The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการเพาะปลูกยาสูบเวอร์ยิเนีย ปี 64(ล่าสุด)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการเพาะปลูกยาสูบเวอร์ยิเนีย ปี 64(ล่าสุด)

คู่มือการเพาะปลูกยาสูบเวอร์ยิเนีย ปี 64(ล่าสุด)

48 สารป้องกันก าจัดโรคยาสูบ โรค สารชีวภัณฑ์/สารเคมี อัตราใช้ ต่อน า 20 ลิตร วิธีการใช้ โคนเน่า เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด 100 กรัม ล้างเอาน้ าสปอร์สีเขียวรด วัสดุเพาะกล้า สารเมทาแลกซิล (metalaxyl) 20 กรัม รดวัสดุเพาะกล้า สารควินโทซีน+อีทริไดอะโซน (quintozene etridiazole) 20 มิลลิลิตร รดวัสดุเพาะกล้า แอนแทรคโนส สารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (copper hydroxide) 30 กรัม ฉีดพ่นหลังตัดใบกล้า หรือ ทุก ๆ 7 - 10 วัน โคนเน่า ในไร่ปลูก เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด ผสมปุ๋ยหมัก 100 กรัมต่อหลุม รองก้นหลุม สารเมทาแลกซิล (metalaxyl) 20 กรัม รดโคนต้นยาสูบ สารควินโทซีน+อีทริไดอะโซน (quintozene etridiazole) 20 มิลลิลิตร รดโคนต้นยาสูบ โรคเหี่ยวด้านเดียว เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด ผสมปุ๋ยหมัก 100 กรัมต่อหลุม รองก้นหลุม สารฟอลอีทิล อลูมินัม (fosetyl aluminum) 50 กรัม รดโคนต้นยาสูบหลังการ สารควินโทซีน+อีทริไดอะโซน พูนโคน (quintozene etridiazole) 20 มิลลิลิตร โรคแข้งด า เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด ผสมปุ๋ยหมัก 100 กรัมต่อหลุม รองก้นหลุม สารฟอลอีทิล อลูมินัม (fosetyl aluminum) 50 กรัม รดโคนต้นยาสูบ สารเมทาแลกซิล (metalaxyl) 20 กรัม โรคใบจุดสีน ้าตาล สาร copper hydroxide 30 กรัม ฉีดพ่นหลังฝนตก สาร iprodione 30 กรัม


49 สารป้องกันก าจัดแมลง สารชีวภัณฑ์ และสารสมุนไพรที่แนะน าให้ใช้ในแปลงเพาะกล้าและในไร่ยาสูบ แมลงศัตรู ชื่อสามัญ ชื่อการค้า อัตราการใช้ ต่อน า 20 ลิตร วิธีการใช้ - แมลงหวี่ขาว ยาสูบ - เพลี้ยไฟ - เพลี้ยอ่อน อะเซททามิพริด โมแลน 20% SP ซาบิแลน 3% EC อะทิลสิส 3% EC 4 กรัม 50 มิลลิลิตร 40 มิลลิลิตร ผสมน้ าตามอัตราส่วนที่ แนะน า แล้วพ่นให้ทั่วต้น ยาสูบ ทุกๆ 7-10 วัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ควรผสมสารจับใบด้วย ทุกครั้ง ไดโนทีฟูแลน สตาร์เกิล 10% WP 20 กรัม ไธอะมีโทแซม แอคทารา 25% WG เสือโอเค 25% WG 4 กรัม 4 กรัม อิมิดาโคลพริด โปรวาโด 70% WG คอนฟิดอร์ 10% SL อีเมลด้า 10% SL ช้างฟีดอร์ 10% SL อิมิดา100 10% SL 3 กรัม 20 มิลลิลิตร 20 มิลลิลิตร 20 มิลลิลิตร 20 มิลลิลิตร สไปโรเตตตาแมท โมเวนโต้24% SC 10 มิลลิลิตร ไพเมทโทรซีน เพลนั่ม 50% WG 5 กรัม โฟลนิคามิด เท็ปเปกิ 50% WG 3 กรัม - หนอนกินยอด ยาสูบ - หนอนกระทู้กินใบ ยาสูบ ฟลูเบนไดเอไมด์ ทาคูมิ 20% WG 4 กรัม คลอฟีนาเพิร์ล แรมเพจ 10% SC 30 มิลลิลิตร คลอฟลูอาซูรอน อาทาบอน 5% EC 30 มิลลิลิตร คลอแรนทรานิลิโพรล พรีวาธอน 5.17% SC 20 มิลลิลิตร อินด๊อกซาคาร์บ แอมเมท 15% EC 20 มิลลิลิตร อวาทา 30% WG 10 กรัม เลซเซ 15% SC 20 มิลลิลิตร อิมาเม็กติน เบนโซเอต โปรเคลม 1.92% EC 15 มิลลิลิตร เชื้อแบคทีเรีย บีที แบคโทสปิน HPWP เซนทารี WDG ฟลอร์แบค FC 40-80 กรัม 40-80 กรัม 60-80 มิลลิลิตร ผสมน้ าตามอัตราส่วนที่ แนะน า แล้วพ่นให้ทั่วต้น ยาสูบ ทุกๆ 7-10 วัน หลัง 16:00 น. เพื่อ ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นควร ผสมสารจับใบด้วย


50 สารป้องกันก าจัดแมลง สารชีวภัณฑ์และสารสมุนไพรที่แนะน าให้ใช้ในแปลงเพาะกล้าและในไร่ยาสูบ (ต่อ) แมลงศัตรู ชื่อสามัญ ชื่อการค้า อัตราการใช้ ต่อน า 20 ลิตร วิธีการใช้ - หนอนกินยอด ยาสูบ เชื้อไวรัส เอ็นพีวี ของ หนอนเจาะสมอฝ้าย DOA BIO V2 30 มิลลิลิตร ผสมน้ าตามอัตราส่วนที่ แนะน า แล้วพ่นให้ทั่วต้น ยาสูบ ทุกๆ 7-10 วัน หลัง 16:00 น. เพื่อ ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นควร ผสมสารจับใบด้วยทุก ครั้ง - หนอนกระทู้กินใบ ยาสูบ เชื้อไวรัส เอ็นพีวี ของ หนอนกระทู้ผัก DOA BIO V3 40 มิลลิลิตร - แมลงหวี่ขาว - หนอนกินยอด ยาสูบ - เพลี้ยอ่อน สารสกัดสะเดา+ข่า+ ตะไคร้หอม - 1 กก.+1 กก.+1 กก. ผสมน้ าตามอัตราส่วนที่ แนะน า แล้วพ่นให้ทั่วต้น ยาสูบ ทุกๆ 5-7 วัน ช่วง หลังการงดใช้สารเคมีฯ พ่นหลัง 16:00 น. เพื่อ ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นควร ผสมสารจับใบด้วยทุก ครั้ง สารสกัดน้ ามันจากพืช (สะเดา+ตะไคร้หอม) ไบโอไซด์ 100 มิลลิลิตร - แมลงหวี่ขาว - เพลี้ยอ่อน - หนอนกินยอด ยาสูบ - หนอนกระทู้กินใบ ยาสูบ สารสกัดสะเดา+ข่า+ ตะไตร้หอม+สารสกัด บอระเพ็ด นีมบอนด์ A-X + อินสตาร์ 50+50 มิลลิลิตร น้ ามันตะไคร้หอม - 30 มิลลิลิตร น้ ามันยูคาลิปตัส - 40 มิลลิลิตร น้ ามันกระเทียม - 30 มิลลิลิตร น้ ามันโหระพา - 30 มิลลิลิตร


