บทที่ 1 พื้นฐานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) คือระบบที่มีคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสองเครื่องเชื่อมต่อกัน โดใช้สื่อกลาง และสามารถสื่อสารข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มี อยระบบเครือข่ายร่วมกันได้เช่น เครื่องพิมพ์ ซีดีรอม ฮาร์ดดิสก์ สแกนเนอร์ เป็นต้น ประโยชนของเครือข่าย 1. สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมประสิทธิภาพ 2. สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Share) เช่น เครื่องพิมพ์ฮาร์ดิดสก์ซุดไรท์เตอร์สแกนเนอร์ไวใน เครือข่าย เป็นต้น 3. ประหยัดเนื่องจากสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน 4. สามารถใช้จดหมายอเลกทรอนิกส์หรืออเมลล์ในการติดต่อผู้ที่อยู่หางไกลได้อย่างรวดเร็ว 5. สามารถสนทนาผ่านเครือข่าย หรือการแชท (Chat) 6. สามารถประชมระยะไกล (Video Conference) 7. สามารถใช้ไฟล์ต่างๆ รวมกน เชน รูปภาพ วิดีโอ เพลง เป็นต้น ทาไมต้องสร้างเครือข่าย เพื่อติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบพื้นฐานของเครือข่าย 1. คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง 2. เน็ตเวิร์คการด หรือ NIC (Network Interface card) เป็นการ์ดที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง คอมพิวเตอร์กับเครือข่าย 3. สื่อกลางและอุปกรณ์ส าหรับรับส่งข้อมูล เช่น สายสัญญาณ ไดแก่สายโคแอคเชียล สายคู่บีด เกลียวสายใยแก้วน าแสง เป็นต้น ส่วนอุปกรณ์เครือข่ายเช่น ฮับสวิทช์เราท์เตอร์ 4. โปรโตคอล (Protocol) เป็นภาษาที่คอมพิวเตอร์ใช้สื่อสารกันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สามารถ สื่อสารกันได้นั่นจ าเป็นต้องเป็นโปรโตคอลเดียวกัน เช่น TCP/IP, IPX/SPX 5. ระบบปฏิบัติการเครือข่าย หรือ NOS (Network Operating System) เป็นตัวที่ค่อยจัดการเกี่ยวกับ การใช้งานเครือข่ายของผู้ใช้แต่ละคน และควบคมการใช้ทรัพยากรต่างๆ ของเครือข่าย ระบบ ปฏิบัติการเครือข่ายที่นิยม เช่น Windows Server 2003, Novell Netware, Sun Solaris และ Red Hat Linux การจ าแนกประเภทของเครือข่าย มี3 วิธีคือ 1. ใช้ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็นเกณฑ์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1.1. LAN (Local Area Network) : หรือเครือข่ายท้องถิ่น 1.2. MAN (Metropolitan Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับเมือง 1.3. WAN (Wide Area Network) : หรือเครือข่ายบริเวณกวาง 2. ใช้ลักษณะหน้าที่การทางานของคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเป็นเกณฑ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ 2.1. Peer to Peer Network : หรือเครือข่ายแบบเทียบเทา 2.2. Client Server Network : หรือเครือข่ายแบบผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ 3. ใช้ระดับความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเกณฑ์แบงออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
เทคโนโลยีLAN มีหลายประเภทเช่น Ethernet, ATM, Token Ring, FDDI เป็นต้น แต่ที่นิยมมากที่สุด ในปัจจุบันก็คือ อีเธอร์เน็ต (Ethernet) ซึ่งในอีเธอร์เน็ตเองยังจ าแนกออกได้หลายประเภทย่อยขึ้นอยู่กับ ความเร็วโทโปโลยี(Topology) และสายสัญญาณที่ใช้ 1.2. MAN (Metropolitan Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับเมองเป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดอยู่ ระหว่าง Lan และ Wan เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั่นการเชื่อมโยงจะต้องอาศัย ระบบ บริการเครือข่ายสาธารณะ จึงเป็นเครือข่ายที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกล และต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั่นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึง มีความเร็วในการสื่อสารไมส่งเนื่องจากมีสัญญาณรบกวนในสาย เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวน มีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยชองสัญญาณดาวเทียมเส้นใยน าแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุสายเคเบิล 1.3. WAN (Wide Area Network) : หรือเครือข่ายบริเวณกว้าง เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง เช่นในพื้นที่เมือง หรืออาจจะครอบคลุมทั่วโลกก็ได้เช่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต WAN จะใช้เชื่อมต่อระหว่าง LAN เทคโนโลยี ทอยหางไกลกั ของ WAN นเช่ เช่นการเชื่ น รีโมทแอคเซสส์ อมต่อเครือข่ (Remote Access), ายของสานกงานย่อยทอยห่ สายคู่เช่า (งไกล Leased Line), ISDN กันเป็นต้น (Integrated Service DigitalNetwork), ADSL (Asynchronous Digital Subscribe Line), Frame Relay และระบบดาวเทียม หนังสือบ้างเล่มจะแบ่งเครือข่ายเป็น LAN, MAN และ WAN ซึ่ง MAN (Metropolitan Area Network) เป็นเครือข่ายขนาดกลางระหว่าง LAN และ WAN และครอบคลุมพื้นที่เมืองในช่วงหลังๆ เทคโนโลยีทีใช้ ใน MAN เป็นเทคโนโลยีเดียวกับเทคโนโลยีของ WAN ดังนั้นจึงได้จัดให้MAN เป็นเครือข่ายประเภท เดียวกับWAN วิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เบื้องต้น
2. ประเภทของเครือข่ายแบ่งตามหน้าที่การทางานของคอมพิวเตอร์ เครือข่ายแบ่งตามหน้าที่การทางานของคอมพิวเตอร์สามารถแบงออกไดเป็น 2 ประเภทคือ 2.1. Peer to Peer Network : หรอเครือข่ายแบบเทียบเท่าเครือข่ายประเภทนี้จะไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์และไม่มีการแบ่งชั้นความส าคัญของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทุก เครื่องจะมีสิทธิเท่าเทียมกันในการจัดการใช้เครือข่ายซึ่งเรียกว่าเพียร (Peer) นั่นเอง คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะท าหน้าที่ทั้งเป็นไคลเอนทและเซิร์ฟเวอร์แล้วแต่การใช้งานของผู้ใช้เครือข่าย ประเภทนี้ ไม่จ าเป็นต้องมีผู้ดแลและจัดการระบบ หน้าที่นั่นจะกระจายไปยังผู้ใช่แต่ละคน เนื่องจากผู้ใช้ คอมพิวเตอร์แต่ละ เครื่องจะเป็นคนก าหนดว่าข้อมูลหรือทรัพยากรใดบ้างของเครื่องนั้นต้องการใช้ร่วม (Share) กับผู้ใช้คนอื่นๆ ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์นี้ได้แก่ Windows95, Windows98, Windows Me เครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์นี้เหมาะกับสภาพแวดล้อมีดังนี้ มีผู้ใช้เครือข่าย 10 คน หรือน้อยกว่า - มีทรัพยากรเครือข่ายที่ต้องใช้ร่วมกัน (Share) ไม่มากนักเช่น ไฟล์เครื่องพิมพ์เป็นต้น - ไม่มีความจ าเป็นในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล - การขยายตัวของเครือข่ายไม่มากนักในอนาคตอันใกล้ 2.2. Client-Server Network : หรือเครือข่ายแบบผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการเป็นเครือข่ายทจ าเป็นต้องมี คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์เพื่อท าหน้าที่จัดการเรื่องต่างๆและให้บริการอื่นๆเซิร์ฟเวอร์(Server) คือ คอมพิวเตอร์ ที่ท าหน้าที่ในการให้บริการต่างๆให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นไคลเอนท (Client) คอคอมพิวเตอร์ที่เข้าไปใช้ บริการต่างๆ ของเซิร์ฟเวอร์ ` วิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น
คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์นั้นควรจะเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถให้บริการกับผู้ใช้ได้หลายๆ คนในเวลาเดียวกันและในขณะเดียวกนคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์กจะท าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการเข้ามาใช้ บริการและทรัพยากรต่างๆของผู้ใช้เครือข่ายแบบไคลเอนที่เซิร์ฟเวอร์เป็นระบบที่ส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็น มาตรฐานของการ สร้างเครือข่ายในปัจจุบันประเภทของเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการแบบต่างๆ 1. ไฟล์และพรินต์เตอร์ซิร์ฟเวอร์(File and Printer Server) 1.1. ไฟล์เซิร์ฟเวอร์(File Server) จะให้บริการเกี่ยวกับพื้นที่เก็บไฟล์ต่างๆซึ่งเซิร์ฟเวอร์ประเภทนี้จะมีฮาร์ดดิสก์ที่ สามารถบรรจุขอมูลได้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ 1.2. พรินต์เซิร์ฟเวอร์(Print Server) ทาหน้าที่จัดการเกี่ยวกบการใช้เครื่องพิมพ์ที่พ่วงต่อเข้ากับ เครือข่าย 2. แอพพลิเคชั่นเซิรฟเวอร์(Application Server) ท าหน้าที่ให้บริการเกี่ยวกับโปรแกรมและขัอมูลที่เกี่ยวกับ โปรแกรมนั้นๆ เช่น เซิรฟเวอร์ฐานข้อมล ซึ่งจะท าหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ให้ง่ายต่อการ เรียกดู 3. อินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์(Internet Server) เช่น 3.1. เว็บเซิร์ฟเวอร์(Web Server) คือเซิร์ฟเวอร์ทให้บรการข้อมูลในรปแบบ HTML (Hyper Text Markup Language) ซึ่งสามารถเป็นอ่านได้โดยใช้เว็บบราวเซอร์(Web Browser) เช่น Internet Explorer และ Fire Fox เป็นต้น
ชุด 3.2. เมลล์เซิร์ฟเวอร์ (Mail Server) คือเซิร์ฟเวอร์ที่ใหบ้ริการในการรับส่งจดัเกบ็และจดัการเกี่ยวกบั จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ของผู้ใช้ซึ่งอาจจะเป็ นอีเมลล์ที่ใช้ได้เฉพาะภายในองค์กร หรือ เชื่อมต่อเขา้กบัอินเทอร์เน็ตไดเร็คทรอรี่เซิร์ฟเวอร์(Directory Server) เป็ นการให้บริการข้อมูล เกี่ยวกบัทรัพยากรของเครือข่าย พร้อมท้งัควบคุมการเขา้ใชท้รัพยากรเหล่าน้นัเช่น ขอ้มูลเกี่ยวกบั ผู้ใช้เครื่องพิมพ์ไฟล์เซิร์ฟเวอร์เป็ นต้น 3. ประเภทของเครือข่ายแบ่งตามระดบัความปลอดภยัของขอ้มูล สามารถแบ่งออกไดเ้ป็น 3ประเภทคือ 3.1.INTERNET : หรือเครือข่ายสาธารณะเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทวั่โลก ซ่ึงมีคอมพิวเตอร์เป็น ลา้นๆ เครื่องเชื่อมต่อเขา้กบัระบบและยงัสามารถขยายตวัข้ึนเรื่อยๆ ทุกปีมีผใู้ชอ้ินเทอร์เน็ตทวั่โลก และผู้ใชเ้หล่าน้ีสามารถแลกเปลี่ยนขอ้มูลข่าวสารกนัไดอ้ยา่งอิสระโดยที่ระยะทางและเวลาไม่เป็น อุปสรรค อินเทอร์เน็ตใชโ้ปรโตคอลที่เรียกวา่ TCP/IP (Transport Connection Protocol/Internet Protocol) ในการสื่อสารขอ้มูลผา่นเครือข่ายการเชื่อมต่อเขา้กบัอินเทอร์เน็ต ตอ้งเชื่อมต่อผา่นองคก์รที่เรียกวา่ “ISP” (Internet Service Provider) ซ่ึงจะทา หนา้ที่ใหบ้ริการในการเชื่อมต่อเขา้กบัอินเทอร์เน็ต 3.2. INTRANET : หรือเครือข่ายส่วนบุคคลเป็นเครือข่ายส่วนบุคคลที่ใชเ้ทคโนโลยอีินเทอร์เน็ตเช่น เว็บ, อีเมลล์, FTP เป็ นต้น อินทราเน็ตใช้โปรโตคอล TCP/IP สา หรับการส่งขอ้มูลเช่นเดียวกบัอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตเป็นเครือข่ายที่องคก์รสร้างข้ึนสา หรับใหพ้นกังานขององคก์รใชเ้ท่าน้นั 3.3. EXTRANET : หรือเครือข่ายร่วม เป็นเครือข่ายก่ึงอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต กล่าวคือเอก็ส์ตร้า เน็ต เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อระหวา่งอินทราเน็ต ของสององคก์รดงัน้นัจะมีบางส่วนของเครือข่ายที่ เป็นเจา้ของร่วมกนัระหวา่งสององคก์รหรือบริษทั การสร้างอินทราเน็ตไม่ไดจ้ากดัดว้ยเทคโนโลยีแต่จะยากตรงนโยบายที่เกี่ยวกบัการรักษาความ ปลอดภยัของขอ้มูลที่ท้งัสององคก์รตอ้งตกลงร่วมกนัเช่น องคก์รหน่ึงจะอนุญาตใหผ้ใู้ชอ้ีกองคก์รหน่ึง ล็อกอินเข้ามาในระบบอินทราเน็ตของตวัเองหรือไม่
