The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ นวส.2562 by modtanoi 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KITTIPONG KUMPAPONG, 2022-07-19 04:41:44

สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ นวส.2562 by modtanoi 2

สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ นวส.2562 by modtanoi 2

1

สรปุ เน้ือหาเตรยี มสอบนักวิชาการสง่ เสริมการเกษตร ปี 2562
by Modtanoi และเพ่ือนๆ

รวบรวมข้อมลู จากแนวขอ้ สอบหลายๆปี จากกลมุ่ เฟซบุ๊ค/กลมุ่ ไลน์ตา่ งๆ ข้อมลู เกา่ บ้าง ใหมบ่ ้าง ถูกบ้าง ผดิ บ้าง อัพเดทไมค่ รบ ตอ้ งขออภัยดว้ ยนะคะ

ข้อมลู กระทรวงเกษตรฯ และ กรมส่งเสริมการเกษตร
DOAE = Department of Agricultural Extension
เวบ็ ไซต์ = www.doae.go.th
ส่ือเกษตรครบวงจร = http://agrimedia.agritech.doae.go.th/
ถ่ายทอดสดทางไกล = www.stream.doae.go.th
website
1.asa-center.doae.go.th
= ระบบลงทะเบียน อกษ
2.co-farm.doae.go.th
= ระบบการสง่ เสรมิ การเกษตรแบบแปลงใหญ่
3.ssnet.doae.go.th
= ส่งเสรมิ เน็ต
4.person.doae.go.th
= กองการเจา้ หนา้ ท่ี
5.digital.doae.go.th
= นวตั กรรมดจิ ิทอล

ระบบการเรยี นร้ผู า่ นระบบอเิ ล็กทรอนกิ ส์ = e-learning.doae.go.th

สายด่วน 1170 กด 2 กด 7

วารสารกรม = วารสารส่งเสรมิ การเกษตร

สาํ นกั งานสง่ เสริมการเกษตร = มี 6 เขต

เขตท่ี 1 ชัยนาท เขตที่ 2 ราชบรุ ี เขตที่ 3 ระยอง

เขตท่ี 4 ขอนแก่น เขตท่ี 5 สงขลา เขตท่ี 6 เชียงใหม่

เขต 7 8 และ 9 ยกเลิกแลว้ เมือ่ 5 มนี าคม 2562

เขตท่ี 7 นครราชสีมา เขตท่ี 8 สุราษฎร์ธานี เขตที่ 9 พษิ ณโุ ลก

เกษตรที่สงู = สูงกวา่ 700 m = มี 8 จงั หวัด ไดแ้ ก่ กาญจนบุรี เชียงใหม่ เชยี งราย ลําพูน เลย แม่ฮ่องสอน พะเยา ตาก

คล่นื วทิ ยกุ รมส่งเสริมการเกษตร = AM 1386 kHz

วันพืชมงคล ปี 2562 ตรงกบั วนั ท่ี 9 พ.ค.2562

- อนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทําหน้าทพ่ี ระยาแรกนา

- พระโคพันธข์ุ าวลาํ พนู ได้แก่ พระโคเพิ่ม และ พระโคพู

- พระราชพธิ ีพืชมงคลจรดพระนงั คัลแรกนาขวัญ ประกอบดว้ ย 2 พิธีรวมกนั คือ พระราชพิธีพืชมงคลอนั เป็นพิธสี งฆ์ และพระราชพิธีจรด

พระนังคลั แรกนาขวัญ (วนั ไถหว่าน) อันเป็นพธิ ีพราหมณ์ ณ มณฑลพิธีทอ้ งสนามหลวง

- ผลการเสยี่ งทาย พระโคได้กิน ขา้ วพยากรณว์ ่า ธญั ญาหาร ผลาหาร จะบรบิ รู ณด์ ี

นํ้าและหญา้ พยากรณว์ ่า น้ําทา่ จะบรบิ รู ณพ์ อสมควร ธญั ญาหาร ผลาหาร ภกั ษาหาร มงั สาหาร จะอดุ มสมบูรณ์ดี

- วันมอบรางวัลเกษตรกรดเี ดน่ ตรงกบั วันพชื มงคลของทกุ ปี

วันสถาปนา 21 ตลุ าคม 2510 ---> วันที่ 21 ตลุ าคม 2562 ครบรอบ 52 ปี (แต่ ณ วันสอบ 8 ก.ย.62 ครบรอบ 51 ปี)

อธิบดีกรมสง่ เสรมิ การเกษตรคนปจั จบุ นั = นายสาํ ราญ สาราบรรณ์ คนท่ี 18 (นายเข้มแข็ง ยตุ ธิ รรมดาํ รง คนท่ี 19 แตง่ ต้ังมผี ล 1 ต.ค.2562)

อธิบดีกรมสง่ เสรมิ การเกษตรคนแรก= ศาสตราจารย์ ดร.ทาํ นอง สิงคาลวณชิ

รมต.เกษตรและสหกรณ์คนปจั จบุ นั = นายเฉลิมชยั ศรอี ่อน

ปลดั ก.เกษตรและสหกรณ์ = นายอนนั ต์ สุวรรณรตั น์

ช่อื เดิมกรมสง่ เสรมิ การเกษตร = กรมแพร่ขยายการเกษตร

วสิ ัยทศั น์ = เกษตรกรมคี วามเข้มแขง็ มีคุณภาพชีวิตทด่ี ี ใชเ้ ทคโนโลยีและนวัตกรรม และรายไดท้ ่มี ัน่ คง

คําขวัญ = สง่ เสริมการเกษตรอยา่ งสร้างสรรค์ กา้ วทันสถานการณ์ ปฏบิ ตั งิ านด้วยความภาคภูมิ

ค่านยิ ม = มงุ่ ม่ันบริการ ทมี งานเปน็ เลศิ เชิดชูคณุ ธรรม ผู้นาํ การเปลยี่ นแปลง

2

พนั ธกิจ

1. ส่งเสรมิ และพฒั นาเกษตรกรใหม้ ีความเข้มแขง็ และสามารถพ่ึงตนเองได้

2. ส่งเสรมิ และพฒั นาเกษตรกรใหม้ ขี ีดความสามารถในการผลติ และจัดการสินคา้ เกษตรตามความต้องการของตลาด

3. ให้บรกิ ารทางการเกษตรและผลติ ปัจจยั ทางการเกษตรเพอ่ื สนับสนุนและจาํ หนา่ ยแก่เกษตรกรและหน่วยงานทเ่ี กีย่ วขอ้ ง

4. ศึกษา วจิ ัย และพฒั นางานดา้ นการสง่ เสรมิ การเกษตร และบูรณาการการทํางานกับทกุ ภาคส่วน

DOAE

D = Development พฒั นาความรคู้ วามสามารถของตนเอง

O = Opinion Share กล้าคดิ กลา้ นําเสนอ

A = Accountability มจี ิตสาํ นกึ รบั ผดิ ชอบตอ่ บทบาทหนา้ ท่ขี องตนเอง

E = Excellent Communication การสื่อสารอยา่ งสรา้ งสรรค์

สาํ นกั งานเกษตรจงั หวดั 76 จงั หวัด + สํานักงานเกษตรกรงุ เทพมหานคร

สาํ นักงานเกษตรอําเภอ 878 อําเภอ + สาํ นกั งานเกษตรพ้นื ที่ 1 เขตมีนบุรี 2 ลาดกระบัง 3 ตลงิ่ ชัน 4 ทวีวัฒนา

ศนู ย์ปฏบิ ัตกิ าร 50 ศนู ย์ (ไมแ่ น่ใจ)

1) สนง.ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร 1-6 เขต

2) ศนู ยส์ ่งเสริมและพฒั นาอาชีพ 36 ศูนย์

3) ศนู ย์สง่ เสริมเทคโนโลยกี ารเกษตร 14 ศนู ย์

i. ศูนยแ์ มลงเศรษฐกิจ 2 ศูนย์ = เชยี งใหม่ + ชมุ พร

ii. ศนู ยว์ ศิ วกรรมเกษตร 2 ศูนย์ = ร้อยเอด็ + ชยั นาถ

iii. ศูนยส์ ง่ เสริมเยาวชนเกษตร 1 ศนู ย์ = กาญจนบรุ ี

iv. ศูนย์อารักขาพชื = 9 ศนู ย์

ยุทธศาสตรส์ ่งเสริมการเกษตร 20 ปี 2560-2579

1. วสิ ยั ทศั น์ = “เกษตรกรมีความเขม้ แขง็ มีคณุ ภาพชวี ติ ท่ดี ี ใช้เทคโนโลยีและนวตั กรรม และมรี ายได้ทม่ี ั่นคง”

2. พนั ธกิจ 4 ข้อ

1) พัฒนาเกษตรกรใหม้ ีความเขม้ แขง็ สามารถพ่งึ ตนเองได้

2) พฒั นาเกษตรกรใหม้ ีความสามารถในการผลติ ตามความตอ้ งการตลาด

3) ใหบ้ รกิ ารทางการเกษตร และผลติ ปจั จยั การเกษตรเพอื่ สนับสนนุ เกษตรกร

4) ศกึ ษา วจิ ยั พฒั นางานดา้ นการส่งเสรมิ เกษตร บรู ณาการทํางานทุกภาคส่วน

3. อาํ นาจหน้าท่ี 6 ขอ้

1) ดําเนนิ การตามกฎ

2) พัฒนาเกษตรกร ครอบครวั เกษตร องคก์ รเกษตร วิสาหกจิ ชมุ ชน

3) พฒั นาการผลิตและการจดั การสินค้าเกษตร

4) ฝกึ อาชีพ ถา่ ยทอดเทคโนโลยี ใหบ้ ริการทางการเกษตร

5) ศึกษาวิจัย และพัฒนาดา้ นการสง่ เสริมเกษตร

6) ปฏิบตั อิ ืน่ ๆ

4. ยุทธศาสตร์ 5 ข้อ

1) ยุทธศาสตร์ที่ 1 สง่ เสริมความมนั่ คงในอาชพี

i. องค์กรเกษตรเขม้ แขง็ ระดบั A รอ้ ยละ 80 / 25% ใน 5 ปี

ii. ศพก. เขม้ แขง็ ระดบั A ร้อยละ 100

2) ยทุ ธศาสตร์ท่ี 2 ส่งเสรมิ ประสทิ ธิภาพการผลติ สนิ คา้ เกษตร ยกระดับสู่มาตรฐาน

i. แปลงใหญ่พืช 42 ล้านไร่

ii. เกษตรกรรอ้ ยละ 80 ผลติ สินคา้ มีคณุ ภาพมาตรฐาน

iii. ตน้ ทุนลด 20% ผลผลิตเพิ่ม 20%

iv. รายไดเ้ ฉล่ยี เกษตรกร 390,000 บาท / 59,460 ใน 5 ปี

3) ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพิ่มมลู ค่า เพิม่ ความสามารถในการแข่งขัน

4) ยุทธศาสตร์ท่ี 4 เปน็ มติ รส่ิงแวดลอ้ ม บริหารทรพั ยากรเกษตร

i. ศจช. เข้มแขง็ ระดบั A รอ้ ยละ 100

ii. ศดปช เขม้ แข็งระดบั A ร้อยละ 100

5) ยุทธศาสตรท์ ี่ 5 พฒั นาศกั ยภาพองค์กร ใช้นวตั กรรมบรหิ าร

3

5. กลมุ่ เปูาหมาย
1) Subsisten farming = เกษตรกรที่ทาํ การเกษตรเพื่อยงั ชีพ
2) Semi – Commercial farming = เกษตรกรกง่ึ พาณิชย์ บรโิ ภค+จําหนา่ ย
3) Commercial farming = เกษตรกรผลติ เพ่อื จาํ หนา่ ยเป็นหลัก

6. หลกั การของแผนส่งเสริมเกษตร 20 ปี มี 6 หลกั
1) ยึดหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
2) เกษตรกรเปน็ ศูนยก์ ลางการพัฒนา = พ้นื ท่ี-คน-สนิ คา้
3) หลกั การสง่ เสริมและพัฒนาตามศกั ยภาพของเกษตรกรและลักษณะการทาํ ฟาร์ม
4) ยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี + ยทุ ธศาสตรเ์ กษตรและสหกรณ์ 20 ปี
5) เปาู หมายยทุ ธศาสตร์ 20 ปี กระทรวง
6) 5 Smart
i. SF/YSF
ii. SG
iii. SP
iv. SOC
v. SO

7. เปูาหมาย
1) องคก์ รเกษตรมคี วามเขม้ แขง็ ระดบั A ร้อยละ 80
2) รายได้เฉล่ียของเกษตรกร 390,000 บาท/คน

ยุทธศาสตร์กรมส่งเสรมิ การเกษตร 2560 – 2564

1. ยุทธศาสตร์ท่ี 1 = พฒั นาเกษตรกร พฒั นาการผลิตสนิ ค้า และส่งเสรมิ เศรษฐกจิ พอเพยี ง

1) เกษตรกร เป็น SF YSF SG กลุ่มเกษตรกร องคก์ รเกษตรกร มคี วามเขม้ แข็ง สามารถพึง่ พาตนเองได้

2) สนิ ค้า เป็น SP สนิ ค้ามคี ณุ ภาพ ได้มาตรฐาน ตรงกบั ความต้องการของตลาด

3) ภาคการเกษตรยง่ั ยนื ตามหลกั พอเพยี ง

2. ยทุ ธศาสตร์ท่ี 2 = การขับเคลอ่ื นการดําเนินงานโดยใช้เคร่อื งมือสง่ เสริมการเกษตร

1) บูรณาการเปน็ ระบบ FFS KM

2) ศพก.

3) แปลงใหญ่

3. ยุทธศาสตรท์ ่ี 3 = การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการสง่ เสรมิ การเกษตรโดย Smart Office

1) ระบบ MRCF ไปสู่ Smart Officer

หลักในการทาํ งานรชั กาลท่ี 10 = “คนไทยรักกนั ตั้งจิตอาสา ทํางานดว้ ยหัวใจ”

หลักในการทํางานรัชกาลท่ี 9 = 23 ขอ้

1. ศกึ ษาขอ้ มูลใหเ้ ปน็ ระบบ 2. ระเบดิ จากภายใน 3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก

4. ทาํ ตามลาํ ดับข้นั 5. ภูมิสงั คม ภมู ิศาสตร์ สงั คมศาสตร์ 6. ทํางานแบบองค์รวม

7. ไมต่ ิดตํารา 8. รจู้ กั ประหยดั เรยี บงา่ ย ไดป้ ระโยชน์สงู สุด 9. ทาํ ให้งา่ ย

10. การมสี ่วนร่วม 11. ตอ้ งยึดประโยชนส์ ว่ นรวม 12. บริการทจี่ ดุ เดยี ว

13. ใชธ้ รรมชาติช่วยธรรมชาติ 14. ใช้อธรรมปราบอธรรม 15. ปลกู ปาุ ในใจคน

16. ขาดทุนคือกําไร 17. การพ่งึ พาตนเอง 18. พออยพู่ อกิน

19. เศรษฐกจิ พอเพียง 20. ความซ่อื สตั ยส์ จุ รติ จรงิ ใจต่อกัน 21. ทาํ งานอยา่ งมีความสขุ

22. ความเพยี ร 23. รู้ รกั สามัคคี

คําขวญั วนั เด็ก ปี 2562 = "เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาต"ิ

ทิศทางการทางานากรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2562

1. หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง 3 หว่ ง 2 เงอื่ นไข นาํ ไปสู่ ชีวิต/เศรษฐกจิ /สังคม/ส่ิงแวดล้อม = สมดลุ /ม่นั คง/ยง่ั ยนื

1) พอประมาณ 1) เงือ่ นไขความรู้

2) มเี หตผุ ล 2) คุณธรรม

3) มีภูมคิ มุ้ กันท่ดี ี

2. หลักการทรงงานมี 23 ข้อ

3. เป้าหมายกรมส่งเสรมิ การเกษตร = ทาใหเ้ กษตรกรอยดู่ ีมีสขุ อยา่ งยงั่ ยนื

4

4. 9 สมดุล “สู่ความเป็นเลศิ ของภารกิจส่งเสรมิ การเกษตร”

1) ตัวชดั

2) เปูาชดั วัดได้

3) งานตามนโยบาย

4) สง่ เสรมิ ระดบั พืน้ ท่ี

5) สมดลุ

6) เกษตรกรคอื ผ้ปู ระกอบการ

7) T&V

8) ประกอบการอยา่ งสมดลุ

9) มติ รสงิ่ แวดล้อม

5. แนวทางการดาํ เนินงาน 15 แนวทาง และ หนว่ ยงานเจา้ ภาพ (เกี่ยวกบั กรมสง่ เสรมิ การเกษตร 3 แผนงาน)

แผนงาน เจา้ ภาพ

จัดการทรพั ยากรนํ้า ระบบสง่ นาํ้ /กระจายนา้ํ กรมชลประทาน

ศนู ยเ์ รียนรกู้ ารเพ่มิ ประสิทธภิ าพการผลติ สินคา้ เกษตร กรมสง่ เสรมิ การเกษตร

ระบบการส่งเสรมิ การเกษตรแบบแปลงใหญ่ (แปลงใหญ่) กรมส่งเสรมิ การเกษตร

พฒั นา Smart Farmer/ Young Smart Farmer กรมส่งเสรมิ การเกษตร

การดี ระเบียบประมงให้เป็นไปตามมาตรฐาน กรมประมง

บรหิ ารจดั การพนื้ ทีเ่ กษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) กรมพฒั นาทีด่ นิ

เกษตรอินทรยี ์ กรมวิชาการ หรือ กรมพฒั นาทดี่ นิ (ไม่แน่ใจ)

เกษตรทฤษฎีใหม่ สนง.ปลดั กษ.

ธนาคารสินคา้ เกษตร กรมส่งเสรมิ สหกรณ์

ชว่ ยเหลอื ด้านหนสี้ นิ สมาชิกสหกรณ/์ กลมุ่ เกษตรกร กรมส่งเสรมิ สหกรณ์

เพิ่มมลู คา่ สนิ ค้าและการใชเ้ ครือ่ งจักรกลทางการเกษตรแทนแรงงาน กรมส่งเสรมิ สหกรณ์

แผนการตลาดและการผลติ ข้าวครบวงจร กรมการขา้ ว

ทดี่ ินทํากิน/ ส.ป.ก. สปก.

ตลาดสนิ คา้ เกษตร องคก์ ารตลาดเพื่อเกษตร

พัฒนาสนิ ค้าเกษตรสมู่ าตรฐาน (GAP) มกอช.

1) ขยายผล
1) ขับเคล่อื นโครงการพระราชดํารใิ หเ้ หน็ ผล
2) กาํ หนดเปาู หมายทํางานชัดเจน ตาม ลักษณะฟารม์ เกษตรกร / การค้า / กึง่ การค้า / ย่งั ยืน
3) จดั การให้เกษตรกรมแี ผนรายบุคคล IFPP
4) สรา้ งพลงั กลมุ่ จากแผนบคุ คล สู่ แปลงใหญ่
5) สนับสนนุ ภาคประชาชนใหเ้ ป็นแกนในการขบั เคล่อื นงานในพนื้ ท่ี
6) ใช้ระบบ T&V ในการทํางาน
7) สมดลุ การช่วยเหลือ ใหเ้ กษตรกรพงึ่ พาตนเองได้
8) จัดทําแผนพฒั นาการเกษตรของพนื้ ท่ี

6. กรอบแนวคิดการดําเนินงานของกรมฯ ปีงบประมาณ 2562
“Smart & Strong Together” ในลักษณะรว่ มคิด “ร่วมตดั สนิ ใจ รว่ มทา รว่ มแกไ้ ขปญั หา และร่วมรบั ประโยชน์ไปดว้ ยกัน”
โดยมุ่งเน้นแนวทางการดาํ เนินงานสําคัญ 5 เรอ่ื ง คอื
1)สนบั สนนุ และขยายผลโครงการอนั เนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริ
-ขยายผล/บูรณาการ
-ฐานข้อมลู
-เผยเเพร/่ สรา้ งการรบั รู้
2)เพิ่มประสิทธภิ าพกลไกขับเคล่อื นงานในพ้ืนที่
-ระบบส่งเสรมิ การเกษตร
-เครือขา่ ยศพก./แปลงใหญ/่ YSF
-เชือ่ มโยงอย่างเปน็ ระบบ

5

3)มงุ่ เน้นการสง่ เสริมการผลิตสินคา้ เกษตรในลกั ษณะตลาดนาํ การผลติ
-เเนวคดิ เชิงธรุ กิจ(นกั สง่ เสรมิ ฯ/เกษตรกร)
-โอกาส/ช่องทางการตลาด
-สินค้าคณุ ภาพ
4)สรา้ งเกษตรกรรุน่ ใหมแ่ ละพฒั นาเกษตรกรมอื อาชพี
-สนบั สนนุ /จูงใจคนรุน่ ใหม่
-พฒั นา/บม่ เพาะ
-จัดระบบการพัฒนา YSF
-ฐานขอ้ มลู
5)เพม่ิ ขดี ความสามารถในการบรหิ ารจดั การองคก์ ร และสานพลงั ทกุ ภาคส่วน ในการขับเคล่ือนงานสง่ เสริมการเกษตร
-ศกั ยภาพคน
-การใชจ้ ่ายงบประมาณ
-ระบบข้อมูล/การสอ่ื สาร
-มสี ่วนร่วม/ขยายความร่วมมอื

การประยกุ ต์ใช้ Internet of Things (IoT) ในงานส่งเสริมการเกษตรเพ่อื รองรับการสง่ เสรมิ การทําเกษตรสมยั ใหม่
CoO (Chief of Operation) = คณะกรรมการขบั เคล่อื นนโยบายสําคญั และการแก้ไขปญั หาภาคการเกษตรระดบั จังหวดั
Operation Team = คณะทํางานขบั เคลือ่ นนโยบายสาํ คัญและการแก้ไขปัญหาระดบั อาํ เภอ
1. การขับเคลือ่ นงานของกระทรวงเกษตร

1) ต่อ = นํานโยบายเดิมมาทําตอ่ และขยายผล
2) เติม = เติมให้ผลการดาํ เนนิ งานดยี ่ิง
3) แต่ง = ปรับปรงุ เปลย่ี นแปลงใหด้ ีข้นึ
2. วตั ถปุ ระสงค์ CoO และ OT
1) เพอ่ื ใหม้ ีแนวทางการปฏบิ ตั งิ านในทกุ ระดบั
2) เพอื่ ใหเ้ กิดการบรู ณาการทุกภาคส่วน
3. ภารกจิ
1) นโยบายกระทรวง ท่ีกรมส่งเสรมิ เป็นเจา้ ภาพหลกั

i. แปลงใหญ่
ii. ศพก.
iii. Smart Farmer
2) การแก้ไขปญั หาการเกษตรในพ้ืนท่ี
4. กลไกการขบั เคลื่อน CoO และ OT
1) งานระดับนโยบาย
i. คณะกรรมการบริหารการขบั เคล่อื นงานนโยบายสาํ คญั ฯ

1. ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปน็ ประธาน
2. รองอธบิ ดีกรมส่งเสริม เปน็ เลขารว่ ม
2) งานระดบั พ้ืนที่ มี 2 ฝาุ ย
i. ฝาุ ยอาํ นายการ = คณะอนุกรรมการพฒั นาเกษตรและสหกรณจ์ งั หวัด

1. ผู้วา่ ประธาน
2. เกษตรจังหวดั เลขา
ii. ฝุายปฏิบัติ
1. CoO = คณะกรรมการขับเคลอ่ื นนโยบายสาํ คัญและการแก้ไขปญั หาภาคการเกษตรระดบั จังหวดั

a. เกษตรจงั หวดั ประธาน
b. เกษตรและสหกรณ์ รองประธาน
c. หัวหน้ากลมุ่ ยุทธฯ เลขา
2. Operation Team = คณะทาํ งานขับเคลอื่ นนโยบายสําคญั และการแก้ไขปญั หาระดบั อําเภอ
a. นายอําเภอ ทปี่ รกึ ษา
b. เกษตรอาํ เภอ ประธาน
c. เกษตรตาํ บล เลขา

6

3. CoO มี 6 ขั้นตอนหลกั = เตรยี ม / วิเคราะห์ / ทําแผน / ดาํ เนนิ การ / ตดิ ตาม / รายงาน
ยกกระดาษ A4

A4 = พ้นื ทีเ่ กษตรของไทย 149 ล้านไร่

ยกกระดาษ A4 = ปลายทาง = คณุ ภาพชวี ิตเกษตรกรดีขน้ึ รายไดเ้ พิม่ ขึน้

เปูาหมาย A4 = ลดตน้ ทุน 20% / เพิม่ ผลผลติ 20%

A4 มี 9 เร่ือง (เช่อื มโยง 15 แผนงานตามตารางขา้ งบน)

1) ศพก. 2) แปลงใหญ่ 3) Zoning 4) มาตรฐาน 5) ทฤษฎใี หม่
9)จดั การน้ํา
6) ธนาคารเกษตร 7) แผนผลิตขา้ วครบวงจร 8) สปก.

ยุทธศาสตรก์ รม 2560 – 2564
1. ยุทธศาสตรท์ ่ี 1 = พฒั นาเกษตรกร พัฒนาการผลิตสินคา้ และสง่ เสริมเศรษฐกิจพอเพยี ง

1) เกษตรกร เป็น SF YSF SG กลุ่มเกษตรกร องค์กรเกษตรกร มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้
2) สนิ คา้ เป็น SP สนิ คา้ มคี ณุ ภาพ ไดม้ าตรฐาน ตรงกับความตอ้ งการของตลาด
3) ภาคการเกษตรย่ังยืน ตามหลกั พอเพยี ง
2. ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 2 = การขบั เคลอื่ นการดําเนนิ งานโดยใชเ้ คร่อื งมอื สง่ เสรมิ การเกษตร
1) บูรณาการเป็นระบบ FFS KM
2) ศพก.
3) แปลงใหญ่
3. ยุทธศาสตรท์ ี่ 3 = การเพม่ิ ประสิทธิภาพการส่งเสริมการเกษตรโดย Smart Office
1) ระบบ MRCF ไปสู่ Smart Officer

ศนู ยเ์ รยี นรูก้ ารเพ่ิมประสิทธภิ าพการผลิตสินคา้ เกษตร (ศพก.)
1. ศพก. เริ่มเมือ่ ปี 2557 โดย คสช.
2. ระเบยี บ ศพก. ประกาศ 20 มิ.ย. 60
3. 882 ศนู ย์ ( 878 ศนู ยใ์ น 76 จังหวดั และ กทม . 4 ศนู ย์)

7

4. เปาู หมายศูนยเ์ ครือข่าย 10,523 ศนู ย์

5. ศพก. หน้าท่ี = ถา่ ยทอดความรู้ / ขา่ วสาร / การเกษตร / แกป้ ัญหาร้องเรยี น / ศนู ย์กลาง

6. คณะกรรมการเครอื ขา่ ย ศพก. ระดับประเทศ มี 9 คน

7. ศูนย์เครอื ข่าย ศพก. มี 2 ศนู ย์ มี 17 ประเภท

1) ศดปช. 882 ศนู ย์

2) ศจช. 1764 ศนู ย์

8. แนวคิด = เกษตรกร พัฒนา เกษตรกร = เข้มแข็ง+ยง่ั ยืน

9. ศพก. เนน้ = ลดต้นทนุ + เพม่ิ โอกาสในการแข่งขนั

10. ศพก. แห่งแรก ต.ชา้ งใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรอี ยุธยา

11. ศพก. หมายถงึ สถานทเ่ี กษตรต้นแบบท่ีได้รบั เลือกเป็นแหลง่ เรยี นรูก้ ารผลติ ทเ่ี หมาะสมของชมุ ชน

12. หัวหนา้ งาน ศพก. คอื ใคร = อธิบดี

13. ใครรักษาการระเบียบ ศพก. 60 = ปลกั กระทรวงเกษตร

14.ศพก. ประกอบด้วยอะไรบา้ ง = 4 อย่าง

1) แปลงเรียนรู้

2) เกษตรกรต้นแบบ

3) หลกั สูตร

4) ฐานเรยี นรู้ (กจิ กรรม)

15. คณะกรรมการเครอื ข่าย ศพก. มี 4 ระดบั / วาระ 2 ปี

อาํ เภอ / จังหวัด / เขต / ประเทศ

16. ใครเป็นประธานคณะกรรมการ ศพก. อําเภอ = วาระ 2 ปี

1) เกษตรกรต้นแบบ = ประธาน

2) จนท.สง่ เสริม = ผูป้ ระสานงาน

17. เกณฑป์ ระเมนิ ศพก. 4 ประเดน็ หลกั 14 ประเด็นย่อย

1) สภาพศูนยเ์ รยี นรู้

2) เกษตรกรตน้ แบบ

3) การบริหารจดั การ/แนวทางการพัฒนา

4) การเชื่อมโยงเครือข่าย

18. ระดบั ของ ศพก. มี 3 ระดบั

1) ระดบั ดี 81 – 100 คะแนน

2) ระดับปานกลาง 51 – 80 คะแนน

3) ระดับพอใช้ ตํ่ากว่า 50 คะแนน

19. คําขวัญ ศพก. ปี 256 = “เครือข่ายเขม้ แขง็ ”

Smart Farmer SF
1. Smart Farmer คือ ผ้ทู ี่

1) ภมู ใิ จ
2) รอบรู้
3) เชือ่ มโยงผลติ และตลาด
4) คํานึงถงึ ผู้บรโิ ภค/สังคม/สงิ่ แวดลอ้ ม
2. คณุ สมบตั ิ
1) คณุ สมบตั พิ ้นื ฐาน 6 ขอ้ มีความรู/้ เขา้ ถึงขอ้ มูล/จดั การผลผลติ /ตระหนกั ถงึ ผบู้ รโิ ภค/รับผดิ ชอบสิ่งแวดล้อม/มคี วามภาคภมู ใิ จ
2) ปัจจบุ นั ไม่มีคณุ สมบตั ดิ า้ นรายไดแ้ ล้ว
3) 6 คุณสมบัติ 15 ตวั ชว้ี ดั
3. เว็บไซต์ = www.thaismartfarmer.net
4. นโยบายขับเคลอ่ื น SF
1) กลไกขบั เคลอื่ นภายใน
2) บรู ณาการ
3) พฒั นาฐานข้อมลู
5. Smart farming = การทาํ เกษตรบนฐานขอ้ มลู สรา้ งสรรค์ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ทําเกษตรแมน่ ยาํ

8

6. ให้เกษตรกรพน้ ความยากจน ภายใตแ้ นวคดิ = “Smart Farmer จิตอาสาพฒั นาเกษตรกร”
7. Smart Farmer มี 3 ระดบั

1) Existing =
2) Developing = ขาดคุณสมบตั ิ ไมค่ รบ 6 ขอ้
3) Smart ต้นแบบ = ผา่ นคุณสมบัติพ้ืนฐาน 6 ข้อ / ผา่ นตวั บง่ ชี้ทกุ ข้อ

Young smart farmer YSF
1. Young Smart Farmer = เกษตรกรรนุ่ ใหม่
2. Young smart farmer คือ มคี วามสามารถ ประยกุ ตเ์ ทคโนโลยี สร้างเครอื ข่าย ผู้นาํ เกษตรท้องถนิ่
3. YSF = อายุ 17 - 45 ปี
4. คณุ สมบตั ิ

