The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้วิชากระบี่กระบอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nawikki2379, 2021-10-24 12:46:07

ใบความรู้วิชากระบี่กระบอง

ใบความรู้วิชากระบี่กระบอง

3. ฝายรกุ กา วเทาขวาไปขา งหนา พรอ มกับยกกระบ่ตี ีลาํ ตวั ดานซา ยของคูตอ สู
ฝา ยรับ ถอยเทา ซา ยพรอมกบั ลดกระบต่ี ั้งฉากรบั ทางซาย มอื ซา ยจบั ปลายกระบ่ีหนั ฝามือออกขาง
นอก ใหป ลายกระบี่ชขี้ นึ้ ขา งบน

4. ฝา ยรุก ยกเทา ซายไปขา งหนาพรอ มกับยกกระบตี่ วดั กลบั ไปตีลําตวั ดา นขวาของคตู อสู
ฝา ยรับ ถอยเทาขวาไปขางหลังพรอมกับพลกิ กระบ่ีไปทางขวา มอื ซายจบั ปลายกระบใ่ี หป ลาย
กระบี่ชล้ี งพ้ืน ใหม อื ขวาจบั ดา มกระบี่อยขู า งบน กระบ่ตี ัง้ ฉาก

5. ฝายรกุ กา วเทา ขวาไปขา งหนาพรอมกบั ยกกระบข่ี ้นึ ตตี รงกลางศรีษะของคูตอ สู ในกรณที ตี่ ีอยา ง
รวดเร็วและใกลชดิ ตัวผูรบั ฝายรกุ อาจจะไมกาวเทา ขวา แตขณะท่ตี ีลําตวั ดานขวาแลว ยก
กระบข่ี นึ้ ตกี ลางศีรษะตอ เนอ่ื งทันที

ฝา ยรับ ถอยเทาซายพรอมกบั ใชมือทงั้ สองจับกระบีย่ กขนึ้ รับเหนือศีรษะกระบขี่ นานกับพื้น เริ่ม
ตนตใี หม
******************************

การตีลูกไมท่ี 6

ตีบนซาย – ขวา ตขี างซาย – ขวา ตีบนศีรษะแลวกระแทกบนศีรษะ

๑ ๒๓ ๔

๕๖

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
1. ทง้ั สองฝายยนื ในทาคมุ ตลี ูกไม
ฝายรกุ กา วเทาขวาไปขางหนา ยกกระบขี่ ้นึ ตีเฉยี งลงบนบา ซายของคตู อ สู
ฝายรบั ถอยเทาซา ยพรอมยกกระบไี่ ปรบั ทางซา ย
2. ฝายรกุ กา วเทาซายไปขางหนา พรอ มยกกระบตี่ วัดกลับไปตีเฉยี งลงบนบา ขวาของคตู อสู
ฝา ยรับ ถอยเทาขวาพรอ มกับพลกิ กระบี่มารบั ทางขวา
ฝา ยรุก กา วเทาขวาไปขางหนา พรอ มกับยกกระบ่ีตลี าํ ตวั ดานซายของคูตอ สู

ฝายรับ ถอยเทา ซา ยพรอมกับลดกระบ่ีต้ังฉากรบั ทางซา ย มือซายจบั ปลายกระบ่หี นั ฝา มือออกขาง
นอก ใหป ลายกระบ่ชี ้ีขนึ้ ขางบน

3. ฝา ยรุก ยกเทา ซายไปขางหนาพรอมกับยกกระบต่ี วัดกลับไปตลี าํ ตัวดา นขวาของคูต อสู
ฝายรบั ถอยเทาขวาไปขา งหลงั พรอ มกบั พลกิ กระบไี่ ปทางขวา มอื ซายจับปลายกระบใ่ี หป ลาย
กระบช่ี ีล้ งพ้ืน ใหมือขวาจบั ดามกระบี่อยขู างบน กระบ่ตี งั้ ฉาก

4. ฝายรุก กา วเทาขวาไปขา งหนาพรอ มกับยกกระบขี่ นึ้ ตีตรงกลางศรษี ะของคตู อสู ในกรณีทต่ี อี ยา ง
รวดเร็วและใกลชิดตวั ผูร บั ฝา ยรกุ อาจจะไมกาวเทา ขวา แตข ณะท่ีตีลาํ ตวั ดา นขวาแลวยก
กระบข่ี น้ึ ตกี ลางศีรษะตอเนื่องทนั ที

ฝายรับ ถอยเทาซา ยพรอมกบั ใชม อื ทงั้ สองจับกระบ่ียกขนึ้ รับเหนือศรี ษะกระบ่ขี นานกับพน้ื ( การ
รบั ของฝา ยรับในจังหวะนอ้ี าจจะไมถ อยเทา ซา ยก็ได เพยี งแตยอ ตวั ลงรบั )

