รูปแบบการส่งมอบสนิ ค้าและกรอบของกฎหมาย
ตามสัญญาซอื้ ขายระหวา่ งประเทศ
จัดทาโดย
นางสาวเมศญิ า ศริ ิษา
รหสั นักศกึ ษา 613270042-5
เสนอ
อาจารยณ์ รงคว์ ชิ ย์ มหาศริ ิกุล
รายงานฉบบั นีเ้ ป็นสว่ นหน่งึ ของการศกึ ษารายวิชา LW013404
กฎหมายการคา้ ระหว่างประเทศและอนญุ าโตตลุ าการ
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
คานา
รายงานเล่มนี้จัดทาขึน้ เพ่ือเป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา LW013404
กฎหมายการคา้ ระหว่างประเทศและอนญุ าโตตุลาการ เพ่ือใหไ้ ดศ้ ึกษาหาความรู้ใน
เร่ืองรูปแบบการส่งมอบสินคา้ และกรอบของกฎหมายตามสญั ญาซือ้ ขายระหว่าง
ประเทศ โดยไดศ้ ึกษาผ่านแหล่งความรูต้ ่าง ๆ อาทิเช่น หนังสือ แหล่งความรูจ้ าก
เวบ็ ไซตต์ า่ ง ๆ โดยรายงานงานเล่มนีม้ ีเนือ้ หาเกี่ยวกบั สญั ญาซือ้ ขายระหว่างประเทศ
กฎหมายที่เก่ียวขอ้ งกับการซือ้ ขายระหว่างประเทศของไทย การส่งมอบสินค้า และ
การเปรยี บเทียบการสง่ มอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยก์ บั การสง่ มอบใน
สญั ญาซือ้ ขายระหว่างประเทศตามอนุสญั ญาสหประชาชาติว่าดว้ ยสญั ญาซื้อขาย
สินคา้ ระหวา่ งประเทศ (The United Nations Convention on Contracts for the
International Sale of Goods : CISG) กบั INCOTERM
ผจู้ ดั ทาหวงั เป็นอย่างย่ิงว่าการจดั ทารายงานฉบบั นีจ้ ะใหค้ วามรูแ้ ละ
เป็นประโยชนแ์ ก่ผอู้ า่ น หากมีขอ้ แนะนาหรือขอ้ ผิดพลาดประการใด ผจู้ ัดทาขอนอ้ ม
รบั ไวแ้ ละขออภยั มา ณ ที่นีด้ ว้ ย
เมศิญา ศริ ษิ า
ผจู้ ดั ทา
1. สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ 2
3
1.1 ความสาคญั ของสญั ญา
ซ้ือขายระหวา่ งประเทศ
1.2 ความหมายและลกั ษณะของสญั ญาซ้ือขายระหวา่ งประเทศ
ส า ร ับ ญ 2. กฎหมายท่ีเกย่ี วข้องกบั การซื้อขายระหว่างประเทศของไทย 6
7
2.1 ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
2.2 พระราชบญั ญตั ิการส่งออกไปนอกและการนาเขา้ มา 7
8
ในราชอาณาจกั รซ่ึงสินคา้ พ.ศ. 2522 8
2.3 พระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
2.4 พระราชบญั ญตั มิ าตรฐานสินคา้ ขาออก พ.ศ. 2503 และท่ีแกไ้ ขเพมิ่ เติม 9
2.5 พระราชบญั ญตั กิ ารนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 9
9
และที่แกไ้ ขเพมิ่ เติม 10
2.6 พระราชบญั ญตั ิศลุ กากร พ.ศ. 2469และที่แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ 10
2.7 พระราชบญั ญตั ิควบคุมการแลกเปล่ียนเงนิ พ.ศ. 2485
2.8 พระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยขอ้ สญั ญาไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 12
2.9 พระราชบญั ญตั ิการรบั ขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 13
2.10 พระราชบญั ญตั ิการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548 23
3. การส่งมอบสินค้า 40
3.1 ความสาคญั ของการส่งมอบสินคา้
3.2 การส่งมอบสินคา้ ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
3.3 การส่งมอบตามอนุสญั ญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยสญั ญาซ้ือขาย
สินคา้ ระหวา่ งประเทศ
3.4 การส่งมอบตาม INCOTERMS
4. เปรียบเทยี บการส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
กบั การส่งมอบในสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศตามอนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ กบั
INCOTERM
4.1 การส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ 56
57
กบั การส่งมอบตามอนุสญั ญาฯ 58
4.2 การส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
กบั การส่งมอบตาม INCOTERM
4.3 แนวทางแกไ้ ขปัญหาการแกป้ ัญหาการส่งมอบในสญั ญาซ้ือขาย
ระหวา่ งประเทศของประเทศไทย
ส า ร ับ ญ ( ่ต อ ) บรรณานุกรม 61
1.1 ความสาคญั ของสญั ญา
ซือ้ ขายระหวา่ งประเทศ
1 1.2 ความหมายและลกั ษณะ
ของสญั ญาซอื้ ขายระหวา่ ง
ประเทศ
สัญญาซื้อขาย
ระหว่างประเทศ
1.1 ความสาคญั
สัญญาซือ้ ขายเป็ นสัญญาหลัก (Main contract
or Principal contract or Underlying contract) ของสญั ญา
ทั้งหลายในการค้าระหว่างประเทศ เพราะในกรณีท่ีการค้า
ระหว่างประเทศเป็นการซือ้ ขายสินคา้ สัญญาซือ้ ขายจะเป็ น
สัญญาแรกทเ่ี กดิ ขนึ้ ในการค้าระหว่างประเทศเสมอ เม่ือเกิด
สญั ญาซือ้ ขายแลว้ ก็จะเป็นเหตุใหเ้ กิดสญั ญาอื่น ๆ ตามมา เช่น
สญั ญาขนส่ง สญั ญาประกนั ภยั สญั ญาว่าดว้ ยการเงินและการ
ชาระราคา เป็นตน้ หากปราศจากสญั ญาซือ้ ขายซือ้ ขายไม่วา่ จะ
ระหวา่ งพอ้ คา้ กบั พ่อคา้ หรือรฐั กบั พ่อคา้ หรือรฐั กับรฐั จุดเร่ิมตน้
ของการคา้ ระหว่างประเทศก็มีไม่ได้ นอกจากสญั ญาต่าง ๆ จะ
เกิดตามมาไม่ไดแ้ ลว้ หากไม่มีการซือ้ ขายระหวา่ งประเทศจะทา
ใหก้ ฎหมายอ่ืน ๆ หรือเรื่องสาคญั อ่ืน ๆ หลายเรื่องท่ีเกี่ยวเนื่องมี
ความสาคญั นอ้ ยลงหรือถึงขนาดไม่จาเป็นท่ีตอ้ งมีอีกต่อไป เช่น
ถ้า ป ร า ศ จ า ก สัญ ญ า ซื ้อ ข า ย ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ก็ ไ ม่ มี ค ว า ม
จาเป็นตอ้ งมีกฎหมายศุลกากรที่กาหนดอตั ราภาษีศุลกากรใน
การนาสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออก ไม่จาเป็นตอ้ งมีการเจรจา
การคา้ (FTA) และย่อมไม่มีความจาเป็นหรือจาเป็นน้อยลงใน
การก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) นอกจากนี้ ที่กล่าวว่า
สัญญาซือ้ ขายเป็นสัญญาหลักในการค้าระหว่างประเทศ ก็
เนื่องจากเป็นสัญญาท่ีมีบทบาทในการกาหนดรายละเอีย ด
ขอ้ ตกลงในสญั ญาอ่นื ๆ ท่ีตามมาดว้ ย 1
1 กาชยั จงจกั รพนั ธ,์ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ, พิมพค์ รงั้ ท่ี 8 (กรุงเทพฯ: สานักอบรม
ศกึ ษากฎหมายแหง่ เนติบณั ฑิตยสภา, 2564), 30.
2
1.2 ความหมายและลกั ษณะ
เน่ืองจากประเทศไทยยงั ไม่มี แต่เม่ือพิจารณาในดา้ นถอ้ ยคา คาว่า “ซือ้ ขาย”
กฎหมายที่ใช้กับสัญญาซือ้ ขายระหว่าง ซงึ่ เป็นเอกเทศสญั ญาลกั ษณะหนึ่งย่อมเกี่ยวขอ้ ง
ประเทศโดยเฉพาะ หากจะต้องนา กบั คสู้ ญั ญา คือ ผขู้ ายฝ่ายหนึ่งและผู้ซือ้ อีกฝ่ าย
ก ฎ ห ม า ย ม า ป รั บ ใ ช้กั บ สัญ ญ า ซื ้อ ข า ย หน่ึง โดยมีความสมั พนั ธใ์ นลกั ษณะสญั ญาต่าง
ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ก็ จ ะ ต้ อ ง น า ป ร ะ ม ว ล ตอบแทนท่ีเก่ียวพันกบั การโอนกรรมสิทธิ์ในตัว
ก ฎ ห ม า ย แ พ่ ง แ ล ะ พ า ณิ ช ย์ม า ป รับ ใ ช้ ทรพั ยส์ นิ ท่ีซอื้ ขายจากผขู้ ายไปยงั ผูซ้ ือ้ โดยผขู้ าย
เพราะบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย มีหนา้ ท่ีสง่ มอบทรพั ยส์ นิ ของตน และผซู้ อื้ มีหนา้ ท่ี
แพ่งและพาณิชยไ์ ม่ไดจ้ ากัดการบังคบั ใช้ ต้องรับมอบและชาระราคาค่าสินค้านั้น เมื่อ
เ ฉ พ า ะ สั ญ ญ า ซื ้อ ข า ย ภ า ย ใ น ป ร ะ เ ท ศ พิจารณาประกอบกับคาว่า “ระหว่างประเทศ”
เท่านั้น แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและ แลว้ ยอ่ มเป็นท่ีเขา้ ใจว่า การซือ้ ขายดังกล่าวตอ้ ง
พาณิชย์ก็ไม่ได้มีคานิยามของสัญญาซือ้ มีประเทศที่เกี่ยวขอ้ งมากกวา่ หนง่ึ ประเทศ ซง่ึ โดย
ขายระหว่างประเทศไวแ้ ต่อย่างใด และแม้ หลักผู้ซือ้ กับผูข้ ายจะอยู่คนละประเทศ สินค้า
มาตรา 7(5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง อาจจะถูกขนส่งจากบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจใน
ศาลทรัพย์สินทางปั ญญาและการค้า ป ร ะ เ ท ศ ห น่ึ ง ไ ป ยัง อี ก ท่ี ป ร ะ ก อบ ธุ ร กิ จ ใ น อี ก
ระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 จะกาหนดให้
ขอ้ พิพาทท่ีเกิดจากสญั ญาซือ้ ขายระหว่าง ประเทศหนงึ่
ประเทศอย่ใู นเขตอานาจของศาลทรพั ยส์ ิน
ทางปัญญาและการคา้ ระหวา่ งก็ตาม แต่ก็
ไม่ได้ให้คานิยามของสัญญาซื้อขา ย
ระหวา่ งประเทศไวแ้ ตอ่ ย่างใดเช่นกนั 2
2 ชวลติ อตั ถศาสตร,์ คาอธิบายกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (กฎหมายเก่ยี วกับการซอื้ ขายระหวา่ งประเทศและการ 3
ชาระเงินคา่ สินคา้ ระหว่างประเทศ), พมิ พค์ รงั้ ท่ี 4 (กรุงเทพฯ: สานกั อบรมศกึ ษากฎหมายแหง่ เนตบิ ณั ฑิตยสภา, 2558), 119.
หรืออาจพิจารณาได้จาก แ ล ะ ใ น ค า วิ นิ จ ฉั ย ข อ ง ป ร ะ ธ า น ศ า ล ฎี ก า ที่
แนวคาวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา ทก 41/2543 ท่ีวินิจฉัยวา่ “เมื่อสญั ญาซือ้ ขาย
เก่ี ย วกับ ค ดี ท รัพย์สินท างปั ญญ า แล ะ สินคา้ ดังกล่าวเป็นสญั ญาซือ้ ขายระหว่างโจทก์
การคา้ ระหว่างประเทศโดยในคาวินิจฉยั ซ่ึงอยู่ในประเทศไทยกับจาเลยที่ 2 ซ่ึงอยู่ใน
ของประธานศาลฎีกาท่ี ทก 2/2541 ได้ ประเทศสาธารณรฐั สิงคโปร์โดยต้องมีการส่ง
วินิจฉัยว่า “ข้อพิพาทตามคาฟ้องของ สินคา้ จากประเทศสาธารณรฐั สิงคโปรม์ ามอบ
โจทกห์ าใช่ขอ้ พิพาทอนั เกิดจากสญั ญา แก่โจทกท์ ่ีประเทศไทยอนั เป็นการซอื้ ขายระหวา่ ง
ซือ้ ขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสาร ประเทศ ขอ้ โต้แยง้ สิทธิระหว่างจาเลยที่ 2 กับ
การเงิน ระหว่างประเทศ หรือการ โจทก์ดังกล่าว ย่อมเป็นขอ้ โตแ้ ย้งสิทธิกันตาม
ให้บริการระหว่างประเทศ การขนส่ง สญั ญาซือ้ ขายสินคา้ ระหว่างประเทศ” ซ่ึงเป็น
ระหว่างประเทศ การประกนั ภัยและนิติ การยืนยันว่าลักษณะของการซื้อขายสินค้า
กรรมอ่ืนท่ีเก่ียวข้อง หรือเกี่ยวกับเลต ระหว่างประเทศนนั้ ผซู้ ือ้ และผขู้ ายจะอย่คู นละ
เตอร์ออฟเครดิตท่ีออกเก่ียวเน่ืองกับ ประเทศ และทาสญั ญาซือ้ ขายระหว่างประเทศ
สัญญาดังกล่าว ซึ่งจะตอ้ งมีการทาให้ โ ด ย สิ น ค้า จ ะ ถู ก ข น ส่ ง ข้า ม พ ร ม แ ด น ไ ป ยั ง
สินค้าหรือบริการหรือตราสารการเงิน ประเทศของผซู้ อื้ 3
เ ค ล่ื อ น ไ ห ว จ า ก ป ร ะ เ ท ศ ห นึ่ ง ไ ป ยั ง
ประเทศหนง่ึ เป็นสาคญั แตอ่ ยา่ งใดไม่”
จากแนวคาวินิจฉัยข้างต้น เห็นได้ว่า
ศาลยึดหลักในการพิจารณาว่าสัญญาใดเป็ น
สัญญาซือ้ ขายระหว่างประเทศหรือไม่น้ัน หลักมี
อยู่ว่าคู่สัญญามีสถานประกอบธุรกิจอยู่คนละรัฐ
กันหรือไม่ โดยไม่ต้องคานึงถึงสัญชาติห รือ
ลักษณะทางแพ่งของคู่สัญญา
3 สทุ ธิพล ทวีชยั การ, “ประเทศไทยกบั ความจาเป็นในการเรง่ พฒั นากฎหมายซอื้ ขายระหวา่ งประเทศ” วารสารกฎหมายทรพั ยส์ นิ ทางปัญญาและ 4
การคา้ ระหวา่ งประเทศ, 8 (2548) : 291-292, สบื คน้ เม่อื 4 กนั ยายน 2564,
https://ipitc.coj.go.th/th/content/category/detail/id/10378/iid/192801
กฎหมายทเี่ กยี่ วข้อง
2 กบั การซื้อขาย
ระหว่างประเทศของไทย
2.1 ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
2.2 พระราชบญั ญัตกิ ารสง่ ออกไปนอกและการนาเข้ามาในราชอาณาจกั รซึ่ง
สนิ คา้ พ.ศ. 2522
2.3 พระราชบญั ญัตวิ ่าด้วยธุรกรรมทางอเิ ล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
2.4 พระราชบญั ญัตมิ าตรฐานสนิ ค้าขาออก พ.ศ. 2503 และทแี่ ก้ไขเพม่ิ เติม
2.5 พระราชบัญญัตกิ ารนิคมอุตสาหกรรมแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2522
และทแ่ี กไ้ ขเพิ่มเตมิ
2.6 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469และทแ่ี ก้ไขเพิ่มเติม
2.7 พระราชบญั ญัติควบคุมการแลกเปลย่ี นเงนิ พ.ศ. 2485
2.8 พระราชบัญญัติวา่ ด้วยข้อสัญญาไมเ่ ป็ นธรรม พ.ศ. 2540
2.9 พระราชบญั ญัตกิ ารรบั ขนของทางทะเล พ.ศ. 2534
2.10 พระราชบญั ญัตกิ ารขนส่งต่อเน่ืองหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548
2.1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เนื่องจากประเทศไทยยงั ไม่มีกฎหมายเก่ียวกับการซือ้ ขายสินค้าระหว่าง
ประเทศโดยเฉพาะ ในกรณีที่กฎหมายไทยเป็นกฎหมายท่ีใชบ้ งั คบั แก่สญั ญาซือ้ ขายสนิ คา้
ระหวา่ งประเทศ กฎหมายสารบญั ญัติท่ีจะใชบ้ งั คบั แก่สญั ญานีโ้ ดยท่วั ไป ไดแ้ ก่ ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชยว์ า่ ดว้ ยลกั ษณะนิตกิ รรม หนี้ สญั ญา และซอื้ ขาย
ฉะนนั้ ประเด็นเป็นไปตามบทบญั ญัติ
ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเร่ืองที่
เก่ียวขอ้ งนนั้ ๆ การทาสญั ญาซือ้ ขายนัน้ อาจไม่ตก
อยู่ภ ายใต้บังคับแห่งปร ะมวลกฎ ห ม ายแพ่งแล ะ
พาณิชยเ์ สมอไป หากสญั ญาซือ้ ขายสนิ คา้ ทากบั คน
ต่างชาติแล้ว เพื่อหลีกเล่ียงปั ญหาที่จะเกิดขึ้น
เ กี่ ย ว กั บ ก ฎ ห ม า ย ท่ี จ ะ น า ม า ใ ช้แ ก่ ข้อ พิ พ า ท ใ น
อนาคต คู่สญั ญาอาจตกลงเกี่ยวกับการตัดสินขอ้
พิ พ า ท ท่ี เ กิ ด ขึ้ น ว่ า ใ ห้ มี ก า ร ตั ด สิ น โ ด ย
อนญุ าโตตลุ าการ หรืออาจตกลงกาหนดใหข้ อ้ พิพาท
ที่จะเกิดขึน้ นั้นอยู่ภายใตบ้ ังคับแห่งกฎหมายของ
ประเทศใดประเทศหนึ่งที่เกี่ยวขอ้ งก็ได้ ทั้งนี้ ย่อม
เป็นไปตามหลกั เสรีภาพในการทาสญั ญา 4
4 ศนนั ทก์ รณ์ โสตถิพนั ธุ,์ คาอธิบายลักษณะซือ้ ขาย แลกเปลี่ยน ให้, พมิ พค์ รงั้ ท่ี 8 (กรุงเทพฯ: วิญญชู น, 2560), 357. 6
2.2 พระราชบญั ญัติ 2.3 พระราชบัญญัตวิ ่าด้วย
การส่ งออกไปนอก ธุรกรรมทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์
และการนาเข้ามาใน พ.ศ. 2544
ราชอาณาจกั รซ่ึง
มี แ น ว ท า ง ใ น ก า ร ต ร า ก ฎ ห ม า ย ม า จ า ก
สินค้าพ.ศ.2522
UNCITRAL Model Law on
พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลใช้บังคับ Electronic Commerce 1996
และ UNCITRAL Model Law on
วนั ที่ 10พฤษภาคม พ.ศ. 2522 และมีบทบาท Electronic Signature 2001 โดย
มีเจตนารมณ์เพื่อรองรับผลทางกฎหมาย
สาคัญในการซือ้ ขายระหว่างประเทศและใน ของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และลายมือชื่ อ
อิเล็กทรอนิกสใ์ หม้ ีผลเท่ากับขอ้ มูลที่มีอยู่
การคา้ ระหว่างประเทศ เพราะเก่ียวกบั การ บนกระดาษและลายมือช่ือท่ีลงนามอยู่ใน
กระดาษ โดยหลกั การสาคญั ของกฎหมาย
ส่ ง อ อ ก ไ ป ยั ง ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ แ ล ะ ก า ร น า แม่แบบของ UNCITRAL ท่ีถูกนามา
กาหนดไวใ้ นพระราชบญั ญตั ินี้ คือ
สนิ คา้ เขา้ มาภายในประเทศโดยตรง หลกั การ
1) ความเทา่ เทียมกนั
สาคญั มีปรากฏในมาตรา 5 ซึง่ วตั ถปุ ระสงค์ ระหวา่ งขอ้ มลู ในเอกสาร
กบั ขอ้ มลู อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
ห ลั ก ท่ี ส า คั ญ ไ ด้ แ ก่ . 2) ความเป็นกลางทาง
เทคโนโลยีหรอื
- เพ่ือความม่นั คงทางเศรษฐกจิ ความเป็นกลางของส่อื
- เพ่ือปอ้ งกนั และรกั ษา 3) ความศกั ดสิ์ ทิ ธิ์
ในการแสดงเจตนา 6
สาธารณประโยชน์
- เพ่ือประโยชนด์ า้ นสาธารณสขุ
- เพ่ือความม่นั คง ความสงบ
เรยี บรอ้ ยหรือศีลธรรมอนั ดีของ
ประชาชน
- เพ่ือประโยชนอ์ ื่นใดของรฐั 5
5 ชวลิต อตั ถศาสตร,์ คาอธิบายกฎหมายการคา้ ระหวา่ งประเทศ (กฎหมายเก่ียวกบั การซือ้ ขายระหว่างประเทศและการชาระเงินคา่ สนิ คา้ ระหว่าง
ประเทศ), 67-69. 7
6 เรอ่ื งเดียวกนั , 80-89.