1) ทําเกษตร
2) มุ่งมัน่
3) พฒั นาศักยภาพ
5. กระบวนการเปน็ Young Smart Farmer
1) ทาํ แผนชวี ิต
2) แลกเปลี่ยนเรยี นรู้
3) เช่ือมโยงเครอื ข่าย
4) ประเมินศักยภาพ
6. เปูาหมาย 2,310 ราย
7. หลกั การ YSF = เป็นศูนย์กลางการเรยี นรแู้ ละออกแบบการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง
8. จนท. ส่งเสรมิ = ผูจ้ ัดการเรยี นรูใ้ ห้ YSF

Smart Office
1. คณุ สมบตั ขิ อง Smart Office ประกอบดว้ ย ๔ ดา้ น ได้แก่

1) สถานท่ี
2) วัสดุอุปกรณ์
3) ระบบงาน
4) ผู้ให้บริการ

Smart Officer (พนักงาน) นักวิชาการสง่ เสรมิ การเกษตรท่ีดี
1. การประเมินสมรรถนะของ Smart Officer พิจารณาตามสมรรถนะความสามารถ 7 ลกั ษณะ ดงั น้ี

1) ความเช่ียวชาญ / ความรู้ / ภาษา
2) ภาวะผนู้ ํา / คณุ ธรรม / จรยิ ธรรม
3) จิตอาสา / บริการ
4) ความรบั ผดิ ชอบ / ซ่อื สตั ยส์ จุ รติ
5) ทํางานเป็นทมี
6) เกง่ คดิ /เกง่ ปฏบิ ัติ
7) ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรไู้ ปสกู่ ารปฏบิ ัตไิ ด้
2. บทบาท พนักงานส่งเสริม ในอนาคต
1) ผู้นําทาง = ท่ปี รึกษา ผจู้ ดั การ
2) ผู้รกั ษา = รักษาโรคเกษตร
3) รสู้ ภาพแวดล้อม
4) โซข่ ้อกลางที่สาํ คัญ

Smart Group คะแนน
1. การจดั ระดับองค์กรเกษตร คะแนน

a. ระดบั A 75 – 100
b. ระดบั B 50 – 74

9

c. ระดบั C 0 – 49 คะแนน
2. ประเมินศกั ยภาพ 6 ดา้ น

1) ด้านการบรหิ ารจดั การกลมุ่
2) บริหารทุนและทรัพยากร
3) จัดการสนิ ค้าและบรกิ าร
4) พฒั นาความร้คู วามสามารถของสมาชกิ (ยกเว้นยวุ เกษตรกร)
5) ผลประโยชน์ของสมาชกิ
6) การใหค้ วามสําคญั กับชุมชน (ยกเวน้ ยวุ เกษตรกร)

นาแปลงใหญ่
1. วัตถุประสงค์ คอื ลดต้นทนุ /เพม่ิ ผลผลติ /ยกระดบั ผลผลิตส่มู าตรฐาน/เชือ่ มตลาด/เพ่มิ ศักยภาพบรหิ ารจดั การ
2. คุณสมบตั ิ 30 คนขนึ้ ไป หรือ พ้นื ที่ 300 ไรข่ น้ึ ไป
3. พื้นทแี่ บ่งเปน็ 2 ส่วน คอื
1) ผลติ เมล็ดพนั ธ์ุ 20 % (ไขแ่ ดง)
2) ผลติ ขา้ วพันธุด์ ี 80% (ไขข่ าว)
4. ประโยชน์
ได้รับการสนบั สนุน เมลด็ พันธ/์ุ เคร่อื งจกั ร/ วสั ดุทําปย฻ุ / ความร/ู้ ตรวจรับรอง GAP / pre GAP / อินทรยี ์ / สินเชื่อ /สรา้ งความเขม้ แขง็ /

จัดหาตลาด
5. ประสบผลสําเรจ็ ต้องทําดังน้ี
1) ลดตน้ ทนุ การผลติ ลดเมล็ดพนั ธ/ุ์ ป฻ยุ เคม/ี สารเคม/ี ลดคา่ จา้ ง
2) เพม่ิ ผลผลติ ตอ่ ไร่ แปลงเรียนร/ู้ แลกเปลยี่ นเรยี นร/ู้ รบั รองมาตรฐาน GAP / pre GAP / อินทรีย์
3) เพม่ิ การบรหิ ารจดั การ
4) เชอื่ มโยงการตลาด สหกรณ/์ ขอ้ ตกลงรบั ซอื้
6. เปาู หมาย
1) ลดต้นทุน 20 %
2) เพ่มิ ผลผลติ 20 %
3) พัฒนาผลผลติ สมู่ าตรฐาน
4) เชอ่ื มตลาด
5) เพ่มิ ศกั ยภาพการจดั การ
7. แปลงใหญม่ อบนโยบาย = 25 ส.ค. 58 = เรมิ่ ปี 2559
8. เปาู หมายแปลงใหญ่ = 1512 แปลง
1) เดมิ 2559 600 แปลง
2) ใหม่ 2560 400 แปลง
3) เตรียม 2561 512 แปลง
9. เปูาหมายหลัก
1) ลดตน้ ทนุ 20 %
2) เพิม่ ผลผลิต 20 %
10. ผู้จดั การแปลงใหญ่ = เกษตรอาํ เภอ
11. เง่ือนไขแปลงใหญ่
1) ขา้ ว พืชไร่ ยาง ปาลม์ พน้ื ที่ไมน่ อ้ ยกว่า 300 ไร่ และ สมาชิกไม่นอ้ ยกว่า 30 ราย
2) ไมผ้ ล ปศสุ ตั ว์ ประมง พื้นทไ่ี มน่ ้อยกวา่ 300 ไร่ หรอื สมาชิกไม่นอ้ ยกวา่ 30 ราย
12. แปลงใหญ่ มี 11 กลุ่มสินค้า
1) ข้าว
2) พชื ไร่
3) ไมย้ นื ต้น
4) ผกั /สมนุ ไพร
5) ไม้ผล
6) หม่อน
7) กลว้ ยไม้

10

8) ประมง
9) ปศุสตั ว์
10) แมลงเศรษฐกจิ
11) อ่ืน ๆ เช่น นาเกลอื
13. เปาู หมายการสง่ เสรมิ เกษตรแปลงใหญ่ปี 2562 มกี ่ีแปลง = 4,666 แปลงของกระทรวง (ถา้ นับของ กสก. 1,853แปลง)
14. รบั รองแปลงใหญ่ = คณะกรรมการพัฒนาการเกษตรจงั หวดั
15. รัฐสนับสนุน = 3 ปี
16. ใครเปน็ เลขาคณะทํางานแปลงใหญ่ = กรมส่งเสริมการเกษตร
17. แปลงใหญ่ = ยืดพนื้ ทเ่ี ป็นหลกั / บรู ณาการหน่วยงานทีเ่ กี่ยวขอ้ ง / มผี ู้จดั การตลอดซพั พาย
18. วัตถุประสงคแ์ ปลงใหญ่
1) สนบั สนนุ รวมกลมุ่ จัดการรว่ มกนั มีตลาดแนน่ อน
2) ลดต้นทุน เพม่ิ ผลผลติ และมีมาตรฐาน
3) เกษตรกรสามารถเป็นผูบ้ ริหารจดั การได้
19. หลักการแปลงใหญ่
1) ค้มุ คา่ ต่อการลงทนุ
2) พน้ื ท่เี หมาะสม สอดคลอ้ ง AgriMap
3) มีกระบวนการกลมุ่
4) มีแหลง่ นํ้า
5) มีตลาดรองรบั
6) มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม
7) เปาู หมายชัดเจน
8) พฒั นาโครงการสรา้ งพ้ืนฐานและจกั รกลเกษตร
9) กาํ หนดมาตรฐานผลติ
10) ผจู้ ัดการแปลงมคี วามสามารถ
11) ผู้จดั การ+คณะกรรมการ บริหารจดั การแปลงใหญ่
20. กรเชื่อมโยงตลาด
1) ข้าว = กระทรวงพาณชิ ย์ + โรงสที วั่ ประเทศ และ โรงพยาบาล
2) ผลไม้ = Modern Trade
3) เกษตรสมยั ใหม่ = เอกชน
21. พชื เศรษฐกจิ ในแปลงใหญ่ มี 13 ชนดิ
อ้อย มัน ขา้ วโพดเล้ยี งสตั ว์ ปาล์ม ข้าว ยาง มะพรา้ ว กาแฟ สับปะรด เงาะ ทเุ รยี น ลาํ ไย และมังคดุ
22. สัดส่วนปศสุ ตั ว์ (หนว่ ยต่อ 1) (ใน 300 ไร)่
1) โค = 0.65
2) กระบือ = 0.7
3) แพะ = 0.1
4) สตั วป์ ีก = 0.01
5) ผ้งึ พนั ธุ์ = 0.6/รงั
6) จ้ิงหรีด = 0.6/บอ่

เล่ม 1 การทางานส่งเสริมการเกษตรกับชุมชน

1.ดร.ทาํ นอง ได้ให้ความหมาย การส่งเสริมวา่ คือ การถ่ายทอด/ความรู้ และประสบการณใ์ หม่ๆ เกยี่ วกับการเกษตร เพือ่ ให้เกษตรกรเข้าใจ
นําไปคดิ ตกลงใจ และปฏิบัตติ าม เพอื่ เพ่ิมประสิทธิภาพการผลติ และเพิม่ รายไดค้ ่ะ

2.วธิ ีการส่งเสรมิ การเกษตร จะมีองคป์ ระกอบอยู่ 4 อย่าง คืออะไรบา้ ง?
- ผสู้ ่ง > นกั ส่งเสรมิ
- สาร > ความรู้ เทคโนโลยี ภูมปิ ัญญา ขา่ วสารต่าง ๆ
- ผูร้ บั > เกษตรกร
- ช่องทาง > สอ่ื ตา่ ง ๆ
3. ประเภทของวิธกี ารสง่ เสรมิ จะแบง่ เป็น 3 ประเภท

3.1 – แบ่งตามกลมุ่ เปูาหมาย

11

แบง่ ตามกลมุ่ เปาู หมาย ก็ แบบรายบุคคล กลมุ่ มวลชน

3.2- แบ่งตามสือ่ ท่ใี ช้

แบ่งตามสอ่ื ก็พวก ส่ือคาํ พูด สือ่ สงิ่ พิมพ์ สอื่ ภาพ

3.3 – แบ่งตามอิงชมุ ชน

แบ่งตามองิ ชุมชน จะเปน็

1) ชุมชนชนบท - แบบชนบท กส็ ง่ เสริมเชน่ นาข้าว ไรพ่ ชื ต่าง ๆ

2) ชุมชนในเมือง-แบบในเมอื ง ก็สง่ เสรมิ เปน็ สวนผกั ในเมือง โรงเรอื นกล้วยไม้

4. รูปแบบการส่งเสริม จะแบง่ ได้ 4 แบบ ซง่ึ ในการแบ่งรูปแบบ FAO จะแบง่ จากการดู แนวคดิ เปูาหมาย วัตถปุ ระสงค์ รปู แบบ 4 แบบ

- การถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น T&V extension อยใู่ นแบบถ่ายทอดเทคโนโลยี

- การส่งเสรมิ แบบมสี ว่ นร่วม

- การสง่ เสรมิ แบบตลาดนาํ การผลติ

- การสง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบ FFS (Farmers field school) เป็นรูปแบบท4่ี คอื การสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบคะ่

5. ระบบส่งเสรมิ ประกอบด้วย 2 ระบบ คอื

5.1 ระบบสนบั สนุน คือสว่ นกลาง เขต จังหวัด

5.2 ระบบปฏบิ ตั ิงานในพนื้ ที่ คอื สนง.เกษตรอําเภอ โดยมี ศูนย์บรกิ ารและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจําตาํ บลเปน็

กลไกหลักในการขบั เคลอ่ื นงาน

6. เครอื่ งมอื ของระบบการสง่ เสริม คอื พวก เวทสี ัมมนา การประชมุ ฝกึ อบรม

1) เวทสี ัมมนาเชงิ ปฏิบตั ิการ

- ระดับประเทศ (National Workshop: NW) จัดปีละครัง้

- ระดับเขต (Regional Workshop: RW) จดั ปลี ะ 2-3 ครัง้

- ระดับจังหวดั (Provincial Workshop: PW) จัดปีละครัง้

- ระดบั อาํ เภอ (District Workshop : DW) จัด 2เดอื น/ครัง้ > อ.หมุนเวียนกันเปน็ เจ้าภาพ

2) เวทีประชมุ เพื่อการบริหารงาน

- ประชมุ ผบู้ ริหารกรม จัดอย่างนอ้ ยเดอื นละครง้ั

- ประชมุ สํานัก กอง เขต ศูนย์ จะจัดภายในสนง. ทกุ เดือน

- ประชุมเกษตร จ. และ หน.ส่วนราชการ (ระดบั เขต) จัดอยา่ งน้อย 3 เดือน/ครั้ง

- ประชุม สนง.เกษตร จ. ปจด. (Provincial Meeting : PM) จัด 1ครั้ง/เดอื น

- ประชุมเกษตร อ. ปจด. ( Monthly Meeting: MM) จังหวัดจัดเดือนละครัง้

- ประชุม สนง.เกษตร อ. ปจด. (District Monthly Meeting: DM) อาํ เภอจดั เดือนละ 1 คร้ัง

- ประชมุ จนท. สนง.เกษตร อ. ประจําสปั ดาห์ (Weekly Meeting: WM)

*จาํ ง่ายๆ ** ถ้าอักษรย่อ มี w ตาม เช่น NW, PW, DW > เวทีสัมมนา

เพราะมันยอ่ มาจาก Worker= สัมมนา

ถา้ อกั ษรย่อ มี M ตามหลงั เช่น PM, MM, DM > เวทปี ระชุม

M ยอ่ มาจาก Meeting= การประชุม

**สรุปสงิ่ ท่ตี อ้ งจำง่ำยๆ

>เวทีสัมมนา ตวั ย่อคอื W จำง่ำยๆ >เวทีสัมมนา
- ประเทศกับจังหวัด จัดปลี ะครงั้
- เขต ปลี ะ 2-3 คร้ัง - ประเทศกบั จงั หวดั จดั ปีละครงั้
- อ. 2 เดือน จัดคร้ังนงึ - เขต ปีละ 2-3 ครงั้
> เวทีการประชมุ - อ. 2 เดอื น จดั ครงั้ นึง / 6 ครงั้ ต่อปี

- PM , MM, DM จดั เดือนละครง้ั

- WM จดั สปั ดาหล์ ะคร้ัง (ตามชื่อเลย > ประชุม จนท.สนง.เกษตร อ. ประจาํ สปั ดาห)์

7. บทบาทของนกั ส่งเสรมิ การเกษตร

1) ครู ที่ปรึกษา หรอื วิทยากร

2) วทิ ยากรกระบวนการ

3) นกั ประสานงาน

4) นกั จัดการ

5) ผู้ใหบ้ รกิ าร

6) นักวเิ คราะห์

12

7.) นักวิจยั และพัฒนา

8.กระบวนการทางานสง่ เสริมการเกษตรกับชุมชน

- ขน้ั ตอนการทาํ งานสง่ เสริมมีอะไรบ้าง

ตอบ 1. เรียนร้ชู ุมชน

2. กาํ หนดเปูาหมายการพฒั นา

3. จดั ทําแผนพัฒนาการเกษตร

4. ปฏิบตั ิงานกบั ชุมชน

5. วัด ประเมินผล

9.การประเมินผลเนน้ แบบใด ตอบ AAR

10.การจัดแปลงส่งเสริมการเกษตรมีกี่แบบอะไรบา้ ง 4 แบบ แปลงทดสอบ, สาธติ , แปลงเรยี นร,ู้ แปลงส่งเสรมิ

11. เทคนิคในการศึกษาหรอื เรยี นรู้ชมุ ชนมหี ลายชนิด เชน่

1)การประเมนิ สภาวะชนบทอย่างเร่งด่วน (Rapid Rural Appraisal : RRA)

2)การประเมินสภาวะชนบทอยา่ งมีส่วนร่วม (Participatory Rural Appraisal : PRA)

3)การวจิ ยั เชิงปฏิบตั กิ ารแบบมสี ่วนรว่ ม (Participatory Action Research : PAR)

4)การศึกษาวิเคราะหช์ นบท (Rural System Analysis : RSA)

5)การวเิ คราะห์ระบบนิเวศเกษตร (Agro-Ecosystem Analysis :AA)

6)กระบวนการเรยี นรู้ทางสังคม (Social Learning Process : SLP)

12. การประเมินทนั ทีหลังเสรจ็ กิจกรรม (After Action Review: AAR)

13. Appreciation Influence Control (AIC) ดูเว็บhttp://www.prachasan.com/mindmapknowledge/aic.html

14. การกําหนดปัจจยั 4M1E มีอะไรบ้าง Man, Machine, Material, Method, E environment

15. MILk = Management, Information, Leadership,Knowledge

16. 4 P=Place, Procedure, People, Policy

17. CIPP model เป็นการประเมนิ 4ดา้ นมีไรบ้าง= Context input process product

C สภาพแวดลอ้ ม

I ประเมินก่อนเขียนโครงการ

P ประเมนิ ระหว่างเขยี นโครงการ

P ประเมนิ ผลของโครงการ

18. BSC การวดั ความสําเรจ็ 4 มติ ิ คือ

1. ดา้ นประสิทธผิ ล - วัดผลของงาน

2. ด้านคุณภาพการใหบ้ รกิ าร

3. ดา้ นประสิทธภิ าพ - วัดระบบภายในการทาํ งาน เชน่ กระบวนการทํางาน

4. ดา้ นพฒั นาองค์กร

19.ข้นั ตอนการวิเคราะห์ – กาํ หนดประเด็น รวบรวมข้อมูล ประเมินส่งิ แวดล้อม

20. สํารวจสภาพแวดลอ้ ม 2 ด้าน – ภายในกบั ภายนอกชุมชน (ภายในควบคุมได้ ภายนอกควบคมุ ไมไ่ ด้)หs

21.SWOT =S จดุ แข็ง Strength ##|" "
W จุดออ่ น Weakness พา
O โอกาส Opportunities

T อปุ สรรค Threats พรบ v
22. OSเชิงรกุ ST เชงิ รบั WO เชิงพัฒนา WT เชงิ ถอย ถอย

เล่ม 2 การพฒั นาองค์กรเกษตรกร วสิ าหกิจชุมชน และเครือขา่ ย
บทที่ 1
A. องค์กรการเกษตร แบ่งได้ 2 ประเภท
1. ตามการรองรบั ของกฎหมาย - นติ บิ ุคคล / ไมน่ ติ บิ ุคคล
2. ตามระดบั การพฒั นา
ขยายความ
1. ตามการรองรบั ของกฎหมาย - นิติบคุ คล / ไมน่ ติ บิ คุ คล

1.1 แบบนิตบิ ุคคล จะมี 3 ประเภทยอ่ ย
- สมาคม = เปน็ องค์กรที่ไม่แสหงหาผลกําไร

13

- กล่มุ เกษตรกร = จัดต้งั
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกล่มุ เกษตรกร พ.ศ. 2547
ม6ี ประเภทย่อยๆ
+ กลุ่มทาํ นา
+ กลุ่มทําไร่
+ กลมุ่ ทําสวน
+ กลมุ่ ประมง
+ กลุ่มเล้ยี งสัตว์
+ กลุ่มเกษตรกรอื่น ๆ
- สหกรณ์การเกษตร = จดั ต้งั ตาม พรบ.สหกรณ์ 2542
**กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร อยู่ภายใตก้ ารดแู ลของกรมส่งเสรมิ สหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์**

1.2 แบบไม่เป็นนติ บิ ุคคล จะมี 2 ประเภทย่อย
- รวมตัวกนั อยา่ งเปน็ ทางการ
- รวมตวั กันอยา่ งไม่ทางการ
อธบิ ายเพ่ิมเตมิ
- รวมตัวอย่างทางการ = อาจจะเกิดขน้ึ เอง / เกิดจากการสง่ เสรมิ ของหนว่ ยงานต่างๆ มีโครงสรา้ ง ระเบยี บข้อบงั คบั ชัดเจน แต่!! ไมม่ กี ฎหมายรองรับ
- รวมตัวกันแบบไมท่ างการ = มขี อ้ ตกลงรว่ มกนั อยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการและทํากจิ กรรมร่วมกันเป็นครง้ั คราว
คาถาม กลมุ่ แม่บา้ นเกษตรกร กลมุ่ อาชพี การเกษตร กลมุ่ ยวุ เกษตรกร จัดอยูใ่ นกล่มุ ใด ทางการ / ไมท่ างการ?
ตอบ ไมเ่ ปน็ นติ บิ คุ คล เเตเ่ ป็นทางการ
2. ตามระดับการพฒั นา

มี 2 ระดบั
- ระดบั พ้ืนฐาน = ง่ายๆ คอื ระดบั บา้ นๆ เนน้ ใช้กนิ ใช้ในกลุม่ พง่ึ ตนเองได้
- ระดับกา้ วหนา้ = กล่มุ ทใ่ี ช้เทคโนโลยที ี่ทนั สมยั สามารถพัฒนาสกู่ ารแขง่ ขนั ได้

องคป์ ระกอบขององคก์ รเกษตรกร มี 5 อย่าง
1. เปาู หมาย & วัตถปุ ระสงค์
2. สมาชิก (กาํ หนดคณุ สมบตั เิ ฉพาะไว้ เชน่ อายุ)
3. คณะกรรมการกลมุ่
4. กิจกรรมท่ีจะทํา
5. กฎ / ระเบยี บ

B. ความหมาย ความสาคัญ ความรเู้ กย่ี วกบั วสิ าหกจิ ชุมชน
1. วสิ าหกจิ ชุมชน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญๆ่

1) ตามกิจกรรมท่ีดําเนินการ
2) ตามระดบั การพฒั นา
ขยายความ
1) ตามกจิ กรรมท่ดี าํ เนินการ ประกอบด้วย

- การแปรรปู / การพฒั นาผลติ ภัณฑ์จากผลผลิตของชมุ ชน = แปรรปู ขา้ ว, ผลไม้
- การสร้างมูลค่าเพมิ่ จากทรพั ยากรและภูมปิ ญั ญาของชุมชน = ผา้ ไหมลายพืน้ เมือง ยาสมุนไพร
- การทําสงิ่ ทดแทนสิ่งของเคร่ืองใชใ้ นชีวิตประจาํ วนั = แชมพู, สบู่
- การพัฒนาระบบการตลาด การบรกิ าร และสวสั ดกิ ารชุมชน = รา้ นค้าชุมชน, ท่องเท่ียวเชงิ เกษตร
2) ตามระดบั การพัฒนา ปกด.
- วสช พ้ืนฐาน - ทาํ บริโภค/ใชใ้ นครอบครัว-ชมุ ชน
- วสช กา้ วหน้า - ทําต่อยอดจาก วสช.พื้นฐาน > ขาย
2. พรบ. สง่ เสรมิ วสิ าหกจิ ชุมชน 2548 (ฉบบั ท่ี 1) เสนอต่อสภา 2544 แต่!! ประกาศวนั ที่ 18 มกราคม 2548 และมีผลบังคับใช้วนั ถดั ไป
3. ตวั พรบ. มกี ลไกการดาํ เนนิ แบง่ เป็น 2 ระดับ - ประเทศ & จงั หวัด
4. ระดับประเทศ จะมคี ณะกรรมการ 2 คณะ คือ
1. คกก. ส่งเสรมิ วสิ าหกจิ ชมุ ชน
2. คกก. ประสานนโยบายกองทุนเพือ่ พฒั นากิจการวิสาหกจิ ชุมชน **ตาม พรบ.ฉบับท่ี 2 คกก. ประสานนโยบายกองทุนเพอ่ื พัฒนากจิ การ
วสิ าหกิจชุมชน ไดย้ ุบไปแล้ว

14

5.ในระดบั ประเทศ คกก. สง่ เสรมิ วสิ าหกจิ ชุมชน
ประธาน – นายกรฐั มนตรี
กรรมการ-เลขา=อธิบดี กสก.

6. พรบ. วสช. ฉบับท่ี 2 ประกาศ - 16 เม.ย. 62
7. พรบ.2562 มีหลกั 3 ป. - ปรบั ปรุง เปลย่ี นแปลง ปทู าง
8. การยนื่ คาํ ขอจดทะเบียน เปน็ วสิ าหกจิ ใหย้ ่ืนทไี่ หน? สนง.เกษตรอาํ เภอ
9. นายทะเบยี น คอื เกษตรอําเภอ
10.เมือ่ นายทะเบียนไดร้ ับคาํ ขอจดทะเบียน พรอ้ มเอกสาร ให้พจิ ารณาคําขอใหแ้ ลว้ เสรจ็ กว่ี ัน? 7 วัน
11.หากสมาชกิ /ผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสยี เห็นว่าข้อความในประกาศผดิ ให้ย่ืนคัดคา้ นต่อนายทะเบยี น นบั ตงั้ แตว่ นั ทีป่ ดิ ประกาศ ภายในก่วี ัน? 7 วัน
12.ปดิ ประกาศทไ่ี หน - สนง.เกษตรอําเภอ
13. วสช ตอ้ งมสี มาชิกกีค่ น? 7 คน ตา่ งครอบครัว อายไุ ม่ตํา่ กวา่ 15ปี
14.การต่อทะเบียน ภายใน 30 วัน นับต้ังแต่วนั สน้ิ ปีปฏิทิน
15.การเพิกเฉย คือ ไมม่ าต่อทะเบยี น 2 ปี ตดิ ต่อกนั มีหนังสอื เตอื นก่อน 15 วนั
C. เครอื ข่าย

เครอื ข่าย แบ่งได้ 3 ลกั ษณะใหญๆ่
1) แบ่งตามความสัมพนั ธ์
2) แบง่ ตามขอบเขต
3) แบง่ ตามลกั ษณะเชงิ พท.
ขยายความ
1) แบง่ ตามความสัมพนั ธ์
- แนวนอน - ระดับเดยี วกนั = เกษตรกร-เกษตรกร
- แนวตั้ง - ตา่ งระดบั = หน่วยงานรัฐ-ชาวบา้ น
2) แบ่งตามขอบเขต
- ภายในชุมชน - คนในชุมชนทาํ เรอื่ งเดียว มาทาํ ดว้ ยกัน
- ภายนอกชุมชน - หมู่บ้าน 1 กับหมบู่ ้าน 2 ทาํ คนละเรือ่ ง มารว่ มมอื กนั หนุนเสริมกัน
3) แบง่ ตามลักษณะเชงิ พท.
- ระดบั หม่บู ้าน
- ระดบั ตาํ บล
- ระดบั อ. & จ.
บทที่ 2 แนวคดิ หลกั การ
1. ปัจจยั ท่สี าํ คญั ของการเรยี นรู้ มี 3 อย่าง คอื ไรบา้ ง? - ผเู้ รยี น สิ่งเร้า ปฏิกิริยาการตอบสนอง
ขยายความ ปจั จยั สําคญั ของการเรียนรู้ จะมี 3 อย่าง คอื

1) ตัวผเู้ รียน - องค์กรเกษตรกร วสิ าหกิจ เครือข่าย
2) ส่งิ เรา้ - ส่ิงแวดลอ้ มทที่ าํ ใหเ้ กดิ อยากเรยี นรู้
3) ปฏกิ ิรยิ าตอบสนอง
2. ประเภทของการเรียนรมู้ ี 3 แบบไดแ้ ก่ เชงิ ปรับตัว เชงิ คาดการณ์ เชงิ ปฏิบตั ิการ
3. การพ่งึ พาตัวเอง จะมี 5 ปจั จยั > TERMS มอี ะไรบ้าง ตอบ Technology,Economic,Resource,Mental และ
Social-Culture
ขยายความ การพ่งึ พาตัวเองจะมี 5 ปจั จยั
1) การพงึ่ พาตนเองได้ทางเทคโนโลยี - มีเครอ่ื งจักร เครื่องไม้เครื่องมอื
2) การพง่ึ ตนเองได้ทางเศรษฐกิจ - ทาํ งานเลี้ยงตัวเองได้
3) การพง่ึ ตนเองไดท้ างทรพั ยากรธรรมชาติ - ใช้ทรพั ยากรธรรมชาติท่มี อี ยใู่ ห้เกิดประโยชน์สงู สดุ
4) การพ่งึ ตนเองไดท้ างจิตใจ - การมีสภาพจิตใจท่ีกล้าแขง็ ตอ่ สูก้ บั ปญั หาได้
5) การพึง่ ตนเองไดท้ างสงั คม – สามารถหาความชว่ ยเหลือจากภายนอกเข้ามาชว่ ย
4. ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู จะวเิ คราะห์ด้วย SWOT คือ การวิเคราะห์ โดยการสํารวจจากสถานการณ์ 2 ด้าน คือ สถานการณภ์ ายในและ
สถานการณภ์ ายนอก ,S strengths จุดแข็ง W weaknesses จุดออ่ น O opportunites โอกาส T Threats อุปสรรค (SW ภายใน ,OT
ภายนอก)
ยกตัวอย่างการวเิ คราะหช์ มุ ชน เชน่ จดุ เเขง็ ของชุมชนนนั้ ๆ มถี นน การคมนาคมสะดวก มพี นื้ ทชี่ ลประทาน มีคนทม่ี ีความรู้ เชียวชาญ ซ่ึงเเต่
ละทจ่ี ะมีไมเ่ หมือนกนั บางทีไ่ มม่ ี ,จดุ ออ่ น เช่น สาธารณปู โภคไมเ่ พยี งพอ

15

5. ประเภทของแผนพฒั นากลมุ่ /องค์กร มี 3 แบบ อะไรบ้าง??
1) ระยะยาว - คิดถงึ อนาคตข้างหนา้ ไมต่ ํ่ากว่า 5 ปีขน้ึ ไป
2) ระยะปานกลาง - ประสานระหวา่ งแผนระยะยาวกับแผนระยะสนั้
3) ระยะส้ัน

6. การบริหารจัดการแผน ต้องคํานึกถึงอะไรบา้ ง เพ่อื ให้บรรลเุ ปูาหมายขององค์กร - คน งาน งบ
บทท่ี 3 การสร้างเครอื ข่าย
1. นฤมล นริ าการ (2543) ได้เสนอทฤษฎีและแนวคิดในการสรา้ งเครอื ขา่ ยไว้ 3 แนวคิดคือ

