ปฏบิ ัติการวศิ วกรรมเครอื่ งกล 1
Mechanical Engineering Laboratory I
เรียบเรียงโดย
รศ.ร.อ.ดร.กนตธ ร ชาํ นิประศาสน
สํานกั วชิ าวศิ วกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสรุ นารี
ขา ขอประณตนอมสกั การ
บูรพคณาจารย
ผกู อเกดิ ประโยชนศ กึ ษา
สารบัญ 2
8
การเขยี นรายงานทางวศิ วกรรม 19
การวิเคราะหข อ มลู ทีไ่ ดจากการทดลอง 25
การทดสอบแรงดึง 30
การทดสอบแรงบิด 37
การทดสอบความลา 50
มาตรวดั ความเครยี ดแบบความตานทานไฟฟา 57
การครากในโลหะ 84
การวดั อณุ หภมู ิ 105
การวัดการไหลและความเรว็ ของของไหล 115
การวัดความดนั ดวยเคร่ืองมอื พื้นฐาน 121
การสูญเสียพลังงานการไหลในทอ 129
ทฤษฎขี องเบอรน ลู ีย 133
การทดลองของเรโนลด 140
จดุ ศูนยก ลางความดนั 147
แรงปะทะของกระแสของไหล 156
วัฏจักรการทาํ ความเยน็ แบบอัดไอ 168
โรงจักรไอน้ําขนาดเลก็
การทดสอบเครอื่ งยนตดเี ซล
2
การเขยี นรายงานทางวิศวกรรม
0
เรียบเรียงโดย ดร. กนตธ ร ชํานิประศาสน
การเขียนรายงานทางวิศวกรรมนั้นเปนทักษะพ้ืนฐานที่วิศวกรทุกคนควรจะตองทราบไว ไมวาวิศวกร
ทานนั้นจะทํางานในสาขาใดก็ตาม ถาหากวาวิศวกรไมสามารถที่จะบอกใหผูอ่ืนใหทราบในสิ่งท่ีเขาไดทําหรือได
คํานวณไปก็คงจะไมสามารถทําใหงานของเขาสําเร็จลุลวงไปได การติดตอกับผูอ่ืนท้ังโดยการเขียน การพูดหรือ
แมแตการอธิบายดวยรูปภาพนั้นจําเปนตอวิศวกรท้ังที่เปนงานทางทฤษฎีและปฏิบัติ ในเอกสารชุดน้ีจะเปนการ
อธิบายถึงการเขียนรายงานทางวศิ วกรรมโดยรูปแบบท่ีใชน ัน้ จะเปน ลักษณะทวั่ ๆไปท่ีนิยมใชก ันอยู
รายงานทางวิศวกรรมจะสามารถแยกยอยลงไปไดหลายรูปแบบและแตละรูปแบบก็มีรายละเอียด
ตางๆกันออกไป ในเอกสารชุดนี้จะขอกลาวถึงเฉพาะการเขียนรายงานการทดลองทางวิศวกรรมเทาน้ัน เพ่ือให
เหมาะสมกับจุดมุง หมายในการเรยี นในวชิ านี้
สวนประกอบของรายงานการทดลอง
รายงานการทดลองนนั้ จะประกอบดว ยสวนตางๆเรยี งตามลาํ ดบั ดังตอ ไปนี้
1. ชื่อการทดลอง (Title)
2. สารบัญ (Table of Contents)
3. สารบัญรูปภาพและตาราง (List of Figures and Tables)
4. สัญลักษณ (Definition of Symbol)
5. จดุ ประสงค (Objective)
6. สรปุ ผลการทดลอง (Summery of Results)
7. อปุ กรณท ดสอบ (Equipment Test)
8. วธิ ีการทดลอง (Test Method)
9. ผลการทดลอง (Presentation and Discussion of Results)
10. บทสรุปและขอแนะนาํ (Conclusions and Recommendation)
11. เอกสารอา งอิง (Reference and Bibliography)
12. ภาคผนวก (Appendix)
• เคร่อื งมือทดลอง (Test Apparatus)
• ตัวอยา งการคาํ นวณ (Sample Calculation)
• ขอ มูลทีไ่ ดจากการทดลอง (Raw Data)
สว นประกอบตา งๆท้งั 12 ขอน้ันหัวขอเปน สงิ่ ทจ่ี ําเปนตองมใี นรายงานทุกฉบับแตบางหัวขอ นั้นอาจไมจ ําเปนตอง
มีก็ได รายละเอียดของสว นตางๆมดี ังตอ ไปนี้
1. ช่ือการทดลอง
ในการทําการทดลองหรือรายงานผลใดๆก็ตามชื่อเรื่องนั้นเปนส่ิงสําคัญสวนหน่ึง ท่ีจะทําใหผูอานนั้น
เกิดความตองการที่จะอานรายงานฉบับนั้นหรือไมนั้นมีขอที่ใชกันอยูในการตั้งชื่อรายงานทางวิศวกรรมนั้นก็คือ
ชื่อรายงานควรจะสามารถบอกถงึ จดุ มงุ หมายหลกั ของรายงานได และช่ือรายงานที่ดีควรจะบอกรายละเอียดตางๆ
3
2. สารบญั
สารบัญนั้นควรจะสามารถบอกถึงตําแหนงของหัวขอสําคัญของรายงานไดอยางชัดเจนวาอยูที่หนาใด
ปญหาที่มักเกิดขึ้นประการหนึ่งก็คือการเลือกวาหัวขอใดเปนสวนสําคัญและสมควรที่จะปรากฎในสารบัญและ
หัวขอใดไมควรปรากฏ วิธีการอยางหน่ึงที่นิยมใชก็คือขั้นแรกจะตองรวบรวมรายงานน้ันแลวแบงออกเปนกลุม
ใหญ(Section) กอ นโดยใหความสาํ คัญของสวนตางๆรายงานเทาเทียมกันและช่ือของแตละสวนนั้นควรปรากฎอยู
ในสารบัญ ขั้นตอมาก็คือพิจารณาวาในแตละสวนน้ันสามารถท่ีจะแยกออกเปนสวนยอย (subsection) ไดอีก
หรือไมและถาสามารถแบงไดแลวยังตองพิจารณาตอไปอีกวาสวนยอยนั้นมีความสําคัญเพียงพอที่จะตองปรากฎ
ในสารบัญหรือไม ข้ันตอนดังกลาวน้ีจะตองอาศัยประสบการณและสังเกตจากรายงานมาตรฐานตางๆพอสมควร
ดังนั้นสําหรับผูท ่เี ริ่มเขยี นรายงานทางวศิ วกรรมน้ันควรจะตองสังเกตและศึกษารายละเอยี ดดวยตนเอง
ขอแนะนําอีกประการหน่ึงก็คือไมควรแบงหัวขอแยกยอยลงไปมากนัก ตัวอยางเชนการใชหัวขอเรียง
ตามตัวเลขหัวขอท่ี 2.3.2.5.2 ลักษณะเชนน้ีเปนการแบงหัวขอท่ียอยเกินไป ควรจะตองตัดทอนลงหรือแยก
ออกเปน หัวขอท่ใี หญขน้ึ โดยท่ัวไปแลว ไมนยิ มใชห วั ขอ ยอยเกินลําดับท่สี าม
3. สารบญั ภาพและตาราง
สําหรับสารบัญภาพและตารางน้ีในกรณีที่มีภาพและตารางมากอาจแยกทั้งสองออกจากกันก็ได แตใน
กรณีที่มีรูปภาพและตารางไมมากนักก็สามารถท่ีจะรวมอยูในหนาเดียวกันได ขอสําคัญก็คือภาพทุกภาพและ
ตารางทุกตารางจะตองมชี อื่ ภาพหรือช่ือตาราง (Caption) เปนของมนั เอง
4. ตารางสญั ลักษณ
ในงานวิศวกรรมนั้นมีการใชตัวอักษรท้ังภาษาอังกฤษและโรมันตลอดถึงตัวอักษรกรีกเปนสัญลักษณ
แทนปริมาณตางๆจํานวนมากนอกจากนี้ก็ไมไดมีการกําหนดตายตัววาปริมาณใดจะตองใชสัญลักษณใด หากแต
จะใชกันตามความนิยมของกลุมนั้นๆมากกวา ดังน้ันในการเขียนรายงานทางวิศวกรรมนั้นควรจะตองบอกแก
ผูอานวาเราจะใชสัญลักษณใดแทนตัวแปรตัวใด นอกจากคําอธิบายแลวในบางกรณีจะเปนการดีที่เรากําหนด
หนวยของตัวแปรตัวน้ันลงไปดวยโดยการใสในวงเล็บตอจากคํานิยามหรือคําอธิบายนั้นๆ แมวาการใชหนวยน้ัน
เปนอิสระของผูใชวาตองการใชระบบหนวยใดกับตัวแปรตัวใดอยางไรก็ตามจะเปนการดีถาพยายามใชหนวยให
อยูใ นระบบเดยี วกันทั้งหมด ไมวาจะเปน ระบบองั กฤษหรอื ระบบ SI กต็ าม
5. จดุ มงุ หมาย
ในจุดมุงหมายของการทําการทดลองนั้นควรจะบอกใหผูอานเขาใจวา “ขณะน้ีเรากําลังตองการท่ีจะทํา
ส่ิงใดใหบรรลุ” ดังนั้นในจุดมุงหมายน้ันจะตองมีท้ังความกระจางชัดและความกระชับในตัวของมันเอง ดังนั้นจึง
ไมสามารถท่ีจะกําหนดไดวาจุดมุงหมายน้ันควรจะมีความยาวเทาใด แตขอสําคัญก็คือตองมีทั้งความกระจางและ
4
6. สรุปผลการทดลอง
สําหรับเน้ือหาในสวนนี้นั้นข้ึนอยูกับลักษณะรายงานที่ตองการ รายงานบางรูปแบบน้ันอาจนิยมที่จะ
นําไปไวในสวนทายๆของรายงานก็ได แตสาเหตุที่เรานําเอาหัวขอนี้มาตอกับจุดประสงคก็เพราะวาในการทํางาน
จริงหลายๆอยางนั้นเม่ือเราทํารายงานเสนอหัวหนางานข้ึนไปน้ัน บางคร้ังหัวหนางานตองการท่ีจะอานสวนนี้ตอ
จากจุดประสงคเลยและถาทุกอยางเปนไปตามท่ีคาดหวังไวสวนนี้อาจจะเปนสวนสุดทายที่หัวหนางานอานก็ได
ดังนั้นในสวนนี้จึงเปนการสรุปสาระสําคัญท้ังหมดที่ไดจากการทดลองเพื่อใหผูอานทราบวาผลโดยรวมของ
โครงการท่ีทําไปน้มี ีผลอยางไรไมใ ชการใหรายละเอียดผลการทดลองทั้งหมด (การใหรายละเอียดของการทดลอง
ทั้งหมดน้ันจะอยูในสวนอ่ืนของรายงาน) และอยาลืมวาขอมูลท่ีเขียนในสวนน้ีนั้นจะตองมีความแมนยํา ได
สาระสาํ คญั และกระชบั ท่ีสดุ
สรปุ ผลการทดลองน้ันเปน หวั ขอ สุดทายที่เปนการเขียนที่ไมลงไปในรายละเอียดมากนักนับจากหัวขอนี้
เปน ตน ไปในรายงานน้นั จะเรมิ่ แสดงรายละเอยี ดเพิ่มมากข้นึ เร่อื ยๆ
7. อปุ กรณการทดลอง
อุปกรณการทดลอง (equipment tested) ในท่ีนี้เรามักจะเขาใจผิดอยูบอยๆ โดยมักจะเสนอเครื่องมือที่ใช
ทําการทดลอง (apparatus) แตความจริงแลวสวนนี้จะเปนการบอกวาอะไรคือสิ่งที่เราตองการทดสอบ เชนหาก
ตองการทดสอบกําลังของเคร่อื งยนตเ ครอื่ งหนง่ึ เครื่องยนตเคร่ืองน้ันเปนอุปกรณการทดลอง สวนไดนาโมมิเตอร
ที่ใชทดสอบตลอดถึงเคร่ืองมือวัดตางๆท่ีใชนั้นจะเปนเคร่ืองมือทดลอง ในการทดลองสวนใหญแลวเราจะให
ความสาํ คญั ของอปุ กรณการทดลองมากกวาเครื่องมือทดลอง ดังนั้นอุปกรณการทดลองนั้นจะอยูในสวนตนๆของ
รายงานสว นเคร่ืองมอื การทดลองนน้ั จะอยใู นภาคผนวก
ในสวนของอุปกรณการทดลองน้ันเรามักจะใหรายละเอียดของอุปกรณโดยอาจจะเสนอเปนภาพการ
ทดลองทใ่ี ชห รอื ถาหากอปุ กรณนีม้ ีขนาดมาตรฐานตางๆกํากับเราอาจจะบอกวาอุปกรณนีม้ มี าตรฐานเปนเชนไร
8. ขั้นตอนการทดลอง
ในสวนน้ีจะเปนการบอกใหผูอานไดทราบวาลําดับข้ันตอนของการทดลองนั้นเปนอยางไร และหากวา
ข้ันตอนการทดสอบนั้นเปนข้ันตอนมาตรฐานเราก็ควรบอกไปวาข้ันตอนที่ใชนั้นใชมาตรฐานใด นอกเหนือจาก
นั้นหากวา การทดลองน้นั สามารถทําการทดลองไดหลายวิธีเราก็ควรจะบอกวาทําไมเราจึงไดเลือกวิธีการทดลองน้ี
ในความเปนจริงน้ันขอมูลสวนน้ีอาจจะไมใชส่ิงจําเปนที่ทุกคนที่ไดรับรายงานฉบับน้ีจะตองอานแตเปนสิ่งท่ีตอง
มีอยูในรายงานเพราะวาหากผลที่ไดรับผิดสังเกตหรือมีความแตกตางจากท่ีคาดหวังไว สวนนี้ก็จะเปนสวนหนึ่งที่
จะตองมาพิจารณาวามีการทําผิดขั้นตอนหรือละเลยขั้นตอนที่สําคัญอะไรไปหรือไม ซ่ึงจะชวยในการวิเคราะห
รายละเอยี ดไดสว นหนง่ึ
5
9. การเสนอผลและขอคดิ เห็นทีไ่ ดจากการทดลอง
ในขณะที่ไดมีการสรุปวาการทดลองนี้มีผลการทดลองเปนเชนไรไปแลว สวนนี้จะเปนการเสนอผล
อยา งละเอียดทั้งหมดท่ีเราไดจากการทดลอง นอกจากน้ีขอคิดเห็นตางๆท่ีแสดงในสวนน้ีนั้นจะตองเปนขอคิดเห็น
ที่เก่ียวของกับผลที่ไดเปนหลัก ไมใชขอคิดเห็นที่เก่ียวของกับการทดลองท้ังหมด สําหรับนักศึกษาแลว
ขอผิดพลาดสําคัญที่นักศึกษาทําผิดกันมากในสวนนี้ก็คือมักจะใหขอคิดเห็นที่ไดมาจากตําราเรียนท่ีมองภาพของ
การทดลองดังกลาวโดยรวมไมใชการมองภาพในมุมมองของผลที่ไดจากการทดลองของนักศึกษาเองในครั้งน้ี
นักศึกษาตองไมลืมความจริงที่วาการทดลองท่ีมีการใชวิธีการท่ีแตกตางกันตลอดจนการใชเครื่องมือหรืออุปกรณ
ท่ีแตกตางกันออกไปนนั้ ไมจ าํ เปน ที่จะตองไดผ ลการทดลองออกมาเหมือนกนั เสมอไป
ในการแสดงผลนั้นอาจจะตองใชทั้งคําเขียนอธิบาย กราฟ และตาราง ซ่ึงกราฟและตารางทางวิศวกรรม
นั้นนับวามีสวนสําคัญในการอธิบายมาก บางคร้ังเราสามารถท่ีจะใชกราฟภาพเดียวกับคําอธิบายสามถึงสี่บรรทัด
กราฟน้ันเปนสิ่งท่ีสามารถแสดงผลโดยรวมไดเปนอยางดีแตอาจใหรายละเอียดทางคาท่ีเปนตัวเลขไดไมมากนัก
หากวาตองการรายละเอียดเปนคาตัวเลขการแสดงผลโดยใชตารางจะเปนสิ่งที่ดีท่ีสุด นอกจากน้ีถาหากวาการ
ทดลองน้ันมีทฤษฎีพ้ืนฐานท่ีเปนที่ทราบกันดีอยูแลวรองรับการเขียนกราฟน้ันมักจะมีเสนทึบท่ีแสดงถึงคาตาม
ทฤษฎี โดยไมมีจุดหรือเคร่ืองหมายใดบนเสนนั้น และกราฟที่ไดจากการทดลองมักจะแสดงเปนเครื่องหมาย
กําหนดจุด และถาจะมีเสนเชื่อมระหวางจุดเหลานั้น เสนน้ันก็ควรจะเปนเสนท่ีไดมาโดยวิธีการทางสถิติ และ
ขอคิดเห็นท่ีแสดงในสวนนี้ก็ควรจะมีในแนววาผลการทดลองกับทฤษฎีนั้นมีออกมาในแนวเดียวกันหรือขัดแยง
กันอยา งไร สําหรับการเสนอผลนน้ั มคี วามสําคัญมากทจี่ ะตอ งมีการวเิ คราะหขอ มลู โดยวิธีการทางสถิติ เชนการหา
คาเฉล่ียหรอื สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเปน ตน
นอกเหนอื จากการเปรียบเทยี บผลท่ีไดจากการทดลองของเรากับทฤษฎีแลวบางกรณีอาจมีความจําเปนท่ี
จะตองเปรียบเทียบผลการทดลองของเรากับผลการทดลองของผูอื่นท่ีไดทํามาวามีความสอดคลองหรือแตกตาง
กันอยางไร ซึ่งความแตกตางท่ีเกิดขึ้นอาจอธิบายไดจากข้ันตอนการทดลองหรือเครื่องมือท่ีใชซ่ึงการทําเชนนี้เปน
ประโยชนในการทํางานตอไป เพราะวาเราจะสามารถสรุปไดวาถาหากวาไดผลตามที่คาดหวังเคร่ืองมือท่ีใชของ
เราน้ันอาจจะมีราคาท่ีตํ่ากวา ใชขั้นตอนการทดลองท่ีส้ันกวาซ่ึงจะยังผลใหในการทดลองสําหรับกระบวนการ
ผลิตมีตน ทนุ ทต่ี าํ่ ลงและประหยดั เวลาไดม ากขึน้ ยงั ผลใหก ารผลิตสงู ข้นึ ตามมาอกี ดวย
เน่ืองจากเสนอกราฟและตารางการทดลองนั้นมีความสําคัญมาก ดังนั้นจึงขอกลาวถึงสวนนี้ใน
รายละเอยี ดแยกเปนหวั ขอ อีกหัวขอ หนง่ึ ซึ่งจะไดกลา วถึงในภายหลัง
10. บทสรปุ และขอเสนอแนะ
สวนสุดทายของรายงานนั้นจะเปนบทสรุปท้ังหมดรวมท้ังการเสนอแนวความคิดทั้งหมดท่ีเก่ียวของกับ
การทดลองน้ี นักเรียนมักจะสับสนระหวางสรุปผลการทดลองกับบทสรุปของการทดลอง สรุปผลการทดลองน้ัน
จะเปนการสรุปตามจุดประสงคของการทดลองเทาน้ันในขณะที่บทสรุปของการทดลองนั้นกลาวถึงทุกส่ิงที่
เกี่ยวขอ งกับการทดลองโดยอาจจะสรุปจากหลักทฤษฎีท่ีเก่ียวของ ประสบการณที่ผานมาหรือแมแตขอคิดสวนตัว
ก็ได นอกจากนี้เรายังสามารถเสนอแนะไดวาผลที่ไดจากการทดลองของเราน้ันเปนอยางไรมีคุณคาเปนท่ียอมรับ
ไดหรือไมไดอยางไร นอกจากนั้นในขอเสนอแนะยังสามารถที่จะแสดงแนวความคิดที่จะปรับปรุงในสวนตางๆ
ไมวาจะเปนอุปกรณ เครื่องมือหรือขั้นตอน รวมถึงการเสนอขอผิดพลาดท่ีไดคนพบจากการทดลองในภายหลัง
ดวย
6
การเสนอบทสรุปและขอเสนอแนะอยางตรงไปตรงมานั้นนับวาเปนส่ิงท่ีสําคัญย่ิงสําหรับรายงานทาง
วิศวกรรม แนนอนวาการทดลองที่นักเรียนกําลังทําอยูขณะนี้น้ันไดมีผูอ่ืนทํามาแลวอยางนับครั้งไมถวนและมีผล
พรอมบทสรปุ ทล่ี งตวั อยูแลว แตในการใชช วี ติ เปนวิศวกรตอไปน้ันเราอาจจะตองมีการทําการทดลองที่ยังไมเคยมี
ใครทํามากอน หรอื มีการเปล่ยี นวิธกี ารการทดลองออกไปบทสรปุ นจี้ ะเปน สว นสาํ คญั ท่ีบอกแกกลุมบุคคลที่อยูใน
สายงานเดียวกันวาการทดลองนี้มีจุดดีจุดดอยอยางไรบาง สวนใดท่ีสมควรจะนําไปใชตอไปและส่ิงใดท่ีไม
สมควรนําไปใชต อไป
11. เอกสารอางอิง
เปนที่ยอมรับกันทั่วไปวาในการทดลองทางวิศวกรรมนั้นจะตองมีเอกสารของบุคคลที่คนควาใน
แนวทางเดียวกันมากอนหนานี้อยูแลว การทําการทดลองควรจะเร่ิมจากจุดที่ทุกคนยอมรับในผลของงานท่ีผานมา
ไมใชเรม่ิ ทุกอยางจากเร่มิ ตน การทํางานทางวิศวกรรมนั้นตองการแสดงถึงส่ิงที่กาวหนาตอไปในอนาคต ดังนั้นจึง
จําเปนที่จะตองอางอิงถึงรายงานหรือเอกสารของผูอื่นบาง สําหรับการเขียนรูปแบบของเอกสารอางอิงนั้นมีได
หลายแบบ สําหรับในทีน่ ข้ี อใหนกั เรียนใชรูปแบบดงั ตอไปน้เี ปน มาตรฐานคือ
1. ช่ือผูแตง โดยถาเปนคนไทยจะนิยมใชช่ือตามดวยนามสกุล ถาเปนช่ือภาษาอังกฤษจะนิยมใช
นามสกุลข้ึนกอนแลวตามดวยอักษรตัวแรกของชื่อ ถามีผูเขียนมากกวา 1 คนจะขั้นดวยเครื่องหมาย
“,” และถามากกวา 3 คนใหเขียนเฉพาะชื่อคนแรกที่ปรากฏในหนังสือหรือเอกสารแลวตอดวยคําวา
“และคณะ” หรอื สําหรับในภาษาอังกฤษจะใช “et al.”
