The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานสรุปผลการถอดบทเรียน ศูนย์วิจัยชุมชนการเพาะเห็ดโคนน้อย"มหัศจรรย์7วันทำเงิน"

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Penwarat Sennan, 2022-11-05 22:47:14

ศูนย์วิจัยชุมชนการเพาะเห็ดโคนน้อย"มหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน"

รายงานสรุปผลการถอดบทเรียน ศูนย์วิจัยชุมชนการเพาะเห็ดโคนน้อย"มหัศจรรย์7วันทำเงิน"

Keywords: เห็ดโคนน้อย,ศุนย์วิจัย,กลุ่ม,เปราะบาง รายได้

1

ศนู ยว์ จิ ัยชมุ ชนการเพาะเหด็ โคนนอ้ ยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน
Magical Khod Khon noy Mushroom Cultivation Learning

Center 7 Days to Make Money

ได้รับทนุ อดุ หนนุ การวิจัย จาก โครงการ “การบรหิ ารจัดการ เครือข่ายการวิจยั
ภูมิภาค: ภาคเหนือ ปี 2565 โดยสำนกั งานการวิจยั แห่งชาติ
ประจำปงี บประมาณ 2565

โดย อาจารยเ์ พ็ญวรัตน์ พันธภ์ ทั รชัย และคณะ
วทิ ยาลยั เทคโนโลยแี ละสหวทิ ยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนา

2

รายงานผลการดำเนินงาน

ศูนยว์ จิ ัยชุมชนการเพาะเห็ดโคนนอ้ ยมหัศจรรย์ 7 วนั ทำเงิน

โดย
เพ็ญวรัตน์ พันธภ์ ทั รชยั และคณะ
วทิ ยาลยั เทคโนโลยีและสหวิทยาการ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

ไดร้ ับทนุ อุดหนุนการวจิ ัย จาก โครงการ “การบรหิ ารจดั การ เครอื ข่าย
การวิจยั ภมู ภิ าค: ภาคเหนอื ปี 2565 โดยสำนกั งานการวจิ ยั แห่งชาติ

ประจำปีงบประมาณ 2565

ก3

กติ ตกิ รรมประกาศ

โครงการ ศูนย์วิจัยชุมชนการเพาะเห็ดโคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน เป็นศูนย์วิจัยที่มีการจัดต้ัง
ร่วมกันในหลายภาคส่วนทั้งทางหน่วยงานภาครฐั ภาคการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำบลแม่แฝก
ใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการผลักดันให้เกิดการถา่ ยทอดองค์ความรู้ทางด้านวิชาการสู่
แนวทางการปฏบิ ัตทิ ่ีดี เพ่ือยกระดับอาชพี รายได้ของชุมชน ตลอดการเป็นศนู ย์วิจัยตน้ แบบ ที่ได้มีการจัดการ
องค์ความรู้ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับเห็ดโคนน้อย ตามนโยบายของรัฐบาลด้าน
การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่เริ่มต้นจากความเข้มแข็งของชุมชนจนนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจในระดับ
ชมุ ชน สังคมในอนาคต

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ ที่ได้
โปรดพิจารณาให้เกิดศูนยว์ ิจัยชุมชนการเพาะเห็ดโคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน ผ่านการอนุมัติทุนอุดหนนุ
เครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2565 ในการดำเนินกิจกรรมการถอดบทเรียนและ
พัฒนาโครงการต่อยอด

ขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราช
ภัฏเชียงใหม่ ทีอ่ นุเคราะหบ์ คุ ลากรท่มี ีความเชี่ยวชาญ มีจติ อาสาในการพฒั นาชมุ ชน ในการรว่ มกจิ กรรมครั้งน้ี
และกจิ กรรมต่างๆท่เี กดิ ขนึ้ ในอนาคต

ขอขอบคณุ องคก์ ารปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสนั ทราย จงั หวัดเชียงใหม่ ในการ
รว่ มกันกำหนดนโยบายระดบั ชุมนและแลกเปลี่ยนข้อมลู ตา่ งๆในการดำเนนิ กิจกรรม

ขอขอบคุณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนบ้านสบแฝก (กลุ่มเห็ดโคนน้อย) ในการร่วมดำเนินการ
และจดั ต้งั ศนู ยว์ ิจยั ชุมชนการเพาะเหด็ โคนน้อยมหศั จรรย์ 7 วันทำเงิน

ขอขอบคุณ ทกุ ท่านทีม่ สี ่วนเก่ยี วข้องในการจดั ตั้งศูนยว์ ิจยั ฯ ในครง้ั นี้ทรี่ ว่ มใหข้ ้อเสนอแลกเปลีย่ น ทั้ง
มุมมองและองค์ความรู้ในการพัฒนากจิ กรรมของศนู ยว์ ิจยั ฯ และทำให้กิจกรรมการถอดองคค์ วามรู้สำเร็จลุล่วง
ตามวตั ถุประสงคไ์ ดเ้ ปน็ อยา่ งดี

ทงั้ นค้ี ุณประโยชน์อนั ใดที่เกิดจากการช่วยเหลือของทุกฝ่ายงาน คณะวิจัยขอมอบคุณความดีสู่ทุกท่าน
หากมขี ้อผิดพลาดประการใดทางคณะวิจัยขอนอ้ มรบั แต่เพียงผู้เดยี ว

คณะวิจัย
ตลุ าคม 2565

ข4

บทคดั ยอ่

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ จัดตั้งศูนยว์ จิ ัยชมุ ชนการเพาะเห็ดโคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงนิ
ตามแนวทางของเครือข่ายวิจัยภมู ิภาค: ภาคเหนือ โดยแบ่งลักษณะการดำเนินกิจกรรมใน 2 รูปแบบ คือ 1)
การเตรียมความพร้อมของข้อมูลในรูปแบบการแสดงแนวคิดแบบมีส่วนร่วม (participation) และการคิดเชิง
ระบบ (systems thinking) ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมด 30 คน ซึ่งเป็น
กลมุ่ เปา้ หมายในการพัฒนาเพื่อถ่ายทอดอาชีพให้กบั กลุ่มผู้เปราะบางหรือผู้ที่สนใจ (2) การถอดบทเรียนผ่าน
การระดมความคดิ (brainstorm) เพ่อื ใหไ้ ดแ้ นวทางในการพฒั นาศูนยว์ ิจัยฯอย่างย่ังยนื ในอนาคต โดยกำหนด
ผลการถอดบทเรียนทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ 1) เครือข่ายความร่วมมือ 2) การวิเคราะห์สินค้า 3) ความ
เป็นไปได้และโอกาสในการประกอบกจิ การ และ 4) ศักยภาพของศูนย์วิจัยฯ จากการศึกษาพบว่า ศูนย์วิจัย
ชุมชนการเพาะเห็ดโคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน มีความร่วมมือใน 4 ส่วนงานหลัก คือ หน่วยงานภาครัฐ
หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาคการศึกษาและหน่วยงานภาคประชาสังคม จะเห็นได้ว่าความร่วมมือ
กระจายอยู่ในหลายๆภาคส่วน ตามหน้าที่จะความร่วมมือของเครือข่ายนั้น ซึ่งรูปแบบการมีส่วนร่วมอาจจะ
เปน็ ทัง้ ผใู้ ห้และผู้รับประโยชนต์ ามบริบทของส่วนงาน เมื่อทำการวิเคราะห์สนิ ค้า พบวา่ ผลผลิตที่ได้จะมีใน 2
รูปแบบ คือ เห็ดโคนน้อยสด และเห็ดโคนน้อยแปรรูปเปน็ ผลิตภัณฑ์ตา่ งๆ เช่น คุกกี้เห็ดโคนนอ้ ย และแหนม
เห็ดโคนน้อย เนื่องจากเห็ดโคนน้อยเป็นวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีประโยชน์สูง สามารถนำไปแปรรปู ไดอ้ ย่าง
หลากหลายจึงสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑต์ ่างๆได้ อย่างไรก็ตามเพอื่ ความยัง่ ยนื ในการดำเนินการของ
ศูนย์วิจัยฯ จึงได้มกี ารศึกษาความเป็นไปไดแ้ ละโอกาสในการประกอบกิจการ จะเห็นได้ว่า การเพาะเห็ดโคน
น้อยมขี อ้ ดใี นด้านของการผลิตอาหารสุขภาพ มูลค่าสูง มคี วามนยิ มรับประทานสงู สามารถสรา้ งรายได้ได้เร็ว
ภายใน 7 วนั แตก่ ็ยงั มขี อ้ จำกดั ในหลายๆด้าน เชน่ ดา้ นการผลติ เชื้อเห็ด เทคโนโลยแี ละนวัตกรรมในการผลิต
การผลักดันเชิงนโยบายของหน่วยงานในพนื้ ที่ และเมอื่ วิเคราะห์คูแ่ ข่ง จะพบว่า ในชว่ งเดือนสิงหาคม-ตุลาคม
จะมีอาหารป่า จำพวก เห็ด หน่อไม้ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาในช่วงนี้อาจจะตกต่ำไปบ้าง
ท้ังนี้เม่อื ศกึ ษาศกั ยภาพของศูนย์วิจัยฯ พบว่า เป็นศนู ย์ท่มี คี วามพร้อมในการขยายผลทั้งในตำบลแม่แฝกใหม่
และหน่วยงานที่สนใจ รวมถึงสามารถเป็นศูนย์วิจยั ตน้ แบบด้านการเพาะเห็ดโคนนอ้ ยอย่างครบวงจรได้ ซึ่งมี
บคุ ลากรทีม่ คี วามสามารถ และมคี วามร่วมมอื กบั ชุมชนเป็นอยา่ งดี

คำสำคญั : เหด็ โคนน้อย, ชมุ ชน, วจิ ัย, ตน้ แบบ, ถอดบทเรยี น

สารบญั ค5

เรือ่ ง หนา้
กติ ตกิ รรมประกาศ (ก)
บทคัดย่อ (ข)
บทที่ 1 บทนำ 1
1
ท่ีมาและความสำคัญ 2
การจดั ตัง้ 3
เป้าหมาย 4
กลุ่มเป้าหมาย 4
หน่วยงานสนับสนุน 4
วตั ถปุ ระสงค์ 5
องคค์ วามร้/ู นวตั กรรม ของศนู ย์วิจยั ชุมชนท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ หลงั จากการถอดบทเรียน 6
บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมทเี่ กี่ยวขอ้ ง 6
แนวคิดทฤษฎกี ารมีสว่ นรว่ ม 9
แนวคดิ ทฤษฎเี กี่ยวกับการมสี ่วนร่วมของประชาชน 10
ลกั ษณะของการมสี ว่ นร่วม 13
รูปแบบและขนั้ ตอนของการมสี ่วนรว่ ม 16
ปจั จัยท่มี ผี ลตอ่ การมีสว่ นร่วม 18
แนวคิดและทฤษฎเี กยี่ วกับการระดมสมอง 22
แนวคดิ เกีย่ วกบั การคิดเชิงระบบ 30
ข้อมูลพนื้ ฐานเกยี่ วกบั เหด็ โคนนอ้ ย 40
งานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้อง 44
บทที่ 3 ระเบยี บวธิ ีดำเนินการวจิ ยั 44
กรอบแนวคดิ การดำเนนิ การวจิ ยั 46
กระบวนการ และวิธีการดำเนนิ การถอดบทเรยี น 53
กระบวนการ และวธิ กี ารแผนปฏบิ ัตกิ าร (Action plan) การสรา้ งความร่วมมือ
เสรมิ พลังศนู ย์วจิ ัยชุมชน

บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั ง6
ผลผลติ (Output)
ผลลพั ธ์ (Outcome) 58
ผลกระทบ (Impact) 59
74
บทท่ี 5 สรปุ ผลการวิจัย และขอ้ เสนอแนะ 79
สรุปผลการวจิ ยั 80
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการวจิ ยั ในขั้นตอ่ ไป 80
ประโยชนใ์ นทางประยุกตข์ องผลงานวจิ ยั ทไี่ ด้ 82
82
บรรณานุกรม 83
ภาคผนวก 88
ส่วนประกอบตอนทา้ ย 94
94
-ประวัตนิ กั วจิ ัยและคณะทำงาน

สารบัญภาพ จ7

ภาพที่ หน้า

1.1 ศนู ย์การเรยี นรเู้ ห็ดโคนนอ้ ยบ้านสบแฝก (ก) และการผลติ 2
กอ้ นเชื้อเหด็ โคนน้อยด้วยข้เี ล่ือย (ข)
3
1.2 (ก) ทมี คณาจารยจ์ ากมหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และ
(ข) โลร่ างวลั ยอดเยีย่ ม การพัฒนาโรงเรอื นเห็ดโคนนอ้ ย 3

1.3 ความพรอ้ มของกล่มุ วิสาหกิจเกษตรกรย่ังยนื บา้ นสบแฝก (ก) การถ่ายทอด 24
องค์ความรใู้ ห้กับทีมคณาจารย์ นักวจิ ัย และ(ข) อปุ กรณ์ในการเข่ียเชอื้ เห็ดโคนนอ้ ย 30
45
2.1 แสดงแนวคดิ และรปู แบบองคก์ รแห่งการเรียนรขู้ อง Perter M.Senge 46
2.2 เหด็ โคนนอ้ ย
3.1 กรอบแนวคิดการวจิ ยั 47
3.2 สถานทด่ี ำเนนิ กจิ กรรมถอดบทเรยี น ศนู ย์วจิ ัยชุมชน 48
49
“การเพาะเหด็ โคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วนั ทำเงิน” 50
3.3 กลุ่มเปา้ หมายท่ีรว่ มดำเนนิ กจิ กรรมถอดบทเรยี น
3.4 แสดงการแนะนำตนเองของผเู้ ขา้ รว่ มกิจกรรมถอดบทเรียน 51
3.5 วิทยากรให้ความร้ทู างวิชาการกอ่ นการเรมิ่ ถอดบทเรียน 52
3.6 วิเคราะหเ์ กย่ี วกับเครือข่ายความร่วมมือทก่ี ลุ่มวิสาหกจิ ชมุ ชนเกษตรกรยัง่ ยนื
53
บ้านสบแฝก (เห็ดโคนนอ้ ย) 59
3.7 การถอดบทเรียนเกย่ี วกับการวิเคราะหส์ นิ ค้าท่ีมีอยู่ในปจั จุบัน 60
3.8 การวเิ คราะหภ์ าพรวมของกลุ่มวสิ าหกจิ ชุมชนเกษตรกรยั่งยืน
บ้านสบแฝก (เห็ดโคนนอ้ ย) 61
3.9 การนำเสนอผลการถอดบทเรียน
4.1 การอัดก้อนขี้เล่อื ยก่อนใสเ่ ชื้อเหด็ โคนน้อย
4.2 การเขยี นแผนผังเชือ่ มโยงเครอื ข่ายความร่วมมือของศูนย์วิจัยชุมชน

“การเพาะเหด็ โคนน้อยมหศั จรรย์ 7 วันทำเงิน”
4.3 ความเชื่อมโยงกบั เครือขา่ ยความรว่ มมือใน 5 กลุม่

ฉ8

4.4 ผลติ ภัณฑแ์ ปรรูปจากเห็นโคนน้อย (ก) คกุ ก้เี หด็ โคนนอ้ ย (ข) แหนมเหด็ โคนนอ้ ย 64

สารบญั ตาราง

ตารางที่ หนา้

2.1 สว่ นประกอบทางเคมขี องรำละเอยี ด 40
3.1 รายละเอยี ดกระบวนการถอดบทเรียน 55

ศูนย์วจิ ยั ชุมชนการเพาะเห็ดโคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วนั ทำเงิน 62
4.1 วิเคราะหเ์ ครือข่ายผูเ้ กีย่ วขอ้ งศูนย์วจิ ัยชมุ ชน “การเพาะเหด็ โคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน” 65
4.2 การวิเคราะหส์ นิ คา้ เห็ดโคนน้อยสด 66
4.3 การวเิ คราะหส์ ินค้า ผลิตภัณฑค์ กุ กีเ้ ห็ดโคนน้อย 67
4.4 การวิเคราะห์สินค้า ผลิตภณั ฑแ์ หนมเห็ดโคนน้อย 69
4.5 การขยายเชอ้ื ลงก้อนขีเ้ ลอื่ ย(เปิดปาก) 69
4.6 การขยายเชอ้ื ลงกอ้ นเหด็ โคนนอ้ ย 70
4.7 เหด็ โคนน้อยบรรจพุ ร้อมจำหน่าย 70
4.8 การถ่ายทอดองค์ความรกู้ ารทำคกุ กี้เห็ดโคนน้อยใหก้ ับนศ.กศน.ตำบลแม่แฝกใหม่

1

บทท่ี 1

บทนำ

1. ท่ีมาและความสำคญั

ตามทรี่ ัฐบาลประกาศยทุ ธศาสตรช์ าติ ในประเด็นยุทธศาสตรท์ ่ี 2 เรื่องการสร้างความสามารถในการ
แข่งขัน ซงึ่ มรี ายละเอียดตามแผนการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติฉบบั ท่ี 13 ในประเด็นยุทธศาสตรท์ ี่ 1
การเสริมสรา้ งและพัฒนาศักยภาพทนุ มนษุ ย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขัน
ได้อย่างย่งั ยนื ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 4 การเตบิ โตทเ่ี ป็นมิตรกับสง่ิ แวดลอ้ มเพ่ือการพฒั นาอย่างยั่งยืน และยุทธศาสตร์
ท่ี 9 การพฒั นาภาค เมือง และพนื้ ท่เี ศรษฐกิจ ท้ังนี้เพื่อให้ประเทศสามารถสร้างและยกระดับระบบเศรษฐกิจ
ฐานรากให้มั่นคงแขง็ แรง ซง่ึ จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศมีความมนั่ คง แขง็ แรง ประชาชน
มีอาชพี มีรายไดแ้ ละดำรงชพี อยอู่ ย่างมัน่ คงแขง็ แรงสบื ไป

กระบวนการส่งเสรมิ ประชาชนให้มีความเจรญิ ก้าวหนา้ สามารถพ่งึ พาตนเองไดอ้ ยา่ งย่งั ยนื น้ัน จะตอ้ ง
มสี ง่ิ สนบั สนนุ พอสมควร เพื่อให้เกดิ การสืบสานตอ่ ยอดโครงการและกจิ กรรมต่างๆ ได้อย่างตอ่ เน่ือง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน” ซึ่งถือเป็นศูนย์วิจัยและเทคโนโลยีนวัตกรรมชุมชนสำหรับให้
ผู้ประกอบการธุรกจิ ชมุ ชน และผู้ผลติ สินค้าและบรกิ ารภายในชุมชนไดม้ ีการถ่ายทอดให้กับประชาชนท่ัวไปได้
อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดผลผลติที่ต่อเนื่อง มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยอาศัยปัจจัยเกื้อกูลภายในให้มาก
ทสี่ ุดดว้ ยหนงึ่ สมองสองมือ มากกวา่ การพงึ่ พาปัจจยั ภายนอกท่มี ตี ้นทนุ คอ่ นขา้ งสงู

ศูนย์วิจัยชุมชน “การเพาะเห็ดโคน้อยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน” ในฐานะศูนย์การเรียนรู้การเพาะ
เหด็ โคนนอ้ ยทีเ่ นน้ ผลผลิตแบบรวดเร็ว ใชเ้ วลาไมน่ าน สามารถเรยี นรู้และนำไปตอ่ ยอดทำที่บ้านแบบ 7 วันได้
ผลผลิตทันที โดยเน้นถ่ายทอดเทคโนโลยแี ละนวัตกรรมชุมชนให้กับประชาชนที่ยากจนและกลุ่มเปราะบางท่ี
สนใจการเพาะเหด็ โคนน้อย เพ่อื สร้างอาชีพสรา้ งรายได้ใหก้ บั ประชาชนในชุมชน เครือข่ายและกลุม่ เปราะบาง
ด้วยการพาะเห็ดโคนน้อยแบบ 7 วันทำเงิน รวมถึงมีการถ่ายทอดองคค์ วามรู้ กระบวนการเพาะเห็ดโคนน้อย
ทั้งระบบ เพื่อจะไดห้ นุนเสรมิ ให้กับชาวบ้าน และกล่มเปราะบางในจงั หวัดเชียงใหมท่ ีส่ นใจเพาะเห็ดโคนน้อย
สำหรับเปน็ อาหารเล้ียงครอบครัว และทำในเชิงธรุ กจิ ตอ่ ไป

2

2. การจัดตั้ง
ศูนย์การเรียนรู้เห็นโคนน้อย บ้านสบแฝก จัดตั้งขี้นเมื่อปี พ.ศ. 2561 โดยมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สนับสนุน จากนัน้ ในปี 2563 ไดจ้ ัดตง้ั เป็นกลุม่ วิสาหกิจชมุ ชนเกษตรกรยง่ั ยนื บา้ นสบแฝก ท่ีต้งั เลขที่ 72 หมู่ที่
2 ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสนั ทราย จงั หวดั เชียงใหม่ 50290 และในปีพ.ศ. 2564 ไดม้ ีโครงการ U2T โดย
ความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนาเข้ามาขับเคลื่อน จากนั้นได้เข้าร่วมอบรม CBMC แห่ง
ประเทศไทยและไดม้ เี ครือข่ายมหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงใหมเ่ ขา้ มาร่วมสนับสนนุ เปน็ ภาคเี ครอื ข่ายด้านวิชาการ
เพ่ือให้การดำเนนิ งานมปี ระสทิ ธิภาพมากขน้ึ

(ก) (ข)
รปู ที่ 1 ศูนย์การเรียนรเู้ หด็ โคนน้อยบ้านสบแฝก (ก) และการผลิตกอ้ นเช้ือเห็ดโคนนอ้ ยดว้ ย

ข้เี ลอ่ื ย (ข)
ปี พ.ศ. 2565 ไดร้ บั รางวลั “รางวลั ยอดเยย่ี ม” พฒั นาโรงเรือนเหด็ โคนน้อย จากเดิม 20 กอ้ นพัฒนา
ไปสู่ 70 ก้อน ด้วยระบบโรงเรือนอัจฉริยะ (ต้นแบบ) ในความรับผิดชอบของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการสร้างโรงเรือนอัจฉริยะสำหรับเพาะ
เห็ดโคนน้อย ภายใตแ้ นวความคดิ ของการควบคุมสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจรญิ เติบโตของเช้อื ราเห็ดโคนน้อย