51 การจัดการสารเคมีทางการเกษตร (Agrochemical Management) การผลิตยาสูบแบบ GAP มีเป้าหมายเพื่อต้องการลดสารพิษตกค้างในใบยาแห้ง ห่วงใยต่อสุขภาพ ผู้บริโภค และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการผลิตยาสูบในปัจจุบันมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้สารเคมีทาง การเกษตร เพื่อรักษาผลผลิตให้ได้ปริมาณและคุณภาพตามที่การยาสูบแห่งประเทศไทยต้องการ ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบต้องใช้สารเคมีเท่าที่จ าเป็น และถูกต้อง ตามค าแนะน าของสถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ เท่านั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างสูงสุด หลักการปฏิบัติในการใช้สารก าจัดศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 1. ใช้สารก าจัดศัตรูพืชเท่าที่จ าเป็น เลือกใช้ให้เหมาะกับชนิดของแมลงศัตรู ไม่ควรใช้เกินอัตราที่ก าหนด หรือนอกเหนือค าแนะน าของเจ้าหน้าที่ หากจ าเป็นต้องผสมสารก าจัดศัตรูพืชตั้งแต่หนึ่งชนิดขึ้นไปในการพ่น ครั้งเดียว ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของสารให้แน่ใจก่อนท าการผสม 2. อ่านฉลากให้เข้าใจ ปฏิบัติตามค าเตือนและข้อควรระวังอย่างเคร่งครัด 3. สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หมวก แว่นตา รองเท้าบู๊ท และหน้ากากให้มิดชิด ขณะผสมและ ขณะพ่นสารก าจัดศัตรูพืช เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผิวหนัง เข้าตา หรือหายใจเข้าไป อุปกรณ์ป้องกันเหล่านี้ต้องท า ความสะอาดทีนทีหลังการใช้ทุกครั้ง 4. ตรวจสอบและซ่อมแซมเครื่องพ่นให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ ไม่ควรใช้เครื่องพ่นที่ช ารุด มีการรั่วซึม ของสารก าจัดศัตรูพืชซึ่งอาจท าให้เปียกเปื้อน เป็นอันตรายต่อผู้พ่นได้ 5. ห้ามใช้ปากเปิดขวดสารก าจัดศัตรูพืช ใช้มือคนสารก าจัดศัตรูพืช เป ่า หรือดูดหัวฉีดที ่อุดตัน ผสมสารก าจัดศัตรูพืชในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก 6. ผสมสารก าจัดศัตรูพืชด้วยน้ าที่สะอาด ไม่เป็นตะกอน 7. สังเกตทิศทางลมก่อนพ่นสารก าจัดศัตรูพืช หันหัวฉีดไปทางใต้ลมเสมอ หยุดพ่นเมื่อลมเปลี่ยน ทิศทาง หรือลมพัดแรงเกิน 5 เมตรต่อวินาที หรือ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 8. ระวังไม่ให้ละอองของสารก าจัดศัตรูพืช ปลิวเข้าหาตัวผู้พ่น บุคคลอื่น สัตว์เลี้ยง อาหาร น้ าดื่มของ ผู้ที่อยู่ใกล้เคียง 9. ห้ามสูบบุหรี่ หรือรับประทานอาหารในขณะปฏิบัติงานกับสารก าจัดศัตรูพืช 10. ขณะปฏิบัติงาน ถ้าหากร่างการแปดเปื้อนสารก าจัดศัตรูพืชให้รีบล้าง และฟอกสบู่ให้สะอาดทันที ถ้าเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ าสะอาดหลาย ๆ ครั้งติดต่อกัน โดยปล่อยให้น้ าไหลผ่านจากตาข้างที่ถูกสารก าจัด ศัตรูพืช แล้วรีบพาไปพบจักษุแพทย์ทันที ถ้าเข้าปาก ไม่ควรกระตุ้นให้อาเจียน ยกเว้นในฉลากระบุไว้ว่าต้องรีบ ท าให้อาเจียน ปฏิบัติตามค าแนะน าในฉลาก แล้วรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด พร้อมน าฉลาก - ภาชนะบรรจุไปด้วย 11. หลังจากพ่นสารก าจัดศัตรูพืชเสร็จ ให้ท าความสะอาดเครื่องพ่นและอุปกรณ์ทันที ต้องระวังอย่าให้ น้ าที่ใช้ล้างไหลลงบ่อ หรือแม่น้ าล าคลอง เพราะจะเป็นอันตรายต่อปลาและสิ่งมีชีวิต


