The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะ(QR-Cord)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by payaojiw, 2023-02-03 21:34:13

รายงานการพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะ(QR-Cord)

รายงานการพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะ(QR-Cord)

1


2 เรื่อง : การพัฒนาการอานและการเขียนสะกดคำ โดยใชแบบฝกทักษะ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนบานลานหิน ชื่อผูวิจัย : นางสาวศศธร ถนอมศักดิ์ โรงเรียนบานลานหิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 กลุมสาระการเรียนรู : กลุมสาระการเรียนรูวิชาภาษาไทย ปการศึกษา : 2565 บทคัดยอ การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงคเพื่อพัฒนาแบบฝกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอานและการเขียนสะกด คำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนบานลานหิน ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 และ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ดานการอานและเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนบานลาน หิน โดยใชแบบฝกวิชาภาษาไทยเรื่องการเขียนสะกดคำ กลุมตัวอยาง คือ เปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาป ที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2565 โรงเรียนบานลานหิน มีนักเรียนจำนวน 19 คน ซึ่งไดมา จากการเลือกตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใชเวลาในการทดลอง 10 ชั่วโมงเรียน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย คือ แบบฝกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอานและการเขียนสะกดคำ การวิเคราะห ขอมูลใชสถิติ คาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลของการวิจัยพบวาคะแนนเฉลี่ยของผลการทดลองระหวางเรียนไดคะแนนเฉลี่ย (x ̅) เทากับ 11.85 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เทากับ 2.30 และคะแนนเฉลี่ยของผลการทดลองหลังเรียนไดคะแนน เฉลี่ย (x ̅) เทากับ 16.89 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เทากับ 1.40 และคาประสิทธิภาพของแบบฝก การอานและการเขียนสะกดคำ ที่สรางขึ้นมีประสิทธิภาพ เทากับ 84.00/91.80 ก


3 กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอานและการเขียนสะกดคำ โดยใชแบบฝกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนบานลานหิน สำเร็จสมบูรณลงไดดวยความกรุณาและ ความอนุเคราะหอยางสูง จากนางนุชภาดา รอดพันธุ และนางเตือนใจ จันทวี ที่ใหความกรุณาเปน ผูเชี่ยวชาญ ใหคำปรึกษาแนะนำ ตรวจสอบแกไขเครื่องมือที่ใชในการวิจัย เพื่อเปนประโยชนในการ จัดทำใหสมบูรณยิ่งขึ้น ผูวิจัยขอขอบคุณเปนอยางสูงไว ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณนายนเรศ สุดไทย ผูอำนวยการโรงเรียนบานลานหิน ที่ใหความ อนุเคราะหเปนผูเชี่ยวชาญ ใหคำปรึกษา แนะนำ ใหกำลังใจ สงเสริมสนับสนุนในการจัดทำวิจัยในชั้น เรียน และเอาใจใสดวยดีเสมอมา ขอขอบคุณคณะครูโรงเรียนบานลานหิน ทุกทานที่มีสวนเกี่ยวของ และเปนกำลังใจในการทำวิจัยครั้งนี้ ขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ทุกคน ที่เปนเด็กดี ที่ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน ตลอดจนใหความรวมมือในการทดลองเครื่องมือและเก็บรวบรวมขอมูล อยางครบถวน ผูจัดท ข


บทที่1 บทนํา ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจําชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็น เอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือใน การติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คนไทยจะต้องทําความเข้าใจ และศึกษาหลักเกณฑ์ทางภาษา หมั่นฝึกฝนให้มีทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาไทยให้มี ประสิทธิภาพ เพื่อนําไปใช้ในการสื่อสารการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และการสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ดังนั้นภาษาไทยจึงเป็นสมบัติของชาติ ที่ควรค่าแก่การเรียนรู้อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (กรมวิชาการ. 2552 : 1) กระทรวงศึกษาธิการได้กําหนดให้วิชาภาษาไทยเป็นวิชาบังคับอยู่ในหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยกําหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นกลุ่มที่มุ่งส่งเสริม ทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชํานาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ และเพื่อนําไปใช้ในชีวิตจริง การอ่าน การอ่านออกเสียงคํา ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คําประพันธ์ชนิดต่างๆ การ อ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนําไป ปรับใช้ในชีวิตประจําวัน การอ่านและการเขียน การอ่านและการเขียนสะกดตามอักขรวิธี การอ่านและการเขียน สื่อสาร โดยใช้ถ้อยคําและรูปแบบต่างๆ ของการอ่านและการเขียน ซึ่งรวมถึงการอ่านและการเขียน เรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การอ่านและการเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลําดับเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่างๆ ทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่างๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทําความเข้าใจบท เห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอด


2 ความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของ ภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจ ในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน (กรมวิชาการ. 2552 : 2-3) จากเหตุผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าครูต้องสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพตามจุดประสงค์ของหลักสูตรนั้น คือ ผู้สอนต้องสอนให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาไทย ในการติดต่อสื่อสารได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพจึงมีความจําเป็นต้องฝึกฝนทักษะพื้นฐาน ให้สัมพันธ์กันทั้ง 5 ด้าน คือ การอ่าน, การอ่านและการเขียน, การฟัง การดู และการพูด, หลัก ภาษา, วรรณคดีและวรรณกรรม ทักษะการอ่านและการเขียนมีความสําคัญต่อการเรียนการสอน ภาษาไทยมากเพราะทักษะการอ่านและการเขียนเป็นการถ่ายทอดความคิด เป็นการพัฒนาทาง ความคิด สติปัญญาและทัศนคติ การอ่านและการเขียนที่ดีสามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวัน อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสําคัญต่อการศึกษาหาความรู้ของผู้เรียนซึ่งการเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถสร้างเสริมประสบการณ์ได้ตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาในโรงเรียนโดย ครูผู้สอนต้อนสอนให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้ถูกต้องทําให้ผู้เรียนมีทักษะทั้ง 4 ด้านคือการฟังพูด อ่าน และเขียนสัมพันธ์กัน (อัจฉรา ชีวพันธ์. 2538 : 1) และเนื่องจากลักษณะ ของภาษาไทยที่มีพยัญชนะ 44 ตัว แต่มีเสียงเพียง 21 เสียงทําให้คําภาษาไทยมีเสียงพ้องกัน แต่มีความหมายต่างกันเป็นจํานวนมาก ซึ่งถ้าจําหลักเกณฑ์ในการอ่านและการเขียนไม่ได้ ก็ มักจะเขียนสะกดคําผิด ใช้คําไม่ถูกต้องทําให้ความหมายผิดไป สื่อสารกันไม่เข้าใจ โดยสาเหตุ หนึ่งที่ทําให้นักเรียนเขียนสะกดคําผิดอาจเนื่องมาจากมีประสบการณ์ผิด การไม่ทราบ ความหมายที่แท้จริงของคําที่เขียน การออกเสียงผิดการเดา (สุนันทา โสรัจจ์. 2538 : 87) และ ครูมักละเลยเมื่อพบว่านักเรียนเขียนสะกดคําผิดไม่พยายามชี้แนะให้นักเรียนเห็นความสําคัญใน การสะกดคําให้ถูกต้อง (ประเทิน มหาขันธ์. 2539 : 104) ดังนั้นการอ่านและการอ่านและการเขียนจึงเป็นรากฐานในการเรียนวิชาต่างๆ จะต้อง เขียนให้ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าหากเขียนคําผิดพลาด คลาดเคลื่อนหรือบกพร่องก็จะทําให้ ความหมายของคําเปลี่ยนไป และจากการประเมินปัญหาด้านการเรียนการสอนภาษาไทยของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้านลานหิน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากําแพงเพชร เขต 1 พบว่า นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีปัญหาในด้านการอ่านและเขียนสะกดคํา ซึ่งสังเกตได้จากการตรวจงานในสมุดงานนักเรียน การอ่านและการเขียนตามคําบอก การอ่าน และการเขียนสะกดคําของนักเรียนยังไม่ถูกต้อง วิธีสอนของครูมีความสําคัญมาก เพื่อช่วยให้ นักเรียนเกิดทั้งความรู้และความสนุกสนานในการเรียนรู้อีกทั้งเป็นการจูงใจให้นักเรียนเกิด ทัศนคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทย และรักที่จะเรียนวิชาภาษาไทยสืบไป การฝึกทักษะทางภาษานั้น จะอาศัยเฉพาะแบบเรียนและแบบฝึกในบทเรียนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ การสร้างแบบฝึก


3 เพื่อฝึกทักษะหลังจากที่เรียนเนื้อหาในบทเรียนไปแล้วเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะแบบฝึก มีประโยชน์ต่อการเรียนการสอน และยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทนอีกด้วย การ สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคําเป็นการจัดกิจกรรมที่สนองความแตกต่าง ระหว่างบุคคล ผู้เรียนต้องลงมือทํากิจกรรมด้วยตนเองตามความสามารถ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะ ทําให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลาและมีความเชื่อมั่นในตนเอง นอกจากนี้ยังปลูกฝังให้ นักเรียนรู้จักการทํางานอย่างมีระบบระเบียบและทํางานเป็นขั้นเป็นตอน การเรียนการสอนสะกด คํานั้นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างถูกวิธีฝึกบ่อยๆ อย่างสมํ่าเสมอ จึงจะทําให้เกิดความแม่นยํา ความชํานาญ และความคล่องแคล่วสามารถนําความรู้และทักษะจากการเรียนไปใช้ใน ชีวิตประจําวันได้นอกจากนี้การใช้แบบฝึกยังเป็นการทบทวนความเข้าใจให้แก่เด็ก และเป็น อุปกรณ์ที่ครูจะใช้พัฒนาการอ่านและการเขียนหรือแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องการอ่านและการอ่าน และการเขียนสะกดคําของเด็กได้อย่างหนึ่ง จากสภาพปัญหาที่พบดังกล่าว ผู้วิจัยจึงเห็นว่าการอ่านและการอ่านและการเขียน สะกดคํา เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไข โดยการศึกษาในครั้งนี้มีความมุ่ง หมายเพื่อพัฒนาแบบฝึกการอ่านและการอ่านและการเขียนสะกดคําของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและการอ่านและการเขียนสะกดคํา โดยมี แนวทางในการพัฒนาแบบฝึกการอ่านและการอ่านและการเขียนสะกดคําจากหนังสือเรียน ภาษาไทยของกรมวิชาการ ซึ่งใช้คําในกลุ่มที่เป็นปัญหาของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดการ พัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคําในภาษาไทยเพิ่มมากขึ้นและการอ่านและ การเขียนสะกดคําที่ถูกต้องย่อมนําไปสู่การเรียนภาษาไทยและการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ อื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนสะกดคําของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้านลานหิน โดยใช้แบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการ เขียนสะกดคํา สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า


4 แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า 1. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน ปีการศึกษา 2565 มีนักเรียนจํานวน 19 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) (ศุภวัฒนาการ วงศ์ธนวสุ และพีรสิทธิ์ คํานวณศิลป์ 2552 : 38 ) 2. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง ดําเนินการทดลองในภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้ระยะเวลาในการ ทดลองวันละ 1 ชั่วโมงเรียน รวม 10 ชั่วโมงเรียน 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย คําที่ใช้ในการจัดทําแบบฝึกเป็นคําจากหนังสือเรียนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักการใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การอ่านและการเขียนสะกดคํา หมายถึง การอ่านและการเขียนโดยเรียงลําดับ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกดเป็นคําได้อย่างถูกหลักเกณฑ์ และถูกต้องตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2554 เพื่อให้สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง ความสําคัญของการอ่านและการเขียนสะกดคํา 2. แบบฝึก หมายถึง เครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ใช้สําหรับ ให้นักเรียนฝึกและปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและมีทักษะเพิ่มขึ้น 3. แบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคํา หมายถึง แบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกด คํา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ข้อสอบที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเพื่อใช้วัด ความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคําหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้านลานหิน


5 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา หมายถึง ผลที่ได้จาก การทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคําที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้น 6. ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคํา หมายถึง ระดับ ประสิทธิภาพของแบบฝึกเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคําสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นซึ่งมีระดับประสิทธิภาพที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 7. เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หมายถึง ระดับคะแนนที่กําหนดขึ้นเพื่อเพื่อประเมิน ผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคําของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้าน ลานหิน โดยกําหนดให้ระดับคะแนนเป็นดังนี้ 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละ 80 ของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จาก คะแนนแบบทดสอบท้ายแบบฝึกแต่ละชุดซึ่งเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละ 80 ของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จาก คะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนซึ่งเป็นประสิทธิภาพของผลลัพธ์(E2) 8. กลุ่มทดลอง หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่กําลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนบ้านลานหิน