2.4 พระราชบัญญตั ิ 2.5 พระราชบญั ญตั ิ
มาตรฐานสินค้าขาออก การนิคมอตุ สาหกรรม
พ.ศ. 2503 และที่แก้ไข แห่งประเทศไทย
เพม่ิ เตมิ พ.ศ. 2522 และ
ทแี่ ก้ไขเพมิ่ เตมิ
ความมุ่งหมายของกฎหมายนี้มา
จากการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พระราชบัญญัติการนิคม
ต่าง ๆ ไม่ว่าสินค้านั้นจะอยู่ในสภาพดีหรือเลว อุตสาหกรรมฯ บัญญัติให้เขตประกอบการ
อย่างไรก็อาจทาได้เพราะยังไม่มีการกาหนด เสรี เป็นเขตพื้นที่ที่กาหนดไว้สาหรับการ
มาตรฐานให้เป็นที่แน่นอนและเหมาะสม เป็น ประกอบอุตสาหกรรมเชงิ พาณิชยกรรม หรือ
เหตุให้มกี ารปลอมปนเปลี่ยนแปลงหรือปรุงแต่ง กิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบ
สินค้าที่ส่งออกไป เช่น ส่งสินค้าที่ผิดคุณภาพ อุตสาหกรรมหรือพาณชิ ยกรรมเพ่อื ประโยชน์
ชนิด น้าหนัก หรือปริมาณ หรือเจือปนวัตถุอื่น ในทางเศรษฐกิจ การรักษาความมั่นคงของ
ลงไป เป็นต้น และการบรรจุ หุ้มห่อ หรือผูกมัด รัฐสวัสดิการของประชาชน การจัดการด้าน
ไม่ถูกต้องตามสภาพของสินค้า ทาให้สินค้าไทย สิ่งแวดล้อม หรือความจาเป็นอื่นตามที่คระ
ขาดความนิยมเชื่อถือในต่างประเทศเป็นผล กรรมการกาหนด โดยของที่นาเข้าไปในเขต
ดงั กล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและ
เสียหายแก่เศรษฐกิจของ ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบพาณิชยก
ประเทศ ดว้ ยเหตนุ ีจ้ ึงมีกฎหมาย รรมที่ประกอบกจิ การในเขตประกอบการเสรี
โดยการผลิตสินค้าเพื่อจ าหน่ายไป
ว่าด้วยมาตรฐาน ต่างประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
สนิ คา้ ขาออก ภายใตเ้ งื่อนไขที่กาหนดไวใ้ นกฎหมาย 7
7 เรื่องเดยี วกนั ,71.
8
2.6 พระราชบัญญตั ศิ ุลกากร พ.ศ. 2469 9
และท่แี ก้ไขเพมิ่ เตมิ
เ ป็ น เ ว ล า ก ว่ า 90ปี ที่ ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ใ ช้
พระราชบญั ญัติศุลกากรพ.ศ.2469สาหรับกากับดูแลกิจการท่ี
เกี่ยวขอ้ งกบั ศุลกากร ซ่ึงพระราชบญั ญัติฉบบั ดงั กล่าวมีขอ้ ทว้ ง
ติงจากผปู้ ระกอบการในบางประการ กรมศุลกากรจึงไดม้ ีการ
แกไ้ ขใหม้ ีความทันสมัยและอานวยความสะดวกใหก้ บั ธุรกิจท่ี
เกี่ยวขอ้ งเพ่มิ มากย่ิงขึน้ โดยพระราชบญั ญตั ศิ ลุ กากร พ.ศ.2560
ก า ร น า เ งิ น ต ร า เ ข้า ม า ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ( inward 2.7
remittance) และการส่งเงินตราออกนอกประเทศไทย (outward พระราชบัญญัติ
remittance) อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งพระราชบัญญัติ ค ว บ คุ ม ก า ร
ควบคุมการแลกเปล่ียนเงิน พ.ศ. 2485 ได้ประกาศใชเ้ ป็นฉบบั แรก แ ล ก เ ป ล่ี ย น เ งิ น
ต่อมาได้มีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ขึ้นอีก 3 ครั้ง ในปั จจุบันมี พ.ศ. 2485
พระราชบญั ญตั คิ วบคมุ การแลกเปล่ียนเงิน (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2559 เป็น
กฎหมายที่ไดป้ ระกาศใชเ้ ป็นฉบบั ล่าสดุ และบงั คับใชจ้ นปัจจุบนั ทงั้ นี้
การแกไ้ ขก็เพ่ือเพิ่มความเป็นสากล เช่น เพื่อใหป้ ระเทศไทยไดม้ ีการ
ปฏิบตั ิทงั้ ดา้ นกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบในการป้องกนั การ
ฟอกเงินและต่อตา้ นการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการรา้ ยให้
เป็นไปตามมาตรฐานสากล เป็นตน้
2.8 พระราชบญั ญัตวิ ่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็ นธรรม
พ.ศ. 2540 เนอื่ งจากหลกั กฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมหรือสัญญาที่ใช้บังคับอยู่มีพื้นฐานมาจาก
เสรีภาพของบุคคลตามหลกั ของความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา รัฐจะไม่เข้าแทรกแซง เว้นแต่จะเป็น
การต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ใน
ปจั จบุ ันสภาพสังคมเปล่ยี นแปลงไปทาให้ผู้ซึ่งมีอานาจต่อรองทางเศรษฐกิจเหนือกว่าถือโอกาสอาศัยหลัก
ดังกล่าวเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีอานาจต่อรองทางเศรษฐกิจด้อยกว่าอย่างมากซึ่งทาให้เกิด
ความไมเ่ ปน็ ธรรมและไมส่ งบสุขในสงั คม เพอ่ื แกไ้ ขปัญหาดงั กลา่ วจงึ จาเป็นตอ้ งตราพระราชบัญญัตนิ ้ี
10
2.9 พระราชบัญญัตกิ ารรับขน
ของทางทะเล พ.ศ. 2534
พระราชบญั ญตั ิฉบบั น้ี เป็ นกฎหมายที่มีลักษณะ
ผสมผสานระหว่าง Hague-Visby Rules กบั Hamburg Rules
กฎหมายของต่างประเทศและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 8
พระราชบญั ญตั ิฉบบั น้ีไดบ้ ญั ญตั ิถึงหน้าท่ีและสิทธิของผูข้ นส่ง
ใบตราส่ง หน้าท่ีและสิทธิของผูส้ ่งของ ความรับผิดของผูข้ นส่ง
ขอ้ ยกเวน้ ความรับผิดของผูข้ นส่ง ข้อจากัดความรับผิดของผู้
ขนส่งและการคิดค่าเสียหาย
2.10 พระราชบญั ญัตกิ ารขนส่ง
ตอ่ เน่ืองหลายรูปแบบพ.ศ. 2548
รูปแบบของการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศได้พัฒนาไปจากเดิมท่ีมี
ลกั ษณะเป็นการใหบ้ รกิ ารขนสง่ สนิ คา้ จากท่าเรือถึงท่าเรือ หรือจากท่าอากาศยาน
ถึงท่าอากาศยานจนสามารถขยายบรกิ ารเป็นลกั ษณะจากจดุ รบั มอบสินคา้ ท่ีตน้
ทางจนถึงจดุ ส่งมอบสนิ คา้ ท่ีปลายทางมีรูปแบบหรือยานพาหนะท่ีใชใ้ นการขนสง่
มากกวา่ หน่ึงรูปแบบหรือหนึ่งประเภทภายใตส้ ญั ญาขนสง่ เพียงฉบบั เดียว จึงตอ้ ง
กาหนดหลกั เกณฑใ์ นการอนญุ าตและหลกั เกณฑใ์ นการประกอบกิจการเพ่ือรองรบั
การบรกิ ารขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบดงั กล่าว และเพื่อใหส้ ามารถอานวยความ
สะดวกแก่การดาเนินธรุ กจิ ระหวา่ งประเทศที่มีการแข่งขนั สงู
8 กำชยั จงจกั รพนั ธ์, กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ, 158.
3
3.1 ความสาคญั ของการส่งมอบสินคา้
3.2 การส่งมอบสินคา้ ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์
3.3 การส่งมอบตามอนุสญั ญาสหประชาชาติ
วา่ ดว้ ยสญั ญาซ้ือขายสินคา้ ระหวา่ งประเทศ
(The United Nations Convention on Contracts
for the International Sale of Goods : CISG)
3.4 การส่งมอบตาม INCOTERMS
การส่ งมอบสินค้า
3.1 ความสาคญั ของ
การส่ งมอบสินค้า
สญั ญาซอื้ ขายสนิ คา้ ระหวา่ งประเทศเป็นสญั ญาต่างตอบแทนที่ค่สู ญั ญาต่างตอบ
แทนที่คู่สญั ญาต่างมีสิทธิและหนา้ ท่ีจะตอ้ งปฏิบตั ิต่อกันเช่นเดียวกับสัญญาซือ้ ขายท่วั ไป แต่มี
ลกั ษณะสาคญั ท่ีแตกต่างออกไป คือ เป็นสญั ญาท่ีค่สู ญั ญาท่ีค่สู ญั ญาสองฝ่ายมีสถานประกอบ
ธุรกจิ อย่ตู า่ งประเทศกนั โดยผู้ขายต้องส่งมอบสินค้า เอกสารต่าง ๆ ทเี่ ก่ียวกับสินค้า และ
โอนกรรมสิทธิใ์ นสินค้าใหแ้ ก่ผู้ซือ้ สว่ นผู้ซือ้ ก็จะต้องรับมอบสินค้าและมีการชาระราคา
ให้แก่ผู้ขาย อีกทัง้ มีการขนส่งสินคา้ จากประเทศหน่ึงไปยังอีกประเทศหนึ่งโดยผูข้ นส่ง จึง
ก่อใหเ้ กิดสญั ญาอื่น ๆ ตามมา เช่น สญั ญาประกนั ภยั สญั ญาเลตเตอรอ์ อฟเครดิต ซึ่งมีสญั ญา
ซอื้ ขายเป็นสญั ญาหลกั
การส่งมอบ ก็นับว่ามีความสาคัญมากในสัญญาซื้อขายสินค้า
ระหวา่ งประเทศ เน่ืองจากเป็นวธิ ีการท่จี ะทาใหส้ ินคา้ ไปอย่ใู นความครอบครองของ
ผซู้ อื้ 9และหากพิจารณาจากรายการขอ้ บทของสญั ญาซือ้ ขายระหว่างประเทศ การ
ส่งมอบก็เป็นหน่ึงในรายการที่ถือว่ามีความสาคัญต่อการซือ้ ขายระหว่างประเทศ
9 สวรินทร์ เสาวคนธ์, “ปัญหากฎหมายเก่ียวกบั สัญญาซ้ือขายระหวา่ งประเทศ : ศกึ ษากรณีการส่งมอบ,” (วทิ ยานิพนธ์ปริญญา 12
มหาบณั ฑิต, คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีปทุม, 2552), 1, สืบคน้ เมอื่ 11 กนั ยายน 2564, ใน SPU Thesis,
http://dspace.spu.ac.th/handle/123456789/3181
3.2 การส่งมอบตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญามีสิทธิและหน้าที่จะ ต้องปฏิบัติ
ตอ่ กันตามกฎหมายและข้อกาหนดของสัญญา ซึ่งหนี้หลักหรือหน้าที่ของผู้ขายที่มีต่อผู้ซื้อก็คือ
การโอนการครอบครองหรือการส่งมอบทรัพย์สินที่ขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อ เหตุผลที่กฎหมายจาต้อง
กาหนดให้ผขู้ ายมหี น้าที่ประการนี้ เพราะโดยหลักของสญั ญาซ้อื ขาย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อม
โอนไปยังผู้ซื้อทนั ทีทไ่ี ดท้ าสัญญา โดยไมม่ ใี ครตอ้ งรตู้ อ้ งเหน็ เพราะการโอนกรรมสิทธิ์เป็นเรื่องท่ี
เปน็ นามธรรม ดังนนั้ กรรมสทิ ธอ์ิ าจโอนไปโดยที่ผู้ซื้อยังไม่ได้รับมอบทรัพย์สินนั้นไปไว้ในความ
ครอบครอง และโดยที่ผู้ซื้ออาจจะยังไม่ได้ชาระราคาให้แก่ผู้ขายก็ได้ ดังนั้น ตามบทบัญญัติใน
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์จึงไม่ไดก้ าหนดให้การโอนกรรมสทิ ธิ์เป็นหนี้ของผู้ขายแต่เป็น
ผลท่ีเกิดข้ึนโดยกฎหมาย
การท่ี ผู้ซื้อเป็ นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน
ทรพั ยส์ นิ ท่ีซอื้ โดยท่ียงั ไม่ไดค้ รอบครองทรพั ยส์ ินนนั้ อาจ
ทาให้ผู้ซื้อไม่สามารถใช้อานาจความเป็ นเจ้าของ
กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336คือ การใชส้ อยหรือไดด้ อก
ผลไดใ้ นทันที แมผ้ ูซ้ ือ้ มีอานาจตามมาตรา 1336 อยู่ก็
ตาม ดงั นนั้ ผซู้ ือ้ จะสามารถใชอ้ านาจความเป็นเจา้ ของ
กรรมสิทธิ์ไดก้ ็ต่อเมื่อผซู้ ือ้ ไดค้ รอบครองทรพั ยห์ รือไดร้ บั
โอนการครอบครองในลกั ษณะรูปธรรมเสียกอ่ น
กฎหมายจึงกาหนดใหผ้ ขู้ ายมีหนีท้ ่ีจะตอ้ งสง่ มอบหรือโอนการครอบครองใหแ้ ก่ผซู้ ือ้
ตามบทบญั ญตั ิในมาตรา 461 ซงึ่ บญั ญตั วิ า่ “ผขู้ ายจาตอ้ งสง่ มอบทรพั ยส์ นิ ซึ่งขายนนั้ ใหแ้ ก่ผซู้ ือ้ ”
ก็เพ่ือใหผ้ ซู้ อื้ สามารถใชอ้ านาจความเป็นเจา้ ของกรรมสทิ ธิ์ไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี 10
10 ศนนั ทก์ รณ์ โสตถิพนั ธุ,์ คาอธิบายลกั ษณะซอื้ ขาย แลกเปล่ยี น ให,้ 159. 13
3.2.1 ส่งมอบอย่างไร
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 462 บญั ญัติวา่
“การสง่ มอบนนั้ จะทาอยา่ งใดก็ได้ สดุ แต่วา่ เป็นผลใหท้ รพั ยส์ ินนนั้ ไปอย่ใู นเงือ้ ม
มือของผซู้ ือ้ ” ซึ่งจะเห็นว่ากฎหมายไม่ไดก้ าหนดวิธีการส่งมอบไวว้ ่าจะตอ้ งทา
อยา่ งไร เพียงแตท่ าใหผ้ ซู้ อื้ สามารถมีอานาจครอบครองสนิ คา้ นนั้ ได้
ถ้ามีการตกลงกันไว้ ผู้ขายจะต้องส่งมอบ
ทรพั ยส์ นิ ที่ซือ้ ขายดว้ ยวิธีการที่ได้ตกลงกนั แต่ถา้
ไม่ไดต้ กลงกนั ไวผ้ ขู้ ายมีหนา้ ที่ส่งมอบดว้ ยวธิ ีการ
ท่ีทาใหท้ รพั ยส์ ินเขา้ ไปอย่ใู นเงือ้ มมือของผซู้ ือ้ คือ
ทาให้ผู้ซือ้ สามารถครอบครองและใช้อานาจ