52 12. ภาชนะบรรจุสารก าจัดศัตรูพืชทุกชนิดที่ใช้หมดแล้ว ห้ามน ามาใช้ หรือขาย ให้ทุบท าลายใส่ในหลุม แล้วกลบดินให้มิดชิด 13. สารก าจัดศัตรูพืชที่เหลือใช้และจะไม่ใช้ต่อไป น าไปเททิ้งในหลุมลึก ๆ ที่รองก้นหลุมด้วยปูนขาว และอยู่ห่างจากแหล่งน้ า ห้ามเทลงในแหล่งน้ าทุกชนิด 14. อาบน้ า ฟอกสบู่ เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันทีหลังจากเสร็จภารกิจพ่นสารก าจัดศัตรูพืช 15. เขียนป้ายเตือนไม่ให้คนเข้าไปในบริเวณที่พ่นสารก าจัดศัตรูพืช ภายใน 1 – 3 วัน โดยไม่จ าเป็น 16. จดบันทึกการพ่นสารก าจัดศัตรูพืชทุกครั้ง การจัดเก็บสารก าจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย 1. แยกห้องเก็บสารก าจัดศัตรูพืชออกต่างหากให้ห่างไกลจากเด็กและสัตว์เลี้ยง 2. เก็บในห้องที่มีกุญแจล๊อคและมีเครื่องหมายเตือนไว้ที่ประตู 3. บริเวณที่เก็บสารก าจัดศัตรูพืช ควรจะแห้ง เย็น ไม่ถูกแสงแดดส่องโดยตรง และมีอากาศถ่ายเทได้ สะดวก 4. เก็บสารก าจัดศัตรูพืชที่เหลือจากแบ่งใช้ไปแล้วในภาชนะบรรจุเดิมที่มีฉลากติดอยู่เรียบร้อย และ อ่านได้ชัดเจน ห้ามถ่ายเทสารก าจัดศัตรูพืชลงไปในภาชนะอื่นๆ ที่ใช้บรรจุอาหารหรือเครื่องดื่ม 5. เก็บสารก าจัดศัตรูพืชในภาชนะที่ปิดมิดชิด และหมั่นตรวจตราอยู่เสมอว่าไม่มีรอยรั่วซึม ปริแตก 6. ควรมีน้ าและสบู่อยู่ในบริเวณห้องเก็บสารก าจัดศัตรูพืช ส าหรับใช้ได้ทันทีที่ต้องการ 7. สารก าจัดศัตรูพืช ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี นับตั้งแต่วันผลิต จึงไม่ควรซื้อครั้งละ มาก ๆ เกินความจ าเป็นที่จะต้องใช้ในแต่ละฤดู การก าจัดสารก าจัดศัตรูพืชเมื่อเกิดการหกรด 1. ใช้ปูนขาว ทราย หรือขี้เลื่อย กลบสารก าจัดศัตรูพืชที่รั่วไหลออกมา ตักเก็บใส่ภาชนะ แล้วน าไปฝัง 2. พรมน้ าให้สารก าจัดศัตรูพืชประเภทผงเปียกชื้นเล็กน้อย ตักใส่ภาชนะแล้วน าไปฝัง 3. ท าความสะอาดพื้นทันที ที่ย้ายสารก าจัดศัตรูพืชที่หกรดออกไปแล้ว 4. ขณะท าความสะอาด ห้ามสูบบุหรี่ หรือรับประทานอาหาร และให้อยู่เหนือลม


53 ข้อควรปฏิบัติในการใช้สารป้องกันก าจัดแมลง อ่านฉลากก่อนใช้ ห้ามใช้มือผสมสาร อย่าใช้ปากเปิดขวด อยู่เหนือลมขณะพ่น ไม่สูบบุหรี่หรือรับประทานอาหาร ขณะพ่นสาร สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตราย ห้ามล้างภาชนะ/อุปกรณ์ในแม่น้ า- ล าคลอง ถอดเสื้อผ้าชุดพ่นสารออก และ อาบน้ าทันทีหลังพ่น หยุดพ่นสารทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ และไปพบแพทย์พร้อมขวดบรรจุสาร เก็บสารไว้ในภาชนะเดิม อย่าถ่ายใส่ภาชนะใหม่ เก็บสารไว้ในที่ปลอดภัย ห่างจากเด็ก สัตว์เลี้ยง และเปลวไฟ ภาชนะบรรจุสารเมื่อใช้หมดแล้วห้าม เผาหรือทิ้งขยะ ควรฝังหรือรวบรวม เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่


54 สารป้องกันก าจัดโรคยาสูบที่แนะน าให้ใช้ โรค ชื่อสามัญสารเคมี/สารชีวภัณฑ์ ชื่อการค้าสารเคมี/สารชีวภัณฑ์ - โรคโคนเน่า - โรคเหี่ยวด้านเดียว สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา - สารเมทาแลกซิล เมตาแลกซิล สารควินโทซีน+อัทริไดอะโซน เทอร์ราคลอร์ซุปเปอร์- เอ็กซ์ อี - โรคแอนแทรคโนส สารคอปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ ฟังกูราน หรือเยนเนอรัลคอปไซด์ - โรคแข้งด า สารฟอลอีทิล อลูมินัม อาลีเอท สารเมทาแลกซิล เมตาแลกซิล สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา - - โรคตากบ - โรคใบจุดสีน้ าตาล สารคอปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ ฟังกูราน หรือเยนเนอรัลคอปไซด์ ไอโพรไดโอน รอฟรัล - โรคเหี่ยวเฉา คาซูก้ามัยซิน คาซู แบดบีเคียว คาโนรอล - โรคล าต้นกลวงและโรคเน่าในโรงบ่ม สาร streptomycin sulphate+oxytetracycline hydrochloride ออก้า-พลัส คาซูก้ามัยซิน คาซู


55 สารป้องกันก าจัดแมลงศัตรูยาสูบที่แนะน าให้ใช้ แมลง ชื่อสามัญสารเคมี/สารชีวภัณฑ์ ชื่อการค้าสารเคมี/สารชีวภัณฑ์ - แมลงหวี่ขาว - เพลี้ยไฟ - เพลี้ยอ่อน อะเซตทามิพริด โมแลน, ซาบิแลนด์, อะทิลลิส ไดโนทีฟูแลน สตาร์เกิล ไธอะมีโทแซม แอคทารา, เสือโอเค อิมิดาโคลพริด โปรวาโด, คอนฟิดอร์, ช้างฟีดอร์, อีเมลดา, อิมิดา100 สไปโรเตตตาแมท โมเวนโต้ ไพเมทโทรซีน เพลนั่ม โฟลนิคามิด เท็ปเปกิ - หนอนเจาะสมอฝ้าย (หนอนกินยอดยาสูบ) - หนอนกระทู้ผัก (หนอนกระทู้กินใบยาสูบ, หนอนรัง, หนอนแผ่น) ฟลูเบนไดเอไมด์ ทาคูมิ คลอฟีนาเพิร์ล แรมเพจ คลอฟลูอาซูรอน อาทาบอน คลอแรนทรานิลิโพรล พรีวาธอน อินด๊อกซาคาร์บ แอมเมท, อวาทา, เลซเซ อิมาเม็กติน เบนโซเอต โปรเคลม เชื้อบีที แบคโทสปิน, เซนทารี, ฟลอร์แบค - หนอนเจาะสมอฝ้าย (หนอนกินยอดยาสูบ) เชื้อเอ็นพีวีหนอนเจาะสมอฝ้าย DOA BIO V2 - หนอนกระทู้ผัก (หนอนกระทู้กินใบยาสูบ, หนอนรัง, หนอนแผ่น) เชื้อเอ็นพีวีหนอนกระทู้ผัก DOA BIO V3


