวันโดยผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ อย่างหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ด็กได้คิด ลงมือท า เพื่อให้เกิดความพร้อมและมีทักษะที่ส าคัญ ต่อชีวิตในอนาคต (กระทรวงศึกษาธิการ, 2561 : 4) นอกจากนี้ ในระดับมหาวิทยาลัย ส านักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา ยังได้มีหนังสือแจ้งให้มหาวิทยาลัยทุกแหล่ง น าองค์ความรู้ในการพัฒนาทักษะทางสมองเพื่อบริหารจัดการชีวิต (Executive Function : EF) ไวhใน


9 หลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยให้บรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนหรือการพัฒนาบัณฑิตใน สาขาวิชา ดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์และสอดคล้อง กับพัฒนาการทางสมองอย่างเป็นล าดับขั้นตามช่วงวัย (ส านักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2562 : 1) สรุปได้ว่า ทักษะสมอง EF มีความส าคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคนเพราะเป็นกระบวนการ ทาง ความคิดที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระท าที่ส่งผลต่อความพร้อมทางการเรียนและ ความส าเร็จ ในชีวิตมากกว่าระดับสติปัญญาหรือ IQ ดังนั้น ทักษะสมอง EF จึงเป็นทักษะที่ส าคัญที่ควรปลูกฝัง ฝึกฝน และส่งเสริมให้แก่ผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา ทั้งนี้เพราะฐาน ของทักษะสมอง EF ที่ แข็งแกร่งมีความส าคัญยิ่งกว่าการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น แต่จะช่วยสร้าง พฤติกรรมเชิงบวกและเลือก ตัดสินใจในทางที่สร้างสรรค์ต่อตัวเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติต่อไป 1.3 ประเภทของทักษะสมอง (EF) ทักษะสมองเพื่อบริหารจัดการชีวิตให้ส าเร็จ (Executive Function Skills : EF) ประกอบด้วย 3 กลุ่ม 9 ทักษะ ตามที่ สุภาวดี หาญเมธี (2561: 42-46) ได้แบ่งประเภทของทักษะไว้ ดังนี้ 3.1 การพัฒนาสมองเพื่อการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ได้แก่ทักษะดังนี้ 3.1.1 ความจ าเพื่อใช้งาน : Working Memory คือความสามารถของสมองที่ใช้ในการจ า ข้อมูลจัดระบบและหยิบใช้ข้อมูล ข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาการได้รับประสบการณ์ต่างๆที่หลากหลายจะถูก เก็บรักษาอยู่สมอง Working Memory จะปลุกให้ข้อมูลเคลื่อนไหว แล้วเลือกข้อมูลชิ้นที่เหมาะสมน าออกมา ใช้ ช่วยให้เราจ าข้อมูลได้หลายต่อหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน Working Memoryเป็นความจ าที่เรียกมาใช้ งานได้ จึงมีบทบาทส าคัญมากในชีวิต ตั้งแต่การคิดเลขในใจการจดจ าสิ่งที่อ่านเพื่อน ามาประมวลให้เกิดความ เข้าใจ การจดจ ากติกาข้อตกลงเพื่อน ามาปฏิบัติความสามารถนี้ช่วยให้เด็กจดจ ากติกาในการเล่น การล าดับ ขั้นตอนในการเก็บของเข้าที่ ฯลฯ 3.1.2 การยั้งคิดไตร่ตรอง : Inhibitory Control คือความสามารถที่เราใช้ในการควบคุม กลั่นกรองความคิดและแรงอยากต่างๆ จนเราสามารถต้านหรือยับยั้งสิ่งยั่วยุ ความว้าวุ่น หรือนิสัยความเคย ชินต่างๆ แล้วหยุดคิดก่อนที่จะท า Inhibitory Contro ท าให้เราสามารถคัดเลือกมีความจดจ่อ รักษาระดับ ความใสใจ จัดล าดับความส าคัญ และก ากับการกระท า ความสามารถด้านนี้จะช่วยป้องกันเราจากการเป็น สัตว์โลกที่มีแต่สัญชาตญาณและท าทุกอย่างตามที่อยากโดยไม่ได้ใช้ความคิดเป็นความสามารถที่ช่วยให้เรามุ่ง จดจ่อไปที่เรื่องที่ส าคัญกว่า ช่วยให้เราระวังวาจา พูดในสิ่งที่ควรพูด และเมื่อโกรธเกรี้ยว เร่งร้อน หงุดหงิด ก็ สามารถควบคุมตนเองได้ ไม่ตะโกน ตบตีเตะต่อยคนอื่น และแม้มีความวุ่นวายใจก็ละวางได้ จนท างานต่างๆ ที่ควรต้องท าได้ลุล่วง ความสามารถนี้จะช่วยให้เด็กรู้จักอดทนรอได้ ไม่แซงคิว ไม่หยิบฉวยของผู้อื่นมาเป็น ของตนเพราะความอยากได้ 3.1.3 การยืดหยุ่นความคิด : Shifting / Cognitive Flexibility คือความสามารถที่จะ "เปลี่ยน เกียร์" ให้อยู่ในจังหวะที่เหมาะสม ปรับตัวเข้ากับข้อเรียกร้องของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นเวลา เปลี่ยน ล าดับความส าคัญเปลี่ยน หรือเป้าหมายเปลี่ยน ช่วยให้เราปรับประยุกต์กติกาเดิมหรือที่คุ้นเคยไปใช้ ในสถานการณ์ที่แตกต่างได้ เป็นความสามารถที่ช่วยให้เราเรียนรู้ การไม่ยึดติดตายตัวช่วยให้เรามองเห็นจุด ผิดแล้วแก้ไข และปรับเปลี่ยนวิธีการท างานด้วยข้อมูลใหม่ๆ ช่วยให้เราพิจารณาสิ่งต่างๆ จากมุมมองที่สดให้


10 คิดนอกกรอบ ความสามารถนี้จะช่วยให้เด็กสนุกกับการปรับเปลี่ยนวิธีเล่นให้มีคามหลากหลาย แปลกใหม่ ช่วยปรับตัวปรับใจยอมรับได้ ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คาดการผสมสีที่ไม่ได้ตั้งใจ เป็นต้น 3.2 การพัฒนาสมองเพื่อการพัฒนาทักษะก ากับตนเอง ได้แก่ทักษะ ดังนี้ 3.2.1 การจดจ่อใส่ใจ : Focus / Attention คือความสามารถในการรักษาความตื่นตัว รักษา ความสนใจให้อยู่ในทิศทางที่ควร เพื่อให้ตนเองบรรลุสิ่งที่ต้องการจะท าให้ส าเร็จด้วยความจดจ่อ มีสติรู้ตัว ต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม ตามสมควรของวัยและความยากง่ายต่อภารกิจนั้นๆ การใสใจจดจ่อเป็นอีก คุณสมบัติพื้นฐานที่จ าเป็นในการเรียนรู้หรือท างาน เด็กบางคนแม้จะมีระดับสติปัญญาฉลาดรอบรู้ แต่เมื่อ ขาดทักษะความสามารถในการจดจ่อ เมื่อมีสิ่งใดไม่ว่าสิ่งเร้าภายนอก หรือจากสิ่งเร้าภายในตนเองก็วอกแวก ไม่สามารถจดจ่อท างานต่อไปได้ เช่นนี้ก็ยากที่จะท างานใดๆ ให้ส าเร็จความสามารถนี้จะช่วยให้เด็กๆ มีสมาธิ จดจ่อกับการร้อยลูกปัด ต่อบล็อก ฟังนิทานจนจบเรื่อง และกิจกรรมต่างๆ อย่างใส่ใจ ไม่วอกแวก 3.2.2 การควบคุมอารมณ์ : Emotional Control คือความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ ของตนเอง ตระหนักรู้ว่าตนเองก าลังอยู่ในภาวะอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร สามารถปรับสภาพอารมณ์ให้ เหมาะสมกับสถานการณ์ และควบคุมการแสดงออกทั้งทางอารมณ์และพฤติกรรมเหมาะสม เด็กที่ควบคุม อารมณ์ไม่ได้อาจกลายเป็นคนที่โกรธเกรี้ยวฉุนเดียวง่าย ชี้หงุดหงิด ชี้ร าคาญเกินเหตุ ระเบิดอารมณ์ง่าย เรื่อง เล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ และอาจจะกลายเป็นคนขี้กังวล อารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้าได้ง่าย ความสามารถ นี้จะช่วยให้เด็กๆ อดทนและให้อภัยต่อการกระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆ ได้ในระหว่างเล่นด้วยกัน เมื่อไม่ พอใจจะหาวิธีแก้ปัญหา ไมใช่การโวยวาย อาละวาด 3.2.3 การติดตามประเมินตนเอง : Self-Monitoring คือความสามารถในการตรวจสอบ ความรู้สึก ความคิด หรือการกระท าของตนเองทั้งในระหว่างการท างาน หรือหลังจากท างานเสร็จแล้ว เพื่อให้ มั่นใจว่า จะน าไปสู่ผลดีต่อเป้าหมายที่วางไว้ หากเกิดความบกพร่องผิดพลาดก็น าไปสู่การแก้ไขได้ทันการและ เป็นการท าให้รู้จักตนเองทั้งในด้านความต้องการ จุดแข็งและจุดอ่อนได้ชัดเจนขึ้น รวมไปถึงการตรวจสอบ ความคิด ความรู้สึกหรือตัวตนของตนเอง ก ากับติดตามปฏิกิริยาของตนเอง และดูผลจากพฤติกรรของตนที่ กระทบต่อผู้อื่น ความสามารถนี้จะช่วยให้เด็กได้ทบทวนสิ่งที่ท าไปรู้สึกส านึกผิดแล้วปรับปรุงตนเองใหม่ เช่น การพูดที่ท าให้เพื่อนเสียใจ หรือเมื่อท าผลงานเสร็จได้ทบทวนเพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้น 3.3 การพัฒนาสมองเพื่อการพัฒนาทักษะปฏิบัติ ได้แก่ทักษะ ดังนี้ 3.3.1 การริเริ่มและลงมือท า : nitiating คือความสามารถในการคิดค้นไตร่ครองแล้วตัดสินใจ ว่าจะต้องท าสิ่งนั้นๆ และน าสิ่งที่คิดมาสู่การลงมือปฏิบัติให้เกิดผล คนที่กล้าวิเริ่มนั้นจ าเป็นต้องมีความกล้า หาญ กล้าตัดสินใจ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ต้องกล้าลองผิดลองถูก ทักษะนี้เป็นพื้นฐานของความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และจะน าไปสู่การพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้เถิดขึ้น ความสามารถนี้จะช่วยให้เด็กๆ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และลงมือเล่นหรือท ากิจกรรม 3.3.2 การวางแผนจัดระบบ ด าเนินการ : Planning & Organizing คือความสามารถในการ ปฏิบัติที่เริ่มต้นตั้งแต่ วางแผนที่จะต้องน าส่วนประกอบส าคัญต่างๆ มาเชื่อมต่อกัน เช่น การตั้งเป้าหมาย การ เห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน การก าหนดกิจกรรม ฯลฯ เป็นการน าความคาดหวังที่มีต่อเหตุการณ์ในอนาคต มาท าให้เป็นรูปธรรม วางเป้าหมายแล้วก็จัดวางขั้นตอนไว้ล่วงหน้า มีการจินตนาการหรือคาดการณ์ใน สถานการณ์ต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้า แล้วจัดท าเป็นแนวทางเพื่อน าไปสู่ความส าเร็จตามเป้าหมายต่อไปจากนั้น