1) ทฤษฎกี ารแลกเปลย่ี น (exchange theory) - แลกเปล่ยี นผลประโยชน์กัน
2) แนวคดิ การรวมพลัง (synergy) - งา่ ยๆ คอื 2 หัว ดกี วา่ หวั เดยี ว > ทวีคูณ
3) แนวคดิ เกยี่ วกับการตดิ ตอ่ สือ่ สาร (communication) - เกิดการสอ่ื สารระหวา่ งสมาชิก
2. การบรหิ ารจดั การเครอื ขา่ ยตอ้ งดาํ เนินการภายใตห้ ลกั การ 4 ขอ้ คือ?
1) การจดั การตอ้ งอยบู่ นพ้นื ฐานของกระบวนการ เรยี นรูข้ องคนในชมุ ชน
2) เปน็ การจดั การทสี่ อดคลอ้ งกบั วถิ ชี ีวติ และวฒั นธรรม ของชุมชน
3) เปน็ การจดั การทเี่ หมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ ทเ่ี กิดขึ้นในระดับชมุ ชน
4) การจัดการระบบขอ้ มลู ข่าวสาร ระบบติดตอ่ ส่ือสาร และสารสนเทศ
**แนวคดิ การจัดการเครอื ข่ายท้งั 4 อย่าง นํามาเปน็ เปูาหมายของการทํางานในเชงิ รกุ (SO) ของเครือข่ายได้
3. รปู แบบการสรา้ ง และพัฒนาเครอื ขา่ ยองค์กรเกษตรกร จะมี 2 แบบ คือ แนวราบ และแนวต้งั
แนวราบ = ระดับเดียวกัน อาชีพเดยี วกัน , แนวต้ัง = คนละอาชีพ
4. แนวราบ แบ่งได้ 3 ลกั ษณะคอื
1) กล่มุ กิจกรรมยอ่ ยหลายกลุ่มเชอื่ มโยงกันเปน็ เครอื ขา่ ย ->จากยอ่ ยรวมกนั > ใหญ่
เชน่ กลมุ่ เลย้ี งโค กลมุ่ โรงสีขา้ วชมุ ชน กลมุ่ เจยี รไนพลอย กลมุ่ ทอผ้าไหม ตา่ งมีปญั หาเรอ่ื งหน้ี เลยรวมตัวกันจดั ธนาคารชมุ ชนขึ้น > เกดิ เปน็
เครือขา่ ยใหญ่
2) จากกลมุ่ ใหญ่แยกเปน็ กลมุ่ กิจกรรมยอ่ ย ๆ และเชื่อมโยงกัน -> กลุม่ ใหญแ่ ยกเปน็ กลมุ่ ย่อยๆ และเชอ่ื มโยงกัน
เชน่ กลุม่ อาหารแปรรปู สมาชิกในกลมุ่ ทําแทบทุกอย่าง พอทาํ ไมไ่ หว เลยกระจายกลุ่มออกมาเป็น กลมุ่ เจียวหอม กลุ่มปอกหอม กลมุ่ บรรจุ
ภัณฑ์
3) การพฒั นาเครอื ข่ายแบบผสม ก็จากกล่มุ เล็กทม่ี อี ยู่ในชุมชนโยงกันเปน็ กลมุ่ ใหญ่ และจากกลุม่ ใหญแ่ ยกกิจกรรมออกเป็นกลุม่ ย่อยตาม
สภาพปญั หาของกลมุ่ ตวั อยา่ งกลุ่มน้เี ช่น กลมุ่ เพาะเหด็ บ้านไมย้ า ตําบลไมย้ า อําเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
บทท่ี 4 จะเปน็ เรือ่ งหลกั การทาํ งานกับองค์กรเกษตรกร วสิ าหกจิ ชมุ ชน และเครอื ขา่ ย
1.ไมว่ ่าจะทาํ งานกบั เครอื ขา่ ยใด นกั สง่ เสรมิ การเกษตรควรเรยี นรู้หลกั 2 ประการ คอื
1) หลักการทาํ งานแบบมีสว่ นร่วม- เข้าไปมีสว่ นร่วมกับหนว่ ยงานตา่ ง ๆ
2) การเรียนร้กู ล่มุ ทจี่ ะเข้าทํางาน-พ้ืนฐาน กา้ วหน้า เครือข่าย
กลุม่ พนื้ ฐาน = ระดบั บา้ นๆเรา เนน้ กิน ใช้ เพื่อลดค่าใช้จา่ ย เพมิ่ รายได้
กลมุ่ ก้าวหนา้ = กลมุ่ ทีใ่ ชเ้ ทคโนโลยี พฒั นาสนิ คา้ ให้แข่งขันได้
เครอื ขา่ ย = ความสมั พันธ์ของกลมุ่ หลายกลมุ่ /หลายองคก์ ร รวมตวั กนั เพื่อแลกเปลย่ี นเรยี นร้กู นั
2.คําถาม : กล่มุ แมบ่ า้ นเกษตรกร กล่มุ ยุวเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชพี จดั เปน็ กลุ่มพื้นฐานหรอื กลมุ่ กา้ วหน้า
ตอบ พืน้ ฐาน
3.การพึง่ พาตนเอง หมายถึง การพออยู่พอกนิ ไม่กระตอื รือร้นขวนขวาย ลดการพึ่งพาจากภายนอก
4. พัฒนาการของเครือขา่ ยแบ่งเปน็ 4 ระยะ คอื ระยะเตรียมการ/กอ่ เกดิ ระยะจดั ตั้งเครอื ขา่ ย ระยะดาํ เนินการ และระยะขยายเครอื ขา่ ย

บทท่ี 5 การประเมนิ องค์กรเกษตรกร วสิ าหกิจชุมชน และเครอื ข่าย
1. การประเมนิ ต้องมตี ัวช้ีวัด
ตวั ชี้วดั ท่ดี ี ต้องมี
1) มีความทนั สมยั ทนั เหตุการณ์ เหมาะสมกบั เวลา และสถานท่ี
2) ตรงกับความต้องการและจุดมงุ่ หมายของการใช้งาน
3) มคี วามตรง (validity) ความเทยี่ ง (reliability) ความเป็นปรนยั (objectivity)
* ความเปน็ ปรนัย หมายถงึ มีความถูกตอ้ ง แน่นอน ชัดเจน ตีความไดต้ รงกัน ทัง้ ผู้ทถ่ี ูกวัดและผูว้ ัด
4) มีความเป็นไปไดใ้ นการวดั และใชป้ ฏบิ ัตไิ ดจ้ รงิ
5) มเี กณฑก์ ารวดั ที่มคี วามเปน็ กลาง มีความเป็นสากล
6) มีความไวสามารถแสดงความแตกต่างได้ แมส้ ถานการณ์ท่ีวัดจะเปลย่ี นแปลงไปเล็กน้อย

16

7) ความเฉพาะเจาะจง
ท่ีเก่ียวข้องกบั การวดั โดยตรงเทา่ นน้ั
8) มีความสะดวกและง่ายต่อการเกบ็ ขอ้ มูล
2.ข้นั ตอนการประเมินองคก์ รเกษตรกร วิสาหกจิ ชมุ ชน และเครอื ข่าย มี 7 ข้ันตอน ได้แก่
ขน้ั ท่ี 1 : ศึกษากลมุ่ องค์กรเกษตรกร วิสาหกจิ ชุมชนและเครือขา่ ย
ขั้นท่ี 2 : กาํ หนดวัตถปุ ระสงคข์ องการประเมิน
ข้นั ท่ี 3 : กําหนดตัวช้ีวดั และเกณฑท์ าํ การออกแบบการประเมิน
ขนั้ ที่ 4 : กาํ หนดเครื่องมอื ในการประเมิน
ขัน้ ท่ี 5 : ดาํ เนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ขน้ั ที่ 6 : การวิเคราะหข์ อ้ มลู
ขน้ั ที่ 7 : ทาํ รายงานประเมนิ
3. สําหรบั วิธกี ารประเมนิ องค์กรเกษตรกร วิสาหกจิ ชมุ ชนและเครือข่าย ท่ีกรมส่งเสรมิ การเกษตรนยิ มใช้ จะนาํ เสนอเพียง 2 วธิ ีการ

1) การศกึ ษา/ประเมนิ ตนเอง (Self-Assessment)
2) การวเิ คราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

เล่ม 3 การจัดทาแผนพฒั นาการเกษตร

1. ชนดิ ขอ้ มลู แบง่ ตามแหลง่ ท่ีมาของข้อมลู มีอะไรบ้าง

1. ปฐมภมู ิ ขอ้ มูลเก่ยี วกบั การสัมภาษณ์ สอบถาม สังเกตการณ์ ทดลอง 2. ทตุ ยิ ภูมิ

2. ข้อมลู ตามลกั ษณะของขอ้ มลู มอี ะไรบา้ ง 1.เชงิ ปริมาณ 2.เชงิ คุณภาพ

3. แผนผงั ท่แี สดงถึงความสมั พันธ์ระหวา่ งปัญหา (Problem) กบั สาํ เหตทุ ง้ั หมด ท่เี ป็นไปไดท้ ่ีอําจกอ่ ให้เกดิ ปญั หานน้ั (Possible

Cause) คือแผนผงั ชนิดใด แผนผังก้างปลา

4. เครือ่ งมอื ชว่ ยในการเช่อื มโยง จดั หมวดหมู่ และจดั ระบบความคดิ คือ แผนผังความคิด Mind Map

5. แผนผังทเี่ ปน็ เคร่อื งมอื ในการ วิเคราะหป์ ญั หา สาเหตุ ในแตล่ ะระดบั แสดงให้เหน็ ถงึ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งปัญหา สาเหตขุ องปัญหา และ

ผลกระทบทเ่ี กดิ จากปญั หา เพ่ือใหเ้ หน็ ว่า ปญั หาดงั กล่าวเกดิ ข้นึ มาจากสาเหตอุ ะไรบา้ ง คอื แผนผงั ต้นไม้

6. หวั ใจสาํ คัญในการวางแผนคือ การวินจิ ฉยั ชุมชน

7. แผนกลยทุ ธ์มีองคป์ ระกอบสําคัญก่ีองค์ประกอบอะไรบ้าง

1.มีส่ิงท่ีมุง่ หวัง

2.มกี ารวิเคราะหส์ ภาพแวดล้อม

3.มีกลยุทธ์

4.มีแนวทางการขับเคลอ่ื น

8. รปู แบบของแผนพฒั นาเกษตรระดบั ตําบล ประกอบด้วยแผนหลักกดี่ า้ น อะไรบ้าง 3 ดา้ น

แผนถ่ายทอดเทคโนโลยี แผนวสิ าหกจิ ชมุ ชน แผนฟน้ื ฟูทรพั ยากร

9. ความแตกตา่ งของนโยบาย แผน โครงการคอื

นโยบาย=กรอบ/แนวทาง

แผน=รายละเอยี ดที่กําหนดไว้ ยืดหยนุ่ ได้ แตย่ ังไมส่ ารถนาํ ไปปฏบิ ตั ไิ ด้จรงิ

โครงการ=นาํ ไปปฏิบัติจริง

10. การจดั การความเส่ียง4 แนวทางหลัก มีอะไรบา้ ง หลกี เลี่ยง,ควบคมุ ,ถา่ ยโอน,ยอมรบั

11. ให้เรียงลําดับความสมั พันธ์ input output outcome process จากก่อนไปหลงั

1. Input (การใชท้ รัยากรหรอื ปจั จัย)-2.process(ดําเนินกจิ กรรม)-3.output(ผลผลติ )-4.outcome(ผลลพั ธ)์

12. ขอ้ ดแี ละขอ้ เสียของแบบสอบถามคอื อะไร ข้อด=ี รวบรวมข้อมลู ไดร้ วดเร็วประหยดั

ข้อเสยี =ผูต้ อบต้องมคี วามชาํ นาญในการอ่านเข้าใจเนือ้ หาเขียนตอบได้

13. การจัดทํารายงานเพอ่ื เสนอผลติดตามและประเมินผลใหผ้ ้อู ืน่ ได้ทราบและนําไปใชป้ ระโยชน์ ตอ้ งคาํ นงึ ถงึ

1.ผู้อา่ นเปน็ ใคร

2.การนาํ ผลการตดิ ตามประเมินผลไปใช้ประโยชน์

3.รูปแบการรายงาน

4.เขียนได้ชดั เจนกะทดั รดั

5.มีความนา่ เช่ือถือ

14. ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะไดอ้ า้ งอิงถึงอคนิ รพีพัฒน์ว่ากระบวนการการมสี ่วนร่วมของชาวบา้ นในการพัฒนา5ระดบั มีอะไรบา้ ง

1.การค้นหา,พิจารณา,จดั ลาํ ดับความสําคญั ของปญั หา

17

2.การคน้ หาสาเหตุ
3.การค้นหา,พจิ ารณาแนวทาง,วิธีการแกป้ ญั หา
4.การดาํ เนนิ การเพอื่ หาสาเหตุ
5.การประเมินผล
15. ปัจจยั พ้ืนฐานการมสี ว่ นร่วมของประชาชนคือ สง่ิ จูงใจกับช่องทาง
16. หวั ใจสาํ คัญของการจัดทําแผนพัฒนาเกษตรแบบมสี ่วนร่วม คือ
1.ตระหนักถงึ ความสําคญั =ทาํ ความเขา้ ใจรว่ มกัน
2.ยึดการมสี ว่ นร่วมของทุกฝาุ ย= แลกเปลย่ี นความรู้
3.ไม่ยึดมาตรฐานของใครคนใดคนหน่งึ =เคารพในการแลกเปลย่ี นประสบการณ์
4.ไมม่ กี ารชถ้ี กู ช้ีผิด =เน้นเรียนรรู้ ว่ มกันปรับปรุงใหด้ ขี ึ้น
17. วิธีการหลกั ในการสร้างการมสี ่วนร่วมคือ การจดั เวทีรปู แบบตา่ งๆทังแบบเปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ
18. เคร่อื งมอื ที่ม่งุ หวังให้เกษตรกรสามารถคดิ วิเคราะห์ วางแผนและบรหิ ารจดั การชุมชน คือ กระบวนการจัดทาแผนชมุ ชน
19. กระบวนการจดั ทําแผนชมุ ชน 9 ข้นั ตอน มอี ะไรบา้ ง
1.คน้ หาผู้นําอาสาสมัคร
2.สร้างจิตสํานกึ ร่วมและกระบวนทัศนใ์ หม่
3.เรยี นร้พู ฒั นาการของชมุ ชน
4.ประเมินศักยภาพของชมุ ชน
5.ศึกษาดูงานพ้นื ทต่ี น้ แบบ
6.กําหนดแผนชมุ ชนระดบั ตําบล
7.ประชาพจิ ารณแ์ ผนชุมชน
8.การดําเนินงานตามแผน
9.ตดิ ตาม นเิ ทศและประเมินผล

เลม่ 5 การจดั กระบวนการ การเรยี นรู้
บท 1 การออกแบบกระบวนการเรียนรู้

กระบวนการเรียนรู้ที่ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง หมายถึง การดําเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในกระบวนการ
เรียนรู้ทุกข้ันตอนต้ังแต่การออกแบบการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ และ การประเมินผลการจัดการเรียนรู้ เพ่ือตอบสนองหรือเพื่อให้บรรลุเปูาหมาย
ของเกษตรกร

ลกั ษณะของกระบวนการเรียนรทู้ ี่ยดึ เกษตรกรเป็น ศนู ย์กลาง มกี ี่ขอ้ อะไรบา้ ง
1เปน็ กระบวนการต่อเนือ่ งตลอดชวี ิต
2) เปน็ กระบวนการท่เี กดิ ข้นึ ไดท้ ง้ั การคดิ วิเคราะหส์ ถานการณ์ วางแผนในการแก้ไขปญั หาและพฒั นา
3 เปน็ กระบวนการทเี่ กษตรกรใชใ้ นการสร้างความเขา้ ใจ หรือการสร้างความหมายของสงิ่ ต่างๆ ใหแ้ กต่ นเอง
4เป็นกระบวนการทางสังคม
5เป็นกระบวนการทสี่ อดคลอ้ งกบั วถิ ีชวี ติ
6เปน็ กระบวนการสรา้ งความเปลย่ี นแปลง

หลักการวางแผนการเรียนร้ทู ยี่ ึดเกษตรกรเป็นศูนยก์ ลางมคี วามยดื หย่นุ มีการบรู ณาการ มีวิธีการเรยี นร้ทู ่ีหลากหลาย
การวางแผนกระบวนการเรียนรใู้ นงานส่งเสรมิ การเกษตร จะมีการวางแผน 2ระยะ ไดแ้ ก่

1 ระยะสนั้
2 ระยะยาว (3-5เดือน)
การวางแผนระยะยาวอาจใชเ้ วลา ไม่เทา่ กันขน้ึ อยกู่ บั อะไร ขน้ึ อย่กู บั ฤดกู ารผลติ ของพืชนัน้
บท 2 การดาเนินการจัดกระบวนการเรยี นรู้
ผู้ที่ทําหน้าท่หี ลัก คือใคร วทิ ยากรกระบวนการ (Facilitator) หน้าที่ของวิทยากรกระบวนการคือ ผ้ทู ส่ี รา้ งบรรยากาศ การเรียนรู้ รว่ มกันโดยมี
ขั้นตอนการเรยี นรู้และเชื่อมโยงกนั อย่างเป็นระบบ
บทบาทของ วิทยากรกระบวนการ สรุปเปน็ ข้อๆ ได้ 6 ขอ้ คอื
1 ผปู้ ระสานงาน
2 ผกู้ ระตนุ้
3 ผู้สังเกตการ
4 ผูส้ ร้างบรรยากาศ

18

5 ผ้ชู ว่ ยการสือ่ สาร
6 เปน็ พ่ีเลยี้ งในการเรียนรู้

เครอ่ื งมอื เทคนคิ ทใี่ ช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้

1 ระดมสมอง

2 บตั รคาํ กระดาษแผ่นเล็กๆ ตอบคําถามส้ันๆ

3 แผนผงั เหตแุ ละผล (fish bone, problem tree)

4 mind map

5 timeline

6 crop calendar

7 SWOT Analysis

* การแสดงความคิดรว่ มกันระหว่างสมาชิก เพ่ือเป็นแนวทางท่ีจะนําไปส่กู ารแก้ปัญหา คือเคร่อื งมอื ชนิดใด

ระดมสมองแผนผงั เหตแุ ละผล (Cause and Effect Mapping) ความหมาย เปน็ เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการรวบรวมข้อมลู และใช้ในการวเิ คราะห์

ข้อมูลทีไ่ ด้รวบรวมพรอ้ มกันไปด้วย มี 2 ลักษณะได้แก่ กา้ งปลา และ แผนผงั ต้นไม้

ยกตัวอยา่ ง ประโยชนข์ องแผนปังเหตุ ผล : เหน็ ภาพรวม ช่วยประตดิ ประต่อเรอ่ื งราวได้งา่ ย

แผนท่คี วามคิด (mind map ) เป็นเคร่อื งมือท่ีใชป้ ระกอบในการประชมุ การจัดเวทีชุมชน ในการระดมความคิดวิธีหนึ่ง สามารถใช้ในการ

บนั ทกึ ความคิดเห็นของ ผ้เู ข้ารว่ มเวที โดยวิธีการจดั ระเบียบความคิดทมี่ ีประสทิ ธิภาพสูงสุดและเรียบง่ายที่สดุ ประหยัดทส่ี ุดสํามารถทาํ ให้เห็นความคิด

ทห่ี ลากหลายใน มุมมองที่กว้างและชัดเจน

เปล่ยี นแปลงเหตกุ ารณ์ = เสน้ แบ่งเวลา เปน็ เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการรวบรวมการเปลย่ี นแปลง เหตุการณส์ ําคัญๆ ที่เกิดข้ึน โดยสมาชิกแต่ละ

คนช่วยกนั นาํ ประสบการณ์ของตนเอง ซง่ึ ต่างมีข้อมูลทตี่ นรู้ ตนทราบ มาบันทกึ ไวใ้ ห้เปน็ รูปธรรม ช่วยให้ข้อมูลสําคัญๆ ในอดีตไม่ลบเลือนสูญหายไป

ทาํ ให้เราเขา้ ใจที่มาที่ไป รากเหง้าในอดีต

แผนภาพทใ่ี ชช้ ่วงเวลารายเดือนเปน็ หลักในการแสดงราย ละเอยี ดของการปฏิบตั กิ จิ กรรมต่างๆ ทางการเกษตร ซงึ่ แสดงถงึ ความ ตอ้ งการ

ปจั จัยการผลติ ในแต่ละชว่ งเวลา เรยี กวา่ Crop calendar หรอื ปฏทิ นิ การปลกู พืช

ประโยชน์ของปฏทิ ิน การปลูกพืช? เราก็จะไดร้ ปู้ ระวตั ิความเปน็ มา การ ปป.ท่ีเกดิ ขึ้น นําขอ้ มูลมาวเิ คราะหเ์ พอื่ ตดั สนิ ใจลงมอื ทํา SWOT

เปน็ เครอ่ื งมอื ในการวเิ คราะหส์ ถานการณ์ เพอื่ ค้นหาจุดแข็ง จดุ อ่อนหรือสง่ิ ทอ่ี าจเปน็ ปญั หาสาํ คญั ในการดาํ เนนิ งานสู่สภาพท่ตี ้องการในอนาคต

การจดั เวทีเรียนรู้

สถานทจี่ ดั เวทเี รียนรู้ ควรมลี ักษณะเชน่ ใด ตอบ สะดวก เปน็ ศนู ยก์ ลาง สวล.ดี อากาศถ่ายเท หอ้ งไม่แคบ ทส่ี าํ คัญทุกคนต้องน่ังให้เหน็ หน้า

กัน

จํานวนผเู้ ข้าร่วม ไมค่ วรเกนิ เท่าใด ตอบ 30คน

บท 3 การประเมินผล

ขั้นตอนหนง่ึ ในวงจรการทํางาน เป็นการทบทวนหลังการจดั กระบวนการ เรยี นรู้ เพอ่ื ทบทวนวิธกี ารจัดกระบวนการเรยี นรทู้ ้งั ความสาํ เรจ็ และ

ปญั หาที่เกิดข้ึน เรยี กว่า การเรยี นร้หู ลงั ทํางาน (After Action Review : AAR)

การประเมินผลทใ่ี ชว้ ธิ กี ารและเกณฑท์ ่ีหลากหลายในการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นร้ทู ง้ั 3 ด้าน คือ ความรู้ ความคิด และการปฏิบัติ โดย

ให้ เกษตรกรได้ทํากิจกรรมหรือปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง หรือจําลอง สถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเพ่ือแสดงถึงความรู้และทักษ ะท่ี

เกษตรกรมี เรียกว่า การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่อะไรบ้าง ตอบ สังเกต,สัมภาษณ์,สอบถาม,

ทดสอบ,ประเมินผล

งานสง่ เสรมิ การเกษตร เรม่ิ แรกเปน็ การศึกษาแบบพเิ ศษ หรือการศกึ ษาแบบเสรมิ จากมหาวทิ ยาลยั ไปสู่บุคคลภายนอก (extension education) เร่มิ

ที่ประเทศอะไร

ก. อเมริกา ข. ญ่ีปุน ค. ไทย ง. องั กฤษ

แนวคิดของ หลกั การสง่ เสรมิ การเกษตร ม3ี ขอ้ ได้แก่

1. พัฒนา ปชช.ชนบท ให้มีรายไดเ้ พ่ิมขน้ึ

2. .งานส่งเสรมิ การเกษตรมปี รัชญาในการปฏบิ ัติ

3. การศึกษานอกระบบ แบง่ เป็นทางตรงกบั ทางออ้ ม

ทฤษฏีสุญญากาศในชนบท เป็นอย่างไร เป็นงานช่วยตอบสนองความต้องการของ เกษตรกรในท้องถ่ินชนบทใ นเรื่องต่างๆ ที่จําเป็น และ

สามารถกระทาํ ใหก้ ้าวหน้าไปได้ โดยที่ยังไม่มผี ูห้ น่ึงผใู้ ดใหค้ วามช่วยเหลือมากอ่ น เปรียบเสมือนเปน็ ชอ่ งวา่ งหรอื สญุ ญากาศในชนบท (คอื สง่ เสริมตาม

ความตอ้ งการท่จี าํ เป็นของชมุ ชนๆนน้ั และเป็นเร่อื งท่ยี ังไม่มีการชว่ ยเหลือหรอื สง่ เสริมมากอ่ น)

การทบี่ ุคคลจะรบั แนวความคิด ใหมไ่ ปปฏบิ ตั ิ จะผ่านข้นั ตอน 5 ข้นั ตอนดว้ ยกันคอื รับรู้ สนใจ ไตรต่ รอง ทดลองทาํ ทาํ ไปปฏิบตั ิ

การแบง่ พ้ืนทเี่ กษตรทฎษฎใี หม่ มกี ีส่ ่วน อะไรบา้ ง

30- ขดุ สระเก็บนาํ้ เลย้ี งปลา

19

30- ปลกู พชื ไร่ ไม้ผลและพชื แซมตา่ งๆ

30- ปลูกข้าว

10- ทีอ่ ยู่ พชื พักสวนครวั คอกเลย้ี งสตั ว์

บทบาทหลักๆของ เจ้าหน้าทสี่ ง่ เสรมิ การเกษตร ไว้4ประการคอื

1.บทบาทผูน้ าํ การเปลี่ยนแปลง 2. บทบาทครู 3.บทบาททป่ี รกึ ษา 4.บทบาทผู้ประสานงาน

ในการส่งเสรมิ การเกษตร มกี ลมุ่ เปาู หมาย4แบบได้แก่

1) การส่งเสรมิ แบบรายบคุ คล

2) การสง่ เสรมิ แบบกลมุ่

3) การส่งเสรมิ แบบมวลชน

4) การสง่ เสรมิ แบบผา่ นผนู้ ํา

การสาธติ ทัศนศกึ ษา เปน็ การสง่ เสรมิ แบบไหน แบบกลมุ่

วธิ ีการสง่ เสรมิ แบบผา่ นผู้นํา (ประกอบด้วย) ผู้นาํ ทางการ ผู้นําธรรมชาติ และเจ้าหนา้ ท่ีพัฒนา

การจดั นทิ รรศการเป็นการสง่ เสริมแบบใด มวลชน

กระบวนการยอมรบั 5 ข้นั ตอน ตน่ื ตัว/รบั รู้ สนใจ ไตร่ตรอง ทดลองทาํ นําปฏบิ ตั ิ

องคป์ ระกอบการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไดแ้ ก่

- นักวิชาการสง่ เสรมิ การเกษตร เป็น ผู้ถา่ ยทอด

- เกษตรกร เป็น บคุ คลเปาู หมายผรู้ ับการถ่ายทอด

- เทคโนโลยกี ารเกษตร เป็น เนือ้ หาของการถา่ ยทอด เช่น ความรู้

- วธิ ีการถา่ ยทอดเทคโนโลยี ในทีน่ ห้ี มายถงึ วิธีการส่งเสรมิ การเกษตรต่างๆ

การจําแนกกลมุ่ ของผู้ยอมรบั มีกกี่ ลุ่มอะไรบ้าง

1. หัวไวใจสู้ 2.5%

2. ขอดูท่าที 13.5%

3. เบ่ิงตาลังเล 34%

4. หนั เหหวั ดื้อ 34%

5. งอมอื จบั เจา่ 13.5%

6. ไม่เอาไหนเลย 2.5%

- เป็นพวก ทีย่ อมรบั นวตั กรรมเรว็ แตใ่ ชร้ ะยะเวลาในการตัดสนิ ใจทีจ่ ะยอมรบั นวตั กรรม มากกวา่ พวกหัวก้าวหนา้ ขอดูทที า่

- เป็นพวก ทีย่ อมรบั นวัตกรรมแตต่ ้องใช้ระยะเวลาในการตดั สินใจนานมาก เป็นผตู้ าม อย่างคนอ่นื ตอ้ งการ การชีแ้ นวทางและการกาํ กบั อย่างใกล้ชดิ

ให้เห็นตวั อย่าง ของคนหมมู่ ากในสังคมกอ่ นท่ีจะยอมรับนวตั กรรม หนั เหหวั ด้อื

- กลมุ่ ท่ี ยอมรับนวตั กรรมเร็วมาก มีลกั ษณะกลา้ เสยี่ ง กล้าได้กล้าเสยี มีความพรอ้ มในการคิดรเิ รมิ่ นําสิ่งใหม่ แนวคดิ ใหม่มาปรับใช้ เพอ่ื ประโยชน์

สูงสุด ล้ําหนา้ คนอน่ื ๆในสังคม หวั ไวใจสู้

หลักการของการศกึ ษานอกระบบ มลี กั ษณะ 6 ประการ ได้แก่

1 ผูเ้ รียนเป็นศูนย์กลาง

2 หลกั สูตรยดื หย่นุ

3 ผู้สอนผูเ้ รยี นเปน็ กันเอง

4 พึง่ พาทรัพยากรในทอ้ งถิ่นเปน็ หลกั

5 ผลการเรยี นนาํ ไปใช้ประโยชน์ไดท้ ันที

6 โครงสร้างมกี ฎระเบียบซับซ้อนน้อยกวา่ ระบบโรงเรียน

แผนการเรียนรู้ของเกษตรกรในการถ่ายทอดเทคโนโลยี แตล่ ะเรอื่ ง ต้องมุง่ เนน้ การเปลย่ี นแปลงความรู้ ทักษะ และทัศนคติใน เรอ่ื งนน้ั ๆ

กําหนดจํานวนเกษตรกรใหเ้ หมาะสมในการถา่ ยทอดแต่ละคร้งั กค่ี น ไม่เกนิ 25-30 คน

รูปแบบการประเมินผลและตดิ ตาม ผลการถา่ ยทอดทน่ี ิยมใช้ในปัจจบุ ันมี 2 แบบ คือ

1. แบบชิบ CIPP

2. แบบแฮมบลิน

คุณสมบัตขิ องนักส่งเสรมิ ทดี่ ี

1) มีความสามารถในการตดิ ตอ่ ส่ือสาร

2) มีความคดิ รเิ ร่ิมและเชอ่ื ม่ันในตนเอง

3) มคี วามกระตือรือรน้ ในการทํางาน และกระทาํ ดว้ ยความจรงิ ใจ

4) มีความรบั ผดิ ชอบและกระทาํ ตนให้เป็น ท่เี ช่อื ถอื ศรัทธา

5) รู้จักถ่อมตนและมีทัศนคติทดี่ ตี อ่ บุคคลอ่ืน

20

6) มีความเข้าใจและเหน็ อกเห็นใจคนอ่นื
7) มคี วามอดทนและความพยายาม
8) ไม่ถือสนั โดษและเตม็ ใจใหค้ วามช่วยเหลือบคุ คลอน่ื
9) คดิ ถงึ ผ้อู น่ื มากกวา่ คดิ ถงึ ตนเอง
10) ปรับปรงุ ตนให้ทันเหตุการณ์โดยสมา่ํ เสมอ
การถ่ายทอดความรสู้ ูบ่ คุ คลเปาู หมาย อย่างเหมาสมกรมสง่ เสริมไดแ้ บ่งออกเป็นกีล่ ักษณะอะไรบา้ ง?
ตอบ แบบรายบคุ คล แบบกลมุ่ และแบบมวลชน
ข้อมูลท่จี าํ เปน็ ในการออกแบบการถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตร มี 5 ประการ ได้แก่
1.วัตถปุ ระสงค์
2.เวลา
3.ขอ้ มลู เก่ยี วกับผู้เรยี น
4.สาระสําคญั หรอื ประเดน็ สาํ คญั ของเน้อื หา
5.การจัดลาํ ดับเนอื้ หา