กรรมสทิ ธิ์ในทรพั ยน์ นั้ ได้ ตามมาตรา 462
สาหรบั คาว่า “เงือ้ มมือ” นนั้ ในบทบญั ญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยฉ์ บบั
ภาษาอังกฤษใช้ถ้อยคาว่า “disposal” ซ่ึงหมายถึงอานาจในการจัดการเก่ียวกับ
ทรพั ยส์ นิ นนั้ ดงั นนั้ การส่งมอบจึงหมายถึงการท่ีผขู้ ายจะทาอย่างไรก็ไดเ้ พ่ือใหอ้ านาจ
ในการจดั การทรพั ยส์ นิ นนั้ ตกเป็นของผซู้ ือ้ ได้ ไม่วา่ จะเป็นการไดใ้ ช้ ไดด้ อกผล เป็นตน้
ซง่ึ นกั กฎหมายเขา้ ใจกนั วา่ คือ การสง่ มอบใหอ้ ยใู่ นความครอบครองของผซู้ อื้
14
15
อาจแยกการสง่ มอบใหอ้ ยใู่ นเงือ้ มมือของผซู้ ือ้ ไดเ้ ป็น 2 กรณี คือ
1. การส่งมอบใหอ้ ยู่ในเงอื้ มมอื ของผู้ซอื้ โดยตรง
เช่น การซื้อขายเสือ้ ผ้า แหวนเพชร
สรอ้ ยคอ เมื่อตกลงซือ้ ขายแลว้ ผขู้ ายหยิบยื่นเสือ้ ผา้
แหวนเพชร สรอ้ ยคอใหก้ บั ผซู้ ือ้ โดยตรง เช่นนี้ถือว่า
ผขู้ ายไดส้ ่งมอบทรพั ยส์ ินนนั้ ใหอ้ ยู่ในเงือ้ มมือของผู้
ซอื้ แลว้ เพราะผซู้ ือ้ สามารถจะครอบครองและจัดการ
เกี่ยวกับทรัพย์สินท่ีซื้อขายนั้นได้ในฐานะท่ีเป็ น
เจา้ ของกรรมสทิ ธิ์
2. การส่งมอบใหอ้ ยู่ในเงอื้ มมอื ของผู้ซอื้ โดยอ้อม ไดแ้ ก่
1) การท่ีผขู้ ายแสดงเจตนาส่งมอบทรพั ยส์ ินนนั้ ใหแ้ ก่ผซู้ ือ้ แลว้ แต่ผซู้ ือ้ มอบหมายให้
ผชู้ ายเป็นผดู้ แู ลทรพั ยส์ นิ ท่ีซอื้ ขายไปก่อน เชน่ ตกลงซอื้ ขายรถยนต์ ผขู้ ายสง่ มอบกุญแจพรอ้ มรถยนต์
ให้ แต่ผซู้ อื้ บอกวา่ ยงั สรา้ งโรงรถไม่เสรจ็ จึงขอฝากไวท้ ี่ผขู้ ายก่อน เป็นตน้
2) การท่ีผขู้ ายแสดงเจตนาส่งมอบทรพั ยส์ ินท่ีขายใหแ้ ก่บดุ คลท่ีผซู้ ือ้ มอบหมาย ก็ถือ
เป็นการสง่ มอบใหอ้ ย่ใู นเงือ้ มมือของผซู้ อื้ เชน่ กนั เช่น ผขู้ ายส่งมอบรถยนตใ์ ห้กบั นาย ก. บุคคลท่ีผซู้ ือ้
มอบหมายใหเ้ ป็นผรู้ บั มอบรถยนตท์ ่ีซอื้ ขาย เป็นตน้
3) การสง่ มอบกญุ แจรถยนตห์ รือกุญแจบา้ นให้ อาจถือว่า
เป็นการส่งมอบรถยนต์ หรือบา้ นที่ซือ้ ขายใหอ้ ย่ใู นเงือ้ มมือของผซู้ ือ้ ได้
เช่น ผซู้ อื้ อย่กู รุงเทพฯ เม่ือผขู้ ายส่งมอบกุญแจบา้ นให้ผซู้ ือ้ สามารถที่จะ
เขา้ ครอบครองบา้ นนนั้ ได้ แต่หากผขู้ ายสง่ มอบกุญแจรถยนต์ใหผ้ ซู้ ือ้ ที่
กรุงทพฯ โดยรถยนตย์ งั เกบ็ ไวใ้ นโรงรถที่จงั หวดั ภเู กต็ เช่นนี้ จะถือวา่ การ
สง่ มอบกญุ แจเป็นการที่ผขู้ ายสง่ มอบรถยนตแ์ ลว้ ไม่ได้ เพราะรถยนตน์ นั้
ยงั ไม่อาจอย่ใู นความครอบครองของผซู้ อื้ ได้
4) ดว้ ยการที่ผขู้ ายส่งมอบทรพั ยส์ ินที่ขายให้แก่ผูข้ นส่ง
ในกรณีท่ีจะตอ้ งมีการขนสง่ ทรพั ยส์ นิ ท่ีซอื้ ขายตามมาตรา 463
16
มาตรา 463 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ ในสญั ญากาหนดวา่ ใหส้ ง่ ทรพั ยส์ นิ ซง่ึ ขายนนั้ จากท่ีแห่งหนึ่งไปถึง
อกี แห่งหนึง่ ไซร้ ท่านวา่ การสง่ มอบยอ่ มสาเรจ็ เม่ือไดส้ ง่ มอบทรพั ยส์ นิ นัน้ ใหแ้ ก่ผู้ขนส่ง”
จากมาตรา 463 อธิบายไดว้ า่
(1) มีการขนสง่
(2) ขอ้ ตกลงนนั้ เกี่ยวกบั การท่ีจะตอ้ งสง่ ทรพั ยส์ นิ ซงึ่ ขายนนั้
จากท่ีแห่งหนึง่ ไปยงั ท่ีอกี แหง่ หน่งึ
(3)การสง่ นนั้ ตอ้ งใช้ "ผขู้ นส่ง" ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 608
(4) ผลเม่ือมีการสง่ มอบทรพั ยส์ นิ นนั้ ใหผ้ ขู้ นส่งแลว้ คือ
(4.1) การสง่ มอบสาเรจ็ เม่ือสง่ มอบใหผ้ ขู้ นสง่
(4.2) ทรพั ยส์ นิ ท่ีขายนนั้ เขา้ ไปอยใู่ นเงือ้ มมือของผซู้ อื้
(4.3) ถือวา่ ผขู้ ายปฏิบตั ิการชาระหนีส้ ่งมอบเรียบรอ้ ยอนั
เป็นการปฏบิ ตั กิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบในประเดน็ นี้
(4.4) ผขู้ ายหมดความรบั ผิดใด ๆ ในความเสียหายใด ๆ ท่ี
เกดิ ขนึ้ กบั ทรพั ยส์ นิ นนั้ ภายหลงั ท่ีไดส้ ง่ ใหก้ บั ผรู้ บั ขนแลว้
แต่การพิจารณามาตรา 463 นนั้ ควรพิจารณาประกอบมาตรา 324 ดว้ ย
มิฉะนั้น อาจมีปัญหาว่าหากทรพั ยเ์ สียหายระหว่างขนส่งและมีการตกลงยกเว้นหรือ
จากดั ความรบั ผดิ ของผขู้ นสง่ ไวโ้ ดยสญั ญาระหวา่ งผขู้ ายกบั ผขู้ นส่ง ก็จะตอ้ งปรบั ใชเ้ รื่อง
การโอนควานเส่ียงภยั ประการเดียวผซู้ ือ้ ก็จะตอ้ งรบั ภยั เพราะเป็นเจา้ ของกรรมสิทธิ์ใน
ทรพั ยส์ ินท่ีขายนนั้ แลว้ ตงั้ แต่ตกลงซือ้ ขาย ไม่อาจเรียกใหผ้ ขู้ ายหรือผขู้ นสง่ รบั ผิดได้ ซ่ึง
อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมเ่ ป็นธรรมแก่ผซู้ อื้ 11
11 ศนันทก์ รณ์ โสตถพิ นั ธุ,์ คาอธิบายลกั ษณะซอื้ ขาย แลกเปล่ยี น ให,้ 161-162.
17
3.2.2 สถานทใี่ นการส่งมอบ
มาตรา 324 บญั ญตั ิวา่ “เม่ือมิไดม้ ีแสดงเจตนาไวโ้ ดยเฉพาะเจาะจงวา่ จะ
พึงชาระหนี้ ณ สถานท่ีใดไซร้ หากจะตอ้ งส่งมอบทรพั ยเ์ ฉพาะสิ่ง ท่านวา่ ตอ้ งส่งมอบกนั ณ
สถานที่ซงึ่ ทรพั ยน์ นั้ ไดอ้ ย่ใู นเวลาเม่ือก่อใหเ้ กิดหนีน้ นั้ ส่วนการชาระหนีโ้ ดยประการอ่ืน ท่าน
วา่ ตอ้ งชาระ ณ สถานที่ซง่ึ เป็นภมู ลิ าเนาปัจจบุ นั ของเจา้ หนี”้
ก ร ณี เ ป็ น ท รัพ ย์ที่ ซื ้อข า ย ขณะซือ้ ขายยงั ไม่ใช่ทรพั ยเ์ ฉพาะส่ิง
เป็นทรพั ยเ์ ฉพาะสงิ่ ตามมาตรา 324 แตผ่ ู้ ผูข้ ายมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์นั้นท่ีภูมิลาเนา
ซื้อตกลงให้ผู้ขายส่งมอบให้ผู้ข นส่ง ของผซู้ อื้ ซงึ่ เป็นเจา้ หนีต้ ามมาตรา 324
กรณีนีผ้ ูข้ นส่งเป็นตัวแทน การส่งทรพั ยส์ ินที่ขายไปใหผ้ ู้ซือ้ อาจ
ของผซู้ อื้ ในการรบั มอบ เป็นเพียง “การสง่ ” จากท่ีแห่งหน่ึงไปยงั ที่อีกแห่ง
หน่ึงแต่ไม่ตอ้ งอาศัย“ผขู้ นส่ง” ตามมาตรา 608
ดั ง นั้ น เ ม่ื อ ผู้ข า ย ส่ ง ม อ บ
ทรัพย์สินให้ผูข้ นส่งแล้วเท่ากับการส่ง การปรบั ใชม้ าตรา 463 ไม่มีแต่ถา้
มอบทรพั ยส์ ินท่ีขายใหผ้ ซู้ ือ้ สาเร็จ ทรพั ย์ ผขู้ ายไม่ “ส่ง” เองแต่อาศยั “ผขู้ นส่ง” ใหส้ ่งให้
เขา้ ไปอยู่ในเงือ้ มมือของผซู้ ือ้ และผขู้ าย ผขู้ นสง่ เป็นตวั แทนของผขู้ ายเท่ากบั การส่งมอบจะ
ไดป้ ฏิบตั ิการชาระหนีส้ ง่ มอบเรียบรอ้ ยไม่ ส า เ ร็ จ เ มื่ อ ผู้ข น ส่ ง ไ ด้ส่ ง ท รัพ ย์สิ น ใ ห้ ผู้ซื ้อ แ ล้ว
ต ้อ ง รับ ผิ ด ใ น ค ว า ม เ สี ย ห า ย ภ า ย ห ลัง
ทรพั ยจ์ ึงเขา้ ไปอย่ใู นเงือ้ มมือของผซู้ ือ้
จากนนั้ และเท่ากบั ผขู้ ายไดป้ ฏิบตั ิการชาระหนี้โดยชอบใน
เวลานนั้ ผขู้ ายจึงยงั ไม่หลดุ พนั จากความรับผดิ ใน
ระหวา่ งการขนสง่
18
3.2.3 ส่งมอบเม่ือใด
ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในเร่ืองซือ้ ขายไม่ได้
บญั ญัติไวโ้ ดยตรงว่า เม่ือมีการซือ้ ขายสินคา้ กนั แลว้ ผซู้ ือ้ และผขู้ ายจะตอ้ ง
สง่ มอบสนิ คา้ ที่ซอื้ ขายกนั นนั้ เม่ือใด แตก่ ็สามารถนาบทบญั ญัติในประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203และมาตรา 490มาพิจารณา
เทียบเคียงได้ กลา่ วคือ ถา้ หากคสู่ ญั ญาไม่ไดต้ กลงกนั ไวว้ า่ จะสง่ มอบสนิ คา้
ท่ีซอื้ ชายกนั นนั้ เม่ือใด และไม่อาจจะอนุมานจากพฤติการณอ์ ่ืน ๆ ไดผ้ ขู้ าย
จะตอ้ งส่งมอบโดยพลัน 12
3.2.4 ส่งมอบเท่าใด
ส่งมอบตามปริมาณที่ตกลงกัน
คือ ไม่มากเกินไปหรือไม่นอ้ ยเกินไปหรือที่ภาษา
กฎหมายใชค้ าวา่ ขาดตกบกพรอ่ งหรือลา้ จานวน
12 สวรนิ ทร์ เสาวคนธ,์ “ปัญหากฎหมายเก่ียวกบั สญั ญาซอื้ ขายระหวา่ งประเทศ : ศกึ ษากรณกี ารส่งมอบ,” 132.
3.2.5 การส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขาย
ไม่ถูกต้องตรงตามสัญญา
3.2.5.1 กรณที ี่ผู้ขายส่งมอบสังหาริมทรัพย์ในปริมาญท่ไี ม่ถูกต้อง
ตามมาตรา 456 13อธิบายไดว้ า่
หากผขู้ ายสง่ มอบใหข้ าดตกบกพรอ่ ง คือนอ้ ยกวา่ ที่ไดต้ กลงทาสญั ญาไว้
ผซู้ อื้ มีสทิ ธิ 2 ประการ คือ
1) บอกปฏิเสธหรือบอกปัดไม่รบั ทรพั ยน์ นั้ เลย
2) รบั มอบตามจานวนท่ีผขู้ ายสง่ มอบใหน้ อ้ ยกวา่ ที่ตกลง แลว้ ใชร้ าคา
หากผขู้ ายสง่ มอบใหล้ า้ จานวน คือมากกวา่ ที่ไดต้ กลงทาสญั ญาไว้
ผซู้ อื้ มีสทิ ธิ 3 ประการคือ
1) รับมอบตามจานวนกาหนดในสัญญา ท่ีเหลือปฏิเสธไป
2) บอกปฏิเสธหรอื บอกปัดไม่รบั ทรพั ยน์ นั้ เลย
3) รับมอบตามจานวนท่ีผู้ขายส่งมอบให้มากกว่าที่ตกลง
เม่ือรบั มอบมามากกใ็ ชร้ าคามากขนึ้ ตามสว่ น
กรณีของส่งมอบทรพั ยส์ ินตามท่ีไดส้ ญั ญาไว้ระคนกับทรพั ยส์ ินอย่าง
อืน่ อนั ไม่ไดร้ วมอย่ใู นขอ้ สญั ญา ผซู้ อื้ มีสทิ ธิ 2 ประการ คือ
1) ผูซ้ ือ้ รบั เฉพาะทรัพยส์ ินประเภทท่ีระบุไวใ้ นสัญญา
และที่เหลอื กค็ ืนไป
2) ผซู้ อื้ คืนไปทงั้ หมด
13 มาตรา 465 บญั ญตั วิ า่ “ในการซอื้ ขายสงั หารมิ ทรพั ยน์ นั้ 19
(1) หากวา่ ผขู้ ายสง่ มอบทรพั ยส์ นิ นอ้ ยกวา่ ทไ่ี ดส้ ญั ญาไว้ ทา่ นวา่ ผซู้ อื้ จะปัดเสยี ไม่รบั เอาเลยก็ได้ แตถ่ า้ ผซู้ อื้ รบั เอาทรพั ย์สนิ นั้นไว้ ผซู้ อื้ ก็ตอ้ งใชร้ าคาตามสว่ น
(2) หากวา่ ผขู้ ายสง่ มอบทรพั ยส์ นิ มากกวา่ ทไี่ ดส้ ญั ญาไว้ ท่านวา่ ผซู้ อื้ จะรบั เอาทรพั ยส์ นิ นน้ั ไวแ้ ต่เพียงตามสญั ญาและนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสยี
ทง้ั หมดไมร่ บั เอาไวเ้ ลยกไ็ ด้ ถา้ ผซู้ อื้ รบั เอาทรพั ยส์ นิ อนั เขาสง่ มอบเชน่ นน้ั ไวท้ งั้ หมด ผซู้ อื้ กต็ อ้ งใชร้ าคาตามสว่ น
(3) หากวา่ ผขู้ ายสง่ มอบทรพั ยส์ นิ ตามท่ีไดส้ ญั ญาไวร้ ะคนกบั ทรพั ยส์ นิ อยา่ งอื่นอนั มไิ ดร้ วมอย่ใู นขอ้ สญั ญาไซร้ ท่านวา่ ผซู้ ือ้ จะรบั เอาทรพั ยส์ นิ ไวแ้ ตต่ ามสญั ญา
และนอกกวา่ นนั้ ปัดเสยี ก็ได้ หรอื จะปัดเสยี ทง้ั หมดก็ได”้
20
3.2.5.2 กรณที ผ่ี ู้ขายส่งมอบอสังหาริมทรัพย์ไม่เป็ นไปตามจานวน
ท่ีกาหนดในสัญญา
มาตรา 466 บญั ญตั วิ า่ “ในการซอื้ ขายอสงั หารมิ ทรพั ย์ กรณีทผ่ี ขู้ ายสง่ มอบอสงั หาริมทรัพยข์ าดตก
นนั้ หากว่าไดร้ ะบจุ านวนเนือ้ ท่ีทงั้ หมดไว้ และผขู้ ายส่ง
มอบทรพั ยส์ นิ นอ้ ยหรือมากไปกว่าท่ีไดส้ ญั ญาไซร้ ท่าน บกพร่องหรือล้าจานวนไม่เกินร้อยละห้า
วา่ ผซู้ อื้ จะปัดเสีย หรือจะรบั เอาไวแ้ ละใชร้ าคาตามส่วน
กไ็ ด้ ตามแตจ่ ะเลอื ก แหง่ เนือ้ ทีท่ ้งั หมดอันไดร้ ะบไุ ว้
อนึง่ ถา้ ขาดตกบกพร่องหรือลา้ จานวนไม่ 1) ถ้าส่วนที่ขาดตกบกพร่องหรือลา้
เกินกวา่ รอ้ ยละหา้ แห่งเนือ้ ที่ทงั้ หมดอนั ได้ระบุไวน้ นั้ ไซร้
ท่านวา่ ผซู้ ือ้ จาตอ้ งรบั เอาและใชร้ าคาตามส่วน แต่วา่ ผู้ จ า น ว น ไ ม่ เ กิ น ก ว่ า ร ้อ ย ล ะ ห ้า นั้น ไ ม่ ถึ ง
ซอื้ อาจจะเลกิ สญั ญาเสียไดใ้ นเม่ือขาดตกบกพร่องหรือ
ลา้ จานวนถึงขนาดซ่ึงหากผซู้ ือ้ ไดท้ ราบก่อนแลว้ คงจะ ขนาด ผูซ้ ือ้ มีสิทธิปฏิเสธ ต้องรับและใช้
มไิ ดเ้ ขา้ ทาสญั ญานนั้ ”
ราคาตามส่วน .