แบบฝึกหดัหน่วยที่1 1.จงบอกความหมายของระบบเครือข่าย …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 2.จงบอกประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 3.จงอธิบายหลักการท างานของระบบเครือข่าย …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 4.จงบอกถึงประกอบพ้ืนฐานการสื่อสารขอ้มูล …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 5.จงบอกคุณลกัษณะทวั่ ไปของแบบจ าลองโอเอสไอ(osi model) …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 6.จงอธิบายความหมายของPhysical layer …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 7.จงอธิบายความหมายของData link layer …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 8.จงอธิบายความหมายของNetwork layer …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 9.จงอธิบายความหมายของApplication layer …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…… 10.จงบอกถึงองคป์ระกอบของระบบเครือข่ายพ้ืนฐาน …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….……
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 อุปกรณ์ระบบเครือข่าย อุปกรณ์เกี่ยวกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกัน เป็นเครือข่ายนั้น ไม่จ าเป็นจะต้องเป็นรุ่นเดียวกัน หรือประเภทเดียวกัน คุณสามารถน าเอาคอมพิวเตอร์ หลากหลายรุ่น หลากหลายประเภทมาเชื่อมต่อกันได้ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องพีซี แมคอินทอช หรือยูนิกซ์ เวิร์กสเตชัน โดยใช้คอนเน็กเตอร์ (Bridge) เป็นตัวเชื่อมระบบ ที่ต่างกันให้เป็นระบบเดียวกันได้ อก จากนั้นยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่น ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ แฟกซ์ เทปแบ๊กอัป หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลอื่น ๆ และสามารถใช้งานอุปกรณ์ เหล่านี้ได้โดยเรียกผ่านคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เอง เป็นการใช้ทรัพยากรในระบบเครือข่ายร่วมกัน ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 1.โมเด็ม (Modem) โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ที่ท าหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายัง ผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่องสื่อสาร กระบวนการที่ โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation) โมเด็มท าหน้าที่ มอดูเลเตอร์ (Modulator) กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ให้ เป็นสัญญาณดิจิตัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน (Demodulation) โมเด็มหน้าที่ ดีมอดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเด็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 ประเภทโมเด็กในปัจจุบันท างานเป็นทั้ง โมเด็มและ เครื่องโทรสาร เราเรียกว่า Faxmodem ที่มารูปภาพ: http://www.itdestination.com/articles/lancard1000base/
2. การ์ดเครือข่าย (Network Adapter) หรือ การ์ด LAN เป็นอุปกรณ์ท าหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จ าเป็นต้องเป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกันแต่หาก ซื้อพร้อมๆกันก็แนะน าให้ซื้อรุ่นและยีห้อเดียวกันจะดีกว่า และควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่ มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า นอกจากนี้คุณควรค าหนึ งถึงขั้วต่อหรือคอนเน็กเตอร์ของการ์ดด้วยโดยทั่วไปคอนเน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-45 เป็นต้น ซึ่งคอนเน็กเตอร์แต่ละแบบก็จะใช้สายที่แตกต่างกัน ที่มารูปภาพ: http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_wan9.htm 3. เกตเวย์ (Gateway) เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์หน้าที่หลัก คือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถ ติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน
ที่มารูปภาพ: http://forums.overclockzone.com/forums/showthread.php?t=417552 4. เราเตอร์ (Router) เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ท าหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือ มาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกันได้ เราเตอร์จะท างานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกัน ได้ ที่มารูปภาพ: http://www.tanti.ac.th/Com-tranning/NetWork/bridge.htm 5. บริดจ์ (Bridge) บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะท างานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ท างานคล้าย เครื่องตรวจต าแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง โดยที่บริดจ์จะ ไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์ท าให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพ ลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานส าหรับข้อมูลสองเครือข่าย
ที่มารูปภาพ: http://webserv.kmitl.ac.th/~hs3lse/project/repeater.html 6. รีพีตเตอร์ (Repeater) รีพีตเตอร์ เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆส าหรับ สัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่ ีีี่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และส าหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อ ป้องกันการขาดหายของสัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆ เช่นกัน รีพีตเตอร์จะท างานอยู่ในชั้น Physical 7. สายสัญญาณ เป็นสายส าหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจ านวน เครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณส าหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบ เครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ที่มารูปภาพ: http://www.itcomcenter.com/tips-view.asp?id=63&forward=1
- สาย Coax มีลักษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทัศน์ ส่วนมากจะเป็นสีด าสายชนิดนี้ จะใช้กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector ส าหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว Terminator ขนาด 50 โอห์ม ส าหรับปิดหัวและท้ายของสาย ที่มารูปภาพ: http://www.digitalfocus.co.th/network.php - สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็นสายส าหรับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์ แบบ RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกล ประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น คือ CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมี ความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะน าว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะ ได้ไม่ต้องเดินสายใหม่ ในการใช้งานสายนี้ สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ – 45 Connector จ านวน 2 ตัว เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับ สายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้า มากกว่า 2 เครื่อง ก็จ าเป็นต้องต่อผ่านฮับ ที่มารูปภาพ: http://it.stoulaws.com/2008/12/hub/
8. ฮับ (HUB) เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จ าเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง แต่หากเป็นระบบที่มี มากกว่า 2 เครื่องจ าเป็นต้องมีฮับเพื่อท าหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็ว เท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจ านวนพอร์ตส าหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ในระบบ หากจ านวน พอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะน าว่าควรเลือกซื้อฮับที่สามารถต่อพ่วงได้ เพื่อ รองรับการขยายตัวในอนาคต การ์ดในการเชื่อมต่อเครือข่าย การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย หรือเรียกว่าการ์ด LAN เป็นการ์ดส าหรับต่อเครื่องพีซี เข้ากับสายเคเบิล ดังนั้น จึงต้องมีพอร์ตส าหรับเสียบสายแบบใดแบบหนึ่งที่จะใช้ หรืออาจมีพอร์ตส าหรับสายหลายแบบก็ได้ เช่น มีพอร์ตส าหรับสายโคแอกเชียล และส าหรับสายคู่ตีเกลียว แต่ส าหรับการ์ดรุ่นใหม่ๆ มักจะเหลือแต่พอร์ต ส าหรับสายคู่ตีเกลียวเพราะปัจจุบันก าลังเป็นที่นิยม นอกจากนี้ยังมีการ์ดที่ท ามาส าหรับใช้ต่อกับสายใย แก้วน าแสงซึงมักจะมีราคาแพงและใช้เฉพาะบางงาน การ์ด LAN จะมีสล็อตที่ใช้อยู่ 2 ชนิดคือ ISA 8 และ 16 บิต การ์ดแบบนี้จะสามารถรับส่งข้อมูลกับเครื่องพีซีได้ทีละ 8 หรือ 16 บิตที่ความถี่ ประมาณ 8 MHz เท่านั้น โดยผ่านบัสและสล็อตแบบ ISA ตัวอย่างเช่น การ์ด NE1000 และ NE2000 ที่ ผลิตตามแบบของบริษัท Novell เป็นต้น ซึ่งความเร็วในการท างานจะต ่ากว่าแบบ PCI ซึ่งในปัจจุบัน แทบจะไม่พบแล้ว PCI 32 บิต เป็นการ์ดที่ใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งสามารถรับส่งข้อมูลได้ทีละ 32 บิตผ่านบัสแบบ PCI ด้วยความเร็วสูงถึง 33 MHz ปัจจุบันการ์ดแบบสล็อต PCI ราคาลดลงมาก ทรานซีฟเวอร์ (transceiver) เป็นส่วนหนึ่งของการ์ด LAN โดยจะท าหน้าที่แปลงสัญญาณของ คอมพิวเตอร์เป็นสัญญาณที่ใช้ในเครือข่าย ทรานซีฟเวอร์รุ่นเก่า ๆ จะเชื่อมต่อกับสายเคเบิลและการ์ด LAN แต่ในปัจจุบันจะน าทรานซีฟเวอร์นี้บรรจุเข้าไปในตัวการ์ด LAN เลย
บนการ์ด LAN บางแบบจะมีที่เสียบชิปหน่วยความจ า ROM เป็นซ็อคเก็ตว่าง ๆ ทิ้งไว้ ส าหรับใช้ ในกรณีที่ต้องการให้เครื่องที่ใช้การ์ดนั้นสามารถบูตจากหน่วยความจ าของเครื่องที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ใน ระบบ LAN ได้ ซึ่งก็จะต้องมี ROM ที่มีโปรแกรมพิเศษมาใส่ในซ็อคเก็ตว่างนี้ เรียกว่าเป็น bootROM โดยโปรแกรมใน ROM ดังกล่าวจะอยู่ในต าแหน่งแอดเดรสที่ซีพียูจะเรียกใช้ในตอนที่บูตเครื่อง เช่นเดียวกับ ROM บนเมนบอร์ดนั่นเอง เมื่อมีโปรแกรมดังกล่าวเพิ่มเข้ามา ก็จะท าให้ซีพียูไปท าการบูต เครื่องผ่านการ์ด LAN และหน่วยความจ าของเครื่องที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ แทนที่จะบูตจากหน่วยความจ าของ เครื่องนั้น ๆ ตามปกติ เช่น ในกรณีที่ต้องการใช้งานพีซีนั้นในลักษณะเครื่องลูกข่ายที่ไม่มีฮาร์ดดิสก์ เป็น ต้น Note Wake-On-Lan (WOL) เป็นคุณสมบัติที่ท าให้เครื่องที่อยู่ในสภาพ standby หรือ sleep อยู่สามารถตื่น (wake up) ขึ้นมาได้เมื่อมีสัญญาณเข้ามาทางการ์ด LAN ซึ่งคล้ายกับ wake-on-modem ที่พอมีสัญญาณ โทรศัพท์เข้ามาทางโมเด็มก็จะปลุกให้เครื่องตื่นขึ้นมาท างานต่อได้ ท าให้สามารถปล่อยให้เครื่องที่ต่อกับ LAN อยู่สามารถเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา ซึ่งเครื่องจะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานเมื่อไม่มีใครใช้ และจะตื่น กลับขึ้นมาท างานทันทีที่มีผู้ติดต่อผ่าน LAN เข้ามา ทั้งนี้การ์ด LAN โดยทั่วไปจะต้องมีสายสัญญาณ พิเศษส าหรับท าหน้าที่นี้มาให้ โดยเสียบเข้าที่คอนเน็คเตอร์เล็ก ๆ บนเมนบอร์ด (มักอยู่ข้างสล็อตที่ เสียบการ์ด LAN นั่นเอง) ถ้าไม่เสียบ คุณสมบัตินี้ก็จะไม่ท างาน สายสัญญาณหรือสายเคเบิล ในการเชื่อมต่อแบบต่างๆ จะต้องใช้สายเคเบิ้ลเป็นตัวกลาง ( Media) ซึ่งการใช้งานจะขึ้นอยู่กับรูปแบบ การเชื่อมต่อ เช่นแบบ Bus จะใช้สายเคเบิ้ล Coaxial, แบบ Star จะใช้สายเคเบิ้ล UTP สายเคเบิ้ลที่ใช้ งานในระบบเน็ตเวิร์กจะมีอยู่ 3 ประเภทคือ สาย Coaxial เป็นสายเส้นเดียวมีลวดทองแดงเป็นแกนกลางหุ้มด้วยฉนวนสายยาง โดยจะมีลวดถักหุ้ม ฉนวนสายยางอีกชั้น ( shield) ป้องกันสัญญาณรบกวน และมีฉนวนด้ายนอกเป็นยาง สีด าหุ้มอีกชั้น จะ มีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ อย่างหนา (thick) อย่างบาง ( thin) ส่วนมากจะใช้งานบนระบบ Ethernet โดยที่