3

(ก) (ข)
รูปที่ 2 (ก) ทมี คณาจารยจ์ ากมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา และ(ข) โลร่ างวลั ยอดเย่ยี ม

การพฒั นาโรงเรอื นเห็ดโคนนอ้ ย
3. เปา้ หมาย

จัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน “การเพาะเห็ดโคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน” ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกิด
การรวบรวมองค์ความรู้ เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของกลุ่มเป้าหมาย เกิดแนวทาง
การจัดการศูนย์ฯ ที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนร่างข้อเสนอโครงการต่อยอดจากองค์
ความรู้จากการถอดบทเรยี น

(ก) (ข)
รูปท่ี 3 ความพร้อมของกลุ่มวิสาหกิจเกษตรกรย่งั ยนื บ้านสบแฝก (ก) การถ่ายทอดองค์ความรใู้ หก้ ับทมี

คณาจารย์ นกั วิจัย และ(ข) อปุ กรณ์ในการเขี่ยเชือ้ เห็ดโคนนอ้ ย

4

4. กลุม่ เปา้ หมาย

คณะกรรมการของศนู ย์วิจยั ชมุ ชน ประกอบไปดว้ ย

1. นางสาวกลั ยากร ตานันท์ ตำแหน่ง ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรย่ังยนื บา้ นสบแฝก

2. นายอาชว์ ชดิ ทอง ตำแหนง่ ปราชญ์เชีย่ วชาญเห็ดโคนนอ้ ย

3. นางสางนารีรตั น์ เล้าประชา ตำแหน่ง เหรญั ญกิ

4. นางสาววิลัย กนั ทะดว้ ง ตำแหน่ง กรรมการ

5. นายจรัญ ชลมาลัง ตำแหน่ง กรรมการ

6. นางดวงเดอื น สุรินทร์ ตำแหนง่ กรรมการ

7. นางบังอร เลา้ ประชา ตำแหน่ง กรรมการ

8. นางสาวเจยี มจิต สรุ ินทร์ ตำแหน่ง เลขานุการ

5. หนว่ ยงานสนบั สนนุ

1. U2T ตำบลแม่แฝกใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พัฒนาแปรรูปและส่งเสริมธุรกิจ
เหด็ โคนนอ้ ยทั้งระบบ

2. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นที่ปรกึ ษาโครงการ และรว่ มถอดบทเรียน
3. ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ตำบลแม่แฝกใหม่ (กศน.) นำผู้เรียนมาเป็นเครือข่ายเรียนรู้สัมมาชีพการ
เพาะเหด็ โคนน้อย
4. สภาองค์กรชุมชนตำบลแม่แฝกใหม่ หน้าที่นำเสนอการเพาะเห็ดโคนน้อยให้กลุ่มเปราะบาง และ
เครอื ขา่ ยร่วมแลกเปลีย่ นเรยี นรู้
5. ศนู ย์อุตสาหกรรมเชยี งใหม่ ท่ี 1 กระทรวงอุตสาหกรรม

6. วตั ถปุ ระสงค์

1. เพ่ือจดั ตั้งศูนย์วจิ ยั ชมุ ชน “การเพาะเห็ดโคนอ้ ยมหศั จรรย์ 7 วันทำเงิน”
2. เพื่อถอดบทเรียนการเพาะเห็ดโคนนอ้ ยแบบ 7 วันทำเงนิ
3. เพื่อเป็นแนวทางในการรา่ งข้อเสนอโครงการตอ่ ยอดจากองคค์ วามรู้จากการถอดบทเรียน

5

7. องค์ความรู้/นวัตกรรม ของศูนยว์ ิจัยชมุ ชนที่คาดว่าจะได้รับ หลงั จากการถอดบทเรียน
การนำความรู้ไปสร้างอาชีพได้จริง และสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ต่อยอดการเพาะเห็ดโคน

น้อยในชุมชนและมีกระบวนการผลิต การขายที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเน้นการประยุกต์ใช้ด้าน
กระบวนการมสี ่วนร่วม การวิเคราะห์องค์ประกอบของศูนย์วิจัยชุมชนด้านเห็ดโคนน้อย ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน
และสถานการณใ์ นอนาคต เพ่ือรองรบั การขยายเครอื ขา่ ย เพ่อื ความย่งั ยืนในการเป็นตน้ แบบดา้ นการยกระดับ
อาชีพ และสร้างรายได้ให้กับชุมชน หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานอาชีพการ
เพาะเห็ดโคนน้อยในเชิงพานิชย์ ได้แนวทางในการจัดเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์วิจัยฯ ในหลายๆ
ท้องที่ ทั้งวิธีการสร้างเครอื ข่าย การทำความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนปัจจยั
แห่งความสำเรจ็ ของศนู ย์วจิ ัยชุมชน

6

บทที่ 2

การทบทวนวรรณกรรมท่เี กี่ยวขอ้ ง

ในการศึกษาวิจัย ตามโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชนการเพาะเห็ดโคนน้อยมหัศจรรย์ 7 วันทำเงิน
ผ่านกิจกรรมการถอดบทเรียนเก่ียวกับการเพาะเหด็ โคนน้อยแบบครบวงจร คณะผูว้ จิ ัยได้ทำการศกึ ษาเอกสาร
แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้องมาเปน็ ฐาน ดงั นี้

2.1 แนวคิดทฤษฎกี ารมีส่วนรว่ ม
2.2 แนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกับการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน
2.3 ลกั ษณะของการมสี ว่ นรว่ ม
2.4 รปู แบบและขนั้ ตอนของการมีส่วนร่วม
2.5 ปจั จยั ท่ีมีผลต่อการมีสว่ นรว่ ม
2.6 แนวคดิ และทฤษฎเี กยี่ วกบั การระดมสมอง
2.7 แนวคิดเก่ียวกับการคิดเชิงระบบ
2.8 ขอ้ มูลพน้ื ฐานเกยี่ วกบั เห็ดโคนน้อย
2.9 งานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ ง

2.1 แนวคดิ ทฤษฎีการมีสว่ นรว่ ม
ความหมายของการมสี ว่ นร่วม
คาสเปอร์ซัน และเบรทแบงค์ (ทานตะวัน อินทร์จันทร์, 2546) ให้ความหมายว่าการมีส่วนร่วมของ

ประชาชน คือ การที่ประชาชนทำตนเป็นผู้สร้างสรรค์กิจกรรมในกระบวนการพัฒนาซึ่งจะบังเกิดผล คือ
สามารถแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ไดแ้ ละผลของกิจกรรมจะต้องย้อนกลับมาสู่พวกเขาเอง United Nations
Research Institute of Social Development (UNRISD) ระบุความหมายว่าเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ
ประชาชนในเร่ือง 1. การตัดสินใจ 2. การเข้าร่วมกจิ กรรม 3. การร่วมรับผลประโยชน์อย่างเปน็ ธรรมท่เี กิดจาก
กิจกรรมน้นั ๆ

สหประชาชาติ (United Nations, 1981) ให้ความหมาย การมีส่วนร่วม (Participation) ไว้ว่า 1.
การมสี ว่ นรว่ มไดร้ บั ผลประโยชน์จากการพัฒนา 2. การเขา้ มสี ว่ นรว่ มใหเ้ กดิ การพฒั นา 3. การเขา้ มีสว่ นร่วมใน
กระบวนการตดั สินใจในเรอ่ื งพัฒนา

ลสิ (ปรีดา เจษฎาวรางกุล, 2550) ได้ให้ความหมายการมสี ่วนร่วมของประชาชนไว้วา่ การมีส่วนร่วม
ของประชาชนจะตอ้ งมีความสัมพนั ธก์ บั แนวคิดของการเชอ่ื ใจและการยอมรบั ตนเองเพื่อที่จะนำไปส่กู ารมีส่วน

7

ร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากระดับความพึงพอใจ ระดับความไว้วางใจและต้อง
ครอบคลุมทัศนคติ ความคาดหวงั และกจิ กรรมทตี่ อ้ งปฏิบตั ริ ่วมกนั

เฮด แฟรไ์ ซลด์ และคณะ (ทานตะวัน อินทร์จนั ทร์, 2546) ได้ให้ความหมายของคำวา่ การมสี ่วนรว่ มไว้
วา่ การมีสว่ นร่วม หมายถงึ การเข้ามามสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมรว่ มกันหรอื การเขา้ มามีสว่ นติดตอ่ สัมพันธ์กันและ
อาจหมายถึงสถานการณ์ทางสังคมด้วยก็ได้

วิลเลี่ยม (ปรีดา เจษฎาวรางกุล, 2550) ได้ให้ความหมาย ไว้ว่า การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการให้
ประชาชนเข้ามามีสว่ นเกีย่ วขอ้ งในการดำเนินงานพัฒนา ร่วมคิด ร่วมตดั สินใจ แก้ปญั หาของตนเองเน้นการมี
ส่วนเกี่ยวขอ้ งอย่างแข็งขันกับประชาชน ใช้ความคิดสร้างสรรค์และความชำนาญของประชาชนแก้ไขร่วมกับ
การใช้วิทยาการทเี่ หมาะสมและสนับสนุน ตดิ ตามการปฏิบตั งิ านขององค์การและเจ้าท่ีท่ีเก่ยี วขอ้ ง

อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง (อาภรณ์พันธ์ จันทร์สว่าง, 2522) ได้อธิบายเรื่องการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนไว้ว่า การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นผลมาจากการเห็นพ้องต้องกันในเรื่องของความต้องการ
และทิศทางของการเปลี่ยนแปลงและความเห็นพ้องต้องกันจะต้องมีมากจนเกิดความคิดริเริ่มโครงการเพื่อ
ปฏิบัติ กล่าวคือ จะต้องเป็นความเห็นพ้องต้องกัน จะต้องมีมากจนเกิดความคิดริเริ่มโครงการ เพื่อการ
ปฏบิ ัตกิ ารนั้น ๆ เหตุผลเบ้ืองแรกของการท่มี ีคนมารวมกนั ได้ ควรจะต้องมีการตระหนักว่าปฏิบัติการท้ังหมด
หรือการกระทำทั้งหมดที่ทำโดยกลุ่มหรือทำในนามกลุ่มนั้นกระทำผ่านองค์การ (Organization) ดังนั้น
องคก์ ารจะตอ้ งเปน็ เสมอื นตัวนำให้บรรลุถึงความเปลีย่ นแปลง

ไพรัตน์ เตชะรินทร์ (ไพรัตน์ เตชะรินทร์, 2527) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของชุมชนว่า
หมายถึง กระบวนการรัฐ การทำการส่งเสริม ชักนำสนับสนุนและสร้างโอกาสให้ประชาชนในชุมชนทั้งในรูป
ส่วนบุคคล กลุ่มคน ชมรม สมาคม มูลนิธิและองค์กรอาสาสมัครรูปต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
ดำเนนิ งานเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเร่อื งรว่ มกนั ให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์และนโยบายการพัฒนาท่ีกำหนดไว้

ปรัชญา เวสารัชช์ (ปรัชญา เวสารัชช์, 2528) ได้นิยามความหมายของการมีส่วนร่วมว่า เป็นการที่
ประชาชนเข้ามาเกยี่ วขอ้ งโดยการใช้ความพยายามหรือทรัพยากรในส่วนของตนต่อกจิ กรรมซึง่ มุ่งสู่การพัฒนา
ชุมชน โดยการมีส่วนร่วมต้องมอี งค์ประกอบดังนี้

1. ประชาชนเขา้ เกย่ี วขอ้ งในกิจกรรมการพฒั นา
2. ผู้เข้าร่วมไดใ้ ชค้ วามพยายามบางอย่างส่วนตัว เช่น ความคิด ความรู้ ความสามารถ แรงงาน หรือ
ทรัพยากรบางอย่าง เช่น เงนิ และวัสดใุ นกิจกรรมพัฒนา
วรรณิการ์ ภูมิวงศพ์ ิทักษ์ (วรรณกิ าร์ ภูมวิ งศพ์ ิทักษ์, 2540) ไดใ้ ห้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ดังน้ี
การมีสว่ นรว่ มของประชาชน หมายถึง กระบวนการท่ีให้ประชาชน ไมว่ ่าจะเปน็ ปัจเจกบุคคลหรือกล่มุ คนทเี่ ห็น
พ้องต้องกันเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดำเนินงาน โดยการร่วมคิด ร่วมลงมือปฏิบัติ ร่วมแบ่งปัน
ผลประโยชน์ และร่วมในการติดตามประเมนิ ผล

8

พีรพล ไชยพงศ์ (พีรพล ไชยพงศ์, 2539) กล่าววา่ การมสี ว่ นร่วม หมายถึง กระบวนการท่ีรัฐส่งเสริม
ชักนำสนับสนุน และสร้างโอกาสใหป้ ระชาชน ทั้งในรูปส่วนบุคคล กลุ่มชน ชมรม สมาคม มูลนิธิ และองค์กร
อาสาสมัครรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้ามามสี ่วนร่วมในการดำเนนิ งานเรอื่ งใดเรอ่ื งหนึ่ง หรอื หลายเรือ่ งรว่ มกัน เพอ่ื ให้
บรรลุวัตถุประสงคแ์ ละนโยบายการพฒั นาที่กำหนดไว้

สรุปจากความหมายของการมีส่วนร่วม ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า “การมีส่วนร่วม” หมายถึง การท่ี
ประชาชนหรอื กลมุ่ บุคคลมีแนวคดิ หรอื จุดมงุ่ หมายท่เี หมอื นกันเข้ามาดำเนินการกิจการน้นั ๆ ให้แล้วเสร็จตาม
จดุ มุ่งหมายท่กี ำหนดแลว้ รบั ผลประโยชนร์ ่วมกัน ซงึ่ ตอ้ งเขา้ มามีสว่ นรว่ มในทกุ ข้นั ตอน ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วน
ร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์และการมีส่วนร่วมในการ
ประเมนิ ผล

ทฤษฎีเก่ียวกบั การมีสว่ นรว่ ม
ทฤษฎีการกระทำทางสงั คม (The Theory of Social Action) ของ เยาวมาลย์ จ้อยจุฬี (เยาวมาลย์
จ้อยจฬุ ี, 2542) อธิบายถึงการกระทำทางของมนุษย์ (Action of Human) ในลกั ษณะที่สามารถนำไปปรับใช้
ทางสังคมทัว่ ไป กล่าวคือ การกระทำใด ๆ ของมนุษยจ์ ะขนึ้ อยูก่ บั ความสนใจ และระบบค่านยิ มของบคุ คล
1. บุคลกิ ภาพของแตล่ ะบคุ คล (Personality)
2. ระบบสงั คมท่ีบุคคลนัน้ เปน็ สมาชกิ อยู่ (Social System)
3. วฒั นธรรม (Culture) ในสงั คมทบ่ี ุคคลนัน้ เปน็ สมาชกิ อยแู่ ละวฒั นธรรมน้ีจะเป็น
ตัวกำหนดเกี่ยวกับความคิด ความเชื่อถือ (Idea of Believes) ความสนใจ (Primary of Interest)
และระบบคา่ นิยมของบุคคล (Ystem of Value Orientation)
จำนง อดิวัฒนสิทธิ์ (จำนง อดิวัฒนสิทธิ์, 2532) ได้ศึกษาเรื่องการกระทำของมนุษย์ (Human
Action)โดยให้กำหนดความการกระทำว่าเปน็ พฤติกรรมของมนุษย์ทัง้ ที่เปน็ แบบเปิดและลึกลับ ซ่ึงบุคคลผู้ทำ
กำหนดให้มีความหมายเปน็ ส่วนตวั ความเขา้ ใจในระบบความหมายเกิดขึ้นได้ 2 ประการ กลา่ วคือ
1. ความหมายส่วนตัวจากการกระทำของบคุ คลหนงึ่ สามารถเข้าใจไดจ้ ากการสังเกตโดยตรง
2. มีการเข้าใจสิ่งเร้า เราสามารถแสดงความรู้สึกออกมาด้วยตัวเราเองในการให้เหตุผลซึ่งเป็น
วตั ถปุ ระสงค์ของผู้นำหรอื ถ้าการกระทำของบุคคลไมม่ ีเหตุผลแลว้ อาจจะเข้าในส่วนประกอบ แห่งอารมณ์ท่ีมี
การกระทำเกดิ ขึ้น โดยอาศยั การเข้าไปมีส่วนรว่ มที่มคี วามเหน็ อกเหน็ ใจตอ่ มนุษย์ ผสู้ ังเกตไม่จำเป็น ต้องเห็น
ด้วยกับแนวทฤษฎีหรือจุดมุ่งหมายขั้นสูงสุดหรือค่านิยมของผู้นำ แต่โดยสติปัญญาแล้วเราอาจเข้าใจ
สถานการณ์และพฤติกรรมที่เก่ียวข้อง อกี นัยหนึง่ การกระทำบางอย่างเกิดขึ้นจากแรงกระตุน้ สามารถถือได้ว่า
การอธิบายท่ีแท้จรงิ ของการกระทำเพราะแรงกระตนุ้ จะมอี ยู่ในส่วนลึกของจติ ใจผ้กู ระทำและสำหรับผู้สังเกต

9

นั้น แรงกระต้นุ เป็นพืน้ ฐานที่เหมาะสำหรับการศึกษาพฤตกิ รรม และเวเบอร์ได้กลา่ วว่า การกระทำทางสังคม
4 ข้นั คอื

2.1 การกระทำที่มีเหตุผลเป็นการกระทำที่ใช้วิธีการอันเหมาะสมในอันที่จะบรรลุ
วตั ถุประสงค์ท่ีเลอื กไวอ้ ย่างมีเหตผุ ล การกระทำดงั กล่าวมงุ่ ไปในดา้ นการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

2.2 การกระทำที่เกี่ยวกับค่านิยม เป็นการกระทำเช่นนี้มุงไปในด้านจริยธรรมและศีลธรรม
อย่างอน่ื เพอ่ื ดำรงไวซ้ ง่ึ ความเป็นระเบียบในชวี ิตทางสงั คม

2.3 การกระทำตามประเพณี เป็นการกระทำทีไ่ ม่เปลี่ยนแปลง โดยยึดแบบอย่างท่ีทำกนั มา
ในอดตี เป็นหลัก พฤตกิ รรมการกระทำตามประเพณีทไี่ ม่คำนึงถงึ เหตุผล

2.2 แนวคิดทฤษฎเี ก่ยี วกับการมสี ่วนรว่ มของประชาชน
ความสำคญั และความหมายของการมีส่วนร่วม
การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นกระบวนการสื่อสารในระบบเปิดซึ่งเป็นการสื่อสารสองทาง

ระหว่างบุคคลกลุ่มบุคคลชุมชนหรือองค์การในการดำเนนิ กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งหรือหลายกิจกรรมทั้งเป็น
ทางการและไมเ่ ป็นทางการ ซึ่งการมีสว่ นรว่ มจะเก่ียวข้องกับกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามสี ่วนเกี่ยวข้องใน
การดำเนนิ งานพัฒนารว่ มคิด ร่วมตัดสินใจ รว่ มการดำเนินการ และร่วมรบั ผลประโยชนโ์ ดยมเี ป้าหมายเพ่ือให้
บรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกันของกลุ่มและเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีความรู้สึกร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มด้วย
(ยพุ าพร รูปงาม, 2545)

การให้ความหมายคำจำกัดความการมีส่วนร่วม มีมากมายหลายทัศนะมีทั้งความหมายกว้างและ
ความหมายแคบในบริบทของลักษณะงาน ในแง่มมุ ประเด็นต่างๆแต่กเ็ ป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในแง่ของการ
พฒั นา “การมีสว่ นรว่ ม” (Participation) หมายถงึ กระบวนการทีร่ ัฐบาลทำการสง่ เสริมชักนำ และสร้างโอกาส
ให้กับประชาชนทั้งส่วนบุคคลกลุ่มชน ชมรม สมาคม มูลนิธิและองค์กรอาสาสมัคร เข้ามามีบทบาทในการ
ดำเนนิ การในเรอ่ื งใดเรือ่ งหนึ่งหรอื หลายๆเร่ือง แลว้ แตก่ รณี (ไพรัตน์ เดชะรินทร์, 2527)

ยวุ ัฒน์ วุฒิเมธี (ยวุ ฒั น์ วฒุ เิ มธี, 2526)ใหค้ วามหมายวา่ เปน็ กจิ กรรมในการเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนได้
มีส่วนร่วมในการคิดรเิ ริ่ม การพิจารณาการตัดสินใจการรว่ มปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบ ในเรื่องตา่ ง ๆ อันเป็น
ผลกระทบมาถึงตน

ยพุ าพร รปู งาม (ยพุ าพร รปู งาม, 2545) ไดใ้ หค้ วามหมายเกยี่ วกับการมีสว่ นรว่ มไว้วา่ คอื กระบวนการ
ให้บคุ คลเข้ามามสี ่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานพัฒนา รว่ มคดิ ตัดสนิ ใจแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

นรินทรช์ ยั พัฒนพงศา (นรินทรช์ ยั พฒั นพงศา, 2546) ได้สรปุ ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า การมี
สว่ นรว่ ม คือ การทฝ่ี ่ายหน่ึงฝ่ายใดทีไ่ ม่เคยได้เข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ หรอื เขา้ รว่ มการตัดสินใจหรอื เคยมาเข้า

10

ร่วมด้วยเล็กน้อยได้เข้าร่วมด้วยมากขึ้นเป็นไปอย่างมีอิสรภาพ เสมอภาค มิใช่มีส่วนร่วมอย่างผิวเผิน แต่เข้า
ร่วมดว้ ยอยา่ งแท้จรงิ ย่ิงขนึ้ และการเข้ารว่ มนั้น ตอ้ งเร่มิ ตั้งแต่ขน้ั แรกจนถึงข้ันสุดท้ายของโครงการ

สฤษด์ิ ธัญกิจจานุกิจ (สฤษดิ์ ธัญกิจจานุกิจ, 2547) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วม หมายถึง
กระบวนการทเ่ี ปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีสว่ นรว่ มในการดำเนินงานพัฒนาในลักษณะของการเข้าร่วมการ
จัดการต้ังแต่การเข้าร่วมตัดสินใจร่วมปฏิบัติร่วมรับผลประโยชน์และร่วมติดตามการประเมินผลในรูปของ
ชมุ ชนทไี่ ดป้ ระโยชนห์ รอื ผลกระทบโดยตรงจากการพฒั นา