กรณีทีผ่ ู้ขายสง่ มอบอสงั หารมิ ทรพั ย์ขาดตกบกพร่อง
หรือลา้ จานวนเกนิ กวา่ ร้อยละหา้ แหง่ เน้อื หาท่ี 2) ถา้ ส่วนที่ขาดตกบกพร่องหรือลา้
ท้งั หมดที่ไดร้ ะบุไว้
จานวนไม่เกินกวา่ รอ้ ยละหา้ นนั้ ถงึ ขนาดที่
ผ้ซู ื้อมสี ิทธิ 2 ประการ คือ
1) ปฏเิ สธไมร่ บั มอบอสงั หารมิ ทรพั ยน์ นั้ เลย ห า ก ผู้ซื ้อ ไ ด้รู ้ก่ อ น แ ล้ว ก็ จ ะ ไ ม่ เ ข้า ท า
2) ผซู้ อื้ รบั มอบตามที่ผขู้ ายสง่ มอบใหแ้ ละใช้
ราคาตามสว่ น สญั ญา ดงั นนั้ ผซู้ อื้ มีสทิ ธิยกเลกิ สญั ญา
21
3.2.6 การโอนความเสี่ยงภยั ในสัญญาซื้อขาย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ในเร่ืองการโอนความเส่ียงไทยใน ถา้ หากยังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะส่ิง ตามมาตรา
สัญญาซือ้ ขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและ 370วรรคสอง ให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา
พาณิชยห์ รอื ิตามกฎหมายไทยนนั้ ไม่ไดบ้ ัญญัติไว้ 370วรรคแรกบังคับตั้งแต่เวลาที่ทรัพย์นั้น
โดยเฉพาะ จึงตอ้ งใชบ้ ทบัญญัติที่กาหนดไวเ้ ป็น กลายเป็นทรพั ยเ์ ฉพาะสงิ่ ตามบทบญั ญัติแห่ง
หลักท่ัวไปมาใช้ ซ่ึงอยู่ในมาตรา 370ถึงมาตรา มาตรา 195 วรรคสองนนั้ เป็นตน้ ไป กล่าวคือ
372แ ห่ ง ป ร ะ ม ว ล ก ฎ ห ม า ย แ พ่ ง แ ล ะ พ า ณิ ช ย์ ลกู หนีไ้ ดก้ ระทาการอนั ตนจะพีงทาเพ่ือส่งมอบ
สามารถแยกอธิบายไดด้ งั นี้ ทรพั ยห์ รือได้เลือกกาหนดทรพั ยท์ ี่จะส่งมอบ
แลว้ ดว้ ยความยินยอมของเจ้าหนี้ ทรพั ย์นั้น
1) การโอนความเสีย่ งภัยตามมาตรา 370 ย่อมเป็นทรพั ยเ์ ฉพาะส่ิง เม่ือการชาระหนีต้ ก
เป็นพน้ วิสยั เน่ืองจากสญู เสียหายไป เจา้ หนี้
มาตรา 370 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ สญั ญา หรือลูกหนีจ้ ะตอ้ งรบั ผลแห่งภัยพิบัติอย่างไร
ต่างตอบแทนมีวตั ถุท่ีประสงคเ์ ป็นการก่อใหเ้ กิด ย่อมเป็นไปตามมาตรา 370 วรรคแรก เช่น
หรือโอนทรพั ยสทิ ธิในทรพั ยเ์ ฉพาะสิ่ง และทรพั ย์ ค าพิพ ากษ าฎี ก าที่ 339/2506จาเลยท า
นนั้ สญู หรือเสียหายไปดว้ ยเหตอุ ย่างใดอย่างหน่ึง สญั ญาขายไม่สกั ใหโ้ จทกแ์ ละรบั เงินค่าไมแ้ ลว้
อันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้ ท่านว่าการสูญหรือ ตอ่ มาเจา้ หนา้ ท่ีตรวจไมท้ ี่จาเลยเตรียมไวต้ าม
เสียหายนนั้ ตกเป็นพบั แกเ่ จา้ หนี้ สญั ญาและตีตราของโจทกล์ งไว้ ย่อมถือไดว้ า่
ไมท้ ี่ตีตรานนั้ เป็นทรพั ยเ์ ฉพาะสิง่ กรรมสิทธิ์ใน
ถา้ ไม่ใช่ทรพั ยเ์ ฉพาะสิ่ง ท่านใหใ้ ช้ ไม้ตกเป็ น ของโจท ก์แล้ว เมื่ อมีคนลอบ
บทบญั ญตั ิที่กลา่ วมาในวรรคก่อนนีบ้ งั คบั แต่เวลา วางเพลิงโรงเล่ือยของจาเลยซิง่ ไม่ใช่ความผิด
ท่ีทรัพย์นั้นกลายเป็ น ทรัพย์เฉพาะส่ิง ตาม ของจาเลย ไมถ้ กู เพลิงไหมเ้ สียหายหมด โจทก์
บทบญั ญตั ิแหง่ มาตรา 195 วรรค 2 นนั้ ไป”
จะเรียกเงนิ คา่ ไมจ้ ากจาเลยไมไ่ ด้
จาก มา ต ร า 370ห มา ยค วา มว่า
สญั ญาต่างตอบแทนท่ีก่อให้คู่สญั ญาทาการโอน จากคาพิพากษาฎีกาดงั กล่าว เห็นได้ว่า การ
ทรพั ย์ ถา้ ทรพั ยน์ นั้ เป็นทรพั ยเ์ ฉพาะส่ิง และทรพั ย์ โอนความเส่ยี งภยั ในมาตรา 370จะตอ้ งเป็นสญั ญา
นั้นเกิดสูญหรือเสียหาย เจ้าหนี้ในหนี้ท่ีโอน ตา่ งตอบแทนท่ีมีวัตถุประสงคใ์ นการโอนทรพั ยแ์ ละ
ทรพั ยส์ นิ เป็นผรู้ บั ภยั ในความสญู หายหรือเสียหาย ทรพั ยน์ นั้ ตอ้ งเป็นทรพั ยเ์ ฉพาะสง่ิ แลว้ ความสญู หาย
ของทรพั ยน์ นั้ หรอื เสยี หายท่เี กิดขนึ้ แกท่ รพั ยต์ อ้ งไม่ใชค่ วามผดิ ของ
ลกู หนดี้ ว้ ย
2) การโอนความเสี่ยงภัยตามมาตรา 371 22
มาตรา 371 บญั ญตั ิว่า “บทบญั ญตั ิท่ีกล่าวมาใน 3) การโอนความเสย่ี งภัยตามมาตรา 372
มาตราก่อนนี้ ท่านมิใหใ้ ชบ้ งั คบั ถา้ เป็นสญั ญาต่าง
ตอบแทนมีเงื่อนไขบงั คบั กอ่ น และทรพั ยอ์ นั เป็นวตั ถุ มาตรา 372 บญั ญัติว่า “นอกจาก
แห่งสัญญานั้นสูญหรือทาลายลงในระหว่าง ท่ี กรณีท่ีกลา่ วไวใ้ นสองมาตราก่อน ถา้ การชาระหนี้
เง่ือนไขยงั ไม่สาเรจ็ ตกเป็นพน้ วสิ ยั เพราะเหตอุ ยา่ งใดอย่างหนึ่งอนั จะ
โทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ไดไ้ ซร้ ท่านวา่ ลกู หนีห้ ามี
ถา้ ทรพั ยน์ นั้ เสียหายเพราะเหตุอย่าง สทิ ธิจะรบั ชาระหนีต้ อบแทนไม่
ใดอย่างหน่ึงอนั จะโทษเจา้ หนีม้ ิได้ และเม่ือเง่ือนไข
นนั้ สาเรจ็ แลว้ เจา้ หนีจ้ ะเรยี กใหช้ าระหนีโ้ ดยลดส่วน ถ้าการชาระหนี้ตกเป็ นพ้นวิสัย
อันตนจะต้องชาระหนี้ตอบแทนนั้นลง หรือเลิก เพราะเหตุอย่างใดอย่างหน่ึงอนั จะโทษเจา้ หนีไ้ ด้
สัญญานั้นเสียก็ได้ แล้วแต่จะเลือก แต่ในกรณีท่ี ลกู หนีก้ ็หาเสียสิทธิที่จะรับชาระหนี้ตอบแทนไม่
ตน้ เหตุเสียหายเกิดเพราะฝ่ ายลกู หนีน้ นั้ ท่านวา่ หา แต่ว่าลกู หนีไ้ ดอ้ ะไรไวเ้ พราะการปลดหนีก้ ็ดี หรือ
กระทบกระท่งั ถึงสทิ ธิของเจา้ หนีท้ ่ีจะเรียกค่าสนิ ไหม ใชค้ ุณวุฒิความสามารถของตนเป็นประการอื่น
ทดแทนไม่” เป็นเหตุให้ได้อะไรมา หรือแกลง้ ละเลยเสียไม่
ขวนขวายเอาอะไรท่ีสามารถจะทาไดก้ ็ดี มากนอ้ ย
จากมาตรา 371 หากเป็นสญั ญา เท่าไร จะตอ้ งเอามาหักกบั จานวนอนั ตนจะได้รบั
ตา่ งตอบแทนที่มีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการโอนทรพั ยท์ ่ี ชาระหนีต้ อบแทน วธิ ีเดียวกนั นีท้ า่ นใหใ้ ชต้ ลอดถึง
มีเง่ือนไขบงั คับก่อน และทรพั ยส์ ญู หรือทาลาย กรณีที่การชาระหนีอ้ นั ฝ่ายหน่ึงยงั ค้างชาระอย่นู นั้
ในระหว่างเงื่อนไขไม่สาเร็จจะไม่นาหลักความ ตกเป็นพน้ วสิ ยั เพราะพฤติการณอ์ นั ใดอนั หน่ึงซึ่ง
เสี่ยงภยั ตกไดแ้ ก่เจา้ หนีต้ ามมาตรา 370 มาใช้ ฝ่ายนัน้ มิตอ้ งรบั ผิดชอบ ในเวลาเมื่ออีกฝ่ายหน่ึง
บงั คบั เเตจ่ ะนาหลกั ท่วั ไปคือหลกั ความเสี่ยงภยั ผดิ นดั ไม่รบั ชาระหนี”้
ตกไดแ้ ก่ลกู หนีม้ าใช้
มาตรานี้ เป็นหลักท่ัวไปตาม
ทฤษฎีการโอนความเส่ียงภัย กล่าวคือ เม่ือ
การชาระหนีข้ องค่สู ญั ญาฝ่ายหน่งึ ตกเป็นพน้
วิสยั แมจ้ ะโดยไม่ใช่ความผิดของใครก็ตาม
ภัยพิบัตินั้นย่อมตกอยู่แก่ฝ่ ายลูกหนี้ แม้
ลกู หนีห้ ลดุ พน้ จากการชาระหนีไ้ ปไดก้ ็จริงแต่
ลกู หนีก้ ็ไม่มีสิทธิจะเรียกใหอ้ ีกฝ่ายหนึ่งชาระ
หนีต้ อบแทน 14
14 จารุภทั ร กวีนนั ทวงศ,์ “ปัญหาทางกฎหมายเรอ่ื งหลกั การโอนความเส่ยี งภยั ในทางการคา้ ระหว่างประเทศ : กรณีผรู้ บั โอนความเสย่ี งภยั เป็นโจทกฟ์ อ้ งคดีในศาล
ไทย,” (สารนิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิต, สาขากฎหมายธรุ กิจระหว่างประเทศและธรุ กรรมทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์ คณะนิติศาสตร์มหาวทิ ยาลยั กรุงเทพ, 2550), 43-47.
3.3 การส่งมอบตามอนุสัญญา
สหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยสัญญาซอื้ ขาย
สินค้าระหวา่ งประเทศ
อนุสญั ญาสหประชาชาติว่าดว้ ยสญั ญาซือ้ ขายสินคา้ ระหว่างประเทศ ค.ศ. 1980
(The United Nations Convention on Contracts for the International Sale of Goods
1980) หรือ“CISG” หรือ “Vienna Sales Convention” ไดร้ บั การยอมรบั จากองคก์ รดา้ นกฎหมาย
พาณิชย์ระหว่างประเทศและนักวิชาการต่างๆ ว่าเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศท่ีประส บ
ความสาเร็จอย่างสูงโดยแสดงใหเ้ ห็นถึงความพยายามร่วมกนั ของนานาชาติเพื่อผลกั ดันใหเ้ กิด
กฎหมายว่าดว้ ยการซือ้ ขายสินคา้ ระหวา่ งประเทศที่มีความเป็นเอกภาพหรือมีความเป็ นอนั หน่ึง
อนั เดียวกนั และไดร้ บั การยอมรบั จากประชาคมโลก 15
15 ธิดารตั น์ ศลิ ป์ ภริ มยส์ ขุ , คาอธิบายอนสุ ญั ญาสหประชาชาติวา่ ดว้ ยสญั ญาซอื้ ขายสนิ คา้ ระหว่างประเทศ : ขอบเขตการใชบ้ งั คบั และบทท่วั ไป, 23
(กรุงเทพฯ: วญิ ญชู น, 2564), 11.
