The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

O13-คู่มือการบริหารงาน 4 ฝ่าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by boonth.sp, 2021-09-29 06:52:21

O13-คู่มือการบริหารงาน 4 ฝ่าย

O13-คู่มือการบริหารงาน 4 ฝ่าย

1

คู่มือการบริหารงาน4 ฝ่ าย

โรงเรียนพนิ ิจราษฎร์บารุง

สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2

วสิ ัยทัศน์ พันธกิจ เปา้ หมาย อตั ลักษณ์ และเอกลกั ษณข์ องสถานศึกษา

คมู่ ือการบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ จิ ราษฎร์บารงุ สพป.กส 2

2

วิสยั ทศั น์ (VISION)

โรงเรียนพนิ ิจราษฎรบ์ ารุงมุ่งพัฒนาคณุ ภาพผเู้ รียนให้มีความรู้ คู่คณุ ธรรม สขุ ภาพร่างกายสมบูรณ์
แขง็ แรง ชมุ ชนเข้ามามีสว่ นร่วม นานวตั กรรมด้านเทคโนโลยีมาใช้ในการจดั การเรียนการสอน ดารงชวี ติ บนวิถี
ความพอเพียง พร้อมก้าวสู่ Thailland 4.0

พนั ธกจิ (MISSION STATEMENT)

1. จัดการศกึ ษาให้เดก็ และนักเรยี น มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ มทพี่ ึงประสงค์ เหน็ คุณค่า
ของตนเอง มวี นิ ยั และปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนบั ถือ ยึดปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง

2. จดั การศกึ ษาใหน้ ักเรยี นมีความรอู้ ันเป็นสากลและมีความสามารถในการส่อื สาร การคิด
การแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทกั ษะชีวติ

3. จดั การศกึ ษาใหน้ กั เรยี นมีสุขภาพกายและสขุ ภาพจิตทด่ี ี มีสุขนิสัยและรกั การออกกาลังกาย
4. จัดการศึกษาให้นกั เรียนมีความรักชาติ มจี ิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลกยดึ มั่นใน
วถิ ีชีวติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข
5. จดั การศึกษาใหน้ กั เรียนมีจิตสานึกในการอนรุ กั ษ์วัฒนธรรมและภูมปิ ัญญาไทย การอนรุ กั ษ์และ
พัฒนาส่งิ แวดลอ้ ม มจี ิตสาธารณะท่ีมุ่งทาประโยชน์และสร้างสง่ิ ทด่ี ีงามในสังคม และอยู่รว่ มกันในสังคมอย่าง
มีความสุข
6. จดั การศึกษาใหไ้ ด้มาตรฐานการศึกษา
7. จดั การศกึ ษาให้มีประสิทธภิ าพและเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคัญ

เป้าประสงค์ (Goals)

1. ผเู้ รยี นมีสขุ ภาวะทีด่ ีและมีสุนทรยี ภาพ
2. ผู้เรยี นมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและค่านยิ ม ที่พึงประสงค์
3. ผู้เรียนมีทกั ษะในการแสวงหาความรูด้ ้วยตนเองรกั การเรียนรู้และพฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เนือ่ ง
4. ผ้เู รียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสรา้ งสรรค์ตัดสนิ ใจ แก้ปญั หาได้อย่างมี
สติสมเหตผุ ล
5. ผู้เรยี นมีความรูแ้ ละทักษะท่ีจาเป็นตามหลกั สตู ร
6. ผู้เรยี นมที ักษะในการทางานรกั การทางาน สามารถทางานรว่ มกบั ผอู้ ่นื ไดแ้ ละ มเี จตคตทิ ด่ี ี
ต่ออาชีพสจุ รติ
7. ครูปฏบิ ตั ิงานตามบทบาทหนา้ ท่อี ยา่ งมปี ระสิทธิภาพและเกดิ ประสิทธิผล

คมู่ อื การบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพินิจราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

3

ปรชั ญาของโรงเรียน “การศึกษา คือ ชีวิต (ชวี ิต คอื ความสมบูรณ์ท้ังรา่ งกายและจิตใจ) ”
คาขวัญ “วชิ าเด่น เนน้ คุณธรรม นากฬี า พฒั นา สามคั คี ”
สปี ระจาโรงเรยี น “เหลอื ง – แดง”
เอกลักษณ์ “โรงเรียนส่งเสรมิ นสิ ยั รกั การอ่าน”
อัตลักษณ์ “นกั เรียนรกั การออม”

สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2563) ตามหลักสูตร

แกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ม่งุ ใหผ้ ้เู รยี นเกดิ สมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ดังน้ี
1. ความสามารถในการส่อื สาร เป็นความสามารถในการรบั และส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา

ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและ
ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจน
การเลือกใชว้ ิธกี ารสือ่ สาร ท่ีมีประสิทธภิ าพโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบทีม่ ีต่อตนเองและสังคม

2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ
เพื่อการตดั สนิ ใจเก่ยี วกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม

3. ความสามารถในการแก้ปญั หา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอปุ สรรคต่าง ๆ ท่เี ผชญิ ได้
อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการ
เปลย่ี นแปลงของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
และมกี ารตดั สินใจทีม่ ีประสิทธภิ าพโดยคานงึ ถึงผลกระทบทเี่ กดิ ขน้ึ ต่อตนเอง สงั คมและส่ิงแวดลอ้ ม

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการ
ดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทางาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม
ด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเล่ียงพฤติกรรมไม่พึง
ประสงคท์ สี่ ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่างๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร
การทางาน การแกป้ ัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมคี ุณธรรม

คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2563) ตามหลักสูตร

แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้
สามารถอย่รู ่วมกบั ผ้อู ่นื ในสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั นี้

1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ซือ่ สตั ยส์ จุ ริต
3. มวี นิ ัย

คมู่ อื การบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพนิ ิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

4

4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อยอู่ ยา่ งพอเพียง
6. ม่งุ มนั่ ในการทางาน
7. รกั ความเปน็ ไทย
8. มีจิตสาธารณะ
คา่ นยิ มหลกั ของคนไทย 12 ประการ ตามนโยบายของ คสช.
1. มีความรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์
2. ซอื่ สัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งทด่ี ีงามเพ่ือส่วนรวม
3. กตัญญตู ่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หมัน่ ศึกษาเล่าเรยี นทั้งทางตรง และทางอ้อม
5. รักษาวฒั นธรรมประเพณีไทยอนั งดงาม
6. มีศีลธรรม รกั ษาความสัตย์ หวังดีตอ่ ผอู้ น่ื เผ่อื แผ่และแบ่งปัน
7. เขา้ ใจเรยี นรกู้ ารเป็นประชาธปิ ไตย อนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ ที่ถกู ต้อง
8. มีระเบยี บวินยั เคารพกฎหมาย ผู้นอ้ ยรจู้ กั การเคารพผใู้ หญ่
9. มสี ตริ ตู้ ัว รคู้ ดิ รทู้ า รู้ปฏบิ ัติตามพระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัว
10. รูจ้ กั ดารงตนอยูโ่ ดยใช้หลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ วั รู้จกั อดออมไวใ้ ช้เม่อื ยามจาเปน็ มไี ว้พอกินพอใช้ ถา้ เหลือก็แจกจ่ายจาหน่าย และพร้อมทีจ่ ะ
ขยายกจิ การเมอื่ มีความพร้อม เมอื่ มภี มู ิคุ้มกนั ทด่ี ี
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจติ ใจ ไมย่ อมแพต้ ่ออานาจฝ่ายต่า หรอื กิเลสมคี วามละอายเกรง
กลัวตอ่ บาปตามหลกั ของศาสนา
12. คานงึ ถึงผลประโยชน์ของสว่ นรวม และของชาตมิ ากกว่าผลประโยชนข์ องตนเอง

ค่มู ือการบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพนิ ิจราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

5

การบรหิ ารงานวชิ าการ

ค่มู ือการบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรยี นพนิ จิ ราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

6

การบริหารงานวชิ าการ
แนวคดิ หลักในการบริหารวชิ าการ

การบรหิ ารงานวชิ าการเปน็ ภารกจิ ทส่ี าคัญของการบรหิ ารโรงเรียนตามที่พระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทแี่ กไ้ ขเพิม่ เตมิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 ถือเป็นงานที่มีความสาคัญท่สี ดุ เปน็ หัวใจ
ของการจดั การศกึ ษา ซง่ึ ทง้ั ผู้บรหิ าร โรงเรียน คณะครู และผ้มู สี ว่ นเก่ียวขอ้ งทกุ ฝ่าย ต้องมคี วามรูค้ วามเข้าใจ
ใหค้ วามสาคัญและมีส่วนร่วมในการวางแผน กาหนดแนวทางปฏิบตั ิการประเมนิ ผล และการปรบั ปรงุ แก้ไข
อยา่ งเปน็ ระบบและต่อเน่ือง มุ่งใหก้ ระจายอานาจในการบรหิ ารจดั การไปให้สถานศึกษาให้มากทส่ี ุด
ด้วยเจตนารมณ์ทจ่ี ะให้สถานศึกษาดาเนนิ การไดโ้ ดยอิสระ คลอ่ งตวั รวดเร็ว สอดคลอ้ งกับความต้องการ
ของผ้เู รยี น โรงเรยี น ชมุ ชน ทอ้ งถ่นิ และการมีสว่ นรว่ มจากผมู้ สี ่วนไดส้ ว่ นเสยี ทกุ ฝา่ ย ซง่ึ จะเปน็ ปัจจัยสาคัญ
ทาให้สถานศึกษามคี วามเขม้ แข็งในการบริหารและจดั การ สามารถพฒั นาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้
ตลอดจนการวัดผล ประเมินผล รวมทั้งปัจจยั เก้อื หนุนการพฒั นาคุณภาพนกั เรียน โรงเรียน ชมุ ชน ท้องถนิ่
ไดอ้ ยา่ งมคี ุณภาพและมปี ระสิทธิภาพ

วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือให้บริหารงานด้านวิชาการได้โดยอิสระ คล่องตัว รวดเร็ว และ สอดคล้องกับความต้องการ

ของนักเรียน สถานศกึ ษา ชมุ ชน ทอ้ งถน่ิ
2. เพื่อให้การบริหาร และ การจัดการศึกษาของโรงเรียนได้มาตรฐาน และ มีคุณภาพสอดคล้องกับ

ระบบประกันคุณภาพการศึกษา และ ประเมินคุณภาพภายในเพื่อพัฒนาตนเอง และ จากการประเมิน
หน่วยงานภายนอก

3. เพ่ือให้โรงเรียนพัฒนาหลักสูตร และ กระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนปัจจัยหนุนการเรียนรู้ท่ีสนอง
ต่อความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และ ทอ้ งถิน่ โดยยึดผ้เู รยี นเป็นสาคัญได้อยา่ งมีคณุ ภาพ และ ประสิทธภิ าพ

4. เพอ่ื ใหโ้ รงเรยี นได้ประสานความรว่ มมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา และ ของ
บคุ คล ครอบครวั องค์กร หน่วยงาน และ สถาบันอื่นๆอยา่ งกว้างขวาง

คมู่ ือการบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพินิจราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

7

ขอบข่ายและภารกิจผู้รับผดิ ชอบ
1. การพฒั นาหรอื การดาเนินการเกีย่ วกบั การใหค้ วามเห็นการพัฒนาสาระหลักสตู รท้องถน่ิ

บทบาทและหน้าท่ี
1. วเิ คราะหก์ รอบสาระการเรียนรูท้ ้องถ่ินท่ีสานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาจดั ทาไว้
2. วิเคราะห์หลกั สูตรสถานศึกษาเพื่อกาหนดจดุ เน้น หรอื ประเด็นท่ีสถานศกึ ษาให้ความสาคญั
3. ศกึ ษา และวเิ คราะหข์ ้อมลู สารสนเทศของสถานศกึ ษา และชุมชนเพื่อนามาเปน็ ข้อมูล
จัดทาสาระการเรยี นรทู้ อ้ งถ่ินของสถานศกึ ษาใหส้ มบรู ณ์ย่ิงขึน้
4. จัดทาสาระการเรียนรู้ทอ้ งถ่นิ ของสถานศึกษา เพอ่ื นาไปจัดทารายวชิ าพื้นฐานหรอื รายวชิ าเพิ่มเติม
จัดทาคาอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อจัดประสบการณ์ และจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนใหแ้ กผ่ เู้ รียน ประเมนิ ผล และปรบั ปรุง
5. ผู้บรหิ ารศึกษาอนมุ ัติ

2. การวางแผนงานดา้ นวชิ าการ
บทบาทและหน้าท่ี
1. วางแผนงานด้านวิชาการโดยการรวบรวมข้อมูลและกากับดูแล นิเทศและติดตามเกี่ยวกับงาน

วิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผล ประเมินผล และ
การเทียบโอนผลการเรียน การประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา การพัฒนาและใช้ สื่อ และ
เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้การวิจัยเพื่อพัฒนา คุณภาพการศึกษา และ
ส่งเสรมิ ชมุ ชนให้มคี วามเขม้ แข็งทางวิชาการ

2. ผู้บริหารสถานศึกษาอนุมัติโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการสถานศกึ ษา

3. การจดั การเรียนการสอนในสถานศึกษา
บทบาทและหนา้ ท่ี
1. จดั ทาแผนการเรียนร้ทู กุ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
2. จัดการเรียนการสอนทุกกลุ่มสาระการเรยี นรทู้ ุกช่วงชั้น ตามแนวปฏิบตั กิ ารเรียนร้โู ดยเน้นผู้เรยี น

เป็นสาคญั พฒั นาคุณธรรมนาความร้ตู ามหลักการปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
3. ใชส้ ือ่ การเรียนการสอน และแหลง่ การเรียนรู้
4. จัดกิจกรรมพฒั นาห้องสมดุ ห้องปฏิบัตกิ ารต่างๆ ใหเ้ อือ้ ต่อการเรยี นรู้
5. สง่ เสรมิ การวิจัย และพัฒนาการเรยี นการสอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
6. ส่งเสรมิ การพฒั นาความเปน็ เลศิ ของนกั เรยี น และชว่ ยเหลอื นกั เรยี นพิการ ด้อยโอกาสและ

มีความสามารถพเิ ศษ

4. การพฒั นาหลกั สตู รของสถานศึกษา
บทบาทและหนา้ ท่ี
1. จัดทาหลักสตู รเปน็ ของตนเองโดยจัดให้มีการวิจัย และพฒั นาหลักสูตร ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จัดทาหลักสูตรที่มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ท้ังร่างกาย จิตใจ

คูม่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพินจิ ราษฎร์บารุง สพป.กส 2

8

สติปัญญา มีความรู้และคุณธรรม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข จัดให้มีวิชาต่าง ๆ ครบถ้วน
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาพ้นื ฐานของกระทรวงศึกษาธกิ าร

2. เพิม่ เติมเน้ือหาสาระของรายวิชา ได้แก่ การศกึ ษาด้านศาสนา ดนตรี นาฏศลิ ป์ กีฬา
การศึกษาทส่ี ่งเสรมิ ความเป็นเลิศ ผูบ้ กพร่อง

3. เพม่ิ เตมิ เนื้อหาสาระของรายวิชาทสี่ อดคล้องสภาพปญั หาความตอ้ งการของผู้เรียน ผปู้ กครอง
ชุมชน สงั คม และอาเซียน

5. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้
บทบาทและหน้าท่ี
1. จดั เน้ือหาสาระและกจิ กรรมใหส้ อดคล้องกับความสนใจ และความถนดั ของผู้เรียนโดยคานึงถึง

ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
2. ฝกึ ทักษะ กระบวนการคิด การเผชญิ สถานการณ์ และการประยุกต์ความรมู้ าใช้ เพอื่ ป้องกันและ

แกไ้ ขปัญหา
3. จัดกิจกรรมให้ผ้เู รียนไดเ้ รียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝกึ การปฏิบัตใิ หท้ าได้ คิดเปน็ ทาเปน็

รกั การอา่ นและเกิดการใฝร่ อู้ ย่างต่อเนื่อง
4. จดั การเรยี นการสอน โดยผสมผสานสาระความรดู้ า้ นตา่ งๆ อย่างไดส้ ัดสว่ นสมดุลกนั รวมทง้ั ปลกู ฝงั

คณุ ธรรม คา่ นิยมที่ดีงามและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคไ์ วใ้ นทกุ กลมุ่ สาระ/วชิ า
5. สง่ เสริมสนับสนนุ ให้ผู้สอนสามารถจดั บรรยากาศสภาพแวดล้อม สือ่ การเรยี น และอานวย

ความสะดวกเพ่ือให้ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ รวมทงั้ สามารถใช้การวจิ ัยเป็นสว่ นหนึง่ ของ
กระบวนการเรียนรู้ ท้ังน้ี ผสู้ อนและผเู้ รียนรูอ้ าจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากส่ือการเรียนการสอน และแหล่ง
วิทยาการประเภทต่าง ๆ

6. จดั การเรียนร้ใู หเ้ กิดขนึ้ ไดท้ ุกเวลา ทกุ สถานที่ มกี ารประสานความรว่ มมือ กับบดิ ามารดาและ
บุคคลในชุมชนทกุ ฝ่าย เพอ่ื ร่วมกนั พัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ

7. ศึกษาค้นควา้ พัฒนารปู แบบหรอื การออกแบบกระบวนการเรียนรู้

6. การวัดผล ประเมินผล และดาเนนิ การเทยี บโอนเท่าผลการเรยี น
บทบาทและหน้าที่
1. กาหนดระเบยี บการวดั และประเมินผลของสถานศึกษาตามหลักสตู รสถานศึกษาโดยใหส้ อดคลอ้ ง

กบั นโยบายระดบั ประเทศ
2. จัดทาเอกสารหลักฐานการศึกษาใหเ้ ป็นไปตามระเบยี บการวัด และประเมินผลของสถานศึกษา
3. วัดผล ประเมนิ ผล เทียบโอนประสบการณ์ ผลการเรยี นและอนุมัตผิ ลการเรยี น
4. จัดใหม้ ีการประเมนิ ผลการเรยี นทุกช่วงชั้น และจัดใหม้ ีการซ่อมเสรมิ กรณีที่มผี ู้เรียน ไมผ่ า่ นเกณฑ์

การประเมนิ
5. ให้มกี ารพัฒนาเครื่องมือในการวดั และประเมนิ ผล
6. จดั ระบบสารสนเทศด้านการวัดผลประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรยี นเพอ่ื ใชใ้ นการอ้างอิง

ตรวจสอบ และใช้ประโยชนใ์ นการพัฒนาการเรียนการสอน

คูม่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินจิ ราษฎร์บารุง สพป.กส 2

9

7. ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาอนุมัตผิ ลการประเมนิ การเรยี นดา้ นตา่ งๆ รายปี รายภาคและตดั สนิ ผลการเรยี น
ผา่ นระดบั ชัน้ และจบการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน

8. การเทียบโอนผลการเรียนเป็นอานาจของสถานศึกษา ที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการดาเนิ นการ
เพื่อกาหนดหลักเกณฑ์วิธีการ ได้แก่ คณะกรรมการเทียบระดับการศึกษาท้ังในระบบ นอกระบบ และ
ตามอัธยาศัย คณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียน และเสนอคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และวิชาการ
พร้อมทัง้ ให้ผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาอนุมตั ิการเทยี บโอน

7. การวจิ ัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา
บทบาทและหน้าที่
1. กาหนดนโยบายและแนวทางการใช้ การวิจัยเป็นส่วนหนึง่ ของกระบวนการเรียนรู้ และ

กระบวนการงานของนักเรียน ครู และผูเ้ ก่ียวข้องกบั การศึกษา
2. พัฒนาครู และนกั เรียนใหม้ คี วามรู้เกี่ยวกบั การปฏิรูปการเรียนรู้ โดยใชก้ ระบวนการวิจยั เปน็ สาคัญ

ในการเรียนรู้ที่ซบั ซอ้ นขึ้น ทาให้ผ้เู รียนได้ฝึกการคดิ การจดั การ การหาเหตผุ ลในการตอบปญั หา
3. พัฒนาคณุ ภาพการศึกษาด้วยกระบวนการวจิ ัย
4. รวบรวม และเผยแพร่ผลการวิจยั เพื่อการเรียนร้แู ละพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา รวมท้งั สนบั สนนุ ให้

ครูนาผลการวจิ ยั มาใชเ้ พื่อพฒั นาการเรยี นรู้และพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา

8. การพฒั นาและส่งเสรมิ ให้มแี หล่งเรียนรู้
บทบาทและหน้าท่ี
1. จัดให้มแี หลง่ เรียนรู้อย่างหลากหลาย ท้งั ภายในและภายนอกสถานศกึ ษา ให้พอเพยี งเพ่ือสนับสนนุ

การแสวงหาความรดู้ ้วยตนเองกบั การจดั กระบวนการเรยี นรู้
2. จัดระบบแหล่งการเรียนรู้ภายในโรงเรียนใหเ้ อ้ือต่อการจัดการเรยี นร้ขู องผเู้ รียน เช่น

พฒั นาห้องสมุดให้เปน็ แหล่งการเรยี นรู้ มุมหนังสือในห้องเรียน ห้องดนตรี หอ้ งคอมพิวเตอร์ หอ้ งพยาบาล
ห้องศูนยว์ ชิ าการ สวนสขุ ภาพ สวนหนังสอื เป็นตน้