2. ช่อื เอกสาร ถาเปนหนังสือชื่อเอกสารก็คือชื่อหนังสือถาเปนรายงานก็หมายถึงช่ือรายงานนั้น โดยช่ือ
เอกสารนั้นจะอยใู นเครอื่ งหมายคาํ พูด “...........”
3. เรียบเรียงครั้งท่ี (ถามี) ในกรณีที่หนังสือมีการปรับปรุงแกไข อาจจะบอกคร้ังท่ีไดมีการเรียบเรียง
(edition) ลงไปดว ย ขอนี้จะใชก บั เอกสารทเ่ี ปนหนังสอื เปนสว นใหญ
4. สํานักพิมพหรือชื่อของ Journal ในกรณีที่เปนหนังสือจะเปนชื่อของสํานักพิมพแตถาเปนเอกสาร
จําพวก journal จดุ นจี้ ะเปนทีท่ ่ีใสชือ่ เอกสารนน้ั
5. ชดุ ท่ี (ถาม)ี ในกรณที ่เี ปน เอกสารท่มี ีการกาํ หนดวา อยใู นชดุ ใด เปนการดีที่กําหนดชุด (volume) ของ
เอกสารน้นั ลงไปดว ย
6. หนาที่ (นิยมใช pp.) หากวาตองการท่ีจะกําหนดหนาที่แนนอนลงไปเพื่อการงายตอการคนควาก็จะ
ใสล งไปในสว นน้ี
7. ปท ่พี ิมพ โดยท่ัวไปดจู ากปท ม่ี ีการจดลขิ สทิ ธิข์ องสิ่งพมิ พน น้ั
ตัวอยาง
หนังสือ
Sandor, G.N. and Erdman, A.G., “Mechanism Design :Analysis and Synthesis :Volume I,” 2nd Ed.,
Prentice Hall, 1991
Brook, E.R., et al., “Mass Transfer,” McGraw-Hill, pp. 80-102, 1980.
ธนกิจ ภาคกลการ และ สนั่น แสนนอย, “กลศาสตรวัสด,ุ ” เรียบเรยี งครงั้ ที่ 3, สํานักพมิ พด อกฟา , 2531
Paper ใน Journal
Keys, A. H., “Automatic Air Conditioning System,” Adv. Heat Transfer, vol. 4, pp. 77-84, 1964
7
เอกสารอืน่ ๆ
แสง สกุลสุระวดี, “การเพิ่มความแขง็ แรงใหก ับผวิ โลหะโดยวิธกี ารเคลือบเย็น,” เพ่ืออุตสาหกรรม, ฉบับ
ที่ 8, ปท่ี 14, หนา 130-145, 2539.
12. ภาคผนวก
ภาคผนวกของรายงานทางวิศวกรรมน้ันจะประกอบดวยสามสวนใหญๆคือ เคร่ืองมือท่ีใชในการทดลอง
ตัวอยา งในการคาํ นวณ และขอ มูลการทดลอง
เครื่องมือทดลอง สวนนี้เปนการบอกถึงรายละเอียดถึงเคร่ืองมือ เคร่ืองวัดตางๆท่ีใชในการทดลอง ซึ่ง
อาจจะเปนการบอกถงึ ผผู ลิต รนุ ทีผ่ ลิตและอาจมรี ูปภาพประกอบดวยกไ็ ด
ตวั อยางการคํานวณ จากขอมูลท่ีไดมาจากการทดลองสวนใหญแลวจะตองมีการคํานวณเพ่ือใหทราบวา
ผลที่ไดมานั้นมีขั้นตอนในการคํานวณโดยละเอียดเปนอยางไร อยางไรก็ตามการแสดงรายละเอียดนี้หากวาเปน
การคํานวณที่ซ้ําๆกัน ก็ใหยกตัวอยางมาเพียงอยางเดียว ตัวอยางเชนในการคํานวณหาคา Young’s Modulus ของ
โลหะ 3 ชนิดในการทดลอง Tension Test น้ันตัวอยางการคํานวณก็เพียงนําผลท่ีไดจากการทดลองของโลหะเพียง
ชนิดเดียวมาแสดงใหเห็นวาคาที่ไดจากการวัดตางๆนั้นสามารถนํามาหาคา Young’s Modulus ไดอยางไร ไม
จาํ เปนตองแสดงของโลหะท่เี หลืออกี
ขอ มูลที่ไดจากการทดลอง สวนนี้จะเปนคาท่ีไดจากการทดลองลวนๆไมไดปรับปรุงหรือคํานวณคาใดๆ
เลย และก็ไมจําเปนท่ีจะตองนําสวนน้ีมาพิมพจัดรูปแบบใหม รายงานสวนใหญตองการทราบขอมูลนี้ เฉพาะใน
กรณีท่ีเกิดความผิดพลาดของการแสดงผลการทดลอง ซ่ึงถาทุกอยางเปนไปดวยดีก็ไมมีความจําเปนท่ีจะตองมา
ตรวจสอบในสวนนี้
เอกสารอางอิง
1. Doebelin, E.O., “Engineering Experimentation Planning, Execution, Reporting,” McGraw-Hill, 1995
2. Beckwith, T.G., Maragoni, R.D., and Linhard, J.H.,“Mechanical Measurements,” 5th. Ed., Addison-
Wesley, 1993
3. Holman, J.P., “Experimental Method for Engineering,” 6th. Ed., McGraw-Hill, 1994
4. Figliola, R.S., and Beasley, D.E., “Theory and Design for Mechanical Measurements,” John Wiley, 1991
8
การวิเคราะหข อ มลู ที่ไดจ ากการทดลอง
เรียบเรียงโดย ดร. กนตธ ร ชํานปิ ระศาสน
กลา วนาํ
สําหรบั วศิ วกรนน้ั ส่ิงหนึ่งท่ไี มส ามารถหลีกเล่ียงไดก็คือการทดลอง เมื่อทําการทดลองมาแลว ก็มักจะ
มีคําถามตามมาวา “ขอมูลที่ไดมาน้ีถูกตองเพียงใด” เพราะขอมูลที่ไดมานั้นอาจจะใชเปนพ้ืนฐานของทฤษฎี
ใหมๆ หรอื อาจนํามาหักลา งทฤษฎที ่มี ีอยูเดมิ แลวก็ได
คําวาขอมูลถูกตองน้ันหมายความวาอยางไร? โดยท่ัวไปในการศึกษาทางดานวิศวกรรม นักเรียนสวน
ใหญมักจะเรียนทฤษฎีกันภายในหองเรียนแลวจากน้ันจึงมีการทําการทดลองในหองปฏิบัติการ ดังนั้นความถูก
ตอ งของขอมูลมักจะมองวา ถา หากวาคา ที่ไดจ ากการทดลองนั้นคลา ยคลงึ หรือเปน ไปตามทฤษฎี ขอมูลนั้นจะถือวา
เปนขอมูลท่ีถูกตอง อยางไรก็ตามทฤษฎีน้ันเปนเพียงแบบจําลองทางคณิตศาสตรที่พยายามสรางขึ้นมาอธิบาย
ปรากฎการทางธรรมชาติท่ีเกิดข้ึนจริง ทําใหความถูกตองของทฤษฎีน้ันแมแตในทฤษฎีพ้ืนฐาน เชนกฎการ
เคลื่อนท่ีของนิวตั้นก็มีขีดจํากัดของความถูกตองในการนําทฤษฎีไปใชในงานตางๆ ดังนั้นคาท่ีวัดมาไดจึงไมควร
ทจ่ี ะมาเปรียบเทียบกับคาท่ีไดจากทฤษฎี ถาหากเราตองการจะตองการบงบอกความถูกตองของคาที่วัดเพียงอยาง
เดยี ว
สิ่งท่ีเราจะตองนําคาจากการทดลองมาเปรียบเทียบดวย น้ันคือคาท่ีแทจริง (Actual value) ซ่ึงเปนท่ีคา
ควรจะไดจากการวัด ความผิดพลาด (error) นั้นจึงนิยามวาเปน ผลตางของคาที่แทจริงกับคาท่ีวัดได ดังนั้น
ประโยคทเี่ ราควรถามเก่ยี วกับการทดลองนคี้ วรเปน “ขอ มูลนีม้ คี วามผิดพลาดเทา ใด”
นิยามของความผิดพลาดน้ันมีประโยชนแตก็มีขอเสียอยูคือ คาความผิดพลาดนั้นไมสามารถหาคาท่ี
แนนอนได ยกเวนแตวา เราทราบคาทีแ่ ทจริง ซ่ึงเรากาํ ลังทาํ การวดั อยู แนน อนที่สุดวาคาที่แทจริงนั้นเราไมมีทางที่
จะหาได เพราะความผดิ พลาดไมม ากก็นอ ยจะตองเกิดทกุ ครัง้ ของการวัด ดังน้ันคาความผิดพลาดจึงไมสามารถหา
ไดเชนกัน อยางไรก็ตามการหาคาของความผิดพลาดนั้นไมไดมีลักษณะเปนงูกินหางอยางท่ีคิด เพราะปกติเรา
สามารถประมาณความผิดพลาดไมใหเกินกวาคาท่ีกําหนด ตัวอยางเชนหากกําหนดวา 95% ของการอานคาจาก
เคร่ืองวัดอัตราการไหลจะมีคาความผิดพลาดนอยกวา 1 cc./sec สามารถกลาวไดวา 95% ของเหตุการณ (เชน 19
คร้งั จาก 20 ครั้ง) จากการอานคาของเคร่ืองวัดอัตราการไหลจะมีความผิดพลาดนอยกวา 1 cc/sec. สวนคาที่ไดจาก
ทางทฤษฎีที่ผิดออกไปจากการวัดนี้มากกวา 1 cc./sec นั้นจะไดรับการรองรับตามทฤษฎีดังกลาว โดยการอานคา
ในระดบั ของโอกาสท่จี ะเกิดข้นึ หน่ึง ๆ
คาความผิดพลาด หรือความไมแนนอน (Uncertainty) อาจสามารถหาไดโดยใชวิชาสถิติเขาชวยเม่ือมี
การวัดคาเหลานั้นเปนจํานวนมาก อยางไรก็ตามผูทําการทดลองจะตองทราบดีวา เครื่องมือที่ใชในการปฏิบัตินั้น
ทํางานอยางไรจึงจะถูกตอง และมีวิธีการปรับวัดคาของการวัดอยางไร เพ่ือท่ีจะไดสามารถปรับวัด และควบคุมให
ความผิดพลาดอยูในขนาดท่ตี อ งการได
ลกั ษณะท่วั ไปของความผิดพลาด
ตามนิยามของความผิดพลาดสําหรับการวัดคา x ใดๆ คือผลตางของคาที่วัดได xm และคาจริง xtrue
ดงั นั้น
Error = ε = xm − xtrue (1)
9
จดุ ประสงคหลักในการดําเนินงานของการทดลองก็คือ ทําใหคาความผิดพลาดน้ันนอยท่ีสุด แตเม่ือการ
ทดลองส้นิ สดุ ลงเราจะตอ งประมาณไดวา คาความผิดพลาดอยูในขอบเขต ของเขตน้นี ยิ มเขยี นเปน
−u ≤ ε ≤ +u (n :1) (2)
เมื่อ u คือความไมแนนอน (uncertainty) ของโอกาสที่จะเกิดขึ้น n : 1 กลาวอีกนัยหน่ึงก็คือในการวัด n
ครงั้ จะมีเพยี ง 1 ครั้งเทา นัน้ ทค่ี วามผิดพลาดมคี าเกนิ กวา u ซ่ึงขอบเขตนีส้ ามารถเขียนไดอ กี รปู หน่งึ คือ
xm − u ≤ xtrue ≤ xm + u (3)
ขั้นแรกท่ีจะจํากัด ความผิดพลาดเน่ืองจากการวัดคือการกําหนดใหไดวาอะไรคือสาเหตุของความ
ผดิ พลาดสาเหตทุ ่แี นนอนน้ันเปลีย่ นแปลงไปตามลักษณะของการทดลอง และการทดลองอันหน่ึงอาจจะมีสาเหตุ
ของความผิดพลาดเปนสิบๆประการ แตแมวาโอกาสน้ันจะมีมากมายเพียงใดก็ตามความผิดพลาดสวนใหญ
สามารถแบง ออกเปน 2 ประเภท คือ (1) ความผดิ พลาดพน้ื ฐาน (Bias Error) และ (2) ความผิดพลาดเนื่องจากความ
แมนยาํ (Precision Error)
1. Bias Error ในบางคร้ังเรียก Systematic Errors คือความผิดพลาดที่เกิดข้ึนในลักษณะเดียวกันทุกครั้งของการ
วัด ตัวอยางเชนถาสเกลของเคร่ืองมือน้ัน เกิดความผิดพลาด 5% ดังน้ันทุกครั้งท่ีมีการวัด คาก็จะตองผิดพลาด
5% เสมอ
2. Precision Errors ในบางครัง้ เรียก Random Errors จะแตกตางกันออกไปทุกคร้ังที่มีการวัด แตจะมีคาเฉลี่ยเปน
ศูนย ตัวอยางเชนแรงเสียดทานหรือการส่ันอาจทําใหเข็มวัดบนหนาปทมเครื่องวัดยานคามากกวาหรือต่ํากวา
คาท่ีควรจะเปน อยางไรก็ตามเมื่อมีการอานคาหลายๆครั้ง ผลท่ีตามมาก็คือความผิดพลาดในสวนน้ีจะลดลง
และสามารถแกไขไดด วยวิธที างสถติ ิ
จากนิยามจะเห็นวา Precision error นั้นสามารถที่จะแกไขได หากมีการสุมตัวอยางขอมูลอยางเพียงพอ แตในทาง
กลับกัน bias error น้ันไมสามารถแกไขไดโดยวิธีทางสถิติ แตจะสามารถแกไขไดหากวาเราไดมีการปรับวัด
เครอ่ื งมอื กบั อปุ กรณท มี่ ใี หม มี าตรฐานสงู ข้นึ
ในทางปฏิบัติ bias และ precision errors จะเกิดข้ึนพรอม ๆ กัน ผลกระทบจากคา errors น้ีแสดงในรูปที่
1(a) และ (b) ในรูป 1(a) bias error นั้นมากกวา precision error สวนในรูป 3.1 (b) precision error มีคามากกวา
bias error สว นอีกกรณีหนงึ่ ท่ีสามารถเกิดขนึ้ ไดค อื ท้งั คมู คี า เทา กัน
(a) (b)
รูปที่ 1 Errors
10
ศัพททใ่ี ชใ นการบอกถึงสมรรถนะของเครอ่ื งมือวัด
ศัพทตอไปนี้มักจะพบเสมอในการใชเคร่ืองมือวัดเพราะจะเปนตัวท่ีบงบอกวาเคร่ืองมือที่ใชวัดน้ันมี
ประสิทธิภาพเพียงใด
1. Accuracy – ความแมนยํา - คือความแตกตางระหวางคาที่วัด และคาจริง โดยปกติผูผลิตจะบอกคาความ
ผิดพลาดสูงสุด ซงึ่ จะบอกถึงความถกู ตองของเคร่ืองมือนัน้
2. Precision - ความเที่ยงตรง - ความแตกตางของคาท่ีไดจากการวัดแตละครั้งของปริมาณเดียวกัน
โดยท่ัวไปคา น้ีหาไดจากวิธกี ารทางสถิติ
3. Resolution-ความละเอียด - การเปล่ียนแปลงนอยท่ีสุดเครื่องมือนั้นสามารถวัดไดบนสเกลของเครื่องมือ
นน้ั
4. Sensitivity - ความไว - ความรวดเร็วในการแสดงผลของเครื่องมือเมื่อสิ่งท่ีกําลังวัดอยูนั้นมีคา
เปลย่ี นแปลงไป
การวเิ คราะหข อ มูลจาการทดลองโดยวิธีการทางสถติ เิ บ้อื งตน