56 สารป้องกันก าจัดแมลงและโรคพืช ที่ไม่แนะน าให้ใช้กับยาสูบ 1. สารในกลุ่ม คลอริเนเต็ทไฮโรคาร์บอน ทุกชนิด เช่น ดีดีที, อัลดริน, เอ็นดริน, ดีลดริน, ลินเดน, คลอร์ เดน, ท็อกซาฟิน, เม็ทท็อกซีคลอร์, เฮพตาคลอร์, เอ็นโดซัลแฟน 2. สารในกลุ่ม ออการ์โนฟอสเฟต ได้แก่ ฟอร์โมไธออน, ฟอสฟามิดอน, ไดซัลโฟตอน, เมวินฟอส, อะซินฟอสเอ็ทธิล, โปรฟีโนฟอส, โมโนโครโตฟอส, คลอร์ไพริฟอส, เมธามิโดฟอส, พาราไธออน เมทธิล, อะซีเฟต 3. สารในกลุ่ม คาร์บาเมท ได้แก่ คาร์โบซัลแฟน, คาร์โบฟูราน, โพรพาโมคาร์บ, เมโทมิล 4. สารในกลุ่ม ไพรีทรอยด์ ทุกชนิด เช่น เพอร์เมทริน, ไซเพอร์เมทริน, เดลทาเมทริน 5. สารในกลุ่ม เอทาลีน-บีท-ไดไทโอคาร์บาเมท เช่น ซีเน็บ, มาเน็บ และแมนโคเซ็บ 6. สารในกลุ่ม อื่น ๆ เช่น คาร์เบนดาซิม หลักการผสมสารป้องกันก าจัดแมลงและโรคพืช ในปัจจุบัน เกษตรกรนิยมผสมสารป้องกันก าจัดแมลงและโรคพืช เข้าด้วยกันภายในถังเดียว ซึ่งการ ผสมสาร 2 ชนิดเข้าด้วยกัน มีข้อดี ข้อเสีย และข้อห้ามหลายประการ ดังนี้ ข้อดี 1. ประหยัดเวลา 2. ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน 3. สารบางชนิดสามารถเสริมฤทธิ์กันได้ ท าให้เพิ่มประสิทธิภาพในการก าจัดโรคและแมลง ข้อเสีย 1. สารเคมีเข้มข้นอาจท าปฏิกิริยากัน ท าให้ประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ของสารที่ผสมกันลดลง 2. อาจท าให้ค่าความเป็นกรด - ด่าง ของสารที่ผสมเปลี่ยนแปลง ท าให้เกิดพิษต่อต้นยาสูบได้ เช่น ใบและยอดไหม้หรือใบผิดรูปร่าง หนา มีสีเขียวเข้มผิดปกติ เส้นใบแตกแขนง หรือต้นยาสูบชะงักการ เจริญเติบโต 3. การผสมสารเคมีที่ออกฤทธิ์ประเภทเดียวกัน หรือชนิดของกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เป็นการเพิ่ม ต้นทุนโดยไม่จ าเป็น ท าให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ข้อห้าม ห้ามผสมสารก าจัดวัชพืชกับสารเคมีอื่น ๆ โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นสารฆ่าแมลง สารป้องกันก าจัด โรคพืช หรือธาตุอาหารเสริม ควรแยกพ่นสารก าจัดวัชพืชเพียงอย่างเดียว และไม่ควรใช้ถังพ่นสารก าจัด วัชพืชร่วมกับสารอื่น ๆ ด้วย


57 ผังการผสมสารป้องกันก าจัดแมลงและโรคที่เข้ากันได้ สารป้องกันก าจัดแมลง อะเซตทามิพริด ไดโนทีฟูแลน ไธอะมีโทแซม อิมิดาโคลพริด สไปโรเตตตาแมท ไพเมทโทรซีน โฟลนิคามิด ฟลูเบนไดเอไมด์ คลอฟีนาเพิร์ล คลอฟลูอาซูรอน คลอแรนทรานิลิโพรล อินด๊อกซาคาร์บ ไวรัส NPV ของหนอนกินยอดยาสูบ 1 ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้กินใบยาสูบ แบคทีเรีย Bt สารป้องกันก าจัดโรคพืช 2 แบดบีเคียว คาซูก้ามัยซิน เมทาแลกซิล ควินโทซีน+อัทริไดอะโซน ฟอลอีทิล อลูมินัม 3 4 คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 5 ไอโพรไดโอน สัญลักษณ์ ผสมกันได้ ผสมกันได้แต่ต้องระมัดระวัง ค่าความเป็นกรด-ด่างของสารผสมต้องไม่มากกว่า 7.0 โปรดอ่านรายละเอียดค าแนะน า ผสมกันไม่ได้


58 ค าอธิบายแผนผัง 1. ไวรัส NPV ของหนอนกินยอดยาสูบ และ ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้กินใบยาสูบ สามารถผสม ด้วยกันได้ และผสมกับสารฆ่าแมลงได้ทุกชนิด โดยเฉพาะสารที่มีประสิทธิภาพในการท าลายไข่ เช่น คลอแรน ทรานิลิโพล เป็นต้น 2. ห้ามผสมแบคทีเรีย Bt กับแบคบีเคียว 3. คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์สามารถผสมกับสารก าจัดแมลงได้เกือบทุกชนิด แต่ต้องระมัดระวัง ค่า ความเป็นกรด-ด่างของสารผสมต้องไม่มากกว่า 7.0 4. ห้ามผสมคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์กับไวรัส NPV ของหนอนกินยอดยาสูบ ไวรัส NPV ของหนอน กระทู้กินใบยาสูบ และแบคทีเรีย Bt 5. ห้ามผสม ไอโพรไดโอน กับสารป้องกันก าจัดแมลงศัตรูยาสูบทุกชนิด เพราะจะเกิดอาการเป็นพิษ กับต้นยาสูบ โดยเฉพาะภาวะที่อากาศร้อนและแห้งแล้ง การอนุรักษ์ธรรมชาติด้านป่าไม้ (Forestry) การจัดการด้านป่าไม้เป็นส่วนส าคัญของ GAP ไม้ใช้เป็นวัสดุที่ส าคัญในการสร้างโรงบ่มใบยา โรงเรือน เก็บใบยา สิ่งอ านวยความสะดวก ตลอดจนเป็นเชื้อเพลิงในการบ่มใบยาซึ่งมีการน ามาใช้กันนานมาแล้ว นอกจากนี้ยังเสริมสร้างภูม ทัศน์ให้ดีขึ้น เป็นแหล่งที่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ช่วยคุ้มครองและปกป้องอากาศ ดิน และน้ า ตลอดจนเป็นแหล่งอาหารและรายได้ให้แก่เกษตรกร การจัดการด้านป่าไม้ 1. ส่งเสริมการปลูกไม้ประจ าถิ่น (พื้นเมือง) เพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของป่าไม้ 2. ส่งเสริมโครงการปลูกต้นไม้เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงและสร้างโรงเรือน 3. ควรจัดการการใช้ไม้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นแบบพึ่งตนเองและยั่งยืน 4. ใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากขบวนการผลิต เช่น ขี้เลื่อย ซังข้าวโพด เป็นต้น 5. ใช้วัสดุอื่น ๆ ทดแทนไม้