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคํา โดยใช้แบบฝึกทักษะของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหินผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียน 2.1 ความหมายของการอ่านและการเขียน 2.2 จุดมุ่งหมายของการอ่านและการเขียน 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคํา 3.2 ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคํา 3.3 ความสําคัญของการอ่านและการเขียนสะกดคํา 3.4 ปัญหาของการอ่านและการเขียนสะกดคํา 3.5 เทคนิคการสอนเขียนสะกดคํา 3.6 จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคํา 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก 4.1 ความหมายและความสําคัญของแบบฝึก 4.2 รูปแบบของแบบฝึก 4.3 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี 4.4 หลักการสร้างและขั้นตอนการสร้างแบบฝึก 4.5 ทฤษฎีและหลักจิตวิทยาในการสร้างแบบฝึก 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคํา 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ เป็นคนดีมีปัญญามีความสุขและมีความเป็นไทยมีศักยภาพในการศึกษาต่อและ


7 ประกอบอาชีพจึงกําหนดจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานดังนี้ (กรมวิชาการ. 2553 :1-7) 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมี ทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข โดยมีรายละเอียดในส่วนของความสําคัญ ธรรมชาติหรือลักษณะเฉพาะ วิสัยทัศน์ คุณภาพผู้เรียน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาหลักสูตร และการจัดการ เรียนรู้ดังนี้ 1. ความสําคัญ ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจําชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็น เอกภาพและสร้างเสริมบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการ ติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทําให้สามารถประกอบกิจธุระ การงานและดํารงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการ แสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ความคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีตลอดจนนําไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี ชีวทัศน์ โลกทัศน์ และสุนทรียภาพโดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีและวรรณกรรมอันลํ้าค่า ภาษาไทยจึงเป็นสมบัติของ ชาติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ เพื่ออนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป 2. ธรรมชาติหรือลักษณะเฉพาะ ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใช้สื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและตรงตามจุดมุ่งหมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดความต้องการ และความรู้สึก คําในภาษาไทยย่อมประกอบด้วย เสียง รูปพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และความหมาย ส่วนประโยคเป็นการเรียงคําตามหลักเกณฑ์


8 ของภาษา และประโยคหลายประโยคเรียงกันเป็นข้อความ นอกจากนั้นคําในภาษาไทยยังมี เสียงหนักเบา มีระดับของภาษา ซึ่งต้องใช้ให้เหมาะสมแก่กาลเทศะและบุคคล ภาษาย่อมมีการ เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ตามสภาพวัฒนธรรมของกลุ่มคน ตามสภาพของสังคมและเศรษฐกิจ การใช้ภาษาเป็นทักษะที่ผู้ใช้ต้องฝึกฝนให้เกิดความชํานาญไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การอ่านและ การเขียน การพูด การฟัง และการดูสื่อต่างๆ รวมทั้งต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษา เพื่อสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพและใช้อย่างคล่องแคล่ว มีวิจารณญาณและมีคุณธรรม 3. วิสัยทัศน์ ภาษาไทยเป็นเครื่องมือของคนในชาติเพื่อการสื่อสารทําความเข้าใจกัน และใช้ภาษาใน การประกอบกิจการงานทั้งส่วนตัว ครอบครัว กิจกรรมทางสังคมและประเทศชาติ เป็นเครื่องมือ การเรียนรู้การบันทึกเรื่องราวจากอดีตถึงปัจจุบัน และเป็นวรรณกรรมของชาติ ดังนั้นการเรียน ภาษาไทยจึงต้องเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะอย่างถูกต้อง เหมาะสมในการสื่อสาร เป็นเครื่องมือใน การเรียนรู้ แสวงหาความรู้และประสบการณ์ เรียนรู้ในฐานะเป็นวัฒนธรรมทางภาษาให้เกิด ความชื่นชม ซาบซึ้ง และภูมิใจในภาษาไทย โดยเฉพาะคุณค่าของวรรณคดีและภูมิปัญญาทาง ภาษาของบรรพบุรุษที่ได้สร้างสรรค์ไว้ อันเป็นส่วนเสริมสร้างความงดงามในชีวิต การเรียนรู้ภาษาไทยเกี่ยวพันกับความคิดของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นสื่อของความคิด การเรียนรู้ภาษาไทยจึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดสร้างสรรค์ คิดวิพากษ์วิจารณ์ คิดตัดสินใจ แก้ปัญหา และวินิจฉัยอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันการใช้ภาษาอย่างมีเหตุผล ใช้ในทาง สร้างสรรค์ และใช้ภาษาไทยอย่างสละสลวยงดงามย่อมสร้างเสริมบุคลิกภาพของผู้ใช้ภาษาให้ เกิดความน่าเชื่อถือและภาคภูมิด้วย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชํานาญในการใช้ภาษาเพื่อการเสื่อสาร การอ่านและการฟังเป็นทักษะของการรับรู้เรื่องราว ความรู้และประสบการณ์ ส่วนการพูดและ การอ่านและการเขียนเป็นทักษะของการแสดงออกด้วยการแสดงความคิดเห็น ความรู้และ ประสบการณ์ การเรียนภาษาไทยจึงต้องเป็นการเรียนเพื่อการสื่อสารให้สามารถรับรู้ข้อมูล ข่าวสารได้อย่างพินิจพิเคราะห์สามารถเลือกใช้คําเรียบเรียงความคิด ความรู้ และใช้ภาษาได้ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ได้ตรงตามความหมาย และถูกต้องตามกาลเทศะ บุคคล และมี ประสิทธิภาพ ภาษาไทยมีส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระ ได้แก่ กฎเกณฑ์ทางภาษา ซึ่งผู้ใช้ภาษาจะต้องรู้และ ใช้ภาษาให้ถูกต้อง นอกจากนั้นยังมีวรรณคดีและวรรณกรรม ตลอดจนบทร้องเล่นของเด็กเพลง กล่อมเด็กปริศนาคําทาย เพลงพื้นบ้าน วรรณกรรมพื้นบ้าน เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมซึ่งมี คุณค่าการเรียนภาษาไทยจึงต้องเรียนวรรณคดี วรรณกรรม ภูมิปัญญาทางภาษาที่ถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีตและความงดงาม


9 ของภาษาในบทประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองประเภทต่างๆ เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและ ความภูมิใจในสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 4. คุณภาพของผู้เรียน เมื่อจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ผู้เรียนต้องมีความรู้ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมดังนี้ 4.1 สามารถใช้ภาษาสื่อสารได้ดี 4.2 สามารถอ่าน เขียน ฟัง ดู และพูด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.3 มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลและคิดเป็นระบบ 4.4 มีนิสัยรักการอ่าน การอ่านและการเขียน การแสวงหาความรู้และใช้ ภาษาไทยการพัฒนาตนและสร้างสรรค์งานอาชีพ 4.5 ตระหนักในวัฒนธรรมการใช้ภาษาและความเป็นไทย ภูมิใจและชื่นชมใน วรรณคดีและวรรณกรรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทย 4.6 สามารถนําทักษะทางภาษามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมี ประสิทธิภาพและถูกต้องตามสถานการณ์และบุคคล 4.7 มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความสามัคคีในความเป็นชาติไทย 4.8 มีคุณธรรมจริยธรรม มิวิสัยทัศน์ โลกทัศน์ที่กว้างไกลและลึกซึ้ง เมื่อจบแต่ละช่วงชั้น ผู้เรียนต้องมีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม จริยธรรมและ ค่านิยม เช่น 5. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 : การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 : ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ ตัดสินใจแก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ในการดําเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่2 : การอ่านและการเขียน มาตรฐาน ท 2.1 : ใช้กระบวนการอ่านและการเขียน เขียนสื่อสาร เขียน เรียงความย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและ รายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 : การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 : สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูด แสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 : หลักการใช้ภาษา


10 มาตรฐาน ท 4.1 : เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การ เปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาของภาษา และรักษาภาษาไว้เป็นสมบัติ ของชาติ สาระที่ 5 : วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 : เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และนํามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 6. แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย การจัดการเรียนรู้ให้บรรลุมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยผู้สอนจะต้องศึกษา วิเคราะห์สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมาตรฐานการเรียนรู้ช่วง ชั้นจัดทําสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีหรือรายภาคสาระการเรียนรู้รายปี หรือรายภาคและจัดทําคําอธิบายรายวิชา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจก่อนการจัดทําแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้สอนต้องดําเนินการดังนี้ 6.1 เลือกรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้สอนต้องเลือกรูปแบบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสมกับผู้เรียนเช่นการสืบค้นภูมิปัญญาท้องถิ่นจาก แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นการปฏิบัติกิจกรรมตามความสนใจของผู้เรียนโดยให้ผู้เรียนทําโครงงาน 6.2 คิดค้นเทคนิคกลวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้สอนสามารถคิดค้นรูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆและนํามาใช้ให้เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆได้แก่ความรู้ ความสามารถด้านเนื้อหาวิชาความสนใจและวัยของผู้เรียนความสอดคล้องกับมาตรฐานการ เรียนรู้แต่ละช่วงชั้นเวลาสถานที่วัสดุอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและชุมชน 6.3 การจัดกระบวนการเรียนรู้มีหลายรูปแบบผู้สอนสามารถเลือกนํามาใช้หรือ ปรับใช้โดยคํานึงถึงสภาพและลักษณะของผู้เรียนเน้นให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติตามกระบวนการเรียนรู้ อย่างมีความสุข 7. การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้สอนจะต้อง ศึกษาวิเคราะห์จุดมุ่งหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย รวมทั้งเอกสารหลักสูตรที่ เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยดําเนินการ ดังนี้ 7.1 เลือกรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนต้องเลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่ หลากหลาย และเหมาะสมกับผู้เรียน เช่น กิจกรรมการเรียนรู้แบบทดลอง แบบโครงงาน แบบ ศูนย์การเรียน แบบสืบสวนสอบสวน แบบอภิปราย แบบสํารวจ แบบร่วมมือ เป็นต้น


11 7.2 คิดค้นเทคนิคกลวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถคิดค้นรูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบต่างๆ เช่น ความรู้ความสามารถด้านเนื้อหา ความสนใจและวัย ของผู้เรียนความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ แต่ละช่วงชั้น เวลา สถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและชุมชน 7.3 จัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้มีหลายรูปแบบผู้สอน สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสม โดยคํานึงถึงสภาพและลักษณะของผู้เรียน เน้นการฝึกปฏิบัติตาม กระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุข ดังนี้ 7.3.1 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นการจัดประสบการณ์ให้รู้จัก แก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ รู้จักวางแผน วิเคราะห์และประเมินผลการปฏิบัติงานได้ ด้วยตนเอง และฝึกการเป็นผู้นํา และผู้ตามที่ดี 7.3.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เรียนค้นหาคําตอบได้ด้วยตนเอง จนสามารถนําความรู้ความเข้าใจจากการปฏิบัติงานใช้ในชีวิตประจําวันและอยู่ในสังคมได้อย่าง สันติ 7.3.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิด มีวิธีการที่ หลากหลาย เช่น การใช้คําถาม การตั้งคําถามโดยใช้หมวก 6 ใบเป็นการใช้คําถามอย่าง สร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้เรียนใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ การ วางแผนดําเนินชีวิต 7.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนมีส่วนสําคัญในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยเพื่อ การสื่อสาร โดยการจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถภาพในการใช้ภาษา ทั้งกิจกรรม การฟัง การพูด การอ่าน การอ่านและการเขียน ด้วยการจัดกิจกรรมในห้องเรียน ในโรงเรียน และในชุมชน เช่น การอภิปราย การเล่าเรื่องการวิจารณ์ การโต้วาทีการคัดลายมือการอ่านและ การเขียนเรียงความ การทําโครงงาน การประกวดการอ่านการศึกษาค้นคว้าการแข่งขันตอบ คําถามการอ่านทํานองเสนาะ 7.5 การพัฒนาการเรียนรู้หลักการใช้ภาษา จะทําให้ผู้เรียนเข้าใจธรรมชาติของ ภาษาและวัฒนธรรมการใช้ภาษาไทย 7.6 การพัฒนาการเรียนรู้วรรณคดีและวรรณกรรม เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้ เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทยในยุคสมัยต่างๆ และเป็นการปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดความซาบซึ้งเช่น การรายงาน การจัดแสดง การสร้างสรรค์วรรณกรรมทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ทําให้ผู้เรียนมี นิสัย