ในเอกสารนี้คงไมสามารถที่จะกลาวถึงวิธีการทางสถิติที่ใชในการปฏิบัติการทดลองของวิศวกรรมได
ทั้งหมด จุดมุงหมายในหัวขอนี้คือเพียงแตจะกลาวถึงหลักพ้ืนฐานทางสถิติท่ีสามารถนํามาใชเพ่ือใหเขาใจและ
นําไปปฏบิ ตั ใิ นข้นั พ้ืนฐานใดเทา นั้น รายละเอียดนัน้ จะตอ งศกึ ษาในวชิ าสถติ ิ ซึ่งเปนอีกวชิ าหนง่ึ ตา งหากตอ ไป
ข้ันแรกท่ีสําคัญคือการนิยามศัพทตางๆ ที่ใชโดยทั่วไปเมื่อมีการอานคาจากเคร่ืองมือวัดมาชุดหนึ่งคาได
ไดจะแตกตางกันออกไป และผูที่ทําการทดลองมักจะสนใจในคากลาง (Mean) ของคาท่ีอานมาได ถาคาท่ีอานมา
ไดแตละครั้งเปน xj จากจํานวนการอาน n ครั้ง ดังนั้น คากลางทางคณิตศาสตร (arithmetic mean) xm , จะหาได
จาก
xm = ∑1 n xi (4)
n (5)
i =1
สวนการเบยี่ งเบน (Deviation) di สําหรบั แตละคร้ังหาไดจาก
di =xi − xm
ซง่ึ เราจะพบวาคาเฉลี่ยของการเบี่ยงเบนจากการอา นคา ท้ังหมดเทากับศูนย เพราะวา
∑di = 1n
n i=1 di
∑= 1 n ( xi − xm )
n i =1
= xm − 1 (nxm )
n
di = 0 (6)
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard denation) หรอื root - mean squar หาไดจาก
1
∑σ = ⎡1 n ( xi − )2 ⎤ 2 (7)
⎣⎢ n i =1 ⎦⎥
xm
11
และคา σ 2 (กําลังสองของสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เราเรียกวา variance คา σ น้ีบางคร้ังเรียกวา
population หรือ biased standard deriation เพราะจะใชในกรณีที่จํานวนตัวอยาง (sample) น้ันมีจํานวนมาก
จนกระทั่งเรียกไดว า แทนกลุม ท้งั หมด (population) ได
ในการทดลองทางวิศวกรรมบางคร้ังเราไมสามารถจะหากลุมของตัวอยางไดมากพอที่จะใชแทน
propulation ได เชน การวัดคานอยกวา 20 ครั้ง ของการทดลองอยางหน่ึง เพื่อท่ีจะหาคาท่ีเช่ือถือได ดังนั้น
สาํ หรบั กลุมขอมูลท่ีมจี าํ นวนขอมูลนอยเราใช unbiased หรอื sample standard denation ซ่ึงนิยมโดย
1
⎡1 n )2 ⎤2 (8)
⎣⎢ n −1 i =1 ⎦⎥
∑sx= ( xi − xm
จะเห็นวาตัวหารจะเปน n-1 แทนที่จะเปน n เหมือนกับ population standard deviation คา sample
standard deviation จะใชเมื่อ population ไมทราบแนชัด อยางไรก็ตามจะตองมีการเปรียบเทียบกับคาที่ไดจาก
population ที่ทราบแนชัด คือเทียบกับ population standard deviation ตัวอยางเชน ใชเปรียบวัดเคร่ือง voltmeter
กับแหลง ท่รี ู voltage ที่แนนอน
สําหรับคา σ นัน้ จะเปนตวั บอกวา คา ทไ่ี ดจากการวดั ในแตล ะครัง้ น้ันจะผิดพลาดหรือเบ่ียงเบนไปจากคา
กลาวเทาใด เมื่อ σ มีคานอยขอมูลน้ันก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น ดังน้ัน σ จึงเปนคาท่ีสําคัญในการบอกวาผลหรือขอมูล
ทั้งหมดที่เราไดมาน้ันมีคุณลกั ษณะสมบตั ิเชนไร
การออกแบบการทดลองใหมีความผดิ พลาดนอยท่ีสุด
ขอที่ดีที่สุดท่ีจะทําใหขอมูลจากการทดลองคือในข้ันตอนการออกแบบชุดทดลองหรือออกแบบวิธีการ
ทดลองวธิ กี ารโดยทว่ั ๆไปเพ่ือปอ งกันความผดิ พลาดทอี่ าจเกดิ ขน้ึ จากการทดลองมคี รา วๆ ดงั น้ี
1. ปองกันการอานคามาก ๆ 2 คา เพ่ือที่จะวัดคาที่ไดจากความแตกตางเพียงเล็กนอยของคาท้ังสอง เชน
ตองการหาคา σ = (x1 − x2 ) ถา σ << x1 ใหวัดคา (x1 − x2 ) โดยตรง แทนที่จะวัด x1 และ x2
แลวนําคา ทั้งสองมาลบกนั เพราะจะมีความผดิ พลาดมาก ยกเวน x1 สามารถวัดไดด ว ยความแมนยาํ สูง
2. ออกแบบเครื่องมอื ทดลอง หรอื เครื่องตรวจจับ (sensor) ซึ่งขยายความเขมของสัญญาณได เพื่อปรับปรุง
เพ่มิ ความไวของการตรวจจับ เชน strain gage ควรจะใชห ลายวงรอบ (loop) เพอื่ วดั คา strain คา เดียว
3. ออกแบบ แบบ “null design” คือให output นั้นวัดคาจากศูนยแทนที่จะวัด output ที่เปลี่ยนแปลงจากคา
อื่น วิธีการนี้จะลดท้ัง bias และ precision error การออกแบบน้ีนิยมจะวัด output เปนสัดสวนของเคร่ือง
ตรวจจับ 2 ตัว ตวั อยางเชน Wheatstone bridge circuit.
4. พยายามทําใหต ัวแปรที่ตองการอานคา มนี อ ยที่สดุ เพื่อลดโอกาสผดิ พลาด
5. ปรับวดั เครอ่ื งมอื วัดทัง้ ระบบแทนทจ่ี ะตรวจปรบั ทลี ะเครอ่ื งเพื่อปองกันการผิดพลาดจากการปรบั วัด
การแสดงผลการทดลองดว ยกราฟ
กราฟเปนเคร่ืองมือที่มีประสิทธิผลมากท่ีสุดในการเสนอแนวความคิด ความสัมพันธตาง ๆ ของผลการ
ทดลอง สามารถนําใหผูอานเขาใจไดงายกวา คําอธิบายหรือตารางกราฟจะมีสวนในการบอกถึงความแมนยําใน
การแสดงผลของทดลองวามีความถูกตองในการวัดเพียงไร นอกจากน้ันยังเปนเครื่องมือที่สําคัญในการ
เปรียบเทียบคา ทางทฤษฎกี ับคา ทไ่ี ดจ รงิ จากการทดลอง
12
หลักโดยทว่ั ไปสาํ หรับการเขยี นกราฟทางวศิ วกรรม
จากการพิจารณาหลักการโดยคราวๆ ตอไปนี้เพื่อใชกราฟที่สรางข้ึนนั้นจะสามารถทําหนาท่ีของมันได
อยางสมบูรณ น่ันคือ อธิบายในส่ิงที่ผูเขียนตองการจะแสดงไดโดยงาย รูปท่ี 3 (a) และ (b) แสดงหลักการบางขอ
หลกั การคราว ๆ มีดังน้ี
1. กราฟควรจะออกแบบใหผูอานใชความพยายามท่ีจะเขาใจจุดประสงคของกราฟน้ันนอยท่ีสุด และ
สามารถแสดงจดุ ประสงคของกราฟไดอ ยา งสมบูรณ
2. แกนทุกแกนควรจะบอกวา เปนแกนอะไร หนว ยอะไร และสัญลักษณท ี่ใช
3. การแบงชองของแกนน้ันควรจะใหชัดเจน และควรจะขีดเสนบนแกนทุกตําแหนงท่ีมีตัวเลขกํากับ
โดยท่ัวไปเสนแบงนี้ควรจะเพ่ิมขึ้นทุก 1, 2 หรือ 5 หนวยการวัด หรือคูณดวย 10, 100, 1000 แตไมใชวา
ทุกขีดแบงจะตองกําหนดตัวเลข และตามความจริงแลวจึงใสตัวเลขลงบนแกนมาก จะทําใหกราฟน้ัน
อานยาก อกี ขอหน่งึ คอื บางคร้ังเสนแบงควรเขียนเขาสูดานในของกราฟ
4. ใช scientific notation เพ่ือปองกันในการเขียนเลขหมายหลักลงบน curve เชน เขียน 50 x 103 แทนท่ีจะ
เขียน 50,000 สําหรับถาท้ังแกนเลขตองใชลักษณะเชนนี้ ก็ควรจะ ใชไวคร้ังเดียวเชน “ความดัน, Pa x
105”
5. เม่ือ plot บน semi log หรือ full-log coordinate ใหใช plot บนแกน logarithmic จริง ๆ ไมใช plot คา
logarithm ของมัน เชน ตองการ plot T = 50 ให plot 50 บนแกน log ไมใช plot 1.70 และ logarithmic
scales ควร tick mark ท่กี ําลงั ของ 10 และทุกคาระหวางนน้ั เชน 10, 20, 50, 100, 200, 500, …
6. การแบงสเกลของแกนนั้นควรทําใหเหมาะสมกับขอมูล เชน เราวัดขอมูลทุก ๆ 10 การเพิ่มขึ้นของแกน
ควรจะเปนทุ ก ๆ 10 ไมใชทุก ๆ 1 แตท้ังนี้ตองพิจารณาดูความสําคัญของการเปลี่ยนแปลงของขอมูล
ดวย
7. ใชเครื่องหมาย ดังเชน Γ, ∆ หรือ λ สําหรับ data point อยาใชจุด (.) สําหรับ data และควรจะเขียน
รายละเอียดของเครื่องหมาย (legend) ลงในพ้ืนท่ีกราฟ ถามีที่วางพอไมเชนนั้นตองบอกรายละเอียดไว
ภายนอก
8. ใส error bar บน data plot เพือ่ บอกถึง คาประมาณของความไมแนนอนจากวัด เชนเม่ือมีการ plot curve
หลาย curve ลงบนกราฟเดียวกันนั้น ควรใชเสน curve ตาง ๆ กัน เชน เสนทึบ, เสนประ, เสนประสลับ
จดุ และเมอื่ curve เหลา น้ันอยูในตาํ แหนงทใ่ี กลเคยี งกันควรมีเคร่ืองหมายบอก
9. ตัวอักษรควรใชในกราฟใหนอยที่สุด ขอมูลหรือตัวหนังสือที่มากไปใน curve เดียวมักจะทําใหผูอาน
สับสน
10. ช่ือแกนควรจะเขียนไปตามแนวแกน โดยอานจากลางขึ้นบน หรือขวาไปซาย เพื่อปองกันผูอานตอง
หมนุ กราฟ และควรมชี ือ่ กราฟทส่ี ้นั แตไดใจความ
ในปจจุบัน software สําหรับสรางกราฟมากมายใหเลือกใช อยางไรก็ตามมี software หลายแบบที่ไมเปนไปตาม
กฎเหลานีท้ ง้ั หมด การเลอื กใชน น้ั กค็ งเปน ไปตามความเหมาะสมและคุนเคยของผใู ช
การเลือก Coordinate และการสรา งเสน ตรง
ขั้นแรกของการสรางกราฟ ก็คือการตัดสินใจวาจะ plot ตัวแปรตัวใด และจะ plot ในสเกลใด สําหรับ
ทางวิศวกรรมน้ัน มีกราฟอยู 4 แบบ ที่นิยมใชอยูทั่วไป อันดับแรกคือ Linear coordinate คือมีการเปล่ียนแปลง
13
(a) Linear coordinates (b) Semilogarithmic coordinates
(c) Full logarithmic coordinates (d) Polar coordinates
รูปที่ 2 กราฟแบบตางๆ
การท่จี ะเลอื ก plot กราฟแบบใดนั้นขึ้นอยูกับลักษณะของขอมูลที่เรากําลังพิจารณาอยู ซ่ึงในข้ันแรกอาจ
เปนการลอง plot ขอมูลลงบน linear coordinate แลวพิจารณาลักษณะของ curve เพื่อท่ีจะเลือก plot ขอมูลลงใน
coordinate ท่ีถูกตอง โดยทั่วไปเราจะเลือก coordinate ท่ีทําใหขอมูลของเราน้ันแสดงออกมาอยูในรูปเสนตรง
เพราะเสน ตรงนั้นงายท่ีจะทําความเขา ใจและงา ยตอการทํา curve fitting
เพื่อใหเราเขาใจงายข้ึน ขอยกตัวอยาง การทดลองครั้งหน่ึง เปนการพิจารณาวัดคาอุณหภูมิของกลอง
โลหะซ่ึงผานการหลอแลวถูกทําใหเย็นลงทันทีในของเหลว แลววัดคาความแตกตางของอุณหภูมิโลหะและ
อุณหภูมิของของเหลวเมื่อเวลาเปล่ียนไปหลายๆ คร้ัง กราฟท่ีไดจะมีลักษณะแบบ Exponential decay และจาก
ทฤษฎีของการถายโดยความรอ ยความสัมพันธท่ไี ดควรจะมีสมการเปน
ΔT = ΔT0 exp⎜⎝⎛ − t ⎠⎞⎟ (9)
τ
14
โดย ΔT คือ ความแตกตางของอณุ หภูมิของโลหะ และของเหลวเมอื่ เวลา t ใด ๆ
ΔT0 คือ ความแตกตา งของอณุ หภูมขิ องโลหะและของเหลวกอนเริม่ ทําโลหะจมุ ลงในของเหลว
τ คือ time constant สาํ หรับกระบวนการนี้
ดังน้ันเราสามารถประมาณคา ΔT จากเวลา t ท่ีกําหนดมาเพ่ือหาคา τ จากการทดลอง จากนั้นเรา
สามารถหา ΔT เม่ือเวลา t ใด ๆ ไดโดยไมตองมีการวัดคาอีก เราจะเห็นวา curve จากรูปท่ี 3(a) น้ันไมใชสมการ
เสน ตรง
แตถา หากวาเรา plot log ⎛ ΔT ⎞ เปน function ของ t เราจะไดค วามสมั พนั ธร ะหวาง ΔT และ t ดังนี้
⎜ ⎟
⎝ ΔT0 ⎠
log ⎛ ΔT ⎞ = − 0.4343 t (10)
⎜ ⎟ τ
⎝ ΔT0 ⎠
เรานยิ มใช log ฐาน 10 มากกวา ln และ log10e = 0.4340 ซึง่ สามารถจะเขยี นกราฟนไ้ี ดอ ยา งงายดายบน Semilog
paper ซ่งึ เราจะไดเ สน ตรง slope -0.4340/τ ตามรปู ท่ี 4 (b) และสามารถหาคา τ ไดจ าก
⎛ ΔTi ⎞ − log⎛⎜ ΔT2i ⎞
⎜ ⎟ ⎟
− 0.4343 ⎝ ΔT0 ⎠ ⎝ ΔT0 ⎠ (11)
=
τ t1 − t2
ซ่ึงเราจะได τ = 98 วนิ าที(จากรูป) อยาลมื วาการ plot นน้ั เรา plot คา ΔT ไมใ ช log ΔT บน semilog
ΔT0 ΔT0
paper
(a) Linear coordinates (b) semilogarithmic coordinates.