59 การจัดการการบ่มใบยา (Curing and Barn Management) การจัดการโรงบ่มและการบ่มใบยาเป็นส่วนส าคัญในการเพิ่มผลผลิต และคุณภาพของผลผลิต การ ออกแบบโรงบ่มและเทคนิคการบ่มในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของการบ่ม ใบยาสูบ และเชื้อเพลิง โดยต้องออกแบบโรงบ่มให้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุด สามารถลด แรงงานคนในการจัดการโรงบ่ม ลดต้นทุนในการบ่ม ประหยัดพลังงาน การจัดการการบ่มใบยา ประกอบด้วย 2 ส่วนที่ส าคัญ ได้แก่ การเก็บใบยาสูบ - ใบยาตีนควรเก็บใบยาที่ระดับ แก่ - สุก - ใบยากลางควรเก็บใบยาที่ระดับ สุก - สุกจัด - ใบยายอดควรเก็บใบยาที่ระดับ สุก - สุกจัด - ใบยาสดที่เก็บมาแล้ว ควรวางไว้ในที่ร่ม ควรมีภาชนะรองรับ เช่น กระจาด หรือผ้าที่สะอาด - ไม่ควรวางไว้บนพื้นดิน หรือพื้นที่สกปรกเพราะมีโอกาสที่จะติด เชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย - ไม่ควรเก็บใบยาหลังฝนตกใหม่ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสารไน โตรซามีนในใบยา - ควรเก็บใบยาในช่วงเช้า - การเสียบร้อยใบยาสด น าใบยามาคัดขนาด สีแยกหมู่ใบยา คือ ยาตีน ยากลาง ยาบน และยายอด แต่ละหมู่ให้มีขนาดสั้นยาวเท่า ๆ กัน แล้วน ามาเสียบโดยเสียบเป็นคู่ ๆ ให้หลังใบชนกัน แต่ละคู่ห่างกัน ประมาณ 2 เซนติเมตร


60 การบ่มใบยาสูบ เป็นขั้นตอนในการเปลี่ยนใบยาสดเป็นใบยาแห้ง โดยการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในการ เปลี่ยนแปลงทางเคมีและฟิสิกส์ของใบยา เพื่อให้ได้ใบยาแห้งที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการ ยาสูบเวอร์ยิเนีย ใช้วิธีการบ่มด้วยไอร้อน โดยมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในโรงบ่ม ตลอดเวลา เพื่อให้ใบยาแห้ง มีสีเหลือง หรือสีส้มสดใส มีความหอม และองค์ประกอบทางเคมีตรงตาม ลักษณะของใบยาแห้งเวอร์ยิเนียที่ดี ซึ่งการใช้โรงบ่มที่มีระบบการควบคุมการใช้เชื้อเพลิงและการบ่มโดย อัตโนมัติเช่น โรงบ่มแบบประหยัดพลังงาน จะสามารถบ่มใบยาให้มีคุณภาพเหมาะสม ลดการใช้แรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดต้นทุนได้ ขั นตอนการบ่มใบยาสูบ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1. ระยะท าสีมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งกระบวนการทางชีวเคมีในใบยา สลายคลอโรฟิลล์ใบยา เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง องค์ประกอบทางเคมี ในใบยาอยู่ในรูปที่เหมาะสม ใช้อุณหภูมิ32 - 43 องศาเซลเซียส เป็นเวลา ประมาณ 30 - 70 ชั่วโมง 2. ระยะตรึงสี มีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ของใบยา โดยท าให้ความชื้นระเหยออกไปเป็นระยะ ๆ และท าให้ใบยามีสี เหลืองคงที่ ระยะนี้ปลายใบยาจะค่อย ๆ แห้ง ใช้อุณหภูมิ50 - 55 องศา เซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 15 - 20 ชั่วโมง 3. ระยะท าใบยาแห้ง ใช้อุณหภูมิ60 - 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา ประมาณ 15 - 20 ชั่วโมง เพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อใบยา 4. ระยะท าก้านแห้ง เป็นการไล่ความชื้นออกจากก้านใบยาต่อจาก ระยะท าใบแห้ง โดยการเพิ่มอุณหภูมิจนถึง 69 - 75 องศาเซลเซียส เป็นเวลา ประมาณ 18 - 24 ชั่วโมง จนก้านใบยาแห้งสนิท


61 การเก็บรักษาใบยา (On-Farm Tobacco Storage) การเก็บรักษาใบยามีความส าคัญมาก ต้องเก็บรักษาตั้งแต่ใบยาที่บ่มเสร็จแล้ว จนถึงการคัด อัด และการเก็บใบยาที่ถูกต้องเหมาะสมจะช่วยหลีกเลี่ยงการสูญเสียคุณภาพและผลผลิตได้ 1. ไม่เก็บกองใบยาขณะใบยายังชื้นอยู่ ใบยาแห้งที่จะน ามาอัดเป็นห่อใบยา (bale) ควรมีความชื้น ประมาณ 11 - 14% 2. ไม่อัดห่อใบยาจนแน่นเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสารไนโตรซามีนในใบยา 3. เก็บกองใบยาแห้งไว้ในโรงเก็บ หรือพื้นบ้านที่ปูด้วยกระสอบหรือ ผ้าสะอาด โดยให้เรียงหัวก้านออกด้านนอกของกอง หากต้องกองซ้อนกัน ต้อง มีกระดาษหรือกระสอบคั่นกลางใบยาแต่ละชั้นไว้ เพื่อป้องกันการปะปนหมู่ ใบยา และไม่กองใบยาบนพื้นดิน พื้นซีเมนต์หรือพลาสติก เพราะจะท าให้ใบ ยาขึ้นรา 4. ใบยาแห้ง สะอาด ไม่มีของสารเคมีทางการเกษตรตกค้าง 5. ห่อใบยาควรเก็บไว้ในอาคารที่สามารถป้องกันแสงแดดหรือ ฝนสาดได้มีการหมุนเวียนของอากาศได้ดี 6. ไม่ควรใช้สารเคมีหรือรมแก๊สเพื่อก าจัดแมลงภายในโรงเก็บ แต่ถ้าหากมีการใช้ควรท าตามกฎ ข้อบังคับทุกข้อและใช้โดยผู้มีความช านาญ