- การถา่ ยทอด (Transfer) เทคโนโลยี การเกษตร เป็นกระบวนการหนึง่ ในระบบ สง่ เสริมการเกษตรที่จะนําความร้เู ทคโนโลยี การเกษตร ไปส่บู คุ คล
เปาู หมายเพอื่ การ พัฒนา แบง่ เปน็ 3 ประเภท

ประเภทแรก เป็นการยดึ เอาวตั ถุประสงคเ์ ป็นหลัก
ประเภททสี่ องเป็นการยดึ เอาชนดิ ผู้นําการ เปลยี่ นแปลงเป็นหลกั
ประเภทสุดทา้ ย เปน็ การยดึ เอาจํานวนบุคคลเปาู หมาย เปน็ หลัก
- โปสเตอร์ เอกสารเผยแพร่ หนงั สือพิมพ์ วทิ ยุ วทิ ยุโทรทศั น์ ภาพยนตร์ สไลด์ และ การจัดนทิ รรศการ เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรแบบใด
แบบมวลชน
- การประชุม การประชุมกลมุ่ การฝกึ อบรม การสาธติ การศกึ ษาดงู านนอกสถานท่ี การอภปิ ราย การบรรยาย การประกวด เปน็ การถา่ ยทอด
เทคโนโลยกี ารเกษตรแบบใด แบบกลมุ่
- การไปเยย่ี มเยยี นถึงท่ีนา ถงึ สวนถึงบ้าน เกษตรกรมาติดต่อสาํ นกั งาน การติดต่อทางโทรสบั ทางจดหมาย และการติดต่อแบบไม่เป็นทางการหรือโดย
บังเอิญเปน็ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรแบบใด แบบรายบุคคล
การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรไปสเู่ กษตรกร แบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื
1) ถ่ายทอดในระดบั เดยี วกัน
2) ถ่ายทอดในระดบั ท่ตี ่างกัน
การถา่ ยทอดเทคโนโลยีแบบมวลชน เป็นสือ่ สารแบบใด one way or two way? One way
การทาํ งานส่งเสรมิ การเกษตรตามแนวทาง โรงเรยี นเกษตรกร (Farmers Field School)เน้นกระบวนการใด Learning by doing
หลกั การในการจดั กระบวนการแลกเปลีย่ นเรยี นรใู้ นเวทีการแลกเปลย่ี นเรียนร้แู สดงเปน็ 4 ขน้ั ตอนได้แก่
ข้ันนํา
ขน้ั กิจกรรม
ขนั้ วิเคราะห์
ขน้ั สรุป
AESA คอื สํารวจระบบนเิ วศนเ์ กษตรใน รร.เกษตรกร
สือ่ ถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร มี 5 ประเภทอะไรบ้าง
1. สอ่ื สง่ิ พิมพ์
2. สื่อประสม
3. สื่อเครอื ขา่ ยสงั คม
4. สือ่ อิเลก็ ทรอนิก
5. สอ่ื กิจกรรม
การประยกุ ตใ์ ช/้ ประโยชน์จากการถอดบทเรียน มอี ะไรบา้ ง
1) ทําใหเ้ กิดการปรับปรุงเทคนคิ การทํางาน
2) ทําให้ผู้ถ่ายทอดความรูเ้ กดิ ความเชอื่ ม่ันในการทาํ งานและการเผชญิ ปญั หามากข้ึน
3) ทาํ ใหเ้ กิดตน้ แบบการทํางานทด่ี ี (Best Practice)
เทคนคิ ตา่ งๆ สาํ หรับการถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร มี 8 ประเภทอะไรบา้ ง
1.การบรรยาย
2.การอภปิ ราย

21

3.การใช้กิจกรรม
4.การฝกึ ปฏิบตั ิ
5.การใช้กรณศี ึกษา
6.การสาธติ
7.การใช้ส่อื
8.การศกึ ษาดูงาน

โรงเรียนเกษตรกร (Farmer Field School: FFS)

-เรมิ่ เมอ่ื ปี 2542 ในหลวงรัชกาลท่ี 9 ทรงดําริให้กรมส่งเสรมิ การเกษตร ใชก้ ระบวนการโรงเรียเกษตรกร หลังจากได้ทอดพระเนตรรายการ เวที
ชาวบ้าน ของกรมประชาสัมพันธ์
- โรงเรยี นเกษตรกร เปน็ กระบวนการท่กี ระตนุ้ ใหเ้ กษตรกรเกดิ กระบวนการคดิ วเิ คราะห์ อยา่ งถกู ตอ้ ง และเหมาะสม เกดิ ความเชอ่ื มั่นในตนเอง นํามา
สกู่ ารเปลีย่ นวิธีการปฎบิ ตั ิของเกษตรกร ตลอดการเพาะปลกู
องค์ประกอบพ้นื ฐาน

1.กลมุ่ เกษตรกร 20-25 คน
2.แปลงปลกู พืชอย่างนอ้ ย 1 ฤดกู าล
3.สมาชิกพบปะสปั ดาหล์ ะ 1 ครง้ั
4.สมาชกิ เปน็ ผดู้ าํ เนินการเปรียบเทยี บระหว่าง IPM และวธิ ีเกษตรทว่ั ไป
5.มแี ปลงศกึ ษาเฉพาะเรอื่ ง
6.มีการกําหนดหวั ขอ้ เรียนรูพ้ เิ ศษ
7.เปน็ การเรียนร้แู บบมีส่วนรว่ ม ศนู ยก์ ลางทผี่ ู้เรยี น
ข้ันตอนการดาเนนิ งานโรงเรียนเกษตรกรใรพระราชดาริ
1.การสรา้ งวิทยากรหลัก
2.การคดั เลอื กพชื เปาู หมาย
3.การดาํ เนนิ การสง่ เสรมิ ตามกระบวนการโรงเรยี นเกษตรกรในพระราชดําริ
4.การสรา้ งวิทยากรเกษตรกร
5.การจดั งานวนั สาธติ
6.การติดตาม ประเมิน และรายงาน

***การนากระบวนการโรงเรยี นเกษตรกรไปใช้ในการดาเนนิ กจิ กรรม ตอ้ งมกี จิ กรรม

1 การจัดทาํ ปฎิทินการปลกู พชื
2.การจัดทาํ ตารางการถ่ายทอดความรู้ตลอดฤดูการเพาะปลูกพืช
3.การจดั ทําแปลงเรยี นรู้ แบ่งเปน็ 1)แปลงเกษตรกร 2)แปลง IPM 3)แปลงพิสจู น์ทราบ
4.การสํารวจวิเคราะหร์ ะบบนเิ วศเกษตรในแปลงพชื (AESA)

บทบาทของวทิ ยากรกระบวนการ (Facilitator)

วทิ ยกรกระบวนการ แปลวา่ ผทู้ าํ หนา้ ทใี่ ห้ความสะดวก หรือคนกลางทีช่ ว่ ยจดั และดําเนนิ งานในการพบปะ ประชุม อบรม เพือ่ ใหเ้ กิดการคิด

ทเี่ ปน็ ระบบ มีอสิ ระทางความคดิ และสามารถสื่อสารทาํ ความเขา้ ใจอย่างตรงไปตรงมา

บทบาทวทิ ยากรกระบวนการ

1.เป็นผู้ประสานงาน (coordinator)

2.เปน็ ผู้กระตนุ้ (catalyst)

3.เป็นผสู้ ังเกตการณ์ (observes)

4.เป็นผู้สรา้ งบรรยากาศ (cimate seeter)

5.เปน็ ผชู้ ว่ ยการสอื สาร (communicator enabler)

6.เป็นพเ่ี ลย้ี งในการเรยี นรู้ (Learning coach)

ทักษะทจ่ี าเปน็ ของวิทยากรกระบวนการ

1.ตงั้ คําถาม 3.การสงั เกต

2.การฟัง 4.การใหข้ ้อมูลปอู นกลับ 5.ภาษากาย

วธิ ีการควบคมุ ศตั รพู ชื แบบผสมผสาน (Integrated Pest Management : IPM)

22

วธิ ีการทใี่ ช้ในการปูองกัน กาํ จดั และควบคมุ ศัตรูพชื ด้วยกนั หลายวิธี ต้งั แต่ 2 วิธีข้นึ ไป
1.วธิ ีเขตกรรม (Cultural control) คอื การปรับปรุงสภาพแวดล้อม เพอ่ื ใหพ้ ชื เจริญเติบโต แข็งแรง ทนทานต่อการเขา้ ทาํ ลายศตั รพู ชื เชน่ การปรบั
สภาพดิน การใชพ้ ันธ์ุดี การให้นา้ํ และปุ฻ย การไถพรวน การกาํ จัดวชั พืช การตดั แตง่ ก่ิง
2.วิธีกล (Mechanical control) เพื่อลดปริมาณศตั รูพชื ด้วยวิธหี รอื เครอ่ื งมอื งา่ ย เชน่

1.การจบั ทําลายโดยใชม้ อื เม่ือพบศัตรพู ืช
2. การใชแ้ รงงานตดั แต่งกิ่งทีเ่ ป็นโรคหรอื แมลง
3.การใช้ม้งุ คลมุ แปลง
4.การใช้กบั ดกั กรงดัก ตาขา่ ย
5.การใชเ้ คร่อื งยนต์ เช่นเคร่อื งจักต๊ักแตน
3.วธิ ฟี สิ ิกส์ (physical control) คอื การใชว้ ธิ ีการหรอื เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการควบคมุ แมลงศัตรพู ชื เชน่ ความร้อน แสง เสยี ง ในการ ลอ่ ไล่
ฆา่ ไดแ้ ก่ 1.การใชเ้ ครือ่ งมอื ทําเสยี ง 2.การใช้ความรอ้ น 3.การใช้กับดกั
4.ชีววิธี (Biological control) เป็นการควบคมุ โดยอาศัยศตั รธู รรมชาติ เพ่อื ลดปรมิ าณศัตรูพชื ใหอ้ ยู้ในระดบั ทไี่ มก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หาย แบ่งเปน็
3 ประเภท ตวั หา้ํ ตัวเบยี น และเช้ือจลุ ินทรยี ์
5.การควบคมุ เทคนิคโดยใชแ้ มลงเป็นหมัน
6.การใช้สารธรรมชาติ เช่น เมลด็ สะเดา ตะไครห้ อม พลปู ุา หางไหล(โลต่ ิ๊น) วา่ นน้าํ หนอนตายหยาก
7.สารเคมี

ศนู ย์ศกึ ษาการพฒั นาอนั เน่อื งมาจากพระราชดาริ มี ๖ ศนู ย์
๑. ศูนยศ์ ึกษาการพฒั นาเขาหนิ ซอ้ นอนั เน่ืองมาจากพระราชดําริ จงั หวัดฉะเชงิ เทรา
๒. ศูนยศ์ ึกษาการพัฒนาหว้ ยทรายอนั เนื่องมาจากพระราชดาํ ริ จังหวดั เพชรบุรี
๓. ศนู ย์ศกึ ษาการพัฒนาอ่าวคงุ้ กระเบนอันเน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ จงั หวัดจันทบุรี
๔. ศนู ย์ศึกษาการพฒั นาภูพานอันเนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริ จงั หวัดสกลนคร
๕.ศูนย์ศกึ ษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อนั เนื่องมาจากพระราชดาํ ริ จงั หวัดเชยี งใหม่
๖. ศนู ย์ศกึ ษาการพัฒนาพกิ ุลทองอนั เนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริ จงั หวดั นราธิวาส

การขึน้ ทะเบียนเกษตร
1. เกษตรกรต้องแจง้ ขอ้ มลู หลงั ปลกู 15 วนั ดงั น้ี

1) พชื /พนั ธ์ุ
2) วันปลูก
3) วันที่จะเก็บเก่ียว
4) รายได/้ หนสี้ นิ
5) เครือ่ งจักร
6) แหล่งนา้ํ
7) ระบบเกษตรกรรม
2. หนง่ึ ครัวเรือนข้ึนทะเบยี นได้ 1 คน
3. สถานทข่ี น้ึ ทะเบยี นมี 2 กรณี
1) รายเก่า = ขึน้ ท่ี เกษตรอาํ เภอ / อปท. / อกม.
2) รายใหม่ = ข้ึนท่ีเกษตรอาํ เภอ อาํ เภอทม่ี ีพื้นทีแ่ ปลงเยอะสดุ
4. คณะกรรมการขึน้ ทะเบยี น (หมบู่ า้ น) = นายอาํ เภอแต่งต้งั
1) ผ้ใู หญ่บา้ น = ประธาน
2) อกม = เลขา
5. เลขา เศรษฐกิจเกษตร เปน็ นายทะเบียน (รักษาการระเบยี บ)
6. ผู้ช่วยนายทะเบยี น = เกษตรจังหวดั
7. หนังสอื นส3 = หนังสอื รบั รองการทาํ ประโยชน์
1) นส3.ก. = มรี ะวางรปู ถา่ ยทางอากาศ
2) นส.3.ข = ไม่มูปถา่ ยทางอากาศ
3) สปก4 = หนังสอื อนุญาตให้ทําประโยชนเ์ ขตของรัฐ
8. ระเบยี บทะเบยี นเกษตร 2554
9. คณะกรรมการ ทบก. (จงั หวัด) = เกษตรจงั หวดั เป็นประธาน

23

1.0 ทะเบียนเกษตรมี ขอ้ มลู 9 ส่วน 6) แหล่งน้ํา
1) พื้นฐาน 7) รายได/้ หนส้ี นิ
2) สมาชิกครวั เรือน 8) เครือ่ งจกั ร
3) ถอื ครองทีด่ นิ 9) แหลง่ น้าํ
4) กจิ กรรมเกษตร
5) การเข้ารว่ มโครงการรฐั

ศบกต. (ศูนย์บรกิ ารและถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจาตาบล)
1. เจ้าหน้าที่สง่ เสรมิ = กรรมการ + เลขา
2. ศบกต. ก่อตง้ั เมอ่ื ใด = 21 พ.ย. 43
3. ศบกต. มกี ่ีศนู ย์ = 7106 ศนู ย์ = ทที่ ําการอยู่ อบต.
4. คณะกรรมการ ศบกต.
1) นายอาํ เภอแตง่ ตั้ง
2) มีอย่างนอ้ ย 16 คน
3) จนท.สง่ เสรมิ เป็น เลขา
4) วาระ 4 ปี
5) ประธาน = เทียบเท่า ขรก.ชาํ นาญการ
6) สมาชกิ กก = เทยี บเท่า ขรก. ปฏบิ ัตกิ าร
7) จนท. อปท. = ผ้ชู ว่ ยเลขา (ผชู้ ่วย จนท.ส่งเสริม)
5. ศบกต. = MOU ระหว่าง กรมสง่ เสริมการปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ + กรมส่งเสรมิ การเกตษร (17 เม.ย. 51)
6. ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจําตําบล จัดต้ังข้ึนเพื่อเป็นศูนย์กลางให้เกษตรกรได้เข้ามามีส่วนร่วมคิด วิเคราะห์
วางแผน แลพบรหิ ารจดั การด้วยตนเอง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทาํ หนา้ ท่ีในการสนับสนนุ ดา้ นการบรกิ ารและถา่ ยทอดความรู้
ดา้ นการเกษตร ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรแก่เกษตรกร ณ จุดท่ีทําการศูนย์ ซ่ึงเป็นกา ร
บริการครบวงจร ณ จุดเดยี ว (one stop service)

วตั ถปุ ระสงค์
1.เพ่อื ใหอ้ งคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น สถาบนั เกษตรกร และชมุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาการเกษตรแบบยงั่ ยืนด้วยตนเอง และให้

สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของชุมชนในลกั ษณะบรู ณาการ
2.เพือ่ ให้หน่วยงานราชการในกระทรวงเกษตรฯมกี ารทํางานรว่ มกันเปน็ ลกั ษณะบูรณาการในการใหบ้ ริการแก่เกษตรกร ณ จุดเดียว ท่ี

ศูนยบ์ ริการและถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรประจาํ ตําบล
3.เพอ่ื ให้ชุมชนมคี วามสามารถในการวางแผน และพฒั นาตนเองดา้ นการเกษตร รวมทง้ั ให้มกี ารใชป้ ระโยชน์จากงบประมาณขององค์กร

ปกครองส่วนท้องถ่นิ ในการพฒั นาการเกษตร ตลอดจนส่งเสรมิ การออมและระดมทนุ ของชมุ ชนเพ่อื การลงทนุ ทางธุรกิจ
องค์ประกอบของศนู ย์ฯ

1. ทที่ าํ การศูนย์
2. คณะกรรมการบรหิ ารศนู ยฯ์
3. แผนพฒั นาการเกษตรของตาํ บล
4. จุดถา่ ยทอดเทคโนโลยหี รอื จุดสาธิตการเกษตร
เปน็ ศูนย์กลางในเรื่องต่าง ๆ ดังน้ี
1. ศนู ยข์ ้อมูลการเกษตรของชมุ ชน
2. ศนู ยก์ ลางในการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร
3. ศนู ย์บรกิ ารเกษตรกร
4. เวทชี าวบ้านเพ่ือการวางแผนพฒั นา
5. เวทีบรู ณาการของส่วนราชการในสงั กัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คณะกรรมการศูนย์ฯ
- คณะกรรมการบริหารศูนยฯ์ มจี าํ นวนท้ังสนิ้ ไม่เกิน 15 คน

1. ผ้แู ทน อบต. 1 คน
2. ผ้แู ทนสถาบันเกษตรกร และหรอื กลุ่มอาชพี การเกษตรในตําบล ไมเ่ กิน 2 คน
3. อาสาสมัครเกษตรกรทมี่ ีอยู่ในตาํ บล 1 – 4 คน
4. ผู้แทนหมบู่ า้ น หม่บู ้านละ 1 คน
5. เจ้าหนา้ ที่ส่งเสรมิ การเกษตรประจาํ ตําบล ผรู้ ับผดิ ชอบตาํ บล เปน็ กรรมการและเลขานุการ

24

บทบาทหน้าทีข่ องคณะกรรมการบริหารศูนยฯ์ มี 3 ดา้ น

1) ดา้ นการบริหารจัดการศูนย์

2) ดา้ นการจดั กิจกรรมสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร

3) ดา้ นประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่

บทบาทของเจ้าหนา้ ทเี่ จ้าหน้าท่สี ่งเสรมิ การเกษตรประจาตาบล ผรู้ ับผิดชอบศูนย์

1) การถ่ายทอดเทคโนโลยี 2) การจัดทาํ ข้อมลู พนื้ ฐานการเกษตร

3) การพยากรณแ์ ละการเตอื นภยั

Application กรม
1. Farmbook = ทะเบยี นเกษตรอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
2. SmartCheck = รขู้ ่าวสาร ข้อมูล องคค์ วามรู้ เตอื นภยั
3. แอปเคช่ันกรมสง่ เสรมิ = ProtectPlants
4. ระบบสารสนเทศการเกษตร
1) Farmer Regits คมู่ อื การข้นึ ทะเบียนเกษตร
2) Knowledge Tank
3) สารสนเทศการผลติ
4) ระบบนําเข้า รายงานขอ้ มูลแปลงทะเบยี นเกษตร
5) ภูมิสารสนเทศเพอื่ การเกษตร
6) การดแู ลคอมเบื้องต้น
5. QR Trace on Cloud = ระบบการตามสอบสนิ ค้า
6. DGT Farm = ตลาดสนิ คา้ เกษตรออนไลน์

Application ของกรมส่งเสริมการเกษตร
1. หนว่ ยงานที่เก่ียวข้อง
1) กระทรวงเกษตร
2) กระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3) กรมพฒั นาทดี่ นิ
4) NECTEC ศนู ย์เทคโนโลยอี เิ ลก็ ทรอนิกสแ์ ละคอมพวิ เตอร์แหง่ ชาติ
5) สวทช. สํานักงานพฒั นาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแหง่ ชาติ
2. Agri-map Mobile มปี ระโยชน์ดังน้ี
1) ตรวจสอบพนื้ ท่ี
2) ขอ้ มลู อากาศ การปลูกพชื
3) ต้นทุน และผลตอบแทนต่อไร่
4) แหลง่ รับซือ้ ในพน้ื ที่น้นั ๆ
5) ระบบนาํ ทาง
6) เข้าถึงแหลง่ ข้อมลู พืน้ ฐาน

Zoning by Agri-map (แผนท่ีเกษตรเพอ่ื บรหิ ารจัดการเชิงรุก)
1. เปาู หมาย 6 ล้านไร่ ใน 20 ปี / ปีละ 3 แสนไร่
2. กรมพฒั นาที่ดนิ = เป็นหน่วยงานหลัก
3. Zoning คดั กรอง 2 กลมุ่
1) ผลิตเหมาะกับพื้นท่ี > ไดอ้ บรม > แปลงใหญ่ (S1 กบั S2)
2) ผลติ ไมเ่ หมาะสม > ปรับให้เหมาะ (S3 กับ N)
4. Agri Map = แผนท่เี กษตรเพอ่ื บริหารจดั การเชงิ รกุ
5. ตวั กาํ หนดเกณฑ์ Agri Map มี 2 ด้าน
1) สารสนเทศภมู ศิ าสตร์
2) ปจั จยั ต่อการเจรญิ เตบิ โตของพชื
6. พืน้ ทีเ่ หมาะสมของสินคา้ เกษตร 4 ระดับ
1) S1 = เหมาะสงู = ไม่มีขอ้ จํากดั (ส่งเสริม)
2) S2 = กลาง = มีข้อจาํ กดั นอ้ ย/แกไ้ ขได้ (สง่ เสริม)

25

3) S3 = เหมาะนอ้ ย = มขี อ้ จาํ กัด/แก้ยาก/ใช้ทนุ สงู (เปล่ียน)

4) N = ไม่เหมาะ = แก้ไขไมไ่ ด้ / ทุนสงู มาก (มี 2 ระดบั 1.นโยบาย 2 ปฏบิ ตั )ิ (เปลย่ี น)

7. ข้อมูลจงู ใจเกษตรกร = ผลเสยี การทาํ เกษตรทไ่ี มเ่ หมาะกับพืน้ ท่ี และผลตอบแทนจากการเปลย่ี นเป็นเหมาะ

8. ระบบแผนทส่ี ่งเสริมเกษตร = www.ssmap.doae.go.th

9. QGIS / GISagro / FAARM / GPS= โปรแกรมวาดแปลง

10. Agri map = นาํ เขา้ ชุดขอ้ มูล 14 ชดุ / พชื เศรษฐกจิ ท่ีสําคัญของจังหวัด 4 ชนิด

11. Agrimap = คาํ นึงถงึ สมดลุ ของทรัพยากร อุปสง อุปทาน ปัจจัยอนื่ ๆ

12. ปัญหาพ้ืนท่ีไมเ่ หมาะสม N = 14.52 ลา้ นไร่ = ขา้ ว N มากท่สี ุด

ยุวเกษตร (กยษ.)

1. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรแห่งประเทศไทย ต้ังแต่วันที่ 27

ตลุ าคม 2524

2. ปัจจบุ นั ประเทศที่ดําเนนิ งานเกยี่ วกบั ยุวเกษตรกรมี 80 ประเทศ

3. กลมุ่ อาสาสมคั รยุวเกษตร = อาสาสมคั รยุวเกษตรทมี่ คี วามสนใจดา้ นการเกษตรตง้ั แต่ 7 คน ขน้ึ ไปรวมตัวกันเปน็ กลุ่มเพื่อทาํ กจิ กรรม

ภายใตเ้ งอ่ื นไขทกี่ ระทรวงเกษตรและสหกรณ์กาํ หนด

4. ขอจัดตง้ั กล่มุ ยวุ เกษตรท่ี สาํ นักงานเกษตรอาํ เภอ

5. อายุ 10 - 25 ปี อักษรย่อ “ ยกษ. ”

6. ประเมนิ ศักยภาพ 4 ด้าน และ 6 ด้านสําหรบั องคก์ รอืน่ ๆ

1) ดา้ นการบริหารจดั การกลมุ่

2) บริหารทนุ และทรัพยากร

3) จดั การสินคา้ และบรกิ าร

4) พัฒนาความรคู้ วามสามารถของสมาชิก (ยกเวน้ ยวุ เกษตรกร)

5) ผลประโยชนข์ องสมาชกิ

6) การให้ความสําคัญกบั ชมุ ชน (ยกเวน้ ยุวเกษตรกร)

7. ยวุ เกษตรมี 3 ประเภท

1) ในโรงเรียน

2) นอกโรงเรียน

3) ผสมผสาน

8. ประเทศไทยเรม่ิ ปี พ.ศ.2496 ที่ จังหวดั ฉะเชงิ เทรา อ.บางปะกง ท่ี ร.ร. พรหมมานุเคราะห์

9. ศูนย์ยวุ เกษตร = กาญจนบรุ ี

10. ยวุ เกษตรดเี ดน่ = เตา่ งอยพฒั นา

11. เคร่อื งหมายใบโคเวอร์ 4 แฉก (พืชตระกูลถั่ว) ประกอบด้วย หรอื 4H

1) เกศ สมอง Head

2) กมล จติ ใจ Heart

3) กร มือ Hand

4) กาย พลานามยั Health

12. 4-H Club จาก สหรัฐอเมรกิ า

13. อายกุ ลุ่มยุวเกษตรกร 2-3 ปี (เพราะจดั ตั้งในนักเรยี นระดับมัธยมศึกษา) มมี ากแถว ตชด./กนั ดาล

14. ยวุ เกษตร เกย่ี วกับโครงการอาหารกลางวัน รว่ มกับ แมบ่ า้ นเกษตรกร

15. กลมุ่ ยวุ เกษตรนอกโรงเรยี น คอื สมาชิกจากโรงเรียนตา่ ง ๆ มารวมกนั /ระยะเวลาเป็นกลุ่มนานกวา่

16. ยุวเกษตรกรระหวา่ งประเทศ หรอื International Farm Youth Exchange (IFYE)

17. 1 พ.ย. วนั ยุวเกษตรโลก

18. คณะกรรมการยุวเกษตรมี 5 คน วาระ 2 ปี

1) คณะกรรมการยวุ เกษตรมี 4 ระดบั

i. กลุ่ม จงั หวัด เขต ประเทศ

19. หมวกยุวเกษตรกรชาย สขี าว / หญงิ สเี ขียว

*** กรมส่งเสริมการเกษตรกําหนดจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับประเทศ ประจําปี 2562 ระหว่างวันท่ี 22 -26

กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรยี นนายรอ้ ยพระจลุ จอมเกลา้ จงั หวัดนครนายก ภายใตแ้ นวคิด “จติ วญิ ญาณของกลมุ่ ยวุ เกษตรกร คอื พลังท่ไี ม่ส้ินสดุ ใน

การขับเคลื่อน สรา้ ง และพฒั นาภาคการเกษตรของประเทศไทย (Infinite Power The Spirit of 4-H club)”

26

แมบ่ ้านเกษตรกร
1. แมบ่ ้านเกษตรกรกอ่ ตั้งคร้ังแรกเมอ่ื = 2510
2. กลุ่มสตรภี าคการเกษตรในตําบล รวมตวั กนั 10 คนข้ึนไป
3. จดทะเบียนกับ = สาํ นกั งานเกษตรอําเภอ..
4. ดาํ เนนิ การนาํ ร่อง จงั หวัดละ 1 จดุ / จุดละ 20 ราย = 77 x 20 = 1540 ราย
5. วัตถปุ ระสงค์คือ สร้างความม่นั คงดา้ นอาหาร 4 ดา้ น
1) อาหารเพยี งพอในครัวเรอื น
2) อาหารมีคณุ ค่า
3) ใช้ประโยชน์ และเพิม่ มลู คา่
4) อาหารเพยี งพอทุกฤดูกาล
6. กลุ่มแม่บ้านเกษตรมี 3 ประเภท
1) สามัญ
2) กติ ตมิ ศักดิ์
3) วสิ าหกจิ
7. กลมุ่ แม่บ้านเกษตรมี 5 ระดับ
1) หม่บู า้ น
2) ตําบล
3) จงั หวัด
4) เขต
5) ประเทศ
8. กลมุ่ แมบ่ ้านาดีเดน่ = ท่าศาลา

สภาเกษตรกร
1. การเลือกต้ังมี 3 ระดบั = หมบู่ ้าน / ตาํ บล / อําเภอ
2. สมาชิกสภาเกษตรกรแหง่ ชาติ 77 + 16 + 7 = 100 คน วาระ 4 ปี (16 คน ตวั แทนเกษตรกร / ผทู้ รง 7 คน)

วสิ าหกจิ ชมุ ชน (วสช.) SMCE (Small and Micro Community Enterprise)
1. เว็บไซต์ = www.smce.doae.go.th
2. แหล่งเงินทุนวสิ าหกิจชุมชน คอื ธนาคารออมสิน
3. วิสาหกิจชุมชนเพ่ือการทอ่ งเทยี่ วมี 2 แบบ 1. สาธิตกจิ กรรม / 2. พักแรม
4. การทอ่ งเท่ยี วคลองสวสั อยู่ นครปฐม
5. วิสาหกิจชุมชน มุง่ ประโยชน์ทางสังคม มากกว่า หากาํ ไร
6. วสิ าหกิจชมุ ชน การออม เงนิ หมนุ เวียนในชุมชน
7. พ.ร.บ วสิ าหกิจฯใครรกั ษาราชการแทน = รัฐมนตรี
8. การจดทะเบียนวิสาหกจิ ชมุ ชน พรบ. 2548 (อธบิ ดีกรฯ = เลขา / นายก = ประธาน)
1) ได้รบั รองทางกฎหมาย
2) ได้รับการสนบั สนุน
3) คุณสมบตั ิ
i. ผลติ สินค้า และบริการ และอ่นื ๆ
ii. ร่วมกันในชมุ ชนไม่น้อยกวา่ 7 คน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) /บคุ คล หรอื นิติบคุ คล กไ็ ด้ /หา้ มอยใู่ นครอบครวั เดยี วกัน
iii. เปน็ กิจกรรมพ่ึงตนเอง และประโยชน์ทางสังคม
iv. กิจกรรมไมข่ ัดกฎหมาย
4) จดทะเบียน ณ สนง.เกษตรอาํ เภอ (นายทะเบียน คือ เกษตรอาํ เภอ)
i. รวมกลมุ่ ในชุมชนตามหลักเกณฑ์ / คัดเลอื กสมาชิก 2 คน มีอาํ นาจทาํ การแทน
ii. กรอกแบบ สวช.01
iii. นายทะเบียนเซน็

