The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้วิชากระบี่กระบอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nawikki2379, 2021-10-24 12:46:07

ใบความรู้วิชากระบี่กระบอง

ใบความรู้วิชากระบี่กระบอง

ประวัติความเปน มาและประโยชนของกระบ่ี

การเลนกระบ่ี นับวาเปน สว นหนึ่งของศิลปะการตอสูของไทยเรา ซงึ่ เปนการจดั การเลนชนิดหนง่ึ

หรือประเภทหนงึ่ ของกฬี ากระบกี่ ระบอง กฬี ากระบกี่ ระบองเร่มิ มปี รากฏคร้งั แรกในสมยั ใด และใครเปน ผรู เิ รมิ่ คดิ

ขน้ึ นัน้ ไมส ามารถจะหาหลกั ฐานมาอางอิงได ทั้งน้ีอาจเปน เพราะครูบาอาจารยว ิชากระบี่กระบองรุนเกา ๆ ไมไดบ นั ทกึ

ไวเปนหลักฐานประการหนึ่ง อกี ประการหนงึ่ นนั้ การเรยี นวิชาการตอสดู ว ยอาวุธในสมยั โบราณ มักจะมุงเนนทาง

ปฏบิ ัตเิ ปน สําคญั ไมมีการเรยี นการสอนทางภาคทฤษฎี ทาํ ใหส ืบหาหลกั ฐานและตนตอไดยาก อยา งไรกต็ ามพอ

จะมีหลักฐานการบอกเลาจากเอกสารท่เี ก่ียวขอ งบางอยางพอจะใหขอมลู อันนาเชื่อถอื ไดเ กยี่ วกับกีฬากระบกี่ ระบอง

กระบ่เี ปน อาวธุ หลักชนิดหนง่ึ ของทหารไทยตั้งแตสมัยโบราณ ซึ่งใชฟน และแทงในการตอ สรู ะยะ

ประชดิ ตัวในสมัยกอน เชน สมยั กรงุ สุโขทยั สมยั กรงุ ศรอี ยุธยา หรอื แมแตใ นสมัยกรงุ รัตนโกสินทรตอนตน ผูชาย

ไทยเราทุกคนจะตองถกู เกณฑเปนทหารเพือ่ ตอสกู บั ขาศึกสัตรทู ่มี ารกุ ราน ดวยเหตนุ ้ชี ายไทยจงึ ตองมคี วามรคู วาม

สามารถในการใชอาวธุ ตอ สู อาวุธทใ่ี ชในสมยั โบราณไดแกกระบ่เี ปน สําคญั และอาวุธอ่ืน ๆ อกี หลายชนดิ เชน ดาบ

งาว พลอง แหลน หลาว หอก ทวน มดี โล ดั้ง เขน เปนตน และเปน การเตรยี มพรอมรบอยูเสมอ จึงตอ งมีการ

ฝกฝนการใชอาวุธตา ง ๆ อยปู ระจาํ แตก ารนําอาวุธจรงิ ๆ มาฝก ซอ มตอ สูกันน้ันหากพลาดพล้งั อาจไดร บั บาดเจบ็

พกิ ารและถึงตายได จึงมกี ารใชเ ครือ่ งอาวุธจําลองท่ีทาํ มาจากไมห รือหวาย ไดแก กระบ่ี ดาบ พลอง งาว ฯลฯ

พวกท่ีทํามาจากหนงั ไดแก โล เขน ด้งั ฯลฯ มาใชฝ ก ซอมตอสแู ทนอาวุธจรงิ เพื่อใหแ ขง็ แกรงสามารถพรอ มทํา

การรบไดตลอดเวลา ดงั คตทิ ว่ี า ยามศกึ เรารบ ยามสงบเราเตรยี ม

เมือ่ วา งเวนจากการทาํ ศึกสงคราม ในยามประเทศมีความสงบ การเตรียมตวั และฝนทางทหารกข็ าด

การเอาจริงจังเทา ทค่ี วร เกดิ การเบอื่ หนา ยตอ การฝกซอม จงึ ไดมกี ารคดิ ดัดแปลงปรบั ปรุงวธิ ีการฝก ซอมตอสกู ัน

ใหมใ หมคี วามสนุกสนานคกึ คกั ควบคกู ันไปดว ย โดยจัดใหม กี ารประลองความสามารถในเชงิ การตอสูในสนามรบ

ใชอ าวธุ จาํ ลองท่ที ํามาจากไมห รอื หวาย หนังววั และหนังควาย จัดเปน คู ๆ ตอ สูก นั มกี ารกําหนดกฏระเบยี บการ

เลนตามรปู แบบ

ประวตั กิ ารเลน กระบี่กระบอง ตามหลกั ฐานท่พี อจะอา งอิงได ดังน้ี

 ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา นภาลยั รัชกาลที่ 2 ปรากฏพระราชนพิ นธ เร่ืองอิเหนา

ตอนหนึง่ ทกี่ ลา วถงึ ความรูส าํ หรบั กษัตรยิ ในเร่ืองกระบก่ี ระบอง โดยเฉพาะการเลนกระบว่ี า

อนั ศลิ ปศาสตรส าํ หรบั กษตั รยิ  ทกุ สง่ิ สารพดั หัดหา

ราํ กริชราํ กระบีข่ ี่อาชา ศึกษาซอมเลน ไมเ วน วัน

แลวทรงกระบตี่ เี ลน กับระเดน ดาหยนั แคลวคลอง

กรดี กรายรา ยราํ เปน ทํานอง รับรองปอ งปดไปมา

ดว ยเหตุนกี้ ษตั รยิ จงึ ศกึ ษาเลา เรยี นวชิ ากระบ่กี ระบองนเี้ อง การเลนกระบ่ีกระบองจงึ ไดแ พรหลายตอ
ไปสูประชาชนอยา งกวา งขวาง หลักฐานทีป่ รากฏพอจะอา งองิ ไดถงึ ความนยิ มในการเลน กีฬากระบกี่ ระบองไดน นั้
โดยเฉพาะอยางยงิ่ การเลน กระบ่ีเปน ทีร่ ูจ กั กันดใี นสมยั ตอนตนของกรุงรัตนโกสนิ ทร ดังปรากฏหลักฐานอยูใ นพระ

ราชนิพนธในรชั กาลท่ี 2 เรอ่ื งอเิ หนา อีกตอนหน่งึ วา

เม่อื น้ัน ทา วหมันหยาปรดี ิ์เปรมเกษมสนั ต

เหน็ อเิ หนาเขา มาบังคมคัล จึงปราศรยั ไปพลนั ทนั ที

เห็นเขาระบอื ลอื เลา วา เจาชํานาญการกระบี่

ทาทางทวงทํานองคลอ งดี วันนจี้ งรําใหน าดู

แลวใหเสนากดิ าหยนั จดั กนั ขนึ้ ตที ลี ะคู

โลดงั้ ดาบเชลยมลายู จะไดด เู ลน เปน ขวัญตา

 ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา เจา อยูหัวรชั กาลที่ 3 ปรากฏพระราชนพิ นธ เรื่องพระอภยั มณี

ของทานสุนทรภู ตอนพระอภยั มณกี ับศรีสวุ รรณสององคพ่นี อง ทูลลาสมเด็จพระราชบดิ าไปเพือ่ แสวงหาวชิ าความ

รูจากอาจารยทศิ าปาโมกข ซ่งึ ไดพบและไดเลา เรยี นกบั อาจารย ซง่ึ มีวชิ าตา งกัน พระอภยั มณีไดเรยี นวชิ าการเปาป

สวนศรสี ุวรรณไดเรยี นวชิ าการใชอ าวุธ

 ในสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู วั รชั กาลท่ี 4 ทรงโปรดปรานกระบกี่ ระบองเปน

พเิ ศษถึงกับโปรดใหสมเดจ็ พระเจา ลูกยาเธอหลายพระองคด ว ยกนั ทรงหัดกระบก่ี ระบองจนครบวงและเม่ือปข าล

พุทธศักราช 2409 เปน ปท ก่ี าํ หนดใหพ ระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยูหัวทรงผนวชเปน สามเณรตามราชประเพณี

ครัน้ เมอื่ ทรงพระผนวชแลว โปรดใหส มเดจ็ พระเจา ลูกยาเธอแตงพระองคอ ยางราชกุมาร ซึ่งเลน กระบ่กี ระบองเปน

การสมโภชที่หนาพระอโุ บสถวดั พระศรรี ัตนศาสดารามเจา นายทท่ี รงกระบ่ีในครัง้ น้ันคือ

คูที่ 1 กระบี่ เจา ฟาจาตรุ นตรศั มี ( สมเด็จเจา ฟา กรมพระจกั รพรรดพิ งศ )
คูที่ 2 พลอง พระองคเ จากมั ลาศเลอสรร ( กรมหม่ืนราชศกั ดสิ โมสร)
คทู ี่ 3 งา ว เจาฟาคัคนางยคุ ล ( กรมหลวงพชิ ติ ปรีชากร )
พระองคเจาทวถี วัลยลาภ ( กรมหมน่ื ภธู เวศธํารงศักด)์ิ
พระองคเ จาสขุ สวสั ด์ิ ( กรมหลวงอดศิ รอุดมเดช )
พระองคเจา ทองกองกอ นใหญ ( กรมหลวงประจกั ษศลิ ปาคม)

คทู ี่ 4 ดาบ 2 มอื พระองคเ จาอุนากรรณอนนั ตนรชยั
พระองคเ จาชุมพลรัชสมโภช ( กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค )

กระบก่ี ระบองคงเริ่มฟก ตวั เปน การใหญใ นแผน ดินนเ้ี อง เพราะตามปกติเม่อื พระเจา อยหู วั ทรงโปรด
กีฬาอะไร กีฬาชนดิ นัน้ กย็ อ มเจริญและเฟอ งฟู ประชาชนพลเมืองกห็ ันมาเอาใจใสต ามเจา นายไปดว ย ฉะนั้นกระบ่ี
กระบองจงึ เลนกนั แพรหลายในงานสมโภชตาง ๆ เชน งานโกนจกุ งานบวชนาค งานทอดกฐิน งานทอดผาปา ฯลฯ

 ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยหู ัว รัชกาลท่ี 5 เนอ่ื งจากสมเด็จพระเจา ลกู ยาเธอ
ในรชั กาลที่ 4 ทรงเลนกระบกี่ ระบองเปน กนั หลายพระองคเ ชน นเ้ี ขา ใจวา พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูห วั คง
จะทรงกฬี าชนดิ นเี้ ปน ในครัง้ นัน้ ดวย เพราะตามหลักฐานปรากฏวา พระองคไ ดเคยทรงศกึ ษาวิชามวยและวิชากระบ่ี
กระบอง ฟน ดาบ กบั หลวงมลโยธานุโยค ดว ยเหตผุ ลทีพ่ ระองคทรงเลนเปน นี่เอง ในรัชกาลพระองคจ งึ ไดโ ปรด

ใหม กี ารตีกระบ่กี ระบองและชกมวยไทยหนาพระทีน่ ่ังในงานสมโภชอยูเ นอื ง ๆ พระองคโ ปรดเสดจ็ ทอดพระเนตร
และพระราชทานรางวลั แกผทู ี่แสดงและแขง ขันบอย ๆ ฉะนนั้ กระบ่ีกระบองจึงเปน ท่รี จู กั กนั มากมายในกรุง

 ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลาเจาอยหู วั รัชกาลท่ี 6 ความครกึ ครื้นในการเลนกระบ่ี
กระบองชักจะลดนอ ยถอยลงไปบาง ถงึ แมน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหวั ทรงฝก ใฝวิชานาฏศิลปและทรง
เขาพระทยั ในศิลปะของวิชากระบกี่ ระบอง แตก ็ไมทรงโปรดปรานมากเทากบั พระราชบิดาของพระองค แตถ ึงกระ
น้นั ก็ยังมกี ารจดั กฬี าชนดิ นขี้ นึ้ ถวายเพือ่ ใหทอดพระเนตรบา งเปน คร้งั คราว

ในป พ.ศ. 2460 กับ 2462 กระทรวงศกึ ษา ไดจัดแสดงกระบก่ี ระบองในงานกรฑี าประจําปถ วายทอด
พระเนตรทส่ี นามหนา สมคั ยาจารยสมาคม

 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจา อยูห ัว รัชกาลท่ี 7 กระบกี่ ระบองกค็ อ ย ๆ หมดไปจน
เกือบจะหาดไู มคอยได นบั วนั แตจะสญู ส้นิ ไปทกุ ที

อาจารยน าค เทพหัสดนิ ทร ณ อยธุ ยา ไดเคยเลน งา ว กบั พลองถวายในรชั กาลท่ี 6 และเปน ผูหนง่ึ
ทไ่ี ดเ ลาเรียนวิชากระบี่กระบองมาตั้งแตเดก็ ยงั รกั ใครในศลิ ปะชนดิ นีอ้ ยูเสมอจึงพยายามสงวนและเผยแพรใ หเ ปนที่
ประจกั ษแ กชาวโลกมากเพียงใดกย็ ่ิงทําใหอ าจารยน าค จะบูชาวิชากระบก่ี ระบองของไทยไวเหนือส่ิงใด ๆ มากข้นึ

 ป พ.ศ. 2478 อาจารยน าค เทพหัสดนิ ทร ณ อยธุ ยา อาจารยใ หญโรงเรยี นพลศึกษา
กลางเรม่ิ จดั สอนวชิ ากระบกี่ ระบองใหแ กน กั ศกึ ษาพลศกึ ษา

 ป พ.ศ. 2479 อาจารยนาค เทพหสั ดินทร ณ อยธุ ยา อาจารยใหญโ รงเรียนพลศึกษา
กลางบรรจวุ ชิ ากระบก่ี ระบองไวในหลกั สตู รประโยคผสู อนพลศึกษา

 ป พ.ศ. 2482 มกี ารแสดงกระบกี่ ระบอง ในงานกีฬาพนื้ เมอื งของไทย ณ ทองสนามหลวง

 ป พ.ศ. 2484 งานกีฬาพน้ื เมอื งของไทย ณ ทอ งสนามหลวง มีคณะกระบก่ี ระบองเขา รวม
การแสดงเปน จาํ นวนมาก ตอ งเพิ่มเวลาเปน 2 วัน

 ป พ.ศ. 2518 กระทรวงศกึ ษาธกิ าร บรรจุวิชากระบกี่ ระบองเขาในหลักสูตรประโยคมัธยม
ศกึ ษาตอนปลายใหม ในระดับมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4

 ป พ.ศ. 2521 กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ยา ยวิชากระบ่ีกระบองเขา ไวใ นหลกั สตู รประโยคมัธยม
ศึกษาตอนตน ในระดบั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 2 จนถงึ ปจจบุ นั

ประโยชนของการเลน กระบ่กี ระบอง
การเลนกระบ่ีซ่ึงจดั เปนยุทธกฬี า เปนศิลปะการตอสูปอ งกนั ตวั ดวยอาวธุ ไทยสมยั โบราณ และ

พฒั นาจนเปน กีฬารวมสมยั เปนทร่ี จู กั กนั วา เปน กีฬาของไทยเราโดยแทนัน้ มปี ระโยชนและคุณคา เปน อเนกประการ
ซึง่ พอจะสรุปไดโดยสงั เขปดงั น้ี

1. เปน การฝกศลิ ปะการตอสูป อ งกนั ตัว เปนการตอสูใ นสมยั โบราณทเี่ ปนการตอ สูแบบประชิดตวั
แตในปจ จบุ นั รปู แบบการตอ สไู ดเ ปลยี่ นไป วิชากระบกี่ ระบองจึงมปี ระโยชนใ นแงก ารใชเ พื่อปอ งกนั ตัวในยามคบั
ขันไดข ้ึนอยกู ับสถานการณ แตท าํ ใหเ รามคี วามรูเ กย่ี วกับการใชอ าวุธของคตู อ สู

2. เปนการออกกําลังกายทด่ี ี กระบเ่ี ปน กจิ กรรมท่ีมกี ารเคลอ่ื นไหวของรางกายหลายลักษณะตาง ๆ
ทาํ ใหร างกายไดอ อกกาํ ลังกายทกุ สว นอยา งเพยี งพอเปนผลทาํ ใหสขุ ภาพแขง็ แรง เหมาะกบั คนทุกเพศ ทกุ วยั

2. เปน กจิ กรรมทเี่ สรมิ สรางสมรรถภาพทางกายท่ดี ี การเลน กระบ่ีประกอบดว ยวธิ กี ารเลนและ
ทกั ษะการทสี่ ง เสรมิ ใหเ กดิ สมรรถภาพทางกายได ผูเ ลน กจ็ ะไดประโยชนต อ รา งกายทัง้ ดานความแขง็ แรง ความทน
ทานของกลามเนือ้ ความทนทานของระบบไหลเวียนเลือด ความมพี ลัง ความเรว็ ความคลองแคลว วอ งไว ความ
แมน ยาํ วามออนตวั การทรงตวั การประสานงานท่ดี ีของระบบตาง ๆ ทาํ ใหรางกายมีสมรรถภาพท่ดี ี

4. เปน การเสรมิ สรา งคุณลกั ษณะทางจติ ใจ คุณลักษณะทางจติ ใจเปนส่ิงสําคัญสาํ หรบั คนเราอยาง
หนึง่ คุณลักษณะดงั กลา วไดแ ก ความกลาหาญ ความอดทน ความอดกล้นั จะทําใหผูเลน มคี วามเชื่อมน่ั ในตนเอง
และรจู ักการแกปญหาเฉพาะหนาได

5. การสรา งเสรมิ ความรูสกึ ภาคภูมใิ จในศิลปะประจําชาติ ในแงขนบธรรมเนยี มประเพณขี องไทย
และขนบธรรมเนียมประเพณใี นการเลนกีฬา และการออกกาํ ลังกายแบบไทย เกิดความภาคภมู ใิ จในศลิ ปะประจําชาติ
ทเี่ ปนมรดกที่สืบทอดกันมา

6. รกั ษาไวซ ง่ึ ขนบธรรมเนยี มประเพณีอนั ดงี ามของไทย การเรยี นกระบีม่ รี ะเบียบประเพณีตาง ๆ
หลายอยา งทต่ี องปฏบิ ัติ เชน การเคารพครูบาอาจารย การเคารพเครื่องไมซึ่งเปนอาวุธท่มี ีครู การสวมใสมงคลและ
การเลน ตามแบบประเพณีทไี่ ดกําหนดไว ซึ่งพิธีเคารพครหู รือพธิ ีไหวค รูนี้ มคี วามสําคญั อยา งย่ิง

7. เปนการฝก ใหเปนคนดีมีศลี ธรรม การเรียนกระบ่นี ้ีเปรียบเหมือนดาบสองคม ทานําไปใชใ น
ทางท่ดี ีก็ยอ มมีคณุ แตถ า ใชใ นทางทไ่ี มด ีกย็ อ มมีโทษ ฉะนนั้ จําเปน ตอ งอบรมในเรือ่ งของการปลูกฝง นิสยั และนํ้าใจ
นักกีฬาท่ดี งี าม จะตองมคี ุณธรรมของพรหมวหิ าร 4 เปน สําคัญ คอื เมตตา กรุณา มทุ ิตา และอเุ บกขา ซ่ึงเปนคณุ
ธรรมท่ีประเสริฐ