ปลายสายทั้ง 2 ด้ายจะต้องมีตัว terminator ปิดด้วย มีความเร็วในการส่งข้อมูลต ่ากว่าสายแบบ UTP สาย Coaxial อย่างบาง ( thin) มีข้อเสียคือ ไม่สามารถใช้รับ-ส่งสัญญาณได้เกิน 185 เมตร อาจต้องใช้ ตัวทวนสัญญาณ ( Repeater) ช่วยขยายสัญญาณให้ สาย UTP (Unshielded Twisted Pair) หรือสาย CAT (Category) เป็นสายเส้นเล็กจ านวน 8 เส้นตี เกลียวคู่ มีอยู่ 4 คู่ ไม่มีเส้นลวดถัก ( shield) เพราะการตีเกลียวคู่เป็นการลดสัญญาณรบกวนอยู่แล้ว การใช้งานจะต้องมีการแค๊มหัว RJ-45 เข้ากับสาย UTP แล้วน าไปเสียบเข้ากับ Hub มีความเร็วในการ รับ-ส่งข้อมูล 10/100Mbps ปัจจุบันนิยมใช้สาย CAT 5 กันมาก เพราะสนับสนุนการรับ-ส่งข้อมูล ความเร็วตั้งแต่ 10-100 Mbpsสาย STP (Shielded Twisted Pair) เป็นสายเส้นคู่ตีเกลียวมีอยู่ 2 คู่ มีเส้น ลวดถัก ( shield) ป้องกันสัญญาณรบกวน ใช้งานในการเชื่อมต่อระยะทางไกลๆ ซึ่งสาย UTP ท าไม่ได้ หัวต่อสายแลนด์ หัวต่อสายแลนด์จะมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกันคือ BNC, RJ-45 และ AUI แต่ละประเภทจะ ใช้สายแลนด์แตกต่างกันไป รวมทั้งวิธีการเข้าหัวต่อก็ไม่เหมือนกัน หัวต่อแบบ BNC จะใช้สายแลนด์แบบ Coaxial ซึ่งเป็นสายเส้นเดียวมีลวดทองแดง เป็นแกนกลาง หุ้ม ด้วยฉนวนสายยาง หัวต่อ BNC จะเป็นโลหะรูปวงกลมมีเกลียวส าหรับล๊อก และยังต้องใช้ตัว Terminator ( มีความต้ายทาน 50 โอห์ม) ปิดปลายสายทั้ง 2 ด้ายอีกด้วยหัวต่อแบบ RJ-45 จะใช้สาย แลนด์แบบ CAT (Category) 5 หรือ สาย UTP เป็นสายเส้นเล็กจ านวน 8 เส้น ตีเกลียวคู่ มีอยู่ 4 คู่ รูปแบบในการเข้าหัวต่อแบบ RJ-45 มีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ 1. Peer to peer 2. มาตรฐาน TIA/EIA 568B Peer to peer เป็นการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่อง ด้วยสาย UTP เพียง 1 เส้น โดยเสียบหัวต่อ RJ-45 ไปที่การ์ดเน็ตเวิร์กของทั้งสองเครื่อง รูปแบบการเข้าสาย UTP กับหัวต่อ RJ-45 มีดังนี้มาตรฐาน TIA/EIA 568B เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับ ฮับ รูปแบบการ เข้าสาย UTP กับหัวตัว RJ-45 มีดังนี้ การเชื่อมต่อแบบ BUS โปรโตคอล Ethernet สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งแบบ Bus โดยใช้สาย Coaxial และ แบบ Star ใช้สายทองแดงคู่ดีเกลียว (สาย UTP) การเชื่อมต่อแบบ Bus จะเป็นตามมาตรฐานของ
10Base2 เป็นรูปแบบเชื่อมต่อสายโดยใช้สาย Coaxial ( โคแอกเชี่ยล) มีเส้นศูนย์กลาง ? นิ้ว เรียกว่า Thin Coaxial ความยาวโดยรวมของสายทั้งหมดจากเครื่องต้นทางถึงเครื่องปลายทางต้องไม่เกิน 180 เมตร บางทีก็เรียกสาย Coaxial ว่าสาย RG-58 ( มีความต้านทาน 50 โอห์ม) การเชื่อมต่อแบนี้ไม่ต้อง ใช้ฮับเป็นตัวกลาง ท าให้มีต้นทุนต ่าแต่ประสิทธิภาพการท างานจะไม่ดีเท่าที่ควร วิธีการเชื่อมต่อสาย ระหว่างจุดต่อจะใช้ตัว T-Connector เป็นตัวกลาง และจะมีหัวต่อ BNC ส าหรับต่อเข้ากับการ์ดเน็ตเวิร์ก และสิ่งส าคัญจะต้องมีตัว Terminator ปิดที่ปลายสายของทั้งสองด้าน จากรูปที่ 2.13 ก. เป็นรูปการเชื่อมต่อสาย Coaxial เข้ากับการ์ดเน็ตเวิร์ก โดยมีตัว T-Connector เป็น ตัวกลาง โดยมีความยาวของสายในแต่ละช่วงจะต้องไม่ต ่ากว่า 0.5 เมตร และมีตัว Terminator ปิดที่ ปลายสายของทั้งสองด้านอีกด้วย ปัจจุบันการเชื่อมต่อแบบ Bus ไม่เป็นที่นิยมใช้งาน เพราะมีความเร็วต ่าเพียง 10 เมกกะบิตต่อวินาทีและ ข้อจ ากัดด้านความยาวของสาย ฮับ ( Hub) ฮับ เป็นอุปกรณ์ส าคัญในการเชื่อมโยงสัญญาณของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เน็ตเวิร์กเข้าด้วยกัน ปกติจะเป็นเครือข่ายแบบ Ethernet 10BaseT รูปแบบการเชื่อมต่อ หรือ LAN Topology จะเป็นแบบ Star การเชื่อมต่อแบบนี้จะใช้ฮับเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ ทุกเครื่องจะเชื่อมต่อผ่ายฮับและใช้สาย UTP (Unshielded Twisted Pair) หรือ CAT5 กับหัวต่อแบบ RJ-45 ในการรับ-ส่งข้อมูล ฮับ จะเป็น เสมือนตัวทวนสัญญาณ ( Repeater) และฮับบางรุ่นยังสามารถตรวจจับข้อมูล ( Data Detection) ต่างๆ เช่น Receive Sent Data, Jabbers, Collision Data, Short Frames ฮับ จะอัตราความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลตั้งแต่ 10 Mbps (Mega Bit per sec.) จนถึง 100 mbps และจะ มีจ านวนช่องขนาดเล็กตั้งแต่ 4 ช่อง หรือเรียกว่า ฮับ 4 port (8 port, 12 port,16 port และ 24 port) การ เลือกใช้การ์ดเน็ตเวิร์กก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับความเร็วของฮับ ถ้าใช้การ์ดเน็ตเวิร์กที่มีความเร็วเพียง 10 Mbps แล้วน ามาเชื่อมต่อกับฮับแบบ 10 Mbps จะท าให้มีอัตราความเร็วเพียง 10 Mbps เท่านั้น (หรือ ใช้การ์ดเน็ตเวิร์กที่มีความเร็ว 10 Mbps กับฮับแบบ 10 Mbps ก็จะท าให้อัตราความเร็วต ่าที่ 10 Mbps เช่นกัน) ฮับบางรุ่นจะมีพอร์ต Uplink เอาไว้เชื่อมต่อกับพอร์ตธรรมดาของฮับตัวอื่นเพื่อขยาย ช่องสัญญาณ และยังมีสวิตซ์ในการเลือกความเร็วระหว่าง 10 หรือ 100 Mbps ดังรูปที่ 2.15 การเชื่อมต่อแบบ Star
การเชื่อมต่อแบบ Star จะเป็นตามมาตรฐานของ 10BaseT เป็นรูปแบบการใช้สาย Twisted Pair ในการ รับ-ส่งมีความเร็ว 10/100 Mbps ด้วยสัญญาณแบบ Base band จะใช้สาย UTP (Unshield Twisted Pair) ซึ่งจะมีสายเล็กๆ ภายใน 8 เส้นตีเกลียวกัน 4 คู่ ความยาวของสายแต่ละเส้นจากเครื่องถึงฮับ จะต้องไม่เกิน 100 เมตร (ทางที่ดีไม่ควรเกิน 80 เมตร เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน) ปัจจุบันนิยมใช้การ เชื่อมต่อแบบนี้มากที่สุด ข้อดีและข้อเสียของสายstp สายคู่บิดเกลียว ข้อดีและข้อเสีย (Twisted Pair Cadel) สายคู่บิดเกลียว (Twisted Pair Wire) เป็นสายชนิดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการน ามาใช้งานตามห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ทั่วไป รวมทั้ง ตามส านักงานต่างๆ สายชนิดนี้ได้ชื่อมาจากลักษณะองค์ประกอบภายในของสาย ที่เป็นสาย ลวดทองแดงสองเส้นน ามาพันเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อท าให้เกิดเป็นสนามแม่เหล็ก ซึ่งใช้เป็นเสมือนเกราะ ส าหรับป้องกันสัญญาณรบกวนทั่วไปได้ในตัวเอง จ านวนรอบหรือความถี่ ในการพันเกลียว เช่น พัน เกลียว 10 รอบต่อความยาว 1 ฟุต นั้นมีผลโดยตรงต่อก าลังของสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้น ถ้าจ านวนรอบ สูงก็จะท าให้สนามแม่เหล็กมีก าลังแรงขึ้น สามารถป้องกัน สัญญาณรบกวนได้ดีขึ้น แต่ก็ท าให้สิ้นเปลือง สายมากขึ้น แต่ถ้าจ านวนรอบต ่า ก็จะเกิดสนามแม่เหล็กก าลังอ่อน ซึ่งป้องกันสัญญาณรบกวนได้น้อยลง ก็ใช้สายเปลืองน้อยลงเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วสายชนิดนี้จึงมีคุณสมบัติในการป้องกันสัญญาณรบกวนได้ ดีกว่าสายที่ไม่มีการ พันเกลียวเลยบริเวณแกน (Core) ของสายคู่บิดเกลียว สายคู่บิดเกลียว ประกอบด้วยสายทองแดงจ านวนหนึ่ง หรือหลายคู่สาย ห่อหุ้มสายด้วยฉนวนบางๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดการลัดวงจร แล้วน ามาพันเกลียวเข้าด้วยกันเป็นคู่ ทุกคู่จะถูกห่อหุ้มฉนวนอีกชั้นหนึ่งรวมกันเป็น สายขนาดใหญ่เพียงสายเดียว สายคู่บิดเกลียวแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ 1. แบบไม่มีฉนวนหุ้ม (UTP : Unshielded Twisted Pair) 2. แบบมีฉนวนหุ้ม (STP : Shielded Twisted Pair) สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีฉนวนหุ้ม (UTP : Unshielded Twisted Pair) สาย UTP เป็นสายที่พบเห็นกันมาก มักจะใช้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ไปยังอุปกรณ์สื่อสารตามมาตรฐานที่ ก าหนด ส าหรับสายประเภทนี้จะมีความยาวของสายในการเชื่อมต่อได้ไม่เกิน 100 เมตร และสาย UTP
มีจ านวนสายบิดเกลียวภายใน 4 คู่ คู่สายในสายคู่ตีเกลียวไม่หุ้มฉนวนคล้ายสายโทรศัพท์ มีหลายเส้นซึ่ง แต่ละเส้นก็จะมีสีแตกต่างกัน และตลอดทั้งสายนั้นจะถูกหุ้มด้วยพลาสติก (Plastic Cover) ปัจจุบันเป็น สายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากราคาถูกและติดตั้งได้ง่าย รูปแสดงสายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีฉนวนหุ้ม (UTP : Unshielded Twisted Pair) สาย UTP จะมีสายสัญญาณอยู่จ านวน 4 คู่ 8 เส้น ประกอบด้วย • เขียว – ขาวเขียว • ส้ม – ขาวส้ม • น ้าเงิน – ขาวน ้าเงิน • น ้าตาล – ขาวน ้าตาล มาตรฐานสายสัญญาณ สมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EIA (Electronics Industries Association) และสมาคม อุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ TIA (Telecommunication Industries Association) ได้ร่วมกันก าหนด มาตรฐาน EIA/TIA 568 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการผลิตสาย UTP โดยมาตรฐานนี้ได้แบ่งประเภทของ สายออกเป็นหลายประเภทโดยแต่ละประเภทเรียกว่า Category N โดย N คือหมายเลขที่บอกประเภท ส่วนสถาบันมาตรฐานนานาชาติ (International Organization for Standardization) ได้ก าหนด มาตรฐานนี้เช่นกัน โดยจะเรียกสายแต่ละประเภทเป็น Class A-F คุณสมบัติทั่วไปของสายแต่ละ ประเภทเป็นดังนี้ • Category 1/Class A : เป็นสายที่ใช้ในระบบโทรศัพท์อย่างเดียว โดยสายนี้ไม่สามารถใช้ในการส่ง ข้อมูลแบบดิจิตอลได้ • Category 2/Class B : เป็นสายที่รองรับแบนด์วิธได้ถึง 4 MHz ซึ่งท าให้สามารถส่งข้อมูลแบบดิจิตอล ได้ถึง 4 MHz ซึ่งจะประกอบด้วยสายคู่บิดเกลียวอยู่ 4 คู่ • Category 3/Class C : เป็นสายที่สามารถส่งข้อมูลได้ถึง 16 Mbps และมีสายคู่บิดเกลียวอยู่ 4 คู่ • Category 4 : ส่งข้อมูลได้ถึง 20 Mbps และมีสายคู่บิดเกลียวอยู่ 4 คู่ • Category 5/Class D : ส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps และมีสายคู่บิดเกลียวอยู่ 4 คู่ • Category 5 Enhanced (5e) : มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ Cat 5 แต่มีคุณภาพของสายที่ดีกว่า เพื่อ รองรับการส่งข้อมูลแบบฟูลล์ดูเพล็กซ์ที่ 1,000 Mbps ซึ่งใช้4 คู่สาย