27

iv. กลมุ่ จะได้หนงั สือแสดงการจดทะเบียน ทวช.2 และ หนังสือการดาํ เนินกิจการ ทวช.3

9. การประเมินกลมุ่ วิสาหกิจ 7 ประเดน็

1) ผู้นําและการบรหิ าร

2) แผน

3) ตลาด

4) ความร/ู้ ข้อมูล

5) บริการสมาชกิ

6) จัดการสินคา้ และบริการ

7) ผลลพั ธก์ ารดําเนินงาน

10. การเสยี ภาษวี สิ าหกจิ ชุมชน

1) ขอเลขผูเ้ สียภาษกี ับ สรรพกร ภายใน 60 วนั /

i. ไม่ใช่นิติบคุ คล นบั ตงั้ แตม่ ีเงนิ ได้

ii. นิตบิ คุ คล นับต้ังแต่วันไดร้ บั จดทะเบียนเปน็ นติ บิ คุ คล

2) เสียภาษีตามท่ีกรมสรรพกรกาํ หนด

11. การสร้างมูลคา่ เพม่ิ สินคา้ เกษตร

1) SMART Product

i. มี story ของผลิตภัณฑ์

ii. มมี าตรฐาน เชน่ GMP / Primary GMP /HACCP / ISO

iii. มีเคร่อื งหมายรบั รองคุณภาพ เชน่ อย. / ฮาลาน / IG

iv. มีกระบวนการผลติ และบรรจุภณั ฑท์ ี่เปน็ มิตรสิ่งแวดลอ้ ม

v. มีตลาดหลกั

12. ประเภทของวิสาหกิจชมุ ชน

1.วิสาหกิจชมุ ชนขั้นพ้ืนฐาน เป็นการผลติ เพ่อื การใชใ้ นท้องถน่ิ หลกั ๆ มอี ยู่ 5 อย่าง คือ ข้าว อาหาร สมุนไพร ของใช้ และป฻ุย (ระดบั

ครอบครวั ,ระดบั ชุมชนและเครือขา่ ย)

2. วิสาหกจิ ชมุ ชนก้าวหนา้ เปน็ วสิ าหกจิ ชุมชนที่สามารถนาํ ออกสตู่ ลาดใหญไ่ ด้ เพราะมลี กั ษณะเฉพาะตวั มเี อกลกั ษณ์ท้องถน่ิ เชน่ สนิ คา้

หนงึ่ ตาํ บลหนึง่ ผลิตภัณฑ(์ OTOP) (ระดบั ธรุ กจิ )

13. คณะกรรมการวสิ าหกิจชุมชนมี 2 ระดับ

1) ระดบั ประเทศ

i. นายก เปน็ ประธาน

ii. อธบิ ดกี รมส่งเสรมิ เป็นเลขา

2) ระดับจังหวดั วาระ 3 ปี (สรรหา 90 วันกอ่ นครบกาํ หนด)

i. ผู้ว่า เปน็ ประธาน

ii. เกษตรจังหวัด เปน็ เลขา

14. กลมุ่ วิสาหกิจมากทส่ี ุดที่ จังหวดั รอ้ ยเอ็ด

15. วิสาหกจิ ชุมชนจดทะเบียนทุก 2 ปี

16. กพว 1 คอื อะไร = แบบสรุปวสิ าหกจิ ชมุ ชนดเี ด่น

17. ทอ่ งเท่ียวเชิงเกษตรมี 5 กิจกรรม

1) ระยะสัน้

2) พักแรม

3) อบรมภูมปิ ญั ญา

4) จําหน่ายสนิ ค้า

5) ศึกษาธรุ กจิ

18. รูปแบบท่องเท่ียวเกษตร มี 3 แบบ

1) ชมรายบุคคล

2) ตามเทศกาล

3) ตามชุมชน

19. สมาชกิ วิสาหกจิ ชุมชน อายุ 15 ปีขน้ึ ไป

28

20. เอกสารที่ตอ้ งย่ืนจดทะเบยี นวิสาหกจิ ชมุ ชน ดงั นี้
1) แบบคาํ ขอจดทะเบยี น (แบบ สวช.01)
2) บัตรประจําตัวประชาชน
3) หนังสอื ให้ความยนิ ยอมของสมาชกิ ไมน่ อ้ ยกว่าก่งึ หน่งึ ของสมาชิกทง้ั หมด หรอื สําเนามตทิ ี่ประชมุ ซงึ่ มอบหมายใหบ้ ุคคลหนึ่ง
บุคคลใดมาจดทะเบียนวิสาหกจิ ชมุ ชนแทน(กรณไี มเ่ ปน็ นิติบคุ คล)
4) ทะเบยี นรายช่อื และท่ีอยู่
5) หนังสอื สําคญั แสดงการจดทะเบยี นวิสาหกจิ ชุมชนทเ่ี ป็นสมาชกิ ในเครือข่ายฯสําเนา 1 ฉบบั /
6) ข้อบังคบั ของเครือข่ายวิสาหกจิ ชมุ ชนสําเนา 1 ฉบบั

21. การต่ออายวุ ิสาหกิจชมุ ชนต้องตอ่ ทกุ ก่ีปี ตอบ 1 ปี
22. ประธานคณะกรรมการสง่ เสรมิ วิสาหกจิ ชมุ ชน คอื นายกรัฐมนตรี
23. เลขานุการฯ คอื อธิบดกี รมส่งเสรมิ การเกษตร
24. สถานทย่ี ่ืนขอจดทะเบยี นวสิ าหกิจชมุ ชน คือ สํานกั งานเกษตรอาํ เภอ ศนู ยบ์ ริการและถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจาํ ตําบล

สํานกั งานเขต (ใน กทม.)
25. เครือขา่ ยวิสาหกิจชุมชน หมายถงึ คณะบุคคลทรี่ วมตวั กนั โดยมวี ตั ถุประสงค์ในการจดั ทํากิจกรรมอย่างหนง่ึ อยา่ งใดเพอ่ื ประโยชน์ในการ

ดาํ เนินงานของวิสาหกิจชุมชนในเครือขา่ ย
- บทบาทของเครอื ข่าย

1) ให้คาํ แนะนาํ และช่วยเหลอื กิจการภายในวิสาหกจิ ชุมชน
2) ใหค้ าํ แนะนาํ และชว่ ยเหลือกิจการภายในวสิ าหกจิ ชมุ ชน
3) เปน็ ศนู ย์กลางในการส่งเสรมิ ความสามคั คีและช่วยเหลือเกื้อกลู กนั
4) เสนอความเห็นชอบตอ่ คณะกรรมการเกยี่ วกบั นโยบายหรอื มาตรการสง่ เสรมิ วิสาหกจิ ชุมชน
26. คลัสเตอรค์ อื อะไร คําวา่ “เครอื ขา่ ยวสิ าหกิจ” มาจากคําภาษาองั กฤษ วา่ “Cluster” (คลสั เตอร)์
หมายถงึ ทําใหเ้ กิดการเพ่ิมผลผลติ และนําไปสู่ความสามารถในการแข่งขนั
27. วสิ าหกิจชุมชน และเครือข่ายฯ ทไ่ี ดร้ บั การจดทะเบยี นฯ แลว้ จะต้องทําการแจ้งความประสงคท์ จ่ี ะดําเนินการตอ่ ไป ภายใน 30 วนั

คลินกิ เกษตรเคล่อื นทใ่ี นพระราชานเุ คราะห์ สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชสยามมกฎุ ราชกุมาร
เร่ิมเปิดคลินิกครั้งแรกเม่ือ 22 กรกฎาคม 2545 เพ่ือเฉลิมพระชนมายุครบ 50 พรรษา ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยาม

มกฎุ ราชกุมาร
โครงการคลนี ิกเกษตรเคล่อื นที่จัดปลี ะ 4 ครง้ั หรอื 5 ครัง้

องค์กรเกษตร
1. องค์กรเกษตรหมายถึง = กลุม่ เกษตรกรที่ – ม่งุ แกไ้ ขขอ้ จาํ กัดของเกษตรรายยอ่ ย – มีโครงสร้างดําเนนิ งาน และมีระเบยี บชดั
2. ประโยชนอ์ งค์กรเกษตร
1) เพิม่ โอกาสเรยี นรู้
2) เพื่อโอกาสการผลติ
3) เพ่มิ โอกาสทางการตลาด/อาํ นาจตอ่ รอง
4) เพ่มิ โอกาสด้านบริการ
3. องค์กรเกษตรแบง่ เปน็ 2 ประเภท
1) แบง่ ตามรบั รองทางกฎหมาย
i. องค์กรนติ บิ คุ คล = จดทะเบยี นเปน็ ทางการ
ii. องคก์ รไมเ่ ป็นนติ บิ คุ คล = กลุ่มทางกร และไม่ทางการ
2) แบง่ ตามประเภทพฒั นา
i. องคก์ รเกษตร พื้นฐาน = กจิ กรรมพืน้ ฐาน เนน้ กนิ อยู่ ลดรายจ่าย เพม่ิ รายได้ พึง่ ตนเอง
ii. องค์กรเกษตร กา้ วหนา้ = กจิ กรรมระดบั สงู ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แข่งขนั ตลาด
4. เครอื ขา่ ยแบง่ เป็น 2 ลกั ษณะ
1) เครอื ขา่ ยแนวนอน = เกิดจากบคุ คล กลุ่ม ในระดบั เดยี วกนั สนใจร่วมกนั
2) เครอื ข่ายแนวตง้ั = ความสมั พันธ์ระหวา่ งหนว่ ยงาน เพอื่ ความเข้าใจรว่ มกันร่วมมอื กนั
5. องค์ประกอบของเครอื ขา่ ย 7 อย่าง
1) สมาชิก
2) จดุ หมายร่วม

29

3) ปฏิบตั หิ นา้ ทตี่ ่อสว่ นรวม
4) การมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรม
5) ความสมั พนั ธแ์ ละการส่ือสาร
6) ความเทา่ เทยี ม
7) การแบง่ ปันผลประโยชน์
6. ปจั จยั สําคญั ของการเรยี นรู้ 3 อยา่ ง
1) ผู้เรยี น
2) สิ่งเรา้ สิ่งกระต้นุ
3) ปฏิกริ ิยาตอบสนอง
7. ประเภทของการเรยี นรู้
1) เรยี นรเู้ ชงิ ปรบั ตวั
2) เรยี นรเู้ ชงิ คาดการณ์
3) เรยี นรเู้ ชิงปฏิบตั ิ

อาสาสมัครเกษตร (อกม.)
1. อกม. มีหม่บู า้ นละ 1 คน / จากท่ีประชุม อกม.
2. หน้าที่ อกม. ประสานเชอ่ื มโยงการทํางาน 4 ส่วน
a. เกษตรกร
b. เกษตรอําเภอ
c. หนว่ ยงานรฐั
d. องค์กรตา่ ง ๆ
3. วาระ อกม 4 ปี / อยู่ไดไ้ ม่เกิน 2 วาระ
4. คณะกรรมการอาสาสมคั รเกษตรจงั หวัด = อกษ.จ.
5. ระดับอําเภอมี ศพก. เปน็ จุดนดั พบ อกม.
6. ระดับตําบลมี เกษตรตาํ บล เป็นผอู้ าํ นวยความสะดวก โดยใช้ 5 ศนู ย์ เปน็ จดุ แลกเปลย่ี นคอื
a. ศพก. =
b. ศดปช. =
c. ศจช. = ศนู ย์จดั การศตั รพู ชื ชุมชน
d. ศชก. = ศูนย์ช่วยเกษตรกรประจาํ ตาํ บล
e. ศบกต. = ศนู ยบ์ ริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจําตาํ บล
7. ระดบั หมู่บา้ นอาศยั เครือข่ายเกษตร 16 สาขา / ได้แก่ ครูบญั ชี หมอดิน ประมง เศรษฐกจิ การเกษตร ครยู าง อาสาสมคั รเกษตรและสหกรณ์
อาสาสมัครปฏริ ปู ท่ีดนิ อาสาสมคั รฝนหลวง อาสาสหกรณ์ ชลประทาน ชาวนาอาสา สารวตั รเกษตร ปศสุ ัตว์ หมอ่ นไหมอาสา Q อาสา และ
เกษตรหมบู่ า้ น โดย กรมส่งเสริมการเกษตรรบั ผดิ ชอบการคดั เลอื ก อกม. ในสาขาเกษตรหม่บู า้ น
8. หน้าที่ อกม.
a. สํารวจขอ้ มลู การเกษตรของหม่บู ้าน
b. จดั ทําแผนรว่ ม ระดบั หมบู่ ้าน
c. ประสานงานแกไ้ ขปญั หา
d. ติดตามสถานการณเ์ กษตรในหมู่บา้ น
9. อาสาสมัครเกษตร = เกษตรกรหรอื บุคคลทไี่ ดร้ ับการคดั เลือกหรอื สมคั รใจเปน็ อาสาสมคั รภายใตเ้ งอื่ นไขทีก่ ระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กาํ หนด อักษรยอ่ “ อกษ. ”
10. กลุ่มอาสาสมคั รเกษตร มจี าํ นวนสมาชกิ ตัง้ แต่ 10 คนข้นึ ไป

ศจช. ศนู ย์จดั การศัตรูพชื ชุมชน
1. การประเมิน 7 ดา้ น
1) สถานท่ี
2) คณะกรรมการศูนย์
3) สมาชกิ ศูนย์
4) แปลงติดตามสถานการณศ์ ัตรูพืช
5) การจดั การศัตรพู ืช

30

6) การบรู ณาการและสรา้ งเครือขา่ ย
7) การประชาสัมพนั ธ์

2. การให้คะแนน 3 ระดับ 2.01 – 3.00 คะแนน
1) ดี A 1.01 – 2.00 คะแนน
2) ปานกลาง B 0.00 – 1.00 คะแนน
3) ปรับปรงุ C

3. ศจช ประกอบด้วย
1) คณะกรรมการ
2) สมาชกิ
3) สถานที่

ศดปช. ศนู ย์จดั การดนิ ปยุ๋ ชมุ ชน

1. หลักการประเมิน 9 ข้อ

1) มสี ถานที่ต้งั ศูนย์ และมีอปุ กรณ์

2) มีสมาชกิ ไม่ตํ่ากว่า 20 คน และมกี รรมการแบ่งหนา้ ที่

3) มกี ารจัดอบรมดนิ ป฻ยุ ให้สมาชกิ

4) มแี ปลงเรยี นรู้ สาธิต

5) มกี ารตรวจวิเคราะหด์ นิ

6) สมาชิกใชป้ ยุ฻ ส่งั ตัดรอ้ ยละ 50

7) มีการจัดหาแม่ป฻ยุ ใหส้ มาชกิ

8) มกี ารขยายสมาชิก และให้บริการท่ไี มใ่ ชส่ มาชกิ

9) มกี องทุน

2. ระดับศักยภาพมี 4 ระดับ

1) A+ ดีเด่น ผ่านขอ้ 1-9

2) A ดี ผา่ นข้อ 1-7

3) B พอใช้ ผ่านขอ้ 1-6

4) C ปรบั ปรงุ ดาํ เนนิ งานไม่ครบ 6 ขอ้ (ข้อ 1-6)

ตลาดเกษตรกร
1. เลอื กพน้ื ตง้ั ตลาด = ใกลช้ ุมชน / ใกล้พ้นื ท่ชี ุมชน / มพี นื้ ทีเ่ ดนิ / มีพน้ื ที่จอดรถ
2. จดั เต้นทเ์ ดยี วกนั สเี ขียวหรือขาว
3. จดั โซน
1) พชื ผกั ผลไม้
2) อาหารปรุงสุก
3) สนิ คา้ แปรรปู
4) อปุ โภคบรโิ ภค
5) ไม้ดอกไมป้ ระดบั
4. ไม่ไดเ้ ปดิ ทุกวัน / เปิดตามท่เี กษตรกรกําหนดในแต่ละสัปดาห์
5. เอกชนร่วม CSR
6. อ.ต.ก. = องคก์ ารตลาดเพอ่ื เกษตรกร = www.ortorkokr.com
7. โครงการนําร่องตลาดเกษตรถาวรขน้ึ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชยี งราย ลาํ ปาง พจิ ิตร ราชบุรี กาญจนบุรี ชยั ภมู ิ และกระบ่ี

เกษตรอินทรยี ์
1. เปาู หมายเกษตรอินทรยี ์ = (ยโสธรโมเดล็ ) เพิม่ ขนึ้ ไม่นอ้ ยกว่า 15 % ต่อปี
2. วัตถปุ ระสงค์ = เพ่ิมพ้ืนที่ / เพ่ิมมูลค่า / เพิ่มการคา้ / มาตรฐาน
3. เกษตรอนิ ทรยี ์ คอื การจดั การองค์รวมทเ่ี ก้ือหนนุ ระบบนเิ วศ และหลากหลายทางชวี ภาพ เน้นวสั ดธุ รรมชาติ
4. เกษตรผสมผสาน = ปลกู พชื เลย้ี งสัตวห์ ลายชนิด เก้อื กูลกนั
5. เกษตรทฤษฎีใหมส่ มคั รได้ท่ี = สนง.เกษตรอําเภอ และ สนง.เกษตรจงั หวัด

31

6. เปูาหมายเกษตรทฤษฎีใหม่ = 882 อําเภอ 70,000 ราย
7. เกษตรทฤษฎใี หมท่ ี่แรก = วดั มงคลชัยพฒั นา อ.เฉลิมพระเกยี รติ จ.สระบรุ ี
8. คุณสมบัตเิ ขา้ รว่ มเกษตรทฤษฎใี หมม่ ี 5 ขอ้

1) ไมเ่ คยทาํ ทฤษฎใี หม่
2) มที ่ขี องตน/ไดร้ บั ยนิ ยอมจากเจ้าของ/ภูมลิ ําเนาอย่ใู นชุมชน/พนื้ ท่ี 1 ไรข่ ้นึ ไป
3) มสี ระนํา้ / แหล่งน้ํา
4) แรงงานเพยี งพอ
5) ทําตอ่ เน่ือง
13. เปาู หมายเกษตรอนิ ทรีย์
1) มาตรฐานสินค้าเกษตร = 270 เร่อื ง
2) รับรองมาตรฐาน = 250,000 แปลง
3) ผลผลติ มาตรฐาน = 600,000 ตนั
4) เพ่ิมพน้ื ท่เี กษตรอินทรยี ์ = 338,800 ไร่
11. 5 ประสาน = เกษตรกร – ปราชญ์ – รัฐ – เอกชน – สถานศกึ ษา / ปราชญ์ 1 แตก 3-5 ไมเ่ กิน 10 ตอ่ อาํ เภอ
12. บันได 9 ขนั้ ความพอเพยี ง = พอกนิ -พอใช้-พออย-ู่ พอร่มเย็น > บญุ -ทาน-เก็บ-ขาย-ขา่ ย
13. ภมู ปิ ญั ญา = ประสบการณ์ + สงั่ สมสบื ทอดกันมา

Thailand 4.0
1. ไทยแลนด์ 4.0 เร่มิ มากจากไหน = ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
2. เปูาหมายไทยแลนด์ 4.0 คอื อะไร = สรา้ งสมดลุ ทางเศรษฐกจิ และสงั คมให้เกดิ ความ “มน่ั คง ม่งั คั่ง ย่งั ยนื ”
3. ความไดเ้ ปรียบของ 4.0 คืออะไร = หลากหลายทางชีวภาพ และวฒั นธรรม
4. ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลอ่ื นดว้ ยอะไร = ขบั เคลื่อนดว้ ยนวตั กรรม (องคค์ วามร+ู้ สรา้ งสรรค)์
5. กลมุ่ เปูาหมายไทยแลนด์ 4.0 คอื อะไร มอี ะไรบา้ ง = มี 5 กลมุ่
1) อาหาร
2) สาธารณสุข
3) อุปกรณอ์ จั ฉรยิ ะ
4) ดจิ ติ อลสมองกล
5) อุตสาหกรรมสรา้ งสรรค์

Thailand 1.0 เกษตร
Thailand 2.0 อุตสาหกรรมเบา
Thailand 3.0 อุตสาหกรรมหนัก
Thailand 4.0 เทคโนโลยแี ละนวัตกรรมใหม่

ความรดู้ ้านเกษตร (ดินและพืช)

ช่อื วิทยาศาสตร์พชื เศรษฐกจิ ทส่ี าคัญ Oryza sativa
1. ขา้ ว (rice) Zea mays L.
2. ขา้ วโพด (maize,corn) Vigna radiate
3. ถั่วเขียว (mungbean) Glycine max
4. ถั่วเหลอื ง (soybean) Saccharum officinarum
5. ออ้ ย (sugarcane) Manihot esculenta
6. มันสําปะหลงั (cassava) Arachis hypogaea
7. ถวั่ ลสิ ง (peanut,groundnut) Sorghum bicolor
8. ขา้ งฟุาง (sorghum) Helianthus Annus Var. Macrocarpus
9. ทานตะวัน (sun flower) Sesamun indicum
10. งา (sesame) Ricinus communis
11. ละหุง่ (castor) Gossypium hirsutum
12. ฝูาย (cotton) Jatropha curcas
13. สบู่ดํา (physic nut, purging nut)

32

ขา้ ว (rice)
1. ช่อื วิทยาศาสตร์ Oryza sativa L.
2. ขา้ วพนั ธไุ์ วแสง หมายถึง ข้าวท่ชี ่วงแสงมีอทิ ธิพลต่อการออกดอก (ขา้ วนาป)ี
3. ขา้ วพันธ์ไุ ม่ไวแสง หมายถงึ ข้าวที่ชว่ งแสงไม่มีอิทธิพลตอ่ การออกดอก (ขา้ วนาปรัง)
4. ข้าวพนั ธุ์ทไี่ ดจ้ ากการนาํ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 อาบรงั สีแกรมมา คอื พนั ธุ์ กข.15
5. ขา้ วพันธ์อุ ายุส้นั ทีส่ ุด คือ พันธุ์ สพุ รรณบุรี 2 (อายุ 90-110 วนั )
6. ข้าว พันธุ์ ชยั นาท 2 อายสุ น้ั กว่า พนั ธุ์ ปทมุ ธานี 1 อายุ 103-105 วนั ข้าวรว่ น หอม (เสาไห้)
7. ข้าว พนั ธ์ุ พิษณโุ ลก 3 คล้ายขา้ วขาวตาแห้ง
8. ขา้ วพันธุ์ใหม่ บางแตน อายสุ ้นั 90-115 วัน (ข้าวข้ึนนํา้ ,นาํ้ ลกึ )
9. ข้าวพนั ธใ์ุ หม่ อยธุ ยา 1 ไดจ้ าก พนั ธุ์ อูต่ ะเภา + พันธ์ุ ขาวดอกมะลิ 105
10. ระยะพลับพลึงของข้าว หมายถึง ช่วงท่ีข้าวแก่ปลายรวงเหลือง 2 ส่วน โคนรวงเขียว 1 ส่วน (หลังดอกบาน 28-30 วัน ความช้ืน

ประมาณ 21-24 %)
11. ความชื้นทเี่ หมาะสมในการเกบ็ รักษาข้าว คือ 14-15 %
13. ขา้ วพันธุ์สงั ขห์ ยดเป็นพนั ธพ์ุ น้ื เมืองของจงั หวดั พทั ลุง
ข้าวสังขห์ ยดได้รบั คาํ รบั รองเป็นสนิ ค้าบง่ ช้ีทางภูมิศาสตร์ (Geographic indication : GI)
ได้ช่ือเป็น “ ข้าวสังข์หยดเมืองพทั ลุง ”
14. พนั ธุข์ า้ วมี 2 ชนิด คอื
1) ชนิดไม่ไวแสง สามารถเพาะปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรังมีอายุเก็บเก่ียว 110 – 130 วันส่วนมากให้ผลผลิตสูงถึง 100 ถัง

เนอ่ื งจากตอบสนองต่อปุ฻ยไดด้ ี ตวั อยา่ ง เช่น พันธุ์ สพุ รรณบรุ ี 1 สุพรรณบุรี 2 กข 23 หอมคลองหลวง 1 หอมสพุ รรณบรุ ี กข.10 และสันปุาตอง
1 ช่วงเวลาปลูก สามารถปลูกได้ดีตลอดปีข้ึนอยู่กับสภาพนํ้า แนะนําปลูกในเขตชลประทานโดยวิธีปักดํา หรือว่านน้ําตม อย่างไรก็ดี ไม่แนะนําให้
ปลูกติดตอ่ กนั ตลอดปี เปน็ เวลานาน ควรปลูกขั้นด้วยพืชหมุนเวียนบ้างในบางฤดู จะช่วยตัดวงจรศัตรูพืชและรักษาสภาพดินท่ีใช้เพาะปลูกข้าวให้คง
ความอดุ มสมบรู ณ์

2) ชนิดไวแสง ปลูกได้เฉพาะนาปี มีวันเก็บเก่ียวที่ค่อนข้างแน่นอนไม่ว่าจะปลูกเม่ือใด ส่วนมากให้ผลผิตไม่สูงมากนักเพราะเพาะ
ตอบสนองต่อปุ฻ยต่ํา ตัวอย่างเช่น พันธุ์ข้าวหอมดอกมะลิ 105 กข. 15 กข.6 ช่วงเวลาปลูกท่ีเหมาะสมประมาณเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม โดย
นบั วนั เกบ็ เก่ยี วยอ้ นขน้ึ มาให้ข้าวมีอายุ 92 – 120 วัน (ถา้ ใช้วธิ ีหวา่ นอายขุ ้าวจะส้นั ลง) ทงั้ นีใ้ ห้พิจารณาประกอบกบั สภาพนํ้าในเขตนานํ้าฝนอาจใช้วิธี
หวา่ นขา้ วแห้งหรือปกั ดํา

37. แปูงของขา้ วจา้ ว มี ปริมาณอมโิ ลส รอ้ ยละ 13 - 18 มากกว่าข้าวเหนียว
แปงู ของขา้ วเหนียวมีปริมาณอมโิ ลเปกติน สูงกวา่ ข้าวเจา้

38. ข้าวพนั ธุ์ใดท่เี ป็นพันธต์ุ า้ นทานเพลยี้ กระโดดสีนํา้ ตาล ตอบ ปทุมธานี 1 (ในช้อยใกลเ้ คยี งท่สี ุดแลว้ )
ปลูกขา้ วพันธค์ุ อ่ นขา้ งตา้ นทานเพล้ยี กระโดดสนี ํา้ ตาล เชน่ สพุ รรณบุรี 1 สุพรรณบรุ ี 2 สพุ รรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 60 ปทุมธานี 1 พิษณุโลก

2 ชยั นาท 1 ชัยนาท 2 กข29 และ กข31
39. ข้าวหอมมะลิ 105 เลข 105 มาจากข้าวรวงที่ 105 ในแปลงทดลอง
40. นาดําใชเ้ มลด็ พนั ธ์ุ 4-5 กิโลกรัม/ไร่ นาหวา่ นใช้ 12-15 กิโลกรัม / ไร่ นาโยนใช้ 2-4 กิโลกรมั / ไร่
41. กอ่ นการเก็บรักษาข้าวเปลือกควรทาํ ใหข้ ้าวมีความชื้นทร่ี ะดับ 14 %
42. แปลงกล้าสําหรบั ปักดําใชพ้ นั ธขุ์ า้ ว 80 กิโลกรัม / 1 ไรแ่ ปลงดาํ และสามารถใชป้ ักดาํ ได้ 16 ไร่

33

43. ขา้ วสาร คือ สว่ นเอ็นโดสเปิรม์ ของเมล็ดขา้ ว

44. ข้าวพันธุไ์ รซ์เบอร์ร่ี ได้จากการผสมของข้าวเจา้ หอมนิล กับ ขา้ วเจา้ หอมมะลิ 105 โดยศูนยว์ จิ ยั ขา้ ว ม.เกษตร

45. การปลูกขา้ วนาปรัง ปลกู ช่วงใด

ใหผ้ ลผลติ ตลอดท้ังปี เป็นขา้ วที่ไมไ่ วต่อช่วงแสง การปกั ดําจะทําในชว่ งตน้ เดือนธนั วาคมและจะเกบ็ เกยี่ วในช่วงปลายเดือนมีนาคม รวมเวลา

ในการเพาะปลูกประมาณ 3 - 4 เดือนจงึ สามารถเก็บเกี่ยว

46. ขา้ ววันสัน้ เกบ็ เกีย่ วในช่วงเดือนใดเรียกว่าขา้ วไวตอ่ ช่วงแสง หรอื ข้าวนาปี เกบ็ เกี่ยวเดือนพฤศจกิ ายน

47. ความร้เู รื่องข้าว

1. ขา้ ว

- แบ่งตามพน้ื ทีป่ ลูกได้ 3 ชนิด ขา้ วไร่ ขา้ วนาสวน ข้าวเมือง (ข้าวขน้ึ น้ํา หรือ ข้าวนาฟางลอย)

- แบ่งตามฤดกู าลได้ 2 พวก

1. ข้าวนาปี หรอื ขา้ วไวต่อแชว่ งแสง ออกดอกในเมอื่ เวลากลางวนั สนั้ กว่ากลางคนื (12 ชม.)

2. ข้าวนาปรงั หรอื ข้าวไม่ไวตอ่ ช่วงแสง ออกดอกตามอายุ

- แบ่งตามการบรโิ ภค หรอื ชนิดแปงู

1. ขา้ วเจ้า มีแปูงชนิด amylose มากกว่า amylopectin คือ amylose ตง้ั แต่ 5 % ขึน้ ไป

2. ข้าวเหนียว มแี ปูงชนดิ amylopectin มากกว่า amylose ( มี amylose ระหวา่ ง 0-5.0 %)

- ข้าวกลอ้ ง หมายถงึ ข้าวท่กี ะเทาะเอาเปลือกออกเทา่ นัน้

- ข้าวท่ีผ่านขบวนการสแี ลว้ ประกอบด้วย แกลบ 20-24% รา 8-10 % และข้าวสาร 68-70%

- ตน้ กาํ เนดิ ของขา้ วขาวดอกมะลิ 105 อยู่ท่อี าํ เภอบางคลา้ จงั หวัดฉะเชิงเทรา

- ข้าวพนั ธุ์ กข. 6 (ข้าวเหนยี ว) ไดม้ าจาก ข้าวขาวดอกมะลิ 105 อาบรังสี แกรมม่า 20 กโิ ลแรต

- ข้าวพันธ์ุ กข. 15 (ข้าวเจา้ ) ได้มาจาก ข้าวขาวดอกมะลิ 105 อาบรังสี แกรมมา่ 15 กโิ ลแรต

- ข้าวพันธ์ กข. 10 (ข้าวเหนยี ว) ได้มาจาก ข้าว กข. 1 อาบรังสนี วิ ตรอน

- ข้าวพนั ธล์ุ ูกผสม 3 ทาง ไดแ้ ก่ หอมสุพรรณบรุ ี หอมพษิ ณโุ ลก

- ข้าวหอมพนั ธสุ์ ่งเสรมิ ขาวดอกมะลิ 105 หอมสพุ รรณบรุ ี หอมพษิ ณุโลก ’หอมคลองหลวง 1

นางมล เอส 4 ปทุมธานี 1 ปทุมธานี 60 กข. 15

- ขา้ วเหนยี วใชเ้ ลขคู่ตามท้าย เชน่ กข. 6 , ข้าวเจ้าเลขใช้คลตี่ ามทา้ ย เชน่ กข. 15 กข. 23

2. พนั ธุข์ า้ วไร่

- ขา้ วเจ้า กเู้ มืองหลวง ดอกพะยอม นา้ํ รู เจา้ ฮอ่

- ขา้ วเหนียว ซิวแมจ่ นั อาร์ 258 ขาวโปงุ ไคร้

3. ข้าวสาลี พนั ธส์ุ ่งเสริม สะเมงิ 1 , 2 อินทรีย์ 1 , 2 ฝาง 60

4. ข้าวบารเ์ ลย์ พนั ธุ์ส่งเสรมิ บรบ. 9

5. ข้าวญี่ปุน พันธส์ุ ง่ เสรมิ กวก.1 กวก.2

ขา้ ว

1. ข้าวในไทย = Indica Type

2. ข้าวไวแสง = ข้าวนาปี = ออกดอกในเดือนทม่ี กี ลางวันสัน้ (ต.ค. พ.ย. ธ.ค.) = ระยะปลกู 25 x 25 cm

3. ขา้ วไมไ่ วแสง = ข้าวนาปรงั = ออกดอกเมอื่ อายุครบ 90-100 วัน = พ.ย.-เม.ย.