จากการศึกษาคำจำกัดความและแนวคิดข้างต้น สามารถสรุปความหมายการมีส่วนร่วม ของ
ประชาชนในความหมายกว้าง หมายถึงการทำงานร่วมกับกลุ่มเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยเปิดโอกาสให้
ประชาชนได้มีส่วนร่วมกระทำ การตดั สินใจใช้ทรัพยากรและมีความรับผดิ ชอบในกจิ กรรมที่กระทำ โดยกลมุ่ ให้
มีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม การพิจารณา การตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ อันมี
ผลกระทบถึงตัวประชาชนเอง การมีส่วนร่วมจึงเป็นหัวใจของการเสริมสร้างพลังการทำงานร่วมกนั เป็นกลุ่ม
และเป็นการเสริมสรา้ งความสามัคคคี วามรสู้ กึ รว่ มรบั ผิดชอบกบั กลมุ่ ด้วย

2.3 ลกั ษณะของการมสี ่วนร่วม
แอนดรูว์ และสตีเฟล (ทานตะวัน อินทร์จันทร์,2546) ได้กล่าวถึงลักษณะของการมีส่วนร่วมไว้ 4

ประการ คือ
1. การมสี ว่ นร่วมในการตัดสินใจ
2. การมสี ่วนรว่ มในขน้ั ปฏบิ ัติการ
3. การมีสว่ นรว่ มในการรับผลประโยชน์
4. การมสี ว่ นรว่ มในการประเมนิ ผล
อริ ะวชั ร์ จันทรประเสรฐิ (ณรงค์ วารชี ล, 2551) กลา่ วไว้คอื
1. การมีส่วนร่วมในลักษณะตวั บุคคล ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม

ต่าง ๆ
2. การมีส่วนร่วมในลักษณะของกลุ่มขบวนการ ที่มุ่งสร้างพื้นฐานอำนาจจากการสร้างกลุ่มและ

โครงสร้างภายในหนว่ ยงาน
3. การมีสว่ นรว่ มในลกั ษณะโครงการ ใหค้ วามสำคัญทกี่ ารจัดโครงการอนั ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมท่ีดี

เนน้ กลุม่ เปา้ หมาย การถ่ายทอดระบบเทคนคิ ความรู้ การกระจายอำนาจสู่ประชาชน
4. การมีส่วนร่วมในลักษณะสถาบัน ให้ความสำคัญในแง่ของการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง

สถาบัน มีการถา่ ยเทหรือขยายโครงการสรา้ งอำนาจของกลุ่มผลประโยชน์และชนชั้นทางสงั คม

11

5. การมีส่วนร่วมในลักษณะนโยบาย เน้นเรื่องหลักการยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้
เสียเปรยี บในสังคม และนำมากำหนดนโยบายและแผนงานระดบั ชาติ

แชพิน (ยุพิน ระพิพันธ์ุ, 2544) ได้ทำการศึกษาแบบของการมีส่วนร่วมและแบ่งการมีส่วนร่วม
ออกเปน็ 4 แบบ ดังน้ี

1. การมสี ่วนรว่ มรว่ มประชมุ
2. การมีสว่ นรว่ มออกเงนิ
3. การมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ
4. การมีสว่ นร่วมเปน็ ผูน้ ำ
โคเฮน และอัฟฮอฟฟ์ (ธนวัฒน์ คาภีลานนท์, 2550) ได้อธิบายและวิเคราะห์รูปแบบการมีส่วนร่วม
โดยสามารถแบง่ ออกเปน็ 4 รูปแบบ คือ
1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ริเริ่มตัดสินใจ
ดำเนนิ การตดั สนิ ใจและตดั สนิ ใจลงมอื ปฏบิ ตั ิการ
2. การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ (Implementation) ประกอบไปด้วยการสนับสนุนทางด้าน
ทรัพยากร การเขา้ รว่ มในการบริหารและการประสานขอความรว่ มมือ
3. การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ (Benefits) ทางด้านต่าง ๆ ประกอบไปด้วยผลประโยชน์ทางด้าน
วัสดุ ผลประโยชน์ทางสังคมและผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คล
4. การมีสว่ นรว่ มในการประเมนิ ผล (Evaluation) เกีย่ วกบั การควบคุมและการตรวจสอบการดำเนิน
กจิ กรรมทง้ั หมด และเปน็ การแสดงถงึ การปรบั ตวั ในการมสี ว่ นรว่ มตอ่ ไป

นอกจากนี้กระบวนการมสี ่วนรว่ มระหว่างชมุ ชนยงั มีลกั ษณะการมีส่วนร่วมตามการศึกษาของนักวิจัย
อยากหลากหลาย ดังนี้

ลักษณะการมสี ่วนรว่ มของประชาชนในการพัฒนาชุมชนมดี ังน้ี (ไพรตั น์ เดชะรินทร์, 2527)
1) ร่วมทำการศึกษาค้นคว้าปัญหาและสาเหตุของปัญหาทีเ่ กิดขึ้นในชุมชนรวมท้ังความต้องการของ
ชุมชน
2) ร่วมคิดหาสร้างรูปแบบและวิธกี ารพัฒนาเพ่ือแก้ไขและลดปัญหาของชมุ ชนหรือเพ่ือสร้างสรรค์สิ่ง
ใหมท่ ่เี ป็นประโยชน์ตอ่ ชุมชนหรอื สนองความต้องการของชมุ ชน
3) ร่วมวางนโยบายหรือแผนงานหรือโครงการหรอื กจิ กรรมเพื่อขจัดและแก้ไขปัญหาตลอดจนสนอง
ความต้องการของชุมชน
4) รว่ มการตดั สนิ ใจการใชท้ รพั ยากรที่มีจำกดั ใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อส่วนรวม
5) ร่วมจดั หรอื ปรบั ปรุงระบบการบรหิ ารงานพฒั นาให้มีประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล

12

6) รว่ มการลงทนุ ในกิจกรรมหรอื โครงการของชุมชนตามขดี ความสามารถของตนเอง
7) ร่วมปฏิบัตติ ามนโยบายและแผนงานโครงการและกจิ กรรมใหบ้ รรลุตามเปา้ หมาย
8) รว่ มควบคมุ ติดตามประเมินผลและรว่ มบำรุงรักษาโครงการและกจิ กรรมที่ได้ทำไว้โดยเอกชนและ
รฐั บาลให้ใชป้ ระโยชนไ์ ดต้ ลอดไป
ในขณะเดียวกัน ชาติชาย ณ เชยี งใหม่ (ชาตชิ าย ณ เชยี งใหม่, 2533) ได้กล่าวถงึ ลักษณะหรอื มิติของ
การมีส่วนร่วมไว้ 4 รปู แบบดังนี้
1. การมีสว่ นรว่ มในการตัดสนิ ใจ หมายถึงการรว่ มคดิ ค้นหาและตัดสินใจหรอื การกำหนดรายละเอียด
ของสง่ิ ท่ีจะดำเนนิ การ
2. การมีส่วนร่วมปฏิบัติการในกิจกรรมโครงการ หมายถึงการทีม่ สี ่วนเข้ามาร่วมดำเนินโครงการร่วม
แรงร่วมสมทบค่าใช้จ่ายการให้ข้อมูลที่จำเปน็ ตลอดจนการเข้าร่วมเปน็ สว่ นหนึ่งของคณะกรรมการท่ีเกี่ยวข้อง
กบั การดำเนินโครงการรว่ มในการบริหารงานหรือการประสานงาน
3. การมีส่วนร่วมได้รับผลประโยชน์ หมายถึงการได้รับผลประโยชน์จากการเข้ามามีส่วนร่วมใน
โครงการพัฒนาเช่น มีรายได้เพิ่มขึ้นมีการกระจายโอกาสทางการพัฒนาการรับความรู้ แนวความคิดและการ
ช่วยเหลอื ดา้ นต่าง ๆมากข้ึนเปน็ ต้น
4. การมีส่วนรว่ มในการประเมนิ ผล หมายถึงการท่ีประชาชนเข้ารว่ มเพื่อการประเมนิ ผลการดำ เนิน
โครงการโดยอาจดำเนนิ การผ่านกระบวนการทางการเมือง หรอื สอื่ สารมวลชนต่างๆ
จากแนวคิดดังกล่าวสามารถแบ่งลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้เป็นแนวทางไปสู่การ
วเิ คราะห์การมีสว่ นรว่ มแล้ว เมือ่ มองในมิติของการมสี ว่ นร่วม Cohen and Uphoff (จรัญญา บรรเทิง, 2548)
ได้เสนอแนวคิดเบ้ืองต้น ในการวิเคราะห์การมีส่วนร่วมว่ามี 3 มิติ (Dimensions) โดยมิติการมีส่วนร่วมจะ
ประกอบด้วยประเดน็ คำถามดังน้ี
1) มีสว่ นรว่ มอะไรบ้าง (What) แบง่ เปน็ (Cohen and Uphoff, 1980)

1.1) การมีสว่ นรว่ มในการตัดสนิ ใจ (Decision Making)
1.2) การมีสว่ นรว่ มในการดำเนนิ การ (Implementation)
1.3) การมสี ว่ นร่วมในการรบั ผลประโยชน์ (Benefits)
1.4) การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation)
2) มสี ่วนรว่ มกับใครบา้ ง (Whose) ได้แก่ การมสี ่วนร่วมกับชาวบ้าน ผู้นำชมุ ชน เจ้าหน้ำท่ขี องรัฐบาล
เจ้าหน้ำทีต่ า่ งชาติ (จากองคก์ รท่ใี ห้ทนุ ) เป็นตน้ ทงั้ นี้ให้พิจารณาคณุ ลกั ษณะทางประชากรสงั คมและเศรษฐกิจ
ของผู้เข้ามีส่วนร่วมในเร่ือง อายุ เพศ สถานภาพครอบครัว ระดบั การศกึ ษา ระดับช้ันทางสังคม อาชีพ ระดับ
รายได้ ระยะเวลาท่ีอยู่อาศัย การถือครองท่ีดนิ
3) มสี ว่ นรว่ มอย่างไรบ้าง (How) โดยพิจารณาจาก

13

3.1) การมีสว่ นรว่ มเกิดจากเบ้ืองบนหรือเบื้องล่าง
3.2) ถูกบังคับใหเ้ ขา้ ร่วมกจิ กรรมหรือแรงจงู ใจ
3.3) โครงสร้างชุมชน
3.4) ช่องทางการมสี ่วนร่วมท่เี กดิ ข้ึน

- การมสี ่วนร่วมโดยผ่านนปจั เจกชนหรอื ผ่านนกล่มุ
- การมสี ่วนร่วมโดยตรงหรือโดยอ้อม (ผ่านนตัวแทน)
- การมสี ว่ นรว่ มอย่างเปน็ ทางการหรือไม่เปน็ ทางการ
3.5) ระยะเวลา (Duration) ความต่อเน่ืองของกิจกรรม
3.6) ขอบข่าย(Scope) ความครอบคลมุ ของกจิ กรรม
3.7) ผลทเี่ กดิ จากการมีส่วนร่วม

จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนามีลักษณะ
แตกต่างกันไป ท้ังน้ีขนึ้ อยู่กับกจิ กรรมที่ดำเนินการโดยลักษณะการมีสว่ นร่วมของประชาชนท่ีปรากฏ เชน่ การ
ร่วมคิด ร่วมศึกษา วางแผนดำเนิน การตัดสินใจ ควบคุม ติดตาม ประเมินผลร่วมลงทุนและร่วมรับ
ผลประโยชน์ซ่ึงสามารถดำเนินการโดยผ่านนช่องทางทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงได้แก่ การเป็น
สมาชิกกรรมการประธานหรือผู้นำผู้เข้าร่วมประชุมผู้ออกเงินเป็นต้น ส่วนทางอ้อม ได้แก่การเลือกตั้งผู้แทน
โดยสามารถแบง่ ระดับการมีส่วนรว่ มออกเป็น 3 ประเภท คอื

1) การมสี ว่ นร่วมในระดับแนวนอน (Horizontal forms of participation)
2) การมีส่วนร่วมในระดับแนวต้ัง (Vertical forms of participation)
3) การมีสว่ นรว่ มในการบริหาร (Participation in administrative process) เปน็ การมีส่วน
รว่ มทีเ่ ป็นทง้ั แนวนอนและแนวต้ัง

2.4 รูปแบบและข้นั ตอนของการมีสว่ นร่วม
รูปแบบการมีส่วนรว่ มของประชาชน จำแนกตามมิติระดับการมีส่วนร่วมใน 3 รูปแบบ ดังนี้ (เฉลียว

บรุ ีภักดีและคณะ, 2545)
1) การมสี ว่ นรว่ มแบบชายขอบ (Marginal Participation) เป็นการมีสว่ นรว่ มทเี่ กดิ จากความสัมพันธ์

เชิงอำนาจไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือฝ่ายหนึ่งรู้สกึ ด้อยอำนาจกว่า มีทรัพยากรหรือความรูด้ ้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
เปน็ ต้น

14

2) การมีส่วนร่วมแบบบางส่วน (Partial Participation) เป็นการมีส่วนร่วมที่เกิดจากการกำหนด
นโยบายของรัฐโดยไม่รู้ความต้องการของประชาชน ดังนั้นการมีส่วนร่วมจึงเป็นเพียงประชาชนได้ร่วมแสดง
ความคิดเหน็ ในการดำเนินกิจกรรมบางส่วนบางเรอื่ งเทา่ นั้น

3) การมสี ่วนร่วมแบบสมบูรณ์ (Full Participation) เปน็ การมสี ว่ นรว่ มในทุกขั้นตอนของการพัฒนา
ดว้ ยความเทา่ เทยี มกันทุกฝ่าย จดั เปน็ การมสี ่วนร่วมในการพัฒนาอย่างแทจ้ ริงของประชาชน ตามแนวความคดิ
และหลักการพัฒนาชมุ ชน เมอื่ นำมาใชใ้ นการเรียนร้จู ะสนบั สนุนและส่งเสริมให้กระบวนการเรียนรรู้ ว่ มกันของ
ชมุ ชนดำเนินไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

รูปแบบการมีส่วนร่วม United Nation (United Nation ,1981) ได้จำแนกตามลักษณะการมีส่วน
ร่วมไว้ ดังน้ี

1) การมสี ่วนรว่ มแบบเปน็ ไปเอง (Spontaneous) ซงึ่ โดยการอาสาสมัครหรอื การรวมตวั กันเอง เพ่ือ
แกไ้ ขปญั หาของตนเองโดยเปน็ การกระทำ ไมไ่ ด้รับการชว่ ยเหลือจากภายนอก ซ่ึงเปน็ รูปแบบทเี่ ปน็ เป้าหมาย

2) การมีส่วนร่วมแบบชักนำ (Induced) ซ่ึงเป็นการเข้าร่วมโดยความต้องการความเห็นชอบหรือ
สนับสนุนโดยรัฐบาลซึ่งเป็นรูปแบบทั่วไปของประเทศกำลงั พฒั นา

3) การมีส่วนร่วมแบบบังคับ (Coercive) เป็นการเข้าร่วมโดยความต้องการความเห็นชอบหรือ
สนับสนนุ โดยรัฐบาล ภายใต้การจดั การโดยเจ้าหน้าทีข่ องรัฐหรือโดยการบงั คับโดยตรง รปู แบบน้ีเปน็ รูปแบบท่ี
ผูก้ ระทำ ได้รับผลทันทีแต่จะไม่ได้ผลในระยะยาวและมักจะมผี ลเสียตรงที่ไมไ่ ด้รับการสนับสนนุ จากประชาชน
ในทสี่ ดุ

นิรันดร์ จงวฒุ เิ วศย์ (นิรนั ดร์ จงวฒุ เิ วศย์, 2527) ได้สรปุ รปู แบบของการมีสว่ นร่วมมดี ังต่อไปนี้
1) การที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง (Direct participation) โดยผ่านองค์กรที่จัดต้ังโดยประชาชน
(Inclusive organization) การรวมกลมุ่ เยาวชนต่างๆ
2) การทีป่ ระชาชนมสี ่วนรว่ มทางอ้อม (Indirect participation) โดยผ่านองค์กรผู้แทนของประชาชน
(Representative organization) กรรมการของกลมุ่ หรือชมุ ชน
ขั้นตอนของการมสี ่วนรว่ ม
โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (ทานตะวัน อนิ ทรจ์ นั ทร์, 2546) ไดใ้ ห้ขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชน
ดงั น้ี
1. การคน้ หาปญั หา สาเหตุของปัญหา และพิจารณาแนวทางแกไ้ ข
2. การตดั สนิ ใจเลอื กแนวทางแก้ไข และวางแผนหรือโครงการแกไ้ ขปญั หา
3. การปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตามแผนและโครงการทีว่ างไว้
4. การรับประโยชน์จากโครงการ
5. การประเมนิ ผลโครงการ

15

ฉอ้าน วฑุ ฒกิ รรมรกั ษา (ฉอ้าน วุฑฒิกรรมรักษา, 2526) ได้จำแนกการมสี ่วนร่วมไว้ 5 ข้ันตอน คือ
1. ข้นั กำหนดความตอ้ งการ
2. ข้นั วางแผนดำเนินการ
3. ขน้ั ตัดสินใจ
4. ขน้ั ดำเนินการ
5. ขั้นตดิ ตามผลงาน
นอกจากนี้ ยังได้แบ่งลักษณะการเข้าร่วมไว้อีก เป็นการร่วมประชุม ร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วม
ตัดสนิ ใจ ร่วมออกแรง รว่ มออกเงนิ วสั ดุ อปุ กรณ์ ร่วมเปน็ กรรมการ
เจมิ ศกั ด์ิ ปนิ่ ทอง (เจมิ ศกั ดิ์ ปน่ิ ทอง, 2527) ไดแ้ บง่ ขน้ั ตอนของการมีสว่ นร่วมของประชาชนไว้เป็น 4
ขนั้ ตอน คือ
1. การมีส่วนร่วมในการคน้ ปญั หาและสาเหตุของปัญหา
2. การมีสว่ นรว่ มในการวางแผนด าเนินกิจกรรม
3. การมสี ่วนรว่ มในการลงทนุ และปฏิบตั งิ าน
4. การมีส่วนร่วมในการตดิ ตามและประเมนิ ผลงาน
จอนห์ และอัฟฮอฟ (ทานตะวัน อินทร์จันทร์, 2546)ได้แบ่งชนิดของการมีส่วนร่วมออกเป็น 4 ชนิด
คือ
1. การมสี ว่ นรว่ มในการตัดสนิ ใจ (วา่ ควรทำอะไร)
2. การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ (Implementation) ประกอบด้วยการสนับสนุนด้านทรัพยากร
การบรหิ ารและการประสานขอความร่วมมอื
3. การมีส่วนรว่ มในผลประโยชน์ (Benefits) ไมว่ ่าจะเปน็ ผลประโยชน์ทางด้านวตั ถุ ผลประโยชน์ทาง
สังคม หรือผลประโยชน์สว่ นบุคคล
4. การมีส่วนรว่ มในการประเมนิ ผล (Evaluation)
ติน ปรัชญาพฤทธ์ิ (ติน ปรัชญาพฤทธิ์, 2542) กล่าวว่า ทฤษฎีพัฒนาองค์การ (Organization
Development) หรือโอดี (OD) มีวัตถุประสงค์ทัว่ ๆ ไปเพื่อที่จะเพ่ิมความสามารถขององค์การในการแก้ไข
ปัญหาที่เป็นอยู่ โดยเน้นการปรับปรุงและปรับพฤตกิ รรมให้สอดคล้องกับสภาพการณเ์ น้นการร่วมแรงร่วมใจ
ซ่ึงการพัฒนาองคก์ าร มีขัน้ ตอน 4 ขน้ั ตอน คือ
1. ค้นหาสาเหตุของปญั ญา (Diagnostic)
2. ขัน้ วางแผนการด าเนินงาน (Action -Planning)
3. การปฏบิ ัติการใหเ้ ป็นไปตามกลยทุ ธ์ทว่ี างไว้ (Implementing)
4. ขั้นประเมนิ ผล (Evaluating)

16

2.5 ปจั จัยทม่ี ีผลตอ่ การมสี ว่ นรว่ ม
รีดเดอร์ (ปรีดา เจษฎาวรางกุล, 2550) ได้สรุปปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการรักษาการมีส่วนร่วมของ

ประชาชนไว้ 11 ประการ ดังน้ี
1. การปฏิบัติตนให้สอดคล้องตามความเชื่อถือพื้นฐาน กล่าวคือ บุคคลและกลุ่มบุคคล เหมือนจะ

เลอื กแบบวธิ กี ารปฏบิ ัติ ซึ่งสอดคล้องและคลา้ ยคลงึ กบั ความเชื่อพน้ื ฐานของตนเอง
2. มาตรฐานคณุ ค่า บคุ คลและกลุ่มบุคคลดูเหมือนจะปฏิบตั ิในลกั ษณะที่สอดคล้องกับมาตรฐานคุมค่า

ของตนเอง
3. เปา้ หมาย บุคคลและกลุม่ บุคคลดูเหมือนจะส่งเสรมิ ป้องกันและรักษาเปา้ หมายตน
4. ประสบการณ์ที่ผิดปกติธรรมดา พฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางครั้งมีรากฐานมาจาก

ประสบการณท์ ีผ่ ิดปกติธรรมดา
5. ความคาดหมาย บุคคลและกลุ่มบุคคลจะประพฤติตามแบบที่ตนคาดหมายว่าจะตอ้ งประพฤติใน

สถานการณเ์ ช่นนั้น ทัง้ ยงั ชอบปฏิบัตติ ่อผ้อู ืน่ ในลกั ษณะที่ตนคาดหวังจากผอู้ ่ืนดว้ ยเช่นกนั
6. การมองแต่ตนเอง บคุ คลและกลุ่มบุคคลมักจะทำส่งิ ตา่ ง ๆ ซึ่งคิดว่าตนเองสมควรกระทำเช่นนน้ั
7. การบบี บังคับบคุ คลและกลุ่มบุคคลมกั จะทำส่งิ ตา่ ง ๆ ด้วยความรสู้ กึ ว่าตนถกู บงั คับใหท้ ำ
8. นิสัยและประเพณี บุคคลและกลุ่มบุคคลมักจะทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเรามีนิสัยชอบกระทำอยู่ใน

สถานการณ์น้ัน ๆ
9. โอกาส บุคคลและกลุ่มบุคคลมักจะเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบการปฏิบัติของสังคม โดยเฉพาะ