5. ฝายรกุ กา วเทาซา ยไปขา งหนาพรอ มกับยกกระบ่ขี ้นึ และใชดามกระบก่ี ระแทรกลงบนศีรษะของ
คูตอ สู

ฝา ยรับ ถอยเทาขวาไปขา งหลัง ยอเขา ลงพรอ มกบั ยกกระบี่ข้นึ รับโดยใชม ือท้งั สองจบั กระบีอ่ อก
ตน กระบ่อี อกไปรบั ทีช่ วงขอ มือฝา ยรกุ เริ่มตน ตใี หม
***********************************

ทาไมลด–ลอ

การลด–ลอ หรอื ตามภาษานักกระบก่ี ระบอง เรียกวา “ ไมล ด–ลอ ” ใชเม่อื ทง้ั สองฝา ยยา งสามขมุ เขา หา
กันพอไดร ะยะท่จี ะเขา ตอ สกู ันประมาณกงึ่ กลางสนาม ฝายหนึ่งกจ็ ะเปน ผลู ด –ลอ ( ตงั้ รบั ) อกี ฝา ยหนงึ่ จะเปนฝายรกุ
การลด–ลอ หรอื ผูทต่ี กเปน ฝายรับก็เพือ่ ปกหลักอยใู นทา เตรียมพรอมท่ีจะรบั เนื่องจากเปดชองวา งใหคตู อ สูเขา ทํา
อนั ตรายหรือเพื่อแกสถานการณจ ากการเปน ฝายรบั มาเปนฝา ยรุก

การลด–ลอ มหี ลายแบบหลายอยาง แตจ ะกลา วตอ ไปนี้เปน การลด–ลอทว่ั ๆ ไป ดงั น้ี
ไมล ด–ลอ ท่ี 1

วธิ ีปฏิบตั ิ ๑๒ ๓

1. ฝายลด–ลอ หันทางซายเขา หาคตู อสู เทา ซา ยอยูข างหนา ยกกระบ่ขี น้ึ ทางซา ย ยอเขาท้ังสองลง

ใชปลายเทาซา ยเปน จุดหมุน เมอื่ คตู อ สยู า งสามขุมหรือเดนิ วนไปทางซา ยหรือทางขวา

2. ฝารุกลด–ลอ จด ๆ จอ ง ๆ เพ่ือหาชองทางเขา ตี เมือ่ ไดโอกาสจะเขา ตฝี า ยลด–ลอ โดยกาวเทา ขวา

พรอ มกับยกตกี ระบ่ลี งบนหลงั ของฝายลด–ลอ

3. ฝายลด–ลอ ยกกระบ่ีข้ึนรับพรอ มกับสบื เทาซา ยหมุนตัวเขา หาฝา ยรุกและใชเ ทาขวาเตะฝายรกุ แลว

ฝา ยลด–ลอ ก็รุกตามตตี อ ไป

*****************************

ไมลด–ลอ ที่ 2

๑ ๒ ๓

วธิ ีปฏิบตั ิ

1. ฝา ยลด–ลอ หนั ทางขวาเขาหาคตู อสู เทา ขวาอยูขา งหนา ยกกระบ่ีขน้ึ ทางขวา ยอ เขา ทงั้ สองลง

ใชป ลายเทาขวาเปนจดุ หมนุ เมือ่ คตู อ สยู างสามขมุ หรอื เดนิ วนไปทางซา ยหรอื ทางขวา

2. ฝารกุ ลด–ลอ จด ๆ จอ ง ๆ เพ่ือหาชองทางเขา ตี เมอื่ ไดโอกาสจะเขา ตีฝายลด–ลอ ใหก าวเทาขวา

พรอมกับยกกระบต่ี ีลงบริเวณหลงั ของฝายลด–ลอ

3. ฝายลด–ลอ ยกกระบี่ข้นึ รับพรอ มกบั สืบเทา ขวา หมุนตัวหนั หนาเขา หาฝายรกุ และใชเ ทาซา ยเตะ

หรอื ถบี ฝา ยรุก แลว ฝายลด–ลอ ก็รุกตามตตี อ ไป

ไมล ด–ลอ ที่ 3

๑ ๒๓ ๔

วธิ ปี ฏิบตั ิ
1. ฝายลด–ลอ หันทางซา ยใหคตู อ สู เทาซา ยอยขู า งหนา มอื ซายจับปลายกระบ่ี ใชป ลายเทา ซาย
เปน จดุ หมุน เมอื่ คูตอ สูวนไปทางซา ยหรือทางขวา
2. ฝายรุก จด ๆ จอ ง ๆ เพื่อหาชอ งทางเขาตี เมอ่ื ไดโอกาสใหก าวเทาขวาพรอมกบั ใชกระบต่ี ีลง
บรเิ วณหลงั ของฝา ยลด–ลอ
3. ฝายลด–ลอ ยกกระบ่ขี นึ้ รบั พรอ มกับสืบเทาซา ยหมุนตวั หนั หนา เขาหาฝา ยรกุ
4. ใชเทาซา ยถีบหรอื เตะฝายรกุ แลว ฝายลด–ลอ กร็ ุกตามตตี อไป
***********************************
ไมลด–ลอ ที่ 4