11 จึงเข้าไปสู่กระบวนการด าเนินการ จัดการจนลุล่วง ได้แก่การตั้งเป้าหมายให้เป็นขั้นตอน มีการจัด กระบวนการ ระบบกลไก และการด าเนินการตามแผน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงชุดหมายปลายทาง รวมถึง การบริหารพื้นที่ วัสดุ และการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและยึดหยุ่นเพื่อให้งานส าเร็จ ด้วย ความสามารถนี้จะท าให้เด็กรู้จักจัดการกับกิจวัดประจ าวันการวางแผนการเล่นที่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง 3.3.3 การมุ่งเป้าหมาย : Goal-Directed Persistence คือความพากเพียรเพื่อบรรลุเป้าหมาย และจดจ าข้อมูลนี้ไว้ในใจตลอดเวลาที่ท างานตามแผนนั้นจนกว่าจะบรรลุ ซึ่งรวมถึงความใส่ใจในเรื่องเวลา (Sense of Time) กับความสามารถในการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และติดตามความก้าวหน้าของเป้าหมาย อย่างต่อเนื่อง นั่นคือเมื่อตั้งใจและลงมือท าสิ่งใดแล้วจะมุ่งมั่นอดทนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ใดๆ ก็พร้อมผ้าฟันจนส าเร็จ ความสามารถนี้จะท าให้เด็กๆก็จะมุ่งมั่นท าโดยไม่ย่อท้อ เช่น ความพยายามที่จะ ขึ้นบาร์โค้งให้ได้ ความพยายามที่จะผูกเชือกรองเท้าจนส าเร็จ ความตั้งใจที่จะกินข้าวจนหมดจาน 1.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสมอง EF (Executive Functions) นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงทฤษฎี และหลักการที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางสมองของเด็ก ปฐมวัยไว้ ดังนี้ ทฤษฎีการคิดของบลูม (Bloom) มาร์ซาโน (Marzano. 2001: 5-9; อ้างถึงใน ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ 2556: 9 - 10) กล่าวว่า บลูม ได้ก าหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษาเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านจิตพิสัย และด้าน ทักษะพิสัย ของบุคคล โดยบลูมได้จ าแนกระดับความรู้ ความสามารถในการเรียนรู้ไว้เป็น 6 ระดับ ซึ่งแต่ละระดับมีความ ลุ่มลึกและ ซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นตามล าดับ ดังนี้ ระดับ 1 ระดับความรู้ความจ า (Knowledge) เป็นความสามารถทางสมองของบุคคลที่ สามารถจาเรื่องราว ระลึกถึงสิ่งที่มีความหมายเชิงรูปธรรม และสัญลักษณ์ ประกอบด้วยความรู้เฉพาะ เนื้อหา เช่น ความรู้ศัพท์ที่ใช้ และความรู้ในข้อเท็จจริงเฉพาะ ความรู้ในวิธีด าเนินการ เช่น ความรู้ เกี่ยวกับ ระเบียบแบบแผน ความรู้เกี่ยวกับ แนวโน้ม และล าดับขั้น ความรู้เกี่ยวกับการจัดจ าแนก ประเภทความรู้ เกี่ยวกับเกณฑ์ต่าง ๆ และความรู้เกี่ยวกับ วิธีการ ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง เช่น ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชา และการขยายความ และความรู้เกี่ยวกับ ทฤษฎี และโครงสร้าง พฤติกรรม ระดับที่ 1 เช่น บอก ระบุ ตอบ บรรยาย อ่าน เขียน ระดับที่ 2 ระดับความเข้าใจ (Comprehensive) หมายถึง ความสามารถทางปัญญาในการจับ ใจความส าคัญ ของเรื่องแล้วแปลย่อ หรือขยายให้คนอื่นเข้าใจซึ่งต้องมีความสามารถในการจับใจความส าคัญ ของเรื่องได้ และ สามารถดัดแปลงของที่พบเห็นที่คล้ายของเก่าได้ พฤติกรรมระดับที่ 2 เช่น แปลความ ตีความ อภิปราย บรรยายถ่ายทอด บอกความเหมือน ยกตัวอย่างอธิบาย เปรียบเทียบ ระดับที่ 3 ระดับการน าไปใช้หรือการประยุกต์ (Application) เป็นความสามารถในการน า ความรู้ไปประยุกต์ใช้ ได้อีกสถานการณ์หนึ่ง เป็นความรู้ที่สามารถนาความรู้ ความจ า และความเข้าใจ ไปใช้ ในการแก้ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างได้ผล พฤติกรรมระดับนี้ เช่น แปลความหมาย ใช้สาธิต ท างาน ค านวณ ท าเติมค า เขียนวาดภาพ เป่าขลุ่ย


12 ระดับที่ 4 ระดับการวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ประกอบด้วย การวิเคราะห์ส่วนประกอบ การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ หลักการ พฤติกรรมระดับนี้ เช่น บอกความแตกต่าง จ าแนกแยกแยะ วิเคราะห์ บอก สาเหตุ บอกผลเปรียบเทียบ จัดประเภท จัดกลุ่ม อธิบายหลักการ จัดล าดับ เขียนขั้นตอน ระดับที่ 5 ระดับการสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมเรื่องราว หรือองค์ประกอบ ต่าง ๆ มาผสมผสานกันให้เป็นสิ่งใหม่ โดยใช้ความสามารถในการพิจารณาหลาย ๆ แง่มุม แล้วน ามาจัดระบบ โครงสร้างเรียบเรียงเสียใหม่ให้ดีกว่าเดิม เช่น การสื่อความหมาย การสังเคราะห์แผนงาน การสังเคราะห์ ความสัมพันธ์ พฤติกรรมระดับนี้ เช่น ออกแบบ สร้าง รวบรวมๆเขียนโครงสร้าง เขียน โครงการ ระดับที่ 6 ระดับการประเมินค่า (Evaluation) หมายถึง การวินิจฉัยตัดสินคุณค่าของสิ่งต่าง เรื่องราวต่าง ๆ โดยอาศัยข้อเท็จจริง หรือเกณฑ์มาตรฐานในการอธิบาย แยกเป็นการประเมินค่า โดยอาศัย ข้อเท็จจริงภายใน และการประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายนอก การที่บุคคลจะมีทักษะในการแก้ปัญหา และการตัดสินใจ บุคคลนั้นจะต้องสามารถวิเคราะห์ และเข้าใจสถานการณ์ใหม่หรือ ข้อความจริงใหม่ได้ พฤติกรรมระดับนี้ เช่น ตัดสิน ประเมินผล เปรียบเทียบ เลือกได้ วิจารณ์ บอกประโยชน์ บอกข้อดี บอก คุณค่า ให้คะแนนได้ คาดการณ์ได้ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) สอนประจันทร์ เสียงเย็น (2559: 106-107) กล่าวว่า เพียเจต์ (Piaget) เป็นศาสตราจารย์แห่ง มหาวิทยาลัยเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับปริญญาเอกทางสัตว์วิทยา ในปี ค.ศ. 1918 แต่กลับมา สนใจ ศึกษาทางจิตวิทยา เป็นผู้สร้างทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา และเน้นว่าระดับสติปัญญา และ ความคิดริเริ่ม พัฒนาการจากการปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคล และสิ่งแวดล้อม การปะทะ (Interaction) หมายถึง กระบวนการปรับตัวของอินทรีย์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งเป็น กระบวนการที่ ต่อเนื่อง และปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาเพื่อจะก่อให้เกิดความสมดุลกับธรรมชาติการปะทะ และ การปรับปรุง จะต้องประกอบด้วย 1. การดูดซึม (Assimilation) หมายถึง การรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่อเป็นประสบการณ์ของ ตน ซึ่ง การรับรู้จะได้ผลเพียงใดย่อมขึ้นกับความสามารถในการรับรู้ ได้แก่ ประสาทสัมผัสต่าง ๆ 2. การปรับขยายความรู้ใหม่ให้เข้ากับความรู้เดิม (Accommodation) เป็นกระบวนการ รวบรวม แยกแยะสิ่งแวดล้อมเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิด และเข้าใจสิ่งแวดล้อมตรงกับสภาพความเป็นจริง มากขึ้น เพิ่มขึ้นโดยการน าประสบการณ์เดิมเข้าไปสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจนกระทั่งเกิดความรู้ใหม่ 3. ความสมดุล (Equilibration) ในการที่เด็กมี Interaction กับสิ่งใดก็ตามในครั้งแรก เด็กจะ พยายาม ท าความเข้าใจประสบการณ์ใหม่ด้วยการใช้ความคิดเก่าหรือประสบการณ์เดิม แต่เมื่อปรากฏว่าไม่ ประสบ ความส าเร็จ เด็กจะต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ จนกระทั่งในที่สุด เด็กสามารถผสมผสาน ความคิด ใหม่นั้นให้กลมกลืนเข้ากับความคิดเก่า สภาพการณ์เช่นนี้ ก่อให้เกิดความสมดุล Equilibration ซึ่ง ท าให้คน สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ ขั้นของพัฒนาการทางสติปัญญา แบ่งเป็น 4 ขั้น


13 1. ขั้นประสาทรับรู้ และการเคลื่อนไหว (แรกเกิด - พูดได้) เด็กจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมโดย การ รับรู้ และ การเคลื่อนไหว เป็นจุดเริ่มต้นในการรวบรวมประสบการณ์เพื่อช่วยในการคิด ระยะนี้จะเริ่ม สัญลักษณ์ของวัตถุ 2. ขั้นเกิดสังกัป และความคิดแบบใช้การหยั่งรู้ (2 - 7 ปี) เป็นขนของความคิด ซึ่งเป็นผล มาจากการ รับรู้ และการเคลื่อนไหวโดยจะเข้าใจสัญลักษณ์ที่มาแทนวัตถุจริง เข้าใจในสิ่งซับซ้อนได้บ้าง แต่ ยังขาด ประสบการณ์ในทางความคิด เป็นเหตุให้เรื่องที่คิดผิดพลาดได้ 3. ขั้นปฏิบัติการทางความคิดโดยใช้วัตถุหรือสิ่งที่มีตัวตน (7 - 11 ปี) ขั้นนี้เด็กจะเข้า ใจความคงที่ของ ปริมาณ ขนาด น้ าหนัก และความสูงโดยไม่ค านึงถึงสภาวะแวดล้อมในขณะเดียวกันเด็กจะ สามารถ เปรียบเทียบปริมาณของน้าได้ถูกต้อง ไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะลักษณะใด 4. ขั้นปฏิบัติการทางความคิดนามธรรม (12 ปี ขึ้นไป) เด็กจะมีอิสระในทางความคิดใช้วิธี คิดแบบ อนุมาน และสามารถคิดแบบตั้งสมมติฐาน และคิดหาทางพิสูจน์ได้เป็นพัฒนาการทางความคิดขั้น สูงสุด ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ (Bruner) (Bruner. 1968: 1-54; อ้างถึงใน ฉัตรวิไล สุรินทร์ชมพู 2561: 12-13) กล่าวว่า บรูเนอร์ เป็น นักจิตวิทยาที่สนใจ และศึกษาเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาต่อเนื่องจากเพียเจต์บรูเนอร์เชื่อว่า มนุษย์ เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง (Discovery Learning) แนวคิดที่ส าคัญ ๆ ของบรูเนอร์ มีดังนี้ ทฤษฎีการเรียนรู้ 1. การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญา ของเด็ก ที่มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก 2. การจัดหลักสูตร และการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของผู้เรียน และ สอดคล้อง กับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ 3. การคิดแบบหยั่งรู้ เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ได้ 4. แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยส าคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลส าเร็จในการเรียนรู้ 5. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 3 ข้อใหญ่ ๆ ดังนี้ 5.1 ขั้นการเรียนรู้จากการกระท า (Enactive Stage) คือ ขั้นของการเรียนรู้จากการใช้ ประสาทสัมผัส รับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระท าช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระท า 5.2 ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจ ได้ และ สามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้ 5.3 ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์ และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ ซับซ้อน และ เป็นนามธรรมได้ 6. การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอด หรือสามารถจัด ประเภทของ สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม


14 7. การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การให้ผู้เรียนค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Discovery Learning) จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับทักษะทางสมองของเด็กปฐมวัย 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง (EF) 1.5.1 งานวิจัยในประเทศ ดุษฎี อุปการ และอรปรียา ญาณะชัย (2561 : 1635) ได้ศึกษา การเสริมสร้างพัฒนาการ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยควรเลือกใช้หลักการใด : "การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน" หรือ"การคิดเชิงบริหาร" What Principle Should We Use to Enhance Learning Development of Early Childhood Children: "Brain Besed Learning" or "Executive Function"เด็กปฐมวัยถือเป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่สมองพัฒนาสูงสุดและส่งผลต่อสติปัญญา บุคลิกภาพ และความฉลาดทางอารมณ์ การ พัฒนาเด็กในช่วงวัยนี้จึงเป็นพื้นฐานส าคัญในการพัฒนาทักษะและความสามารถในระดับที่สูงขึ้นต่อไป การ เรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและการคิดเชิงบริหารเป็นหลักการที่อยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้เกี่ยวกับสมอง ทั้งองค์ประกอบและกลไกหน้าที่การท างานของสมองแต่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันจึงท าให้เป้าหมาย หลักการ และการปฏิบัติต่างกันไป ดังนั้น การน าหลักการการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน หรือ การคิดเชิงบริหาร สู่ การปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจึงขึ้นอยู่กับครู ผู้ปกครองเลือกให้สอดคล้อง กับเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยอย่างเต็มศักยภาพ และเป็น การวางรากฐานส าคัญ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่จะเป็นก าลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ศักดิ์ชัย ใจซื่อตรง (2561 : 264-265) ได้ศึกษา การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ ศิลปะที่ส่งเสริมทักษะการจัดการสมอง EF ส าหรับเด็กปฐมวัย โดยการวิจัยมีวัตถุประสงค์ที่ส าคัญ คือ1) เพื่อ พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ศิลปะที่ส่งเสริมทักษะการจัดการสมอง EF ส าหรับเด็กปฐมวัย2) เพื่อ ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดประสบการณ์ศิลปะที่ส่งเสริมทักษะการจัดการสมอง EF ส าหรับเด็ก ปฐมวัย ทักษะการจัดการสมอง EF มี 5 ด้านคือด้านความจ าที่ใช้งาน ด้านยับยั้งพฤติกรรม ด้านยืดหยุ่น ความคิด ด้านควบคุมอารมณ์ ด้านจัดระบบการท างาน ผู้วิจัยใช้การวิจัยและพัฒนา แบ่งการทดลองเป็น3 ระยะคือ ระยะที่ 1 สังเคราะห์เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับทักษะ การจัดการสมอง ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการจัดการสมองสามารถพัฒนาในเด็กปฐมวัยได้ 5 ด้าน ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการจัด ประสบการณ์ศิลปะที่ส่งเสริมทักษะการจัดการสมองรูปแบบ การจัดประสบการณ์ศิลปะมี 4 ขั้นคือสร้าง แรงจูงใจการเรียนรู้วางแผนการเรียนรู้ ปฏิบัติการเรียนรู้และทบทวนการเรียนรู้และระยะที่ 3 ทดสอบ ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดประสบการณ์ศิลปะที่ส่งเสริมทักษะการจัดการสมอง การทดสอบประสิทธิผล ผู้วิจัยน าไปทดลองใช้กับเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5-6 ปี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ประเมินและสังเกตพฤติกรรมทักษะ การจัดกรสมองก่อนการจัดกิจกรรมและทุกๆ 2 สัปดาห์รวม 5 ครั้ง น าผลมาวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดช้ าพบว่ารูปแบบการจัดประสบการณ์ศิลปะสามารถพัฒนา ทักษะการจัดการสมองได้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขวัญฟัา วังสิยานนท์ และคณะ (2562 : 83 ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้าง ทักษะสมอง - (EF) ส าหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในโรงเรียนเครือข่ายมหาวิทยาลัยสวน ดุสิต โดยมีวัตถุส าคัญเพื่อสร้าง ทดลองใช้ และพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง - (EF) ซึ่งมีขั้นตอน


15 การวิจัย 3 ชั้นคือ 1) การสร้างรูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง -(EF) กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนละ 2 - 3 คน และผู้ปกครองโรงเรียนละ 20 - 25 คน ที่สมัครใจจากโรงเรียนเครือข่ายมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จ านวน 6 แห่ง รวมทั้งสิ้นครู 18 คน และผู้ปกครอง 116 คน 2) การทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง - (EF) กลุ่มตัวอย่างคือเด็กอายุระหว่าง3 - 5 ปี โรงเรียนเครือข่ายของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จ านวน 6 แห่ง รวมทั้งสิ้น 108 คน และ 3) การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง (EF) ผู้ให้ข้อมูลส าคัญ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านทักษะสมอง (EF) ด้านการวัดและประเมินผลและด้านการศึกษาปฐมวัยรวมทั้งตัวแทนครู ผู้บริหาร และผู้ปกครองโรงเรียนเครือข่ายของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต รวมทั้งสิ้น 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ เก็บรวบรวมข้อมูลมี 5 ฉบับ คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลพื้นฐานในการเสริมสร้างทักษะสมอง (EF) 2) แบบ บันทึกความเหมาะสมของรูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง (EF) และคู่มือการใช้รูปแบบการเสริมสร้าง ทักษะสมอง (EF) 3) แบบประเมินพัฒนาการด้านทักษะสมอง (EF) เด็กปฐมวัย4) แบบบันทึกความคิดเห็น ของครูและผู้ปกครองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่พบของเด็กด้านทักษะสมอง (EF) และ 5) การประเมินความ เหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง (EF) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ยส่วนเยี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบที่ แบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง (EF) ส าหรับเด็กปฐมวัยที่พัฒนาขึ้นมี4 องค์ประกอบได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ การจัดกระบวนการเรียนรู้ และการประเมิน โดยในการจัด กระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในบรรยากาศเชิง บวกโดยเน้นการมีปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ด้วยการสบตา วาจาสร้างสรรค์และสัมผัสที่อบอุ่นให้เด็กเกิด ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยโดยมีความรักและความผูกพันเป็นฐาน และส่วนที่ 2 จัดกิจกรรมบูรณาการผ่านการ เล่นตามรอยพระยุคลบาท โดยบูรณาการเข้าไปในกิจกรรมประจ าวันของโรงเรียน และวิถีการด าเนิน ชีวิตประจ าวันที่บ้านของแต่ละครอบครัว 2) ผลการทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง (EF) ส าหรับ เด็กปฐมวัย พบว่าพัฒนาการด้านทักษะสมอง (EF) เด็กปฐมวัย โดยภาพรวมและรายด้านหลังใช้รูปแบบการ เสริมสร้างทักษะสมอง (EF) สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง (EF)อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .001 นอกจากนี้ครูและผู้ปกครองต่างเห็นพ้องกันว่าหลังใช้รูปแบบๆเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่มีพัฒนาการ ด้านทักษะสมอง - (EF) เพิ่มมากขึ้น 3) ผลการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง - (EF) ส าหรับเด็ก ปฐมวัย พบว่ารูปแบบการเสริมสร้างทักษะสมอง - (EF) ส าหรับเด็กปฐมวัยที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมใน การน าไปใช้และมีความเป็นไปได้ในการน าไปปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และคู่มือการเสริมสร้างทักษะสมอง - (EF) ส าหรับเด็กปฐมวัย เพื่อการเผยแพร่มี 5 ตอน คือ 1) ความรู้เรื่องทักษะสมอง - (EF) 2) รูปแบบการ เสริมสร้างทักษะสมอง - (EF) 3) การเล่นตามรอยพระยุคลบาทโดยครอบครัว 4) การเล่นตามรอยพระยุคล บาทโดยโรงเรียน และ 5) การประเมินตามสภาพจริง อภิรักษ์ ตาแม่ก๋ง ปนัดดา ธนเศรษฐกร พัชรินทร์ เสรีและวรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ (2562:182 - 183) ได้ศึกษา ผลของโปรแกรม I AM TAP ต่อทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยTHE IMPACTS OF THE I AM TAP PRGRAM ON THE PRESCHOOL CHILDREN'S EXECUTIVE SKILLS ก า ร คิดเชิงบริหาร ( Execution Function) หรือทักษะสมอง EF (กระบวนการท างานของสมองระดับสูง ที่ ควบคุมความรู้สึก การรู้คิดและพฤติกรรม ให้ประสบความส าเร็จตามเป้าหมายโดยอาศัยประสบการณ์เดิมมา ช่วยในการตัดสินใจทักษะพื้นฐานของการคิดเชิงบริหารที่ส าคัญคือ การยับยั้งชั่งใจความจ าเพื่อใช้งาน และ


16 การยืดหยุ่นความคิด งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมไอแอมแท็ป ต่อทักษะพื้นฐาน ของการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยโปรแกรม ไอแอมแท็ป เป็นโปรแกรมการใช้กิจกรรมกลุ่มจ านวน 10 กิจกรรม ส าหรับใช้ร่วมกับแผนการเรียนการสอนในห้องเรียนเด็กปฐมวัยเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานของทักษะ สมอง EF ในเด็กปฐมวัย แต่ละกิจกรรมถูกพัฒนาขึ้นตามแนวทางการจัดกิจกรรมตามแนวทาง EF Guideline ซึ่งเป็นหลักการวางแผนจัดประสบการณ์ที่พัฒนาขึ้นตามหลักการท างานของสมองและทักษะสมอง EF งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบมีกลุ่มควบคุมและมีการทดสอบก่อน และหลังการทดลองกลุ่ม ตัวอย่างทั้งหมด คือเต๊กปฐมวัยอายุระหว่าง 4-6 ปี จ านวน 68คน ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนอนุบาลสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จ านวน 31 คนและกลุ่มควบคุม จ านวน 37 คน เด็กในกลุ่ม ทดลอง จะได้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มในโปรแกรมไอแอมแท็ป จ านวน 18ครั้ง ครั้งละ 20 30นาที 2 ครั้งต่อ สัปดาห์ เปีนระยะเวลา 9 สัปดาห์ ส่วนเด็กในกลุ่มควบคุม เข้าร่วมกิจกรรมตามแผนการเรียนการสอน ตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินพัฒนาการตามการคิดเชิงบริหาร (MU. EF-101) และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มไม่อิสระ (paired sample t -test และการทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีความเป็นอิสระต่อกัน ( independent sample t-test) ตามล าดับผลการวิจัยพบว่า 1) เด็กกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการ คิดเชิงบริหารหลังเข้าร่วมโปรแกรม I AM TAP สูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยยะส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และ 2) เด็กกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหารสูงกว่าเด็กในกลุ่มควบคุมอย่างมี นัยยะส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 กมลรัตน์ คนองเดช (2563) ได้ศึกษา ผลการจัดประสบการณ์โดยใช้สื่อและของเสนที่มี ต่อทักษะ EF ของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนร่วมพัฒนาวิชาชีพครู เขตพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) สื่อและของเล่นพัฒนาทักษะ EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยมีประสิทธิภาพค่า E1/E2 = 92.23/93.49 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 2) หลังการทดลองการจัดประสบการณ์โดยใช้สื่อและของเล่น พัฒนาทักษะ EF เด็กปฐมวัยในกลุ่มโรงเรียนร่วมพัฒนาวิชาชีพครู เขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทักษะ EF (ExecutiveFunctions) ไม่แตกต่างกัน และไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ3) หลังการทดลองก ารจัด ประสบการณ์โดยใช้สื่อและของเล่นพัฒนาทักษะ EF เด็กปฐมวัยมีความพึงพอใจ3) หลังการทดลองการจัด ประสบการณ์โดยใช้สื่อและของเล่นพัฒนาทักษะ EF เด็กปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์อยู่ ในระดับมาก ( x̅= 98.11) 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 2.1 ความหมายของนิทาน มีนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงความหมายของนิทาน ไว้ดังนี้ จิราพร ปั้นทอง (2550 :36) สรุปความหมายของนิทานว่า เรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาหรือแต่งขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความสนุกสนานและสามารถสอดแทรกแนวคิดเพื่อให้เด็กน าไปเป็นแนวทางในการด ารงชีวิต บุษนีย์ สมญาประเสริฐ (2551 :21) ได้ให้ความหมายของนิทานว่าเป็นสื่อการเรียนการสอนของ ครูที่สามารถน าไปสู่การเรียนการสอนในรูปแบบมากมาย ทั้งด้านการใช้ภาษา คณิตศาสตร์ การสังเกต นิทาน


