The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการเพาะปลูกยาสูบเวอร์ยิเนีย ปี 64(ล่าสุด)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการเพาะปลูกยาสูบเวอร์ยิเนีย ปี 64(ล่าสุด)

คู่มือการเพาะปลูกยาสูบเวอร์ยิเนีย ปี 64(ล่าสุด)

คู่มือ การเพาะปลูกยาสูบเวอร์ยิเนีย ตามแนวทางเกษตรที่ดีและเหมาะสม Good Agricultural Practice for Virginia Tobacco สถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ฝ่ายใบยา การยาสูบแห่งประเทศไทย 2564 สงวนลิขสิทธิ์


2 ค าน า สถานีทดลองยาสูบแม่โจ้มีภารกิจหลักในการทดลอง วิจัย และพัฒนาวิธีการผลิตใบยาสูบ ได้จัดท า คู่มือ “การเพาะปลูกยาสูบเวอร์ยิเนียตามแนวทางเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) : Good Agricultural Practice for Virginia Tobacco” เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาสูบเวอร์ยิเนียที่ถูกต้องและเหมาะสม ตามแนวทางของ CORESTA โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรน าไปปฏิบัติเพื่อผลิตใบยาสูบให้มีคุณภาพดีปลอด สารตกค้าง เหมาะสมในการผลิตบุหรี่ ช่วยลดต้นทุน มีกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และ ไม่ก่อมลพิษ สามารถตรวจสอบได้เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด เกิดความ สมดุลของสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ ฝ่ายใบยา การยาสูบแห่งประเทศไทย 2564


3 สารบัญ หน้า การจัดการดินและน้ า 1 ความสมบูรณ์ของพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์ 4 การจัดการการเพาะปลูก 6 การจัดการศัตรูยาสูบแบบผสมผสาน 20 การจัดการสารเคมีทางการเกษตร 51 การอนุรักษ์ธรรมชาติด้านป่าไม้ 5 8 การจัดการการบ่มใบยา 5 9 การเก็บรักษาใบยา 61 วัสดุแปลกปลอมที่ไม่ใช่ยาสูบ (NTRM ) 6 2 การฝึกอบรมชาวไร่ 6 3 ผลของเศรษฐกิจและสังคม 6 4 การบันทึกข้อมูล 6 5 ภาคผนวก 6 6


1 การปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) การปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมที่ดี(Good Agricultural Practice : GAP) ของยาสูบ หมายถึง การท าการเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสมในการผลิตยาสูบ เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพที่ดีตรงตาม มาตรฐานที่ก าหนด เป็นที่ต้องการของตลาด คุ้มค่าในการลงทุน เกิดการพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจ เป็นวิธีการ สร้างคุณภาพของผลผลิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัยต่อเกษตรกร ผู้บริโภค สัตว์พืชและสิ่งแวดล้อม พัฒนาไปสู่ระบบการเกษตรที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม วัตถุประสงค์ของการเพาะปลูกยาสูบตามแนวทาง GAP 1. ส่งเสริมภาพลักษณ์ของการยาสูบแห่งประเทศไทย ในด้านการผลิตใบยาสูบที่มีคุณภาพดีได้มาตรฐาน ปลอดภัยจากสารตกค้าง 2. ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค 3. ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร โดยใช้เท่าที่จ าเป็น 4. เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม 5. สร้างความสัมพันธ์และความแข็งแกร่งให้กับเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบ 6. เพิ่มรายได้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบ เป้าหมายของการเพาะปลูกยาสูบตามแนวทาง GAP 1. เพื่อให้ได้ใบยาแห้งที่มีคุณภาพดีปราศจากสารตกค้าง 2. ลดมลภาวะที่เกิดจากขั้นตอนการผลิตใบยา 3. เพิ่มรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ 4. เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม การด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุตามแนวทางของ CORESTA ด้านการปฏิบัติงานด้าน เกษตรกรรมที่ดี(GAP) ประกอบด้วย การจัดการดินและน า (Soil and Water Management) การจัดการดินและน้ า ควรท าอย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาคุณสมบัติด้านกายภาพ เคมีและชีวภาพ พื้นที่ปลูกยาสูบในแต่ละพื้นที่ ต้องท าการปรับปรุงดินและมีการจัดการน้ ารวมถึงอนุรักษ์ดินและน้ าที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการป้องกันการกัดกร่อนของดินและน้ า ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียหน้าดินและน้ าใต้ดิน เป็นการ รักษาคุณภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ดังนั้น การจัดการดินและน้ าจึงเป็นปัจจัยที่ส าคัญในการผลิต ยาสูบให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน


2 การจัดการดิน พื้นที่ปลูกต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความเสี่ยงจากสารเคมีจุลินทรีย์และโลหะที่จะท าให้เกิดการตกค้างหรือ ปนเปื้อนในผลผลิตใบยาแห้ง ซึ่งพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมส าหรับยาสูบควรมีองค์ประกอบที่ส าคัญ ดังนี้ 1. สภาพพื้นที่ - พื้นที่ราบและสม่ าเสมอ - พื้นที่ปลูกยาสูบไม่ควรปลูกซ้ าที่หลาย ๆ ปีควรปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรโรคและแมลง - เป็นพื้นที่ที่ไม่มีโอกาสถูกน้ าท่วมขัง ระบายน้ าดี - บริเวณรอบแปลงปลูกต้องไม่มีวัชพืช หรือปลูกพืชตระกูลเดียวกับยาสูบ เช่น พริก มะเขือ มันฝรั่ง 2. ลักษณะดินที่เหมาะสมกับการปลูกยาสูบเวอร์ยิเนีย - ดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ปนดินเหนียวได้บ้างเล็กน้อย - การระบายน้ าดีมีความชื้นหรืออุ้มน้ าได้ดีหน้าดินลึก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง - ดินควรมีอินทรีย์วัตถุ1.0 - 2.0 เปอร์เซ็นต์และมีปริมาณคลอไรด์ได้ไม่เกิน 15 ppm - ค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 5.5 - 6.5 3. สภาพภูมิอากาศ - อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตอยู่ในช่วง 24 - 32 องศาเซลเซียส ในเวลากลางวัน ส่วน กลางคืนอยู่ในช่วง 15 - 18 องศาเซลเซียส - ปริมาณน้ าฝนต่อปีประมาณ 700 - 1,200 มิลลิเมตร - ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 50 - 70 เปอร์เซ็นต์


3 การเตรียมดิน 1. วิเคราะห์ตัวอย่างดินก่อนการเพาะปลูก 2. การปรับปรุงดินปฏิบัติดังนี้ - ปลูกพืชหมุนเวียน เช่น โสน ปอเทือง ฯลฯ เป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน - ดินที่ใช้ในการปลูกยาสูบควรมีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.5 - 6.5 3. ดินที่มีpH ต่ ากว่า 5.0 ให้เติมปูนขาวหรือโดโลไมท์ การจัดการน า น้ าที่เหมาะสมส าหรับยาสูบควรมีองค์ประกอบที่ส าคัญ ดังนี้ 1. ควรเป็นน้ าที่มีคุณภาพเหมาะสม ต้องไม่ใช้น้ าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่ อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์สารเคมีและโลหะหนัก 2. มีน้ าเพียงพอส าหรับใช้ในการเพาะปลูกยาสูบ 3. น้ าที่ใช้ในการเพาะปลูกยาสูบจะต้องมีคลอไรด์ในระดับต่ า ไม่เกิน 25 ppm 4. ไม่ปล่อยน้ าจากแปลงเพาะกล้าหรือไร่ปลูก ไหลลงสู่แหล่งน้ า


4 ความสมบูรณ์ของพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์ (Variety Integrity / Selection) พันธุ์ยาสูบเป็นปัจจัยที่ส าคัญประการหนึ่ง ซึ่งน าไปสู่ความส าเร็จของการเพาะปลูกทั้งในด้าน สิ่งแวดล้อม คุณภาพและความต้องการของตลาด การคัดเลือกพันธุ์ 1. ควรเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดิน ฟ้า อากาศ 2. ควรเป็นพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรคและแมลงยาสูบ และดูแลรักษาง่าย 3. ควรเป็นพันธุ์ที่สามารถให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดี 4. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ 5. ควรปลูกพันธุ์ที่มีการรับรองและมีแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นการยืนยันถึงแหล่งที่มา และ ความบริสุทธิ์ของพันธุ์ยาสูบ


5 พันธุ์ยาสูบเวอร์ยิเนียที่ส่งเสริมให้ปลูก พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์K 326 และ Coker 206 1. ยาสูบพันธุ์K 326: เป็นยาสูบพันธุ์ลูกผสมระหว่างพันธุ์McNair 225 X (McNair 30 X NC 95) ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและบ่มง่าย มีความต้านทานต่อโรครากปม 2. ยาสูบพันธุ์ Coker 206: เป็นยาสูบลูกผสมระหว่างพันธุ์ Coker 319 กับสายการปรับปรุงพันธุ์ บางตัว ให้ผลผลิตสูงและใบยาแห้งมีคุณภาพดีมีความต้านทานสูงต่อโรคแข้งด า และโรคเหี่ยวเฉา


6 การจัดการการเพาะปลูก (Crop Management) การจัดการการเพาะปลูกเป็นวิธีการเพื่อให้ได้ต้นกล้าที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคยาสูบ โดยเริ่มตั้งแต่ กระบวนการเพาะปลูกจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อที่จะได้ใบยาสูบตามที่ต้องการ ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้ การเพาะกล้ายาสูบ 1. การท าแปลงเพาะกล้าแบบแปลงดิน - แปลงเพาะขนาดมาตรฐาน กว้าง 1 เมตร ยาว 11 เมตร - ใช้เมล็ดยาสูบจ านวน 1.5 กรัมต่อแปลง - เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 21 วัน สามารถถอนไปช าในถุงพลาสติก กระทงใบตาล หรือ กระทงใบมะพร้าว - เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 40 - 45 วัน จึงย้ายต้นกล้าไปปลูก


7 2. การท าแปลงเพาะกล้าแบบกึ่งลอยน้ า (Semi-float bed) - หว่านเมล็ดในถาดเพาะ ซึ่งมีวัสดุปลูกได้แก่ peat moss, vermiculite, perlite ผสมกับเชื้อรา ไตรโคเดอร์มา หว่านเมล็ดยาสูบจ านวน 0.2 กรัมต่อถาด (ขนาด 34.5 X 34.5 เซนติเมตร) แล้วน าไปวางใน อ่างน้ า จนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้า - เมื่อต้นกล้าอายุ15 - 20 วัน จึงย้ายไปช าในถาดพลาสติกเหนียวสีด าซึ่งบรรจุวัสดุปลูกผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มา น าไปวางในอ่างน้ าที่มีระดับน้ าลึก 1.5 - 2.0 เซนติเมตร ซึ่งละลายปุ๋ยสูตร 21-21-21 อัตรา 50 กรัม/น้ า 20ลิตร และผสมสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ในอัตรา 10 กรัม/น้ า 20 ลิตร เพื่อป้องกันการเกิด ตะไคร่น้ า