3.3.1 ความเป็ นมาของอนุสัญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ
นับตัง้ แต่ปี ค.ศ. 1930 เป็นตน้ มา สถาบันระหว่างประเทศเพ่ือการจัดทา
กฎหมายเอกชนใหเ้ ป็นเอกภาพ (International Institute for the Unification of
Private Law) หรือ UNIDROITไดร้ ิเรมิ่ และจดั ทาอนุสญั ญาท่ีเก่ียวกบั การซือ้ ขายระหวา่ ง
ประเทศ โดยแยกเป็นอนสุ ญั ญา 2 ฉบบั คือ
1) อนุสญั ญาเกี่ยวกับประมวล อนสุ ญั ญากรุงเฮกทงั้ 2 ฉบบั
ก ฎ ห ม า ย น า น า ช า ติ ลัก ษ ณ ะ ซื้อ ข า ย เกิดจากการประชุมร่วมกันของผู้แทน
สั ง ห า ริ ม ท รั พ ย์ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ( The ประเทศต่าง ๆ 28 ประเทศ และส่วนใหญ่
เป็นประเทศภาคพืน้ ยุโรป บรรดาผูแ้ ทน
Convention relating to a Uniform Law จากประเทศในส่วนอ่ืน ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม
ประเทศกาลงั พฒั นา ไม่ไดม้ ีส่วนร่วม และ
on the International Sale of Goods โดยเหตุนีจ้ ึงทาให้ อนุสญั ญาทั้ง 2 ฉบับ
1964) หรือท่ีเรียกสนั้ ๆ ว่า 1964 Hague ดัง กล่า วไ ม่ไ ด้รับ ค วา มนิ ย มห รือย อม รับ
Sales Convention หรือที่บางท่านเรียกโดย
ยอ่ วา่ ULIS จากประเทศตา่ ง ๆ มาก เท่าท่ีควร
2) อนุสญั ญาเก่ียวกับประมวล
ก ฎ ห ม า ย น า น า ช า ติ ว่ า ด ้ว ย ก า ร ก่ อ ใ ห ้เ กิ ด
สญั ญา ในกรณีสญั ญาซือ้ ขายสงั หารมิ ทรพั ย์
ระหวา่ งประเทศ (The Convention relating
to a Uniform Law on the Formation of
Contracts for the International Sale of
Goods 1964) หรือท่ีเรียกสนั้ ๆ ว่า 1964
Hague Formation Convention หรือที่เรียก
โดยยอ่ วา่ ULF
24
เน่ืองจากสัญญาซือ้ ขายสินคา้ ระหว่าง ในปัจจบุ นั มีประเทศต่าง ๆ ท่ี
ประเทศเป็นสญั ญาหลกั หรือธุรกรรมสาคญั ในการคา้ เขา้ เป็นภาคีของอนุสัญญาฉบบั นีแ้ ลว้ 94
ระหว่างประเทศ การทาให้กฎหมายที่ใช้บังคับกับ ประเทศ 16 ถือได้ว่าเป็ นอนุสัญญาฯ
สญั ญาซอื้ ขายระหวา่ งประเทศเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั ฉบบั หนึ่งท่ีประสบความสาเร็จอย่างย่ิงใน
จึงเป็ น เร่ืองที่ สาคัญม าก ดังนั้นท่ีประชุ มให ญ่ เรอื่ งของจานวนรฐั ภาคีเม่ือเปรียบเทียบกบั
สหประชาชาติ (The General Assembly) จึงไดจ้ ดั ตงั้ อนุสัญญาฉบบั อื่นๆ ที่อยู่ภายใต้พันธกิจ
คณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ของ UNCITRAL ในดา้ นกฎหมายพาณิชย์
(United Nations Commission on International ระหวา่ งประเทศ สาหรบั ประเทศในภมู ิภาค
Trade Law) หรือท่ีเรียกโดยย่อวา่ UNCITRAL ขึน้ ใน อาเซียนนั้น ณ ปัจจุบนั มีจานวนทั้งสิน้ 3
ปี ค.ศ.1966เพ่ือทาหน้าท่ีพิจารณาปัญหาว่าจะทา ประเทศท่ีเป็ นรัฐภาคี ได้แก่ ประเทศ
อยา่ งไรใหอ้ นสุ ญั ญากรุงเฮก ดงั กลา่ วไดร้ บั การยอมรบั สิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม และประเทศ
จากบรรดาชาตทิ งั้ หลาย ลาว ซง่ึ เขา้ รว่ มในปี ค.ศ. 1995 ปีค.ศ.2015
คณะกรรมาธิการจึงไดต้ งั้ คณะทางาน และปีค.ศ. 2019 ตามลาดบั
ขึน้ ชดุ หนึ่งประกอบดว้ ยผแู้ ทนของประเทศต่าง ๆ ท่วั
โลกเพ่ือพิจารณา อนสุ ญั ญากรุงเฮกอีกครงั้ หนึ่ง แต่
เ น่ื อ ง จ า ก แ ต่ ล ะ ป ร ะ เ ท ศ มี ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ท า ง
ความคิดเห็น ค่อนขา้ งมาก ในที่สดุ จึงมีมติใหจ้ ดั ทา
ร่างอนุสญั ญาว่าดว้ ยสญั ญาซือ้ ขายสินค้าระหว่าง
ประเทศขึน้ มาใหม่ และร่างดังกล่าวไดจ้ ดั ทาสาเร็จ
ในปี ค.ศ. 1978 และในปี ค.ศ. 1980 UNCITRAL ได้
จดั ให้มีการประชุมพิจารณาร่างอนุสญั ญาว่าดว้ ย
สญั ญาซือ้ ขายสินคา้ ระหว่างประเทศดังกล่าวขึน้ ที่
กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยมีผู้แทนจาก
ประเทศต่าง ๆ เขา้ ร่วมทงั้ สิน้ 62 ประเทศ ในที่สุด
ผแู้ ทนของประเทศต่าง ๆ รวม 42 ประเทศไดล้ งมติ
รบั รองอนุสญั ญาดงั กล่าว ณ กรุงเวียนนา และโดย
เหตุนีจ้ ึงเรียก อนุสญั ญาดงั กล่าวสนั้ ๆ ว่า Vienna
Sales Convention หรอื Vienna Convention หรือ
CISG
16 กาชยั จงจกั รพนั ธ,์ กฎหมายการคา้ ระหวา่ งประเทศ, 49-52. 25
ในส่วนของประเทศไทย
ประเท ศไทยนั้น มีน โยบายท่ีจะ
เขา้ ร่วมเป็นรฐั ภาคีเช่นเดียวกบั อีกหลายประเทศใน
ภูมิภาคอาเซียน แนวคิดนี้เร่ิมปรากฎอย่างเป็น
ทางการครงั้ แรกตงั้ แต่วนั ท่ี 30 ธันวาคม พ.ศ. 2540
เม่ือคณะรฐั มนตรีมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของ
กระทรวงการต่างประเทศเรื่องการพิจารณาปรบั ปรุง
และพัฒนากฎหมายการคา้ ระหว่างประเทศของ
ประเทศไทย ในขณะนนั้ ไดม้ อบหมายใหส้ านกั งาน
คณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงพาณิชย์
รบั ผิดชอบดาเนินการเร่ือง “กฎหมายวา่ ดว้ ยการซือ้
ขายสินค้าระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแห่ง
สหประชาชาติว่าดว้ ยสญั ญาซือ้ ขายสนิ คา้ ระหว่าง
ประเทศ (CISG)” และในวนั ท่ี 29 ตลุ าคม พ.ศ. 2562
สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีก ได้มีคาส่ัง
แต่งตงั้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เพื่อ
พิจารณาร่างกฎหมายว่าดว้ ยการซือ้ ขายสินค้า
ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ แ ล ะ ใ น ข ณ ะ นี ้ร่ า ง ก ฎ ห ม า ย
ดังก ล่า วยัง อยู่ระห ว่า งกา รพิ จาร ณ า ข อ ง
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพเิ ศษ) อนั เป็นส่วน
หนึ่งของการดาเนินการเพื่อให้กฎหมายไทย
รองรับพันธกรณีภายใตอ้ นุสัญญาฯ ฉบบั นี้ ซึ่ง
เป็นการดาเนินกระบวนการตามรฐั ธรรมนญู ของ
ประเทศไทย ใหแ้ ลว้ เสร็จก่อนเขา้ เป็นรฐั ภาคีดว้ ย
วธิ ีการภาคยานวุ ตั ิ (Accession) 17
17 ธิดารตั น์ ศลิ ป์ ภิรมยส์ ขุ , คาอธิบายอนสุ ญั ญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยสญั ญาซอื้ ขายสนิ คา้ ระหวา่ งประเทศ : ขอบเขตการใชบ้ งั คบั และบทท่วั ไป, 14
26
3.3.2 โครงสร้างของอนุสัญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ
บทบญั ญตั ภิ ายใตอ้ นุสญั ญาฯ ฉบบั น้ี มีจานวนท้งั ส้ิน 101 มาตรา แบ่งออกเป็ น 4 ส่วน ดงั น้ี 27
ส่วนท่ี 1 ขอบเขตของการบงั คบั ใชแ้ ละบทบญั ญตั ิทวั่ ไป (มาตรา 1-13)
บทท่ี 1 ขอบเขตของการใช้ (มาตรา 1-6)
บทท่ี 2 บทบญั ญตั ิทว่ั ไป (มาตรา 7-13)
ส่วนท่ี 2 การก่อใหเ้ กิดสัญญา (มาตรา 14-24)
ส่วนที่ 3 การซ้ือขายสินคา้ (มาตรา 25-88)
บทที่ 1 บทบญั ญตั ิทว่ั ไป (มาตรา 25-29)
บทท่ี 2 หนา้ ท่ีของผขู้ าย (มาตรา 30-52)
หมวดท่ี 1 การส่งมอบสินคา้ และส่งมอบเอกสาร (มาตรา 31- 34)
หมวดท่ี 2 การส่งมอบสินคา้ ใหต้ รงตามสญั ญาและสิทธิเรียกร้อง
ของบุคคลภายนอก(มาตรา 35-44)
หมวดที่ 3 การเยยี วยาเนื่องจากการผดิ สญั ญาของผขู้ าย (มาตรา 45-52)
บทที่ 3 หนา้ ท่ขี องผซู้ ้ือ (มาตรา 53-66)
หมวดที่ 1 การชาระราคา (มาตรา 54-59)
หมวดท่ี 2 การรับมอบ (มาตรา 60)
หมวดท่ี 3 การเยยี วยาการแกไ้ ขการผดิ สญั ญาของผซู้ ้ือ (มาตรา 61-65)
บทที่ 4 การโอนความเสี่ยงภยั (มาตรา 66-70)
บทที่ 5 บทบญั ญตั ิทีใ่ ชร้ ่วมกนั ว่าดว้ ยหน้ีของผขู้ ายและผซู้ ้ือ (มาตรา 71-88)
หมวดท่ี 1การผดิ สญั ญาทอ่ี าจคาดกนั ไดแ้ ละสัญญาจดั ส่งสินคา้ เป็นงวด
(มาตรา 71-73)
หมวดท่ี 2 การชดใชค้ ่าสินใหมทดแทน (มาตรา 74-77)
หมวดที่ 3 ดอกเบ้ีย (มาตรา 78)
หมวดท่ี 4 ขอ้ ยกเวน้ (มาตรา 79-80)
หมวดที่ 5 ผลของการเลิกสญั ญา (มาตรา 81-84)
หมวดที่ 6 การดูแลรักษาสินคา้ (มาตรา 85-88)
ส่วนท่ี 4 ขอ้ บทสุดทา้ ย (มาตรา 89-101)
3.3.3 การส่งมอบตามอนุสัญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ
3.3.3.1 ส่งมอบอย่างไร จากมาตราดังกล่าว ถา้ คู่สญั ญาได้ตก
ลงกนั ไวโ้ ดยเฉพาะว่าจะใหส้ ง่ ไปยงั ที่ใดที่หนึ่ง
ในอนุสัญญาฯ มาตรา 31 ไดก้ าหนดให้เป็ นหนา้ ที่ ก็บังคับตามที่คู่สัญญาตกลงกัน ไม่ต้องนา
ของผขู้ ายในการส่งมอบสินคา้ ท่ีซ้ือขายกนั ว่าถา้ ไม่ มาตรา 31 (1) ถึง (3) มาใชบ้ งั คบั
มีการตกลงเก่ียวกับการจดั ส่งสินคา้ ไวโ้ ดยเฉพาะ
ผขู้ ายตอ้ งส่งมอบสินคา้ ดงั น้ี ในกรณีที่ค่สู ญั ญาไม่ไดต้ กลงในการส่ง
ม อ บ สิ น ค้า ไ ป ยั ง ส ถ า น ที่ อ่ื น ใ ด โ ด ย เ ฉ พ า ะ
(1) ถ้าเป็ นสัญญาซ้ือขายท่ีเก่ียวช้อง หน้าที่ในการจัดส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายของ
กบั การรับขนสินคา้ การส่งมอบสินคา้ ยอ่ มสาเร็จลง ผขู้ าย คือ
เม่ือผูข้ ายไดส้ ่งสินคา้ ท่ีซ้ือขายไปยงั ผูร้ ับขนอนั ดบั
แรกเพือ่ ส่งต่อไปยงั ผซู้ ้ือ 1) ถ้าเป็นสญั ญาซือ้ ขายท่ีเก่ียวรอ้ งกับ
การรบั ขนสนิ คา้ การส่งมอบสินคา้ ท่ีซือ้ ขายจะ
(2) ถ้ากรณีไม่เป็ นไปตาม (1) และ สาเรจ็ ลงเมื่อผขู้ ายไดส้ ง่ มอบสินคา้ ท่ีซือ้ ขายไป
เป็นสญั ญาท่เี กี่ยวกบั สินคา้ ทรี่ ะบไุ วโ้ ดยเฉพาะ หรือ ยงั ผขู้ นส่งคนแรก เป็นเร่ืองที่ผขู้ ายมอบหมาย
เป็นสินคา้ ทีไ่ ม่มีการบงข้ีเป็นเฉพาะซ่ึงเอาอกมาจาก สนิ คา้ ที่ซือ้ ขายนนั้ ใหผ้ ขู้ นส่งจัดการส่งสินคา้ ท่ี
สินคา้ กองเฉพาะ หรือที่จะตอ้ งผลิตข้ึนมา และ ณ ซือ้ ขายจากที่แห่งหน่ึงไปถึงที่ไปถึงอีกแห่งหนึ่ง
เวลาท่ีทาสัญญากนั คู่สัญญาทราบว่าสินคา้ อยู่ที่ใด ตามความตอ้ งการของผซู้ ือ้ เม่ือผขู้ ายส่งมอบ
หรือจะผลิตกนั ที่ใดแลว้ การส่งมอบสินคา้ หมายถึง สนิ คา้ ท่ีซอื้ ขายใหแ้ ก่ผขู้ นสง่ คนแรกแลว้ ก็ถือวา่
การท่ไี ดจ้ ดั การให้สินคา้ น้นั อยใู่ นเง้ือมมือของผูซ้ ้ือ การส่งมอบย่อมสาเร็จลงแล้ว มักใช้กับการ
ณ สถานที่ ดงั กล่าวแลว้ ขนสง่ ทางเรอื โดยนา INCOTERMS มาใช้
(3) ในกรณี อื่น ๆ การส่ งมอบจะ คาว่า “การส่งมอบ” (Handing Over)
สาเร็จลงเม่ือผูข้ ายไดจ้ ดั การให้ทรัพยส์ ิน ที่ซ้ือขาย (มาตรา 31 (1) หมายถึง การนาสนิ คา้ ที่ซือ้ ขาย
น้ันอยู่ในเง้ือมมือของผู้ซ้ือ ณ สถานท่ีที่ผูข้ ายมี กนั นนั้ ไปอยู่ในความครอบครองของผรู้ บั ขนแต่
สถานประกอบกิจการในขณะทาสัญญา ไม่รวมถึงเอกสารท่ีเกี่ยวกบั สนิ คา้
28
2) ถ้าเป็นสินค้าท่ีระบุไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ มาตรา 32 ยงั ไดก้ าหนด
หรือเป็นสินคา้ ที่ไม่มีการบ่งขีเ้ ป็ นเฉพาะซ่ึง หนา้ ที่ของผขู้ ายเกี่ยวกบั การสง่ มอบเพิ่มเตมิ
เ อ า อ อ ก ม า จ า ก สิ น ค้า ก อ ง เ ฉ พ า ะ ห รื อ ท่ี
จะตอ้ งผลิตขึน้ มา (ทรพั ยเ์ ฉพาะสิ่ง) ตอ้ งส่ง มาตรา 32 บญั ญัติว่า “(1) ตามสญั ญาหรือตาม
มอบ ณ สถานท่ีที่สนิ คา้ นนั้ อยหู่ รือที่ที่จะผลติ
ขนึ้ ในเวลาทาสญั ญาซอื้ ขายกนั อนสุ ญั ญาฯ ถา้ ผขู้ ายส่งมอบสนิ คา้ แก่ผูร้ บั ขน และ
คาวา่ “การจดั การใหส้ นิ คา้ อยู่ในเงือ้ ม หากสนิ คา้ มิไดม้ ีการบง่ ชีอ้ ย่างแจง้ ชดั วา่ เป็นสินคา้
มือของผซู้ ือ้ ” (To place the goods at the
buyer’s disposal) ห ม ายถึง ผู้ข า ยต้อ ง ท่ีตรงตามสญั ญาโดยการประทับเครื่องหมายบน
ดาเนินการตามที่จาเป็ นเพื่อให้ผู้ซื้อเข้า
ครอบครองสินค้าที่ซื้อขาย ผู้ขายจะต้อง ตัวสินคา้ หรือโดยเอกสารประกอบการส่งสินค้า
เอือ้ อานวยแก่ผซู้ ือ้ ตามท่ีจาเป็ นเพื่อใหผ้ ซู้ ือ้
เขา้ ครอบครองสินคา้ ที่ซือ้ ขาย โดยผูซ้ ือ้ ยงั ไม่ ทางเรือหรือโดยประการอื่นแลว้ ผูข้ ายจะต้องมี
ตอ้ งขนสินคา้ ออกจากสถานที่ดงั กล่าว ก็ถือ
วา่ การสง่ มอบสาเรจ็ ลงแลว้ หนังสือแจง้ การส่งสินคา้ ไปยงั ผซู้ ือ้ และระบุสินคา้
ว่ า เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร l
(2) ถ้ามีข้อตกลงให้ผูข้ ายจัดเตรียมการ
ขนส่งสินคา้ ผขู้ ายจะตอ้ งทาสญั ญาต่าง ๆ ตามท่ี
จาเป็นสาหรบั การขนส่งไปยังสถานท่ีกาหนดตาม
สัญญา โดยวิธีการขนส่งที่เหมาะสมภายใต้
สถานการณ์ในขณะนั้น และตามข้อกาหนดท่ี
กร ะ ท า เ ป็ น ป ร ะจา สา ห รับ ก า รข น ส่ง เ ช่ น ว่า นั้ น
(3) ถ้าไม่มีข้อตกลงให้ผู้ขายใน การทา
สญั ญาประกนั ภยั การขนส่งสนิ คา้ เม่ือผู้ซือ้ รอ้ งขอ
ผขู้ ายจะต้องจัดเตรียมใหแ้ ก่ผูซ้ ือ้ และทาสัญญา
ประกนั ภยั เช่นนนั้ ”
จากมาตรา 32 สรุปไดว้ า่
1) ในกรณีท่ีค่สู ญั ญาตกลงซือ้ ขายสนิ คา้ กนั แต่ใน
การสง่ มอบซง่ึ กระทาโดยผขู้ นส่ง เช่น การขนสง่ ทางเรือซง่ึ
ตอ้ งมีการนาสินคา้ ท่ีซือ้ ขายนนั้ ไปรวมกบั สินคา้ อ่ืน ๆ แลว้
บรรจุในตูค้ อนเทนเนอรห์ รือตูส้ ินคา้ หรือสิ่งอ่ืนใดเพ่ือให้
สนิ คา้ นนั้ ขนส่งไปได้ แต่สินคา้ ท่ีซือ้ ขายกันนนั้ ไม่ไดม้ ีการ