12 รักการอ่านและศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเป็นแนวทางในการผลิตงานเพื่อพัฒนาตนเองและสังคม 7.7 การพัฒนาการเรียนรู้ภูมิปัญญาทางภาษา ช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิตและศิลปะ การใช้ภาษาของคนในท้องถิ่น การจัดกิจกรรม เช่นการสัมภาษณ์ การรายงาน การทําโครงงาน การจัดการแสดง เป็นต้น โรงเรียนและชุมชนต้องร่วมมือกันจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนใช้แหล่งเรียนรู้ ในท้องถิ่นเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาทางภาษา จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยมีเทคนิคการเรียนรู้ที่ หลากหลายวิธี ซึ่งผู้สอนสามารถเลือกนํามาใช้หรือปรับใช้ โดยคํานึงถึงสภาพและลักษณะของ ผู้เรียน เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการฝึกปฏิบัติตามกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุขและจัด ให้เหมาะสมกับผู้เรียนและธรรมชาติของสาระการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ 2. การอ่านและการเขียน การสอนเขียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีทักษะในการอ่าน และการเขียน เขียนได้ถูกต้องสวยงาม สื่อความหมายได้ สามารถคิดลําดับเหตุการณ์เกี่ยวกับ เรื่องที่เขียน มีนิสัยที่ดีในการอ่านและการเขียน รักการอ่านและการเขียนและนําการอ่านและการ เขียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจําวัน มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่านและ การเขียน ความสําคัญของการอ่านและการเขียน และจุดมุ่งหมายของการอ่านและการเขียนไว้ ดังนี้ 2.1 ความหมายของการอ่านและการเขียน ทักษะการอ่านและการเขียนเป็นทักษะที่มีความสลับซับซ้อนกว่าการใช้ทักษะอื่นๆ ซึ่งมี นักวิชาการได้กล่าวถึงความหมายของการอ่านและการเขียน ไว้ดังนี้ นภดล จันทร์เพ็ญ (2535 : 91) กล่าวว่า การอ่านและการเขียน คือ การแสดงออกในการ ติดต่อสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยอาศัยภาษาตัวอักษรเป็นสื่อเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ และความในใจของเราให้ผู้อื่นทราบ การอ่านและการเขียนมีลักษณะเป็นการ สื่อสารถาวรสามารถคงอยู่ได้นาน สามารถตรวจสอบได้เป็นหลักฐานอ้างอิงนานนับพันปีถ้ามี การรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมไว้ได้ การอ่านและการเขียนเป็นการสื่อสารจากความหมายอย่าง หนึ่งของมนุษย์ เป็นการแสดงออกทางภาษา หรือเป็นลายลักษณ์อักษรที่อาศัยความรู้ ความสามารถในด้านความคิด ความรู้สึก จินตนาการ และประสบการณ์ของผู้เขียนประกอบกัน สมควรที่จะได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอไม่ว่าเป็นงานเขียนรูปแบบใดก็ตาม


13 วรรณี โสมประยูร (2549 : 139) ได้กล่าวถึงความหมายของการอ่านและการเขียนไว้ว่า การอ่านและการเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคล ออกมาเป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษรเพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2545 : 54) ได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนไว้ว่า การ อ่านและการเขียน เป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาฝึกนานกว่าทักษะอื่นๆ เริ่มตั้งแต่การคัดลายมือ การ อ่านและการเขียนตัวหนังสือให้ถูกแบบ การสะกดคําให้ถูกต้อง การถ่ายทอดความคิดออกเป็น ตัวหนังสือให้ผู้อื่นอ่านเข้าใจ ตลอดจนการอ่านและการเขียนถ้อยคําสํานวนให้สละสลวยได้ ประโยชน์ตรงตามจุดประสงค์ จากความหมายของการอ่านและการเขียนข้างต้น พอสรุปได้ว่า การอ่านและการเขียน หมายถึง การถ่ายทอด สิ่งอันเป็นความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมาเป็นสัญลักษณ์ ประทับตรา ไว้บนวัตถุหรือสิ่งต่างๆ อาจจะต้องการสื่อกับบุคคลอื่นหรือไม่สื่อก็ได้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของ ผู้เขียน 2.2 จุดมุ่งหมายของการอ่านและการเขียน การอ่านและการเขียนนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่งในการสื่อสาร แต่ในการอ่านและการ เขียนนั้นก็ต้องมีจุดมุ่งมุ่งหมายในการอ่านและการเขียน ดังที่วรรณีโสมประยูร (2549 : 103) ได้ อธิบาย จุดมุ่งหมายการสอนภาษาไทย ดังนี้ 1. เพื่อคัดลายมือหรือเขียนให้ถูกต้องตามลักษณะตัวอักษรให้เป็นระเบียบ ชัดเจนหรือ เข้าใจง่าย 2. เพื่อเป็นการฝึกทักษะการอ่านและการเขียนให้พัฒนางอกงามขึ้นตามควรแก่ วัย 3. เพื่อให้การอ่านและการเขียนสะกดคําถูกต้องตามอักขรวิธี เขียนวรรคตอน ถูกต้อง 4. เพื่อให้รู้จักภาษาเขียนที่ดี มีคุณภาพเหมาะสมกับบุคคลและโอกาส 5. เพื่อให้สามารถรวบรวมและลําดับความคิด แล้วจดบันทึก สรุปและย่อ ใจความเรื่องที่อ่านหรือฟังได้ 6. เพื่อให้สามารถสังเกตจดจําและเลือกเฟ้นถ้อยคําหรือสํานวนโวหารให้ถูกต้อง 7. เพื่อให้มีทักษะการอ่านและการเขียนประเภทต่างๆ 8. เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 9. เพื่อให้เห็นความสําคัญและคุณค่าของการอ่านและการเขียนว่ามีประโยชน์ ต่อการประกอบอาชีพการศึกษาหาความรู้และอื่นๆ


14 จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่าจุดประสงค์ในการอ่านและการเขียนนั้นต้องมีการใช้ภาษา ให้ถูกต้องตามกาละเทศ รู้จักการใช้ภาษาเขียนที่ดี การรวบรวม และลําดับความคิด สามารถ สรุปหรือย่อใจความสําคัญของเรื่องที่อ่านหรือฟังได้อย่างถูกต้อง 3. การอ่านและการเขียนสะกดคํา การอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยเป็นสิ่งสําคัญที่ควรคํานึงถึงมากที่สุดในเรื่อง ของความถูกต้องเพราะการเรียนภาษาไทยให้ประสบความสําเร็จจะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่อง แท้มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคําความสําคัญของ การอ่านและการเขียนสะกดคําปัญหาของการอ่านและการเขียนสะกดคําเทคนิคการสอนเขียน สะกดคํา และจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคําไว้ดังนี้ 3.1 ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคํา การอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยเป็นสิ่งสําคัญที่ควรคํานึงถึงมากที่สุดในเรื่อง ของความถูกต้องเพราะการเรียนภาษาไทยให้ประสบความสําเร็จจะต้องมีความเข้าใจดังนั้น เพื่อให้เข้าใจพื้นฐานการอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยอย่างมีระบบเกิดการเรียนรู้ในการ อ่านและการเขียนภาษาไทยให้ถูกต้องและมีความหมายสมบูรณ์มีนักวิชาการได้ให้ความหมาย ของการอ่านและการเขียนสะกดคํา ดังนี้ สุรีพร แย้มฉาย (2536 : 3) ได้กล่าวถึง การอ่านและการเขียนสะกดคําที่ถูกต้องว่าเป็น ปัจจัยสําคัญที่จะช่วยให้ผู้เขียนสื่อความหมายได้ดี ถูกต้องและรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยสร้างเจตคติ ที่ดีแก่ผู้อ่านอีกทั้งยังช่วยให้เกิดความมั่นใจในตนเอง และก่อให้เกิดศรัทธาแก่ผู้ที่ได้อ่านอีกด้วย ปิลันธนา ศุภดล (2543 : 11) ได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคํา ภาษาไทยว่า เป็นทักษะอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่อาศัยทักษะการฟังการพูดการอ่านเป็นพื้นฐาน แล้วจึงสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดประสบการณ์ต่างๆและความต้องการของตนออกมา เป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษรเพื่อสื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจ วีรศักดิ์ ปัตตาลาโพธิ์(2540 : 12) ได้ให้ความหมายของการสะกดคําไว้ว่า การสะกดคํา คือ การจัดเรียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ให้เป็นคําที่มีความหมายและถูกต้องตามหลัก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และสามารถนําคําดังกล่าวไปใช้สื่อสารในชีวิตประจําวันได้ ชุติกาญจน์ เทศยรัตน์(2545 : 33) ได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคํา ไว้ว่า การอ่านและการเขียนสะกดคํา หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการ


15 ของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์ หรือตัวอักษรเพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ รวมทั้ง ความสามารถในการอ่านและการเขียนคํา โดยเรียงลําดับ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวการันต์ ในภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง และสามารถนําหลักการไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย บัณฑิตา แจ้งจบ (2545 : 8) กล่าวถึงการอ่านและการเขียนสะกดคําไว้ว่า การอ่านและ การเขียนสะกดคําเป็นการนําพยัญชนะต้นมาประสมกับสระและวรรณยุกต์ บางคํามีตัวสะกดที่ ตรงตามมาตรา คือมีพยัญชนะใช้สะกดตัวเดียว บางคํามีตัวสะกดที่ไม่ตรงตามมาตรา คือ มี พยัญชนะใช้สะกดหลายตัว หรือบางคํามีทั้งตัวสะกดและตัวการันต์ นิมิต เพชรจํานงค์ (2547 : 20) ได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคําไว้ ว่าการอ่านและการเขียนสะกดคํา หมายถึงการนําพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ พยัญชนะตัวสะกด และเครื่องหมายต่างๆ มาผสมกันตามหลักของอักขรวิธีทางภาษา จนได้พยางค์หรือคําทั้งที่มี ความหมายและไม่มีความหมายแล้วนําไปใช้ตามจุดประสงค์ จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่าความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคํา ภาษาไทยหมายถึงการจัดเรียงพยัญชนะสระ วรรณยุกต์ตัวสะกดและตัวการันต์มาประสมกันให้ มีความหมายที่ถูกต้องแล้วนําไปใช้ตามจุดประสงค์ 3.2 ความสําคัญของการอ่านและการเขียนสะกดคํา การอ่านและการเขียนสะกดคําเป็นพื้นฐานที่จําเป็นของการอ่านและการเขียนอย่างหนึ่ง เพราะนักเรียนจะต้องรู้จักสะกดคําได้ถูกต้องก่อนจึงจะสามารถพัฒนาเป็นการอ่านและการเขียน ประโยคและเรื่องราวได้การที่เด็กเขียนสะกดคําผิดบ่อยจะไม่สามารถแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้ดังนั้นการอ่านและการเขียนสะกดคําให้ถูกต้องนับว่าเป็นสิ่งสําคัญ ในการอ่านและการเขียนภาษาไทยเป็นอย่างยิ่งนอกจากนี้ยังมีนักวิชาการอีกหลายท่านได้ให้ ความสําคัญของการอ่านและการเขียนสะกดคําดังนี้ สราวดี เพ็งศรีโคตร (2539 : 14) กล่าวว่า การอ่านและการเขียนสะกดคําผิดยังส่งผลทํา ให้ผู้อ่านประเมินผู้เขียนในระดับที่ตํ่าลงดังนั้นการอ่านและการเขียนสะกดคําได้ถูกต้องสื่อสารให้ ผู้อ่านเข้าใจในความหมายที่แท้จริงได้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างการยอมรับนับถือเกิดความ เชื่อมั่นและศรัทธาจากผู้อ่านรวมทั้งสร้างความประทับใจที่ดีระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนได้ในทาง กลับกันหากผู้เขียนสะกดคําผิดก็จะเสียความยอมรับนับถือจากผู้อ่านตั้งแต่เริ่มต้นดังนั้นผู้ที่เรียน ในระดับชั้นที่สูงๆก็เช่นกันก็ควรให้ความสําคัญกับการอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยให้ ถูกต้องมากกว่าผู้ที่เรียนในระดับที่ตํ่ากว่า วรรณีโสมประยูร (2539 : 156) กล่าวว่าการอ่านและการเขียนสะกดคําเป็นพื้นฐานที่ จําเป็นทางการอ่านและการเขียนอย่างหนึ่งเพราะเด็กต้องรู้จักสะกดคําได้ถูกต้องก่อนจึงสามารถ