4. ข้าวเจ้า = มอี ะไมโลส 15 – 30%

5. ขา้ วเหนยี ว = มอี ะไมโลแพคตนิ

6. ข้าวไรเบอรี่ = หอมมะลิ 105 (แม่) + หอมนลิ (พอ่ ) = เกบ็ เก่ียว 130 วนั = ต้านโรคไหม้

7. ปัญหาขา้ วมี 6 ดา้ น

1) อุปสงค์ นอ้ ยกว่า อุปทาน 4) ข้อมลู ข่าวสาร

2) ความเป็นธรรม 5) การจดั การ

3) มาตรฐาน 6) นวัตกรรม

8. ขา้ ว 1 ไร่ = 200 ต้น

9. ขา้ วพนั ธ์ุ กข ผสมจาก = Indica x Japanica

10. พันธ์ขุ ้าว

1) หอมมะลิ 105 กข15

2) หอมปทมุ ปทมุ ธานี 1 60

3) ข้าวเจา้ สี สังหยด ไรเบอรี่ หอกระดงั งา หอมนลิ มะลแิ ดง

11. ขา้ วผลิตมากที่สดุ = จีน

34

12. นาํ เข้า มากสดุ = จีน

13. สง่ ออก มากสดุ = อนิ เดีย

14. ข้าวมี 4 ระยะ

1) กล้า 0-25 วนั

2) แตกกอ 25-60 วนั

3) ตั้งทอ้ ง 60-90 วนั

4) นา้ นม (ขา้ วสุก) 90-120 วัน

15. ตดั พันธปุ์ นขา้ ว ก่ีครั้ง ตอบ 5 ครง้ั

1) กลา้

2) แตกกอ

3) ตง้ั ท้อง

4) ออกดอก

5) โน้มรวง

16. โรคใบหงิก (โรคจู๋) = ไวรัส RRSV = เพลย้ี กระโดดสนี ํา้ ตาล พาหะ/ รกั ษา ไดโนทฟี เู รน

17. โรคถอดฝกั ดาบ = เชอ้ื รา = โคนเน่า / รกั ษา เบนเลท-ที , ไดเทน-เอม็

18. โรคดอกกระถนิ = รา = Us

19. โรคเมลด็ ด่าง = รา = Cer

20. โรคกาบใบแห้ง = รา = Rhi

21. ผลผลติ ข้าวเฉลีย่ ต่อไรข่ องไทย = 459 กก.

22. ศัตรขู า้ ว

1) หนอนกอ = ขา้ วหัวหงอก / รกั ษา คลอไพรฟี อส

2) หนอนกระทู้ = กนิ ลาํ ต้น / รักษา มาลาไทออน

3) แมลงสิง = ดดู น้าเล้ียงจากเมลด็ ข้าว / รักษา คาโบซัลแฟน

4) เพลยี้ กระโดดสนี ํ้าตาล = ดดู นาํ้ เล้ยี ง = ตน้ ไหม้ แหง้ “Hopper Burn” / รกั ษา บิวเวอเรีย (ราสด)

5) แมลงหลา่ = ดูดนํ้าเลยี้ ง = แคระแกน / รกั ษา คาโบซลั แฟน

6) แมงบ่วั

23. โรคไหมข้ า้ ว = รา = Magna / รักษา ไตรโคเดอม่า , บาซิลสั ซับทลิ สิ (BS)

24. ขา้ วฉายรงั สี ด้วย โคบอล 60 = ขาวดอกมะลิ 105 ฉายแลว้ ได้ 2 พันธ์ุทีม่ ีการส่งเสริม

1) กข 6 (ขา้ วเหนียว)

2) กข 15 (ข้าวเจ้า) = อายุเกบ็ เก่ยี วสน้ั กวา่ มะลิ 105 10 วัน

25. ต้นข้าวมใี บเหลอื ง / แคระแกร็น / ใบม้วนตามความยาวเขา้ กลางใบ / ปลายใบแหง้ = เพล้ียไฟ

26. เกบ็ ข้าว ความช้นื ไมเ่ กนิ 14%

27. พันธุข์ ้าวนาปรัง (ข้าวไม่ไวแสง)

1) สุพรรณ

2) ชยั นาท

3) พษิ ณุโลก

4) สนั ปาตอง

28. พันธ์ุขา้ วนาปี (ข้าวไวแสง)

1) เหลืองปะทิว ขา้ วกล้อง = ขา้ วทีข่ ดั สีครั้งเดียวเพื่อเอาเปลอื กออก

2) มะลิ 105

3) กข15

4) กข6

5) ปทมุ ธานี 60

6) สังหยด

29. นาหวา่ นใชเ้ มล็ดพันธ์ุ 12-15 กิโลกรมั /ไร่ = ใชป้ ย฻ุ เม่ือข้าวงอกแลว้ 15-20 วัน

30. นาโยนใชเ้ มล็ดพันธุ์ 5 กก. / ไร่

31. เกบ็ เกีย่ วขา้ วเหมาะสม คือ ระยะพลบั พลึง หรอื 25 วัน หลังข้าวออกดอก (ข้าวในรวงสุก 80%)

32. ข้าวตา้ นเพล้ียกระโดดสนี ้าตาล

1) กข 29 , 49

35

2) สุพรรณ 60 , 90
3) ปทุม 1
4) พษิ โลก 2
5) ชยั นาท 1 , 2
33. ข้าวเปลอื ก 100 กโิ ลสเี ปน็ ข้าวสาร ได้ 66 กโิ ล (66% ของน้าหนกั ขา้ วเปลือก)
34. หอมคลองหลวง 1 = ส่งเสรมิ ให้ปลกู เพราะคลา้ ยมะลิ 105
35. ขา้ วประจาํ จงั หวัดนราธิวาส คอื ขา้ วหอมกระดังงา
36. ชว่ งวกิ ฤตขิ า้ ว = ออกดอก สรา้ งเมลด็

การรกั ษาขา้ ว
1. โรคไหม้ / โรคขอบแหง้ = เป็นโรคจากเชอ้ื รา = ใช้ BS / ไตรโคเดอมา่
2. เพล้ียกระโดดสนี ้าตาล (BPH) (Nali a a a) = แมลงตัวอ่อน = ใช้ราขาวบิวเวอเรยี (สด) / บโู พ-อโี ท-ไดโน
3. แตนเบยี น
1) เบยี นไข่เพลี้ย – Perkins/ A. opta / Etra sp. / โอลิโกซติ ้า
2) เบยี นเพลี้ยเตม็ วยั - E. yasumatsui
4. ตวั เบย้ี น และหํ้า – P.hosper Perkins / E.fai Perkins
5. โรคใบหงิก/โรคจู๋ เกดิ จากไวรสั RRSV = เพล้ยี กระโดดสีน้าตาลเป็นพาหะ
6. โรคเขยี วเตยี้ เกดิ จากไวรสั RGSV
7. โรคหดู -ใบส้ม = เพล้ยี จกั จนั่
8. แคงเกอร์ = แผลสะเกด็ = แบคทเี รีย
9. ข้าวหัวหงอก = ยอดเหีย่ ว = หนอนกอ
10. วัชพชื ขา้ ว = ขา้ วหาง ข้าวดีด ขา้ วเดง้ ข้าวสาย ข้าวแดง ดาวกระจาย
11. โรคใบไหม้ = Hopper burn
12. พนั ธขุ์ ้าวต้าน เพลีย้ โดดตาล BPH = สพุ รรณ 3 , 90 / กข 31 / พษิ ณโุ ลก 2
13. ใช้เมล็ดพนั ธ์ุทีเ่ หมาะกบั BPH = ดาํ 5-7 กก./ไร่ /// หว่าน 15-20 กก./ไร่ /// โยน 8 กก./ไร่ /// ดาํ เคร่ือง 8-10
14. ตรวจพบเพลีย้ กระโดดสีน้าตาล 10 ตวั / 1 จดุ = พ้นื ทร่ี ะบาด
15. ตรวจนา 10 จุด พบ BPH 1-10 ตัว = พ้นื ทีเ่ ฝ้าระวงั
16. การใชก้ บั ดกั = ใชเ้ วลา 19.00 – 22.00 น. กบั ดักแสงไฟ ที่เรียกกันว่า “Giant Light Trap” ลอ่ เพลยี้ แก่มาทําลาย
17. ศัตรูเพลีย้ กระโดดสีนาํ้ ตาล = มวนเขยี วดูดไข่

ออ้ ย (sugarcane)
1. ช่ือวิทยาศาสตร์ Saccharum officinarum
2. พนั ธุอ์ ้อยคั้นน้ํา (อ้อยคว่นั ) ได้แก่ พนั ธ์ุ สพุ รรณบุรี 50
3. พันธุ์ออ้ ยโรงงาน ได้แก่ พันธอ์ุ ทู่ อง และพนั ธ์ุ เค...(เบอร์ต่างๆ)
4. ออ้ ยพันธุใ์ หม่ อทู่ อง 5 ได้จาก พนั ธุ์ อู่ทอง + พันธุ์ อีเหยี่ ว
5. ccs. คือ ระบบการซ้ือขายออ้ ยตามคุณภาพเปอรเ์ ซ็นตค์ วามหวาน
6. คา่ ความหวาน CCS ออ้ ย 1 ตัน ผลติ เปน็ น้ําตาล 100 ก.ก. ค่า CCS เทา่ กับ 10
7. อ้อยโรงงานพนั ธุ์สง่ เสรมิ K84 - 200
8. อ้อยคนั น้าํ พันธุ์สง่ เสรมิ คอื สพุ รรณบรุ ี 50
9. อ้อยเคีย้ ว ที่ปรับปรงุ พันธุ์ คอื สพุ รรณบุรี 72
10. ระบบแบง่ ปนั ผลประโยชน์ เกษตรกร 70 ตอ่ โรงงาน 30
11. อ้อย 1 ตัน ผลติ นํ้าตาลทรายไดเ้ ทา่ ไร 100 kg
12. อ้อยโรงงาน
- พนั ธท์ุ ผ่ี ลิตโดยหน่วยงานราชการ (กรมวชิ าการเกษตร) จะข้นึ ต้นด้วยหนว่ ยงานที่ผลิต

เชน่ อู่ทอง 1 ขอนแก่น 1
- พนั ธ์ุท่ีผลิตโดยสาํ นกั งานคณะกรรมการอ้อยและน้ําตาลทราย (สอน.) จะข้ึนต้นดว้ ย K , L

เช่น K76-4 , K 90-77 , LK 92 – 11 (สอน.12)
- พนั ธข์ุ อนแก่น 1 เหมาะตอ่ การปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ความหวาน 13 – 17 CCS.

ผลผลิตเฉลยี่ 13 - 16 ตนั /ไร่

36

- อ้อยพันธุใ์ หม่ล่าสดุ ที่แนะนาํ ใหป้ ลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื พันธข์ุ อนแกน่ 3 ความหวาน 17.2 CCS. ผลผลิตเฉล่ีย 18.4 ตัน/
ไร่

- โรคท่ีสําคัญของอ้อย คือ โรคใบขาว เกิดเชื้อไฟโตพลาสมา สาเหตุโรคใบขาวมี 2 ชนิด ประกอบด้วย เพลี้ยจักจั่นลายจุดสีน้ําตาล และ
เพลยี้ จักจ่ันหลงั ขาว

- ประเทศไทยส่งออกนํ้าตาลทรายเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก บราซลิ และออสเตรเลยี
- น้ําตาลทรายมี 3 ชนดิ คอื

1) นํา้ ตาลทรายดบิ 2) น้าํ ตาลทรายขาว 3) นํา้ ตาลทรายขาวบริสทุ ธิ์
* น้ําตาลทรายดิบ (Raw Sugar) คือ นํ้าตาลทรายที่ใช้ส่งออกเพื่อจําหน่ายในต่างประเทศ หรือเก็บไว้เป็นวัตถุดิบในการผลิตนํ้าตาลทรายขาว โดย
น้าํ ตาลทรายดิบจะมสี นี ้ําตาลเข้ม มสี ง่ิ สกปรกเจอื ปนอยู่ และมีความบริสทุ ธิ์ตํา่
* น้ําตาลทรายดิบคุณภาพสูง (High Pol Sugar) คือ น้ําตาลทรายดิบที่นํามาผ่านกระบวนการทําให้บริสุทธ์ิบางส่วน สีของนํ้าตาลเป็นสีเหลืองแกม
น้าํ ตาล สามารถนาํ ไปบริโภคไดโ้ ดยตรง แตไ่ ม่เป็นทนี่ ิยมของคนส่วนใหญ่ ยกเว้นในประเทศท่ีกําลังพัฒนาและมีกําลังซื้อค่อนข้างตํ่า เน่ืองจากนํ้าตาล
ชนดิ มรี าคาถกู กวา่ น้าํ ตาลทรายขาว
* นาํ้ ตาลทรายขาว (White Sugar) คอื นา้ํ ตาลท่ไี ด้มาจากการสกัดเอาสิ่งเจอื ปนออกจากน้ําตาลทรายดิบ และเป็นทน่ี ยิ มในการใช้บรโิ ภค
* น้ําตาลทรายขาวบรสิ ุทธ์ิ (Refined Sugar) คือ นา้ํ ตาลที่ผา่ นกระบวนการผลิตคล้ายกบั นํ้าตาลทรายขาว แตจ่ ะมคี วามบริสทุ ธิม์ ากกว่า มีลกั ษณะเป็น
เม็ดสีขาวใส นิยมนํามาใช้ในอุตสาหกรรมท่ีต้องการใช้น้ําตาลที่มีความบริสุทธ์ิมาก เช่น เครื่องดื่มประเภทนํ้าอัดลม เคร่ืองดื่มบํารุงกํา ลัง รวมไปถึง
อุตสาหกรรมยา เป็นต้น
* นํ้าตาลทรายขาวบริสุทธิ์พิเศษ (Super Refined Sugar) คือ น้ําตาลที่ผ่านกระบวนการผลิตเหมือนน้ําตาลทรายขาวบริสุทธิ์ แต่จะมีความบริสุทธิ์
มากกว่า นิยมนาํ ไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ตอ้ งการใช้นาํ้ ตาลทม่ี ีความบริสทุ ธ์ิมากๆ เปน็ สว่ นประกอบ
* น้าํ ตาลปีบ๊ (Paste Sugar) คือ นาํ้ ตาลทไ่ี ดจ้ ากเอาน้ําตาลทรายขาวมาเคี่ยวจนมคี วามเขม้ ตามท่กี ําหนด แลว้ นําไปบรรจุขณะยงั รอ้ นและผ่ึงให้นํ้าตาล
แข็งตวั โดยใช้ลมเย็น
* นาํ้ ตาลทรายแดง (Brown Sugar) คือ น้ําตาลทไ่ี ด้จากการเอานํา้ ตาลทรายดิบมาละลายกบั น้ําอ้อยใสและนํ้าเช่อื มดิบในอัตราสว่ นที่กําหนด
* นาํ้ เช่ือม (Liquid Sugar) คอื น้าํ ตาลทไ่ี ด้จากการแปรสภาพจากผลกึ ของนํา้ ตาลเป็นนํา้ เชื่อม นยิ มนาํ มาใช้เพ่ือความสะดวกในกระบวนการผลิตตา่ งๆ
เช่น น้าํ อดั ลม เคร่ืองดมื่ ชกู ําลงั ฯลฯ
* นาํ้ ตาลแรธ่ รรมชาติ (Mineral Sugar) คือ น้ําตาลที่ได้จากการผสมคาราเมล ซึ่งได้มาจากการเค่ียวนํ้าตาล กับ เอ-โมลาส ซึ่งมีแร่ธาตุธรรมชาติจาก
ออ้ ย แล้วจึงนําไปผสมกับนาํ้ ตาลทรายขาวตามสดั สว่ นที่เหมาะสม เพอ่ื ใหแ้ ร่ธาตจุ ากอ้อยท่ีสญู เสยี ไปกับกากนํ้าตาลในกระบวนการตกผลึกของน้ําตาล
กลบั คืนสนู่ าํ้ ตาล
* กากนํา้ ตาล (Molasses) คอื ผลพลอยได้จากการผลิตนํ้าตาล นิยมนํามาใช้เป็นวัตถุดิบสําคัญในภาคอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรม
อาหารสตั ว์ การผลติ สรุ า แอลกอฮอล์ ผลิตผงชูรส นา้ํ ส้มสายชู เป็นตน้
* นํ้าตาลกรวด กค็ ือ นา้ํ ตาลทรายธรรมดา ท่เี กดิ ขึ้นระหวา่ งการผลติ และไมเ่ ปน็ เมด็ เล็ก แตร่ วมตัวกนั ตกผลกึ เป็นก้อนนํา้ ตาลขนาดใหญ่ จึงสามารถจับ
กลน่ิ ของนํา้ ตาลอ้อยไว้ได้ มกั นิยมนํามาทําขนม และท่เี คยพบ คอื นาํ ไปชงนาํ้ เก๊กฮวย เพราะทาํ ให้นา้ํ เก๊กฮวยมรี สชาติดี กล่นิ หอม

- นา้ํ ตาลท่ีไดจ้ ากอ้อยเป็น ซโู ครส ร้อยละ 99.9
- CCS. : Commercial Cane Sugar = หน่วยวดั ความหวานของอ้อย
- มาตรฐานความหวานของออ้ ย 10 CCS ข้นึ ไป
- ออ้ ยข้ามแล้ง คอื อ้อยท่ปี ลกู ระหว่างเดอื นตุลาคม – พฤศจกิ ายน นิยมปลกู ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
13. ออ้ ยคั้นนาํ้
- พันธ์สุ ง่ เสริม = สุพรรณบุรี 50
- แปลงพันธอ์ุ ้อยคั้นนาํ้ ขนาดพนื้ ที่ 1 ไร่ ใชท้ อ่ นพันธ์ปุ ลกู ประมาณ 500 ลาํ
14. ผู้ท่ีเก่ียวข้องกบั การผลติ ออ้ ย คอื 1) เกษตรกรชาวไร่ออ้ ย 2) โรงงาน 3) รฐั บาล
15. อายุเก็บเกย่ี ว 10-14 เดอื น
อ้อย
1. ทอ่ นพนั ธสุ์ าํ หรับขยายพนั ธุ์ = แช่น้าํ 50 องศา 2 ช่วั โมง
2. โรคแสด้ าํ = เชอื้ รา = แตกกอคล้ายตะไคร้ แคระแกรน / รกั ษา อู่ทอง 1 - 3
3. โรคใบขาว = ไฟโตพาสมา่ = เพลี้ยจกั จั่นเปน็ พาหะ
4. โรคกอตะไคร้ = ไฟโตพาสมา่ = CCS ลดลง
5. ไสแ้ ดงอ้อย = รา
6. ศัตรูอ้อย

1) หนอน กอ ออ้ ย
i. ตัวเล็ก ทําลาย ระยะแตกกอ
ii. ตวั ใหญ่ ทําลาย ลําอ้อย

37

iii. แพ้ แตนเบยี นหนอน ตรโิ คแกรมมา่
iv. แพ้ แมลงหางหนบี
2) แมงกินูนหลวง
3) ดว้ งหนวดยาว = ตัวหนอนกนิ ลาํ ตน้ อ้อยหกั = ตอ่ เบยี น ต่อรู
7. ความหวานออ้ ยโรงงานเฉล่ีย = 12 C.C.S.
8. ผลผลติ อ้อยโรงงาน = ควรมากกวา่ ไรล่ ะ 10 ตนั
9. Nested PCR = ชวี โมเลกลุ = สุม่ เพาะเลย้ี งเนอ้ื เย่ือ (ยอดอ่อนออ้ ย)
10. ออ้ ยที่ปลูกในช่วงตา่ ง ๆ
1) ข้ามแลง้ = ต.ค. – พ.ย.
2) นา้ํ ราด = ธ.ค. – ม.ี ค.
3) ต้นฝน = เม.ย. – มิ.ย.
11. อ้อยงดใหน้ ้ําก่อนเกบ็ เกย่ี ว 2 เดอื น
12. ออ้ ยทต่ี ัดโดยเครื่องเก็บเก่ียว ต้องส่ง เข้าโรงงานภายใน 24 ชั่วโมง
13. อ้อยที่ใชแ้ รงงานตดั ตอ้ งส่งเขา้ โรงงานภายใน 1- 2 วัน

มันสาปะหลัง (cassava)

1. ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Manihot esculenta

2. สารพษิ ทีพ่ บในมันสาํ ปะหลงั คอื กรดไฮโดรไซยานิค (Hydrocyanic acid) หรือ กรดพลัสสิค (Prussic acid)

3. พันธม์ุ นั สาํ ปะหลงั โรงงาน ไดแ้ ก่ พนั ธุ์ ระยอง 5 , พนั ธ์ุ มก.1 , พันธ์ุ หว้ ยบง 60

4. พนั ธ์ุมันสาํ ปะหลงั โรงงานท่ีใหผ้ ลผลิตสงู ได้แก่ พันธ์ุ ระยอง 9

5. มนั สําปะหลงั พนั ธ์ุใหม่ ระยอง 9

6. หัวมัน คือ รากสะสมอาหร สว่ นมนั ฝร่ังและเผอื ก คอื ลาํ ตน้

7. มนั อดั เมด็ สง่ ออก EU แปงู มนั สง่ ออกญ่ีปนุ มนั เสน้ ส่งออกไปจีน

8. พนั ธม์ุ ัน ทปี่ รับปรุงพนั ธ์ปุ ี 2548 เพอ่ื สามารถปลกู ไดท้ ุกฤดแู ละให้ผลผลติ สูง คือพนั ธุ์ ระยอง 7

9. พันธุ์มนั ทีป่ รับปรงุ พันธปุ์ ี 2548 เพือ่ สามารถนาํ ไปผลผลติ เอทธานอลได้ปริมาณสูง คือพนั ธุ์ ระยอง 9

10. พนั ธ์ทุ ่ีปลูกมากท่สี ดุ คอื เกษตรศาสตร์ 50 ทนแลง้

11. อายเุ กบ็ เกีย่ วมันสําปะหลงั 8 - 12 เดือน

12. มันพนั ธ์ุสง่ เสริม คือ ระยอง 5

13. การเตรียมทอ่ นพนั ธมุ์ ันสาํ ปะหลังควรตดั 20 - 25 ซ.ม.

14. หวั มันสด 5 ก.ก. เป็นแปงู มนั 1 ก.ก. คอื เปอร์เซน็ ตแ์ ปงู 20 %

15. พัสซคิ แอซดิ คอื สารพิษในหวั มนั สําปะหลัง

16. เกษตรกรนยิ มใช้อะไรในการปลกู มันสาํ ปะหลงั ตอบ ลาํ ต้น

17. สารเคมีชนดิ ใดใชแ้ ช่ทอ่ นพนั ธ์ุมันสําปะหลัง ตอบ ไธอะมโี ทแซม

18. มันสาํ ปะหลังพนั ธสุ์ ง่ เสรมิ ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9 ระยอง 60 ระยอง 72 ระยอง 90

- เกษตรศาสตร์ 50 (พ้ืนทป่ี ลูกทงั้ ประเทศ 50 %) หว้ ยบง 60 ห้วยบง 80

- อายกุ ารเก็บเก่ยี วมนั สําปะหลัง 10 – 12 เดือน

- พันธุร์ ะยอง 11 “พันธ์เุ ขยี วปลดหน้ี”

1. มีเปอรเ์ ซ็นตแ์ ปูงสูง

* เมอ่ื เก็บเกี่ยวในฤดฝู น มเี ปอร์เซ็นต์แปูง 25.8 เปอร์เซน็ ต์ ใหผ้ ลผลิตแปูง 1.25 ตันตอ่ ไร่

* เก็บเก่ียวในฤดูแลง้ เปอรเ์ ซน็ ตแ์ ปงู จะสูงขนึ้ เปน็ 29-32 เปอร์เซน็ ต์

2. ปรมิ าณมันแหง้ สูง มเี ปอร์เซน็ ตม์ ันแหง้ 42.8 เปอรเ์ ซน็ ต์ ใหผ้ ลผลติ มันแห้ง 2.00 ตนั ตอ่ ไร่

3. ให้ผลผลติ หัวสดเฉลี่ย 4.77 ตันต่อไร่ ใกลเ้ คียงกบั พนั ธุร์ ะยอง 5 และเกษตรศาสตร์ 50

19. มนั สาํ ปะหลังพนั ธ์ุใหม่ล่าสุด = หว้ ยบง 80 ออกแนะนาํ ในปี 2550-2551

20. มันสาํ ปะหลังพันธ์ุ ระยอง 90 ใหเ้ ปอรเ์ ซน็ ต์แปงู สงู กว่าพันธ์ุอื่น

- ฤดฝู นให้เปอรเ์ ซ็นต์แปูง 25 % ฤดูแล้งให้เปอรเ์ ซ็นตแ์ ปูง 30 %

- ปี 2551 ประเทศไทยมพี นื้ ทป่ี ลูก 7.727 ล้านไร่ - ผลผลติ เฉล่ยี /ไร่ 3.69 ตนั

21. ภูมิปัญญาทอ้ งถน่ิ ที่ปลูกมนั สําปะหลงั โดยการเฉอื นตา เรยี กว่า “ การปลูกมันคอนโด ”

22. สัดส่วนของปุ฻ยเคมที ่ีเหมาะสมกับการปลกู มนั สาํ ปะหลัง คอื 2 : 1 : 2

23. โรคใบด่างมันสาปะหลงั Cassava mosaic virus disease (CMD)

38

เชอื้ สาเหตุ Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV)
พบในประเทศไทย ครง้ั แรก เมือ่ ปี 2561 พบที่ อ. ศรีมหาโพธิ จังหวดั ปราจีนบรุ ี
แมลงพาหะ แมลงหว่ขี าวยาสบู (tobacco whitefly) ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Bemisia tabaci (Gennadius).
หน่ึงวงจรชีวิต (24-30 วัน) เคลอื่ นท่ีได้เฉลีย่ 7 km แมลงหวีข่ าวเคลอื่ นท่ีได1้ 00 km ในระยะเวลา 1 ปี
ลักษณะอาการ

- ผลผลติ เสยี หายมากกวา่ 80-100%
- พืชแสดงอาการใบดา่ งเหลอื ง ใบเสยี รูปทรง
- ยอดทแ่ี ตกใหม่จะแสดงอาการด่างเหลอื ง
- ลําตน้ แคระแกรน็
- หวั มนั มีขนาดเล็กกว่าปกติ
การถา่ ยทอดโรค
- แมลงหวข่ี าวยาสูบ (Bemisia tabaci)
- ต้นพนั ธ์ุที่เป็นโรค เช่น ท่อนพนั ธ์ุ และเหงา้
เช้ือไวรัส CMD ไม่ถ่ายทอดโดย
- การสัมผสั ชนิ้ ส่วนพืชที่เป็นโรค
- ผ่านทางดิน หรือ วสั ดปุ ลูก
24. ประเทศทป่ี ลูกมันมากทสี่ ดุ คือ
มนั สาปะหลัง (Manihot) (Casava) (ถนิ่ กาเนดิ อเมรกิ ากลาง)
1. ศัตรมู ันสาํ ปะหลัง
1) เพลี้ยแปูงสีชมพู = ดูดน้ําเล้ียง = ยอดหงิก ลาํ ต้นงอ / รกั ษา แตน Anagirus Lopezi (เบียน), แมงชา้ งปกี ใส (ห้ํา) , ดว้ งเตา่
ตัวออ่ นแมงชา้ งปกี ใส ทาํ ลายเพลย้ี แปงู ทกุ ระยะ
2) ไรแดง = ดดู นํา้ ใบ = ตาลบี ใบรว่ ง / รักษา ด้วงเตา่ , ไรหาํ้ Ambly , ยา อะมีทาส
3) แมงหวขี่ าว = ดดู นา้ํ เลี้ยง ทําใหเ้ กดิ ราดาํ / รกั ษา แมงช้างปีกใส / บิวเวอเรยี / คาโบซัลแฟน
2. โรคในมนั
1) โรคโคนเน่า = แชท่ ่อนพันธดุ์ ว้ ย เมตาไรเซยี ม หรือ ไตรโคเดอมา่
2) ใบดา่ ง = Virus = แมงหวข่ี าว
3) ใบไหม้ = Bac = ระยอง 90
3. แชท่ ่อนพนั ธ์ุ กันเพลี้ยแปงู มนั ด้วย
1) ไทอะมี
2) อมิ ดิ า
3) โดโนที
4. ปูองกนั เพลี้ยแปงู มนั ดว้ ย
1) ราเขยี วเมตาไรเซยี ม
2) ราไตโครเดอมา่ (ปอู งกันราโรคพืชในดนิ )
5. พนั ธ์มุ ันกันโรครากเน่า-หัวเนา่ = ระยอง 72
6. เพล้ยี แปูงมนั = ตรวจ 10 จุด พบ 1-2 จดุ คอื พบการทาํ ลาย // พบ 3 จุด + คอื ระบาด
7. ท่อนพนั ธ์ยุ าว = 20 – 30 cm / มีตาไม่น้อยกวา่ 5 ตา
8. อายุเกบ็ เกี่ยว 8 เดอื น / แต่อยู่ในดนิ ไดไ้ มเ่ กิน 12 เดอื น
9. ท่อนพนั ธุ์ = ปลกู มาก เกษตรศาสตร์ 50 // พันธุ์ใหม่ หว้ ยบง 80
10. มนั สําปะหลงั เป็นพืชใบเลยี้ งเด่ียว
11. พันธมุ์ นั
1) ระยอง 1 2 3 5 7 9 11 13 60 90 (ระยอง 2 พนั ธ์ขุ ม) (ระยอง 5 กนิ ได)้ (ระยอง 9 เอทานอลสงู )
2) พิรุณ 1 2
3) หว้ ยบง 60 80
4) KU 50 72
5) ห้านาที (พนั ธหุ์ วาน)
14. กรดไซนานิกในมันสาํ ปะหลงั = ใชผ้ ลิตยา / ผงชูรส
15. มันสาํ ปะหลังผลิตมากทส่ี ดุ = ไนจีเรีย / ไทยสง่ ออกมากที่สุด
16. มนั สําปะหลัง เปน็ พืชพลังงาน

39

17. โรคใหม่ในมันสําปะหลัง = กัมพชู า เวยี ดนาม
1) พมุ่ แจ้ = ไฟโตพาสมา่ = ยอดหงกิ แคระแกร็น = เพลยี้ จักจนั่ เพลีย้ ไกแ่ จ้ พาหะ
2) ไวรสั ดา่ ง

18. ไฮโดรไซยานคิ = อยู่สว่ นยอดออ่ นและหวั มัน
19. แปงู มันสาํ ปะหลงั 1 กก. = มันสด 2-2.5 กก.