17 สามารถสร้างจินตนาการ ความฝันความคิด ความเข้าใจ และการรับรู้ให้กับเด็ก และยังเป็นสื่อที่จะ ช่วย ปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านมากยิ่งขึ้น ปราณี ปริยวาที (2551 :24) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า นิทานเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาด้วย การผูกเรื่องขึ้นโดยอาศัยประวัติของความจริงบ้างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบ้างหรืออาจจะเป็นเรื่องที่แต่ง ขึ้นมาจากจินตนาการหรืออิงความจริงมีวัตถุประสงค์เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน สอดแทรกแง่คิดคติ สอนใจ และแฝงด้วยการปลูกฟังคุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม เพื่อให้ผู้ฟังน าไปเป็นแนวทางปฏิบัติตนที่ดีใน การอยู่ร่วมกันในสังคม ดวงสมร ศรีใสค า (2552 :29) กล่าวว่า นิทานเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา เพื่อให้ผู้ฟังเกิด ความ สนุกสนานเพลิดเพลิน และเกิดความรู้ สามารถน าปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช่ในชีวิตประจ าวันได้ นิตยา ดอกกระถิน (2552 :20) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบ ต่อกันมาหรือแต่งขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินและให้ความรู้ มีการสอดแทรกคติธรรม หรือคุณธรรมลงไปเพื่อให้เด็กน าไปเป็นแนวทางในการด ารงชีวิต จารุณี ศรีเผือก (2554 :17) กล่าวคือ นิทาน คือ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเพื่อให้เด็กเกิดความ สนุกสนานเพลิดเพลินและความบันเทิง ซึ่งนิทานอาจเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่สมมติขึ้น ท าให้เด็กเกิด จินตนาการจากเรื่อง ได้แง่คิดคติสอนใจ เด็กสามารถน าไปเป็นต้นแบบต่อการปฏิบัติตนในชีวิตประจ าวัน และใช้ในอนาคตได้ สรุป นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและความ บันเทิง มีการสอดแทรกคติธรรม คุณธรรมและจริยธรรม สามารถน าความรู้มาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช่ใน ชีวิตประจ าวัน และเป็นแนวทางในการด ารงชีวิตได้ 2.2 ความส าคัญและคุณค่าของนิทาน มีนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงคุณค่าของนิทานไว้ ดังนี้ จิราพร ปั้นทอง (2550 :38) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าต่อเด็กเป็นอย่างมาก นิทานช่วยเสริมสร้าง พัฒนาการทางภาษาความคิดและจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ ฝึกให้เด็กมีความกล้าที่จะแสดงออกเกิดความ สนุกสนานเพลิดเพลิน มีสมาธิเป็นผู้รู้จักฟังมีสัมพันธ์อันดีกับบุคคลรอบข้าง เป็นตัวกระตุ้นน าให้เด็กมี คุณลักษณะอันถึงประสงค์ของสังคม มีพฤติกรรมและเป็นที่ยอมรับอันจะน ามาซึ่งความสุขในการด าเนิน ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 :11-16) ได้ระบุถึงความส าคัญของนิทานว่า นิทานเป็น สิ่งที่ส าคัญต่อชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทานจะช่วยให้เด็กๆมีความสุขสนุกหรรษาแล้วยังเป็น โลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรัก ความฝันสานสัมพันธ์อันอบอุ่นความ ละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจและปรัชญาชีวิตอันล้ าลึกแก่เด็ก ปราณี ปริยวาที (2551 :29) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าและประโยชน์ คือ เป็นวิธีการให้ความรู้ที่จะ ท าให้เด็กสนใจเรียนรู้ สามารถจดจ าและกล้าแสดงออก ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน แก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์ของเด็กจากตัวแบบในนิทานที่เด็กประทับใจ สร้างสมาธิ ผ่อนคลายอารมณ์ สร้างความสัมพันธ์ ใกล้ชิดระหว่างผู้เล่าและผู้ฟัง


18 นิทานมีความส าคัญต่อการพัฒนาการของเด็ก ดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิต เด็กได้เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ่านนิทานที่ปรารถนา ให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี เช่น มีคุณธรรมจริยธรรม มีความกล้าหาญ มีความยุติธรรม 2. การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากในนิทาน ซึ่งเด็กจะ ได้รับรู้ถึงบุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างดี เช่น ความเชื่อมั่น การรักษาตน ความสุภาพอ่อน น้อมความมีมารยาทที่ดี ความเป็นผู้น า 3. การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา 4. การพัฒนาเด็กในด้านทักษะและความสามารถ 5. การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึ่งที่ก าหนดบทบาทในด้านสุขภาพ ให้เกิดแก่เด็ก เพราะเมื่อเด็กได้อ่านหรือฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการที่จะรักษาสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของตน บวร งามศิริอุดม (2556) ให้ความหมายความส าคัญที่ได้จากการเล่านิทาน 1. ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 2. ให้รู้จักค าเรียกชื่อสิ่งของต่างๆจากรูปภาพในนิทาน 3. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก พัฒนาความคิด จินตนาการให้ความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก 4. ให้ความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก 5. มีความตลกขบขันให้ความสนุกสนาน ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเด็ก เมื่อเปรียบเทียบตนเองกับตัว ละคร สรุป นิทานมีความส าคัญต่อเด็กปฐมวัย คือ เป็นวิธีการให้ความรู้ที่จะท าให้เด็กสนใจเรียนรู้ สามารถจดจ าและกล้าแสดงออก ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิต พัฒนาเด็ก ด้านบุคลิกภาพด้านความรู้และสติปัญญา ด้านทักษะและความสามารถ และด้านสุขภาพ 2.3 ประเภทของนิทาน นิทานส าหรับเด็กในปัจจุบันมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน การแบ่งประเภทของนิทานจึงขึ้นอยู่กับว่า ใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่ง ซึ่งมีผู้แบ่งประเภทนิทานต่างๆไว้ดังนี้ เกริก ท่วมกลาง และจินตนา ท่วมกลาง (2555 : 78-81) กล่าวถึงการแบ่งประเภทของนิทานตาม โดยใช้เกณฑ์เนื้อหาสาระของนิทานเป็นหลัก สามารถแบ่งได้ 11 ประเภท ดังนี้ 1. เทวต านาน เป็นเรื่องราวการอธิบายการก าเนิดเทพ จักรวาล โลก มนุษย์ สัตว์ สรรพสิ่งในโลก โครงสร้างของความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ และกฎเกณฑ์การควบคุมความประพฤติให้อยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข รูปแบบนิทานเป็นการตัดชุดปฏิบัติที่ผิดศีลธรรม และละเมิดกฎที่วางไว้สาเหตุมาจากความโลภ ความเห็นแก่ตัวแก่ได้ ความประมาทท าให้เกิดความเสียหายผู้เกี่ยวข้องได้รับความเดือดร้อน เทพหรือเทวดา ผู้มีบทบาทดูแลความทุกข์สุขหรือควบคุมกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน จึงลงโทษวิธีต่างๆที่เป็นคติเตือนใจไม่ให้มี การปฏิบัติละเมิดกฎซื้อบังคับอีก เช่น เรื่องมนูกับน้ าท้วมโลก เรื่องแม่โพสพเทพีแห่งต้นข้าว 2. นิทานศาสนา เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนา ความศรัทธา พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า พระ โพธิสัตว์ บุคคลส าคัญในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล รวมถึงบุคคลส าคัญด้านศาสนาที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธา


19 ลักษณะนิทาน เป็นเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าเสด็จไปในที่ต่างๆการปราบมารการท ากิจที่ส าคัญ ซึ่งเรื่องเล่าที่ มักเกี่ยวกับสถานที่ส าคัญที่ประชาชนนับถือ และในปัจจุบันยังมีนิทานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลส าคัญใน พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการเล่าถึงประวัติหรือผลงานที่ส าคัญของพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเช่น องคุลี มาล นางวิสาขา พระธาตุดอยตุง เป็นต้น 3. นิทานคติ เป็นนิทานที่เกี่ยวกับศาสนาเรื่องกฎแห่งกรรมหรือการท าดีได้ดีท าชั่วได้ชั่ว ลักษณะ นิทานเป็นการฝึกแบบไม่เหมาะสมกับความโลภ มักง่าย แก้แค้น อิจฉา ต้องการให้ผู้อื่นได้รับทุกข์และ ผู้กระท าได้รับความทุกข์ความเสียหายจากการกระท าของตนเอง เรียกว่า ให้ทุกแก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว ใน ตอนท้ายมีแนวคิดสั่งสอนเป็นคติสอนใจแก่ผู้อ่านไม่ให้ประพฤติปฏิบัติตามเนื้อเรื่อง 4. นิทานชีวิต เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก การต่อสู้ การผจญภัยของมนุษย์ สัตว์สิ่งของ ซึ่งตัว เอกของเรื่องต้องใช้ความอดทน กล้าหาญ เสียสละ การประพฤติดี มีคุณธรรม ความฉลาด กลโกงในการ แก้ปัญหา จึงได้รับผลส าเร็จในการแก้ปัญหาเรื่องราวนั้นได้ ซึ่งนิทานประเภทนี้บางครั้งลักษณะเหมือนจริง เกี่ยวกับความเชื่อ สถานที่ และเวลาที่มีรายละเอียดแน่นอน เช่น คุณช้างขุนแผน ไกรทอง พระอภัยมณี เป็น ต้น 5. นิทานมหัศจรรย์หรือเทพนิยาย เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น จากของวิเศษ รูปแบบนิทานตัวละครมักเป็นกษัตริย์ที่เจ้าหญิง ยักษ์ เกี่ยวข้องกับจักรา วงๆ การด าเนินเรื่อง มักเป็นเรื่องความรัก ความอิจฉา การพลัดพราก การผจญภัย การต่อสู้ การค้นหาสิ่งของ ที่ส าคัญที่ตัวเอก ของเป็นเรื่องจะต้องเอาชนะให้ได้ ฉากดินแดนที่อาจเป็นแดนมหัศจรรย์ที่แดนในฝัน เช่น ปลาบู่ทอง พระสุ ทน สังข์ทอง เป็นต้น 6. นิทานประจ าถิ่น เป็นเรื่องราวขนบธรรมเนียมประเพณีและบุคคลส าคัญในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแต่ ละเรื่องมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับสถานที่ สิ่งของ บุคคลที่มีชื่อจริงในแต่ละท้องถิ่น รูปแบบนิทานเล่าประวัติ บุคคลสถานที่ในแต่ละท้องถิ่นที่น ามาเล่าติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน เช่น พญากง พญาพาน กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นต้น 7. นิทานอธิบายเหตุ เป็นเรื่องราวที่อธิบายความเป็นมาของสรรพสิ่งต่างๆของคน สัตว์ สิ่งของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ พิธีกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปแบบนิทานมักอธิบาย อะไร เป็นอย่างไรท าไม ต้องเป็นอย่างนั้น การด าเนินเรื่องเป็นการตอบข้อสงสัยอธิบายค าตอบที่สงสัยของสิ่งต่างๆอย่างสมเหตุสมผล หรือหาเหตุผลมาสนับสนุนให้มีความน่าเชื่อ เช่น ท าไมน้ าทะเลจึงเค็ม ท าไมถึงเกิดฟ้าแลบฟ้าร้อง เป็นต้น 8. นิทานสัตว์ เป็นเรื่องราว ที่เกี่ยวกับความฉลาดเจ้าปัญญา ความเก่ง ความโง่เขลา ความเจ้าเล่ห์ กลโกงของสัตว์ที่มีโครงเรื่องแสดงลักษณะคล้ายมนุษย์ พฤติกรรมชิงความเป็นผู้ชนะในด้านการเป็นผู้น า เจ้า ป่า ไหวพริบ เพื่อให้ได้รับการยกย่องยอมรับจากสัตว์ทั้งหลาย เรื่องมักจบแบบมีคติเตือนให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข เช่น กระต่ายกับเต่า จระเข้กับลิง แม่ครัวกับแม่เสือ เป็นต้นละเรื่องมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับ สถานที่ สิ่งของ บุคคลที่มีชื่อจริงในแต่ละท้องถิ่น รูปแบบนิทานเล่าประวัติบุคคลสถานที่ในแต่ละท้องถิ่นที่ น ามาเล่าติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน เช่น พญากง พญาพาน กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นต้น 7. นิทานอธิบายเหตุ เป็นเรื่องราวที่อธิบายความเป็นมาของสรรพสิ่งต่างๆของคน สัตว์ สิ่งของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ พิธีกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปแบบนิทานมักอธิบาย อะไร เป็นอย่างไรท าไม ต้องเป็นอย่างนั้น การด าเนินเรื่องเป็นการตอบข้อสงสัยอธิบายค าตอบที่สงสัยของสิ่งต่าง ๆ อย่าง