16 เขียนประโยคและเรื่องราวได้ถ้าเด็กเขียนสะกดคําผิดเสมอจะไม่สามารถแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจ ความคิดของตนเองดังนั้นการอ่านและการเขียนสะกดคําได้ถูกต้องนับว่าเป็นสิ่งสําคัญในการ อ่านและการเขียนเป็นอย่างยิ่งเด็กควรเขียนสะกดคําให้ถูกต้องเสียแต่เมื่อเริ่มเขียนคําเพื่อช่วย ให้เด็กรู้จักคําต่างๆที่จําเป็นในชีวิตประจําวันช่วยให้เด็กใช้คําต่างๆได้ถูกต้องกว้างขวางครูจึง ต้องฝึกฝนนักเรียนอย่างสมํ่าเสมอทุกระดับชั้น จากความสําคัญของการอ่านและการเขียนสะกดคําสรุปได้ว่าความสําคัญของการอ่าน และการเขียนสะกดคําคือการอ่านและการเขียนสะกดคําให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์หรือตาม หลักภาษาไทยและการอ่านและการเขียนสะกดคํายังถือเป็นสิ่งจําเป็นในการเรียนภาษาไทย เพราะการอ่านและการเขียนเป็นทักษะที่สําคัญนักเรียนสามารถนําประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน และการเขียนสะกดคําไปใช้ต่อยอดในการอ่านและการเขียนได้กับทุกๆสาระการเรียนรู้และ สามารถนําไปใช้สื่อสารในชีวิตประจําวันได้ 3.3 ปัญหาของการอ่านและการเขียนสะกดคํา การอ่านและการเขียนสะกดคําเป็นปัญหาที่สําคัญของนักเรียนและครูสอนภาษาไทย เป็นอย่างมากและจากการศึกษาพบว่า สาเหตุของการอ่านและการเขียนสะกดคําผิดก็ได้มี นักวิชาการได้กล่าวไว้หลายท่าน ดังนี้ กรรณิการ์ พวงเกษม (2532 : 2) ได้กล่าวถึงปัญหาและข้อบกพร่องจากการอ่านและการ เขียนสะกดคําผิดว่ามีรูปแบบในการอ่านและการเขียนสะกดคําผิด ดังนี้ 1. เขียนผิดที่พยัญชนะ 2.การตัดและเติมสระ สระเปลี่ยนรูป การอ่านและการเขียนสระผิด การอ่านและ การเขียนสรุปเสียงสั้นยาวสลับกัน เขียนคําที่ประวิสรรชนีย์ สระประสมเขียนผิด 3. ใช้วรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง 4. ใช้สะกดผิดที่ ใช้ตัวการันต์ผิด เขียนคําที่มาจากภาษาอื่นผิดเขียนผิดโดย แทนเสียงให้สั้นลงหรือยืดเสียงให้ยาวออก เขียนคําที่ใช้ ร ล ว ควบกลํ้าผิดที่สระ ไอ โอ และ อัย เขียนคําที่ใช้นําอักษรผิด สุชาดา ชาทอง (2534 : 76 - 77) ได้วิจัยเกี่ยวกับลักษณะข้อผิดพลาดในการเรียน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ลักษณะข้อผิดพลาดในการใช้คําที่ใช้ เกี่ยวกับการใช้ตัวสะกดการันต์ผิด มีดังนี้ 1. การใช้พยัญชนะต้นผิด 2.การใช้สระผิด


17 3. การใช้พยัญชนะตัวสะกดการันต์ผิด 4. การใช้วรรณยุกต์ผิด 5. การใช้พยัญชนะต้นและพยัญชนะสะกดผิด สุธิวงค์พงศ์ไพบูรณ์(2534 : 290) ได้กล่าวไว้ว่าการอ่านและการเขียนสะกดคํา ภาษาไทยผิดนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ควรสนใจเป็นพิเศษเพราะการอ่านและการเขียนหนังสือผิด เป็นเครื่องบ่งบอกว่าผู้นั้นไม่สนใจในการใช้ภาษาไทยทุกคนอาจจะเขียนหนังสือผิดบ้างไม่มากก็ น้อยแต่ทุกคนควรจะได้ระมัดระวังให้ผิดน้อยที่สุดเท่าที่จะทําได้การสะกดการันต์นั้นยึด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นหลักดังนั้นการอ่านและการเขียนผิดอาจเกิดจากหลาย สาเหตุดังนี้ 1. เขียนผิดเพราะไม่ทราบความหมายของคําเพราะคําในภาษาไทยเรามีเสียง ตรงกันมากแต่สะกดการันต์ต่างกันและมีความหมายต่างกันเมื่อเป็นเช่นนี้อาจจะทําให้ผิดในเรื่อง สะกดการันต์ได้ง่าย ถ้าหากจําแต่เสียงโดยไม่พิจารณาถึงความหมายเฉพาะของคํา 2. เขียนหนังสือผิดเพราะใช้แนวเทียบผิดคําบางคําเมื่อจะเขียนเราไม่มั่นใจเรา มักจะนึกเทียบเคียงกับคําอื่นๆ ซึ่งเคยรู้มาแล้วเป็นอย่างดีวิธีการเช่นนี้เป็นเหตุที่ทําให้เขียน หนังสือผิดเพราะคําบางคํามีความหมายหรือรูปศัพท์ตลอดจนหลักภาษาต่างกันจะใช้กฎอัน เดียวกันไม่ได้จึงควรพิจารณาจดจําเป็นคําๆไป 3. เขียนหนังสือผิดเพราะออกเสียงผิดคําบางคําบางคนออกเสียงไม่ตรงหรือ ออกเสียงไม่ชัดเลยติดนิสัยเมื่อเขียนจึงผิดด้วยแต่คําบางคําส่วนมากออกเสียงอย่างหนึ่งซึ่งไม่ ตรงกับรูปที่เขียนตามพจนานุกรม 4. เขียนหนังสือผิดเพราะไม่รู้หลักภาษาหลักภาษานับเป็นสิ่งสําคัญยิ่งในการ เรียนภาษาการที่จะเรียนโดยไม่ต้องรู้หลักนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้แต่เนื่องจากหลักภาษาไทยมี ข้อยกเว้นมากมายจึงควรจะได้ตระหนักในข้อนี้โดยเฉพาะในการอ่านและการเขียน ประทีป แสงเปี่ยมสุข (2538 : 54) ได้กล่าวถึงปัญหาของการอ่านและการเขียนว่า ปัญหาของการอ่านและการเขียนสะกดส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสะกดการันต์นักเรียน ประถมศึกษาส่วนมากยังเขียนสะกดการันต์ผิดพลาดสาเหตุเพราะเด็กไม่ได้รับการฝึกการอ่าน และการเขียนสะกดอย่างถูกวิธีและเพียงพอฉะนั้นครูควรจัดกิจกรรมในการสอนเขียนสะกดคําให้ นักเรียนเกิดความรู้และสนุกสนาน เพื่อช่วยให้นักเรียนที่จะเรียนและมีทัศนคติที่ดีต่อวิชา ภาษาไทยโดยการจัดทําแบบฝึกสะกดคํายากที่น่าสนใจและยั่วยุให้นักเรียนอยากเรียน อัจฉรา ชีวพันธ์(2538 : 75) ได้พูดถึงข้อบกพร่องของการอ่านและการเขียนสะกด การันต์ผิดดังนี้


18 1. เขียนผิดเพราะใช้แนวเทียบผิดเช่นสังเกตเขียนเป็นสังเกต เพราะเทียบกับ สาเหตุ 2. ใช้วรรณยุกต์ เพราะไม่เข้าใจหลักการผันวรรณยุกต์ของอักษรสูง อักษรตํ่า เช่นตัวโน้ตมักเขียนผิดเป็นตัวโน๊ต 3. เขียนอักษรไม่ถูกต้องเช่นหัวบอดรูปแบบอักษรไม่ถูกต้องทั้ง สระพยัญชนะ วรรณยุกต์ 4. สับสนเรื่องการใช้ร ล และคําควบกลํ้าเช่น 4.1 พูดไม่ชัดสั่งให้เขียนตามเสียงของตนเช่น กอกกิ้ง จากกลอก 4.2 สับสนในเรื่อง ร ล ควบกลํ้าเช่น แปลเปลี่ยน (แปรเปลี่ยน) 4.3 สับสนในการใช้พยัญชนะต้น ร และ ล เช่น เข้าโลง (เข้าโรง) 5. วางรูปสระหรือวรรณยุกต์ผิดตําแหน่งเช่น ออ่น ชอ้ย(อ่อนช้อย ) 6. ใช้ตัวการันต์ผิด เช่น อานิสงส์(อานิสงฆ์) 7. เขียนต่อตัวเพราะความเลินเล่อ เช่น ฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส) วรรณี โสมประยูร (2544 : 157) ได้ศึกษาลักษณะคํายาก ซึ่งเป็นคําที่นักเรียนส่วนมาก เขียนผิดนั้น สาเหตุที่เขียนผิดสรุปได้ดังนี้ 1. นักเรียนมีประสบการณ์เกี่ยวกับคําผิด โดยเห็นแบบอย่างที่สะกดผิด 2. นักเรียนไม่รู้หลักภาษา เช่น ไม่รู้จักประวิสรรชนีย์ เป็นต้น 3. นักเรียนไม่ทราบความหมาย เพราะคําไทยมีคําพ้องเสียง 4. นักเรียนฟังไม่ชัด เพราะคําไทยมีคําควบกลํ้า เช่น คราว คลอง ครอง กลอง กรอง 5. นักเรียนไม่สามารถถ่ายทอดคําตามเสียงคําที่มาจากภาษาอังกฤษซึ่งเขียน แตกต่างจากเสียงได้ เช่น ชอล์ก ด๊อกเตอร์แท็กซี่ 6. นักเรียนใช้คําที่มี ร ล ไม่ถูก เช่น ราว – ลาว , ราด – ลาด จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่สําคัญของการอ่านและการเขียน สะกดคําผิด ขึ้นอยู่กับครูผู้สอน ตัวนักเรียนเองและวิธีการสอนของครู ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควร ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้เป็นสําคัญและหาวิธีการเพื่อแก้ไขและพัฒนาต่อไป 3.4 เทคนิคการสอนเขียนสะกดคํา เนื่องจากการอ่านและการเขียนสะกดคํามีความสําคัญต่อการใช้ภาษาในการ ติดต่อสื่อสารความหมายและเป็นรากฐานของการเรียนวิชาต่างๆแต่ปรากฏว่ามีปัญหาซึ่งเป็น


19 สาเหตุให้เด็กเขียนสะกดผิดมีหลายด้านวิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวเหล่านั้นคือ ความเอาใจใส่ สนใจของครูผู้สอนที่จะต้องค้นหาวิธีต่างๆที่ดีที่สุดมาสอนเพื่อแก้ไขให้เด็กเขียนสะกดคําได้อย่าง ถูกต้องไว้ดังนี้ 1. เขียนคําต่างๆตามหนังสือที่หลักสูตรกําหนดให้เรียนได้ 2. เขียนคําบางคําที่จําเป็นและควรเขียน 3. สามารถเขียนได้ถูกแบบและสวยงามเรียบร้อยพอสมควร 4. สามารถเขียนได้คล่องแคล่วชํานาญไม่ผิดพลาด หรือช้าเกินไป 5. แสดงการอ่านและการเขียนออกได้ตามกาลเทศะ ที่เหมาะสมเสมอ ทั้งนี้เพราะภาษาเกิดจากการเลียนแบบและการทําซํ้าถ้าเด็กได้อ่านบ่อยๆเขียนบ่อยๆ โดยได้รับความเอาใจใส่จากครูแล้วเด็กคนนั้นจะต้องอ่านออกเขียนได้อย่างไม่มีปัญหา โดยเฉพาะครูสนใจในหลักการใหม่ๆ ทางการศึกษาด้วยแล้วการสอนก็จะสะดวกขึ้น การเรียนก็ จะมีผลสัมฤทธิ์ขึ้นเป็นทวีคูณการอ่านและการเขียนสะกดคําซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอ่านและ การเขียนนั้น ต้องอาศัยเทคนิคและวิธีสอนเช่นเดียวกับการสอนทักษะทั่วๆไปคือเน้นที่การ ฝึกฝนเพราะหัวใจของการสอนวิชาทักษะอยู่ที่การฝึกฝนและได้รับการชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่อง และแนวทางแก้ไข จากข้อความข้างต้นสรุปเทคนิคการสอนเขียนสะกดคําได้ว่าเทคนิควิธีสอนที่เสนอแนะ ไว้จะช่วยให้การเรียนสะกดคําของนักเรียนสนุกสนานมากขึ้นถ้าได้นํามาใช้ในห้องเรียน การรู้ ความหมายของคําจะมีผลทําให้เด็กสะกดคําได้ถูกต้องมากขึ้น ครูผู้สอนจึงควรนําไปปฏิบัติเพื่อ แก้ปัญหาการอ่านและการเขียนสะกดคําผิดและเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านและการเขียนของเด็ก 3.5 จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคํา ในการสร้างแบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคํายากเพื่อใช้ฝึกทักษะในการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพจําเป็นต้องนําเอาทฤษฎีหรือหลักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อเสริมความ เหมาะสมให้แบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคํามีความเหมาะสมถูกต้องและสมบูรณ์ เหมาะสมกับการที่จะนําไปใช้กับนักเรียนตามวัยความสามารถและความสนใจของนักเรียนซึ่งจะ ส่งผลทําให้แบบฝึกหัดนั้นมีประสิทธิภาพเกิดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นดังที่มีนักวิชาการได้ กล่าวไว้หลายท่านดังนี้ สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์(2535 : 52) ได้กล่าวไว้ดังนี้