8 - เมื่อต้นยาสูบอายุ 30 วัน ให้ตัดใบกล้าด้วยกรรไกรที่สะอาด ล้างด้วยน้ าสบู่ทุกครั้งเมื่อตัดใบ ต้นกล้าถาดใหม่ เก็บเศษใบกล้าออกให้หมด และพ่นสารเคมีป้องกันการติดโรคจากเชื้อราด้วยทุกครั้ง - เมื่อต้นกล้ามีอายุ 45 - 50 วัน จึงพร้อมที่จะย้ายปลูกในไร่ได้ โดยก่อนปลูกควรถ่ายน้ าออก ประมาณ 3 - 7 วัน


9 - นอกจากนี้ยังสามารถหว่านเมล็ดลงบนถาดพลาสติกเหนียวสีด าได้โดยตรง โดยไม่ต้องถอนช ากล้า จากนั้นน าถาดวางลงในอ่างที่มีระดับน้ าลึก 1.5 - 2.0 เซนติเมตร (ถาดไม่ลอย) และปล่อยให้เจริญเติบโตจนต้น กล้าอายุได้45 - 50 วัน ก็สามารถน าไปปลูกในไร่ได้ การปลูก ฤดูปลูก - ช่วงปลูกที่ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีควรปลูกในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน การเตรียมดิน - ควรมีการไถตากดินก่อนปลูกยาสูบ 2 - 4 สัปดาห์และไถลึกไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว - วิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน เพื่อจะได้ใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสม และเป็นการหลีกเลี่ยง การใส่ปุ๋ยเกินความจ าเป็น - หากดินมีสภาพเป็นกรด (pH ต่ ากว่า 5.0) ปรับสภาพดินด้วยปูนขาว หรือโดโลไมท์


10 วิธีการปลูก ระยะระหว่างต้น 60 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ได้จ านวน 2,222 ต้น/ไร่ ปลูกแบบแถวคู่ เพื่อลดการสูญเสียน้ าใต้ดิน ใช้กล้ายาสูบที่ปราศจากโรค อายุต้นกล้าประมาณ 45 - 50 วัน ควรมีการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาในอัตรา 100 - 200 กรัม/หลุม หลังจากนั้นรดน้ า ประมาณ 1 ลิตร/หลุม น ากล้ายาสูบลงปลูกในหลุม โดยให้ส่วนรากทั้งหมดจมลงในดินที่เปียกแล้วกลบด้วยดินแห้ง ให้เต็มหลุม ไม่จ าเป็นต้องรดน้ าอีก แนะน าให้คลุมฟางทันทีหลังปลูกเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน และควบคุม ไม่ให้อุณหภูมิบริเวณผิวดินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในกรณีที่ภูมิอากาศแปรปรวน การดูแลรักษา 1. การให้น า หลังจากปลูกแล้ว 5 - 30 วัน ควรให้น้ าแก่ต้นยาสูบเท่าที่จ าเป็นเพื่อให้ต้นยาสูบตั้งตัวได้เท่านั้น คือ รดน้ าเมื่อต้นยาสูบแสดงอาการขาดน้ า (ต้นยาสูบเหี่ยวเล็กน้อยในช่วงเช้า) และต้องให้น้ าหลังจากการใส่ปุ๋ยทุก ครั้ง เมื่อต้นยาสูบมีอายุ30 วันขึ้นไป ควรได้รับน้ าอย่างเพียงพอต่อความต้องการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไปจนถึงระยะเก็บใบยาสด 1 - 2 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นของดิน อย่าให้น้ ามากจนดินเปียกชื้น ตลอดเวลา เพราะจะเกิดการชะล้างของธาตุอาหาร


11 2. การใส่ปุ๋ย ให้ใช้ปุ๋ยเคมีตามที่การยาสูบแห่งประเทศไทยแนะน า และต้องใส่ในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพดิน โดยค านึงถึงปริมาณธาตุอาหารในดินเป็นสิ่งส าคัญ ในการใส่ปุ๋ยหลักของยาสูบเวอร์ยิเนียควรใส่ 2 ครั้ง คือช่วง อายุประมาณ 7 วัน และ 30 วัน ปุ๋ยเสริมควรใส่ 2 ครั้ง ในช่วงอายุประมาณ 20 - 40 วัน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ร่วมกับปุ๋ยเคมีเป็นการปฏิบัติที่ควรปฏิบัติและต้องเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านการรับรอง จากกรมวิชาการเกษตร ค าแนะน าการใช้ปุ๋ยส าหรับการเจริญเติบโตของต้นยาสูบตามแนวทาง GAP แปลงเพาะกล้าแบบเดิม ใช้ปุ๋ย 4-16-24+4 MgO+0.5 Borax หรือ 6-18-24+4 MgO+0.5 Borax อัตรา 2 กิโลกรัม/แปลง ขนาด 1 x 11 เมตร โรยบนหลังแปลงแล้วพลิกกลบให้ลึกประมาณ 1 นิ้ว ปรับหน้าดินให้เรียบ แปลงเพาะกล้าแบบ Semi-float bed พ่นปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 อัตรา 50 กรัม/น้ า 20 ลิตร (หรือตามฉลากก ากับผลิตภัณฑ์) ควรพ่นปุ๋ย ช่วงเช้าในวันที่มีแดด เพราะต้นกล้าจะสังเคราะห์แสงและปรุงอาหารได้ดี ในไร่ปลูก - ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก อัตรา 500 -1,000 กิโลกรัม/ไร่ รองก้นหลุมก่อนปลูก - ปุ๋ยหลัก 4-16-24+4 MgO+0.5 Borax อัตรา 100- 120 กิโลกรัม/ไร่ หรือ 6-18-24+4 MgO+0.5 Borax อัตรา 80 - 100 กิโลกรัม/ไร่แบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังย้ายปลูก 7 - 10 วัน และเมื่อต้นยาสูบมีอายุได้25 - 30 วัน - ปุ๋ยเสริม 27-0-0 อัตรา 10 - 15 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อต้นยาสูบมีอายุได้15 - 20 วัน 13-0-46 อัตรา 15 - 20 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อต้นยาสูบมีอายุได้30 - 40 วัน 0-0-50 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อต้นยาสูบมีอายุได้50 – 55 วัน หมายเหตุ ต้องท าการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารในดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อทราบถึงระดับความ อุดมสมบูรณ์ของดินก่อนท าการเพาะปลูกยาสูบ เพื่อจะได้ใช้ปุ๋ยเท่าที่จ าเป็น (ปุ๋ยยาสูบ ไม่ควรมีคลอไรด์ เกิน 2%)


12 3. การพรวนดิน ท าการพรวนดินประมาณ 2 ครั้ง เพื่อก าจัดวัชพืชและช่วยให้ดินร่วนโปร่ง ท าให้รากเจริญแผ่ขยายได้ดี การพรวนดินทุกครั้งต้องน าดินกลบโคนต้นยาสูบ โดยพรวนดินครั้งแรก 10 - 15 วัน และครั้งที่ 2 ไม่เกิน 30 วัน 4. การตอนยอดและควบคุมแขนงยาสูบ - การตอนยอดยาสูบเวอร์ยิเนีย ควรตอนยอดในระยะดอกตูม (button state) ถึงระยะดอกเกือบบาน (early flowering stage) จ านวนใบที่เหลือขึ้นกับความสมบูรณ์ของต้นยาสูบ ไม่ควรตอนยอดในช่วงที่มี ความชื้นในอากาศสูง เช่น วันที่ครึ้มฟ้า ครึ้มฝน เพราะมีโอกาสเกิดโรคล าต้นกลวง ซึ่งเป็นสาเหตุท าให้เกิดโรค เน่าในโรงบ่ม (tobacco barn rot) ได้ - การควบคุมแขนงยาสูบ ให้ใช้สารควบคุมแขนงที่การยาสูบแห่งประเทศไทยแนะน า การควบคุม แขนงให้ผลดีที่สุดเมื่อแขนงยาวไม่เกิน 1 เซนติเมตร กรณีที่มีการเด็ดแขนงด้วยมือควรท าการล้างมือให้สะอาด ก่อนเด็ดทุกครั้ง


13 ธาตุอาหารยาสูบ ต้นยาสูบเจริญเติบโตขึ้นมาได้โดยอาศัยการดูดน้ า ธาตุอาหารต่าง ๆ ในดิน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากอากาศและพลังงานจากแสงอาทิตย์นอกจากธาตุอาหารจะมีผลต่อการเจริญเติบโตแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ เกี่ยวกับโครงสร้างองค์ประกอบทางเคมีและคุณภาพใบยาสูบที่ส าคัญอีกหลายอย่าง เช่น ขนาด รูปร่าง นิโคติน น้ าตาลรีดิวซิง สีกลิ่น รส ความนุ่มนวล การเผาไหม้และการดูดความชื้นอีกด้วย ธาตุอาหารที่จ าเป็นต่อการเจริญเติบโตของต้นยาสูบ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. ธาตุอาหารหลัก ต้องการเป็นปริมาณมากเมื่อเทียบกับธาตุอื่น ๆ ได้แก่ ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และก ามะถัน 2. ธาตุอาหารรอง ต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้ถ้าขาดจะแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็น ได้แก่ ธาตุโบรอน เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสีคลอรีน โซเดียม โมลิบดินัม และซิลิกอน 3. ธาตุอาหารที่เป็นโครงสร้าง โดยปกติมีเพียงพอในธรรมชาติจึงไม่กล่าวถึงในที่นี้ได้แก่คาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน สาเหตุของการขาดธาตุอาหาร 1. ปริมาณธาตุอาหารในดินมีไม่เพียงพอกับความต้องการ 2. ความไม่สมดุลของธาตุอาหารในดิน 3. ธาตุอาหารอยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต้นยาสูบไม่สามารถดูดไปใช้ได้ 4. สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เมื่อต้นยาสูบได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอหรือไม่สมดุล ก็จะแสดงอาการขาดธาตุอาหารออกมาให้เห็น ในรูปของความผิดปกติของการเจริญเติบโต ซึ่งอาจปรากฏที่ใบ ล าต้น หรือรากก็ได้อันจะมีผลให้ต้นยาสูบ ชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตและคุณภาพลดลง ในกรณีที่รุนแรงอาจท าให้ต้นยาสูบตายได้ ลักษณะอาการขาดธาตุอาหาร 1. ไม่มีการเจริญเติบโตที่ดีล าต้นเล็ก แคระแกร็น 2. บางส่วนของพืชผิดปกติเช่น มีสีผิดไป สีเขียวอ่อน เขียวเหลือง เหลือง หรือบางกรณีอาจพบสีขาว โดยที่เนื้อเยื่อนั้นไม่ตาย อาการนี้เราเรียกว่า “คลอโรซีส” (chlorosis) เกิดจากการที่พืชสร้างคลอโรฟิลล์ได้ น้อยกว่าปกติหรือคลอโรฟิลล์ที่มีอยู่แล้วถูกท าลาย อาการนี้อาจเกิดได้กับใบยาสูบ ได้แก่ อาการขาดธาตุ ไนโตรเจน อาการขาดธาตุแมกนีเซียม 3. เนื้อเยื่อบางส่วนแห้งหรือไหม้ตายเป็นสีน้ าตาล มีลักษณะเป็นจุด เป็นดวง หรือเป็นแถบ อาจเกิดที่ ปลายใบหรือขอบใบก็ได้เรียกอาการนี้ว่า “นีโครซีส”(necrosis) ได้แก่อาการขาดธาตุโพแทสเซียม 4. บางส่วนของพืชที่เกิดใหม่มีรูปร่างผิดปกติ (malformation) เช่น ยอดกุดในบริเวณยอด หรือ ปลายกิ่งม้วนงอเป็นคลื่น หรือฉีกขาด แหว่ง ได้แก่อาการขาดธาตุแคลเซียม