ในทางที่เกี่ยวข้องกับจำนวนและชนิดของโอกาส ซึ่งโครงการของสังคมเอ้ืออำนวยเข้ามามีส่วนร่วมกันในการ
กระทำเชน่ นัน้ เทา่ ท่ีพวกเขาได้รบั รู้

10. ความสามารถ บุคคลและกลุ่มบุคคลมักจะเข้ามามีส่วนร่วมกันในกิจกรรมบางอย่างที่ตนเห็นว่า
สามารถทำในสง่ิ ที่ต้องการให้เขาทำในสถานการณ์เชน่ นนั้

11. การสนับสนนุ บุคคลและกลุ่มบุคคลมักจะเริ่มปฏบิ ัติเม่ือเขารู้สกึ วา่ เขารับการสนับสนุนท่ีดีพอให้
กระทำการเชน่ นั้น

องค์การอนามัยโลก (ยุพิน ระพิพันธ์ุ, 2544) เสนอปัจจัยพื้นฐานในการระดมการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน คือ

1. ปัจจัยของสิ่งจูงใจจากสภาพความเป็นจริงชาวบ้านที่จะเข้าร่วมกิจกรรมใดกิจกรรมหน่ึงทั้งในแง่
การรว่ มแรงรว่ มทรัพยากร หรอื อ่ืน ๆ นนั้ มเี หตุผลอยู่ 2 ประการ คอื

1.1 การมองเห็นว่าตนจะได้ประโยชนต์ อบแทนในส่ิงทีต่ นทำไป ซง่ึ ถือเปน็ เรือ่ งการกระต้นุ ให้
เกิดมีสง่ิ จงู ใจ

17

1.2 การไดร้ ับคำบอกกล่าวหรือชักชวนจากเพือ่ นบ้านให้เข้ารว่ ม โดยมีสิง่ จงู ใจเป็นตัวนำ ซ่ึง
ถือวา่ เปน็ เรอื่ งของการกอ่ ให้เกิดมีส่งิ จูงใจ

2. ปัจจัยโครงสร้างของช่องทางในการเข้ามามีส่วนร่วม แม้ว่าชาวชนบทเป็นจำนวนมาก จะเห็น
ประโยชน์ของการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาแต่ก็ไม่อาจเข้าร่วมกิจกรรมได้ เนื่องจากไม่เห็น
ชอ่ งทางของการมสี ่วนร่วม หรือเข้ารว่ มแล้วกไ็ ม่ไดร้ บั ดังท่คี าดคิดเอาไว้ เนือ่ งจากการเขา้ มามีส่วนร่วมนั้นมิได้
จัดรูปแบบความสมั พนั ธ์ทีเ่ หมาะสม เช่น ภาวะผูน้ ำ ลักษณะการทำงาน กฎระเบียบ แบบแผน เปน็ ตน้ ดังน้ัน
ปจั จัยพ้ืนฐานทางด้านโครงสรา้ งของช่องทางในการเขา้ มามสี ว่ นร่วมจงึ ควรมลี กั ษณะ

2.1 เปดิ โอกาสให้ทกุ คนและทกุ กล่มุ ในชมุ ชนมโี อกาสเข้าร่วมในการพฒั นารูปแบบใดรูปแบบ
หน่ึง โดยการเขา้ ร่วมอาจอยใู่ นรปู ของการมีสว่ นรว่ มโดยตรงหรอื โดยมีตัวแทนกไ็ ด้

2.2 ควรมกี ำหนดเวลาที่แน่ชัด เพ่ือใหผ้ ู้เขา้ รว่ มสามารถกำหนดเง่ือนไขของตนเองได้
2.3 กำหนดลักษณะกิจกรรมท่ีแนน่ อน
นวิ สตรอม (ณรงค์ วารีชล, 2551) พบวา่ ปัจจยั ทเี่ ปน็ อปุ สรรคตอ่ การมสี ว่ นร่วม คอื
1. ลักษณะขององค์กร โครงสร้างขององค์กร วัฒนธรรมขององค์กร หากองค์กรมีโครงสร้างใหญ่
ขน้ั ตอนการปฏิบตั ิมาก เช่น ระบบราชการ จะเปน็ อปุ สรรคตอ่ การมีส่วนรว่ มได้
2. นโยบายองค์กรที่ขาดความชัดเจน จะทำให้บุคลากรไมแ่ น่ใจเป้าหมาย แนวทางการปฏิบัติ จึงเกิด
ความลงั เลทจี่ ะเขา้ ไปมสี ่วนรว่ ม
3. ภาวะผู้นำ ซึ่งถ้าหากว่าผู้นำเชื่อว่าผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นผู้ไม่มีศักยภาพ ไม่มีความก้าวหน้ำ ขาด
ความกระตือรอื รน้ ในการทำงาน งานจะสำเรจ็ ไดต้ อ้ งควบคมุ ภาวะผู้นำประเภทน้ีจะเป็นอุปสรรคตอ่ การมีสว่ น
รว่ มได้
4. ลักษณะงาน ซึ่งหากว่างานที่ทำสามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง เช่น งานในห้องทดลอง ลักษณะ
งานเชน่ นีจ้ ะทำใหบ้ ุคลากรไมเ่ หน็ ถึงความสำคัญของการมีสว่ นร่วม
5. ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล เช่น ระดบั การศึกษา วิชาชีพ โดยถ้าหากบุคลากรทีม่ รี ะดับการศึกษา
ที่สูงอยู่ในตำแหน่งหน้ำที่ความรับผิดชอบมาก ก็จะแสวงหาการมีส่วนร่วมมากกว่าบุคคลากรที่มีระดับ
การศึกษาต่ำกว่า และหน้ำทค่ี วามรับผดิ ชอบที่นอ้ ยกวา่ ด้วย
โคเฮน และอฟั ฮอฟฟ์ (ณรงค์ วารชี ล, 2551, หน้า 9) กลา่ ววา่ มีปัจจัยหลายอย่างทมี่ สี ่วนเกีย่ วข้องกับ
การมสี ่วนร่วม ได้แก่
1. เพศ
2. อายุ
3. สถานภาพสมรส
4. ระดบั การศกึ ษา

18

5. อาชีพ
6. รายได้
7. ระยะเวลาทีอ่ ยู่ในท้องถิ่น
8. สถานภาพการทำงาน

2.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการระดมสมอง
ความหมายการระดมสมอง

บุณย์ รตั นปญั ญา (บุณย์ รตั นปญั ญา. 2535) กลา่ วว่า อเลก็ ซเอฟ. ออสบอรน เป็นผ้กู อ่ แรงงบันดาล
ใจใหคนรูจักใชเวลาคิดในทางสร้างสรรค ออสบอรนได้อธิบายวิธีการ “ระดมความคิด” ไววา “การระดม
ความคิด” เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ออสบอรนได้พัฒนาปรับปรุงใหได้ผลเป็นอย่างดีโดยคนสองคนหรือมากกวาน้ัน
ร่วมกันใช้จินตนาการเพื่อให้เกิดความคิด ซึ่งแวบขึ้นจากจิตสำนึกของแต่ละบุคคล ไปสู่จิตเหนือสำนึกซึ่งกัน
และกันเพื่อเป็นการไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนทั้งกลุ่มนี้ได้ตระหนักดีว่าคืออะไร
ความคิดเห็นจะถกู เขยี นลงบนกระดาษอยา่ งฉับพลันทันที เมื่อมันมากระทบจิตของแต่ละคนและไม่ยอมให้มี
การวพิ ากษว์ ิจารณ์หรือตกลงใจจนกว่าความคดิ เหน็ ท้งั หลายไดเ้ ขยี นลงในกระดาษแผน่ น้ันหมดแล้ว หลังจาก
นั้นความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านั้นก็ถูกวิเคราะห์กลั่นกรองและตัดสินใจเพื่อกำหนดคุณค่าและแนวทางปฏิบัติ
ต่อไปและออสบอร์น ได้กล่าวว่า การระดมสมองนั้นเป็นวิธีการที่ง่ายมากในการรวบรวมข้อมูลต่างๆใน
การศกึ ษาปญั หาอกี ด้วย

บุญชม ศรีสะอาด (บุญชม ศรีสะอาด. 2537) ได้ให ความหมายของการสอนของการสอนโดยการ
ระดมความคิด (Brainstorming) ว่าเป็นการใหผู้เรียน ทุกคได้แสดงความคิดเห็นให้ขอเสนอแนะในการแกป
ญหาใหมากท่สี ุดเท่าที่จะทำได้ และไม่มีการวิพากษวิจารณความคิดเห็นหรอื ขอเสนอแนะที่ผ้เู รียนเสนอมาน้ัน
มีการบันทกความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะท้งั หมด

วนั รตั น์ จนั ทกิจ (2550: Online) การระดมสมอง คอื การแสดงความคิดร่วมกันระหว่างสมาชิก เพื่อ
เป็นแนวทางท่ีจะนำไปสู่การแกปญหา ซึ่งในพจนานุกรมได้ใหความหมายวา เป็นการคิดแบบไรแบบแผน
(Free Form Thinking)

ประชาสรรณแสนภักดี (ประชาสรรณแสนภักด,ี 2551) การระดมสมอง คอื เป็นกระบวนการทมี่ ีแบบ
แผนท่ีใชเพ่ือรวบรวมความคิดเหน็ ปญหาหรอื ขอเสนอแนะจำนวนมากในเวลาทรี่ วดเรว็ เปน็ วิธีการท่ีดีในการ
กระตุนความคดิ สรงสรรค และเกดิ การมสี วนร่วมของกลุมมากที่สดุ การระดมสมองมุงเนน้ ที่จำนวนความคดิ ไม่
ใชคณุ ภาพ

19

ประสิทธ์ิ เขยี วศรี (ประสทิ ธ์ิ เขียวศรี, 2551) การระดมสมอง หมายถึง การแสวงหาความคิดต่อเรื่อง
ใดเรอื่ งหน่ึงใหได้มากทีส่ ดุ ภายในเวลาท่ีกำหนด ดงั นนั้ การใหคิดโดยไม่กำหนดเวลาที่จำกดั แน่นอน ก็ไม่เรียกวา
การระดมสมอง การระดมสมองจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเม่ือใชกับกลุมที่ไมร่ ูจกั กัน ไม่เกรงใจกันหรือสนิท
สนมกนั มากเกนิ ไปและจำนวนสมาชิกทร่ี ่วมระดมสมองใหมีประสิทธิภาพมากที่สดุ ควรอยรู่ ะหว่าง 4 ถึง 9 คน

จากความหมายของการระดมสมองข้างตนสรุปได้วา การระดมสมอง คือ การจัดสถานการณหรือ
คำถาม โดยใหผูเ้ รียนได้แสดงความคิดร่วมกนั ระหวา่ งสมาชิกเพื่อคิดวิธแี กปญหา มีการเสนอความคิดเห็นอยา่ ง
เปดิ กวา้ ง มีการจดบันทกึ ความคิดเหน็ ของทกุ คนไวความคิดเหน็ ท่ีเสนอ ไม่มีการตัดสนิ ภายในกลุมวาความคิด
นั้นจะถูกหรอื ผดิ ตองแสดงความคิดเหน็ ใหมากท่ีสุดเร็วที่สุดเทาที่จะสามารถทำได้แลวเลอื กวิธที ่ีดีที่สุดมาใชแก
ปญหาเพอ่ื หาคำตอบและนาํ ไปสู่การแกปญหาไอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

หลกั การระดมสมอง
ออสบอรน ( Osbron.1953: online) ผู้ริเร่ิมการระดมสมอง ได้ใชหลักการระดมสมองโดย ใหเกณฑ
ไว 4 ประการ ดงั นี้
1. ไม่มีการวิพากษวิจารณ์ความคิดเห็นของสมาชิกที่แสดงออกมาเพราะความคิดสร้างสรรคอาจ
หายไปถาคดิ วาคนอ่ืนคงเห็นวาความคดิ ของตนไม่สำคญั และไม่มีคณุ ค่าจึงทำใหระงบั กระแสความคิดของตนไว
เสยี
2. มกี ารเสนอความคิดไปเรอ่ื ย ๆ อย่างอสิ ระย่ิงด้ามกว้างขวางมากเทาใดยิ่งดเี ทานนั้
3. ปรมิ าณมากเปน็ ส่ิงทต่ี องการย่ิงมีความคิดหลากหลายเทาไรศักยภาพในการแกปญหา จะมีมากขึ้น
เทานัน้
4. พยายามรวมความคิดท่ีคล้ายกันหรือเหมือนกันใหเป็นอันเดียวกัน และพยายามท่ีจะปรับปรุง
ความคดิ บางความคิดใหดีขึ้นสมาชกิ อาจจะช่วยแนะนําวาความคิดน้ันจะดขี นึ้ อยา่ งไร
ธวัชชยั ปยะวัฒน (2551: online) หลกั การของการระดมสมอง มอี ยู่ 4 ประการ คือ
1. ตองไม่มกี ารวพิ ากษวิจารณหรอื แสดงทาทีไม่ยอมรับความคิดเห็นทมี่ ีผู้เสนอ
2. ตองปลอ่ ยใหสมาชิกคดิ อยา่ งอิสระและบรรยากาศเป็นกนั เอง
3. มงุ่ ปริมาณหรอื จำนวนความคดิ เห็นเปน็ สำคญั
4. ตองกระตุ้นใหท้ กุ คนพยายามเสรมิ ตอความคดิ ของคนอื่น
มานติ ศทุ ธสกลุ (มานติ ศุทธสกลุ , 2551) การระดมสมอง (brain storming) เปน็ การประชุมร่วมกัน
ตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป เพื่อแสดงความคิดเห็น ประสบการณ ความรูความเขาใจ หรือขอเสนอแนะ เกี่ยวกบั เร่อื ง
หรือประเดน็ ใดประเดน็ หนึ่ง ซึ่งมีหลักการสำคัญวา ตองการใหสมาชิกในท่ีประชุม แสดงความเห็นหรอื ขอเส
นอแนะร่วมกันใหมากที่สุดภายในเวลาที่กำหนดไวสั้นๆ โดยจะไม่มีการขัดจังหวะสอบถามหรือหยุดอภิปราย

20

ความเห็นหรือขอเสนอแนะท่ีสมาชิกเสนอขึ้น บนพื้นฐานว่าความ คิดริเริ่มสร้างสรรคเกิดขึ้นเมื่อมีการริเร่ิม
การคดิ ตอหรือการปรบั จากความคิดท่ีมีมากอน

จากความหมายของหลกั การระดมสมองข้างต้น สรุปได้วา หลักการระดมสมอง คือ การเปดิ โอกาสให
สมาชกิ แสดงความคิดเหน็ ไดอ้ ยา่ งเสรีไม่มกี ารวพิ ากษวิจารณวาถูกหรอื ผิด มุ่งปริมาณ เปน็ สำคัญกว่าคุณภาพ
ความคดิ โดยจดั หมวดหมคู วามคดิ ที่ใกลเคยี งกันเขา้ ด้วยกัน เรียงตามลำดับความสำคัญ

จุดเน้นของการระดมสมอง

ออสบอรน์ ไดก้ ำหนดจุดเนน้ ของการระดมสมองไว้ 4 ประการ ได้แก่
1. เน้นให้มีการแสดงความคดิ ออกมา (Expressiveness) สมาชิกทุกคนต้องมเี สรภี าพอยา่ งสมบูรณ์ใน
การที่จะแสดงความคิดเห็นใด ๆ ออกมาจากจิตใจ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นความคิดที่แปลกประหลาด
กวา้ งขวาง ลา้ สมัย หรอื เพอ้ ฝนั เพียงใด
2. เน้นการไม่ประเมินความคิดในขณะที่กำลังระดมสมอง (Non – evaluative) ความคิดที่สมาชิก
แสดงออกต้องไม่ถูกประเมินไม่ว่ากรณีใด ๆ เพราะถือว่า ทุกความคิดมีความสำคัญ ห้ามวิพากษ์วิจารณ์
ความคิดผู้อื่น การแสดงความเห็นหักล้าง หรือครอบงำผู้อื่นจะทำลายพลังความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่ม ซ่ึง
ส่งผลทำให้การระดมสมองครง้ั นน้ั เปลา่ ประโยชน์
3. เน้นปริมาณของความคิด (Quantity) เป้าหมายของการระดมสมองคือต้องการให้ได้ความคิดใน
ปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้ความคิดที่ไม่มีทางเป็นจริงก็ตาม เพราะอาจใช้ประโยชน์ได้ในแง่การ
เสริมแรง หรอื การเป็นพน้ื ฐานให้ความคิดอน่ื ท่ีใหมแ่ ละมีคุณค่า ยง่ิ มีความคดิ ใหม่ ๆ เกดิ ขน้ึ มากเพียงใดก็ย่ิงมี
โอกาสคน้ พบวิธีการแกป้ ญั หาทดี่ ี
4. เน้นการสร้างความคิด (Building) การระดมสมองเกิดขึ้นในกลุ่ม ดังนั้น สมาชิกสามารถสร้าง
ความคิดขึ้นเองโดยเชื่อมโยงความคิดของเพื่อนในกลุ่ม โดยใช้ความคิดของผู้อื่นเป็นฐานแล้วขยายความ
เพมิ่ เติมเพ่อื เป็นความคิดใหม่ของตนเอง

กฎการระดมสมอง

1. เปดิ โอกาสใหท้ กุ คนได้แสดงความคดิ เหน็ อยา่ งอสิ ระ
2. ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อ่นื
3. ปรมิ าณยิง่ มากย่งิ ดี ยังไมจ่ ำเปน็ ต้องดูขอ้ เทจ็ จรงิ และเหตผุ ล (Free Thinking)
4. อนุญาตใหอ้ อกนอกลนู่ อกทางได้
5. หา้ มวจิ ารณ์ในระหวา่ งท่ีมีการแสดงความคิดเห็น

21

6. หลกี เล่ียงการปะทะคารม
7. เม่ือไดผ้ ลแล้วควรทำการรวบรวมแล้วนำไปปรับปรงุ

การเพ่ิมประสิทธิภาพของการระดมสมอง

จรีย สุวัตถี (2534: 59) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการแปรเปลี่ยนการระดมพลังสมองบาง ประการ
ดังนี้

1. ใหหยุดประเมินความคิดเป็นชวงๆระหว่างระดมพลังสมองเร่ิมตนใหนักเรยี นระดมพลัง สมองกนั
ในชวงเวลาส้นั ๆ ประมาณ 5–10 นาที แลว้ หยดุ จากนั้นนำความคิดที่ไดม้ าประเมนิ ไมต่ อ้ งใชเวลามากนกั การ
แทรกการประเมนิ ระหว่างทางเช่นน้ี เทากับเปน็ การชี้ทางแกเด็กวาจะไปทศิ ทางไหนจึงจะถกู ทาง

2. การระดมพลังสมองแบบ Phillip 66 วธิ ีนี้ทำพรอมกันทั้งชนั้ ได้โดยแบงนักเรยี นทั้งชัน้ ออกเป็นกลุ
มเล็กๆ กลุมละ 4–6 คน ใหระดมพลังสมองกันกลุมละ 5 นาทีจากนั้นแต่ละกลุ่มส่งสมาชิกคนหนึ่งออกมา
รายงานความคดิ ท่ดี ที ่สี ุดของกลมุ่ ใหท้ กุ คนฟงั พร้อมกนั โดยเลือก 5 ความคดิ ที่กล่มุ ไดล้ งความเหน็ พอ้ งต้องกัน

3. การระดมพลังสมองแบบยอนกลับ การระดมพลงั สมองแบบนี้ คือ การยอนกลับความ คิดพื้นฐาน
หรือยอนปัญหากลับมาทิศทางตรงข้ามเพอื่ คนหาและได้ความคดิ ใหม่ๆเพมิ่ ขึ้น ตวั อยา่ ง เชน แทนท่ีครูจะถามว
า “เราจะมีวิธีการเพ่ิมการจ้างงานอย่างไร” ครูก็เปลี่ยนคําถามเป็นวา “เราจะมี วิธีลดการจ้างงานอย่างไร”
หรือแทนท่ีจะพดู “เราจะมวี ธิ ลี ดการเล่นอย่างไร” ก็เปน็ “เราจะมวี ิธเี พ่มิ การเรยี นอย่างไร” เป็นตน

บุญชม ศรีสะอาด (2537: 65) ได้เสนอแนะเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพของการสอนโดยการ ระดมสมอง
ดงั น้ี

1. ตองใหผู้เรียนเกิดความเขาใจวาในการระดมสมองนั้นตองการใหเสนอความคิดเห็นให มากที่สุด
โดยเสนอได้อย่างเสรีไม่มีการวิพากษวิจารณความคิดเห็นของคนอ่ืน การเสนอความคิดท่ีแปลกเป็นที่พึง
ปรารถนา ความคดิ ท่ีเสนอน้ันอาจเป็นการปรับปรุงแนวความคดิ ของคนอื่นๆกไ็ ด้

2. ในการระดมความคิดจะตองดำเนนิ การไม่ใหมีการวพิ ากษวิจารณความคิดของคนอื่นท่ีเสนอไปแล
วไม่ควรใหมลี ักษณะผูกขาดเกินไป และไม่ควรบงั คับใหทุกคนเสนอความคิด

3. ทำการจดบันทกึ แนวคิดทุกอย่างท่ีผเู้ รียนเสนอมาลงบนกระดานดำหรอื แผ่นกระดาษทเ่ี ตรียมไวให
ทกุ คนได้มองเหน็ และเก็บไวเพ่ือจัดหมวดหมสู รุป และประเมนิ ผลต่อไป

4. ควรจดั ทีน่ ่ังแบบครึ่งวงกลมเพื่อสะดวกตอการประเมินผล
5. หลังจากการระดมความคิดเสร็จแลวควรมีการจัดหมวดหมูอภิปรายทบทวนความคิด ทั้งหมดน้นั
เพอ่ื ตัดสนิ ใจว่ามีวิธใี ดบา้ งที่สามารถนำไปใช้ในการแกปญหาได้