รูปท่ี 3 การเปรียบเทียบการใชกราฟธรรมดากบั semilogarithmic
Logarithmic เปน เพยี งวิธหี นงึ่ ในหลายๆวธิ ีเทาน้นั ทีจ่ ะสรางเสน ตรงแทนคา data ตัวอยางเชน function
y = a+b (12)
x
ไมไดใ หเสนตรงเมื่อ plot x และ y ตามรปู อยางไรก็ตามหากเรา plot y และ 1/x ซึง่ จะเปนการ plot y เปน
function ของ 1/x แทนที่จะเปน x ซง่ึ เราจะพบวา a จะเปนคา ตัดแกน b จะเปนความชนั ของ curve ดงั แสดง
ในรปู ที่ 4 และสาํ หรบั ตารางที่ 1 จะเปน การแสดงหลกั การเปลยี่ นรูปแบบสมการตาง ๆ เพอื่ จะได plot ออกมาให
15
รปู ท่ี 4 กราฟของ y = 1.0+(2.5/x) โดย (a) y versus x and (b) y versus (1/x)
ตารางที่ 1 straight-line transformation:
y = f (x) → Y = A + BX
Variables to BePlotted Straight-line Intercept Slope
f(x) Y XA B
y = a+b/x y 1/x a b
y = 1/(a+bx)
or 1/y xa b
1/y = a+bx
y = x/(a+bx)
or x/y xa b
x/y = a + bx x log a log b
x log a b log c
y = abx log y log x log a b
xn za b
y = acbx log y
y = abb log y
y = a + bxn, y
n is known
Line Fitting and the method of Least Squares
แมวาในปจจุบัน Computer เขามามีบทบาทในทางวิศวกรรมมากมาย รวมถึงการ Fit curve ซ่ึงดูจะเปน
เร่ืองยากเร่ืองหน่ึงถาหากขอมูลมีการกระจายตัวอยูมากกลับกลายเปนเรื่องงายสําหรับผูวิเคราะหผลการทดลอง
และสรางกราฟ แตส่ิงหน่ึงท่ีนับวาเปนขอท่ีควรระวังก็คือการใชกรรมวิธีตางๆ โดยไมทราบเหตุผลหรือจุดออน
ของการใชวธิ ดี ังกลาว หรอื บางคร้งั ใชเพราะความงายเพียงอยา งเดียว ซงึ่ อาจจะนํามาซึ่งความผิดพลาดภายหลงั ได
16
เทคโนโลยสี มยั ใหมน ั้นควรนาํ มาใชในงานวศิ วกรรม และควรนาํ มาใชใ หเ กิดประโยชนสูงสุด ขอสําคัญ
กค็ ือวา ผใู ชนัน้ จะตอ งระวังอยเู สมอวา กําลังใชอะไรและมีขอบเขตจํากัดเพียงใด หัวขอน้ีเปนการแนะนํา Fit curve
เสนตรง ซง่ึ เปนวธิ ที ง่ี ายท่สี ุดแตกเ็ ปนวธิ ีทม่ี ขี อจํากัดอยใู นตัวของมันเอง
เม่ือไดผลการทดลองออกมาชุดหน่ีง แลว plot ลงไปใน Coordinate ท่ีเหมาะสม เพ่ือใหลักษณะสมการ
ออกมาอยู ในแนวเสนตรงวิธี fit ที่งายที่สุดก็คือลากเสนตรงผานกลุมขอมูลนั้น โดยจัดใหอยูในตําแหนงที่
เหมาะสมผลทไ่ี ดม าน้เี ปน ท่ยี อมรบั วามีความถูกตองในระดับหนงึ่ โดยเฉพาะเม่ือกลุมของขอมลู มีขนาดเล็ก
ขอมูลท่ี plot ลงไปน้ีมีทั้ง bias และ precision error. Bias error นั้นจะเล่ือนเสน curve จริง (truc line) ท้ัง
เสนโดยอาจจะเปลี่ยนแนวเสน และความชันของเสน สวน precision error นั้นจะเปนขอมูลที่กระจายอยูรอบ ๆ
เสนที่ปรากฏคาตามแกน x และ y จะมีท้ัง bias และ precision error และcurve fitting ก็เหมือนกับวิธีการทางสถิติ
คอื จะไมไดลด bias error ลงไปไดเลย
รูปที่ 5 Bias and precision error in line fitting
Least Squares for Line Flts.
เมื่อ precision errors น้ันมีคามากกวา x มาก วิธีการ leas squares หรือ Linear regression สามารถ
นํามาใชได เพ่ือสรางเสนตรง y = a +bx ผานกลุมขอมูล โดยวิธีการนี้จะบอกคาความชัน b และจุดตัดแกน a ซ่ึง
ทําใหผ ลรวมของกาํ ลังสองของ diviations นั้นนอยที่สดุ นัน่ คอื ถา s2 เปน กาํ ลังสองของสวนเบยี่ งเบน
n [ y1 − y(xi )]2 (13)
∑s2 =
L=1
ในท่ีนี้คาตางๆ ท่ีวัดไดจาก xi, yi คือคาท่ีไดจากการทดลอง และ y (xi) = a + bxi คือคาท่ีเราคํานวณจากเสนท่ี fit
และ n คอื จํานวนของขอ มูล ผลท่ไี ดคอื s2 จะนอยที่สดุ เมื่อ
∑ ∑∑ ∑∑ ∑a =
yi xi2 − xi xi yi (14)
n xi2 − ( xi ) 2 (15)
xi yi −n xi yi
xi2 − ( xi )2
∑ ∑ ∑b =
∑ ∑n
17
วิธีการน้ีแนะนําใหใชเฉพาะขอมูลตามแกน y น้ันมี error มากกวาตามแกน x มาก และมีผลท่ีไดจะเกิด
พลาดมากหากวา x ก็มี error มากเชนกัน นั่นคือวิธีการนี้เหมาะสมกับวิธีท่ี x นั้นไมมี error เลย คาที่บงช้ีความตอง
เชื่อถือไดของการ plot curve คอื correlation coefficient โดย
r2 = Explained squared variation about ym (16)
Total squased variationabout ym
โดย yM คอื คา กลางของ yi
∑1 n (17)
(18)
ym = n i=1 yi
( y(xi ) − ym )2
S 2 + ( y(xi ) − ym )2
ซ่งึ เราจะได ∑∑r 2=
เสน curve ท่ีไดน้ันจะเปน curve ที่เหมาะสมหรือไมจะสามารถพิจารณาไดจากสวนเบี่ยงเบนของ curve และ
ขอ มูลทัง้ หมด หรือกลาวอีกแบบหน่ึงก็คือ SÆ O และเมื่อ SÆO เราได r → ±1 นั่นคือ r → ±1 คาที่ fit ก็จะ
ดขี ้นึ เทา นนั้
อยางไรก็ตามเมื่อขอมูลน้ันมีลักษณะเปน Linear เราพบวา r > 0.9 และ correlation coefficient น้ัน ไม
1
คอยเหมาะสมหรือเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็ว พอท่ีจะบงช้ีความถูกตองของขอมูลได และเราพบวา (1− r2)2
1
นั้นจะเหมาะสมกวาท่ีจะช้ีวาขอมูลนั้นมีความแนนอนเพียงใดโดยเมื่อ (1− r2)2 เขาใกลศูนยเทาใด ขอมูลนั้นก็
1
จะถูกตองมากข้ึน สําหรับคา (1− r2)2 นั้นคราวๆ ก็คืออัตราสวนของ standard variation ตามแกนตั้งตอดวย
การเปล่ยี นแปลงของขอ มูลตามแกนตัง้
ตัวอยางการคาํ นวณ
การทดลอง deflection ของ contiliver beam โดยท่ีมวลมาแขวนท่ีปลายดานท่ีอิสระ เมื่อวัดคา deflection, s (mm)
เปน function ของ beam stiffness, K (N/m) และมวลที่ใชถ วง M(kg) เราได
Ks = Mg
โดย g คือ grantational accerelation = 9.807 m/sec2 จากการทดลองวัดคา deflection ที่เกิดขึ้นเทียบตอนํ้าหนักที่
ถวง เพอ่ื จะหา beam stiffners ไดผลการทดลองดังน้ี
มวล (g) Deflection (mm)
00
50.15 0.6
99.90 1.8
150.05 3.0
200.05 3.6
250.20 4.8
299.95 6.0
350.05 6.2
401.00 7.5
18
plot deflection ตามแกน y (เพราะวาการอาน deflection น้ันมีขอผิดพลาดมากกวาการอาน mass) โดยให y =
3 และ x = m จากขอมูลเราได
n =9
∑x = 1801 g
∑x2 = 5.109 x 105 g2
∑y = 33.50 mm
∑y2 = 179.3 mm2
∑xy = 99959 g.mm
จาก Lest squares เราได
y = a + bx
a = -0.0755 m
b = 0.0190 mm/g
และ r = 0.99588
ซึ่งเม่ือเขียนกับสมการของเรา δ = g m จะได K = g = 516 N/m ผลที่ได plot ใน curve ขางลางนี้เรา
kb
พบวาคา r น้ันเขาใกล 1 และพบวา น่ันคือ standard diviation ของขอมูลน้ันประมาณ 9% ของ total vertical
variation
สรปุ
การทําการทดลองเปนการส่ิงที่สําคัญอยางหนึ่งของวิศวกรแตที่จําเปนย่ิงกวานั้นก็คือการนําเสนอขอมูล
ที่ไดมาจากการทดลอง เอกสารฉบับน้ีเปนเพียงสรุปวิธีการวิเคราะหขอมูลและนําผลท่ีไดจากการวิเคราะหมา
นําเสนอในบางกรณีเทานั้น ขั้นตอนหรือวิธีการอื่นๆน้ันผูเรียบเรียงหวังเปนอยางย่ิงวานักศึกษาควรพยายามศึกษา
และคนควา เพื่อที่จะไดท ราบถงึ วิธกี ารในการวเิ คราะหและนาํ เสนอขอ มูลทไ่ี ดจ ากการทดลองแบบอ่นื ๆดว ย
เอกสารอา งองิ
1. Beckwith, T.G., Maragoni, R.D., and Linhard, J.H.,“Mechanical Measurements,” 5th. Ed., Adision-
Wesley, 1993
2. Holman, J.P.,“Experimental Method for Engineering,” 6th. Ed., McGraw-Hill, 1994
3. Figliola, R.S., and Beasley, D.E.,“Theory and Design for Mechanical Measurements,”John Wiley,
1991
19
การทดสอบแรงดึง
เรยี บเรยี งโดย ดร. กนตธร ชาํ นิประศาสน
กลา วนํา
การทดสอบวัสดุดวยการดึงนั้นเปนการทดสอบวัสดุท่ีรูจักกันดีที่สุดก็วาได การทดสอบนี้สามารถท่ีจะ
หาคาความแข็งแรงภายใตแรงดึง (Tensile Strength) ซ่ึงเปนคุณสมบัติที่สําคัญท่ีสุดอยางหน่ึงของวัสดุ
นอกจากนั้นยังสามารถที่จะหาการยืดตัวเมื่อแตกหัก (elongation at fraction) ของวัสดุไดอีกดวย ในการทดสอบ
การดึงวัสดุน้ันจะเปนการใหความเคนในแนวแกนเดียว (unit-axial stress) แกชิ้นทดสอบ โดยความเคนนี้จะเกิด
จากแรงดึงตามแนวแกนซ่ึงเปนแรงภายนอกที่กระทําตอวัสดุ จากนั้นแรงน้ันก็จะกระจายเฉลียอยางสมํ่าเสมอ
ตลอดพน้ื ทีห่ นาตดั ของชน้ิ ทดสอบ คา ความเคนและความเครยี ดทางวศิ วกรรมนน้ั จะสามารถหาไดจากแรงกระทํา,
พ้ืนทห่ี นา ตัดและการยืดตัว นนั่ คอื
ความเคน (Stress) σ=F (1)
A
ความเครียด(Strain) ε = ΔL (2)
L0
เมื่อ F คือแรงท่กี ระทาํ ต้งั ฉากกบั หนาตดั A และ ΔL คอื ความยาวทเ่ี ปล่ยี นไปจากความยาวเดมิ L0
ในการที่จะหาความแข็งแรงของวัสดุน้ันสามารถกระทําไดโดยคอยๆเพิ่มแรงที่กระทําตอวัสดุท่ีละนอย
จนกระท่ังวัสดุเกิดการแตกหัก แรงกระทําสูงสุด FM ที่ทําใหวัสดุเกิดการแตกหักเปนคาท่ีนําไปหาความแข็งแรง
ของวสั ดุ โดยคาความแขง็ แรงภายใตด งึ σ M จะหาไดจาก
σM = FM (3)
A0
โดย A0 เปนพื้นที่หนาตัดของวัสดุกอนเกิดการยืดตัว โดยการพิจารณาความเคนแบบน้ีเปนการพิจารณาคาความ
เคนแบบวิศวกรรม (engineering stress) คือพิจารณาวาพ้ืนท่ีหนาตัดท่ีคงท่ี สวนคาความเคนจริง (true stress) นั้น
จะพิจารณาตอพ้ืนท่ีหนาตัดจริงในขณะน้ัน จึงทําใหคาของความเคนจริงมีคาสูงกวาเน่ืองจากหนาตัดจะลดลงเม่ือ
วัตถยุ ดื ตัวออก
สําหรับคาการยืดตัวเมื่อแตกหักนั้นเปนคาความเครียดที่จุดแตกหักน่ันเอง ถา L0 เปนความยาวเดิมและ
LU เปน ความยาวเม่อื แตกหักจะไดวา คา การยดื ตัวเม่อื แตกหัก ELM เปน
EL M = Lu − L0 ⋅ 100% (4)
L0
สําหรับการวัดความยาวน้ันสามารถทําไดโดยทําเคร่ืองหมายไวท่ีชิ้นทดสอบซ่ึงจะเปนคา L0 จากน้ันเม่ือวัสดุ
แตกหกั แลว นาํ เอาวัสดมุ าตอกันแลว จงึ วดั คา Lu ตามรปู ที่ 1
รูปท่ี 1 การวัดคา ความยาว (a) กอ นการทดสอบ (b) หลังจากวัสดุแตกหกั
20
การเขียนกราฟของความเคน-ความเครยี ด
กราฟความเคนและความเครียดของวัสดุน้ันจะเปนการแสดงคุณสมบัติของวัสดุแตละชนิดอยางชัดเจน
วามีพฤติกรรมเปนอยางไร วัสดุตางชนิดกันก็จะมีรูปแบบของกราฟน้ีแตกตางกันไป คาคุณสมบัติที่สําคัญของ
วัสดุน้ันสามารถอานไดจากกราฟน้ี เชนคาความเคนสูงสุดท่ีวัสดุรับได คาความเคนท่ีทําใหวัสดุอยูในสภาวะ
ยืดหยุนเปนตน ซึ่งถาหากวาวัสดุยังอยูในชวงยืดหยุนเชิงเสน ความสัมพันธของความเคนและความเครียดก็จะ
เปน ไปตามกฎของ Hooke นั่นคอื ความเครยี ดเปน สัดสว นโดยตรงกับความเคน หรอื
σ = Eε (5)
เม่ือ E คือคา Young’s modulus และเมื่อใดก็ตามถาหากวาวัสดุไดรับความเคนเกินกวาคาความเคนที่ทําใหวัสดุอยู
ในสภาวะยืดหยุน เชิงเสน แลว Hook’s Law ตามสมการท่ี (5) กไ็ มส ามารถที่จะใชไดอ กี ตอ ไป
คุณสมบัติที่สําคัญอีกคาหน่ึงก็คือ yield strength, σy , คือคาความเคนสูงสุดท่ีทําใหวัสดุยังคงรักษา
สภาพยืดหยุนหรือวัสดุจะกลับคืนสูาสภาพเดิมเม่ือนําแรงกระทําออก หลังจากความเคนท่ีมีคาเกินกวาσy แลว
วัสดุจะไมกลับคืนสูสภาพเดิมแมวาจะมีการนําแรงกระทํานั้นออกไปและการเปล่ียนแปลงรูปรางตอจากน้ีไปจะ
เปนการเปล่ียนแปลงรูปรางแบบ plastically deformation ดังน้ันเพ่ือเปนการปองกันการเสียหายของโครงสราง
หรือชิ้นงานในการออกแบบนั้นคาความเคนที่เกิดข้ึนไมควรจะเกินกวาคา yield stress น้ี รูปท่ี 2 แสดงกราฟความ
เคน-ความเครยี ดของวสั ดุเหนยี วทวั่ ๆไป
รปู ท่ี 2 ความสัมพนั ธระหวางความเคน -ความเครียดของวัสดุเหนียวทั่วไป
สําหรับวัสดุที่มีความเหนียวมาก หลังจากท่ีไดรับความเคนเกินกวา yield stress แลวอาจเกิดการ
เปลี่ยนแปลงรูปตอไปในชวงพลาสติกอยางที่ไดกลาวมาแลวอีกระยะหน่ึงจึงเกิดการแตกหัก แตสําหรับวัสดุท่ีมี
ความแข็งมากน้ันจะเกิดเกิดการแตกหักโดยไมมีการเปล่ียนรูปแบบพลาสติกเลยก็ได ในรูปที่ 3 เปนการแสดง
ความสัมพันธความเคน-ความเครยี ดของวสั ดุหลายแบบ
รูปท่ี 3 ความสัมพันธของความเคน-ความเครยี ด ของวสั ดุหลายชนิด
21
ในรปู ท่ี 3 นัน้ เสนกราฟที่ 1 แสดงถงึ วสั ดุทมี่ คี วามแข็งแรงมากซง่ึ จะเห็นวา มีคา ultimate strength สงู แตม ีความ
เปราะคือไมมีการยดื ตัวในยา นพลาสตกิ วสั ดปุ ระเภทน้ีไดแ ก hardened steel เปนตน กราฟท่ี 2 นัน้ จะเปนกราฟ
ของวสั ดจุ าํ พวก tempered steel จะมคี วามแข็งแรงสูงและมกี ารยืดตวั มากพอสมควร กราฟที่ 3 จะเปนวสั ดจุ าํ พวก
soft, annealed steel ซึ่งวสั ดพุ วกนีจ้ ะมีการยืดตวั สูงแตจะมคี วามแขง็ แรงตํ่าและกราฟท่ี 4 จะเปน วสั ดุจาํ พวก
aluminum alloy ซึง่ วสั ดุประเภทน้ีจะมีการยืดตัวในยานยดื หยุนสงู และมีการยืดตัวในยานพลาสติกพอสมควร แต
จะมีคาความแขง็ แรงนอ ยกวาวัสดุจําพวกเหล็ก
นอกจากการท่ีจะเขียนกราฟแสดงความเคน-ความเครยี ดแลว เรายังสามารถเขยี นกราฟแสดงแรงกระทํา-
ระยะยดื ตัว (load-elongation) ได โดยกราฟที่ไดนัน้ ก็จะมีลักษณะคลายกนั แตการเขียนกราฟแบบหลังนไี้ มคอย
นิยมเพราะคาท่ีไดนั้นจะขึน้ อยูกับขนาดของวสั ดุทใี่ ชท ดสอบดวยแตกราฟแสดงความเคน -ความเครียดนนั้ ไม
ข้ึนกับขนาดของวัสดุ
ชนิ้ ทดสอบ
ชน้ิ ทดสอบทใ่ี ชในการทดลองนี้เปน ช้นิ ทดลองท่ีสรา งข้นึ มขี นาดตามมาตราฐาน DIN 50125 ขนาดของ
ชน้ิ ทดสอบน้นั แสดงในรูปที่ 4 โดยวัสดทุ ่ีใชจะมี เหล็ก, ทองแดง, ทองเหลอื ง และ อลมู ิน่มั
รปู ท่ี 4 ช้นิ ทดสอบ
เคร่อื งมอื ทดลอง
เครอื่ งมอื ทีใ่ ชเปนของบรษิ ัท GUNT รุน WP300 Universal Material Testing โดยสวนประกอบตางๆ
แสดงในรูปท่ี 6 โดยมสี วนประกอบทส่ี าํ คญั ดังน้ี (ดรู ปู ท่ี 6 ประกอบ)
1) แทน เครอื่ ง
2) แทนรองรับแรง
3) Load frame- ดา นบน
4) Load frame - ดานลา ง
5) ลูกสูบหลกั ของระบบไฮดรอลิกส