๑๒ ๓๔

วิธีปฏบิ ตั ิ

1. ฝา ยลด–ลอ หนั ทางขวาใหค ตู อ สู เทาขวาอยขู างหนา มอื ซา ยจับปลายกระบี่ โคนกระบช่ี ไี้ ป

ทางคตู อสู ลดกระบี่ลงตํา่ ยอเขาทั้งสองลง ใชปลายเทา ขวาเปนจดุ หมุน เม่อื คตู อสเู ดินวนไป

ทางซายหรือทางขวา

2. ฝา ยรกุ จด ๆ จอง ๆ เพื่อหาชอ งทางเขา ตี เมอ่ื ไดโ อกาสใหก า วเทาขวาพรอ มกบั ใชก ระบ่ีตีลง

บริเวณหลงั ของฝา ยลด–ลอ

3. ฝา ยลด–ลอ ยกกระบี่ขน้ึ รับพรอมกบั หมุนตัวหนั หนาเขาหา

4. ใชเ ทา ซา ยถบี ทอี่ กของฝายรกุ

***********************************

ไมลด–ลอ ที่ 5

๑ ๒๓ ๔ ๕

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ

1. ฝา ยลด–ลอ หันหนาเขาหาคูต อสู เทา ซายอยขู า งหนา มอื ซายจับปลายกระบ่ีอยขู างหนา ปลาย

กระบี่เฉยี งลงสพู นื้ ยอ เขา ท้ังสองลง ใชปลายเทาซายเปนจดุ หมนุ เม่ือคตู อสูเดินวนไปทางซาย

หรือทางขวา

2. ฝา ยรกุ จด ๆ จอ ง ๆ เพ่อื หาชองทางเขาตี

3. เมอ่ื ไดโ อกาสใหกาวเทา ขวาพรอ มกับใชก ระบ่ีตีลงศรี ษะของฝายลด–ลอ

4. ฝายลด–ลอ ยกกระบขี่ นึ้ ขวางรับพรอมกบั ยกเทาขวาเขาไปถบี หรือเตะฝายรกุ

5. เมอื่ ฝา ยรกุ เสยี หลกั ฝายลด–ลอ กร็ ุกตามตตี อ ไป

***********************************

ไมลด–ลอ ท่ี 6

๑ ๒ ๓๔

วิธีปฏิบตั ิ
1. ฝา ยลด–ลอ หนั หนา เขาหาคูตอ สู เทาทั้งสองอยใู นแนวเดยี วกัน ถอื กระบี่ตง้ั ขางหนา
2. ฝา ยรุก จด ๆ จอ ง ๆ เพอ่ื หาชองทางเขาตี
3. เม่ือไดโอกาสใหก า วเทา ขวาพรอมกบั ใชกระบตี่ ลี งบรเิ วณท่ีคิดวา ฝายลด–ลอ จะรบั ไมไ ด
4. ฝา ยลด–ลอ ยกกระบ่ีขึน้ รบั ตามลักษณะท่ฝี า ยรกุ ตมี า พรอมกับหาทางตอบโต เชน เตะ ถีบ
เม่ือฝา ยรกุ เสียหลกั ฝา ยลด–ลอ ก็จะรกุ ตามตีตอ ไป

***********************************

การไมต ลี กู ไมผสม

การตีลกู ไมผ สมหรอื การตพี ลกิ แพลง เปน การตอสกู นั โดยอาศยั ทกั ษะจากการฝก หัดตลี กู ไมแลวนํา
มาประกอบประยกุ ตเ ปน ทา ทใี่ ชต กี ันทั้งฝา ยรับและฝายรกุ มีการหลบหลีก หลอกลอ หรือลวงใหฝ า ยตรงขา มเปดชอง
วางแลว บุกเขาทาํ อันตรายอกี ดวย

การตีลูกไมผสมมีหลายแบบหลายอยา ง ครผู ูสอนและผูเลน แตละคนสามารถใชค วามคดิ โดยนําหลกั
การตลี ูกไมมาดดั แปลงเพ่อื ใชตหี รอื ตอสกู นั ใหส นกุ สนานต่ีนเตนไดอยางเหมาะสม