14 ธาตุอาหารหลัก 1. ธาตุไนโตรเจน เป็นธาตุอาหารที่ส าคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของยาสูบ มีความต้องการสูงมากในสัปดาห์ ที่4 - 7 ภายหลังการย้ายปลูก เป็นองค์ประกอบของสาระส าคัญต่าง ๆในใบยาสูบโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นิโคติน” อาการขาดธาตุไนโตรเจน มักพบเสมอกับยาสูบที่ปลูกในฤดูฝน หรือบริเวณพื้นที่เป็นดินทราย มี อินทรียวัตถุต่ า ประกอบกับการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนกับยาสูบมีขอบเขตจ ากัด บางครั้งจึงท าให้ต้นยาสูบแสดง อาการขาดไนโตรเจนได้ถ้าต้นยาสูบขาดธาตุไนโตรเจนสีเขียวของใบจะจางลง ใบล่างเหลืองซีดและแห้งไปใน ที่สุด ใบแคบและลู่ตั้งตรง ท ามุมแคบกับล าต้น การเจริญเติบโตช้ามีผลท าให้ต้นแคระแกร็น ผลผลิตต่ าใบยา แห้งมีสีซีดคุณภาพไม่ดี การป้องกันและแก้ไขอาการขาดธาตุไนโตรเจน ท าได้โดยเสริมปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท อัตรา 15 - 40 กิโลกรัม/ไร่ หรือปุ๋ยแคลเซียมแอมโมเนียมไนเตรท อัตรา 20 - 30 กิโลกรัม/ไร่ หรือปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ 2. ธาตุฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัสมีความส าคัญต่อการเจริญเติบโต ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์ กระตุ้นการ เจริญเติบโต ของรากในระยะแรก เร่งความแก่ การออกดอก และเมล็ด อาการขาดธาตุฟอสฟอรัส พบน้อยมาก แต่ถ้าขาดจะท าให้ใบยาแก่ช้า ใบแคบเล็ก มีสีเขียวเข้มท ามุม แคบกับล าต้น ล าต้นแคระแกร็น เนื่องจากรากกระจายช้า ดอกและเมล็ดไม่สมบูรณ์ ใบยาแห้งมีคุณภาพต่ า การป้องกันและแก้ไขอาการขาดธาตุฟอสฟอรัส ท าได้โดยการใช้ปุ๋ย N : P : K ในอัตราส่วน 1: 3 : 3 ภายใน 2 สัปดาห์ หลังย้ายปลูก


15 3. ธาตุโพแทสเซียม โพแทสเซียมเป็นธาตุอาหารที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของต้นยาสูบให้เป็นไปตามปกติช่วยให้ ใบยาไม่เกิดโรคใบจุดแห้ง ช่วยอุ้มน้ าในใบยาในสภาพแห้งแล้งด้วยการปรับการเคลื่อนไหวของปากใบ มีผลในการ ต้านทานโรค เนื่องจากเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ มีผลต่อความยืดหยุ่น คุณภาพในการเผาไหม้ และกลิ่น รสของใบยาแห้ง ยาสูบต้องการธาตุโพแทสเซียมปริมาณสูง จึงมักพบอาการขาดธาตุโพแทสเซียมในไร่เสมอโดยเฉพาะ ยาสูบที่ปลูกในดินทรายหรือดินที่มีแคลเซียมอยู่ในปริมาณสูง นอกจากนี้สภาพอากาศที่แห้งแล้งสามารถท าให้ เกิดการขาดธาตุโพแทสเซียมได้ หรือเกิดจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยไนโตรเจน ในรูปแอมโมเนียม อาการขาดธาตุโพแทสเซียม ปรากฏได้ทั้งใบส่วนล่าง และส่วนบนของล าต้น กล่าวคือถ้าการขาดธาตุ โพแทสเซียมเกิด ในระยะแรกของการเจริญเติบโต ก็จะแสดงอาการที่ใบส่วนล่างของล าต้นก่อน แต่ถ้าเกิดใน ระยะหลังก็จะแสดงอาการที่ใบส่วนบนของล าต้น โดยใบยาจะสูญเสียสีเขียวที่ปลายใบและขอบใบ ซึ่งมี ลักษณะเป็นจุด ๆ ต่อมาจุดเหล่านั้นจะแห้งและกลายเป็นเนื้อตายขยายวงกว้างออกไป เส้นก้านใบมีสีน้ าตาล หรือสีสนิมเหล็ก ใบที่เหลือ ยังเขียวเข้มและออกสีน้ าเงินมากกว่าปกติ พื้นที่ที่ตายจะฉีกขาดหลุดออกไป ท าให้ ใบมีลักษณะขาดหรือแหว่ง การขาดธาตุโพแทสเซียมท าให้ใบยาแห้งมีขนาดเล็กลง เนื้อใบฉีกขาด คุณภาพต่ า ความยืดหยุ่นและ ความหอมน้อย สีใบยาผิดปกติ การเผาไหม้ไม่ดี การป้องกันและแก้ไขอาการขาดธาตุโพแทสเซียม - ในดินทราย เสริมปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท อัตรา 30 - 50 กิโลกรัม/ไร่ - ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง ใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต อัตรา 30 – 45 กิโลกรัม/ไร่ หรือปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต 3% พ่นทางใบทุก 3 - 5 วัน


16 4. ธาตุแคลเซียม เป็นส่วนประกอบที่ส าคัญของผนังเซลล์ภายในต้นยาสูบ ช่วยในการเผาไหม้ของใบยา ท าให้เถ้าบุหรี่ เป็นสีขาวละเอียด เบาฟูเกาะกันเป็นล า ไม่ร่วงง่าย อาการขาดธาตุแคลเซียม มักพบเสมอกับยาสูบที่ปลูกในฤดูฝนบนพื้นที่สูง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมี แคลเซียมในดินน้อยเนื่องจากถูกชะล้างมาเป็นเวลานาน มักจะพบที่ส่วนยอดและปลายราก เริ่มที่ยอดจะมีสีซีด ปลายใบ เรียวแหลม งอโค้งลงคล้ายตะขอ จากนั้นจะแห้งตาย ถ้าอาการไม่รุนแรงใบยอดก็สามารถที่จะคลี่ออก ได้ แต่ปลายใบและขอบใบมีลักษณะฉีกขาดไม่สมบูรณ์ ถ้าขาดในระยะแรกของการเจริญเติบโตผลผลิตจะ ลดลงมาก ใบยาแห้งที่ขาดแคลเซียม มีรูปร่างไม่ดี ใบหนา คุณภาพเลว การป้องกันอาการขาดธาตุแคลเซียม ท าได้โดยหว่านปูนขาว อัตรา 300 กิโลกรัม/ไร่ หรือหินปูน อัตรา 500 กิโลกรัม/ไร่ การแก้ไขอาการขาดธาตุแคลเซียม ท าได้โดยพ่นแคลเซียมไนเตรท หรือแคลเซียมซัลเฟต 3% ทุก ๆ 3 - 5 วัน


17 5. ธาตุแมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ช่วยในการสังเคราะห์แสง สร้างน้ ามัน อาการขาดธาตุแมกนีเซียม มักพบเสมอโดยเฉพาะยาสูบที่ปลูกในดินทราย บางครั้งการใส่ปุ๋ย แคลเซียมและโพแทสเซียมมากเกินไปก็ท าให้ยาสูบแสดงอาการขาดธาตุแมกนีเซียมได้โดยจะปรากฏที่ใบล่าง ของล าต้น ปลายใบ และขอบใบมีสีเขียวจางลง และแผ่กระจายเข้าไปตอนกลางของใบ โดยที่เส้นกลางใบและ เส้นใบยังมีสีเขียวอยู่ อาการต่อมาใบที่อยู่ถัดขึ้นไปจนกระทั่งถึงใบอ่อนก็จะแสดงอาการเช่นเดียวกัน ถ้าหาก อาการรุนแรงยิ่งขึ้น ใบยาจะมีสีซีดเกือบขาว ใบยาแห้งมีสีคล้ า ไม่สดใส น้ าหนักเบา เนื้อบาง แห้งกรอบขาด ความยืดหยุ่น มีน้ ามันน้อย เถ้าบุหรี่มีสีคล้ า ถ้ามีแมกนีเซียมในใบยาในมีปริมาณที่พอเหมาะ (2%) บุหรี่จะมี การเผาไหม้ดีถ้ามีมากกว่า 2% การเผาไหม้ไม่ดีและการติดไฟไม่สม่ าเสมอ การป้องกันอาการขาดธาตุแมกนีเซียม ท าได้โดยใช้แมกนีเซียมในอัตราสูงกว่าปกติอัตรา 6 กิโลกรัม/ไร่ การแก้ไขอาการขาดธาตุแมกนีเซียม ท าได้โดยใช้แมกนีเซียมซัลเฟต 3% พ่นทุก ๆ 3 - 5 วัน ธาตุอาหารรอง 1. โบรอน ยาสูบต้องการในปริมาณเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้มีบทบาทต่อการสร้างและสลายโปรตีน (metabolism) การสร้างอัลคาลอยด์ อาการขาดธาตุโบรอน เห็นได้ชัดที่ยอด มีสีซีดกว่าปกติยอดกุด ชะงักการเจริญเติบโต เส้นกลางใบมี สีคล้ า ใบหนากว้าง ใบบนโค้งเข้าหาฐานใบ เปราะ การป้องกันอาการขาดธาตุโบรอน ท าได้โดยเพิ่มปุ๋ยบอแรกซ์ให้มากกว่าปกติอัตรา 1 กิโลกรัม/ไร่ การแก้ไขอาการขาดธาตุโบรอน ท าได้โดยใช้บอแรกซ์0.25% พ่นทุกวัน