22

6. โดยทว่ั ไปจะใหเสนอความคิดดว้ ยปากเปลาแต่ถาหากเป็นกลุมใหญ่อาจใหผู้เรียนเขียน ใสกระดาษ
แลวรวบรวมไว้จากท่ีได้กลาวมาจะเห็นวาการที่จะทำการสอนโดยใชเทคนิคการสอนแบบ ระดมสมองให
ประสบผลสำเร็จนัน้ ครูผสู้ อนจะตองคอยดูแลการทำงานกลุ่มของนกั เรยี นอย่างใกลชิด ใหอิสระกับนักเรียนใน
การแสดงความคิดเหน็ ในกลุ่มไดอ้ ย่างเสรใี หเ้ วลากับการระดมสมองของกลุ่ม

2.7 แนวคดิ เกี่ยวกบั การคิดเชงิ ระบบ

การคิดเชิงระบบ เป็นการมุ่งมองสิ่งต่างๆ แบบองค์รวม เป็นกรอบการทำงาน ที่มองแบบแผนและ
ความเกี่ยวพันกัน สิ่งที่เป็นลักษณะพิเศษคือการมองโลกแบบองค์รวมที่มี ความซับซ้อนมากขึ้น การคิดเป็น
ระบบทำให้ความซับซ้อนเป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ การคิดเชิงระบบ เป็นมุมมองที่ทำให้สามารถมองเห็น
สถานการณ์ แบบแผน เก่ียวกับแนวทางการปฏิบตั ทิ เี่ ป็นแนวใหม่ และตอบสนองตอ่ สถานการณแ์ ละแบบแผน
ด้วยวิถีทางที่มีระดับดีขึ้น ทำให้มีการปรับปรุงกระบวนการที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ การคิดเชิงระบบ
เปรยี บเสมือนเปน็ ภาษาพิเศษท่ีช่วยทำให้เกิดการสื่อสารกบั ระบบรอบๆ ตัวทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง ไดอ้ ย่างมีคุณภาพ การ
คิดเชิงระบบเปรียบเสมือนเป็นชุดของเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ ในการช่วยทำให้มองเห็นภาพและสร้าง
ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบขององค์ประกอบและ พฤติกรรมที่จะสามารถทำให้สื่อสารกับบุคคลอื่นได้อย่าง
เขา้ ใจและยังช่วยออกแบบระบบ เพื่อการจดั การสำหรบั การแก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

การคิดเชงิ ระบบ เป็นแขนงวิชาท่ีมองปัญหาแบบองคร์ วม และยอมรบั การมีพลวตั ความสลับซับซ้อน
และความเก่ียวเนอ่ื งเชอื่ มโยงขององคป์ ระกอบย่อย ๆ เพอ่ื ค้นหาและสร้างแบบแผนที่จะนำสกู่ ารเปล่ียนแปลง
พฒั นาการแก้ปญั หาหรอื ภารกิจใหม้ ีความสมบรู ณ์มากที่สดุ การคดิ เชงิ ระบบสามารถช่วยใหก้ ารออกแบบการ
แก้ปัญหาเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ (มนตรี แย้มกสิกร, 2546) การคิดเชิงระบบ เป็นวิธีที่ต้องทำความ
เข้าใจโลกและระบบที่ซับซอ้ น หาก ตอ้ งการเขา้ ใจเรือ่ งราวในโลกยคุ โลกาภวิ ัฒนจ์ ะต้องเข้าใจระบบของสังคม
ระบบเศรษฐกิจ ระบบวัฒนธรรมหรือระบบอื่นๆ ซึ่งต้องเรียนรู้และฝึกฝนวิธีการคิด วิธีการเชื่อมโยงและทำ
ความเขา้ ใจกับความเป็นเหตุเปน็ ผลของกนั และกนั วิธีคดิ นีจ้ งึ เป็นวธิ ีการคดิ วิธีการมอง และการวเิ คราะห์ไปที่
ระบบตา่ งๆ ซงึ่ ระบบนน้ั เปน็ สงิ่ ท่มี ีอยู่แลว้ และทุกคนก็ดำรงอยู่ในระบบ ทง้ั ทีเ่ ปน็ ระบบธรรมชาติและระบบที่
มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งมีระบบที่เป็นกลไกและระบบซับซ้อน ซึ่งยากต่อการทำความเข้าใจ ระบบเหล่าน้ี
ประกอบด้วยระบบย่อย ๆ มากมาย ฉะนั้นการทำความเข้าใจกับระบบและการคิดอย่างเป็นระบบจึงเป็น
หลักการเบื้องต้นในการทำความเข้าใจ ต่อเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกบั วิถีชีวิต ระบบจึงไม่อาจแยกจากการมีชีวติ
ของมนุษย์ การทำความเข้าใจถึงความสมั พนั ธ์ ความเช่อื มโยงท่ีมองเห็นสัมพนั ธภาพและความโยงใยของชีวิต
ทำให้มองเหน็ คณุ ค่าในตัวของมนุษย์ได้ และมกี ระบวนการววิ ัฒนท์ ่ไี ม่หยุดนงิ่ (ชัยวัฒน์ ถริ ะพันธ์, 2548)

23

การคิดอย่างเป็นระบบ คือ การปรับวิธีคิดหรือเพิ่มวิธีคิด ใช้วิธีคิดหลายๆ แบบ ในเวลาเดียวกัน แต่
ต้องมีวิธีเลือกวิธคี ิดหลักในแต่ละสถานการณ์มีหลักเกณฑ์และเหตุผล โดยใช้ข้อมูลหลากหลายให้สัมพันธ์กัน
เป็นองค์รวม โดยตระหนักถึงองค์ประกอบย่อยที่มีความสัมพันธ์และมีหน้ำที่ต่อเชื่อมกันอยู่เป็นปฏิสัมพันธ์
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง

การคิดเชงิ ระบบ มีลกั ษณะทส่ี ่อื สารกนั อยู่ 2 แนว คือ
1) การคิดเป็นระบบ (Systematic Thinking) หมายถึง การก าหนด องค์ประกอบและการจัด
องคป์ ระกอบของระบบให้มคี วามสัมพนั ธก์ ันอยา่ งเปน็ ลำดบั ข้ันตอน เพอื่ นำไปสจู่ ดุ มงุ่ หมายท่ีกำหนด ระบบใน
ลักษณะน้ีจะมีลักษณะเป็นผงั การดำเนินงาน หรือ การทำงานใดงานหนงึ่ อยา่ งเปน็ ลำดับขั้นตอน
2) การคดิ เชิงระบบ (System Approach) หมายถงึ การจัดระบบด้วยวธิ กี ารเชงิ ระบบ ไดแ้ ก่ การจัด
องค์ประกอบของระบบในกรอบความคดิ ของตวั ป้อน กระบวนการ กลไกควบคุม ผลผลติ และข้อมูลปอ้ นกลับ
และนำเสนอผังของระบบนั้นในรูปแบบของระบบที่สมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนประกอบ 5 ส่วนดังกล่าว
ข้างตน้ (ทิศนา แขมมณี, 2551)
การคิดเชิงระบบ เป็นกรอบแนวคิดพื้นฐานองค์ความรู้และเครื่องมือ ซึ่งได้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้
ชว่ งเวลาหน่ึง เพอ่ื ทีจ่ ะทำใหว้ ตั ถุประสงคแ์ ละวธิ กี ารแกป้ ญั หา หรือสรา้ งสรรค์งานมคี วามชัดเจนและชว่ ยทำให้
เรามองเห็นการเปลยี่ นแปลงไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ การคิดเชิงระบบมไิ ดล้ ะเลยตอ่ ปญั หาความซบั ซ้อน แต่จะ
เข้าไปจัดการความสลับซับซ้อนในลักษณะที่ใกล้ชิดและสะทอ้ นให้เห็นถึงสาเหตุแห่งปัญหาและวิธีการที่ช่วย
แก้ปญั หาในทางท่ีเป็นไปได้ (บุญเล้ียง ทุมทอง, 2553)
จากที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) หมายถึง ความสามารถของ
บคุ คลทีม่ ีการคิดและมองสถานการณ์หรือส่ิงตา่ งๆ แบบองคร์ วม เพอ่ื เป็นกรอบแนวคิดการทำงานท่ีมองแบบ
แผนและความเชื่อมโยงกันระหว่างองค์ประกอบ ย่อยอย่างสมเหตุสมผลในการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
ผู้นำยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 จะต้องมีทักษะที่สำคัญ คือ การจัดการเปลี่ยนแปลง การสร้างทีมงาน
และการคิดเชงิ ระบบ (มนตรี แย้มกสิกร, 2546) นอกจากนั้นบุคลากรทางการศกึ ษาในอนาคตจำเป็นอย่างย่ิง
ต้องมีทักษะการคิดเชิงระบบ เพราะเป็นกรอบการทำงานที่จะต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบทางการศกึ ษาโดยรวมมากกวา่ จะมองการศกึ ษาแบบแยกส่วน
Peter M. Sengeศาสตราจารย์แห่งMassachusetts Institute of Technology Sloan School of
Management ได้เขียนหนังสือเรื่อง “The Fifth Discipline: The Art and The Learning Organization”
หรือ “ศาสตร์วินัย 5 ประการ” แนวคิดเพื่อนำองค์กรไปสู่ การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning
Organization: LO) และได้รบั ความนยิ มปฏบิ ัติกนั อย่างแพรห่ ลายในเวลาต่อมาจนถงึ ปจั จบุ ัน

24

ภาพที่ 2.1 แสดงแนวคิดและรูปแบบองค์กรแหง่ การเรียนร้ขู อง Perter M.Senge
ทม่ี า : https://evolve-sg.com/peter-senges-learning-organization-offers-remote-teams-5-

disciplines-to-support-change-part-2/, สบื ค้นเมื่อวันท่ี 18 ตุลาคม 2565.
1) ศาสตร์ความมีสติหรือมีแบบจำลองความคิด (Mental Models) คือ การตระหนักถึงกรอบ
แนวคิดของตนเอง ทำให้เกิดความกระจ่างกับรูปแบบความคิด ความเชื่อ ที่มีผลต่อการตัดสินใจและการ
กระทำของตน และเพยี รพฒั นารูปแบบความคิดความเชื่อให้ สอดคลอ้ งกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ยึดติด
กับความเชื่อเก่าๆ ที่ล้าสมัย และสามารถทีจ่ ะบริหารปรบั เปลี่ยน กรอบความคิดของตนทำความเข้าใจได้ ซ่ึง
สอดคล้องกบั ความคิดในเชงิ การรอื้ ปรับระบบงาน (Reengineering)
2) ศาสตร์การใฝ่เรียนรู้ (Personal Mastery) องค์การที่เรียนรู้ต้องสามารถ ส่งเสริมให้คนใน
องค์การสามารถเรียนรู้ พัฒนาตนเอง คือการสร้างจิตสำนึกในการใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคล
สร้างสรรค์ผลที่มุ่งหวัง และสร้างบรรยากาศกระตุ้นเพื่อนร่วมงานให้พฒั นาศักยภาพไปสูเ่ ป้าหมายที่ตั้งไวซ้ ่ึง
หมายถึงการจัดกลไกต่างๆ ในองค์การ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างองค์การ ระบบสารสนเทศ ระบบการพัฒนา

25

บคุ คล หรอื แม้แตร่ ะเบยี บวิธกี ารปฏิบตั งิ านประจำวนั เพ่อื ใหค้ นในองค์การได้เรียนรู้สิง่ ตา่ งๆ เพ่ิมเติมได้อย่าง
ต่อเนอื่ ง

3) ศาสตร์การมีวสิ ยั ทัศน์ร่วมกัน (Shared Vision) องคก์ ารทเ่ี รยี นรจู้ ะตอ้ งมีการกำหนดวิสัยทัศน์
รว่ ม ซ่งึ จะเป็นกรอบความคดิ เกี่ยวกับสภาพในอนาคตขององคก์ ารทท่ี ุกคนในองค์การมีความปรารถนาร่วมกัน
ชว่ ยกนั สรา้ งภาพอนาคตของหน่วยงานท่ีทกุ คน จะทมุ่ เทผนกึ แรงกายแรงใจกระทำให้เกดิ ข้ึน ท้ังน้กี ็เพอ่ื ให้การ
เรยี นรู้ รเิ ริ่ม ทดลองสิ่งใหม่ๆ ของคนในองคก์ าร เปน็ ไปในทศิ ทางหรอื กรอบแนวทางทีม่ ุ่งไปสู่จดุ เดียวกนั

4) ศาสตร์การเรยี นรเู้ ปน็ ทมี (Team Learning) ในองคก์ ารที่เรียนรจู้ ะต้องมกี ารเรยี นร้รู ่วมกันเป็น
ทีม คือการแลกเปลี่ยนความรแู้ ละประสบการณแ์ ละทักษะวิธคี ดิ เพ่อื พัฒนาภมู ิปัญญาและศักยภาพของทีมงาน
โดยรวม มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนถา่ ยทอดข้อมูล ในระหว่างกันและกัน ทั้งในเรื่องของความรู้ใหม่ๆ ที่ได้มา
จากการคน้ คิด หรอื จากภายนอกและภายใน การเรียนรู้เปน็ ทีมนีย้ ังควรครอบคลุมไปถึงการเรยี นรเู้ กยี่ วกบั การ
ทำงานร่วมกนั เปน็ ทมี ด้วย ซึ่งการเรยี นร้แู ละพัฒนาในเร่อื งนกี้ ็จะชว่ ยใหก้ ารทำงานรว่ มกันในองค์การ มีความ
เปน็ ทมี ท่ดี ีขนึ้ ซึ่งจะช่วยใหส้ มาชิกแตล่ ะคนสามารถแสดงศักยภาพทีม่ ีอย่อู อกมาไดอ้ ยา่ งเต็มที่

5) ศาสตร์การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking) คอื ความสามารถในการคิด เชงิ ระบบ คน
ในองคก์ ารสามารถมองเหน็ วธิ คี ิดและภาษาทีใ่ ชอ้ ธิบายพฤติกรรมความเปน็ ไปตา่ งๆ ถงึ ความเชอ่ื มโยงต่อเน่ือง
ของสรรพสิง่ และเหตกุ ารณต์ ่างๆ ซงึ่ มีความสัมพันธ์ผกู โยงกัน เป็นระบบเปน็ เครือขา่ ยซง่ึ ผูกโยงด้วยสภาวะการ
พึ่งพาอาศยั กนั สามารถมองปญั หาที่เกิดขนึ้ ได้เป็นวัฏจกั ร โดยนำมาบูรณาการเป็นความรู้ใหม่ เพ่ือให้สามารถ
เปลีย่ นแปลงระบบไดอ้ ยา่ ง มีประสิทธผิ ลสอดคล้องกบั ความเป็นไปในโลกแห่งความจริง

Senge พบว่า วชิ าทสี่ ำคัญท่ีสุดตอ่ การพฒั นาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ คอื ศาสตร์ประการท่ี 5วิชาการ
คดิ อย่างเป็นระบบ (System Thinking) (อรวรรณ ชนะศรี, 2553)

ความคิดรวบยอดทีส่ ำคัญของการคิดเชงิ ระบบ

ความคิดรวบยอดที่มีความสำคัญต่อการคิดเชิงระบบ คือ กฎธรรมชาติ ซึ่งเป็นระบบ องค์รวม มี
รายละเอียดความคดิ รวบยอด ดงั นี้

1) องค์รวมและการเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งผลรวมของส่วนยอ่ ยให้ผลรวม มากกว่าการนำส่วนยอ่ ย ๆ
มารวมกนั เสียอกี

2) เป็นการมองแบบระบบเปิด เพราะระบบสามารถพิจารณาได้เป็นสองแนวทาง คือ ระบบปิด
(Closed Systems) และระบบเปดิ (Open Systems) ระบบเปิดสามารถแลกเปล่ียนข้อมูล พลงั งานหรือวัสดุ
กับสิ่งแวดล้อมได้ ระบบทางสังคมและระบบทางชีวภาพ จัดได้ว่าเป็นระบบเปิด ระบบกลไกอาจเป็นได้ทั้ง

26

ระบบปิดและระบบเปิด ความคิดรวบยอด ของระบบปิดและระบบเปิดยากที่จะระบุลงไปได้อย่างเด็ดขาด
หากแต่ว่าจะพิจารณาว่าระบบแตล่ ะอยา่ งมที ิศทางไปในทางระบบปิดหรือระบบเปดิ

3) ขอบเขตระบบ ทั้งนี้เพราะระบบจะมขี อบเขตของตนเองที่แยกออกจาก สภาพแวดล้อม ความคิด
เกี่ยวกับของเขตช่วยทำใหเ้ ราเข้าใจถงึ ความแตกต่างระหว่างระบบปดิ และระบบเปิด แนวโน้มความสัมพันธ์
ของระบบปิดจะแขง็ ตัว มีขอบเขตที่กำหนดได้ยาก ในขณะทีร่ ะบบเปิดจะมขี อบเขตท่ีเข้าใจได้ชัดเจนระหว่าง
ตัวเองและความสัมพนั ธก์ บั ระบบใหญ่

4) แบบจำลองปจั จยั นำเข้า การแปรรปู ผลลพั ธ์ ระบบเปดิ สามารถถกู มอง ในลกั ษณะของแบบจำลอง
การแปรรปู โดยในความเป็นพลวัตมีความสมั พันธ์กบั ส่งิ แวดลอ้ ม ทำใหไ้ ด้รับปัจจัยนำเข้าแล้วแปรสภาพไปใน
ทิศทางใดทิศทางหน่ึง จากนน้ั จะนำผลลพั ธ์ ออกมา

5) ปฏิกิริยาย้อนกลับ ความคิดรวบยอดที่สำคัญของปฏิกิริยาย้อนกลับ คือ เป็นสิ่งที่ทำให้ระบบ
สามารถปรับซ่อมตนเองได้อันนำไปสู่ความมีเสถียรภาพของระบบ ปฏิกิริยาย้อนกลับ สามารถเป็นไปทั้งเชิง
บวกและเชิงลบ แม้ว่าในสาขาวิชาของศาสตร์ที่ว่าด้วยการควบคุมและการติดต่อสื่อสาร (Cybernetics) จะ
ตัง้ อยบู่ นพ้ืนฐานปฏิกิริยาย้อนกลับทางลบ ซึง่ ปฏิกริ ิยายอ้ นกลับทางลบเป็นข้อมูลสื่อสารนำเข้าที่เป็นตัวดัชนี
แสดงวา่ ระบบเบี่ยงเบนจากแนวทางท่คี วรจะเป็นและควรจะปรับไปในทศิ ทางใหม่อยา่ งใด

6) การค้นหาเปา้ หมายท่ีหลากหลาย ซง่ึ ระบบชวี ภาพและระบบทางสังคมเปน็ ระบบท่มี ีวัตถุประสงค์
และเป้าหมายที่หลากหลาย

แนวคิดสำคญั ของวิธีการคิดเชิงระบบซึ่งสามารถนำไปปฏิบัตไิ ด้เปน็ กฎ 5ข้อของ วธิ ีคิดเชิงระบบหรือ
การคิดแบบองคร์ วม ดงั นี้

1) การคิดเชิงระบบ คือ การคิดเชิงเครือข่าย (Networks) สามารถนำองค์ประกอบของระบบต่างๆ
มาเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันได้ การเชื่อมโยงเครือข่ายของระบบนัน้ เป็นคุณสมบตั ิของระบบที่มีชีวติ
ซึ่งทำให้เกิดความสัมพนั ธ์แบบเครือขา่ ยการคิด เชิงระบบจึงต้องมองเห็นถึงความสัมพันธเ์ ชื่อมโยงกันภายใน
ระบบนนั้

2) ระบบตา่ งๆ จะซอ้ นกัน ในระบบใหญย่ ังมรี ะบบยอ่ ยลงมาเป็นช้นั จะเหน็ ได้ว่าระบบซ้อนระบบน้ัน
มีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด การที่จะเข้าใจสิ่งใดได้จึงต้องเห็นความเชื่อมโยงนั้น นอกจากความสัมพันธ์
เชือ่ มโยงกนั แลว้ ระบบยงั มีการซ้อนกันเปน็ ชัน้ เช่ือมโยงต่อกนั สามารถสง่ ผลกระทบถงึ กนั หมดเพียงจะกระทบ
มากหรือน้อยไมเ่ ท่าเทยี มกัน

3) การคิดเชิงระบบ คือ การคิดแบบสัมพันธ์กับบริบท คิดถึงสัมพันธภาพ ระหว่างตัวเรากับ
สงิ่ แวดลอ้ ม ตอ้ งทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมท่อี ยูร่ อบสง่ิ นี้ เพื่อท่จี ะทำความเขา้ ใจหรอื วิเคราะห์คุณสมบัติ
ของส่ิงน้ันหรือระบบนน้ั ได้อยา่ งถูกตอ้ ง เลอื กวเิ คราะห์ว่าระบบไหนจำเป็นและเป็นประโยชน์ตอ่ การวิเคราะห์
แล้วตดั บรบิ ทท่ีไมจ่ ำเป็นออกไปบ้าง เพ่ือการการวิเคราะหข์ อบเขตนั้นชดั เจนข้นึ

27

4) การคิดเชิงระบบจะต้องจัดความสัมพันธ์หรือปฏิสัมพันธ์ให้ได้ หัวใจอยู่ที่การเชื่อมความสัมพันธ์
ปอ้ นกลับ (Feedback) ระหว่างองค์ประกอบหรอื สว่ นตา่ งๆ เสน้ แห่งความสัมพันธ์สำคัญมาก เพราะหากเป็น
วิธีคิดแบบกลไกหรอื คิดแบบแยกส่วน จะทำให้มองเห็นปัญหาแล้วแก้ไขให้ตรงจุด ซึ่งการมองตอ้ งมองใหเ้ หน็
เสน้ ทางความสมั พันธ์นวี้ ่า มีความสำคญั มากกวา่ ตวั ปัญหาเอง

5) วิธีคดิ เชิงระบบ คอื การคดิ อยา่ งเป็นกระบวนการ ระบบท่มี ชี วี ิตจะมีการเคลือ่ นไหว ไม่หยุดน่ิง มี
การเตบิ โต มีพฒั นาการ มีววิ ัฒนาการ โครงสรา้ งของระบบท่ีมี ชวี ิตจงึ ไม่เคยแยกออกจากกระบวนการ ไม่ว่า
จะเป็นกระบวนการพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเติบโต เป็นต้น ซึ่งกระบวนการเป็นหลักเกณฑ์
สำคัญของการอธิบายระบบ กระบวนการนั้นอยู่ในกิจกรรมของระบบ อยู่ในองค์ประกอบของระบบ ดังนั้น
กระบวนการจึงช่วยให้การเชื่อมโยงของส่วนประกอบต่าง ๆ ต่อเนื่องกัน แยกออกจากกันไม่ได้ และ
กระบวนการเป็นสว่ นหนึ่งทท่ี ำใหเ้ ราเขา้ ใจระบบมากขึน้ ได้