62 วัสดุแปลกปลอมที่ไม่ใช่ยาสูบ (Non-Tobacco Related Material: NTRM) - ได้แก่วัสดุทุกชนิดซึ่งไม่ใช้ใบยาสูบและก้านใบยา ซึ่งได้แก่ เศษดิน เศษหญ้า เศษวัชพืช เศษโลหะ พลาสติก กระดาษ เส้นด้าย และขนสัตว์ เป็นต้น - ต้องก าจัดวัสดุแปลกปลอมที่มีใช่ใบยาสูบ (NTRM) ออกให้หมดตั้งแต่การเก็บใบยา การเก็บรักษา และตลอดทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต - มีเกณฑ์มาตรฐานในการส่งคืนใบยาสูบที่มีวัสดุปลอมปน (NTRM) เกิน วิธีปฏิบัติ - ให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ยาสูบ (NTRM) ซึ่งอาจปะปนมาตั้งแต่ในไร่ยาสูบ การเก็บ ใบยา การบ่ม ตลอดจนการคัดอัดใบยาแห้ง ได้แก่ วัสดุทุกชนิดที่ไม่ใช่ใบยาสูบและก้านใบยา เช่น เศษดิน เศษหญ้าเศษวัชพืช เศษโลหะ พลาสติก กระดาษ เส้นด้าย และขนสัตว์เป็นต้น - ต้องก าจัดวัสดุแปลกปลอมตั้งแต่ในไร่ การบ่ม จนถึงพื้นที่เก็บรักษาใบยา - มีเกณฑ์มาตรฐานในการส่งคืนใบยาสูบที่มีสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ยาสูบ (NTRM) ปลอมปนเกินค่ามาตรฐานที่ก าหนด


63 การฝึกอบรมชาวไร่ (Farmer Training) การฝึกอบรมชาวไร่ เป็นปัจจัยส าคัญที่สุดของเกษตรกรรมที่ดี (GAP) เป็นโอกาสส าคัญในการ พัฒนาชาวไร่ด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาไร่ปลูก ดังนั้น ควรมีการจัดอบรมชาวไร่อย่าง ต่อเนื่อง ให้ความรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาสูบตามแนวทาง GAP ควรมีการอบรมชาวไร่ในช่วงเวลา ที่เหมาะสม และควรมีเอกสารแนะน าแนวทางปฏิบัติของ GAP ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ - น าความรู้ด้านต่าง ๆ มาส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไร่ยาสูบได้น าไปใช้เช่น การเลือกพื้นที่ปลูก พันธุ์ ที่เหมาะสม ความสมบูรณ์ของพันธุ์การจัดการดินและน้ า การเขตกรรมที่ถูกวิธีการบริหารจัดการศัตรูยาสูบ แบบผสมผสานที่ถูกต้องเหมาะสม การสัมผัส การใช้การเก็บและการก าจัดสารเคมีอย่างถูกวิธีการเก็บ เกี่ยวใบยา การจัดการโรงบ่ม การบ่ม การเก็บรักษาใบยาที่ถูกวิธีและถูกต้องตามหลักวิชาการ การคัดแยก และการเก็บรักษาใบยา และการก าจัดสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ยาสูบทิ้ง การอนุรักษ์ธรรมชาติด้านป่าไม้ - ควรมีการจัดอบรมชาวไร่อย่างต่อเนื่องและให้ความรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาสูบตาม แนวทาง GAP เพื่อให้เห็นถึงความส าคัญของการเพาะปลูกตามแนวทาง GAP - ควรมีการอบรมชาวไร่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม - ควรมีเอกสารแนะน าแนวทางปฏิบัติของ GAP แจกให้กับชาวไร่


64 ผลของเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Issues) จากสภาวการณ์บุหรี่ของโลกและของประเทศไทยในปัจจุบัน การแข่งขันทางการตลาดและสุขภาพ ของผู้บริโภคถูกหยิบยกขึ้นมาประเด็นส าคัญและมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังนั้น ใบยาสูบซึ่ง เป็นปัจจัยพื้นฐานของการผลิตบุหรี่ จ าเป็นต้องเน้นใบยาที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งการผลิต ยาสูบตามแนวทาง GAP นับเป็นแนวทางการผลิตที่น าไปสู่การเกษตรอย่างยั่งยืน โดยอาศัยการจัดการที่ดี และแรงงานที่มีคุณภาพ รวมทั้งค านึงถึงระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม โดยยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีต่อ เกษตรกร ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการผลิตยาสูบต่อไป ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนส าคัญที่ท าให้เศรษฐกิจ สังคม และ ชุมชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและเป็นสุข - เพิ่มผลผลิตและคุณภาพใบยา - ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวไร่ - เกิดการจ้างงานในพื้นที่ - สร้างความผูกพันระหว่างโรงงานยาสูบ ชาวไร่และชุมชนในท้องถิ่น - ภาพลักษณ์โรงงานยาสูบเป็นผู้น าในการส่งเสริมและผลิตใบยาที่มีคุณภาพ


65 การบันทึกข้อมูล ชาวไร่ยาสูบควรบันทึกการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในไร่ยาสูบอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่จะ แก้ไขได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหาขึ้น และเก็บเป็นข้อมูลวางแผนการบริหารจัดการแมลงศัตรูยาสูบในปีต่อ ๆ ไป ได้แก่ 1. สภาพแวดล้อม เช่น สภาพของพื้นที่ น้ า พืชที่ปลูกก่อนและหลังการปลูกยาสูบ พืชที่ปลูกใกล้ กับไร่ยาสูบวัชพืชต่าง ๆ 2. วัสดุที่ใช้ในการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน อัตรา และวันที่ใช้ 3. วันที่ไถ ตากดิน 4. ชื่อพันธุ์ยาสูบ และวันที่ปลูก 5. วันที่ใส่ปุ๋ย ชนิดปุ๋ย และอัตราที่ใส่ 6. วันที่พรวนดิน ก าจัดวัชพืช ให้น้ า และวิธีการให้น้ า 7. วันที่โรค/แมลงศัตรูยาสูบระบาด ชนิด และความรุนแรง 8. วันที่พ่นสารป้องกันก าจัดโรค/แมลงศัตรูยาสูบ ชนิด และอัตราที่พ่น 9. วิธีการอื่น ๆ ที่น ามาใช้ในการผสมผสานเพื่อควบคุมการระบาดของโรคและแมลงศัตรูยาสูบ 10. บันทึกต้นทุนและค่าแรงงาน 11. บันทึกข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ าฝน 12. วันที่เก็บเกี่ยวผลผลิตและรายได้ ฯลฯ


