The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ นวส.2562 by modtanoi 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KITTIPONG KUMPAPONG, 2022-07-19 04:41:44

สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ นวส.2562 by modtanoi 2

สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ นวส.2562 by modtanoi 2

51

หมอ่ นไหม
1. ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Morus sp.
2. พนั ธุ์หม่อนไหม ได้แก่ นางน้อยสกลนคร ไหมไทยลกู ผสมสกลนคร 2
3. หมอ่ นขยายพันธโ์ุ ดยวธิ ีปักชํา
4. การปลูกหมอ่ นพนั ธ์ุท่ดี คี วรหนั แนวทิศทางการปลูกไปในแนว เหนอื – ใต้ เพราะตน้ หมอ่ นจะไดร้ ับแสงแดดตลอดวนั
5. การตดั แตง่ ต้นหมอ่ นท่ีเรียกว่าการ ตดั ตํ่า นนั้ ควรตัดใหส้ ูงจากพืน้ ดนิ 30- 50 เซ็นตเิ มตร
6. ไขไ่ หม 1 กล่องจะมไี ขไ่ หม 20,000 ฟอง
7. สารละลายฟอรม์ าลนี ทใ่ี ชใ้ นการฆา่ เช้อื ในโรงเล้ยี งไหมมคี วามเขม้ ข้น 3 %
8. ไหมนอน คือ ระยะทีห่ นอนไหมทาํ การลอกคราบในแต่ละชว่ งวยั หนอนไหมมรี ะยะหนอน 5 วยั
9. แมลงศัตรูที่สาํ คญั ของหนอนไหม คอื แมลงวนั ลาย
10. จอ่ คือวัสดุทใี่ ห้หนอนไหมใชใ้ นการทํารัง
11. โรคทสี่ ําคัญของหนอนไหม คือ
1) โรคเพบริน เกิดจากเช้อื โปรโตซัว จะตดิ ตอ่ เขา้ ทางปากและทางไข่ อาการท่ีปรากฎคือ ไหมจะแคระแกรน็ เจรญิ เติบโตไมส่ มํ่าเสมอ ดงั นน้ั

เกษตรกรควรใชไ้ ขไ่ หมท่ีผา่ นการรบั รองวา่ ปลอดโรคเพบรนิ แล้วมาเลี้ยง
2) โรคแอสเปอรจ์ ลิ ลสั เกดิ จากเชอ้ื ราในกล่มุ แอสเปอรจ์ ลิ ลสั โดยจะเข้าสตู่ ัวหนอนไหมทางผวิ หนัง อาการทปี่ รากฏ เช่น ลอกคราบไมอ่ อก

หรอื ออกไมห่ มด ลอกออกแตม่ สี สี นมิ ติดอยู่ อาจมีอวัยวะขบั ถ่ายยน่ื ออกมาหรอื มรี อยแผลสีดาํ บรเิ วณท่ีเชอื้ เขา้ ทาํ ลาย หลังจากท่หี นอนไหมตายแล้ว
จะมีเช้ือราปกคลุมซากอยู่ โรคนจี้ ะระบาดรนุ แรงในชว่ งท่มี ี ความชื้นและอณุ หภูมสิ งู

3) โรคมัสคาดนี (มมั ม)ี่ เกิดจากเชอ้ื ราในกลมุ่ มสั คาดนี มีทง้ั สีขาว สเี ขยี ว สเี หลืองและสดี าํ เข้าทําลายทางผิวหนงั เชน่ กัน อาการท่ีปรากฏ เช่น
เกดิ รอยแผลหรือตกกระ ถา่ ยมลู เหลว สาํ รอกน้าํ ยอ่ ย ทําให้เกดิ ความเสียหายในหนอนไหมวัยแกม่ าก หลงั จากหนอนไหมตายใหม่ ๆ ซากจะแข็ง ต่อมา
จะมีเชือ้ ราปกคลมุ โดยมีสตี ามเชื้อราสาเหตุ

4) โรคแกรสเชอรี่ (โรคเตอ้ , กะท)ิ เกิดจากเชอ้ื ไวรสั ตดิ ต่อได้โดยทางปาก ระบาดไดเ้ รว็ มาก อาการท่เี หน็ คือผิวเปน็ มันวาว ข้อปลอ้ งบวม หนัง
บางแตกงา่ ย มีนาํ้ เหลอื งไหล ไมก่ นิ อาหาร มักเดนิ ออกนอกบรเิ วณเล้ียง และตายในที่สุด

5) โรคแฟคเชอร่ี (เนา่ เละ) เกิดจากเชือ้ แบคทีเรีย ตดิ ตอ่ ได้โดยทางปาก อาการท่ีเห็นคอื สาํ รอกนาํ้ ยอ่ ย ถา่ ยมูลเหลว ลําตัวออ่ นปวกเปียกหรือ
เกร็งเปน็ อัมพาต เวลาตายซากจะเละเน่าเหม็น

6) โรคไส้ขาว เกดิ จากไวรสั อาการทป่ี รากฏค่อนขา้ งช้า การเจรญิ ชา้ กว่าปกติ สาํ รอกน้ําย่อย ท้องร่วงถ่ายมูลมสี ขี าว ถ้าผา่ ลาํ ตัวหนอนไหมดู
จะพบว่าลําไสม้ ีสีขาว

12. พนั ธหุ์ มอ่ นท่ใี ห้ผลผลติ ใบหม่อนสงู ท่ีสดุ คอื พนั ธบ์ุ ุรีรัมย์ 60 (บร.60)
13. พนั ธห์ุ มอ่ นทม่ี คี วามต้านทานต่อโรคราแปูง คอื พนั ธุน์ ครราชสมี า 60 (นม.60)
14. ทอ่ นพนั ธุห์ ม่อนทจ่ี ะใช้ในการปักชาํ ควรตดั ใหม้ ีตาอย่างนอ้ ย 4-5 ตา
15. โรคสาํ คญั ของหมอ่ น คือ โรครากเนา่ ยังไมท่ ราบเชื่อสาเหตทุ แ่ี นช่ ดั
16. ลําตัวหนอนไหมมีปลอ้ งท้ังหมด 13 ปล้อง
17. แกลบดําใช้โรยบนตวั หนอนไหมเพ่อื ลดความชื้น
18. หมอ่ นไหม

- ไหมทเี่ ลีย้ งในประเทศไทยปจั จบุ นั มี 3 ชนดิ
1) ไหมไทยพืน้ เมอื ง นางนอ้ ยศรีสะเกษ 1 นางนอ้ ยสกลนคร รังไหมสเี หลอื ง
2) ไหมไทยลกู ผสม ลกู ผสมอบุ ลราชธานี 60-35 (ดอกบวั ) ลกู ผสมสกลนคร
ลกู ผสมอุดรธานี กสก.2 กสก.6 รงั ไหมสีเหลือง
3) ไหมลกู ผสมพันธุต์ ่างประเทศ (สายพนั ธุ์จีนผสมกับสายพนั ธุญ์ ีป่ ุน) กสก.1 กสก.5 รังไหมสีขาว

19. ไหมลีบ หมายถงึ เส้นไหมเปลือกนอกท่ตี อ้ งลอกออกตอนตม้ ก่อนนาํ เขา้ เครอ่ื งสาวเสน้ มีขนาดใหญ่และหยาบ
20. ไหมน้อย หมายถึง เส้นไหมท่ีสาวได้จากเคร่ืองสาว เส้นมีขนาดเล็กและละเอยี ด
21. ไหมแลง หมายถงึ เส้นไหมทสี่ าวจากรังไหม ท่สี าวจากเคร่ืองสาวไมไ่ ดแ้ ล้ว (สาวไมห่ มด) นาํ มาเก็บรวบรวมเพื่อสาวในภายหลงั
22. โปรตีนในรังไหมทีน่ าํ มาผลิตเปน็ เครื่องสาํ อาง คอื สารไฟโบรอนิ ไฮโดรไลเสท
23. พันธไ์ุ หมพ้นื บ้าน นางลาย และเหลอื งไพโรจน์ มีสารไฟโบรอินไฮโดรไลเสท มากที่สุด
24. หมอ่ นพนั ธุพ์ ้นื เมือง ไดแ้ ก่ หม่อนนอ้ ย หมอ่ นตาดาํ
25. หมอ่ นพันธลุ์ ูกผสม ทส่ี ง่ เสริมให้ปลกู ไดแ้ ก่

1) พนั ธุบ์ รุ รี มั ย์ 60 (บร.60) ใหผ้ ลผลิตประมาณ 4,300 กิโลกรมั /ไร/่ ปี ขยายพนั ธ์ุโดยการปักชํา
2) พนั ธ์ุนครราชสีมา 60 (นม.60) ให้ผลผลิตประมาณ 3,600 กโิ ลกรัม/ไร่/ปี ตา้ นทานต่อโรคราแปงู ขยายพันธด์ุ ้วยวิธตี ดิ ตา

52

26. ไหม ระยะไข่ 10 - 12 วัน
ระยะตวั หนอน 19 - 25 วนั
ระยะทาํ รัง 2 วนั
ระยะดักแด้ 10 *- 12 วัน
รวมระยะเวลาจากไขจ่ นเป็นผเี สอ้ื ประมาณ 41 - 51 วัน

มงั คดุ
1. มงั คดุ ในไทยมีพันธ์เุ ดยี ว = เกสรผเู้ ป็นหมนั เมล็ดเจรญิ จากเน้อื เยื่อของแม่
2. สารเรง่ ดอกมังคดุ คือ โปรแตสเซียมไนเตรท (เหมือนมะม่วง)
3. เพลยี้ ไฟมังคดุ = ดดู น้ําเล้ยี งยอดออ่ น ดอกอ่อน ผลอ่อน = ผวิ เปน็ ขก้ี าก = ทาํ ลายมากชว่ งแตกใบออ่ น
a. เพลี้ยไฟตวั ห้าํ
b. ดว้ งเตา่ ตวั ห้าํ
4. มงั คดุ มสี าร = Tannin
5. เปลือกผลมงั คดุ มีสาร = XANTHONE
6. มงั คุดท่ีแชเ่ บนโนมลี = ลดการเน่าเสียที่เกดิ จากเชื้อรา
7. มังคดุ เน้ือแก้ว = น้ําไมส่ ม่ําเสมอ ขาดนาํ้ ไดร้ บั น้ํากะทนั หนั = การจัดการน้าํ = สาํ ลกั น้ํา
8. ดัชนีความสกุ ของมงั คดุ มี 7 ระดบั
a. ระดับ 3 เหมาะสาํ หรับส่งโรงอบไอน้าํ = อบเพือ่ สง่ ออก ฆา่ ไข่แมลงวันทอง VHT