20 1. กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดด์(Thorndike) ซึ่งสอดคล้องกับอเนกกุล กรีแสง (2526 : 134-135) ที่ได้กล่าวถึงกฎของธอร์นไดด์ในการจัดการเรียนการการสอนดังนี้ 1.1 กฎแห่งการฝึ กฝน (Law of Exercise) คือการให้ผู้เรียนทํา แบบฝึกหัดมากๆจะทําให้เกิดความคล่องและชํานาญการสร้างแบบฝึกจึงช่วยทําให้ผู้เรียนทํา แบบฝึกหัดที่เสริมจากแบบฝึกหัดในบทเรียนและมีหลายรูปแบบ 1.2 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) คือการให้ผู้เรียนมีความ พร้อมในการเรียนจะทําให้เกิดความพอใจในการเรียน 1.3 กฎแห่งผล (Law of Effect) คือแบบฝึกต้องมีเนื้อเรื่องเป็นที่สนใจ ของผู้เรียนมีความยากง่ายให้เหมาะสมกับวัยและสติปัญญามีสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนพอใจในการ เรียนการประเมินควรกระทําอย่างรวดเร็วหลังจากที่นักเรียนทําเสร็จแล้ว 2. ความแตกต่างระหว่างบุคคลครูควรคํานึงถึงนักเรียนแต่ละคนมีความรู้ความ ถนัดความสามารถและความสนใจที่แตกต่างกันดังนั้นจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมไม่ยาก และ ไม่ง่ายเกินไปควรมีคละกันหลายแบบ 3. การจูงใจผู้เรียนสามารถทําได้โดยการจัดแบบฝึกจากง่ายไปหายากเพื่อ ดึงดูด ความสนใจของผู้เรียนเป็นการกระตุ้นให้ติดตามต่อไปและแบบฝึกควรสั้นๆจะช่วยให้ผู้เรียนไม่ เบื่อหน่าย 4. การนําสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตและการเรียนรู้มาให้นักเรียนได้ทดลองทํา ภาษาที่ใช้พูดใช้เขียนในชีวิตประจําวันทําให้ผู้เรียนได้เรียนและทําแบบฝึกในสิ่งที่ใกล้ตัวจะทําให้ จําได้แม่นยํานักเรียนยังสามารถนําหลักและความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์อีกด้วย เบอร์นาร์ด (พนมวัน วรดลย์. 2542 : 41 ; อ้างอิงจาก Bernard. 1976 : 62) ได้เสนอแนะ หลักการนํากฎแห่งการฝึกหัดไปใช้ในการเรียนการสอนดังนี้ 1. ครูจะต้องหาโอกาสหรือพยายามเปิดโอกาสที่จะให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ไม่ว่า จะเป็นกิจกรรมในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนก็ตาม 2. การทดสอบที่ดีการทําแบบฝึกหัดที่ดีนับเป็นกิจกรรมที่จะทําให้ผู้เรียนได้ใช้ ความรู้ความสามารถทั้งสิ้นจึงน่าจะหมั่นทดสอบหรือถามคําถามต่างๆให้มาก 3. ให้นักเรียนได้พบปัญหาหรือหาสถานการณ์ใหม่ๆหรือกิจกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ 4. การให้เด็กกระทําซํ้าๆจําเป็นต้องให้เด็กเข้าใจหรือรู้ความมุ่งหมายไปด้วย และพยายามเน้นให้เด็กเรียนรู้การประยุกต์ใช้ความรู้นั้นในปัญหาต่างๆ


21 จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่าจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคํามี ความสําคัญในการนํามาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการสร้างแบบฝึกหัดของ ครู ทั้งนี้เพราะถ้าครูผู้สอนได้ศึกษาและเข้าใจหลักทฤษฎีทางจิตวิทยาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการ อ่านและการเขียนสะกดคํา ย่อมจะสามารถนํามาประยุกต์ใช้หรือใช้เป็นแนวทางในการสร้าง แบบฝึกหัดให้มีคุณภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอนรวมทั้งจะทําให้สามารถ สร้างแบบฝึกหัดที่มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับวัยความสนใจระดับคุณวุฒิความต้องการ ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุจุดประสงค์ตาม แผนการสอนที่กําหนดไว้ได้ 4. แบบฝึ ก แบบฝึกเป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย มีปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้รวมทั้งทําให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนได้ด้วยตนเอง มี นักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของแบบฝึก ความสําคัญของแบบฝึกหลักการและแนวคิด เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกประโยชน์ของแบบฝึกรูปแบบของการสร้างแบบฝึกดังนี้ 4.1 ความหมายของแบบฝึ ก การจะเรียนภาษาไทยได้ดีนั้นสิ่งที่มีความสําคัญมากที่สุดคือ การฝึกฝนจนเกิดความ ชํานาญและให้ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะทางภาษาได้คล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพ ดังที่ นักวิชาการหลายท่านได้นิยามความหมายของแบบฝึกไว้ดังนี้ วนิดา ราชรักษ์ (2548 : 35) ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึก หมายถึงงานหรือ กิจกรรมที่ครูผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนกระทําเพื่อฝึกทักษะและความชํานาญจนสามารถนํา ความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจําวันและประสบความสําเร็จในการเรียนแบบฝึกจึงเป็นสื่อที่มี ประโยชน์ในการเรียนการสอนเพราะช่วยให้ผู้เรียนได้แก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนด้วยการ ฝึกฝนจากแบบฝึกที่ครูสร้างขึ้น ในการสร้างแบบฝึกต้องคํานึงถึงหลักการสร้างจิตวิทยาที่เกี่ยว ลักษณะของแบบฝึกที่ดีประโยชน์ของแบบฝึกและหลักการนําแบบฝึกไปใช้ด้วย ทัศน์วัลย์ เนียมบุปผา (2551 : 15 อ้างถึง อัจรฉรา ชีวพันธ์. 2532 : 102) ให้ความหมาย ของแบบฝึกว่า แบบฝึก หมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมความเข้าใจและเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วน ที่ช่วยให้นักเรียนได้ปฏิบัติและนําเอาความรู้ไปใช้ได้อย่างแม่นยํา ถูกต้อง และคล่องแคล่ว


22 สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2551 : 32) ให้ความหมาย แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดคือ สื่อการ เรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ เพื่อ ฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชํานาญในเรื่องนั้นๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น จากนิยามข้างต้น สรุปได้ว่า แบบฝึก หมายถึง สื่อการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียน เกิดความรู้ ความเข้าใจ ช่วยเสริมสร้างทักษะด้วยการฝึกฝนในเรื่องนั้นๆ ให้เกิดความชํานาญ และสามารถนําไปใช้ได้ถูกต้อง 4.2 ความสําคัญของแบบฝึ ก แบบฝึกเป็น อุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อฝึกทักษะหลังจากเรียน เนื้อหาไปแล้ว แบบฝึกจึงถือเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดที่ทําให้ผู้เรียนได้พัฒนาและทบทวนความรู้ที่ได้ เรียนมา ดังนั้นแบบฝึกจึงมีความสําคัญสําหรับครูผู้สอน มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ ความหมายของความสําคัญของแบบฝึกไว้ดังนี้ สุพัตรา หล้าปาวงศ์ (2549 : 29) กล่าวว่า การสร้างแบบฝึกที่ผู้วิจัยแต่ละรายสร้างขึ้นนั้น มีผลทําให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะทางภาษาที่ฝึกแต่ละเรื่องดีขึ้น อันเป็นข้อยืนยันที่ สามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกมีความสําคัญต่อการเรียนการสอนภาษาไทยอย่างแท้จริง นิภา แก้วประทีป (2546 : 16) กล่าวไว้ว่า แบบฝึกมีความจําเป็นและมีความสําคัญต่อ การเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งครูจะต้องให้นักเรียนได้มีการฝึกหลังจากที่ได้เรียนเนื้อหาใน แบบเรียนไปแล้วเพื่อให้มีความรู้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้แบบฝึกหัดที่ครูใช้ควรเป็นแบบฝึกที่ครู สร้างขึ้นเองเพราะครูเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับนักเรียนย่อมจะรับรู้ปัญหาในการเรียนของนักเรียน ซึ่ง เราถือว่าแบบฝึกนั้นเป็นอุปกรณ์ในการเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่ครูผลิตขึ้นมาใช้เพื่อพัฒนาการ เรียนของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น พัฒนพงษ์ บรรณการ (2552 : 31) ได้กล่าวถึงความสําคัญของแบบฝึกสอดคล้องกันว่า แบบฝึกมีความสําคัญต่อการสอนวิชาทักษะ เพราะเป็นเครื่องมือที่ผู้เรียนสนใจ ช่วยให้เกิดการ เรียนรู้จากการกระทําจริง ทําให้รู้และจดจําได้ดี สามารถนําไปใช้ได้ และยังเป็นเครื่องมือวัดผล ประเมินผลการเรียนอีกด้วย จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสิ่งที่มีความจําเป็นสําหรับการจัดการเรียน การสอนเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วยในการพัฒนาในด้านการเรียนการสอนให้ดีขึ้น โดยการนําแบบฝึก มาให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติเพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหามากน้อยเพียงใดเพื่อ นํามาปรับปรุงและแก้ไขต่อไป


23 4.3 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึ ก หลักการสร้างแบบฝึก นอกจะคํานึงถึงวัย ความสามารถของผู้เรียน สํานวนภาษาที่ใช้ เพื่อหาของแบบฝึก เวลาที่เหมาะสม และกิจกรรมที่น่าสนใจแล้ว ยังมีนักวิชาการหลายท่านได้ ให้ความหมายของหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2547 : 45-46) กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้างแบบฝึก ไว้ว่ามีความ คล้ายคลึงการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอื่นๆ คือ 1. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น - ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทําการสอน - ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน - ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่พึงประสงค์ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ศึกษารายละเอียดในหลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์แต่ละกิจกรรม 3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึก และ เลือกเนื้อหาในส่วนที่จะสร้างแบบฝึกนั้น ว่าจะทําเรื่องใดบ้าง กําหนดโครงเรื่องไว้ 4. ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตัวอย่าง 5. ออกแบบชุดแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ 6. ลงมือสร้างแบบฝึกแต่ละชุดพร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน ให้ สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ 7. ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ 8. นําไปทดลองใช้ แล้วบันทึกผลเพื่อนํามาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง 9. ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 10. นําไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 97-98) กล่าวไว้ว่า ชุดการฝึก/ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้เป็น เครื่องมือสําคัญอย่างหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับชุดการฝึก/ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้เป็นอย่างดี ซึ่งมีหลักสําคัญเป็นแนวทางในการจัดทํา ชุดฝึกทักษะดังนี้ 1. จัดเนื้อหาสาระในการฝึกตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. เนื้อหาสาระและกิจกรรมการฝึกเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน 3. การวางรูปแบบของแบบฝึกมีความสัมพันธ์กับโครงเรื่องและเนื้อหาสาระของ เรื่อง