6) มอื หมุนปรบั ความดนั ในระบบไฮโรอลกิ ส
7) หนาปม ทบอกแรงกระทํา
8) Dial gage บอกการยืดตัว
9) หัวจบั ชน้ิ ทดสอบ
10) ชน้ิ ทดสอบ
รูปท่ี 6 เคร่อื งมือการทดลอง
22
การทํางานของเครือ่ งน้นั มีหลกั การคราวๆ ดังน้ี เม่อื หมนุ มอื หมุนตามเขม็ นาฬิกานํา้ มันไฮดรอลิกสก็จะ
ไหลจากกระบอกมอื หมุนเขาไปในกระบอกหลัก ถาไมมีแรงตานทานใดๆ ลูกสูบของกระบอกไฮดรอลกิ สห ลกั ก็
จะเลอ่ื นสงู ขึ้น โดยท่แี รงกระทําทอ่ี า นที่หนาปทมจะเปนศนู ย แตถ าหากวามีแรงตานทางการเคล่อื นทค่ี วามดันใน
ระบบไฮดรอลิกสจะสูงข้นึ มาตรวัดแรงก็จะอา นคาของแรงท่กี ระทําตอ ลูกสบู ของกระบอกสูบหลัก สาํ หรับการ
ทดแรงของระบบไฮดรอลกิ สชดุ นี้นั้น แรงกระทํา 1 N ทม่ี อื หมุนจะทําใหเกดิ แรง 1.3 kN ทีล่ กู สบู จากนัน้ เมือ่
ลูกสูบเคลอ่ื นท่ขี ึ้นก็จะไปดนั load frame ตวั ลางซึ่งตอกบั load frame ตวั บนดวยเหล็กท่มี คี วามแขง็ แรงสูงและมี
อตั ราการยืดตัวนอ ยมาก เมือ่ load frame ตัวบนเคลือ่ นทีข่ ้นึ จะทําใหร ะยะของที่รองรับชน้ิ งานดานลา งและดานบน
เพิม่ ข้นึ น่ันกค็ ือการดึงวสั ดนุ ั่นเอง สําหรบั ระยะยืดตัวออกของแทน รองรบั วสั ดทุ ัง้ สองนนั้ สามารถวัดไดโดยใช
dial gage
ขั้นตอนการทดลอง
การเตรยี มเคร่ืองมือ
กอนทจี่ ะมีการทดลองน้ัน การเตรยี มเครอ่ื งมอื มีขน้ั ตอนดังตอไปนี้
1. บิดมือหมุนของระบบไฮโดรลิกสทวนเขม็ นาฬกิ าจนสดุ ซ่ึงจะทาํ ให load frame อยูใ นตําแหนง ที่ต่ําทส่ี ุด
2. ใสห ัวจับชนิ้ ทดสอบเขา กบั แทนรองรับแลวขนั เกลียวใหเรยี บรอ ย ตามรูปที่ 7 (a)
3. ใสห วั จับชน้ิ ทดสอบเขา กับ load frame แตย ังไมตองขนั นอ็ ต ตามรูปท่ี 7 (b)
4. ใสช ิ้นทดสอบเขากบั ที่จบั ชิ้นทดสอบดา นลา งขนั เกลียวใหสดุ ตามรปู ท่ี 7(c)
5. ขนั หวั จับดานบนเขา กับชิน้ ทดสอบ โดยการหมุนหัวจบั ไปจนสุดเกลียว ตามรูปท่ี 7(d)
6. ขันนอตหัวจับตัวบนเขากบั load frame ใหแนนพอประมาณ ตามรูปท่ี 7(e)
7. ปรับ dial gaue โดยดัน dial gage ข้ึนใหเ กิดการเคลื่อนท่ีขนึ้ กอ นไมนอยกวา 12 mm เพราะเมื่อ load
frame เคล่ือนท่ี ระยะนจี้ ะเปนการอา นระยะยืดตัวสงู สดุ ของช้นิ ทดสอบท่สี ามารถอา นคา ได
8. คอยๆหมุนมอื หมนุ ของระบบไฮดรอลิกสต ามเข็มนาฬิกา จนกระทั่งเรมิ่ รสู ึกตึงมือหรือเข็มบอกแรงบน
หนาปม ทเริม่ ขยับ
9. หมุนหนาปท ม dial gage ใหอ า นท่ีศนู ย
10. หมุนเขม็ บอกแรงกระทําสงู สดุ บนหนา ปด วดั แรงใหอ า นทศี่ นู ย
รปู ที่ 7 (a)-(e) ข้นั ตอนการเตรียมการทดลอง
23
การทดลอง
1. คอยเรม่ิ หมนุ มือหมุนซึ่งจะทาํ ใหชน้ิ ทดสอบเริม่ ยืดตวั เมอ่ื ระยะยืดตวั เทากับ 0.1 mm ใหอา นคาของแรง
ทีก่ ระทาํ
2. จากน้ันคอยๆเพิ่มระยะยืดตัวข้นึ และอานคาทีร่ ะยะยืดท่ีตัวกําหนดในตารางการทดลอง
3. คอยๆเพมิ่ ระยะยืดตวั ไปจนกระท่ังชนิ้ งานเกดิ การแตกหัก
4. เปล่ยี นช้ินงานจนครบตามท่ีกําหนดให
เม่ือเสรจ็ ส้ินการทดลอง เก็บเครือ่ งมือใหอยูในสภาพกอ นท่จี ะทําการทดลอง โดยทาํ กลบั กันกับขั้นตอนการ
ประกอบเคร่ืองมอื
การวเิ คราะหแ ละแสดงผลการทดลอง
พนื้ ทีห่ นาตัดของชิน้ งาน A0 หาไดจ าก
A0 = πD2
4
เม่ือ D คอื เสน ผานศูนยกลางของชนิ้ ทดสอบประมาณ 6 mm (ควรวัดคา ทแี่ นน อนกอ นทําการทดลอง) และคา
ความยาวเดมิ ของชนิ้ งาน L0 = 30 mm
ผลทแ่ี สดงมีดังตอไปน้ี
1. คา tensile strength ซึ่งหาไดจ ากสมการท่ี (3) โดยคา FB น้ันคือคา ทเ่ี ข็มที่ชคี้ าแรงกระทําสูงสดุ (เขม็ สี
แดง)เปนตัวชีบ้ อกไว
2. คา Elongation at fracture ซงึ่ หาไดจากสมการท่ี (4) และการหาคา LU นนั้ ใหนาํ ชิ้นงานมาตอกนั แลววัด
ระยะตามทก่ี ลาวมาแลว (หรอื อานจากคา ระยะยืดสงู สุดจาก dial gage + L0 )
3. เขียนกราฟความสัมพันธข องคา ความเคน -ความเครยี ด พรอ มแสดงคาของ proportional limit และ yield
stress พรอมทง้ั กําหนดจุดลงในกราฟ ลกั ษณะของกราฟควรมีลักษณะตามรปู ที่ 3 และรปู ท่ี 4
เอกสารอางองิ
คมู ืออปุ กรณการทดลอง GUNT WP 300
24
ระยะยืดตัว ตารางบันทกึ ผลการทดลอง วสั ดุ : ..................
แรงกระทํา (kN)
(1/100 mm)
วัสดุ : .................. วัสดุ : .................. วสั ดุ : ..................
10
20
30
40
50
60
70
80
90
100
120
140
160
180
200
240
260
280
300
320
340
360
380
400
420
440
460
480
500
520
540
560
580
600
620
640
660
680
700
25
การทดสอบแรงบิด
เรียบเรียงโดย ดร. กนตธ ร ชาํ นปิ ระศาสน
กลาวนํา
การทดสอบวสั ดุภายใตแรงบิดนั้นสามารถทําใหเ ขาใจถึงความสมั พนั ธร ะหวาง ความเคน เฉือนและ
ความ เครยี ดเฉอื น คาความแข็งแรงภายใตแรงเฉือนรวมทัง้ หาคา shear modulus ของวัสดุไดอีกดว ย การทดสอบ
แรงบิดน้นั แรงที่กระทําตอ ชิ้นทดสอบจะเปนแรงในรูปของ twisting moment ซึ่งทาํ ใหวัสดทุ ่ที ดสอบน้นั ตกอยู
ภายใตภาระกรรมแบบ pure shear ในข้นั นี้การทดสอบจะเปน การทดสอบช้นิ ทดสอบทมี่ ีหนา ตัดกลมเทานั้น
เนื่องจากการรับแรงบดิ ของหนาตดั ทเ่ี ปนวงกลมนัน้ จะเปนไปตามสมมุติฐานที่วา “หนาตดั จะไมมกี ารบดิ ตัวหรือ
ระนาบของหนา ตัดกอ นท่ีไดรบั แรงกระทํายังคงอยูในระนาบเดิมหลังจากท่มี ีแรงกระทํา” ซ่ึงสมมตุ ิฐานนีจ้ ะไม
เปนจรงิ กบั วสั ดุท่มี ีหนา ตัดเปน รูปอน่ื
การทดสอบแรงบดิ นัน้ มีความสาํ คัญตอ วิศวกรมาก โดยเฉพาะในการออกแบบเพลา เพราะลักษณะของ
แรงทีก่ ระทาํ บนเพลาสงกําลังนั้นจะเหมือนกับทไ่ี ดทาํ การทดสอบในทน่ี ี้
แรงบิดและความเคน เฉือน
จากการที่เพลากลมตรงรัศมี R รบั ภาระกรรมอยูภายใต twisting moment หรือ torque, T คา shear stress,
τ ทเ่ี กดิ ขึ้นบนจดุ ใดๆทีร่ ะยะรัศมี r ของหนา ตัดจะเทากบั
τ = Tr (1)
J
เมอ่ื r เปน ระยะตามแนวรศั มี และ J คือ polar moment of inertia รอบจุดศูนยก ลาง = πR4 ซ่งึ จากสมการ (1) จะ
2
พบวา คาความเคนเฉือนจะมากที่สุดท่ีผวิ ของเพลาหรือท่ี r = R สําหรบั ความเครียดเฉอื นซึ่งเปน การวัดมมุ ทบ่ี ิดใบ
จากมมุ ฉากเดิมของวัตถุ จากรูปท่ี 1 จะไดวา
γ max = Rφ (2)
L
เม่อื φ คอื มมุ ทบี่ ิดไป(ในหนว ยเรเดยี น) ท่ีระยะ L ของเพลาและจากความสมั พันธของความเคนและความเครียด
จะไดวา τ = Gγ เมอ่ื G คอื คา shear modulus และจากสมการ (1) และ (2) สามารถเขยี นความสัมพันธของมมุ
บิดและแรงบิดในชวงยืดหยุนไดเปน
T = JG φ (3)
L
ดังนั้นหากวา เราเขียนกราฟแสดงความสัมพนั ธข องแรงบดิ และมุมบิดในชวงยืดหยุน ซึง่ จะไดเปนกราฟเสนตรง
และความชนั ของเสนกราฟจเทา กับ JG L และถา หากทราบคา L และ J กจ็ ะสามารถหาคา Shear Modulus ได
รูปที่ 1 เพลากลมตรงอยใู นสภาพรบั แรงบดิ
26
ชิ้นทดสอบ
ชิน้ ทดสอบท่ีใชในการทดลองมีลักษณะและขนาดตามรูปท่ี 2 โดยวัสดุทีใ่ ชจ ะเปน เหลก็ อลมู ินมั่ และ
ทองเหลอื ง
รูปท่ี 2 ชิน้ ทดสอบ
เครือ่ งมือทดลอง
เครือ่ งมือท่ใี ชใ นการทดลองนี้เปนของบรษิ ทั GUNT รนุ WP 500 ดงั แสดงในรูปที่ 3 โดยเครื่องมือ
ทดลองจะมสี ว นประกอบทสี่ ําคัญดังตอไปนี้ (ดูรปู ท่ี 3 ประกอบ)
รปู ที่ 3 เครื่องมอื ทดลอง
(1) อปุ กรณใหแ รงบิด
(2) ชุดวัดแรงบิด
(3) อปุ กรณเ ปรยี บวัดคาแรงบดิ
(4) ชน้ิ ทดสอบ
(5) รางเล่อื นปรบั ระยะและทําหนาที่เปน โครงรับน้าํ หนักดวย
(6) เคร่ืองแสดงคา แรงบิด
การทาํ งานของสว นประกอบหลักเปน ดังตอไปนี้
อปุ กรณใ หแ รงบิด จะประกอบดวยมอื หมนุ ตอ เขากับชุดเฟองทดรอบ โดยทีม่ ือหมุนจะมเี ครื่องมือวัดมุม
ตดิ อยู เคคร่อื งวัดมุมนจ้ี ะแสดงคามมุ หมนุ ของมือหมนุ ในอตั ราสว น 1 : 1 แกนหมุนของมือหมนุ นี้จะตอ เขากับชุด
ทดรอบในอตั ราสว น 1: 62 แลวสง การหมนุ ตอไปยงั ท่จี ับชิน้ งาน นั่นคือถาหมนุ มือหมนุ 1 รอบ ชิน้ งานจะหมนุ
ไป 1/62 รอบ นอกจากนีย้ ังมีวงลอสงการหมุนดวยสายพานไปยังเครือ่ งมอื วัดรอบอกี ชดุ หนึ่งดวย
ชุดวัดแรงบดิ ชุดวัดแรงบิดนปี้ ระกอบดวยสองสว นใหญๆคือชุด strain gage load cell และชุด bridge
meter ซ่ึงผานการเปรียบวดั และแสดงคา เปน แรงบดิ ในหนวย (N-m) สาํ หรบั strain gage น้นั ไดเ ปนการตอเพ่อื วัด
torsion แบบ full bridge (ดรู ายละเอยี ดในเรอื่ ง strain gage)
27
ชุดปรบั แก เนื่องจากทฤษฎีของการบิดตัวของเพลานั้นจะสมมุตใิ หป ลายขา งหนงึ่ ของเพลานัน้ ยึดอยูกบั
ทีแ่ ตใ นการทดลองนเ้ี นือ่ งจากไดมกี ารใช load cell ดังนั้นเมอ่ื ช้ินงานบดิ ไป โครงสรางของ load cell นี้จะบิดตัว
ตามไปดว ยทําใหปลายขางที่ตดิ กับ load cell ซ่ึงเปนขา งทคี่ วรจะยดึ อยกู บั ทก่ี ลับมกี ารบดิ ตามไปดวย ดังน้ันในการ
ทําการทดลองจงึ ตอ งมีการปรับแกกอนท่ีจะมีการอา นคา นัน่ คือจะตองตดิ ตั้งชดุ ที่หาจุดอา งอิงวา จุดอา งอิงของมมุ
บิดของ load cell อยูท่ีใดและเมื่อใหมุมบิดท่ปี ลายอกี หน่ึงแลว ตอ งปรบั ปลายดาน load cell ใหบิดกลับมาอยูที่
จดุ อา งองิ เสียกอ นจึงจะอา นคา ได ชุดปรับแกนี้จะประกอบดวย dial gage และชดุ ใหแ รงบดิ อีกชดุ หนึ่งเมื่อ
ฐานรองรับบดิ ไปกเ็ พยี งแตใ หแ รงบิดใหกับชดุ ใหแ รงบดิ นั้นในทางตรงกันขามเพอื่ ดึงใหฐานหมุนกลบั มาอยทู ่ี
เดิมซง่ึ สามารถดูไดจาก dial gage
ชุดเปรยี บวัดคาแรงบดิ แมวา ชดุ วัดแรงบดิ จะไดรบั การเปรยี บวดั มาจากโรงงานผูผลติ แตภายใตสภาพ
การใชง านไประยะหนง่ึ จําเปน ตองมีการเปรียบวัดคา เสียกอน โดยการเปรียบวดั คา นั้นก็ใชหลักการที่วาใหแ รงบิด
ท่ีทราบคา ท่นี อนแกช ุดวดั การบิดซงึ่ ในทีน่ ี้ก็ประกอบดวยชุดหมุนท่ตี อ กับคานยาว 0.5 m และมีชุดนา้ํ หนักสาํ หรับ
แขวนกับคานนี้ ซึ่งเปนการใหโ มเมนตห รอื แรงบิดที่ทราบคา จากน้ันพจิ ารณาวาที่คาแรงบิดตา งๆนนั้ เครอื่ งมือวัด
คาแสดงคา ไดถ ูกตอ งหรอื ไม และคาท่ีไดจ ากการเปรียบวดั นี้จะนาํ ไปใชก ับผลที่อานไดจากการทดลองเพ่อื ปรับคา
ใหถ กู ตองยง่ิ ข้ึน
ขน้ั ตอนการทดลอง
การเปรยี บวัดคาแรงบดิ
กอนทาํ การทดลองทุกคร้ังจะตองมีการเปรียบวัดคา ของแรงบดิ ตามทีไ่ ดกลาวมาแลวในหัวขอ ทผ่ี านมา
โดยมขี ้ันตอนตอไปนี้
1. ประกอบชุดเปรียบวัดเขา กับชุดเครอ่ื งวัด ปรับคานใหอยใู นแนวระดับ
2. เปดสวสิ ชเ ครื่องอา นคาแรงบิด ตั้งคา ท่ีอา นใหเ ปนศนู ยโดยการกดแปน τ แชไวแลว กดแปน P
3. เมอ่ื ไมมกี ารแขวนนํา้ หนักใดๆเคร่ืองมือวัดควรอา นคา แรงบิดเปนศูนย
4. จากนน้ั เพิ่มนํ้าหนกั ท่ปี ลายคานเทา 10 N ซ่ึงจะทําใหเ กิดแรงบิดเทา กบั 5 N-m บนั ทึกคาที่เคร่อื งมือวดั แสดง
5. เพม่ิ นํา้ หนักและบนั ทึกคา จนกระท่ังไดแรงบิดสูงสุดเทากับ 30 N-m
จากคาทไี่ ดม านี้ถา ทุกคา ที่เครอ่ื งแสดงและคาท่ีกระทําจรงิ เทากนั ทกุ คา แสดงวาเครอ่ื งมอื วัดวัดคาได
ถกู ตอง และไมตอ งการการแกไ ขประการใดตอ ไปแตถา หากวา คา ทง้ั สองน้ันไมตรงกัน จําเปนอยางย่ิงท่จี ะตองหา
คาความผิดพลาดของเครอ่ื งมอื วัดไว โดยอาจจะเขียนกราฟแสดงความสัมพันธของคาจริงและคาทไ่ี ดจากการ
ทดลองไว ดงั แสดงในรปู ท่ี 4 ซ่งึ กราฟน้จี ะตอ งนําไปใชในภายหลัง
รูปที่ 4 กราฟแสดงแรงบดิ ทอ่ี านไดจากเคร่อื งมือวดั -แรงบิดจริง
28
การทดลอง
ขั้นตอนในการติดตง้ั ชน้ิ ทดสอบและการทดลองมดี ังน้ี
1. ตดิ ต้ังช้ินทดสอบเขา ระหวางเครอ่ื งใหแ รงบิดและเครอื่ งวัดแรงบิด โดยใชป ระแจปากหกเหลีย่ ม เบอร 15
2. ปรับทปี่ รับระยะของเครือ่ งใหแ รงบดิ ใหอยใู นตําแหนง กลาง
3. ตอ งแนใจวาไมมกี ารใหแ รงบิดกอ นการทดลอง (preload) ถาจําเปนอาจหมุนมอื หมุนใหเ ครอ่ื งวัดแรงบิดแสดง
คา ศนู ย
4. ตง้ั เครอื่ งวัดมุมทั้งของมือหมนุ และของเพลาใหอ ยูทต่ี าํ แหนงศูนย
5. ต้งั dial gage บนชดุ ปรับแกใ หอานคา เปน ศูนย
6. ตั้งคา เคร่อื งนับรอบใหเปนศูนย
7. หมุนมอื หมุนไปตามเข็มนาฬิกา เพอื่ ใหแรงบิดกบั ชิน้ ทดสอบ หมุมไปจนกระทั่งไดมุมหมนุ ตามทีก่ ําหนดคา
ไวในตาราง คา มุมบดิ ท่ีบดิ ไปจรงิ นั้นเปน 1/62 ของมุมบิดของมือหมนุ
8. กอนอานคาทเี่ คร่อื งวดั ใหปรบั ที่หมนุ ของชุดปรับแกเพือ่ ให dial gage ชีก้ ลับมาอยทู ีศ่ นู ยต ามเดิม
9. อานและบันทึกคา แรงบดิ ท่เี ครอ่ื งมอื วดั แสดง
10. หมนุ มอื หมนุ ตอ ไปเพ่ือใหเ กดิ มุมบดิ ตามท่ีตอ งการในตาราง โดยทาํ ตามขั้นตอนขอ 7-9 จนกระทั่งชนิ้ งานขาด
11. เมื่อช้นิ งานขาด เปลย่ี นวัสดเุ ปนชนดิ ใหมแ ลวเริ่มการทดลองใหม ทาํ ซ้าํ จนครบทุกชนิ้ ทดสอบ
การวเิ คราะหขอ มลู และแสดงผล
1. ถา คาแรงบิดท่แี สดงจากเคร่ืองวัดไมเ ปนไปตามคาทก่ี ระทาํ จริงซ่ึงทราบจากขนั้ ตอนการเปรียบวัดแลว คา ที่
อานไดในขั้นตอนการทดลองตอ งนาํ มาปรบั คา เพ่ือใหตรงกบั ความเปนจริงกอ น โดยใชก ราฟทไี่ ดจากการ
เปรยี บวดั ชวย
2. เขยี นกราฟแสดงความสมั พันธร ะหวางแรงบิดและมมุ บิด พรอมท้ังหาคา shear modulus ของวัสดุท่ีใชทดสอบ
ทุกชนิดตามความสัมพนั ธส มการที่ (1)
เอกสารอางองิ
1. คมู อื อปุ กรณก ารทดลอง GUNT WP 500
2. Winslow, D., “Experiments with Construction Materials: A Laboratory Manual,” McGraw-Hill, 1990
29
ตารางบันทึกผลการทดลอง
มมุ บิดท่มี ือหมนุ ชิ้นทดสอบ : ชิน้ ทดสอบ : ชน้ิ ทดสอบ :
(รอบ) ............................. ............................. .............................