การตลี กู ไมผ สมทีจ่ ะกลาวตอ ไปน้ีเปนแนวความคดิ ของผเู ขยี นเอง ซึ่งนักเรียนอาจจะนาํ ไปดดั แปลง
หรือเพ่ิมเติมเพือ่ ใชต ตี อ สกู นั ตอ ไป

การตลี กู ไมผ สม ไมท่ี 1

๑ ๒ ๓๔

วิธีปฏบิ ตั ิ
1. ท้งั คจู ดจองหาชอ งทางเขา ตกี นั
2. ฝา ยรุก กาวเทา ขวาพรอ มกับใชก ระบตี่ ลี งทีศ่ ีรษะของฝายรับ
ฝายรับ ยกกระบ่ขี น้ึ พรอมกนั สืบเทา เบ่ยี งตวั ออกทางซา ย
3. ฝา ยรบั กา วเทาซา ยมาขางหนา พรอมกบั ตวดั กระบก่ี ลับมาตีท่ีคอของคูตอสู ผถู กู ตกี มตวั ลงตาํ่
หลบกระบ่ี
4. ผถู กู ตหี ลงั จากกมตัวลงตาํ่ หลบกระบ่แี ลว เหยียดตวั ขึน้ พรอมกับกาวเทา ขวายกกระบ่ตี ตี วดั กลบั ลง
ทีบ่ าของคตู อ สู ขณะเดยี วกนั ฝายทถี่ กู ตีกย็ กกระบ่ีขน้ึ รับพรอมกบั กา วเทาไปขางหนา แลวยกเทา
ซา ยถีบอกของคูตอสู
***********************************

การตีลูกไมผ สม ไมท ่ี 2

๑ ๒๓ ๔

วิธีปฏบิ ตั ิ

1. ทง้ั คจู ดจองหาชองทางเขาตกี ัน

2. ฝายรุก ตกี ลางศีรษะของฝายรับ

ฝายรบั กา วเทาซายไปขางหนา พรอ มกับใชมอื ซา ยจบั ปลายกระบ่ียกข้ึนรับ

3. ฝา ยรบั สืบเทา ซายพรอ มกับยกเทา ขวาขึน้ ถบี ฝายรกุ
4. ฝา ยรุก เม่ือถูกถีบเซออกมาพรอมกับกา วเทาซา ยไปขา งหนา หมนุ ตัวหลบกลบั หลังหันทางขวา

แลวยกเทาขวาทาํ ทา จระเขฟาดหาง โดยใชฝ าเทา ฟาดลงทต่ี น คอของฝายรบั
***********************************
การตีลูกไมผ สม ไมท ่ี 3

๑ ๒๓

วธิ ีปฏิบตั ิ
1. ฝา ยรกุ กําลังจะใชก ระบ่ีแทงตรงกลางตวั ของฝา ยรบั
2. ฝา ยรับ ถอยเทาขวาเฉยี งไปขา งหลังและเบ่ยี งตัวหลบ พรอมกบั ใชก ระบีต่ วดั ปลายกระบ่ขี อง
ฝา ยรุกขน้ึ
3. ขณะท่ีฝายรกุ เสยี หลกั เซมาขา งหนาเพราะแรงสง จากการเขา แทงอยา งเตม็ ที่ ฝายรับหลงั จากตวดั
ปลายกระบีข่ น้ึ อยา งแรงใหบิดเอย้ี วตัวไปทางขวาถีบอกฝา ยรกุ
***************************************
การตีลกู ไมผสม ไมท่ี 4

๑๒ ๓๔

วธิ ีปฏิบตั ิ
1. ฝายรบั เสียหลกั ถกู ฝา ยรุกตกี ระบ่ีหลุดจากมอื
2. ฝายรกุ กา วเทา ซายไปขางหนาเพือ่ หาชองทางทาํ อันตรายฝายรับ
3. และ 4. ฝายรับ หาโอกาสตอบโตเพื่อไปหยิบกระบม่ี าตอ สดู ว ย ในจังหวะทฝี่ า ยรุกตขี างลําตัว
ฝายรับกส็ ืบเทา พรอ มกบั ยกขาซายถีบตรงแขน แลวยกเทา ขวาเตะกา นคอฝา ยรกุ อยางรวดเรว็
*********************************

การตีลกู ไมผ สม ไมท ่ี 5

วิธีปฏบิ ตั ิ ๑ ๒ ๓

1. ฝายรุก แทงตรงตัวฝายรับ

2. ฝา ยรับ เบี่ยงตัวหลบออกทางซา ย ยกกระบข่ี ึ้นกระแทกปลายกระบข่ี องฝายรกุ พรอ มกบั สบื เทา