สม้ โอ
1. พันธ์สุ ้มโอการค้า
1) ทองดี
2) ขาวนา้ํ ผึ้ง
2. พันธ์ุท้องถน่ิ
1) พันธข์ุ าวแตงกวา = ชยั นาท
2) พนั ธทุ์ บั ทมิ สยาม = นครศรีธรรมราช
3) พันธุท์ า่ ขอ่ ย = พิจติ ร
4) ปัตตานี = โอปโู ก
3. พันธ์ุนิยม
1) ขาวนาํ้ ผงึ้
2) ทองดี
3) ขาวแตงกวา
4) ขาวใหญ่
4. โรคท่สี าํ คญั
1) แคงเกอร์
2) กรนี นิ่ง
5. เพลีย้ ไกแ่ จ้ เป็นศัตรูพืชตระกลู ใด = ตระกูลส้ม

ฝร่ัง
1. พนั ธุ์ฝรั่งส่งเสรมิ
1) กิมจู
2) แปูนสที อง
2. ขยายพนั ธ์ุโดย กิง่ ตอน หรือ ปักชาํ
3. ฝรั่งมีวิตามนิ C สงู ที่สุด

สละ - เนนิ วง - สมุ าลี
1. พันธส์ุ ละ

53

ดอกไม้
1. ทวิ ลปิ = คงิ ภมู พิ ล สเี หลอื ง
2. ดอกดาวเรอื ง
1) ศัตรู = เพล้ียไฟ / ดว้ งกุหลาบ
2) โรค = เหีย่ ว = ราแบคทีเรีย

ผลไม้อื่น ๆ
1. สม้ โอ
1) พันธข์ุ าวแตงกวา = ชยั นาท
2) พันธ์ุทบั ทิมสยาม = นครศรธี รรมราช
3) พันธท์ุ า่ ขอ่ ย = พิจติ ร
4) ปตั ตานี = โอปโู ก
5)
2. แมลงวนั ผลไม้ = กนิ วางไข่ในผล = ใชส้ ารลอ่ เมทธิลยูจนิ อล (สารล่อตัวผ)ู้ / ควิ ลวั / แตนเบยี นสาว

ผลไมส้ ง่ ออก AEC มากทสี่ ดุ 3 ลําดับ = ทุเรียน ลาํ ไย มังคดุ เงาะ ลองกอง

ป่าน
1. ช่ือวทิ ยาศาสตร์
2. ปุานรามี คอื พชื ท่ใี ห้เสน้ ใยแขง็ แรงที่สดุ
3. เชอื กมะนิลา ทํามาจาก ปาุ นศรนารายณ์
4. พชื ท่ใี ช้ทําหมันเรือ คอื ปุานรามี

ฝ้าย (cotton)
1. ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Gossypium hirsutum
2. ฝูายบที ี มีจลุ นิ ทรยี ใ์ นต้น คอื Bacillus Thuringensis
3. ปยุ ฝูาย 1 กิโลกรมั ไดจ้ ากฝูายท้ังเมลด็ 3 กโิ ลกรัม
4. ระดบั เศรษฐกจิ (ET) ของหนอนเจาะสมอฝาู ย คือ พบ 10 ตวั / ฝาู ย 50 ตน้
5. ฝาู ยบที ี คือ ฝาู ยบที ีเปน็ พนั ธฝ์ุ าู ยดัดแปลงพนั ธุกรรมที่เกดิ จากการใสย่ นี ของแบคทเี รยี ในดินลงไปเพอื่ ให้ฝูายผลติ พษิ ฆา่ แมลงบางชนดิ ไดเ้ อง

ชา
1. พันธ์ชุ า
1) จนี
2) อัสสมั
3) เขมร
2. การปลูก ถ้าพ้ืนทล่ี าดชัน 5 องศา = ทําขนั้ บนั ได
3. ใบชาทด่ี ี = เก็บจากยอด 1 – 2 ยอด
4. ใบควรสง่ โรงงานใน 3-4 ชว่ั โมง
5. ผลิตชา ม.ี ค. – พ.ย. การเก็บ เฉล่ยี 10 วนั ตอ่ ครงั้
6. ช่วงเก็บชาทีเ่ หมาะสม = ตี 5 ถงึ บ่าย 2
7. ระดบั การตดั แตง่ กง่ิ ชามี 5 ระดบั
1) ตดั ระดบั การเก็บยอดเดมิ ปลี ะ ครั้ง = ให้ผลผลติ สมํ่าเสมอ

สมนุ ไพร เคร่อื งเทศ
1. กระเจย๊ี บแดง
1) ใบสแี ดงมี แอนโทไซยานิน
2) ลดความดัน แก้นิว่
2. กระชายดํา = ตา้ นอักเสบ
3. กระวาน = ท้องอดื เฟ้อื

54

4. กวาวเครือขาว
1) ฮอร์โมนเอสโตเจน (ผ้หู ญงิ )

5. ขมิน้ ชัน = Cercumin = ตามตาํ รบั ไทย มรี ้อยละ 6 ของนา้ํ หนัก
6. ดีปลี = Piperin = ถนอมอาหาร ขับลม ขบั เสมหะ ทางเดนิ หายใจ
7. บัวบก = ปูองกนั ประสาท อลั ไซเมอร์
8. ตะไคร้หอม = Citonello oil
9. บกุ เน้ือทราย = ลดความอ้วน
10. ปัญจขันธ์ = เจียวกู่หลน = Saporin = มีสาร 8 % ของนา้ํ หนักแห้ง
11. พญายอ = แกอ้ กั เสบ แผลนา้ํ รอ้ นลวก งูสวดั เรมิ
12. ไพล = ลูกประคบ = มนี ํ้ามนั 0.8% ของเหง้า
13. ฟาู ทะลายโจร = ไดเทอรฟ์ ีน แลคโตน = ลดไข้ ต้านอกั เสบ ยับยั้งแบคทีเรยี
14. มะแวง้ เครอื = ยาแกไ้ อ
15. สะเดา = เมลด็ แก่ + ใบ ใชแ้ ช่นํา้ แล้วพน่ ไล่แมลง
16. หางไหลแดง = ราก = โรตโิ นน = ฆ่าแมลง

ผกั
1. พื้นทป่ี ลกู ผกั ในไทย 2-4 ล้านไร่
2. ปรมิ าณผักมากทส่ี ุดช่วง ธันวา – กมุ ภา (หนาว อากาศเหมาะสม)

กระเทยี ม
1. พนั ธกุ์ ระเทียม
1) ภาคเหนอื เชยี งใหม่ เชียงราย
2) ภาคอีสาน ศรสี ะเกษ
3) ภาคกลาง พนั ธบุ์ างชา้ ง พันธจ์ุ ีน พนั ธุไ์ ตห้ วนั
2. อายเุ กบ็ เก่ียวกระเทยี ม 3 ลกั ษณะ
1) เบา พนั ธพุ์ ้ืนเมืองศรีสะเกษ 75-90 วนั
2) กลาง พันธพ์ุ ้ืนเมอื งเชียงใหม่ 90-120 วนั
3) หนกั พันธ์จุ นี ไต้หวนั 150 วนั
3. pH ทเี่ หมาะสมกบั การปลกู กระเทยี ม คอื = 5.5 – 6.8

กระหล่าดอก พนั ธุ์กระหลํา่ ดอกมี 3 กลมุ่
1) เบา
2) กลาง
3) หนกั

กะหลา่ ปลี กะหลาํ่ ปลีแบง่ เปน็ 3 กลมุ่ พันธุ์
1. 1) เบา 60-75 วัน
2) กลาง 80-90 วนั
2. 3) หนัก 90-120 วัน
โรคในกะหลํา่ ปลี
3. 1) เน่า = แบคทีเรีย
4. 2) เนา่ ดํา =
3) ขาด P = *P ปอฺ ด
การให้ธาตุ Bo = โบรอ่ น = ในระยะหอ่ หวั ดี แนน่
ไสก้ ลวง = ขาดโบรอ่ น

55

คะนา้ เมลด็ พนั ธ์ุควรแชน่ ้ําอุ่น 50 องศา = ฆ่าเชื้อรานํา้ คา้ ง
1. โรครานาํ้ ค้าง = รา
2. โรคเนา่ คอดิน = ไตโคเดอมา่ คลกุ ดิน / ใชน้ ํ้าปนู ใสรดทีแ่ ปลงปลกู
3. หนอนกระทู้ผัก
4. หนอนคบื กะหลํา่ = ใชแ้ ตนเบียน แกรมม่า อะแพนทีเลท
5.

แคนตาลปู ตัดก่งิ แขนงตาํ่ กว่าข้อท่ี 9 และสูงกว่าข้อที่ 13 ออกใหห้ มด
1. ไวผ้ ลขอ้ ท่ี 9-13 จาํ นวน 1-2 ผล และเลอื กผลทด่ี ีทีส่ ดุ ไว้ 1 ผล
2. การเกบ็ เกย่ี ว 30-35 วัน หลังผสมดอก หรือ 55 วันหลังยา้ ยกลา้ หรอื ข้ัวของผลจะร้าวเป็นร้อยปริ
3. a. ความสุก 80%
งดใหน้ ํา้ แคนตาลูป 7-10 วันก่อนเก็บ เพือ่ = มีผลต่อความหวาน / ชื้นสูงความลด (คลา้ ยอ้อย)
4. เวลาผสมดอกท่เี หมาะสมของแคนตาลปู ก่อน 10.00 น. ของทุกวัน
5.