18 2. ธาตุแมงกานีส มีบทบาทส าคัญในขบวนการสังเคราะห์แสง อาการขาดธาตุแมงกานีส ใบอ่อนมีสีจาง ยกเว้นเส้นก้านใบ เป็นที่เนื้อใบก่อนแล้วแห้งตาย ต้นยาสูบแคระแกร็น คุณภาพใบยาต่ า ถ้าได้รับมากจะเกิดอาการเป็นพิษ ใบยา แห้งและเถ้ามีสีคล้ า 3. ธาตุคลอรีน มีผลต่อคุณภาพของใบยาสูบ ท าให้ใบยาบาง มีผิวเรียบ ใบยาแห้งมีสีอ่อน ดูดความชื้นได้ดีถ้าต้นยาสูบได้รับคลอรีนในปริมาณมากเกินไปในแปลงเพาะกล้า ต้นยาสูบจะแคระแกร็น ใบหนา เปราะ ใบยาม้วนขึ้น ถ้าต้นยาสูบได้รับคลอรีนในปริมาณมากเกินไปในไร่ปลูก ใบยามีสีเขียว คล้ า เปราะ ใบยาเรียบปราศจากขน ใบยาที่บ่มแล้วมีสีโคลน (wet dog) มีกลิ่น เหม็นคาว ไม่เหนียว ดูดความชื้นมาก ติดไฟยาก คุณภาพในการไหม้ลามเสียไป ใบยาแห้งไม่ควรมีคลอรีนเกิน 1% การป้องกันไม่ให้ต้นยาสูบได้รับปริมาณคลอรีนมากเกินไป ท าได้โดย ใส่ปุ๋ยที่ให้ธาตุคลอรีนไม่เกิน 2 กิโลกรัม/ไร่และไม่ควรใช้น้ าประปารดต้นยาสูบ อนึ่ง การป้องกันหรือแก้ไขอาการขาดธาตุอาหาร ให้ฉีดพ่นด้วยธาตุอาหาร เสริมที่มีธาตุอาหารรองประกอบอยู่ตามอัตราที่แนะน าในฉลาก


19 ค าแนะน าการใช้ปุ๋ยในแปลงเพาะกล้า ค าแนะน าการใช้ปุ๋ยในไร่ยาสูบ ชนิดของปุ๋ย สูตรปุ๋ยและอัตราการใช้ ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก อัตรา 500 - 1,000 กิโลกรัม/ไร่ รองก้นหลุมก่อนปลูก ปุ๋ยหลัก ปุ๋ยสูตร 4-16-24+4 MgO+0.5 Borax อัตรา 100 - 120 กิโลกรัม/ไร่ หรือ ปุ๋ยสูตร 6-18-24+4 MgO+0.5 Borax อัตรา 80 - 100 กิโลกรัม/ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง เมื่อต้นยาสูบมีอายุได้ 7 - 10 และ 25 - 30 วัน ปุ๋ยเสริม ปุ๋ยสูตร 27-0-0 อัตรา 10 - 15 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อต้นยาสูบมีอายุได้15 - 20 วัน ปุ๋ยสูตร 13-0-46 อัตรา 15 - 20 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อต้นยาสูบมีอายุได้30 - 40 วัน ปุ๋ยสูตร 0-0-50 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อต้นยาสูบมีอายุได้50 - 55 วัน วิธีการเพราะกล้า สูตรปุ๋ยและอัตราการใช้ แบบแปลงดิน ปุ๋ยสูตร 4-16-24+4 MgO+0.5 Borax หรือ 6-18-24+4 MgO+0.5 Borax ใน อัตรา 2 - 4 กิโลกรัม/แปลงขนาด1x11 เมตร โรยแล้วพลิกกลบลึกประมาณ 2 นิ้ว ปรับหน้าดินให้เรียบ แบบกึ่งลอยน้ า (Semi-float bed) พ่นปุ๋ยสูตร 21-21-21 ในอัตรา 50 กรัม/น้ า 20 ลิตร จ านวน 2 ครั้ง หลังย้ายกล้าช า 2 - 3 วัน และหลังการตัดใบกล้าครั้งที่ 2


20 การจัดการศัตรูยาสูบแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management : IPM) หลักการที่ส าคัญในการจัดการโรคและแมลงศัตรูยาสูบในไร่ยาสูบ คือ “การบริหารจัดการศัตรูยาสูบ แบบผสมผสาน” โดยใช้หลาย ๆ วิธีการร่วมกัน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและค านึงถึงต้นทุนการผลิต เป็นสิ่งส าคัญซึ่งชาวไร่ยาสูบต้องสามารถจ าแนกโรคและแมลงศัตรูยาสูบให้ได้ รวมทั้งประเมินสถานการณ์การ ระบาดของโรคและแมลงเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเลือกใช้วิธีการป้องกันก าจัด โรคยาสูบ การป้องกันและก าจัดโรคยาสูบ จะต้องน าเอาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ผสมผสานกัน โดยมีการส ารวจโรค ยาสูบเพื่อติดตามสถานการณ์การเกิดโรคทั้งในแปลงเพาะและในไร่ปลูกอย่างสม่ าเสมอ เพื่อที่จะสามารถ เลือกใช้วิธีการป้องกันก าจัดที่เหมาะสมต่อไป หลักการปฏิบัติในแปลงเพาะกล้า ต้นกล้ายาสูบที่ดีจะต้องมีความสมบูรณ์แข็งแรง และมีความสม่ าเสมอ สิ่งที่ส าคัญจะต้องเพาะในวัสดุเพาะ ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และปลอดเชื้อ ทั้งนี้อาจมีการผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันโรคโคนเน่าในกล้า ยาสูบได้ โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดผสมวัสดุเพาะในอัตรา 50 กรัม ต่อวัสดุเพาะที่มีปริมาตร 4,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดในรูปสารละลายสปอร์ คือ ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิด สด 100 กรัมต่อน้ า 20 ลิตร รดวัสดุเพาะก่อนหว่านเมล็ดยาสูบ ในระยะกล้านี้ โรคยาสูบที่พบได้บ่อยได้แก่ โรคโคนเน่า และโรคแอนแทรคโนส ดังนั้นต้องมีการส ารวจ แปลงเพาะอย่างสม่ าเสมอ หากพบต้นกล้าที่มีอาการเป็นโรคดังกล่าว 1 ต้นต่อจุดส ารวจ ให้รีบท าการป้องกัน และก าจัดตามตารางค าแนะน าทันที น าต้นกล้าและวัสดุเพาะบริเวณที่พบโรคไปทิ้ง หรือเผาท าลาย เพื่อ ป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังบริเวณอื่น ควรงดการให้น้ าหรือให้น้ าแต่น้อยกับต้นกล้า หากพบการระบาดของโรค และไม่ควรตัดใบกล้าในขณะที่อากาศมีความชื้นสูงหรือฝนตก เพราะเป็นช่วงที่ เหมาะสมต่อการระบาดของเชื้อโรค โรคส าคัญที่พบในแปลงเพาะกล้ายาสูบ 1. โรคโคนเน่า (Damping off) เกิดจากเชื้อรา Pythium aphanidermatum หรือ เชื้อรา Rhizoctonia spp. ลักษณะอาการ เกิดแผลเน่าสีน้ าตาลรอบบริเวณโคนต้นยาสูบขยายลึกเข้าไปในล าต้น ท าให้ต้น ยาสูบเน่าล้มพับลง และลุกลามอย่างรวดเร็ว แพร่กระจายเป็นวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ


21 การแพร่ระบาด เชื้ออาศัยอยู่ในดินหรือวัสดุปลูก อาศัยกินซากต้นยาสูบและอินทรียวัตถุอื่น ๆ ระบาดไปกับระบบน้ าในแปลงเพาะ เชื้อราสามารถปรับตัวเองให้คงทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสภาพที่มีความชื้นในดินสูง อุณหภูมิ 25 - 32 องศาเซลเซียส เชื้อราจะเจริญเติบโตและระบาดท า ความเสียหายต่อกล้ายาสูบอย่างรวดเร็ว ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. เพาะกล้าในวัสดุที่ผ่านการอบฆ่าเชื้อ ไม่ควรให้น้ ามากเกินไป 2. ควรให้แปลงเพาะได้รับแสงแดดอยู่เสมอ (เปิดผ้าคลุมแปลงเพาะ) เป็นการช่วยลดความชื้นใน แปลงหากมีการระบาดของโรคงดการให้น้ าจนกว่าโรคจะชะงัก (สามารถให้น้ าในปริมาณเล็กน้อยตามความจ าเป็น) 3. กล้ายาสูบที่เหลือใช้ควรก าจัด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค 4. ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มาผสมวัสดุเพาะกล้า โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด 1 กิโลกรัม ผสมกับร าละเอียด 5 กิโลกรัม ผสมปุ๋ยหมัก 50 กิโลกรัม แล้วน าส่วนผสมนี้ 1 ส่วน ผสมกับวัสดุปลูก 4 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนบรรจุลงในถาดช า หรือใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด 250 กรัม (1 ถุง) /น้ า 50 ลิตร ใช้น้ าสปอร์ 50 ลิตร รดถาดเพาะ 5. สารป้องกันก าจัดโรคโคนเน่า ได้แก่ สารเมทาแลกซิล (metalaxyl) ใช้สลับกับ สารควินโทซีน+ อีทริไดอะโซน (quintozene etridiazole) รดวัสดุปลูกหรือโคนต้น


22 2. โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose) เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum nicotianae ลักษณะอาการเกิดจุดช้ าน้ าเล็ก ๆ บนใบกล้า ต่อมาจุดจะขยายใหญ่เป็นแผลค่อนข้างกลม เมื่อแผลแห้ง มีสีเทาปนขาวหรือน้ าตาลอ่อน บุ๋มลึกลงไปจากผิวใบ ขอบแผลเป็นสีเหลืองปนน้ าตาล ถ้าความชื้นสูงแผลจะลุกลาม ขยายอย่างรวดเร็วไปทุกส่วนของต้นกล้า ท าให้กล้ายาสูบเน่า ยุบลงคล้ายกับเป็นโรคโคนเน่า กล้ายาสูบที่เป็น โรคแอนแทรคโนสเพียงเล็กน้อย ถ้าย้ายไปปลูกในไร่แล้วสภาพอากาศเย็นชื้นแฉะ อาการของโรคจะขยาย ลุกลามออกไป ท าให้ใบยาสูบเป็นจุด เกิดแผลสีน้ าตาลช้ าตามเส้นใบ กลางใบ ล าต้น และอาจลุกลามไปถึง กระเปาะเมล็ดได้เชื้อราอาศัยอยู่กับเศษพืชหรืออินทรียวัตถุในดิน เกาะกินอยู่บนวัชพืช หรือติดมากับเมล็ดยาสูบ สปอร์ของเชื้อราจะปลิวไปตามลม ท าให้แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เชื้อราชอบอากาศเย็น ชื้นแฉะ มีแสงแดดน้อย โดยเฉพาะสภาพที่มีหมอก มืดครึ้ม ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. ควรให้แปลงเพาะได้รับแสงแดดอยู่เสมอ (เปิดผ้าคลุม) เป็นการช่วยลดความชื้นในแปลง 2. พ่นสารเคมีป้องกันโรคแอนแทรคโนส ได้แก่ สารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (copper hydroxide)