ซา ยเขา ประชิดตัวฝายรกุ ยกมอื ซา ยขน้ึ จะตบ

3. ใชห ลังมอื ตบหนา ฝา ยรุก

*******************************

การตีลูกไมผสม ไมท ่ี 6

๑ ๒๓ ๔

วธิ ีปฏิบตั ิ

1. ฝายรกุ ตีหนา แขง ฝา ยรับ ฝา ยรบั กระโดดใหก ระบีผ่ านลอดเทาไป

2. ขณะทก่ี ระบฝ่ี า ยรกุ ลอดเทา มา ใหตวดั กระบี่ตีทค่ี อของฝายรุก ฝา ยรกุ ยกกระบีต่ ง้ั ขนึ้ รบั

3. ฝายรับ ใชเ ทา ขวาถีบฝา ยรกุ

4. ฝายรกุ เสียหลัก ฝา ยรบั ไลตามตตี อ ไป

********************************

การตีลูกไมผสม ไมท ี่ 7

วธิ ีปฏิบตั ิ ๑ ๒ ๓

1. ฝายรกุ ตกี ลางศีรษะ

2. ฝายรับ ยกกระบข่ี น้ึ รบั พรอมกบั สบื เทาถบี ฝา ยรกุ

3. ฝายรุก เสยี หลักถอยหลังออกมาแลว เขาไปตีลาํ ตัวดานขวาของฝา ยรบั อกี ฝา ยรับกาวเทาขวา

เบย่ี งลาํ ตัวพรอ มกบั ยกกระบข่ี นึ้ รบั
***************************************

ใบความรู
กติกากระบีก่ ระบอง

ขอ 1 สนามแขงขัน
สนามทใี่ ชใ นการแขง ขนั อาจเปน สนามหญา หรือสนามทเ่ี ปนพ้นื ไมเนอ้ื แขง็ ทีม่ ี และขนาดความ

กวา ง 8 เมตร ความยาว 12 เมตร และจัดวางตาํ แหนง ประธานจดั การแขง ขัน คณะกรรมการ และเจาหนาท่ีฝา ย
ตาง ๆ ดังภาพขา งลา งนี้

โตะ วางอาวธุ ประธาน โตะ วางอาวธุ

ผตู ดั สนิ ผตู ัดสนิ

8 เมตร 2.5 เมตร  พรหมยนื
 พรหมน่ัง

12 เมตร

ผูตดั สิน หวั หนาผูตดั สนิ ผตู ัดสนิ

เจา หนา ทเ่ี ทคนคิ เครือ่ งจงั หวะดนตรี ป – กลอง

ภาพสนามแสดงสนามแขง ขันกระบีก่ ระบอง

ขอ 2 อุปกรณทใ่ี ชใ นการแขง ขนั
อุปกรณทใี่ ชใ นการแขง ขัน ไดแก กระบี่ ดาบสองมือ พลอง งาว ด้ัง เขน โล และอาวุธอืน่

ซงึ่ เปนอาวธุ จําลองที่ทําจากหวายหรือไม มขี นาดดังตอ ไปนี้
1. กระบ่ี กระบจี่ ะตองมคี วามยาวไมน อ ยกวา 80 เซนติเมตร และมขี นาดของเสน ผา ศนู ยกลางไม

นอ ยกวา 1 เซนตเิ มตร
2. ดาบสองมอื ดาบสองมือ กําหนดใหมีความยาวไมน อ ยกวา 80 เซนตเิ มตร และมีขนาดของเสน

ผาศูนยก ลางไมนอยกวา 2.50 เซนติเมตร

3. พลอง ความยาวของพลองจะตองไมนอยกวา 170 เซนตเิ มตร และกําหนดใหมขี นาดของเสน
ผา ศนู ยก ลางไมนอ ยกวา 3 เซนตเิ มตร

4. งา ว งาวทใ่ี ชในการแขง ขันกาํ หนดใหม คี วามยาวไมนอ ยกวา 180 เซนตเิ มตร และมีขนาดของ
เสน ผา ศนู ยก ลางไมน อ ยกวา 4 เซนตเิ มตร