ประกวดผลไม้
1. ขนั้ ตอนการประกวดมี
1) คัดคุณภาพ
2) คดั เลอื กภายใน (ความหวาน กรด สเี นื้อ)
3) ตัดสนิ (ชมิ เรยี งขนาด)
4) แสดงนิทรรศ
2. Refractometer = เคร่ืองวดั ความหวาน
3. TSS = หนว่ ยความหวานผลไม้

พชื ผัก
1. โรคใบดา่ ง = ไวรสั = ใบหงิก ขอบม้วน = เพล้ยี อ่อน (ออกลกู เปน็ ตวั ) / รกั ษา บิวเวอเรยี
2. โรคผลเน่า = มะเขือเทศ = รา
3. พรกิ
a. โรคยอด และดอกเนา่ = รา = ไตรโคเดอม่าคลกุ เมล็ด
b. รากเน่า โคนเนา่ = รา = ไตรโคเดอมา่
c. โรคเหย่ี วเขียว = รา
d. โรคแอนแทคโนท (กงุ้ แห้ง) = รา = แผลปุม ฉํ่านํ้า เมือกเยม้ิ / รกั ษา ไตรโคเดอมา่
e. เพลยี้ ไฟ = ดูดนํ้าเลยี้ ง = บวิ เวอเรีย
4. เพาะพริกใหง้ อกเรว็ = แชน่ า้ํ อนุ่ 2-3 ช่ัวโมง หรือจนกวา่ เมล็ดจะจม
5. ด้วงเตา่ มะเขือ = กินใบพืช /รักษา เมตตาไรเซยี ม บิวเวอเรยี
6. ด้วงหมัด = กนิ ใบผกั = กะหลาํ่ / รักษา เมตตาไรเซยี ม บที ี
7. หนอนกระทผู้ กั = กินใบ ดอก ผล / พน่ BT อมิ าเมกติน
8. หนอนเจาะสมอฝาู ย = ทาํ ลายดอกและผล / พ่น BT
9. มะเขือเทศ ถ้าขาด Ca (แคลเซยี ม) = ก้นผลเนา่ เนา่ แห้งสดี าํ

การขยายพนั ธ์พุ ืช
1. การขยายพนั ธุ์พืชทส่ี ามารถทําได้ครั้งละมากๆ ใช้วธิ ี เพาะเล้ยี งเน้ือเยอื่ (Tissue Culture)
การเพาะเล้ียงเน้ือเย่อื พืช (Tissue culture) คือการนําช้ินส่วนใด ๆ ของพืชไปเลยี้ งในอาหารสงั เคราะหใ์ นสภาพปลอดเชอื้ (aseptic

condition) ทีส่ ภาวะแวดลอ้ มทีเ่ หมาะสม เพ่ือประโยชน์ในการขยายพันธ์ุ การปรับปรุงพนั ธกุ รรม การผลติ สารชีวเคมี ไดใ้ นปรมิ าณมากในเวลา
อนั รวดเรว็ ซ่ึงรวมเรยี กว่า เทคโนโลยชี ีวภาพ แต่มขี ้อเสยี คือ ตน้ ทนุ คอ่ นข้างสงู

การเพาะเล้ยี งเน้ือเยื่อพืช (Plant tissue culture)
คอื การนําช้นิ สว่ นใด ๆ ของพืชไปเล้ียงในอาหารสงั เคราะห์ในสภาพปลอดเช้ือ (aseptic condition) ที่สภาวะแวดล้อมท่ีเหมาะสม เพ่ือ
ประโยชน์ในการขยายพนั ธ์ุ การปรบั ปรุงพันธกุ รรม การผลติ สารชีวเคมี ไดใ้ นปริมาณมากในเวลาอนั รวดเรว็ ซึ่งรวมเรียกวา่ เทคโนโลยีชีวภาพ แต่มี
ข้อเสยี คือ ต้นทุนค่อนข้างสูง

56

ประโยชน์ของการเพาะเลยี้ งเน้ือเยอื่

1) ไดพ้ ืชจาํ นวนมากในระยะเวลาสนั้

2) ไดพ้ ืชตรงตามพันธุ์

3) ไดพ้ ชื ปลอดโรค

ช้นิ สว่ นเลก็ ๆ ของพืชที่ใชใ้ นการเพาะเลย้ี งเน้อื เย่อื เรยี กวา่ Callus

Organogenesis หมายถงึ กระบวนการที่ adventitious shoot หรอื root พฒั นาจากกล่มุ เซลล์แคลลสั

ปัจจัยใดที่มผี ลตอ่ ความสาเรจ็ ในการเพาะเลยี้ งเนอื้ เยือ่ คือ

1) ลักษณะทางพนั ธกุ รรม

2) อทิ ธิพลของโรค

3) อทิ ธิพลของความเยาว์วยั

4) การคัดเลอื ก explant

5) อทิ ธิพลของฮอร์โมนและอาหารที่ใชเ้ ลยี้ ง

- ไซโตไคนิน มากกว่า ออกซนิ กระต้นุ การเกดิ ยอด

- ออกซิน มากกวา่ ไซโตไคนนิ กระตนุ้ การเปลย่ี นแปลงพัฒนาเพ่ือกาํ เนิดราก

พืชท่นี ิยมเพาะเล้ียงเน้ือเยือ่

1) กลว้ ย 2) หน้าวัว 3) กลว้ ยไม้

2. การขยายพนั ธพ์ุ ชื มี 2 ประเภท

- แบบอาศยั เพศ หรือ การขยายพันธ์ุจากเมลด็

- แบบไมอ่ าศัยเพศ หรอื การขยายพนั ธจ์ุ ากสว่ นต่างๆ ของพืช ได้แก่

- การปกั ชาํ - การตอนกิ่ง - การทาบก่ิง

- การติดตา - การต่อกิ่งและการเปล่ียนยอด - การเสริมราก

- การแบ่งและการแยก - การเพาะเล้ียงเนือ้ เยอ่ื

3. GMOs (Genetically Modified Organism) คอื ส่ิงมชี วี ติ ที่ไดจ้ ากการดัดแปลงสารพนั ธุกรรม เชน่ ฝูาย BT

4. seed และgain ตา่ งกนั อยา่ งไร่

seed ทาํ เป็นเมล็ดพันธ์ุ มชี ีวติ

gain นาํ มาทําอาหารสตั ว์ ไม่มชี ีวิต

5. หลักการผสมพันธุ์

1 พืชผสมตัวเอง เชน่ ขา้ ว

2 พชื ผสมข้าม เชน่ ขา้ วโพด

6. ปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การเจรญิ ของเมลด็ แสง สําคญั น้อยท่สี ดุ ทสี่ ําคญั คอื อุณหภูมิ ความช้ืน แมลง

7. การปลกู พืชโดยไม่ใช้ดิน โดยวิธใี หส้ ารอาหาร ไหลผา่ นรากพชื บางๆ เรยี กว่า โฮโดรโปนิกส์ ( Hydroponics ) ..

8. ส่วนขยายพันธข์ุ องปทมุ มาหรือดอกกระเจียว เรยี กวา่ หน่อ

9. ในการเพาะเลี้ยงเนอ้ื เย่ือ ถ้าต้องการเรง่ การงอกของราก ควรจะควบคุมปัจจัยใด

10. การเพาะเล้ียงเนอื้ เย่ือมะพรา้ วใช้ทําอะไร ตอบ กะทิ

11. ตอ้ งการปลูกกลว้ ยให้ออกเครือหันไปทศิ ทางเดียวกันต้องปลกู อยา่ งไร ให้หนั สว่ นทมี่ แี ผลจากการแยกหนอ่ ใหห้ ันไปทิศทางเดยี วกนั และ

เครอื ออกทิศทางตรงข้ามกับแผล

12. พชื ชนดิ ใดบังคบั การออกดอกโดยการตดั แต่งกงิ่ กุหลาบ

13. ลกั ษณะของดอกปาล์ม มเี พศผู้และเพศเมยี อยกู่ นั คนละชอ่ ดอกแต่ในตน้ เดียวกัน ลักษณะการผสมเปน็ แบบขา้ ม เนื่องจากดอกผู้และเมยี บาน

ไม่พร้อมกนั

14. การตัดดอกกุหลาบเพื่อจําหน่ายควรใหม้ ีก่ิงเหลอื อยู่ อยา่ งน้อย 2 กิง่ (ก่ิงท่ีมีใบยอ่ ยครบ 5 ใบ)

15. การขยายพนั ธ์ุกลว้ ยไมป้ ระเภทแตกกอ (Sympodial) ทําได้หลายวิธี คอื

1) การตดั แยกลาํ หลงั

2) การตดั ชํา ใช้กับกลว้ ยไม้สกลุ หวายท่ีตาทโ่ี คนลําแห้งตายไปแลว้

3) การตดั แยกลาํ หน้า

15. การขยายพนั ธ์กุ ลว้ ยไมป้ ระเภทแวนด้า

1) การตัดยอด 2) การตัดแยกแขนง

16. กลว้ ยไมเ้ ป็นพชื ทตี่ ้องการให้นํา้ แบบ Aerophyte

17. ลักษณะของ บอนสีใบไทย : รูปรา่ งคลา้ ยหัวใจ หใู บยาวแต่ไม่ฉกี ถึงสะดอื กา้ นใบอยกู่ ง่ึ กลางใบ ปลายใบแหลมหรือมนขน้ึ อยูก่ บั สาย

พันธ์ุ

57

18. ราชินีแหง่ ไมใ้ บ คอื บอนสี

19. การขยายพันธ์บุ อนสี 1) เพาะเมลด็ 2) ผา่ หัว 3) แยกหนอ่ 4) แยกเขี้ยว

20. วธิ กี ารตดั กลว้ ยไม้

- อปุ กรณ์เกบ็ เก่ยี ว ใช้กรรไกรหรอื มดี ทม่ี ีความคมและสะอาด

- ตัดก้านช่อดอกเกอื บชิดลาตน้ ให้ได้กา้ นยาวมากท่ีสุด

- ระยะเวลาตดั ดอก ควรเปน็ ชว่ งเชา้ หลังจากใหป้ ุย฻ ไปแล้ว 2 – 3 วนั

21. การตดั ดอกหนา้ ววั ในระยะและช่วงเวลาที่เหมาะสม

- การตัดอาทติ ยล์ ะ 1 – 2 ครั้ง และสามารถตดั ได้ตลอดท้ังวัน

- พันธส์ุ ีขาว ถ้าตดั เวลาเช้าหน้าวัวยงั ไม่คายน้าํ ผิวจานรองดอกจะเต่งนาํ้ ทําให้เกิดรอยขีดข่วนเห็นได้ชัด จึงควรตัดดอกหน้าวัวพันธ์ุสี

ขาวในช่วงเวลาสาย ๆ หรือช่วงบ่าย ซ่ึงต้นหน้าวัวเร่ิมคายน้าแล้ว ผิวจานรองดอกจะไม่เต่งเกินไป ไม่เกิดรอยขีดข่วนง่ายเหมือนตอนตัดดอก

ชว่ งเวลาเช้า

22. Hydroponics = การปลกู พชื โดยไมใ่ ชด้ นิ มี 2 แบบคือ

1) แบบการปลูกในน้าํ

2) การปลูกในวดั ุแขง็ เชน่ ทราย แกลบ มอส ขยุ มะพร้าว

23. การผลติ พันธุพ์ ืชลกู ผสม

1) ลูกผสมเดี่ยว ไดม้ าจากการผสมระหวา่ งสายพนั ธแ์ุ ท้ 2 สายพันธุ์

2) ลูกผสมสามทาง ไดม้ าจากการผสมระหว่างลกู ผสมเดี่ยว กบั สายพันธุ์แท้ 1 สายพันธ์ุ

3) ลูกผสมคู่ ไดม้ าจากการผสมระหว่างลูกผสมเดี่ยว 2 พนั ธุ์

การขยายพนั ธพุ์ ืช

1. ปัจจัยต่อการงอกของเมลด็

1) น้าํ 2) อุณหภูมิ (10-35 องศา) 3) อากาศ (ออกซเิ จน) 4) แสง

2. สมาคมทดสอบเมลด็ พนั ธร์ุ ะหว่างประเทศ (International Seed Testing Association, ISTA)