66 ภาคผนวก


67 ข้อแนะน าในการเก็บตัวอย่างดินเพื่อน าตรวจวิเคราะห์ปริมาณคลอไรด์ในดิน 1. เก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึกจากหน้าดินไม่เกิน 6 นิ้ว 2. เครื่องมือที่ใช้ขุดดินจะต้องสะอาด ไม่มีเศษดิน เศษปุ๋ย หรือยาฆ่าแมลงติดอยู่ 3. ถอนวัชพืชหรือหญ้า และเก็บใบไม้ออกก่อน แล้วใช้ท่อเหล็กเจาะลงไปลึก 6 นิ้ว กระจายทั่ว บริเวณไร่ปลูก ประมาณ 10 - 20 จุด ตามขนาดไร่ปลูกและความสม่ าเสมอของเนื้อดิน หากไม่มีท่อเหล็ก ให้ขุดหลุมเป็นรูปตัววี(V) ลึก 6 นิ้ว แล้วใช้เสียมแซะหน้าดินด้านใดด้านหนึ่ง หนา 0.5 นิ้ว ปาดขอบ 2 ข้าง ทิ้งไป แล้วเก็บดินตรงกลาง กว้างประมาณ 0.5 นิ้ว ไว้น าตัวอย่างดินทุกหลุมไปรวม คลุกเคล้าให้เข้ากัน 4. แยกเอาก้อนกรวด ก้อนหินหรือรากพืชที่ปะปนออกไป แล้วบดดินที่เหลือให้เป็นผง คลุกเคล้าให้ เข้ากันก่อนน าไปตรวจ ความเป็นกรด – ด่างของดิน ความเป็นกรดของดินมีความส าคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างมาก ดินที่เป็นกรดมาก ๆ พืชจะ ไม่เจริญเติบโต เนื่องจากความเป็นกรด - ด่างของดิน มีความสัมพันธ์กับระดับธาตุอาหารในดินที่พืชสามารถ น าไปใช้ประโยชน์ได้(availability) โดยตรง อาทิ ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม (Ca - Mg - K) ที่เป็นประโยชน์ ดินที่เป็นกรดรุนแรง จะมีปัญหาความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารบางธาตุค่อนข้างต่ า เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม เนื่องจากธาตุอาหารเหล่านี้จะถูกชะล้างออกไปจากดินได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปดินที่มีpH ระหว่าง 5.5 - 8.5 จะมีระดับแคลเซียมและแมกนีเซียมอย่างเพียงพอ หากต่ ากว่าหรือ สูงกว่านี้ พืชจะแสดงอาการขาดธาตุอาหารได้ส าหรับดินที่มี pH สูงกว่า 8.5 มักจะมีระดับแคลเซียมต่ า เนื่องจากดินจะมีธาตุโซเดียม (Na) มากเกินไป จนท าให้พืชเกิดอาการขาดแคลเซียมและแมกนีเซียม ได้ ระดับฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ความเป็นประโยชน์ของธาตุฟอสฟอรัสในดิน จะขึ้นกับ pH ของดินอย่างมาก เมื่อดินเป็นกรดรุนแรง จะส่งเสริมการตรึงฟอสฟอรัสให้อยู่ในรูปของเหล็กและอลูมินั่มฟอสเฟต ซึ่งพืชน าไปใช้ประโยชน์ได้ยาก เนื่องจากเหล็กและอลูมินั่มที่ละลายน้ าได้จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อดินมีpH ต่ ากว่า 5.0 ดังนั้น การใส่ปุ๋ยฟอสเฟต ในดินกรด ปุ๋ยใส่ส่วนใหญ่จะท าปฏิกิริยากับเหล็กและอลูมินั่ม ท าให้เหลือส่วนที่พืชน าไปใช้ได้ลดลง บางครั้ง น าไปใช้ประโยชน์ได้ไม่ถึง 10% ค่า pH ที่ 6 – 7 เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดส าหรับฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ เพราะฟอสเฟตในดินจะถูกตรึงน้อยที่สุด ถ้า pH ของดินสูงขึ้นไป ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์จะลดลง เนื่องจากฟอสเฟตจะถูกตรึงโดยแคลเซียม แมกนีเซียม รวมทั้งคาร์บอเนตของธาตุทั้งสองด้วย