5. ดง้ั เขน โล และอาวุธอื่น ๆ ใหกาํ หนดขนาดตามความเหมาะสมของผูแสดง
อนึ่ง กอนเรมิ่ ทําการแขง ขนั ใหก รรมการผตู ดั สินตรวจสอบความถกู ตอ งของขนาดอปุ กรณโ ดยใหผู
เขา รวมการแขงขันทุกคนนาํ อุปกรณไ ปวางไวบ นโตะ ทคี่ ณะกรรมการจดั เตรยี มไวให ท้ังนคี้ ณะกรรมการจดั การแขง ขนั
จะจดั เตรยี มอปุ กรณก ารแขงขนั เปน กองกลางไว 1 ชุด
ขอ 3 การแตงกายของผเู ขา รว มแขงขนั
ผูเขารวมการแขงขนั จะตองแตงกายในชุดทหารไทยหรือชดุ นกั รบไทยโบราณ โดยมีผา คาดสะเอว
แตไ มสวมรองเทา ในกรณที เ่ี ปน นักเรยี นใหแตง กายในชุดพลศึกษาของโรงเรยี นนนั้ ๆ แตจะตองสวมถุงเทาและรองเทา
กีฬาใหเรียบรอย นอกจากนก้ี าํ หนดใหผ ูเ ขารว มการแขง ขนั ทกุ คนสวมมงคลท่ศี ีรษะในขณะท่ีทําการแขง ขนั ทกุ คร้ัง
ขอ 4 คณะกรรมการตัดสนิ
ในการจัดการแขง ขันแตละครั้ง กําหนดใหม ปี ระธานกรรมการตดั สนิ จํานวน 1 คน และกรรมการ
ใหคะแนน 4 คน
ขอ 5 การใหคะแนนเพื่อตดั สนิ การแขง ขนั
1. คณะกรรมการตดั สินทัง้ 5 คน จะเปนผใู หค ะแนนแกผ ูท ําการแขงขนั โดยใหจากคะแนนเตม็ กอน
แลวจึงหักคะแนนท่ผี เู ขา รว มการแขง ขนั ทําผดิ พลาดในแตล ะสว นออกเมื่อเสร็จสิ้นการแขง ขนั แลว ผทู ไ่ี ดค ะแนนรวม
มากทส่ี ุดเปนผชู นะ
2. ในกรณที ่ผี ลของคะแนนรวมของผเู ขา รว มการแขง ขนั มคี าเทา กนั ในแตละรอบ ใหป ระธานกรรม
การตดั สนิ เปน ผูชขี้ าดวา ฝายใดสมควรเปนผูช นะ
ขอ 6 วธิ ีการใหคะแนน

6.1 คะแนนการแตง กาย 5 คะแนน ใหพ ิจารณาดงั นี้
6.1.1 ผเู ขา รวมการแขง ขนั จะตอ งแตง กายในชุดทหารไทยหรือชุดนักรบไทยโบราณท่ีเหมาะ

สมกับกาลสมัย ไมส วมรองเทา เวน แตผเู ขา แขงขันแตงชดุ ฝกพลศึกษาของโรงเรยี นนน้ั ๆ เขา รวมการแขง ขัน จะตอ ง
สวมถงุ เทา และรองเทา กฬี าใหเรียบรอ ย

6.1.2 ผเู ขา รวมทําการแขง ขนั ทกุ คนจะตองสวมมงคลท่ีศีรษะ
6.1.3 เครื่องแตง กายท่ีสวมใสค วรสะอาด แลดเู ปนระเบียบเรยี บรอ ย สแี ละขนาดของชุด
ตอ งมีความพอดกี บั รูปรางและมีความเหมาะสมกบั ผูสวมใส ไมห ลวมโพรก หรือหลุดลยุ จนทาํ ใหเคลือ่ นไหวไมสะดวก
6.2 คะแนนการขน้ึ พรหมและการรา ยรํา 10 คะแนน ใหพ ิจารณาดงั น้ี

6.2.1 การถวายบงั คมและการขนึ้ พรหม ( 3 คะแนน )
ผูท ําการแขง ขันจะตองขนึ้ พรหมครบท้งั 4 ทศิ ดว ยทว งทา และลลี าทีส่ วยงามตอ

เนอื่ งกลมกลนื กับเสียงจังหวะดนตรีและทิศทางของการรายรํา
6.2.2 การแสดงทา ไมราํ ( 7 คะแนน )

1 ) กาํ หนดใหผ เู ขา ทําการแขงขนั แสดงทา ไมร าํ จาํ นวน 4 – 6 ไมรํา โดยจะตอ ง
สงชอ่ื และรายละเอยี ดของทาไมร าํ ใหคณะกรรมการตดั สินทราบกอ นการแขงขนั ทกุ ครั้ง

2 ) คแู สดงแตล ะคจู ะตองเลือกทา ไมรําไดอ ยา งเหมาะสม เชน ทา อินทรีไซรขน กบั
ทาพระรามแผลงศร เปน ตน

3 ) การแสดงทา ไมรําแตล ะทาจะตองมลี ลี าทส่ี วยงามตอ เนื่อง มีความเหมาะสมกลม
กลนื กบั จงั หวะดนตรีและทศิ ทางของการรายราํ

6.3 คะแนนการตอ สู 20 คะแนน มีเกณฑใ นการพจิ ารณาดงั นี้
6.3.1 การถวายบงั คมเรว็ การเดินแปลง และการยางสามขมุ ( 3 คะแนน ) ใหส งั เกตจาก