• Category 6/Class E : ส่งข้อมูลได้ถึง 10,000 Mbps รองรับแบนด์วิธได้ถึง 250 MHz • Category 7/Class F : รองรบแบนด์วิธได้ถึง 600 MHz และก าลังอยู่ในระหว่างการวิจัย สาย UTP CAT3 นิยมใช้กับเครือข่าย LAN ตามมาตรฐาน IEEE 802.3 ท างานที่ความเร็ว 10 Mbps โดยในการใช้งานจริง จะใช้เพียงสองคู่เท่านั้น ได้แก่คู่สีส้มและสีเขียว มาตรฐาน CAT3 ไม่สามารถ รองรับการใช้งานกับเครือข่าย Fast Ethernet ความเร็ว 100 Mbps ได้ ดังนั้นในมาตรฐานนี้จึงต้องใช้ สาย UTP CAT5 แทน ส าหรับมาตรฐาน Fast Ethernet จะมีการใช้งานเพียงสองคู่เช่นเดียวกับ CAT3 เมื่อมาตรฐานความเร็วของเครือข่าย LAN เพิ่มขึ้นเป็น 1000 Mbps นั้น สาย UTP CAT5 ธรรมดา ไม่ เหมาะสมที่จะรองรับการใช้งานที่ความเร็วขนาดนี้ โดยคงระยะสายประมาณ 100 เมตรได้ จึงต้องใช้สาย UTP CAT5e ซึ่งมีการป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีกว่า ท าให้สามารถรองรับการส่งข้อมูลที่ความเร็ว 1000 Mbps ที่ความยาว 100 เมตรได้ แต่ในมาตรฐาน 1000 Mbps นั้น การรับส่งข้อมูลภายใน สายสัญญาณ จะใช้ครบทั้งสี่คู่ ปัจจัยที่ใช้ก าหนดคุณภาพของสายสัญญาณ ผู้ผลิตสาย UTP แต่ละ Category ต้องผลิตสายสัญญาณให้ได้คุณภาพขั้นต ่าตามที่ก าหนดไว้ใน มาตรฐาน ANSI/EIA/TIA-568-B (568-B.2 (Category 5e) และ 568.B.2-1 (category 6)) ซึ่งก าหนดค่า ต่าง ๆ ในสาย UTP ดังนี้ Parameter dB CAT5 CAT5e CAT6 Minimum Frequency (สูงสุด) 100 MHz 100 MHz 250 MHz Attenuation (สูงสุด) 24 dB 24 dB 36 dB NEXT (ต ่าสุด) 27.1 dB 30.1 dB 33.1 dB PS-NEXT(ต ่าสุด) N/A 27.1 dB 33.2 dB ELFEXT(ต ่าสุด) 17 dB 17.4 dB 17.3 dB PS-ELFEXT(ต ่าสุด) 14.4 dB 14.4 dB 12.3 dB ACR(ต ่าสุด) 3.1 dB 6.1 dB -2.9 dB PS-ACR(ต ่าสุด) N/B 3.1 dB -5.8 dB Return Loss(ต ่าสุด) 8 dB 10 dB 8 dB Propagation Delay (สูงสุด) 548 nsec 548 nsec 546 nsec
Delay Skew (สูงสุด) 50 nsec 50 nsec 50 nsec ตารางแสดงข้อก าหนดคุณสมบัติของสาย UTP • Maximum Frequency คือค่าความถี่ของสัญญาณในสายสัญญาณ ค่าสูงดีกว่า แสดงถึงความสามารถ ในการ รองรับความถี่ที่สูงกว่า • Attenuation เป็นค่าการลดทอนของสัญญาณในสายสัญญาณ ค่าที่ต ่ากว่าจะดีกว่า แต่จากตาราง สาย UTP CAT6 จะสูงกว่า UTP CAT5 และ UTP CAT5e เนื่องจากเป็นการก าหนดที่ความถี่สูงสุดของ สายสัญญาณ คือ 250 MHz ของ UTP CAT6 ในขณะที่ UTP CAT5 และ CAT5e ก าหนดจากความถี่ที่ 100 MHz • NEXT (Near-end Crosstalk) เป็นค่าสัญญาณรบกวน (Crosstalk)ที่เกิดจากคู่สายที่ใช้ส่งสัญญาณอีกคู่ ต่อคู่ ที่ใช้ส่งสัญญาณที่ท าการวัด มีหน่วยเป็นเดซิเบล ค่าที่สูงหมายถึงสายสัญญาณคู่ที่วัดค่านี้ สามารถ รองรับต่อ Crosstalk ที่เกิดได้ดีกว่า • PS-NEXT (Power Sun NEXT) เป็นค่าสัญญาณรบกวนจากการใช้สายสัญญาณครบทั้งสี่คู่ โดยวัด สัญญาณ รบกวนที่เกิดจากสายสัญญาณในอีก 3 คู่ ที่เกิดต่อสายคู่ที่วัดสัญญาณ เป็นค่าที่ใช้ทดสอบ เพื่อให้แน่ใจว่า สายสัญญาณทั้งสี่คู่ สามารถใช้งานพร้อมกันได้โดยไม่ก่อสัญญาณรบกวนระหว่างกัน มากเกินไป • ELFEXT (Equal Level FEXT) เป็นค่าการลดทอนของสัญญาณที่เกิดจาก Crosstalk ค่าที่ต ่าแสดง อัตราการ สูญเสียข้อมูลที่สูงกว่าค่ามาก • PSELFEXT (Power Sum ELFEXT) เป็นค่า FEXT ที่วัดจากสายสัญญาณทั้งสี่คู่ • ACR เป็นค่าที่ใช้บอกความคุณภาพของสายสัญญาณในการรองรับการส่งข้อมูล วัดจากอัตราส่วน ระหว่าง การลดทอนของสัญญาณ กับค่า crosstalk ค่าที่สูงบอกถึงความสามารถในการรองรับ Bandwidth ที่มากกว่า • PSACR เป็นค่า ACR ที่วัดจากสายสัญญาณทั้ง 4 เส้น จากตาราง จะพบว่า ค่า ACR และ PSACR ของสาย UTP CAT 6 จะต ่ากว่า UTP CAT5 และ CAT 5e เนื่องจากเป็นการก าหนดที่ความถี่สูงสุดของ สายสัญญาณ คือ 250 MHz ของ UTP CAT6 ในขณะที่ UTP CAT5 และ CAT5e ก าหนดจากความถี่ที่ 100 MHz • Return Loss เป็นค่าอัตราส่วนการสะท้อนกลับของสัญญาณในสายจากปลายทาง ซึ่งจะขัดขวางการส่ง สัญญาณในสาย ท าให้สัญญาณในสายหาย ส าหรับทั้ง UTP CAT5 , 5e, 6 ก าหนดไว้ไกล้เคียงกัน โดย ค่าที่ มากกว่า จะมีประสิทธิภาพดีกว่า
• Propagation Delay เป็นระยะเวลาที่สัญญาณเดินทางอยู่ในสายสัญญาณจากจุดหนึ่ง ไปอีกจุด โดย มาตรฐาน EIA/TIA ก าหนดให้ไม่เกิน 548 nsec ต่อระยะทาง 100 เมตร ในสาย UTP CAT5 , 5e และ 546 nsec ในสาย UTP CAT6 • Delay Skew เป็นค่าบอกความแตกต่างของเวลาระหว่างสัญญาณในคู่สายสัญญาณที่เร็วที่สุด กับที่ช้า ที่สุดใน สาย UTP เนื่องจากสัญญาณอาจเดินทางมาถึงปลายทางไม่พร้อมกัน ค่าสูงสุดก าหนดให้ไม่เกิน 50 nsec คุณสมบัติของสาย UTP ที่ใช้ในการออกแบบ ขนาดของสาย UTP เมื่อวัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกควรมีขนาดน้อยกว่า 0.25 นิ้ว หรือ 6.35 มิลลิเมตร โดยสายแต่ละเส้น ทนแรงดึงได้มากกว่า 400 นิวตัน คุณสมบัติในเรื่องการดัดโค้งของ สายมี รัศมีความโค้งได้เท่ากับ 1 นิ้ว ความต้านทานของสายตามมาตรฐานก าหนดไว้ โดยวัดที่ความยาว 100 เมตร ต้องมีความต้านทานไม่เกิน 9.38 โอห์ม (ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส) ความต้านทานของสาย แต่ละคู่จะต้องต่างกันไม่เกินกว่า 5% คุณสมบัติทางด้านการเหนี่ยวน าร่วมของสายตัวน าให้เกิด คุณสมบัติเป็นตัวเก็บประจุเมื่อวัดที่ความถึ่ 1 กิโลเฮิรตซ์ อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ไม่ควรเกินกว่า 6.6 นาโนฟารัด ที่ความยาว 100 เมตร ส าหรับสาย UTP CAT3 หากเป็นสาย UTP 4 และ 5 ควรมีค่า ความจุไม่เกิน 5.6 นาโนฟารัด ค่าความจุของตัวเก็บประจุของแต่ละสาย เมื่อเทียบกับกราวน์ และวัดที่ ความถี่ 1 กิโลเฮิรตซ์ มีค่าไม่เกินกว่า 330 PF ต่อความยาว 100 เมตร ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ค่าลักษณะสมบัติอิมพีแดนซ์ของสาย UTP เป็นสิ่งที่มีความส าคัญ ค่านี้จะเกี่ยวกับการสะท้อนของ สัญญาณ ถ้าการเชื่อมโยงไม่แมตซ์กันคุณสมบัติของสาย UTP ในเรื่องลักษณะสมบัติอิมพีแดซ์นี้มีค่า 100 โอห์ม +- 15 % ที่วัดที่ความถี่ 1 MHz จนถึงความถี่สูงสุดของสายที่ยอมรับในขอบเขตการใช้งาน เมื่อใช้งานสาย UTP ที่ความถี่สูงจะมีคุณสมบัติการสะท้อนกลับของสัญญาณหากไม่มีการแมตซ์ที่ปลาย สาย ท าให้สัญญาณสะท้อนกลับเป็นตัวบั่นทอนสัญญาณให้เล็กลง การบั่นทอนในเรื่องนี้ เราเรียกว่า SRL-Structure Return Lose ตารางแสดงคุณสมบัติ SRL ของสาย UTP ที่ใช้เป็นสายแนวราบ ความถี่(f) CAT3 (dB) CAT4 (dB) CAT5 (dB) 1-10 MHz 12 21 23 10-16 MHz 12-10 log(f/10) 21-10 log(f/10) 23 – 16-20 MHz – 21-10 log(f/10) 23 – 20-100 MHz – – 23-10 log(d/20)
• F คือความถี่ใช้งาน อัตราการบั่นทอนของสาย การบั่นทอนสัญญาณของสาย UTP ขึ้นอยู่กับความถี่ที่ใช้งานถ้าการบั่นทอนคือค่าที่ท าให้สัญญาณลด ต ่าลง ซึ่งค่าบั่นทอนนี้ขึ้นอยู่กับความถี่ที่ใช้งานโดยวัดที่ความยาวสาย 100 เมตร ตามมาตรฐานวัดที่ อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสซึ่งปกติค่าคงที่ที่วัดได้ควรจะได้น้อยกว่าค่าที่ค านวณได้จากสูตร อัตราการบั่นทอน (f) = NEXT(0.772)-15 log(f/0.772) • ค่าของการเหนี่ยวน าให้เกิดการครอสทอร์คนี้จะมีขนาดลดลงเมื่อความถี่สูงขึ้น ข้อดีของสาย UTP – ราคาถูก – ติดตั้งง่ายเนื่องจากน ้าหนักเบา – มีความยืดหยุ่น และสามารถโค้งงอได้มาก ข้อเสียของสาย UTP – ไม่เหมาะในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ห่างไกลมาก เพราะสัญญาณที่วิ่งบนสายจะถูก ลดทอนลงไปตามความยาวของสาย (มีความยาวของสายในการเชื่อมต่อได้ไม่เกิน 100 เมตร) สายคู่บิดเกลียวแบบมีฉนวนหุ้ม (STP : Shielded Twisted Pair) สายสัญญาณ STP มีการน าสายคู่พันเกลียวมารวมอยู่และมีการเพิ่มฉนวนป้องกันสัญญาณรบกวน ซึ่ง ร่างแหนี้จะมีคุณสมบัติเป็นเกราะในการป้องกันสัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่างๆ เรียก เกราะนี้ว่า ชิลด์ (Shield) และเป็นสายสัญญาณที่ได้รับการพัฒนาต่อจากสาย UTP โดยเพิ่มการชีลด์กัน สัญญาณรบกวนเพื่อท าให้คุณสมบัติโดยรวมของสัญญาณดีมากขึ้น คุณลักษณะของสาย STP ก็ เหมือนกับสาย UTP คือมีเรื่องเกี่ยวกับอัตราการบั่นทอนครอสทอร์ก รูปแสดงสายคู่บิดเกลียวแบบมีฉนวนหุ้ม (STP : Shielded Twisted Pair) ข้อดีของสาย STP – ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงกว่า UTP – ป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นวิทยุ
ข้อเสียของสาย STP – มีขนาดใหญ่และไม่ค่อยยืดหยุ่นในการงอพับสายมากนัก – ราคาแพงกว่าสาย UTP ข้อดีและข้อเสียของสายใยแก้วน าแสง การใช้แสงเป็นสื่อในการน าสัญญาณแล้วส่งไปในตัวกลางต่างๆ นั้น ได้เริ่มขึ้นจากนักวิทยาศาสตร์ชาว อังกฤษชื่อ จอห์น ทินดัล ( John Tyndall ) ได้พบว่าแสงสามารถส่งผ่านไปตามล าได้ตั้งแต่ปี พ. ศ. 2413 จาก จุดเริ่มต้นนี้ก็ได้มีความพยายามกันเป็นเวลานานที่จะท าให้ ปรากฏการณ์นี้เป็นประโยชน์ ในทางปฏิบัติได้ จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2503 ก้าวส าคัญของการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงเมื่อมีการทดลองใช้ เลเซอร์เป็นครั้ง แรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 ก็มีนักวิทยาศาสตร์สองคนของสหราชอาณาจักร ชื่อ ฮอ คแคม ( G.A Hockham ) และเกา( C.C. Kao ) ได้ท าการศึกษาวิจัยว่าตัวกลางที่ท าด้วยใยแก้วน าแสง สามารถส่งผ่านได้ 1% ของแสงอินพุตด้วยระยะทาง 1 กิโลเมตร และตัวกลางนี้จะเป็นคู่แข่งส าคัญกับ สายทองแดงและสายหุ้มฉนวน ( Coaxial Cable ) จากนั้นความก้าวหน้าทางวัสดุศาสตร์เรื่อยมา จน ปัจจุบันท าให้สามารถมีใยแก้วน าแสงที่มีการส่งผ่านแสงได้อย่างมี ประสิทธิภาพ หรือการสูญเสียต ่าได้ ใยแก้วน าแสงบางชนิดซึ่งอาจมีการสูญเสียต ่า มากคือการสูญเสียเพียง 0.1 เดซิเบลต่อกิโลเมตร ( db\km ) เท่านั้น โครงสร้างของใยแก้วน าแสง ส่วนประกอบของใยแก้วน าแสงประกอบด้วยส่วนส าคัญ คือส่วน ที่เป็นแกนอยู่ตรงกลางหรือชั้นในที่หุ้ม ด้วยส่วนที่เป็นแคลด แล้วถูกหุ้มด้วยส่วนที่ป้องกัน ( Coating ) โยที่แต่ละส่วนนั้นท าด้วย วัสดุที่มีค่า ดัชนีหักเหของแสงที่มีค่าแตกต่างกัน ทั้งนี้ต้องค านึงถึงค่าหลักการหักเหและสะท้อนกลับมาหมดของแสง ดังที่ได้กล่าว ไปแล้ว
แกน : เป็นส่วนตรงกลางของเส้นใยแก้วน าแสง และเป็นส่วนน าแสง โดยดัชนีหักเหของแสงส่วนนี้ต้อง มากกว่าของส่วนแคลดแล้ว ล าแสงที่ไปในแกนจะถูกขังหรือเคลื่อนที่ไปตามเส้นใยแก้วน า แสงด้วย ขบวนการสะท้อนกลับหมดภายใน การเดินทางของแสงในใยแก้วน าแสง แสง สามารถแพร่กระจายเข้าไปในใยแก้วได้ โดยการสะท้อนหรือการหักเหแสง กล่าวคือแสงจะ แพร่กระจายอย่างไร ขึ้นอยู่กับการแพร่กระจายและรูปแบบของดัชนีการหักเห โหมดของการ แพร่กระจายหรือโหมด หมายถึงทางเดิน ( Path ) ของแสงนั้นเอง ถ้าทางเดินของแสงมีเพียงทางเดียว ที่ท าให้แสงแพร่กระจายเข้าไปในใยแก้วน าแสงได้เรียกโหมดเดียว ( Single Mode ) ถ้า ทางเดินของแสง มีหลายทางๆ เรียกว่า มัลติโหมด ( Multimode ) หรืหลายโหมด แสดงการกระจายของแสงเข้าไปใน ใย แก้วแสงแบบโหมดเดียวและแบบหลายโหมด เส้นใยน าแสง มีแกนกลางของสายซึ่งประกอบด้วยเส้นใยแก้วหรือพลาสติกขนาดเล็กหลาย ๆ เส้นอยู่ รวมกัน เส้นใยแต่ละเส้นมีขนาดเล็กเท่าเส้นผมและภายในกลวง และเส้นใยเหล่านั้นได้รับการห่อหุ้มด้วย เส้นใยอีกชนิดหนึ่งก่อนจะหุ้มชั้น นอกสุดด้วยฉนวน การส่งข้อมูลผ่านทางสื่อกลางชนิดนี้จะแตกต่างจาก ชนิดอื่น ๆ ซึ่งใช้สัญญาณไฟฟ้าในการส่ง แต่การท างานของสื่อกลางชนิดนี้จะใช้เลเซอร์วิ่งผ่านช่องกลวง ของเส้นใยแต่ละ เส้นและอาศัยหลักการหักเหของแสงโดยใช้ใยแก้วชั้นนอกเป็นกระจกสะท้อนแสง การ ให้แสงเคลื่อนที่ไปในท่อแก้วสามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราความหนาแน่นของ สัญญาณข้อมูลสูงมาก และ ไม่มีการก่อกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ท าให้สามารถส่งข้อมูลทั้งตัวอักษร เสียง ภาพกราฟฟิก หรือ วิดีทัศน์ได้ในเวลาเดียวกัน รูปแสดงตัวอย่างFiberOptic รูปแสดงตัวอย่างFiberOptic สายใยแก้วน าแสง (Fiber Optic Cable)