23 หลักการปฏิบัติในไร่ปลูก 1. ไถตากดินไว้อย่างน้อย 1 เดือนก่อนปลูก เพื่อเป็นการท าลายเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในดิน 2. ก าจัดวัชพืชทั้งในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของเชื้อโรค 3. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาในอัตรา 50 - 100 กรัม/ต้น เพื่อป้องกันโรคทางดิน ได้แก่ โรคโคนเน่า โรคเหี่ยวด้านเดียว 4. ไม่ทดน้ าผ่านแปลงที่เป็นโรค เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายไปกับน้ า 5. ก าจัด หรือ เผาท าลายต้นยาสูบที่เป็นโรค 6. ขุดรากถอนโคนซากต้นยาสูบทันทีหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแมลงศัตรูยาสูบ 7. ส ารวจโรคยาสูบเป็นประจ าอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากพบการระบาดของโรคยาสูบ ให้ป้องกันก าจัด ด้วยสารเคมีก าจัดโรค โรคยาสูบที่ส าคัญและการป้องกันก าจัดในไร่ยาสูบ 1. โรคเหี่ยวด้านเดียว (Fusarium wilt) สาเหตุของโรค เชื้อรา Fusarium oxysporum ลักษณะอาการ ใบยาสูบด้านใดด้านหนึ่งของล าต้นจะค่อย ๆ เหลืองและเหี่ยว ใบจะโค้งงอ พบโคนต้น หรือโคนใบเป็นแผล ต่อมาเกิดอาการเหี่ยวทั้งต้น ท่อน้ าท่ออาหารของล าต้นถูกท าลายเป็นสีน้ าตาลปนด า การแพร่ระบาด เชื้อราอาศัยในดิน สามารถเจริญได้ดีทั้งในสภาพที่มีอากาศเย็นและร้อน (18 - 31 องศาเซลเซียส) ดินที่ค่อนข้างเป็นด่างเหมาะต่อการระบาดของเชื้อโรคได้มากเชื้อราเข้าท าลายต้นยาสูบทางบาดแผล หลังจากการพูนโคนใส่ปุ๋ยยาสูบครั้งที่ 2 ที่อายุ 30 วัน ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. รักษาความสะอาดแปลงปลูก ควรเก็บเศษซากพืชที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ปลูกออกให้หมด 2. ระมัดระวังไม่ให้เกิดบาดแผลกับรากและล าต้นยาสูบในช่วงการพูนโคน 3. ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา รองก้นหลุมก่อนปลูกยาสูบ เพื่อลดจ านวนเชื้อโรคในดิน 4. หลังการพูนโคนรดโคนต้นยาสูบด้วยสารป้องกันก าจัดเชื้อรา ได้แก่ ไอโพรไดโอน (ipordione) สลับกับสารฟอลอีทิล อลูมินัม (fosetyl aluminum)


24 2. โรคแข้งด า (Black shank) สาเหตุของโรค เชื้อรา Phytophthora parasitica ลักษณะอาการ ใบยาสูบเหี่ยว ใบด้านล่าง ๆ เหลือง ห้อยลงข้างล าต้น แห้งและหล่นไปในที่สุด บริเวณโคนต้นยาสูบจะเป็นแผลสีด าโดยรอบตรงบริเวณผิวดิน เมื่อถอนรากขึ้นมาพบว่ารากเน่าด า ถ้าผ่าออก ตามยาวพบแกนกลางของล าต้นเน่าแห้ง สีน้ าตาลเป็นแผ่น ๆ เรียงซ้อนกันตามขวางกับล าต้น มองดูคล้ายขั้นบันได การแพร่ระบาด เชื้อราอาศัยอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน สปอร์ของเชื้อโรคระบาดไปตามน้ า คนและสัตว์ ตลอดจนเครื่องมือทางการเกษตรต่าง ๆ ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. ปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วชนิดต่าง ๆ 2. ไม่ทดน้ าผ่านแปลงที่เป็นโรค ท าความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช้ก่อนน าไปใช้ 3. ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มารองก้นหลุมก่อนปลูกยาสูบ เพื่อลดจ านวนเชื้อโรคในดิน 4. รดโคนต้นยาสูบด้วยสารป้องกันก าจัดเชื้อรา ได้แก่ สารฟอลอีทิล อลูมินัม (fosetyl aluminum) สลับกับสารเมทาแลกซิล (metalaxyl)


25 3. โรคใบจุดสีน าตาล (Brown spot) สาเหตุของโรค เชื้อรา Alternaria alternata ลักษณะอาการ เกิดแผลสีน้ าตาลเป็นวง ๆ ซ้อนกันคล้ายวงปีของต้นไม้มักเกิดกับใบยาสูบใบล่างใกล้ดิน การแพร่ระบาด สปอร์ของเชื้อรากระจายโดยลมและฝน ในสภาพฝนตก อากาศมีความชื้นสูง เกิดการระบาดของโรคได้ง่าย ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. ฉีดพ่นสารเคมีสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (copper hydroxide) สลับกับสารไอโพรไดโอน (iprodione) เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสูง หลังฝน หรือมีน้ าค้าง 2. ก าจัดใบยาสูบที่เป็นโรคออกจากแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งกระจายของเชื้อโรค


26 4. โรคใบจุดเป้ากระสุน (Target spot) สาเหตุของโรค เชื้อรา Rhizoctonia solani ลักษณะอาการ เกิดแผลจุดกลมช้ าน้ าขนาดเล็กบนใบยาสูบ รอบแผลมีสีเหลือง กลางแผลสีเขียว ซีด ต่อมาจุดแผลขยายใหญ่สีน้ าตาลเป็นวงซ้อน ๆ กัน และฉีกขาด มักเกิดกับใบยาสูบด้านล่างใกล้ดิน การแพร่ระบาด เชื้อราอาศัยอยู่ในดิน สร้างเม็ด Sclerotium เพื่ออยู่ข้ามฤดู ส่วนมากเชื้อรานี้ ท าให้เกิดโรคโคนเน่ากับรากยาสูบ หากสภาพอากาศชื้น เชื้อรามักแพร่ระบาดจากดินขึ้นไปยังใบล่างของต้นยาสูบ ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. ฉีดพ่นสารเคมี สารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (copper hydroxide) สลับกับสารไอโพรไดโอน (iprodione) เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสูง หลังฝน หรือมีน้ าค้าง 2. ก าจัดใบยาสูบที่เป็นโรคออกจากแปลงปลูกเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งกระจายของเชื้อโรค


27 5. โรคใบจุดลาย (Weather fleck) สาเหตุเกิดจากอาการเป็นพิษของสภาพอากาศ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่าง รวดเร็ว เช่น จากอากาศร้อนเป็นเย็น ท าให้ปริมาณของโอโซนใกล้ผิวดินมีความเข้มข้นมากเกินไป ลักษณะอาการ เริ่มแรกพบจุดช้ าเล็ก ๆ บริเวณหลังใบยาสูบ ต่อมาจุดขยายใหญ่เป็นแผลสีน้ าตาล กระจายทั่วใบยา มักเกิดกับใบยาสูบส่วนล่าง ใกล้ผิวดิน ต่อมาแผลแห้งเป็นสีเทาหรือสีขาว หากอาการรุนแรง ใบยาสูบจะแห้งตาย ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด หากพบอาการของโรคใบจุดลาย ควรฉีดพ่นด้วยสารป้องกันก าจัดเชื้อรา สารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (copper hydroxide) สลับกับสารไอโพรไดโอน (iprodione) เพื่อปิดบาดแผล ที่เกิดขึ้น ไม่ให้เชื้อโรคอื่น ๆ เข้าท าลายซ้ าได้


28 6. โรคใบหด (Tobacco leaf curl) สาเหตุของโรค เชื้อไวรัส Tobacco Leaf Curl virus (TLCV) ลักษณะอาการ ใบยอดม้วนงอ หนาและแข็ง ใบม้วนลงด้านล่าง ผิวใบเป็นคลื่น ใบมีขนาดเล็กกว่าปกติ และเปราะหักง่าย เส้นใบย่นเป็นปมหนาทึบกว่าปกติ เส้นใบที่หนาขึ้นมาอาจมีเนื้อใบแตกออกเป็นครีบ การแพร่ระบาด มีแมลงหวี่ขาวเป็นแมลงพาหะ เกิดการระบาดของโรคได้อย่างรวดเร็วในแปลงที่มี แมลงหวี่ขาวระบาด ซึ่งมีพืชอาศัยหลายชนิด ได้แก่ สาบแร้งสาบกา มะละกอ สาบเสือ น้ านมราชสีห์ หญ้าขัด มะแว้งนก หญ้าละออง พืชตระกูลพริกและมะเขือ เป็นต้น ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. ก าจัดแมลงหวี่ขาวที่เป็นแมลงพาหะตั้งแต่แปลงเพาะและในไร่ปลูก 2. ท าลายต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงปลูกเพื่อมิให้เป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรค ก าจัดวัชพืชใน บริเวณแปลงเพาะและไร่ยาสูบ เพื่อมิให้เป็นแหล่งเก็บเชื้อโรคและเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงพาหะ


29 7. โรคแผลละเอียด (Tobacco streak) สาเหตุของโรค เชื้อไวรัส Tobacco Streak Virus (TSV) ลักษณะอาการ เกิดแผลละเอียดเล็ก ๆ สีขาวและสีน้ าตาลจ านวนมากระหว่างเส้นใบ ต่อมาจุดแผล ลุกลามติดต่อกันแห้งเป็นแถบ ๆ มักเกิดมากที่ฐานใบทางซีกใดซีกหนึ่ง เส้นกลางใบโค้งไปทางซีกที่เป็นโรค ยอดอ่อนที่แตกออกมาหดสั้น แข็งเป็นคลื่นผิดปกติ และชะงักการเจริญเติบโต การแพร่ระบาด โรคนี้ติดต่อกันโดยการสัมผัส มีตั๊กแตนหนวดสั้นเป็นแมลงพาหะ พืชที่เป็นแหล่งอาศัย ของโรคนี้ เช่น แตงกวา ฟักทอง ถั่วเหลือง แตงโม พริก มะเขือเทศ และมันฝรั่ง เป็นต้น ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. โรคนี้ติดต่อง่ายโดยการสัมผัส ก่อนการปฏิบัติงานกับต้นยาสูบ ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ 2. ใช้สารป้องกันก าจัดแมลง ตั๊กแตน ที่เป็นแมลงพาหะ 3. เมื่อพบต้นที่เป็นโรคแผลละเอียด ต้องถอนน าไปเผาหรือฝังท าลาย 4. งดเว้นการปลูกพืชอาศัยของโรคใกล้ ๆ แปลงยาสูบ เช่น แตงกวา ฟักทอง ถั่วเหลือง แตงโม พริก มะเขือเทศ และมันฝรั่ง เป็นต้น