ขา้ วโพด (maize, corn)
1. ช่อื วิทยาศาสตร์ Zea mays L.
2. ขา้ วโพดพันธ์ผุ สมเปดิ ไดแ้ ก่ พันธ์ุ สุวรรณ 1,2 ฯลฯ
3. ข้าวโพดพนั ธ์ลุ กู ผสม ไดแ้ ก่ พนั ธ์ุ 888 , พนั ธุ์ 919 ฯลฯ
4. ขา้ วโพดหวานผสมเปดิ ไดแ้ ก่ พนั ธไ์ุ ทยซปุ เปอร์สวีทคอมโพสิต 1 ดเี อ็มอาร์ ,พันธซ์ุ ุปเปอร์อาร์โก้
5. ขา้ วโพดหวานลกู ผสม ไดแ้ ก่ พนั ธ์ุ อินทรี 1,2 , พนั ธ์ุ ไฮบรกิ ซ์ 10,3 , พันธุ์ ซกู าร์ 73 ฯลฯ
6. ขา้ วโพดขา้ วเหนียว ได้แก่ พันธุ์ รัชตะ 1 , พนั ธุ์ บา้ นเกาะ , พนั ธ์ุ ขา้ วโพดขา้ วเหนียวแปดแถว
7. ข้าวโพดสามารถจาํ แนกได้ 7 ชนิด ได้แก่ 1.ข้าวโพดปุา(pod corn) 2.ข้าวโพดค่ัว(pop corn) 30.ข้าวโพดหัวแข็ง(flint corn) 4.

ข้าวโพดหัวบุบ(dent corn) 5.ขา้ วโพดแปงู (flour corn) 6.ขา้ วโพดหวาน(sweet corn) 7.ข้าวโพดขา้ วเหนยี ว(waxy corn)
8. ระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาของข้าวโพด(physiological maturity) เป็นระยะที่มีเนื้อเย่ือสีดํา(black layer) ปรากฏที่ส่วนโคนของเมล็ด

การสะสมน้ําหนกั แหง้ จะสน้ิ สุดลงละมนี ้าํ หนักแห้งสูงสดุ (ความชื้นประมาณ 35 %)
9. ขา้ วโพดส่งออกต้องมีปริมาณสารพิษ affatoxin (เกดิ จากเชือ้ รา aspergilus flavas) นอ้ ยกว่า 20 PPM
10. จังหวดั ทีม่ ีการปลกู ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากทีส่ ดุ คอื เพชรบูรณ์ และ เลย
11. ข้าวโพดเล้ียงสตั ว์
- พันธ์สุ ่งเสรมิ = พนั ธุ์ลูกผสม จาํ นวนตน้ /ไร่ท่เี หมาะสม 1 ไร่ 8,533 ต้น อายุเกบ็ เกย่ี ว 90 – 120 วัน
- กา๊ ซท่ใี ช้รมในกองข้าวโพด = คาร์บอนไดออกไซด์
- เชอื้ ราที่มกั เกดิ กบั ข้าวโพด คือ Aspergillus Flavas มีสเี ขียวขม้ี ้า
12. ขา้ วโพดหวานพนั ธุส์ ง่ เสริม
- อนิ ทรี 2 (เป็นพนั ธ์ลุ ูกผสมของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์)
- พันธ์ุของภาคเอกชน เชน่ ไฮ-บรกิ ซ์ 3 , ซูการ์ 74 , เอ ที เอส 5
- มาตรฐานความหวานข้าวโพดหวานตอ้ งไม่ตํ่ากวา่ 14 องศาบริกซ์
13. ข้าวโพดฝกั อ่อน ไทยสง่ ออกอันดบั 1 ของโลก (ปไี หน อพั เดทดว้ ย)

ข้าวโพดเลยี้ งสตั ว์
1. อายเุ ก็บเกีย่ ว 110-120 วนั = ระยะนํา้ หนกั แหง้ สูงสดุ = ความชืน้ 23-25 %
2. ระยะปลกู 60 - 100 cm 1 เมล็ด ตอ่ หลุม หรอื ระยะปลกู 75 x 20 cm ใชเ้ มลด็ 3 กก./ไร่
3. ความช้นื ตา่ํ กว่า 23 เปอร์เซ็นต์ ปลอดภัยจาก อะฟลาทอกซนิ
4. ราน้ําค้าง = เกดิ ขา้ วโพด
5. ผลติ และส่งออก มากทีส่ ดุ = สหรัฐ
6. นําเขา้ มากทสี่ ดุ = ญ่ปี นุ
7. ปลกู 3 ฤดู
1) ตน้ ฝน
2) ปลายฝน
3) แลง้
8. ขาดนา้ํ ในช่วงออกดอกหรอื อายุประมาณ 50-55 วนั จะทําให้ ผลผลติ ลดลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
9. พันธ์ขุ า้ วโพดเล้ียงสัตวต์ า้ นรานาํ้ คา้ ง = นครสวรรค์ 2 และ สพุ รรณ 385
10. ข้าวโพดเลย้ี งสตั วพ์ นั ธ์สุ ่งเสรมิ = นครสวรรค์ 3
1. โรคท่ีสําคัญ = รานํ้าคา้ ง / ใบลาย
2. รานาํ้ คา้ ง = รา = Pero / รกั ษา เมตาเลคซลิ / พนั ธสุ์ ุวรรณ 1 2 นครสวรรค์ 1
3. ราเขมา่ ดาํ = รา

40

หนอนกระทูข้ า้ วโพดลายจดุ fall armyworm (FAW)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spodoptera frugiperda
- มีสสี นั ทหี่ ลากหลาย ตงั้ แต่โทนสเี ขียวจนถึงสีโทนชมพู น้าํ ตาลหรือดาํ แนวเสน้ สีขาวระหว่างดวงตาเปน็ รปู ตวั Y บนช่วงหัวและตาเป็นลายตาขา่ ย บน
ลําตวั มแี ถบสซี ีดอ่อนอยชู่ ว่ งด้านบนหลังตัดกบั แถบสีเข้มทด่ี า้ นข้าง จุดสีดาํ 4 จดุ เรยี งเปน็ รปู สีเ่ หล่ียมจตั รุ สั อยดู่ า้ นบนช่วงปลายของตัว
- เป็นศัตรูสาํ คัญของขา้ วโพด มพี ชื อาหารมากกว่า 80 ชนิด เชน่ ขา้ ว อ้อย ขา้ วฟุาง พืชตระกลู ถว่ั มะเขือเทศ มนั ฝร่งั ยาสูบ ฝาู ย ทานตะวัน กลว้ ย
กระเทียม ขงิ มันเทศ พรกิ พชื ตระกูลกะหลํ่า พืชตระกลู แตง และพชื ผัก
- เดมิ ระบาดท่วั ไปในทวีปอเมริกา ระบาดสแู่ อฟริกาในปี 2559 และกลางปี 2561 มรี ายงานการระบาดในอนิ เดีย ปลายปี 2561 พบระบาดในประเทศ
ไทยในข้าวโพดท่ปี ลกู ฤดูแล้งหลงั นา
- วงจรชวี ิตของหนอนกระทู้ Fall armyworm ใชเ้ วลา 30-40 วัน เม่อื ผสมพันธุแ์ ล้ว ผเี ส้ือเพศเมยี จะวางไข่ในเวลากลางคนื โดยวางไขเ่ ป็นกลุ่ม
ประมาณ 100-200 ฟอง มีขนปกคลมุ ไข่ ผีเสอ้ื เพศเมยี หนึ่งตัววางไข่ไดป้ ระมาณ 1,500-2,000 ฟอง ระยะไข่ 2-3 วนั หนอนมี 6 วัย ระยะหนอน 14-
22 วนั หนอนทีโ่ ตเตม็ ทมี่ ีขนาดลาํ ตวั ยาว 3.2-4.0 เซนติเมตร จะท้ิงตวั ลงดินเพื่อเขา้ ดักแด้ ระยะดักแด้ 7-13 วัน จึงเป็นตัวเตม็ วยั มีชีวิต 10-21 วนั
สามารถบนิ อพยพเคล่ือนยา้ ยระหวา่ งแปลงหรือระยะไกลได้
- ผเี สอ้ื หนอนกระทขู้ ้าวโพดลายจดุ (Fall Armyworm) เรมิ่ วางไข่บนตน้ ขา้ วโพด ต้งั แตข่ า้ วโพดงอก อายุ 3-4 วนั โดยพบกลุ่มไขท่ ้ังดา้ นบนใบ ใตใ้ บ
และที่ลาํ ตน้ หลงั จากฟกั จากไข่ หนอนขนาดเล็กจะรวมกลุ่มกัดกินผวิ ใบ เห็นเปน็ รอยทาํ ลายสีขาวทผี่ วิ ใบเมอื่ ข้าวโพดอายุ 6-7 วัน (10-11 วันหลงั
ปลูก) ลกั ษณะเป็นจดุ หรอื เปน็ แถบสีขาว หนอนตวั เล็กท่ีเพิ่งฟกั สามารถกระจายไปยังต้นข้างเคียงโดยปลวิ ไปกบั ลม หนอนเขา้ ไปกดั กนิ อยูใ่ นสว่ นยอด
ของขา้ วโพด
- ในสภาพทีอ่ ากาศร้อนจัด กอ่ นเขา้ สู่ฤดฝู น (เดอื นกุมภาพนั ธ์-เมษายน) อณุ หภมู ิ 36-41 องศา หรอื ในชว่ งทีม่ อี ากาศร้อน แหง้ แลง้ ฝนทงิ้ ช่วง สภาพ
ดงั กล่าวหนอนท่มี อี ายปุ ระมาณ 5 วัน มักจะหลบอาศยั ใตผ้ วิ ดนิ กดั กนิ เนอ้ื เยอื่ เจรญิ สว่ นโคนตน้ ทําใหเ้ กดิ อาการยอดเหย่ี ว (dead heart) ต้นตาย ตน้
ข้าวโพดที่ยอดตายบางต้นมักจะมกี ารแตกหนอ่ ข้าง ถ้าดินมสี ภาพเปยี ก แฉะ หรอื ชว่ งทอี่ ากาศเยน็ ตอนทป่ี ลกู ขา้ วโพดฤดแู ล้งหลังนา หนอนจะไมล่ งมา
ทาํ ลายใตด้ ินบรเิ วณโคนต้น มกั ไมพ่ บอาการยอดเหยี่ ว
- การปลูกขา้ วโพดในฤดฝู น หากมกี ารกระจายของฝนดี ฝนตกตอ่ เนอื่ งอย่างสมํา่ เสมอ ความรนุ แรงในการระบาดของหนอนกระทู้ขา้ วโพดลายจดุ จะ
ลดลง ฝนทตี่ กหนกั จะชะกลมุ่ ไข่ หรือ หนอนขนาดเลก็ ท่ีเพิง่ ฟกั หรอื ทาํ ใหห้ นอนทีอ่ ย่ใู นดนิ ซึง่ กาํ ลงั จะเข้าดักแด้ รวมทง้ั ดกั แดท้ อี่ ยู่ในดนิ มีชีวติ รอด
น้อยลง ทําใหส้ ามารถเว้นระยะห่างในการพ่นสารและลดจาํ นวนคร้ังในการพ่นสารลงได้
- หนอนวัย 3-6 เป็นระยะทีท่ ําความเสยี หายมาก โดยกดั กนิ อยูใ่ นยอดขา้ วโพด ระยะก่อนท่ีดอกตวั ผจู้ ะโผลห่ นอนจะกดั กินเกสรตัวผู้ หลงั จากใบยอด
คลท่ี ง้ั หมด ดอกตัวผูโ้ ผลพ่ ้นใบท่ีหมุ้ อยู่ หนอนจะยา้ ยไปกดั กนิ ไหม และเจาะเปลือกหุม้ ฝักเขา้ ไปกัดกนิ ภายในฝกั
- ในขา้ วโพด พบวา่ ผีเสอื้ หนอนกระทู้ขา้ วโพดลายจุด มาวางไขบ่ นใบขา้ วโพดอยา่ งตอ่ เนือ่ ง โดยจะวางไขม่ ากในชว่ ง ระยะ 3 สัปดาหแ์ รกหลงั จาก
ขา้ วโพดงอก
การปอ้ งกันกาจัด
1. เก็บกลุ่มไข่ หรอื ตัวหนอนทําลายทิ้ง ทาํ ลาย 1 กลุ่มไข่ เท่ากับทาํ ลายหนอน 100-200 ตวั
2. คลุกเมล็ดด้วยสารไซแอนทรานลิ ิโพรล 20% เอสซี (กลมุ่ 28) อตั รา 20 ซซี /ี เมล็ดพนั ธุ์ 1 กโิ ลกรมั แล้วค่อยพ่นสารทางใบต่อเมื่อพบหนอนหรอื การ
ระบาด
3. เมอ่ื พบหนอนขนาดเลก็ ทเ่ี พงิ่ ฟกั จากไข่ พน่ ด้วยสารชีวภณั ฑ์ ได้แก่ เช้ือบที ี สายพันธไุ์ อซาไว หรอื สายพันธ์ุ เคอรส์ ตารก์ ี้ อัตรา 80 กรมั /นา้ํ 20 ลติ ร
พน่ ทกุ 4-7 วัน
4. ในแปลงที่ไมใ่ ช้สารเคมี ใช้แมลงตัวหํา้ เช่น แมลงหางหนบี หรือ มวนเพชฌฆาต หรอื มวนพิฆาต
5. ใชส้ ารปูองกันกาํ จัดแมลง พ่นทางใบ

สไปนีโทแรม 12% SC อัตรา 20 ซซี ี ตอ่ น้ํา 20 ลติ ร (กลมุ่ 5)
สไปนโี ทแรม 25% WG อตั รา 10 กรมั ตอ่ น้ํา 20 ลิตร (กลมุ่ 5)
อมิ าเมกตนิ เบนโซเอท 1.92% EC อัตรา 20 ซซี ี ตอ่ นํา้ 20 ลิตร (กลมุ่ 6)
อมิ าเมกตินเบนโซเอท 5% WG อัตรา 10 กรมั ต่อนาํ้ 20 ลิตร (กลมุ่ 6)
คลอรฟ์ ีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 30 ซีซี ตอ่ น้ํา 20 ลติ ร (กลุ่ม 13)
อนิ ดอกซาคารบ์ 15% SC อัตรา 30 ซซี ี ตอ่ นํ้า 20 ลิตร (กลุ่ม 22)
เมทอกซฟี ีโนไซด์ + สารสไปนโี ทแรม 30% + 6% SC อัตรา 30 ซซี /ี น้ํา 20 ลิตร (กลมุ่ 18+5)
คลอแรนทรานลิ ิโพรล 5.17% SC อัตรา 30 ซซี /ี นํา้ 20 ลติ ร (กลมุ่ 28)
ฟลเู บนไดอะไมด์ 20% WG อตั รา 10 กรมั ต่อนํ้า 20 ลติ ร (กลุ่ม 28)
*** กรณีใช้สารคลุกเมลด็ หลงั ขา้ วโพดอายุประมาณ 21 วนั เม่ือพบการทาํ ลาย ให้พน่ สารทางใบต่อ การพ่นสารตอ้ งเลือกสารท่ีไมอ่ ยูใ่ นกลุ่ม 28 ซง่ึ
เปน็ กลุม่ เดียวกันกับสารคลกุ เมล็ด โดยเน้นพ่นสารใหล้ งในกรวยยอด
*** กรณไี มใ่ ช้สารคลกุ เมลด็ ใหใ้ ช้วิธกี ารพน่ สารทางใบ กลุ่มใดกลุ่มหนงึ่ ตามคําแนะนาํ พ่นครั้งแรกเมอ่ื ขา้ วโพดอายุ 6-7 วนั หลงั งอก หรอื พิจารณา
จากสภาพการระบาดในแตล่ ะฤดซู ง่ึ มคี วามรนุ แรงแตกตา่ งกัน ตอ้ งสลบั กลมุ่ สารทุก 30 วัน ตามวงรอบชีวิต เพอื่ ลดความตา้ นทานต่อสารกาํ จดั แมลง

41

ลาไย
1. ลําไยสง่ ออก รมควนั “ซัลเฟอรไ์ ดออกไซด”์ = กันเช้อื รา และกันสีเปลือกเปลย่ี น
2. ลาํ ไยนอกฤดู = สารโพทาสเซยี มคลอเรท (สารเร่งดอก) = ราดลงดนิ ใหผ้ ลดสี ดุ = ใชต้ อนใบแก่ (เพสลาด)
3. เพสลาด = ลําใยใบแก่
4. ลําไยพนั ธุท์ ป่ี ลกู มากทส่ี ดุ / ปลกู ได้ทกุ ภาค = อีดอ
5. พันธล์ุ าํ ไย
1) อีดอ นิยมทีส่ ดุ
2) พวงทอง
3) แห้ว
4) เบ้ียวเขียว
5) สีชมพู
6. โรคพมุ่ ไมก้ วาด = ไฟโตพาสมา่ = ใบยอดเปน็ ฝอย ดอกเป็นฝอย / พาหะ เพล้ยี จกั จ่นั สนี าํ้ ตาล
7. ลาํ ไยควรมี 50-60 ผลต่อช่อ / เกนิ น้นั ตดั ออก
8. ลาํ ไยควร = ตัดแตง่ กงิ่ ทนั ทหี ลงั เก็บเก่ยี ว
9. จัดการทรงพุ่ม = เปดิ กลางพ่มุ แนวตั้ง = เปดิ กลางรบั แสง = ควบคุมใหไ้ มส่ งู เกนิ 3 เมตร

ลองกอง
1. พันธล์ุ องกอง
1) แห้ง
2) นา้ํ
3) ปาลาแม
2. ขยายพันธ์ุโดยไม่ใช้เพศ = ทาบก่ิง + เสยี บกง่ิ
3. เคลอื บผวิ ลองกอง เพอื่ = ชว่ ยลดการคายนาํ้ = เก็บได้นานขน้ึ
4. อายเุ ก็บเกี่ยว 180 – 200 วนั

ลนิ้ จี่
1. พันธ์ุล้นิ จ่ี
1) ค่อม
2) ฮงฮวย
3) กมิ เจ็ง
4) นพ.2
2. ปญั หาของการสง่ ออก = เพลยี้ หอย เพลีย้ แปงู
3. ลดอุณหภูมลิ ้นิ จอ่ี ยา่ งรวดเร็ว เพื่อ = ลดการสญู เสยี นํา้ = โรคเข้าทาํ ลายได้ยาก

กาแฟ
1. โรบสั ใต้ = ปลูกที่ภาคใต้ – พนั ธุช์ ุมพร = พ้ืนที่ปลูกมากท่สี ุด
2. อาราบิก้า = ปลกู ท่ีภาคเหนอื – พนั ธ์ุเชียงใหม่ 80 = ปลูกเหนือระดบั นา้ํ ทะเล 700 เมตร
3. มอดเจาะเมลด็ กาแฟ = เจาะรูอาศัยในเมลด็ กาแฟ
4. การทําสารกาแฟ
1) สีเปียก = ลอกเปลอื ก กําจัดเมอื ก ตากกาแฟกะลา สีกาแฟกะลา
2) สแี หง้ = ตากผลกาแฟ สผี ลกาแฟ
5. ความช้ืนเมลด็ กาแฟ = 12.5 – 13 %

มะมว่ ง
1. โรคแอนแทรคโนส = รา = เกดิ ในมะม่วง = แผลวงแหวน / รักษา พน่ สารช่วงใบออ่ น เบโนมิล
2. โรคแอนแทรคโนส = โรคหลงั เก็บเกี่ยว
1) จุ่มผลด้วย ไทอะเบนนาโซล หรือ เบนโนมลิ
3. เพลย้ี จกั จ่นั = ดูดน้าํ เลยี้ งใบอ่อน
4. แมลงวันผลไม้ = วางไข่ในผลไมเ้ ปลอื กบางใกลส้ ุก หนอนฝังตวั

42

1) เหยื่อพิษ โปรตนี ไฮโดรไรเสท ผสม มาลาไทออน (ล่อไดท้ ัง้ ผแู้ ละเมยี )
2) สารลอ่ เมธลิ ยจู นิ อล (Methyl Eugenol) / ล่อได้เฉพาะเพศผู้
3) ทาหมนั ฉายรังสแี กรมมา่ โคบอล 60 / ฉายระยะดกั แด้ ก่อนเต็มวัย 2 วัน
5. เพลยี้ ไฟ = ใบออ่ น ชอ่ ดอก ไหม้หงกิ ผลอ่อนเป็นแผล
6. 20 ตน้ / ไร่
7. สารเรง่ ดอกมะม่วง คอื โปรแตสเซียมไนเตรท / ไทโอยเู รยี / พาโคบลิ / N.A.A.
8. มะม่วงพนั ธส์ุ ง่ ออก = นา้ ดอกไม้ เบอร์ 4 / นา้ ดอกไม้สีทอง / มหาชนก
9. มะมว่ งแปรรปู ไดแ้ ก่ แก้ว สามปี พมิ เสนแดง
10. มะม่วงรบั ประทานผลสกุ ไดแ้ ก่ นา้ ดอกไม้ แรด หนังกลางวัน ทองดา
11. การนบั อายุหลังออกดอก ถงึ สกุ
1) น้าดอกไม้สีทอง 80-90 วนั หลังดอกบาน = เพอื่ สง่ ออก
12. มะม่วงแชน่ า้ ร้อน 50-55 องศา 5-10 นาที ป้องกัน แอนแทรคโนส
13. อบไอนา้ ท่อี ณุ หภมู ิ 47 องศาเซลเซยี ส นาน 20 นาที เพ่ือ = กาจดั ไข่แมลงวนั ทอง = ส่งออกญีป่ นุ่
14. อบไอน้ํามังคุด 47 องศา 58 นาที
15. หอ่ มะมว่ งดว้ ยถงุ เคลือบคารบ์ อนชั้นในจะช่วยให้มะมว่ งมีสผี วิ ที่สวยงาม
16. พันธ์ุมะม่วง
1) เขียวเสวย
2) ฟูาลัน่
3) แรด
4) เพชรบา้ นลาด
5) มนั เดอื นเก้า
6) บางขุนศรี
7) เขยี วมรกต
8) ขายตกึ
9) นาํ้ ดอกไม้
10) น้ําดอกไมท้ อง
11) มหาชนก
12) โชคอนันต์
13) อกร่อง
14) ทองดาํ
15) หนังกลางวนั
16) ยายกล่าํ
17) ลิน้ งูเห่า
18) แก้ว
17. มะม่วงและมงั คุด ต้องอบไอนา้ํ กอ่ นสง่ ไปญปี่ นุ (ฆ่าไข่แมลงวันทอง)
18. VHT ย่อมาจากคาวา่ “Vapor Heat Treatment System = อบไอน้า
19. มะม่วงนยิ มขยายพันธุ์โดย = ทาบก่งิ
20. ฉะเชงิ เทราปลูกมะมว่ งมากทสี่ ุด

กล้วย
1. ตายพราย = เชอื้ รา = ใบขาดนํ้า ใบอ่อนเหลอื งไหม้ = ดินเป็นกรด
2. หนอนเจาะเหง้า
3. ระยะพลับพลึง = เหลอื งกล้วย = ออกรวง 30 วนั
4. 200 ตน้ / ไร่
5. ระยะปลูก 2.5 x 3 เมตร หรือ 2.5 x 2.5 เมตร
6. พันธุ์กลว้ ยนํ้าวา้ = โชควเิ ชยี ร
7. การเลอื กพันธ์ุ = หนอ่ ใบแคบ (ใบดาบ) (หูกวาง)
8. โรคเหย่ี วในกล้วยหนิ = โรคไสด้ าํ = แบคทีเรีย = ใช้ยเู รยี

งา (sesame) 43
1. ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Sesamun indicum
2. พันธุ์งาดาํ ได้แก่ พนั ธ์ุ มก.18 , พนั ธ์ุ นครสวรรค์ , พันธ์ุ บุรรี ัมย์ พันธุ์ มข.1 , พันธุ์ ชัยบาดาลหรือสมอ
3. พันธุ์งาขาว ได้แก่ พันธ์ุ มหาสารคาม 60 , พันธุ์ ร้อยเอ็ด 1 , พันธ์ุ เมืองเลย , พันธ์ุ เชียงใหม่ ,

ทอด
4. พันธงุ์ าแดง ไดแ้ ก่ พนั ธ์ุ อบุ ลราชธานี , พนั ธุ์ พิษณุโลก , พนั ธุ์ สโุ ขทยั , พนั ธุ์ มข.3
5. งาขาวพันธุ์ใหม่ อบุ ลราชธานี 2 ได้จาก พันธุ์ มหาสารคาม 60 + พันธ์ุ Terras 77

ถั่วเหลือง (soybean)
1. ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Glycine max
2. พันธถ์ุ ว่ั เหลืองฝกั แก่ ไดแ้ ก่ พนั ธ์ุ สจ.4 , พนั ธุ์ สจ.5 , พนั ธ์ุ เชียงใหม่ 60 , พันธ์ุ นครสวรรค์ ,

พันธุ์ สท.1 , พนั ธุ์ สท.2 , พนั ธุ์ มข.35 , พันธ์ุ เชยี งใหม่ 2 , พันธ์ุ จักรพนั ธุ์ 1
3. พันธุ์ถ่ัวเหลอื งฝกั สด ได้แก่ พนั ธุ์ เชียงใหม่ 1 , พันธุ์ เอ จี เอส 292 หรือ พนั ธุ์ กําแพงแสน 292#75

ขา้ วฟ่าง (sorghum)
1. ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Sorghum bicolor
2. พนั ธุ์ข้าวฟุางแดง ได้แก่ พันธุ์ สพุ รรณบุรี 1 , พันธ์ุ สพุ รรณบรุ ี 60
3. พนั ธุ์ข้าวฟาุ งสขี าวข่นุ ได้แก่ พันธ์ุ เฮกการี หนัก-เบา
4. พนั ธข์ุ ้าวฟาุ งเหลือง ได้แก่ พนั ธุ์ อทู่ อง 1

ถ่ัวลสิ ง (peanut, groundnut)
1. ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Arachis hypogaea
2. พนั ธถุ์ ั่วลสิ งฝักสด ได้แก่ พนั ธุ์ สข.38 , พันธุ์ ขอนแกน่ 60-2
3. พันธุ์ถัว่ ลสิ งฝักแก่ ได้แก่ พนั ธุ์ ชยั นาท 36
4. ถ่วั ลสิ งทีท่ นดินด่างชุดตาคลี คือ พนั ธ์ุ ชัยนาท 36

กาแฟ
1. ชอื่ วทิ ยาศาสตร์
2. พนั ธก์ุ าแฟทปี่ ลูกทางภาคเหนอื สว่ นใหญ่ คือ พนั ธ์ุ อราบกิ า
3. พนั ธก์ุ าแฟทีป่ ลูกทางภาคใต้ส่วนใหญ่ คอื พนั ธ์ุ โรบสั ตา้

มะละกอ

1. ช่ือวิทยาศาสตร์ Carica papaya

2. พืช GMOs ชนิดแรกของไทยคือ มะละกอแขกดําทา่ พระ

1. พันธผ์ุ ลสุก

1) แขกดํา 3) พนั ธุ์ สายนํา้ ผง้ึ

2) ปลกั ไมล้ าย (ฮอลแลนด)์ 4) พนั ธ์ุ โกโก้

2. พนั ธุ์ผลดิบ

1) แขกนวล 3) แขกดาํ

2) แขกดาํ ท่าพระ 4) คร่ัง

3. มะละกอพันธใ์ุ หม่ แขกดาํ ท่าพระ ได้จาก พนั ธุ์ แขกดํา + พันธ์ุ ฟอรดิ ้า โทเลอเร็นท์ ต้านทานโรคไวรัสจุดวงแหวน

4. จํานวนตน้ ต่อไร่ = 130 – 200 ตน้ / ไร่

5. เพ่มิ ผลผลิตโดย = คัดเลือกต้นทใี่ ห้ดอกสมบรู ณ์เพศ (ดอกกระเทย) ในชว่ งทม่ี ะละกอเริม่ ออกดอกชดุ แรก

6. โรคท่สี าคัญของมะละกอ = ไวรัสใบจดุ วงแหวน (papaya ring spot) ชื่อไวรัส Papaya ringspot virus-type P

7. มะละกอ

1) โรงแผลวงแหวน = ไวรัส / เพลย้ี อ่อน = ใบเหลือง หงิก ผลบดิ / รกั ษา ปากชอ่ ง 1 แขกดาํ ท่าพระ

44

ทานตะวนั (sun flower)
1. ชือ่ วิทยาศาสตร์ Helianthus Annus Var. Macrocarpus
2. ทานตะวนั พันธุใ์ หม่ เชียงใหม่ 1 (พันธ์สุ ังเคราะห์#1)

แก่นตะวนั Jerusalem artichoke
1. ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Helianthus tuberosus L.
- เป็นพืชล้มลุก ลักษณะหัวเหมือนกับขิงหรือข่า ดอกมีสีเหลืองสดคล้ายบัวตองมีขนคล้ายหนามกระจายท่ัวลําต้นและใบ ความสูงต้น

ประมาณ 1.5-2.0 เมตร รสชาติหวาน เหมาะทจ่ี ะรบั ประทานหัวสด
- สายพันธุ์ KKU Ac 008 ให้ผลผลิตหัวสดสงู 2 – 3 ตนั /ไร่
- สว่ นหวั เป็นแหล่งสะสมของ อินนลู นิ (inulin) ประกอบดว้ ยน้ําตาลฟรุ๊คโตส
- หวั สด 1 ตัน ผลติ เปน็ เอทานอลทบ่ี ริสทุ ธ์ิ 99.5% 100 ลิตร

สับปะรด
1. ชือ่ วิทยาศาสตร์ Ananas comosus
2. สารเคมีทใ่ี ช้บงั คบั การออกดอกของสบั ปะรด คือ ถา่ นแกส๊ แคลเซียมคารไ์ บด์ (บางท่เี รยี กว่าถ่านเหมน็ ) และ เอทธิฟอน ชื่อ การค้า อีเทรล
เป็นสารเคมีทใี่ ห้กา๊ ซเอทธิลิน
3. การขยายพันธขุ์ องสบั ปะรดโดยใช้อะไร ตอบ หนอ่ เกรยี ง จุก เมล็ด ดอู ีกทีนะ ไม่แน่ใจ
4. ขอ้ ใดคือพันธสุ์ บั ปะรดทไ่ี ด้ชอ่ื วา่ เปน็ ราชนิ ี มี ก. อนิ ทรชิต ข. ภูเกต็ และอะไรอีก 2 พนั ธ์ุจําไมไ่ ด้ชอ่ื แปลกๆ
5. การคํานวณพ้ืนที่ปลูกสัปปะรดต่อไรเ่ อาพื้นที่ 1 ไร่ (1600 ตร.เมตร) เปน็ ตวั ต้ัง หารดว้ ยผลลพั ธ์จากผลคณู ระยะปลูกหนว่ ยเป็นเซนตเิ มตร