3. การปักชํา = การนาํ กิ่งไปปักใส่วสั ดุเพาะ เพอ่ื ใหร้ ากเกดิ ใหม่

4. ตอนกิง่ มี 2 วธิ ี

1) ตอนก่ิงในอากาศ = กง่ิ แกอ่ ายไุ มเ่ กิน 1 ปี = ควั่น / ปาด / กรีด

2) โนม้ กงิ่ ลงดิน

5. ตดิ ตา = ปาดตามาใสอ่ กี ต้น = พันธุกรรมของพชื จะต้องอยใู่ นสกลุ (Genus) เดยี วกัน

6. ต่อก่ิง = พนั ธุกรรมของพชื จะต้องอยู่ในสกุล (Genus) เดียวกัน = บงั คบั ให้พชื เกิดความเครียดและออกราก

1) เสียบล่ิม 2) เสยี บข้าง 3) เสยี บเปลอื ก

7. ทาบก่ิง = พันธุกรรมของพืชจะตอ้ งอย่ใู นสกุล (Genus) เดยี วกนั

1) ประกบ 2) เสยี บ

8. แยกสว่ น

1) แยกหวั 2) แยกเหงา้

9. แบง่ สว่ น

1) แบ่งหัว 4) แบ่งตะเกียง

2) แบ่งแง่ง 5) แบง่ จกุ = สับปะรด

3) แบง่ ไหล 6) แบง่ หน่อ = กล้วย สับปะรด

พืชไฮโดรโปรนคิ

1. การปลูกไฮโดรโปรนิคมี 3 แบบ

1) NFT = น้าํ ไหลผา่ นรากบางๆ = พืชกนิ ใบ ผักสลดั พชื อายยุ าว 45-50 วัน

2) DFT = น้าํ ไหลผา่ นรากลึก = พืชลอยนํ้า = พืชกินใบ อายุสัน้ 20-30 วนั

3) DRFT = นาํ้ ไหลเวยี นวนผ่านรากผักใยถาดปลกู =

2. หวั ใจสําคญั ของการปลกู พืชไฮโดรโปนิกส์ = ป฻ยุ สารอาหาร / สารละลายธาตอุ าหารพชื (แม่ป฻ยุ +นํ้า)

3. สารละลายมี 2 แบบ = เขม้ ข้น และ เจอื จาง

4. สาเหตุทีต่ ้องแยก Solution A และ Solution B = เพือ่ ปูองกันการทาํ ปฏกิ ิริยาของสารเคมี

1) แคลเซียม + เหล็ก 1 ถัง

2) ธาตุอืน่ ๆ 1 ถงั

5. ควรรักษาคา่ pH ของสารละลายให้มคี า่ = 6 หรอื 5 – 6.5

6. pH ตาํ่ = กรด / สูง = ดา่ ง

58

7. เพ่มิ pH = โดย ไฮดรอกไซต์
8. ลด pH = พวกกรด ซัลฟลิ ิค ไนตกิ ไฮโดรครอริก อสติ ิก
9. สารละลายบฟั เฟอรม์ าตรฐาน = ใช้ปรับเครอ่ื งมือวดั pH ให้เท่ียงตรง
10. ค่า EC = ค่าการนาํ ไฟฟูาของสารละลายธาตอุ าหาร
11. การเปลย่ี นสารละลาย = ทกุ 2-3 สัปดาห์
12. ธาตุอาหารพืชมี 17 ธาตุ 2 กลุ่ม

1) มหธาตุ
i. ธาตหุ ลกั N P K
ii. ธาตุรอง Ca Mg S

2) จลุ ธาตุ 8 ธาตุ Fe Mn Zn Cu B Mo Cl Ni
13. อาการขาดธาตหุ ลกั

1) ขาด N = ใบแกม่ ีสีเหลือง
2) ขาด P = ใบล่าง และลาํ ต้น สีแดงอมม่วง
3) ขาด K = ใบลา่ งเหลือง > จุดนา้ํ ตาล
14. ก่อนปลกู ทาํ ความสะอาดรางด้วย คลอรนี 5 mg/ลติ ร

ศัตรพู ืชและโรคพืช
1. เพลี้ยกระโดดสี (อังกฤษ:Brown planthopper; ชื่อวิทยาศาสตร์: Nilaparvata lugens (Stal) เป็นพาหะนําโรคใบหงิก (โรคจู๋) เกิดจากเชื้อ
ไวรัส Rice Ragged Stunt Virus (RRSV)
2. สารล่อแมลงวนั ทอง คอื เมทิลยจู นิ อล
3. Afla toxin คอื สารพษิ ท่ีเกิดจากเช้อื รา Aspergillus Flavus
4. ตวั หาํ้ คือ ศตั รูธรรมชาตทิ กี่ ดั กนิ ศตั รพู ืช
5. ตวั เบยี น คอื ศตั รูธรรมชาตทิ อ่ี าศัยเบียดเบียนศัตรพู ืช
6. แมลงตัวหํา้ (predator) คือ แมลงท่กี ดั กนิ หรือดดู กินแมลงศตั รูพชื เป็นอาหาร
7. แมลงตวั เบยี น(parasite) คือ แมลงทีอ่ าศัยเบียดเบยี นแมลงศัตรพู ชื จนทาํ ให้ศัตรูพืชตายไปในทีส่ ดุ
8. เช้ือไวรัส NPV (nuclear polyhedrosis virus) มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงเปูาหมายเท่านั้น ไวรัสจะทําให้

แมลงท่ไี ดร้ บั เช้ือเกิดโรค ลักษณะอาการของหนอนท่ีได้รับเช้ือคอื หนอนจะมีลาํ ตัวสีขาวข่นุ หรอื สคี รีม ผนงั ลําตวั จะแตกและเละง่าย หนอนจะตาย
ภายใน 2-7 วนั โดยตายในลักษณะหอ้ ยหัวและสว่ นทอ้ งรปู ตัว “วี” หัวกลบั โดยใช้ขาเทยี ม 1 คูเ่ กาะตน้ พชื เอาไว้

โดยในประเทศไทยพบไวรสั เอ็นพีวจี ําเพาะหนอน 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ หนอนกระทหู้ อม หนอนกระท้ผู ัก และหนอนเจาะสมอฝาู ย
9. เชื้อ BT (Bacillus thuringiensis) มีคุณสมบัติในการกําจัดหนอนหลายชนิด เมื่อหนอนได้รับเช้ือ BT เข้าไปเชื้อแบคทีเรียจะสร้าง
สารพษิ ทเ่ี รียกว่า เดลตา้ เอนโดท็อกซลิ (delta endrotoxin) สารพิษจะเขา้ ไปทาํ ลายระบบย่อยอาหาร หนอนจะหยุดกนิ อาหาร เคลื่อนไหวชา้ ลงและ
ตายภายใน 1-2 วัน
10. ไสเ้ ดือนฝอย เป็นไสเ้ ดอื นฝอยท่ีทาํ ลายเฉพาะแมลงไม่ทาํ อนั ตรายตอ่ คน ไส้เดือนฝอยจะเข้าสภู่ ายในลําตวั แมลงทางปาก ทวารหรือรูหายใจ
หนอนจะตายภายใน 24-48 ชม. เนื่องจากเลอื ดเปน็ พิษเพราะแบคทเี รียที่ไส้เดือนฝอยปล่อยออกมา
11. เชอื่ ราเขียวเมตตาไรเซียม ช่อื สามัญ : green muscardine ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Metarhizium anisopliae

- สามารถทําใหเ้ กิดโรคในแมลงไดห้ ลายชนิด เชน่ ตั๊กแตน หนอนด้วง หนอนผเี สือ้ มวน และเพลย้ี ตา่ งๆ
- เม่ือเจรญิ เติบโตเตม็ ทีจ่ ะมสี เี ขยี วหม่น สามารถมีชีวติ อยู่ในดินได้นาน เป็นเชื้อราที่ไม่ทําอันตรายต่อไส้เดือนฝอย สัตว์ต่างๆ และมนุษย์ ทําให้
เกิดโรคราเขยี วกับดว้ งแรดมะพร้าวในธรรมชาติ
- ใชก้ าจดั ด้วงแรดมะพร้าว และ ดว้ งหนวดยาวอ้อย
ลกั ษณะการทําลายแมลง

เม่ือสปอรข์ องเชอ้ื ราเมตาไรเซียมสัมผสั หรือตดิ ไปกบั ตวั ในสภาพความชื้นสูง ชื้อราจะงอกเป็นเส้นใยและแทงทะลุผ่านผนังลําตัวแมลง และ
เจรญิ เพมิ่ ปริมาณภายในลาํ ตัวแมลง ทาํ ใหแ้ มลงเคลอื่ นไหวช้าลง ไม่กนิ อาหารและตายภายใน 7-9 วนั หลังจากน้ัน 2-3 วัน จะพบเส้นใยสีขาว
ขน้ึ ปกคลุมลําตวั และจะสรา้ งสปอรส์ เี ขยี วในเวลาตอ่ มา แมลงทตี่ ายลําตัวจะแขง็ และมีเชื้อราสเี ขยี วข้ึนตามตวั เหน็ ไดช้ ดั
อาการแมลงทถี่ ูกเชอ้ื ราเมตตาไรเซยี มเข้าทําลาย

ระยะแรกแมลงจะเจบ็ ปุวย ออ่ นแอ มจี ุดดําตามลาํ ตัวแมลง สีของแมลงเปล่ยี นไปมีเสน้ ใยปกคลุมตัวแมลงซากแมลงหดส้นั อวัยวะไม่เละ
12. เชือ้ ราบิวเวอเรยี ชอ่ื สามญั : white muscardine ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Beauveria bassiana

- เชื้อราบิวเวอเรีย บาสเซียนา เป็นจุลินทรีย์ท่ีพบในดิน อาศัยกินซากท่ีเน่าเป่ือยผุพังในดิน และจัดเป็นพวก “เช้ือราทําลาย
แมลง”(Entomopathogenic fungi) สามารถทําลายแมลง ได้หลายชนิด เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้าตาล แมลงหว่ีขาว เพลี้ยไฟ ไรแดง เพล้ียอ่อน
เพลีย้ ไกแ่ จ้ และหนอนศัตรูพืชหลายชนิด