8. เปน กีฬาทีป่ ระหยดั ใชอปุ กรณน อย ทงั้ สามารถจดั ทําขึ้นเองไดโ ดยไมยากนกั จะใชว สั ดอุ ะไร
ทีห่ าไดงายในทองถ่นิ ดดั แปลงทําเปนอปุ กรณจ าํ ลองก็ยอมทําได สําคญั อยทู ค่ี วามเหมาะสมและความทนทาน จึงทํา
ใหไ มต อ งสิน้ เปลอื งคา ใชจา ยมาก

9. เปนวชิ าพลศกึ ษาทท่ี รงคณุ คาอยา งยง่ิ กจิ กรรมการเรยี นการสอนวิชาพลศกึ ษามมี ากมาย แตจ ะ
หากิจกรรมทมี่ ปี ระโยชนแ ละมคี ุณคาครบถว นสมบรู ณเทากบั วิชากระบ่ี และกระบ่ีกระบองนั้นมนี อย เพราะวิชา
กระบใ่ี หประโยชนแ ละคณุ คา ครบถว นทกุ อยางทก่ี จิ กรรมอนื่ ๆ มอี ยู และยังใหม ากกวา ในเรือ่ งเปนกจิ กรรมปองกัน
ตัวได

10. การเลน กระบี่กระบองชว ยฝก ปฏภิ าณและไหวพรบิ การเลน กระบ่ีเปน การชวยฝก อวยั วะตาง ๆ
ของรางกาย เชน ฝก สมองใหคดิ และตัดสินใจโดยเรว็ ฝก ใหมคี วามคลองแคลว วองไวในสายตาและรางกาย เพราะ
การเลนกระบนี่ ั้นสว นตาง ๆ ของรางกายตอ งเคลอื่ นไหวอยางวอ งไวโดยประสานกับสายตาทวี่ องไวดว ย การมสี าย
ตาและรางกายท่ีคลองแคลววอ งไว โดยสามารถนําไปใชใ นชวี ติ ประจําวนั

***************************************

การดแู ลรกั ษาอปุ กรณก ระบ่ี

เคร่อื งกระบก่ี ระบอง

เครือ่ งกระบก่ี ระบอง หมายถึง เคร่อื งอาวุธท่ีใชในการเลนกระบกี่ ระบอง ตามปกติศาสตราวุธของ

ไทยในสมยั โบราณ และของจริงทนี่ าํ มาใชก ารเลนกระบก่ี ระบอง ไดแ ก กระบี่ ดาบ งาว พลอง ด้ัง เขน โล และ

ไมส ้ัน สําหรับเครือ่ งกระบกี่ ระบองทจ่ี ําลองมาจากของจรงิ มี กระบ่ี ดาบ งาว และพลอง เทานน้ั เคร่อื งอปุ กรณ

กระบก่ี ระบองเหลา น้ีเรียกวา “ เครอื่ งไม ” เครื่องไมแ บง ออกเปน 2 ชนดิ คือ เครอื่ งไมราํ เคร่ืองไมตี

1. เคร่ืองไมรํา ไดแกเคร่อื งไมก ระบก่ี ระบองทจ่ี ําลองมาจากอาวธุ จริง ๆ อาจจะไมเ หมอื นของจรงิ

มากนกั เพราะมงุ ทําขนึ้ มาเพอ่ื ความสวยงาม หากไมรํางดงามดวยแลว ยงิ่ เพิ่มความงดงามประกอบท่ที าการรําดว ย แต

ถาหากไมส ามารถสรางเคร่อื งไมรําสาํ หรบั ใชแ ทนอาวุธบางชนิดไดก ็มกั จะนําเอาอาวธุ จรงิ มาใชรําแทนก็ได

2. เคร่ืองไมต ี ไดแก เคร่อื งไมก ระบกี่ ระบองท่จี าํ ลองมาจากอาวธุ จริง ๆ อาจจะไมเ หมือนของจรงิ

มากนกั จดุ ประสงคของการสรางไมต ขี น้ึ มาก็เพ่อื ตอ งการใหมีนํ้าหนกั เบา เหนียว แข็งแรง ไมแ ตกหกั ไดงา ย เพื่อจะ

สามารถใชต ีเลนกนั อยางทนทาน เพราะถา ไมมีคณุ สมบตั ดิ ังกลา ว นอกจากจะเปน การส้ินเปลอื งแลว ยงั จะกอ ใหเกดิ

อนั ตรายแกผเู ลน ในขณะทีก่ ําลงั ตอ สูก นั อีกประการหนึ่งดว ย

เครอื่ งกระบก่ี ระบองสาํ หรบั ตีทัง้ ชดุ

อาวธุ จริงและอาวุธจาํ ลองทุกชนิด ซ่งึ ใชใ นการเลน กระบก่ี ระบองนัน้ มี 3 ลกั ษณะ คอื

1. ลักษณะอาวุธจรงิ

2. ลักษณะจาํ ลองมาเปนเครื่องไมราํ

3. ลกั ษณะจาํ ลองมาเปน เครอื่ งไมตี

1. กระบ่จี ริง จรงิ เปน อาวธุ ชนดิ หน่งึ ที่ใชฟ น และแทง ทาํ ดวยเหล็กดี มีรูปแบน ตรงปลายแหลม

ยาวประมาณ 90 เซนติเมตร มีน้ําหนกั ไมม ากนกั ซง่ึ มีสวนประกอบดังน้ี คือ ตวั กระบี่ ดา มกระบ่ี โกรงกระบี่

ฝก กระบี่

ตัวกระบี่ ตวั กระบ่ที ําดวยเหล็กอยา งดี มรี ปู แบบ ตรงปลายแหลม ยาว
ตัวกระบี่ โกรง กระบี่ ดามกระบ่ี ประมาณ 90 เซนติเมตรนํา้ หนักสว นมากอยทู ด่ี า มเพื่อใหม นี ํ้าหนกั นอ ยใน

ตอนปลายและตอนกลาง ดงั นน้ั ระหวางคมและสันจึงทาํ เปน รองทง้ั สอง

รูปกระบจ่ี ริง ขางริมของรอ งตอนบนจงึ นนู ข้ึนเปน สนั ตอนทา ยของตัวกระบี่ไดบ ากเน้ือ
เหลก็ ใหเ รียวลงไปเพ่อื ทาํ กน่ั สําหรับตดิ กบั ดา ม

ดา มกระบ่ี ดา มกระบ่สี วมติดอยกู ับแกนของกระบ่ีอยางแนน หนา ยาวประมาณ 12 เซนตเิ มตร โต

พอมอื จับไดถนัดและม่นั คง

โกรง กระบี่ มีรูปรางคลา ยตะกรอสอยผลไม ซึ่งทาํ ดว ยแผน เหลก็ โปรงติดแนน อยกู ับหวั และทา ย

ของดามกระบมี่ ีไวสําหรบั ปองกนั มใิ หข า ศกึ ฟน ถกู มอื ท่ีถอื กระบ่ีนน่ั

ฝกกระบี่ ติดปลอกสาํ หรับสวมกระบ่ไี วใ นเมื่อยงั ไมถงึ คราวท่ีจะใชก ระบี่

นนั้ รูปรา งลักษณะกเ็ หมอื นตวั กระบ่ี ซึ่งอาจทาํ ไดด วยโลหะหรือหนังหรือ

ฝก กระบ่ี ไม ขา งในฝก มีหนงั ออ นหรอื ผา สกั หลาดกรุ เพอื่ ปองกนั เสยี งและการ
เสยี ดสรี ะหวางตัวกระบ่กี บั ฝก

2. กระบีร่ าํ มรี ปู รางลกั ษณะเหมอื นกับกระบจ่ี รงิ ยาวประมาณ 100 เซนติเมตร โดยมากตัวกระบี่

ทําดว ยหวายเทศ ใหญก วา หวั แมม อื เล็กนอ ย สว นปลายเลก็ เรียว และถกั

ดวยเชือกเสน เลก็ ๆ โดยรอบ แลวลงรกั ปดทอง ดามถกั และหุม ดวยกาํ มะ

รปู กระบรี่ ํา หย่ี โกรง ทาํ ดว ยหนงั ทึบทงั้ แผน ลงรกั และปด ทอง ซงึ่ เขยี นลวดลายไทย
เชน ลายเทพนมหรือลายลดนาํ้ เปนตน กระบ่ีราํ นบี้ างทเี ขาก็ทําดว ยไม

แลวประดบั ดว ยกระจกชนิ้ เลก็ ๆ เปน ลวดลายตลอด

3. กระบี่ตี ทาํ เชนเดียวกนั กบั กระบ่ีราํ ทกุ ประการ สว นตอนที่ถกั และโกรงทําดว ยรกั โดยตลอด

การที่ทําดว ยหวายเทศน้ี ก็เพราะหวายชนิดนเ้ี บาและเหนยี วแนน ดีมาก แต

ถา หาหวายเทศไมไ ดจรงิ ๆ แลวจะใชห วายโปรง แทนกไ็ ดแ ตไมดเี ทา เพอ่ื

รูปกระบี่ตี จะใหก ฬี านส้ี นุกสนานและเผ็ดรอ นยิ่งขนึ้ คณะกระบกี่ ระบองหลายคณะ
ไดจ ัดทาํ กระบข่ี ึ้นเปนพิเศษ คือ ตวั ดา ม และโกรงกระบี่ ยังคงเปน รปู เดมิ

แตส วนปลายของตัวกระบ่ีตอดว ยหนังควายซึง่ คว่นั เปนเกลียว แลวถกั หุมดวยเชือกเสน เลก็ ๆ แลว ทาดว ยรกั ปลาย

กระบน่ี จ้ี ะโอนออนไปมาดจุ แซ การทาํ ใหป ลายออนน้กี เ็ ทา กับเปนการฝกหดั ใหน กั กระบีก่ ระบองรูจ กั อดทนตอ ความ

เจ็บปวดเปน อยา งดี เพราะเหตวุ า ผูเลน กระบ่ชี นิดนีจ้ ะหลกี เลี่ยงความเจ็บปวดหาไดไ ม ถงึ แมน วา จะรับการตขี องอีก

ฝายหนง่ึ ไดด ีสกั เพยี งใดก็ไมวายจะเจ็บตวั คือ ถาผรู ับลึกใหถกู ตรงตัวหวายเขา ปลายแซก ต็ วดั ไปถกู ตวั แตถ า รบั ตรง

ปลายแซ แซก็จะรับไวไมอยู หลุดเลอ่ื นไปโดนตวั จนได ฉะนนั้ เม่ือเลิกแลว ยอมไดแ นวคนละหลาย ๆ แนวเสมอ

ประเภทของเคร่ืองแตง กายในการเลน กระบ่ี

เครอ่ื งแตงกายในการเลนกระบี่เหมอื นกันกบั เคร่ืองแตงกายสําหรบั กฬี ากระบกี่ ระบองนั่นเอง เน่อื ง

จากการแตง กายโดยทว่ั ไปของไทยเรามกี ารเปลยี่ นแปลงไปตามยคุ ตามสมัย ดว ยเหตุนก้ี ารแตง กายสาํ หรับการเลน

กระบกี่ ระบองจงึ มกี ารเปล่ยี นแปลงไปตามดว ย เราอาจแบง เครอื่ งแตง กายสาํ หรบั การเลน กระบก่ี ระบองออกไดเ ปน

3 ประเภท ตามยุคสมยั ดังนีค้ ือ

1. เครอื่ งแตง กายสมยั โบราณ คอื สมยั ท่ีเราตองทําการรบไมห ยดุ หยอน การแตง กายของนักกระบ่ี

กระบองและของนกั รบจึงเหมือนกนั หรอื เปน ชดุ เดียวกนั คือ สวมเสือ้ ยนั ต เสอื้ ไมมแี ขน และนุง กางเกงแบบไทย

แท คือ ขากวางและยาวแคค ร่ึงนอง

2. เครือ่ งแตง กายสมยั กลาง คอื สมัยท่ไี ทยเรานยิ มนงุ ผา แบบเขมรท้ังหญงิ และชาย การแตงกาย

ในการเลน กระบ่ีกระบองเปลี่ยนตามไปดว ย คอื สวมเสือ้ มีแขนบาง ไมมแี ขนบา ง และนุงผานุง การนุงผานุงแมจ ะ

ไมส ะดวกเหมือนงุ กางเกงแบบไทยก็ตาม แตฝนความนิยมไมได ดังนน้ั เพือ่ ความสะดวกความวองไว จึงตอ งถกเขมร

หยักรั้งผา นงุ ขึน้ ไปไวร วมอยทู ี่โคนขา

3. เครือ่ งแตงกายสมยั ปจจุบัน คอื สมัยนม้ี กี ารเปล่ียนแปลงไปเพ่ือสมยั สากลนิยม การแตง กายใน

การเลนกระบก่ี ระบองสมัยน้มี กี ารสวมเสอ้ื ไมมีแขนหรอื มแี ขน กางเกงขาสนั้ แคเ ขา หรอื กางเกงยดื ขายาว สวมถุงเทา

รองเทา การแสดงกระบกี่ ระบองในปจจบุ ันน้ี กลบั นยิ มใชเคร่อื งแตง กายแบบสมยั โบราณอีก ทง้ั ยงั เปนการอนรุ กั ษ

เอกลกั ษณแ สดงความเปนไทย เปนการรกั ษาวฒั นธรรมการแตง กายแบบไทยไวดว ย

มงคล

ความหมายและความสาํ คัญของมงคล
เครือ่ งแตงกายประกอบอีกอยางหนงึ่ นบั วาเปนพเิ ศษ และมมี าตัง้ แตเ ร่ิมแรกของกระบก่ี ระบองจนถงึ

ปจ จุบันนโ้ี ดยไมเปล่ยี นแปลงเลย คอื มงคล
มงคล คอื ดา ยสายสญิ จนเสน เล็ก ๆ หลายเสน มารวมฟน เปน เสน เดียว ขนาดใหญก วา หัวแมมอื เลก็

นอย ยาวขนาดขดรอบศรี ษะได รวบปลายทงั้ สองขางเขา ดวยกนั ผกู หุมดวยผา ตลอดอัน โดยปลายทั้งสองย่นื ออก
มาพอสมควร เหมือนไสหวั เทียนข้ผี ง้ึ

เพื่อความเปนศริ มิ งคลแกผ ทู จ่ี ะประกอบพิธีใด ๆ ตามประเพณนี ยิ มมาแตโบราณกาลเขามกั ใหผูเลน
นัน้ สวมมงคลใหในพิธีตา ง ๆ เชน โกนจกุ บวชนาค แตง งาน การเลนหรือการแขง ขนั กระบกี่ ระบอง ดวยความ
ประสงคใ หผ ทู ่ีสวมใสไดร บั ความเปน ศริ มิ งคล ไดร ับการคมุ ครองปองกนั ภัย ปราศจากอนั ตรายใด ๆ เก่ียวกับการ
เลนหรอื การตอสูกันในกฬี ากระบก่ี ระบอง เปนการบํารงุ ขวญั และมคี วามมน่ั ใจในสงิ่ ศกั ดสิ์ ิทธท์ิ ี่ตนเคารพบชู า ผทู ่ีจะ
สวมใหเปนหนา ท่ขี องครูบาอาจารยผูทค่ี วบคุมไปโดยสวมใสบ นศรี ษะหันปลายไวด านหลงั ผทู ี่ถูกสวมกน็ อมคํานบั
รับไวดว ยความเคารพอยางสูง ผลท่ีไดโดยตรงกค็ อื กําลังใจ ซง่ึ จะกอใหเกดิ ความเชอื่ ม่นั ความกลา หาญซ่งึ เปน สงิ่
สําคัญยิง่ สําหรบั นักกระบกี่ ระบอง

วิธปี ฏบิ ตั ใิ นการสวมและการถอดมงคล
การสวมและการถอดมงคลมีวธิ ีปฏิบัตทิ ่ีแตกตา งกนั หลายแบบ ซ่ึงสามารถเลือกปฏบิ ตั ติ ามความ

เหมาะสมดงั เชน
แบบท่ี 1 ครอู าจารยสวมมงคลใหแ กผ แู สดงกอ นทจ่ี ะออกไปแสดง เมื่อผูแสดงถวายบงั คม ขึน้

พรหมแลว ราํ ไมตา ง ๆ จนครบ และไดจ ว งลงสูทา นง่ั ขน้ึ พรหมแลว จะถอดมงคลออกพรอมกบั การเปล่ียนจากไมราํ
เปน ไมต ี โดยแสดงเปน ผถู อดออกเอง แลว มอบใหก บั ผูท ไี่ ปเปล่ียนไม

แบบที่ 2 เมอ่ื ครูอาจารยสวมมงคลใหแ ลว ใหสวมตลอดไประหวา งการแสดง แตผแู สดงจะตอ ง
สวมมงคลกระชับแนน กับศรษี ะ เพือ่ ไมใ หม งคลหลุดออกไป และจะถอดมงคลเม่อื แสดงเสรจ็ แลว โดยใหผูสวม
มงคลเปนผูถอดมงคล

แบบที่ 3 เหมือนกนั กบั แบบที่ 2 แตผ แู สดงกดมงคลเลื่อนลงมาคลองไวท ่คี อ เพ่อื ไมใ หม งคลหลุด
ออกไป เมอื่ แสดงเสรจ็ แลวจึงถอดมงคลเหมอื นแบบท่ี 2

เครอื่ งดนตรีประกอบการเลน
การแสดงกระบ่กี ระบองและมวยไทย เราถอื เปนระเบยี บประเพณีกนั มาแตไหนแตไรแลววาถา จะให
ถกู ตอ งตามระเบยี บแบบแผนกนั จริง ๆ แลวจาํ ตองมีดนตรีชนดิ
หนงึ่ บรรเลงประกอบการแสดงดว ยเสมอไป ดนตรชี นดิ นเี้ รียกวา
“ ปชวา – กลองแขก ” เครือ่ งดนตรีถาจะจดั ใหม ีอยางครบถว น
บริบูรณจะตอ งประกอบดว ย ปช วา กลองแขกตวั ผู ( เสียงสูง )
กลองแขกตวั เมยี ( เสียงตํา่ ) ฉิ่งจบั จงั หวะ

การเลน กระบ่กี ระบองและมวยไทยสันนษิ ฐานวา คงไมมีดนตรปี ระกอบการเลน มากอ น แตค งมาคดิ
ผสมขนึ้ เองภายหลงั เพราะเครื่องดนตรเี หลา นัน้ ช่ือกบ็ อกอยูแลววาไมใชของไทย อาจจะมแี ตฉ ่ิงจบั จังหวะเทา นนั้ ท่ี
เปน ของไทย ปก ลองพวกนพี้ วกแขกชอบนาํ มาบรรเลงประกอบการเลน กริช หอกซัด สว นมวยไทย เราเหน็ วา
เหมาะสมจึงนาํ มาใชบาง โดยเติมฉ่ิงจับจงั หวะประกอบเขา ไปดว ย

เนื่องจากการแสดงและมดี นตรปี ระกอบทานานแลว ทาํ ใหผูเลนและผูดตู ิดจนชนิ หู หากการแสดง
แตล ะคร้งั ขาดดนตรปี ระกอบยอ มทําใหเงยี บเหงาขาดความสนกุ สนานไปดว ย เคร่ืองดนตรปี ระกอบการแสดงมี
ประโยชน

1. ทาํ ใหก ารแสดงครกึ ครืน้ และสนกุ สนาน
2. เสียงของปก ลองนี้ปลกุ ใจและเราใจผูเลนใหเกิดความฮกึ เหิมในการตอสูมากยงิ่ ข้นึ
3. เปนการเพิ่มความงดงามใหแ กศลิ ปะของการรายราํ ไปตามทวงทาํ นองตามจงั หวะของดนตรดี ว ย
4. ในการตอ สูกนั น้นั เสยี งป เสียงกลอง จะชวยยหุ รอื หนนุ ใหผูเลน คดิ สกู นั เรอื่ ยไป เพราะตาม
ธรรมดาเมอ่ื เขา ตีกนั ปก ลองจะเรง ใหเสยี งถ่ีเขา ๆ ไมชาเหมอื นเพลงทีใ่ ชใ นตอนรํา ยิ่งตีเรง เขามากเพยี งใดก็ยิ่ง
หนนุ ใหเกดิ ความกลามากขน้ึ เพยี งนน้ั