การคิดที่เป็นประโยชน์ต่อชีวติ มนุษย์มีหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการคิดเชิงระบบ เป็นวิธีการคิดเชิง
บูรณาการ เป็นการขยายขอบเขตของการคิดของเราต่อเรื่องนั้นๆ ออกไปโดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินใจ แต่
พิจารณาเรื่องนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกมุมมอง เปิดโอกาส ให้ความคิดของคนเราได้มีการเชือ่ มโยง เพื่อหา
ความเป็นไปได้ใหม่ ได้มุมมองใหม่ๆ เห็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดกี ว่าสร้างสรรค์ รวมทั้งให้เห็นความสัมพันธ์
แบบเช่ือมโยงระหวา่ ง เรอื่ งน้นั กับปจั จัยอ่ืนท่ีเกีย่ วขอ้ ง (ปยิ นาถ ประยรู . 2548)

องค์ประกอบของการคดิ เชงิ ระบบ

องค์ประกอบของการคิดเชิงระบบมี4 ระดบั ไดแ้ ก่
1) เหตุการณ์ (Events) เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นควรเริ่มต้นจากคาถามว่า “ทำไม” ถามคาถามนี้ไป
เรื่อยเพือ่ เข้าถงึ โครงสร้างเบ้ืองลึกอย่าเพ่ิงช้ชี ัดถึงความผิดใคร
2) แบบแผนพฤติกรรม (Patterns of Behavior) เปน็ เหตุการณท์ ่เี กดิ ข้ึนซ้ำบอ่ ยจนเปน็ แบบแผน
3) โครงสรา้ งของระบบ (Systems structure) โครงสร้างความสมั พันธท์ ง้ั ภายในและภายนอก
4) แบบจำลองความคิด (Mental Model) เป็นการเปลี่ยนแปลงกรอบวิธีคิด ในการทำงานซึ่งเป็น
รากฐานของปรากฏการณ์ท้ังหมด (กติ ตมิ า พรหมจกั ร.2557)
จากแนวคิดของสุวิทย์ มูลคำ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นถึงองค์ประกอบของความคิดว่า ประกอบด้วย 6
องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ 1) สงิ่ เร้า 2)การรับรู้ 3) จดุ มุง่ หมายในการคิด 4) วธิ ีคิด 5) ขอ้ มลู หรอื เน้อื หา และ 6) ผล
ของการคดิ ซง่ึ เป็นผลท่ีได้จากการปฏิบตั ิงานทางสมองหรือ กระบวนการคดิ ของสมองและจากแนวคิดของทิศ
นา แขมมณี ที่กล่าวถึงการคิดเชิงระบบว่า หมายถึง การจัดระบบด้วยวิธีการเชิงระบบ ได้แก่ การจัด
องค์ประกอบของระบบในกรอบ ความคิดของ 1) ตัวป้อน 2) กระบวนการ 3) กลไกควบคุมผลผลิต และ4)

28

ข้อมูลป้อนกลับ แล้วนำเสนอผังของระบบนั้นในรูปแบบของระบบที่สมบูรณ์ ดังนั้นผู้วิจัยจึงขอสรุป
องคป์ ระกอบของการคิดเชิงระบบจากแนวคิดข้างต้นทง้ั มด ดงั น้ี

องคป์ ระกอบของการคดิ เชงิ ระบบ มี 5 องคป์ ระกอบทส่ี ำคญั ไดแ้ ก่
1) ตัวป้อน คือ สิ่งเร้าหรือเหตุการณ์ถือเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลเกิดการรับรู้ สิ่งเร้า ทำให้เกิดปัญหา
ความสงสยั หรือข้อขดั แยง้ จะก่อให้เกิดความคดิ
2) การรับรู้โครงสร้างความสัมพันธ์ เป็นการรับรู้ถึงความสัมพันธข์ องระบบทั้ง ภายในและภายนอก
ระดับการรับรู้จะมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของตัวป้อน และ ความสามารถในการรับรู้ของแต่ละบุคคล
เมื่อรับรแู้ ลว้ เกิดปญั หา ความสงสัย หรือข้อขดั แย้ง จะกระตนุ้ ให้เกิดความคิด
3) จุดมุ่งหมายในการคิดและวิธีคิด เป็นการมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนในการคิด แต่ละครั้งว่าต้องการ
เหตุผลเพื่ออะไร เช่น เพื่อแก้ปัญหา ตัดสินใจ หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จะช่วยให้เลือกใช้วิธีคิดได้ถูกต้องและ
ได้ผลตรงตามความตอ้ งการ การคิดแตล่ ะคร้งั จะต้อง เลอื กวธิ ีที่ตรงกับจดุ หมายในการคดิ นน้ั
4) กลไกลควบคุมผลการคิด เป็นกลไกที่จะใช้ประกอบการคิด อาจจะเป็นความรู้ ประสบการณ์เดิม
หรอื ขอ้ มลู การร้ใู หม่จากการศึกษาคน้ ควา้ เพ่ิมเตมิ การคดิ แตล่ ะคร้งั ควรประกอบดว้ ยขอ้ มลู 3 ด้าน คือ ข้อมูล
ตนเอง ข้อมูลสังคมและส่ิงแวดล้อม และข้อมูลทางวิชาการ เพื่อนำไปปรับใชใ้ ห้บรรลุจุดมุ่งหมายของการคิด
อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
5) แบบจำลองความคดิ และขอ้ มูลป้อนกลบั เป็นผลทีไ่ ด้จากการปฏิบัตงิ านทาง สมองหรือกระบวนการ
คิดของสมอง เป็นการจำลองกรอบวธิ คี ดิ ในการทำงานซึง่ เปน็ รากฐาน ของปรากฏการณ์ทั้งหมด
ดังนั้นสรปุ วา่ องค์ประกอบของการคดิ เชิงระบบ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบท่ี สำคัญ ดังนี้ 1) ตัว
ป้อน 2) การรบั ร้โู ครงสรา้ งความสมั พนั ธ์ 3) จดุ มงุ่ หมายในการคิดและวิธีคดิ 4) กลไกลควบคุมผลการคิด และ
5) แบบจำลองความคิดและข้อมูลปอ้ นกลับ

ประโยชน์ของการคิดเชงิ ระบบ
1) ช่วยให้เกิดความคิดเพื่อพัฒนาองคก์ รในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธภิ าพ
2) ประสานงานรว่ มกบั บุคคลอืน่ ให้เปน็ ไปตามกระบวนการ และระบบ การบริหารงานภายใน
3) สามารถแกป้ ัญหา ตดั สนิ ใจ ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
4) แกไ้ ขปญั หาขอ้ ขัดแยง้ ท่จี ะเกดิ ขึน้ ในองค์กรได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
5) เพื่อให้มองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดข้ึนกับระบบภายในองค์กร ซึ่งเกิดขึ้นอยา่ งเปน็
ระบบโดยการ เชื่อมโยงติดต่อกัน และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ (สันทยากร อรรค
ฮ า ต . 2555) . ก า ร ค ิ ด เ ช ิ ง ร ะ บ บ ( Systems Thinking). ส ื บ ค ้ น ว ั น ท ี ่ 9 ต ุ ล า ค ม 2565,จ า ก
https://www.novabizz.com/NovaAce/Intelligence/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E

29

0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8
A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0% B8%9A.htm

คุณลกั ษณะ12 ประการของนักคิดเชิงระบบ ประกอบด้วย
1) มปี ัญญา มีความเฉลยี วฉลาดทางสมองระดบั ปานกลางข้นึ ไป
2) มีสมาธิ ไม่ฟงุ้ ซา่ น สับสน มีสภาวะจิตนิง่ มคี วามสามารถทางการใช้อารมณ์
3) มคี วามจำดี เพื่อสรา้ งฐานขอ้ มูล และนำออกมาใชไ้ ด้อย่างมีระบบ
4) มคี วามชา่ งสงั เกต เพ่อื การรบั ขอ้ มลู ตา่ งๆ นำมาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสยี
5) มหี ลักการ เปน็ สิ่งยดึ เหนีย่ วหรือสาระสำคญั ทม่ี น่ั คง อ้างองิ ได้
6) มีเหตผุ ล เปน็ พ้ืนฐานในการวางรากฐานการจดั ระบบสามารถใช้เหตผุ ลได้ อยา่ งถูกตอ้ ง
7) มรี ะเบียบความคิด ระเบยี บเป็นพื้นฐานสำคัญของการคดิ เชงิ ระบบ
8) มคี วามคิดหลายมิติ ทง้ั แนวดง่ิ แนวนอน แนวข้างและแบบวงกลม
9) มีความคดิ ท้ังภายในและภายนอก รปู แบบการคดิ ภายในเกิดจากการรับรู้หรือ มปี ระสบการณ์จาก
ภายนอก
10) มคี วามคิดเชงิ บูรณาการ สามารถดงึ ความร้ดู า้ นต่างๆ มาผสมผสานกนั
11) มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดกับแบบแผนและระบบเดิม ๆ จนมากเกินไปต้องคิดนอกกรอบ
หรอื คิดใหแ้ ปลกออกไปจากเดมิ
12) มีความใฝ่คิด ต้องชอบคิดตลอดเวลา ตั้งคำถาม หาคำตอบที่สิ้นสดุ กลับมา เป็นวงกลมใหม่ การ
คิดจะทำใหเ้ ซลล์สมองทำงานได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ เพอื่ รบั ข้อมลู จาก ภายนอกเก็บไวใ้ ชอ้ ย่างมคี ุณภาพ

30

2.8 ขอ้ มลู พืน้ ฐานเก่ยี วกับเห็ดโคนน้อย

ภาพที่ 2.2 เห็ดโคนนอ้ ย

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ของเหด็ โคนน้อย
ชื่อวิทยาศาสตร์โคไพรนัส ไฟมิทาเรียส ( Coprinus fimetarrius) จัดอยู่ใน ตระกูลเห็ด
(Basidiomycetes ในประเทศไทยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป มีชื่อเรียกตามวัสดุเพาะ เช่น เห็ดถั่ว เห็ด ถั่ว
เหลืองหรือ เห็ดถั่วเน่า เห็ดโคนน้อย เห็ดโคนบ้าน เห็ดโคนขาว(ภาคเหนือ) เห็ดคราม เห็ดปลวก น้อย (ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ)เห็ดโคนเพาะ เห็ดโคนน้อย เห็ดหมึก(ภาคกลาง) เป็นเห็ดที่ขึ้นง่าย เห็ดชนิดนี้มีคุณค่า
ทางอาหารสูงแล้วยังพบว่ามีสรรพคุณทางสมุนไพร ช่วยในการย่อยอาหารและลด เสมหะ (สันต์ชัย มุกดา,
2552)
เห็ดโคนน้อย (เห็ดถ่ัว) เป็นเห็ดที่เพาะง่าย และให้ผลผลิตท่ีสงู มีรสชาตอิ ร่อย จงึ เร่มิ เปน็ ทนี่ ยิ มใน วง
กว้างมากขึ้น จากเดิมที่บริโภคเฉพาะในท้องถิ่น เราสามารถนำมาบริโภคได้ภายใน 5-7 วันนับจาก วันที่เริ่ม
เพาะเห็ด โดยใช้ ฟางข้าว เป็นวัสดุเพาะ นอกจากน้ยี ังสามารถที่จะใช้วสั ดเุ พาะอืน่ ๆ เพาะได้ อีกมาก ไมว่ ่าจะ
เป็นต้นและใบถ่วั ตา่ ง ๆ ตน้ และซงั ขา้ วโพด ทะลายปาลม์ น้ำมนั ผักตบชวา ต้นและใบกล้วยทีน่ ำมาหมักใหย้ ่อย
สลายบางสว่ น ซ่ึงสามารถทจ่ี ะนำมาเป็นวัสดุเพาะได้ทั้งส้นิ และเปน็ วัสดุเพาะที่หาไดง้ ่ายในทอ้ งถ่ิน การเพาะ
เพื่อการบริโภคในครัวเรือนสามารถทำได้ง่ายๆโดยวิธีการเพาะแบบกอง ไม่จำเป็นต้องเพาะในโรงเพาะเห็ด
(ปรญิ ญา จันทรศรี, 2547)

31

การเพาะเหด็ โคนนอ้ ย
การเพาะเหด็ โคนนอ้ ย มีหลายวิธี หลายสำนกั ขน้ึ อยกู่ ับวัสดุในพื้นทแี่ ละสภาพภมู อิ ากาศ ทัง้ การพาะ
แบบ มัดฟางเป็นฟ่อนๆ หรือการเพาะแบบกอง และการเพาะแบบธรรมชาติท่ีเคยแนะนำไปในบนั ทกึ ก่อนๆ ก็
เป็นวิธีหนึ่งแต่ให้ผลผลิตนอ้ ย การเพาะในโรงเรือนแบบเพาะในตะกร้าเป็นวิธีการที่ประยุกต์มาจากการเพาะ
เห็ดฟางในตะกร้า ให้ผลผลิตสูงกว่า และมีข้อดีกว่าวิธีการอื่นๆ ตลอดจนควบคุมปริมาณผลผลิตได้วัสดุที่
จำเปน็ ได้แก่ (เจษฎา กาพยไ์ ชย, 2554)
1. ฟางขา้ ว อาจเปน็ เศษฟางข้าวจากรถเกี่ยวนวดก็ได้
2. ถังสำหรบั ต้ม ลวก ฟางขา้ ว
3. สว่ นผสมน้ำยาตม้ ได้แก่ ปยุ๋ เคมีสตู ร 46-0-0, 15-0-0, รำละเอยี ด และกากน้ำตาล
4. ตะกร้าพลาสตกิ ใส่เส้ือผา้ ทเ่ี ลาะเอนดา้ นขา้ งออก แบบแถวเวน้ แถว
5. หวั เชื้อเหด็ โคนน้อย
6. โรงเรือนที่ห้มุ พลาสติกเพมิ่ ความร้อน/อาจเป็นโรงเรอื นเกา่ หรือชายคาบา้ นท่ดี ัดแปลง
7. บัวรดน้ำ

วธิ กี ารเพาะเหด็ โคนน้อย
1. ต้มส่วนผสมในน้ำ 150 ลิตร (46-0-0 1กก., 15-0-0 1กก., รำละเอียดไม่เหม็นหืน 1 กก และ
กากน้ำตาล 1 กก.)
2. ลวกฟางในน้ำยาตม้ เดอื ด ใหฟ้ างน่ิม ประมาณ 1-2นาที นำข้ึนวางบนพืน้ พลาสติก ให้สะเดด็ น้ำ
3. บรรจุฟางลงตะกรา้ ใสห่ วั เชือ้ เป็นช้นั ๆ 5-6 ช้ัน ช้ันแรกและชนั้ สุดท้ายใส่ท่ัวตะกร้า ส่วนชั้นอ่ืนใส่
หัวเชื้อเฉพาะขอบตะกร้า ใช้น้ำยาที่เหลือรดให้ชุ่มอีกครั้ง ก่อนนำมาแขวนใน โรงเรือน แขวนแถวละ 4-5
ตะกร้า มากกว่านั้นจะหนักเกนิ ไป (ต้องทำโครงสรา้ งโรงเรือนให้มั่นคงด้วย) ในหนึ่งโรงจะแขวน 20-25 แถว
หรือ 100 ตะกรา้
4. ปดิ โรงเรอื นให้มดิ ชิด หม่ันวัด-อุณหภูมใิ หไ้ ด้ 32-35 องศาในยะ 3-4 วันแรก หาก อุณหภูมิต่ำกว่า
นนั้ เช้ือเหด็ โคนนอ้ ยจะเจรญิ ไดไ้ ม่ดี และออกดอกน้อย
5. ลกั ษณะของส้นใยเห็ดทเ่ี จริญเห็นเป็นสีขาวเตม็ ตะกร้า ในระยะ 3-4 วัน
6. หลังจากเส้นใยเจริญเต็มตะกร้าแล้ว 3-4 วัน (หรือวันที่ 6-7 หลังทำ) จะเริ่มได้เก็บดอกเห็ด
จำหนา่ ย และสามารถเกบ็ ดอกเห็ดไปได้อีกเปน็ ระยะเวลาอย่างน้อย 10 วนั ในหนึง่ โรงเรือนสามารถเก็บดอก
เห็ดไดถ้ งึ 30-40 กิโลกรัม (เจษฎา กาพย์ไชย, 2554)

32

การดแู ลและทำความสะอาดดอกเห็ดหลังเก็บเกยี่ ว
ดอกเหด็ ท่ไี ด้รบั การเก็บเก่ยี วแลว้ ยงั จะเจรญิ เติบโตตอ่ เนอ่ื งอยา่ งรวดเร็วหากเก็บไว้ ในที่มอี ุณหภูมิสูง
จะทำใหด้ อกเห็ดไม่มีคุณภาพน้ำหนักเบา บานงา่ ย ดังน้ันการเก็บเกี่ยวเห็ดโคนนอ้ ย ไม่ควรเก็บใส่ในภาชนะท่ี
ทึบและอบั ไม่ควรใสเ่ ข้าไปในภาชนะใหม้ ีปรมิ าณมากจนเกนิ ไปมกั จะนยิ มใช้ ตะกร้าโปร่งท่สี ามารถใส่ดอกเห็ด
ได้ประมาณ 4-5 กก. เมื่อทำการเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้วควรรีบนำไป ตัดแต่ง ทำความสะอาดแล้วนำไป
จำหนา่ ยโดยเรว็ หากปล่อยทิ้งไว้ ดอกเห็ดจะบานและกลายเป็นสีดำอยา่ งรวดเร็วเนื่องจากเห็ดมีการสลายตัว
แต่ถ้าต้องการยืดอายใุ นการเกบ็ รกั ษา ควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่ อุณหภูมิ 8-10 องศาเซลเซยี ส สามารถเก็บในรปู
เห็ดสดได้นานขา้ มวนั ได้ (สนั ต์ชัย มุกดา . 2552)

คณุ ค่าทางโภชนาการของเหด็ โคนน้อย
เห็ดชนิดนี้นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้วยัง พบว่ามีสรรพคุณทางสมุนไพร ช่วยในการย่อย
อาหารและลดเสมหะ ถ้าตำให้ละเอียดใช้พอกภายนอกจะช่วยบรรเทาอาการปวด ต่างๆได้ มีรายงานวิจัยท่ี
แสดงว่าเห็ดนี้สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง sarcoma 180 และ เซลล์มะเร็ง 5 Ehrlich carcinoma ได้สูง 90
และ100% ตามลำดับและยงั พบว่ามีสารออกฤทธิท์ ต่ี า้ นเช้ือราไดอ้ กี ด้วย (เกษม สรอ้ ยทอง, 2537)

สรรพคุณทางยา ประโยชนใ์ นการรกั ษาโรคของเห็ดโคนน้อย
1. เห็ดโคนมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยให้เจริญอาหาร ซึ่งเป็นคำตอบของการมีสุขภาพดี เพราะจะกิน
อาหารอะไรก็ร้สู กึ อรอ่ ยและถูกปาก ทำใหร้ ่างกายแขง็ แรง มีพละกำลงั เปรยี บเป็นยา บำรุงรา่ งกายทีด่ ี
2. ประโยชน์ของเหด็ โคนช่วยบรรเทาอาการไอเรือ้ รัง แก้เจบ็ คอ ชว่ ยละลายและขบั เสมหะทเ่ี หนยี วๆ
และติดอยูใ่ นลำคอออกมาไดโ้ ดยงา่ ย และไมต่ อ้ งอาศยั ยาเมด็ ยาน้ำ หรือยาอมใดๆ ชว่ ยกไ็ ด้
3. เห็ดโคนน้อย มีคุณสมบัติช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพ สามารถจะย่อย
อาหารได้ดี สง่ ผลใหร้ ่างกายสามารถจะนำสารอาหารต่างๆ ไปใชง้ านได้ง่ายขึน้ และปอ้ งกันโรคท้องผูก รักษา
โรคริดสีดวงทวาร
4. สรรพคณุ เหด็ โคนน้อยมวี ิตามินซีท่ีสูงไม่น้อยไปกว่าเหด็ ประเภทอ่นื เลย ซง่ึ มีประโยชน์ ในการช่วย
ซอ่ มแซมเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายที่ออ่ นแอให้กลบั มาแข็งแรง และยงั ช่วยชะลอความเสือ่ มของรา่ งกายดว้ ย
5. เห็ดโคนน้อยมปี ระโยชน์ต่อการรักษาแผลเปน็ หรือแผลต่างๆ อาทิ แผลไฟไหม้ แผลสด ให้หายได้
เรว็ ขน้ึ
6. เห็ดโคนนอ้ ยมสี รรพคุณแก้อาการวิงเวยี นศรี ษะ คล่ืนไส้และอาเจียน
7. เหด็ โคนนอ้ ยอุดมไปดว้ ยวติ ามนิ บี1 หรอื ไทอะมีน ซง่ึ มปี ระโยชนต์ อ่ ระบบประสาท และบำรงุ สมอง
ทำใหค้ วามคิดความจำดขี ้ึน รวมท้งั ชว่ ยบำรุงกล้ามเนื้อและหัวใจให้ทำงานเปน็ ปกติ

33

8. เหด็ โคนยังเป็นแหลง่ วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวนิ อกี ด้วย ซึ่งเป็นวติ ามนิ ที่ รา่ งกายควรได้รับอย่าง
สมำ่ เสมอ มสี รรพคุณชว่ ยในกระบวนการเสริมสร้างการเจริญเตบิ โตของ ร่างกาย มปี ระโยชน์ต่อระบบสืบพันธ์ุ

9. ประโยชนข์ องเห็ดโคนชว่ ยยับยั้งเชือ้ โรคบางชนิดได้เห็ดโคนที่ถกู นำมาทดลอง ในทางเภสัชศาสตร์
พบว่า น้ำสกัดจากเห็ดโคนนั้นสามารถช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคบางชนิดได้ เช่น เชื้อไทฟอยด์
หรือไขร้ ากสาดนอ้ ย ฯลฯ ไมใ่ หเ้ ขา้ สรู่ ่างกาย