30 8. โรคไวรัส PVY (Potato Virus Y) สาเหตุของโรค เชื้อไวรัส Potato Virus Y (PVY) ลักษณะอาการ ใบยอดอ่อนซีด ด่างลาย ต่อมาเส้นกลางใบด้านหลังใบเปลี่ยนเป็นสีคล้ า อาการของโรค เมื่อรุนแรงขึ้น ใบเหลือง เส้นกลางใบ ก้านใบเป็นสีน้ าตาล การแพร่ระบาด มีเพลี้ยอ่อนเป็นแมลงพาหะ ไร่ยาสูบที่ปลูกใกล้กับมันฝรั่ง จะมีการระบาดของโรคนี้มาก ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. โรคไวรัส PVY ติดต่อโดยการสัมผัสก่อนและหลังปฏิบัติงาน ทั้งในแปลงเพาะและในไร่ ต้องล้างมือ ให้สะอาดด้วยสบู่ 2. ก าจัดเพลี้ยอ่อนซึ่งเป็นแมลงพาหะ 3. หลีกเลี่ยงการปลูกยาสูบใกล้กับแปลงมันฝรั่ง


31 9. โรคใบด่าง (Tobacco mosaic virus) สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อไวรัส Tobacco mosaic virus (TMV) ลักษณะอาการ ใบด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อน เกิดทั่วทั้งใบ หากเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่มีอาการ ของโรคระดับรุนแรง อาจท าให้เกิดอาการใบไหม้ได้ การแพร่ระบาด เชื้อไวรัสสามารถติดต่อได้จากการสัมผัส และติดไปกับเมล็ดยาสูบได้ ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. เนื่องจากโรคใบด่างติดต่อง่ายโดยการสัมผัส ก่อนปฏิบัติงานควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ าสบู่ ไม่สูบบุหรี่ในแปลงปลูก 2. เมื่อพบต้นที่แสดงอาการของโรคใบด่าง ควรถอนแล้วน าไปเผาท าลาย ไม่ควรทิ้งไว้ในแปลงปลูก เนื่องจากจะเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรค 3. ไม่เก็บเมล็ดจากต้นที่เป็นโรคใบด่าง


32 10. โรคใบด่างแตง (Cucumber mosaic virus) สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อไวรัส Cucumber mosaic virus (CMV) ลักษณะอาการ ใบด่างผิวใบขรุขระ ใบมีขนาดเล็กลง เนื้อใบโป่งนูนคล้ายรอยถูกน้ าร้อนลวก ต้นยาสูบแคระแกรนไม่เจริญเติบโต ใบยอดจะด่างผิดรูปอย่างชัดเจน การแพร่ระบาด มีเพลี้ยอ่อนเป็นแมลงพาหะของเชื้อไวรัส จะเริ่มพบเพลี้ยอ่อนตั้งแต่ปลายเดือน มกราคมถึงเดือนมีนาคม เชื้อโรคสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ได้ ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. ฉีดพ่นสารก าจัดเพลี้ยอ่อน ที่เป็นแมลงพาหะตั้งแต่ในแปลงเพาะและในไร่ปลูก 2.เนื่องจากโรคใบด่างแตงติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัส ก่อนปฏิบัติงานควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ าสบู่ และไม่ควรสูบบุหรี่ในแปลงปลูก 3. เมื่อพบต้นที่แสดงอาการของโรคใบด่างแตง ควรถอนแล้วน าไปเผาท าลาย ไม่ควรทิ้งไว้ในแปลง ปลูกเนื่องจากจะเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรค 4. ไม่เก็บเมล็ดจากต้นที่เป็นโรคใบด่างแตง


33 11. โรคใบจุดเหี่ยวมะเขือเทศ (Tobacco spotted wilt virus) สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อไวรัส Tobacco spotted wilt virus (TSWV) ลักษณะอาการ เกิดจุดแผลสีน้ าตาลแดงบริเวณโคนใบ ต่อมาเกิดแผลแห้งลุกลามใกล้เส้นกลางใบ ท าให้เนื้อใบแห้ง หากอาการรุนแรงมากจะเกิดแผลสีเหลือง - น้ าตาลบริเวณล าต้น โรคนี้มีเพลี้ยไฟเป็นแมลง พาหะของเชื้อไวรัส มักพบการระบาดของโรคในแปลงปลูกยาสูบที่ปลูกใกล้กับแปลงปลูกพริก และมะเขือ การแพร่ระบาด ระดับความรุนแรงของโรคนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม หากอุณหภูมิต่ าอาการของโรค จะรุนแรง ท าให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 40% โรคนี้แพร่ระบาดได้โดยการสัมผัส และมีเพลี้ยไฟเป็นแมลงพาหะ ซึ่งนอกจากยาสูบแล้วยังมีพืชอื่นที่เป็นแหล่งอาศัย เช่น มะเขือเทศ กะหล่ าดอก พริก ผักกาดหอม เบญจมาศ เป็นต้น ค าแนะน าในการป้องกันก าจัด 1. งดเว้นการปลูกพืชอาศัยของโรคใกล้กับแปลงปลูกยาสูบ โดยเฉพาะ พริกและมะเขือ ที่มักเกิดการ ระบาดของโรคอย่างรุนแรง 2. ฉีดพ่นสารก าจัดเพลี้ยไฟ ที่เป็นแมลงพาหะตั้งแต่ในแปลงเพาะและในไร่ปลูก 3. เมื่อพบต้นที่แสดงอาการของโรคใบจุดเหี่ยวมะเขือเทศควรถอนแล้วน าไปเผาท าลาย ไม่ควรทิ้งไว้ ในแปลงปลูกเนื่องจากจะเป็นแหล่งกระจายของเชื้อโรค


34 ค าแนะน าเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากเชื อไวรัส 1. ฉีดพ่นสารป้องกันก าจัดแมลงพาหะ 2. ถอนท าลายต้นยาสูบที่แสดงอาการของโรคไวรัส ไม่ปล่อยทิ้งไว้ในแปลง 3. ท าลายวัชพืชบริเวณแปลงเพาะ และไร่ยาสูบไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลงพาหะ 4. โรคไวรัสที่ติดต่อง่ายโดยการสัมผัส ก่อนการปฏิบัติงานกับต้นยาสูบ ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หลักการปฏิบัติในไร่ปลูก 1. ไถตากดินไว้อย่างน้อย 1 เดือนก่อนปลูก เพื่อเป็นการท าลายเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในดิน 2. ก าจัดวัชพืชทั้งในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของเชื้อโรค 3. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาในอัตรา 50 - 100 กรัม/ต้น เพื่อป้องกันโรคทางดิน ได้แก่ โรคโคนเน่า โรคเหี่ยวด้านเดียว 4. ไม่ทดน้ าผ่านแปลงที่เป็นโรค เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายไปกับน้ า 5. ก าจัด หรือ เผาท าลายต้นยาสูบที่เป็นโรค 6. ขุดรากถอนโคนซากต้นยาสูบทันทีหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสม ของเชื้อโรคและแมลงศัตรูยาสูบ 7. ส ารวจโรคยาสูบเป็นประจ าอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากพบการระบาดของโรคยาสูบ ให้ป้องกันก าจัด ด้วยสารเคมีก าจัดโรค แมลงศัตรูที่ส าคัญในยาสูบ แมลงในแปลงเพาะกล้ายาสูบ ตามปกติมักจะไม่พบปัญหาแมลงศัตรูยาสูบระบาดรุนแรงในแปลงเพาะกล้ายาสูบ หากดูแลอย่าง ใกล้ชิด แมลงที่พบได้บ่อยในแปลงเพาะกล้ายาสูบได้แก่ 1. แมลงหวี่ขาวยาสูบ ดูดกินน้ าเลี้ยงจากใบยาสูบ และเป็นพาหะส าคัญในการถ่ายทอดเชื้อไวรัสโรคใบหด หากต้นกล้ายาสูบ ได้รับเชื้อตั้งแต่ในแปลงเพาะจะไปแสดงอาการหดหลังปลูกในไร่ ซึ่งท าให้เกิดความเสียหายรุนแรง ต้นยาสูบจะ แคระแกร็นและอาจเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้เลย


35 2. เพลี ยอ่อนยาสูบ เพลี้ยอ่อนสามารถท าลายต้นยาสูบในระยะกล้าได้ โดยดูดกินน้ าเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ถ้าเพลี้ยอ่อน ระบาดหนักมากต้นกล้ายาสูบจะชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น 3. เพลี ยไฟยาสูบ เพลี้ยไฟยาสูบจะเขี่ยผิวใบด้านบนของต้นกล้าโดยเฉพาะบริเวณเส้นใบ ให้เป็นแผล แล้วดูดกินน้ าเลี้ยง จากแผลนั้น ท าให้มองเห็นเป็นขีดช้ า ๆ ต่อมาจะกลายเป็นสีน้ าตาล หากรุนแรงอาการจะคล้ายใบไหม้ 4. หนอนกินยอดยาสูบ หนอนมีพฤติกรรมชอบหลบซ่อนตัว เจาะและกัดอยู่บริเวณยอดอ่อนใบอ่อนของต้นกล้า ท าให้ใบขาด วิ่น และสูญเสียพื้นที่ใบ ในฝ้าย หนอน มักเจาะเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในสมอจึงได้ชื่อว่า “หนอนเจาะสมอฝ้าย”


36 5. หนอนกระทู้กินใบยาสูบ เมื่อฝักออกจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และกัดกินใบกล้าจนเหลือแต่เส้นใยบาง ๆ หนอนตั้งแต่ วันที่ 3 - 4 ขึ้นไป จะแพร่กระจายไปยังต้นกล้าที่อยู่ข้างเคียง ในเวลากลางวันหนอนฯ มักหลบอยู่บริเวณโคนต้น ซ่อนตัวใต้ถาดช ากล้า หากระบาดมากต้นกล้าจะสูญเสียใบ เหลือแค่ล าต้นท าให้ไม่สามารถน าไปปลูกต่อในไร่ได้ 6. หนอนคืบยาสูบ หนอนคืบยาสูบพบระบาดเป็นครั้งคราวในแปลงเพาะกล้ายาสูบ โดยกัดกินใบของต้นกล้า ท าให้ใบยา ขาดวิ่นลักษณะการคล้ายหนอนกระทู้กินใบยาสูบ แต่จะไม่หลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน 7. หอย หอยไม่จัดเป็นแมลง แต่สามารถท าลายต้นกล้ายาสูบได้เช่นเดียวกับหนอน โดยออกมากัดกินต้นกล้า ในเวลากลางคืน และหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน หากระบาดมากจะไม่สามารถน าต้นกล้าไปปลูกต่อในไร่ได้