ประทบั เครอ่ื งหมายบนตวั สนิ คา้ หรอื มีเอกสารประกอบการ
ขนสง่ ทางเรือ ผขู้ ายจะตอ้ งมีหนงั สือแจง้ การส่งสินคา้ ไปยงั
ผซู้ อื้ เพื่อใหผ้ ซู้ อื้ มารบั ในวนั เวลาที่กาหนด และหนงั สือแจง้
นีต้ อ้ งระบสุ นิ คา้ วา่ เป็นอยา่ งไรดว้ ย
29
2) ถ้ามีข้อตกลงให้ผู้ขายจัดเตรียมการ 1) เอกสารท่ีเก่ียวกบั สินคา้ ตามมาตรานี้
ขนส่งสินค้า เช่น ตกลงให้มีการส่งมอบตาม หมายถึง เอกสารที่เกี่ยวกับการครอบครอง
INCOTERMS ผขู้ ายจะตอ้ งทาสญั ญาต่าง ๆ ตามท่ี สนิ คา้ ใบตราส่งสินคา้ เอกสารท่ีเกี่ยวกบั การ
จาเป็นสาหรบั การขนส่งไปยังสถานท่ีกาหนดตาม ส่งออก เอกสารท่ีเก่ียวกับการนาเชา้ แต่ไม่
สัญญา โดยวิธีการขนส่งท่ีเหมาะสมภายใต้ รวมถงึ กรมธรรมป์ ระกนั ภยั รายการสนิ คา้ ขาย
สถานการณ์ในขณะนั้น และตามข้อกาหนดที่ ส่ง ใบรบั รองแหล่งกาเนิดของสินคา้ นา้ หนกั
ก ร ะ ท า เ ป็ น ป ร ะ จ า ส า ห รับ ก า ร ข น ส่ง เ ช่ น ว่า นั้น จานวนของส่ิงของที่บรรจุ คุณภาพและการ
บรรจหุ ีบห่อ
3) ถ้าไม่มี ข้อตกลงให้ผู้ขายทาสัญ ญ า
ประกันภัยการขนส่งสินค้า เม่ือผูซ้ ือ้ รอ้ งขอผูข้ าย 2) โดยท่วั ไปการสง่ มอบเอกสารที่เกี่ยวกบั
จะตอ้ งดาเนินการทาสญั ญาประกนั ภยั เช่นนั้น แต่ถา้ สินคา้ ผูข้ ายจะตอ้ งส่งมอบเอกสารดังกล่าว
คู่สญั ญาไดต้ กลงนา INCOTERMS มาใชเ้ ป็นส่วน ต า ม สัญ ญ า แ ต่ ถ้า คู่ สัญ ญ า ต ก ล ง ใ ช้
หนึ่งของสัญญาไม่ว่ากลุ่มใด ก็ต้องบังคับตาม NCOTERMSบังคับแก่สัญญา การส่งมอบ
เอกสารท่ีเกี่ยวกบั สนิ คา้ กจ็ ะเป็นไปตามนนั้
INCOTERMS
ทงั้ นี้ มาตรา 34ยงั ไดก้ าหนดเกี่ยวกับเอกสาร 3) โดยท่วั ไปสญั ญาซอื้ ขายระหวา่ งประเทศ
ที่จาเป็นเก่ียวกบั สนิ คา้ จะมีลกั ษณะพิเศษประการหนึ่งที่แตกต่างจาก
สญั ญาซอื้ ขายสนิ คา้ ภายในประเทศ คือ สญั ญา
มาตรา 34 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ มีขอ้ กาหนดให้ผขู้ ายส่ง ซือ้ ขายสินค้าระหว่างประเทศจะมีลกั ษณะท่ี
มอบเอกสารท่ีเกี่ยวกับสินค้า ผูข้ ายจะต้องส่ง เรียกวา่ Documentary Sale หรอื การซือ้ ขายท่ี
มอบเอกสารดงั กล่าว ณ เวลา และสถานท่ี และ ตอ้ งใช้เอกสารประกอบ ทั้งนี้ สืบเน่ืองมาจาก
ตามรูปแบบท่ีกาหนดในสัญญา ถา้ ผูข้ ายส่งมอบ การท่ีผซู้ ือ้ และผูช้ ายมีสถานประกอบธุรกิจอยู่
เอกสารก่อนกาหนดเวลา ผูข้ ายสามารถแก้ไข คนละประเทศกนั และบางทีผซู้ อื้ อาจไม่มีโอกาส
ความไม่สอดคลอ้ งกนั ในสัญญาตราบจนกระทง่ั ได้เห็นตัวสินค้าในขณะทาสญั ญาซือ้ ขายกัน
ถึงเวลาตอ้ งส่งมอบเอกสาวต่าง ๆ เหล่าน้นั หาก สญั ญาซือ้ ขายสินค้าระหว่างประเทศจึงต้องมี
การดาเนินการดงั กล่าวไม่เป็ นเหตุให้ผูซ้ ้ือเกิด ขอ้ ตกลงเกี่ยวกบั การชาระราคาไวอ้ ย่างชัดเจน
ความไม่สะดวก และเกิดค่าใชจ้ ่ายโดยไม่สมควร วิธีการชาระราคาสินคา้ ที่ซือ้ ขายในสัญญาซือ้
อยา่ งไรก็ตาม ผซู้ ้ือทรงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหม ขายสินค้าระหว่างประเทศที่สะดวกและให้
ทดแทนตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นอนุสัญญาฯ น้ี” ความม่นั ใจสาหรบั คู่สญั ญาไดเ้ ป็นอย่างดีและ
ไดร้ บั ความนยิ มมากที่สดุ ก็คือ การเปิดเลตเตอร์
ออฟเครดติ (Letter of Credit)
30
3.3.3.2 ส่งมอบเมื่อใด
มาตรา 33 บญั ญตั ิวา่ “ผขู้ ายจะตอ้ งจดั สง่ สนิ คา้
(ก) ในวนั ที่ท่ีมีการระบุไวห้ รืออนุมานได้จากสญั ญา
(ข) ภายในเวลาใดเวลาหน่ึงที่มีการระบุไวห้ รืออนุมาน
ไดจ้ ากสญั ญา เวน้ เสียแต่วา่ มีสถานการณท์ ่ีบ่งชีว้ ่าผซู้ ือ้ เลือกวนั หนึ่ง
วนั ใดกใ็ หเ้ ป็นด่งั นนั้ หรือ
(ค) ในกรณีอ่ืน ๆ ภายในกาหนดเวลาท่ีสมควรภายหลัง
การทาสญั ญา”
จากมาตรา 33 ไดก้ าหนดเวลาการสง่ มอบไวถ้ งึ 3 กรณี คือ
1) ถา้ คู่สญั ญาไดต้ กลง 2) ในกรณีท่ีกาหนดเวลา 3) ในกรณีอ่ืน ๆ ผู้ขาย
กั น ไ ว้แ น่ น อ น ( ต า ม ปี กันไว้ ณ เวลาใดเวลาหน่ึง ต้องส่งมอบสินค้าที่ซื้อขาย
ปฏิทิน) หรืออนมุ านไดจ้ าก ภายในกาหนดระยะเวลา ใหแ้ ก่ผูซ้ ือ้ ภายในระยะเวลา
สัญญาก็ให้ผู้ขายส่งมอบ หากกาหนดระยะเวลา อัน ส ม ค ว ร ซ่ึ ง เ ป็ น เ รื่ อ ง
ดัง ก ล่ า ว มี ก า ร ร ะ บุ แ น่ น อ น ธ ร ร ม ด า เ มื่ อ มี ก า ร ซื ้อ ข า ย
สนิ คา้ ที่ซอื้ ขายกนั ตามนนั้ หรืออนุมานได้จากสญั ญาก็ สินคา้ แลว้ ผู้ขายก็จะต้องส่ง
ใหผ้ ขู้ ายทาการส่งมอบสินคา้ มอบสินค้าท่ีซือ้ ขายให้แก่ผู้
นนั้ ภายในระยะเวลาดงั กล่าว ซอื้
เวน้ แตจ่ ะมีพฤตกิ ารณอ์ ื่นบง่ ชี้
ว่าผซู้ ือ้ เป็นผเู้ ลือกใหส้ ่งมอบ อย่างไรก็ตาม ก็ตอ้ งกระทา
กนั ในวนั หนึ่งวนั ใดก็ใหผ้ ขู้ าย ให้สอดคล้องกับมาตรา 31
ส่ง ม อ บ สิน ค้า ใ ห้แ ก่ ผู้ซื้อ มาตรา 32 และมาตรา 34
ตามนนั้
31
3.3.3.3 ส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้อง
มาตรา 35 สิ นค้าท่ีถูกต้องตรงตามสั ญญาน้ัน คื อ 2) ถ้าคู่สัญญาไม่ได้ตกลงกันไว้เป็น
(1) ตอ้ งมีปริมาณ คุณภาพ และลกั ษณะของ อย่างอื่นเกี่ยวกับปริมาณ คุณภาพ และ
ลักษณะของสินค้า การส่งมอบสินค้า
สินคา้ ตรงตามสญั ญาซ้ือขาย ใหแ้ กผ่ ซู้ อื้ จะถือวา่ ถกู ตอ้ งตรงตามสญั ญา
(2) ตอ้ งมีปริมาณ คุณภาพ และลกั ษณะของ ก็ตอ่ เม่ือ
สินคา้ ดงั ต่อไปน้ี ในกรณีท่ีคู่สัญญาไม่ไดก้ าหนดไวเ้ ป็ น (ก ) สิ น ค้า นั้น เ ห ม า ะ ส ม ส า ห รับ
อยา่ งอืน่ คือ วตั ถปุ ระสงคต์ า่ ง ๆ ซง่ึ สนิ คา้ ท่ีมีคณุ สมบตั ิ
เดียวกนั นีจ้ ะพงึ ใชก้ นั เป็นปกติ
(ก) เหมาะสมสาหรับวตั ถุประสงคต์ ่าง ๆ
(ข) สินค้านั้นเหมาะสมสาหรับ
ซ่ึงสินคา้ ที่มีคุณสมบตั ิเดียวกนั น้ีจะพึงใชก้ นั เป็นปกติ วตั ถุประสงคเ์ ฉพาะทางท่ีได้ใหผ้ ู้ขาย
(ข) เหมาะสมสาหรับวตั ถุประสงค์เฉพาะ ทราบแลว้ โดยแจง้ ชัดหรือโดยปริยาย
ในขณะทาสญั ญา
ทางท่ีได้ให้ผูข้ ายทราบแล้วโดยแจง้ ชดั หรือโดยปริยาย
(ค) สนิ คา้ นนั้ มีคณุ สมบตั ิตามท่ีผขู้ าย
ในขณะทาสญั ญา เวน้ เสียแต่ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ แสดงให้ ได้แสดงต่อผซู้ ือ้ ตามตัวอย่างหรือตาม
เห็นว่าผซู้ ้ือไม่ไดพ้ ่ึงพิงความชานาญการและการตดั สินใจ แบบอย่าง
ของผขู้ าย หรือเป็นการไม่ควรแก่เหตุผลที่จะให้ผูซ้ ้ือพ่ึงพิง
เช่นน้นั (ง) สนิ คา้ นนั้ ไดม้ ีการบรรจุหีบห่อใน
กรณีปกติของสินค้านั้น หรือถ้าไม่มี
(ค) มีคุณสมบตั ิตามที่ผูข้ ายไดแ้ สดงต่อผู้ รูปแบบปกติ ใหใ้ ชร้ ูปแบบที่เพียงพอแก่
ซ้ือตามตวั อยา่ งหรือตามแบบอยา่ ง ก า ร รัก ษ า ไ ว้ซึ่ ง คุ ณ ภ า พ ข อ ง สิ น ค้ า
ดงั กลา่ ว
(ง) ไดม้ ีการบรรจุหีบห่อในกรณีปกติของ
สินคา้ น้นั หรือถา้ ไม่มีรูปแบบปกติ ใหใ้ ชร้ ูปแบบทเี่ พียงพอ
แก่การรักษาไวซ้ ่ึงคุณภาพของสินคา้ ดงั กล่าว
(3) แต่อยา่ งไรก็ตามกรณีตาม (ก) ถึง (ง) ไม่
นามาใช้ในกรณีท่ีผูซ้ ้ือรู้หรื อไม่ระมัดระวงั ในความไม่
ถูกตอ้ งน้นั
ตามมาตรา 35 ระบุความไม่ถูกต้อง
ของสนิ คา้ ท่ีทาการซอื้ ขายกนั ไวอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง คือ
1) ในกรณีท่ีค่สู ญั ญาไดต้ กลงกนั เกี่ยวกับปริมาณ 32
คุณภาพ และลักษณะของสินค้า การส่งมอบสินค้า
ให้แก่ผูซ้ ือ้ จะถือว่าถูกต้องตรงตามสัญญาซือ้ ขายก็
ต่อเมื่อสินคา้ นนั้ มีปริมาณ คุณภาพ และลกั ษณะตรง
ตามที่ระบใุ นสญั ญา
ความรบั ผิดของผขู้ าย ทางแก้ คือ
มาตรา 36 1) ในกรณีท่ีผขู้ ายไดส้ ง่ มอบ
(1) ผขู้ ายตอ้ งรบั ผิดตามสญั ญาหรือตาม สนิ คา้ ก่อนวนั กาหนดสง่ ผูข้ ายยงั
มีเวลาจนกระท่ังถึงวันท่ีกาหนด
อนสุ ญั ญาฯ ในการสง่ มอบสนิ คา้ ท่ีซือ้ ขายไม่ถูกตอ้ งตรง ส่งมอบสินคา้ ท่ีซือ้ ขายในการส่ง
ตามสัญญาที่เกิดขึน้ ในขณะที่ความเสี่ยงภัยได้โอน มอบสนิ คา้ จานวนท่ีขาดหายหรือ
มายงั ผซู้ ือ้ แมว้ า่ ความไม่ถูกตอ้ งตรงตามสัญญานนั้ จะ ขาดสง่ หรอื สง่ มอบสนิ คา้ ใหม่เขา้
ปรากฎเป็นท่ีประจกั ษไ์ ดใ้ นภายหลงั กต็ าม แทนท่ีสินคา้ ท่ีไม่ตรงตามคาส่ัง
ห รื อท าก าร แ ก้ไข ตัวสิน ค้าที่ ซื อ้
(2) ความรับผิดของผขู้ ายในการส่งมอบ ขายให้ถูกต้องตรงตามสัญญา
สินค้าที่ซื้อขายไม่ถูกต้องตรงตามสัญญาท่ี เกิดขึ้น
ภายหลงั ที่ความเส่ียงภัยโอนไปยงั ผซู้ ือ้ และซึ่งเกิดขึน้ 2) ในกรณีที่ส่งมอบสินค้าท่ี
เนื่องจากการผดิ หนา้ ที่ใดหนา้ ที่หนึ่งของผชู้ าย รวมไปถึง ซอื้ ขายแลว้ ผขู้ ายอาจขอเยียวยา
การผิดสญั ญาคา้ ประกันว่าสินค้านัน้ จะเหมาะสมแก่ แกไ้ ขดว้ ยค่าใชจ้ ่ายของตนเองใน
การใช้ไปในทางปกติ หรือใช้สาหรบั วัตถุประสงค์ใด การท่ีตนได้ชาระหนี้ไม่ถูกต้อง
โดยเฉพาะ หรือสนิ คา้ นนั้ จะคงคณุ ภาพหรอื คณุ ลกั ษณะ ตรงตามสญั ญา
ที่ไดร้ ะบไุ ว้
จากมาตรา 36 ที่กาหนดความรับผิดของ
ผขู้ ายโดยอาศัยระยะเวลาเป็นเกณฑ์ โดยกาหนดให้
ผขู้ ายตอ้ งรบั ผดิ ในเรื่องความไม่ถกู ตอ้ งตรงตามสญั ญา
ของสนิ คา้ ท่ีเกิดขึน้ ออกเป็น
(1) ในขณะท่ีความเสยี่ งภยั โอนมายงั ผซู้ อื้
(2) ภายหลังที่ความเสี่ยงภัย
โอนไปยังผู้ซือ้ แล้ว และเกิดจากการผิด
หนา้ ท่ีใดหนา้ ที่หน่ึงของผูข้ าย รวมถึงการ
ผดิ สญั ญาคา้ ประกนั สนิ คา้ ดว้ ย
33
34
หน้าทข่ี องผู้ซือ้ ในการแจ้งความไม่ถกู ตอ้ งตรงตามสัญญาของสนิ คา้
ในกรณี ที่ส่งมอบ มาตรา 39 ผซู้ ือ้ จะสามารถใชส้ ิทธิในการขอให้
สินคา้ ไม่ถูกต้องตรงตามสญั ญา
ผูซ้ ือ้ ต้องแจ้งถึงความไม่ถูกต้อง ผขู้ ายเยียวยาความเสียหายจากการส่งมอบสินค้าที่
ซื้อ ข า ย ไม่ ถูก ต้อง ต ร ง ต า มสัญ ญ า ได้ต่ อเ มื่ อ
ตรงตามสัญญาตามมาตรา 39
(ก) ผูซ้ ือ้ ไดแ้ จ้งถึงความไม่ถูกต้องตรง
กอ่ น ถึงจะใชส้ ทิ ธิเรียกรอ้ งได้ ตามสัญญานั้นโดยระบุถึงลักษณะของความไม่
ถกู ตอ้ งนนั้ ใหแ้ ก่ผขู้ ายทราบ
(ข) ผู้ซือ้ ได้แจ้งภายในระยะเวลาอัน
สมควร นบั จากที่ไดท้ ราบหรือควรจะไดท้ ราบถึงความ
ไมถ่ กู ตอ้ งตรงตามสญั ญานนั้
(ค) ผซู้ อื้ ตอ้ งแจง้ ถึงความไม่ถกู ตอ้ งตรง
ตามสญั ญานนั้ ภายในกาหนด 2 ปี นบั จากท่ีสินคา้ ที่
ซือ้ ขายนั้นไดม้ าถึงผูซ้ ือ้ อย่างแท้จริง เวน้ เสียแต่ว่า
ระยะเวลาดงั กล่าวไม่สอดคลอ้ งกบั สญั ญาคา้ ประกนั
สินค้า ซึ่งการรับประกันสินค้านี้ยังมีความเห็นท่ี
แตกต่างกนั อยู่ ในขณะนีก้ ย็ งั
ไม่มีชยั ทิพาทในเร่ืองนีเ้ กิดขึน้ จึงยัง
ไม่มีบรรทัดฐานท่ีแน่นอนว่าจ ะ
เป็นไปแนวทางใด
3.3.3.4 การไม่ส่งมอบสินค้าทซ่ี ื้อขายของผ้ขู าย
หน้าท่ีของผู้ขาย คือ การส่งมอบ มาตรา 47 บญั ญตั ิว่า “ (1) ผูซ้ ้ืออาจกาหนด
สินค้า ส่งมอบเอกสารท่ีเก่ียวกับสินคา้ และโอน ขยายระยะเวลาอันสมควร สาหรับการ
กรรมสิทธิ์ในสินค้าใหแ้ ก่ผูซ้ ือ้ ถ้าผูข้ ายไม่ส่งมอบ ปฏิบตั ิการชาระหน้ีของผขู้ ายกไ็ ด้
สินค้า เอกสารท่ีเก่ียวกับสินค้าให้แก่ผู้ซือ้ ผู้ซื้อ
สามารถใชส้ ทิ ธิได้ 2 ทาง คือ (2) ถา้ ผูซ้ ้ือไม่ไดร้ ับหนังสือ
แจง้ จากผูข้ ายว่าผูข้ ายจะไม่ปฏิบตั ิการชาระ
1) เรียกให้ผู้ขายส่งมอบสินค้าท่ีซอื้ ขาย หน้ี ภายในระยะเวลาที่กาหนดดงั กล่าว ผูซ้ ้ือ
กันโดยผู้ซอื้ กาหนดระยะเวลาอันสมควรเพื่อให้ จะต้องไม่หาทางเยียวยาเนื่องจากการผิด
ผูข้ ายส่งมอบสินค้านัน้ ภายในกาหนดระยะเวลา สัญญาในระหว่างระยะเวลาน้ัน อย่างไรก็
ห า ก ผู้ข า ย ไ ม่ ส่ ง ม อ บ สิ น ค้ า ภ า ย ใ น ร ะ ย ะ เ ว ล า ตาม ผูซ้ ้ือจะไม่สูญเสียสิทธิใด ๆ ท่ีจะเรียก
ดงั กล่าว ผซู้ ือ้ มีสทิ ธิท่ีจะบอกเลิกสัญญาได้ แต่ถา้ ผู้ ค่าสินใหมทดแทน จากการล่าช้าในการ
ซอื้ ไม่ตอ้ งการบอกเลกิ สญั ญากส็ ามารถท่ีจะกาหนด ปฏิบตั ิการชาระหน้ี”
ระยะเวลาอีกและเรียกใหผ้ ขู้ ายส่งมอบสินค้าท่ีซือ้
ขายอีกก็ได้ เม่ือพิจารณามาตรา 49 (1) (ข) และ
มาตรา 47 ทงั้ สองมาตราประกอบกนั แลว้
2) บอกเลกิ สัญญา แบง่ ออกเป็น 2 กรณี สทิ ธิในการบอกเลิกสญั ญาของผซู้ ือ้ ตอ้ ง
ประกอบไปดว้ ย
2.1) การบอกเลิกสัญญาเพราะ
ผู้ขาย ไม่ส่ง มอบ สินค้ า ท่ีซื้อ ขายภ ายใ น (1) ผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้า ซ่ึ ง
ระยะเวลาทกี่ าหนดให้ จะต้องเป็นกรณีท่ีผูข้ ายไม่ไดท้ าการส่ง
มอบสินคา้ ใหแ้ ก่ผซู้ ือ้ เลย การไม่ส่งมอบ
ตามมาตรา 49 (1) (ข) บญั ญตั ิว่า “ (1) ผูซ้ ้ืออาจ สินค้านีร้ วมถึงเอกสารท่ีเกี่ยวกับสินค้า
บอกเลิกสญั ญา (ก) …. ดว้ ยซง่ึ เอกสารนีต้ อ้ งเป็นเอกสารสิทธิ เช่น
ใบตราสง่ โดยผซู้ อื้ จะตอ้ งแสดงแก่ผรู้ บั ขน
(ข) ในกรณี ที่ไม่มีการส่ งมอบ ในการขอรบั สนิ คา้ เป็นตน้
สินคา้ ท่ีซ้ือขาย ถา้ ผูข้ ายไม่ส่งมอบสินคา้ ภายในกา
หนตระยะเวลาที่ผูซ้ ้ือขยายให้ตามมาตรา 47
(1)หรือแจ้งว่าผูข้ ายจะไม่ส่ ง
มอบภายในกาหนดระยะเวลาเช่นวา่ น้นั ….”