3. จัดระบบขอ้ มูลแหล่งการเรียนร้ใู นท้องถน่ิ ให้เออื้ ต่อการจดั การเรยี นรู้ ของผู้เรยี นของสถานศึกษา
ของตนเอง

4. ส่งเสริมใหค้ รูและผู้เรียนได้ใชแ้ หล่งเรียนรู้ ทัง้ ในและนอกสถานศึกษา เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ และ
นเิ ทศ กากับตดิ ตาม ประเมนิ และปรับปรุงอย่างต่อเนอื่ ง

5. สง่ เสริมใหค้ รู และผูเ้ รยี นใช้แหล่งเรยี นรู้ทั้งภายในและภายนอก

9. การนเิ ทศการศกึ ษา
บทบาทและหน้าท่ี
1. สร้างความตระหนักให้แก่ครู และผู้เก่ียวข้องให้เข้าใจกระบวนการนิเทศภายในว่าเป็นกระบวนการ

ทางานร่วมกันท่ีใช้เหตุผลการนิเทศ เป็นการพัฒนาปรับปรุงวิธีการทางานของแต่ละบุคคล ให้มีคุณภาพ
การนิเทศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหาร เพ่ือให้ทุกคนเกิดความเชื่อม่ันว่าได้ปฏิบัติถูกต้อง ก้าวหน้า
และเกิดประโยชน์สงู สดุ ต่อผเู้ รยี น และตัวครเู อง

คมู่ ือการบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพนิ จิ ราษฎร์บารงุ สพป.กส 2

10

2. จดั การนิเทศภายในสถานศึกษาให้มคี ุณภาพทัว่ ถึง และต่อเน่อื งเปน็ ระบบและกระบวนการ
3. จดั ระบบนเิ ทศภายในสถานศึกษาใหเ้ ชือ่ มโยงกบั ระบบนิเทศการศึกษาของสานักงานเขตพน้ื ที่
การศกึ ษา

10. การแนะแนว
บทบาทและหน้าท่ี
1. กาหนดนโยบายการจัดการศกึ ษา ท่ีมกี ารแนะแนวเป็นองคป์ ระกอบสาคัญ โดยให้ทกุ คน

ในสถานศกึ ษาตระหนกั ถึงการมีสว่ นร่วมในกระบวนการแนะแนว และการดูแลช่วยเหลือ
2. จัดระบบงานและโครงสรา้ งองค์กรแนะแนว และดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียนของสถานศึกษาให้ชดั เจน
3. สร้างความตระหนักให้ครูทุกคนเห็นคุณค่าของการแนะแนว และดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น
4. สง่ เสริมและพฒั นาให้ครไู ด้รบั ความรเู้ พ่มิ เตมิ เร่ืองจติ วิทยาและการแนะแนวและดแู ลช่วยเหลือ

นักเรยี น เพอื่ ใหส้ ามารถบูรณาการในการจัดการเรยี นรู้และเช่อื มโยงสูก่ ารดารงชีวิตประจาวนั
5. คดั เลือกบุคลากรท่ีมีความรู้ ความสามารถและบุคลกิ ภาพทเี่ หมาะสม ทาหนา้ ที่ครูแนะแนว

ครูทีป่ รึกษา ครูประจาช้นั และคณะอนุกรรมการแนะแนว
6. ดแู ล กากับ นเิ ทศ ตดิ ตามและสนบั สนุนการดาเนินงานแนะแนว และดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน

อย่างเปน็ ระบบ
7. ส่งเสรมิ ความร่วมมอื และความเขา้ ใจอนั ดีระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชน
8. ประสานงานด้านการแนะแนวระหว่างสถานศึกษา องค์กร ภาครฐั และเอกชน บา้ น ศาสนสถาน

ชุมชนในลักษณะเครือขา่ ยการแนะแนว
9. เชื่อมโยงระบบแนะแนว และระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน

11. การพัฒนาระบบประกันคณุ ภาพภายใน และมาตรฐานการศกึ ษา
บทบาทและหนา้ ที่
1. กาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
2. จดั ทาแผนสถานศึกษาท่ีมุ่งเนน้ คณุ ภาพการศึกษา (แผนกลยุทธ/์ แผนยทุ ธศาสตร์)
3. จดั ทาระบบบรหิ ารและสารสนเทศ
4. ดาเนินการตามแผนพัฒนาสถานศกึ ษาในการดาเนนิ โครงการ/กจิ กรรมสถานศึกษา ตอ้ งสรา้ งระบบ

การทางานท่ีเข้มแขง็ เนน้ การมสี ่วนร่วม และวงจรการพฒั นาคุณภาพของเดมม่ิง (Deming Cycle) หรอื ทรี่ จู้ กั
กันว่าวงจร PDCA

5. ตรวจสอบ และทบทวนคุณภาพการศึกษาโดยการดาเนินการอยา่ งจริงจงั ต่อเนื่องด้วยการสนับสนุน
ใหค้ รู ผ้ปู กครองและชมุ ชนเข้ามามสี ่วนร่วม

6. ประเมินคณุ ภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาตามมาตรฐานทก่ี าหนด เพื่อรองรับการประเมิน
คณุ ภาพภายนอก

7. จดั ทารายงานคณุ ภาพการศึกษาประจาปี (SAR) และสรุปรายงานประจาปี โดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพนื้ ฐานเสนอต่อหน่วยงานต้นสงั กดั และเผยแพรต่ ่อสาธารณชน

คูม่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพินิจราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

11

12. การส่งเสริมชุมชนให้มีความเขม้ แข็งทางวิชาการ
บทบาทและหนา้ ที่
1. จัดกระบวนการเรยี นรูร้ ว่ มกับบุคคล ครอบครัว ชมุ ชน องคก์ รชุมชน องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่

เอกชน องค์กรวชิ าชพี สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการและสถาบันอื่น
2. สง่ เสริมความเขม้ แข็งของชุมชน โดยการจัดกระบวนการเรยี นรู้ภายในชุมชน
3. สง่ เสริมให้ชมุ ชนมกี ารจดั การศกึ ษาอบรม มกี ารแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและเลือกสรร

ภมู ิปญั ญา วทิ ยาการต่าง ๆ
4. พัฒนาชมุ ชนให้สอดคล้องกบั สภาพปัญหา และความต้องการรวมทัง้ หาวิธกี ารสนบั สนุนให้มี

การแลกเปลีย่ นประสบการณ์ระหวา่ งชุมชน

13. การประสานความร่วมมอื ในการพัฒนาวิชาการกบั สถานศกึ ษา และองค์กรอืน่
บทบาทและหน้าที่
1. ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ตลอดจนวิทยากรภายนอกและภมู ิปัญญาท้องถ่ิน เพ่อื เสรมิ สร้าง

พฒั นาการของนักเรยี นทุกด้าน รวมท้งั สบื สานจารีตประเพณีศิลปวฒั นธรรมท้องถน่ิ
2. เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ตลอดจนประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐ

และเอกชน เพื่อให้สถานศกึ ษาเป็นแหลง่ วิทยาการของชมุ ชน เพื่อใหส้ ถานศึกษาเปน็ แหลง่ วิทยาการของชุมชน
และมสี ว่ นในการพฒั นาชุมชนและท้องถิน่

3. ใหบ้ รกิ ารดา้ นวชิ าการที่สามารถเชือ่ มโยงหรือแลกเปลยี่ นข้อมูลขา่ วสารกบั แหลง่ วิชาการในท่ีอืน่ ๆ
4. จัดกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพื่อสง่ เสริมวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธอ์ ันดีกับศิษยเ์ ก่า การประชมุ
ผู้ปกครองนกั เรียน การปฏิบัติงานรว่ มกบั ชุมชน การรว่ มกจิ กรรมกบั สถาบนั การศกึ ษาอ่ืน เปน็ ต้น

14. การสง่ เสริมและสนบั สนนุ งานวชิ าการแก่บุคคล ครอบครวั องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ
และสถาบนั อนื่ ที่จดั การศกึ ษา

บทบาทและหนา้ ที่
1. ประชาสมั พนั ธส์ รา้ งความเขา้ ใจต่อบุคคล ครอบครวั ชมุ ชน องค์กรชมุ ชน องค์กรปกครอง
สว่ นท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวชิ าชพี สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการและสถาบนั สังคมอน่ื
ในเรอ่ื งเกีย่ วกับสิทธิในการจดั การศกึ ษาขั้นพื้นฐานการศึกษา
2. จัดให้มีการสร้างความรู้ความเขา้ ใจ การเพม่ิ ความพร้อมให้กับบุคคล ครอบครวั ชมุ ชน องค์กร
ชมุ ชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เอกชน องคก์ รเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการ
และสถาบนั สังคมอนื่ ท่ีรว่ มจัดการศึกษา
3. ร่วมกับบคุ คล ครอบครัว ชมุ ชน องคก์ รชุมชน องค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ เอกชน องคก์ รเอกชน
องค์กรวชิ าชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่นที่ร่วมจดั การศกึ ษา และใชท้ รพั ยากร
ร่วมกนั ให้เกิดประโยชน์สูงสดุ
4. ส่งเสรมิ สนับสนุนให้มกี ารจัดกจิ กรรมการเรยี นรรู้ ะหว่างสถานศึกษากบั บคุ คล ครอบครัว ชมุ ชน
องค์กรเอกชน องค์กรวชิ าชพี สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการและสถาบนั สงั คมอน่ื
5. ส่งเสริมสนบั สนุนให้บคุ คล ครอบครวั ชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวชิ าชีพ สถาบนั ศาสนา
สถานประกอบการและสถาบันสังคมอ่นื ไดร้ ับความชว่ ยเหลอื ทางด้านวิชาการตามความ เหมาะสมและจาเป็น

คูม่ ือการบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรยี นพินิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

12

6. ส่งเสริม และพัฒนาแหลง่ เรยี นรู้ ท้ังดา้ นคุณภาพและปริมาณ เพื่อการเรยี นรูต้ ลอดชีวติ อยา่ งมี
ประสิทธิภาพ

15. การจดั ทาระเบียบและแนวปฏบิ ตั เิ ก่ยี วกับงานด้านวิชาการของสถานศกึ ษา
บทบาทและหน้าท่ี
1. ศึกษาและวเิ คราะหร์ ะเบยี บ และแนวปฏิบตั ิเกย่ี วกบั งานดา้ นวิชาการของสถานศึกษาเพื่อให้

ผู้ที่เก่ยี วข้องรบั รู้ และถือปฏิบัติเปน็ แนวเดยี วกนั
2. จัดระเบยี บ และแนวปฏิบัติเก่ียวกับงานดา้ นวิชาการของสถานศกึ ษา เพ่ือให้ผู้ทเ่ี ก่ียวข้องรับรู้ และ

ถือปฏบิ ตั เิ ป็นแนวเดียวกัน
3. ตรวจสอบรา่ งระเบยี บและแนวปฏิบตั เิ กี่ยวกบั งานด้านวิชาการของสถานศึกษา และแก้ไขปรับปรงุ
4. นาระเบียบและแนวปฏบิ ัติเกย่ี วกบั งานดา้ นวิชาการของสถานศึกษาไปสู่การปฏบิ ตั ิ
5. ตรวจสอบ และประเมนิ ผล การใชร้ ะเบยี บและแนวปฏบิ ตั เิ กยี่ วกับงานดา้ นวิชาการของสถานศกึ ษา

และนาไปแก้ไขปรบั ปรุง ให้เหมาะสมต่อไป

16. การคดั เลอื กหนังสือ แบบเรยี นเพ่อื ใช้ในสถานศกึ ษา
บทบาทและหนา้ ท่ี
1. ศึกษา วเิ คราะห์ คดั เลอื กหนงั สอื เรยี น กลุม่ สาระการเรยี นรู้ตา่ งๆ ท่ีมีคุณภาพสอดคล้องกับ

หลกั สูตรสถานศกึ ษา เพื่อเป็นหนงั สือแบบเรยี นใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน
2. จดั ทาหนังสือเรียน หนังสอื เสริมประสบการณ์ หนังสอื อา่ นประกอบ แบบฝกึ หดั ใบงาน ใบความรู้

เพ่อื ใชป้ ระกอบการเรียนการสอน
3. ตรวจพจิ ารณาคณุ ภาพ หนงั สอื เรียนเรยี น หนงั สือเสรมิ ประสบการณ์ หนังสืออ่านประกอบ

แบบฝึกหัด ใบงาน ใบความรู้ เพ่ือใชป้ ระกอบการเรียนการสอน

17. การพัฒนา และใชส้ ่อื เทคโนโลยเี พือ่ การศึกษา
บทบาทและหนา้ ที่
1. จัดใหม้ ีการร่วมกันกาหนดนโยบาย วางแผนในเรอ่ื งการจัดหาและพฒั นาสือ่ การเรยี นรู้ และ

เทคโนโลยเี พือ่ การศึกษา
2. พัฒนาบคุ ลากรใสถานศึกษาในเร่อื งเก่ยี วกบั การพฒั นาส่ือการเรียนรู้ และเทคโนโลยเี พ่อื การศกึ ษา

พร้อมทั้งให้มีการจัดตั้งเครือข่ายทางวชิ าการ ชมรมวชิ าการเพอ่ื เป็นแหลง่ การเรียนรู้
3. พัฒนาและใช้สือ่ และเทคโนโลยที างการศึกษา โดยมงุ่ เน้นการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยที างการ

ศึกษาท่ใี หข้ ้อเทจ็ จรงิ เพ่ือสรา้ งองค์ความรูใ้ หม่ๆเกดิ ขน้ึ โดยเฉพาะหาแหลง่ สอ่ื ทเี่ สริมการจดั การศกึ ษาของ
สถานศึกษาให้มีประสิทธภิ าพ

4. พฒั นาหอ้ งสมดุ ของสถานศึกษา ให้เปน็ แหลง่ การเรียนรู้ของสถานศึกษา และชุมชน
5. นเิ ทศ ติดตาม และประเมินผลการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรในการจัดหา ผลติ ใช้และพฒั นาสอื่
และเทคโนโลยีทางการศึกษา

คู่มือการบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ ิจราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

13

ด้านบริหารวิชาการ

1. หัวหน้างานบริหารวิชาการ ปฏิบัติหน้าท่ีหวั หนา้ กลุม่ การบริหารวชิ าการ มีหน้าท่ี ดูแล กากับ
ติดตาม กลั่นกรองอานวยความสะดวก ให้คาแนะนา ปรึกษาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน
กลุ่มการบริหารวิชาการตามขอบข่ายและภารกิจการบริหารวิชาการ ปฏิบัติหน้าท่ีเก่ียวข้องกับการจัดระบบ
บริหารองค์กร การประสานงานและให้บริการสนับสนุน ส่งเสริมให้ฝ่ายบริหารงานวิชาการต่างๆ ในโรงเรียน
สามารถบริหารจัดการและดาเนินการตามบทบาทภารกิจ อานาจหน้าท่ีด้วยความเรียบร้อยตลอดจนสนบั สนนุ
และให้บริการข้อมูล ข่าวสาร เอกสาร สื่อ อุปกรณ์ทางการศึกษา และทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการศึกษาแก่
เจ้าหน้าทข่ี องแต่ละฝ่ายงานเพอ่ื ให้ฝา่ ยบริหารจดั การได้อย่างสะดวกคล่องตัว มคี ณุ ภาพและเกดิ ประสิทธภิ าพ

2. หัวหน้าวิชาการสายชั้น ปฏิบัติหน้าท่ีผู้ช่วยหวั หน้ากล่มุ การบริหารวชิ าการ มีหน้าท่ีช่วยหัวหน้า
กลุ่มการบริหารวิชาการ ในการปฏิบัติงานตามภารกิจของงานบริหารงานวิชาการและหน้าที่อื่น ๆ ท่ีหัวหน้า
กลุ่มบริหารวชิ าการมอบหมายปฏิบตั ิหน้าทีแ่ ทนในกรณีหวั หน้าบริหารงานวชิ าการไมส่ ามารถปฏิบตั หิ นา้ ทไ่ี ด้

ขอบข่ายงานบริหารวิชาการ มีดงั นี้
1. การพัฒนาหรอื การดาเนนิ งานเกี่ยวกบั การใหค้ วามเห็นการพัฒนาสาระหลกั สูตรทอ้ งถิน่

หน้าท่ีรบั ผดิ ชอบ ดงั นี้
1. วิเคราะหก์ รอบสาระการเรยี นรทู้ อ้ งถนิ่ ที่สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาจัดทาไว้
2. วิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษาเพื่อกาหนดจุดเน้นหรือประเด็นที่สถานศึกษาหรือกลุ่มเครือข่าย
สถานศกึ ษาใหค้ วามสาคัญ
3. ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาและชุมชนเพื่อนามาเป็นข้อมูลจัดทา
สาระการเรยี นรูท้ อ้ งถิ่นของสถานศกึ ษาใหส้ มบรู ณ์ยง่ิ ขน้ึ
4. จัดทาสาระการเรียนรู้ท้องถ่ินของสถานศึกษาเพื่อนาไปจัดทารายวิชาพื้นฐานหรือรายวิชาเพ่ิมเติม
จัดทาคาอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียน
การสอนให้แกผ่ ูเ้ รียนประเมินผลและปรบั ปรุง
5. ผบู้ ริหารสถานศึกษาอนมุ ัติ

2. การวางแผนงานด้านวิชาการ
หน้าทรี่ บั ผดิ ชอบ ดงั นี้
1. วางแผนงานด้านวิชาการโดยการรวบรวมข้อมูลและกากับ ดูแล นิเทศและติดตามเกี่ยวกับ

งานวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผล ประเมินผล และ
การเทียบโอนผลการเรียนการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา การพัฒนาและใช้สื่อแล ะ
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและ
การสง่ เสริมชมุ ชนให้มคี วามเขม้ แขง็ ทางวิชาการ

2. ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาอนมุ ตั โิ ดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐาน

คู่มอื การบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพินิจราษฎร์บารงุ สพป.กส 2

14

3. การจัดการเรยี นการสอนในสถานศกึ ษา
หน้าทีร่ บั ผิดชอบ ดังน้ี
1. จดั ทาแผนการเรยี นรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรูโ้ ดยความร่วมมือของเครือขา่ ยสถานศึกษา
2. จัดการเรียนการสอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกช่วงช้ัน ตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียน

เป็นสาคัญ บูรณาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ เพ่ือคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนพัฒนาคุณธรรม
นาความรูต้ ามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง

3. ใชส้ อื่ การเรยี นการสอนและแหล่งการเรียนรู้
4. จดั กจิ กรรมพัฒนาห้องสมดุ หอ้ งปฏิบตั กิ ารต่างๆ ใหเ้ อือ้ ตอ่ การเรียนรู้
5. สง่ เสริมการวิจยั และพัฒนาการเรียนการสอนทุกกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
6. ส่งเสริมการพัฒนาความเป็นเลิศของนักเรียนและช่วยเหลือนักเรียนพิการด้อยโอกาสและมี
ความสามารถพเิ ศษ

4. การพัฒนาหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
หนา้ ทีร่ บั ผดิ ชอบ ดงั นี้
1. จัดทาหลักสูตรสถานศึกษาเป็นของตนเอง
1.1 จัดใหม้ กี ารวจิ ัยและพัฒนาหลักสตู รขนึ้ ใชเ้ องให้ทนั กบั การเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ

และสงั คมและเป็นต้นแบบใหก้ ับโรงเรียนอน่ื
1.2 จดั ทาหลกั สูตรทม่ี ่งุ เนน้ พัฒนานกั เรยี นใหเ้ ปน็ มนุษย์ท่สี มบรู ณ์ท้งั รา่ งกาย จิตใจ สติปัญญา

มีความร้แู ละคุณธรรม สามารถอยรู่ ว่ มกบั ผู้อืน่ ไดอ้ ย่างมคี วามสุข
1.3 จัดให้มีวิชาต่าง ๆ ครบถ้วนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานของ

กระทรวงศกึ ษาธิการ
1.4 เพ่ิมเติมเน้ือหาสาระของรายวิชาให้สูงและลึกซ้ึงมากข้ึนสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

ได้แก่ การศึกษาด้านศาสนา ดนตรี นาฏศิลป์ กีฬา อาชีวศึกษา การศึกษาที่ส่งเสริมความเป็นเลิศ ผู้บกพร่อง
พิการ และการศกึ ษาทางเลอื ก

1.5 เพ่ิมเติมเน้ือหาสาระของรายวิชาท่ีสอดคล้องสภาพปัญหา ความต้องการของผู้เรียน
ผปู้ กครอง ชุมชน สงั คม และโลก

2. สถานศึกษาสามารถจัดทาหลักสูตรการจัดกระบวนการเรียนรู้ การสอนและอ่ืนๆให้เหมาะสมกับ
ความสามารถของนักเรียนตามกลุ่มเป้าหมายพิเศษ โดยความร่วมมือของสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาและ
เครอื ข่ายสถานศึกษา

3. คณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพืน้ ฐานให้ความเหน็ ชอบหลักสตู รสถานศึกษา
4. นเิ ทศ ติดตาม ประเมินผลและปรับปรงุ หลกั สูตรสถานศึกษา และรายงานผลใหส้ านักงานเขตพื้นที่
การศกึ ษารบั ทราบ

5. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้
หนา้ ทีร่ บั ผิดชอบ ดังนี้
1. จัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคานึงถึง

ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล

คู่มอื การบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพนิ ิจราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

15

2. ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการการเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือ
ปอ้ งกนั และแก้ไขปญั หา

3. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น
รักการอ่านและเกิดการใฝร่ ู้อย่างต่อเน่ือง

4. จัดการเรียนการสอน โดยผสมผสานสาระความรดู้ ้านต่างๆ อย่างได้สัดสว่ นสมดลุ กันรวมท้ังปลูกฝัง
คุณธรรม ค่านยิ มทด่ี งี านและคุณลักษณะอันพึ่งประสงคไ์ ว้ในทุกวชิ า

5. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม ส่ือการเรียนและอานวยความ
สะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
เรียนรู้ ท้ังนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอน และแหล่งวิทยาการประเภท
ต่างๆ

6. จัดการเรียนรูใ้ หเ้ กิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานท่ีมีการประสานความร่วมมือ กับบิดามารดาและบุคคล
ในชมุ ชนทกุ ฝา่ ย เพอ่ื รว่ มกันพัฒนาผเู้ รียนตามศักยภาพ

6. การวดั ผล ประเมินผลและดาเนินการเทยี บโอนผลการเรียน
หนา้ ท่รี ับผิดชอบ ดงั นี้
1. กาหนดระเบียบการวัดและประเมินผลของสถานศึกษาตามหลักสูตรสถานศึกษาโดยสอดคล้องกับ

นโยบายระดบั ประเทศ
2. จดั ทาเอกสารหลักฐานการศกึ ษาให้เปน็ ไปตามระเบียบการวดั และประเมนิ ผลของสถานศึกษา
3. วัดผล ประเมินผล เทยี บโอนประสบการณ์ผลการเรียนและอนุมัติผลการเรียน
4. จัดให้มีการประเมินผลการเรียนทุกช่วงชั้นและจัดให้มีการซ่อมเสริมกรณีท่ีมีผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์

การประเมิน
5. จดั ใหม้ ีการพฒั นาเครอ่ื งมือในการวัดและประเมินผล
6. จัดระบบสารสนเทศด้านการวัดผลประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียนเพื่อใช้ในการอ้างอิง

ตรวจสอบและใช้ประโยชนใ์ นการพฒั นาการเรียนการสอน
7. ผู้บริหารสถานศึกษาอนุมัติผลการประเมินการเรียนด้านต่างๆ รายปี/รายภาคและตัดสินผลการ

เรียนการผา่ นชว่ งช้ันและจบการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
8. การเทียบโอนผลการเรียนเป็นอานาจของสถานศึกษาที่จะแต่งต้ังคณะกรรมการดาเนินการเพื่อ

กาหนดหลักเกณฑ์วิธีการ ได้แก่ คณะกรรมการเทียบระดับการศึกษา ทั้งในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัย
คณะกรรมการเทียบโอนผลการเรยี น และเสนอคณะกรรมการบริหารหลักสตู รและวิชาการพร้อมทั้งให้ผบู้ ริหาร
สถานศกึ ษาอนมุ ัติการเทียบโอน

7. การวิจยั เพ่ือพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาในสถานศึกษา
หนา้ ทร่ี บั ผิดชอบ ดงั น้ี
1. กาหนดนโยบายและแนวทางการใช้การวิจัยเป็นส่วนหนงึ่ ของกระบวนการทางานของนักเรียน ครู

และผเู้ กย่ี วข้องกบั การศึกษา

ค่มู ือการบรหิ ารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรยี นพินจิ ราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

16

2. พัฒนาครูและนักเรียนให้มีความรู้เก่ียวกับการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นสาคัญ
ในการเรยี นรู้ทีซ่ ับซ้อนข้นึ ทาใหผ้ เู้ รยี นไดฝ้ กึ การคดิ การจัดการ การหาเหตผุ ล ในการตอบปัญหา การผสมผสาน
ความรู้แบบสหวทิ ยาการและการเรียนร้ใู นปัญหาทต่ี นสนใจ

3. พัฒนาคณุ ภาพการศึกษาดว้ ยกระบวนการวจิ ัย
4. รวบรวม และเผยแพร่ผลการวิจัยเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมทั้งสนับสนุนให้
ครูนาผลการวิจยั มาใช้ เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้และพฒั นาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา

8. การพัฒนาและสง่ เสริมให้มแี หลง่ เรียนรู้
หน้าท่ีรับผิดชอบ ดงั นี้
1. จัดให้มีแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลายท้ังภายในและภายนอกสถานศึกษาให้พอเพียงเพื่อสนับสนุน

การแสวงหาความรดู้ ้วยตนเองกบั การจดั กระบวนการเรียนรู้
2. จัดระบบแหล่งการเรียนรู้ภายในโรงเรียนให้เอ้ือต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น พัฒนา

ห้องสมุดหมวดวชิ า ห้องสมุดเคล่ือนที่ มุมหนังสือในห้องเรยี น ห้องพิพิธภัณฑ์ ห้องมัลติมีเดีย ห้องคอมพิวเตอร์
อินเตอร์เน็ต ศูนย์วิชาการ ศูนย์วิทยบริการ Resource Center สวนสุขภาพ สวนวรรณคดี สวนหนังสือ
สวนธรรมะ เปน็ ตน้

3. จัดระบบข้อมูลแหล่งการเรียนรู้ในท้องถ่ินให้เอ้ือต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนของสถานศึกษา
ของตนเอง เช่น จัดเส้นทาง/แผนที่ และระบบการเช่ือมโยงเครือข่ายห้องสมุดประชาชน ห้องสมุด
สถาบนั การศกึ ษา พพิ ธิ ภัณฑ์ พิพธิ ภัณฑ์วทิ ยาศาสตร์ ภูมปิ ญั ญาท้องถ่นิ ฯลฯ

4. ส่งเสริมให้ครูและผู้เรียนได้ใช้แหล่งเรียนรู้ ท้ังในและนอกสถานศึกษาเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้และ
นิเทศ กากบั ตดิ ตาม ประเมนิ และปรับปรงุ อย่างต่อเนอื่ ง

9. การนิเทศการศึกษา
หนา้ ท่รี ับผดิ ชอบ ดงั น้ี
1. สร้างความตระหนักให้แก่ครูและผู้เกี่ยวข้องให้เข้าใจกระบวนการนิเทศภายในว่าเป็นกระบวนการ

ทางานร่วมกันที่ใช้เหตุผลการนิเทศเป็นการพัฒนาปรับปรุงวิธีการทางานของแต่ละบุคคลให้มีคุณภาพ
การนิเทศเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการบริหาร เพื่อให้ทุกคนเกิดความเช่ือมั่นว่า ได้ปฏิบัติถูกต้อง ก้าวหน้า
และเกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ ตอ่ ผู้เรยี นและตวั ครูเอง

2. จดั การนิเทศภายในสถานศกึ ษาให้มคี ณุ ภาพทว่ั ถึงและต่อเนอ่ื งเปน็ ระบบและกระบวนการ
3. จัดระบบนิเทศภายในสถานศึกษาให้เชื่อมโยงกับระบบนิเทศการศึกษาของสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษา

10. การแนะแนวการศกึ ษา
มหี นา้ ท่รี ับผิดชอบ ดังนี้
1. กาหนดนโยบายการจัดการศึกษาท่ีมีการแนะแนวเป็นองค์ประกอบสาคัญ โดยให้ทุกคน

ในสถานศกึ ษาตระหนักถงึ การมีส่วนร่วมในกระบวนการแนะแนวและการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น
2. จัดระบบงานและโครงสร้างองคก์ รแนะนาและดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน
3. สรา้ งความตระหนักให้ครทู กุ คนเหน็ คณุ ค่าของการแนะแนวและดูแลช่วยเหลอื นักเรียน

ค่มู ือการบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ ิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

17

4. ส่งเสริมและพัฒนาให้ครูได้รับความรู้เพิ่มเติมในเร่ืองจิตวิทยาและการแนะแนวและดูแลช่วยเหลือ
นักเรียนเพอื่ ใหส้ ามารถ บรู ณาการ ในการจัดการเรียนรู้และเชอ่ื มโยง สู่การดารงชวี ิตประจาวัน

5. คัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถและบุคลิกภาพที่เหมาะสม ทาหน้าที่ ครูแนะแนว
ครูท่ีปรกึ ษา ครปู ระจาชน้ั และคณะอนุกรรมการแนะแนว

6. ดูแล กากับ นิเทศ ติดตามและสนับสนุนการดาเนินงานแนะแนวและดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่าง
เป็นระบบ

7. สง่ เสริมความร่วมมอื และความเขา้ ใจอันดีระหวา่ งครู ผ้ปู กครองและชมุ ชน
8. ประสานงานดา้ นการแนะแนว ระหวา่ งสถานศึกษา องคก์ รภาครฐั และเอกชน บา้ น ศาสน-สถาน
ชุมชน ในลักษณะเครอื ขา่ ยการแนะแนว
9. เช่ือมโยงระบบแนะแนวและระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน

11. การพัฒนาระบบประกนั คุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา
มีหนา้ ท่รี บั ผิดชอบ ดงั นี้
1. กาหนดมาตรฐานการศึกษาเพ่ิมเติมของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาชาติ

มาตรฐานการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานมาตรฐานสานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาและความต้องการของชุมชน
2. จัดระบบบรหิ ารและสารสนเทศ โดยจัดโครงสร้างการบริหารท่ีเอ้ือต่อการพัฒนางานและการสร้าง

ระบบประกันคุณภาพภายในจัดระบบสารสนเทศให้เป็นหมวดหมู่ ข้อมูล มีความสมบูรณ์เรียกใช้ง่าย สะดวก
รวดเรว็ ปรับปรุงให้เปน็ ปัจจุบนั อยเู่ สมอ

3. จดั ทาแผนสถานศกึ ษาที่ม่งุ เน้นคุณภาพการศึกษา (แผนกลยทุ ธ/์ แผนยุทธศาสตร)์
4. ดาเนนิ การตามแผนพัฒนาสถานศึกษาในการดาเนินโครงการ/กิจกรรมสถานศึกษาต้องสร้างระบบ
การทางานท่ีเขม้ แข็งเน้นการมีสว่ นรว่ ม และวงจรการพฒั นาคุณภาพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรอื ทรี่ ูจ้ ัก
กันว่าวงจร PDCA
5. ตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษาโดยดาเนินการอย่างจริงจังต่อเน่ืองด้วยการสนับสนุนให้
ครู ผู้ปกครองและชมุ ชนเข้ามามีสว่ นร่วม
6. ประเมินคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาตามมาตรฐานที่กาหนดเพ่ือรองรับการประเมิน
คุณภาพภายนอก
7. จัดทารายงานคุณภาพการศึกษาประจาปี (SAR) และสรุปรายงานประจาปี โดยความเห็นชอบของ
คณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พืน้ ฐานเสนอตอ่ หน่วยงานต้นสังกดั และเผยแพรต่ ่อสาธารณชน

12. การส่งเสรมิ ชุมชนใหม้ คี วามเขม้ แข็งทางวิชาการ
มีหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้
1. จัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เอกชน องคก์ รเอกชน องคก์ รวิชาชีพ สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการและสถาบนั อน่ื
2. ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยการจัดกระบวนการเรยี นรูภ้ ายในชุมชน
3. ส่งเสริมให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรมมีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและรู้จักเลือกสรร

ภูมปิ ญั ญาและวทิ ยาการต่างๆ

ค่มู ือการบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพนิ จิ ราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

18

4. พัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการรวมท้ังหาวิธีการสนับสนุนให้มีการ
แลกเปล่ยี นประสบการณ์ระหว่างชมุ ชน

13. การประสานความร่วมมอื ในการพัฒนาวิชาการกบั สถานศกึ ษาและองค์กรอืน่
มีหนา้ ท่ีรบั ผดิ ชอบ ดังน้ี
1. ระดมทรัพยากรเพ่ือการศึกษา ตลอดจนวิทยากรภายนอกและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้าง

พัฒนาการของนักเรียนทกุ ด้านรวมทั้งสืบสานจารีตประเพณศี ลิ ปวฒั นธรรมของท้องถ่ิน
2. เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ตลอดจนประสานงานกับองค์กรท้ังภาครัฐ

และเอกชน เพอ่ื ให้สถานศกึ ษาเปน็ แหลง่ วิทยาการของชุมชนและมสี ่วนในการพัฒนาชุมชนและทอ้ งถิ่น
3. ใหบ้ รกิ ารด้านวิชาการทส่ี ามารถเชอ่ื มโยงหรือแลกเปลยี่ นข้อมลู ข่าวสารกบั แหล่งวชิ าการ ในทอี่ ื่นๆ
4. จัดกิจกรรมร่วมชุมชน เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับศิษย์เก่าการประชุม

ผู้ปกครองนักเรียน การปฏิบัตงิ านรว่ มกับชุมชน การร่วมกจิ กรรมกบั สถานบนั การศึกษาอน่ื เป็นต้น

14. การส่งเสริมและสนับสนุนงานวชิ าการแก่บุคคล ครอบครวั องคก์ ร หนว่ ยงาน สถานประกอบการ และ
สถาบันอื่นท่ีจดั การศึกษา

มหี นา้ ทรี่ บั ผิดชอบ ดังน้ี
1. ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่นในเร่ือง
เกีย่ วกบั สิทธใิ นการจดั การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
2. จัดให้มีการสร้างความรู้ความเข้าใจ การเพ่ิมความพร้อมให้กับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร
ชมุ ชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องคก์ รวิชาชพี สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบนั สังคม
อ่นื ที่รว่ มจดั การศกึ ษา
3. ร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กร-เอกชน
องค์วิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอ่ืนร่วมกันจัดการศึกษาและใช้ทรัพยากร
รว่ มกนั ให้เกิดประโยชน์สงู สดุ แก่ผเู้ รยี น
4. ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับบุคคล ครอบครัว
ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กร-วิชาชีพ สถาบันศาสนา
สถานประกอบการณ์ และสถาบนั สังคมอืน่
5. ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เอกชน
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการณ์ และสถาบันสังคมอ่ืน ได้รับความช่วยเหลอื
ทางดา้ นวชิ าการตามความเหมาะสมและจาเป็น
6. ส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ

ค่มู อื การบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ ิจราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

19

14. การจดั ทาระเบียบและแนวปฏิบตั เิ กย่ี วกบั งานดา้ นวิชาการของสถานศกึ ษา
มหี นา้ ที่รับผิดชอบ ดงั นี้
1. ศึกษาและวิเคราะห์ระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา เพื่อให้ผู้ที่

เกี่ยวข้องทุกรายรับรูแ้ ละถือปฏบิ ัติเป็นแนวเดยี วกัน
2. จัดทาร่างระเบียบและแนวปฏบิ ัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา เพ่ือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุก

ฝ่ายรบั รแู้ ละถือปฏิบัติเปน็ แนวเดียวกนั
3. ตรวจสอบร่างระเบยี บและแนวปฏบิ ตั ิเก่ยี วกบั งานดา้ นวิชาการของสถานศึกษาและแกไ้ ขปรบั ปรุง
4. นาระเบยี บและแนวปฏิบัติเก่ยี วกบั งานดา้ นวิชาการของสถานศึกษาไปสกู่ ารปฏิบตั ิ
5. ตรวจสอบและประเมินผลการใช้ระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา

และนาไปแกไ้ ขปรับปรงุ ใหเ้ หมาะสมตอ่ ไป

15. การคดั เลอื กหนงั สือ แบบเรียนเพอื่ ใช้ในสถานศกึ ษา
มหี นา้ ท่ีรับผดิ ชอบ ดงั น้ี
1. ศึกษา วิเคราะห์ คัดเลือกหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ที่มีคุณภาพสอดคล้องกลับ

หลักสตู รสถานศึกษาเพ่ือเปน็ หนงั สอื แบบเรยี นเพือ่ ใช้ในการจดั การเรยี นการสอน
2. จัดทาหนังสือเรียน หนังสือเสริมประสบการณ์ หนังสืออ่านประกอบ แบบฝึกหัด ใบงาน ใบความรู้

เพอื่ ใช้ประกอบการเรียนการสอน
3. ตรวจพิจารณาคุณภาพหนังสือเรียน หนังสือเสริมประสบการณ์ หนังสืออ่านประกอบ แบบฝึกหัด

ใบงาน ใบความรเู้ พือ่ ใช้ประกอบการเรียนการสอน

16. การพฒั นาและใช้สือ่ และเทคโนโลยีเพ่อื การศึกษา
มีหน้าทรี่ ับผิดชอบ ดังนี้
1. จัดให้มีการร่วมกันกาหนดนโยบาย วางแผนในเร่ืองการจัดหาและพัฒนาส่ือการเรียนรู้ และ

เทคโนโลยีเพอื่ การศกึ ษาของสถานศึกษา
2. พัฒนาบุคลากรในสถานศึกษาในเร่อื งเก่ยี วกบั การพัฒนาส่ือการเรียนร้แู ละเทคโนโลยี เพื่อการศึกษา

พรอ้ มทง้ั ใหม้ กี ารจดั ต้ังเครอื ขา่ ยทางวชิ าการ ชมรมวิชาการเพอื่ เปน็ แหลง่ เรียนรขู้ องสถานศึกษา
3. พัฒนาและใชส้ อ่ื และเทคโนโลยีทางการศึกษาโดยมงุ่ เน้นการพฒั นาสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา

ท่ีให้ข้อเท็จจริงเพ่ือสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะหาแหล่งส่ือท่ีเสริมการจัดการศึกษา ของ
สถานศึกษาใหม้ ีประสทิ ธิภาพ

4. พฒั นาห้องสมดุ ของสถานศึกษาให้เป็นแหล่งการเรยี นรู้ของสถานศึกษาและชุมชน
5. นิเทศ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรในการจัดหา ผลิตใช้และพัฒนาสื่อและ
เทคโนโลยที างการศกึ ษา

17. การรับนักเรียน
หนา้ ทรี่ ับผิดชอบ ดงั น้ี
1. ให้สถานศึกษาประสานงานการดาเนินการแบ่งเขตพื้นที่บริการการศึกษาร่วมกัน และเสนอ

ขอ้ ตกลงใหเ้ ขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาเห็นชอบ

คมู่ ือการบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินิจราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

20
2. กาหนดแผนการรบั นกั เรยี นของสถานศกึ ษา โดยประสานงานกบั เขตพื้นท่ีการศึกษา
3. ดาเนินการรบั นักเรยี นตามที่แผนกาหนด
4. ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ชุมชน ในการติดตามช่วยเหลือนักเรียนท่ีมีปัญหาในการ
เขา้ เรยี น
5. ประเมินผลและรายงานผลรับเดก็ เขา้ เรยี นใหเ้ ขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาทราบ
18. การจดั ทาสามะโนนกั เรียน
มีหนา้ ที่รับผิดชอบ ดังน้ี
1. ประสานงานกับชุมชนและท้องถ่ินในการสารวจข้อมูล จานวนนักเรียนท่ีจะเข้ารับบริการ
ทางการศึกษาในเขตบรกิ ารของสถานศกึ ษา
2. จดั ทาสามะโนผเู้ รียนท่ีจะเขา้ รับบริการทางการศึกษาของสถานศกึ ษา
3. จดั ระบบข้อมูลสารสนเทศจากสามะโนผู้เรียนใหเ้ ขตพื้นท่กี ารศึกษารบั ทราบ
19. การทศั นศกึ ษา
มหี น้าทรี่ บั ผิดชอบ ดงั นี้
1. วางแผนการนานกั เรยี นไปทศั นศกึ ษานอกสถานศึกษา
2. ดาเนนิ การนานักเรยี นไปทศั นศกึ ษานอกสถานศึกษา ตามหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการท่ีกาหนด

ค่มู ือการบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ จิ ราษฎร์บารงุ สพป.กส 2

21

การบรหิ ารงบประมาณ

คูม่ ือการบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ ิจราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

22

การบรหิ ารงบประมาณ

การบรหิ ารและการจัดการศึกษาของโรงเรยี นพินจิ ราษฎรบ์ ารุง มีวตั ถุประสงค์เพื่อใหโ้ รงเรียน
จดั การศกึ ษาอย่างเป็นอิสระ คลอ่ งตัว สามารถบรหิ ารการจัดการศึกษาไดส้ ะดวด รวดเร็ว มปี ระสทิ ธภิ าพ
และมคี วามรับผิดชอบ

โรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง นอกจากมีอานาจหน้าท่ีตามวัตถุประสงค์ข้างต้นแล้ว ยังมีอานาจหน้าท่ี
ตามท่ีกฎระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการบริหารจัดการและขอบเขตการปฏิบัติหน้าท่ีของโรงเรียน
ขนั้ พน้ื ฐานท่ีเปน็ นติ บิ ุคคลสงั กดั เขตพ้ืนทกี่ ารศึกษา พ.ศ. 2546 ลงวนั ท่ี 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2546

กฎหมายการศึกษาแหง่ ชาติ และกฎหมายระเบยี บบรหิ ารราชการกระทรวงศึกษาธิการ จงึ กาหนดให้
โรงเรียนพนิ ิจราษฎรบ์ ารุง มีอานาจหนา้ ที่ ดงั น้ี