24 4. แบบฝึกต้องมีคําชี้แจงง่ายๆ สั้นๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ เรียนจากง่ายไปยาก มี แบบฝึกที่น่าสนใจและท้าทายให้ผู้เรียนให้แสดงความสามารถ 5. มีความถูกต้อง ครูผู้สอนจะต้องพิจารณาตรวจสอบให้ดีอย่าให้มีข้อผิดพลาด 6. กําหนดเวลาที่ใช้แบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสม ศุภมาส ด่านพานิช (2541 : 93 - 94) กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกและลักษณะของ แบบฝึกที่ดีไว้ว่า การอ่านและการเขียนแบบฝึกต้องแน่ใจภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียนและ ควรสร้างโดยใช้จิตวิทยาดังนี้ 1. ใช้แบบฝึกหลายๆ ชนิดเพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจ 2. แบบฝึกที่จัดทําขึ้นต้องให้นักเรียนสามารถแยกออกมาพิจารณาได้ว่าแต่ละ แบบแต่ละข้อต้องการทําอะไร 3. ให้นักเรียนได้ฝึกการตอบแบบฝึกหัดแต่ละชนิด แต่ละรูปแบบว่ามีการตอบ อย่างไร 4. ให้นักเรียนได้มีโอกาสตอบสนองสิ่งเร้าดังกล่าวด้วยการแสดงความสามารถ และความเข้าใจในแบบฝึก 5. นักเรียนได้นําสิ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงเป้าที่สุด จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า หลักการสร้างแบบฝึกจะต้องคํานึงเชื่อมโยงกับเนื้อหา สาระของเรื่องนั้นๆ แบบฝึกต้องหลากหลายพร้อมทั้งชักจูงเป็นที่น่าสนใจของผู้เรียน พร้อมทั้งมี ความเหมาะสม สมวัยกับผู้เรียน เหมาะสมกับเวลา มีการตรวจสอบข้อผิดพลาด และมีข้อชี้แจง สั้นๆ ทําให้ผู้อ่านอ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ทันที 4.4 ประโยชน์ของแบบฝึ ก แบบฝึก เป็นสิ่งที่จําเป็นต่อการฝึกทักษะทางภาษาของนักเรียน และการฝึกแต่ละทักษะ นั้นควรมีหลายๆ รูปแบบเพื่อที่นักเรียนจะได้ไม่เบื่อ แบบฝึกนอกจะเป็นสื่อที่สําคัญต่อการเรียน ของนักเรียนแล้วยังมีประโยชน์สําหรับครูผู้สอนอีกด้วย มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงของ ประโยชน์ของแบบฝึก ไว้ดังนี้ อดุลย์ภูปลื้ม (2539 : 24-25) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น 2. ช่วยให้ผู้เรียนจดจําเนื้อหาของบทเรียนและคําศัพท์ต่างๆได้คงทน 3. ช่วยให้เกิดความสนุกสนาน 4. ทําให้นักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง 5. สามารถนําแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้


25 6. ทําให้ผู้สอนทราบความบกพร่องของนักเรียน 7. ทําให้ประหยัดเวลา 8. ทําให้นักเรียนสามารถนําภาษาไทยไปใช้ในการสื่อสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รัตนา เสมอใจ (2544 : 17) ได้สรุปประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกที่ดีและมี ประสิทธิภาพช่วยทําให้นักเรียนประสบผลสําเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี แบบฝึกที่ดี เปรียบเสมือนผู้ช่วยที่ดีของครู ทําให้ครูลดภาระการสอนลงได้ทําให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเอง ได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 96-97) ได้กล่าวประโยชน์ไว้ว่าแบบฝึก/แบบฝึก เป็นสื่อ การเรียนรู้ที่มุ่งมั่นในเรื่องของการแก้ปัญหาและพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้ นอกจากนี้มี นักวิชาการได้ให้นิยามแบบฝึก/แบบฝึกมีประโยชน์อีกหลายประการ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามอัตภาพ เด็กแต่ละคนมีความสามารถ แตกต่างกัน การให้ผู้เรียนได้จัดทําชุดการฝึกเหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคนใช้เวลาที่ แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการเรียนรู้ของแต่ละคนจะทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างมีประสิทธิภาพ ทําให้ผู้เรียนเกิดกําลังใจในการเรียนรู้ นอกจากนั้นยังเป็นการซ่อมเสริม ผู้เรียนที่เรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 2. ชุดการฝึกช่วยเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่คงทน ชุดการฝึกสามารถให้ผู้เรียน ได้ฝึกทันทีหลังจากจบบทเรียนนั้นๆ หรือให้การฝึกซํ้าหลายๆ ครั้งเพื่อความแม่นยําในเรื่องที่ ต้องการฝึก หรือเน้นยํ้าให้นักเรียนทําชุดการฝึกเพิ่มเติมเฉพาะในเรื่องที่ผิด 3. ชุดการฝึกสามารถเป็นเครื่องมือในการวัดผลหลังจากที่ผู้เรียนเรียนจบใน บทเรียนแต่ละครั้ง ผู้เรียนก็สามารถตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนเองได้และเมื่อไม่ เข้าใจและทําผิดในเรื่องๆใด ผู้เรียนก็สามารถซ่อมเสริมตนเองได้ จัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มี คุณค่าทั้งของครูผู้สอนและผู้เรียน ผู้เรียนไม่มีปมด้อยที่ตนทําผิดและสามารถแก้ไขข้อผิดพลาด ของตน 4. เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมบทเรียนหรือหนังสือเรียนหรือคําสอนของครูผู้สอน ชุดการฝึกที่ครูผู้สอนจัดทําขึ้นเพื่อฝึกทักษะการเรียนนอกเหนือจากความรู้ในหนังสือเรียนหรือ บทเรียน เช่น ชุดฝึกทักษะการคิดในรูปแบบต่างๆ เป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะของผู้เรียนให้ เป็นผู้ที่รู้จักคิดเป็นนําไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ในการดําเนินชีวิตต่อไป 5. ชุดการฝึกรายบุคคลผู้เรียนสามารถนําไปฝึกเมื่อไรก็ได้ ไม่จํากัดเวลาและ สถานที่ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนทําแบบฝึกได้ตามความต้องการของตน โดยมีครูผู้สอนคอย กระตุ้นหรือเร้าใจให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง


26 6. ลดภาระการสอนของครูผู้สอน ไม่ต้องฝึกทบทวนความรู้ให้แก่ผู้เรียน ตลอดเวลาไม่ต้องตรวจงานด้วยตนเองทุกครั้ง นอกจากกรณีที่ชุดการฝึกนั้นเป็นการฝึกทักษะ การคิดที่ไม่มีเฉลยตายตัวหรือมีแนวเฉลยที่หลากหลาย 7. เป็นการฝึกรับผิดชอบของผู้เรียน การให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทําชุดการ ฝึกตามลําพังโดยมีภาระงานให้ทําตามที่มอบหมาย จัดได้ว่าเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การ ทํางานให้ผู้เรียนได้นําไปประยุกต์ปฏิบัติในการดําเนินชีวิต 8. ผู้เรียนมีเจตนาที่ดีต่อการเรียนรู้ การที่ผู้เรียนได้ทําชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ที่ มีรูปแบบหลากหลายจะทําให้ผู้เรียนสนุกและเพลิดเพลิน เป็นการท้าทายให้ลงมือทํากิจกรรม ต่างๆ ตามชุดการฝึก จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยทักษะ การเรียนรู้ในเนื้อหาเรื่องนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นแบบฝึกที่มีความ หลากหลาย ดึงดูด ชักจูงทําให้ผู้เรียนมีความสนใจทําให้การเรียนในรายวิชานั้นๆ ประสบ ผลสําเร็จเป็นอย่างสูง 4.5 ลักษณะของแบบฝึ กที่ดี การสร้างแบบฝึกสําหรับเด็กมีองค์ประกอบหลายประการ การอ่านและการเขียนแบบฝึก ต้องแน่ใจในภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับการเรียน ดังที่วรรณ แก้วแพรก (2526 : 33-38) ได้กล่าว ว่าแบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ 1. เนื้อหาที่จะนํามาต้องเป็นเนื้อหาที่มีอยู่ในบทเรียนหรือสอดคล้องสัมพันธ์กับ แบบเรียนทั้งที่เป็นคํา ประโยค ข้อความและเนื้อเรื่อง และมีเนื้อหาตรงตามหลักสูตรกําหนด 2. มีหลายแบบหลายลักษณะเพื่อไม่ให้เบื่อและเป็นการท้าทายให้อยากทํา 3. ต้องช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคํา 2 ประการ คือ รู้คํา เพิ่มขึ้นเข้าใจความหมายของคําดีขึ้นและสามารถในการใช้คําสูงขึ้นตามลําดับของชั้นเรียน 4. ต้องส่งเสริมให้นักเรียนใช้ความคิดโดยอาศัยความรู้และความเข้าใจเดิมเป็น พื้นฐาน 5. ต้องไม่มีลักษณะอย่างข้อสอบทั่วๆ ไปที่มุ่งวัดความรู้ ความเข้าใจอย่างเดียว แต่ต้องมีลักษณะที่จะเร้าความสนใจ ยั่วยุ จูงใจให้นักเรียนได้คิด ได้พิจารณา และได้ศึกษา ค้นคว้าจนเกิดความรู้ความเข้าใจทักษะและความสามารถในการใช้คําสูงขึ้นได้ด้วย


27 จากลักษณะของแบบฝึกที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าแบบฝึกจะต้องมีเนื้อหาที่จะ นํามาเป็นเนื้อหาที่มีอยู่ในบทเรียน และมีเนื้อหาตรงตามหลักสูตรกําหนด มีหลายแบบหลาย ลักษณะเพื่อไม่ให้เบื่อและเป็นการท้าทายให้อยากทํา อีกทั้งต้องช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ความ เข้าใจอีกด้วย และต้องไม่มีลักษณะอย่างข้อสอบทั่วๆ ไปที่มุ่งวัดความรู้ ความเข้าใจอย่างเดียว ทั้งนี้ในการไปสร้างแบบฝึกนั้นเราควรจะต้องนําไปใช้สอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหาตลอดจน นักเรียนที่จะนําไปฝึกด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อนักเรียนและการใช้ภาษาให้มากที่สุด 4.6 รูปแบบของแบบฝึ ก แดคคาเนย์ (Daccanay. 1963 : 306 อ้างในศรีประภา ปาลสุทธิ์. 2523) ได้กล่าวถึง รูปแบบของแบบฝึกว่ามีรูปแบบดังนี้ 1. แบบให้เขียนตามแบบ (coppy exercise) 2. แบบให้นักเรียนเลือกคําที่กําหนดมาให้เติมลงในช่องว่างให้เหมาะสม 3. แบบจับคู่โดยจับคู่ข้อความ 2 ข้อความ ให้เรียงเป็นเรื่องเดียวกัน 4. แบบสร้าง คือให้ประโยคแล้วนําคําในวงเล็บท้ายประโยคมาใส่ลงในตําแหน่ง ที่ถูกต้องในประโยคเดิม 5. แบบให้สร้างเป็นประโยคจากคําที่กําหนดให้ กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 40) ได้กําหนดรูปแบบของแบบฝึกการอ่านและการเขียน สะกดคําไว้หลายรูปแบบดังนี้ 1. แบบเลือกคําจากการประมวลคํามากําหนดกิจกรรมในแบบฝึก 2. แบบเลือกคําที่นักเรียนพบและใช้ในชีวิตประจําวันนํามากําหนดกิจกรรมใช้ ในการฝึกทําแบบฝึก 3. แบบฝึกให้อ่านคําง่ายก่อน 4. แบบใช้ภาพช่วยให้รู้ความหมายของคํา 5. แบบนําความหมายของคําจากพจนานุกรมมาปรับเป็นภาษาง่ายๆเหมาะสม กับนักเรียนในระดับชั้นนั้นๆ 6. แบบการใช้คําคล้องจองฝึกการอ่านและบอกความหมายของคํา 7. แบบใช้คําปริศนาคําทายปริศนาอักษรไขว้ 8. แบบฝึกต่อคํา / เติมคําเพื่อให้ได้คําใหม่ 9. แบบให้อ่านคําเขียนคําด้วยตนเองประกอบด้วยอ่านคําใต้ภาพอ่านจากคํา โยงคําอ่านจากการเลือกคําอ่านจากการเติมคําอ่านจากการต่อคําอ่านจากคําคล้องจองอ่านจาก


28 บทร้อยกรองรู้ความหมายของคําด้วยตนเองจากภาพการจับคู่กํากับความหมายปริศนาอักษร ไขว้และปริศนาคําทาย 10. แบบมีเฉลยด้วยข้อความ / ภาพ 11. แบบเน้นรูปแบบง่ายๆไปหายากเพื่อเร้าความสนใจมีความหลากหลาย ไม่ใช้วิธีการเดิมในเรื่องเดียวกัน จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า รูปแบบของแบบฝึกนั้นมีหลายรูปแบบในการนํารูปแบบ ของแบบฝึกแต่ละรูปแบบไปใช้กับนักเรียนครูจะต้องเลือกรูปแบบให้เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถของผู้เรียนมีความหลากหลายในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคํา ยุพิน อินทะยะ (2525 : 59) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาความสามารถทางการอ่านและ การเขียนสะกดคําภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ จํานวน 342 คน เป็ นนักเรียนชาย 141 คนและนักเรียนหญิง 201 คน ผลการวิจัย ปรากฏว่า 1. ความสามารถทางการอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยของนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างอยู่ในระดับค่อนข้างตํ่า 2. การอ่านและการเขียนสะกดคําผิดของนักเรียนมีสาเหตุตามลําดับดังนี้คือ การไม่ทราบความหมายของคํา ได้รับประสบการณ์มาผิดๆ ไม่แม่นยําในหลักภาษา และไม่ คุ้นเคยกับการใช้พจนานุกรมออกเสียงพูดหรืออ่านผิด ใช้แนวเทียบผิดโดยอาศัยการเดา 3. นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกด คําภาษาไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ นักเรียนหญิงมีความสามารถ มากกว่านักเรียนชาย