สายใยแกว้น าแสงจะประกอบดว้ยใยแกว้ทท่ีา มาจากแกว้ซง่ึมคีวามบรสิทุธสิ์งูมาก เสน้ ใยแกว้น าแสงมี ลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มีขนาดประมาณเส้นผมของมนุษย์เรา เส้นใยแก้วน าแสงที่ดีต้องสามารถ น าสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยมีการสูญเสียของสัญญาณแสงน้อยมาก หรือบางทีก็ ใช้พลาสติกอยู่ตรงกลางของสาย และใช้ใยแก้วอีกชนิดหนึ่งเป็น ตัวหุ้ม (cladding) และ หุ้มด้วยฉนวนใน ชั้นนอกสุด ซึ่งใยแก้วชั้นนอกจะท าหน้าที่เหมือนกระจกที่สะท้อนสัญญาณแสงให้สะท้อนไปมา ภายในใย แก้วที่เป็นแกนกลางจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดปลายทาง สายใยแก้วจะมีแบนด์วิธที่กว้างมาก ท าให้สามารถ ส่งข้อมูลปริมาณมากได้ด้วยความเร็วสูงความเร็วในการส่งข้อมูล 1 Gbps ระยะทางในการส่งข้อมูล 20- 30 mile(1ไมล์=1.609344) หรือประมาณ 1.61 กิโลเมตร เส้นใยแก้วน าแสงรองรับความถี่สัญญาณได้ หลายร้อยเมกะเฮิรตซ์ และยังใช้ได้กับความยาวถึง 2000 เมตร ความสามารถในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร เส้น ใยแก้วน าแสงที่เป็นแท่งแก้วขนเหล็ก มีการโค้งงอได้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้กันมากคือ 62.5/125 ไมโครเมตร เส้นใยแก้วน าแสงขนาดนี้เป็นสายที่น ามาใช้ภายในอาคารทั่วไป เมื่อใช้กับคลื่น แสงความยาวคลื่น 850 นาโนเมตร จะส่งสัญญาณได้มากกว่า 160 เมกะเฮิรตซ์ ที่ความยาว 1 กิโลเมตร แล้วถ้าใช้ความยาวคลื่น 1300 นาโนเมตร จะส่งสัญญาณได้กว่า 500 นาโนเมตร ที่ความยาว 1 กิโลเมตร และถ้าลดความยาวเหลือ 100 เมตร จะใช้กับความถี่สัญญาณมากกว่า 1 กิกะเฮิรตซ์ ดังนั้นจึง ดีกว่าสายยูทีพีแบบแคต 5 ที่ใช้กับสัญญาณได้ 100 เมกะเฮิรตซ์ ก าลังสูญเสียต ่า เส้นใยแก้วน าแสงมีคุณสมบัติในเชิงการให้แสงวิ่งผ่านได้ การบั่นทอนแสงมีค่าค่อนค่างต ่า ตามมาตรฐาน ของเส้นใยแก้วน าแสง การใช้เส้นสัญญาณ น าแสงนี้ใช้ได้ยาวถึง 2000 เมตร หากระยะทางเกินกว่า 2000 เมตร ต้องใช้รีพีตเตอร์ทุก ๆ 2000 เมตร การสูญเสียในเรื่องสัญญาณจึงต ่ากว่าสายตัวน าทองแดง มาก ที่สายตัวน าทองแดงมีข้อก าหนดระยะทางเพียง 100 เมตร หาก พิจารณาในแง่ความถี่ที่ใช้ ผลตอบสนองทางความถึ่มีผลต่อก าลังสูญเสีย โดยเฉพาะในลวดตัวน า ทองแดง เมื่อใช้เป็นสายสัญญาณ คุณสมบัติของสายตัวน าทองแดงจะเปลี่ยนแปลงเมื่อใช้ความถี่ต่างกัน
โดยเฉพาะเมื่อใช้ความถึ่ของสัญญาณที่ส่งในตัวน าทองแดงสูงขึ้น อัตราการสูญเสียก็จะมากตามแต่กรณี ของเส้นใยแก้วน าแสงเราใช้สัญญาณความถี่มอ ดูเลตไปกับแสง การเปลี่ยนสัญญาณรับส่งข้อมูลจึงไม่มี ผลกับก าลังสูญเสียทางแสง นอกจากนี้ยังส่งข้อมูลได้ในระยะทางที่ไกลกว่าและปลอดจากรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเนื่องจากใช้ แสงเป็นตัวน าสัญญาณ เส้นใยแก้วน า แสงสามารถแบ่งตามความสามารถในการน าแสงออกได้เป็น 2 ชนิด คือ เส้นใยแก้วน า แสงชนิดโหมดเดี่ยว (Singlemode Optical Fibers, SM) และชนิดหลายโหมด (Multimode Optical Fibers, MM) ใน ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเส้นใยแก้วน าแสง ที่ท ามาจากพลาสติกเพื่องานบางอย่างที่ไม่ค านึงถึงการ สูญเสียสัญญาณมากนัก เช่น การสื่อสารในระยะทางสั้น ๆ ไม่กี่เมตร ข้อดีข้อเสียของสายใยแก้วน าแสง ข้อดี 1. ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง 2. ไม่มีการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า 3. ส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก
ข้อเสีย 1. มีราคาแพงกว่าสายส่งข้อมูลแบบสายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล 2. ต้องใช้ความช านาญในการติดตั้ง 3. มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูงกว่า สายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล พอร์ต rj-11 และ rj-45 คือ หัวต่อที่ใช้กับสายสัญญาณเชื่อมเครือข่ายแบบสายคู่ตีเกลียว (สายคือ หัวต่อที่ใช้กับสายสัญญาณ เชื่อมเครือข่ายแบบสายคู่ตีเกลียว (สาย UTP) ตัวผู้ มี 2 ชนิด ได้แก่ 1.หัวต่อตัวผู้ RJ-45 (หรือที่เรียกว่ RJ-45 Connecter หรือ RJ-45 Jack Plug) เป็นอุปกรณ์ส าหรับใส่ที่ปลายสาย UTP มีลักษณะเป็น พลาสติกสี่เหลี่ยมคล้ายหัวต่อโทรศัพท์ มีช่องส าหรับเสียบสายที่ด้านหลัง ด้านล่างเรียบ ส่วนด้านบนมี ตัวล๊อค ถ้าหันหน้าเข้าด้านหน้าของหัวต่อพิน 1 จะอยู่ทางด้านซ้ายมือของเรานะคะ ในขณะที่พิน 8 จะ อยู่ทางขวามือ2.หัวต่อตัวเมีย RJ-45 (หรือเรียกว่า RJ-45 Jack Face) มีลักษณะเป็นเบ้าเสียบส าหรับ หัวต่อ RJ-45 ตัวผู้ เมื่อมองจากด้านที่จะน าหัวต่อตัวผู้เสียบ พิน 8 จะอยู่ทางซ้าย ส่วนพิน 1 จะอยู่ ทางขวา หัวต่อตัวเมียจะมีลักษณะเป็นกล่องมีช่องส าหรับเสียบหัวต่อ ด้านในกล่องจะมีขั้วซึ่งจะเป็นส่วน ที่เชื่อมกับสายน าสัญญาณhubH U B หรือ Repeater อุปกรณ์ทีใช้เป็นจุดศูนย์กลางในการกระจาย สัญญาณ หรือข้อมูล จะต้องใช้ไฟหล่อเลี้ยงในการท างาน โดยปกติการเลือก Hub จะดูที่จ านวน Port ที่ ต้องการ เช่น 8 ports, 12 ports, 24 ports รวมทั้ง 48 ports เป็นต้น จ านวน port หมายถึง จ านวนใน การเชื่อมคอมพิวเตอร์แต่ละตัวเข้าด้วยกัน ดังนั้น Hub 24 ports หมายถึง สามารถเชื่อมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่าย เข้าด้วยกัน จ านวน 24 เครื่อง โมเด็ม
โมเด็ม (อังกฤษ: modem ย่อมาจากค าว่า modulate and demodulate) เป็นอุปกรณ์ที่ท าหน้าที่กล ้า สัญญาณ หรือปรับเปลี่ยนลักษณะสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างของรูปสัญญาณคลื่นพาห์ (สัญญาณที่เป็นตัวขนส่งความถี่สูง)ด้วยสัญญาณข้อมูลที่จะถูกส่งผ่าน เช่น กระแสบิตดิจิตอล(อังกฤษ: digital bit stream)หรือสัญญาณเสียงอนาล็อก การกล ้าสัญญาณรูปคลื่นไซน์จะแปลงสัญญาณข้อความ baseband เป็นสัญญาณ passband และแปลงกลับในทิศทางตรงข้าม จุดประสงค์ของโมเด็มคือการ สร้างสัญญาณที่ง่ายต่อการส่งข้อมูล และง่ายต่อการประมวลผล อุปกรณ์หลายชนิดสามารถถือว่าเป็นโมเด็มได้ แต่โมเด็มประเภทที่แพร่หลายที่สุดคือโมเด็มที่แปลง สัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิทัลและสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ซึ่งใช้ในการ สื่อสารโทรคมนาคมหรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่นเปลี่ยนสัญญาณดิจิทัลจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายให้ เป็นสัญญาณเสียงที่ส่งผ่านในสายโทรศัพท์แบบดั้งเดิม และท าหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงกลับมาเป็น ข้อมูลดิจิทัลในอีกด้านหนึ่งของผู้รับสัญญาณลูกข่ายหรือส่งจากลูกข่ายกลับไปยังแม่ข่าย ปัจจุบันมีโมเด็มชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่น เคเบิลโมเด็ม, ADSL โมเด็ม, โมเด็มที่ใช้รับ สัญญาณไมโครเวฟ เป็นต้น มาตรฐานในการท างานด้วยกัน ในภายหลังได้มีการสร้างมาตรฐานการส่งข้อมูลของโมเด็มขึ้น ซึ่งพัฒนา อัตราการส่งข้อมูลให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราเตอร์ เราเตอร์ (อังกฤษ: router) เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ท าหน้าที่หาเส้นทางและส่ง(forward)แพ็กเกต ข้อมูลระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไปยังเครือข่ายปลายทางที่ต้องการ เราเตอร์ท างานบนเลเยอร์ที่ 3 ตามมาตรฐานของ OSI Model
เราเตอร์มีลักษณะการใช้งานคล้ายกับ สวิตช์ (Switch) ที่มีความสามารถแจกไอพี ได้ เราเตอร์เชื่อมต่อเข้ากับสองเส้นทางหรือมากกว่าจากเครือข่ายที่แตกต่างกัน เมื่อแพ็คเก็ตข้อมูลเข้ามา จากเส้นทางหนึ่ง เราเตอร์จะอ่านข้อมูล address ที่อยู่ในแพ็คเก็ตเพื่อค้นหาปลายทางสุดท้าย จากนั้น, ด้วยข้อมูลในตารางเส้นทางหรือนโยบายการส่ง, จะส่งแพ็กเก็ตไปยังเครือข่ายข้างหน้าตามเส้นทางนั้น เราเตอร์จะด าเนินการ “ก ากับการจราจร” บนเส้นทางนั้นด้วย แพ็คเก็ตข้อมูลโดยทั่วไปจะถูกส่งจากเรา เตอร์หนึ่งไปยังอีกเราเตอร์หนึ่งผ่านเครือข่ายที่เป็น Internetwork จนกว่าจะถึงโหนดปลายทาง[1]. เราเตอร์ประเภทที่คุ้นเคยมากที่สุดคือ เราเตอร์ที่บ้านและส านักงานขนาดเล็ก ที่เพียงส่งผ่านข้อมูลเช่น หน้าเว็บ, อีเมล์, IM และวิดีโอระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านและอินเทอร์เน็ต เราเตอร์ดังกล่าวอาจ เป็นเคเบิลโมเด็มหรือ DSL โมเด็มที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตผ่าน ISP เราเตอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่นเราเตอร์ขององค์กรธุรกิจเชื่อมต่อกับธุรกิจขนาดใหญ่หรือกับเครือข่ายผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เข้า กับคอร์เราเตอร์ก าลังสูงที่สามารถส่งข้อมูลไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงตามแนวเส้นใยแก้วน าแสงของ อินเทอร์เน็ตแบ็คโบน แม้ว่าเราเตอร์โดยปกติจะเป็นอุปกรณ์ที่ท างานด้วยฮาร์ดแวร์ก็ตาม การใช้เราเตอร์ ที่ท างานด้วยซอฟต์แวร์มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ข้อดีและข้อเสียของการใช้เราเตอร์ ข้อดีของการใช้เราเตอร์ 1. ในการใช้เราเตอร์เชื่อมต่อเครือข่ายเข้าด้วยกัน ปริมาณการส่งข้อมูลของแต่ละเครือข่ายย่อยจะ แยกจากกันโดยเด็ดขาด นั่นคือปริมาณการไหลเวียนของข้อมูลในเครือข่าย LAN หนึ่งจะไม่ รบกวนการไหลเวียนข้อมูลของอีกเครือข่าย LAN หนึ่ง 2. มีความคล่องตัวในการท างานสูง เนื่องจากสามารถท างานร่วมกับโทโพโลยีได้ทุกชนิด
3. สามารถก าหนดความส าคัญในการส่งข้อมูลได้ เช่น สามารถก าหนดได้ว่าหากข้อมูลที่ส่งไปอยู่ ในรูปแบบของโปรโตคอลที่มีล าดับความส าคัญสูง ก็สามารถลัดคิวส่งออกไปได้ก่อน 4. การปิดกั้นเครือข่าย หรือแยกเครือข่ายออกจากเครือข่ายที่ไม่ต้องการจะติดต่อด้วย ซึ่งเป็นการ รักษาความปลอดภัยวิธีหนึ่ง 5. การเลือกเส้นทางในการที่จะส่งข้อมูล สามารถใช้เราเตอร์ช่วยในการเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด ข้อเสีย 1. เราเตอร์ท างานภายใต้ OSI เท่านั้น และจะไม่ติดต่อหรือส่งข้อมูลในรูปแบบของโปรโตคอลที่ไม่ รู้จัก 2. ราคาแพงกว่าสวิตช์และฮับมาก ฮับ HUB คืออะไร
ฮับ (Hub) คือ เป็นอุปกรณ์ศูนย์กลาง ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆ เข้า ด้วยกัน ฮับ (HUB) ในระบบเครือข่าย ฮับเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ส าหรับเชื่อมโยงสัญญาณของอุปกรณ์เครือข่ายเข้าด้วยกัน การจะท าให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์รู้จักกัน หรือส่งข้อมูลถึงกันได้จะต้องผ่านอุปกรณ์ตัวนี้ ปัจจุบันฮับถูกเปรียบเทียบกับ Switch ซึ่งมีความสามารถสูงกว่า และถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์มาตราฐานที่ ใช้ส าหรับเชื่อมโยงสัญญาณในระบบเครือข่าย เรียกว่าฮับตกกระป๋ อง โดยทั่วไปจะ มีลักษณเหมือนกล่องสีเหลี่ยมแต่แบน มีความสูงประมาณ 1-3 นิ้ว แล้วแต่รุ่น มีช่องเล็กๆ เอาไว้เสียบ สายแลนแต่ละเส้นที่ลากโยงมาจากคอมพิวเตอร์ มีหลายรุ่น เช่น Hub 4 Ports, 8 Ports, 16 Ports, 24 Ports หรือ48 Ports เป็นต้น หน้าตารูปร่างของฮับจะเหมือนกัน Switch ดังนั้นการเลือกซือต้องระวังให้ดี ฮับ ท างานอย่างไร เมื่อใดที่มีคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายต้องการส่งข้อมูล ฮับท าจะหน้าที่ในการท า ส าเนาข้อมูลและส่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครือข่าย ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ด้วยเช่น เครื่องพิมพ์ เป็นต้น เรียกว่าส่งข้อมูลไปทั้งหมด และถ้าข้อมูลนี้เป็นของอุปกรณ์ใด อุปกรณ์นั้น ก็จะรับเองอัตโนมัติ และจุดด้อยของฮับที่ควรทราบคือ เวลามีอุปกรณ์ใดส่งข้อมูลในเครือข่ายผ่านฮับ อุปกรณ์อื่นๆ จะต้องรอให้การส่งสมบูรณ์ก่อน เปรียบเทียบได้กับถนน One-Way ห้ามส่งข้อมูลสวนทาง กัน ความเร็วในการรับส่งข้อมูลของฮับ