1. ให้ผ้อู านวยการโรงเรียนเปน็ ผู้แทนนติ บิ คุ คลในกจิ การทัว่ ไปของโรงเรียนท่ีเกยี่ วกบั บุคคลภายนอก
2. ให้โรงเรยี นมีอานาจปกครอง ดแู ลบารุงรักษา ใช้และจัดหาผลประโยชนจ์ ากทรพั ย์สินทมี่ ีผ้บู รจิ าคให้
เว้นแต่การจาหน่ายอสังหาริมทรัพย์ท่ีมีผู้บริจาคให้โรงเรียน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
การศึกษาข้นั พนื้ ฐานของโรงเรียน
3. ให้โรงเรียนจดทะเบียนลิขสิทธ์ิหรือดาเนินการทางทะเบียนทรัพย์สินต่างๆ ที่มีผู้อุทิศให้หรือ
โครงการซอ้ื แลกเปลี่ยนจากรายไดข้ องสถานศกึ ษาให้เปน็ กรรมสิทธ์ิของสถานศึกษา
4. กรณีโรงเรียนดาเนินคดีเป็นผู้ฟ้องร้องหรือถูกฟ้องร้อง ผู้บริหารจะต้องดาเนินคดีแทนสถานศึกษา
หรือถูกฟ้องร่วมกับสถานศึกษา ถ้าถูกฟ้องโดยมิได้อยู่ในการปฏิบัติราชการ ในกรอบอานาจ ผู้บริหารต้อง
รับผิดชอบเปน็ การเฉพาะตัว
5. โรงเรียนจัดทางบดุลประจาปีและรายงานสาธารณะทุกส้นิ ปีงบประมาณ

งบประมาณที่สถานศกึ ษานามาใช้จ่าย
1. แนวคิด
การบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษามุ่งเน้นความเป็นอิสระ ในการบริหารจัดการมี

ความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดหลกั การบรหิ ารมุ่งเน้นผลสัมฤทธ์แิ ละบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้น
ผลงาน ใหม้ กี ารจัดหาผลประโยชน์จากทรัพยส์ ทิ ธิของสถานศกึ ษา รวมทงั้ จดั หารายไดจ้ ากบรกิ ารมาใช้บริหาร
จดั การเพอ่ื ประโยชน์ทางการศกึ ษา สง่ ผลให้เกิดคุณภาพทีด่ ขี ้ึนตอ่ ผู้เรยี น

2. วตั ถุประสงค์
เพื่อให้สถานศึกษาบริหารงานดา้ นงบประมาณมคี วามเปน็ อิสระ คลอ่ งตัว โปรง่ ใสตรวจสอบได้

2.1. เพื่อให้ไดผ้ ลผลิต ผลลัพธ์เป็นไปตามข้อตกลงการให้บรกิ าร
2.2. เพ่อื ให้สถานศกึ ษาสามารถบริหารจดั การทรัพยากรที่ไดอ้ ยา่ งเพียงพอและประสิทธภิ าพ

คู่มอื การบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพนิ จิ ราษฎร์บารุง สพป.กส 2

23

3. ขอบข่ายภารกจิ
กฎหมาย ระเบยี บ และเอกสารท่เี ก่ยี วขอ้ ง

1. พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแกไ้ ขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ 2)
2. พระราชบัญญัตบิ ริหารราชการกระทรวงศึกษาธกิ าร พ.ศ. 2546
3. ระเบยี บวา่ ด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2545
4. หลักสตู รการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
5. แนวทางการกระจายอานาจการบริหารและการจดั การศกึ ษาและสถานศึกษา
ตามกฎกระทรวง กาหนดหลักเกณฑ์และวธิ ีการกระจายอานาจการบรหิ ารและการจัดการศกึ ษา พ.ศ. 2550

รายจ่ายตามงบประมาณ
จาแนกออกเป็น 2 ลกั ษณะ

1. รายจา่ ยของส่วนราชการและรฐั วสิ าหกิจ
- งบบุคลากร
- งบดาเนินงาน
- งบลงทนุ
- งบเงินอุดหนุน
- งบร่ายจา่ ยอ่นื
งบบุคลากร หมายถึง รายจา่ ยที่กาหนดให้จ่ายเพ่ือการบริหารงานบคุ คลภาครัฐ ได้แก่ รายจ่ายทจี่ ่าย

ในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจา ค่าจ้างช่ัวคราว และค่าตอบแทนพนักงานราชการ รวมถึงรายจ่าย
ที่กาหนดใหจ้ ่ายจากงบรายจ่ายอืน่ ใดในลกั ษณะรายจา่ ยดังกลา่ ว

งบดาเนินงาน หมายถึง รายจ่ายที่กาหนดให้จ่ายเพ่ือการบริหารงานประจา ได้แก่ รายจ่ายที่จ่าย
ในลักษณะค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ และค่าสาธารณูปโภค รวมถึงรายจ่ายที่กาหนดให้จ่ายจาก
งบรายจา่ ยอ่นื ใดในลักษณะรายจา่ ยดงั กลา่ ว

งบลงทุน หมายถึง รายจ่ายที่กาหนดให้จ่ายเพ่ือการลงทุน ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะ
ค่าครุภัณฑ์ ค่าท่ีดินและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงรายจ่ายที่กาหนดให้จ่ายจากงบรายจ่ายอื่นใดในลักษณะรายจ่าย
ดังกลา่ ว

งบดาเนินงาน หมายถึง รายจ่ายที่กาหนดให้จ่ายเพ่ือการบริหารงานประจา ได้แก่ รายจ่ายท่ีจ่าย
ในลักษณะค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ และค่าสาธารณูปโภค รวมถึงรายจ่ายท่ีกาหนดให้จ่ายจากงบ
รายจา่ ยอื่นใดในลกั ษณะรายจา่ ยดงั กลา่ ว

งบลงทุน หมายถึง รายจ่ายท่ีกาหนให้จ่ายเพ่ือการลงทุน ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะ
ค่าครุภัณฑ์ ค่าท่ีดินและส่ิงก่อนสร้าง รวมถึงรายจา่ ยที่กาหนดใหจ้ ่ายจากงบรายจ่ายอื่นใดในลักษณะรายจ่าย
ดังกล่าว

คู่มือการบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ จิ ราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

24

งบเงินอุดหนุน หมายถึง รายจ่ายท่ีกาหนดให้จ่ายเป็นค่าบารุงหรือเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนงานของ

หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมิใช่ส่วนกลางตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ

แผน่ ดิน หน่วยงานในกากบั ของรัฐ องคก์ ารมหาชน รฐั วสิ าหกจิ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ รวมถึง เงิน

อดุ หนนุ งบพระมหากษตั รยิ ์ เงินอดุ หนุนศาสนา

งบรายจ่ายอ่ืน หมายถึง รายจ่ายท่ีไม่เข้าลักษณะประเภทงบรายจ่ายใดงบรายจ่ายหนึ่ง หรือ

รายจ่ายที่สานักงานงบประมาณกาหนดให้ใชจ้ ่ายในงบรายจา่ ยน้ี เช่น เงินราชการลับ เงินค่าปรับ ท่ีจ่ายคืน

ให้แก่ผู้ขายหรอื ผูร้ บั จา้ ง ฯลฯ

อัตราเงนิ อดุ หนนุ รายหัวนักเรียนตอ่ ปกี ารศึกษา

ระดับก่อนประถมศึกษา 1,700 บาท

ระดบั ประถมศึกษา 1,900 บาท

ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3,500 บาท

การจัดสรรเงินอดุ หนนุ รายหวั นกั เรียน แบ่งการใช้ตามสดั สว่ น ดา้ นวิชาการ : ด้านบรหิ ารท่ัวไป :

สารองจา่ ยท้ัง 2 ด้านคือ

1. ดา้ นวิชาการ ใหส้ ัดส่วนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 60 นาไปใช้ได้ในเรอื่ ง

1.1. จดั หาวัสดุและครภุ ัณฑ์ที่จาเป็นต่อการเรยี นการสอน

1.2. ซอ่ มแซมวสั ดุอุปกรณ์

1.3 การพัฒนาบคุ ลาการด้านการสอน เช่น ส่งครเู ขา้ อบรมสมั มนา คา่ จา้ งชว่ั คราวของ

ครปู ฏิบตั กิ ารสอน ค่าสอนพเิ ศษ

2. ด้านบริหารทัว่ ไป ให้สัดส่วนไมเ่ กินรอ้ ยละ 30 นาไปใช้ได้ในเรอ่ื ง

2.1 ค่าวสั ดุ ครภุ ณั ฑแ์ ละคา่ ที่ดิน ส่งิ ก่อสรา้ ง คา่ จา้ งช่ัวคราวที่ไม่ใชป่ ฏิบัตกิ ารสอนค่าตอบแทน

คา่ ใชส้ อย

2.2 สารองจ่ายนอกเหนือด้านวิชาการและดา้ นบริหารทั่วไป ให้สัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20

นาไปใช้ในเรื่องงานตามนโยบายเงนิ อุดหนุนปจั จัยพนื้ ฐานสาหรับนกั เรียนยากจน

1. เป็นเงินทจ่ี ัดสรรให้แกส่ ถานศึกษาที่มีนักเรียนยากจน เพื่อจัดหาปัจจัยพนื้ ฐานทจี่ าเป็นต่อการ

ดารงชีวติ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษา เปน็ การช่วยเหลือนกั เรยี นทย่ี ากจน ชัน้ ป.1 ถงึ ม.3 ให้มีโอกาส

ได้รับการศกึ ษาในระดับทส่ี งู ข้ึน (ยกเว้นสถานศึกษาสงั กดั สานักบรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ)

2. นักเรยี นยากจน หมายถึง นักเรียนทผ่ี ปู้ กครองมีรายได้ต่อครวั เรอื น ไม่เกนิ 40,000 บาท

3. แนวการใช้ ให้ใช้ในลักษณะ ถวั จ่าย ในรายการต่อไปน้ี

3.1. ค่าหนังสือและอุปกรณก์ ารเรียน (ยมื ใช)้

3.2. คา่ เส้ือผ้าและวัสดเุ ครื่องแตง่ กายนักเรียน (แจกจ่าย)

3.3. คา่ อาหารกลางวนั (วัตถุดิบ จ้างเหมา เงินสด)

3.4. ค่าพาหนะในการเดนิ ทาง (เงินสด จ้างเหมา)

3.5 กรณจี ่ายเปน็ เงนิ สด โรงเรียนแต่งตัง้ กรรมการ 3 คน รว่ มกนั จ่ายเงนิ โดยใชใ้ บสาคัญรบั เงิน

เปน็ หลักฐาน

คมู่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพินิจราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

25

3.6. ระดบั ประถมศึกษา คนละ 1,000 บาท/ปี
3.7. ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น คนละ 3,000 บาท/ปี
2. รายจ่ายงบกลาง หมายถึง รายจา่ ยที่ตั้งไวเ้ พอ่ื จดั สรรให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกจิ โดยทว่ั ไปใช้จา่ ย
ตามรายการดังต่อไปนี้
1. “เงนิ เบย้ี หวดั บาเหนจ็ บานาญ” หมายความว่า รายจา่ ยทตี่ ง้ั ไว้เพ่อื จ่ายเป็นเงินบานาญ ข้าราชการ
เงินบาเหน็จลูกจ้างประจา เงินทาขวัญข้าราชการและลูกจ้าง เงินทดแทนข้าราชการวิสามัญ เงินค่าทดแทน
สาหรบั ผ้ไู ดร้ บั อันตรายในการรักษาความม่นั คงของประเทศ
เงินช่วยพิเศษข้าราชการบานาญเสียชีวิต เงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเน่ืองจากการช่วยเหลือ
ข้าราชการ การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับ
เบย้ี หวดั บานาญ
2. “เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ” หมายความว่า รายจ่ายท่ีต้ังไว้เพื่อจ่าย
เปน็ เงินสวสั ดกิ ารชว่ ยเหลือในด้านต่างๆ ใหแ้ ก่ข้าราชการ ลกู จ้าง และพนักงานของรฐั ไดแ้ ก่ เงนิ ชว่ ยเหลือ
การศกึ ษาของบตุ ร เงินช่วยเหลอื บุตร และเงินพิเศษในกรณตี ายในระหวา่ งรับราชการ
3. “เงินเล่ือนข้ันเล่ือนอันดับเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ หมายความว่า รายจ่ายท่ีต้ังไว้เพ่ือ
จ่ายเป็นเงินเล่ือนข้ันเลื่อนอันดับเงินเดือนข้าราชการประจาปี เงินเลื่อนข้ันเลื่อนอันดับเงินเดือนข้าราชการที่
ไดร้ ับเล่ือนระดบั และหรือแต่งตง้ั ใหด้ ารงตาแหนง่ ระหวา่ งปีและเงินปรับวุฒขิ ้าราชการ
4. “เงินสารอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ” หมายความว่า รายจ่ายท่ีตั้งไว้เพื่อจ่าย
เป็นเงนิ สารอง เงินสมทบ และเงินชดเชยที่รัฐบาลนาส่งเข้ากองทุนบาเหนจ็ บานาญขา้ ราชการ
5. “เงินสมทบของลูกจ้างประจา” หมายความว่า รายจ่ายที่ต้ังไว้เพ่ือจ่ายเป็นเงินสมทบท่ีรัฐบาล
นาส่งเขา้ กองทนุ สารอง เลย้ี งชีพลูกจ้างประจา
6. “ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดาเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ หมายความว่า
รายจ่ายที่ตัง้ ไวเ้ พ่ือเป็นค่าใช้จา่ ยสนับสนุนพระราชภารกจิ ในการเสดจ็ พระราชดาเนนิ ภายในประเทศ และหรือ
ตา่ งประเทศ และคา่ ใชจ้ ่ายในการต้อนรบั ประมุขต่างประเทศทม่ี ายาเยือนประเทศไทย
7. “เงนิ สารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรือจาเป็น” หมายความว่า รายจา่ ยท่ตี ัง้ สารองไว้เพ่ือจัดสรรเป็น
ค่าใชจ้ า่ ยในกรณฉี ุกเฉินหรือจาเปน็
8. “ค่าใช้จ่ายในการดาเนินการรักษาความมั่นคงของประเทศ” หมายความว่า รายจ่ายท่ีต้ังไว้เพื่อ
เป็นค่าใชจ้ ่ายในการดาเนนิ งานรกั ษาความมั่นคงของประเทศ
9. “เงินราชการลับในการรักษาความมั่นคงของประเทศ” หมายความว่า รายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อเบิกจ่าย
เป็นเงินราชการลบั ในการดาเนินงานเพ่ือรักษาความม่ันคงของประเทศ
10. “ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ” หมายความว่า รายจ่ายที่ตั้งไว้เพ่ือเป็น
ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ
11. “ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ” หมายความว่า
รายจา่ ยท่ีต้งั ไวเ้ ปน็ ค่าใช้จา่ ยในการช่วยเหลอื ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ลกู จา้ งประจา และพนกั งานของรัฐ

คมู่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพนิ ิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

26

เงินนอกงบประมาณ
1. เงินรายไดส้ ถานศึกษา
2. เงินภาษีหัก ณ ท่จี า่ ย
3. เงินลูกเสือ เนตรนารี
4. เงนิ ยวุ กาชาด
5. เงินประกนั สญั ญา
6. เงินบริจาคที่มวี ตั ถปุ ระสงค์
เงนิ รายไดส้ ถานศกึ ษา หมายถึง เงินรายได้ตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ. การศกึ ษาแหง่ ชาติ

พ.ศ. 2542 ซ่ึงเกิดจาก
1. ผลประโยชนจ์ ากทรัพยส์ นิ ท่ีเปน็ ราชพัสดุ
2. คา่ บรกิ ารและคา่ ธรรมเนยี ม ทไ่ี ม่ขัดหรอื แย้งนโยบาย วตั ถุประสงคแ์ ละภารกจิ หลกั ของ

สถานศกึ ษา
3. เบ้ยี ปรบั จากการผดิ สัญญาลาศกึ ษาต่อและเบ้ยี ปรับการผดิ สญั ญาซ้ือทรัพย์สนิ หรอื จา้ งทาของจาก

เงนิ งบประมาณ
4. คา่ ขายแบบรปู รายการ เงินอุดหนุน อปท. รวมเงนิ อาหารกลางวนั
5. คา่ ขายทรัพย์สินทไี่ ด้มาจากเงนิ งบประมาณ

งานพัสดุ

“การพัสดุ” หมายความวา่ การจดั ทาเอง การซื้อ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา การจา้ งออกแบบ
และควบคุมงาน การแลกเปลี่ยน การเช่า การควบคุม การจาหน่าย และการดาเนินการอ่ืนๆ ท่ีกาหนดไว้
ในระเบยี บน้ี

“พัสด”ุ หมายความว่า วสั ดุ ครภุ ณั ฑ์ ที่ดนิ และสงิ่ กอ่ สร้าง ท่ีกาหนดไวใ้ นหนังสือ การจาแนก
ประเภทรายจ่ายตามงบประมาณของสานกั งบประมาณ หรือการจาแนกประเภทรายจา่ ย ตามสญั ญาเงนิ กู้
จากตา่ งประเทศ

“การซอื้ ” หมายความวา่ การซ้ือพัสดุทุกชนดิ ทั้งที่มีการติดต้งั ทดลอง และบรกิ ารท่ีเก่ียวเนอ่ื ง
อืน่ ๆ แตไ่ มร่ วมถงึ การจัดหาพัสดุในลกั ษณะการจ้าง

“การจา้ ง” ใหห้ มายความรวมถึง การจา้ งทาของและการับขนตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ และการจา้ งเหมาบริการ แต่ไมร่ วมถึงการจ้างลูกจา้ งของสว่ นราชการตามระเบียบของ
กระทรวงการคลงั การบั ขนในการเดินทางไปราชการตามกฎหมายว่าดว้ ยค่าใชจ้ า่ ยในการเดินทางไปราชการ
การจา้ งทป่ี รึกษา การจา้ งออกแบบและควบคมุ งาน และการจา้ งแรงงานตามประมวลกฎหมายแพง่ และ
พาณิชย์

ค่มู อื การบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินิจราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

27

ขอบขา่ ยภารกิจ
1. กฎหมาย ระเบยี บ และเอกสารทเี่ กี่ยวขอ้ ง
2. ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรวี า่ ดว้ ยการพสั ดุ พ.ศ. 2535 และแกไ้ ขเพ่ิมเติม
3. ระเบยี บสานกั นายกรัฐมนตรวี ่าด้วยการพัสดุดว้ ยวธิ ีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549
4. แนวทางการปฏบิ ัติตามระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรี ว่าดว้ ยการพสั ดุดว้ ยวิธกี ารทางอิเล็กทรอนิกส์

พ.ศ. 2549
หน้าทีแ่ ละความรับผดิ ชอบ

1. จดั วางระบบและปฏิบตั ิงานเก่ยี วกับจดั หา การซ้ือ การจา้ ง การเกบ็ รักษา และการเบิกพัสดุ
การควบคมุ และการจาหน่ายพสั ดุให้เปน็ ไปตามระเบียบท่ีเกย่ี วขอ้ ง

2. ควบคุมการเบิกจา่ ยเงินตามประเภทเงิน ใหเ้ ปน็ ไปตามแผนปฏิบัตริ าชการรายปี
3. จดั ทาทะเบียนที่ดนิ และส่งิ กอ่ สรา้ งทุกประเภทของสถานศกึ ษา
4. ประสานงานและวางแผนในการใชพ้ น้ื ที่ของสถานศึกษา ใหเ้ ป็นไปตามแผนพัฒนาการศึกษา
5. กาหนดหลกั เกณฑ์วิธกี ารและดาเนนิ การเก่ยี วกบั การจัดหาประโยชน์ท่รี าชพัสดกุ ารใช้และการ
ขอใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษาใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องควบคุมดูแล ปรบั ปรุง
ซอ่ มแซม บารุงรกั ษาครภุ ณั ฑ์ ให้อยูใ่ นสภาพเรียบร้อยต่อการใช้งานและพัฒนาอาคารสถานท่ี การอนุรักษ์
พลังงาน การรักษาสภาพแวดลอ้ ม และระบบสาธารณูปโภคของสถานศกึ ษาใหเ้ ป็นระเบียบและสวยงาม
6. จัดเวรยามดแู ลอาคารสถานที่ของสถานศึกษาให้ปลอดภัยจากโจรภยั อัคคภี ัยและภยั อืน่ ๆ
7. จัดวางระบบและควบคุมการใช้ยานพาหนะ การเบิกจ่ายน้ามันเช้ือเพลงิ การบารุงรกั ษาและ
การพสั ดุตา่ ง ๆ ทเี่ กีย่ วกับยานพาหนะของสถานศึกษาใหเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บท่เี กย่ี วข้อง
8. ใหค้ าแนะนา ชี้แจง และอานวยความสะดวกแก่บุคลากรในสถานศึกษาเกย่ี วกับงานในหน้าที่
9. เกบ็ รักษาเอกสารและหลกั ฐานตา่ ง ๆ ไว้เพ่ือการตรวจสอบและดาเนินการทาลายเอกสารตาม
ระเบียบทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
10. ประสานงานและให้ความรว่ มมอื กบั หน่วยงานตา่ ง ๆ ทั้งภายในและภายนอกสถานศกึ ษา
11. เสนอโครงการและรายงานการปฏบิ ัตงิ านในหน้าที่ตามลาดบั ขนั้
12. ปฏิบตั ิอน่ื ตามที่ไดร้ ับมอบหมาย