59

ลักษณะการทําลายแมลง
- 1. สปอร์ของเชอ้ื ราไปตดิ อยกู่ ับอวยั วะตา่ งๆ ของแมลง
2. สปอรง์ อกเป็นเส้นใยแทงทะลุเขา้ ไปในอวัยวะของแมลง บรเิ วณทีม่ ี ความอ่อนบาง โดยอาศัยนา้ํ ยอ่ ยตา่ งๆ คอื ไลเปส โพทีเนส และไคตเิ นส
3. เชื้อราบิวเวอเรียจะสร้างเส้นใยมากมายทําลายช้ันไขมัน และแพร่กระจายอยู่ทั่วในช่องว่างภายในลําตัวแมลง ทําให้แมลงตาย เส้นใยจะ
พฒั นาตอ่ ไปโดยแทงผ่านผนังลําตัวแมลง ออกสู่ภายนอกลําตัวแมลง และสรา้ งสปอร์ปกคลมุ ผนังลาํ ตัวด้านนอกของแมลง
4. สปอรส์ ามารถแพรก่ ระจายปลวิ ไปตามลม ฝน หรอื ติดไปกบั แมลงตัวอ่ืน เมื่อสภาวะเหมาะสมจะทําลายแมลงศตั รูพชื ตอ่ ไป
ลักษณะอาการของแมลงทีถ่ ูกเชอื้ ราบวิ เวอเรียทาํ ลาย
1. แมลงท่ถี ูกทําลายโดยเช้อื ราบิวเวอเรยี จะแสดง อาการของการเปน็ โรค คอื เบื่ออาหาร กนิ นอ้ ยลง อ่อนเพลีย และไมเ่ คลอื่ นไหว
2. สผี นงั ลําตัวแมลงมกั จะเปลี่ยนไป โดยจะ ปรากฏจดุ สดี าํ บนบรเิ วณ
ท่ถี ูกเชือ้ ราเข้าทาํ ลาย
3. จะพบเสน้ ใยและผงสีขาวของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงทถ่ี กู เชอ้ื ราบิวเวอเรยี ทาํ ลาย
13. แตนเบยี นไข่ Trichogramma ชอื่ สามญั : egg parasitoid ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Trichogramma confusum

- ช่วยทําลายไข่ของผีเสื้อที่ลักษณะของไข่มีขนปกคลุม การเบียนและทําลายไข่ของผีเสื้อหนอนกออ้อย หนอนกอข้าว หนอนม้วนใบข้าว
หนอนเจาะสมอฝาู ย หนอนหวั ดาํ มะพรา้ ว และไขผ่ ีเส้ืออีกหลายชนิด
- ทําลายแมลงศัตรูพืชในระยะท่ีเป็นไข่ โดยตัวเต็มวัยของแตนเบียนจะวางไข่ลงในไข่ของหนอนผีเสื้อศัตรูพืช เมื่อไข่แตนเบียนฟักเป็นตัว
หนอนจะเจริญเติบโตอยภู่ ายใน จนกระทั่งเข้าดักแดแ้ ละฟกั ออกมาเป็นตัวเตม็ วัย ซ่ึงจะเข้าทาํ ลายไขผ่ เี สอ้ื ศตั รูพืชต่อไป
- นําแผ่นแตนเบยี นไตรโคแกรมมาในระยะดักแด้ (สดี าํ ) นําไปเย็บตดิ กับใบพชื เชน่ ออ้ ย ขา้ วโพด โดยใช้ 10 แผน่ / ไร่
(หรือ 20,000 ตวั / ไร่ / ครงั้ ) ควรใช้ต่อเนือ่ ง 5 ครง้ั หา่ งกนั ทุก 15 วัน (ปล่อยในชว่ งเยน็ )
14. แตนเบียนบราคอน ช่อื สามญั : Bracon Wasp ชื่อวิทยาศาสตร์ :: Bracon hebetor Say
- สามารถควบคุมหนอนหัวดามะพร้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แตนเบียนเพศเมียจะใช้เข็มแทงเข้าไปในตัวหนอน และปล่อยสารชนิดหน่ึง
ออกมาทําใหห้ นอนเปน็ อมั พาตแล้วจงึ วางไขบ่ นตวั หนอน เม่อื ไขฟ่ กั ออกมาเป็นตวั หนอนจะดดู กินน้ําเลยี้ งในตวั หนอนจนทําให้หนอนตาย เม่ือครบอายุ
หนอนของแตนเบียนจะปลอ่ ยตวั ออกจากหนอนหัวดํามะพรา้ วและถักรังเพ่ือเข้าดกั แด้ และออกเป็นแตนเบียนบราคอนรุ่นตอ่ ไป สามารถทําลายหนอน
ไดอ้ ีกหลายชนิด เชน่ หนอนผเี สอื้ ขา้ วสาร หนอนเจาะลาํ ตน้ ขา้ วโพด หนอนเจาะยอดมะเขอื เป็นต้น
- ปลอ่ ยในอตั รา 200 ตวั /ไร่ (ปล่อยในช่วงเช้า ให้กระจายทั่วแปลง ตดิ ตอ่ กนั 5-7 ครงั้ ทกุ 7 วัน )
15. แตนเบียนอะซิโคเดส ช่อื วิทยาศาสตร์ :: Asecodes hispinarum Boucek
- แตนเบียนหนอนแมลงดาหนามมะพรา้ ว แตนเบียนเพศเมยี ท่ไี ดร้ บั การผสมพันธแ์ุ ล้ว จะใชอ้ วยั วะวางไข่แทงเข้าไปวางไข่ในตัวหนอน เมื่อ
ไข่ฟกั เป็นตวั จะกนิ ของเหลวในตัวหนอน ทําให้หนอนตายมลี ักษณะเปน็ มัมม่ภี ายใน 10 วัน และหนอนของแตนเบียนจะเข้าดักแด้ อยู่ภายในตัวหนอน
(มัมม)ี่ ใน 1 มมั มจี่ ะมีแตนเบยี น 50-200 ตวั
16. แตนเบียน Anagyrus lopez แตนเบียนเพลี้ยแปูงมันสําปะหลังสีชมพู ชื่อสามัญ: Pink cassava mealybug parasitoid ช่ือวิทยาศาสตร์ :
Anagyrus lopezi
- สามารถเข้าทําลายเพลย้ี แปูงมนั สําปะหลังสชี มพูได้ทั้งการหา้ํ และการเบียน
* การห้ํา แตนเบียนเพศเมียจะใช้อวัยวะวางไข่ แทงเข้าไปในลําตัวของเพล้ียแปูงมันสําปะหลังสีชมพู ส่วนมากเลือกเพล้ียแปูงขนาดเล็ก แล้วใช้
ปากดูดกินของเหลวที่อยู่ในลําตัวของเพล้ียแปูงเพ่ือนําโปรตีนจากของเหลวไปสร้างไข่ การหํ้าจะทําให้เพล้ียแปูงตายทันที แตนเบียนเพศเมีย 1 ตัว
สามารถฆ่าทําลายเพลยี้ แปงู ไดว้ ันละ 20-30 ตัว
* การเบียน แตนเบียนเพศเมียจะใช้อวัยวะวางไข่ แทงเข้าไปในลําตัวของเพล้ียแปูงมันสําปะหลังสีชมพูที่มีขนาดใหญ่ แล้ววางไข่เข้าไปในลําตัว
ของเพล้ียแปูง อัตรา 1:1 เม่ือไข่ของแตนเบียนที่อยู่ในลําตัวเพลี้ยแปูงฟักเป็นตัวหนอน จะดูดกินของเหลวและเจริญเติบโตจนทําให้เพลี้ยแ ปูงค่อยๆ
ตายจากน้ันจะเข้าดกั แดภ้ ายในตวั เพลยี้ แปงู
เพล้ยี แปูงทีต่ ายดว้ ยการเบียนจะมลี กั ษณะเปน็ ซากแข็งสนี ํ้าตาล เรยี กว่า “มัมมี่” เมือ่ แตนเบยี นกลายเป็นตัวเต็มวัยจะเจาะผนังมัมมอี่ อกเป็นรู
และออกจากมมั ม่บี นิ ไปทาํ ลายเพลีย้ แปูงมนั สาํ ปะหลงั สชี มพตู ่อไประยะตั้งแต่วางไข่จนถึงมมั ม่ี = 9-10 วนั ระยะวางไขถ่ ึงตัวเต็มวยั = 17-20 วัน แตน
เบียนเพศเมยี 1 ตัว สามารถเบียนเพลย้ี แปงู ได้ วันละ 15-20 ตัว
17. แตนเบียนเตตระสตคิ ัส ชอ่ื วิทยาศาสตร์ :: Tetrastichus brontispae
- แตนเบียนเตตระสติคสั หรือ แตนเบียนดักแด้แมลงดาหนามมะพร้าว จัดเป็นแตนเบียนท้องถ่ินทางภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย สามารถ
พบไดท้ ว่ั ไปในสวนมะพรา้ วท่มี แี มลงดาํ หนามมะพรา้ วเข้าทําลาย
- จะใช้อวยั วะวางไข่แทงเขา้ ไปวางไข่ในลําตวั ของแมลงดําหนามมะพร้าว ในระยะหนอนวัย 4 หรือ ดักแด้ ซ่ึงจะชอบเบียนระยะดักแด้มากท่ีสุด
หนอนของแตนเบียนฟักออกจากไขด่ ดู กินของเหลว เจรญิ เติบโตอยู่ภายในลาํ ตัวแมลงดาํ หนามมะพรา้ ว ภายหลงั จากถกู เบียนประมาณ 8 วัน แมลงดํา
หนามมะพร้าวจะมีลักษณะลําตัวแข็งกลายเป็นสีน้ําตาลและจะเข้มมากขึ้น เรียกว่า “มัมมี่” เมื่อแตนเบียนเจริญเป็นตัวเต็มวัยจะใช้ปากกัดผนังมัมม่ี
ออกมาภายนอก สามารถจบั คู่ผสมพนั ธ์ไุ ดท้ ันที ภายหลังผสมพนั ธแ์ุ ตนเบียนเพศเมยี สามารถเข้าเบยี นแมลงดําหนามมะพร้าวได้ทันที
- นาํ ไปแขวนใหใ้ กลย้ อดมะพร้าวมากท่ีสดุ ปล่อยไร่ละ 5-10 มัมม่ี ปลอ่ ย 3-5 คร้งั

60

18. แตนเบยี น Goniozus nephantidis (Muesebeck)

- เป็นแตนเบียนที่มีความเฉพาะเจาะจงกบั หนอนหัวดามะพรา้ ว ขนาดคอ่ นข้างใหญ่

- ส่วนปลายท้องมีเข็มแหลมโค้งสั้น ซ่อนอยู่ ใช้สําหรับ “ต่อย” คือ การแทงอวัยวะท่ีมีลักษณะคล้ายเข็มแหลมเข้าในลําตัวหนอนหัวดํามะพร้าว

และ ปล่อยสารเขา้ ในลาํ ตวั หนอนหัวดาํ มะพร้าว ทาํ ให้หนอนหวั ดํามะพร้าวเปน็ อมั พาต หยุดการเคลอ่ื นไหว แต่ไม่ตายในทนั ที

- แตนเบยี นโกนโิ อซสั จะต่อยและทาํ ให้หนอนตายคร้ังละ 2 - 3 ตัว แตจ่ ะวางไขบ่ นตวั หนอนเพียง 1 ตวั เทา่ นนั้

19. แมลงชา้ งปีกใส ช่ือสามัญ Green lacewing

- เป็นแมลงตัวห้ําท่ีสําคัญสามารถกินศัตรูพืชได้หลายชนิด เช่น ไข่ของแมลงหลายชนิด แมลงหวี่ขาว ไรแดง หนอนตัวเล็กๆ เพล้ียหอย เพล้ีย

ออ่ น และเพลย้ี แปงู ซ่งึ สามารถพบได้ในแปลงมนั สําปะหลังที่มีการระบาด ของเพล้ียแปงู โดยจะอยู่ปนกบั เพลยี้ แปงู มันสาํ ปะหลัง

- ตัวออ่ นแมลงชา้ งปกี ใสจะทาํ ลายเหย่ือโดยใชป้ ากท่มี ลี ักษณะคล้ายงาช้าง เจาะเขา้ ไปในตวั เหยือ่ และดดู กนิ น้ําเล้ียง สําหรบั ชนิด Mallada เมื่อ

กินเหยื่อแล้วจะนําซากเหยื่อมาแบกไว้บนหลัง แต่ชนิด Plesiochrysa จะนําซากเหยื่อมาปูายไว้ท่ีลําตัวเพ่ือลําพรางตัวเองจากศัตรูอ่ืนๆ ใน 1 ชม.