ข้นั ตอนการบรรเลงปช วา-กลองแขก
การบรรเลงของปช วา – กลองแขก เขาถอื กนั วา เปน ศลิ ปะดวยเหมือนกนั เพราะถา บรรเลงไดดีถึง

ขนาดยอมอํานวยประโยชนไดค รบถวนดงั ไดบรรยายไวแ ลวในตอนตน การบรรเลงของปก ลองแขกนน้ั กค็ ือ เลือก
บรรเลงเพลงใหเหมาะสมกบั อาวธุ อยางหน่ึง ๆ กบั ทงั้ เปา ปและตีกลองใหถกู ตอ งตามลักษณะของเพลงนน้ั ๆ อยาง
ไพเราะเพราะพรง้ิ อกี ดว ย การแสดงกระบก่ี ระบองคราวหน่งึ ๆ ปกลองจําจะตอ งบรรเลงเพลงเปน 3 ตอน ดังน้ี

1. การบรรเลงกอ นจะเร่มิ การแสดงกระบก่ี ระบอง เปน ประเพณีนยิ มทถี่ ือปฏบิ ตั ิกันสืบมาวาจะตอ ง
กระทาํ พธิ ีแสดงความเคารพครูบาอาจารยเสียกอน เรยี กวา พิธไี หวครู ผเู ปนหวั หนา จะนาํ ดอกไมธปู เทยี นทาํ การสัก
การะอาจารยก ระบก่ี ระบองหนา เครือ่ งไม ซ่ึงมีผูแสดงลว นแลวแตเปน ศษิ ยหอมลอมอยูดวย ในขณะนี้ปก ลองจะได
บรรเลงในตอนนใ้ี ชเพลงชมสมุทร เพลงโฉลก เพลงเกาะ หรือเพลงระกาํ ก็ได

2. การบรรเลงเพอื่ การโหมโรง คือ เมอื่ เสรจ็ พธิ ไี หวครูแลว กอ นจะเร่ิมแสดงเลก็ นอ ย จําตอ งมกี าร
โหมโรง เพลงโหมโรงมมี ากดว ยกัน จะบรรเลงเพลงใดกไ็ ด เชน แขกโอด เยี่ยมวิมาน แขกไทรหรือเพลงสองชัน้
อ่ืน ๆ ตามแตจ ะเลือก

3. การบรรเลงต้งั แตเ ริ่มการรํา เพลงท่ีนาํ มาบรรเลงตอ งเหมาะสมกับชนิดของอาวธุ ซงึ่ ไดจ ดั เพลง
กาํ กบั ไวดงั น้ี คือ กระบใี่ ชเ พลงกระบี่ลลี า ดาบสองมอื ใชเ พลงจําปาทองเทศหรือขอมทรงเครอ่ื ง งาวใชเพลงขึน้ มา
พลอง ใชเ พลงลงสรงหรือข้ึนพลับพลา สามบาน ใชเพลงฝรง่ั ราํ เทาหรือกราวนอก

ดูแลรกั ษาอุปกรณการเลน กระบี่
อปุ กรณก ารเลนสําหรับกระบก่ี ระบองนน้ั มีความสําคญั แตกตางไปจากอุปกรณก ารกฬี าทว่ั ๆ ไปทั้ง

น้ีเพราะถอื วาอปุ กรณเ หลา น้เี ปนเสมือนอาวธุ ศาสตรา เปน ของมคี รู ดังน้ันจึงเปนประเพณที ด่ี ีงามของไทยมาแต
โบราณทีจ่ ะตอ งปฏิบัตติ อ อปุ กรณเ หลานใ้ี หถกู ตอง ทัง้ เพอื่ ความเหมาะสมเปนสิริมงคลแกผปู ฏบิ ัติ และเพอ่ื เปนการ
ถนอมอุปกรณใ หอยใู นสภาพทใ่ี ชไดด ีอยูตลอดไป สาํ หรับอปุ กรณก ระบีน่ นั้ พอจะจําแนกการดแู ลรกั ษาตามประเภท
ไดดงั นี้

1. กระบจี่ ริง ตวั กระบท่ี าํ ดว ยเหล็ก ดามทําดว ยไมหรือวตั ถุอยา งอน่ื ทมี่ ่นั คง โกรง กระบเี่ ปน แผน
เหลก็ คมกระบี่มคี วามคมและมีปลายแหลม อาจเปนอันตรายไดงาย ดังน้นั ควรปฏิบตั ิดังนี้คือ

1. เก็บกระบีไ่ วในฝกกระบีท่ ท่ี ําดวยหนงั หรอื โลหะซ่งึ มหี นงั ออนหรอื ผา สกั หลาดกรุอยขู างใน
เพ่ือปองกนั การเสยี ดสีดว ย

2. กอ นจะเกบ็ ควรจะทําความสะอาด เชด็ ใหแ หง ชโลมน้าํ มนั เพือ่ กนั สนมิ
3. เกบ็ ไวใ นทเี่ หมาะสม เชน เกบ็ ไวใ นตู ชั้น หรอื ที่วางท่ที ําใหไ วเก็บเครอ่ื งกระบกี่ ระบอง
โดยเฉพาะมีรสู าํ หรับใสอ าวธุ แตละชนิดไว
2. กระบี่จริง เปนอุปกรณที่ทาํ ขึ้นมลี ักษณะคลายกระบี่จรงิ แตม งุ ไปทีค่ วามสวยงามเปน สําคญั
และใชเ ฉพาะเพ่ือการราํ เทาน้นั กระบ่รี าํ จงึ บอบบางไมเ หมอื นกระบ่จี รงิ การดแู ลรกั ษากระบ่ีราํ ควรปฏิบัตดิ งั นี้
1. การหยบิ จับ หรอื เคลือ่ นยายควรทาํ ความสะอาดระมัดระวัง เพือ่ ปอ งกนั การขดู ถลอก หัก
กะเทาะ ถาเปนไปไดควรมถี งุ ผา ใสเ ครอ่ื งกระบ่รี าํ แยกถงุ ละอนั โดยเฉพาะ
2. ขณะราํ ไมต าง ๆ ควรระมัดระวงั อยาใหก ระบีถ่ กู กระทบพนื้ ซ่ึงอาจจะทําใหชาํ รดุ ได
3. การเกบ็ รกั ษา ควรวางในทซ่ี ง่ึ ไมมีการกระทบเสียดสีกับวัตถอุ ยางอ่ืน
4. การทําความสะอาด เชน ปดฝุน ควรทําความสะอาดดว ยความระมดั ระวงั เปนพิเศษ
5. ควรทําทว่ี างเปน พิเศษ และมตี กู ระจกครอบอกี ทีหน่ึง เพอ่ื ปอ งกันฝุน ละอองจับกระบ่สี กปรก
3. กระบตี่ ี ตัวกระบ่แี ละดา มกระบี่ทาํ ดวยหวาย โกรงกระบ่ที ําดว ยหนงั ใชส ําหรบั การฝก ซอ มและ
การตใี นชวงของการตอสู ถงึ แมนวาหวายจะมคี วามเหนียว แตกค็ วรใชใ หเ หมาะสม เชน
1. ถา ไมตวั กระบโ่ี คงงอก็ไมค วรดดั แรงเกินไป
2. เวลาตีอยาแรงเกินไป เพราะกระบอี่ าจจะหกั ได
3. การเกบ็ ควรเก็บไวใ นรม ไมใ หถูกแดดถูกฝน เพราะจะชํารดุ ไดง าย
4. สว นของกระบท่ี ่ที าํ ดวยหวาย ควรใชผา ชุบน้าํ หมาด ๆ เชด็ ทาํ ความสะอาด หากสกปรกมาก
ควรใชผา ชบุ น้าํ สบูหมาด ๆ เชด็ ทําความสะอาด แลวใชผา แหงนุม ๆ เช็ดอีกที ผึ่งลมทง้ิ ไวใหแหง แลวจึงเกบ็ เขา ที่
ควรทานา้ํ มนั รกั ษาเนอ้ื ไม เปน ระยะ ๆ ตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อปอ งกันแมลงกดั กนิ
5. สวนของกระบที่ ่ที ําจากหนัง ควรใชน ํา้ มันสาํ หรับรกั ษาหนังโดยเฉพาะทาหมาด ๆ ระวัง
มิใหสว นทเ่ี ปน หนังเปย กนาํ้ หรือแชน า้ํ นาน ๆ ตากแดดนาน ๆ หรือถูกความรอ นจดั เพราะหนังอาจจะเสยี รปู ทรงบดิ
เบี้ยวได
6. ควรทาํ ทเ่ี กบ็ รักษากระบี่ตไี วในทโี่ ปรง อากาศถา ยเทไดด ี เชน ทําเปน แกนสาํ หรบั แขวน
กระบ่ีเปนระเบียบ ทําเปน ชอ งใสก ระบ่แี ตละอัน เปน ตน ไมค วรเกบ็ กระบ่สี มุ รวมกองกันไวเพราะจะทําใหนํ้าหนกั
กระบก่ี ดทบั กัน โกรง กระบ่ีเสียรปู ตวั กระบ่โี กรง งอ แมลงกดั กนิ ผกุ รอนไดงา ย

**************************************

ระเบยี บ ประเพณี มารยาท ในการเลน กระบ่ี

การไหวครูและการยกครู
ระเบยี บประเพณที ่คี วรปฏบิ ัตใิ นการเลน กระบ่ี ก็ปฏบิ ัติเชน เดยี วกันกบั การเลนกระบกี่ ระบอง ทงั้ น้ี

เพราะกระบกี่ ระบองเปน สวนหนง่ึ ของกระบก่ี ระบองดงั กลาวมาแลว ตามแบบแผนระเบียบประเพณเี ก่ยี วกับกระบ่ี
กระบอง ทัง้ เปนการรกั ษาเอกลกั ษณอนั เปนมรดกของชาติ นกั เรียนควรรูและเขาใจในเร่ืองเก่ียวกบั การไหวค รู และ
พิธยี กครกู ระบก่ี ระบอง ดงั นี้

การไหวครู
การไหวค รเู ปนสิง่ สาํ คญั มากสําหรับคนไทย เพราะเรานับถอื ครูบาอาจารยว า เปน ผมู พี ระคุณอยา งสงู

โดยเฉพาะอยา งย่งิ ในสมยั กอ น การศกึ ษาหาความรูต อ งศกึ ษาจากครบู าอาจารยผ ูม คี วามรใู นวชิ านัน้ จนอาจารยเ กดิ
ความรกั ใคร มัน่ ใจและเช่ือใจวา จะเปนศษิ ยทด่ี ใี นวันหนาโดยไมค ดิ ทรยศตอ อาจารย แลวอาจารยจ งึ จะประสาทวิชา
การให และศษิ ยทไ่ี ดเรยี นวชิ าใดจากครูก็ยอมจะรูสกึ ภาคภูมใิ จในเกียรตแิ ละวชิ าความรขู องตน

สําหรับการเรยี นวชิ ากระบกี่ ระบอง ซึ่งเปน วิชาทีเ่ กย่ี วกับการตอสูและปอ งกนั ตวั ดวยแลว อาจารย
กย็ ่ิงมคี วามระมดั ระวงั เปนพิเศษ ถา ไมด ีจริง ๆ แลว ก็ไมย อมสอนใหเ ปน อันขาด ท้งั น้ีเพราะเกรงจะเขาตาํ ราทวี่ า
“ ลูกศษิ ยคดิ ลางครู ลกู ไมรคู ุณพอ แม ” ฉะนนั้ กอนทจ่ี ะใหค วามรจู ึงตอ งมกี ารกระทําพิธเี กยี่ วกับการนอมนอมยอม
เปนสานุศษิ ยดว ยความเคารพจริง ๆ เสียกอ น ซ่งึ พิธีนีเ้ รียกกนั ทั่ว ๆ ไปวา “ การไหวค รู ” และการไหวค รูในคร้ังแรก
นั้นบางคร้ังก็เรยี กกนั วา “ การยกครู ”

การไหวค รหู รอื การยกครใู นปจจบุ นั ยงั มคี วามสําคัญ และเปนวัฒนธรรมอนั ดเี ลิศของไทยเราอยาง
หน่งึ เพราะคนไทยถือวาการเคารพครูบาอาจารยแ ละตอผมู พี ระคุณทัง้ หลายเปน มงคลอันประเสริฐ สําหรบั การไหวค รู
กระบก่ี ระบองนัน้ ไมใ ชท ําในครง้ั แรกครง้ั เดียวเทา นัน้ ยงั มีในโอกาสอ่ืน ๆ อกี เชน การไหวครกู ระบกี่ ระบองประ
จาํ ป การไหวครูทกุ ครง้ั ทไี่ ปแสดง ซึ่งอาจจะนอยมากแตกตา งกนั ไป

พิธยี กครกู ระบ่ีกระบอง
การยกครู หมายถึง พิธีแสดงตนวาขอนอมนอ มยอมเปน สานศุ ษิ ยด ว ยกาย วาจา ใจ ทงั้ ปฏญิ าณตน

วา จะปฏบิ ตั ิตามคาํ สัง่ สอนทุกประการ และจะเคารพนบนอบครูบาอาจารยดว ยความกตญั กู ตเวทเี สมอ พธิ ยี กครู
ตองกระทําในวนั พฤหสั บดี เพราะถือกนั วาวันพฤหัสบดีนน้ั เปนวันครู

การทาํ พิธยี กครู
การทําพธิ ยี กครขู องครคู นหนึ่ง ๆ ยอมไมเหมือนกัน แตใ นทนี่ จี้ ะนําตัวอยางของพธิ ยี กครตู ามแบบ

ของอาจารยนาค เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา มาแสดงเพ่ือเปน แนวทาง ดังน้ี
1. การเตรยี ม จัดท่บี ูชาขนึ้ มพี ระพุทธรปู เปน ประธาน มเี ครื่องกระบก่ี ระบองอยูสองขา งท่ีบูชา
2. พธิ เี กีย่ วกับศาสนา มกี ารสวดมนตตามสมควร
3. พธิ ีเกยี่ วกบั การเคารพครบู าอาจารยกระบก่ี ระบอง ดังนี้
3.1 กลา วอญั เชิญครกู ระบกี่ ระบอง
3.2 กลา วคําปฏิญาณ
3.3 น่งิ ระลกึ ถงึ พระคณุ ทาน

3.4 ทําพิธรี ับเปน สานศุ ษิ ย

3.5 ใหโ อวาท

เมื่อเสร็จพธิ ดี ังกลา วแลว ตามปกติมกั จะมกี ารเล้ยี งดกู ันเปนการแสดงความสามคั คแี ละรนื่ เรงิ กันบาง

ทกี จ็ ัดใหม กี ารเลนกระบกี่ ระบองเปน การฉลองดว ย

ระเบยี บเกย่ี วกบั การยกครกู ระบก่ี ระบอง

การเตรยี ม

1. จัดที่บูชามพี ระพทุ ธรปู เปนประธาน

2. มีดอกไมสขี าว ธูปเทยี น สําหรบั บชู า

3. มีเคร่ืองไมร ํา เคร่อื งไมตี และเคร่อื งอุปกรณก ระบี่กระบองทกุ อยางเทา ท่มี อี ยูว างไว

สองขา งทบ่ี ชู า

4. เทยี นขผ้ี งึ้ หนกั 1 บาท 1 เลม

5. นา้ํ หนงึ่ ขันเพอื่ ทํานํา้ มนต

6. แปง กระแจะสาํ หรบั เจมิ เคร่ืองไมทั้งหมด

7. พานใสส ตางคส ําหรับทําบุญตกั บาตรในวันรุงขึ้น เพอื่ อุทศิ สว นกุศลแผไ ปใหบ รรดาครู

อาจารยก ระบกี่ ระบองทกุ ทาน

8. ใหน กั เรยี นนําดอกไมส ีขาว 5 ดอก ธูป 5 ดอก เทยี นขผี้ ้ึงสขี าว 1 เลม และเงิน 1 สลึง

มาดวย

9. ใหน ักเรยี นมาน่ังพับเพยี บเรยี งกนั เปน ระเบยี บรวมยังหนา ท่บี ชู า ครูนง่ั อยขู า งหนาแลว

เริ่มทาํ พธิ อี ยางสาํ รวม โดยทําพิธีไหวพ ระกอ น ดังนี้

พธิ ไี หวพ ระ ปฏิบัติดงั น้ี

1. กราบพระ 3 หน

2. จุดธปู เทียน แลว ระลึกถงึ คณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ เมื่อเสรจ็ แลว รวบรวม

ธูปเทยี นปกไวที่แหง เดียวกนั

3. กราบพระ 3 หน

4. นั่งคุกเขาลงพรอมกนั ประนมมือ

5. ครูนําสวด นกั เรยี นวาตาม

อะระหงั สมั มาสมั พุทโธ ภะคะวา พทุ ธงั ภะคะวนั ตงั อภวิ าเทม.ิ ( กราบ )

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมงั นะมสั สาม.ิ ( กราบ )

สุปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงั ฆงั นะมาม.ิ ( กราบ )

6. นั่งพบั เพยี บ

7. สวดนะโม 3 จบ

8. สวดพระพทุ ธคุณ พระธรรมคณุ พระสงฆค ณุ

ครูนําสวด อติ ิป โส ภะคะวา นกั เรยี นรบั และสวดพรอ มกนั ตอ ไป

อะระหงั สัมมาสัมพุทโธ ฯลฯ ไปจนจบบท

ครนู ําสวด สวากขาโต นักเรยี นรับและสวดพรอ มกันตอไป

ภะคะวะตา ธมั โม ฯลฯ ไปจนจบบท

ครูนาํ สวด สปุ ะฏิปน โน นกั เรยี นรบั และสวดพรอมกนั ตอไป

ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ฯลฯ ไปจนจบบท
9. กราบพระ 3 หน
พิธีไหวค รู หวั หนา นกั เรยี นนาํ กลาว ดังนี้
อุกาสะ ขา พเจาขออาราธนา ครูกระบ่ีกระบองทง้ั หลาย มีครูพวง ครูมงคล ครูจู ครนู คร
ครหู ลํา ครูจนั ทร และครูนาค เปนตน ท่ียงั มชี ีวติ อยูกด็ ี หรือลว งลับไปแลวกด็ ี ขา พเจา ขอประณตนอ มยอมเปน
สานุศิษยพ รอ มท้ังกาย วาจา ใจ และดว ยความเคารพนับถือ
อนึ่ง ขา พเจา ขอใหส ัตยปฏิญาณดว ยความจริงใจวา ขา พเจาจะมีความเคารพและมีความจง
รกั ภกั ดีตอ ครอู าจารยท กุ ทาน ส่งิ ใดท่ไี ดศ กึ ษามาแลว จะพยายามรกั ษาระเบยี บแบบแผนอนั เปนประเพณไี วอ ยา งเครง
ครดั ยิง่ ท้ังนเี้ พื่อเทดิ ทนู คณุ งามความดีของครทู ี่ไดอุตสาหพ ยายามส่งั สอนศิษย ขอสนองทา นดว ยความกตญั ูกตเวที
ทกุ เมอื่
ฉะน้ัน คณุ ครทู งั้ หลายจงโปรดกรณุ าประสิทธิป์ ระสาทพรใหขาพเจา ลุลว งสมดงั มโนรสทุก
ประการ และชวยปกปอ งคมุ ครองรักษาปวงขาพเจา ทัง้ หลายใหน ริ าศตอภัยอนั ตรายท้งั ปวง ประสบแตค วามสขุ ความ
เจริญช่ัวกลั ปาวสานเทอญ
1. นง่ั สํารวมจิต ระลึกถึงคณุ ครอู าจารย 1 นาที
2. กราบ 3 หน
3. นักเรียนนง่ั นงิ่ ๆ
4. ครูทาํ นํ้ามนต โดยนําเทยี นเลม ใหญม าหยดแลว วา พระพทุ ธคุณ พระธรรมคณุ พระ