เช่น 1600 / 0.25x0.50x0.50 = 25,600 ตน้
6. โบรมีเลน คอื สารพิษในสัปปะรด
7. สปั ปะรดพันธุ์ที่สง่ ออกมากทีส่ ดุ คอื ปัตตาเวยี ปลกู มากท่ี จ.ประจวบคีรขี นั ธ์
8. สบั ปะรดกระปอ฻ งเหตใุ ดจงึ ทําใหก้ ระปอ฻ งดํา ตอบ สารไนเตรต
9. สปั ปะรด อันดามัน ตอบ สบั ปะรดภเู ก็ต
10. พันธสุ์ ่งเสรมิ ปัตตาเวีย ภเู กต็ อนิ ทรชิต
11. ใช้หน่อ จุก และตะเกยี ง ขยายพนั ธ์ุ
12. สารที่ใชบ้ ังคบั การออกผล อที าฟอน (80 ซซี .ี + นํ้า 200 ลิตร + ยเู รยี 3 กก.)
13. โรคเหีย่ วของสับปะรด เกิดจากเช้อื ไวรสั Pineapple mealybug
14. สับปะรดพันธโ์ุ รงงาน = ปัตตาเวีย = ชลบรุ ี
15. พันธฉ์ุ ีกตา = เพชรบรุ ี
16. เหย่อื พิษ ผเี ส้อื มวนนา้ หวาน = สับปะรดสกุ ชบุ คาบาริล
17. อายเุ ก็บเกยี่ ว = 150-160 วัน
18. พันธสุ์ บั ปะรด
1) ปัตตาเวีย (ศรรี าชา , หัวหมุน ,นางแล)
2) ตราดสีทองภเู กต็ (กลุ่มควีน) = ส่งออกญ่ปี ุน่ มากท่สี ุด
19. สบั ปะรดกนิ แกน = พันธ์เุ พชรบรุ ี

ยางพารา
1. ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Hevea brasiliensis
2. พันธุ์ยางพาราชัน้ 1 ที่แนะนาํ สําหรบั พื้นทป่ี ลูกใหมใ่ นภาคอสี านคอื RRIM 600 , GT 1 , สงขลา 36 , BPM 24 , PR 255
3. ทิศทางการกรีดยางพาราตอ้ งกรดี จากบนซ้ายมาลา่ งขวา เพราะทอ่ นา้ํ ยางจะวนจากบนขวามาล่างซ้าย และจดุ รับน้ํายางควรสูงจากพ้ืน

ประมาณ 75 cm.
4. ในนํ้ายางสดจะมีเนือ้ ยางแห้ง 30 - 35 %
5. ตน้ ยางท่ไี ดข้ นาดกรีดคือมเี ส้นรอบวงตน้ 50 เซนติเมตรขน้ึ ไป โดยวดั ท่ีความสงู 1.50 เมตร
6. เคร่อื งมอื ทีใ่ ช้วัดความหนาแนน่ หรอื ความถว่ งจําเพาะของนํ้ายางสด คอื เมโทรแล็ค
7. ยางพารา เป็นพืชพน้ื เมืองของทวีปอเมรกิ าใต้
- นําเขา้ มาปลกู ในประเทศไทยโดยพระยารษั ฎานุประดษิ ฐ์ มหศิ รภกั ดี ท่จี ังหวดั ตรงั พ.ศ. 2442 - 2444
- พันธ์ุสง่ เสริม
- RRIM 600 ข้อจํากดั ไมเ่ หมาะกับเขตภาคใตฝ้ ง่ั ตะวันตก และชายแดนภาคตะวันออก

45

ของประเทศไทย

- RRIT 251 ข้อจาํ กัด ไม่ควรปลกู ในพ้ืนท่ลี าดชนั หนา้ ดนิ ตนื้ และระดับน้าํ ใตด้ นิ สงู

- กลุ่มพนั ธย์ุ างผลผลติ นา้ํ ยางสงู ได้แก่ RRIT 251 เฉลี่ย 477 กก./ไร/่ ปี

- กลุม่ พนั ธย์ุ างผลผลิตนํา้ ยางและเนอ้ื ไม้สงู ไดแ้ ก่ พันธ์ุ PB 235 , PB 255 , PB 260 , RRIC 110

- กล่มุ พนั ธุ์ยางผลผลิตเนือ้ ไมส้ ูง ไดแ้ ก่ พนั ธ์ุฉะเชงิ เทรา 50 (RRIT 402) , BPM 1

- pH ที่เหมาะสม 4.0 – 5.5 ปริมาณน้าํ ฝนไม่ตา่ํ กว่า 1,350 มม./ปี

- ตน้ พนั ธย์ุ างท่ีนิยมใช้ปลกู คือ ต้นยางชาถงุ มีจานวนใบ 1 – 2 ฉัตร

- ในแหลง่ ปลูกเดมิ ใชร้ ะยะ 2.5 X 8.0 เมตร หรือ 3.0 X 7.0 เมตร

- ในแหลง่ ปลกู ใหม่ ใชร้ ะยะ 2.5 X 7.0 เมตร หรอื 3.0 X 6.0 เมตร หรอื 3.0 X 7.0 เมตร

- ตน้ ท่ีเปดิ กรดี ได้ตอ้ งมขี นาดเสน้ รอบต้นไม่ต่ากว่า 50 ซม.

- ระยะทเ่ี ปิดกรีด วดั จากความสูงของพน้ื ดินข้นึ มาไมน่ อ้ ยกวา่ 150 ซม.

- ระบบกรีดที่เหมาะสม กรดี คร่งึ ลาตน้ วนั เวน้ วัน รอยกรีดทามมุ 30 องศา

กับแนวระนาบ และเอยี งจากซา้ ยบนลงมาขวาลา่ ง

- สารเคมเี รง่ น้ํายางทีม่ ีประสิทธภิ าพในปจั จุบัน ได้แก่ 2 –chloroethylphosphonic acid

มีชอื่ สามญั ว่า เอทธฟิ อน (ethephon)

ในน้ํายาง จะมเี น้อื ยางแห้ง 25-45%

พันธ์ยุ างชัน้ 1 เป็นพันธ์ุยางท่ีทางสถาบนั วิจยั ยาง กรมวชิ าการเกษตรแนะนาํ เกษตรกรใหป้ ลกู ได้โดยไม่จาํ กัดพน้ื ทปี่ ลูก โดยแนะนาํ ตามผลผลิตดังน้ี

• กลุม่ ใหผ้ ลผลติ นํ้ายางสงู แนะนาํ พนั ธ์เุ ฉลิมพระเกียรติ 984, RRIT 251, RRIM 600, RRIT 226, BPM 24

• กลุม่ ให้ผลผลติ น้ํายางและเนื้อไม้ แนะนําพนั ธุ์ PB 235, PB 255, PB 260, RRII 118

* RRIT คือ ย่อมาจาก Rubber Research Institute of Thailand (สถาบันวิจยั ยาง ไทย)

* RRIM ยอ่ มาจาก Rubber Research Institute of Malaysia (สถาบันวิจยั ยาง มาเลเซีย)

RRIT 251 ผลผลิตเนอ้ื ยางสงู กวา่ พนั ธุ์ RRIM 600 รอ้ ยละ 57

RRIT 251 10 ปกี รดี เฉล่ีย 457 กิโลกรมั ตอ่ ไรต่ ่อปี

RRIM 600 10 ปกี รดี เฉลีย่ 289 กโิ ลกรมั ตอ่ ไรต่ อ่ ปี

พอ่ -แม่ RRIT 251 ต้นกลา้ ยางจากแปลงเอกชนในจังหวดั สงขลา, RRIM 600 Tjir 1 X PB 86

*Tjir คอื รฐั ในมาเลเซยี

* PB คือ ปดงั เบซา

ยางชนดิ ใด ส่งออก --- ยางแผ่นรมควัน

ประเทศทมี่ พี ้นื ที่ปลูกยางมากสุด --- อนิ โดนเี ซยี รองลงมา --- ไทย

ให้ผลผลิตยางธรรมชาติมากสดุ ---- ไทยรองลงมา ---- อนิ โดนีเชีย

จังหวีดปลกู ยางมากสุด คอื สรุ าษฎร์ธานี

**10 จังหวัดที่มีการปลูกยางพารามากที่สุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา นราธิวาส พังงา ระยอง กระบี่ และบึงกาฬ

ตามลําดับ

การขยายพันธย์ุ างพารา

1. การเพาะเมล็ด - เพอื่ ใชเ้ ปน็ ต้นตอ

2. การติดตายางพาราพนั ธ์ดุ ี - เพอ่ื การปลกู เปน็ การค้า

ยางพารา

1. หลุมปลกู 50 x 50 x 50 cm

2. ระยะปลูกยางพารา = 7x3 = 76 ต้น

3. ต้นกล้าพร้อมปลกู มี 2 ฉัตร

4. ตน้ ยางพาราพรอ้ มกรดี อายุ 7 ปี

5. โรครากขาว = เชือ้ รา = ทรงพมุ่ ดอกเห็ดขึน้ / รักษา ปลกู พืชถวั่ คลุมดนิ ขุดทาํ ลาย

6. โรคเสน้ ดํา = ไฟทอปเทอรา

7. กรดี ยางไดน้ ้าํ ยางเยอะ = กรดี ใกลเ้ นือ้ เย่ือเจรญิ

8. พนั ธุย์ างพารา

1) ทลี่ มุ่ = 152

2) ทด่ี อน = TRRM 600

9. นาํ้ ยางจะมีอย่ใู นท่อน้าํ ยางที่อยใู่ นเปลอื กช้นั ใน

10. ยิง่ เขา้ ใกล้เย่อื เจริญ (Cambium) มากเทา่ ใดจํานวนทอ่ น้ํายางก็จะยงิ่ มากข้นึ

46

11. กรดี เวียนจากซ้ายบนลงมาทางขวาล่าง เพื่อให้ตัดท่อนา้ ยางใหม้ ากทีส่ ดุ
12. การกรดี เปิด

1) สงู จากพ้นื 150 cm เส้นรอบลาต้น 50 cm ขนึ้ ไป (ตน้ ตดิ ตา)
2) สูงจากพื้น 75 cm (ต้นกลา้ )
13. กรดฟอร์มกิ ไมท่ าํ ลายธรรมชาติ
14. ความลาดชนั ปลูกยาง ไมเ่ กิน 35 องศา / ถา้ เกิน 15 องศาให้ทําขนั้ บนั ได
15. สูงกว่าระดบั นา้ํ ทะเลไม่เกนิ 600 เมตร
16. แผน่ ยางรมควันช้ัน 1 = ความช้ืนนอ้ ยกว่า 2 %
17. ปลกู ยางมากท่สี ดุ = อินโดนเี ซยี
18. ไทยสง่ ออกยางแผ่นรมควนั มากทส่ี ดุ
19. ถา้ จะกรดี ใหไ้ ดน้ าํ้ ยางมากที่สดุ = จะตอ้ งกรดี ใหใ้ กลเ้ นอ้ื เยื่อเจรญิ
20. ผลติ ยางพาราไดม้ ากทสี่ ดุ 5 อันดบั แรกของโลก ไดแ้ ก่. 1. ไทย. 2. อินโดนีเซยี . 3. เวยี ดนาม. 4. มาเลเซยี . 5. อนิ เดยี
21. พน้ื ทป่ี ลูกยางพารามากทส่ี ุด 5 อันดบั แรกของโลก ไดแ้ ก.่ 1. อนิ โดนเี ซยี . 2. ไทย. 3. มาเลเซยี . 4. จีน. 5. อินเดีย
22. พชื แซมยาง = ก่อนยางใหผ้ ลผลิต 3 ปีแรก / พชื ร่วมยาง = คาํ นึงถึงรม่ เงา

มะพรา้ ว

1. พนั ธ์มุ ะพรา้ ว

1) พนั ธุใ์ นประเทศ - ทงุ่ เคลด็ - ไทยต้นสงู

2) พนั ธุล์ ูกผสม - สวี 1 - ชุมพร 60 และ ชมุ พร 2

2. ชอ่ื วทิ ยม์ ะพรา้ ว = Cocos Nucifera L.

3. มะพร้าว = Tree of life

4. ศัตรมู ะพร้าว

1) ดว้ งแรด = เจาะตน้ เจาะทางใบ (ใบเป็นรปู พัด หรอื หางปลา) = โรคยอดเนา่

i. กองล่อตัวออ่ น = กอง ราเขียวเมตาไรเซยี ม

ii. ฮอโมนลอ่ ตวั แก่ = ฟโี ลโมน

iii. เกล่ยี กองซากให้ไมเ่ กิน 15 cm

2) ด้วงงวง = วางไขร่ ทู ดี่ ว้ งแรดเจาะ / กดั จนใบหกั

i. อดุ รูด้วนสาร = ทาร์ (นํ้ามนั เครอ่ื ง+กํามะถัน)

3) หนอนหัวดํา = กนิ ใบแก่ (ใบลา่ ง) ชักใยทํารงั ในใบมะพรา้ ว (ศัตรตู วั สาํ คญั )

i. แตน โกนิโอซาท (ศรลี งั กา)

ii. แตนเบยี นหนอน บราคอน / ไร่ละ 200 ตัว

iii. แตนเบยี นไข่ แกรมม่า / ไรล่ ะ 20000 ตวั

iv. อิมาเมค็ ติน 1.92% (เจาะรู ใสส่ าร 15 ml อุด เฉพาะมะพร้าวสูง 12 เมตร อยไู่ ด้ 120 วัน)

v. พน่ เช้ือแบคทีเรยี BT basirus tujinji

vi. ฟลูเบนไดอะไมด์ 20 % ดับเบิล้ ยจู ี (WG) 3-5 ลติ ร ต่อ 3-5 เมตร / 6-10 ลิตร ตอ่ 6-12 เมตร

4) แมลงดาํ หนาม = กินยอดออ่ นทย่ี งั ไม่คลี่ = ใบหยุดโตแหง้ = โรคหวั หงอก

i. แตน อะซีโคเดส

ii. แมลงหางหนีบ

iii. ราเขียว เมตาไรเซยี ม

5) หนอนร่านพาราซา่ = กนิ ใบแก่เหลือแตก่ ้าน

i. ไฟล่อ

ii. คาบาริล 85%

5. แตนเบยี น

1) แตนเบยี นสาว วางไขใ่ ส่ แมงวันทอง

2) โกนโิ อซาท ต่อยและไข่ หนอนหัวดํา (นาํ เขา้ ศรีลังกา)

3) บราคอน = เบียนหนอนหวั ดํา

4) แกรมมา่ = แตนเบียนไขห่ นอนหัวดํา

5) อะซโี คเดท (มมั ม)ี่ ฆ่า แมลงดาํ หนาม = ทําลายใบอ่อน 6-10 ใบ = ระบาดปานกลาง

6. ฉีดสาร อมิ าเมกตนิ ฆ่า หนอนหวั ดํา (Opisina Oven.) / ฉดี ลาํ ตน้ ท่ีสงู 12 เมตรข้ึนไป / อยไู่ ด้ 120 วนั

47

7. กองล่อ ใช้ ราเขียว “เมตาไรเซยี ม” กําจดั ด้วงแรดมะพร้าว = ทาํ ลายยอดออ่ นเป็นรปู พัด

8. แขวนล่อ บินชน ใช้ ฟีโลโมน กาํ จดั ด้วงแรดมะพรา้ ว =

9. ทาํ ลายมากกวา่ 25 ตน้ /ไร่ = พนื้ ทร่ี ะบาด

10. หนอนหัวดํา = ทําลายใบแก่ = ทําลายใบแก่ เหลอื ใบเขียว 6-12 ใบ = ระบาดกลาง

11. แมลงดาํ หนาม = ทําลายใบออ่ น = โรคหัวหงอก = ทาํ ลายใบออ่ น 6-10 ใบ = ระบาดปานกลาง

12. การตดิ ผลมะพร้าวมี 3 ประเภท

1) พนั ธุ์เบา ออกผล 3-4 ปี

2) พันธ์กุ ลาง 5-6 ปี

3) พันธ์ุหนัก 7-8 ปี

13. มะพร้าวเน้นใสป่ ฻ยุ = แมกนีเซยี ม Mg

14. มะพร้าว ระยะปลูก

1) มะพร้าวอ่อน = 6x6 = 45 ตน้

2) มะพร้าว = 10 x 10 = 16 ตน้

15. มะพร้าวปลูกสูงกว่าระดับนํ้าทะเลไดไ้ ม่เกนิ 100 เมตร

16. เล้ียงผึ้งในสวนมะพร้าว เพอ่ื = ทาํ ใหม้ ะพรา้ วตดิ ผลในช่วงหนา้ ฝน

17. ใส่เกลอื แกง = 1500 กรมั ที่มอี ายุ 5 ปีขึน้ ไป = เพิ่มผลผลติ 125%

ปาลม์
1. ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Elaeis guineensis
2. น้ํามันปาล์มดิบได้จากส่วนไหนของปาล์ม ตอบ เปลือกของผลปาล์ม หรือ มีโซคราป น่ันเอง แต่จริงๆแล้ว นํ้ามันปาล์ม แบ่งออกเป็น 2

ชนดิ ได้แก่
1. นา้ํ มันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil) สกดั ได้จากสว่ นเปลือกสดของผลปาล์มนํ้ามัน
2. น้าํ มันเมลด็ ในปาลม์ (Crude Palm Kernel Oil) สกดั ไดจ้ ากเมลด็ ในของผลปาลม์ น้าํ มนั

3. พันธ์ุปาลม์ ท่กี รมส่งเสริมใหป้ ลกู คอื เทเนอรา่ พันธลุ์ ูกผสมสรุ าษฏร์ธานี 1-7
4. ปาลม์ ใบเหลือง ขาดธาตอุ ะไร ตอบ ขาดแมกนีเซียม อาการทแ่ี สดงออกคือ ทางใบลา่ งมีสเี หลอื งแถบยาว เริม่ จากปลายใบและขอบใบยอ่ ย

บรเิ วณทมี่ สี ีเหลืองจะเห็นชัดเมื่อถกู แสงแดง แต่เส้นใบยงั เป็นสีเขยี ว หากขาดมากใบจะเรม่ิ แห้ง ไหม้ และผลผลิตลดลง
5. ปาลม์ ใบหงิก งอ ขาดธาตุอะไร ตอบ ขาดธาตุโบรอน อาการใบปาล์มนาํ้ มนั ปลายใบย่อยหกั งอเปน็ รปู ตะขอ ทางใบยอ่ ยสัน้ ผิดปกติ หรือ

เกดิ แถบยาวใสโปรง่ แสงขนานกบั แถบทางใบย่อยย่นหรอื หยกิ
6. ปลกู ปาลม์ แนวเหนอื ใตเ้ พ่อื ??? ให้ใบได้รบั แสงอยา่ งเตม็ ที่

จะลดการบงั แสงในช่วงทปี่ าล์มยงั มีอายนุ ้อย ในกรณที ่มี ีการปลูกระยะ 9 X 9 X 9 เมตร จะเห็นว่าหากมีการวางแถวปลกู ในแนว
ทิศเหนือ-ใต้ เงาของต้นปาลม์ จะพาดผ่านระหวา่ งตน้ ปาล์มในแถวถดั ไป และจะพาดทับตน้ ปาลม์ ต้นปาล์มอกี แถว ซ่ึงมรี ะยะหา่ งถงึ 15.8
เมตร การบังแสงจะมเี พยี งช่วงเวลาสน้ั ๆในชว่ งเช้าตรู่หรือเย็นใกลค้ ํา่ แต่หากมีการวางแนวปลูกในแนวทศิ ตะวันออก-ทิศตะวนั ตก เงาของตน้
ปาลม์ จะทาบต้นปาลม์ ที่ปลูกในแถวเดยี วกนั ซึ่งมรี ะยะห่างเพยี ง 9 เมตร จะทําให้ชว่ งเวลาการบงั แสงนานกว่าการปลูกในแนวทศิ เหนอื -ใต้
เนอ่ื งจากปาล์มนาํ้ มนั เป็นพชื ทมี่ คี วามตอ้ งการแสงมาก ดงั นน้ั ถ้าหากในชว่ งแรก ปาล์มนาํ้ มันไดร้ บั แสงไมเ่ พยี งพอ ก็จะทาํ ให้การเจริญเตบิ โต
ลดลงได้
7. ปาลม์ น้ามนั (Oil palm) เป็นพืชผสมข้าม
- พนั ธ์ุสง่ เสรมิ เทเนอรา่ (Tenera) เปน็ พนั ธุ์ลูกผสมชัว่ ท่ี 1 (F1)

พ่อ ฟิสเิ ฟอร่า (Pisifera) X แม่ ดูร่า (Dura)
- นาํ เขา้ มาปลูกในประเทศไทย โดยพระยาประดพิ ทั ธ์ ภบู าล นาํ มาจากประเทศมาเลเซยี
และอนิ โดนเี ซยี ทสี่ ถานีทดลองยาง จงั หวดั สงขลา และสถานกี สกิ รรมพลิว้ จังหวดั จันทบรุ ี
- ปรมิ าณนา้ํ ฝนทเ่ี หมาะสําหรบั ปาล์มนํ้ามนั 2,500 – 3,000 มม./ปี
- ระยะปลกู รูปสามเหลยี่ มดา้ นเทา่ ระยะ 9 x 9 x 9 เมตร (22-25 ต้น/ไร่)
- นา้ํ มนั ปาล์มไดม้ าจากสว่ นของผลปาลม์ 2 สว่ น คือ

1) ส่วนเปลือกผล (Mesocarp) 2) เนื้อในเมลด็ (Kenel หรือ endosperm)
- นา้ํ มันปาลม์ ประกอบด้วยกรดไขมันท่ี ไม่อมิ่ ตัว 40 % ได้แก่ โอเลนคิ

กรดไขมัน อิม่ ตวั ได้แก่ ปาล์มเมติก 44 % และ สเตรียริค 5 %
- น้ามนั ปาลม์ ใหป้ รมิ าณความร้อน 9 กโิ ลแคลอรี/่ กรัม
- วติ ามินในนํา้ มนั ปาลม์ ได้แก่ A D E K (เอเด็ก)
- มาเลเซยี ปลกู มากอันดบั 1 อนิ โดนีเซยี อันดบั 2

48

8. สวนแสนปาล์ม ตัง้ อยู่มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตกาํ แพงแสน จังหวดั นครปฐม
ปาลม์

1. ตน้ กลา้ ปาลม์ นํา้ มนั อายุ 8 – 12 เดือน
2. พนั ธุแ์ นะนํา = สุราษฎร์ 1 - 7 84 - 8
3. ปาล์มเป็นรากฝอย / เร่งราก IBA IAA
4. ปาล์มมจี ดุ เจรญิ ท่ี = ตายอด
5. นํา้ มันปาลม์ ไดจ้ าก 2 ส่วน

1) เปลือกนอก (Meso carp (เสน้ ใย) 16-25% ของน้ําหนกั ทลาย
2) เนือ้ ใน (Kernal) 3-5% ของนาํ้ หนกั ทลาย
6. น้ําหนกั ทลายปาล์มเทา่ ใด = 15 กิโลกรมั +
7. Meso carp (เสน้ ใย) เป็นส่วนที่ ใหน้ ํ้ามันสูง
8. Palm Kernal Oil คือ นํา้ มันจากเมลด็
9. ปาล์มเริ่มใหผ้ ลเม่อื อายุเท่าใด = 30 เดือน
10. มีช่อดอกเพศผแู้ ละเพศเมยี ในตน้ เดยี วกนั (สารเปลี่ยน ดอกเมยี เป็น ดอกผู้ (GA) = Gibberlerin Acid
11. สารกระตนุ้ ออกเมล็ดปาลม์ = Cytokinin
12. โรคทะลายเน่า = เชอื้ รา = ตัดช่อดอกทงิ้ ช่วง 30 เดือนแรก
13. โรคทางใบบิด = ผดิ ปกติทางพันธกุ รรม
14. ขนสง่ ผลผลติ ปาลม์ ภายใน 24 ชวั่ โมง
15. ปลูกไดใ้ นทล่ี าดชนั ไม่เกนิ 12 องศา
16. RSPO “Roundtable on Sustainable. Palm Oil” หมายถงึ การผลิตปาลม์ นํ้ามนั อยา่ งยง่ั ยืน โดยเปน็ มติ รต่อสิ่งแวดล้อม

ทเุ รียน
1. ทเุ รยี นมี 3 ลักษณะ
1) เบา อายุ 4-5 ปี เชน่ ชะนี / กระดมุ
2) กลาง อายุ 4-6 ปี เช่น กา้ นยาว
3) หนัก อายุ 6 ปี เชน่ หมอนทอง
2. พนั ธท์ุ ุเรียน
1) พวงมณี
2) กบ
3) หลงลับแล
3. โรคในทเุ รยี น
1) โรคหางแย้ = กลีบดอกร่วง
2) โรคเต่าเผา = เน้ือตาย ขาดนา้ํ
3) โรคไสซ้ มึ = นํา้ เขา้ ไปในผล
4) โรคโคนเนา่ = เช้อื ไฟทอปเทอร่า***
4. หนอนเจาะทเุ รียน = ทาํ ให้เกิดรา ผลเน่า ร่วง
1) แพ้ แตนเบียน อะแพนทเี ลส
2) แพ้สาร คาโบซลั แฟน คลอไพรีฟอส
3) ใช้ไฟสีนํ้าเงนิ ลอ่
5. ด้วงหนวดยาว = ตัวหนอนกินเปลอื กไมด้ ้านใน ท่อน้าํ ทอ่ อาหารถูกทาํ ลาย
6. เพลยี้ ไก่แจ้ทุเรยี น = ทําลายพนั ธ์ชุ ะนมี ากทส่ี ุด = ดดู น้ําเลย้ี งทีใ่ บ ปล่อยสารใหเ้ กิดเชอ้ื รา
7. 20ต้น / ไร่
8. ทเุ รยี นส่งออกจนี มากทสี่ ุด = หมอนทอง
9. พ้ืนท่ีปลูกในไทย = 590000 ไร่
10. พันธท์ุ เุ รยี นพนื้ ถิน่
1) พวงมณี = จนั ทบรุ ี
2) สาลิกา = พงั งา
3) นางหลง = อตุ รดติ ต์
11. ช่วงเวลาทเี่ หมาะกับการผสมทุเรียน = 19.00 น. ช่วยใหท้ ุเรยี นตดิ ผล มีรูปทรงสวยเตม็ ทรง

49

12. ทเุ รยี นนยิ มปลูกท่ี = ภาคตะวนั ออก และภาคใต้
13. ตดั แตง่ ดอกใหเ้ หลือ 3-6 ดอก ในกง่ิ เดยี วกนั

ขนนุ
1. แหลง่ ผลิตขนุนที่สาํ คญั
1) ชลบุรี
2) ประจวบ
3) ปราจนี
4) สงขลา
5) กาญ
6) เพชร
7) โคราช
2. ตดั ใหเ้ หลือพวงละ 1-2 ผล
3. พันธข์ุ นนุ
1) ทองประเสริฐ
2) เหลืองบางเตย
3) ทองสดุ ใจ
4) ทะวายปเี ดยี ว
5) สจี าํ ปี
6) สเี หลอื ง
4. การขยายพนั ธุ์ = ทาบกิ่ง ตดิ ตา ต่อก่งิ ยกเว้น การตอน

ชมพู่
พนั ธช์ุ มพู่
1) ทบั ทิมจันทร์
2) เพชรสุวรรณ
3) เพชรสายรุ้ง
4) เพชรสามพราน
5) เพชรชมพูพล
6) ทลู เกลา้

เงาะ
1. พนั ธ์ุเงาะ = โรงเรยี น (จังหวดั สุราษ) / สีชมพู / สีทอง
2. เงาะนโิ กร = ราแปงู = ทําลายผลออ่ น
3. เงาะขี้ครอก = ผสมไมต่ ิด ไมส่ มบูรณ์ โตไมเ่ ต็มที่ ผลลีบแบน หรอื ตุ่มกลมรว่ ง
4. ราแปูงเงาะ = กินนํา้ เลย้ี ง / รกั ษา พน่ S
5. หนอนเจาะข้วั ผลเงาะ = รกั ษา แตนเบยี น Hymenop
6. เงาะนิยมเพาะเมลด็
7. ช่วยเงาะผสมเกสรได้ดี
1) เลีย้ งผึ้ง
2) พน่ ฮอโมนพืช NAA

น้อยหน่า
1. พันธุ์นอ้ ยหนา่
1) หนงั เขียว
2) ฝูายเขยี ว
3) เพชรปากชอ่ ง
2. โรคที่สาคญั
1) มัมมี่ = แหง้ เน่า

50

พุทธา

พันธุ์พุทธา - เจดี - ผลโต (จัมโบ)้

มะขาม

พนั ธม์ุ ะขาม - ประกายทอง - สีทอง - สีชมพู

สตอเบอร่ี

พนั ธุ์ - พนั ธุพ์ ระราชทาน 80 - พันธุ์ 329

อง่นุ

1. พันธ์อุ งุ่น

1) ไวท์มะละกา

2) คารด์ ินลั

2. ฮอร์โมนท่ีสาํ คญั

1) จบิ เบอเรลลนิ = เพ่ิมคุณภาพผล ยืด ยาว

ส้ม

1. พันธส์ุ ม้

1) ส้มแกว้

2) เขียวหวาน

3) โชกุน

4) สายน้ําผึง้

เห็ด

1. เหด็ ท่ขี น้ึ ไดด้ ีบนทอ่ นไม้ = เห็ดหหู นู

2. อาหารเสริมเห็ดฟาง = แปงู ขา้ วสาลี ราํ ละเอียด

3. เหด็ ฟางในตะกรา้ 10-15 วัน

4. เชอื้ เหด็ นางฟูา-เหด็ นางรม

1) ขเ้ี ลือ่ ยไมย้ างพารา

2) ราํ ละเอยี ด

3) ดเี กลือ

4) ปูนขาว หรือหินปูน

5) นํา้ ตาล

5. นึง่ เช้ือเห็ด อณุ หภูมิ 100 องศา นาน 3-4 ชวั่ โมง

6. เห็ดนางฟูา = คุมอุณหภมู ิ 25 องศา เห็นแสง 15-20 นาที ต่อวัน

7. เห็ดนางรม = คุมอณุ หภมู ิ 24 – 33.5 องศา

8. เชอื้ เห็ดมากจาก = เมลด็ ข้าวฟาุ ง

9. pH น้าํ ที่เหมาะสมกับการรดเหด็ = pH 7

เหด็ ฟาง (ช่อื วิทยาศาสตร:์ Volvariella volvacea)

1. วัสดสุ าํ หรบั เพาะเหด็ ฟาง

1) ฟองข้าว ตอซงั ข้าว

2) ทะลายปาลม์

3) ไสฝ้ ูาย ไส้นนุ่ ผักตบตากแหง้

4) มลู สตั ว์

2. เห็ดฟาง = เสน้ ใยเตบิ โตคมุ อุณหภูมิ 35-38 องศา ช่วงออกดอกคุมอณุ หภูมิ 30-35 องศา

1) ถา้ อุณหภูมติ าํ่ กวา่ 20 องศา เหด็ ฟางจะไมอ่ อกดอก

พันธุพ์ ชื ไร่

อ้อยโรงงาน K84-200

มนั ระยอง 5 บริโภคได้

มนั พบใหม่ ห้วยบง 60

ออ้ ยคั้นน้าํ สุพรรณบรุ 5ี 0

ออ้ ยเคย้ี ว สุพรรณบุรี 72

ยางพารา 1 ล้านไร่ RRIM 600


Click to View FlipBook Version