68 ระดับธาตุอาหารรองที่เป็นประโยชน์ ธาตุอาหารรอง (micronutrients) ในดิน จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับระดับ pH ของดินอย่างมากเช่นกัน อาทิธาตุโบรอนจะละลายน้ าได้ยากขึ้นในดินที่เป็นกลางหรือด่าง เมื่อเราใส่ปูน ขาวเพื่อแก้ความเป็นกรดของดิน จะท าให้โบรอนที่เป็นประโยชน์ลดลง แต่จะท าให้แคลเซียมในดินสูงขึ้น เมื่อพืชดูดแคลเซียมเข้าไปมาก จะท าให้ความต้องการโบรอนของพืชสูงตามไปด้วย ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะใส่ปูน ขาวลงไป โบรอนในดินอาจเพียงพออยู่แล้ว พืชมีสัดส่วนวิกฤตระหว่างโบรอนกับแคลเซียม ราว 1 ต่อ 1,500 เมื่อเพิ่มแคลเซียมให้กับดิน จ าเป็นต้องเพิ่มโบรอนให้สมดุลกันด้วย จึงเป็นที่มาของค าถามที่ว่า ท าไมเมื่อใส่ ปูนขาวลงไปในดิน บางครั้งท าให้พืชเกิดขาดธาตุโบรอนขึ้นได้ ดินเป็นกรด ดินเป็นกรด หมายถึง ดินที่มีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายกรดอ่อน (weak acid) เช่น กรดน้ าส้มสายชู (acetic acid) กล่าวคือ ดินจะมีสารที่แสดงความเป็นกรด ส่วนหนึ่งอยู่ในน้ าในดิน อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วน ใหญ่จะเกาะยึดกับพื้นผิวของอนุภาคดินเหนียวของดิน ดังนั้น ดินที่เป็นกรดจึงประกอบด้วยสภาพความเป็นกรด 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นสภาพกรดจริง หรือ active acidity และส่วนหลังเป็นสภาพกรดแฝง หรือ potential acidity ความรุนแรงของสภาพความเป็นกรดของดิน ขึ้นอยู่กับปริมาณของส่วนที่เป็นกรดจริง ซึ่งเป็นประจุไฟฟ้าบวกที่ละลายอยู่อย่างอิสระในน้ าในดิน ส่วนที่เป็นกรดแฝง เป็นประจุไฟฟ้าบวกที่เกาะยึด อยู่กับพื้นผิวของอนุภาคดินเหนียว ซึ่งจะไม่แสดงความเป็นกรดโดยตรง แต่จะทยอยปลดปล่อยออกมาอยู่ใน น้ าในดิน ชดเชยส่วนแรกที่หายไป หรือเรียกว่า ถูกท าให้เป็นกลางหรือสะเทิน แม้ว่าส่วนที่เป็นกรดแฝง จะ ไม่เกี่ยวข้องกับระดับความรุนแรงของสภาพความเป็นกรดของดินโดยตรง แต่จะเกี่ยวข้องกับการควบคุม ระดับความรุนแรงของสภาพความเป็นกรดของดิน ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปโดยง่าย หรือเป็นบัฟเฟอร์(buffer) ให้กับสภาพความเป็นกรดของดิน การจะลดระดับสภาพกรดจริงของดินจะต้องลดปริมาณของกรดแฝงในดินก่อน ดินเป็นด่าง ดินเป็นด่าง หมายถึง ดินที่มีปริมาณของส่วนที่เป็นกรดจริงอยู่ในน้ าในดินน้อยกว่าสารที่เป็นด่าง และส่วนที่เป็นกรดแฝงนั้นได้ถูกท าลายไปแล้ว หรือมีเหลืออยู่ในปริมาณน้อยมากหากส่วนของกรดจริงในดิน มีน้อยกว่าสารที่เป็นด่างมากเท่าใด สภาพความเป็นด่างของดินก็จะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ดินที่เป็นกลางจึง เป็นสภาพดินที่น้ าในดินมีปริมาณของกรดจริงและด่างจริงอยู่ในปริมาณเท่ากันพอดี การวัดระดับความรุนแรงความเป็นกรด - ด่างของดิน นิยมใช้ค่า pH ของดิน ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 1 ถึง 14 โดยที่ • ค่า pH เป็น 7.0 (ค่ากลาง) จะบอกถึงสภาพความเป็นกลางของดิน • ค่า pH ต่ ากว่า 7.0 จะบอกสภาพความเป็นกรดของดิน และยิ่งมีค่าต่ ากว่า 7.0 มากเท่าใด ความ เป็นกรดจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น • ค่า pH สูงกว่า 7.0 จะบอกสภาพความเป็นด่างของดิน ยิ่งมีค่ามากขึ้น ก็ยิ่งเป็นด่างมากขึ้น


69 • ค่า pH ห่างกัน 1.0 หน่วย จะบอกถึงความรุนแรงที่ต่างกันเป็นจ านวน 10 เท่า เช่นค่า pH 5.0 จะเป็นกรดรุนแรงมากกว่า pH 6.0 สิบเท่า และความรุนแรงเป็นหนึ่งร้อยเท่าของค่า pH 7.0 การแก้ไขความเป็นกรดของดิน เมื่อดินเป็นกรดรุนแรง หรือค่า pH ต่ ากว่า 5.0 การแก้ไขดินให้มีสภาพความเป็นกรดลดน้อยลง จะช่วยท าให้ดินมีสภาพเหมาะสมกับการปลูกพืชมากยิ่งขึ้น การลดความเป็นกรดของดินจะนิยมใช้ปูน เช่นหินปูนบดละเอียด ปูนมาร์ล ปูนโดโลไมต์เปลือกหอยเผา และปูนขาว ส่วนปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับความ รุนแรงของความเป็นกรด (pH) และเนื้อดิน (soil texture)ปริมาณการใช้ปูนสามารถวิเคราะห์ได้ใน ห้องปฏิบัติการ หรือประเมินได้อย่างคร่าว ๆ จากค่า pH ของดินที่วัดได้และชนิดของเนื้อดิน ดังตารางท้ายนี้ ค่า pH ปริมาณหินปูนบดละเอียด (กิโลกรัมต่อไร่) แยกตามเนื อดิน ดินทราย ดินร่วนปนทราย ดินร่วน ดินเหนียว/ร่วนเหนียว 5.0 200 300 400 500 4.5 700 800 1,000 1,100 4.0 1,100 1,300 1,800 2,100 3.5 1,600 2,000 2,500 3,000 3.0 2,200 2,800 3,200 4,000 หมายเหตุ 1. ดินทราย เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ เมื่อชื้นก าเป็นก้อนได้หลวม ๆ พอสัมผัสจะแตกออก คลึงให้ เป็นแท่งไม่ได้ 2. ดินร่วนปนทราย เมื่อแห้งจับตัวเป็นก้อน แต่บีบแตกได้ง่าย เมื่อชื้นก าให้เป็นก้อนได้แต่จะแตก ได้ง่ายเมื่อเขย่ามือ หรือน าดินมาคลึงระหว่างนิ้วชี้กับหัวแม่มือจะได้แท่งดินสั้น ๆ ยาวไม่ถึง 1 เซนติเมตร 3. ดินร่วน เมื่อแห้งจับตัวเป็นก้อนแข็งพอประมาณ ขณะชื้นก าให้เป็นก้อนได้แต่จะแตกออกเมื่อ เขย่ามือแรง ๆ หรือน ามาคลึงระหว่างนิ้วชี้กับหัวแม่มือได้แท่งดินยาวไม่เกิน 1 เซนติเมตร หรือเมื่อบีบ ระหว่างนิ้วชี้กับหัวแม่มือ จะเกิดเป็นแผ่นแต่มีรอยร้าวหรือแตกได้ง่าย 4. ดินเหนียวและร่วนเหนียว เมื่อแห้งเกาะตัวเป็นก้อนแข็ง เมื่อชื้นน าดินมาคลึงระหว่างนิ้วชี้และ หัวแม่มือได้แท่งดินยาวเกิน 1 เซนติเมตร หรือปั้นเป็นรูปต่าง ๆ ได้ 5. การใส่ปูนปรับปรุงดินตามอัตราที่ก าหนด โดยหว่านปูนกระจายทั่วพื้นที่ ไถคลุกเคล้ากับดิน หมักไว้ประมาณ 7 - 20 วัน ในสภาพดินชื้น เพื่อให้ปูนท าปฏิกิริยาสะเทินกรดในดิน ความรุนแรงของกรด จะลดลง (pH สูงขึ้น)


70 สถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ ฝ่ายใบยา การยาสูบแห่งประเทศไทย 14 หมู่ 3 ถนน เชียงใหม่ - พร้าว ต าบลหนองหาร อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 โทรศัพท์ 053-498608 โทรสาร 053-498462


Click to View FlipBook Version