10. เหด็ โคนเป็นอาหารทใี่ หค้ ณุ ค่าทางโภชนาการสูง เพราะเปน็ ท้งั แหล่งโปรตนี ทดี่ ี ปราศจากไขมนั มี
นำ้ ตาลและเกลอื คอ่ นข้างต่ำ และมีเสน้ ใยอาหารอยสู่ งู (เกษม สร้อยทอง, 2537)

ธาตุอาหารทจ่ี ำเปน็ ต่อการเจรญิ เตบิ โตของเหด็
การท่ีเหด็ จะใหผ้ ลผลิตดอกเห็ดสูงนน้ั สภาพแวดล้อมจดุ นน้ั ๆ จะตอ้ งมคี วามเหมาะสม ซึ่งแบง่ ออกได้
2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิต การที่ดอกเห็ดจะเจริญเติบโตได้ดีนั้น จะต้องมีปัจจัยที่
เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเห็ดด้วย ฤดูฝนจะเป็นฤดูกาลที่พบการออกดอกของเห็ดในธรรมชาติมาก
ทส่ี ุด ซ่ึงสามารถแบ่งปัจจยั ที่มีผลต่อการเจรญิ เติบโตของเห็ดโดยกว้างๆ ได้ 2 ปัจจยั ดงั นี้
- พันธกุ รรม ก่อนทำการเพาะเห็ดจะตอ้ งมีการคัดเลือกสายพนั ธ์ุท่ีให้ผลผลิตสูงและมีลักษณะตามที่
ต้องการ เช่น แข็งแรง ปราศจากศัตรูเห็ด ดอกเห็ดตรงต่อความต้องการของตลาด เจริญเติบโตได้ดีใน
สภาพแวดล้อม ฤดูกาล แหลง่ ท่เี พาะน้นั ๆ
- ส่ิงแวดลอ้ ม การทีเ่ ห็ดจะใหผ้ ลผลิตดอกเหด็ สงู นน้ั สภาพแวดล้อมจดุ น้ันๆ จะต้องมคี วามเหมาะสม
ซ่ึงสามารถแบง่ ออกได้ 2 ประเภทใหญๆ่ คอื ส่งิ ไมม่ ชี ีวติ และส่งิ มีชวี ิต สำหรบั ปัจจยั ของส่ิงไม่มีชีวิตที่มีผลต่อ
การเจรญิ เตบิ โตของดอกเหด็ เน่อื งจากเหด็ เป็นพืชชั้น ตำ่ จำพวกราไม่สามารถสังเคราะหแ์ สงได้อยา่ งพืชสีเขียว
ท่วั ไป อาหารของเหด็ ได้จากการย่อยสลาย ของอินทรียวตั ถทุ ่ผี พุ ังและอาหารท่ีเห็ดย่อยง่ายน้นั คือกลูโคส เห็ด
หลายชนิดสามารถเจริญได้ดีบนอาหารจำพวกแป้ง เซลลูโลส ลิกนิน แต่สำหรับเห็ดบางชนิดก็เลือกที่ย่อยไม้
มลู สัตว์ และปุ๋ยหมัก (ณัฐภมู ิสุดแกว้ และ คมสัน หุตะแพทย์, 2552)

1. วัสดเุ พาะท่ใี ชเ้ พาะเห็ดจงึ มคี วามแตกตา่ งกนั เช่น
1.1เห็ดท่ขี ้ึนได้ดีบนทอ่ นไม้ เชน่ เห็ดหูหนู เห็ดหอม เหด็ มะม่วง เห็ดขอนขาว
1.2 เหด็ ที่ข้นึ ได้ดีบนปุย๋ หมกั เช่น เห็ดกระดุม เหด็ ฟาง เหด็ ตีนแรด
1.3 เหด็ ทขี่ น้ึ เนอ่ื งจากการทำกจิ กรรมของแมลง เช่น เหน็ โคนใหญ่ (เหด็ ปลวก)
1.4 เหด็ ทีข่ ึ้นบนรากร่วมกับต้นไม้หรอื เหด็ ไมคอรไ์ รซา่ เช่น เห็ดเสม็ด เห็ดตบั เต่า เหด็ ตีนแรด

สำหรับวัสดุเพาะเห็ดควรเป็นวสั ดทุ ่ีหาไดง้ า่ ยในท้องถน่ิ นน้ั ๆ ราคาถูก ใช้ได้สะดวก เหด็ เจริญเติบโตและพัฒนา
ให้ผลผลิตสงู อนั ได้แก่ ข้ีเลือ่ ย ฟางขา้ ว ซังขา้ วโพด ชานอ้อย ทะลายปาล์ม เป็นต้น

2. อาหารเสริมทีน่ ิยมใชค้ ลุกผสมในวสั ดุเพาะกอ่ นบรรจุถุงหรอื แปลงเพาะเห็ด อย่างเช่น

34

2.1 รำละเอยี ด จะให้อาหารพวกโปรตนี วติ ามินบี
2.2 ขา้ วโพดป่น จะให้อาหารพวกกลูโคสและแรธ่ าตุต่างๆ
2.3 กากถว่ั จะใหอ้ าหารพวกโปรตีน
2.4 ใบกระถนิ่ จะให้อาหารพวกโปรตนี
2.5 กากเหล้าจะใหอ้ าหารพวกโปรตีน
2.6 แป้งขา้ วเหนยี ว เป็นอาหารที่ใหพ้ ลงั งานตอ่ จลุ ินทรีย์ ในขบวนการย่อยสลาย อนิ ทรี
วตั ถุ ซ่งึ ส่วนใหญใ่ ส่ในสว่ นผสมของเห็ดนางฟา้ ภูฐานและเหด็
2.7 ไส้นนุ่ ช่วยดดู ซบั ความชน้ื และมีคุณค่าทางอาหารตอ่ การเพาะเห็ด
2.8 ขฝ้ี า้ ย (สำลีสเี ทา) ช่วยดดู ซับความชนื้ และมคี ณุ คา่ ทางอาหารตอ่ การเพาะเห็ด
2.9 ทะลายปาลม์ ช่วยดูดซบั ความชื้นและมีคุณค่าทางอาหารสูง แตต่ อ้ งผา่ น ขบวนการหมัก
ก่อนนำมาใช้ สว่ นใหญ่ใช้เพาะเห็ด (กองเตยี้ , โรงเรอื น)
3. อาหารเสริมที่ได้จากแร่ธาตุ (ธาตุอาหาร) จากปุ๋ยหรือสารอนินทรีย์ต่างๆ ประโยชน์ต่อการ
ทำงานของจลุ นิ ทรยี ์หลงั จากการย่อยสลายแล้วเหด็ นำไปใช้ตอ่ ซง่ึ ได้แก่
3.1 ป๋ยุ ยูเรยี (46-0-0) ให้กรดอมิโนแก่เหด็
3.2 ปยุ๋ เคมสี ูตรต่างๆ (ขึน้ อยกู่ บั โรงเรอื นหรอื ท้องถิน่ น้นั ๆ) เชน่ แอมโมเน่ียม ซลั เฟต (21-0-
0)
3.3 ดีเกลอื (MgSO4) เปน็ องคป์ ระกอบของเซลลเ์ ห็ด ช่วยเร่งปฏกิ ิริยาในการยอ่ ย ของเสน้ ใย
เห็ด
3.4 ยิปซัม (Ca SO4) เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์เห็ด ทำให้ดอกเห็ดแข็งแรง ดอก
สมบรู ณข์ น้ึ
3.5 ปูนขาวหรือแคลเซยี ม (CaO) มีฤทธิ์เป็นด่าง ช่วยปรับค่าpH (Potential of Hydrogen
ion) ปุ๋ยหมกั ให้มสี ภาพเป็นกลางทำให้เห็ดดูดซึมธาตอุ าหารได้ดขี ้นึ นอกจากน้ยี งั ให้แค ลเซียม (Calcium) แก่
เห็ด ช่วยปอ้ งกันโรคแมลงศัตรูเหด็
3.6 ภไู มท์ หรอื แร่พมั มชิ เป็นสารอาหารที่ได้จากหินแรภ่ ูเขาไฟ ใชป้ รับสภาพ ความเป็นกรด
ด่าง ทำใหโ้ ครงสร้างเสน้ ใยและดอกเห็ดมีความแข็งข้ึน ป้องกันไรศตั รเู ห็ด นอกจากน้ี ยังใหธ้ าตุอาหารแก่เส้น
ใยเหด็ จำพวก แคลเซียม แมกนีเซยี ม ซลิ ิก้า เปน็ ต้น ทำให้ดอกเห็ดมรี สชาติดี กรอบ ยดื อายุหลงั การเก็บเก่ียว
ได้นานกว่าเดมิ (เหยี่ วช้า)
3.7 แร่ม้อนท์ (Montmorillonite) เปน็ สารอาหารทไ่ี ดจ้ ากเถา้ ภเู ขาไฟ ทเ่ี กิดจาก การระเบิด
ข้ึนจากปล่องภูเขาท่ามกลางลาวา ถูกผลักดนั จนลอยขนึ้ ระเบิดกลางอากาศตอ่ หนง่ึ สอง หรอื สามคร้ัง ทำให้

35

เกิดรูพรุนโปร่งอุดมไปด้วยธาตุอาหาร เทรซซิลิเม้นท์ต่างๆ ช่วยดูดซับความชื้น ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต
ของเสน้ ใยเหด็ ให้มปี รมิ าณมากขึ้น ยดื อายุการเก็บเก่ยี วดอกเหด็ ใหน้ านกวา่ เดมิ

4. อุณหภูมิมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเห็ดมาก ทั้งระยะเจริญเติบโตของเส้นใย ออก
ดอกและการปล่อยสปอร์ ปกติอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยจะสูงกว่าช่วง ออกดอก
ประมาณ 3-5องศาเซลเซยี ส ซง่ึ เห็ดแตล่ ะชนดิ มคี วามตอ้ งการอณุ หภมู แิ ตกตา่ งกนั

5. ความชื้นสัมพัทธ์ในธรรมชาติเห็ดสามารถเจรญิ เตบิ โตได้ดีในสภาพความชื้นสงู แบ่งย่อยออกได้
2 ประเภท คอื

5.1 ความชื้นในวัสดุเพาะ (Moisture) หมายถึงความชื้นในปุย๋ หมักเพาะเห็ดและ กองฟางที่
เหมาะสมคือประมาณ 60-65 เปอรเ์ ซ็นต์ ถ้ามากเกนิ ไปเสน้ ใยจะขาดออกซิเจนทำให้เส้นใย อ่อนแอเชือ้ ราศตั รู
และแบคทีเรยี เจริญเติบโตไดด้ ี ส่งผลทำให้เส้นใยเหด็ เกดิ ความเสยี หาย

5.2 ความชน้ื ในอากาศ (Humidity) หมายถึงความชน้ื รอบกอ้ นเชอ้ื เห็ดหรือในกอง เห็ดฟาง
ถ้าน้อยเกินไปทำให้ดอกเห็ดแห้งเป็นสีเหลือง ชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้ามากเกินไปดอก เห็ดจะฉ่ำน้ำ
คณุ ภาพต่ำไมไ่ ด้ราคา

6. ความเป็นกรด-ด่าง (pH ย่อมาจาก Potential of Hydrogen ion) เห็ดเจริญเติบโตได้ดี ใน
อาหารที่มีสภาพเป็นกลาง หรือกรดอ่อนๆ (pH 6.5-7) ถ้าอาหารเป็นกรดเส้นใยเห็ดเจริญเติบโต ปกติแต่ไม่
ออกดอกหรือออกบา้ งเล็กนอ้ ย สำหรับ pH ของน้ำก็เช่นเดียวกันจะต้องมคี วามเหมาะสม น้ันคอื เปน็ กลาง (pH
7) หรือน้ำที่ใช้ดมื่ กนิ ในชวี ิตประจำวันและจะต้องสะอาดปราศจากสารเคมีตกค้าง

7. การถ่ายเทอากาศ เห็ดมีความต้องการออกซิเจนโดยเฉพาะระยะออกดอก ซึ่งต้องการ
ออกซเิ จนมากกวา่ ระยะของเส้นใย สำหรับคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยทำให้เสน้ ใยเจรญิ เติบโตดี แต่ในระยะออก
ดอกบวกกับโรงเรือนทึบและการถ่ายเทอากาศไม่ดีส่งผลทำให้ดอกเห็ดไม่บาน ดอกเล็ก ก้านยาวผิดปกติ ซ่ึง
อาการดังกล่าวมกั พบเหน็ ในเห็ดถุง

8. แสง มีผลต่อการเจรญิ เตบิ โตของเส้นใย ถ้าแสงน้อยเส้นใยจะเจริญเตบิ โตได้เรว็ สำหรับ ระยะ
ออกดอกแสงจะชว่ ยกระตนุ้ การสร้างตุ่มดอกเห็ด (Primodia) และการเจริญเติบโตของดอกเหด็ ดังน้ี

8.1 เหด็ หูหนู แสงจะชว่ ยให้สีเขม้ ข้นึ หากแสงน้อยดอกจะซดี
8.2 เหด็ ฟาง แสงจะท าให้ดอกสคี ล้ า หากแสงน้อยดอกเห็ดจะมีสีขาว
8.3 เหด็ นางรม นางฟ้า นางฟ้าภูฐาน แสงจะช่วยใหก้ ารปลอ่ ยสปอรด์ ีขน้ึ โดยเฉพาะแสงแดด
ตอนสายๆ

36

อาหารเสริมเห็ด

อาหารเสริมมีอยู่ 2 ชนิด คือ 1. อาหารใช้สำหรับหมัก 2. อาหารผสมหัวเชื้อเห็ดฟาง ทั้ง 2
ชนิดส่วนใหญ่ประกอบด้วย รำละเอียด แป้ง ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ถั่วเขียวบด ข้าวฟ่างบด ใบกระถิน ป่น ปูน
ขาว ยิบซม่ั คลา้ ยการผลิตอาหารสัตย์ตา่ งๆ (อาหารหมู อาหารไก่ อาหารปลา) ดงั นั้นจะมี หลายสตู ร ในความ
เป็นจริงไม่จำเป็นตอ้ งใช้เลยก็ได้โดยเฉพาะอาหารเสริม ชนดิ ท่ี 2 ท่ใี ช้ผสมหวั เชอ้ื เหด็ แล้วนำไปโรย ถ้าอาหาร
เสริมนั้นๆผลิตไว้นานและชื้น จะมีเชื้อราอื่นๆ เช่น ราร้อน ราสีส้ม รา เขียว ปะปนมา ก็เท่ากับเอา เชื้อรา
เหล่านัน้ มาผสมกบั เช้ือราเหด็ ฟางไปโรยขยายในโรงเรือนเพาะ (ฟาร์มเห็ดเพชรพจิ ิตร, 2554)

ยเู รีย คอื สารอนิ ทรีย์สังเคราะหท์ ี่มไี นโตรเจน (N) เปน็ ส่วนประกอบในอตั ราส่วนที่สงู มาก ถึง
รอ้ ยละ 46 โดยน้ำหนกั ปุ๋ยยูเรยี เปน็ ปยุ๋ เคมีมาตรฐานท่ีสำคัญที่สุด สูตรปุ๋ยของปุย๋ ยูเรีย คือ 46-0- 0 เนือ่ งจาก
มีสัดส่วนไนโตรเจนสูงท่ีสุด จึงใช้เป็นแม่ปุ๋ยไนโตรเจน ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ใช้ประโยชน์เพื่อเป็นธาตุอาหารหลัก
ของพืช โดยเฉพาะในช่วงแรกของการเพาะปลูกที่ต้องเรง่ การเจรญิ เตบิ โตของพืช อย่างรวดเร็ว ทำให้พืชมีลำ
ต้นยาว มใี บดก ใบใหญ่ ใบสเี ขียวเขม้ น้ำหนักดี (ไทยรุ่งเจรญิ ดี, 2555)

สารอินทรีย์ คือสารท่ีไดม้ าจากสง่ิ มชี ีวิต ขอ้ มูลบางแหลง่ จงึ จัดปุ๋ยยูเรีย เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ซ่ึงไม่
ถูกต้อง และกฎหมายไทยถือว่า ปยุ๋ ยูเรยี เปน็ ปุ๋ยเคมี

ยูเรยี เปน็ สารอินทรีย์ทส่ี งั เคราะหข์ ึน้ จากสารอนินทรยี ไ์ ด้ชนดิ แรกของโลก และปฏวิ ัติวงการ
เคมี ที่เคยเชื่อว่าสารอินทรยี ต์ ้องได้มาจากสิง่ มีชีวิตเทา่ นนั้

คุณสมบัติของปุ๋ยยูเรีย (urea property) มีผลึกสีขาว มีกลิ่นเฉพาะตัว ดูดความชื้นได้ดี
ละลายน้ำได้ดีมาก ที่อุณหภูมิห้องยูเรีย 1.5 กิโลกรัม สามารถละลายหมดในน้ำเปล่า 1 กิโลกรัมได้ มีจุด
หลอมเหลวประมาณ 133 องศาเซลเซียส (สงู กวา่ น้ำเดอื ด) ไมต่ ดิ ไฟ

สูตรเคมีของปุ๋ยยูเรีย (urea chemical formula) ปุ๋ยยูเรีย มีสูตรเคมีคือ CH4N2O หรือ
CO(NH2 )2 บางครัง้ เขยี น NH2CONH2 เพื่อแสดงถึงลักษณะโครงสร้างยูเรีย และการจับตัวของโมเลกุลกลุ่มอะ
มโิ น (NH2)2 กลมุ่ กับโมเลกุล กลุ่มคาร์บอนิล (C=O)

อีเอ็ม เป็นของเหลวสีน้ำตาลกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวาน (เกิดจากการทำงานของกลุ่ม
จุลินทรีย์ต่าง ๆ ใน E.M.) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มชี ีวติ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะและยาฆา่
เชื้อต่าง ๆ ได้ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชวี ติ เช่น คน สัตว์ พืช และแมลงที่เป็นประโยชน์ ช่วยปรับสภาพความ
สมดุลของสง่ิ มชี วี ติ และสิง่ แวดล้อม เปน็ กลุม่ จุลนิ ทรยี ์ ทท่ี ุกคนสามารถนำไปเพาะขยาย เพือ่ ชว่ ยแกป้ ญั หาต่าง
ๆ ไดด้ ้วยตนเอง (สาระชาวเกษตร, 2555)

37

ลกั ษณะการผลติ
1. เพาะขยายจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากกว่า 80 ชนิด จากกลุ่มจุลินทรีย์

สงั เคราะหแ์ สง
2. กลุม่ จุลนิ ทรีย์ผลิตกรดแลคตคิ
3. กลุ่มจลุ นิ ทรียต์ รงึ ไนโตรเจน
4. กลมุ่ จลุ ินทรียเ์ อคทีโนมยั ซที ส์
5. กลุ่มจุลินทรีย์ยีสต์ ซึ่งเป็นจลุ ินทรีย์ท่ีได้จากธรรมชาตินำมาเพาะเลี้ยงและขยาย

ให้จลุ ินทรยี ข์ ยายตัว ดว้ ยปรมิ าณที่สมดุลกนั ด้วยเทคโนโลยพี ิเศษ โดยใชอ้ าหารจากธรรมชาติ เช่น โปรตีน รำ
ขา้ ว และสารประกอบอน่ื ๆ ทไ่ี ม่เปน็ อันตรายตอ่ สง่ิ มีชวี ิต

ประโยชน์ของจุลินทรียด์ ้านการเกษตร
1. ช่วยปรบั สภาพความเป็นกรด-ดา่ งในดินและน้ำ
2. ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศตั รูพืชและโรคระบาดตา่ ง ๆ
3. ช่วยปรบั สภาพดนิ ให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศผ่านได้ดี
4. ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ เพื่อให้เป็นปุ๋ย (อาหาร) แก่อาหารพืชดูดซึมไปเป็น

อาหารไดด้ ี ไมต่ ้องใช้พลงั งานมากเหมอื นการให้ปยุ๋ วทิ ยาศาสตร์
5. ชว่ ยสรา้ งฮอร์โมนพืช พชื ให้ผลผลิตสูงและคณุ ภาพดขี ้ึน
6. ช่วยใหผ้ ลผลิตคงทน สามารถเกบ็ รักษาไวไ้ ดน้ าน มปี ระโยชนต์ ่อการขนส่งไกล ๆ

เช่น ส่งออกตา่ งประเทศ
7. ชว่ ยกำจดั กล่ินเหม็นจากฟารม์ ปศุสัตว์ ไก่และสุกร ไดภ้ ายในเวลา 24 ชม.
8. ช่วยกำจัดน้ำเสยี จากฟาร์มไดภ้ ายใน 1 – 2 สัปดาห์
9. ช่วยกำจัดแมลงวัน โดยการตัดวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันไม่ให้เข้าดักแด้เกิด

เป็นตวั แมลงวนั
10. ชว่ ยปอ้ งกนั อหวิ าตแ์ ละโรคระบาดตา่ ง ๆ ในสัตวแ์ ทนยาปฏิชีวนะและอ่ืน ๆ ได้
11. ช่วยเสรมิ สขุ ภาพสัตว์เลี้ยง ทำใหส้ ตั ว์แขง็ แรงมคี วามต้านทานโรคสงู ให้ผลผลิต

สงู อตั ราการตายตำ่
กากน้ำตาล (molasses) เป็นของเหลวที่มีลกั ษณะหนดื ขน้ มสี ีดำอมน้ำตาล ซ่งึ เปน็ ผลผลิต

อย่างหนง่ึ ใน กระบวนการผลติ น้ำตาลทราย โดยมอี ้อยเปน็ วตั ถุดิบ กากน้ำตาลน้ี จะแยกออกจากกระบวนการ
ผลิต น้ำตาลทรายในขั้นตอนสุดท้าย ด้วยการแยกออกจากเกล็ดน้ำตาลโดยวิธีการปั่น (Centrifuge) ซึ่งไม่

38

สามารถตกผลึกเป็นเกล็ดน้ำตาลได้ด้วยวิธีทั่วไป และไม่นำกลบั มาใช้ผลิตน้ำตาลทรายอีก (สาระชาว เกษตร,
2550)