สวสั ดกิ ารและสิทธิประโยชน์
1. คา่ ใช้จา่ ยในการเดินทางไปราชการ
1.1 กฎหมายและระเบียบที่เกยี่ วขอ้ ง
1.2 พระราชกฤษฎกี าค่าใชจ้ ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 และทแ่ี ก้ไขเพ่ิมเตมิ
1.3 ระเบยี บกระทรวงการคลังวา่ ด้วยการเบกิ ค่าใช้จา่ ยในการเดนิ ทางไปราชการ พ.ศ. 2550
2. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ
การอนุมัติเดินทางไปราชการ ผู้มอี านาจอนุมตั ใิ ห้เดนิ ทางไปราชการ อนุมตั ริ ะยะเวลาในการเดนิ ทาง

ลว่ งหน้าหรือระยะเวลาหลังเสร็จสิ้นการปฏบิ ัตริ าชการได้ตามความจาเป็น

คูม่ อื การบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

28

3. การนับเวลาเดนิ ทางไปราชการเพ่ือคานวณเบีย้ เล้ียง กรณพี กั ค้าง
3.1 ให้นบั 24 ชัว่ โมงเปน็ 1 วัน
3.2 ถ้าไมถ่ ึง 24 ช่วั โมงหรือเกนิ 24 ชัว่ โมง และส่วนทีไ่ ม่ถึงหรือเกนิ 24 ชว่ั โมง

นับได้เกนิ 12 ช่วั โมง ใหถ้ ือเป็น 1 วัน
4. การนับเวลาเดนิ ทางไปราชการเพื่อคานวณเบีย้ เล้ียงเดนิ ทาง กรณีไม่พักค้าง
4.1 หากนบั ได้ไม่ถงึ 24 ชัว่ โมงและส่วนท่ีไมถ่ ึงนบั ไดเ้ กิน 12 ชว่ั โมง ใหถ้ ือเปน็ 1 วนั
4.2 หากนบั ได้ไมเ่ กิน 12 ชว่ั โมง แต่เกนิ 6 ชว่ั โมงข้นึ ไป ใหถ้ อื เปน็ ครงึ่ วัน
5. การนบั เวลา เดนิ ทางไปราชการเพ่ือคานวณเบ้ียเลย้ี งเดินทาง
6. กรณีลากจิ หรือลาพกั ผ่อนกอ่ นปฏบิ ัติราชการ ให้นบั เวลาต้ังแต่เร่ิมปฏิบตั ิราชการเป็นต้นไป
7. กรณีลากิจหรือลาพักผ่อนหลังเสรจ็ ส้ินการปฏิบตั ิราชการ ให้ถอื ว่าสทิ ธใิ นการเบิกจ่ายเบย้ี เล้ียง

เดินทางสิน้ สดุ ลงเม่ือส้ินสดุ เวลาการปฏบิ ตั ริ าชการ
8. หลกั เกณฑ์การเบิกคา่ เชา่ ที่พกั ในประเทศ

การเบิกคา่ พาหนะ
1. โดยปกติใหใ้ ช้ยานพาหนะประจาทางและใหเ้ บกิ คา่ พาหนะโดยประหยดั
2. กรณีไมม่ ียานพาหนะประจาทาง หรือมแี ต่ตอ้ งการความรวดเร็ว เพือ่ ประโยชน์แก่ทางราชการ

ใหใ้ ช้ยานพาหนะอืน่ ได้ แตต่ ้องชี้แจงเหตุผลและความจาเป็นไวใ้ นหลักฐานขอเบกิ คา่ พาหนะนน้ั
3. ข้าราชการระดับ 6 ขึน้ ไป เบิกคา่ พาหนะรบั จา้ งได้ ในกรณตี ่อไปนี้
3.1 การเดนิ ทางไป-กลับ ระหว่างสถานท่อี ยู่ ท่ีพกั หรอื สถานที่ปฏบิ ตั ิราชการกบั สถานท่ี

พาหนะประจาทาง หรือสถานท่ีจดั พาหนะทีใ่ ช้เดินทางภายในเขตจงั หวัดเดียวกัน
3.2 การเดินทางไป-กลับ ระหว่างสถานทอ่ี ยู่ ที่พัก กับสถานที่ปฏิบัติราชการภายในเขต

จังหวดั เดียวกัน วนั ละไมเ่ กิน 2 เทยี่ ว
3.3 การเดินทางไปราชการในเขตกรุงเทพมหานคร กรณีเป็นการเดนิ ทางข้ามเขตจงั หวดั

ใหเ้ บิกตามอัตราทกี่ ระทรวงการคลงั กาหนด คือ ใหเ้ บิกตามทจี่ า่ ยจรงิ ดงั น้ี ระหวา่ งกรงุ เทพมหานครกับเขต
จงั หวดั ตดิ ตอ่ กรุงเทพมหานคร ไม่เกินเทย่ี วละ 400 บาท เดินทางข้ามเขตจังหวัดอน่ื นอกเหนือกรณีดังกล่าว
ข้างต้นไมเ่ กินเทยี่ วละ 300 บาท

3.4 ผู้ไม่มสี ทิ ธิเบกิ ถ้าต้องนาสมั ภาระในการเดินทาง หรอื สิง่ ของเคร่อื งใชข้ องทางราชการ
ไปด้วย และเปน็ เหตุให้ไมส่ ะดวกที่จะเดนิ ทางโดยยานพาหนะประจาทาง ใหเ้ บกิ ค่าพาหนะรับจา้ งได้(โดยแสดง
เหตผุ ลและความจาเป็นไว้ในรายงานเดนิ ทาง)

3.5 การเดนิ ทางลว่ งหน้า หรือไมส่ ามารถกลับเมื่อเสร็จสน้ิ การปฏบิ ตั ริ าชการเพราะมเี หตุ
ส่วนตวั (ลากิจ - ลาพกั ผ่อนไว)้ ให้เบิกค่าพาหนะเทา่ ที่จา่ ยจริงตามเสน้ ทางที่ไดร้ บั คาสั่งใหเ้ ดินทางไป
ราชการ กรณมี ีการเดนิ ทางนอกเสน้ ทางในระหว่างการลาน้ัน ใหเ้ บิกค่าพาหนะไดเ้ ท่าทจ่ี ่ายจรงิ โดยไมเ่ กิน
อัตราตามเส้นทางที่ได้รบั คาสงั่ ให้เดนิ ทางไปราชการ

3.6 การใช้ยานพาหนะสว่ นตวั (ใหข้ ออนุญาตและไดร้ ับอนุญาตแล้ว) ใหไ้ ด้รบั เงนิ ชดเชย
คือ รถยนต์กโิ ลเมตรละ 4 บาท

คมู่ ือการบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพนิ จิ ราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

29

ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
การฝกึ อบรม หมายถงึ การอบรม ประชมุ /สัมมนา (วชิ าการเชงิ ปฏบิ ัติการ) บรรยายพเิ ศษ

ฝึกงาน ดูงาน การฝึกอบรม ประกอบดว้ ย
1. หลักการและเหตผุ ล
2. โครงการ/หลกั สตู ร
3. ระยะเวลาจดั ท่ีแนน่ อน
4. เพื่อพฒั นาหรอื เพิม่ ประสิทธิภาพในการปฏบิ ัติงาน

คา่ รกั ษาพยาบาล
ค่ารกั ษาพยาบาล หมายถึง เงนิ ที่สถานพยาบาลเรยี กเก็บในการรกั ษาพยาบาลเพ่ือให้รา่ งกายกลับสู่

สภาวะปกติ (ไม่ใชเ่ ปน็ การป้องกนั หรือเพื่อความสวยงาม)
1.ระเบียบและกฎหมายที่เกยี่ วขอ้ ง
1.1 พระราชกฤษฎกี าเงินสวัสดิการเก่ียวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2523 และแก้ไขเพิ่มเตมิ

(8 ฉบับ)
1.2 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าดว้ ยการเบิกจ่ายเงนิ สวสั ดิการเกีย่ วกบั การักษาพยาบาล

พ.ศ. 2545
2. ผู้ท่ีมีสทิ ธิรับเงนิ ค่ารักษาพยาบาล คือ ผูม้ ีสิทธิและบุคคลในครอบครวั
2.1 บิดา
2.2 มารดา
2.3 คู่สมรสทชี่ อบด้วยกฎหมาย
2.4 บตุ รทชี่ อบด้วยกฎหมาย ซึ่งยงั ไมบ่ รรลนุ ิตภิ าวะ หรอื บรรลุนติ ภิ าวะแล้ว แต่เปน็ คนไร้

ความสามารถ หรือเสมือนคนไรค้ วามสามารถ(ศาลสั่ง) ไม่รวมบุตรบญุ ธรรมหรือบตุ รซ่ึงได้ยกเป็นบุตรบุญ
ธรรมบคุ คลอ่ืนแล้ว

3. ผู้มสี ิทธิ หมายถงึ ขา้ ราชการ ลูกจ้างประจา ผรุ้ ับเบยี้ หวดั บานาญ และลกู จา้ งชาวต่างประเทศ
ซ่ึงไดร้ บั ค่าจา้ งจากเงินงบประมาณ

คา่ รักษาพยาบาล แบ่งเปน็ 2 ประเภท
ประเภทไขน้ อก หมายถึง เข้ารบั การรักษาในสถานพยาบาลของทางราชการโดยไมไ่ ด้นอนพัก
รกั ษาตัว นาใบเสร็จรับเงินมาเบกิ จ่าย ไมเ่ กิน 1 ปี นับจากวนั ทจ่ี า่ ยเงิน
ประเภทไข้ใน หมายถึง เขา้ รบั การรกั ษาในสถานพยาบาลของเอกชน หรือสถานพยาบาลของทาง
ราชการ สถานพยาบาลเอกชน ใชใ้ บเสร็จรบั เงนิ นามาเบิกจา่ ยเงนิ พร้อมให้แพทยร์ บั รอง “หากผปู้ ว่ ยมิได้
เจ้ารับการรักษาพยาบาลในทันทที ันใด อาจเป็นอันตรายถึงชีวติ ” และสถานพยาบาลทางราชการ ใชห้ นังสือ
รบั รองสทิ ธิ กรณียังไม่ไดเ้ บิกจา่ ยตรง

คู่มอื การบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพนิ จิ ราษฎร์บารุง สพป.กส 2

30

การศึกษาบตุ ร
ค่าการศึกษาของบุตร หมายความว่า เงนิ บารงุ การศึกษา หรือเงินคา่ เล่าเรยี น หรือเงินอน่ื ใดที่

สถานศึกษาเรียกเก็บและรฐั ออกให้เป็นสวัสดกิ ารกบั ขา้ ราชการผู้มสี ทิ ธิ
1.ระเบยี บและกฎหมายทีเ่ ก่ยี วข้อง
1.1 พระราชราชกฤษฎกี าเงินสวัสดิการเกี่ยวกบั การศกึ ษาของบตุ ร พ.ศ. 2523
1.2 ระเบียบกระทรวงการคลังวา่ ดว้ ยการเบกิ จ่ายเงนิ สวสั ดิการเกย่ี วกับการศึกษาของบตุ ร

พ.ศ. 2547
1.3 หนังสือเวียนกรมบัญชีกลาง กค 0422.3/ว 161 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2552

เรื่อง ประเภทและอัตราเงนิ บารุงการศึกษาในสถานศึกษาของทางราชการ และค่าเลา่ เรยี นในสถานศึกษาของ
เอกชน และกรมบัญชีกลาง ท่ี กค 0422.3/ว 226 ลงวันท่ี 30 มิถุนายน 2552 เร่ืองการเบิกเงินสวัสดิการ
เก่ยี วกับการศึกษาของบุตร

2. ผ้ทู ม่ี ีสทิ ธิรบั เงนิ คา่ การศึกษาของบตุ ร
2.1 บตุ รชอบโดยกฎหมายอายไุ ม่เกิน 25 ปีบริบรู ณ์ ในวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี

ไม่รวมบตุ รบญุ ธรรม หรือบุตรซึ่งไดย้ กใหเ้ ป็นบตุ รบุญธรรมคนอนื่ แล้ว
2.2 ใชส้ ิทธิเบิกได้ 3 คน เวน้ แต่บตุ รคนท่ี 3 เป็นฝาแฝดสามารถนามาเบิกได้ 4 คน
2.3 เบกิ เงินสวสั ดิการเกีย่ วกบั ศึกษาบุตรภายใน 1 ปี นบั ตง้ั แต่วันเปิดภาคเรยี นของแตล่ ะ

ภาคเรียน

จานวนเงนิ ทเ่ี บิกได้
1. ระดบั อนุบาลหรือเทยี บเทา่ เบกิ ได้ปลี ะไม่เกนิ 4,650 บาท
2. ระดับประถมศึกษาหรอื เทยี บเทา่ เบกิ ไดป้ ลี ะไม่เกิน 3,200 บาท
3. ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ /มัธยมศกึ ษาตอนปลาย/หลกั สูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชพี (ปวช.) หรือ

เทียบเท่า เบกิ ได้ปลี ะไมเ่ กนิ 3,900 บาท
4. ระดับอนุปริญญาหรือเทียบเทา่ เบกิ ได้ปลี ะไม่เกิน 11,000 บาท

คา่ เช่าบา้ น
1. ระเบยี บและกฎหมายที่เกยี่ วข้อง
1.1 พระราชกฤษฎีกาค่าเชา่ ชา้ นข้าราชการ พ.ศ. 2550
1.2 ระเบยี บกระทรวงการคลงั วา่ ด้วยการเบกิ จ่ายเงนิ ค่าเชา่ บา้ น พ.ศ. 2549
2. สิทธิการเบิกเงนิ ค่าเช่าบ้าน
2.1 ไดร้ ับคาส่ังใหเ้ ดินทางไปประจาสานกั งานใหม่ในต่างทอ้ งที่ เวน้ แต่
2.1.1 ทางราชการไดจ้ ัดที่พักอาศยั ให้อยแู่ ล้ว
2.1.2 มีเคหสถานเปน็ ของตนเองหรือคสู่ มรส
2.1.3 ไดร้ ับคาส่ังให้เดินทางไปประจาสานักงานใหม่ในตา่ งทอ้ งที่ตามคาร้องขอของตนเอง

คมู่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพินจิ ราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

31

2.2 ขา้ ราชการผ้ไู ดร้ บั คาส่ังให้เดินทางไปประจาสานักงานในท้องที่ที่รับราชการครั้งแรกหรือทอ้ งท่ที ี่
กลับเข้ารบั ราชการใหม่ ให้มีสทิ ธิได้รบั เงนิ ค่าเชา้ บ้าน (พระราชกฤษฎีกาเชา่ บ้าน 2550 (ฉบับท่ี 2)
มาตรา 7)

2.3 ขา้ ราชการมสี ทิ ธไิ ดร้ บั เงินคา่ เชา่ บา้ นต้งั แตว่ ันที่เช่าอยู่จริง แตไ่ ม่ก่อนวันท่รี ายงานตัวเพ่อื เข้ารบั
หน้าท่(ี พระราชกฤษฎีกาคา่ เชา่ บา้ น 2547 มาตรา 14)

2.4 ขา้ ราชการซง่ึ มีสทิ ธไิ ด้รบั เงินค่าเช่าบา้ นได้เชา่ ซอ้ื หรือผ่อนชาระเงินกู้เพื่อชาระราคาบ้านที่ค้าง
ชาระอยู่ ในท้องที่ท่ีไปประจาสานกั งานใหม่ มสี ิทธินาหลักฐานการชาระคา่ เชา่ ซื้อหรอื ค่าผอ่ นชาระเงนิ กฯู้
มาเบกิ ได้ (พระราชกฤษฎกี าคา่ เช่าบ้าน 2547 มาตรา 17)

กองทุนบาเหนจ็ บานาญข้าราชการ (กบข.)
1. กฎหมายทเี่ กย่ี วข้อง
1.1 พ.ร.บ.กองทุนบาเหน็จบานาญขา้ ราชการ พ.ศ. 2539
มาตรา 3 ในพระราชบญั ญัติน้ี (ส่วนท่ีเก่ยี วขอ้ ง)
บานาญ หมายความว่า เงินทจ่ี ่ายให้แกส่ มาชิกเป็นรายเดือนเม่ือสมาชิกภาพของสมาชิกสน้ิ สดุ ลง
บาเหนจ็ ตกทอด หมายความว่า เงินทจี่ า่ ยใหแ้ กส่ มาชิก โดยจา่ ยใหค้ รัง้ เดยี วเมื่อสมาชิกภาพ

ของสมาชิกสิน้ สดุ ลง
บาเหน็จตกทอด หมายความวา่ เงนิ ทจ่ี า่ ยให้แกท่ ายาทโดยจ่ายให้คร้ังเดียวในกรณที ี่สมาชิก

หรอื ผู้รับบานาญถงึ แก่ความตาย
1.2 พ.ร.บ.กองทุนบาเหน็จบานาญขา้ ราชการ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2542

2. ขา้ ราชการทุกประเภท (ยกเวน้ ราชการทางการเมือง) มสี ทิ ธิสมคั รเป็นสมาชกิ กบข. ได้แก่
ข้าราชการครู

ขา้ ราชการใหม่ ได้แก่ ผูซ้ ึ่งเข้ารับราชการหรอื โอนมาเปน็ ราชการตงั้ แต่วนั ที่ 27 มนี าคม 2540
เปน็ ต้น จะตอ้ งเปน็ สมาชกิ กบข. และสะสมเงินเข้ากองทุน สมาชกิ ทจี่ ่ายสะสมเข้ากองทุนในอตั ราร้อยละ 3
ของเงนิ เดือนเป็นประจาทุกเดือน รฐั บาลจะจ่ายเงินสมทบให้กบั สมาชิกในอตั ราร้อยละ 3 ของเงนิ เดือนเปน็
ประจาทุกเดอื นเชน่ เดียวกัน และจะนาเงนิ ดงั กล่าวไปลงทุนหาผลประโยชนเ์ พอ่ื จ่ายให้กับสมาชิกเมือ่ กอกจาก
ราชการ

ระเบยี บสานักงานคณะกรรมการสง่ เสริมสวัสดกิ ารและสวสั ดภิ าพครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาวา่ ดว้ ยการ
ฌาปนกจิ สงเคราะห์เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.)