29 4. นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันมีความสามารถทางด้านการ อ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ .05 กล่าวคือ นักเรียน ที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่มีความสามารถสูงกว่านักเรียนที่ศึกษาอยู่ใน โรงเรียนขนาดเล็ก 5. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศและขนาดของโรงเรียนต่อความสามารถทางการ อ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สุภาพ ดวงเพ็ชร (2533 : 72) ได้เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและการเขียน สะกดคําของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนสะกดคํากับการใช้แบบฝึกตามคู่มือครูกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ปีการศึกษา 2533 โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า 1. ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยของนักเรียนที่ ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคํากับนักเรียนที่ได้รับการ สอนโดยการใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครูแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. พัฒนาการของความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทย ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคําก่อนและหลัง การทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. พัฒนาการของความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทย ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครูก่อนและหลังการทดลองแตกต่าง กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความคงทนในการอ่านและการเขียนสะกดคําภาษาไทยของนักเรียนที่ได้รับ การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคํากับนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการ ใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครูแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พิมล แจ่มแจ้ง (2542 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้างชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการ เขียนสะกดคํา สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและหา ประสิทธิภาพ ของชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนสะกดคําสําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่2 ตามเกณฑ์80 / 80 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2541 โรงเรียนวัดดิสหงสารามเขตราชเทวีกรุงเทพมหานคร จํานวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ดําเนินการสอนโดยใช้ชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการ เขียนสะกดคําที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ใช้เวลาในการทดลอง 13 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ข้อมูล ได้แก่ ชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนสะกดคํา ประกอบด้วยชุดย่อยจํานวน 5 ชุด แผนการสอนซ่อมเสริมประกอบชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนสะกดคําแบบฝึกซ่อม


30 เสริมการอ่านและการเขียนสะกดคํา แบบทดสอบท้ายชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียน สะกดคํา และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคํา ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนสะกดคํา สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มี ประสิทธิภาพ 89.22 / 82.01 จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคํา สรุปได้ว่า การ เรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะในด้านการอ่านและการเขียนสะกดคําให้กับ นักเรียนที่จะให้ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงนั้น องค์ประกอบที่สําคัญจะเกี่ยวข้องกับ ครูผู้สอน นักเรียน และสื่อการเรียนการสอน ซึ่งทั้งหมดจะต้องสอดคล้องกัน ทั้งนี้แบบฝึกการ อ่านและการเขียนสะกดคําเป็นกิจกรรมหรือสื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อ นําไปพัฒนาและแก้ไขปัญหาการอ่านและการเขียนสะกดคําของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


31 บทที่3 วิธีดําเนินการศึกษาค้นคว้า การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคํา โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาในลักษณะของ การศึกษาแบบเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บ้านลานหิน และเพื่อพัฒนาแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 รูปแบบการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็น แบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและหลัง (one-group pretest posttest design) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538 : 248-249) สามารถเขียนสัญลักษณ์แทนแบบ แผนการวิจัยได้ ดังนี้ เมื่อ หมายถึง กลุ่มทดลอง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ห้อง หมายถึง การทดลองการใช้แบบฝึกเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา 1 หมายถึง การทดสอบวัดผลเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ก่อน การทดลอง 2 หมายถึง การทดสอบวัดผลเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา หลังการทดลอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จํานวน 19 คน ที่มีปัญหาการอ่านและการเขียนสะกดคํา ได้มาโดยการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 1 2


32 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 10 ชุด 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จํานวน 20 ข้อ การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน มีขั้นตอนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย เกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น สาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ ที่คาดหวังรายปีของชั้นประถมศึกษาที่ 1 และคู่มือครูภาษาไทย และแบบเรียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 1.2 ศึกษาเอกสาร ตํารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกด คํารวมทั้งวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกการอ่านและ การเขียนสะกดคํา 1.3 ผู้วิจัยคัดเลือกคําที่นักเรียนมักอ่านและเขียนสะกดคําผิด จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อนํามาสร้างแบบฝึกการอ่านและการเขียน สะกดคํา 1.4 นําแบบฝึกที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 คนซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการสอนวิชาภาษาไทยไม่ตํ่ากว่า 4 ปีทุกคน เพื่อพิจารณาความ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) และให้ข้อเสนอแนะ 1.5 นําข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น 1.6 พิมพ์แบบฝึกฉบับทดลอง 1.7 นําแบบฝึกไปทดลอง (try-out) ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่าง จากนั้นนําผลการทดลองมาวิเคราะห์คุณภาพแบบฝึกเสริมวิชาภาษาไทย เรื่อง การ อ่านและการเขียนสะกดคํา เพื่อหาประสิทธิภาพให้ได้ตามเกณฑ์ 80/80 กล่าวคือ ระดับ ประสิทธิภาพของใบงานที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ คิดได้จากคะแนนปฏิบัติระหว่างเรียน รวมกัน และคะแนนสอบหลังการใช้แบบฝึก เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา โดยกําหนดค่า


33 ประสิทธิภาพเป็น E1 (คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละจากทําแบบทดสอบระหว่างเรียนด้วยใบงาน) E2 (คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละจากการทําแบบทดสอบหลังเรียนจนจบบทเรียนทั้งหมด) ดังนี้ ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบฝึ กวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียน สะกดคํา ตารางที่ 3.1 การตรวจสอบคุณภาพของแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียน สะกดคํามีผลสรุปการประเมินความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คนดังนี้ ข้อที่ คะแนนผู้เชี่ยวชาญ ผลรวมของคะแนน ค่า IOC การแปลผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 การพิจารณา 1.1 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 1.2 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 1.3 0 +1 +1 2 0.67 สอดคล้อง 1.4 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 1.5 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 1.6 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 1.7 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 2.1 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 2.2 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 2.3 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 2.4 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง 2.5 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง จากตารางที่ 3.1 การตรวจสอบคุณภาพของ แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและ การเขียนสะกดคํามีผลสรุปการประเมินความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ผลปรากฏ ว่าค่า IOC ที่มีค่าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์และแบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่าน และการเขียนสะกดคํา ชุดนั้นสามารถนําไปใช้ได้ ต่อไปเป็นแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่าน และการเขียนสะกดคํา ไปทดลอง (try-out) ใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่กําลังศึกษาใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จํานวน 19 คน เพื่อหาประสิทธิภาพภาพตามเกณฑ์ 80/80 จากการทดลองได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 85.77/91.80


34 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีขั้นตอนการสร้างและการตรวจสอบคุณภาพ ดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย การวัดประเมินผลการเรียนรู้ และศึกษาหนังสือเรียนภาษาไทยที่เป็น เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคําของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในเรื่องที่ต้องการสร้างแบบทดสอบ 2.3 สร้างแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จํานวน 20 ข้อโดย ให้ครอบคลุมเนื้อหา และวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ 2.4 นําแบบทดสอบพร้อมแบบประเมิน เสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงของเนื้อหากับจุดประสงค์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการสอนวิชาภาษาไทยไม่ ตํ่ากว่า 4 ปีทุกคน เพื่อพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และให้ข้อเสนอแนะ 2.5 นําข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนให้ดีขึ้น 2.6 พิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฉบับทดลอง 2.7 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่าง จากนั้นนําผลการทดลองมาวิเคราะห์คุณภาพของข้อสอบ โดยหาค่าความยาก (P) ซึ่ง เกณฑ์ในการพิจารณาค่าความยากของข้อสอบมีค่าตั้งแต่ .20 ถึง .80 หาค่าอําอาจจําแนก (r) เกณฑ์ในการพิจารณาค่าอํานาจจําแนกมีค่าตั้งแต่ .20 ขึ้นไป 2.8 จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านการตรวจสอบ คุณภาพเป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อใช้จริง ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ ตารางที่ 3.2 การหาความสอดคล้องของวัตถุประสงค์และเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ข้อที่ คะแนนผู้เชี่ยวชาญ SUM(R) SUM(R)/N ค่า IOC คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 0 +1 +1 2 2/3 0.67 2 +1 +1 +1 3 3/3 1 3 0 +1 +1 2 2/3 0.67 4 +1 +1 +1 3 3/3 1


35 ข้อที่ คะแนนผู้เชี่ยวชาญ SUM(R) SUM(R)/N ค่า IOC คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 5 0 +1 +1 2 2/3 0.67 6 +1 +1 +1 3 3/3 1 7 +1 +1 +1 3 3/3 1 8 0 +1 +1 2 2/3 0.67 9 +1 +1 +1 3 3/3 1 10 +1 +1 +1 3 3/3 1 11 0 +1 +1 2 2/3 0.67 12 +1 +1 +1 3 3/3 1 13 +1 +1 +1 3 3/3 1 14 0 +1 +1 2 2/3 0.67 15 +1 +1 +1 3 3/3 1 16 +1 +1 +1 3 3/3 1 17 0 +1 +1 2 2/3 0.67 18 +1 +1 +1 3 3/3 1 19 0 +1 +1 2 2/3 0.67 20 0 +1 +1 2 2/3 0.67 จากตารางที่ 3.2 การหาความสอดคล้องของวัตถุประสงค์และเนื้อหา (IOC) โดย ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ผลปรากฏว่าค่า IOC ผ่านเกณฑ์ที่ 0.5 ขึ้น ต่อไปข้าพเจ้าจะตรวจสอบความ ยากง่าย (p) ของแบบทดสอบ ผลที่ได้ปรากฏดังตารางที่ 3.3


36 ตารางที่ 3.3 การหาค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบ ข้อ จํานวนนักเรียน ที่ตอบถูก ค่าความยาก (P) นักเรียนที่ตอบถูก ในกลุ่มสูง นักเรียนที่ตอบถูก ในกลุ่มตํ่า 1 21 0.840 11 (0.92) 5 (0.63) 2 21 0.840 12 (1.00) 5 (0.63) 3 21 0.840 12 (1.00) 4 (0.50) 4 20 0.800 10 (0.83) 7 (0.88) 5 21 0.840 12 (1.00) 5 (0.63) 6 19 0.760 11 (0.92) 5 (0.63) 7 21 0.840 12 (1.00) 5 (0.63) 8 22 0.880 10 (0.83) 8 (1.00) 9 21 0.840 12 (1.00) 5 (0.63) 10 22 0.880 11 (0.91) 6 (0.75) 11 22 0.880 11 (0.92) 6 (0.75) 12 22 0.880 10 (0.83) 7 (0.88) 13 22 0.880 12 (1.00) 7 (0.88) 14 21 0.840 9 (0.75) 8 (1.00) 15 22 0.880 10 (0.83) 8 (1.00) 16 21 0.840 11 (0.92) 6 (0.75) 17 22 0.880 11 (0.92) 6 (0.75) 18 21 0.840 11 (0.92) 6 (0.75) 19 22 0.880 10 (0.83) 7 (0.88) 20 21 0.840 10 (0.83) 6 (0.75) จากตารางที่ 3.3 การหาค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบ ผลปรากฏว่ามีข้อสอบที่ ผ่านเกณฑ์ทุกข้อ ตามหลักการพิจารณาค่าความยากง่ายจะต้องมีค่าตั้งแต่ 0.2 - 0.8 ต่อไป ข้าพเจ้าจะตรวจสอบค่าอํานาจจําแนก (r) ของแบบทดสอบ ผลที่ได้ปรากฏดังตารางที่ 3.4 ตารางที่ 3.4 การหาค่าอํานาจจําแนก (r) ของแบบทดสอบ


37 ข้อ จํานวนนักเรียน ที่ตอบถูก ค่าอํานาจจําแนก (r) นักเรียนที่ตอบถูก ในกลุ่มสูง นักเรียนที่ตอบถูก ในกลุ่มตํ่า 1 21 0.292 11 (0.92) 5 (0.63) 2 21 0.375 12 (1.00) 5 (0.63) 3 21 0.500 12 (1.00) 4 (0.50) 4 20 0.042 10 (0.83) 7 (0.88) 5 21 0.375 12 (1.00) 5 (0.63) 6 19 0.292 11 (0.92) 5 (0.63) 7 21 0.375 12 (1.00) 5 (0.63) 8 22 0.167 10 (0.83) 8 (1.00) 9 21 0.375 12 (1.00) 5 (0.63) 10 22 0.167 11 (0.91) 6 (0.75) 11 22 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) 12 22 0.042 10 (0.83) 7 (0.88) 13 22 0.125 12 (1.00) 7 (0.88) 14 21 0.250 9 (0.75) 8 (1.00) 15 22 0.167 10 (0.83) 8 (1.00) 16 21 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) 17 22 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) 18 21 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) 19 22 0.042 10 (0.83) 7 (0.88) 20 21 0.083 10 (0.83) 6 (0.75) จากตารางที่ 3.4 การหาค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบ ผลปรากฏว่ามีข้อสอบที่ ผ่านเกณฑ์จํานวน 8 ข้อ และไม่ผ่านเกณฑ์จํานวน 12 ข้อ ตามหลักการพิจารณาค่าอํานาจ จําแนกจะต้องมีค่าตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป และต่อไปข้าพเจ้าจะเปรียบเทียบค่าความยากง่าย (p) และ ค่าอํานาจจําแนก (r) ของแบบทดสอบ ดังตารางที่ 3.5 ตารางที่ 3.5 เปรียบเทียบค่าความยากง่าย (p) และค่าอํานาจจําแนก (r) ของแบบทดสอบ