ชนิดกากน้ำตาล
1. black–strap molasses กากน้ำตาลจากผลพลอยได้การผลิตน้ำตาลทรายขาว เรียก
กากน้ำตาลชนิดนี้ว่า black– strap molasses เป็นกากน้ำตาลเหนียวข้นที่มีสีดำอมน้ำตาล จะมีปริมาณ
น้ำตาลประมาณ 50–60%
2. refinery molasses กากน้ำตาลจากผลพลอยได้การผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เรียก
กากน้ำตาลชนิดนี้ว่า refinery molasses เป็นกากน้ำตาลที่ข้นน้อยกว่า และมีสีจางกว่าชนิด black–strap
molasses จะ มปี รมิ าณน้ำตาลอยูป่ ระมาณร้อยละ 48
3. invert molasses กากนำ้ ตาลจากการผลติ โดยตรง หรอื ทเ่ี รียกวา่ invert molasses เปน็
กากน้ำตาลท่ผี ลติ ได้จากการ นำนำ้ ออ้ ยมาระเหยเข้มขน้ มนี ้ำตาลประมาณร้อยละ 77

ประโยชน์กากน้ำตาล
1. กากน้ำตาล ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเอทานอล เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของ น้ำมัน
เบนซิน 91 หรือ 95 หรือที่เรียกว่า แก๊สโซฮอล์ ทัง้ น้ี กากน้ำตาลปริมาณ 1 ตัน จะผลติ เอทานอลได้ประมาณ
250 ลติ ร
2. กากน้ำตาลถกู ใชเ้ ป็นวตั ถุดิบในอตุ สาหกรรมหลายประเภท ไดแ้ ก่

2.1 อตุ สาหกรรมผลิตแอลกอฮอล์ และสุรา
2.2 อตุ สาหกรรมผลิตกรดมะนาว กรดน้ำส้ม และกรดแลคติก
2.3 อุตสาหกรรมผลิตผงชรู ส ซอส และซอี ิ๊ว
2.4 อุตสาหกรรมผลติ ยีสต์ และขนมปัง
2.5 อตุ สาหกรรมผลติ อาหารสัตว์
3. กากน้ำตาลใช้เป็นส่วนผสมของหญ้าหมัก หรือใช้ผสมในอาหารข้น เพื่อเพิ่มแหล่ง
คาร์โบไฮเดรต และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการหมักให้เกิดรวดเร็วมากขึ้น เพราะช่วยเพิ่มปริมาณ
แบคทเี รียผลิตกรด นอกจากน้นั ยงั ช่วยปรับปรุงรสของอาหารหยาบ และสง่ เสริมการเตบิ โตของ แบคทีเรียใน
กระเพาะ
4. กากน้ำตาลใช้เป็นส่วนผสมของปุ๋ยหมักหรือสารปรับปรุงดิน เพราะในกากน้ำตาล มีธาตุ
อาหารท่ีครบถ้วน

39

5. กากน้ำตาลใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหมักชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารสำคัญเพื่อให้ จุลินทรีย์
ผลิตกรดเตบิ โต และช่วยปรบั ปรุงคุณสมบัติทางธาตุอาหาร และกล่ินของน้ำหมัก

6. กากน้ำตาลเป็นผลพลอยได้ที่สร้างรายได้ให้แก่อุตสาหกรรมผลิตน้ำตาล ด้วยการส่ง
จำหน่ายยังต่างประเทศเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งในอุตสาหกรรม และการเกษตร โดยส่งออกเป็น
อันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศบราซลิ เพราะบราซิลเป็นประเทศผลติ น้ำตาลอันดับแรกของโลก

มูลวัว มูลวัวส่วนใหญ่เปน็ ของแข็งประกอบไปด้วยเศษของพืชและสัตว์ซึ่งเป็นอาหารที่สัตว์
กินเข้าไปแล้วไม่สามารถย่อยหรือนำไปใช้ประโยชน์ได้หมด จึงเหลือเป็นกากที่สัตว์ขับถ่าย ออกมา โดยเศษ
อาหารเหล่าน้ีไดผ้ า่ นกระบวนการย่อยสลายไปบางส่วนแล้วในทางเดนิ อาหาร ดงั นั้น สว่ นทเ่ี ป็นมูลสัตว์จึงอุดม
ไปด้วยธาตุอาหารชนิดตา่ งๆ รวมท้ังสารอินทรยี ์ท่ีละลายน้ำไดห้ ลายชนิด ซ่งึ เมอื่ รวมกันเข้ากจ็ ะมีองค์ประกอบ
ที่สามารถใช้เป็นธาตุอาหารท่ีสมบูรณ์ของพืชได้ ส่วนมูลสัตวแ์ ต่ละ ชนิดจะมีธาตอุ าหารชนิดใดมากหรอื น้อย
ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่สัตว์ชนิดนั้นกินเข้าไปเป็นปัจจัยสำคัญรวมทั้งปัจจัยอื่นๆได้แก่ ระบบการย่อย
อาหารของสตั ว์ วธิ ีการให้อาหาร รวมท้งั การจัดการ รวบรวมมลู การเกบ็ รักษา ฯลฯ (โสภนา ศรจี ำปา, 2557)

รำละเอียด คอื สว่ นทไี่ ดจ้ ากการขดั ขา้ วกล้องให้เป็นข้าวสาร ซ่ึงประกอบดว้ ยชนั้ เยอ่ื หุ้มเมล็ด
และคัพภะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งได้จากกระบวนการสีข้าว โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รำหยาบ (bran)
และรำละเอียด (polish) ได้จากการขัดขาวและขัดมัน นอกจากนี้รำข้าวยังมีคุณค่าทางอาหาร สูง ได้แก่
โปรตีน ไขมนั ใยอาหาร วิตามิน และเกลอื แร่ตา่ งๆ ดงั น้ันจึงมกี ารนำรำข้าวมาใช้ประโยชน์ ไดแ้ ก่ ใช้ทำน้ำมัน
รำข้าว ใช้เป็นอาหารเสริมแก่เหด็ ใช้เป็นอาหารสตั ว์ ใช้ในเครื่องสำอางและครีม บำรุงผิว (สำนักงานปศสุ ัตว์
จงั หวัดสุพรรณบรุ ี, 2556)

รำละเอียด รำข้าวแยกออกเป็น 2 ชนดิ คอื รำหยาบและรำละเอียด รำหยาบมี ส่วนผสมของ
แกลบปน ทำให้คุณคา่ ต่ำกว่ารำละเอียดเพราะมเี ยอ่ื ใยสงู และมีแรซ่ ิลิกาปนในแกลบมาก รำเป็นส่วนผสมของ
เพอริ(pericarp) อะลิวโรนเลเยอร์ (aleuron layer) เยอร์ม (germ) และ บางส่วนของเอนโดสเปอร์ม
(endosperm) ของเมล็ด รำหยาบมีโปรตีนประมาณ 8 – 10 เปอร์เซ็นต์ ไขมันประมาณ 7 – 8 เปอร์เซ็นต์
ส่วนรำละเอียดมโี ปรตนี ประมาณ 12 – 15 เปอรเ์ ซ็นต์ ไขมัน 12 – 13 เปอรเ์ ซ็นต์ รำมไี ขมนั สูงจึงไม่ควรเก็บ
รำไว้นานเกนิ 15 – 20 วนั เพราะจะมกี ล่ินจากการหืน รำขา้ วทีไ่ ดจ้ ากการสีข้าวเก่ามีความช้ืนต่ำทำให้เก็บได้
นานกว่า รำข้าวใหมท่ ม่ี ีความชน้ื สูง เช้อื ราขน้ึ ง่ายและเหม็นหนื เรว็ ส่วนรำข้าวนาปรัง อาจมีสารตกค้างของยา
ฆา่ แมลงปะปนมาดว้ ย รำข้าวเป็นอาหารคารโ์ บไฮเดรตทม่ี กี รดอะมิโนค่อนขา้ งสมดุล มคี ุณค่าทางอาหารสูง มี
วิตามินบคี อ่ นขา้ งมาก รำที่สกัดน้ำมันออกโดยกรรมวธิ ตี า่ ง ๆ เช่น รำอดั น้ำมัน (hydraulic press) หรอื รำสกัด
น้ำมนั (solvent extract) จะเก็บได้นานกว่า และมี ปริมาณของโปรตนี สูงกวา่ รำขา้ วธรรมดา เมอ่ื คิดต่อหน่วย
นำ้ หนกั แตป่ รมิ าณไขมันต่ำกว่าคุณภาพ ของรำสกดั น้ำมันข้นึ อยู่กับกรรมวธิ ีเพราะถ้าร้อนเกินไปทำให้คุณค่า

40

ทางอาหารเส่ือม โดยเพราะ กรดอะมโิ นและวติ ามนิ บตี า่ ง ๆ ปญั หาในการใช้ พบวา่ มักมีหนิ ฝ่นุ หรือดินขาวปน
มา ทำใหค้ ณุ ค่าทางอาหารต่ำลง หรอื อาจมยี ากำจัดแมลง สารเคมี หรอื มีแกลบปะปน

ตารางที่ 2.1 สว่ นประกอบทางเคมีของรำละเอยี ด กรมั
สว่ นประกอบ 12
12
ความช้นื 12
โปรตนี 11
ไขมนั 10.9
เยือ่ ใย 0.06
เถ้า 0.47
แคลเซียม
ฟอสฟอรสั ใชป้ ระโยชน์ได้
ทมี่ า : สำนกั งานปศสุ ตั วจ์ ังหวัดสพุ รรณบรุ ี, (2556)

2.9 งานวิจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
วิไลลักษณ์ สุวจิตตานนท์ (2552) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการ

ท่องเท่ียวเชิงอนุรกั ษ์ กรณีศึกษาประชาชนในเขตเทศบาลพระนครศรอี ยุทธยา จังหวดั พระนครศรีอยทุ ธยา ผล
การศึกษาพบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า ดานการดูแลรักษาและด้านการค้นพบสาเหตุของปัญหา อยู่ในระดับสูงด้านการปฏิบัติงาน ด้านการ
วางแผนดำเนินงาน และด้านการประเมินผล อยู่ในระดับปานกลาง

มณฑล เกอดลุ ย์พนั ธ์ (2553) ไดศ้ ึกษาวจิ ัย การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนรุ ักษณ์สิง่ แวดล้อม
กรณีศึกษาตลาดน้ำตลงิ่ ชนั เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า การมสี ่วนร่วมของประชาชนใน
การอนุรักษณ์ส่งิ แวดล้อมบรเิ วณตลากนำ้ ตลงิ่ ชนั ในภาพรวมอยรู่ ะดับปานกลาง และเมือ่ พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น
พบวา่ ดา้ นการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน มค่าเฉล่ียอยู่ในระดบั มาก ส่วนดา้ นอ่ืนๆอย่ใู นระดับปานกลางทุก
ด้าน เรียงตามลำดับ ดังนี้ คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการศึกษาปัญหา ด้านการมีส่วนร่วมในการติดตาม
ประเมนิ ผล และด้านการมสี ่วนร่วมในการบำรงุ รักษาและปรบั ปรุงแก้ไข ตามลำดบั

Bolin ; & Aaron Ulysses. (2002) ได้ศึกษาความสัมพันธ ระหว่างบุคลิกภาพ กระบวนการและ
การนําเสนอในกลุ่มปฏิสัมพันธ์แบบระดมสมอง ในการทดลองครั้งนี้ใชกลุมตัวอยาง 312 คน เปนนักศึกษา
ระดับอนุปริญญา แบงออกเป็นกลุม กลุมละ 4 คนได้ 78 กลุม ทำการศึกษาบุคลิกภาพ (การเปิดกวา้ ง ความ
สนใจ ความสนใจตอสงิ่ รอบขาง ความม่ันคงทางอารมณ) กระบวนการกลุม (การรอเวลา การประเมนิ ทาทีการ

41

โตแยง) การนาํ เสนอ (คุณภาพ และปริมาณของความคิดในกลุมจากการระดมสมอง) ผลวิจัยพบวา ไมมีอะไร
ชัดเจนท่ีพอจะสรุปได้ ทชี่ ัดเจน คอื ในกรณีของความม่ันคงทางอารมณมีความสัมพันธกบั การนําเสนอผลงาน
ของกลุม

ปราณี ยุติธรรม (2549) การพัฒนาความสามารถในการแกโจทยปญหาดวยกระบวน การระดม
สมองสรางมโนทศั น สําหรับนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 6 ผลการวิจัยพบวา ความ สามารถดานการแกโจทย
ปญหา ของนักเรียนท่ีเรียนรูดวยแผนการจดั การเรียนรูการแกโจทยปญหา ดวยกระบวนการระดมสมองสรางม
โนทัศน หลังเรยี นสงู กวากอนเรียน อยางมีนยั สําคัญทางสถติ ิท่ี ระดับ 0.01 และผลสมั ฤทธิ์ดานการแกโจทยป
ญหาของนกั เรียนท่ีเรียนรูดวย แผนการจัดการเรยี นรู การแกโจทยปญหาดวยกระบวนการระดมสมองสรางม
โนทศั น มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงกวา นักเรียนที่เรียนดวยแผนการจัดการเรียนรูตามปกติอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิตทิ ี่ ระดับ 0.01

สมปอง ศรกี ัลยาและคณะ. (2556) ได้ดำเนนิ การ วจิ ยั ศกึ ษาคุณลักษณะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
และความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษา ในขั้นตอนการฝึกปฏิบัติการวิชาชีพครูโดยเน้นการศึกษาเกี่ยวกับ
ลักษณะของความเป็นครู ในขั้นตอนการสมัคร การรับรู้ประสบการณ์สำคัญของวิชาชีพการเปลี่ยนแปลง
ข้อตกลงเบื้องต้นในการทำงานเป็นงานพื้นฐานทางสติปัญญาของครูในฐานะที่เป็นผู้ทำหน้ำที่ด้าน การสอน
การพัฒนาสมรรถนะด้านการปรับตัว การพัฒนานวัตกรรม การทบทวนตนเอง (Self-Renewing) การหยั่งรู้
ความรู้สึกของผู้อื่น (Empathetic) ที่เป็นผลกระทบจากการตัดสินใจของ ตนเอง โดยการให้นิยามเกี่ยวกับ
ทักษะใหม่เพียง 2-3 คำตามที่ต้องการและให้ความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับประวัติและศาสตร์การสอนท่ีเป็นการ
เตรยี มความพร้อมด้านความเป็นครโู ดยตรง และแนวคดิ หลกั ใหมๆ่ เกี่ยวกับการสอนกับสถานการณ์ปัญหาที่มี
อยู่ ซึ่งไมม่ ขี ้อสรุปท่ีชดั เจน

Derek Anthony Cabrera (2006) ได้ดำเนนิ การวิจัยศกึ ษาเก่ยี วกบั โครงสรา้ งของการคดิ เชิงระบบ
ในการให้ความหมายเกี่ยวกับกรอบแนวคดิ ของการคิดเชิงระบบ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยระหว่างการวิจัยเชิง
คุณภาพและสถิติการวิจัยแบบหลายตัวแปร ในการสืบเสาะหากลไกลทางการคิดเชิงระบบในการนำไป
ประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลวิจยั พบว่า 1) จากการศึกษาวรรณกรรม แสดงให้เห็นว่ายังมีความคลุมเคลือ
เกี่ยวกับการคิดเชิงระบบและถูกนำไปใช้แบบยังคุลมเคลือ 2) การศึกษาในเชิงวิธีการ แสดงให้เห็นว่าใน
การศึกษาเชิงพรรณนายงั มนี อ้ ยและการพัฒนาเครื่องมอื วิจัยให้มคี วามเท่ยี งตรงยงั ทำได้ยาก 3) ผลของการใช้
สถิติในการวิจัย แสดงใหเ้ หน็ ว่า กล่มุ ตัวอยา่ งทใี่ ชใ้ นงานวิจัยมคี า่ ความเชอ่ื มน่ั ในระดับสงู 4)การทดสอบค่าทาง
สถิติในการให้คะแนนกลุ่มตัวอย่างมีความสำคัญน้อยมากอาจชี้ให้เห็นวา่ เนื่องจากโครงสร้างของการคิดเชิง
ระบบกว้างเกินไป และยังเป็นเรื่องที่ยากในการแยกแยะระหว่างการทำงานเป็นกลุ่ม และ 5) ใน 25% ของ
กลุ่มตัวอย่างแสดงให้เหน็ ว่าได้เกิดการเรยี นรู้เก่ียวกับการคิดเชงิ ระบบผา่ นการริเริ่มการตั้งคำถาม การมีส่วน
ร่วม ในการแนะนำเกี่ยวกับประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับบางแง่มุมของการคิดเชิงระบบ ข้อค้นพบของ

42

งานวิจัยในคร้ังน้ีแสดงถึงข้อเสนอแนะเก่ียวกับความจำเปน็ ของการพัฒนาต่อยอดงานวิจยั ใน 4 ส่วนที่สำคัญ
ได้แก่ หลักทฤษฎี การด าเนินงาน การใช้เชิงประจักษ์ และทางการศึกษา ซึ่งทฤษฎีของการคิดเชิงระบบ
สนับสนนุ ใหข้ ั้นแรกตอ้ งเกดิ ความพยายามเหลา่ นแ้ี ละมกี รอบ แนวคดิ สำหรับการปฏบิ ัติทางการศึกษา

สุทธิชัย สมสุข. (2553) ได้ศึกษาผลของการใช้วัสดุเพาะและวัสดุอาหารเสริมชนิดต่าง ๆ ร่วมกับ
กล่มุ จุลนิ ทรยี แ์ ละน้ำหมกั ชวี ภาพต่อผลผลติ เหด็ ฟางทเี่ พาะในตะกรา้ พลาสติก พบว่า การเพาะดว้ ยฟางข้าวแช่
น้ำ 12 ชั่วโมง ให้ผลผลิตสูงสุด 529.40 กรัม/ตะกร้า แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติกับสิ่งทดลองอื่นๆ
ส่วนขนาดของดอกไมแ่ ตกตา่ งกนั 2) เปรียบเทียบผลผลิตการเพาะเห็ดฟางใน ตะกร้าโดย ใช้ฟางข้าวแช่น้ำ 12
ชวั่ โมง เป็นวัสดุเพาะ แต่ใช้วัสดุทเ่ี ป็นอาหารเสรมิ แตกตา่ งกัน ดังน้ี ใช้ภไู มคข์ ฝี้ ้าย ผักตบชวา ร าละเอียด และ
เปรยี บเทียบกบั การใชผ้ ักตบชวาเพาะร่วมกับขีเ้ ล้ือยท่ีผ่าน การ เพาะมาแล้ววางแผนแบบ RCB มี5 ซ้ำ ๆ ละ 3
ตะกรา้ โดยใช้อาหารเสรมิ ในอัตรา 6% ของน้ำหนกั แหง้ วสั ดเุ พาะ ผลการทดลอง การใชข้ ฝ้ี า้ ยเป็นอาหารเสริม
นั้นให้ผลผลิตสูงสุด คือ 572.52 กรัม/ ตะกร้า ส่วนขนาดของดอกไม่แตกต่างกัน 3) ทดลองหาปริมาณท่ี
เหมาะสมของการใช้ขีฝ้ ้ายเป็น อาหารเสริมโดยทดลองในอัตรา 2, 4, 6, 8 และ 10% วางแผนการทดลองแบ
RCBD มี5 ซ้ำ ๆ ละ 3 ตะกร้า ผลการทดลองพบว่าการใช้ขี้ฝา้ ย 8% ของวัสดุเพาะ หรือประมาณ 200 กรัม/
ตะกรา้ มี แนวโน้มให้ผลผลิตสูงสุด 562.10 กรัม/ตะกร้า

ปริญญา จันทรศรีและคณะ. (2557) ได้ศึกษาการรวบรวมและจำแนกสายพันธุ์ของเชื้อ เห็ดโคน
น้อยด้วยลายพิมพ์ดีเอ็นเอ พบว่ามีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันทางพันธุกรรม จึงทำให้เกิดความ
สับสนทางสายพันธุ์ขึ้นได้ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นงานเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมสาย พันธุเห็ดโคนน้อย
จาก ตลาดชุมชนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนอื ตอนบน เพ่ือนำมาจดั กลมุ่ และจำแนกสายพันธุ์ รวมทัง้ การคดั เลือก
สายพันธุเพื่อเปน็ หัวเชื้อสำหรบั ขยายเป็นการคา้ ให้กบั ผู้สนใจเพาะเหด็ ชนิดนี้ โดย ใชล้ ักษณะทางสัณฐานวิทยา
ร่วมกับการใช้เทคโนโลยที างด้านชีวโมเลกุล ได้แก การวิเคราะห์ด้วย ลายพมิ พด์ ีเอน็ เอ ซ่ึงจะสามารถบ่งชี้และ
ยืนยันผลความชัดเจนด้วยความสัมพันธ์กันทางพันธุกรรมของสายพันธ์ุเห็ดโคนน้อยจากแหล่งต่างๆ ได้อย่าง
ถกู ตอ้ ง และแม่นยำ ซ่ึงทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการ ขยายตลาด การเผยแพร่เชอ้ื พันธุ์ของเหด็ ชนิดน้ใี ห้แก่ผู้
ทส่ี นใจในการเพาะเห็ดได้ในวงกว้างมากขึน้ และทำให้ผบู้ ริโภคมคี วามมนั่ ใจในการบรโิ ภคเห็ดชนดิ นี้ที่ไม่มีการ
สร้างสารพิษ อันจะเป็นผลทำใหเ้ ห็ดโคนน้อยมีศักยภาพสูงในการยกระดับให้เป็นเห็ดทม่ี ีความสำคัญในระดับ
เศรษฐกิจอกี ชนดิ หนึ่ง

กาญจนา คำปาต๋า. (2557) ได้ศึกษาการจัดการหลังเกบ็ เกี่ยวเพื่อป้องกันการย่อยสลายตัวเองของ
เห็ดโคนน้อย พบว่า ดอกเห็ดโคนน้อยที่ผ่านการล้างน้ำที่แช่น้ำแข็งและบรรจุในถุง PP ไม่เจาะรูแล้วเก็บท่ี
อุณหภูมิห้องเย็น สามารถยืดระยะเวลาการเก็บรักษาได้นานที่สุด 7 วัน และสูญเสีย น้ำหนักน้อยที่สุด เมื่อ
ตรวจสอบปฏกิ ิริยาของเอนไซม์chitinase และ b-glucanase พบว่ามีปฏกิ ริ ิยาของเอนไซมน์ ้อยที่สดุ ในขณะ
ที่ดอกเห็ดโคนน้อยที่ไม่ผ่านการล้างน้ำและบรรจุกล่อง PP ไม่หุ้มฟิล์ม PVC แล้วเก็บที่อุณหภมู ิห้อง เกิดการ


Click to View FlipBook Version