..............
0.00 .............. ..............
0.25 มุมบิด แรงบดิ
0.50 มมุ บดิ แรงบิด มุมบดิ แรงบดิ
0.75 (rad.) (N-m)
1.0 (rad.) (N-m) (rad.) (N-m)
1.5
2.0
2.5
3.0
4.0
5.0
6.0
7.0
8.0
10
15
20
25
30
40
50
60
80
100
110
120
130
140
150
160
170
180
190
200
30
การทดสอบความลา
เรยี บเรยี งโดย ดร. กนตธร ชาํ นปิ ระศาสน
กลา วนาํ
ในการทดสอบวัสดุดวยการดึงหรือการบิดนั้นจะพบวาการเสียหายของวัสดุแตละชนิดจะเกิดขึ้นเม่ือคา
ความเคนมีคาสูงถึงคาท่ีแนนอนคาหน่ึง ดังน้ันเราอาจเขาใจวาชิ้นงานหรือโครงสรางท่ีไดรับการออกแบบใหเกิด
ความเคนในขณะใชงาน ความเคนต่ํากวาคาท่ีไดจากการทดสอบก็นาจะเพียงพอแลว แตในความเปนจริงแลวยังมี
ปจจัยอีกหลายปจจัยที่ทําใหวัสดุเกิดการเสียหายเพราะสภาพการทดลองในหองทดลองน้ันแตกตางจากสภาพการ
ใชงานจริงมาก ในการทดสอบการดึงหรือการบิดในหองทดลองท่ัวไปนั้นส่ิงที่แตกตางไปจากสภาพการทํางาน
จริงก็คือ แรงกระทําตองเปนแรงกระทําในแบบ static คือคงท่ีหรือเพิ่มข้ึนอยางชาๆ และอีกประการหน่ึงก็คือ
อุณหภูมิท่ีอาจแตกตา งจากสภาพใชง านจริง
ชิน้ งานท่ีใชใ นการทํางานจริงหลายแบบน้ันไมไดรับแรงในลักษณะ static แตเปนการรับแรงในลักษณะ
dynamics คือขนาดของแรงจะมีการเปล่ียนแปลงไปตามเวลาอยูเสมอ ซึ่งจากประสบการณไดพบวาหากวาวัสดุ
ไดรับแรงกระทําซํ้าๆกันเปนระยะเวลาหนึ่งวัสดุก็สามารถแตกหักไดแมวาแรงกระทํานั้นจะทําใหเกิดความเคน
นอยกวาท่ีไดจากกรณีที่แรงกระทําเปนแบบ static การแตกหักของวัสดุภายใตแรงกระทําซ้ํานี้เรียกวา ความลา
(fatigue)
ความลานี้เปนสาเหตุหนึ่งที่เปนตนเหตุของการเสียหายของโครงสรางและชิ้นงานซึ่งทําใหเกิดการ
สูญเสียชีวิตคนเปนจํานวนมาก โดยเฉพาะในชวงปลายศตวรรตกอนถึงชวงตนศตวรรตน้ีจะเกิดขึ้นบอยมาก
โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม และการเสียหายจากความลาน้ีก็ยังเปนสาเหตุสําคัญในการเสียหายของชิ้นงานมา
จนถึงปจจุบัน ในการทดลองน้ีจะเปนการแสดงใหเห็นถึงการเสียหายของวัสดุภายใตความลา โดยเปนการจําลอง
รูปแบบของเพลากลมที่รับแรงกระทําซ้ําและสามารถท่ีจะหาความสัมพันธระหวางความเคนท่ีเกิดข้ึนกับจํานวน
ครั้งที่แรงกระทําซํ้านั้นกระทําเพ่ือใหทราบถึงคุณสมบัติ รูปแบบและตัวแปรท่ีเกี่ยวของกับการเสียหายเนื่องจาก
ความลา ในเบ้ืองตน
ความลาและแรงกระทําซา้ํ
จากที่ไดกลาวมาแลวในข้ันตนวาแรงกระทําในลักษณะกระทําซํ้าน้ันสามารถกอใหเกิดการเสียหายได
มากกวาแรงที่กระทําแบบหยุดน่ิง แมวาความเคนที่เกิดจากแรงท่ีกระทําซ้ําน้ันจะนอยกวาจุดครากของวัสดุก็ตาม
ผลจากแรงกระทําซ้ํานี้จะคอยๆทําลายวัสดุไปทีละนอย
โดยทั่วไปสําหรับการเสียหายของเพลาจะเร่ิมเปนรอยแตก
(crack) ท่ีผิวของวัสดุกอนแลวท่ีตําแหนงของปลายรอย
แตก (crack tips) น่ันเองที่วัสดุจะอยูในสภาพท่ีเร่ิมคราก
แลวตกอยูในสภาพพลาสติก จากน้ันรอยแตกน้ีก็จะเริ่ม
ขยายตัวไปเร่ือยๆเมื่อไดรับแรงกระทําซํ้า ดังนั้นรอยแตก
ของเพลาท่ีเกิดจากความเคนที่กระทําซํ้านั้นท่ีดานนอกท่ีติด
อยูกับเสนรอบ วงของเพลาจะมีลักษณะท่ีเรียบเพราะเปน
การแตกหกั อยางชา ๆจนกระทัง่ รอยแตกคอยๆลามเขาไปถึง
รปู ที่ 1 ลักษณะของรอยแตกเนื่องจากความลา
31
จากการทดสอบเปนท่ียอมรับกันวาความถี่ของแรงกระทําซํ้านั้นจะมีผลกระทบนอยกวาจํานวนครั้งของ
แรงกระทาํ ซํา้ มาก ดงั นัน้ ในทางวศิ วกรรมจงึ ใหความสําคญั กบั จํานวนครั้งหรอื รอบที่ความเคนน้ันกระทํา มากกวา
สาํ หรับความเคนทีก่ ระทาํ เปน วงรอบ(ไมจ ําเปน วา ความถ่ีนั้นเปนเทาใด) จะมีคาความเคนคงท่ี เรียกวาคาความเคน
กลาง (mean stress) σm ซ่ึงเปนความเคนท่ีเกิดขึ้นอยูกอนท่ีจะมีความเคนที่กระทําซํ้ามากระทํา จากน้ันเม่ือความ
เคนทีเ่ กดิ จากแรงกระทาํ ซ้าํ เขา มากระทํากบั ช้ินงาน ลักษณะการรบั ความเคน ทวั่ ไปแสดงตามรูปที่ 2
รปู ท่ี 2 ความเคน เนอื่ งจากแรงคงทแี่ ละความเคนเนื่องจากแรงกระทาํ สลบั
สําหรับขนาดของความเคนสลับ(alternating stress amplitude, σa )น้ันจะทีคาเทากับครึ่งหน่ึงของขนาดคาต่ําสุด
รวมกับขนาดของคาสูงสุด ดังนั้นคาความเคนท่ีมากที่สุดที่กระทําก็จะมีคาเทากับ σ0 = σm + σa และความเคนท่ี
นอยท่สี ุดจะเปน σu = σm − σa ซง่ึ แสดงไวใ นรูปท่ี 2
สําหรับการรับความเคนกระทําซ้ํารวมกับความเคนคงท่ีของชิ้นงานโดยท่ัวไปนั้นสามารถแบงไดเปน 3
กรณี ดงั แสดงในรปู ท่ี 3 (a) - (c) โดยท้งั สามน้นั จะแตกตางกันไดโดยข้นึ อยูกับขนาดของความเคน ที่คงที่
(a) (b) (c)
รปู ที่ 3 ผลรวมของความเคน กระทําซ้ําแบบตางๆ
รปู ที่ 3(a) เปนกรณที ค่ี า ความเคน คงท่ีเปนบวกและมีคามากกวาขนาดของคาความเคนกระทําซํ้าจึงทําให
วัสดุตกอยูภายใตความเคนท่ีเปนบวกตลอดเวลา รูปท่ี 3(b) แสดงกรณีท่ีขนาดของความเคนคงที่น้ันมีคานอยกวา
ขนาดของความเคนกระทําซ้ํา ทาํ ใหช น้ิ งานน้ันรับทง้ั ความเคนที่เปนบวกและลบสลับกันไป และสุดทายรูปท่ี 3(c)
แสดงกรณีท่ีคาความเคนคงท่ีเปนลบและมีคามากกวาขนาดของคาความเคนกระทําซํ้าจึงทําใหวัสดุตกอยูภายใต
ความเคน ท่เี ปนลบตลอดเวลา
32
สําหรับการรับภาระกรรมของเพลานั้นแรงที่กระทําจะต้ังฉากกับเพลาทําใหสวนบนคือดานที่รับแรงใน
ขณะน้ันอยูในสภาพความเคนดึงและสวนลางจะเปนความเคนอัด เนื่องมาจากโมเมนตดัด ตามรูปที่ 4 เม่ือเพลา
หมุนไปคร่ึงรอบสวนที่เคยอยูดานบนกลับลงมาอยูดานลางทําใหเปล่ียนมารับความเคนอัดสวนที่เคยอยูดานลางก็
จะเปล่ียนกลับไปอยูดานบนและเปลี่ยนไปรับความเคนดึง จากนั้นเมื่อเพลาหมุนไปครบ 1 รอบทุกอยางก็จะ
กลับไปอยูในสภาพเร่ิมตน ดังน้ันเม่ือเพลาหมุนไป 1 รอบก็จะเปนการครบหน่ึงรอบของการท่ีเพลาไดรับความ
เคนแบบการกระทําซํ้า และในสภาพนี้เนื่องจากความเคนเนื่องจากแรงกระทําคงที่จะนอยมากหรือไมมีเลย ดังน้ัน
เพลาจึงจะตกอยใู นสภาพของความเคนตามรูปที่ 3(b)
รปู ท่ี 4 การรบั โมเมนตด ัดของเพลา
สําหรับกรณีของเพลาในรูปท่ี 4 โมเมนตดัด M ที่เกิดจากแรงกระทํา F ที่จุดท่ีหางจากแรงกระทําเปนระยะทาง a
จะมคี า เทา กบั
M = Fa (1)
และคา ความเคน สงู สุด σ เน่ืองจากโมเมนตดดั จะมคี า เทากบั
σ = Mr (2)
I (3)
เมอ่ื r คอื รศั มีของเพลา สําหรบั เพลาตนั น้นั คา moment of inertia I = πD 4 ซ่ึงจาก (2) จะได
64
σ = 32Fa
πD 3
ซ่ึงก็คอื ขนาดของความเคน ทกี่ ระทาํ ซํ้าบนเพลาน่ันเอง
อยางท่ีกลาวมาในตอนตนการที่วัสดุรับความเคนที่กระทําซ้ํานั้นสามารถทําใหวัสดุเสียหายได แตไมได
หมายความวา จะตองเกิดการเสียหายเสมอไปท้ังนี้ตัวแปรสําคัญก็คือขนาดของความเคนและชนิดของวัสดุดวย ถา
หากวาขนาดของความเคนท่ีกระทําซ้ํานั้นนอยก็อาจจะไมเกิดการแตกหักเลยก็ได ดังนั้นจึงไดนิยามคา Endurance
limit ข้ึนมาโดยสําหรับวัสดุจําพวกเหล็ก endurance limit ก็คือคาความเคนที่สูงสุดท่ีกระทําซํ้าเกินกวา 107 รอบ
แลววัสดุยังไมเกิดการเสียหาย นั่นคือถาหากวาคาความเคนท่ีกระทํามีขนาดต่ํากวา endurance limit แลวจะถือวา
วสั ดนุ นั้ ไมเกิดการแตกหักเนื่องจากความลา ท้ังนี้เพราะจากการทดลองพบวาเม่ือเหล็กไดรับแรงกระทําซํ้าจํานวน
รอบมากกวา นเี้ ทาใดกต็ ามก็จะไมเกดิ การแตกหกั ขน้ึ
อยางไรกต็ ามวสั ดุจําพวก alloy นั้นจากการทดสอบแลวพบวายังสามารถเกิดการแตกหักไดแมวาจํานวน
รอบอาจจะสูงกวา 107 ดังน้ันสําหรับวัสดุจําพวก alloy น้ีจึงไมไดมีการกําหนด endurance limit ขึ้นมาและถือวา
สามารถแตกหักไดด ว ยความลาเสมอ
33
จากทั้งสองกรณีนี้สามารถท่ีจะนํามาเขียนกราฟแสดงขนาดของความเคนและจํานวนรอบได โดยวัสดุ
จาํ พวกเหลก็ ทว่ั ไปน้นั จะมีรปู กราฟตามรูปท่ี 5
รปู ที่ 5 กราฟความเคน - จํานวนรอบของวสั ดทุ เ่ี สยี หายเน่อื งจากความลา
ช้นิ ทดสอบ
ชิ้นทดสอบที่ใชเปนวัสดุที่ทําจากเหล็กหรืออลูมิน่ัมมีขนาดตามรูปที่ 6 โดยในการทดลองน้ีจะใชชิ้น
ทดสอบชนิดเดียวกันท้ังหมดเพื่อจะศึกษาขนาดของความเคนและจํานวนรอบของความเคนซํ้าท่ีมีผลตอการ
เสยี หายของวัสดชุ นดิ นั้น
รปู ที่ 6 ช้นิ ทดสอบ
เครอื่ งมือทดลอง
เครื่องมือที่ใชทดสอบเปนของบริษัท GUNT มีลักษณะตามท่ีแสดงในรูปที่ 7 โดยมีสวนประกอบที่
สําคัญดังตอไปน้ี (ดูรูปท่ี 7 ประกอบ) เพลาสงกําลัง-(1) ปลายดานหน่ึงตอเขากับมอเตอร-(2) และอีกปลายดาน
หนึ่งตอเขากับปากกาคีบช้ินทดสอบ-(5) โดยชิ้นทดสอบ-(7) จะสอดตอเขากับชองท่ีมีลูกปนรองรับ-(6) ซึ่งเปน
สวนของอุปกรณใหแรงกระทํา-(3) โดยเคร่ืองควบคุมการหมุนของมอเตอรและเคร่ืองวัดความเร็วและรอบของ
การหมุนจะอยูท่ีชุดควบคุม-(4) และในขณะทําการทดลองนั้นจะตองปดฝาครบ-(8) เพ่ือปองกันชิ้นงานท่ีขาด
กระเด็นออกมา ซง่ึ อาจทาํ ใหเกิดอนั ตรายได
34
รูปท่ี 7 เคร่อื งมอื ทดลอง
การปรับขนาดของแรงกระทําสามารถทําไดโดยหมุนมือหมุน- (10) ของอุปกรณใหแรงโดยขนาดของ
แรงจะอานไดจากตาชั่งสปริง-(9) ชุดควบคุมมอเตอรจะประกอบเคร่ืองบอกจํานวนรอบหรือความเร็วรอบของ
มอเตอร-(11) สวิตชเปดปด-(15) สวิตชหลัก-(13) และสวิตชฉุกเฉิน-(14) โดยการนับรอบน้ันจะใช proximity
sensor-(12) ท่ีติดตั้งอยูใตเพลาสงกําลัง และเมื่อช้ินทดสอบขาดหรือเสียหายเคร่ืองจะหยุดอัตโนมัติ โดยการ
ตรวจสอบของเคร่อื ง stop switch-(16)
การทดลอง
การเตรยี มเครื่องมือ
กอ นท่จี ะใสชน้ิ ทดสอบจะตอ งเตรียมเครอื่ งมอื ใหพ รอม โดยมีขั้นตอนดังตอไปน้ี
1. ดึงแผงปอ งกันออก ตอปล๊ักไฟใหเรยี บรอ ย
2. หมุนมือหมนุ เพ่ือปรบั ใหแรงกระทําเปนศูนย
3. ถา มีชิ้นงานเกาตกคางอยูใหน ําชิ้นงานเกาออกจากปากกาคีบช้ินทดสอบ
4. ปดฝาครอบ
5. จดั ใหสวติ ชฉกุ เฉนิ นั้นอยใู นตําแหนง ดึงขึน้
6. เปด สวิตชหลัก
7. ปรับเครื่องนับรอบใหเปนศนู ย โดยกดปุม RST เครือ่ งนบั รอบควรแสดงเลข 0
8. เปด มอเตอรโ ดยใชส วิตชควบคมุ มอเตอร
9. เม่อื มอเตอรหมนุ ดูวา เคร่ืองทํางานเรยี บรอยดีหรือไม
10. ดูวาเครอ่ื งนบั รอบและวัดรอบทาํ งานหรอื ไม
11. ตรวจสอบวา สวิตชตดั การทํางานอตั โนมตั ิทํางานหรือไม โดยหมนุ มอื หมุนเพ่ือยกฐานดานลางท่มี ชี องสอด
ชิน้ งานข้ึน เมอ่ื ฐานผานสวิตชเ ครือ่ งควรจะหยุดทาํ งาน
ถาหากวาทุกอยา งเรยี บรอ ยแสดงวา เคร่ืองอยูในสภาพพรอมท่จี ะทาํ การทดลอง
35
การใสช ้ินทดสอบ (ดรู ูปที่ 8 ประกอบ)
1. ปรับใหแรงกระทําเปน ศูนย (รูปท่ี 8(a))
2. ใสชน้ิ งานโดยเอียงชิน้ ทดสอบสอดดานปลายเขากับตลับลูกปน กอน(รปู ที่ 8(b))
3. ดงึ ชิ้นงานเขาขันกบั ปากกาคีบ (รปู ที่ 8(c)) แลว ขันใหแ นน
4. ตรวจสอบวา ติดตงั้ ชิ้นทดสอบไดต รงถูกตองและเทีย่ งตรงหรอื ไม โดยการใชมือหมนุ เพลาดูแลว สังเกตการ
หมุน ถา เกดิ การสายมากใหใสช ิ้นทดสอบใหม
5. ปด ฝาครอบ
รปู ท่ี 8 ขั้นตอนการใสช้ินทดสอบ
การทดลอง
เมอื่ ตดิ ต้ังช้ินทดสอบเรียบรอยแลว ข้นั ตอนการทดลองมีดังตอไปน้ี
1. เปดมอเตอร