แมลงช้างปกี ใสสามารถกินเหยื่อไดเ้ ฉลีย่ 60 ตัว

20. แมลงหางหนีบ ชอื่ สามญั : Earwig ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Euborellia sp.

- เปน็ แมลงตวั หาํ้ ทสี่ ามารถควบคุมศตั รูพืชได้หลายชนิดได้ เช่น หนอนเจาะลําต้นข้าวโพด หนอนกระทู้ข้าวโพด หนอนเจาะสมอฝูาย หนอนกออ้อย

หนอนกอข้าว แมลงหวขี่ าว เพลย้ี อ่อน เพล้ียหอย หนอนขนาดเล็ก และไข่ของแมลงศัตรูพชื สามารถกนิ หนอนได้ 6-10 ตัวตอ่ วัน

- แมลงหางหนีบสว่ นใหญ่จะออกหากนิ เวลากลางคืน และหลบซ่อนตัวเวลากลางวัน ตามพ้ืนดิน ร่องไม้ ซอกหิน ใต้เปลอื กไม้หรือตามกาบใบพืช ชอบ

อยู่ในท่ีที่มคี วามช้ืน ตัวออ่ นและตัวเตม็ วยั เปน็ ตัวหํ้าทําลายเหยื่อที่เป็นตัวหนอน โดยการใช้แพนหางท่ีมีลักษณะคล้ายคีมหนีบตัวหนอนแล้วใช้ปาก

กดั กิน ถา้ เป็นไข่ของแมลงศตั รพู ชื หรอื เพลย้ี อ่อนจะกัดกินโดยตรง

21. มวนพฆิ าต เป็นแมลงตวั ห้าํ ในระยะตัวอ่อนและตวั เต็มวยั ทั้งเพศผ้แู ละเพศเมยี มีปากแบบแทงดดู ทําลายหนอนโดยใช้ปากแทงไปในลําตัว

หนอนแลว้ ปลอ่ ยสารพษิ ใหห้ นอนเป็นอมั พาต จากนน้ั จะดดู ของเหลวจากตัวหนอน

22. มวนเพชฌฆาต เป็นแมลงตัวห้ํา มีนิสัยดุรา้ ย โดยพวกมนั ดดู กนิ ของเหลวภายในตวั เหย่ือเปน็ อาหาร พวกมันสามารถกินอาหารได้หลายชนิด เชน่

หนอนผีเสื้อกลางวนั หนอนผีเสือ้ กลางคนื และ ตก๊ั แตนในชว่ งท่ีลอกคราบใหมๆ่

- มวนจะย่ืนจงอยปากออกแทงเหยื่อและปล่อยพิษใส่ เหย่ือจะตายและหลังจากนั้นจะดูดเหย่ือกินจนของเหลวในตัวแห้งและเปล่ียนเป็นสี

คลา้ํ ในกลอ่ งเลี้ยงพบวา่ ตวั เตม็ วัย 1 ตวั สามารถฆ่าหนอนได้ มากกวา่ วันละ 5 ตัว

23. สะเดาไทย สารท่ีสกัดได้จากสะเดาส่วนใหญ่ ได้แก่ สารอะซาดแิ รดติน (azadirachtin) , salannin และ nimbin มกั พบสารเหล่าน้ีมาก

ในเมลด็ โดยสาร สารอะซาดิแรดติน (azadirachtin) มคี ุณสมบัติเป็นสารฆา่ แมลง ส่วนสารอกี 2 ชนิดนนั้ มีคณุ สมบตั ไิ ล่แมลง

24. หางไหลหรือโล่ต๊ิน เป็นไม้เล้ือยชนิดเน้ือแข็ง จัดเป็นพืชตระกูลถ่ัวชนิดหน่ึง พืชชนิดนี้มีสารออกฤทธ์ิทางชีวภาพท่ีสําคัญคือ โรติโนน

(Rotenone) พบมากในราก มฤี ทธฆ์ิ ่าแมลงโดยการกนิ หรือการสัมผสั ตัว และเปน็ สารท่ีสลายตัวได้งา่ ยเมอ่ื ถกู ความร้อนหรือแสงแดด สามารถ

นาํ มาใช้เปน็ สารฆา่ แมลงได้ทงั้ ในรูปรากแหง้ และรากสด โดยสารสกัดจากรากหางไหลแห้งนี้ สามารถใชก้ าํ จดั หนอนแมลงวัน แมลงวัน ลกู นํ้า ยุง

และเห็บโคได้ดี

25. ดีปลี กําจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ นาํ ดีปลีไปอบในอุณหภมู ิ 50 องศาเซลเซียส จํานวน 450 กรัม แล้วนําไปบดให้ละเอียด แช่ในแอลกอฮอล์

1,500 ซซี ี หมกั ทิง้ ไว้ 1 คนื กรองเอาแต่นํ้าไปฉีดพ่น

26. ตะไคร้หอม กําจัดหนอนกระทู้ หนอนใยผัก ไล่ยุง แมลง แมลงสาบ มีสาร Verbena oil, Lemon oil, Indian molissa oil มีฤทธ์ิในการไล่

แมลง นําตะไคร้หอมทั้งต้น มาหั่นเป็นช้ินเล็ก ๆ บดหรือตําให้ละเอียด ประมาณ 400 กรัม นํามาผสมกับน้ํา 8 ลิตร หมักท้ิงไว้นาน 24 ชม.

นํามากรองเอาแตน่ ้ํา ฉดี พน่ สูตรสําหรบั ไลแ่ มลงและยุง นาํ ตะไครห้ อมมาบดหรอื ตาํ ใหล้ ะเอยี ด นําไปวางไวต้ ามมมุ ห้องหรือตู้เสื้อผา้

27. หนอนตายยาก กาํ จัดหนอนผีเสอื้ หนอนกระทู้ หนอนหลอดหอม แมลงวันทอง รากมีสารใช้กําจัดแมลง นํารากมาตําให้ละเอียด นําไปผสมกับ

น้าํ มันมะพรา้ ว กรองเอาแตน่ า้ํ ใชฉ้ ดี พน่ แมลงในสวนพริกไทย หากใช้พน่ กาํ จดั แมลงอนื่ ๆ ใหใ้ สน่ ้ําสบ่ลู งไปเพือ่ จะได้จบั เกาะใบได้ดีข้ึน

- นํารากมาสับเป็นช้นิ เล็ก ๆ 200 กรัม ผึ่งให้แหง้ นํามาผสมกบั น้ํา 1 ลิตร หมักท้ิงไว้ 1 คืน กรองเอาแต่นํ้าใช้ฉีดพ่นแปลงผัก ปูองกันหนอน

หลอดหอม

28. IPM (Integrated Pest Management) เรมิ่ นาํ มาใช้ในปี 2525

29. โรคที่เกดิ จากเชอ้ื รา ได้แก่ ใบจุด สแคป รากเนา่ โคนเนา่ แอนแทรกโนส ใบไหม้

30. โรคที่เกิดจากเชือ้ แบคทีเรีย ได้แก่ ขอบใบแห้ง โรคเนา่ เละเน่าดาํ แคงเกอร์

31. โรคทเ่ี กิดจากไส้เดือนฝอย ได้แก่ โรครากปม

32. โรคท่เี กดิ จากเชื้อไฟโตรพลาสมา ได้แก่ ใบขาว

33. โรคท่เี กิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ ใบหงกิ แคระแกรน ใบดา่ ง

34. เชื้อราไตรโคเดอรม์ ่า เป็นเชอ้ื ราทใ่ี ชป้ อู งกนั กาํ จดั ราเปน็ เช้อื ทท่ี ําให้เกิดโรค

35. ศตั รูพืชมกี ีป่ ระเภท ตอบ 4 ประเภท คอื สัตว์ศตั รูพืช แมลงศัตรพู ืช วัชพชื โรคพืช

36. สารพิษในพืช mimosin กระถิน

ไซยาไนท์ มันสาํ ปะหลงั

afatoxin ขา้ วโพด ถั่ว เกิดจากเช้ือรา aspergirus flavas

61

24. แตนเบียน คือ สงิ่ มชี ีวติ ทด่ี ํารงชวี ิตอย่ไู ด้ดว้ ยการเบยี ดเบียนอยู่บนหรอื อย่ใู นศัตรูพชื

แตนเบยี น มี 2 ชนดิ แตนเบียนไข่ Tricogramma

แตนเบยี นหนอน Cothesia

25. การควบคุมศัตรูพืชโดยชวี วธิ ี คอื การปล่อยศัตรธู รรมชาตคิ วบคุมศตั รพู ืช

26. กลว้ ยไม้ ปัญหาการส่งออกเนื่องจากเพลี้ยไฟ

27. ช้อื แบคทเี รียไรโซเบียม สร้างปมรากพชื ตระกูลถ่ัว (Rhizobium japonicum) ตรงึ ไนโตรเจนจากอากาศ โดยขบวนการ Nitrification