ลีลา ทาทาง ความสงา งาม การแสดงออกทางอารมณอ นั สนุ ทรี และการวางตาํ แหนงของอาวุธไดอยางเหมาะสมตาม
ลกั ษณะของการตอสทู ีด่ ี โดยแบง คะแนนเปน

 การถวายบังคมเร็ว 1 คะแนน
 การเดินแปลง 1 คะแนน
 การยางสามขมุ 1 คะแนน
6.3.2 การตอสู ( 17 คะแนน )
ในการตอสูแตล ะครง้ั กําหนดใหผเู ขา รว มการแขง ขันใชเวลาไมน อ ยกวา 3 นาที และ
ไมเ กนิ 7 นาที โดยแบง การใหค ะแนนตามรายละเอียดดงั น้ี
1 ) การลด–ลอ และการแยก หรือจากการตอสู ( 1 คะแนน )

ในที่นีผ้ เู ขารว มการแขงขันจะตอ งแสดงทา การปก หลักเพ่ือหลอกลอ ใหคูตอ สเู ขา
มาตี โดยการตัวลงเพ่อื ปองกันและการปอ งกนั นั้นมองเหน็ ไดชัดเจนวา เปนการเสียเปรยี บมีชอ งวางใหค ตู อสเู ขา มาทาํ
อันตรายได แตผทู ที่ าํ ทาลด–ลอ อยูน้ันสามารถปองกันตวั ไดอยางเหมาะสมตามลกั ษณะของการเตรียมตอ สูหรอื สามารถ
พลิกแพลงสถานการณจากการเปน ฝายเพลีย่ งพล้าํ หรอื ฝายรบั มาเปนฝายรกุ ได เปน ตน นอกจากนั้นผเู ขารว มการ
แขงขันจะตอ งแสดงใหเห็นถงึ สภาวการณใ นการแยกหรอื จากการตอสไู ดอยางกลมกลืนและเหมาะสมกบั สถานการณ
การตอสูน้นั ๆ

2 ) ความคลอ งแคลวในการใชอ าวธุ ( 2 คะแนน )

ใหค ณะกรรมการผูใ หค ะแนนพจิ ารณาจากหลักเกณฑต าง ๆ ดังตอ ไปนี้
1. ผเู ขารวมการแขง ขนั สามารถจบั และถอื อาวธุ ไดอยา งถกู ตอ งตามประเภท

ของอาวุธนั้น ๆ
2. ผูเขา รวมการแขงขนั สามารถจัดวางอาวุธในลักษณะท่พี รอ มทจ่ี ะใชใ นการ

ตอสูไดต ลอดเวลา
3. ผูเขา รว มการแขง ขนั สามารถเปลยี่ นแนวการฟน การแทง หรอื การตีไดอยาง

ถกู ตอง
4. ผเู ขา รวมการแขงขนั สามารถใชอาวุธไดอยางคลอ งแคลวทะมดั ทะแมง มลี ีลา

และทว งทา ในการใชอ าวุธอยางสวยงามและเหมาะสม
5. ผูเขา รว มการแขงขนั สามารถใชอาวุธปอ งกนั ตัวเองไดอ ยา งถกู ตอ งและเหมาะ

สมกับสถานการณ

3 ) ความแนนยําในการใชอาวธุ ในการตอสู ( 3 คะแนน )
ผูเขารวมการแขงขนั จะตอ งแสดงความแมน ยําในการใชอาวุธตาง ๆ เชน กระบ่ี

ดาบ งาว หรือพลอง ใหคณะกรรมการตัดสนิ เหน็ ไดอยา งชดั เจน ถงึ
1. เปาหมายในการฟน เชน ฟน สะพายแลง ฟน ขนานตดั คอ ฟน ผาศีรษะแบะ
ออกเปนสองซกี ฟน ตัดขา ตัดแขน เปนตน
2. การแทงอวยั วะสําคัญ ๆ อยา งแมนยาํ เชน หัวใจ หนาอก ลําตัว และชอ ง
ทอง เปน ตน
3. การตีอยา งมีประสทิ ธภิ าพดว ยพลองหรอื กระบอง เพอ่ื สกดั กน้ั การทํารา ย
ของคตู อสู เชน การใชไมพ ลองตีบรเิ วณศรี ษะและลําตวั หรอื หลัง เปน ตน
4. การรกุ คูตอ สูและการรบั การจโู จมโดยการใชอ าวุธดว ยความรวดเรว็ แมน ยํา

4 ) การรกุ และการรบั ( 2 คะแนน )
ใหคณะกรรมการตัดสนิ พิจารณาถึงความสามารถในการรกุ และการรับของผเู ขา