สงั ฆคุณ 1 จบ
5. ครดู ่ืมน้ํามนตและพรมลงบนศรษี ะ
6. นกั เรยี นเอาถว ยเลก็ ๆ ตกั น้ํามนตม าด่ืม โดยใหเหลืออยูต ดิ กน ถว ยเลก็ นอย แลว รดบน

ศรี ษะของตนเองดว ยความเคารพ
7. ครูใชน ้ิวหัวแมม อื ขวาจมุ กระแจะเจิมเครือ่ งไมท ง้ั หมด
8. ครเู จมิ ที่กลางกระหมอมนกั เรยี น โดยเสกคาถา นะโม พทุ ธายะ
9. นักเรียนแกะเทียนทเ่ี หลือจากทาํ น้ํามนตต ิดท่ีผม
10. กราบ 3 หน เปน อันเสร็จพธิ ี

ระเบียบประเพณที พี่ ึงปฏบิ ตั ใิ นการเรยี นและการเลน กระบี่
1. กอนการนําเครื่องไมก ระบีท่ ั้งเครือ่ งไมร าํ และเครือ่ งไมต ี เพอ่ื ออกไปใช ตอ งแสดงความเคารพ
ดว ย และหลงั ใชเสรจ็ แลวกอ นนําไปเกบ็ ไวท่ี กต็ องแสดงความเคารพอกี คร้ังหน่งึ
2. การเก็บการวางเครอื่ งไมก ระบ่ี ตอ งจดั วางในทอี นั ควรหรอื ท่ีสูงซง่ึ จดั ไวเปน สัดสวนใหม รี ะเบยี บ
3. ไมว างหรอื ทิ้งเครอื่ งไมกระบไ่ี วบนพน้ื หากพบเหน็ เครอื่ งไมก ระบี่หรือสวนประกอบของกระบ่ี
วางท้ิงหรือตกหลน อยู จะตอ งเกบ็ ไวใ นท่ีอันควร

4. ในการฝก หรอื การเลนตอ งระมัดระวงั หากเครือ่ งไมห ลุดมือตกลงบนพนื้ จะตองไมขามหรือใช
เทา เตะ

5. ในการแสดงหรอื การเลนกระบ่ี จะตอ งแตงกายใหเหมาะสมตามท่ีไดก ลา วไวเกยี่ วกับประเพณี
วา ดว ยการแตงกาย

6. ในการแสดงหรอื การเลน กระบ่ี จะตองสวมมงคลใหเ รยี บรอย และตองปฏิบัติใหถ กู ตองตาม
ประเพณีวา ดว ยการสวมและการถอดมงคล

7. กอ นการแสดงทกุ ครงั้ จะตอ งทําพิธบี ูชาพระรัตนตรยั และไหวครู เพอื่ ระลึกถึงครอู าจารยที่ได
ประสทิ ธิ์ ประสาทวิชาให โดยการนําเคร่อื งไมทั้งเครอื่ งไมรํา เคร่ืองไมตี และอาวุธจรงิ มาจัด
ต้งั รวมไวอ ยางเปนระเบียบ

มารยาทสําหรับผเู ลน กระบี่
1. ผเู ลน ตองแตงกายใหเ หมาะสม ตามระเบียบประเพณเี กีย่ วกับการเลนกระบ่ี
2. กอนทีจ่ ะออกไปแสดงหรือแขง ขนั ผแู สดงหรอื แขง ขนั ควรจะใหค รูบาอาจารยท ่เี ปน หัวหนาเปน
สวมมงคลใหโ ดยผแู สดงพนมมอื ไว
2. ผเู ลนตอ งแสดงความเคารพกันและระลึกถงึ ครูบาอาจารยทสี่ อนวชิ านม้ี าและผูเ ปนประธานใน
พิธี
4. ในการเรมิ่ ออกไปแสดง จะตอ งอยใู นลักษณะสํารวม และวางทาทีใหด ูเรยี บรอยเหมาะสม
5. ผูแสดงตองแสดงคารวะตอ กนั กอนจะเริ่มการแสดง เพอ่ื เปนการใหเกยี รตซิ ่ึงกันและกนั
6. ผูแสดงควรจะกาํ หนดที่นัง่ เพอื่ ถวายบังคมใหถูกตอ ง โดยหลีกเล่ยี งการนงั่ แบบหนั หลงั ใหผูท่ี
ประธานในพิธขี องการแสดงในคร้งั นนั้ ๆ
7. ในการแสดงต้งั แตเรมิ่ ตน จนจบ ผเู ลน หรือผูแสดงจะตองรกั ษาระเบยี บประเพณวี าดว ยการแสดง
ใหถ ูกตอง เปนไปตามลําดับข้ันตอน และพยามยามปฏิบัตใิ หถ กู ตอ งตามลักษณะอยางเครงครดั
8. ถาหากเปนการเลนหรอื การแสดงที่ผแู สดงสวมมงคลอยู ในระหวา งการตอสจู ะตองจดั มงคลไว
ใหเรียบรอยไมใหมงคลหลดุ ออกจากศรี ษะ ซ่ึงจะทาํ ใหดไู มเ รียบรอ ย
9. ผแู ขง ขนั จะตองปฏิบตั ติ ามกฏระเบยี บและกฏขอบงั คับ ตลอดจนกตกิ าการแขงขนั โดยเครงครดั
10. กอ นการแขง ขนั ผูเขา แขงขันควรจะแสดงคารวะตอ กรรมการผตู ัดสนิ และผมู ีเกยี รตทิ กุ คน
11. การเปลี่ยนเคร่อื งไมราํ เปนไมเ ครอ่ื งไมตใี หเ ปล่ยี นตอนทีร่ าํ ไมร ําเสรจ็ แลวจะจวงสูทา นั่งข้ึน
พรหม
12. การเปลี่ยนเคร่อื งไมใ หถือเครือ่ งไมร ําไวด ว ยมอื ท้ังสอง แลว ยกมือไหวพ รอมถอื เคร่ืองไมราํ
แลวสง ใหคนเปล่ียนไม คนเปลีย่ นไมส งเครอ่ื งไมตใี หผแู สดง
13. ผเู ลน ควรจะรกั ษาสมาธิ สํารวมกิริยามารยาท ไมแสดงอารมณเมื่อถูกยั่วเยาหรือเกดิ ความไม
พอใจ
14. เมื่อจบการเลน ไมว าเปน การแสดงหรอื การแขง ขนั ผูแสดงทงั้ คจู ะตอ งขอขมาซ่งึ กนั และกนั และ
ควรแสดงอากปั กิรยิ าทีส่ ุภาพและจริงใจ
15. เม่อื จบการเลนแลวกลับออกนอกบริเวณการแสดงหรือบริเวณแขง ขัน ควรจะถอื เครือ่ งไมท ่นี าํ
ไปแสดงในลกั ษณะที่เหมาะสม

16. การเดนิ ออกนอกบริเวณการแสดงจะตอ งเดนิ ออกไปใหเ รียบรอย ไมลุกลี้ลุกลน และถอื เครอื่ ง
ไมทนี่ ําไปแสดงในลกั ษณะทเ่ี หมาะสม

17. เมอื่ เลนหรอื แสดงเสร็จแลว ผูแสดงท้ังคจู ะมานั่งคกุ เขา เพื่อมอบเคร่ืองไมใหอาจารยและให
อาจารยถ อดมงคลออกดวย โดยแสดงพนมมอื เชนเดียวกนั กับในตอนสวมมงคล

18. ถา เปนการแขง ขนั ผเู ขา แขง ขนั ควรจะแสดงนํ้าใจนกั กฬี า ไมว าจะแพหรอื ชนะ ไมแ สดงอาการ
ดีใจหรอื เสียใจเกินไป และยอมรับคาํ ตดั สนิ ของกรรมการโดยจริงใจ

19. ผูเลนควรจะแสดงความเอือ้ เฟอ เผือ่ แผ ชว ยเหลือซง่ึ กันและกันในการไปแสดงหรือแขงขนั เชน
การเกบ็ ขนเครือ่ งไมแ ละอุปกรณตา ง ๆ

มารยาทสาํ หรับผดู ูกระบ่ี
1. คาํ นงึ ถึงวฒั นธรรมในการดูกฬี า เชน การใหเกียรตกิ รรมการผตู ดั สนิ และผเู ลน ทง้ั สองฝายอยาง
เสมอเหมือนกัน
2. ปรบมือแสดงความยินดี ตอ นรบั ผแู สดงหรือผเู ขา แขง ขันไมวาจะเปน ฝา ยใด
3. ไมแสดงกริ ยิ าเยยหยนั ผเู ขาแขงขนั หรอื กรรมการผตู ดั สนิ ไมว าดว ยประการใด ๆ
4. ไมร บกวน หรอื กีดขวางผแู สดงหรือผเู ขาแขง ขัน ตลอดจนกรรมการผตู ัดสนิ
5. ไมเ ปนผสู รา งสถานการณท ่ีจะกอ ใหเกิดการแตกแยกความสามคั คี ระหวา งผูเขาแขง ขนั และ
ระหวา งผดู ูดว ยกนั
6. ไมแสดงกิรยิ าวาจาหรือวาจาสนบั สนนุ ย่วั ยุผูเ ลนไปในทางท่ีผดิ
7. ผูดคู วรจะแสดงความยินดดี วยการปรบมือให เมื่อผูเ ลนเลน ไดดี และเคารพตอ กฏกตกิ าท้งั ปวง
8. ยอมรับคาํ ตัดสนิ ของกรรมการผูตดั สนิ อยา งเดด็ ขาด และเคารพตอ กฏกตกิ าท้งั ปวง
9. ไมแสดงความพอใจ หรือสง เสริมผแู สดงหรือผแู ขง ขนั ที่ปฏบิ ัตผิ ิดวิสัยนกั กีฬา
10. ถือวา เปนหนา ทอ่ี ยางหน่งึ ของผดู ู ทจ่ี ะสงเสริมใหก ําลงั ใจแกทกุ คนใหเ ปน ผมู นี ํ้าใจนกั กฬี า

***********************************

ความปลอดภัยในการเลน กระบี่

หลักความปลอดภยั ในการเลนกระบ่ี หมายถึง หลักการตา ง ๆ ที่ผูเลน กระบ่ีควรปฏิบตั ิ เพื่อหลีก
เลย่ี งมิใหเกิดอนั ตรายจากการเลนกระบ่ี ซ่งึ มหี ลกั การปฏิบตั ดิ ังน้ี

1. กอนทีจ่ ะเลนหรอื ฝก ซอมกระบี่ จะตองพจิ ารณาดูวา ตนเองพรอ มหรอื ไม ทั้งรางกายและดา น
จติ ใจถารา งกายออ นเพลยี มอี าการเจบ็ ปว ย หรือจติ ใจไมพรอ มไมควรจะเลน หรอื ฝก ซอ ม เพราะจะเกดิ อนั ตรายหรือ
อบุ ตั ิเหตุ

2. กอนการเลนกระบกี่ ระบอง ควรอบอนุ รา งกาย และบรหิ ารรา งกายเสียกอน เพ่อื ใหรางกายต่นื
ตวั พรอมที่จะเคล่อื นไหว และปอ งกนั การบาดเจบ็ ของกลามเนอื้

3. สํารวจความเรยี บรอ ย และความแข็งแรงของอุปกรณก อ นเลนหรอื ฝก ซอ ม โดยเฉพาะอาวุธกระบ่ี
ตองตรวจสอบใหถ ถี่ ว น หากมีสว นใดชํารดุ ไมค วรนาํ มาใชเลน เพราะอาจหลุดแตกกระเด็นเกดิ อันตรายได

4. แตง กายใหเ หมาะสม เพอ่ื ใหส ามารถเคล่ือนไหวไดสะดวกและคลอ งแคลว
5. กอนจะเลนหรือฝกซอมทกั ษะตาง ๆ จะตอ งมีความชํานาญและเกดิ ความมั่นใจเสยี กอ น เพอ่ื มใิ ห
เกิดอันตรายข้นึ ในขณะเลนและแขง ขัน
6. ขณะที่เลน และฝกซอมการตอ สจู ะตองใชส มาธิและความระมดั ระวังเปน พเิ ศษ และพยามยาม
หลกี เลี่ยงการเลน ที่เส่ียงตออันตราย หรอื ทาํ ใหเ กดิ การบาดเจบ็ ขน้ึ
7. ไมฮกึ เหมิ ใจมากเกนิ ไป จนเปนเหตุใหข าดการประมาณความสามารถของตน
8. สํารวจสถานทีก่ อ นการเลนหรือฝกซอ ม ปรบั ปรงุ และจดั ใหอยใู นสภาพปลอดภยั ตอการเลน คอื
สนามตอ งกวา งขวางพอ พนื้ สนามตอ งราบเรยี บ ไมม ีสง่ิ กดี ขวาง เพราะถาสนามแคบหรือมีสิ่งกดี ขวางหรอื เปนหลมุ
เปน บอ มักจะเปน อนั ตรายไดง าย
9. หม่ันฝกซอ มอยูเสมอ จะทาํ ใหก าํ ลังกายและประสาทดี มีประสิทธิภาพ ซึง่ ทําใหไมเกดิ อนั ตราย
ในการเลน
10. หากเปนการเลน แบบตอสูเ พอ่ื แสดงหรือแขงขัน ควรมีเครื่องกน้ั แบง เขตพนื้ ท่สี นามเลน กับ
พ้ืนทคี่ นดใู หเ ปนสัดสว นเพื่อความปลอดภยั
11. ผูด ตู องระมดั ระวงั อันตรายดว ย คอื ไมค วรเขา ไปใกลผ เู ลน มากเกนิ ไป เพราะอาจจะเปน
อนั ตรายจากการเหยยี บชน หรืออาวธุ หลดุ มือกระเดน็ ไปถกู ได

วิธกี ารเลนกระบี่

วิธกี ารเลน กระบ่ี
ความหมายและความสาํ คัญของวธิ ีการเลนกระบี่
วธิ ีการเลนกระบ่ี หมายถึง กระบวนการ ขัน้ ตอน ตลอดจนวิธกี าร และการปฏบิ ตั ติ าง ๆ ต้งั แตเ ร่ิมจน

จบการเลน ซง่ึ จะตองดําเนนิ การไปตามระเบียบประเพณี แนวปฏิบตั ิ กฎ กตกิ าอันดีงาม ท่ยี ดึ ปฏบิ ตั สิ บื ทอดกนั มา
ดังกลา วไวข า งตน แลว ตามระเบียบประเพณีของกีฬากระบี่กระบองจะแตกตางกนั บางก็คือชนดิ ของอาวธุ ทใ่ี ชใ นการเลน
กระบี่ตตี อสกู ันเทานนั้

โดยทว่ั ไปเราอาจจะแบง วธิ กี ารเลนกระบ่กี ระบองออกไปเปน 2 แบบ คือ
1. วธิ กี ารเลน กระบแี่ บบแสดง คือเปนการเลนตตี อ สูก นั โดยผูเลน ท่ีมีการฝก ซอมจนเขา ขากนั เปน
อยางดี เพือ่ แสดงการตอสดู วยอาวุธกระบ่ี ซงึ่ จัดเปน การโชวและมกั เปนการเลนของศษิ ยส ํานักเดยี วกัน โดยทว่ั ไปจดั
แสดงเพอื่ เปนการสมโภช เพือ่ เฉลมิ ฉลองหรือเพือ่ การกศุ ลในงานตาง ๆ เชน งานสงกรานต งานกฐิน งานบวช เปน ตน
2. วธิ กี ารเลน กระบแี่ บบแขง ขัน คอื การเลนอยางเอาจรงิ เอาจัง ตีตอ สูก ันอยางดดุ ัน แขงขนั รนุ แรง
มกั เปน การตอสูกนั ระหวา งลูกศษิ ยคนละครู เพอื่ ประลองหรอื แขง ขันหาผทู ม่ี คี วามสามารถเหนอื กวาในเชงิ กระบกี่ าร
แขงขันระหวางศษิ ยค นละครนู ้ี คอนขา งอันตราย เพราะอาจบาดเจ็บจากการตีตอ สูไ ดง าย ดว ยเหตผุ ลน้ีเองจงึ เกิดมกี าร
แขงขันแบบแสดงเพมิ่ ขน้ึ การเลน กระบก่ี ระบองแขงขนั แบบแสดงน้ีจะมอี ันตรายนอยกวา เพราะคูเลน จะตอ งฝกซอ ม
กันมาแลว การเลน กระบกี่ ระบองแขงขนั แบบแสดง ไดแก การแขง ขนั กระบีก่ ระบองของกรมพลศกึ ษา และ การแขง
ขันกระบ่ีกระบองของสมาคมกฬี าไทยในพระบรมราชปู ถมั ภ
ขน้ั ตอนวธิ กี ารเลน กระบ่ี
การเลนกระบ่มี ีขนั้ ตอนวิธีการเลน เปน ลาํ ดบั ดังน้ี
1. กอ นเลน ตอ งเริม่ ดว ยการทําพธิ ไี หวครูเสยี กอน ขณะทาํ พธิ ไี หวค รู ปก ลองจะบรรเลงไหวครตู าม
ไปดวย เมื่อเสรจ็ จากพธิ ีไหวค รูแลวปก ลองก็จะหยดุ จากนัน้ ปก ลองจะบรรเลงเพลงโหมโรงขนึ้
2. เม่ือจบเพลงโหมโรง นกั กระบกี่ ระบองก็จะรบั มงคลจากครบู าอาจารย แลวถอื กระบเี่ ดนิ ออกไป
แสดงความเคารพประธานและผชู ม จากนัน้ คกุ เขาเตรยี มถวายบังคมอยูคนละขา งสนามเลน คนหนง่ึ จะนั่งแบบการขน้ึ
พรหมน่งั อีกคนหน่ึงจะนงั่ แบบการขน้ึ พรหมยนื
3. เม่ือปก ลองเริม่ บรรเลง นกั กระบกี่ ระบองทง้ั คูกจ็ ะเรมิ่ ดว ยการถวายบงั คม เมอ่ื ถวายบังคมเสรจ็ ก็
จะเปน การรา ยราํ ทา ขนึ้ พรหมน่งั และพรหมยนื เมือ่ ข้ึนพรหมเสร็จแลวทงั้ คจู ะอยใู นทา คุมราํ ยนื หนั หนาเขา หากนั
4. เมอ่ื ทง้ั คูอยใู นทา คุมรําเรยี บรอ ยแลว กจ็ ะเรมิ่ รายราํ ไมร ําตาง ๆ ไปตามทศิ ทางของการราํ ซ่ึงจะรํา
สองเที่ยวหรือหนึง่ เทยี่ วแลวแตจะตกลงรว มกนั ในขณะทเี่ ดินรายรําปก ลองกจ็ ะบรรเลง การรา ยรําจบลงดว ยการกลับ
หวั สนามไมร ํา แลว มาอยูในทาคมุ ราํ ยนิ หันหนา เขาหากนั
5. จากนนั้ ทง้ั คกู จ็ ว งลงนง่ั ตามลกั ษณะทีแ่ ตล ะคนขนึ้ พรหม คอื ฝา ยหนึ่งขึ้นพรหมน่ังกจ็ ะจว งลงนั่ง
ในทาพรหมน่ัง อกี ฝายหนึ่งข้นึ พรหมยนื กจ็ ะจวงลงน่งั ในทา พรหมยนื เม่ือจวงลงนง่ั เรยี บรอ ยแลว ปก ลองกจ็ ะหยดุ