2. หมุนมือหมุนเพ่ือปรบั ใหไ ดแรงทตี่ องการในตารางบันทึกผลการทดลอง อยาปรับแรงกระทํากอ นท่จี ะเร่ิม
หมนุ เพราะอาจทาํ ใหช ิ้นทดสอบเสยี หายภายใต static load ไมใชความลา และเมื่อเปดมอเตอรแลวควรปรบั
แรงใหไดค า ที่ตองการใหเรว็ ท่สี ุดเทาทจี่ ะทําได
3. กด reset บนเครื่องวัดจํานวนรอบ เพือ่ เรม่ิ นับจํานวนรอบ
4. เมอื่ ชนิ้ ทดสอบขาด มอเตอรจะหยดุ อตั โนมัติ จากนนั้ บันทกึ จํานวนรอบ
5. ปด สวิตชมอเตอรเปด ฝาครอบและถอนชิ้นทดสอบออก ระวงั ชิ้นงานทแี่ ตกหักดวยความลา จะมคี วามรอนสูง
6. เปลี่ยนช้ินทดสอบใหมแลวทดลองจนครบตามที่ตอ งการ
7. เมอื่ ทดลองเสร็จแลว ใหเ ก็บเครอ่ื งมือ ถอดปลั๊กใหเรยี บรอย
การวเิ คราะหผ ลการทดลองและแสดงผล
หาคา ความเคน เนอื่ งจากแรงบิดทกี่ ระทําทีจ่ ุดแตกหกั แลว เขียนกราฟแสดงความสมั พนั ธร ะหวา งความเคนและ
จํานวนรอบ โดยใช semi-log กราฟ โดยเขยี นจํานวนรอบอยใู นแกน log รปู ทไี่ ดค วรมลี กั ษณะที่แสดงในสวนของ
ทฤษฎี
เอกสารอางอิง
1. คูมืออปุ กรณการทดลอง GUNT Fatigue Testing Apparatus
2. Shigley, J.E., Mischke, C.R., “Mechanical Engineering Design,” 5th ed., McGraw-Hill, 1989
36
ตารางบันทึกผลการทดลอง
ชิ้นทดลองท่ี แรงกระทํา ขนาดของความเคน จาํ นวนรอบท่ีเสยี หาย
(kPa) (รอบ)
1 (N)
2
3 150
4 160
5 170
6 180
190
200
37
มาตรวัดความเครียดแบบความตานทานไฟฟา
เรยี บเรียงโดย ดร. กนตธร ชํานปิ ระศาสน
กลาวนํา
เอกสารน้จี ะกลา วถึงการทํางานของมาตรวดั ความเครยี ดแบบความตานทานไฟฟา (electrical resistance
strain gage) โดยมีจดุ มงุ หมายที่จะกลา วถึงแตหลักการทํางานขั้นพน้ื ฐานและแนวความคิดเบ้ืองตนของ strain
gage แบบน้เี ทา น้นั โดยหวังวาเอกสารนจ้ี ะมีประโยชนกบั ผทู ่ยี ังไมมคี วามรพู ื้นฐานเกย่ี วกับ strain gage ใหเ ขาใจ
ถงึ วธิ ีการและแนวความคดิ โดยไดต ัดรายละเอียดบางสวนออก แตส าํ หรับรายละเอยี ดอ่ืน ๆ นนั้ ผูส นใจสามารถ
หาไดจากเอกสารอางองิ [1,2,3] ของเอกสารชุดน้ี
ความเครียดทางวศิ วกรรม (Engineering Strain), ε, สําหรับวสั ดทุ ี่อยภู ายใตภาระแบบธรรมดา นิยามวา
คืออัตราการเปลี่ยนแปลงความยาวของวสั ดตุ อหนวยความยาวเดิม (ดังน้ันในบางกรณอี าจพบวา มีผูเ รียกวา unit
strain) สาํ หรับความเครยี ดตามแนวแกน εa สามารถเขยี นเปนสมการไดเปน
εa = dL ≈ L2 − L1 = ΔL (1)
L L1 L1
เมื่อ εa = axial strain
L1 = linear dimension
L2 = final linear dimension
ซึง่ จะเห็นวาคา ความเครียดน้ันจะไมม มี ิติ แตอ ยางไรก็ตามสําหรับทางวศิ วกรรมนั้น สวนใหญน ั้นจะใหความ
สนใจกับวสั ดใุ นชวงทีม่ อี ัตราการยืดตวั ที่นอย (อยูในชวง elastic limit) ซึง่ จะทาํ ใหค า ความเครยี ดมีคา ตวั เลขที่
นอยมาก ดังนน้ั ในบางกรณีจึงนิยมที่จะคณู คา ตัวเลขท่ีไดน ั้นดว ยหนง่ึ ลาน และเรียกคา ท่ไี ดวาเปน microstrain
(μ-strain หรือ μ-m/m) ถาหากทราบคา ความเครียดแลว นั้น คา ความเคน (stress) ทเี่ กิดข้ึนในช้นิ งาน
สามารถหาไดโ ดยใชความสัมพันธของความเคน-ความเครยี ด ซึง่ ไดศกึ ษาในวิชากลศาสตรของแข็ง (หรือในวิชา
กลศาสตรข องวัสด)ุ ตัวอยา งเชนกรณีของ isotopic materials ใน 3 มติ ิจะไดวา
εij = 1+ ν σij − ν δijσ kk (2)
E E
โดย E คือ Young’s Modulus
ν คอื Poisson’s Ratio
ดังน้ันเม่ือทราบคาความเครียดก็จะสามารถหาคาความเคนและคาภาระกรรมตางท่ีเก่ียวของได ทําให strain gage
เปนอุปกรณท่ีสําคัญมากแบบหนึ่งในทางวิศวกรรม โดยเฉพาะอยางย่ิงในดานการวัดและเครื่องมือวัดซ่ึงสามารถ
นําไปประยุกตตอ ถงึ การวดั การเคลือ่ นท,ี่ ความดนั , แรง, โมเมนต ฯลฯ.
การวดั ความเครยี ด
การวดั ความเครยี ดนนั้ วดั ไดท ั้งแบบโดยตรงและทางออม การวดั โดยตรงก็คือคาที่อานไดจะเปนสัดสวน
โดยตรงกับความเครียดที่เกิดข้ึนบนช้ินงานเลย สําหรับ strain gage น้ันเปนการวัดความเครียดโดยตรงนั่นคือคาท่ี
อานไดจาก strain gage จะเปนสัดสวนโดยตรงกับความเครียดที่เกิดขึ้น อยางไรก็ตามในชวงกอนทศวรรษท่ี 1930
น้ันยังไมมีอุปกรณที่สามารถอานคาความเครียดไดโดยตรง แตจะเปนการอานคาระยะการยืดตัวท่ีเกิดขึ้นกับ
38
อุปกรณวัดความเครียดโดยตรงนั้นมีหลายแบบ เชนแบบที่ใชหลักการทางไฟฟา ซึ่งโดยปกติจะใช
หลักการของ resistive, capacitate, inductive หรือ photoelectric สําหรับ strain gage ท่ีนิยมใชกันอยางกวางขวาง
และอาจกลาวไดวากวางขวางที่สุดจะเปนแบบ resistive คือวัดการเปล่ียนไปของความตานทานไฟฟา สวน
อุปกรณวัดความเครียดแบบอื่นๆนั้นก็จะใชหลักการของ optical เชน photoelasticity, Moire technique, และ
holographic interferometry เปนตน
Electrical Resistance Strain Gage
ในป 1856 Load Kelvin แสดงใหเห็นวาความตานทานไฟฟาของลวดทองแดง และลวดเหล็กนั้น จะ
เปล่ียนไปเมื่อตกอยูภายใตความเครียด โดยเขาไดใช Wheatstone bridge circuit และ galvanometer เปนอุปกรณท่ี
ใชในการทดลอง อยางไรก็ตาม strain gage แบบความตานทานไฟฟาท่ีสามารถนํามาใชงานไดจริงนั้นได
แพรหลายขึ้นในชวงปลายทศวรรษ 1930 และเม่ือเทคโนโลยีของวัสดุพัฒนาข้ึน strain gage ก็ไดรับการพัฒนา
เร่อื ยมา รูปท่ี 1 แสดงถึงสว นประกอบ strain gage ท่ีมใี ชอ ยใู นปจ จุบันน้ี
(a) (b)
รปู ที่ 1 (a) สว นประกอบของ resistance strain gage (b) การเรียกชื่อสว นตา งๆ
Resistance Strain Gage ท่เี ปน โลหะ
ทฤษฎแี ละหลักการของ Resistance strain gage นน้ั ไมม อี ะไรซับซอน จากหลักการทเี่ มื่อลวดนั้นถูกดึง
จะทําใหค วามยาวเพ่ิมขึ้นและพนื้ ทหี่ นาตัดลดลง ยังผลใหส ภาพความตา นทานไฟฟาเปลย่ี นไป ถาหากวาลวดน้ัน
อยูต ิดกบั ช้ินงาน เมื่อชิน้ งานเปลี่ยนขนาดไปลวดก็จะเปล่ียนแปลงขนาดตามไปดวย ดังนั้นการวัดการเปล่ยี นแปลง
คา ความตา นทานไฟฟาของเสนลวดกจ็ ะเปน สัดสวนกับความเครียดที่เกิดขนึ้ กบั ชิ้นงาน
ความสัมพันธข องคณุ สมบตั ิทางไฟฟาและคุณสมบัติทางกลของวัสดุน้ัน สามารถหาไดด ังตอ ไปน้ี
สมมุตวิ า ลวดตัวนํามีความยาวเริ่มตน L พ้ืนทหี่ นาตดั CD2 (เสน ลวดไมจําเปนตองมีหนาตัดเปน วงกลม โดย D จะ
39
จากหลักการไฟฟา เบือ้ งตน
R = ρL = ρL (3)
A CD2
เมอ่ื R คือ ความตา นทานไฟฟา (Ω) และ ρ คือ resistivity ของวสั ดุ (Ω m) เมื่อเสนลวดยดื ตัวออกน้ัน จะ
สามารถพิจารณาไดวา คา ทกุ คาในสมการท่ี (3) ยกเวนคา C นนั้ เปล่ยี นไป ดังนั้นอนุพนั ธของสมการ (3) จะเปน
CD2 ( Ldρ + ρdL) − 2CρLDdD
( )dR =
CD2 2 (4)
= 1 ⎣⎢⎡( Ldρ + ρdL) − 2ρL dD ⎤
CD2 D ⎦⎥
หารสมการท่ี (4) ดว ย (3) จะได
dR = dL − 2 dD + dρ (5a)
R L Dρ
ซงึ่ อาจเขียนอยใู นรูป
dR / R = 1 − 2 dD / D + dρ / ρ (5b)
dL / L dL / L dL / L
แต
dL = axial strain, εa
L
dD = lateral strain,ε L
D
และกําหนดให − dD / D = Poisson' s ratio, ν
dL / L
ซ่งึ จะได dR / R = F ; gage factor
dL / L
F = dR / R = dR / R = 1+ 2ν + dρ / ρ (6)
dL / L εa dL / L
ซงึ่ สมการนจ้ี ะเปนสมการพน้ื ฐานของ strain gage แบบความตานทานไฟฟา
ในขั้นตนนี้มาลองพิจารณาสมการที่ (6) ถาหากวาเราให ρ คงที่จะไดวา F=1+2ν ซ่ึงสําหรับโลหะ
ทวั่ ไปๆก็คงจะประมาณไดคา F = 1+ (2)(0.3) = 1.6 ซ่ึงคาของ F ในกรณีที่ ρ ไมคงท่ีน้ันก็คงจะไมตางไปจากคาน้ี
เทาใดนัก โดยปกติแลวคา gage factor จะทราบไดจากผูผลิต strain gage น้ันๆซึ่งคาที่พบมากจะมีคาประมาณ 2.0
(ขึ้นกับวัสดุที่ใช) รายละเอียดของ gage factor นั้นจะไมขอกลาวในท่ีน้ีแตจะสรุปคา gage factor ของวัสดุตางๆไว
ในตารางทายเอกสารนี้ สวนอีกคาหนึ่งที่จะไดมาจากผูผลิต strain gage คือคาความตานทานของ strain gage, R,
ซึ่งท้ังคา F และ R นั้นจะถือวาเปนคาคงท่ีในสภาพการทํางานของ strain gage ในชวงความเครียดท่ีเหมาะสมกับ
การใช gage แบบน้นั ๆ จากสมการที่ (6) จะได
εa = dR / R 1 ΔR (7)
≈
F FR
40
ถา หากวาเราทราบคา ΔR ที่เปลี่ยนไปเมือ่ วัสดุตกอยภู ายใตค วามเครยี ด กจ็ ะทําใหสามารถหาคา ความเครียดน้ันได
โดยใชสมการท่ี (7) นี้
วงจรไฟฟาที่ใชกบั Strain Gage
วงจรไฟฟาที่จะใชกับ strain gage น้ันจะตองเปนวงจรไฟฟาที่มีความไวสูงมาก ลองพิจารณากรณี
ทั่วๆไป จากสมการที่ (7) ถาหากใช strain gage ที่มี F= 2.0, R=120 Ω เม่ือเกิดความเครียดขึ้น 1 μ-strain จะไดวา
คา ΔR = FRε = (2)(120)(1x10-6)= 0.00024 Ω หรือความตานทานของ strain gage จะเปลี่ยนไป 0.0002% ซ่ึง
เปนคาท่ีนอยมากและการเปลี่ยนแปลงความตานทานในระดับนี้คงไมสามารถที่จะใชโอหมมิเตอรธรรมดาวัดคา
ได ดังนน้ั จงึ จําเปน จะตอ งมวี งจรไฟฟา สําหรับท่จี ะวัดการเปล่ยี นแปลงความตานทานในระดบั นี้
โดยปกติแลวจะมีวงจรไฟฟาหลายวงจรท่ีใชสําหรับ strain gage แตในเอกสารน้ีจะกลาวถึงเฉพาะวงจร
Wheatston bridge เทานั้นเพราะอาจจะกลาวไดวาเปนวงจรทนี่ ยิ มใชก บั strain gage มากท่ีสดุ ก็ได
The Wheatston bridge Circuit
สําหรับวงจรไฟฟามาตราฐานนี้ทานคงจะไดเรียนมาในวิชาวงจรไฟฟาเบ้ืองตนแลว จากรูปถาหากวา
วงจรไฟฟาน้ีสมดุลนั่นคือไมมีกระแสไฟฟาไหลผานมิเตอร หรือ ig = 0 สําหรับกรณีนี้จะได i1 = i2 และ i3 = i4
แตความตางศักยที่ตกครอมมิเตอรก็จะตองเปนศูนยเชนกันดังนั้น i1R1 =i3R3 และ i2R2 = i4R4 จากความสัมพันธ
ดงั กลาวจะไดวา
R1 = R3 หรือ R1 = R2 (8)
R2 R4
R3 R4
รูปที่ 2 (a) Simple Wheatston Bridge Circuit (b) การตดิ strain gage สาํ หรับ simple tension
ซึ่งจากหลักการนี้สามารถจะวัดการเปล่ียนแปลงความตานทานของความตานทาน แตละตัวไดแตเปนการใชการ
ตรวจจับ voltage แทนที่จะตรวจจับความตานทาน ซ่ึงวงจรสําหรับ strain gage น้ีบางคร้ังเรียกวา Voltage-
sensitive Wheatston bridge เมอื่ พจิ ารณาจากรูปที่ 2 (a) ได
e0 = eB - eD
หรือโดยใช voltage-divider relation จะได
e0 = ⎛ R2 − R4 ⎞
ei ⎜⎜ R1 + R2 R3 + R4 ⎟⎟⎠
⎝
41
⎛ R2 R3 − R4 R1 ⎞
e0 = ei ⎜⎜ R1 + R2 R3 + R4 ⎠⎟⎟
⎝
( )( )หรอื
ถาหากวา R1 เปล่ียนไป ΔR จะได
( ( )( ) )e0 ⎡ ⎤
R2 R3 − R1 + ΔR1 R4 ⎥
+ Δe0 = ei ⎢ R1 + ΔR1 + R2 R3 + R4 ⎦⎥
⎣⎢
ถา หากวา bridge สมดุลจะไดวา e0 = 0 ดังนัน้ สมการขา งบนนจ้ี ะเปน (ขอละรายละเอยี ดทางคณิตศาสตรไว)
( )Δe0 = ΔR1 / R (9)
ei 4 + 2 ΔR1 / R
และจาก ε = 1 ΔR หรอื ΔR = FRε ดังนนั้
FR
e1Fε
Δe0 = 4 + 2Fε (10)
ซึ่งสมการนี้จะใหคาการเปล่ียนแปลงของความตางศักยที่สามารถตรวจวัดได สําหรับสมการน้ีเมื่อพิจารณาคร้ัง
แรกอาจจะเห็นวา volt น้ันไมไดเปน linear function ของ strain แตถาหากลองพิจารณาในกรณีท่ีคาของ strain น้ัน
มคี านอ ยมากทําให 4 + 2Fε ≈ 4 ซ่ึงจะไดว า
Δe0 ≈ e1Fε
4
ดังน้ันในชวงที่คาความเครียดมีคานอยนั้น คาการเปลี่ยนแปลง voltage และ strain จะประมาณไดวาเปน linear
function ตอกัน ลองพิจารณากรณีที่ยกเปนตัวอยางกอนหนานี้สําหรับ strain gage ที่มี F = 2.0, R = 120Ω ใชกับ