28. แตนเบยี นหนอนหวั ดาํ มะพร้าว Bracon

29. แตนเบยี นหนอนกอออ้ ย ไตรโครแกรมม่า

30. เชื้อแบคทีเรียปอู งกนั กาํ จดั แมลงระยะหนอน BT Bacillus thuringiensis

31. เชื้อแบคทเี รียกําจดั รกั ษาโรคพืช BS Bacillus Subtilis รกั ษาโรคไหม้ในข้าว

32. เชื้อราไตรโคเดอรม์ า รักษาโรครากเนา่ โรคแอนแทรกโนส โรคไหม้

33. เชื้อราบวิ เวอรเ์ รีย คุมเพล้ียกระโดสนี าํ้ ตาล

34. โรคใบหงกิ ใบจู๋ เกิดจาก ตอบ เพล้ยี กระโดดีน้าํ ตาล

35. ศัตรูท่ีสาํ คัญของข้าวคอื ตอบ เพล้ยี กระโดดสนี า้ํ ตาล

36. โรคท่ีสาํ คญั ของมะละกอ คือ วงแหวนจดุ จากเชอ้ื ไวรัส

37. ข้อใดไมใ่ ช่แมลง ก. ไร ข. เพลี้ย ค. ด้วง

38. จลุ นิ ทรียช์ นิดใดทใี่ ชร้ ักษาโรคพชื ตอบ ไตรโคไดมา่

39. พืชชนิดใดปูองกันหนอนในแปลงกะหล่าํ ปี ช้อยจะมี ดาวเรอื ง สะเดา ตะไคร้หอม อะไรพวกนี้

40. ลักษณะการทาํ ลายของเพล้ียกระโดดสนี าํ้ ตาล ทง้ั ตัวเตม็ วัย และตัวอ่อนทุกระยะจะดูดกินนํา้ เลย้ี งจากต้นข้าวในระดับโคนตน้ ข้าวเหนอื ระดบั

น้ํา ทําใหต้ น้ ข้าวมอี าการใบเหลอื งแหง้ ลกั ษณะคล้ายถูกนํ้าร้อนลวกแห้งตายเป็นหย่อม เรียก “อาการไหม้” (hopper burnd) โดยท่ัวไป

พบในระยะข้าวแตกกอ-ออกรวง

41. ถา้ ประชากรของเพล้ียกระโดดสีน้าตาลหนาแน่น 10 ตัว/กอ หรอื 1 ตวั /ต้น เกดิ ความเสียหายถึงระดับเศรษฐกจิ

42. ลักษณะของโรคไหม้ (เกิดจากเช้ือรา) ใบมแี ผลจุดสีนาํ้ ตาล ลักษณะคล้ายรูปตา

43. โรคยอดฝอย, โรคพุ่มไมก้ วาด, โรคพุ่มแจ้ (Witches' broom)" เกิดจากเช้ือ ไฟโตพลาสม่า มีไรลําไยเปน็ พาหะ

44. หนอนหวั ดํา ศัตรูของมะพร้าว ลกั ษณะการทําลาย ตัวหนอนจะแทะกินผิวใบบริเวณใต้ทางใบ ชอบทาํ ลายใบแก่ ใบล่าง

45. ตัวหํ้าในธรรมชาตทิ ่สี าํ คญั ของเพลยี้ กระโดดสนี ํ้าตาล คอื แมงมุม

46. การปอู งกันกาํ จัดแมลงวันทองโดยใช้เหย่อื ล่อ สารเคมีที่ใช้ คือ Menthyl eugenol

47. แตนเบียนท่ใี ช้สําหรับการกําจดั หนอนกอออ้ ยในระยะหนอน คือ แตนเบยี น Cotesia

48. เพลีย้ แปูงมนั สําปะหลงั สามารถปอู งกนั กําจดั โดยใชเ้ ช้ือรา บวิ เวอเรยี

49. ET = Economy Threshold ของเพลยี้ กระโดดสีนํา้ ตาล คือ นาดาํ 15 ตวั นาหว่าน 10 ตวั ตอ่ จดุ สํารวจ

( ET คือระดบั การเข้าทําลายของแมลงทีม่ ีผลตอ่ พชื จนสรา้ งความเสียหายได้จนต้องมีการปูองกนั กาํ จดั หรือเรยี กวา่ ระดับเศรษฐกจิ )

50. เพลีย้ กระโดดสีน้ําตาลเปน็ สาเหตทุ าํ ให้เกดิ โรคเขย้ี วเต้ยี ในข้าว

51. ฝูายบที ี มจี ลุ ินทรยี ใ์ นต้น คือ Bacillus Thuringensis

52. ในวงรอบ 1 ปี หนนู า 1 คู่สามารถออกลกู หลานได้ 500 ตัว

53. การดักจบั แมลงดว้ ยแสงไฟนิยมทาํ ในช่วงตน้ ฤดูปลกู

54. ไสเ้ ดอื นฝอยสามารถใช้ในการปอู งกันกําจัดหนอนกนิ ต้นเปลอื กลางสาดได้

55. การหอ่ ผลในผลไมห้ ลายชนดิ สามารถปูองกันการเขา้ ทาํ ลายของแมลงศัตรพู ชื จําพวก ผีเส้อื มวนหวาน แมลงวนั ทองได้

56. การแช่มะมว่ งในนํา้ รอ้ นอุณหภูมิ 50-55 'C นาน 5-10 นาที สามารถปอู งกนั กาํ จัดโรคแอนแทรคโนสได้

57. ไอ้ฮวบ คอื แมลงวนั ดอกกล้วยไม้ ส่วนแมลงศัตรทู ี่สําคญั อีกชนิดของกลว้ ยไม้ คือ เพลยี้ ไฟ

58. แมลงศัตรฝู ูายทสี่ ําคญั คอื หนอนเจาะสมอฝาู ยอเมริกัน

59. แมลงดําหนามมะพร้าวมศี ตั รทู ี่สาํ คญั คอื แตนเบยี น Tetrastichus brontis pac Ferrier

60. เพลี้ยจักจ่นั เปน็ พาหะสาํ คัญที่นําเชื้อไวรัสสาเหตโุ รคใบสสี ม้ ของขา้ ว

61. แตนเบยี น Trichrogamma saa. สามารถทําลายไขห่ นอนเจาะสมอฝาู ยได้

62. โรคดอกเขยี วของดอกเยอบีร่าเกดิ จากเชอื้ ไมโคพลาสมา

63. ระดับเศรษฐกจิ (ET) ของหนอนเจาะสมอฝูาย คอื พบ 10 ตวั / ฝาู ย 50 ต้น

64. การลดความชื้นในผลติ ผลทางการเกษตรสามารถลดการเกดิ สารอะฟลาทอ็ กซินได้

65. เชื้อปนเปอื้ นในหน่อไมป้ ี๊บ คอื เชื้อคลอสทรเิ ดียม โบทูลินมั่ ทาํ ใหเ้ กดิ โรคโบทูลิซึม (Botulism) เกิดจากการไดร้ ับสารพษิ โบทูลนิ มั จากเช้ือ

แบคทีเรียคลอสตเิ ดียมโบทลู นิ ัม (Clostridium Botulinum) ส่วนใหญ่มกั เข้าสรู่ า่ งกายผา่ นการรับประทานอาหารทป่ี นเปอื้ นเช้อื โดยสารพิษ

62

ดังกล่าวจะสรา้ งความเสยี หายแกร่ ะบบประสาท ส่งผลใหผ้ ปู้ ุวยมีอาการกล้ามเนอื้ ออ่ นแรง มกั เกิดข้นึ ทใ่ี บหน้าเป็นอนั ดับแรก จากน้ันจงึ
ลกุ ลามลงไปยังลําคอและสว่ นอน่ื ๆ ของร่างกาย
66. การเพาะเลย้ี งเนอ้ื เยอื่ ใหป้ ลอดโรคจากเช้ือไฟโตพลาสมาใชว้ ธิ กี ารใด ตดั บรเิ วณ meristem โดยวธิ กี าร NESTED PCR
67. เช้ือไฟโตพลาสมา ทาํ ใหเ้ กดิ โรคอะไร ตอบ ใบขาวอ้อย
68. ข้อใดเป็นตัวหํ้าทง้ั หมด ตอบ มด แมงมุม ด้วง มวนเขียวแมลงชา้ งปกี ใส
69. อากาศรอ้ นและแหง้ แล้ง แมลงศตั รูพืชชนิดใดระบาด ตอบ เพลย้ี กระโดดสนี า้ํ ตาล
70. ถ้าพบเพลี้ยแปูงปรมิ าณนอ้ ย ต้องปล่อยแมลงศตั รู จาํ นวนเท่าใด ตอบ 10 ตวั /ไร่
71. ข้อใดเป็นการกาํ จดั ศตั รูพืชโดยวธิ ผี สมผสาน ตอบ ใช้ตง้ั แต่ 2 วิธขี ึ้นไป คอื ศัตรูธรรมชาตแิ ละสารเคมี
72. แมลงศัตรพู ชื ชนดิ ใดทน่ี าํ เข้าจากตา่ งประเทศ และนาํ เขา้ จากประเทศอะไร
ตอบ หนอนแมลงดาํ หนามมะพร้าว (ไมแนใ่ จ) มาจากประเทศอินโดนีเซยี
77. ด้วงกุหลาบ ตอบ กนิ ต้นอ่อน เวลากลางคนื
78. โรคกงุ้ แห้ง ตอบ พริก
79. ถา้ พบหนอนหวั ดาํ ระบาดจะแนะนําเกษตรกรอยา่ งไร ตอบ ตดั ใบทางลา่ งเผาทาํ ลาย
80. มังคุดผวิ ลาย มียางไหล เกดิ จากอะไร เพล้ียไฟ
81. การใช้เชอื้ รารองกน้ หลุม่ ใชอ้ ัตราส่วน ?? 1 กก.
82. เดหลีใบกลว้ ย มีสารทใ่ี ชล้ ่อแมงวนั ทองตัวผู้
ดอกเดหลีมีกล่นิ หอมท่เี ปน็ สารลอ่ แมลงวันผลไมไ้ ด้ ดังน้ัน บางบา้ นมักใชเ้ ดหลลี อ่ แมลงวันผลไม้มารวมกันเพ่ือกาํ จดั นอกจากน้ัน อาจนาํ เด
หลีไปปลูกในสวนผลไม้เพอ่ื เปน็ แหลง่ ล่อแมลงวันผลไมใ้ ห้ออกหา่ งจากผลไม้ โดยเฉพาะในช่วงการเกบ็ ผลผลติ ท้ังนี้ ดอกเดหลี 3-4 ดอก จะมี
ความสามารถลอ่ แมลงวนั ผลไมเ้ ทยี บเทา่ กบั สารเมธลิ ยูจนิ อล 0.5 ซีซี
สารออกฤทธ์ิ