ในระเบียบนี้ ช.พ.ค. หมายความวา่ การฌาปนกิจสงเคราะห์ชว่ ยเพอ่ื นครแู ละบุคลากรทางการ
ศึกษาการจดั ตั้ง ช.พ.ค. มีความม่งุ หมายเพ่อื เปน็ การกุศลและมวี ตั ถปุ ระสงค์ใหส้ มาชกิ ได้ทาการสงเคราะหซ์ ึ่ง
กนั และกนั ในการจัดการศพและสงเคราะหค์ รอบครวั ของสมาชิก ช.พ.ค. ทถี่ ึงแกก่ รรมหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี าร
จ่ายเงินคา่ จัดการศพและเงินสงเคราะหค์ รอบครวั ให้เปน็ ไปตามที่คณะกรรมการ ช.พ.ค. กาหนด

ค่มู อื การบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินจิ ราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

32

ครอบครวั ของสมาชกิ ช.พ.ค หมายถงึ บุคคลตามลาดับ ดงั นี้
1. คู่สมรสท่ชี อบด้วยกฎหมาย บตุ รทช่ี อบดว้ ยกฎหมาย บุตรบญุ ธรรม บตุ รนอกสมรสท่บี ดิ า
รบั รองแลว้ และบดิ ามารดาของสมาชิก ช.พ.ค.
2. ผอู้ ยู่ในอุปการะอย่างบุตรของสมาชิก ช.พ.ค.
3. ผู้อปุ การะสมาชกิ ช.พ.ค.
ผูม้ สี ทิ ธิไดร้ ับการสงเคราะห์ตามวรรคหนึง่ ยังมชี ีวิตอยู่ หรือมผี รู้ ับมรดกยงั ไม่ขาดสายแล้วแตก่ รณใี น
ลาดบั หนงึ่ ๆ บคุ คลที่อยูใ่ นลาดับถัดไปไม่มีสิทธไิ ดร้ บั เงินสงเคราะหค์ รอบครัวระเบยี บนี้
การสงเคราะหค์ รอบครัวของสมาชกิ ช.พ.ค. สาหรับบุตรให้พจิ ารณาให้บุตรสมาชกิ ช.พ.ค. ไดร้ ับ
ความชว่ ยเหลือเป็นเงินทนุ สาหรับการศึกษาเล่าเรยี นเป็นลาดับแรก
สมาชิก ช.พ.ค. ต้องระบบุ ุคคลใดบคุ คลหนงึ่ หรือหลายคน เป็นผ้มู ีสิทธริ ับเงนิ สงเคราะห์
สมาชกิ ช.พ.ค. มหี นา้ ท่ีดังต่อไปน้ี
1. ตอ้ งปฏิบตั ติ ามระเบียบนี้
2. สง่ เงนิ สงเคราะห์รายศพ เมื่อสมาชิก ช.พ.ค. อนื่ ถงึ แก่กรรมศพละหน่งึ บาทภายใต้เง่ือนไข
3. สมาชกิ ช.พ.ค. ทเ่ี ป็นขา้ ราชการประจา ข้าราชการบานาญและผทู้ ี่มเี งนิ เดือนหรือรายได้ รายเดือน
ต้องยนิ ยอมใหเ้ จ้าหน้าท่ผี ูจ้ ่ายเงนิ เดือนหรือเงนิ บานาญเป็นผู้หักเงนิ เพ่ือชาระเงนิ สงเคราะห์รายศพ ณ ทจ่ี ่าย
ตามประกาศรายช่ือสมาชกิ ช.พ.ค. ทถ่ี ึงแก่กรรม

คาจากดั ความ
แผนการปฏบิ ัติงาน และแผนการใชจ้ ่ายงบประมาณ หมายถงึ แผนแสดงรายละเอียด

การปฏิบัตงิ าน และแสดงรายละเอียดการใช้จา่ ยงบประมาณรายจา่ ยตามแผนการปฏิบัตงิ านของโรงเรียน
พินิจราษฎรบ์ ารุง ในรอบปีงบประมาณ

การใช้จ่ายงบประมาณ หมายถึง การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายของโรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง
เพอ่ื ดาเนินตามแผนการปฏิบตั งิ านในรอบปี

การจัดสรรงบประมาณ หมายถึง การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตามพระราชบัญญัติงบประมาณ
รายจ่ายประจาปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้ส่วนราชการใช้จ่ายหรือก่อหน้ีผูกพัน
ทั้งนี้ อาจดาเนนิ การโดยใชก้ ารอนมุ ัตเิ งินประจางวดหรือโดยวิธกี ารอน่ื ใดตามทส่ี านักงบประมาณกาหนด

เป้าหมายยุทธศาสตร์ หมายถึง ผลสัมฤทธ์ิท่ีการใช้จ่ายงบประมาณต้องการจะให้เกิดต่อนักเรียน
บุคลากรโรงเรยี นพนิ ิจราษฎรบ์ ารงุ

แผนการปฏิบัติงาน หมายถึง แผนการปฏิบัติงานของโรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง ในรอบ
ปีงบประมาณ

แผนการใช้จา่ ยงบประมาณ หมายถงึ แผนแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณรายจา่ ยสาหรับ
โรงเรียนพินจิ ราษฎร์บารุง เพือ่ ดาเนนิ งานตามแผนการปฏบิ ัตงิ านในรอบปีงบประมาณ

คมู่ ือการบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพนิ ิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

33

โครงการ หมายถงึ โครงการท่กี าหนดขึน้ เพ่อื ใชจ้ ่ายเงินเป็นไปตามในระหว่างปีงบประมาณ
งบรายจ่าย หมายถงึ กลุ่มวตั ถุประสงค์ของรายจา่ ย ท่กี าหนดใหจ้ ่ายตามหลักการจาแนกประเภท
รายจา่ ยตามงบประมาณ
จาแนกงบรายจ่ายตามหลักจาแนกประเภทงบประมาณตามงบรายจ่าย ดังน้ี
งบบุคลากร หมายถึง รายจ่ายที่กาหนดให้จ่ายเพ่ือการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ได้แก่ รายจ่ายใน
ลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจา ค่าจ้างชั่วคราว และค่าตอบแทนพนักงานราชการ รวมถึงรายจ่ายที่กาหนดให้
จ่ายจากงบรายจ่ายอ่นื ในลกั ษณะดงั กล่าว
งบดาเนินงาน หมายถึง รายจ่ายท่ีกาหนดให้จ่ายเพ่ือการบริหารงานประจา ได้แก่รายจ่ายที่จ่ายใน
ลกั ษณะคา่ ตอบแทน ค่าใช้สอย คา่ วสั ดุ คา่ สาธารณูปโภค
งบลงทุน หมายถึง รายจ่ายที่กาหนดให้จ่ายเพ่ือการลงทุน ได้แก่ รายจ่ายในลักษณะ ค่าครุภัณฑ์
คา่ ทีด่ ิน และส่ิงกอ่ สร้าง
งบเงินอุดหนุน หมายถึง รายจ่ายที่กาหนดให้จ่ายเป็นค่าบารุง หรือเพื่อช่วยเหลือสนับสนุน
การดาเนินงานของหน่วยงานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือหน่วยงานของรัฐซ่ึงมิใช่ส่วนราชการส่วนกลาง
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หน่วยงานในกากับของรัฐองค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาตาบล องค์การระหว่างประเทศบิติบุคคล เอกชนหรือกิจการอันเป็น
สาธารณประโยชน์ รวมถึง เงินอุดหนุนงบพระมหากษัตริย์ เงินอุดหนุนการศาสนา และรายจ่ายท่ีสานัก
งบประมาณกาหนดให้จา่ ยในงบรายจา่ ยน้ี
งบรายจ่ายอนื่ หมายถงึ รายจ่ายทีไ่ ม่เข้าลกั ษณะประเภทงบรายจา่ ยใดงบรายจ่ายหน่ึง หรือรายจ่าย
ที่ สานกั งบประมาณกาหนดให้ใช้จ่ายในงบรายจา่ ยน้ี เชน่
(1) เงินราชการลับ
(2) เงนิ คา่ ปรบั ท่ีจา่ ยคนื ใหแ้ ก่ผขู้ ายหรือผูร้ ับจา้ ง
(3) ค่าจ้างท่ีปรึกษาเพื่อศึกษา วิจัย ประเมินผล หรือพัฒนาระบบต่างๆซึ่งมิใช่เพ่ือการจัดหา หรือ

ปรบั ปรงุ ครภุ ณั ฑ์ที่ดินหรือสง่ิ ก่อสร้าง
(4) ค่าใชจ้ ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว
(5) คา่ ใช้จ่ายสาหรับหนว่ ยงานองคก์ รตามรฐั ธรรมนูญ (ส่วนราชการ)
(6) คา่ ใชจ้ า่ ยเพอ่ื ชาระหน้เี งินกู้
(7) คา่ ใช้จ่ายสาหรบั กองทุน หรือเงนิ ทุนหมุนเวียน

คู่มือการบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินจิ ราษฎร์บารุง สพป.กส 2

34

หนา้ ท่คี วามรับผดิ ชอบ
กลุ่มการบรหิ ารงบประมาณ

ปฏิบัติหน้าท่ีหัวหน้ากลุ่มบริหารงบประมาณ มีหน้าที่ดูแล กากับติดตาม กลั่นกรอง อานวยความ
สะดวก ให้คาแนะนาปรึกษาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีท่ีปฏิบัติงานในกลุ่มบริหารงบประมาณ ตามขอบข่าย
และภารกจิ การบริหารงบประมาณ ปฏบิ ัติหน้าที่ที่เกีย่ วขอ้ งกับการจดั ระบบบริหารองค์กรการประสานงานและ
ให้บริการสนับสนุน ส่งเสริมให้ฝ่ายบริหารงบประมาณต่างๆ ในโรงเรียนสามารถบริหารจัดการและดาเนินการ
ตามบทบาทภารกิจ อานาจหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยตลอดจนสนับสนุนและให้บริการข้อมูล ข่าวสาร เอกสาร
สอ่ื อุปกรณ์ทางการศึกษาและทรัพยากรทใ่ี ช้ในการจัดการศึกษาแก่เจา้ หนา้ ท่ีของแต่ละฝา่ ยงานเพื่อให้ฝ่ายงาน
บริหารจัดการได้อยา่ งสะดวกคล่องตัวมีคุณภาพและเกิดประสทิ ธิผล

ขอบข่ายกลุ่มการบรหิ ารงบประมาณ มีดังน้ี
1. การจัดทาแผนงบประมาณและคาขอตั้งงบประมาณเพื่อเสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการศึกษา
ขัน้ พน้ื ฐาน

มหี นา้ ท่รี ับผดิ ชอบ ดงั นี้
1. จดั ทาขอ้ มลู สารสนเทศทางการเงินของสถานศึกษา ไดแ้ ก่ แผนชัน้ เรียน ข้อมลู ครนู กั เรียน
และส่ิงอานวยความสะดวกของสถานศกึ ษา โดยความร่วมมือของสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษา
2. จัดทากรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหนา้ และแผนงบประมาณ
3. เสนอแผนงบประมาณขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานเพื่อใช้
เปน็ คาขอต้ังงบประมาณตอ่ สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษา

2. การจัดทาแผนปฏิบัติการใช้จ่ายเงิน ตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจากสานักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานโดยตรง

มหี นา้ ทรี่ บั ผดิ ชอบ ดงั นี้
1. จัดทาแผนปฏิบัติการประจาปีและแผนการใช้จ่ายงบประมาณภายใต้ความร่วมมือของ
สานักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษา
2. ขอความเห็นชอบแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณต่อคณะกรรมการ
สถานศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน

3. การอนุมัตกิ ารใช้จา่ ยงบประมาณทไ่ี ดร้ ับจดั สรร
หนา้ ทีร่ ับผิดชอบเสนอโครงการดงั นี้
- ผู้อานวยการสถานศึกษาอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณตามงาน/โครงการที่กาหนดไว้ใน

แผนปฏิบัตกิ ารประจาปี และแผนการใช้จ่ายเงนิ ภายใตค้ วามรว่ มมือของสานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา

คู่มอื การบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

35

4. การขอโอนและการขอเปลยี่ นแปลงงบประมาณ
มหี น้าทรี่ บั ผดิ ชอบ ดังน้ี
1. ตรวจสอบรายละเอียดรายการงบประมาณท่ีจาเป็นต้องขอโอนหรือเปล่ียนแปลง

เช่นเดียวกับสถานศึกษาประเภทท่ี 1 เสนอความเห็นชอบคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วเสนอ
ขอโอนหรอื เปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณต่อสานกั งานเขตพื้นที่การศึกษา เพอ่ื ดาเนินการตอ่ ไป

5. การรายงานผลการเบิกจา่ ยงบประมาณ
มหี น้าทีร่ บั ผิดชอบ ดังนี้
1. รายงานผลการดาเนินงาน ผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจาปี ไปยังสานักงานเขต

พนื้ ท่กี ารศึกษา

6. การตรวจสอบ ตดิ ตามและรายงานการใช้งบประมาณ
มหี นา้ ทร่ี บั ผิดชอบ ดงั นี้
1. จัดการให้มีการตรวจสอบและติดตามให้ กลุ่ม ฝ่ายงาน ในสถานศึกษา รายงานผลการ

ปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อจัดทารายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ
ตามแบบที่สานกั งบประมาณกาหนด และจัดสง่ ไปยังสานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาทุกไตรมาส ภายในระยะเวลา
ทสี่ านกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษากาหนด

2. จดั ทารายงานประจาปีที่แสดงถึงความสาเร็จในการปฏิบตั ิงาน และจัดส่งให้สานักงานเขต
พ้นื ทก่ี ารศึกษาภายในระยะเวลาทส่ี านักงานเขตพื้นที่การศึกษากาหนด

7. การตรวจสอบ ตดิ ตามและรายงานการใช้ผลผลิตจากงบประมาณ
มหี น้าที่รับผดิ ชอบ ดังน้ี
1. ประเมนิ คณุ ภาพการปฏบิ ัตงิ านตามทไ่ี ด้รับมอบหมาย
2. วางแผนประเมินประสทิ ธิภาพ และประสิทธผิ ลการดาเนนิ งานของสถานศกึ ษา
3. วิเคราะห์และประเมินความมีประสิทธิภาพ ประหยัด และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร

ของหนว่ ยงานในสถานศกึ ษา

8. การระดมทรัพยากรและการลงทุนเพือ่ การศกึ ษา
มหี น้าที่รับผิดชอบ ดงั น้ี
1. วางแผน รณรงค์ ส่งเสริมการระดมทุนการศึกษาและทุนเพื่อการพัฒนาการศึกษาให้

ดาเนินงานไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพและเกดิ ประสิทธิผล คมุ้ ค่า และมคี วามโปร่งใส
2. จัดทาข้อมูลสารสนเทศ และระบบการรับจ่ายทุนการศึกษาและเพื่อการพัฒนาการศึกษา

ให้ดาเนนิ งานไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ค้มุ คา่ และมีความโปรง่ ใส
3. สรุป รายงาน เผยแพร่ และเชิดชูเกียรติผู้สนับสนุนทุนการศึกษาและทุนเพื่อการพัฒนา

สถานศกึ ษา โดยความชอบของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน

คมู่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพินจิ ราษฎร์บารงุ สพป.กส 2

36

9. การบริหารจัดการทรพั ยากรเพ่อื การศึกษา
มหี นา้ ที่รับผิดชอบ ดงั น้ี
1. จัดทารายการทรัพยากรเพื่อเป็นสารสนเทศได้แก่แหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา

แหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ินทั้งท่ีเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถ่ิน แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถาน
ประกอบการ เพ่ือการรับรู้ของบุคลากรในสถานศึกษา นักเรียนและบุคคลท่ัวไปจาได้เกิดการใช้ทรัพยากร
ร่วมกนั ในการจดั การศกึ ษา

2. วางระบบหรอื กาหนดแนวปฏบิ ัติการใชท้ รัพยากรร่วมกันกับบคุ คล หน่วยงานรัฐบาลและ
เอกชนเพื่อให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด

3. กระตุน้ ใหบ้ คุ คลในสถานศึกษารว่ มใชท้ รัพยากรภายในและภายนอก รวมทงั้ ให้บรกิ ารการ
ใชท้ รพั ยากรภายในเพ่อื ประโยชน์ตอ่ การเรียนรู้และสง่ เสรมิ การศึกษาในชมุ ชน

4. ประสานความร่วมมือกับผู้รับผิดชอบแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรท่ีมนุษย์สร้าง
ทรพั ยากรบคุ คลที่มศี กั ยภาพให้การสนบั สนนุ การจดั การศกึ ษา

5. ดาเนินการเชิดชูเกียรติบุคคลและหน่วยงานท้ังภาครัฐและเอกชน ท่ีสนับสนุนการใช้
ทรัพยากรรว่ มกนั เพ่ือการศกึ ษาของสถานศกึ ษา

10. การวางแผนพสั ดุ
มหี น้าทร่ี บั ผดิ ชอบ ดงั น้ี
1. การวางแผนพัสดลุ ่วงหนา้ 3 ปี ให้ดาเนินการตามกระบวนการของการวางแผน

งบประมาณ
2. การจัดทาแผนการจัดหาพัสดุให้ฝ่ายที่ทาหน้าท่ีจัดซ้ือจัดจ้างเป็นผู้ดาเนินการ โดยให้ฝ่าย

ท่ีต้องการใช้พัสดุ จัดทารายละเอียดพัสดุท่ีต้องการ คือรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณ ราคา คุณลักษณะเฉพาะ
หรือแบบรูปรายการและระยะเวลาที่ต้องการนี้ต้องเป็นไปตามแผนปฏิบัติการประจาปี (แผนปฏิบัติงาน) และ
ตามทร่ี ะบุไว้ในเอกสารประกอบพระราชบญั ญตั ิงบประมาณรายจา่ ยประจาปี ส่งให้ฝา่ ยทท่ี าหนา้ ที่จดั ซื้อจัดจ้าง
เพอ่ื จัดทาแผนการจดั หาพสั ดุ

3. ฝา่ ยท่จี ดั ทาแผนการจัดหาพสั ดุทาการรวบรวมข้อมูลรายละเอยี ดจากฝ่ายที่ต้องการใช้พัสดุ
โดยมีการสอบทานกับแผนปฏิบัติงานและเอกสารประกอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปี และ
ความเหมาะสมของวิธีการจัดหาว่าควรเปน็ การซื้อ การเช่าหรอื การจัดทาเองแลว้ จานาข้อมลู ทส่ี อบทานแล้วมา
จดั ทาแผนการจดั หาพัสดใุ นภาพรวมของสถานศกึ ษา

11. การกาหนดแบบรูปรายการหรือคุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์หรือส่ิงก่อสร้างท่ีใช้เงินงบประมาณ
เพ่อื สนองต่อเลขาธิการคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน

มหี น้าทร่ี บั ผิดชอบ ดังน้ี
1. กาหนดแบบรูปรายการหรือคุณลักษณะเฉพาะเพ่ือประกอบการขอตั้งงบประมาณ ส่งให้
สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา
2. กรณีท่ีเป็นการจัดหาจากเงินนอกงบประมาณให้กาหนดแบบรูปรายการหรือคุณ
ลักษณะเฉพาะไดโ้ ดยให้พิจารณาจากแบบมาตรฐานก่อนหากไม่เหมาะสมก็ให้กาหนดตามความต้องการโดยยึด
หลักความโปร่งใส เปน็ ธรรมและเป็นประโยชนก์ บั ทางราชการ

คู่มือการบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ ิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

37

12. การจัดหาพสั ดุ
มหี นา้ ท่รี ับผดิ ชอบ ดังนี้
1. การจัดหาพัสดุถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุของส่วนราชการและคาส่ัง

มอบอานาจของสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
2. การจัดทาพัสดุถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยการให้สถานศึกษารับจัดทา

รับบรกิ าร

13. การควบคุมดูแล บารุงรกั ษาและจาหน่ายพสั ดุ
มหี นา้ ที่รับผิดชอบ ดงั น้ี
1. จัดทาทะเบยี นคุมทรพั ยส์ ินและบัญชวี ัสดุไมว่ า่ จะไดม้ าด้วยการจดั หาหรือการรบั บริจาค
2. ควบคุมพสั ดใุ ห้อยู่ในสภาพพร้อมการใชง้ าน
3. ตรวจสอบพัสดุประจาปี และให้มีการจาหน่ายพัสดุที่ชารุด เสื่อมสภาพหรือไม่ใช้

ในราชการอกี ต่อไป
4. พัสดุที่เป็นที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง กรณีที่ได้มาด้วยเงนิ งบประมาณให้ดาเนินการข้ึนทะเบียน

เป็นราชพัสดุ กรณีที่ได้มาจากการรับบริจาคหรือจากเงินรายได้สถานศึกษาให้ข้ึนทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของ
สถานศึกษา

14. การรับเงิน การเกบ็ รักษาเงนิ และการจ่ายเงนิ
มหี น้าทร่ี บั ผิดชอบ ดังน้ี
1. การปฏิบัติเกี่ยวกับการรับเงิน และการจ่ายเงินให้ปฏิบัติตามระเบียบท่ีกระทรวงการคลัง

กาหนดคือ ระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนาเงินส่งคลังในหน้าที่ของอาเภอ พ.ศ. 2520 โดยสถานศึกษา
สามารถกาหนดวิธีปฏิบัติเพ่ิมเติมไดต้ ามความเหมาะสมแตต่ ้องไม่ขัดหรือแย้งกบั ระเบียบดงั กลา่ ว

2. การปฏิบัติเกี่ยวกับการเก็บรักษาเงินให้ปฏิบัติตามระเบียบท่ีกระทรวงการคลังกาหนด
คอื ระเบียบการเก็บรกั ษาเงินและการนาเงินส่งคลงั ในสว่ นของราชการ พ.ศ. 2520 โดยอนุโลม

15. การนาเงินส่งคลัง
มหี นา้ ทีร่ บั ผดิ ชอบ ดงั น้ี
1. การนาเงินส่งคลังให้นาส่งต่อสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาภายในระยะเวลาท่ีกาหนดไว้

ตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนาเงนิ ส่งคลังในหนา้ ที่ของอาเภอ พ.ศ. 2520 หากนาสง่ เปน็ เงนิ สดให้ตั้ง
คณะกรรมการนาส่งเงนิ ดว้ ย

16. การจัดทาบญั ชีการเงนิ
มหี นา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบ ดงั น้ี
1. ให้จัดทาบัญชีการเงินตามระบบที่เคยจัดทาอยู่เดิม คือ ตามระบบท่ีกาหนดไว้ในคู่มือการ

บัญชีหน่วยงานย่อย พ.ศ. 2515 หรือตามระบบการควบคุมการเงินของหน่วยงานย่อย พ.ศ. 2544 แล้ว
แตก่ รณี

คมู่ ือการบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรยี นพนิ ิจราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

38
17. การจดั ทารายงานทางการเงินและงบการเงิน

มหี นา้ ทีร่ ับผดิ ชอบ ดังนี้
1. จัดทารายงานตามที่กาหนดในคู่มือการบัญชีสาหรับหนว่ ยงานย่อย พ.ศ. 2515 หรือ ตาม
ระบบการควบคมุ การเงินของหนว่ ยงานยอ่ ยพ.ศ. 2515 แล้วแตก่ รณี
2. จัดทารายงานการรับจ่ายเงินรายได้สถานศึกษา ตามที่สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพนื้ ฐานกาหนด คือ ตามประกาศสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐานว่าดว้ ยหลักเกณฑ์ อัตราและ
วิธีการนาเงินรายได้สถานศึกษาไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลรายได้
สถานศกึ ษาไปจา่ ยเปน็ ค่าใชจ้ ่ายในการจัดการของสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลในสังกดั เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา
18. การจดั ทาและจัดหาแบบพมิ พ์บญั ชี ทะเบยี นและรายงาน
มหี น้าทร่ี บั ผิดชอบ ดงั น้ี
1. แบบพิมพ์บัญชี ทะเบียนและแบบรายงานให้จัดทาตามแบบที่กาหนดในคู่มือการบัญชี
สาหรับหน่วยงานยอ่ ย พ.ศ. 2515 หรอื ตามระบบการควบคมุ การเงนิ ของหน่วยงานย่อย พ.ศ. 2544

คู่มอื การบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพินจิ ราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