37 แมลงศัตรูที่ส าคัญในไร่ยาสูบ 1. แมลงหวี่ขาวยาสูบ จัดเป็นแมลงที่ส าคัญที่สุดของยาสูบ ดูดกินน้ าเลี้ยงจากใบ และเป็นพาหะถ่ายทอดเชื้อไวรัสโรคใบหด ให้แก่ต้นยาสูบ หากต้นยาสูบได้รับเชื้อตั้งแต่ผลผลิตไม่ได้เลย มักระบาดรุนแรงในช่วงต้นฝนและปลายฤดูหนาว 2. เพลี ยอ่อนยาสูบ ดูดกินน้ าเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน แขนงและช่อดอกของยาสูบถ้าระบาดหนักมากต้นยาสูบจะชะงัก การเจริญเติบโต แคระแกร็น ใบยาบางเบา ผลผลิตต่อไร่ลดลง มูลที่เพลี้ยอ่อนขับถ่ายออกมาท าให้เกิดราด าที่ ผิวของใบ ใบยาจะสังเคราะห์แสงได้ไม่เต็มที่ ท าให้คุณสมบัติขององค์ประกอบทางเคมีของใบยาเสียไป ใบ ยาสูบที่บ่มแล้วจะมีสีซีดและสกปรก นอกจากนี้เพลี้ยอ่อนยังเป็นพาหนะน าเชื้อไวรัสหลายชนิดมาสู่ต้นยาสูบ โดยทั่วไปมักระบาดในช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์


38 3. เพลี ยไฟยาสูบ เพลี้ยไฟยาสูบใช้กรามเขี่ยเนื้อเยื่อผิวใบด้านบนของใบยาสูบบริเวณเส้นขอบใบให้เป็นแผล แล้วดูด ซับน้ าเลี้ยงจากแผลนั้น ท าให้ใบยาสูบเป็นต าหนิช่วงแรกมองเห็นเป็นขีดช้ าสีเงิน ต่อมาเมื่อใบยาโดนแสงแดด จะกลายเป็นสีน้ าตาลคล้ายใบไหม้ เพลี้ยไฟเป็นพาหะน าเชื้อไวรัสสาเหตุโรคใบจุดเหี่ยวมะเขือเทศ มักระบาด รุนแรงในภาวะที่อากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน หากเกิดการระบาดที่ต้นยาสูบอายุยังน้อย ต้นแคระแกร็น และตายด้วยโรคโดยไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 4. หนอนกินยอดยาสูบ หนอนกินยอดยาสูบจะกัดกินใบยายอดและแขนงอ่อนที่แตกใหม่ เมื่อยอดนั้นเจริญเติบโตและคลี่ กางออกจึงเห็นรอยกัดกินเว้าแหว่งเป็นรูพรุน ผลผลิตและคุณภาพลดลง แม่ผีเสื้อมาวางไข่ในเวลากลางคืน บริเวณช่อดอก เมื่อหนอนฝักออกจากไข่จะกัดกินและหลบซ่อนอยู่ในภายดอก กระเปาะเมล็ดอ่อน ท าให้ส่วนที่ จะพัฒนาไปเป็นเมล็ดเสียหาย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นอย่างมาก เมื่อหนอนมีขนาดใหญ่ มักจะกัดล าต้นให้เป็นรูแล้วเข้าไปอาศัยอยู่ในโพรงนั้นเพื่อเตรียมเข้าดักแด้ ระบาดมากในช่วงที่ต้นยาสูบอายุ ประมาณ 30 - 45 วัน และในช่วงที่ต้นยาสูบเริ่มแทงช่อดอก


39 5. หนอนกระทู้กินใบยาสูบ แม่ผีเสื้อวางไข่เป็นกลุ่มใต้ใบยาสูบบริเวณครึ่งต้นล่าง หนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ จะอยู่รวมกัน เป็นกลุ่มคล้ายกองทัพ และช่วยกันกัดกินใบจนเหลือแต่เส้นใยบาง ๆ ด้วยลักษณะเช่นนี้เกษตรกรจึงเรียกว่า “หนอนรังหรือหนอนแผ่น” หนอนตั้งแต่วัยที่ 3 - 4 ขึ้นไป จะแพร่กระจายไปยังต้นยาสูบที่อยู่ข้างเคียง กัดกิน ใบยาขาดวิ่นจนบางครั้งเหลือแต่เส้นกลางใบ ท าให้ใบยาสูญเสียมาก มักระบาดในระยะที่ต้นยาสูบมีอายุ ประมาณ 50 วันขึ้นไป 6. ตั๊กแตน พบทั้งชนิดหนวดสั้นและหนวดยาว กัดกินใบยาสูบ ท าให้ใบขาดเว้าแหว่ง ผลผลิตลดลง และยังเป็น พาหะแพร่เชื้อไวรัสที่ติดต่อโดยการสัมผัสได้หลายชนิด เช่น ไวรัสโรคใบด่าง ไวรัสโรคแผลละเอียด ส่วนใหญ่ ระบาดในไร่ยาสูบที่เจ้าของไม่เอาใจใส่ก าจัดวัชพืช และระบาดเมื่อต้นยาสูบมีอายุประมาณ 50 วันขึ้นไป


40 แมลงที่มีประโยชน์ในไร่ยาสูบ ศัตรูธรรมชาติในไร่ยาสูบ สามารถจ าแนกได้ 2 ประเภท คือ แมลงห้ า และ แมลงเบียน 1. แมลงห า ที่ส าคัญ เช่น 1.1 ด้วงเต่าตัวห า (lady beetle) ด้วงเต่าตัวห้ าหรือแมลงเต่าแดงหรือแมลงเต่าลาย เป็นศัตรูธรรมชาติที่ส าคัญมากชนิดหนึ่ง ของเพลี้ยอ่อนยาสูบ พบว่ามีด้วงเต่าตัวห้ า 3 - 4 ชนิดในไร่ยาสูบ ทั้งที่เป็นสีส้มล้วนและชนิดที่มีจุดด า ประบนปีก ล าตัว มีขนาดประมาณ 2 - 5 มม. ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมีนิสัยเป็นตัวห้ า ตัวแม่จะวางไข่ เป็นกลุ่มอยู่ท่ามกลางเพลี้ยอ่อน ไข่มีลักษณะยาวรี หัวท้ายแหลม มีสีส้มสด เมื่อฟักออกเป็นตัวแล้วตัว อ่อนจะเริ่มกิน เพลี้ยอ่อนทันที ตัวอ่อนมีลักษณะล าตัวแบน เรียว มีสีด า และมีลายสีส้มแต้มบริเวณ ข้างล าตัว ส่วนท้อง ตัวอ่อนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและกินจุ ระยะตัวอ่อนมี 4 ระยะ เมื่อลอกคราบครั้ง สุดท้ายแล้ว จะเข้าดักแด้ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างกลม เกาะติดอยู่บนใบยาสูบ ตัวเต็มวัยของด้วงเต่าตัวห้ า สามารถกินเพลี้ยอ่อนได้ประมาณวันละ 50 ตัว ในขณะที่ตัวอ่อนจะกินเพลี้ยอ่อนได้ประมาณวันละ 10-25 ตัว


41 1.2 ตัวอ่อนแมลงวันดอกไม้หรือแมลงวันเซอร์ฝิด (syrphid fly) ตัวอ่อนเป็นศัตรูที่ส าคัญชนิดหนึ่งของเพลี้ยอ่อนยาสูบ ตัวเต็มวัยมีชีวิตอิสระดูดกินน้ าหวาน จากดอกไม้เป็นอาหาร พบว่ามีแมลงวันดอกไม้ 3 ชนิดในไร่ยาสูบ ซึ่งได้แก่ ชนิดตัวอ่อนมีสีเขียว ล าตัว ยาวประมาณ 10 มม. ชนิดตัวอ่อนมีสีขาวขุ่น ล าตัวยาวประมาณ 6 มม. และชนิดตัวอ่อนมีสีส้ม ล าตัว ยาวประมาณ 12 มม. ในช่วงเช้าขณะที่มีแสงแดดอ่อน จะสังเกตเห็นแมลงวันดอกไม้บิน ส่งเสียงดังหวี่ ๆ ในไร่ยาสูบ มักจะบินกระพือปีกอยู่กับที่ ตัวแม่จะวางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ กระจายไปทั่วในกลุ่มของ เพลี้ยอ่อน ไข่มีขนาดเล็กมาก ตัวอ่อนของแมลงวันดอกไม้ส่วนหัวจะค่อนข้างแหลม มีปากคล้ายกับตา ขอส าหรับดูดกินน้ าเลี้ยงของเหยื่อ ระยะที่เป็นตัวอ่อนจะสามารถท าลายเพลี้ยอ่อนได้หลายร้อยตัว เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะเข้าดักแด้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหยดน้ าเล็ก ๆ เกาะอยู่บนใบยาสูบ ตัว เต็มวัยเมื่อกางปีกจะมีขนาดประมาณ 8-12 มม. ส่วนท้องมีปล้องสีด าสลับเหลืองเป็นลักษณะเด่น


42 1.3 แมลงวันหัวบุบ (robber fly) เป็นแมลงที่เป็นประโยชน์ พบหลายชนิดในภาคเหนือของประเทศไทย ส่วนหัวจะใหญ่ ล าตัว ยาว มีขนมากและมีปากแข็งส าหรับดูด ปีกบางเห็นเส้นปีกชัดเจน ปีกจะหุบพับราบอยู่บนส่วนหลัง ขณะเกาะอยู่กับที่ ขายาวและแข็งแรงมีขนแหลมยาวเหมาะส าหรับจับแมลงหวี่ขาว และแมลงอื่น ๆ ที่ บินในอากาศเป็นอาหาร ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในดินจับตัวหนอนของแมลงที่อยู่ในดินกินเป็นอาหาร 1.4 มวนเพชฌฆาต มวนเพชฌฆาตมีทั้งชนิดสีแดง สีส้ม หรือสีน้ าตาลลักษณะเด่นคือ มีส่วนหัวแคบและยาว ปาก มีลักษณะยาวเรียวโค้งงอสอดเข้าไปในร่องใต้อก ใช้แทงและดูดกินน้ าเลี้ยงจากหนอนกินยอดยาสูบ และหนอนกระทู้กินใบยาสูบในวัยต้น ๆ และแมลงชนิดอื่น ๆ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย


43 1.5 แมลงปอปีกราบ (dragonfly) และแมลงปอปีกลู่ (damselfly) ตัวเต็มวัยของแมลงปอต่าง ๆ ล้วนเป็นตัวห้ าที่ท าลายตัวเต็มวัยของแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่ง ออกบินหากินในตอนเช้าและบ่ายเช่นเดียวกับแมลงปอ แมลงปอปีกราบแข็งแรง บินได้ปราดเปรียว และกินจุกว่าแมลงปอปีกลู่มาก แมลงปอจะวางไข่ตามผิวน้ าหรือกอหญ้าริมน้ า ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้ า ชาวบ้านทางภาคเหนือ เรียกว่า “แมลงนิ่ว” หรือ “อ้ายโม่ง” ลอกคราบ 10 - 15 ครั้ง จึงเป็นตัวเต็ม วัย การเทสารฆ่าแมลงที่เหลือจากพ่นในไร่ หรือการล้างเครื่องพ่นสารลงในล าน้ าเป็นการท าลายตัว อ่อนของแมลงปอไปอย่างน่าเสียดาย 1.6 ต่อ แตน มีหลายชนิดเป็นตัวห้ าของหนอนกินยอดยาสูบและหนอนกระทู้กินใบยาสูบตลอดจนหนอน ของแมลงชนิดอื่น ๆ อีกมากมาย ต่อ แตนจะบินล่าเหยื่อโดยต่อยให้เหยื่อเป็นอัมพาตแล้วจึงน าไป สะสมไว้ในรัง เพื่อให้ตัวอ่อนกัดกินเหยื่อเป็นอาหาร