20 สมเหตุสมผล หรือหาเหตุผลมาสนับสนุนให้มีความน่าเชื่อ เช่น ท าไมน้ าทะเลจึงเค็ม ท าไมถึงเกิดฟ้าแลบฟ้า ร้อง เป็นต้น 8. นิทานสัตว์ เป็นเรื่องราว ที่เกี่ยวกับความฉลาดเจ้าปัญญา ความเก่ง ความโง่เขลา ความเจ้าเล่ห์ กลโกงของสัตว์ที่มีโครงเรื่องแสดงลักษณะคล้ายมนุษย์ พฤติกรรมชิงความเป็นผู้ชนะในด้านการเป็นผู้น า เจ้า ป่า ไหวพริบ เพื่อให้ได้รับการยกย่องยอมรับจากสัตว์ทั้งหลาย เรื่องมักจบแบบมีคติเตือนให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข เช่น กระต่ายกับเต่า จระเข้กับลิง แม่ครัวกับแม่เสือ เป็นต้น 9. นิทานผี เป็นเรื่องราวลึกลับที่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ ที่มีประวัติยาวนานเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังที่ พิเศษได้อิทธิฤทธิ์กระท าให้เกิดความกลัวต่อมนุษย์ตามลักษณะของผีแต่ละประเภทที่มีลักษณะการแสดง หลอก การแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตลอดทั้งมีรูปร่างหน้าตาอาการแสดงให้เกิดความน่าตื่นเต้น ขยาดกลัว ตามธรรมชาติของผีประเภทนั้นๆ เช่น ผีปอบ เสือสมิง แม่นาคพระโขนง ผีกระสือ ผีตานี ผีนางตะเคียน เป็น ต้น 10. นิทานตลก อาจเป็นเรื่องราวตลกขบขัน ลักษณะนิทานที่น ามาเล่าแสดงถึงความฉลาด ความโง่ กลลวง กลโกง มีความฉลาดเกมโกง การด าเนินเรื่องจะสนุกสนานอยู่ที่ความไม่น่าจะเป็นไปได้แต่เพราะ พฤติกรรมของตัวละครที่แสดงความฉลาดความโง่ออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าท าให้เกิดมุกตลกขบขันขึ้น บางเรื่องน ามาเสนอเกี่ยวกับการชิงไหวพริบของพ่อตากับลูกเขยความผิดการของบุคคล และแสดงความเปิ่น ความเซ่อออกมาจนเป็นมุขให้สนุกสนานและนิทานประกอบประเภทตลกหยาบโลนเกี่ยวกับพฤติกรรมทาง เพศของพระ แม่ชี สามเณร นักบวช จะเป็นเรื่องที่น ามาเล่าเฉพาะกลุ่มเพื่อความสนุกสนานบางทีเรียกว่า นิทานก้อม นิทานตลกมีมากมาย เช่น พ่อตากับลูกเขย ไอ้ขาติดกับไอ้ตาบอดหลวงพ่อกับสามเณร 11. นิทานเข้าแบบ เป็นเรื่องราวที่สร้างแล้ววางโครงเรื่องเป็นพิเศษเฉพาะตัวในการเล่าให้มีความ คล้องจอง สามารถพูดหรือเล่าได้ง่ายในรูปประโยคที่ใช้ภาษาเรียบง่ายเพื่อให้เล่าง่ายๆได้ถูกต้อง นิทาน ประเภทนี้มีการแต่งไว้น้อยเพราะต้องใช้รูปแบบเฉพาะ เช่น นิทานเรื่องตากับยาย ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า เป็นต้น สรุป ประเภทของนิทานสามารถแบ่งได้หลายประเภทคือ เทวต านาน นิทานศาสนา นิทานคติ นิทานชีวิต นิทานมหัศจรรย์หรือเทพ นิทานประจ า นิทานอธิบาย นิทานสัตว์ นิทานผี นิทานตลก นิทาน 2.4 รูปแบบการเล่านิทาน มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงรูปแบบการเล่านิทานไว้ดังนี้ เกริก ยุ้นพันธ์ (2539 :26-29) ได้แบ่งรูปแบบการเล่านิทานไว้ดังนี้ 1. การเล่านิทานแบบปากเปล่า เป็นนิทานที่ผู้เล่าเรื่องจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ตั้งแต่การเลือก นิทานเรื่องให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกลุ่มผู้ฟังนิทานปากเปล่าเป็นนิทานที่ดึงดูดและเร้าความสนใจของ ผู้ฟังด้วยน้ าเสียง แววตา และท่าทางประกอบการเล่าของผู้เล่าที่สง่างามและพอเหมาะพอดี 2. นิทานวาดไปเล่าไป เป็นการเล่านิทานที่ผู้เล่าจะต้องมีประสบการณ์การเล่านิทานแบบปากเปล่า อยู่มากพอสมควร แต่ต้องเพิ่มการวาดรูปในขณะเล่าเรื่องราว รูปหรือภาพที่เล่าออกมาอาจสอดคล้องกับเรื่อง ที่เล่าหรือบางครั้งเมื่อเล่าจบรูปที่วาดจะไม่สอดคล้องกับเรื่องที่เล่าเลยก็ได้คือจะได้ภาพใหม่เกิดขึ้น


21 3. นิทานที่เล่าโดยใช้สื่ออุปกรณ์ในขณะที่เล่า เป็นนิทานที่ผู้เล่าจะต้องใช้สื่อที่เตรียมหรือหามาเพื่อ ใช้ประกอบการเล่า เช่น เล่าโดยใช้หนังสือ นิทานหุ่นนิ้วมือ นิทานเชิด นิทานเชือก เป็นต้น หรือขณะเล่าอาจ มีดนตรีประกอบจังหวะเพื่อท าให้การเล่าสนุกสนานยิ่งขึ้น นิภาพร มุ่งสูงเนิน (2556) ได้กล่าวถึงรูปแบบการเล่านิทาน ดังนี้ 1. การเล่านิทานแบบปากเปล่า เป็นนิทานที่ผู้เล่าเรื่องจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ตั้งแต่การเลือก เรื่องให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกลุ่มผู้ฟังนิทานปากเปล่าเป็นนิทานที่ดึงดูดและเร้าความสนใจ ด้วยน้ าเสียง แววตา และท่าทางประกอบการเล่าของผู้เล่าที่สง่างามและพอเหมาะพอดี 2. นิทานที่เล่าโดยใช้สื่ออุปกรณ์ในขณะที่เล่า เป็นนิทานที่ผู้เล่าจะต้องใช้สื่อที่เตรียมหรือหามาเพื่อ ใช้ประกอบการเล่า เช่น เล่าโดยใช้หนังสือ นิทานหุ่นนิ้วมือ นิทานเชิด นิทานเชือก เป็นต้น หรือขณะเล่าอาจ มีดนตรีประกอบจังหวะเพื่อท าให้การเล่าสนุกสนานยิ่งขึ้น 3. การเล่านิทานประกอบท่าทาง การเล่านิทานแบบนี้เป็นการเล่านิทานทีมีชีวิตชีวามากกว่าการ เล่านิทานปากเปล่า เพราะเด็กสามารถติดตามเรื่องที่เล่าได้ และจินตนาการเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตามท่าทาง ของผู้เล่า สนุกสนานมากขึ้นเพราะเห็นภาพพจน์ของเรื่องที่เล่า ท่าทางที่ใช้ประกอบการเล่านิทานอาจเป็น ท่าทางของผู้เล่าท่าทางแสดงร่วมของเด็ก ได้แก่ การท าหน้าตา การแสดงท าทางกาย หรือการเล่นนิ้วมือ ประกอบการเล่า 4. การเล่านิทานประกอบภาพ ภาพที่ใช้ในการเล่ามีหลายชนิด มีทั้งภาพถ่าย ภาพโปสเตอร์ ภาพ จากหนังสือ ภาพวาด ภาพสไลด์ ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพฉาย การที่มีภาพสวยๆมาประกอบการเล่าเป็น การจงใจให้เด็กติดตามเรื่องราวด้วยความอยากรู้ เด็กจะสนุกสนานมากขึ้นถ้าในขณะฟังเรื่องและดูภาพ ผู้เล่า จะต้องกระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดเห็นและร่วมสร้างจินตนาการให้กับนิทาน ที่เล่า 5. นิทานวาดไปเล่าไป เป็นการเล่านิทานที่ผู้เล่าจะต้องมีประสบการณ์การเล่านิทานแบบปากเปล่า อยู่มากพอสมควร แต่ต้องเพิ่มการวาดรูปในขณะเล่าเรื่องราว รูปหรือภาพที่เล่าออกมาอาจสอดคล้องกับเรื่อง ที่เล่าหรือบางครั้งเมื่อเล่าจบรูปที่วาดจะไม่สอดคล้องกับเรื่องที่เล่าเลยก็ได้คือจะได้ภาพใหม่เกิดขึ้น 6. นิทานพับกระดาษและฉีกกระดาษ เป็นนิทานที่ผู้เล่าจะต้องเล่านิทานพร้อมๆกับการพับ กระดาษและฉีกกระดาษจะต้องพอดีกับเหตุการณ์หรือสัมพันธ์กันอย่างพอดีพอเหมาะตลอดเรื่องการเล่า นิทานทั้งหมดนั้นจะน่าสนใจหรือไม่ อยู่ที่วิธีการเล่า น้ าเสียง การเว้นจังหวะและระยะเวลาในการน าเสนอ นิทาน 7. การเล่านิทานประกอบเส้นเชือก เป็นนิทานที่ผู้เล่าจะเล่าแบบปากเปล่า ประกอบกับการ สร้างสรรค์เชือกให้มีความสัมพันธ์กับการเล่าอย่างต่อเนื่อง ผู้ดูหรือผู้ฟังจะตื่นเต้นกับการสร้างสรรค์เชือกจาก ผู้เล่าเป็นรูปร่างต่างๆประกอบกับการเล่าเรื่อง สรุป รูปแบบการเล่านิทานมีดังนี้ การเล่านิทานแบบปากเปล่า นิทานที่เล่าโดยใช้สื่ออุปกรณ์ใน ขณะที่เล่า การเล่านิทานประกอบ การเล่านิทานประกอบภาพ นิทานวาดไปเล่าไป นิทานพับกระดาษและฉีก กระดาษ การเล่านิทานประกอบเส้นเชือก