35
(2) ผซู้ ือ้ ไดบ้ อกกล่าวใหผ้ ูข้ ายทา 2.2) ก า ร บ อ ก เลิ ก สั ญญ า
การสง่ มอบสินคา้ ที่ซือ้ ขายนนั้ ภายในเวลา ทงั้ หมดตามมาตรา 51 (2)
ท่ีได้กาหนดเพิ่มให้ ซึ่งผู้ซื้อได้กาหนด
ระยะเวลาที่เหมาะสมและชัดเจนเพ่ือให้ มาตรา 51(2) บัญญัติว่า “ผูซ้ ือ้ อาจบอกเลิก
ผขู้ ายทาการสง่ มอบสนิ คา้ ท่ีซือ้ ขายภายใน สัญญาเสียทั้งหมดก็ได้ แต่จะทาเช่นนี้ได้ก็
เวลาดงั กลา่ วตามมาตรา 47 (1) แลว้ เฉพาะในกรณีท่ีไม่มีการส่งมอบสินคา้ ที่ซือ้ ขาย
กนั เลย หรอื การท่ีไม่ไดส้ ง่ มอบสนิ คา้ ตามสญั ญา
(3) ผขู้ ายไม่ส่งมอบสินคา้ ท่ีซือ้ ขาย นนั้ เป็นการผดิ สญั ญาในสาระสาคญั ”
ภา ย ใน ก าห น ด เ ว ล าท่ี ไ ด ้ก า หน ด ให้ห รื อ
ผขู้ ายแจง้ ว่าจะไม่ส่งมอบสินคา้ ก่อนครบ จากมาตรา 52 การท่ีผซู้ ือ้ จะบอก
กาหนดเวลาท่ีผซู้ อื้ ไดข้ ยายให้ เลกิ สญั ญาทงั้ ฉบบั ไดจ้ ะตอ้ งเป็นกรณีที่ไม่มีการ
ส่งมอบสินคา้ กนั เลยหรือการท่ีไม่สง่ มอบสินคา้
ต า ม สั ญ ญ า นั้ น เ ป็ น ก า ร ผิ ด สัญ ญ า ใ น
สาระสาคัญ โดยการผิดสญั ญาในสาระสาคัญ
ตอ้ งพิจารณาจากขอ้ เท็จจริงต่าง ๆ โดยการส่ง
มอบสิน ค้าแ ต่เพี ยงบางส่วน ต้องไม่เป็ น
ประโยชนต์ อ่ ผซู้ อื้ ตอ่ ไป โดยพจิ ารณาว่าสว่ นท่ีไม่
เป็นไปตามสญั ญานนั้ กระทบต่อการใชห้ รือการ
ขายต่อสนิ คา้ ที่ไดท้ าการสง่ มอบมาแลว้ หรอื ไม่
36
3.3.3.5 การไม่รับมอบสินค้าทีซ่ ื้อขายของผู้ซื้อ
เม่ือผขู้ ายสง่ มอบสนิ คา้ ที่ซือ้ ขาย ผซู้ ือ้ จากมาตราท่ีกล่าวมาข้างตน้ ผูข้ ายอาจ
ก็ตอ้ งรบั มอบสินคา้ ที่ซือ้ ขายนนั้ ในกรณีที่ผซู้ ือ้ ไม่ กาหนดเวลาออกไปไดอ้ ีกตามสมควรเพื่อให้ผู้
ยอมรับมอบสินค้าท่ีซือ้ ขายกัน อนุสัญญาฯ ได้ ซอื้ ปฏบิ ตั ติ าม หากผซู้ ือ้ ไม่รบั มอบสนิ คา้ ภายใน
ระยะเวลาดังกล่าวผู้ขายก็มีสิทธิบอกเลิ ก
บญั ญตั เิ ก่ียวกบั เรอื่ งดงั กลา่ วไวใ้ นมาตรา 61
สญั ญาได้ แต่ถา้ ผซู้ อื้ ไมต่ อ้ งการบอกเลกิ สญั ญา
มา ต ร า 61 บัญ ญัติ ว่า “ (1) ถ้า ผู้ซื้อ ไ ม่ ก็สามารถที่จะกาหนดระยะเวลาได้อีก และ
ปฏิบตั ิการชาระหนีใ้ ด ๆ ของตนภายใตส้ ญั ญา เรียกใหผ้ ขู้ ายรบั มอบสนิ คา้ ท่ีซือ้ ขายอีกก็ไดแ้ ต่
หรอื ตามอนสุ ญั ญาฯ ผขู้ ายอาจจะ ถา้ ผขู้ ายตอ้ งการท่ีจะบอกเลิกสญั ญาก็จะตอ้ ง
(ก) ใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ครบองคป์ ระกอบดงั นี้
มาตรา 62 ถึง 65 .... “ 1) ผูซ้ ือ้ ไม่รบั มอบสินคา้ ซ่งึ การรบั มอบสนิ คา้ ท่ีซือ้
การไม่ปฏิบตั ิการชาระหนีใ้ ด ๆ ของ ขายไมไ่ ดห้ มายถึงการรบั มอบสนิ คา้ เม่ือสนิ คา้ นนั้ มาถึง
ผซู้ ือ้ นีร้ วมถึงการที่ผซู้ ือ้ ไม่ยอมรบั มอบสินคา้ ดว้ ย ปลายทางหรือสถานท่ีท่ีไดต้ กลงกนั ไวใ้ นสญั ญาเทา่ นนั้
เพราะสญั ญาซือ้ ขายสินคา้ ระหว่างประเทศเป็ น แตย่ งั รวมถึงหนา้ ท่ีของผซู้ ือ้ ท่ีจะตอ้ งให้ความรว่ มมือใน
สญั ญาต่างตอบแทนท่ีผซู้ ือ้ และผขู้ ายต่างมีหนีท้ ี่ การสง่ มอบสนิ คา้ ของผขู้ ายดว้ ย
2) ผขู้ ายไดบ้ อกกลา่ วใหผ้ ซู้ อื้ รบั มอบสนิ คา้ ท่ีซือ้ ขาย
จะตอ้ งปฏิบตั ิต่อกัน ซึ่งผขู้ ายอาจใช้สิทธิไดต้ าม ภายในเวลาท่กี าหนดให้ ซง่ึ ผขู้ ายไดก้ าหนดระยะเวลาท่ี
มาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 64 เหมาะสมและชัดเจนเพ่ือใหผ้ ูซ้ ือ้ รบั มอบสินค้าภายใน
มาตรา 62 บญั ญตั ิวา่ “ผขู้ ายอาจเรียกรอ้ งให้ เวลาดงั กลา่ ว ตามมาตรา 63 (1)
ผซู้ ือ้ ชาระราคา รบั มอบสินคา้ หรือปฏิบตั ิการ
3) ผซู้ อื้ ไมร่ บั มอบสนิ คา้ ภายในระยะเวลาท่ีผขู้ ายได้
ชาระหนีข้ องตน” กาหนดเพ่ิมให้ หรือแจ้งว่าจะไม่รบั มอบสินค้าภายใน
กาหนดเวลาดงั กลา่ ว อย่างไรก็ดี ถึงแมว้ า่ ระยะเวลาท่ี
มาตรา 63 บญั ญตั ิวา่ “(1) ผขู้ ายอาจขยาย ผขู้ ายไดก้ าหนดใหจ้ ะผา่ นพน้ ไปและผซู้ ือ้ ก็ไม่ไดร้ บั มอบ
กาหนดเวลาออกไปตามสมควรเพื่อให้ผูซ้ ื้อ สนิ คา้ ท่ซี อื้ ขาย สญั ญาซอื้ ขายสนิ คา้ ดงั กลา่ วก็ไม่ไดเ้ ป็น
อันเ ลิก ไ ป ทัน ที เ พีย งแ ต่ผู้ขา ยมี สิท ธิ บ อ ก เลิ กสัญ ญ า
ปฏิบตั กิ ารชาระหนีก้ ไ็ ด้ ....”
เทา่ นนั้
มาตรา 64 บญั ญัติวา่ “(1)ผขู้ ายอาจบอกเลิกสญั ญาได้ 37
(ก) ….
(ข) ถา้ ผูซ้ ือ้ ไม่ปฏิบัติการชาระหนี้ดว้ ยการ
ชาระราคาซอื้ ขาย หรอื รบั มอบสนิ คา้ หรือผซู้ ือ้ แจง้ วา่ จะไม่
ปฏบิ ตั ิการชาระหนีข้ องตน ภายในกาหนดเวลาที่ผู้ขายได้
ขยายเวลาให้ ตามมาตรา 63 (1) ....”
3.3.4 การโอนความเสี่ยงภัยตามอนุสัญญาฯ
อนสุ ญั ญาฯ แบง่ การโอนความเสยี่ งภยั ในสนิ คา้ ออกเป็น 3 กรณี
การโอนความเสยี่ งภัยกรณีสัญญาซอื้ ขายสินคา้ ทม่ี ีการขนส่งสินค้า
มาตรา 67 กาหนดใหค้ วามเสี่ยงภยั ในสนิ คา้ จะ
โอนไปเมื่อสินคา้ นนั้ ไดส้ ง่ มอบแก่ผรู้ บั ขน ในสถานที่
ระบุไว้ ทงั้ นีต้ อ้ งมีการกาหนดบ่งชีต้ ัวสินคา้ นนั้ ดว้ ย
กลา่ วไดว้ า่ มีหลกั ผรู้ บั ขนรายแรก (the first carrier rule) เป็นหลกั
ท่วั ไป และมีหลกั สถานท่ีเฉพาะเจาะจง (the particular place rule) เป็นหลกั
ยกเวน้ คือ หากในสญั ญาซือ้ ขายที่เก่ียวกบั การรบั ขนสินคา้ ไม่ได้ตกลงกนั ไวก้ าร
เฉพาะเกี่ยวกบั สถานท่ีในการส่งมอบสินคา้ ความเส่ียงภยั จะโอนไปยงั ผซู้ ือ้ เมื่อ
ผขู้ ายไดส้ ่งมอบสินคา้ ไปยังผรู้ บั ขนรายแรกตามหลกั ผรู้ บั ขนรายแรก แต่หากมี
การตกลงกนั ไวใ้ นสญั ญาซือ้ ขายที่เกี่ยวกบั การรบั ขนสินคา้ ไวล้ ่วงหนา้ เก่ียวกับ
สถานที่สง่ มอบสนิ คา้ เป็นการเฉพาะ ความ เส่ียงภยั จะยงั ไมโ่ อนไปยงั ผซู้ ือ้ จนกว่า
สินค้านั้นได้ส่งมอบไปยังผู้รับขน ณ สถานท่ีท่ีระบุไว้ตามหลักสถานท่ี
เฉพาะเจาะจงซงึ่ เป็นหลกั ยกเวน้ หลกั ผรู้ บั ขนรายแรก 18
18 จารุภทั ร กวีนันทวงศ,์ “ปัญหาทางกฎหมายเร่อื งหลกั การโอนความเส่ยี งภยั ในทางการคา้ ระหวา่ งประเทศ : กรณีผรู้ บั โอนความเส่ยี งภยั เป็น 38
โจทกฟ์ ้องคดีในศาลไทย,” 52.
การโอนความเสยี่ งภยั ในสินคา้ ทอี่ ยู่ในระหวา่ งการขนสง่
เป็นกรณีของสญั ญาซือ้ ขายสินคา้ ระหวา่ งประเทศเกิดขึน้ ในขณะท่ี
สนิ คา้ อยรู่ ะหวา่ งการขนสง่ แลว้ กรณีดงั กล่าวไม่อาจนามาตรา 67(1) มาใชบ้ งั คบั
ได้ เนื่องจากสนิ คา้ ไดถ้ กู ส่งมอบใหแ้ ก่ผขู้ นสง่ ไปแลว้ ก่อนเวลาที่สญั ญาไดเ้ กิดขึน้
ดงั นนั้ ผขู้ ายจึงไมส่ ามารถสง่ มอบสนิ คา้ ท่ีซือ้ ขายแก่ผขู้ นส่งเพ่ือส่งใหแ้ ก่ผซู้ ือ้ ตาม
สญั ญาซือ้ ขายตามที่กาหนดไวใ้ นมาตรา 67 (1) ได้ คณะทางานรา่ งอนุสญั ญาฯ
จึงไดก้ าหนดมาตรา 68 ใหค้ วามเสี่ยงภยั ในตวั สินคา้ จะโอนไปยงั ผซู้ ือ้ ณ เวลาท่ี
เกิดสญั ญาอนั เป็นเวลาภายหลงั การสง่ มอบสนิ คา้ ใหแ้ ก่ผขู้ นส่ง ยกเวน้ แต่จะไดม้ ี
พฤตกิ ารณบ์ ง่ ชีเ้ ชน่ นนั้ ทงั้ นี้ เพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกบั ลกั ษณะของธุรกรรมการซือ้ ขาย
สนิ คา้ ระหวา่ งประเทศ
การโอนความเสี่ยงภยั ในสนิ คา้ กรณีทไี่ มเ่ กยี่ วข้องกับ
การขนสง่ หรอื ผ้ซู อื้ เป็ นผู้ดาเนินการจัดการขนส่งสินคา้ นั้นเอง
กรณีนีม้ าตรา 69 กาหนดใหค้ วามเส่ียงภยั จะโอนไปยงั ผซู้ ือ้ ทนั ทีท่ีผซู้ ือ้ ไดร้ บั มอบ
สนิ คา้ แลว้ หรือตงั้ แต่เวลาท่ีสินคา้ ไดอ้ ยู่ในเงือ้ มมือของผซู้ ือ้ แลว้ เมื่อผซู้ ือ้ ไม่ไดเ้ ขา้ ครอบครอง
สนิ คา้ ภายในเวลาตามกาหนดและเป็นผผู้ ดิ สญั ญาเน่ืองจากไมย่ อมเขา้ ครอบครองสินคา้ แต่ถา้
ผซู้ ือ้ ผูกพนั ที่จะตอ้ งรบั มอบสินคา้ ณ สถานท่ีอื่นซึ่งไม่ใช่สถานประกอบธุรกิจของผขู้ าย ความ
เสย่ี งภยั ย่อมโอนไปยงั ผซู้ อื้ เมื่อถึงกาหนดการสง่ มอบ และผซู้ ือ้ ไดร้ ูถ้ ึงขอ้ เท็จจรงิ ว่าสนิ คา้ นนั้ ได้
อยใู่ นเงือ้ มมือของตนแลว้ ณ สถานท่ี ที่กาหนดไว้ ทงั้ นี้ ตอ้ งไดม้ ีการกระทาการบ่งชีต้ วั สนิ คา้ ว่า
ตรงตามสญั ญาแลว้ 19
19 เข็มเพชร แสงทองคา, “ความเหมาะสมของ สปป ลาวในการเขา้ เป็นภาคอี นสุ ญั ญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยสญั ญา 39
ซือ้ ขายสนิ คา้ ระหวา่ งประเทศ ค.ศ. 1980,” (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ , สาขากฎหมายการคา้ ระหวา่ งประเทศ คณะนิตศิ าสตร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2559), 45, สบื คน้ เม่อื 16 ตลุ าคม 2564,
http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2016/TU_2016_5701090010_4943_3874.pdf?fbclid
3.4 การส่งมอบตามINCOTERM
INCOTERMS หรือ International Commercial Terms คือ
ขอ้ ตกลงทางการคา้ ระหว่างประเทศท่ีถูกรวบรวมประมวลและจัดทาขึน้ โดยสภา
หอการคา้ ระหวา่ งประเทศ (International Chamber of Commerce) สาหรบั ให้
คู่สัญญาในสัญญาซือ้ ขายระหว่างประเทศเลือกตกลงกันนาขอ้ ตกลงทางการค้า
ดงั กลา่ วมากาหนดไวเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของขอ้ ตกลงในสญั ญาซอื้ ขาย ทงั้ นี้ เพ่ือใหค้ ่สู ญั ญา
แต่ละฝ่ายไดท้ ราบและเขา้ ใจถึงสทิ ธิและหนา้ ท่ีท่ีจะตอ้ งปฏิบตั ิตามโดยถกู ตอ้ งชดั เจน
ตรงกนั
ขอ้ ตกลงหรือขอ้ กาหนดต่าง ๆ (Terms or 41
Clauses) ท่ีควรมีในสญั ญาซอื้ ขายระหวา่ งประเทศ
มีมากมาย เช่น ข้อตกลงเก่ียวกับชนิด ประเภท สภาหอการคา้ ระหว่างประเทศซ่ึง
ปริมาณ จานวน นา้ หนกั และคุณภาพของสินค้า เป็นองคก์ รเอกชนระหว่างประเทศ ท่ีมี
ขอ้ ตกลงเกี่ยวกบั การบรรจุหีบห่อสนิ คา้ ข้อกาหนด หนา้ ท่ีหลกั ประการหนึ่งในการสนับสนุน
เกี่ยวกับราคา และวิธีการชาระราคา ข้อตกลง ส่งเสริมและอานวยความสะดวกให้
เกี่ยวกบั การส่งมอบ ขอ้ กาหนดเกี่ยวกบั ความเส่ียง การค้าระหว่างประเทศดาเนินไปอย่าง
ภัยในตัวสินค้า เป็นต้น ซ่ึงเหตุท่ีข้อตกลงหรือ แพร่หลาย และใหก้ ารทาสญั ญาการค้า
ขอ้ กาหนดต่าง ๆ ในสญั ญาซอื้ ขายระหวา่ งประเทศ ระหว่างประเทศดาเนินไปโดยสะดวก
มีค่อนขา้ งมากและซับซ้อน ก็เนื่องจากผู้ซือ้ และ รวดเร็ว ราบรื่น ลดหรือขจัดข้อโต้แย้ง
ผขู้ ายอย่หู ่างกนั โดยระยะทาง โดยท่วั ไปไม่มีความ โตเ้ ถียงท่ีเกดิ จากความเขา้ ใจท่ีไม่ตรงกนั
รูจ้ กั มกั คุน้ กนั ทงั้ ยงั มีความแตกต่างในเรื่องภาษา จึง ได้รว บ รว มป ร ะม วล แ ละ จัด ท า
เชือ้ ชาติ วฒั นธรรม ตลอดจนมีจารีตประเพณีและ INCOTERMSขึ้น ซึ่ ง ส ภ า ห อ ก า ร ค้า
แนวปฏิบตั ติ ่าง ๆ (Custom and practice) ในทาง ระหวา่ งประเทศไดร้ วบรวมประมวลและ
การคา้ ท่ีต่างกนั ส่งิ เหลา่ นีน้ อกจากทาใหเ้ กิดความ จัดทากฎเกณฑร์ ะหว่างประเทศว่าด้วย
ลา่ ชา้ เป็นอปุ สรรคในการทาสญั ญาซือ้ ขายระหวา่ ง ข้อตกลงทางการค้า ( International
ประเทศระหว่างผูซ้ ื้อผู้ขายแล้ว ยังอาจนาไปสู่ Rules for the Interpretation of
ความเขา้ ใจท่ีไม่ตรงกนั เก่ียวกบั รายละเอียดต่าง ๆ Trade Terms) ขึน้ เป็นครงั้ แรกในปี ค.ศ.