• ความเร็วต ่าสุดคือ 10 MBPS • ความเร็วสูงสุดคือ 100 MBPS • บางรุ่นรองรับทั้ง 10 และ 100 เรียกว่า 10/100 MBPS MBPS ย่อมาจาก MegaBit Per Second (เมกกะบิตต่อวินาที) Hub นั้นท างานในระดับ layer 1 ซึ่งเป็น layer เกี่ยวข้องกับ เรื่องของการส่ง สัญญาณออกไปสู่ media หรือ สื่อกลางที่ใช้ในการสื่อสาร รวมไปถึงเรื่องของการเข้ารหัสสัญญาณ เพื่อที่จะส่งออกไปเป็นค่าต่างๆในทางไฟฟ้า และ เป็น layer ที่ก าหนดถึง การเชื่อมต่อต่างๆที่เป็นไป ในทาง physical hub นั้น จะท างานในลักษณะของการทวนสัญญาณ หมายถึงว่า จะท าการท าซ ้า สัญญาณนั้นอีกครังซึ่งเป็นคนละอย่างกับการขยายสัญญาณนะครับ พอท าแล้วก็จะส่งออกไปยังเครือข่าย ที่เชื่อมต่ออยูโดยจะมีหลักว่า จะส่งออกไปยังทุกๆ port ยกเว้น port ที่เป็นตัวส่งสัญญาณออกมาและเมื่อ ปลายทางแต่ละจุดรับข้อมูลไปแล้ว ก็จะต้องพิจารณา ข้อมูลที่ได้มา ว่าข้อมูลนั้นส่งมาถึงตัวเองหรือไม่ ถ้าหากไม่ใช่ข้อมูลที่จะส่งมาถึงตัวเอง ก็จะไม่รับข้อมูลที่ส่งมานั้น การท างานในระดับนี้ ถ้าดูในส่วนของตัวhub เองนั้น จะเห็นได้ว่า ตัวของ hub นั้นเวลาส่งข้อมูลออกไป จะไม่มีการพิจารณาข้อมูลอย่างพวก mac address ของ layer 2หรือ ip addressซึ่งเป็นของ layer 3 เลย Switch (สวิตช์) Switch นั้นท างานในระดับของ layer 2 ซึ่งเป็นการท างานในระดับของ data-link layerในกรณีของ ethernet นั้น ก็จะมีความเกี่ยวพันกับเรื่องของ frame และพวก MAC , LLCswitch นั้น
เป็นอุปกรณ์ที่มีหลักการในการท างานในลักษณะเดียวกับ อุปกรณ์จ าพวก bridgeซึ่งจะมีหลักการท างาน ก็คือจะส่งข้อมูลจาก port อันนึง ไปยังปลายทางที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้นข้อมูลนั้นจะไม่ถูกส่งออกไปยัง port อื่นๆ ยกเว้นมีความจ าเป็นในบางกรณีเช่น ข้อมูลที่ส่งกันไม่มีผู้รับที่เชื่อมต่ออยู่ใน switch ของ ตัวเอง หรือ ข้อมูลที่ต้องส่งนั้น เป้นข้อมูลที่ต้องส่งออกไปในลักษณะของ broadcast หรือ multicast การที่ port ใดๆ จะส่งข้อมูลถึงกันนั้น switch ก็จะท าการตรวจสอบ mac address ของอุปกรณ์ที่ เชื่อมต่อกันอยู่ และมีการท า table เอาไว้เพื่อเก็บข้อมูลเหล่านี้ และเมื่อเวลามีการส่งข้อมูลระหว่างกันก็ จะเอา mac addres ปลายทาง ที่อยู่ในส่วน header ของ frame มาเทียบกับตารางที่ตัวเองมีอยู่ซึ่งถ้า หากว่า มีข้อมูลmac address อันนั้นอยู่ในตาราง และได้มีการบันทึกเอาไว้ว่าเป็นของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ อยู่กับ port ไหนswitch ก็จะท าการส่งข้อมูลไปยัง port นั้นทันที Hub กับ SWITCH แตกต่างกันอย่างไร HUB กับ SWITCH นั้นจะท าหน้าที่คล้าย กัน เพียงแต่ HUB นั้นเวลาส่งข้อมูลนั้ นจะเป็นแบบ broadcast กระจายไปทุกเครื่องแต ี่ถ้าเป็น switch นั้น จะดูว่าข้อมูลนี่เป็น ของเครื่องไหนแล้วค่อยส่งไปยังเครื่องนั้น ดังนั้นHUB จึงสามารถ LAN ได้มากกว่า คือspeed / N เครื่องเช่น LAN 10
0 Mbps 10 เครื่อง ทุกเครื่องได้แค่ 10 Mpbs ส่วน speed switch นั้น Lan 100 mpbs ทุกเครื่องได้ 100 mbps ฮับที่นิยมใช้มี 2ประเภท คือ ที่นิยมใช้กันมี 2 ประเภทคือ 1.Small Hub มีจ านวนพอร์ต RJ-45 ประมาณ 4, 5, 8, 12 และ 16 พอร์ต แล้วแต่รุ่น เหมาะกับ ระบบเครือข่ายขนาดเล็กที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มากนัก ประมาณ 3-16 เครื่อง 2.Rack mount Hub ขนาดความกว้าง 19 นิ้ว พอร์ต RJ-45 มีมากตั้งแต่ 12, 16, 24 ถึง 48 พอร์ต เหมาะส าหรับใช้งานในเครือข่ายขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 12 เครื่องขึ้นไป ฮับ ใหญ่บางรุ่นจะมี Fiber Module ส าหรับเชื่อมโยงอุปกรณ์ผ่านใยแก้วน าแสง เครื่องทวนสัญญาณ เครื่องทวนสัญญาณ (repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ท าหน้าที่รับสัญญาณดิจิทัล แล้วส่งต่อออกไปยังอุปกรณ์ต่ออื่น เหตุที่ต้องใช้อุปกรณ์ ทวนสัญญาณ เนื่องจากการส่งสัญญาณไปในตัวกลางที่เป็นสายสัญญาณนั้น เมื่อระยะทางมากขึ้น
แรงดันของสัญญาณจะลดลงเรื่อยๆ ท าให้ไม่สามารถส่งสัญญาณในระยะทางไกลๆ ได้ ดังนั้นการใช้ อุปกรณ์ทวนสัญญาณจะท าให้สามารถส่งสัญญาณไปได้ไกลขึ้น โดยสัญญาณไม่สูญหาย Repeater เกตเวย์ เกตเวย์ Gateway เป็นจุดต่อเชื่อมของเครือข่ายท าหน้าที่เป็นทางเข้าสู่ระบบเครือข่ายต่าง ๆ บน อินเตอร์เน็ต ในความหมายของ router ระบบเครือข่ายประกอบด้วย node ของ เกตเวย์ gateway และ node ของ host เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ในเครือข่าย และคอมพิวเตอร์ที่เครื่องแม่ข่ายมีฐานะเป็น node แบบ host ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการจราจรภายในเครือข่าย หรือผู้ให้บริการ อินเตอร์เน็ต คือ node แบบ เกตเวย์ gateway ในระบบเครือข่ายของหน่วยธุรกิจ เครื่องแม่ข่ายที่เป็น node แบบ เกตเวย์ gateway มักจะท าหน้าที่เป็น เครื่องแม่ข่ายแบบ proxy และเครื่องแม่ข่ายแบบ firewall นอกจากนี้ เกตเวย์ gateway ยังรวมถึง router และ switch ลักษณะการท างานของ เกตเวย์ Gateway เกตเวย์ Gateway เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างประเภทเข้าด้วยกัน เช่น การใช้เกตเวย์ ในการเชื่อมต่อเครือข่าย ที่เป็นคอมพิวเตอร์ประเภทพีซี (PC) เข้ากับคอมพิวเตอร์ประเภทแมคอินทอช (MAC) เป็นต้น เกตเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสูงในการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน โดย สามารถเชื่อมต่อ LAN หลายๆ เครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลต่างกัน และใช้สื่อส่งข้อมูลต่างชนิดกันได้อย่าง ไม่มีขีดจ ากัด ตัวอย่างเช่น เชื่อมต่อ Ethernet LAN ที่ใช้สายส่งแบบ UTP เข้ากับ Token Ring LAN ได้
เกตเวย์ Gateway,เป็นประตูสื่อสาร ช่องทางส าหรับเชื่อมต่อข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่ต่างชนิดกันให้ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยท าให้ผู้ใช้บริการของคอมพิวเตอร์หนึ่งหรือในข่ายงานหนึ่งสามารถ ติดต่อเข้าสู่เครื่องบริการหรือข่ายงานที่ต่างประเภทกันได้ ทั้งนี้โดยการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “บริดจ์” (bridges) โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะท าให้การแปลข้อมูลที่จ าเป็นให้ นอกจากในด้านของข่ายงาน เกตเวย์ยังเป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อข่ายงานบริเวณเฉพาะที่ (LAN) สองข่ายงานที่มีลักษณะ ไม่ เหมือนกันให้สามารถเชื่อมต่อกันได้ หรือจะเป็นการเชื่อมต่อข่ายงานบริเวณเฉพาะที่เข้ากับข่ายงาน บริเวณกว้าง (WAN) หรือต่อเข้ากับมินิคอมพิวเตอร์หรือต่อเข้ากับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากเกตเวย์มีไมโครโพรเซสเซอร์และหน่วยความจ าของตนเอง เกตเวย์ Gateway จะเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถมากที่สุดคือสามารถเครือข่ายต่างชนิดกันเข้าด้วยกัน โดยสามารถเชื่อมต่อ LAN ที่มีหลายๆโปรโตคอลเข้าด้วยกันได้ และยังสามารถใช้สายส่งที่ต่างชนิดกัน ตัว เกตเวย์(Gateway) เครื่องแม่ข่ายหรือเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องแม่ข่าย เซิร์ฟเวอร์ (server)หรือ เครื่องแม่ข่าย คือ เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ที่ท าหน้าที่ให้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นลูกข่าย ในระบบเครื่อข่าย ข้อความแบบนี้อาจจะงงอยู่บ้าง สรุปอีกครั้งนะ ครับ server ในทาง computer มี 3 ความหมายคือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ท าหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ท าหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรม คอมพิวเตอร์อื่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ท าหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น
โดยปรกติแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็น server จะท างานบนระบบปฏิบัติการ อาจจะเป็น Linux หรือ Windows หรือ Unix ก็ได้ ดังนั้นค าว่า server จึงมิได้หมายถึง คอมพิวเตอร์ เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกด้วย ตัวอย่างโปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่ท าหน้าที่เป็น server ถ้าพูดถึงเราคงรู้จักกันดี แต่อาจจะไม่รู้ว่าเรียกว่า server ก็เป็นไป ได้ ยกตัวอย่างเป็นกลุ่มๆ ดังต่อไปนี้ Web server คือโปรแกรมที่ท าหน้าที่ให้บริการเว็บ อาทิเช่น Apache web server Mail server คือโปรแกรมที่ท าหน้าที่ให้บริการ E-mail อาทิเช่น Postfix, qmail, courier DNS server คือโปรแกรมที่ท าหน้าที่ให้บริการโดเมนเนม อาทิเช่น bind9 Database server คือโปรแกรมที่ท าหน้าที่ให้บริการ database อาทิเช่น mysql, postgresql, DB2 DHCP server คือ โปรโตคอลที่ใช้ในการก าหนด IP Address อัตโนมัติแก่เครื่องลูกข่ายบนระบบ ที่ ติดตั้ง TCP/IP ส าหรับ DHCP server มีหน้าที่แจก IP ในเครือข่ายไม่ให้ซ ้า เป็นการลดความซ ้าซ้อน เมื่อเครื่องลูกเริ่ม boot ก็จะขอ IP address, Subnet mark, หมายเลข DNS และ Default gateway FTP server คือ เครื่องบริการการรับ-ส่งข้อมูล ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ที่เป็นสมาชิกเข้าใช้ แต่บางเครื่องอาจเป็น ให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใช้ โดยใช้รหัสสมาชิก anonymous ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าเป็นรหัสผู้ใช้ส าหรับผู้ที่ไม่ ประสงค์ออกนาม ส าหรับระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้เป็น server ได้แก่ Linux ส าหรับ Linux Distribution ที่ได้รับความนิยมได้แก่ Debian Ubuntu Readhat Fedora etc. Windows ส าหรับ Windows ที่นิยมใช้เป็น server ได้แก่ Windows Server 2003 Unix ส าหรับ Unix ถือเป็นระบบปฏิบัติการที่เก่าแก่ระบบหนึ่ง ที่ยังใช้งานอยู่จนถึงทุกวันนี้ ได้แก่ BSD ไคลเอนต์หรือเครื่องลูกข่าย ไคลเอนต์ (Client) ไคลเอนต์ (Client) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องลูกข่าย เป็นคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายที่ร้องขอ บริการและเข้าถึงไฟล์ข้อมูลที่จัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ไคลเอนต์ เป็นคอมพิวเตอร์ ของ ผู้ใช้แต่ละคนในระบบเครือข่าย(Client) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องลูกข่าย เป็นคอมพิวเตอร์ใเคร