6. ชวงทป่ี ก ลองหยดุ บรรเลงนี้ หากนํากระบ่ีราํ มาใชใ นการรายรําก็จะตอ งเปล่ียนจากกระบรี่ าํ เปน
กระบตี่ ี โดยจะมคี นถอื ไปเปลี่ยนให ชว งนหี้ ากนักกระบก่ี ระบองจะถอดมงคลมอบใหก ับผทู ่ไี ปเปล่ียนไม ถา หากไม
ถอดออกแตจ ะเลื่อนลงมาคลองไวท ค่ี อก็ได หรอื จะสวมไวก ็ได เมอ่ื เปลย่ี นเปนกระบตี่ เี รยี บรอยแลว เปน สญั ญาณวา
ทงั้ สองฝา ยเตรยี มจะตอสกู นั แลว

7. เมื่อเปลยี่ นกระบี่ตเี รียบรอ ยแลว และนกั กระบกี่ ระบองท้ังสองฝา ยน่งั เตรยี มพรอมแลว ปก ลองก็
จะบรรเลงเพลงเร็วเปน สัญญาณเร่มิ ตน การตอสู นกั กระบกี่ ระบองทัง้ คูตอ งถวายบังคมอกี ครงั้ แตจะปฏบิ ตั ิดว ยจังหวะ
ทีเ่ ร็วขนึ้ กวา ในตอนแรก ตามภาษากระบกี่ ระบองเราเรียกวา การถวายบงั คมเรว็

8. เสรจ็ จากการถวายบงั คมเร็ว กจ็ ะเปน การลกุ ขน้ึ เดนิ แปลงเขา หากนั จะเปน การเดนิ แปลงทั้งสอง
เทย่ี วหรอื สองเทยี่ วตามความเหมาะสมทีต่ กลงรว มกนั จากนน้ั จงึ ทําการกลบั หัวสนามเดินแปลง แลวยนื หนั หนา เขา หา
กนั ในทาคมุ ราํ

9. จากนั้นเปน การยา งสามขมุ เขา หากนั จนทงั้ สองฝายมาอยปู ระมาณกลางสนามในระยะหางกันพอ
ทีจ่ ะตกี นั ไดส ะดวก

10. เมื่อยางสามขุมมาพบกนั กลางสนามแลว ลําดับตอ ไปเปนการลด–ลอ โดยผเู ลน ฝา ยหนึ่งเปนผฝู าย
ลด–ลอ ดว ยไมลด–ลอไมหนึง่ ไมใ ดก็ได อกี ฝายหนงึ่ จะยา งสามขมุ วน จด จอ ง ๆ หาโอกาสเขา ตี ตามปกติ เม่ืออีก
ฝายเขา ตี อีกฝายจะตองแกส ถานการณจากฝารบั เปน ฝา ยรกุ โดยการหาจงั หวะตโี ตก ับไปบาง

11. มาถึงขนั้ น้เี รยี กไดวา เปนการตอสแู บบประชดิ ตัวแลว ทัง้ สองฝายจะทําการตตี อสูก นั โดยใชท กั ษะ
ตลี กู ไมต ีตา ง ๆ ทกั ษะการตีทา พลกิ แพลง การหลบ การเตะ การถบี และอ่ืน ๆ ผลัดกันเปน ฝา ยรกุ และฝา ยรับจนมี
การตีจากแยกจากกนั เปนอนั หมดขน้ั ตอน ทัง้ คกู จ็ ะเดนิ แปลงแยกออกไปทําการกลบั หัวสนามเดนิ แปลง แลว จึงยาง
สามขมุ เขา หากนั ใหม โดยผลดั กนั ฝา ยลด–ลอ เพ่ือเขาหาจงั หวะในการตี ใหท าํ เชนนเี้ รื่อยไปจนจบการตตี อสูก ัน แต
ละตอนของการตตี อสูกันนน้ั ภาษากระบก่ี ระบองเรยี กวา กรม แตละตอนหรอื แตละกรม จะสั้นยาวนานเพยี งใดนน้ั ข้ึน
อยูกับลักษณะการรกุ และรับ โดยทวั่ ไปการเลน กระบก่ี ระบองแตล ะคูมักจะเลนกนั ไมน อยกวา 3 กรม

12. การขอขมา เมื่อทําการตตี อสูก นั จนฝายใดฝายหน่ึงพา ยแพห รอื ตอสกู ันจนถึงท่สี ดุ แลวยงั ไมมี
ใครเพลีย่ งพล้าํ กต็ ามใหจ บการแสดงลงดว ยการ ขอขมา ซึ่งกันและกัน วิธีขอขมาในการเลนกระบกี่ ระบองน้ัน ใหท ั้ง
สองฝา ยเดินเขาหากัน แลว ท้ังคนู ั่งคกุ เขา ขางหนง่ึ หากนั ยกมอื ทงั้ สองข้นึ ไหวซ่งึ กนั และกนั โดยประนมมอื เขาหากนั
รวบกระบีไ่ วตรงกลาง ปลายกระบต่ี ัง้ ขนึ้ จากนนั้ จึงลกุ ขน้ึ แสดงความเคารพตอ ประธาน ผชู ม เปน อันวาจบการแสดง

ทกั ษะท่ีจาํ เปนสําหรบั การเลนกระบี่
ทกั ษะการเลนกระบ่ีที่เก่ียวขอ งกบั พธิ กี ารตามระเบยี บประเพณี เชน การไหวครู การสวมมงคลนั้น

เม่ือไดศกึ ษาทาํ ความเขาใจเนื้อหาแลว กส็ ามารถนําไปปฏบิ ตั ิไดงา ย ถาหากตดิ ขัดขัน้ ตอนใด ๆ ก็สามรถเปดตาํ ราศกึ ษา
ทบทวนใหเขาใจได สว นเรื่องท่เี กยี่ วกบั ทกั ษะการเลน ซึง่ มีขนั้ ตอนมากมายหลายขั้นตอนนน้ั เปน เรื่องท่มี รี ายละเอียด
เชน เทคนคิ วิธกี าร วิธีการปฏบิ ัติ และหลายหลากรูปแบบ จาํ เปน ตองมีการฝก หัด ทดลองปฏบิ ัติ และฝก ฝน ซอ ม
ปฏบิ ตั จิ ริงบอ ย ๆ จนสามารถเกิดความชํานาญจึงจะสามารถเลนกระบีก่ ระบองไดส นกุ สนาน ตื่นเตน และปลอดภยั

ขน้ั ตอน เราอาจแบง ทกั ษะการเลน กระบก่ี ระบองออกไดเ ปน 3 ชวงใหญ ตามลําดบั วธิ เี ลน ดังน้ี

1. ทักษะการรํา ซึง่ แบง ออกไดเปน 2 ตอน ตามลําดบั คือ
1. ) ทกั ษะการราํ อยกู บั ท่ี ไดแก การถวายบงั คม และการข้ึนพรหม ซ่ึงการข้ึนพรหม ยงั แบง

ออกเปน การขึน้ พรหมนง่ั และการขน้ึ พรหมยืน

2. ) ทกั ษะการรําเดนิ ไปมา ไดแ ก การรําไมรําไมตางๆ การกลับหวั สนามไมร ํา และการจว งลงน่ัง
2. ทักษะการเตรียมตอสู แบง ออกเปน หลายขนั้ ตอน ตามลําดับดังน้ี

1. ) ทักษะการถวายบงั คมเรว็
2. ) ทกั ษะการเดนิ แปลง และการหัวสนามเดนิ แปลง
3. ) ทกั ษะการยางสามขมุ
3. ทักษะการตอ สู แบง ออกเปน 2 แบบตามลําดบั จากงา ยไปหายาก คอื
1. ) ทกั ษะเบ้ืองตนการตอสู ไดแก ทักษะการตีเบ้อื งตน และการปองกนั ทักษะการแทงเบอ้ื งตน
และการปอ งกัน ทกั ษะการตที า หลัก คอื การตลี ูกไมท า ตา ง ๆ
2. ) ทักษะการตที าพลิกแพลง ไดแก ทักษะการลด–ลอ และทกั ษะการตีลูกไมผ สมแบบตา ง ๆ

*******************************************

ใบความรู
การถวายบังคม

การถวายบังคม
การถวายบงั คม หมายถงึ การแสดงความเคารพครบู าอาจารยซ่ึงไทยเราถือวาเปนชีวติ จติ ใจ จะละเวน

เสียมิไดเ ปนอันขาด ศิลปะใดกต็ ามทเี่ ราไดศ กึ ษาเลา เรยี นมาจากครศู ิลปะน้ัน ๆ กอ นจะเรม่ิ การแสดงตองมีการเคารพ
ครูกอ น กระบกี่ ระบองเปนวชิ าท่ีเครงครัดในเร่ืองน้มี าก ฉะน้ันกอ นท่ีจะลงมอื แสดง ผแู สดงแตละคนจะตองต้งั ตน
ดว ยการกราบไหวค รูบาอาจารยท ่ไี ดประสทิ ธ์ปิ ระสาทวิชานีใ้ หแกต น เพ่อื เปน การแสดงความกตัญกู ตเวที และเปน
ศริ มิ งคลแกต น อาการท่แี สดงนเ้ี รียกวา “ ถวายบงั คม ”

ทาเตรยี มข้ึนพรหมน่ัง ทาเตรยี มข้นึ พรหมยืน

ทา เตรียมกอ นถวายบงั คม
ทาเตรียมถวายบงั คม ผูเลน นัง่ คกุ เขา บนสนเทา ทัง้ สอง แยกเขาทั้งสองออกใหห างกนั พองามมือวาง

บนตนขา ลําตวั ตง้ั ตรง
สําหรับผูเลนทถ่ี วายบงั คมแลว ขนึ้ พรหมนง่ั ใหวางกระบไี่ วขา งซา ยมือ ดา มกระบี่เสมอเขา ปลาย

กระบ่ีชไี้ ปขา งหลงั โกรงกระบีห่ ันออกนอกตวั และหา งลําตัวพอหยบิ ไดถนัด น่งั หนั ขางขวาใหคูตอ สู
สําหรับผูเลนทถ่ี วายบงั คมแลว ข้นึ พรหมยนื ใหวางกระบไ่ี วข างหนา ระหวางเขา ทั้งสองขาง กระบ่ีหาง

จากแนวเขาประมาณ 1 คืบ โกรงกระบ่ีอยูขา งลา ง ปลายกระบ่ีช้ีตรงไปขางหนานงั่ หนั หนาใหต รงคตู อ สู นง่ั ทางดา น
ขวามอื ของพรหมนัง่

การถวายบงั คม มวี ธิ ีปฏบิ ตั ดิ งั นี้

๑ ๒ ๓๔ ๕๖

๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒

1. พนมมือทั้งสองขา งไวท ห่ี นา อก ขอ ศอกทงั้ สองกางออกขา ง
2. โนมตวั ไปขางหนา พรอ มกับกม ตวั ลง
3. ลดมอื ลง จบี มือท้ังสองขา ง แยกฝามือหงายขึ้น
4. วาดมือท้ังสองแยกออกไปขา งลาํ ตวั
5. คอ ย ๆ วาดวงแขนกางออกไปขาง ๆ ลําตวั พรอมกับหมุนขอ มือออกทางนิ้วกอยใหเ ปนวงกลม

หันเขาหากนั
6. วาดมือท้ังสองเขามาใหป ลายนิ้วมอื ไปบรรจบกนั ดา นหนาเหนือพ้นื เลก็ นอ ย
7. เอาฝายมอื เขามาชดิ กนั แลวดึงมือเขา มาทห่ี นาอก
8. กมตัวลง คอ ย ๆ เหยียดมือทง้ั สองไปขางหนา โดยแยกฝามอื ออก หนั ฝา มือลงสูพ้นื ขอศอกท้งั

สองกางออกขา งลาํ ตวั เล็กนอ ย
9. เหยียดลาํ ตวั ขึน้ พรอ มกบั เหยยี ดมือท้งั สองไปขางหนายกขน้ึ ขา งบนใหนิวชแ้ี ละนวิ้ หวั แมมอื ทง้ั

สองขา งจรดกนั
10. เงยหนาข้ึนเต็มท่ี เอานว้ิ หวั แมม อื ทัง้ สองมาจรดระหวางคว้ิ
11. คอ ย ๆ กม ตวั ไปขา งหนา แลวเหยียดแขนขน้ึ ดึงมอื ทัง้ สองมาสูทา นั่งประนม
12. กลับมาสูทาเรมิ่ ตนใหม และเร่มิ ปฏิบตั ติ ามขอ 8 – 12 ใหม จนครบ 3 ครัง้

************************************

การขึน้ พรหมนั่งและพรหมยืนของกระบี่

การขึ้นพรหม
การขน้ึ พรหมมี 2 ลักษณะ คือ
1. การขน้ึ พรหมนั่ง
2. การขนึ้ พรหมยนื
การขนึ้ พรหมนง่ั ไดแกก ารนั่งรา ยรําใหครบ 4 ทศิ แลว จงึ กลับหลงั หันลูกขึ้นยืนเพอ่ื เตรยี มปฏบิ ตั ใิ น

ข้นั ตอนตอไป ผขู นึ้ พรหมน่งั นต้ี องนง่ั ราํ อยตู ลอดเวลา
การข้ึนพรหมนง่ั มีวธิ ปี ฏบิ ตั ดิ งั นี้

๑ ๒ ๓๔ ๕ ๖

๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒

๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗

๑๘ ๑๙

1. นงั่ คุกเขาหันขางขวาใหค ูตอสู กระบ่ีวางอยขู างซายของมอื ลาํ ตวั หลงั จากถวายบงั คมเสร็จแลว
กมตวั ลง หนั หนาไปขา งซา ยมือท่มี กี ระบ่ีแลว ยกมอื ไหวกระบี่

2. เอามอื ขวาจับกระบี่ ควํ่ามอื มือซายจบี ไวท ่ีหนา อก
3. ยกกระบขี่ นึ้ ขา มศรษี ะไปทางขวา
4. ต้งั เขาขวาไปขา งหนา วางดว ยสน เทาขวาไปขา งหนา กระดกปลายเทา ขนึ้ น่ังอยบู นสน เทาซาย

มือซา ยจีบอยูทหี่ นาอก ใหกระบี่ขนานกับพน้ื หนั โกรง ออกนอกลาํ ตวั หงายมอื ขอ ศอกงอเปน
มุมฉากและยืดลําตวั ขึ้น
5. ชกั เทาขวากลบั มาคกุ เขา เปล่ียนตัง้ เขา ซา ยออก วางสนเทา ซา ยไปขา งหนา กระดกปลายเทาข้นึ
น่งั อยูบ นสน เทาขวา มอื ซายจีบอยูท ่หี นาอก
6. โลต ัวไปขา งหนา วางเขาท้งั สองลงบนพืน้ ยกเทา ขวาข้ึนขา งหลงั
7. มอื ซา ยรําหนา ระดับคว้ิ
8. ดงึ มอื ซา ยจีบทห่ี นาอก พรอมกับหมนุ ตัวกลับหลงั หันทางขวา ยกเขา ท้งั สองข้นึ พรอมกับวาด
กระบ่ีไปอยทู างซา ยกระบ่ขี นานกบั พนื้ คว่าํ มือโกรง กระบ่อี ยนู อกลําตวั ตัง้ เขาขวาขน้ึ
9. มือซายรําขา งเสมอใบหู โดยใหแ ขนงอโคง เล็กนอ ย
10. ดึงมอื ซา ยเขา มาจีบที่หนา อก วาดกระบ่ขี นานพื้นไปทางขวาในลกั ษณะคว่ํามอื พรอ มกับดึงเขา
ขวามาวางกับพื้น และตงั้ เขา ซา ยขึน้
11. โลตัวไปขางหนา วางเขาซายลงขางหนา ยกเทาขวาข้นึ มอื ซายราํ หนาเสมอค้วิ
12. ดึงมอื ซายจีบทห่ี นาอก หมนุ ตวั ไปทางขวา 1 มุมฉาก พรอ มกับวาดกระบไ่ี ปอยทู างซา ยกระบี่
ขนานกบั พ้นื คว่าํ มอื โกรง กระบอี่ ยนู อกลาํ ตวั ต้ังเขาขวาขนึ้ แลว บิดเขาซา ยไปทางขวาวางบนพื้น
13. ยกมอื ซายรําขา งเสมอใบหู
14. ดงึ มอื ซา ยเขา มาจีบทห่ี นาอก วาดกระบี่ขนานพนื้ ไปทางขวาในลกั ษณะคว่าํ มอื พรอ มกบั ดงึ เขา
ขวามาวางกับพน้ื และตง้ั เขา ซายขึน้
15. โลตวั ไปขา งหนา วางเขาซา ยลงขา งหนา ยกเทาขวาข้ึน มือซา ยราํ หนา เสมอคิ้ว
16. ดึงมอื ซายจีบทห่ี นา อก หมนุ ตวั กลับหลังหนั ทางขวา พรอ มกบั วาดกระบ่ีไปอยูท างซาย กระบ่ี
ชดิ ลาํ ตัวทางดา นซา ย ลุกขนึ้ ยนื กระบี่อยูดานซา ยมอื
17. ใหเทาขวาอยหู นา ยุบเทาขวา ลากเทา ซา ยชิดเทา ขวา ยกเทาขวาขนึ้ ยกมือซา ยราํ ขา งเสมอใบหู
18. ดึงมอื ซายจีบทห่ี นา อก ควงกระบ่ีไปขา งหนา 2 รอบ
19. วางเทาขวาลงสูพืน้ อยูในทาคุมราํ

การขึ้นพรหมยนื
การขึน้ พรหมยนื ไดแก การยนื รายรําไปใหค รบ 4 ทิศ จบลงดวยการยืนหันหนาหาคูตอสู เพือ่ เตรียม

ตวั ที่จะปฏบิ ัตใิ นข้ันตอไป ผูทีข่ นึ้ พรหมยนื น้ีตอ งยนื รําในบริเวณนน้ั ตลอดเวลา

การขน้ึ พรหมยนื มีวิธปี ฏบิ ตั ดิ งั นี้

๑ ๒ ๓๔ ๕ ๖

๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒
๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘

๑๙ ๒๐ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔

๒๕ ๒๖ ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๓๐

๓๑ ๓๒ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ๓๖

๓๗ ๓๘ ๓๙ ๔๐ ๔๑ ๔๒

๔๓ ๔๔

1. นัง่ คกุ เขา ประนมมอื หันหนาไปยังคตู อสู วางกระบไี่ วขางหนาระหวางเขา ท้ังสองขางกระบห่ี า ง
จากแนวเขา ประมาณ 1 คืบ โกรงกระบี่อยูขางลาง ปลายกระบ่ชี ี้ตรงไปขา งหนา