ขอ้ ตกลง ขอ้ กาหนด ศพั ท์ หรือถอ้ ยคาต่าง ๆ ท่ีใช้ 1936 แ ละ ไ ด้ส่ง เ สริม สนับ สนุน ใ ห้
ในสญั ญาซือ้ ขาย ซึ่งความเขา้ ใจท่ีไม่ตรงกันนีเ้ อง ประเทศต่าง ๆ ซึ่งเป็นสมาชิกของสภา
อาจทาใหเ้ กิดข้อโตแ้ ย้ง ขอ้ พิพาทอันนาไปสู่การ หอการค้าระหว่างประเทศนาไปใชเ้ ป็น
ฟ้องรอ้ งทาใหเ้ สยี เวลาและค่าใชจ้ า่ ย ซงึ่ เป็นสภาวะ ส่วนหน่ึงในสัญญาซือ้ ขาย กฎเกณฑ์
ท่ีไม่พึงประสงคข์ องทงั้ ผซู้ อื้ และผขู้ าย รวมตลอดถึง ระหว่างประเทศว่าด้วยข้อตกลงทาง
การคา้ ดงั กลา่ วไดร้ บั การยอมรบั บงั คบั ใช้
ทกุ ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวขอ้ งกบั การคา้ ระหวา่ งประเทศ ใ น ว ง ก า ร ค้ า ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ อ ย่ า ง
แพรห่ ลาย และไดร้ บั การปรบั ปรุงเป็นครงั้
คราว จนกระท่งั ปัจจบุ นั เป็นฉบบั ปี ค.ศ.
2020
42
INCOTERMS หรือกฎเกณฑร์ ะหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยขอ้ ตกลงทางการคา้ นัน้
ไม่ไดม้ ีสถานะเป็นกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายภายในหรือกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเพียง
กฎเกณฑ์หรือระเบียบปฏิบตั ิหรือขอ้ ตกลงหรือขอ้ สญั ญามาตรฐานของเอกชน ที่ออกโดย
องคก์ รเอกชนระหวา่ งประเทศเทา่ นนั้ จึงไม่มีผลบงั คบั โดยตวั เอง
ซง่ึ INCOTERMS จะมีผลบงั คบั ได้ 2 กรณีคือ
1) มีผลบงั คบั ใชต้ ามเจตนาของคสู่ ญั ญา
2) มีผลบงั คบั ใชโ้ ดยถือเป็นการอดุ ชอ่ งวา่ งตามมาตรา 4แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ กลา่ วคือ ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3ว่า
ดว้ ยสญั ญาซือ้ ขายไม่ใช่กฎหมายโดยตรงเกี่ยวกบั สญั ญาซือ้ ขายระหวา่ งประเทศ เพราะสญั ญา
ซือ้ ขายระหว่างประเทศมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากสญั ญาซือ้ ขายภายในประเทศ จึงไม่
สามารถนาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าใชบ้ งั คับโดยตรงได้ ก็จะเป็นกรณีที่ไม่มีบท
กฎหมายโดยตรงมาปรบั ใชก้ ับคดีเพราะในปัจจบุ นั ประเทศไทยยงั ไม่มีกฎหมายว่าดว้ ยซื้อขาย
ระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ศาลจึงตอ้ งพิจารณาอดุ ช่องว่างของกฎหมายโดยอาศัยประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 4 ซงึ่ โดยวิธีการอดุ ช่องวา่ งของกฎหมายนี้ ศาลสามารถนา
จารตี ประเพณีแห่งทอ้ งถ่ิน หรือหลกั กฎหมายท่วั ไปมาใชใ้ นการวินิจฉยั คดีได้ โดยนยั นีใ้ นกรณีท่ี
จาเป็นและเพ่ือความเป็นธรรมศาลอาจสามารถนาขอ้ กาหนดต่าง ๆ ใน INCOTERMS มาช่วยใน
การพิจารณาตัดสินคดีได้ โดยถือว่าเป็นจารีตประเพณีแห่งทอ้ งถ่ิน หรือหลกั กฎห มายท่วั ไป
แลว้ แตก่ รณี 20
20 กาชยั จงจกั รพนั ธ,์ กฎหมายการค้าระหวา่ งประเทศ, 87-99.
43
3.4.1 ข้อตกลงทางการค้า 11 ข้อตกลง
ขอ้ ตกลงทางการคา้ ที่สาคัญ ซึ่ ง INCOTERMS นั้ น ไ ม่ ไ ด้
และที่ไดก้ าหนดไวใ้ น INCOTERMS นนั้ จะ กาหนดรายละเอียดของขอ้ ตกลงทางการคา้
มุ่ง ก าห น ด ถึ ง ร าย ล ะเอี ย ด ข อง ข้อต ก ล ง ระหว่างประเทศไวท้ ัง้ หมด ผูซ้ ือ้ และผูข้ าย
เฉพาะที่ว่าด้วยหน้าที่ของผู้ซื้อผู้ขายที่ ยั ง ค ง ต้ อ ง ร่ ว ม กั น ก า ห น ด ข้ อ ต ก ล ง ห รื อ
เกี่ยวกับการจัดเตรียมสินค้า การชาระ ข้อกาหนดอ่ืน ๆ ที่ไม่ได้มีการระบุไว้ใน
ราคา การส่งมอบและรบั มอบสินคา้ การ INCOTERMS เองดว้ ย หรือกลา่ วอีกนยั หนึ่ง
ขนสง่ การประกนั ภยั พิธีการทาง ศุลกากร คือ INCOTERMS นั้น ได้ถูกออกแบบไวใ้ ห้
และกิจการอื่นอนั เก่ียวเน่ืองกับการขนส่ง นามาใชไ้ ดเ้ พียงเป็นส่วนหน่ึงของสัญญาซือ้
เป็นหลกั รวมตลอดถึงเร่ืองความเสี่ยงภัย ขายเท่านนั้ ไม่ใช่ขอ้ ตกลงทงั้ หมดในสญั ญา
ซอื้ ดงั นนั้ ค่สู ญั ญาจงึ ตอ้ งทาความตกลงกนั
(Risk)
ไวใ้ นสญั ญาซอื้ ขายใหช้ ดั เจน
44
ข้อตกลงทางการค้าที่กาหนด การส่งมอบสนิ คา้ รูปแบบ FCA : FREE
ไว้ใน INCOTERMS 2020 น้ัน มีทง้ั หมด 11 CARRIER (insert named place of delivery)
ข้อตกลง21 หรือ 11 รูปแบบ ไดแ้ ก่
การส่งมอบสินค้ารูปแบบ EXW : EX WORKS
(insert named place of delivery)
ท่ีมา:https://icc.academy/free-incoterms-2020-chart/ ที่มา:https://icc.academy/free-incoterms-2020-chart/
ข้อตกลง EXW (ระบสุ ถานที่สง่ มอบ) ข้อตกลง FCA (ระบุสถานท่ีส่งมอบ)
เป็นขอ้ ตกลงที่กาหนดใหผ้ ขู้ ายมีหน้าที่ส่งมอบ เป็ นข้อตกลงที่ผู้ขายมีหน้าท่ีมากขึ้นกว่า
สินค้าให้แก่ผู้ซื้อ ณ สถานที่ของผู้ขาย เช่น ขอ้ ตกลง EXW คือ ผขู้ ายมีหนา้ ท่ีสง่ มอบสนิ คา้
โรงงานหรือคลงั สนิ คา้ ของผขู้ าย โดยท่ีไม่ตอ้ งมี ใ ห ้แ ก่ ผู้ข น ส่ ง ที่ ผู้ซื ้อ ก า ห น ด ม า แ ล ะ ผู้ข า ย มี
หนา้ ที่บรรทกุ หรือขนสนิ คา้ ไวใ้ นยานพาหนะท่ีผู้ หนา้ ที่ทาพธิ ีการศุลกากรเพ่ือส่งสนิ คา้ ออกดว้ ย
ซือ้ จดั เตรียมมาแต่อย่างใดและไม่มีหน้าที่ใน ผู้ซือ้ จะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายและรับ
การทาพิธีการศุลกากรเพ่ือสง่ สินคา้ ออกดว้ ย ผู้ ความเสี่ยงภยั ตงั้ แต่สินคา้ ไดถ้ กู สง่ มอบใหแ้ ก่ผู้
ซอื้ จะเป็นผมู้ ีหนา้ ที่ขนสง่ สินคา้ จากโรงงานของ ขนส่งเป็นตน้ ไป ขอ้ ตกลง FCA นีเ้ ปิดโอกาสให้
ผูข้ ายไปยังสถานที่ของผู้ซือ้ เองทั้งหมด ซ่ึง ค่สู ญั ญาสามารถเลือกใชก้ ารขนสง่ รูปแบบใดก็
ขอ้ ตกลง EXW เปิดโอกาสใหส้ ามารถเลือกใช้ ได้
การขนส่งรู ปแบบใดก็ได้แต่ผู้ซื้อจะต้อง
รบั ผิดชอบในค่าใชจ้ ่ายและรบั ความเสี่ยงภัย
ตั้ง แ ต่ รับ ม อ บ สิ น ค้า จ า ก ส ถ า น ท่ี ข อ ง ผู้ ช า ย
ขอ้ ตกลงนีจ้ ดั เป็นขอ้ ตกลงที่ผขู้ ายมีภาระหนา้ ท่ี
นอ้ ยที่สดุ
21 เรอื่ งเดียวกัน, 101-106.
45
การสง่ มอบสินค้ารูปแบบ FAS : FREE ALONGSIDE SHIP
ข้อตกลง FAS เป็นขอ้ ตกลง ที่มา: https://www.acerislaw.com/incoterms-in-international-trade/
ท่ีกาหนดใหผ้ ขู้ ายมีหนา้ ที่นาสินคา้
มาสง่ มอบใหแ้ ก่ผขู้ นส่ง ณ ข้างเรือ
ณ ทา่ เรือตน้ ทางท่ีกาหนดไว้ ซึง่ เห็น
ได้ว่าเป็ น ห น้าที่ กา รส่งมอบ ที่
มากกว่าการส่งมอบใหแ้ ก่ผูข้ นส่ง
ตามขอ้ ตกลง FCA
ผู้ซื้อตามข้อตกลง FASต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและ
ความเส่ยี งภยั ตงั้ แต่จุดขา้ งเรือเป็นตน้ ไป อย่างไรก็ตาม ผขู้ ายยงั คง
มีหนา้ ที่ทาพิธีการศลุ กากรเพ่ือนาสินคา้ ออกนอกประเทศดว้ ย ซึ่ง
ขอ้ ตกลง FAS จะตอ้ งใชก้ ารขนสง่ เฉพาะการขนสง่ ทางทะเลและการ
ขนสง่ ทางนา้ ในแผน่ ดินเทา่ นนั้
การส่งมอบสินค้ารูปแบบ FOB : FREE ON BOARD ต า ม ข้ อ ต ก ล ง นี้
ผขู้ ายยงั คงมีหนา้ ที่ทาพิธี
ที่มา: https://www.acerislaw.com/incoterms-in-international-trade/ การศุลกากรเพื่อการนา
สินคา้ ออกนอกประเทศ
ข้อตกลง FOB (ระบทุ ่าเรือตน้ ทาง) ผขู้ ายมีหนา้ ที่มากกว่าขอ้ ตกลง ดว้ ย ซ่งึ ขอ้ ตกลง FOB นี้
FAS คือ ผขู้ ายจะตอ้ งนาสนิ คา้ ไปไวบ้ นเรือ (On board หรือ On จ ะ ต้อ ง ใ ช้ เ ฉ พ า ะ ก า ร
shipment) ที่ผซู้ อื้ กาหนดมา ไม่ใช่ขา้ งเรือหรือกลา่ วอีกนยั หนึ่งผขู้ าย ขนส่งทางทะเลและการ
ไดท้ าหนา้ ที่สง่ มอบสนิ คา้ เรยี บรอ้ ยต่อเม่ือสนิ คา้ ไดถ้ ูกยกไปบรรทกุ ใน ขนส่งทางนา้ ในแผ่นดิน
ระวางเรือแลว้ เท่านนั้ และตงั้ แต่เวลานนั้ เป็นตน้ ไป ผูซ้ ือ้ ก็จะมีภาระ
ค่าใชจ้ ่ายและความเส่ียงภยั ในความสญู หายหรือเสยี หายของสนิ คา้ เทา่ นนั้
ข้ อ ต ก ล ง CFR(ร ะ บุ ท่ า เ รื อ การสง่ มอบสินค้ารูปแบบ CFR : COST AND FREIGHT
ปลายทาง) ผูข้ ายมีหน้าที่ส่งมอบ (insert named port of destination)
สินค้าไว้บนเรือเช่นเดียวกับกรณี
ขอ้ ตกลง FOB แต่เพิ่มหนา้ ท่ีในการ ที่มา: https://www.acerislaw.com/incoterms-in-international-trade/
ท า สัญ ญ า ข น ส่ ง กับ ผู้ข น ส่ง ด้ว ย
ผขู้ ายตอ้ งรับผิดชอบทัง้ ค่าใช้จ่าย
ในการนาสินคา้ ขึน้ ไปไวบ้ นเรือและ
ค่าใช้จ่ายในการทาสัญญาขนส่ง
สิ น ค้า ไ ป ยั ง ท่ า เ รื อ ป ล า ย ท า ง ที่
กาหนดไว้
ผซู้ ือ้ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต้งั แต่ท่าเรือปลายทางเป็นตน้ ไป รวมทั้งค่าใชจ้ ่ายเพิ่ มเติมท่ีเกิดขึน้ หรือ
เน่ืองมาจากเหตกุ ารณท์ ี่เกิดขึน้ ภายหลงั จากเวลาส่งมอบสินคา้ ไวใ้ นเรือเรียบรอ้ ยแลว้ แตร่ ับโอนความเส่ียงภยั
ตง้ั แตส่ ินคา้ ถูกยกไปอย่บู นเรือ ณ ทา่ ตน้ ทาง ในสว่ นของหนา้ ท่ีทาพิธีการศลุ กากรเพื่อการสง่ สินคา้ ออก ผขู้ าย
ยังคงมีหนา้ ที่เช่นเดียวกบั ขอ้ ตกลง FCA, FAS, FOB ซ่งึ ขอ้ ตกลง CFR นีใ้ ชเ้ ฉพาะการขนส่งทางทะเลและการ
ขนสง่ ทางนา้ ในแผน่ ดินเทา่ นนั้ และตอ้ งระบทุ า่ เรือปลายทางไวด้ ว้ ย
การสง่ มอบสนิ ค้ารูปแบบ CIF : COST INSURANCE AND FREIGHT
(insert named port of destination) ข้อตกลง CIF (ระบทุ ่าเรือ
ปลายทาง) เป็นขอ้ ตกลงท่ีผูข้ าย
มีหนา้ ท่ีส่งมอบสนิ คา้ สาเร็จเม่ือ
สินค้าได้ถูกยกไปอยู่บนเรือ ณ
ท่าเรือต้นทางแลว้ เช่นเดียวกับ
ข้อตกลง FOBและCFR และ
ผู้ข า ย ยั ง ค ง มี ห น้า ที่ แ ล ะ ด้ ว ย
ค่าใช้จ่า ยข องต น ใน การท า
ที่มา: https://www.acerislaw.com/incoterms-in-international-trade/ สญั ญากบั ผขู้ นสง่
เช่นเดียวกบั ขอ้ ตกลง CFRแต่ท่ีแตกตา่ งจาก CFRก็คือตามขอ้ ตกลง CIFนีผ้ ขู้ ายยงั เพิม่ หนา้ ท่ีในการ
ทาสญั ญาประกนั ภยั ดว้ ย ผซู้ ือ้ รบั ผิดชอบค่าใชจ้ ่ายตงั้ แต่ท่าเรือปลายทางและรบั โอนความเส่ียง
ภยั ตงั้ แต่สนิ คา้ อย่บู นเรือ ณ ท่าเรือตน้ ทาง ขอ้ ตกลง CIFนีต้ อ้ งใชเ้ ฉพาะการขนส่งทางทะเลและ
การขนสง่ ทางนา้ ในแผน่ ดินเทา่ นนั้ และตอ้ งระบทุ า่ เรอื ปลายทางไว้
46