ข่ายที่ร้องขอ บริการและเข้าถึงไฟล์ข้อมูลที่จัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ไคลเอนต์ เป็น คอมพิวเตอร์ ของผู้ใช้แต่ละคนในระบบเครือข่าย แบบฝึกหัดหน่วยที่2 1.จงบอกความหมายRepeaterมาพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….… 2.จงบอกความหมายBridgeมาพอดข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….………… 3.จงบอกความหมายHubพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….………… 4.จงบอกความหมายSwitchมาพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….………… 5.จงบอกความหมายของRouterมาพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….………… 6.จงบอกถึงลักษณะของFirewallมาพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….………… 7.จงบอกความหมายของAAA Serverมาพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….………… 8.จงบอกความหมายของwirelessNICsมาพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….………… 9.จงบอกความหมายของwireless AccessPointมาพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….………… 10.จงบอกความหมายของwireless Bridgeมาพอเข้าใจ …………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………………….…………
หน่วยที่3ประเภทของเครือข่าย แลน (อังกฤษ: local area network หรือ LAN) หรือ ข่ายงานบริเวณระยะใกล้เป็ นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกนั ท้งัหมดโดยอาศยัสื่อกลาง มีการแบ่งแยกเครือข่ายออกเป็น 3รูปแบบการเชื่อมโยงคือการเชื่อมโยงภายในพ้ืนที่ระยะใกลหรือแลน (LAN) การเชื่อมโยงเครือขา่ยระดบัเมืองหรือแมน (MAN) และการเชื่อมโยงระยะไกลหรือแวน (WAN) โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 3 รูปแบบ คือ 1. Hight มีการรับส่งขอ้มูลดว้ยความเร็ว10-100 MB/sจะเชื่อมต่อกนับนสายสัญญาณเส้นเดียวกนั โดยจะมีอุปกรณ์ที่เรียกวา่ TConnector เป็นตวัแปลงสัญญาณขอ้มูลเพื่อนา เขา้สู่ระบบคอมพิวเตอร์และ Terminator ในการปิ ดหัวท้ายของสายในระบบ เครือข่ายเพื่อดูดซบัขอ้มูลไม่ใหเ้กิดการสะทอ้นกลบัของสัญญาณ 2. Low เป็นระบบที่มีเป็นการต่อแบบรวมศูนย์โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อสายเขา้ไปที่อุปกรณ์ที่เรียกวา่ Hub หรือ Switch โดย อุปกรณ์ที่เรียกว่าHub หรือ Switch จะทา หนา้ที่เปรียบศูนยก์ลางที่ทา หนา้ที่กระจายขอ้มูลโดยขอ้ดีของการต่อในรูปแบบน้ีคือ หาก สายสัญญาณเกิดขาดในคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหน่ึง เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆจะสามารถใชง้านไดป้รกติแต่หากศูนยก์ลางคือHub หรือ Switch เกิดเสียจะทา ใหร้ะบบท้งัระบบไม่สามารถทา งานไดท้ ้งัระบบ 3. Rang เป็นระบบที่มีการส่งขอ้มูลไปในทิศทางเดียวกนั โดยจะมีเครื่อง Com หรือ device ในการปล่อย analog เพื่อตรวจสอบวา่มี เครื่องคอมพิวเตอร์ใดตอ้งการส่งขอ้มูลหรือไม่และระหวา่งการส่งขอ้มูลเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆที่ตอ้งการส่งขอ้มูลจะตอ้งท าการรอให้ข้อมูล ก่อนหนา้น้นัถูกส่งใหส้า เร็จเสียก่อน ข้อดีของระบบแลน 1. เนื่องจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในวง LAN เดียวกนัสามารถใชท้รัพยากรที่มีในวง LAN ร่วมกนัได้ทา ให้ประหยดัค่าใชจ้่ายในการจดัซ้ือสา หรับ อุปกรณ์ที่สามารถใชง้านร่วมกนัได้เช่น เครื่องพิมพ์หรือสแกนเนอร์เป็นตน้ 2. การขนยา้ยขอ้มูลทา ไดง้่าย ข้อเสียของระบบแลน 1. ถา้ละทิ้งจะไม่สามารถโอนถ่ายขอ้มูลได้ 2. ไม่สามารถถ่ายโอนขอ้มูลเกมระยะไกลมากๆ ได้ โทเคนคืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับอสังหาฯ ท าไมนักลงทุนถึงนิยม เรื่องควรรู้ก่อนเริ่มลงทุน โทเคนคืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับอสังหาฯ ท าไมนักลงทุนถึงนิยม อยากลงทุนแบบไม่ดอยในโลกดิจิทัล พร้อมเรียนรู้การแสวงหาก าไรจากการเชื่อมต่อระหว่างอสังหาฯ กับโทเคน เพียงเข้าใจความหมาย ประเภท และกลไกของบล็อกเชน เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างรายได้ กินเงินเย็นได้แบบสบายๆ
โทเคน คืออะไร โทเคน (Token) คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อแสดงสิทธิในการร่วมลงทุน หรือสิทธิ อื่นๆ ที่ได้ท าการตกลงกับผู้ออกโทเคน โดยเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เพราะเป็นหน่วยในโลกอินเทอร์เน็ต และมีระบบจัดเก็บข้อมูลไว้อย่างปลอดภัย ซึ่งระบบนั้นถูกเรียกว่า บล็อกเชน (Blockchain) ทั้งนี้โทเคน ถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ Utility Token เหรียญโทเคน ที่เอาไว้ใช้แลกกับการบริการ หรือใช้งานในระบบนั้นๆ Security Token เปรียบเสมือนหุ้นหรือหลักทรัพย์ ผ่านการก ากับดูแลองค์กรของรัฐ เช่น SiriHub Token โทเคนดิจิทัล เพื่อการลงทุนตัวแรกในประเทศไทย ซึ่งได้รับการดูแลโดยส านักงาน ก.ล.ต. เป็นต้น ทั้งนี้ Security Token ถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทย่อยคือ Equity Token (Token ที่แทนความเป็นเจ้าของบริษัท) Debt Token (แทนหนี้หรือค าสัญญา ตามที่ตกลง) Hybrid Token (แทนความเป็นเจ้าของบริษัทและเจ้าหนี้) Asset Based Token (แทนทรัพย์สิน เช่น อสังหาริมทรัพย์) Token VS Coin ต่างกันอย่างไร ส าหรับนักลงทุนที่เพิ่งลงสนามบิทคอยน์ อาจจะยังงงว่า Token กับ Coin นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สามารถดูได้จากตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 หน่วยดิจิทัล ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Token และ Coin Token Coin Token เป็นชื่อเรียกของหน่วยสกุลเงินดิจิทัล Coin ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คล้ายกับเงินในโลกแห่งความ เป็นจริง สร้างขึ้นบนเครือข่ายบล็อกเชนอื่น สร้างขึ้นบนเครือข่ายบล็อกเชนของตัวเอง คุณสมบัติในการใช้งานแตกต่างกันไป เช่น สิทธิพิเศษต่างๆ ของการบริการ
ลดค่าธรรมเนียมการซื้อขาย หรือจ่ายเงินปันผล เป็นต้น สามารถน าไปแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ต่างๆ ได้ ที่มา: ส านักงานคณะกรรมการก ากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โทเคนกับอสังหาฯ เรื่องใหม่ที่นักลงทุนให้ความสนใจ ณ เวลานี้ต้องบอกว่า กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen X และ Gen Y ต่างให้ความสนใจกับตลาด Digital Asset อย่างมาก เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นการลงทุนสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และมีความเสี่ยงต ่า กว่าการลงทุนอื่นๆ เช่น หุ้น พันธบัตร หรือทองค า อีกทั้งช่วงนี้จะเห็นว่าหลายผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ ต่างพร้อมใจกันออก Token หรือที่เรียกว่า Asset-backed Token คือการน าอสังหาฯ ไปผูกกับ Token เหมือนกับ SiriHub Token ซึ่งเรียกว่าเป็นโทเคนดิจิทัลรายแรกที่ให้คนทั่วไปได้รับส่วนแบ่งรายได้จาก ค่าเช่าอสังหาฯ จุดเด่นของ SiriHub Token รู้จัก Real Estate-backed Token อย่าง SiriHub Token ไปแล้ว ถึงเวลาศึกษา 5 จุดเด่นของโทเคนนี้ ที่ ท าให้เกิดกระแสการตอบรับจากนักลงทุนจ านวนมาก
มาตรฐานระบบเครือข่าย LAN – FDDI FDDI (Fiber Distributed Data Interface) FDDI เป็นมาตรฐานการต่อระบบเครือข่ายโดยอาศัยแบบ Fiber Optic ซึ่งจะสามารถรับส่งข้อมูลได้ที่ ความเร็วสูงถึง 100 Mbps เท่ากับ Fast Ethernet หรือสิบเท่าของ Ethernet พื้นฐานลักษณะของ FDDI จะต่อเป็น Ring ที่มีสายสองชั้นเดินคู่ขนานกัน เพื่อส ารองในกรณีเกิดสายขาดขึ้น วงจรจะได้ตัดส่วนที่ ขาดออกแล้ววนสายที่เหลือให้ครบรอบเป็น Ring ตามเดิมในแบบเดียวกับสาย Token-Ring ของ IBM ลักษณะการรับส่งข้อมูลของ FDDI ก็ใช้วิธี Token-Passing เช่นเดียวกับ Token-Ring ส่วนสายที่ต่อนั้น จะได้ระยะระหว่างแต่ละเครื่องไม่เกิน 2 กิโลเมตร และระยะรวมทั้งหมดไม่เกิน 100 กิโลเมตร FDDI เหมาะที่จะใช้เป็นเครือข่ายหลักหรือ Backbone ทีเชื่อมระบบ LAN หลายๆ วงเข้าด้วยกัน โดยแต่ ละวง LAN จะต้องมีตัวรวมสาย (Concentrator) หรืออุปกรณ์ Router ที่ใช้ต่อระหว่าง LAN ทั้งวงเข้า เป็นสถานีหรือ node หนึ่งในวงของ FDDI ชนิดของเครือข่าย LAN นั้นมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แต่เนื่องจาก LAN แบบอีเธอร์เน็ตนั้นเป็นที่นิยม อย่างแพร่หลาย มีสถาปัตยกรรมและโครงสร้างทั่วไปไม่ยุ่งยาก ติดตั้งง่าย มีผู้เชี่ยวชาญเครือข่าย ประเภทนี้มากมาย อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานและสนับสนุนเครือข่ายประเภทนี้มีจ านวนมาก ราคาไม่ แพง และหาซื้อง่ายตามท้องตลาด ความเร็วมีตั้งแต่ระดับ 10 Mbps จนถึงระดับ Gbps ดังนั้นเมื่อมีการ สนทนาเกี่ยวกับระบบ LAN ส่วนใหญ่มักจะหมายถึง LAN แบบ Ethernet แลนเสมือน (อังกฤษ: virtual LAN) เหมือนการสร้าง logical segment สวิตช์ (switch) ตัวหนึ่งสามารถ แบ่งออกมาเป็นหลายๆ vlan ได้ เหมือนมีสวิตช์หลายตัวหรือมีฮับ (HUB) หลายตัว แต่จริงๆ แล้วมีแค่ ตัวเดียวแต่แบ่งซอยออกมา โดยมากแบ่งตามพื้นที่ใช้งาน แบ่งตามแผนก แบ่งตามหน่วยงาน แบ่งตาม ลักษณะการใช้งาน การจ าลองสร้างเครือข่าย LAN แต่ไม่ขึ้นอยู่กับการต่อทางกายภาพเช่น สวิตช์หนึ่ง ตัวสามารถใช้จ าลองเครือข่าย LAN ได้สิบเครือข่าย หรือสามารถใช้สวิตช์สามตัวจ าลองเครือข่าย LAN เพียงหนึ่งเครือข่าย เป็นต้น การแบ่งกลุ่มของสวิตซ์ภายในเลเยอร์ 2 ที่ไม่ขึ้นกับ ลักษณะทางกายภาพ ใดๆ กล่าวแบบง่ายๆ ก็คือ เราไม่จ าเป็นที่จะต้องน าสวิตซ์มาต่อกันเป็น ทอดๆ เพื่อจัดกลุ่มของสวิตซ์ว่า
สวิตซ์กลุ่มนี้คือ กลุ่มเดียวกัน แต่เราสามารถที่จะ จัดกลุ่มให้สวิตซ์ที่อยู่ห่างไกลกันออกไปนั้นเป็นสมาชิก ของสวิตซ์อีกกลุ่มหนึ่งทางแนวตรรกะ เครือข่ายแวน (Wide Area Network : WAN) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะห่างไกล เช่น เชื่อมโยง ระหว่างจังหวัด ระหว่างประเทศ การสร้างเครือข่ายระยะไกล จึงต้องพึ่งพาระบบบริการเครือข่าย สาธารณะเช่น ใช้สายวงจรเช่าจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย ใช้วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม ใช้วงจรสื่อสารเฉพาะกิจที่มีให้บริการแบบสาธารณะ เครือข่ายแวนจึงเป็น เครือข่ายที่ใช้กับองค์กรที่มีสาขาห่างไกล และต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคารมี สาขาทั่วประเทศมีบริการรับฝากถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มเครือข่ายแวนเชื่อมระยะทางไกลมาก จึงมี ความเร็วในการสื่อสารไม่สูงเนื่องจากจะมีสัญญาณรบกวนในสายและการเชื่อมโยงระยะไกลจ าเป็นต้อง ใช้เทคนิคพิเศษในการลดปัญหา ข้อผิดพลาดของการรับส่งข้อมูล เครือข่ายแวน เป็นเครือข่ายที่ท าให้เครือข่ายแลนหลายๆ เครือข่ายเชื่อมถึงกันได้ เช่นที่ท าการ สาขาทุกแห่งของธนาคารมีเครือข่ายแลนเพื่อใช้ท างานภายในสาขานั้น และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายแลน ทุกสาขาให้เป็นระบบเดียวด้วยเครือข่ายแวน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายบริการสาธารณะที่มีการใช้งานได้ทั่วโลก เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็น ตัวอย่างการใช้เครือข่ายแวนเชื่อมโยงเครือข่ายแลนเข้าด้วยกัน บทบาทของเครือข่ายแวนจะท าให้ทุกบริษัท ทุกองค์กร ทุกหน่วยงานเชื่อมโยงเครือข่าย คอมพิวเตอร์ของตนเองเข้าสู่เครือข่ายกลาง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน และท างานร่วมกันใน ระบบที่ต้องติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยง ระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยน าแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิลทั้งที่วาง ไปตามถนนและวางใต้น ้า เทคโนโลยีของการเชื่อมโยงได้รับการพัฒนาไปมาก แต่ก็ยังไม่พอเพียงกับ ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
อินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เป็นเครือข่ายใหญ่ และเครือข่ายย่อย จ านวนมาก เชื่อมต่อกัน เป็นจ านวนหลายร้อยล้านเครื่อง ซึ่งใช้ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลที่เป็นรูปภาพ ข้อความ และ เสียง โดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้ใช้งานกระจายอยู่ทั่วโลก อินเทอร์เน็ต มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุผลทางการทหาร เนื่องจากในยุคสงครามเย็น เมื่อประมาณ พ.ศ.2510 ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ และฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ซึ่งน าโดยสหรัฐอเมริกา โดยต่างฝ่าย ต่างก็กลัวขีปนาวุธ ของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยผู้น าสหรัฐอเมริกา วิตกว่า ถ้าหากทางฝ่ายรัฐเซีย ยิงขีปนาวุธ นิวเคลียร์เข้ามา ถล่มจุดยุทธศาสตร์บางจุดของตนเองขึ้นมา อาจจะท าให้คอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อกัน เสียหายได้ จึงได้สั่งให้มีการวิจัย เพื่อสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ชนิดใหม่ขึ้นมา เพื่อป้องกันความ เสียหาย โดยมีจุประสงค์ว่า ถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ถูกท าลาย แต่เครื่องอื่นก็จะต้องใช้งาน ต่อไปได้ หน่วยงานที่ท าหน้าที่ดูแลระบบเครือข่าย ในขณะนั้นมีชื่อว่า ARPA (Advanced Research Projects Agency) ดังนั้นชื่อเครือข่ายในขณะนั้น จึงถูกเรียกว่า ARPANET ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 เครือข่ายขยายใหญ่โต เพิ่มมากขึ้น จากการระดม นักวิจัยเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา เพื่อความ เหมาะสม จึงได้มาตรฐาน TCP/IP และนอกจากประโยชน์ด้านงานวิจัย และทางทหารแล้ว ยังได้น ามาใช้ ประโยชน์ทางด้านธุรกิจ และการพาณิชย์อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ต และน ามาใช้ประโยชน์ ในการติดต่อข้อมูลข่าวสารมากมาย ส าหรับในประเทศไทยได้มีการ เริ่มต้นติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต เป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อใช้ ในการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยติดต่อกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โดยเชื่อมต่อเครื่อง มินิคอมพิวเตอร์ เพื่อรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2530 ต่อมากระทวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและพลังงาน ได้มอบหมายให้ ศูนย์เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้ทุนสนับสนุน แก่สถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อศึกษา ถึงการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัยด้าน วิทยาศาสตร์ 12 แห่งเข้าเป็นเครือข่ายเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2531 หลังจากนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ เป็นเกตเวย์อินเทอร์เน็ต ในประเทศไทยและเริ่มให้บริการทางอินเทอร์เน็ต เต็มรูปแบบในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2535 และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2537 การสื่อสารแห่งประเทศไทย ร่วมลงทุนกับหน่วยงาน ของรัฐ และเอกชน เปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ 2 รายคือบริษัทอินเทอร์เน็ตประเทศไทย จ ากัด และบริษัท อินเทอร์เน็ต คอมเมอร์เชียล แอนด์โนว์เลจเซอร์วิส จ ากัด ภายหลัง เปลี่ยนชื่อเป็น KSC คอมเมอร์เชียลอินเทอร์เน็ต จ ากัด
VPNคือ VPN ย่อมาจากค าว่า Virtual Private Network หรอืเครอืขา่ยสว่นตัวเสมอืน เป็นฟังชนั่หนงึ่ใน ระบบเน็ตเวิร์ค สร ้างขึ้นมาเพื่อท าให ้สามารถรับ-สง่ขอ้มลูระหวา่งเครอื่งใหม้คีวามปลอดภัยมาก ขนึ้มันจะท างานโดยใชโ้ครงสรา้งของระบบอนิเตอรเ์น็ตเป็นตัวสง่ผา่นขอ้มลูระหวา่งกนัมคีวาม ปลอดภัยคือมันจะมีการเข ้ารหัสข ้อมูลทั้งหมด การเข ้ารหัสข ้อมูลจะถูกสร ้างจากอุปกรณ์ต ้นทาง สง่ขอ้มลูผา่ นอุโมงค์ (Tunneling) ของผู้ให ้บริการ VPN เป็นการไม่อนุญาติให ้ผู้ไม่เกี่ยวข ้อง สามารถมายุ่งกับข ้อมูลนี้ได ้เลย จะมีเพียงปลายทางที่รับเท่านั้น ที่จะสามรถถอดรหัสข ้อมูลและ น าขอ้มลูนไี้ปใชไ้ด้สว่นใหญแ่ลว้เราจะพบการใชง้าน VPN บรษิ ัททมี่คีวามปลอดภัยดา้นการใช้ ข ้อมูลผา่นเครอืขา่ยสงูยกตัวอยา่งเชน่ธนาคารตา่งๆ ที่มีสาขาต่างๆ การที่สาขาต่างๆจะเข ้าถึง ขอ้มลูตา่งๆในธนาคาร จะตอ้งใช้VPN เฉพาะของธนาคารเอง เพอื่เป็นการสง่ผา่นขอ้มลูที่ ปลอดภัยที่สุด ท าให ้ข ้อมูลเหล่านี้ ไม่หลุดไประหว่างทาง ก่อนจะถึงปลายทางนั้นเอง VPN จ ำเป็ นต้องใชไ้หมเมอื่ตำ่งประเทศ?
จริงๆแล ้วตัว VPN เองเป็นการสร้างเครือข่ายเสมือนเพื่อความปลอดภัยของข ้อมูลระหว่างต ้น ทางและปลายทาง แตว่ธิกีารใช้VPN สามารถน ามาเพอื่การใชง้านอนิเตอรเ์น็ตไดห้ลากหลาย เชน่เมอื่เราจะเขา้เว็บ แตถ่กูทาง ISP หรือผู้ให ้บริการอินเตอร์เน็ต Block การเขา้ถงึก็สามารถใช้ VPN เพื่อให ้ข ้อมูลสามารถทะลุการ Block และใชง้านได้เพราะผใู้หบ้รกิารไมท่ราบวา่ขอ้มลูที่ รับ-สง่นัน้มันคอือะไร เพราะถูกเข ้ารหัสไม่สามารถเข ้าถึงได ้ มีแต่เพียงต ้นทางและปลายทาง เท่านั้น ที่จะสามารถเข ้ารหัสข ้อมูลนั้นๆได ้ จึงท าให ้ข ้อมูลเหล่านั้นผ่านเข ้าออกได ้ ยกตัวอย่าง เมื่อไปประเทศจีนนั้นเองคับ ที่มีการ Block โซเซยีลเชน่ Facebook, Line, Google ก็สามารถ ใช้VPN เพอื่ใหใ้ชง้านได ้คับ หรอือกีกรณีเชน่การทอี่ยตู่า่งประเทศแลว้เลน่เกมสอ์อนไลนท์ ไี่มไ่ดม้ีServer อยู่ในประเทศที่ เลน่ตอ้งมกีารเชอื่มตอ่ขอ้มลูขา้มประเทศกนัและตอ้งการการรับ-สง่ขอ้มลูทไี่วและรวดเร็ว หรือที่เรียกๆกันว่าการรับ-สง่ Ping เมอื่เราใช้VPN ที่มีที่อยู่ในประเทศ Server เกมสน์ ัน้ๆ การใช้ VPN ก็เหมือนการสร้างเครือข่ายเสมือน ที่เหมือนเรานั่งเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่ในประเทศนั้นๆ เพราะข ้อมูลที่รับ-สง่ผา่นเน็ตจะผา่น VPN นัน้ๆกอ่นสง่ถงึ Server เกมสน์ ัน้เอง สรา้งความสเถยีร ในการรับ-สง่ขอ้มลูมากขนึ้(แตท่ ัง้นอี้ยทู่ ี่ VPN นั้นๆอีกทีนะคับ) ดังนั้นสรุปแล ้วแบบเข ้าใจง่ายๆนะคับ ตัว VPN ก็คอืการทเี่ราเชอื่มตอ่อนิเตอรเ์น็ตของเรา แลว้ใช้ งานรับ-สง่ขอ้มลูในอนิเตอรเ์น็ตผา่น VPN แทนทจี่ะผา่นการใชอ้นิเตอรเ์น็ตตรงๆ เพอื่ปกป้อง การรับ-สง่ขอ้มลู , ปกปิดการรับ-สง่ขอ้มลู , เพมิ่ความเร็วและเถยีรการรับ-สง่ขอ้มลูเป็นตน้หรอื แม ้แต่ทะลุการ Block ของผู้ให ้บริการเป็นต ้น
แบบฝึกหดัหน่วยที่3 1.จงบอกความหมายเครือข่ายแลน ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……… 2.จงบอกถึงองคป์ระกอบเครือข่ายแลน ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……… 3.จงบอกประเภทของเครือข่ายแลน ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……… 4.จงบอกถึงมาตรฐานเครือข่ายเเลน ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……… 5.จงบอกความหมายและรูปแบบการเชื่อมต่อEthernet ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……… 6.จงบอกวิธีการเข้าใช้ตัวกลางของEthernet ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..……… 7.จงบอกถึงประเภทมาตราฝฐานเชื่อมต่อEthernet ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 8.จงบอกความหมายของ FastEthernet ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 9.จงบอกความหมายของGigabitEthernet ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 10.จงบอกความหมายของเครือข่ายแลนไร้สาย ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 11.จงบอกถึงวิธีการจัดการระบบความปลอดภัยบนเครือข่ายไร้สาย ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………. 12.จงบอกถึงมาตรฐานเครือข่ายแลนไร้สาย ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..
13.จงบอกถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อเครือข่ายไร้ส่าย ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 14.จงบอกการประยุกต์ใช้งานเครือข่ายแลน ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 15.จงบอกถึงลักษณะเครือข่ายโทเค็นบัส ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 16.จงบอกลักษณะเครือข่ายโทเค็นริง ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 17.จงบอกลักษณะของเครือข่ายFDDI ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 18.จงบอกถึงลักษณะเครือข่ายATM ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 19.จงอธิบายลักษณะการเชื่อมต่อเครือข่ายเสมือน ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 20.จงบอกความหมายของเครือข่ายแวน ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 21.จงบอกความหมายของLeasedlines ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 22.จงบอกคว่มหมายของISDN ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 23.จงบอกความหมายของDSL ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..
24.จงบอกความหมายของFrameRelay ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 25.จงบอกความหใายของATM ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 26.จงบอกความหมายของIPSTAR ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 27.จงบอกความหมายของระบบดาวดทียม ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 28.จงบอกความหมายเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 29.จงบอกความหมายของVPN ……………………..……………………..……………………..……………………..…………………….. 30.จงบอกความหมาย Internet and Extranet ……………………..……………………..……………………..……………………..……………………..
หน่วยที่4ตัวกลางเชื่อมต่อเครือข่าย ตัวกลางของการสื่อสารในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ตัวกลางของการสื่อสารในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เครือข่ายเข้า ด้วยกัน โดยท าหน้าที่เป็นอุปกรณ์ที่ให้ข้อมูลเดินทางผ่านจากผู้ส่งไปยังผู้รับ ตัวกลางที่ใช้สื่อสารมีหลาย ประเภทแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างในด้านปริมาณข้อมูลที่ผ่านไปได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง การ วัดปริมาณหรือความจุในการน าข้อมูลที่เรียกว่าแบนด์วิดธ์มีหน่วยเป็นบิตต่อวินาที แบนด์วิดธ์ (bandwidth) คือ ค่าที่ใช้ในการวัดความเร็วในการส่งข้อมูลซึ่งจะวัดความเร็วของ การส่งข้อมูลเป็น Bps (bit per second) ตัวกลางแบบมีสาย 1. สายคู่บิดเกลียว (TP) ประกอบด้วยเส้นลวดทองแดงหุ้มด้วยฉนวนพลาสติก พันเป็นเกลียว เพื่อลดผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากคู่สายข้างเคียง ในปัจจุบันสามารถส่งข้อมูลได้มากกว่า 1 กิกะบิตต่อวินาที ในระยะทางไม่เกิน 100 เมตร และมีราคาไม่แพง ใช้ส่งข้อมูลได้ดี มี 2 ชนิด คือ 1.1 สายคู่บิดเกลียวแบบป้องกันสัญญาณรบกวน (STP) เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยลวด ถักชั้นนอกอีกชั้นเพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นิยมใช้ในสถานที่ที่มีสัญญาณรบกวน สูง แต่มีราคาแพง