22 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 2.5.1 งานวิจัยในประเทศ ปราณี ปริยวารี (2551 :บทคัดย่อ) การพัฒนา จริยธรรมของเด็กปฐมวัยโดยการเล่านิทานและการ ติดตามผลกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชาย - หญิง อายุ 5 - 6 ปี ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบุรารักษ์ อ าเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พบว่าเด็กปฐมวัย หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานและติดตามผลมีการพัฒนาจริยธรรมหลังการจัด กิจกรรมเล่านิทาน อยู่ในระดับดีมากแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นางสาวภาวิดา แป้นห้วย (2560 :บทคัดย่อ) การพัฒนาจริยธรรมด้านการพูดของเด็กปฐมวัยของ นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล 3 ขวบ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดทองหลาง โดยใช้นิทาน พบว่า การจัดกิจกรรมโดย ใช้สื่อนิทานในการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน เด็กชั้นเตรียมอนุบาล 3 ขวบ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดทองหลางมี การพัฒนาจริยธรรมด้านการพูดอยู่ในระดับสูงมีพัฒนาการที่ดีตามข้อตกลงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 3 สัปดาห์ จากระดับค่าร้อยละ 54.2, 62.4 และ 84.4 ตามล าดับ นางสาวศุภธิดา เทียนงาม (2560 :บทคัดย่อ) การพัฒนาพฤติกรรมความมีระเบียบวินัยในการเข้า ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล 3 ขวบ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธาราม โดยใช้กิจกรรมนิทาน พบว่า การจัด กิจกรรมโดยใช้สื่อชุดหนังสือนิทานพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมด้านความมีระเบียบวินัยในการเข้าแถวเด็ก ปฐมวัย ชั้นอนุบาล 3 ขวบ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธารามมีระเบียบวินัยในการเข้าแถวเพิ่มมากขึ้นตลอด 3 สัปดาห์ จากร้อยละ 53.52 63.08 และ 81.61 ตามล าดับ 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบทบาทสมมติ 3.1 ความหมายของกิจกรรมบทบาทสมมติ สนั่น มีขันหมาก (2538 : 280) กล่าวว่า บทบาทสมมติเป็นการแสดงออกของผู้เรียนตามเนื้อหาของ สถานการณ์ เรียนโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เรียนสัมผัสกับสิ่งที่เรียนรู้ใกล้เคียงความเป็นจริง ขณะแสดงมีการปรับปรุงแก้ไขให้สมจริงมากที่สุด และมีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ประสานงานกับ กลุ่มแสดงของตนได้เป็นอย่างดี สุวิทย์ มูลค า (2545 : 53) กล่าวถึงความหมายของบทบาทสมมติไว้ว่า เป็นการสร้างหัวข้อเรื่องหรือ สถานการณ์ขึ้นมาให้คล้ายกับสภาพความเป็นจริงแล้วแสดงตามบทบาทนั้น ตามความรู้สึกนึกคิดและ ประสบการณ์ที่ผู้แสดงคิดว่าควรจะเป็น ภายหลังการแสดงจะต้องมีการอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงออกทั้ง ด้านความรู้และพฤติกรรมของผู้แสดงเพื่อการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ จากความหมายของบทบาทสมมติที่กล่าวมา สรุปได้ว่า กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นกิจกรรมการพูดที่ ครูเป็นผู้ก าหนดให้นักเรียนแสดงตามสถานการณ์และบทบาทซึ่งใกล้เคียงกับความจริงโดยนักเรียนแสดง บทบาท ความรู้สึก เจตคติที่มีต่อบทบาทนั้น เป็นการน าประสบการณ์การเรียนรู้มาใช้ใน การฝึกทักษะ ซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏิบัติ การเผชิญสถานการณ์ซึ่งเป็นการประยุกต์ความรู้ของ นักเรียน


23 3.2 ความส าคัญของกิจกรรมบทบาทสมมติ ทิศนา แขมมณี (2551) และสุจริต เพียรชอบ (2531) ได้กล่าวถึงความส าคัญของบทบาทสมมติ ไว้ ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนลึกซึ้งขึ้น 2. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการปรับปรุงเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม รวมทั้งค านิยมและการปฏิบัติตน ในสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ช่วยให้ผู้เรียน ได้ฝึกการใช้ความรู้ในการเผชิญสภาพการณ์ต่าง ๆ ฝึกการแก้ปัญหาประกอบการ ตัดสินใจ 4. ช่วยให้คนในกลุ่มเกิดความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นกันเองมีความสามัคคีปรองดองกันมีความเข้าใจ อันดีต่อกัน 5. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพการณ์ต่าง ๆ ได้ยิ่งขึ้น 6. ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น 7. ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนและเรียนได้อย่างสนุกสนาน และช่วยผ่อนคลายความตึง เครียดทางอารมณ์ 8. ช่วยให้ผู้เรียนมีความมั่นใจตนเองมากยิ่งขึ้น ผุสดี กุฎอินทร์ (2558) กล่าวถึงความส าคัญของการแสดงบทบาทสมมติไว้ว่า เป็นการช่วยให้เด็ก เรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่น รู้จักร่วมมือ แบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น ยอมรับและเป็นมิดรกับผู้อื่นและมีความคิด สร้างสรรค์ หรรษา นิลวิเชียร (2535) กล่าวถึงความส าคัญของบทบาทสมมติไว้ว่า ช่วยให้เด็กฝึกจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ เด็กจะสร้างภาพพจน์เรื่องราวต่าง ๆ แม้แต่เรื่องในใจของตนเองเด็กจะเลียนเสียง ธรรมชาติ เลียนเสียงสัตว์เสียงพูด ตลอดจนการเคลื่อนไหวของคนและสัตว์ในการเล่นวัสดุสิ่งของ เด็กก็ อาจจะเป็นใคร ไปไหน ท าอะไรก็ได้ในจินตนาการของตนเด็กจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อม และเรียนรู้ที่จะแยกออก ว่าอะไรเป็นความจริงและอะไรเป็นความฝัน อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550) ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับความส าคัญของบทบาทสมมติ ไว้ดังนี้ 1. ส่งเสริมให้บทเรียนน่าสนใจ และผ่อนคลายความตึงเครียด 2. สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกอารมณ์ และเจตคติของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี 3. สร้างเสริมความสามัคคี และช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีขึ้น 4. ช่วยฝึกฝนแก้ปัญหาและความเข้าใจของผู้เรียน 5. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ลึกซึ้ง 6. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการปรับเปลี่ยนเจตคติและพฤติกรรมรวมทั้งปฏิบัติตนในสังคมได้อย่าง เหมาะสม Pratiwi (2019) กล่าวถึงความส าคัญของกิจกรรมบทบาทสมมติว่า กิจกรรมบทบาทสมมติสามารถ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเด็กได้


24 จากความส าคัญของบทบาทสมมติ สรุปได้ว่า บทบาทสมมติช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้เกี่ยวกับ ตนเองและผู้อื่นมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนมีโอกาสในการแสดงออก รู้ถึงสาเหตุของพฤติกรรมและท าให้ผู้เรียนพัฒนา ความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองในทางที่ดี ตลอดจนมีความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นมากขึ้น และได้มี โอกาสฝึกปฏิบัติพร้อม ปรับพฤติกรรมให้ถูกต้องเหมาะสมกับการเรียนหรือร่วมท างานกับผู้อื่นและสามารถตัดสินใจแก้ปัญหา ชีวิตประจ าวันได้ ท าให้ผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองประสบความส าเร็จกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น 3.3 ประเภทของกิจกรรมบทบาทสมมติ สุจิตรา บัวค าภา (2530, น. 20) ได้กล่าวถึงการน าบทบาทสมมติมาใช้ในการเรียนการสอน ว่ามี 2 วิธี ดังนี้ 1. การใช้บทบาทสมมติแบบเตรียมบทไว้พร้อม หมายถึง ผู้สอนได้เตรียมบทไว้ล่วงหน้าผู้แสดง อาจแสดงบทบาทเพิ่มขึ้นเองบ้าง ตัดบทขึ้นเองบ้าง แต่ต้องตรงกับเนื้อเรื่องที่ก าหนด 2. การใช้บทบาทสมมติแบบไม่มีบทเตรียมมาก่อน หมายถึง ผู้แสดงไม่ต้องฝึกซ้อมมาก่อนเมื่อ เรื่องราวถึงตอนใดก็แสดงออกได้ทันทีโดยแสดงไปตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง สุจริต เพียรชอบ (2531, น. 33 - 34) ได้จ าแนกประเภทของการแสดงบทบาทสมมติ ออกเป็น 3 ประเภทได้ดังนี้ 1. การแสดงแบบเตรียมบทมาแล้ว การใช้บทบาทสมมติแบบมีบทเตรียมไว้ก่อนหมายถึง การ ใช้บทบาทสมมติเข้ามาช่วยในการสอนโดยที่ผู้สอนได้เตรียมบทมาล่วงหน้าหวังจะให้ผู้เรียนเรียนไปตามแบบ แผนและขั้นตอนที่เตรียมไว้ เช่น ครูเตรียมว่าควรจะใช้บทบาทสมมติช่วยในการสอนให้ผู้เรียนได้รู้จักเอาใจ เขามาใส่ใจเรา ครูจะเตรียมสภาพการณ์ล่วงหน้าและเตรียมบทบาทอย่างเรียบร้อย เมื่อเข้าสอนครูจะสอน และ ใช้บทบาทสมมติตามขั้นตอนที่เตรียมไว้ 2. การแสดงบทบาทโดยฉับพลัน การใช้บทบาทสมมติแบบไม่มีบทเตรียมไว้หมายถึงการใช้บทบาท สมมติเป็นเครื่องมือช่วยในการสอนตามวาระและโอกาสที่เอื้อต่อครูโดยไม่ต้องเตรียมบทบาทมาให้ผู้เรียน ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงตอบโต้ในสภาพการณ์อย่างอิสระตามความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียนเองจาก ประเภทของบทบาทสมมติ 3. การแสดงบทบาทจากสถานการณ์ที่ก าหนดขึ้นนี้เป็นการแสดงที่เกิดจากการน าวิธีในข้อที่ 1 และข้อที่ 2 มารวมเข้าด้วยกัน สรุปได้ว่า การแสดงบทบาทสมมติ มี 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ การแสดงบทบาทสมมติแบบเตรียม บทไว้ก่อนโดยมีผู้สอนได้เตรียมไว้ล่วงหน้า และบทบาทแบบไม่มีบทเตรียมไว้ก่อนโดยให้ผู้เรียนได้แสดง บทบาทไปตามแบบแผนขั้นตอนที่เตรียมไว้ผู้แสดงอาจจะแสดงบทบาทได้ไม่ครบถ้วนแต่ต้องตรงกับเนื้อหาที่ ก าหนด หรืออาจน าสองวิธีมารวมกัน เนื่องจากผู้วิจัยท าการทดลองกับเด็กปฐมวัย จึงใช้การแสดงบทบาท สมมติแบบไม่เตรียมบทมาเพื่อให้เด็กเกิดจินตนาการในการคิด การพูดแสดงความคิดออกมาด้วยตนเองตาม ความเข้าใจ แต่ได้มีการบรรยายน าเนื้อเรื่องเป็นตอนๆเพื่อให้เด็กท าความเข้าใจตัวละครในนิทานประกอบ ภาพ ได้ง่ายตามเนื้อเรื่อง 3.4 ประโยชน์ของกิจกรรมบทบาทสมมติ มนทส์ ( Ments. 1983 : 25 กล่าวว่า การใช้บทบาทสมมติมีประโยชน์ดังนี้