รว มการแขงขนั วามคี วามเหมาะสมกับสถานการณต อ สูนั้น ๆ หรอื ไม เชน เม่อื ไดโ อกาสผเู ขา รว มการแขงขนั จะตอง
ฉวยโอกาสเปน ฝายรุก และเมอ่ื พลาดพลัง้ จะตอ งเปน ฝายถอยเพื่อปองกนั ตนเอง หรอื หลบหลกี เพ่อื หาโอกาสเปนฝาย
รุกตอ ไป ทัง้ นใ้ี หพจิ ารณา ถงึ

1. การโตต อบโดยการพลิกสถานการณจากการเปน ฝายรบั มาเปนฝายรกุ
2. การใชค วามไดเ ปรยี บของคูตอ สูมาเปน ฝายรกุ
3. การใชค วามไดเ ปรียบของอาวุธมาเปน ฝายรกุ
4. การหลอกลอ คูตอสู โดยใชกลยทุ ธและชน้ั เชงิ ในการตอสแู บบตา ง ๆ
5 ) การใชไ หวพรบิ และช้นั เชิงในการตอสู ( 3 คะแนน )

ใหคณะกรรมการตดั สนิ พิจารณาถงึ ส่ิงตา ง ๆ ตอ ไปน้ี
1. ความสามารถของผเู ขา รวมการแขงขันในการชิงความไดเ ปรียบคูตอ สูเมอื่ มี

โอกาส
2. ความสามารถในการแกไ ขปญ หาเฉพาะหนาไดอ ยางทนั ทว งทที นั เหตุการณ

และเหมาะสมสถานการณท ี่เกิดขน้ึ ในขณะนัน้
3. ความสามารถในการเลือกใชก ลยุทธหรือกระบวนทา ในการตอสไู ดอยาง

กลมกลนื ตอ เนื่องและเหมอื นจรงิ
6) การใชอ วยั วะสวนตา ง ๆ ของรางกายประกอบการตอสู ( 2 คะแนน )

ผูเขา รวมการแขงขนั จะตอ งแสดงใหเ หน็ ถงึ ความสามารถในการใชอ วัยวะสว น
ตา ง ๆ ของรางกาย เชน เขา เทา ขอ ศอก เขาชวยในการตอสู โดยการเขา ถบี เตะ ทบุ หรอื ถองเพื่อชวยใน
การหลบหลกี ปด ปอง หรือพลกิ แพลงจากการเปน ฝา ยรบั มาเปน ฝายรุกไดอ ยา งรดั กุมคลอ งแคลว และเหมาะสม

7) การหลบหรอื การปองกนั ( 2 คะแนน )
ใหคณะกรรมการตัดสินพจิ ารณาความสามารถของผูเขารว มการแขงขนั ในการ

ปองกนั อาวธุ โดยการปอ งกนั การหลบ และการรับอาวธุ ไดอ ยางมีประสิทธิภาพมคี วามชดั เจนและรดั กุม โดยการ
หลบหลีกการปอ งกนั นน้ั จะตอ งมคี วามเปน ไปได สมจรงิ และเหมาะสม กบั สถานการณ

8) การพลกิ แพลงชน้ั เชงิ การตอ สู ( 2 คะแนน )
ผูเ ขา รว มการแขงขนั จะตอ งสามารถเปลยี่ นแปลงกลยทุ ธก ารตอ สจู ากการเปนฝา ย

รบั มาเปนฝา ยรกุ ไดอ ยางเหมาะสม โดยการพลิกแพลงช้ันเชงิ ในการตอสนู ้ัน จะตอ งใชอาวธุ และอวยั วะสว นตาง ๆ
ของรา งกายไดอยา งสอดคลองเหมือนจริง

6.4 คะแนนเมอื่ จบการตอ สู ( 5 คะแนน )
ในการตอ สูทุกครง้ั จะตอ งจบดวยการขอขมา หรือจบโดยการตอ สใู หเ หน็ ถึงการแพช นะ

อยา งชัดเจน ในท่นี ผี้ ทู เี่ ขา รว มการแขงขนั จะตองแสดงความสามารถและไหวพริบในการจบการตอ สอู ยางเหมาะสมเปน
เหตเุ ปนผลซ่งึ กันและกนั

เม่อื เสร็จสิ้นการตอสแู ลว คณะกรรมการตดั สินจะรวมคะแนนท่ไี ดตามแบบฟอรมใน
คะแนนกระบกี่ ระบอง แลว หารเฉลย่ี ออกมาเปนคะแนนการตัดสิน ผูท ี่ไดค ะแนนเฉลี่ยสูงสุดจะเปนผชู นะการแขงขนั

*******************************


Click to View FlipBook Version