2. หลังจากถวายบงั คมเสรจ็ แลว กมตวั ลงไหวก ระบ่ี
3. มอื ซา ยจบี ทีอ่ ก มือขวาจับกระบ่ี
4. ยกกระบข่ี นึ้ มาทดั หู หงายโกรงกระบ่ีขนึ้ ปลายกระบช่ี ข้ี ้ึนไปขางหนา ตง้ั เขา ซายไปขางหนา

วางสน เทา ซา ยไปขางหนา กระดกปลายเทา ข้ึน นงั่ อยูบนสนเทา ขวา
5. จว งกระบ่ไี ปทางซา ย
6. ลุกขน้ึ ยนื ดวยเทา ซาย หมนุ ตวั ไปทางขวา 1 มุมฉาก ยกเขา ขวารับขอศอกขวา โกรง กระบ่ีหนั เขา

หาตวั กระบ่ีเฉียงขนึ้ ขา งหนา 45 องศา
7. มอื ซา ยรําขา งเสมอใบหู
8. ดึงมอื ซา ยจบี ทีห่ นา อก วางเทา ขวาลงขา งหนา
9. กาวเทา ซา ยไปขางหนา 1 กา ว ยกกระบขี่ ึ้นทดั หู มือซา ยจบี อยทู ่อี ก
10. โลต ัวไปขางหนาลากเทาขวาชดิ เทาซา ย

11. ยกเทาซา ยขน้ึ
12. วางเทา ซา ยลงขา งหนา พรอ มกบั จว งกระบไ่ี ปทางซายมอื
13. กา วเทาขวาไปขา งหนา 1 กา ว พลกิ กระบปี่ ลายกระบ่ชี ี้ขนึ้ ขา งหนา 45 องศา
14. โลต ัวไปขา งหนา ลากเทาซา ยชดิ เทา ขวา
15. ยกเทา ขวาขึ้นรบั ศอกขวา
16. มือซา ยรําขา งเสมอใบหู
17. วางเทาขวาลงขา งหนา ดงึ มือซายจบี ทีห่ นาอก หมุนตัวกลบั หลังหันทางซา ยมอื พลกิ กระบขี่ ้นึ

มาทดั หู
18. โลตวั ไปขา งหนาลากเทาขวาชดิ เทา ซาย
19. ยกเทา ซา ยขนึ้
20. วางเทาซา ยลงขางหนา พรอ มกับจว งกระบี่ไปทางซายมอื
21. กาวเทาขวาไปขา งหนา 1 กา ว พลกิ กระบปี่ ลายกระบ่ีช้ีขนึ้ ขา งหนา 45 องศา
22. โลตัวไปขางหนาลากเทาซายชิดเทา ขวา
23. ยกเทา ขวาขึน้ รับศอกขวา
24. มือซา ยรําขา งเสมอใบหู
25. วางเทา ขวาลงขางหนา
26. ดงึ มือซายจบี ท่หี นาอก หมนุ ตวั ไปทางซา ย 1 มมุ ฉาก พลิกกระบขี่ ึน้ มาทดั หู
27. โลต วั ไปขา งหนา ลากเทาขวาชดิ เทา ซาย
28. ยกเทา ซายขึน้
29. วางเทา ซายลงขา งหนา พรอมกบั จว งกระบไ่ี ปทางซา ยมอื
30. กา วเทา ขวาไปขา งหนา 1 กาว พลิกกระบปี่ ลายกระบ่ชี ข้ี นึ้ ขางหนา 45 องศา
31. โลต วั ไปขา งหนา ลากเทา ซายชิดเทาขวา
32. ยกเทา ขวาขึน้ รับศอกขวา
33. มือซายรําขา งเสมอใบหู
34. วางเทาขวาลงขา งหนา ดงึ มอื ซา ยจีบท่หี นาอก
35. หมนุ ตวั กลับหลังหันทางซา ยมอื พลิกกระบ่ีขน้ึ มาทัดหู
36. โลตัวไปขา งหนา ลากเทา ขวาชดิ เทาซาย
37. ยกเทาซา ยขึ้น
38. วางเทา ซายลงขา งหนา พรอ มกบั จว งกระบี่ไปทางซา ยมอื
39. กาวเทา ขวาไปขา งหนา 1 กา ว พลิกกระบ่ีปลายกระบี่ชีข้ นึ้ ขางหนา 45 องศา
40. โลต วั ไปขา งหนาลากเทา ซายชิดเทาขวา
41. ยกเทา ขวาข้ึนรับศอกขวา
42. มือซา ยราํ ขา งเสมอใบหู
43. ดึงมอื ซา ยจีบที่หนา อก ควงกระบีไ่ ปขางหนา 2 รอบ
44. วางเทา ขวาลงสพู นื้ อยูในทาคมุ ราํ

************************************************

ทาราํ ไมที่ 1-2

การรํา
การราํ กระบก่ี ระทําเมื่อไดข นึ้ พรหมเสรจ็ เรียบรอ ยแลว การรําถือวาเปนประเพณแี ละศิลปะประจาํ ชาติ

อยา งหนง่ึ ควบคกู บั การเลน กระบี่ทกุ ครั้ง ตามปกติผเู ลน จะเร่ิมตน รําจากจดุ กงึ่ กลางของปลายสนามแตละขาง เมอื่ ผูเ ลน
ถวายบงั คมและข้ึนพรหมส่ีหนาแลวจะยนื อยใู นทา “ คมุ ราํ ” ในบรเิ วณทต่ี นเองถวายบงั คม โดยหนั หนาเขา หากนั กบั
คตู อ สู เตรยี มทจ่ี ะรําตอไป ซ่งึ แบงการรําออกเปน 2 ลักษณะ คอื

1. การรําอยูก บั ที่
2. การราํ แลวเดินไป
การราํ อยกู บั ที่
การราํ ลักษณะนไ้ี ดแ กการรําขึน้ พรหมน่ังและการรําขนึ้ พรหมยืน ซง่ึ ผเู ลนจะราํ อยูในบรเิ วณนนั้ ๆ
เพียงแตห นั หนา หันตวั ไปทีละทศิ จนครบ 4 ทศิ
การราํ แลว เดินไป
การรําลักษณะน้ี ผเู ลน จะตอ งเดนิ หรอื เคลอ่ื นที่ไปขา งหนา การรําแลวเดินไปแบง ออกเปน 2 แบบ คือ
1. การรําแบบการเลน
2. การราํ แบบการแขงขนั
การรําแบบการเลน ไดแ กก ารเลนกนั เพื่อความสนกุ สนาน เลน กนั อยา งฉันมติ ร ผูราํ จะสบื เทากา วไป
ขา งหนาเขาหากนั และสวนกนั ทางซาย เม่ือรําและเดินไปยงั จดุ ที่อีกฝายหน่งึ ตงั้ ตนก็จะกลบั หลงั หนั หรอื เรยี กตามภาษา
กระบก่ี ระบองวา “ การกลบั หวั สนาม ” แลวรําเดนิ กลับไปสูท ่เี ดิม โดยราํ เดินโคงออกทางซายมือ เมื่อถงึ จดุ ต้งั ตน กก็ ลับ
หวั สนามอีกครั้งหนง่ึ ตามปกตมิ ักจะราํ กนั เพียงสองเทยี่ วเทานั้น
การรําแบบแขงขัน การรําแบบน้ีเปนการเลน กันอยา งเอาจรงิ เอาจงั เปนการตอ สกู นั ระหวางศษิ ยค นละ
ครู จงึ อาจจะตีกนั ถึงหัวแตก แขนขาบวมเปน ตน
การรําแบบแขงขนั นี้ คูตอ สูม กั จะราํ กนั ภายในแดนของตน แตไ มม ีเคร่ืองหมายแสดงการแบง แดน
ไวแตละคนจะกาํ หนดเสน แบง แดนทค่ี รึ่งสนามไวใ นใจของตน เมือ่ เร่ิมตนรําจากจดุ ตง้ั ตนแลว รําเดนิ ไปขา งหนา เขา หา
กนั พอถึงบรเิ วณกลางสนาม ตางฝา ยตา งกลบั หวั สนาม แลว ราํ กลับสูทเี่ ดิมอีก
การรําแลวเดนิ ไปขา งหนา ทใ่ี ชในการรํากระบีก่ ระบองมี 2 แบบ คอื

1. เดินตรง
2. เดินสลบั ฟนปลา
การเดนิ ตรง คือการราํ แลว เดนิ ไปในลกั ษณะเปนเสนตรง อาจเดินไปขางหนาบา ง ขา งหลงั บาง

การเดนิ สลบั ฟนปลา คือการราํ แลวเดนิ ไปในลกั ษณะเดนิ เฉียงขวาทหี น่ึง เดนิ เฉยี งซายอีกทหี น่งึ สลับ
กันไปตลอดทาง

ทา รํากระบ่ี
ทา ทางในการราํ กระบท่ี ีย่ อ มแตกตางกนั ตามแตละครูอาจารย แตล ะคณะ แตละสํานกั ทา ราํ ทจี่ ะกลาว

ตอ ไปนเ้ี ปนทาราํ ตามแบบของอาจารยนาค เทพหัสดนิ ณ อยุธยา บรมครผู ูประสาทวชิ ากระบกี่ ระบอง โดยมีทาราํ
กระบีท่ ้ัง 12 ไม มดี ังน้ี

ไมร ําที่ 1 ลอยชาย
การเดนิ “ เดินแบบสลับฟน ปลา ”

๑๒ ๓๔ ๕๖

๗๘ ๙ ๑๐ ๑๑

วิธปี ฏบิ ตั ิ

1. จากทา คุมรํา

2. กาวเทาซา ยเฉียง 45 องศา ไปทางขวา 1 กา ว โลต วั ไปขา งหนา เขา ซา ยงอ ขาขวาเหยียดตึง

3. ลากเทาขวาชดิ เทา ซาย

4. ยกเทาซา ยข้นึ

5. มือซา ยรําหนา เสมอคิ้ว ดึงมือซายจบี ไวท ี่อก

6. บดิ ตวั ไปทางดานซาย 1 มุมฉาก วางเทาซา ยลง พรอ มกบั วาดกระบ่ไี ปทางดา นซา ยมือ

7. กาวเทา ขวาเฉยี งตามไปขา งหนา อกี 1 กา ว

8. โลต วั ไปขา งหนา ลากเทาซา ยชิดเทา ขวา

9. ยกเทาขวาขนึ้

10. มือซายรําขางเสมอใบหู ดงึ มือซายจีบไวที่อก

11. บดิ ตวั ไปทางขวา 1 มุมฉาก วางเทา ขวาลงขางหนา พรอ มกับวาดกระบไี่ ปทางขวา กระบข่ี นาน

กบั พนื้ แขนขวาชิดลาํ ตัว ขอศอกงอเปน มุมฉาก สูทา คุมรํา แลว เริม่ ราํ ใหม
***************************************

ไมรําท่ี 2 ควงทัดหู
การเดนิ “ เดนิ แบบสลับฟน ปลา ”

๑๒ ๓๔ ๕๖

๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
1. จากทาคมุ รํา
2. ควงกระบไี่ ปขางหนา 2 รอบ พรอ มกา วเทา ซา ยเฉยี งไปทางขวา 45 องศา 1 กาว
3. เอากระบีม่ าทัดหู ปลายกระบ่ชี ข้ี น้ึ ไปขางหนา กระบเี่ สมอใบหู
4. โลตวั ไปขา งหนา เขาซา ยงอ ขาขวาเหยยี ดตงึ ลากเทา ขวาชิดเทา ซาย
5. ยกเทา ซา ยขนึ้
6. บดิ ตัวเฉียงไปทางดา นซาย 1 มุมฉาก จว งกระบีล่ งทางซา ย
7. วางเทาซายลงขา งหนา
8. กาวเทา ขวาเดินเฉยี งตามไปซา ย 1 กา ว พลกิ ขอมอื ขวาหงายขน้ึ หันโกรง กระบเ่ี ขา หาตวั กระบี่
ตัง้ เฉียงไปขา งหนา 45 องศา
9. โลตัวไปขา งหนา เขา ขวางอ ขาซา ยเหยียดตงึ ลากเทาซา ยชดิ เทา ขวา
10. ยกเทาขวาข้นึ รบั ศอกขวา ขาซายเหยียดตงึ
11. มอื ซา ยราํ ขา งเสมอใบหู แลว ดึงมือซายจบี อก
12. บิดตัวไปทางขวา 1 มุมฉาก วางเทาขวาลงขางหนา ควงกระบีไ่ ปขาหนา 2 รอบ สทู าคมุ รํา แลว
เร่มิ ราํ ใหมโ ดยกา วเทาซายเฉียงไปทางขวา 1 กา ว พลกิ ขอ มอื ขวา ต้ังศอกขวา เอากระบีท่ ดั หู
เขาซายงอขาขวาเหยียดตึง
**********************************

ไมราํ ท่ี 3-4

ไมราํ ท่ี 3 เหน็บขา ง
การเดนิ “ เดนิ ตรง ”

๑ ๒๓ ๔ ๕ ๖

๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓

วิธีปฏิบตั ิ
1. ยืนในทา คุมราํ
2. กาวเทา ซา ยเดินตรงไปขางหนา 1 กา ว โลตัวไปขางหนา เขา ซา ยงอ ขาขวาเหยียดตงึ ลากเทา ขวา
ชิดเทาซา ย
3. ยกเทาซายข้ึน ขาขวาเหยียดตงึ
4. มือซายราํ หนา เสมอคิว้ ดึงมือซา ยจบี ไวทีอ่ ก
5. วางเทาซา ยลงขา งหนา
6. มอื ซายจีบเขาอกพรอ มกบั หมุนตัวกลับหลงั หนั ทางขวา กระบปี่ กและแขนเหยียดเปน เสนตรง
ปลายกระบีช่ ้ีลงพนื้ 45 องศา เขา ขวางอ ขาซายเหยียดตงึ แขนขวาชิดศรษี ะ
7. โลต วั ไปขางหนา เขาขวางอ ขาซายเหยยี ดตึง ลากเทาซา ยชิดเทา ขวา
8. ยกเทา ขวาข้ึน ขาซายเหยียดตึง
9. หมุนกลับหลงั หนั ทางขวาพรอมกับลดกระบลี่ งต่ํา กระบี่เหนบ็ แนบลําตัวขางซายมอื ซา ยแตะกระบ่ี
โกรง กระบ่อี ยขู างหนั ออกนอกลาํ ตวั กระบ่ขี นานกบั พน้ื
10. วางเทา ขวาลงขางหนา เขาขวางอ ขาซายเหยียดตงึ
11. โลต ัวไปขา งหนา เขาขวางอ ขาซา ยเหยียดตึง ลากเทาซา ยชดิ เทา ขวา
12. ยกเทาขวาข้ึน ขาซา ยเหยยี ดตึง จากนนั้ ยกมอื ซายรําขา ง แลวดึงมือซายจบี ไวที่อก
13. วางเทา ขวาลงขางหนาพรอมกับวาดกระบีข่ นานกบั พื้นไปทางขวามือในทา คุมราํ แลวเริ่มราํ ใหม
โดยกา วเทาไปขางหนา อกี
*****************************

ไมร ําท่ี 4 “ ตอศอก หรือตงั้ ศอก”
การเดนิ “ เดนิ แบบสลับฟน ปลา ”

๑ ๒๓ ๔ ๕ ๖

๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒

วธิ ปี ฏิบตั ิ
1. ยืนในทาคุมรํา
2. กา วเทาซา ยเฉียง 45 องศา ไปทางขวา 1 กา ว ยกกระบี่ขน้ึ ทัดหู ปลายกระบีช่ ข้ี ึ้นไปขา งหนา
เขา ซายงอ ขาขวาเหยียดตึง
3. โลตัวไปขา งหนา เขา ซายงอ ขาขวาเหยยี ดตงึ ลากเทาขวาชิดเทา ซาย
4. ยกเทา ซายข้ึน ต้งั ศอกบนเขาซา ย มอื ซา ยแตะกระบ่ี หนั ฝา มือไปทางขวา
5. บดิ ตวั เฉียงไปทางดานซาย 1 มมุ ฉาก
6. วางเทา ซายลงขางหนา พรอ มกบั มอื ซา ยจีบไวทอี่ ก
7. ขณะท่วี างเทา ซา ยลงใหจ ว งกระบี่ไปดา นซาย หงายโกรง กระบ่ีขึน้ ปลายกระบ่ีเฉียงขนึ้ ขา งหนา
45 องศา
8. กา วเทา ขวาเฉยี งไปอกี 1 กา ว ลดศอกขวาลง เขาขวางอ ขาซายเหยียดตึง
9. โลต วั ไปขางหนา เขาขวางอ ขาซา ยเหยียดตงึ ลากเทาซา ยชิดเทาขวา
10. ยกเทา ขวาขึน้ รบั ศอกขวา ขาซา ยเหยยี ดตึง
11. มอื ซายราํ ขางเสมอใบหู แลวดงึ มือซายจีบอก
12. บิดตัวไปทางขวา 1 มุมฉาก วางเทา ขวาลงขา งหนา ในทา คมุ ราํ แลวเริ่มรําใหม
*******************************

ไมร าํ ที่ 5 จวงหนา จว งหลงั

การเดนิ “ เดนิ ตรง ”

๑ ๒ ๓๔ ๕ ๖๗

๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔

๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐

วธิ ีปฏิบตั ิ
1. ยนื ในทา คุมรํา
2. ควงกระบี่ไปขางหนา 2 รอบ
3. ขณะท่คี วงกระบใี่ หก า วเทาซา ยเดนิ ตรงไปขา งหนา 1 กา ว ยกกระบขี่ นึ้ ทัดหู โลต วั ไปขางหนา
เขา ซายงอ ขาขวาเหยียดตึง ลากเทาขวาชดิ เทา ซาย
4. ยกเทาซา ยข้ึน ขาขวาเหยยี ดตงึ
5. วางเทา ซายลงขา งหนา พรอมกบั จว งกระบลี่ งทางซา ย
6. กา วเทา ขวาเดนิ ตรงไปขางหนา 1 กาว พลกิ ขอ มอื หงายกระบี่ตง้ั เฉยี งขน้ึ 45 องศา เขา ขวางอ
ขาซายเหยยี ดตึง
7. โลตวั ไปขา งหนา เขาขวางอ ขาซา ยเหยยี ดตึง ลากเทาซา ยชิดเทา ขวา
8. ยกเทาขวาขน้ึ ขาซายเหยยี ดตงึ
9. มอื ซายรําขางเสมอใบหู

10. วางเทาขวาลงขางหนา ดงึ มือซา ยจีบอก
11. หมุนตัวกลบั หลงั หันทางซา ยพรอมกบั ยกกระบข่ี ึ้นทัดหู เขาซา ยงอ ขาขวาเหยียดตึง
12. โลตัวไปขา งหนาเขา ซา ยงอ ขาขวาเหยยี ดตึง ลากเทา ขวาชิดเทา ซาย
13. ยกเทา ซายขึ้นขางหนา ขาขวาเหยยี ดตึง
14. จว งกระบี่ลงทางซาย
15. ขณะจว งกระบใ่ี หด ึงเทาซา ยถอยมาวางหลังเทา ขวา 1 กา ว โลตวั ไปขางหนา เขาขวางอ ขาซาย

เหยยี ดตงึ
16. ลากเทาซา ยชดิ เทา ขวา
17. ยกเทา ขวาขึ้น ขาซายเหยยี ดตงึ กระบต่ี ัง้ เฉียงขนึ้ 45 องศา
18. มอื ซายรําขา งเสมอใบหู แลว ดึงมือซายจีบเขาอก
19. วางเทาขวาลงขางหนา
20. เมื่อวางเทาขวาลงหมุนตัวกลบั ลงั หนั ทางซา ย เทา ซายจะอยูข างหนา ยกกระบที่ ดั หู เขาซายงอ