25 1. ช่วยให้นักเรียนแสดงออกซึ่งความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ 2. ช่วยให้นักเรียนได้อธิบายถึงหัวข้อสนทนาและปัญหาส่วนตัว 3. ช่วยให้นักเรียนได้เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจตนเอง 4. นักเรียนได้ฝึกพฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ 5. แสดงปัญหาสังคมโดยทั่วไป และปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มทั้งแบบเป็นทางการ และไม่เป็น ทางการ 6. ให้โอกาสแก่นักเรียนที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และให้ความส าคัญต่อการสนองตอบ ทางอารมณ์ในการแสดง และทางภาษาท่าทาง ญาดาพนิต พิณกิล (2539 : 266-257) กล่าวถึงประโยชน์ของกิจกรรมบทบาทสมมติ 1. ผู้เรียนได้เรียนรู้การประพฤติ และปฏิบัติตน ในสังคมได้เหมาะสม 2. ผู้เรียนได้รู้จัดพัฒนาการฝึกปฏิบัติ คือ รู้สึก คิด และกระท าอย่างมีระบบ 3. ผู้เรียนได้ผ่อนคลายความตึงเครียด 4. ผู้เรียนได้ฝึกการแก้ปัญหาและรู้จัดตัดสินใจ 5. ผู้เรียนได้ฝึกความกล้าแสดงออก มีความมั่นใจในการปรับตัว และมีความเป็นตัวของตัวเองมาก ที่สุด 6. ผู้เรียนได้ร่วมกันพัฒนาความสามัคคีโดยการท างานเป็นกลุ่มร่วมกับผู้อื่น 7. ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการรับรู้ความรู้สึก ความคิดเห็นของตนเองและผู้อื่น ท าให้มองโลก กว้างขึ้น 8. ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นว่ามีความแตกต่างจากตัวเอง และสามารถ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น 9. ผู้เรียนมีโอกาสได้แสดงออกหลายบทบาท 10. ผู้เรียนมีโอกาสส ารวจค่านิยมของตนเองและผู้อื่นซึ่งสามารถท าให้รู้จักตัดสินใจเลือก ค่านิยมของตนเองได้อย่างมีเหตุผล 11. ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลมากขึ้น 12. ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น จากประโยชน์ของการใช้บทบาทสมมติที่กล่าวมา สามารถสรุปได้ว่าบทบาทสมมติเป็นกิจกรรมที่ ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกและเตรียมการใช้ภาษาในการสื่อสารในสถานการณ์ที่หลากหลาย ท าให้เกิดความ สนุกสนานในการเรียน ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในการปฏิบัติตนในสังคม ฝึกการแก้ปัญหา และ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในการตัดสินใจอีกทั้งเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่น ตลอดจนสามารถปฏิบัติตนต่อ ผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมท าให้เกิดความเข้าใจอันดีและเกิดความสามัคคี 3.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทสมมติ 3.5.1 งานวิจัยในประเทศ เกศสุดา ปงลังกา (2550) ศึกษาการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติในการพัฒนาความสามารถ


26 ทางด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 5 จ านวน 20 คน โรงเรียนวชิราธรรมโศกิต อ าเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีระยะเวลาทดลอง 4 สัปดาห์ ๆ ละ 16 ชั่วโมง โดยเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเก็บข้อมูล คือแผนการสอนที่เน้นกิจกรรมบทบาทสมมติ จ านวน 8 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษก่อนและหลังการทดลอง รวมถึง แบบประเมินความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษระหว่างการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติแบบไม่เป็นอิสระจากกัน (t test dependent Samples) และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประมวลผลส าเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในด้านการพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการ สื่อสารโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติของนักเรียนสูงกว่าก่อนการทดลอง ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการ พูดภาษอังกฤษอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น สุพัสษา บุพศิริ (2560) ได้ท าการวิจัยเรื่อง ผลการจัดประสบการณ์การแสดงบทบาทสมมติ ประกอบการเล่านิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางด้านภาษาและการกล้าแสดงออกของเด็กอนุบาลกลุ่ม ตัวอย่างเป็นเด็กอนุบาลอายุ 4- 5 ปี จ านวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า หลังการ จัดประสบการณ์การแสดง บทบาทสมมติประกอบการเล่านิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางด้านภาษาและการกล้าแสดงออกของ เด็กอนุบาลความสามารถทางด้านภาษา หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 และการกล้าแสดงออกของเด็กอนุบาลที่เรียนด้วย การจัดประสบการณ์การแสดงบทบาทสมมติประกอบการ เล่านิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถ ทางด้านภาษาและการกล้าแสดงออกของเด็กอนุบาล มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.77 มีส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน เท่ากับ 0.43 อยู่ในระดับมาก จีรนะ ดวงภูเมฆ (2561) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่น ในตนเองของเด็กอนุบาล หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดง บทบาทสมมติพบว่า เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติมิี ความเชื่อมั่นในตนเองหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัด กิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สินีนาฎ แสงแพงและปัทมาวดี เล่ห์มงคล (2561) ได้ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการ เล่านิทาน ประกอบบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองในเด็กอนุบาลผลพบว่าคะแนน เฉลี่ยความเป็นพลเมือง ของเด็กอนุบาลโดยรวม ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบบทบาทสมมติก่อนได้รับ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบบทบาทสมมติ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 6.96 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.65 และความเป็นพลเมืองของเด็กอนุบาลหลังได้รับ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบบทบาท สมมติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.23 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.61 โดยหลังการทดลองสูงกว่าการทดลอง จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติสรุปได้ ว่า การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติสามารถส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ EFสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงท าให้ผู้วิจัยสนใจที่จะน าการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการ แสดงบทบาท สมมติมาทดลองใช้กบนักเรียนชั้นอนุบาล 2 เพื่อศึกษาทักษะ EF ของเด็กปฐมวัย


บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะสมอง EF (Executive Functions)ของเด็ก ปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเล่า นิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติโดยมีหัวข้อในการด าเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 จังหวัดหนองบัวล าภู กลุ่มตัวอย่าง เด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาดีค่ายสว่างวิทยา อ าเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวล าภู ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาหนองบัวล าภูเขต 2 จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. แบบแผนการทดลอง การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเล่านิทาน ประกอบการแสดงบทบาทสมมติ (Oen Group Pretest-Posttest Desing) ดังตารางที่ 1 ตางรางที่ 1 แบบแผนการทดลอง ก่อนการทดลอง ท าการทดลอง หลังการทดลอง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง T1 แทน ทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ X แทน การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ


38 T2 แทน ทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1.1 แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติจ านวน 24 แผน แผนละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 3 แผน รวม 8 สัปดาห์ 1.2 แบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยประกอบด้วยแบบ ประเมิน 2 ด้านดังนี้ 1.2.1 ด้านการยืดหยุ่นความคิด 1.2.2 ด้านการยับยั้งชั่งใจ 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้าง และพัฒนา ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาเอกสารคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 2.1.2 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเอกสาร และต าราที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทาน ประกอบการแสดงบทบาทสมมติ 2.1.3 ด าเนินการสร้างแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ จ านวน 24 แผน โดยมีแผนการจัดกิจกรรม 1 แผนใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาในการจัด กิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ดังแสดง ตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เนื้อหาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ สัปดาห์ที่ วันท าการทดลอง ชื่อนิทาน ทักษะสมอง EF (Executive Functions) 1 จันทร์ ติ๊กต๊อกช่างคิดและลงมือท า ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ พุธ จิ๊ดกับจิ๋วหนูน้อยท าได้ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ ศุกร์ เกาลัดรู้จักแก้ไข ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ 2 จันทร์ ตูบน้อยรู้จักวางแผน ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ


39 พุธ ยุ๊กยิ๊กมุ่งมั่นตั้งใจ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ ศุกร์ เป็ดน้อยรู้จักหักห้ามใจ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ 3 จันทร์ กระต่ายน้อยรู้จักปรับตัว ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ พุธ หูโตช้างน้อยขี้โมโห ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ ศุกร์ หัวผักกาดยักษ์ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ 4 จันทร์ มดและตั๊กแตน ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ พุธ อึ่งอ่างกับวัว ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ ศุกร์ ลูกแมวไม่ดื้อแล้วนะ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ 5 จันทร์ หัวใจดวงอุ่น ด้านความจ าเพื่อใช้งาน ด้านการจดจ่อใส่ใจ พุธ เล่นด้วยกันสนุกจังเลย ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ ศุกร์ ข้าวหอมของมะลิ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ 6 จันทร์ แม่มีหูแต่หนูมีปีก ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ พุธ เตี้ยกว่านี้จะดีไหมนะ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ ศุกร์ ขนมปังแสนอร่อยของแม่ไก่ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ 7 จันทร์ จิ๋วหลิวเที่ยวกรุง ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ พุธ เสื้อแสนสวยสามสี ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ ศุกร์ เมืองใหม่ในฝัน ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ


40 8 จันทร์ เจ้าชายคนแคระละยาวิเศษ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ พุธ หุ่นไม้ผจญภัย ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ ศุกร์ ช้างน้อยคอยได้ ด้านยืดหยุ่นความคิด ด้านยับยั้งชั่งใจ 2.1.4 น าแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติเสนอต่ออาจารย์ ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข 2.1.5 น าแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติมาปรับปรุงแก้ไข ตามค าแนะน าของอาจารย์ที่ปรึกษาไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฐมวัยศึกษา จ านวน 3 คน เพื่อตรวจสอบ ความเหมาะสม 2.1.6 น าแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติปรับปรุง เหมาะสมแล้วไปจัดท าเป็นฉบับ สมบูรณ์แล้วน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง 2.1.7 น าแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่แก้ไขปรับปรุง แล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไข จากนั้นน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างโดย ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้าง ตามล าดับดังแสดงใน ภาพที่ 2


41 ภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2560 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเอกสารและต าราที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดง บทบาทสมมติ ด าเนินการสร้างแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติจ านวน 24แผน โดยมี แผนการจัดกิจกรรม 1 แผน ใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 3วัน ทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ น าแผนการจัดกิจกรรมกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข น าแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติเสนอผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย จ านวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสม และสอดคล้องขององค์ประกอบของ แผนการจัดกิจกรรมตามจุดประสงค์แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง น าแผนการจัดกิจกรรมกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติกิจกรรมเล่านิทาน ประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วน าเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบ ความถูกต้องอีกครั้ง น าแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่แก้ไขปรับปรุงแล้วไป ทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขจากนั้นน าไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างตามเนื้อหาที่ก าหนดต่อไป


42 2.2 แบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้ด าเนินการ สร้างและพัฒนาตามขั้นตอน ดังนี้ 2.2.1 ศึกษาเอกสารต าราเกี่ยวกับการวัดและประเมินผล และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย 2.2.2 สร้างแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย โดย ก าหนดคะแนนเป็น 1,2,3,4,5 ระดับคะแนน ดังนี้ 1 หมายถึง เด็กมีทักษะสมอง EF (Executive Functions) น้อยที่สุด 2 หมายถึง เด็กมีทักษะสมอง EF (Executive Functions) น้อย 3 หมายถึง เด็กมีทักษะสมอง EF (Executive Functions) ปานกลาง 4 หมายถึง เด็กมีทักษะสมอง EF (Executive Functions) มาก 5 หมายถึง เด็กมีทักษะสมอง EF (Executive Functions) ที่สุด 2.2.3 ด าเนินการสร้างคู่มือในใช้แบบประเมินพฤติกรรมความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย ส าหรับเด็กปฐมวัยทั้ง 2 ด้าน 2.2.4 น าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยและคู่มือ ด าเนินการประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการศึกษา ปฐมวัย เพื่อตรวจสอบคุณภาพ หาค่า IOC และปรับปรุง โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อเห็นว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าไม่มีความเหมาะสมและสอดคล้อง 2.2.5 น าคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญค านวณหาค่าดัชนี (Index of item Objective Congruence: IOC) ซึ่งได้ค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ 2.2.6 ปรับปรุงแก้ไขคู่มือการใช้แบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยและแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย แล้วน าเสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง 2.2.7 น าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยที่ ปรับปรุงแก้ไขแล้วจัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์แล้วน าไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 50 คน มาหาค่าอ านาจ จ าแนก (r) และความเชื่อมั่น ดังนี้ 2.2.7.1 ค่าอ านาจจ าแนก (r) ของแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย โดยค่าอ านาจจ าแนกมีค่าอยู่ระหว่าง 0.31 - 0.69 2.2.7.2 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็ก ปฐมวัย โดยค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.75 2.2.8 น าแบบประเมินพฤติกรรมด้านความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย ที่ผ่านการหา คุณภาพแล้วไปจัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จากขั้นตอนการสร้างแบบประเมินพฤติกรรมความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัยผู้วิจัยสร้าง ขึ้น สรุปได้เป็นขั้นตอน ดังแสดงในภาพที่ 4