38 ข้อ จํานวน นักเรียน ที่ตอบ ถูก ค่า (p) ค่า (r) นักเรียนที่ ตอบถูก ในกลุ่มสูง นักเรียนที่ ตอบถูก ในกลุ่มตํ่า ระดับคุณภาพของ ข้อสอบ สรุป (p) (r) 1 21 0.840 0.292 11 (0.92) 5 (0.63) ง่ายมาก พอใช้ ใช้ได้ 2 21 0.840 0.375 12 (1.00) 5 (0.63) ง่ายมาก ดี ใช้ได้ 3 21 0.840 0.500 12 (1.00) 4 (0.50) ง่ายมาก ดีมาก ใช้ได้ 4 20 0.800 0.042 10 (0.83) 7 (0.88) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 5 21 0.840 0.375 12 (1.00) 5 (0.63) ง่ายมาก ดี ใช้ได้ 6 19 0.760 0.292 11 (0.92) 5 (0.63) ค่อนข้างง่าย พอใช้ ใช้ได้ 7 21 0.840 0.375 12 (1.00) 5 (0.63) ง่ายมาก ดี ใช้ได้ 8 22 0.880 0.167 10 (0.83) 8 (1.00) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 9 21 0.840 0.375 12 (1.00) 5 (0.63) ง่ายมาก ดี ใช้ได้ 10 22 0.880 0.167 11 (0.91) 6 (0.75) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 11 22 0.880 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 12 22 0.880 0.042 10 (0.83) 7 (0.88) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 13 22 0.880 0.125 12 (1.00) 7 (0.88) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 14 21 0.840 0.250 9 (0.75) 8 (1.00) ง่ายมาก พอใช้ ใช้ได้ 15 22 0.880 0.167 10 (0.83) 8 (1.00) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 16 21 0.840 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 17 22 0.880 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 18 21 0.840 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 19 22 0.880 0.042 10 (0.83) 7 (0.88) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ 20 21 0.840 0.083 10 (0.83) 6 (0.75) ง่ายมาก ตํ่า ใช้ได้ KR-20 (Alpha) = 0.395 จากตารางที่ 3.5 เปรียบเทียบค่าความยากง่าย (p) และค่าอํานาจจําแนก (r) ของ แบบทดสอบ ผลปรากฏว่ามีข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์จํานวน 20 ข้อ และมีค่า KR-20 ซึ่งเป็นค่าความ เที่ยงแบบสอดคล้องภายใน โดยมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.395


39 การเก็บรวบรวมข้อมูล งานวิจัยนี้เริ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง นั่นคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 19 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง สถานที่เก็บรวบรวมข้อมูลโรงเรียนบ้านลานหิน ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบทดสอบ ประเภทปรนัย แบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จํานวน 20 ข้อ ต่อ 1 ชุด และจัดทําแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งหมด 19 ชุด โดยมีการจัดการสอบออกเป็น 2 ช่วง คือการทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยแบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (̅)ร้อยละ (%) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สูตรการคํานวณหาค่าเฉลี่ย (̅) (̅) = ∑ สูตรการคํานวณหาค่าร้อยละ (%) ร้อยละ = ตัวเลขที่ต้องการเปรียบเทียบจํานวนทั้งหมด × 100 จํานวนทั้งหมด สูตรการคํานวณหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) S.D. = �∑(−) ���2 −1 2. วิเคราะห์เพื่อตอบวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน โดยใช้


40 แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์เพื่อ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน ได้แก่ ค่าสถิติทดสอบที (t-test) แบบ Dependent สูตรการคํานวณสถิติทดสอบที (t-test) t = ̅− √ เมื่อ df = n-1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกด คํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากสูตร E1/E2 ดังนี้ สูตรที่1 เมื่อ E1 = N A x × ∑ 1 ×100 สูตรที่2 เมื่อ E2 = N B x × ∑ 2 ×100 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การนําเสนอการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมายเพื่อความเข้าใจ ผู้วิจัยขอ นําเสนอสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ E1 หมายถึง ประสิทธิภาพกระบวนการ ΣX1 หมายถึง ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการวัดระหว่างเรียน N หมายถึง จํานวนนักเรียนทั้งหมด A หมายถึง คะแนนเต็มของแบบวัดระหว่างเรียน E2 หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ΣX2 หมายถึง ผลรวมของคะแนนที่ได้จากการวัดหลังเรียน B หมายถึง คะนนเต็มของแบบวัดหลังเรียน บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล


41 การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอ่านและการอ่านและการเขียนสะกดคํา โดยใช้แบบฝึก ทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูลดังนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ เพื่อให้เกิดความ เข้าใจ ตรงกัน ผู้รายงานได้ใช้สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ N แทน จํานวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง ̅แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติที่ใช้ t-test for Dependent Samples D แทน ความแตกต่างของแต่ละคู่ ΣD แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง 2 ΣD แทน ผลรวมของกําลังสองของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการ ทดลอง ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนใช้ แบบทดสอบและหลังใช้แบบทดสอบเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (̅) ร้อยละ (%) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)


42 การวิเคราะห์คะแนนการสอบของนักเรียน ตารางที่4.1 การแสดงผลคะแนนการสอบก่อนเรียนและหลังสอบของนักเรียน เลขที่ กอน ทดลอง แบบฝกที่ รวม หลัง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ทดลอง 1 12 7 7 8 9 9 7 9 8 7 8 79 18 2 8 9 8 9 8 9 8 9 8 8 8 84 16 3 10 9 9 9 8 9 9 9 9 8 9 88 16 4 14 9 9 10 9 10 10 9 10 8 10 94 17 5 15 9 9 9 9 9 9 9 9 9 9 90 18 6 14 8 10 8 8 8 9 8 8 8 8 83 17 7 12 9 9 9 9 9 9 9 9 9 9 90 15 8 10 10 9 10 9 10 9 10 9 9 10 95 18 9 14 9 9 8 9 9 9 9 8 9 9 88 16 10 9 8 8 8 9 8 8 9 8 8 8 82 16 11 11 9 9 9 9 9 8 9 8 9 9 88 17 12 9 10 10 9 10 10 10 10 10 10 10 99 18 13 12 9 9 9 8 9 9 8 9 8 9 87 17 14 13 8 9 9 8 9 8 8 9 8 8 84 15 15 10 9 8 9 9 9 9 8 8 9 8 86 17 16 11 10 10 10 10 10 10 10 10 10 10 100 14 17 15 9 9 9 9 9 9 9 9 9 9 90 20 18 16 7 9 9 9 9 7 8 10 9 9 86 19 19 12 8 8 8 10 9 8 9 10 9 9 88 17 รวม 227 166 168 169 169 173 165 169 169 164 169 1681 321 11.95 8.74 8.84 8.89 8.89 9.11 8.68 8.89 8.89 8.63 8.89 88.47 16.89 S.D. 2.30 0.87 0.76 0.66 0.66 0.57 0.89 0.66 0.81 0.76 0.74 5.48 1.45


43 รอยละ 59.74 87.37 88.42 88.95 88.95 91.05 86.84 88.95 88.95 86.32 88.95 88.47 84.47 จากตารางที่ 4.1 การแสดงผลคะแนนการสอบของนักเรียน ผลปรากฏว่าค่าเฉลี่ย คะแนน สอบหลังเรียนของนักเรียนมีค่า 321 คิดเป็นร้อยละ 84.47 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนน สอบก่อนเรียนของนักเรียนอยู่ที่ 227 คิดเป็นร้อยละ 59.74 การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ตารางที่ 4.3 ค่าเฉลี่ย (̅)และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนก่อนใช้แบบทดสอบและหลังใช้แบบทดสอบเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคําของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 คะแนน N (̅) S.D. ก่อนสอบ 19 11.95 2.30 หลังสอบ 19 16.89 1.45 การวิจัยเชิงทดลองเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกด คํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน โดยใช้แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างนักเรียนมาจํานวน 19 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคําตํ่า แล้วทดลองใช้แบบฝึกการอ่านและการเขียน สะกดคํานี้ หลังการทดลองได้ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของ นักเรียนกลุ่มนี้ผลปรากฏว่า คะแนนสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 16.89 และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 1.45 ซึ่งคะแนนสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนสอบก่อนเรียนอยู่ที่ 4.94 คะแนน การวิเคราะห์เพื่อตอบวัตถุประสงค์ การทดลองโดยใช้แบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะทําให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและ เขียนสะกดคํา สูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนด ระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


44 ตารางที่ 4.4 ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง คนที่ ก่อนเรียน(20) หลังเรียน(20) D D2 1 12 18 6 36 2 8 16 8 64 3 10 16 6 36 4 14 17 3 9 5 15 18 3 9 6 14 17 3 9 7 12 15 3 9 8 10 18 8 64 9 14 16 2 4 10 9 16 7 49 11 11 17 6 36 12 9 18 9 81 13 12 17 5 25 14 13 15 2 4 15 10 17 7 49 16 11 14 3 9 17 15 20 5 25 18 16 19 3 9 19 12 17 5 25 รวม 227 321 ΣD = 94 2 ΣD = 552 ขั้นที่1 ตั้งสมมุติฐาน สมมุติฐานทางสถิติ H0 : ≤ 10 H1 : ≥ 10 ขั้นที่2 กําหนดระดับนัยสําคัญ = .05


45 ขั้นที่3 เลือกสถิติที่ใชในการทดสอบสมมุติฐาน t = ̅− √ เมื่อ df = n-1 ขั้นที่4 กําหนดขอบเขตวิกฤต จากการกําหนด = .05 และเป็ นการตั้ งสมมุติฐานทางเดียว df = 25 -1 = 24 เปิ ดตารางที่ = .05 ได้ค่าวิกฤต t = (tตาราง ) ขั้นที่5 คํานวณค่าสถิติตามสูตร t = ̅− √ เมื่อ df = 25 -1 = 24 t = 17.70−10 1.55 √25 t = 4.847 ขั้นที่6 สรุปตัดสินใจ เมื่อ tคำนวณ > tตาราง จะปฏิเสธ H0 และ ยอมรับ H1 เมื่อ tคำนวณ < tตาราง จะยอมรับ H0 เนื่องจาก tคำนวณ = 4.837 มากกวา tตาราง = 1.7109 จึงปฏิเสธ H0 ยอมรับ H1 นั่นคือ หลัง การใชแบบทดสอบการอานและเขียนสะกดคำ ทำใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องการ อ่านและเขียนสะกดคําสูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนดไว้ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


46 ตารางที่ 4.5 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าประสิทธิภาพของการทดลองของนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่าง หาค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึก วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (รายละเอียด ภาคผนวก ง ตารางที่ 7) การทดลอง จํานวน (นักเรียน) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่า ประสิทธิภาพ ระหว่างเรียน (กระบวนการ) 19 11.95 2.30 84.00 หลังเรียน (ผลลัพธ์) 19 16.89 1.45 91.80 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางที่ 4.5 พบว่า แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและ การเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 10 ชุด มีคะแนนเฉลี่ยของผลการ ทดลองระหว่างเรียนได้คะแนนเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 11.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 2.30 และคะแนนเฉลี่ยของผลการทดลองหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 16.89 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.45 และค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคําที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.00/91.80 ดังนั้นจึงแสดงให้ เห็นว่าแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคําที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูง กว่าเกณฑ์มาตรฐานตามที่กําหนดไว้


47 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกด คํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลานหิน โดยใช้แบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 19 คน ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านลานหิน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย ตัวแปรอิสระ คือ แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกวิชา ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคํา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและ การเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 รวมทั้งหมดจํานวน 10 ชุด และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคํา ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จํานวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมีดังนี้ ค่าเฉลี่ย (̅) ร้อยละ (%) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) สูตรการคํานวณหาค่าเฉลี่ย (̅) ̅= ∑ สูตรการคํานวณหาค่าร้อยละ (%) ร้อยละ = ตัวเลขที่ต้องการเปรียบเทียบ จํานวนทั้งหมด × 100 สูตรการคํานวณหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (S.D.) = �∑(−̅)2 −1


Click to View FlipBook Version