39

การบรหิ ารงานบุคคล

คู่มือการบรหิ ารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรยี นพนิ จิ ราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

40

การบรหิ ารงานบคุ คล

หมายถึง การหาทางใช้คนท่ีอยู่ร่วมกันในองค์กรน้ัน ๆให้ทางานได้ผล ดีท่ีสุด ส้ินเปลืองค่าใช้จ่าย
น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็สามารถทาให้ผู้ร่วมงานมีความสุขมีความพอใจ ที่จะให้ความร่วมมือและทางาน
ร่วมกบั ผู้บริหาร เพ่ือให้งานขององคก์ รนั้นๆ สาเร็จลลุ ว่ งไปดว้ ยดี

แนวคิด
1. ปจั จยั ทางการบริหารทัง้ หลายคนถอื เป็นปจั จยั ทางการบริหารที่สาคัญท่ีสุด
2. การบรหิ ารงานบคุ คลจะมีประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลผู้บริหารจะต้องมีความรู้ ความเขา้ ใจและ

มคี วามสามารถสงู ในการบริหารงานบุคคล
3. การจัดบุคลากรให้ปฏิบัติงานได้เหมาะสมกับความรคู้ วามสามารถจะมีส่วนทาให้บุคลากร มีขวัญ

กาลงั ใจ มคี วามสุขในการปฏิบตั งิ าน ส่งผลให้งานประสบผลสาเร็จอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
4. การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถอย่างสม่าเสมอและต่อเนื่องจะทาให้บุคลากร

เปลย่ี นแปลงพฤติกรรมและกระตือรอื รน้ พฒั นางานใหด้ ยี ่ิงข้ึน
5. การบริหารงานบุคคลเน้นการมีสว่ นร่วมของบคุ ลากรและผ้มู สี ่วนได้เสยี เปน็ สาคัญ

ขอบขา่ ยงานบคุ ลากร
1. สง่ เสริมและพฒั นาระบบการบริหารจดั การให้มปี ระสทิ ธิภาพ
2. ส่งเสริมใหบ้ คุ ลากรในโรงเรียนปฏิบตั ติ ามในหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณ

วิชาชพี ครู
3. สง่ เสริมการประชาสัมพนั ธข์ ้อมลู ข่าวสารของบุคลากรภายในโรงเรียนแกผ่ ู้เกยี่ วข้องอย่างทัว่ ถึง

และมปี ระสทิ ธภิ าพ
4. ส่งเสริมและสนบั สนุนใหค้ รูและบคุ ลากรไดร้ ับการพฒั นาตามสมรรถนะวชิ าชีพครู
5. ประสานความร่วมมือระหว่างโรงเรยี น ผ้ปู กครอง และชมุ ชน ในการพฒั นา โรงเรียน
6. สง่ เสริมให้คณะครปู ฏิบัติหน้าท่ดี ว้ ยความซื่อสตั ย์สจุ รติ
7. สง่ เสริมใหค้ ณะครูปฏิบัติตนในการดาเนนิ ชีวิตโดยยึดหลกั เศรษฐกจิ พอเพียง

เป้าหมาย (Goals) ปกี ารศึกษา 2562 – 2565
1. สง่ เสริมและพัฒนาระบบการบริหารจดั การให้มีประสิทธิภาพ
2. ส่งเสริมให้บุคลากรในโรงเรียนปฏิบัติตามในหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณ

วิชาชีพครู
3. ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของบุคลากรภายในโรงเรียนแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างท่ัวถึง

และมีประสทิ ธิภาพ
4. ส่งเสริม และสนบั สนุนใหค้ รูและบุคลากรไดร้ ับการพฒั นาตามสมรรถนะวชิ าชพี ครู

คมู่ อื การบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพินจิ ราษฎร์บารงุ สพป.กส 2

41

5. ประสานความร่วมมือระหวา่ งโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ในการพฒั นา โรงเรยี น
6. สง่ เสริมใหค้ ณะครูปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ด้วยความซ่ือสัตย์สุจรติ
7. สง่ เสริมให้คณะครปู ฏบิ ัติตนในการดาเนนิ ชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกจิ พอเพยี ง

1.วางแผนอัตรากาลงั /การกาหนดตาแหนง่
มหี น้าทรี่ ับผดิ ชอบ ดงั น้ี
1. จัดทาแผนงาน/โครงการ แผนปฏิบตั ิงานประจาปแี ละปฏิทินปฏิบัติงาน
2. จัดทาแผนงานอตั รากาลังครู / การกาหนดตาแหนง่ และความต้องการครูในสาขาท่โี รงเรียน

มีความต้องการ
3. จัดทารายงานอัตรากาลงั ครูต่อหน่วยงานตน้ สงั กัด

2.การสรรหาและบรรจแุ ตง่ ตั้ง
มหี น้าที่รบั ผิดชอบ ดงั น้ี
1. วางแผนดาเนินการสรรหาและเลือกสรรและกาหนดรายละเอยี ดแผนปฏบิ ัติงาน
2. กาหนดรายละเอียดเกย่ี วกับการสรรหาการเลือกสรรคุณสมบตั ขิ องบุคคลทรี่ บั สมคั ร
3. จัดทาประกาศรับสมคั ร
4. รบั สมคั ร
5. การตรวจสอบคุณสมบัติผสู้ มัคร
6. ประกาศรายชื่อผมู้ สี ทิ ธริ ับการประเมนิ
7. แต่งตัง้ คณะกรรมการดาเนินการสรรหาและเลอื กสรร
8. สอบคดั เลือก
9. ประกาศรายช่ือผู้ผ่านการเลือกสรร
10. การเรียกผทู้ ี่ผา่ นการคดั เลือกมารายงานตวั
11. จดั ทารายตอ่ หนว่ ยงานต้นสงั กัด

3.การพัฒนาบคุ ลากร
มหี นา้ ท่ีรบั ผดิ ชอบ ดงั นี้
1. จัดทาแผนงาน/โครงการ/แผนปฏิบัตกิ ารประจาปี
2. สารวจความต้องการในการพัฒนาครูและบุคลากรในโรงเรยี น
3. จดั ทาแผนพฒั นาตนเองของครแู ละบุคลากรในโรงเรียน
4. ส่งเสรมิ และสนับสนุนให้ครูและบุคลากรไดร้ บั การพัฒนา
5. จดั ทาแฟ้มบุคลากรในโรงเรียน
6. ติดตาม ประเมนิ ผล สรุปรายงานผลการปฏิบัติงานเสนอผูอ้ านวยการ
7. งานอื่น ๆ ทไี่ ด้รบั มอบหมาย

คู่มือการบรหิ ารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพนิ ิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

42

4.การเลอื่ นข้ันเงนิ เดือน
มหี นา้ ที่รบั ผิดชอบ ดังน้ี
1. จัดทาแผนงาน/โครงการ/แผนปฏบิ ตั กิ ารประจาปี
2. นเิ ทศ ตดิ ตามผลการปฏบิ ัตงิ านของครูและบคุ ลากรในโรงเรยี น
3. ประชมุ คณะกรรมการในการพิจารณาเลื่อนข้นั เงินเดือนประจาปี
4. จดั ทาบัญชีผู้ทไ่ี ด้รับการพิจารณาเล่ือนขนั้ ประจาปโี ดยยึดหลักความโป่รงใส คุณธรรมจรยิ ธรรม

และการปฏิบตั ิงานท่รี ับผดิ ชอบ
5. แต่งตั้งผูท้ ไ่ี ดร้ ับการเล่ือนขั้นเงนิ เดอื นรายงานต่อตน้ สังกัด

5.เครือ่ งราชอิสริยาภรณ์
มหี น้าที่รับผิดชอบ ดงั น้ี
1. จัดรวบรวมเอกสารในการเสนอขอพระราชทานเคร่ืองราชอสิ ริยาภรณ์
2. สารวจความต้องการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณข์ องคณะครูและบคุ ลากร
3. สง่ เสริมและสนบั สนุนขอพระราชทานเคร่ืองราชอสิ รยิ าภรณข์ องคณะครแู ละบคุ ลากรในโรงเรยี น
4. จดั ทาแฟม้ ขอ้ มลู การได้รับพระราชทานเครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณข์ องคณะครูและบคุ ลากรในโรงเรียน

6.วนิ ัยและการรกั ษาวนิ ัย
มหี นา้ ท่ีรับผดิ ชอบ ดงั นี้
1. จัดรวบรวมเอกสารเกีย่ ววินยั และการรักษาวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรในโรงเรยี น
2. จดั ทาแฟม้ ขอ้ มูลเกย่ี วกับการทาผิดเกี่ยวกับวินยั ของข้าราชการครแู ละบุคลากรในโรงเรยี น

7.สวสั ดกิ ารครู
มหี นา้ ทร่ี ับผิดชอบ ดังน้ี
1.วางแผนดาเนินงานเกย่ี วกบั สวัสดิการของครแู ละบุคลากรในโรงเรยี น
2. มอบของขวญั เปน็ กาลงั ใจในวนั สาคัญตา่ งๆ วนั เกดิ แสดงความยนิ ดีทผี่ า่ นการประเมิน

ครชู านาญการพิเศษ ของครูและบคุ ลากรในโรงเรยี น
3. ซ้อื ของเย่ยี มไขเ้ ม่ือเจ็บป่วยหรอื นอนพกั รักษาตัวในโรงพยาบาล

คู่มือการบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรยี นพนิ จิ ราษฎร์บารุง สพป.กส 2

43

8.สามะโนนกั เรยี น/รับนักเรียน
มหี น้าท่รี ับผดิ ชอบ ดังนี้
1.วางแผนในการจัดทาสามะโนนักเรยี น
สามะโนนักเรยี นในเขตหมู่ 1 , 3 , 4 , 6 ,9 และหมู่ 20 ซ่งึ เปน็ เขตบริการของโรงเรียน
2. จัดทาเอกสารการรับสมคั รนักเรยี น เดก็ เลก็ ชัน้ อนบุ าล 1 ประถมศึกษาปที ี่ 1
เปดิ รับสมคั รนกั เรียน เด็กเล็ก ชนั้ อนุบาล 1 ประถมศกึ ษาปที ่ี 1
3. จัดทาแฟม้ นักเรียน เด็กเล็ก ช้ันอนุบาล 1 ประถมศึกษาปีที่ 1
4. สรปุ การจดั ทาสามะโนนักเรียนรายงานหน่วยงานตน้ สังกัด

การปฏิบตั ริ าชการของข้าราชการครู
1. การลา การลาแบ่งออกเป็น 9 ประเภท คอื

1. การลาป่วย
2. การลาคลอดบุตร
3. การลากจิ สว่ นตวั
4. การลาพกั ผ่อน
5. การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์
6. การลาเขา้ รับการตรวจเลอื กหรอื เข้ารบั การเตรียมพล
7. การลาไปศึกษา ฝกึ อบรม ดูงาน หรือปฏิบตั กิ ารวิจัย
8. การลาไปปฏิบัตงิ านในองค์การระหว่างประเทศ
9. การลาติดตามคูส่ มรส

การลาป่วย ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาป่วยเพ่ือรักษาตัวให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลาดับจนถึงผู้มีอานาจอนุญาตก่อนหรือในวันท่ีลาเว้นแต่ในกรณีจาเป็นจะเสนอหรือจัดส่งใบลา ในวันแรก
ที่มาปฏิบตั ริ าชการก็ได้ ในกรณีที่ข้าราชการผู้ขอลามีอาการปว่ ยจนไม่สามารถจะลงช่ือในใบลาไดจ้ ะให้ผู้อื่นลา
แทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงช่ือได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว การลาป่วยต้ังแต่ 30 วันข้ึนไป ต้องมี
ใบรบั รองของแพทย์ซึ่งเปน็ ผู้ที่ได้ข้ึนทะเบยี นและ รบั ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวชิ าชีพเวชกรรมแนบไปกับใบลา
ด้วย ในกรณีจาเป็นหรือเห็นสมควรผู้มีอานาจอนุญาตจะสั่งให้ใช้ใบรับรองของแพทย์ซึ่งผู้มีอานาจอนุญาต
เห็นชอบแทนกไ็ ด้ การลาปว่ ยไม่ถงึ 30 วนั ไมว่ ่าจะเปน็ การลาคร้งั เดียวหรือหลายครง้ั ตดิ ต่อกนั ถ้าผมู้ อี านาจ
อนญุ าตเห็นสมควร จะส่ังให้มีใบรับรองแพทย์ตามวรรคสามประกอบใบลา หรอื ส่ังใหผ้ ลู้ าไปรบั การ ตรวจจาก
แพทย์ของทางราชการเพ่อื ประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได้

คูม่ อื การบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ จิ ราษฎรบ์ ารงุ สพป.กส 2

44

การลาคลอดบุตร ข้าราชการซ่ึงประสงค์จะลาคลอดบุตร ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลาดับ จนถึงผู้มีอานาจอนุญาตก่อนหรอื ในวันทีล่ า เว้นแต่ไม่สามารถจะลงช่ือในใบลาได้ จะให้ผู้อื่นลาแทน
กไ็ ด้ แตเ่ มื่อสามารถลงชอื่ ได้แลว้ ใหเ้ สนอหรอื จดั สง่ ใบลาโดยเรว็ และมีสทิ ธิลาคลอดบตุ รโดยได้รบั เงนิ เดอื นครั้ง
หน่ึงได้ การลาคลอดบตุ รจะลาในวันทคี่ ลอดก่อนหรือหลงั วนั ท่ีคลอดบตุ รกไ็ ด้ แตเ่ ม่ือรวมวนั ลาแลว้ ต้องไมเ่ กิน
90 วนั

การลากิจส่วนตัว ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลากิจส่วนตัว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลาดับ จนถึงผู้มีอานาจอนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้ เว้นแต่มีเหตุจาเป็น
ไม่สามารถรอรับอนุญาตได้ทันจะเสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมด้วยระบุเหตุจาเป็นไว้แล้ว หยุดราชการ ไปก่อนก็
ได้ แต่จะต้องช้ีแจงเหตุผลให้ผูม้ ีอานาจอนุญาตทราบโดยเรว็ ในกรณีมีเหตุพิเศษที่ไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลา
ก่อนตามวรรคหนง่ึ ได้ ให้เสนอหรอื จัดส่ง ใบลาพรอ้ มท้งั เหตุผลความจาเป็นตอ่ ผู้บงั คับบญั ชาตามลาดับจนถึงผู้มี
อานาจอนุญาตทันทีในวันแรก ที่มาปฏิบัติราชการ ข้าราชการมีสิทธิลากิจส่วนตัว โดยได้รับเงินเดือนปีละไม่
เกิน 45 วันทาการ ข้าราชการที่ลาคลอดบุตรตามข้อ 18 แล้ว หากประสงค์จะลากิจส่วนตัวเพ่ือเลีย้ งดบู ุตรให้
มี สทิ ธิลาต่อเนอื่ งจากการลาคลอดบุตรได้ไมเ่ กนิ 150 วันทาการ โดยไม่มีสิทธิได้รบั เงินเดอื นระหว่างลา

การลาพกั ผ่อน ขา้ ราชการมีสิทธลิ าพกั ผ่อนประจาปใี นปหี น่งึ ได้ 10 วันทาการ
เว้นแตข่ า้ ราชการดงั ต่อไปน้ี ไมม่ สี ทิ ธิลาพักผอ่ นประจาปีในปีทไี่ ดร้ ับบรรจเุ ข้ารบั ราชการยังไมถ่ งึ 6เดือน

1. ผู้ซึ่งได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการคร้ังแรก ผู้ซึ่งลาออกจากราชการเพราะเหตุส่วนตัว
แลว้ ต่อมาไดร้ ับบรรจเุ ข้ารับราชการอกี

2. ผู้ซ่ึงลาออกจากราชการเพือ่ ดารงตาแหน่งทางการเมือง หรอื เพื่อสมัครรบั เลอื กต้งั
แลว้ ตอ่ มาได้รบั บรรจเุ ข้ารบั ราชการอกี หลงั 6 เดอื น นบั แตว่ นั ออกจากราชการ

3. ผู้ซึ่งถูกส่ังให้ออกจากราชการในกรณีอ่ืน นอกจากกรณีไปรับราชการทหารตามกฎหมาย ว่าด้วย
การรบั ราชการทหารและกรณีไปปฏิบตั ิงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ แล้วตอ่ มา ได้รับบรรจุเข้า
รับราชการอกี ถา้ ในปีใดข้าราชการผ้ใู ดมไิ ดล้ าพักผ่อนประจาปีหรือลาพักผอ่ นประจาปี แล้วแต่ไมค่ รบ 10 วันทา
การ ให้สะสมวันที่ยังมิได้ลาในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆไปได้ แต่วันลาพักผ่อน สะสมรวมกับวันลาพักผ่อนในปี
ปัจจุบันจะต้องไม่เกิน 20 วันทาการ สาหรับผู้ท่ีได้รบั ราชการตดิ ต่อกันมาแล้วไม่น้อยกวา่ 10 ปี ให้มีสิทธินาวนั
ลาพักผอ่ นสะสม รวมกับวนั ลาพกั ผ่อนในปปี ัจจบุ นั ได้ไม่เกนิ 30 วันทาการ

การลาอปุ สมบทหรือการลาไปประกอบพธิ ฮี จั ย์ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาอุปสม บทใน
พระพุทธศาสนา หรือข้าราชการที่นับถือศาสนา อิสลามซึ่งประสงค์จะลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ
ประเทศซาอุดีอาระเบียให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลาดับจนถึงผู้มีอานาจพิจารณาหรือ
อนุญาตกอ่ นวนั อุปสมบท หรอื ก่อนวันเดนิ ทางไปประกอบพธิ ฮี ัจย์ไม่น้อยกวา่ 60 วนั ในกรณีมีเหตพุ เิ ศษไม่อาจ
เสนอหรอื จัดสง่ ใบลาก่อนตามวรรคหนงึ่ ให้ช้ีแจงเหตุผลความ จาเป็นประกอบการลา และให้อยู่ในดุลพินจิ ของผู้
มีอานาจที่จะพิจารณาใหล้ าหรอื ไมก่ ็ได้ ขา้ ราชการที่ไดร้ ับพระราชทานพระบรมราชานญุ าตใหล้ าอปุ สมบท

คมู่ ือการบริหารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

45

หรือได้รับอนุญาตให้ลาไป ประกอบพิธีฮัจย์แล้วจะต้องอุปสมบทหรือออกเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ภายใน
10 วัน นับแต่ วันเร่ิมลา และจะต้องกลับมารายงานตัวเข้าปฏิบัติราชการภายใน 5 วัน นับแต่วันที่ลาสิกขา
หรอื วนั ท่ีเดนิ ทางกลับถงึ ประเทศไทยหลงั จากการเดนิ ทางไปประกอบพธิ ีฮจั ย์

การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล ข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับการตรวจ
เลือก ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวัน เข้ารับการตรวจเลือกไม่น้อยกว่า 48 ช่ัวโมง ส่วนข้าราชการท่ี
ได้รับหมายเรียกเข้ารับการเตรียมพล ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลารับ
หมายเรียกเป็นต้นไป และให้ไปเข้า รับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลตามวันเวลาในหมายเรียกน้ัน
โดยไม่ต้องรอรับคาสั่ง อนุญาต และให้ผู้บังคับบัญชาเสนอรายงานลาไปตามลาดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ
หรอื หัวหน้า ส่วนราชการขนึ้ ตรง

การลาไปศึกษา ฝึกอบรมดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ข้าราชการซ่ึงประสงค์จะลาไปศึกษาฝึกอบรม
ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศ ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลาดับจนถึง
ปลดั กระทรวงหรือหวั หนา้ สว่ นราชการขึ้นตรงเพ่ือพิจารณาอนุญาตสาหรบั การลาไปศึกษาฝึกอบรมดงู าน หรือ
ปฏิบัติการวิจัยในประเทศให้เสนอหรือจัดส่ง ใบลาตามลาดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าส่วน
ราชการขึ้นตรงเพ่ือพิจารณาอนุญาต เว้นแต่ข้าราชการกรุงเทพมหานครให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อ
ปลัดกรุงเทพมหานคร สาหรับหัวหน้า ส่วนราชการให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วน
ราชการขึ้นตรงและข้าราชการ ในราชบัณฑิตยสถานให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
สว่ นปลดั กรงุ เทพมหานครให้เสนอ หรือจัดส่งใบลาตอ่ ผู้ว่าราชการกรงุ เทพมหานคร เพอ่ื พจิ ารณาอนุญาต

การลาไปปฏิบัตงิ านในองค์การระหว่างประเทศ ข้าราชการซึง่ ประสงค์จะลาไปปฏบิ ัติงานในองค์การ
ระหว่างประเทศ ให้เสนอหรือจดั ส่งใบลา ต่อผู้บงั คบั บญั ชาตามลาดับจนถึงรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพ่ือพจิ ารณา โดย
ถอื ปฏิบตั ิตามหลกั เกณฑ์ ทกี่ าหนด