ขาขวาเหยียดตงึ แลว ทาํ ตามข้ันตอนท่ี 3 ( ไมต อ งควงกระบี่ )จนถงึ ขนั้ ตอนที่ 10 พอจบขนั้ ตอน
ท่ี 10 ใหลงสทู า คมุ ราํ ถาจะราํ ใหมใ หเ ริ่มจากทา คมุ รํา แลว ทําตามขน้ั ตอนท่ี 1 ใหม

*****************************

ไมรําที่ 6 “ ปกหนา ปกหลัง หรอื ควงปองหนา ”

การเดนิ “ เดินตรง ”

๑ ๒๓ ๔ ๕ ๖

๗๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓

วธิ ีปฏิบตั ิ
1. ยนื ในทา คุมราํ
2. ควงกระบี่ไปขา งหนา 2 รอบ
3. ขณะทคี่ วงกระบี่ใหก า วเทา ซายเดนิ ตรงไปขา งหนา 1 กาว ยกกระบ่ีขน้ึ ทดั หู มอื ซา ยเหยยี ดไปรับ
กระบ่ีขา งหนา ใตก ระบ่ี
4. โลตัวไปขา งหนา เขา ซายงอ ขาขวาเหยยี ดตึง ลากเทา ขวาชิดเทาซา ย
5. ยกเทาซายขึน้ ขา งหนา
6. วางเทาซา ยลงขา งหนา
7. ตวดั กระบีข่ า มศรี ษะ มอื ซา ยจีบเขาอก หมุนตวั กลบั หลังหนั ทางขวาพรอ มกับควงกระบไี่ ปขาง
หนา 2 รอบ
8. มอื ซายเหยียดออกไปรบั กระบข่ี า งหนา กระบีเ่ ฉียงลงพนื้ 45 องศา
9. โลตวั ไปขา งหนา เขา ขวางอ ขาซายเหยยี ดตึงลากเทาซา ยชดิ เทา ขวา
10. ยกเทาขวาข้นึ ขา งหนา
11. หมนุ ตวั กลับหลังหันทางขวา ยกกระบขี่ ้นึ เหนอื ศีรษะ มือซายจบี อก
12. ควงกระบีไ่ ปขางหนา 2 รอบ
13. วางเทา ขวาลงขางหนา สทู าคุมราํ แลว เร่มิ ราํ ใหม โดยกาวเทาซายไปขา งหนาอกี 1 กา ว

********************************

ไมรําท่ี 7 “ ทายักย ”

การเดนิ “ เดนิ ตรงหนั ขางไป ”

๑ ๒ ๓๔๕ ๖

๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑

วธิ ปี ฏิบตั ิ
1. ยืนในทา คุมราํ
2. กาวเทาซายตรงไปขา งหนา 1 กา ว สน้ั ๆ พรอ มกับหมุนตวั ทําขวาหนั มอื ขวายกกระบขี่ น้ึ
ต้ังพาดกับหวั ไหล ดา มกระบ่ีอยเู หนอื เขา ขวา
3. มือซา ยวางไวท ห่ี นาขาซาย ยอ เขาท้งั สองลง
4. สะบดั หนามองไปทางซาย
5. สะบัดหนา มองไปทางขวา
6. ยกกระบ่ีฟนเฉยี งสลับขวา – ซาย ( ไขวกากบาทขางหนา )
7. ลดกระบีล่ งตงั้ หนาขาขวา
8. ยกเทา ขวาหมนุ กลับหลังหนั ทางขวา
9. วางเทา ขวาลงขางขวาเปน แนวเสนตรง ขณะหมนุ ตวั ยงั คงหันหนามองทางขวาตลอด
10. ยกเทา ซา ยหมุนกลับหลงั ไปอยูท า
11. เร่ิมตนราํ ใหมต ามข้นั ตอนท่ี 4 – 10 เสร็จแลว จากน้ันยกเทาขวากลับหลังหนั ทางขวาสูทา คมุ ราํ

ไมร ําที่ 8 “ สอยดาว ”

การเดนิ “ เดนิ ตรงหนั ขา งไป ”

๑๒ ๓๔ ๕ ๖

๗๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒

๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
1. ยืนในทาคุมรํา
2. จากทา คมุ ราํ กาวเทาซา ยเดินตรงไปขางหนา 1 กาว ใหเ สมอกับเทาขวา พรอ มกับปลอยกระบ่ี
ลงขา งหลงั
3. พลิกมอื เปลีย่ นจับกระบ่ีหงายมือ กระบ่ีอยูข า งหนา มอื ซายคว่าํ ฝา มือแตะกระบี่ ยอเขาทั้ง
สองลง
4. โลตัวไปทางซาย ลากเทา ขวาชดิ เทาซา ย
5. ยกเทา ซายขึ้นใหต ง้ั ฉาก ขาขวาเหยียดตึง
6. ยกปลายกระบเี่ หยียดแขนหงายขนึ้ ในทา สอยดาว แลว วางเทา ซายลง
7. กาวเทาขวาไปขางหนา 1 กา ว พรอมกบั หมนุ ตวั ไปทางซา ย แลวพลกิ ขอ มอื ควํา่ ดา มกระบ่ี
มาวางหนาขาขวา ปลายกระบีเ่ ฉยี งขึน้ 45 องศา มือซา ยจีบเขา อก ลากเทา ซายชดิ เทาขวา

8. ยกเทาขวาขึน้
9. มอื ซายราํ หนา เสมอควิ้
10. วางเทาขวาลงทางขา ง พลกิ กระบี่หงายมอื ขน้ึ ปลายกระบช่ี ี้เฉียงไปทางซา ย มือซา ยปกอยบู น

กระบี่
11. ลากเทา ขวาชิดเทา ซาย
12. ยกเทา ซายหมุนตัวไปทางซายพรอ มกับยกปลายกระบ่ีเหยยี ดแขนหงายมือขนึ้ ในทาสอยดาว

พลกิ ขอมอื ควํา่ เอาดา มกระบม่ี าวางอยหู นา ขาปลายกระบี่เฉียงขึ้น 45 องศา
13. มือซา ยจบี เขาอก วางเทาซา ย
14. ลากเทา ซายชดิ เทาขวา
15. ยกเทา ขวาขึ้น ขาซายเหยียดตึง
16. มอื ซา ยรําหนา
17. วางเทา ขวาลง พลกิ ขอมือหงายขนึ้ มอื ซายปกกระบ่แี ลวเร่มิ ตน ราํ ใหม แตถาไมร าํ ตอให

ปฏบิ ัติตอ จากขนั้ ตอนที่ 17 เมื่อรําหนา เสร็จเรียบรอยแลว ใหบดิ ตวั กลับหลงั หันไปทางขวา
พรอ มกับยกกระบข่ี ามศรษี ะวางเทา ขวาลงมาสใู นทา คมุ ราํ

********************************

ไมร าํ ท่ี 9 “ ควงแตะ ”

การเดนิ “ เดนิ ตรง ”

๑๒ ๓๔ ๕

๖๗ ๘ ๙ ๑๐

วิธปี ฏิบตั ิ
1. ยนื ในทาคมุ ราํ
2. ควงกระบ่ไี ปขา งหนา 2 รอบ
3. ขณะทค่ี วงกระบใี่ หก า วเทา ซา ยเดินตรงไปขางหนา 1 กา ว หมุนตัวไปทางขวาวางกระบข่ี นึ้
ลงบนฝา มือซาย ใหยอเขาท้งั สองลง
4. โลต ัวไปทางขวา เขา ขวางอ ขาซายเหยยี ดตงึ ลากเทาซายชดิ เทาขวา
5. ยกเทาขวาข้นึ ใหเ ขาตั้งฉาก ขาซายเหยียดตงึ
6. หมนุ ตัวกลับหลงั หนั ทางขวา พรอมกบั ควงกระบี่ 2 รอบ
7. วางเทา ขวาลง กระบ่อี ยูขา งหนา ขนานกับพื้น มือซายหงายข้นึ อยูใตกระบี่
8. โลตวั ไปทางขวา เขาขวางอ ขาซายเหยยี ดตึง ลากเทา ซา ยชิดเทา ขวา ยกเทาขวาข้นึ ใหเ ขาต้งั
ฉากขาซายเหยียดตึง
9. ควงกระบี่ไปขา งหนา 2 รอบ พรอ มกับวางเทาขวาลง มือซา ยจีบเขาอก
10. เมื่อวางเทา ขวาแลวกา วเทา ซายไปขา งหนา 1 กาว พรอมกบั วางกระบ่ลี งขนานกับพน้ื รองรับ
ดว ยฝามือซาย เริ่มตนรําใหมไ ปตามลาํ ดับ

ไมราํ ท่ี 10 “ แหวกมาน หรอื หนมุ านแหวกฟองน้าํ ”

การเดนิ “ เดินตรง ”

๑ ๒ ๓๔ ๕ ๖

๗๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓

๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
1. ยนื ในทา คมุ ราํ
2. ควงกระบี่ไปขางหนา 2 รอบ
3. ขณะที่ควงกระบ่ีใหก าวเทา ซายเดินตรงไปขา งหนา 1 กา ว นํากระบ่ไี ปปกขางหนา แขนซา ย
เหยียดไปดา นหนา หนั หลงั มือเขาหากนั กม หนา
4. โลต วั ไปขาหนา เขาซา ยงอ ขาขวาเหยียดตึง ลากเทา ขวาชิดเทาซา ย
5. ยกเทา ซา ยข้ึน ขาขวาเหยียดตึง
6. วางเทา ซายลง
7. ขณะทว่ี างเทา ซายลงพรอมกับกางแขนออกเปน มุมฉาก คว่ําฝา มือ กระบี่ต้ังข้ึนโลตวั ไปขาหนา
เขาซายงอ
8. หมุนตวั กลบั หลงั หนั ทางขวา เทา ทง้ั สองอยูก บั ท่ีขณะทีห่ ัน
9. รวบแขนท้งั สองมาปอ งหนา กระบี่ตงั้ ขนึ้ แขนซา ยอยรู ะดับคิ้ว สายตามองลอดแขนซา ย

10. โลต วั ไปขาหนา เขาขวางอ ขาซายเหยยี ดตงึ ลากเทาซายชดิ เทา ขวา
11. ยกเทาขวาขน้ึ ขาซายเหยยี ดตงึ
12. หมุนตวั ไปทางขวา 1 มมุ ฉาก วางเทา ขวาลง
13. โลตวั ไปขาหนา เขาขวางอ ขาซายเหยยี ดตงึ ลากเทาซายชิดเทาขวา
14. ยกเทาขวาข้ึน ขาซายเหยยี ดตึง
15. หมนุ ตวั ไปทางขวา 1 มมุ ฉาก วางเทาขวาลง
16. วางเทาซายลง ควงกระบไี่ ปขา งหนา 2 รอบ
17. ขณะท่คี วงกระบใี่ หก า วเทาซายเดินตรงไปขางหนา 1 กา ว นํากระบไ่ี ปปกขา งหนา แลวเริ่ม

ตนราํ ใหม

********************************

ไมรําท่ี 11 “ ลด-ลอ ”

การเดนิ “ เดนิ ตรง ”

๑๒ ๓๔ ๕

๖ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ

1. ยนื ในทา คมุ รํา

2. กาวเทา ซายเดนิ ตรงไปขา งหนา 1 กา ว พรอมกับยกแขนซา ยขน้ึ ปองอยูร ะดับหนา ผาก มอื ซาย

กําหลวม ๆ ตามองไปทางปลายกระบ่ี ลดกระบ่ีต่ําลง

3. ใชเทา ซายเปนหลัก ยกเทา ขวาหมุนตวั กลับหลงั หันทางขวา ยกกระบ่ขี น้ึ อยรู ะดับหนา ผากและ

ลดมอื ซายลง

4. วางเทาขวาลงเฉยี งไปทางขวา ตามองท่ีปลายกระบ่ี

5. ยกเทา ซา ยถอยหลัง 1 กา ว แลว หมนุ ตัวกลับหลังหันทางซาย กระบ่ลี ดลง กํามอื ซา ยหลวม ๆ

และยกข้นึ ระดบั หนา ผาก ถา จะราํ ตอไปใหเร่มิ ปฏิบัติตามขอ 3 , 4 และ 5 อีก

6. ถา ไมรําตอ หมุนตวั ไปทางซา ย แลว ยกเทา ขวากาวไปขา งหนา 1 กา ว อยใู นทาคมุ ราํ

************************

ไมรําท่ี 12 “ เชญิ เทียน ”

การเดนิ “ เดนิ แบบสลบั ฟน ปลา ”

๑ ๒ ๓๔๕ ๖

๗๘ ๙ ๑๐ ๑๑

วธิ ีปฏิบตั ิ
1. ยืนในทา คุมราํ
2. กา วเทาซายเฉยี งไปทางขวา 1 กาว พรอมกบั ยกกระตง้ั ขน้ึ บนฝามอื ซา ยขา งหนา ยอ เขา
ทั้งสองลง
3. โลต วั ไปขา หนา เขา ซายงอ ขาขวาเหยยี ดตึง ลากเทา ขวาชิดเทาซาย
4. ยกเทา ซา ยขน้ึ ขาขวาเหยยี ดตงึ
5. หมุนตวั กลบั ไปทางซาย 1 มุมฉาก
6. วางเทา ซายลง
7. กา วเทาขวาเฉียงไปทางซา ยอกี 1 กา ว มือซา ยพลกิ ข้นึ ราํ หนา โกรงกระบ่ี ยอ เขา ทงั้ สองลง
8. โลตวั ไปขา หนา เขา ขวางอ ขาซายเหยยี ดตงึ ลากเทาซายชิดเทา ขวา
9. ยกเทา ขวาขน้ึ ขาซา ยเหยยี ดตงึ
10. หมุนตวั กลบั ไปทางขวา 1 มมุ ฉาก กระบว่ี างบนฝา มือซาย วางเทาขวาลง
11. กาวเทา ซายเฉียงออกไปทางซา ยอกี 1 กาว เรม่ิ ราํ ใหม

********************************

การลับหัวสนามของไมร าํ การจว งลงนัง่ สูทานัง่ ขน้ึ พรหม

การกลบั หัวสนามไมราํ
การกลบั หวั สนามไมร ําใชเ ม่ือผแู สดงไดรําไมต าง ๆ ไปจนสุดสนามหรือไปตรงจดุ ทีอ่ กี ฝา ยหน่งึ ข้ึน

พรหม จงึ ตองมกี ารกลับหัวสนามเพอื่ รํากลับมาทีเ่ ดมิ ของตนอีกเท่ียวหน่งึ เม่ือราํ มาถงึ ทเี่ ดิมของตนแลว กต็ องกลบั หัว
สนามหันหนา เขา หาคตู อ สูอ ีกครง้ั หนง่ึ ดงั น้นั การแสดงกระบกี่ ระบองโดยทวั่ ไปจึงมกี ารกลบั หัวสนาม 2 ครง้ั การ
กลบั หัวสนามไมร ํามีวิธปี ฏบิ ตั ิดงั น้ี

๑ ๒๓๔ ๕ ๖ ๗ ๘๙

วิธีปฏบิ ตั ิ
1. จากทา คมุ ราํ จงั หวะสุดทาย ใหผ รู ํานํากระบก่ี ลับมาอยใู นทา คมุ รํา
2. ควงกระบไี่ ปขา งหนา 2 รอบ
3. ขณะทคี่ วงกระบใ่ี หก า วเทาซายตรงไปขา งหนา 1 กา ว
4. หมนุ ตวั กลับหลงั หนั ทางขวา วาดกระบข่ี นานกับพนื้ ไปชดิ ลาํ ตัวทางซาย
5. โลตวั ไปขา งหนา ลากเทาซายชดิ เทาขวา
6. ยกเทา ขวาข้ึน
7. มือซา ยราํ ขา งเสมอใบหู
8. วาดกระบีข่ นานกับพื้นไปทางขวา
9. วางเทาขวาลง มือซายจบี เขา อยูในทา คุมรํา
เมอ่ื อยูใ นทา คมุ รําแลวกใ็ หเริ่มราํ ไมร าํ ใดไมร ําหนง่ึ ตอ ไป แตถ า เปน การกลบั หัวสนามแลว จบทาราํ

ก็จว งลงสทู า นง่ั พรหมตอไป

การจวงลงนงั่ สูท านั่งขน้ึ พรหม
การจว งลงสูทานัง่ ข้นึ พรหม ทงั้ พรหมนัง่ และพรหมยนื ใหปฏบิ ตั เิ ชน เดยี วกนั มแี ตกตางกนั บา งเล็ก

นอย ถาผูร าํ ขนึ้ ในทาของพรหมนั่ง ขณะจว งลงน่ังใหหมนุ ตวั ไปทางซาย จนกระทง่ั หนั ทางขวาใหค ูต อสู ถา ผูรําขน้ึ
ในทา ของพรหมยนื ขณะจว งลงสทู า น่ังข้ึนพรหมไมต อ งหมนุ ตวั ในขณะจว งลง

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
1. จากทา คุมราํ
2. ยกเทาซา ยขน้ึ มอื ขวายกกระบขี่ นึ้ จวงผานหนา ลงขา งซาย มอื ซา ยจีบเขาอก
3. วางเทา ซาย ยกเทา ขวาข้นึ จว งกระบี่ผานหนา ลงขางขวา มอื ซายจีบเขา อก เรม่ิ ตนจว งกระบ่ี
สลบั เทา ซายและขวาเร่ือย ๆ โดยจวงลงประมาณ 5 – 6 ครงั้ ขณะจวงกระบ่ลี งแตละคร้ังให
คอย ๆยอตัวลงทลี ะนอยจนกระท่งั จว งกระบ่ีลงตํ่าท่สี ุด ดังภาพที่ 4 – 5 – 6 แลว วางกระบลี่ ง
ถา ลงสทู า นัง่ ขึ้นพรหมนง่ั กจ็ ะวางกระบไ่ี วข างลาํ ตัวดานซา ย ดงั ภาพที่ 7 เมือ่ วางกระบเ่ี รียบรอย
แลว จะนัง่ เหมอื นตอนเริม่ ถวายบังคมดังภาพท่ี 8

ภาพแสดงการจว งกระบ่ีลงสทู า น่งั ขึน้ พรหมยืน หลังจากจว งกระบี่ ยอตัวตาํ่ ลงแลว
วางกระบ่ีไวข างหนาและน่งั เหมอื นตอนเริ่มตนจะถวายบงั คม

การถวายบังคมเรว็
การถวายบงั คมเร็วเปนการเคารพและรําลกึ ถึงครอู าจารยอกี ครง้ั หน่งึ ซ่งึ กระทาํ หลังจากผูแสดงท้ัง

สองฝายไดจบการราํ และลงสทู า น่งั เรยี บรอยแลว ในตอนนถี้ าผูร ําใชเคร่ืองไมรําก็จะมผี นู ําไมต ีมาเปลย่ี นแทนไมรํา แต
ถา ใชกระบ่ีรําทงั้ ตีดวยกไ็ มต อ งเปลยี่ นกระบี่

เม่อื ท้ังสองฝายนั่งเตรียมพรอมอยชู วั่ ขณะหนึง่ เสยี งปก ลองก็จะเริม่ บรรเลงอีกคร้งั ซง่ึ เปนสัญญาณวา
การตอสูกาํ ลังจะเร่ิมขนึ้ แลว ทง้ั สองฝา ยก็จะถวายบังคมเรว็ โดยปฏบิ ตั ติ ามลกั ษณะทา ทาง เชนเดยี วกับการถวายบังคม
ธรรมดา แตท าํ อยางรวดเรว็