วงจรท่ีมีคา ei = 8 V จะได Δe0 = 8×2×ε และสําหรับความเครียด ε = 1 μ-strain ซ่ึงสามารถประมาณได
4+2×2×ε
วา 4 + 4ε ≈ 4 ซึง่ ทําใหได e0 = 4ε V = 4 μV
Bridges ทใ่ี ชแขนสองแขนหรอื สแ่ี ขน
ในหลายกรณีอาจจะมีการใช strain gage มากกวาหนึ่งแขนเพ่ือลดผลกระทบในการอานคา เชน
ผลกระทบจากอณุ หภมู ิ, หรือจากผลของคาความเครียดในแนวที่ไมตองการ รายละเอียดของการติดต้ัง strain gage
แบบตางๆเพื่อลดผลกระทบหลายๆแบบนั้นไมกลาวในรายละเอียดในเอกสารน้ี แตไดรวบรวมผลสรุปไวใน
ตารางที่ 1 สาํ หรับรายละเอยี ดผทู สี่ นใจนน้ั สามารถศกึ ษาไดจ ากหนังสืออางอิง [2,3]
ผลกระทบของอณุ หภมู ิ
เมื่อมีกระแสไฟฟาผานขดลวดความตา นทานนัน้ จะทําใหเกิดความรอนข้ึน ซ่ึงอาจทําใหสภาพทางไฟฟา
ของขดลวดเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเม่ือมีกระแสไฟฟาผาน strain gage ระยะหนึ่งอาจทําใหความตานทานของ
ขดลวดเปล่ียนไปแมวาความเครียดของขดลวดไมมีการเปลี่ยนแปลงไป การปองผลกระทบน้ีสามารถทําไดโดยใช
strain gage ชนิดเดียวกันติดบนชิ้นวัสดุแบบเดียวกับช้ินงาน แตไมมีการใหภาระกรรมใดๆกับช้ินงานน้ี ดังแสดง
ในรูปที่ 3 ดังนั้นเมื่อมีกระแสไฟฟาผานขดลวดจะทําใหท้ัง gage ท่ีติดบนช้ินงานจริงและ gage ท่ีติดไวโดยไมมี
ภาระกรรมเกิดการเปล่ียนแปลงเน่ืองจากอุณหภูมิท่ีเปล่ียนแปลงไปเน่ืองจากกระแสไฟฟาเทากันจากวงจร bridge
พื้นฐาน
R1 = R3
R2 R4
42
รูปท่ี 3 การติด strain gage เพือ่ ปอ งกันผลกระทบของอุณหภมู ิ
ถาหากวาอุณหภูมิเปล่ียนไปเน่ืองจากกระแสไฟฟาท่ีไหลผานขดลวด ทําใหความตานทานของ gage 1 และ 2
เปลี่ยนไป ΔR ซง่ึ จะได
R1 + ΔR = R3
R2 + ΔR R4
โดยถาหากวากอนท่ีอุณหภูมิจะเปล่ียนไป (ซึ่งทําใหความตานทานเปล่ียนไป) bridge อยูในสภาพสมดุล เมื่อ
อุณหภูมิของ gage ท้ังสองเปล่ียนไป วงจร bridge ก็ยังจะสมดุลอยูจนกวาจะมีความเครียดเกิดขึ้นบน gage 1
ดังน้ันการติดต้ังแบบนี้จะสามารถปองกันผลกระทบจากอุณหภูมิที่เปล่ียนแปลงไปได สวน gage ท่ีติดโดยไมมี
ภาระกรรมใดๆกระทาํ มกั จะเรียกวา “dummy gage”
Bridge Constant, k
การใช bridge มากกวาหนึ่งแขนนั้นจะทําใหมีการอานคา voltage ที่ตกครอมวงจรไดมากกวาความเปน
จริง ทําใหตองมีการปรับคาที่อานไดจริงเพื่อท่ีจะไดคาผลลัพธท่ีตองการออกมา โดยคาท่ีใชปรับนี้เรียกวา bridge
constant, k, ซง่ึ นยิ ามวา
A (11)
k=
B
เมอ่ื A = ผลทไี่ ดจ ากการอา นคาจรงิ จาก Bridge circuit
B = ผลลัพธข องbridge ถา มี gage เพียงตวั เดียววดั คาความเครียดสูงสุด
สําหรับคา bridge constant นี้ขึ้นอยูท้ังกับลักษณะการติด strain gage, ทิศทางที่ตองการอานคา, ชนิดของวัสดุ ซึ่ง
คา k ของการติด gage แบบตางๆแสดงไวในตารางที่ 1 สําหรับตัวอยางของการหาคา Bridge constant ก็เชนการ
ติด strain gage 2 ตัวบนชิ้นงานที่รับแรงดึงทั้งคูตามรูปท่ี 4(a)จะพบวาคาแรงเคล่ือนไฟฟาท่ีอานไดจากวงจรจะ
เปน สองเทาของคา ทีอ่ า นไดจากการตดิ strain gage เพียงตัวเดียว ดังน้ันในกรณีน้ีเราจะไดวาคา bridge constant จะ
เทากันและการติดตั้งแบบนจี้ ะเปน การลดผลกระทบของอุณหภูมโิ ดยไมต องมี dummy gage
(a) (b)
รูปท่ี 4 การติดต้ัง Strain gage มากกวา 1 ตวั
43
อีกตัวอยางหนึ่งเปนการติดตั้งตามรูปที่ 4(b) การติดต้ังเชนนี้จะทําใหการเปล่ียนแปลงความตานทานของ strain
gage ตัวหนงึ่ อยูในแนวแกนและอกี ตวั หนึ่งเปน ไปในแนวขวาง หรอื จากสมการที่ (7)
ΔR1 = εa F1 (12)
R1
และ ΔR2 = −νεa F2 (13)
R2
เมื่อ ν คือคา Poisson’s Ratio สําหรับการติดตั้งเพียงตัวเดียวการเปล่ียนแปลงแรงเคลื่อนไฟฟาจะเปนไปตาม
สมการที่ (9) คือ
( )Δe0 = ΔR1 / R (14)
ei 4 + 2 ΔR1 / R
แตถาหากวา ความตานทานสองตัวของ bridge เปลี่ยนไป จากการวิเคราะหวงจรจะไดความสัมพันธของการ
เปลีย่ นแปลงแรงเคล่อื นไฟฟา เปน
ΔR1 / R(1 + ν)
4 + 2 ΔR1 / R (1 − ν)
( )Δe0= (15)
ei
คา Bridge constant, k จะเปนอัตราสวนของคาท่ีอานจริง ตอดวยคาสูงสุดของ gage หลักท่ีติดต้ังคาเดียว ดังนั้นคา
k ในกรณีนจ้ี ะเปน อัตราสวนของสมการท่ี (15) ตอ ดว ยสมการที่ (14) หรอื
(ΔR / R)(1 + v) / [4 + 2(ΔR / R)(1 − v)] (16)
[ ]k = (ΔR / R) / 4 + 2(ΔR / R)
หรอื (1+ v)[4 + 2(ΔR / R)]
k = [4 + 2(ΔR / R)(1− ν)]
และในกรณที กี่ ารเปลีย่ นแปลงความตา นทานนอ ยมาก ΔR → 0 จะไดค า Bridge constant ประมาณไดว า เทากับ
R
k ≈1+ν (17)
สําหรับการติดต้ังแบบน้ีจะชวยลดผลกระทบของ อุณหภูมิและ Bending Moment ที่เกิดขึ้นบนช้ินงานและทําให
คาท่ไี ดนั้นเปน คาความเครยี ดในแนวแกนเดยี วอยา งแทจ รงิ
สําหรับการติดตั้งแบบอ่ืนน้ันจะมีคา k แตกตางกันออกไป ตารางท่ี 1 ไดรวบรวมคา Bridge Constant
ของการตดิ ต้งั แบบตางๆไวใ หแลว สาํ หรับรายละเอยี ดสามารถหาไดจ ากหนังสืออานประกอบ
การเลอื กใชว ัสดใุ นการประกอบ strain gage
สวนประกอบที่สําคัญในการติดตั้ง strain gage ประกอบดวย ขดลวด (grid material), วัสดุหอขดลวด
(backing material), วัสดุท่ีใชในการติดต้ัง (bonding material) และนอกจากน้ีก็จะเปนอุปกรณทางวงจรไฟฟาและ
อุปกรณใ นการอา นคา
คณุ สมบัติของวัสดุทีเ่ หมาะสมจะนํามาทําเปน ขดลวดของ strain gage ควรจะมีคุณสมบัติดังน้ีคือ มี gage
factor สูง, มี resistivity สูง, เม่ืออุณหภูมิเปล่ียนควรมีการเปล่ียนแปลงคุณสมบัติตางๆนอย, มีเสถียร (stability)
ทางไฟฟาสูง, มี yield strength และ endurance limit สูง,มี thermal emf เมื่อติดกับวัสดุอื่นต่ํา, เปนสนิมยากและ
ทนตอ การสกึ กรอนไดดี, นอกจากน้ันยังมีคณุ สมบตั ปิ ลีกยอ ยอืน่ ๆอกี หลายประการ
สําหรับวัสดุที่ใชเปนวัสดุหอขดลวดนั้นโดยสวนใหญจะเปนพวก Phenolic-impregnated fiberglass,
วสั ดุจําพวก epoxy โดยสว นใหญม วี ตั ถุประสงคท่ีจะใชงานในยานอุณหภมู ิ -75 ถงึ 100° C
44
สวนสารท่ีใชเปนตัวตดิ strain gage กบั ช้ินงานนั้นกจ็ ะเปนพวก cyanoacrylate, Phenolic, Ceramic โดย
ตารางท่ี 3 ทายเอกสารน้ีจะมีรายการของวสั ดทุ ่ีใชทาํ วัสดหุ อ และวสั ดุทใ่ี ชเปนตัวตดิ ต้ัง strain gage กับช้นิ งาน
สว นสิง่ ทสี่ าํ คญั ท่ีสุดของการติดตัง้ strain gage เขากบั ช้ินงานกค็ งจะเปน ความสะอาด โดยชิน้ งานจะตองทําความ
สะอาดอยางดีกอนที่จะมกี ารตดิ ต้ัง strain gage เพราะจะเปน ตัวกําหนดความถกู ตองทีไ่ ดจากการวดั ที่สาํ คัญ โดย
ชน้ิ งานจะตองทําความสะอาดสนิม, สที ท่ี าไว, นํ้ามนั ตางๆ กลาวโดยยอ กค็ อื จะตองตดิ strain gage ลงบนเนื้อของ
ช้ินงานโดยตรง
สาํ หรบั การบํารุงรักษา gage น้ันจะขึ้นอยกู บั วัสดุท่ีใชประกอบกันเปน strain gage เปน สําคัญ ผูใชควร
อานรายละเอยี ดของผผู ลติ ท่ีไดม าพรอมกบั gage นั้น
สรุป
จดุ มงุ หมายของเอกสารนมี้ จี ดุ ประสงคเ พยี งเพอ่ื แนะนําการใชงานเบื้องตนของ Strain gage แบบความ
ตา นทานไฟฟา ซึ่งไดต ัดรายละเอยี ดหลายๆอยางที่ผูท่จี ะตองใช strain gage ในข้ันทํางานจริงควรจะตองคน ควา
จากเอกสารอน่ื ๆ เพ่ิมเติมตอ ไป
สาํ หรับตารางทา ยเอกสารนี้ ตารางที่ 1 จะเปนลักษณะการตดิ ตั้ง strain gage แบบตา งๆ รวมถงึ
ความสามารถในการปองกันผลกระทบใดไดบางรวมถึงคา bridge constant สาํ หรบั วงจรแบบนนั้ ๆ ตารางที่ 2 จะ
เปน ตารางท่ีใชแ สดงคา gage factor ของวัสดุตา งๆท่ีนิยมนํามาทาํ strain gage สวนตารางท่ี 3 จะเปน ตารางแสดง
วสั ดทุ ใี่ ชห อ และตดิ strain gage
45
ตารางท่ี 1 การติด Strain Gage ในลกั ษณะตา งๆ
Standard Bridge Configuration
Requirement for null: R1/R2 = R3/R4
K= Bridge constant = Output of bridge / Output of primary gage
K = 1 Compensates for temperature if “dummy” gage is used in arm 2 or
arm 3.
Does not compensate for bending.
K=2 Compensates for bending.
K=1+v Two-arm bridge does not provide temperature compensation.
Four-arm bridge (“dummy” gage in arms 2 and 3) provides
temperature compensation.
Two-arm bridge does not provide temperature and bending.
K = 2(1 + v) Four-arm bridge does not provide temperature and bending.
K=1
K=2 Temperature compensation accomplished when if “dummy” gage
K=4 is used in arm 2 or arm 3.
K = (a+b)/a Bridge is also sensitive to axial and torsional components of
loading.
Temperature effect and axial and torsional components are
compensated.
Four-arm bridge.
Temperature effect and axial and torsional components are
compensated.
Temperature effect and axial and torsional components are
compensated.
46
ตารางที่ 1 (ตอ )
Standard Bridge Configuration
Requirement for null: R1/R2 = R3/R4
K= Bridge constant = Output of bridge / Output of primary gage
Torsion
K = 2 Two-arm bridge.
Temperature and axial load components are compensated.
Bending components are accemuated.
K = 2 Two-arm bridge.
Temperature and axial load components are compensated.
Relatively insensitive to bending.
K = 4 Four-arm bridge.
Sensitive to torsion only.
(Gages 1 and 3 are on opposite aces of the shaft from gages 2 and
4)
47
ตารางท่ี 2 วัสดุท่ใี ชทําขดลวด Strain Gage.
Grid Composition Approx. Approximate Resistivity Approximate Maximum
Material Gage Ohms per Temperature Operative
80% Ni; 20% Factor, Coefficient Temperature
Nichrome Cr Microhm·cm mil · foot of Resistance, (approve)
V* F 108 650
45% Ni; 55% 2.0 49 290 ppm/°C 1100
Constantan* Cu 2.0 400 480
Copel*; 112 680 11
Advance* 36% Ni; 8% 3.5 -
Isoelastic* Cr; 130 800 470
2.4 815
Kama* 0.5% Mo; Fe 48 260 18
remainder 0.47 -
Manganin 74% Ni; 20% 24 137 11
5.1 42 240 1100
Platinum- Cr; 1.9 7.8 45 1250 -
Iridium 3% Al; 3% Fe -12† 10 60 2000 -
Monel* 4% Ni; 12% 4.8 6000 -
3000
Nickel Mn;
Platinum 84% Cu
95% Pt; 5% Ir
67% Ni; 33%
Cu
* Trade names.
† Varies widely with cold work.
48
ตารางที่ 3 วัสดุที่ใชเ ปนตัวหุมและติด Strain Gage.
ตารางท่ี 4 Strain Gage แบบตา งๆทม่ี ใี ชในปจจุบัน
แบบ ชอ่ื : การใชงาน
Single Element : ใชวัดในแนวเดยี ว เปนแบบท่ีพบเห็นบอยทส่ี ุด
Two Element Rosette : ใชสาํ หรับ bridge สองแขน สามารถ
ปอ งกันผลกระทบของอณุ หภมู แิ ละ bending ในการวดั simple
tension
Three Element Rosette : ใชในการหาความเครียดท่จี ุดทต่ี ดิ
Radial Type : ปกติ gage แบบนีจ้ ะใชใ นการวัดความเครยี ดท่ี
เกดิ ข้นึ บน diaphragms เพือ่ นําไปหาความดัน