การลาตดิ ตามคู่สมรส ขา้ ราชการซ่ึงประสงค์ติดตามคู่สมรสใหเ้ สนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคบั บัญชา
ตามลาดบั จนถงึ ปลดั กระทรวงหรือหวั หนา้ ส่วนราชการขน้ึ ตรงแล้วแตก่ รณี เพือ่ พิจารณาอนุญาตให้ลาไดไ้ ม่เกิน
สองปีและในกรณีจาเป็นอาจอนุญาตให้ลาได้อีกสองปี แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินส่ีปี ถ้าเกินสี่ปี ให้ลาออกจาก
ราชการสาหรับปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง และข้าราชการ ในราชบัณฑิตยสถานให้เสนอหรือ
จัดส่งใบลาต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่วนปลัดกรุงเทพมหานครให้เสนอ หรือจัดส่งใบลาต่อผู้ว่าราชการ
กรงุ เทพมหานครเพ่อื พจิ ารณาอนุญาต

คมู่ ือการบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพนิ จิ ราษฎร์บารุง สพป.กส 2

46

วินยั และการดาเนนิ การทางวินยั
วินัย : การควบคมุ ความประพฤติของคนในองค์กรให้เป็นไปตามแบบแผนท่ีพงึ ประสงค์
วินยั ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา : ขอ้ บัญญัติทกี่ าหนดเป็นข้อห้ามและ ข้อปฏิบัติตาม

หมวด 6 แห่งพระราชบัญญตั ิระเบยี บข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2547 และท่ีแก้ไขเพิม่ เติม
ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2551 โทษทางวินยั มี 5 สถาน คอื
วนิ ยั ไมร่ า้ ยแรง มีดังน้ี

1. ภาคทณั ฑ์
2. ตัดเงินเดอื น
3. ลดข้ันเงนิ เดือน
วนิ ยั ร้ายแรง มีดังนี้
4. ปลดออก
5. ไลอ่ อก
การวา่ กล่าวตักเตือนหรือการทาทณั ฑบ์ นไม่ถือวา่ เป็นโทษทางวินยั ใช้ในกรณีท่ีเปน็ ความผิดเล็กนอ้ ย
และมเี หตุอนั ควรงดโทษ การว่ากลา่ วตักเตือนไมต่ ้องทาเป็นหนังสอื แตก่ ารทาทัณฑ์บนต้องทาเปน็ หนังสือ
(มาตรา 100 วรรคสอง)
โทษภาคทณั ฑ์
ใช้ลงโทษในกรณีที่เป็นความผิดเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน โทษภาคทัณฑ์ไม่ต้องห้ามการเลื่อนขั้น
เงนิ เดือน
โทษตดั เงนิ เดือนและลดขนั้ เงนิ เดือน
ใช้ลงโทษในความผิดท่ีไม่ถงึ กบั เป็นความผดิ ร้ายแรง และไม่ใช่กรณที ีเ่ ปน็ ความผดิ เล็กน้อย
โทษปลดออกและไล่ออก
ใช้ลงโทษในกรณที ่ีเปน็ ความผดิ วนิ ยั ร้ายแรงเท่าน้ัน
การลดโทษความผิดวินัยรา้ ยแรง
ห้ามลดโทษต่ากว่าปลดออก ผู้ถูกลงโทษปลดออกมีสิทธิได้รับบาเหน็จบานาญเสมือนลาออก การส่ังให้ออก
จากราชการไมใ่ ช่โทษทางวินัย
วนิ ยั ไม่ร้ายแรง ได้แก่
1. ไม่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ตามรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทยดว้ ยความบริสทุ ธิ์ใจ
2. ไม่ปฏิบัติหน้าท่ีราชการด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต เสมอภาค และเที่ยงธรรม ต้องมีความวิริยะ
อุตสาหะขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใส่ รักษาประโยชน์ของทางราชการ และต้องปฏิบัติตน ตามมาตรฐานและ
จรรยาบรรณวชิ าชพี

ค่มู ือการบรหิ ารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพินจิ ราษฎร์บารงุ สพป.กส 2

47

3. อาศัยหรือยอมให้ผู้อ่ืนอาศัยอานาจและหน้าท่ีราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือ ทางอ้อม
หาประโยชน์ให้แก่ตนเองและผอู้ นื่

4. ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและ หน่วยงาน
การศึกษามติครม. หรือนโยบายของรัฐบาลโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน และไม่ให้ เกิดความเสียหายแก่
ราชการ

5. ไม่ปฏิบัติตามคาสั่งของผู้บังคับบัญชาซ่ึงส่ังในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและ ระเบียบ
ของทางราชการแต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคาสั่งนั้นจะทาให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะ เป็นการไม่รักษา
ประโยชน์ของทางราชการจะเสนอความเห็นเป็นหนังสือภายใน 7 วัน เพ่ือให้ผู้บังคับ บัญชาทบทวนคาสั่งก็ได้
และเมื่อเสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันเป็นหนังสือให้ปฏิบัติ ตามคาสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา
ต้องปฏบิ ัตติ าม

6. ไม่ตรงต่อเวลา ไมอ่ ทุ ิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการและผเู้ รียน ละท้งิ หรือทอดทง้ิ หน้าทร่ี าชการ
โดยไมม่ ีเหตผุ ลอันสมควร

7. ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างท่ีดีแก่ผู้เรียนชุมชน สังคม ไม่สุภาพเรียบร้อยและรักษา ความ
สามัคคี ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียนและข้าราชการด้วยกัน หรือผู้ร่วมงานไม่ต้อนรับหรือ ให้ความสะดวก
ใหค้ วามเป็นธรรมต่อผ้เู รียนและประชาชนผมู้ าตดิ ต่อราชการ

8. กลน่ั แกลง้ กล่าวหา หรอื รอ้ งเรยี นผู้อื่นโดยปราศจากความเปน็ จรงิ
9. กระทาการหรือยอมให้ผู้อ่ืนกระทาการหาประโยชน์อันอาจทาให้เสื่อมเสียความเท่ียงธรรม หรือ
เสื่อมเสยี เกยี รตศิ กั ดิใ์ นตาแหน่งหน้าที่ราชการของตน
10. เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดารงตาแหน่งอ่ืนใดท่ีมีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้น
ในห้างหนุ้ สว่ นหรือบรษิ ัท
11. ไม่วางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติการอื่นท่ีเก่ียวข้อง กับ
ประชาชนอาศัยอานาจและหน้าที่ราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ส่งเสริม เก้ือกูล สนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล
หรือพรรคการเมืองใด
12. กระทาการอนั ใดอันได้ช่อื ว่าเปน็ ผูป้ ระพฤติชว่ั
13. เสริมสร้างและพฒั นาใหผ้ ู้อยใู่ ตบ้ ังคับบัญชามีวนิ ยั ไมป่ ้องกนั มิใหผ้ ู้อยู่ใต้บังคับบัญชา กระทาผิด
วินัย หรือละเลย หรือมีพฤติกรรมปกป้อง ช่วยเหลือมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาถูกลงโทษทางวินัย หรือปฏิบัติ
หน้าทด่ี ังกล่าวโดยไม่สจุ ริต
วินยั รา้ ยแรง ไดแ้ ก่
1. ทุจรติ ตอ่ หน้าทร่ี าชการ
2. จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติครม.
หรือนโยบายของรัฐบาลประมาทเลินเล่อหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ ของทางราชการอัน
เปน็ เหตใุ ห้เกดิ ความเสยี หายแก่ราชการอย่างรา้ ยแรง

คมู่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรยี นพินิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2

48

3. ขดั คาสง่ั หรือหลกี เลย่ี งไมป่ ฏบิ ัตติ ามคาสั่งของผู้บงั คบั บญั ชาซึ่งสงั่ ในหนา้ ทร่ี าชการ
โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบยี บของทางราชการอนั เปน็ เหตใุ หเ้ สียหายแก่ราชการอย่างรา้ ยแรง

4.ละทิ้งหน้าที่หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ
อยา่ งร้ายแรง

5. ละทิง้ หนา้ ที่ราชการติดตอ่ ในคราวเดยี วกันเปน็ เวลาเกนิ กวา่ 15 วัน โดยไม่มีเหตผุ ลอันสมควร
6. กลั่นแกล้ง ดูหม่ิน เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
อย่างรา้ ยแรง
7. กลั่นแกล้ง กล่าวหา หรือร้องเรียนผู้อ่ืนโดยปราศจากความเป็นจริง เป็นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับ
ความเสยี หายอย่างรา้ ยแรง
8. กระทาการหรือยอมให้ผู้อ่ืนกระทาการหาประโยชน์อันอาจทาให้เส่ือมเสียความเที่ยงธรรม หรือ
เส่ือมเสียเกียรติศักดิ์ในตาแหน่งหน้าที่ราชการโดยมุ่งหมายจะให้เป็นการซ้ือขายหรือให้ได้รับ แต่งต้ังให้ดารง
ตาแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทาอันมีลักษณะ เป็นการให้หรือได้มาซึ่ง
ทรพั ย์สนิ หรือสิทธิประโยชนอ์ น่ื เพื่อให้ตนเองหรือผู้อืน่ ไดร้ ับการบรรจุและ แตง่ ตง้ั โดยมชิ อบ
9. คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อ่ืนโดยมิชอบหรือนาเอาผลงานทางวิชาการของ
ผู้อื่น หรือจ้างวาน ใช้ผู้อื่นทาผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกาหนดตาแหน่ง
การเล่อื นตาแหนง่ การเล่อื นวทิ ยฐานะ หรอื การใหไ้ ดร้ บั เงินเดอื นในระดับที่สงู ขึ้น
10. ร่วมดาเนินการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานของผู้อ่ืนโดยมิชอบ หรือรับจัดทาผลงานทาง
วิชาการ ไมว่ า่ จะมคี ่าตอบแทนหรือไมเ่ พื่อใหผ้ ู้อ่ืนนาผลงานนั้นไปใชป้ ระโยชน์เพอ่ื ปรับปรุงการกาหนดตาแหน่ง
เลือ่ นตาแหน่ง เลื่อนวทิ ยฐานะ หรอื ใหไ้ ดร้ ับเงนิ เดอื นในอันดับทีส่ ูงข้ึน
11. เข้าไปเก่ียวข้องกบั การดาเนนิ การใด ๆ อนั มีลกั ษณะเปน็ การทุจริตโดยการซื้อสทิ ธิหรือขายเสียง
ในการเลือกต้ังสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถ่ิน ผู้บริหารท้องถิ่นหรือการเลือกตั้งอื่นท่ีมีลักษณะเป็นการ
ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งการส่งเสริม สนับสนุน หรือ ชักจูงให้ผู้อ่ืนกระทาการใน
ลักษณะเดยี วกัน
12. กระทาความผิดอาญาจนได้รับโทษจาคุก หรือโทษท่ีหนักกว่าจาคุกโดยคาพิพากษาถึงท่ีสุด
ให้จาคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าจาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดที่ได้กระทาโดยประมาท หรือลหุโทษ
หรือกระทาการอื่นใดอนั ได้ชอ่ื ว่าเป็นผูป้ ระพฤติช่วั อยา่ งรา้ ยแรง
13. เสพยาเสพติด หรอื สนับสนุนใหผ้ ูอ้ ื่นเสพยาเสพตดิ
14. เล่นการพนนั เป็นอาจณิ
15. กระทาการล่วงละเมิดทางเพศต่อผ้เู รยี นหรือนักศึกษาไมว่ า่ จะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบ ของตน
หรอื ไม่

คมู่ อื การบรหิ ารงาน 4 ฝ่าย : โรงเรียนพินิจราษฎร์บารงุ สพป.กส 2

49

การดาเนินการทางวินยั
การดาเนินการทางวินัย กระบวนการและข้ันตอนการดาเนินการในการออกคาส่ังลงโทษ ซ่ึงเป็น
ข้ันตอนที่มีลาดับก่อนหลังต่อเน่ืองกัน อันได้แก่ การต้ังเร่ืองกล่าวหาการสืบสวนสอบสวน การพิจารณา
ความผิดและกาหนดโทษและการส่ังลงโทษรวมท้งั การดาเนนิ การต่าง ๆ ในระหว่างการสอบสวนพิจารณา เชน่
การส่ังพกั การส่ังใหอ้ อกไว้กอ่ น เพือ่ รอฟงั ผลการสอบสวนพจิ ารณา

หลกั การดาเนินการทางวนิ ยั
1. กรณีที่ผู้บังคับบัญชาพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ใดกระทาผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบ้ืองต้น
อยู่แลว้ ผู้บังคบั บัญชาก็สามารถดาเนินการทางวนิ ยั ได้ทันที
2. กรณีท่ีมีการร้องเรียนด้วยวาจาให้จดปากคา ให้ผู้ร้องเรียนลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี พร้อม
รวบรวมพยานหลักฐานอ่ืนๆ ประกอบการพิจารณาแล้วดาเนนิ การใหม้ ีการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยตั้งกรรมการ
สืบสวนหรอื ส่งั ใหบ้ ุคคลใดไปสบื สวนหากเห็นวา่ มมี ูลก็ต้งั คณะกรรมการสอบสวน ตอ่ ไป
3. กรณีมีการร้องเรียนเป็นหนังสือผู้บังคับบัญชาต้องสืบสวนในเบื้องต้นก่อนหากเห็นว่า ไม่มีมูลก็สั่ง
ยุติเรื่องถ้าเห็นว่ามีมูลก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป กรณีหนังสือร้องเรียนไม่ลง ลายมือช่ือและที่อยู่ของผู้
ร้องเรียนหรือไมป่ รากฏพยานหลักฐานท่แี นน่ อนจะเข้าลักษณะของบัตร สนเทห่ ์ มติครม.หา้ มมิให้รับฟังเพราะ
จะทาให้ข้าราชการเสยี ขวญั ในการปฏิบตั ิหนา้ ท่ี

ขน้ั ตอนการดาเนนิ การทางวนิ ัย
1. การตั้งเรอ่ื งกลา่ วหาเป็นการตั้งเรื่องดาเนนิ การทางวินยั แก่ข้าราชการเม่ือปรากฏ
กรณีมมี ูลท่ีควรกล่าวหาวา่ กระทาผดิ วนิ ัยมาตรา 98 กาหนดให้ผู้บังคับบญั ชาแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวน
เพ่ือดาเนนิ การ สอบสวนให้ได้ความจรงิ และความยุตธิ รรมโดยไม่ชักช้าผ้ตู ัง้ เร่ืองกล่าวหาคอื ผบู้ งั คับบัญชาของ
ผถู้ กู กล่าวหาความผดิ วินัยไม่รา้ ยแรง ผ้บู งั คบั บญั ชาช้นั ต้นคอื ผอู้ านวยการสถานศึกษาสามารถแต่งต้งั
กรรมการสอบสวนขา้ ราชการในโรงเรยี นทกุ คนความผดิ วินยั ร้ายแรง ผูบ้ งั คบั บญั ชาผมู้ ีอานาจบรรจุ และแตง่ ตัง้
ตามมาตรา 53 เปน็ ผมู้ ีอานาจบรรจุและแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวน
2. การแจง้ ข้อกล่าวหา มาตรา 98 กาหนดไวว้ า่ ในการสอบสวนจะต้องแจง้ ข้อกลา่ วหาและสรปุ
พยานหลกั ฐาน ที่สนบั สนนุ ข้อกลา่ วหาเทา่ ท่มี ีใหผ้ ูถ้ ูกกล่าวหาทราบ โดยระบุหรอื ไมร่ ะบุช่ือพยานก็ไดเ้ พอ่ื ให้
ผู้ถกู กล่าวหามีโอกาสชแี้ จงและนาสบื แก้ข้อกลา่ วหา
3. การสอบสวน คอื การรวบรวมพยานหลักฐานและการดาเนินการท้ังหลายอ่ืนเพ่อื จะทราบ
ข้อเท็จจริง และพฤติการณต์ า่ ง ๆ หรือพสิ ูจน์เกย่ี วกับเรอ่ื งที่กลา่ วหาเพือ่ ใหไ้ ด้ความจรงิ และยตุ ธิ รรม
และ เพื่อพิจารณาวา่ ผถู้ กู กล่าวหาได้กระทาผิดวินัยจรงิ หรือไม่ถา้ ผิดจรงิ กจ็ ะไดล้ งโทษ ขอ้ ยกเวน้ กรณที เ่ี ป็น
ความผิดที่ปรากฏชัดแจง้ ตามที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ.จะดาเนนิ การ ทางวินยั โดยไมส่ อบสวนกไ็ ด้

คูม่ อื การบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรียนพนิ จิ ราษฎรบ์ ารุง สพป.กส 2

50

ความผดิ ที่ปรากฏชดั แจ้งตามที่กาหนดในกฎ ก.ค.ศ. วา่ ด้วยกรณคี วามผดิ ท่ีปรากฏชัดแจง้ พ.ศ. 2549
ก.การกระทาผดิ วนิ ยั อย่างไม่ร้ายแรงทีเ่ ปน็ กรณคี วามผดิ ที่ปรากฏอย่างชัดแจง้ ได้แก่

(1) กระทาความผิดอาญาจนตอ้ งคาพิพากษาถึงทีส่ ดุ วา่ ผนู้ ้นั กระทาผิดและผบู้ งั คับ บญั ชาเห็นวา่
ขอ้ เทจ็ จริงตามคาพิพากษาประจักษช์ ดั

(2) กระทาผิดวินัยไมร่ า้ ยแรงและไดร้ บั สารภาพเป็นหนงั สือต่อผบู้ งั คับบัญชาหรือใหถ้ ้อยคารับ
สารภาพต่อผ้มู หี นา้ ท่ีสบื สวนหรอื คณะกรรมการสอบสวนโดยมกี ารบันทึกถ้อยคาเปน็ หนังสอื
ข. การกระทาผิดวินัยอยา่ งร้ายแรงที่เป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชดั แจ้ง ได้แก่

(1) กระทาความผดิ อาญาจนไดร้ บั โทษจาคุกหรอื โทษทีห่ นักกว่าจาคุกโดยคาพิพากษาถึงทสี่ ุดให้
จาคุกหรอื ลงโทษทีห่ นักกว่าจาคกุ

(2) ละทิ้งหนา้ ท่รี าชการติดต่อในคราวเดียวกันเปน็ เวลาเกนิ กวา่ 15 วนั ผูบ้ ังคับบญั ชา สืบสวนแลว้
เห็นว่าไม่มเี หตผุ ลสมควร หรือมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไมป่ ฏบิ ัติตามระเบียบ ของทางราชการ

(3) กระทาผิดวนิ ัยอย่างร้ายแรงและได้รับสารภาพเปน็ หนังสือตอ่ ผูบ้ งั คับบญั ชาหรือให้ ถ้อยคารับ
สารภาพตอ่ ผูม้ ีหน้าทีส่ ืบสวนหรอื คณะกรรมการสอบสวนโดยมกี ารบนั ทึกถ้อยคาเป็นหนังสือ

การอุทธรณ์
มาตรา 121 และมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติระเบยี บขา้ ราชการครแู ละบุคลากร ทางการศึกษา

พ.ศ. 2547 บัญญัติให้ผถู้ กู ลงโทษทางวนิ ยั มสี ิทธอิ ุทธรณค์ าสัง่ ลงโทษต่ออ.ก.ค.ศ. เขตพื้นท่กี ารศึกษา อ.ก.ค.ศ.
ท่ี ก.ค.ศ. ตั้งแล้วแตก่ รณี ภายใน 30 วัน

เงื่อนไขในการอทุ ธรณ์
ผอู้ ุทธรณ์ ตอ้ งเป็นผู้ท่ถี ูกลงโทษทางวินยั และไมพ่ อใจผลของคาสั่งลงโทษผูอ้ ทุ ธรณ์ ต้องอทุ ธรณเ์ พอ่ื

ตนเองเท่านั้น ไม่อาจอุทธรณ์แทนผู้อนื่ ได้
ระยะเวลาอุทธรณ์ ภายใน 30 วนั นับแต่วันที่ไดร้ ับแจ้งคาสั่งลงโทษต้องทาเปน็ หนงั สอื
การอทุ ธรณ์โทษวินยั ไม่ร้ายแรง การอุทธรณ์คาส่งั โทษภาคทณั ฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดข้ันเงินเดอื น

ทผี่ ้บู ังคับบัญชาสัง่ ด้วยอานาจของตนเอง ต้องอทุ ธรณต์ ่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพนื้ ท่ีการศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ.ส่วน
ราชการเว้นแต่ การสง่ั ลงโทษตามมตใิ ห้อุทธรณต์ ่อ ก.ค.ศ.

การอทุ ธรณโ์ ทษวนิ ัยร้ายแรง การอุทธรณค์ าสงั่ ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการตอ้ ง
อุทธรณ์ต่อก.ค.ศ.ทง้ั น้ีการรอ้ งทุกข์คาส่ังให้ออกจากราชการหรือคาส่งั พกั ราชการหรือให้ออกจากราชการไว้
กอ่ นกต็ ้องร้องทกุ ข์ต่อก.ค.ศ.เชน่ เดยี วกัน

การรอ้ งทกุ ข์ หมายถึงผู้ถูกกระทบสิทธหิ รือไม่ได้รับความเปน็ ธรรมจากคาสง่ั ของฝ่ายปกครอง
หรือคับข้องใจจากการกระทาของผู้บังคับบัญชาใช้สทิ ธิร้องทกุ ข์ขอความเปน็ ธรรมขอใหเ้ พกิ ถอนคาสั่งหรือ
ทบทวนการกระทาของฝา่ ยปกครองหรือของผบู้ ังคับบัญชา

คูม่ อื การบริหารงาน 4 ฝา่ ย : โรงเรยี นพินิจราษฎร์บารุง สพป.กส 2


Click to View FlipBook Version