*****************************

การเดินแปลง การกลบั หัวสนามการเดินแปลง การยา งสามขมุ

การเดนิ แปลง
การเดินแปลงเปน ของการตกี ระบกี่ ระบอง แตยงั ไมไ ดตรงเขาหากันเพือ่ ตอ สกู นั ทเี ดยี ว เพียงแตต า ง

ฝา ยตา งเตรยี มพรอ มและอาจจองดูเลห เหล่ียมของกันและกนั
การเดินแปลงเขา หากนั น้ีถาเดินแบบการเลนกัน เพ่อื ความสนกุ สนานก็จะเดนิ สวนกนั โคง ออกทาง

ซา ยมือ ขณะทีท่ ัง้ สองฝายถึงระยะใกล ๆ จะสวนกนั และจองดูเลหเ หล่ียมของกนั และกนั ผเู ลน อาจจะตกี นั เพยี ง เดิน
แปลงตอ ไปจนสดุ หัวสนามหันหนากลับแลว เดินแปลงมาสูทีเ่ ดิมอกี แลวกลับหัวสนามอีกครัง้ เมื่อตางคนตา งมาอยใู น
ท่เี ดมิ ของตนแลว กเ็ ปนอันวาเสรจ็ ส้ินการเดนิ แปลง

ถา เปนการแปลงแบบแขงขนั ซง่ึ เปน เลน กนั อยางเอาจรงิ เอาจัง แตละฝายจะเดนิ ในแดนของตน พอ
ถึงกลางสนามตางก็เล้ยี วไปทางขวาเลก็ นอยดจุ ครึง่ วงกลม เมอื่ สวนกนั แลวทง้ั สองฝายก็มงุ หนากลับไปยังทีเ่ ดมิ ของตน
แลวกลับหวั สนาม เมื่อตางฝายตา งมาอยูในทีเ่ ดมิ ของตนแลว เปนอนั วา เสรจ็ สนิ้ การเดินแปลง

การเดินแปลงจงึ ใชในโอกาสท่ีจะเริม่ การตอสูกัน เมอ่ื ผรู ําไดร ํากลบั มาอยูท ี่เดิมและกลับหัวสนามหัน
หนาไปหาคูต อ สแู ละจวงลงน่ังในทา เดิม เตรียมทจ่ี ะเดนิ แปลงทข่ี น้ึ จากทา พรหมนง่ั และพรหมยนื

การเดนิ แปลงทข่ี นึ้ จากพรหมนั่ง

๑ ๒๓ ๔๕๖

วธิ ีปฏบิ ตั ิ
1. จากทานัง่ ของพรหมน่งั คือหนั ขา งขวาใหค ตู อสู หลังจากถวายบงั คมเรว็ เสร็จแลว ใหไหวกระบ่ี
2. หมุนตวั ไปทางขวา หนั หนา ไปทางคูตอสู ตั้งเขาขวาขน้ึ รับศอกขวา สน เทาขวาแตะพน้ื ชก้ี ระบ่ี

ไปทางคูตอสู มือซา ยกําหลวม ๆ และยกข้นึ ระดับหนา ผาก
3. ลุกข้นึ ยนื กาวเทาซา ยไปขางหนา 1 กา ว ยกกระบ่ีขนึ้ ต้งั ตรงอยูทางซายมือ มือซายลดลงขางลาํ ตวั
4. กาวเทา ขวาไปขางหนา 1 กาว กมตวั ยอ เขา ลดกระบ่ลี ง ปลายกระบ่ชี ้ไี ปขา งหลัง มอื ซายกําข้ึน

เหนอื คิว้
5. เหยยี ดตวั ขน้ึ พรอ มกบั กา วเทา ซา ยไปขางหนา 1 กา ว กระบ่ตี ้งั ขนึ้ มือซายลดลงขา งลาํ ตัว
6. กาวเทาขวาไป 1 กาว กมตัว ยอ เขา ราํ ตอไปเรื่อย ๆ

การเดนิ แปลงทขี่ ้ึนจากพรหมยืน

๑ ๒ ๓๔๕

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
1. จากทา นงั่ ของพรหมยืน คือหันหนา ไปยังคตู อ สู หลงั จากถวายบังคมเรว็ เสร็จแลวใหไหวกระบ่ี
2. ใชมือขวาจับกระบ่ียกข้ึน ตงั้ เขา ขวาขึ้น สน เทา ขวาแตะพื้น วางศอกขวาบนเขาขวาหงายขอ มือ

ขวา กระบ่ชี ีไ้ ปทางคตู อสู มอื ซา ยกาํ หลวม ๆ และยกขนึ้ ระดบั หนาผาก
3. ลุกข้นึ ยนื
4. กา วเทาซา ยไปขา งหนา 1 กาว ยกกระบข่ี ้นึ ต้ังตรงอยูท างซา ยมอื มอื ซายลดลงขา งลําตัว
5. กาวเทา ขวาไป 1 กาว กมตวั ยอ เขา ขวาลง ราํ ตอไปเรื่อย ๆ
การเดนิ แปลงของท้งั สองฝาย
การเดนิ แปลงของท้งั สองฝาย เร่มิ ตงั้ แตท าเตรียมจะเดินแปลงของพรหมน่งั และพรหมยนื การเดนิ
แปลง การกลบั หัวสนาม การยา งสามขุมและเตรียมพรอ มจะตอสูกัน

๑ ๒๓ ๔

๕๖ ๗๘

๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒

๑๓ ๑๔

วิธปี ฏบิ ตั ิ
10. ผูแสดงน่งั เตรยี มที่จะเดนิ แปลง โดยขนึ้ จากพรหมนัง่ และพรหมยนื
11. ท้งั สองฝายจับกระบีย่ กขน้ึ ดวยมอื ขวา หันหนาไปยังคตู อ สู ต้ังเขา ขวา สน เทา ขวาแตะพนื้ ขอ
ศอกขวาตงั้ บนเขา ขวา มือซายกําหลวม ๆ ยกขึน้ ระดบั หนา ผาก
12. ทง้ั สองฝา ยลุกขึ้นยืน
13. ทั้งสองฝายกา วเทาซายไปขางหนาอีก 1 กาว ยกกระบี่ตงั้ ตรงขึน้ ทางซาย มือซายกําหลวม ๆ ลด
ลงขางลาํ ตวั
14. กา วเทา ขวาไปขางหนาอกี 1 กาว ยอ เขาทัง้ สองลง ลดกระบล่ี ง ปลายกระบชี่ ีไ้ ปยังคตู อสู มือ
ซายกาํ หลวม ๆ ยกขนึ้ ระดบั หนา ผาก
15. เหยยี ดตัวขน้ึ กาวเทาซา ยไปขา งหนา 1 กา ว ยกกระบขี่ น้ึ ระดบั ไหล
16. ทัง้ สองฝายเดนิ มาถึงระยะใกลก นั อาจจะตกี นั ประปราย ซงึ่ การสวนทางกันนใี้ หเทา ขวาอยู
ขา งหนาตลอด
17. หลังจากเอากาํ ไรกันบา งเลก็ นอ ยแลวกจ็ ากกนั เดินแปลงตอไปจนถงึ ปลายสนาม
18. ภาพท่ี 9-10-11 และ 12 เปนทา ทางการกลบั หัวสนาม
ภาพท่ี 13-14 หลังจากกลบั หัวสนามแลว กย็ า งสามขุมเตรียมเขาตอ สกู ันตอไป

การกลบั หวั สนามเดนิ แปลง
การกลบั หวั สนามขณะเดินแปลงใชเมอื่ ผแู สดงเดนิ แปลงจนสุดปลายสนามแลวทําทา กลับหวั สนามเดนิ

สวนทางกลับมาทีเ่ ดมิ ถาเดนิ แปลงแบบการเลน ผูแสดงตอ งกลบั หัวสนาม 2 คร้ัง แตถ า เดินแปลงแบบแขงขันผแู สดง
จะกลับหัวสนามหนั หนาเขา หาคตู อสูเพียงครงั้ เดยี ว

๑ ๒ ๓ ๔๕๖ ๗๘

วิธีปฏบิ ตั กิ ารกลับหัวสนามขณะเดินแปลง มดี งั น้ี
1. กา วเทา ซา ยไปขา งหนา 1 กาว พรอมกบั กางแขนทงั้ สองออก ปลายกระบช่ี ้ีไปขางหนา และขนาน

กบั พืน้
2. โลต วั ไปขา งหนา เขา ซายงอ ขาขวาเหยียดตงึ ลากเทาขวาชดิ เทาซาย

3. ยกเทาซายขึน้ ขางหนา
4. วางเทา ซายลงพรอมกบั จว งกระบ่ี รวบมอื ท้งั สองเขา หากนั
5. หมุนตัวกลับหลงั หันทางขวา
6. ยกเทา ขวาขนึ้ ขางหนา
7. วางเทาขวาลง พรอ มกับลดกระบี่ลงไวท ่หี นา ขาขวา มือซา ยกาํ ยกขน้ึ เสมอใบหู
8. กาวเทา ซายไปขา งหนา 1 กา ว ยกกระบ่ตี ั้งตรงอยทู างไหลซา ย ทาํ เหมือนกบั ทา เรม่ิ ตนเดนิ แปลง
การยางสามขุม
การยา งสามขมุ คอื การเดินเขา หาคตู อ สู เพ่ือหาโอกาสเขาตีหรือตอ สูกัน การยา งสามขุมจงึ เปนการ
เดนิ จด ๆ จอง ๆ อยางมที ามที างและอยา งระมัดระวงั การยางสามขุมใชหลงั จากเดนิ แปลงครบสองรอบและกลับหวั
สนามครงั้ สุดทา ย ทงั้ คกู ย็ างสามขมุ เขา หากนั ซง่ึ วธิ ีปฏบิ ตั ิ ดงั นี้

๑ ๒๓

วธิ ีปฏบิ ตั กิ ารยางสามขุม มีดงั น้ี
1. ยืนยอตวั แยกเทาในลกั ษณะกา ว กระบ่ตี ั้งอยูข างหนา ยกเทา ขวา เอาปลายเทาแตะพื้นขางหนา
เทา ซาย ลดมอื ท่ถี ือกระบ่ีลง ยกมือซายขนึ้ เม่อื เทาขวาแตะพนื้ แลว ใหย กปลายเทาขวากาวเฉียง
ไปทางขวาประมาณครึง่ กาว พรอมกบั ยกกระบีข่ นึ้ และลดมอื ซายลง
2. ยกเทา ซา ย เอาปลายเทาซายมาแตะพื้นใกลขาขวา เม่อื เทาซายแตะพืน้ แลว ใหย กปลายเทาซา ยกา ว
เฉยี งไปทางซายอกี คร่ึงกวา
3. ยกเทา ขวา เรมิ่ ปฏบิ ัตใิ หม

***********************************

ทา ไมต ีหลัก

การหดั ตีทา หลกั หรอื เรียกอกี อยา งหนงึ่ วา “ การตลี กู ไม ” การหัดตีทา หลักเปน การฝก ฝนทกั ษะการตี
กระบ่ี เพ่อื ใหก ารเคลื่อนไหวระหวางมอื กับเทา มีความสมั พนั ธก ันอยางดี โดยฝก จากงา ยไปหาทายากจากนอ ยไปหา
มาก ฝก ทง้ั การรกุ และการรับ เม่ือผูเรยี นมีทกั ษะพ้ืนฐานการตที ีด่ ีแลว กส็ ามารถนาํ ไปประยกุ ตใ ชต ที าพลกิ แพลงตอไป

การตลี ูกไมม ีมากมายหลายทา แตกตางกันไปตามแบบของครผู สู อน แตโ ดยทวั่ ไปแลว การตลี กู ไมที่
เปน หลัก ๆ มอี ยูเพยี ง 6 ไม

ทาคมุ ตลี ูกไม
ทาคมุ ตลี ูกไมเปนลกั ษณะทา ทางของผเู ลนทัง้ สองฝา ยซึง่ เปน การยนื เตรยี มพรอ มกอนท่จี ะฝก หดั ตลี กู

ไมโ ดยยืนเทา ชดิ หนั หนาเขาหากัน ยืนหา งกันประมาณ 1 กาว มือจับกระบีต่ ้ังอยขู า งหนาทางขวาของลําตัว ปลาย
กระบ่ที าบอยทู ร่ี องไหล แขนขวาเหยียดตงึ โกรง กระบ่ีอยขู างหนา แขนซายเหยยี ดอยขู างลําตัว กํามอื หลวม ๆ

ภาพแสดง ทา คมุ ตี ทาแสดงความเคารพกอ นและหลังการตี อาจจะใชก ารคาํ นบั หรือยกมอื ไหวก ันก็ได
การตลี ูกไมท่ี 1
ตบี นซาย – ขวา

๑ ๒๓

วิธปี ฏิบตั ิ
1. ท้ังสองฝา ยยนื ในทาคุมตีลกู ไม ทง้ั คูจ ดจองทจ่ี ะตี
2. ฝา ยรุก กา วเทาขวาไปขางหนา ยกกระบขี่ ึ้นตเี ฉยี งลงบนบา ซายของคูตอ สู
ฝายรบั ถอยเทาซายพรอมยกกระบไ่ี ปรับทางซา ย
3. ฝา ยรุก กา วเทาซายไปขางหนา พรอ มยกกระบี่ตวดั กลบั ไปตีเฉยี งลงบนบาขวาของคตู อ สู
ฝา ยรบั ถอยเทาขวาพรอมกับพลกิ กระบ่มี ารบั ทางขวา เรมิ่ ตน ตใี หม
***************************

การตลี ูกไมท ี่ 2
ตบี นซาย – ขวา ตลี างซา ย – ขวา

๑ ๒๓ ๔

วธิ ีปฏบิ ตั ิ

1. ท้งั สองฝายยืนในทา คมุ ตีลูกไม ท้ังคจู ดจองทจี่ ะตี

ฝา ยรุก กา วเทาขวาไปขา งหนา ยกกระบข่ี นึ้ ตีเฉยี งลงบนบาซา ยของคูตอสู

ฝายรับ ถอยเทา ซา ยพรอมยกกระบี่ไปรบั ทางซา ย

2. ฝา ยรุก กา วเทา ซา ยไปขางหนาพรอมยกกระบต่ี วัดกลับไปตเี ฉียงลงบนบาขวาของคตู อสู

ฝายรับ ถอยเทาขวาพรอมกับพลกิ กระบ่มี ารบั ทางขวา

3. ฝา ยรกุ กา วเทา ขวาไปขา งหนา พรอมกบั ยกกระบีต่ วดั ไปตีเฉียงลงท่ขี าซายของคตู อสู

ฝายรับ ถอยเทา ซายพรอมกับพลกิ กระบลี่ ดลงตํา่ ไปรบั ทางซาย

4. ฝายรกุ กา วเทา ซา ยไปขา งหนาพรอ มยกกระบี่ตวดั กลับไปตีเฉยี งลงทขี่ าขวาของคตู อสู

ฝา ยรบั ถอยเทาขวาพรอ มกบั พลกิ กระบมี่ ารบั ทางขวา เริม่ ตนตีใหม

*****************************************************

การตลี ูกไมท่ี 3

ตีบนซาย – ขวา ตีลา งซา ย – ขวา ( ยกขา )

๑ ๒ ๓ ๔

วธิ ีปฏิบตั ิ

1. ท้ังสองฝายยนื ในทาคุมตลี กู ไม

ฝายรกุ กา วเทา ขวาไปขา งหนา ยกกระบข่ี ้นึ ตีเฉยี งลงบนบาซายของคตู อสู

ฝายรบั ถอยเทา ซายพรอ มยกกระบี่ไปรบั ทางซาย

2. ฝา ยรกุ กา วเทาซา ยไปขา งหนา พรอมยกกระบี่ตวดั กลบั ไปตีเฉียงลงบนบาขวาของคตู อ สู

ฝายรับ ถอยเทา ขวาพรอมกับพลกิ กระบีม่ ารบั ทางขวา

3. ฝา ยรกุ กา วเทาขวาไปขา งหนาพรอมกับยกกระบี่ตวดั ไปตเี ฉียงลงที่ขาซายของคตู อ สู

ฝายรับ ถอยเทา ซา ยพรอ มกบั พลิกกระบลี่ ดลงตํา่ ไปรับทางซาย

4. ฝา ยรกุ ยกเทา ขวาไปทางซายพรอมยกกระบีต่ วัดกลบั ไปตเี ฉียงลงทขี่ าขวาของคตู อ สู

ฝา ยรับ ยกเทา ขวาไปทางซายพรอมกับพลกิ กระบีม่ ารับทางขวา เมือ่ เรม่ิ ตนตใี หม ใหทงั้ สองฝาย

วางเทา ลงกอ น

การตีลกู ไมท่ี 4
ตีบนซา ย – ขวา ตขี า งซา ย – ขวา

๑ ๒ ๓๓ ๔

วิธีปฏบิ ตั ิ
1. ท้งั สองฝายยืนในทาคมุ ตีลกู ไม
ฝายรกุ กา วเทาขวาไปขา งหนา ยกกระบข่ี นึ้ ตเี ฉยี งลงบนบา ซา ยของคตู อ สู
ฝา ยรับ ถอยเทา ซายพรอ มยกกระบีไ่ ปรับทางซา ย
2. ฝายรกุ กา วเทา ซา ยไปขา งหนา พรอมยกกระบี่ตวดั กลบั ไปตเี ฉียงลงบนบาขวาของคตู อสู
ฝา ยรบั ถอยเทาขวาพรอมกับพลกิ กระบีม่ ารบั ทางขวา
3. ฝายรุก กา วเทา ขวาไปขา งหนา พรอ มกบั ยกกระบ่ตี ลี ําตวั ดา นซา ยของคูตอ สู
ฝายรับ ถอยเทาซายพรอมกบั ลดกระบตี่ ั้งฉากรบั ทางซาย มอื ซายจับปลายกระบ่ีหนั ฝามือออกขา ง
นอก ใหป ลายกระบช่ี ข้ี นึ้ ขางบน
4. ฝายรกุ ยกเทา ซายไปขางหนาพรอ มกับยกกระบตี่ วัดกลับไปตีลําตัวดา นขวาของคตู อ สู
ฝา ยรับ ถอยเทา ขวาไปขา งหลงั พรอมกับพลกิ กระบไี่ ปทางขวา มือซา ยจับปลายกระบีใ่ หปลาย
กระบ่ชี ้ลี งพนื้ ใหม อื ขวาจับดามกระบีอ่ ยูขางบน กระบี่ต้งั ฉาก เริ่มตน ตใี หม
*******************************
การตีลูกไมท ี่ 5
ตีบนซาย – ขวา ตขี างซาย – ขวา ตีบนศรี ษะ

๑ ๒ ๓๔ ๕

วิธีปฏิบตั ิ
1. ทงั้ สองฝา ยยืนในทา คมุ ตลี ูกไม
ฝา ยรุก กา วเทา ขวาไปขางหนา ยกกระบข่ี ้ึนตเี ฉยี งลงบนบา ซายของคูตอ สู
ฝา ยรับ ถอยเทาซา ยพรอ มยกกระบ่ีไปรบั ทางซา ย
2. ฝา ยรุก กา วเทา ซา ยไปขา งหนา พรอ มยกกระบ่ตี วดั กลบั ไปตีเฉียงลงบนบา ขวาของคตู อสู
ฝายรบั ถอยเทาขวาพรอ มกบั พลกิ กระบ่มี ารบั ทางขวา


Click to View FlipBook Version