44 2. แมลงเบียน จ านวน 2 ชนิด 2.1 แตนเบียนเอฟิเดียส (Aphidius sp.) เป็นตัวเบียนที่ส าคัญชนิดหนึ่งของเพลี้ยอ่อนยาสูบ ตัวแม่จะแทงอวัยวะวางไข่เข้าไปในตัวของ เพลี้ยอ่อน ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่จะดูดกินน้ าเลี้ยงภายในตัวเพลี้ยอ่อนจนกระทั่งเข้าดักแด้ ซึ่งจะ พอดีกับที่น้ าเลี้ยงของเพลี้ยอ่อนถูกดูดกินจนหมด เพลี้ยอ่อนในวัยแรก ๆ ที่ถูกแตนเบียนเข้าท าลายจะ ตายก่อนที่จะสามารถขยายพันธุ์ได้ ส่วนเพลี้ยอ่อนในวัยหลัง ๆ ที่ถูกท าลายอาจจะสามารถเจริญต่อไป จนเป็นเต็มวัย ซึ่งอาจออกลูกได้อีกแต่ในปริมาณที่ต่ ากว่าปกติมาก เพลี้ยอ่อนที่ถูกแตนเบียนเข้า ท าลาย จะมีอาการเฉื่อยไม่ค่อยเคลื่อนไหว ล าตัวจะพองโตขึ้นเรื่อย ๆ เหลือแต่โครงซากสีทอง ติดอยู่ บนใบยาสูบ เมื่อแตนเบียนเจริญเป็นตัวเต็มวัยแล้ว ตัวแก่จะกัดซากของเพลี้ยอ่อนที่บริเวณ ส่วนท้อง ด้านบนเป็นรูกลมเล็ก ๆ แล้วดันตัวออกมาสู่ภายนอก ในสภาพของห้องปฏิบัติการ แตนเบียน 1 ตัวจะ สามารถท าลายเพลี้ยอ่อนได้ประมาณ 270 ตัว 2.2 แมลงวันก้นขน (tachinid fly) เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติของหนอนกินยอดยาสูบและหนอนกระทู้กินใบยาสูบ มีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่เข้าท าลายในระยะหนอน และชนิดที่เข้าท าลายในระยะหนอน–ดักแด้ โดยทั่วไปมักพบ เข้าท าลายหนอนประมาณวัยที่ 4 ลักษณะทั่วไปคล้ายแมลงวันบ้าน แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ปีก ใสและมีเส้นปีกน้อย ล าตัวสีเทาปนด า อ้วนป้อม และมีขนแหลมสีด ายื่นออกมาจากบริเวณส่วนท้อง ปล้องท้าย ๆ เป็นกระจุก แมลงวันก้นขนส่วนใหญ่จะวางไข่บนล าตัวของหนอน เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัว ตัวอ่อนจะไชเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ภายในล าตัวของหนอนและดูดกินน้ าเลี้ยงจนหมด แมลงวันก้นขน ชนิดที่เข้าท าลายในระยะหนอน ตัวอ่อนจะออกจากซากของเหยื่อมาเข้าดักแด้ข้างนอก จ านวนดักแด้ ของแมลงวันก้นขนที่พบจากหนอนกระทู้กินยอดยาสูบ 1 ตัวจะมีตั้งแต่ 1-9 ดักแด้ ขนาดของดักแด้จะ เล็กลงตามจ านวนที่เพิ่มขึ้น แมลงวันก้นขนชนิดที่เข้าท าลายในระยะหนอน-ดักแด้ จะเข้าท าลาย


45 หนอนประมาณวัยที่ 4-5 หนอนจะยังมีชีวิตอยู่ต่อได้จนเข้าดักแด้ ซึ่งตัวอ่อนของแมลงวันก้นขนก็จะ ดูดกินน้ าเลี้ยงของดักแด้ต่อไปจนแห้งเหลือแต่โครงโปร่ง แล้วจึงกัดบริเวณส่วนหัวของซากออกมาเข้า ดักแด้ข้างนอก การจัดการโรคและแมลงในแปลงเพาะกล้ายาสูบ การจัดการโรคและแมลงเป็นส่วนส าคัญที่ท าให้ได้จ านวนต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์เพียงพอต่อการ น าไปปลูกต่อในไร่ ซึ่งวิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ในการป้องกันความเสียหายซึ่งเกิดจากโรคและแมลงศัตรูยาสูบในแปลง เพาะกล้า มีดังนี้ 1. เลือกพื้นที่ที่จะท าแปลงเพาะกล้าให้อยู่ใกล้กับที่พักอาศัย เพื่อความสะดวกในการดูแลต้นกล้า อย่างใกล้ชิด 2. หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่เดิมติดต่อกันทุกปี 3. เลือกพื้นที่ที่ระบายน้ าได้ดี แสงแดดส่องได้ทั่วถึง และมีอากาศหมุนเวียนดี เพราะหากให้น้ ามาก เกินไป จะเป็นการช่วยเสริมให้มีความชื้นสูงโรคที่เกิดจากเชื้อราจะระบาดมากขึ้น 4. ไถ พรวน และตากดินไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนท าการเพาะกล้า เพื่อท าลายไข่ หนอน และดักแด้ของแมลงที่อาศัยอยู่ในดิน 5. ก าจัดวัชพืชบนแปลง และรอบ ๆ แปลงเพาะกล้าอย่างสม่ าเสมอ 6. ใช้เมล็ดพันธุ์ยาสูบที่สมบูรณ์ไม่เป็นโรค และมาจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ 7. ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา ผสมวัสดุเพาะกล้า โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด 1 กิโลกรัม ผสม กับร าข้าวละเอียด 5 กิโลกรัม ผสมปุ๋ยหมัก 50 กิโลกรัม แล้วน าส่วนผสมนี้ 1 ส่วน ผสมกับวัสดุปลูก 4 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนบรรจุลงในถาดเพาะหรือถาดช าหรือ ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด 250 กรัม (1 ถุง) ต่อ น้ า 50 ลิตร ใช้สปอร์ 50 มิลลิลิตร รดถาดเพาะขนาด 30 x 30 x 5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการเกิดโรคโคนเน่า 8. วางกับตับกาวเหนียวสีเหลือง รอบ ๆ แปลงเพาะกล้า เพื่อติดตามสถานการณ์การระบาดของแมลง 9. หมั่นตรวจดูแปลงเพาะกล้า อย่างน้อยทุก ๆ 7 วัน หากพบโรคและแมลงระบาดให้ท าการพ่น สารเคมีตามชนิดและอัตราที่แนะน า


46 10. ท าลายแปลงเพาะกล้าทันทีที่ไม่ต้องการใช้แล้ว มิฉะนั้นแปลงเพาะกล้าจะกลายเป็นแหล่งเพาะโรค และแมลงให้แพร่ระบาดในไร่ยาสูบ และฤดูถัดไป การจัดการโรคและแมลงศัตรูยาสูบในไร่ยาสูบ หลักการที่ส าคัญในการจัดการโรคและแมลงศัตรูยาสูบในไร่ยาสูบ คือ “การบริหารจัดการศัตรูยาสูบ แบบผสมผสาน” โดยใช้หลาย ๆ วิธีการร่วมกัน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และค านึงถึงต้นทุนการ ผลิตเป็นสิ่งส าคัญ ซึ่งเกษตรกรต้องสามารถจ าแนกโรคและแมลงศัตรูยาสูบให้ได้ รวมทั้งประเมินสถานการณ์ การระบาดของโรคและแมลง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเลือกวิธีการป้องกันก าจัด การจัดการโรคและแมลงศัตรูยาสูบ สามารถเลือกวิธีการท าได้หลายวิธี 1. วิธีเขตกรรม ได้แก่การไถพรวน ปรับพื้นที่ตากดินเพื่อท าลายไข่ และดักแด้ของแมลงที่อยู่ในดิน เลือกระยะเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม การก าจัดวัชพืชและซากต้นพืชหลังจากการเก็บเกี่ยวเพื่อไม่ให้ เป็นที่หลบซ่อนของแมลงเป็นการลดแหล่งอาหารและปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูยาสูบลงได้ 2. วิธีกล เป็นการใช้วัสดุอุปกรณ์และการปฏิบัติงานของเกษตรกร เช่น การเก็บหนอนมาท าลาย และ ถอนกล้ายาสูบที่เป็นโรคใบหดมาท าลายทิ้ง 3. การใช้สารฆ่าแมลง สารชีวภัณฑ์และสารสมุนไพร และใช้ไตรโคเดอร์มารองก้นหลุมปลูกก่อนที่ เกษตรกรจะท าการฉีดพ่นสารเคมีเพื่อก าจัดโรคและแมลงนั้น ต้องท าการตรวจสอบการระบาดของโรคและ แมลงก่อน โดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง เทคนิคการสุ่มตัวอย่างโรคและแมลงศัตรูยาสูบ เดินตรวจต้นยาสูบทุกสัปดาห์ในช่วงเช้าให้กระจายทั่วทั้งแปลง โดยเดินตามแถวปลูก แล้วสุ่มนับในพื้นที่ 1 ไร่ ยาสูบเวอร์ยิเนียให้นับจ านวน 10 จุด ๆ ละ 5 ต้น รวมเป็น 50 ต้น จากกนั้นให้เกษตรกรท าการประเมิน สถานการณ์การระบาดของโรคและแมลงศัตรูที่พบในไร่ปลูก หากพบว่าการระบาดถึงระดับที่ก าหนดจึงท าการฉีดพ่น สารเคมีตามชนิดและอัตราที่แนะน า


47 ระดับการระบาดของโรคและแมลงศัตรูยาสูบ ส าหรับเป็นเกณฑ์ตัดสินใจในการพ่นสารเคมี ศัตรูยาสูบ ระดับการระบาด ต่อต้นยาสูบ 50 ต้น ระดับเศรษฐกิจ (ET) โรคโคนเน่า 1 ต้น 2% โรคแอนแทรคโนส 1 ต้น 2% โรคโคนเน่าในไร่ 1 ต้น 2% โรคเหี่ยวด้านเดียว 5 ต้น 10% โรคแข่งด า 1 ต้น 2% โรคตากบ 20 ต้น 40% โรคใบจุดสีน้ าตาล 20 ต้น 40% โรคเหี่ยวเฉา 1 ต้น 2% โรคล าต้นกลวงและโรคเน่าในโรงบ่ม 5 ต้น 10% แมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว 2% เพลี้ยไฟ 3 ตัว 6% เพลี้ยอ่อน กลุ่มเพลี้ยอ่อน 5 ต้น 10% หนอนกระทู้กัดต้น, จิ้งหรีด,และแมลงกระชอน ต้นยาสูบที่ถูกท าลาย 3 ต้น 6% หนอนกระทู้กินยอดยาสูบ และหนอนกระทู้กินใบยาสูบ 5 ตัว 10%


Click to View FlipBook Version