43 ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินพฤติกรรมด้านทักษะสมองของเด็กปฐมวัย ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะสมอง EF (Executive Functions)ของเด็ก ปฐมวัยเพื่อเป็นแนวทางการสร้างแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย สร้างคู่มือแบบประเมินของเด็กปฐมวัยให้สอดคล้องกับแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยแต่ละชุดที่สร้างขึ้น น าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยที่สร้างเสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อตรวจสอบพิจารณาความถูกต้อง ความชัดเจนของภาษาและครอบคลุม เนื้อหาที่ต้องการวัดและปรับปรุงแก้ไข น าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยและคู่มือด าเนินการ สังเกตที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย เพื่อตรวจสอบคุณภาพ หาค่า IOC และปรับปรุงน าคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญค านวณหาค่าดัชนี (Index of item Objective Congruence: IOC) ซึ่งได้ค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ น าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว จัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์แล้วน าไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 50 คน มาหาค่าอ านาจจ าแนก (r) และความเชื่อมั่น โดยมีค่าอ านาจจ าแนกมีค่าอยู่ระหว่าง0.31 - 0.69 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.75 น าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว จัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ แล้วน าไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง


44 4. การด าเนินการจัดกิจกรรม ผู้วิจัยน าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดประสบการณ์มาให้คะแนนและตรวจสอบความถูกต้อง และน าข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติดังนี้ 1. น าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย ที่ได้ผ่านการ วิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขแล้ว น าไปให้เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มทดลองด าเนินการทดสอบก่อนการจัด กิจกรรม 2. ด าเนินการจัดกิจกรรมตามแผนกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ เป็น ระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ ในวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ วันละ 30 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง 3. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้วด าเนินการประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) หลังการ จัดกิจกรรม (Posttest) กับเด็กปฐมวัยโดยใช้แบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ชุด เดียวกันกับแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ก่อนการจัดกิจกรรม 4. น าข้อมูลไปวิเคราะห์และสรุปผล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็ก ปฐมวัยโดยน าข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบคะแนนทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการศึกษาคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย 1.1 ดัชนีความสอดคล้องที่ใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ (IOC) ในการวิจัย มี สูตรในการค านวณ ดังนี้(ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538) สูตร IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง ∑R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญ 1.2 หาค่าอ านาจจ าแนก (r) เป็นรายข้อ โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ


45 1.3 หาความเชื่อมั่นของผู้ให้คะแนนทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็ก ปฐมวัย ซึ่งค านวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบคอนบาร์ค ข้อ โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ 2. สถิติพื้นฐานในการบรรยายข้อมูล สถิติพื้นฐานในการบรรยายข้อมูลใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติประกอบด้วย 2.1 ค่าเฉลี่ย (X̅) 2.2 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)


46 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลจากการทดลองและการแปลความหมายจากการวิเคราะห์ข้อมูล เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยจึงใช้สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทนจ านวนเด็กปฐมวัยในกลุ่มตัวอย่าง X̅แทนค่าเฉลี่ย S.D.แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t-distribution ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึกษาคันคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็ก ปฐมวัยโดยน าข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบคะแนนทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ 1. ค่าสถิติพื้นฐานทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้น าคะแนนทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ มาหาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานของคะแนน ดังที่แสดงใน ตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ ระยะการจัดกิจกรรม N X̅ S.D. ก่อนการจัดกิจกรรม 30 16.67 3.29 หลังการจัดกิจกรรม 30 25.47 3.49


47 จากตารางที่ 3 พบว่า ทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย ก่อนได้รับการจัด กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.67 และหลังได้รับการจัดกิจกรรม เล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.47 ตามล าดับ 2. การเปรียบเทียบคะแนนทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ ผู้วิจัยได้น าคะแนนทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ มาหาค่าสถิติพื้นฐานและส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานมาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติt-test for Dependent Sample ดังแสดงใน ตารางที่ 5 ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ ระยะการจัดกิจกรรม N X̅ S.D. t ก่อนการจัดกิจกรรม 30 16.67 3.29 หลังการจัดกิจกรรม 30 25.47 3.49 จากตารางที่ 4 พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาท สมมติ มีทักษะสมอง EF (Executive Functions) สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 15.12*


48 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาผลการเปรียบเทียบทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติสรุปสาระส าคัญได้ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการทักษะสมอง (EF) ก่อนและหลังการจัด ประสบการณ์เรียนโดยใช้กิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติของเด็กปฐมวัย สมมติฐานการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ ทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทาน ประกอบการแสดงบทบาทสมมติหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 จังหวัดหนองบัวล าภู กลุ่มตัวอย่าง เด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านนาดีค่ายสว่างวิทยา อ าเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวล าภูส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาหนองบัวล าภูเขต 2 จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ 2. แบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย การด าเนินการจัดกิจกรรม ผู้วิจัยน าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมมาให้คะแนนและตรวจสอบความถูกต้อง และน าข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ ดังนี้


49 1. น าแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย ที่ได้ผ่านการ วิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขแล้ว น าไปให้เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มทดลองด าเนินการทดสอบก่อนการจัด กิจกรรม 2. ด าเนินการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติเป็น ระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ ในวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ วันละ 30 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง 3. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้วด าเนินการประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) หลังการ จัดกิจกรรม (Posttest) กับเด็กปฐมวัยโดยใช้แบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ชุด เดียวกันกับแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ก่อนการจัดกิจกรรม 4. น าข้อมูลไปวิเคราะห์และสรุปผล การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็ก ปฐมวัยโดยน าข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบคะแนนทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ สรุปผลการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ มีทักษะสมอง EF (Executive Functions) หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาท สมมติ มีทักษะสมอง EF (Executive Functions) หลังการจัดกิจกรรม สูงกว่าการจัดกิจกรรมอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสามารถอภิปรายได้ว่า การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาท สมมติช่วยส่งเสริมทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยได้ เนื่องมาจากแผนการจัด กิจกรรมทั้ง 24 แผน ได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและได้น าผลไปทดลองใช้เพื่อหาคุณภาพที่ เหมาะสม ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติตามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจึง สามารถน ามาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง EF (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัยได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขั้นการสอนนั้นครูได้จัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ เพราะ กิจกรรมการเล่านิทานเป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุกสนาน เนื้อเรื่องของนิทานที่น ามาเหล่านั้นเหมาะสมกับวัย และความสนใจของเด็ก เมื่อเด็กได้ฟังนิทานท าให้เกิดการเรียนรู้ สนองความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก


50 ท าให้เด็กมีสมาธิในการฟัง ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ส่งเสริมการกล้า พูด กล้าแสดงออก เกิดความเชื่อมันในตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับกุลยา ตันติผลาชีวะ (2547, น. 32) ได้กล่าวไว้ ว่านิทานเป็น ต าราของเด็กปฐมวัยเป็นสื่อที่ใช้ในการสนองความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก สร้างการ เรียนรู้ให้กบเด็กทั้งด้านสังคม อารมณ์คุณธรรม จริยธรรม ช่วยให้เด็กสามารถรับรู้เข้าใจ ท าให้เด็กซึมซับ และรับความรู้ไว้ส่วนการแสดงบทบาทสมมติเป็นกิจกรรมที่เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์ ท่าทาง ตาม สถานการณ์หรือบทบาทที่ก าหนดให้ ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติตาม ขั้นตอนของทิศนา แขมมณี(2550, น. 358 - 359) มาปรับใช้ให้เหมาะสมกบเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็ก ได้รับ แนวคิดน าไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้เกิดเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของสังคม นอกจากนี้ผู้วิจัยยัง ใช้ค าถาม กระตุ้นนักเรียนในการท ากิจกรรมเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้แสดงออก มีความยืดหยุ่นความคิด ยับยั้งชั่ง ใจ และผู้วิจัยคอยให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาในระหว่างการท ากิจกรรมเป็นรายบุคคลจึงส่งผลให้นักเรียนมี การยืดหยุ่นความคิด ยับยั้งชั่งมันสูงขึ้น ท าให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้ง ต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลวิจัยไปใช้ 1.ก่อนจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ ควรบอก ข้อตกลงในการจัด กิจกรรมให้เด็กทราบอย่างชัดเจน เด็กจะเข้าใจขั้นตอนของกิจกรรมและท ากิจกรรม ได้ดี 1.2 การจัดบรรยากาศในการท ากิจกรรม ครูควรให้ก าลังใจโดยการสร้างบรรยากาศ ที่อบอุ่น ยอมรับการแสดงออกของเด็ก ทางสีหน้า น้ าเสียงค าพูด เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจและ เกิดความเชื่อมัน ในตัวเอง ท าให้เด็กมีความสนใจกระตือรือร้นในการเรียนรู้ 1.3 ลักษณะนิทานที่น ามาเล่าและแสดงบทบาทสมมติ ควรมีเนื้อหาตรง วัตถุประสงค์ 2. ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดง บทบาท สมมติ ที่มีต่อความสามารถด้านอื่นๆ เช่น ความรับผิดชอบและการแกปัญหา 2.2 ควรศึกษามีการติดตามผลว่าหลังจากที่เด็กผ่านการประเมินแล้ว ความคงทนของทักษะ สมอง EF (Executive Functions) ที่เกิดกับเด็กยังคงอยู่หรือไม่อย่างไร


51 บรรณานุกรม


52 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2543). แนวการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะ ดีเก่ง มีสุข.กรุงเทพฯ : เอกสารรายงานการวิจัยทางการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ กรมวิชาการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 (ส าหรับเด็กอายุ 3- 5 ปี). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. เกริก ยุ้นพันธ์. (2539). การเล่านิทาน.กรุงเทพฯ : ภาควิชาบรรณรักษ์ศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.2539. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2547).การศึกษาส าหรับผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์. (2535). เทคนิคการเล่านิทาน. ใน เทคนิคน่ารู้ ควรคู่แก่เด็กปฐมวัย.กรุงเทพฯ. เกศสุดา ปงลังกา. (2550). การศึกษาการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติในการพัฒนาความสามารถด้านการ พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, กรุงเทพมหานคร. ขวัญฟ้า รังสิยานนท์ อัญชิษฐา ปิยะจิตติ และรัถยา เชื้อกลาง. (2560). ผลการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดย ใช้นิทานเพื่อพัฒนาทักษะสมอง (EF) ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. จารุณี ศรีเผือก. (2554). การเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่มีระดับความฉลาดทาง อารมณ์ต่างกัน หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพด้วยการตอบค าถาม และด้วย การแสดงบทบาทสมมติ. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา ดุษฎี อุปการ และอรปรียา ญาณะชัย. (2561, มกราคม). การเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก นิตยสาร ModernMom. (2559). ทักษะสมอง EF. กรุงเทพฯ: รักลูกบุ๊คส์. ทิศนา แขมมณี. (2550). ศาสตร์ การสอน (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นฤมล จิ๋วแพ. (2549).ผลการเล่านิทานประกอบภาพที่มีต่อพฤติกรรมความเอื้อเฟื้อของเด็กปฐมวัย. ปริญญนิพนธกศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปฐมวัยควรเลือกใช้หลักการใด “การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน” หรือ “การคิดเชิงบริหาร”. ฉบับ ภาษาไทย สาขามนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ. 11(1): 1635. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์. (2561). เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ EF. กรุงเทพฯ: แพรวเพื่อนเด็ก. ปราณี ปริยวาที. (2551). การพัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัยโดยการเล่านิทานและติดตามผล. ปริญญา นิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ สมศรี ปาณะโตษะ. (2542). นิทาน ความส าคัญและประโยชน์. สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.2:47-64 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ส าหรับเด็กอายุ3-6 ปี. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.


Click to View FlipBook Version