สะเดา สารออกฤทธ์ิ azadirachtin
ดีปลี สารออกฤทธิ์piperin , chavicin , resin
กระเทียม สารออกฤทธิ์ allicin
ขงิ ขา่ สารออกฤทธิ์ gingerol
สาบเสือ สารออกฤทธ์ิ eupatol
ขม้ินชนั สารออกฤทธิ์ curcumin
ยาสบู สารออกฤทธ์ิ nicotinine
หนมุ านประสานกาย สารออกฤทธ์ิ saponin
ย่โี ถ สารออกฤทธ์ิ odoroside A-G
กลอย สารออกฤทธ์ิ sapogenin , dioscorine , tatacorin
สบั ปะรด = Bromelin
ความรูด้ ้านการปอ้ งกนั กาจดั ศัตรพู ชื
1. IPM = Integrated Pest Management = การจัดการศตั รพู ืชแบบผสมผสาน
2. คุณสมบตั ิของสารเคมีกาํ จดั แมลงกลุ่ม Organophosphate และ Carbamate คือ สลายตัวตามธรรมชาติในช่วงระยะเวลาอนั สั้น
3. Biological Control
หมายถงึ การจดั การให้ศัตรพู ชื อยู่ในปริมาณตา่ํ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผลผลิต โดยใช้สิ่งมีชีวิตท่ีเป็นศัตรูของศัตรูพืช ท่ีเรียกว่าศัตรู
ธรรมชาติ เช่น ตัวหํ้า ตัวเบียน เชื้อโรคหรือผลิตภัณฑ์จากส่ิงมีชีวิต เช่น สมุนไพรจากพืช ซ่ึงส่ิงเหล่านี้เป็นปัจจัยค วบคุมศัตรูพืชท่ีสําคัญใน
ขบวนการผลิตพชื ปลอดสารพิษ แบ่งเปน็ 4 ชนิด คอื
1. ตัวห้า (Predator) = สตั ว์ชนิดใดชนดิ หน่ึงท่กี ินสตั ว์ชนิดอ่ืนหรอื เหย่ือ (Prey) ซ่งึ มกั จะมีขนาดเลก็ กว่าและอ่อนแอกวา่ เปน็ อาหารเพื่อ
การเจรญิ เติบโต ตวั หาํ้ ท่ีหนว่ ยงานราชการผลติ เช่น มวนพฆิ าต มวนเพชฌฆาต ดว้ งเต่าตวั หา้ แมลงชา้ งปกี ใส ไรตวั หา้ แมงหางหนบี
2. ตัวเบียน (Parasites) = สัตว์ขนาดเล็กท่ดี ํารงชวี ติ อยู่ได้ด้วยการเกาะกินอยู่บน หรือในตัวสัตว์อาศัย (Hosts) ชนิดอ่ืนที่มีขนาดใหญ่
กวา่ ทําใหส้ ตั วอ์ าศัยนั้นออ่ นแอและตายในท่สี ดุ ตวั เบียนท่หี นว่ ยงานราชการผลิต เช่น แตนเบยี นไข่ ทรคิ โคแกรมม่า แตนเบยี นหนอนชอนใบส้ม
แตนเบยี นมวนลาไย แตนเบยี นหนอนโคทีเซีย ไสเ้ ดือนฝอย
3. เชอ้ื จลุ นิ ทรีย์ = การนําเชื้อจุลนิ ทรยี ต์ ่อต้านมาใช้ในการควบคมุ โรคพชื ซึง่ เกิดจากเช้ือสาเหตตุ ่าง ๆ เชือ้ จลุ นิ ทรียด์ ังกลา่ ว ได้แก่ เชื้อ
รา แบคทีเรยี ไสเ้ ดือนฝอย ไวรัส เปน็ ต้น
- เชอื้ ราไตรโคเดอรม์ ่า ควบคมุ เช้อื ไฟทอ็ ปธอรา่ สเคลอโรเทยี ม พิเทียม ไรซ๊อกโทเนีย และฟวิ ซาเรยี ม ซ่ึงกอ่ ใหเ้ กิดโรคเนา่ ต่าง ๆ

- pH ที่เช้อื ราไตรโคเดอรม์ า่ สามารถเจรญิ ได้ดี 5.3 – 6.5
- เกบ็ ในรปู สปอรผ์ สมน้ํา อุณหภมู ิ 10 – 15 องศาเซลเซียส
- เก็บในรปู ผงแห้งและบนเมล็ดธญั พชื อณุ หภูมิ 10 องศาเซลเซยี ส

63

- เชอื้ ไวรัส ทใี่ ชค้ วบคมุ ศตั รูพชื ในปัจจุบันมี 3 ชนดิ
1) NPV หนอนกระทหู้ อม
2) NPV หนอนกระทผู้ กั
3) NPV หนอนเจาะสมอฝา้ ย

- ไส้เดือนฝอย ท่ใี ชค้ วบคมุ ศัตรูพชื คือ สไตนเ์ นอร์นมี า่
4. สารธรรมชาติ ยบั ยงั้ การกินอาหาร วางไข่ ขับไล่ ฆ่า แมลงศัตรพู ืช เช่น
4. ระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ (Economic injury level) หมายถึง ความหนาแน่นของประชากรศัตรูพืชซ่ึงอยู่ในระดับที่ทําให้เกิดความ
เสยี หายสูงสดุ ต่อพืช และจะไม่ไดผ้ ลตอบแทนทคี่ ้มุ คา่ ตอ่ การลงทุน
5. ระดับเศรษฐกิจ (Economic threshold level) หมายถึง ความหนาแน่นของประชากรศัตรูพืชซ่ึงอยู่ในระดับต้องดําเนินการควบคุม เพ่ือ
ปูองกันไม่ให้มีการเพม่ิ ปริมาณสูงข้ึนถึงระดบั ที่ทําใหเ้ กิดความเสียหายกับพืชในทางเศรษฐกิจ และจะใหผ้ ลตอบแทนทค่ี ุม้ ค่าตอ่ การลงทนุ
6. กล่มุ ของสารเคมกี าจัดแมลง แบ่งเปน็ กลุ่มใหญๆ่ ตามโครงสร้างและปฏิกริ ยิ าเคมีออกเป็น 4 กลุ่ม
1) Organo-chlorine ไดแ้ ก่ ดดี ที ี (DDT) , ดีลดรนิ (dieldrin) , ออล ดริน (aldrin) ทอ็ กซาฟีน (toxaphene), คลอเดน (chlordane), ลนิ
เดน (lindane), และแกมม่า เอชซเี อช (gamma HCH)
2) Organo-phosphorus compounds ได้แก่ มาลาไธออน (malathion) เฟนนิโตรไธออน (fenitrothion) , พิริมิฟอสเมธิล
(pirimiphos methyl) , และไดคลอวอส (dichlorvos
3) Carbamate compounds สลายตัวเร็ว ได้แก่ โพรพอ็ กเซอร์ (propoxur) , เบนไดโอคาร์บ (bendiocarb) , และแลนดริน
(landrin)
4) Synthetic pyrethroids เป็นสารเคมีกลุ่มที่สังเคราะห์ขึ้นโดยมีความสัมพันธ์ตามโครงสร้างของ pyrethrins ซึ่งสกัดได้จาก
pyrethrum (ดอกเบญจมาศ) เปน็ สารเคมที ่ีมคี วามเป็นพิษตอ่ แมลงสงู แตม่ คี วามเป็นพษิ ตอ่ สัตวเ์ ลอื ดอุ่นตํา่ ไดแ้ ก่ เดลตาเมธริน (deltamethrin) ,
เพอรเ์ มธรนิ (permethrin) เรสเมธริน (resmethrin) , และไบโอเรสเมธริน (bioresmethrin)
7. แบคทีเรยี ทนี่ าํ มาใช้ในการกําจัดแมลงศตั รพู ืช คือ Bacillus thuringinsis
8. โรคใบสสี ม้ เกดิ จากเชื้อไวรสั แมลงพาหะ คอื เพลย้ี วจั๊กจั่นสเี ขียว
9. แตนเบยี นไขท่ ริคโคแกรมม่า ศตั รเู ปูาหมาย หนอนศตั รูพชื
10. แตนเบยี นหนอนโคทีเซีย ศตั รูเปาู หมาย หนอนชนดิ ตา่ ง ๆ
11. ไสเ้ ดือนฝอยตวั เบียน ศัตรเู ปูาหมาย หนอนดว้ งหมดั ผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนกระทหู้ อม หนอน
12. สารท่ใี ชล้ ่อแมลงวันผลไม้ เพศผู้ ทีไ่ ดจ้ ากธรรมชาติ ได้แก่ ดอกวา่ นเดหลี (เดหลีใบกล้วย) ใบกะเพราและสารเคมสี ังเคราะห์ ได้แก่ สารเม
ทธิลยูจินอล
13. ชนิดของแมลงวนั ผลไม้ทส่ี าํ คญั ในประเทศไทย คอื Bactrocera dorsalis
14. วธิ ีควบคมุ ศัตรูพืช
1) เขตกรรม
2) ใช้พนั ธตุ์ ้านทาน
3) วิธกี ล หรอื ฟสิ ิกส์
4) วิธีทางกฎหมาย
5) ใชส้ ารเคมี
15. Pest Surveillance = การสํารวจติดตามสถานการณศ์ ตั รูพชื
16. รปู ของสารเคมีปอู งกนั กาํ จดั ศัตรูพชื (Formulation)
1) G = เมด็ ขนาดเล็กใช้ไดท้ นั ที
2) WP = เปน็ ผง เวลาใช้ผสมน้ําอยใู่ นลกั ษณะแขวงลอย
3) D = เป็นผงใชไ้ ด้ทนั ที
4) EC = อยู่ในรูปสารละลาย ไม่ตกตะกอน ผสมนํ้าใช้ได้ทันที
EC: Emulsifiable Concentrate สูตรชนิดนาํ้ มันเข้มข้น เป็นของเหลวท่ีผสมเปน็ เนอ้ื เดียวกัน เมอื่ ทําการเจอื จางด้วยนาํ้ กอ่ นนาํ ไปใช้ จะ
ไดส้ ารอมิ ลั ชน่ั มลี ักษณะขุน่ ขาว
SC: Suspension Concentrate สูตรชนิดของเหลวขน้ เป็นสารผสมแขวนลอยของสารออกฤทธิใ์ นของเหลว ตอ้ งไม่ตกตะกอนเม่อื นําไป
เจอื จางด้วยน้าํ กอ่ นการใช้งาน *การแยกตัวนอนกน้ แข็งทเ่ี ขย่าให้เขา้ กันไมไ่ ด้ เปน็ ข้อสงั เกตอย่างหนง่ึ ของการเสือ่ มคณุ ภาพของสารกาจดั ศัตรพู ชื
SL: Soluble Concentrate สตู รชนิดของเหลวละลายนํ้า เป็นของเหลวท่ีผสมเป็นเนือ้ เดียวกนั เม่อื นาํ ไปเจือจางละลายนาํ้ สารออกฤทธจ์ิ ะ
ละลายนํ้าโดยตรง สารละลายทไ่ี ดจ้ ะใส
SG: Water Soluble Granules สตู รชนิดเมด็ ละลายน้ํา เป็นรูปเมด็ ตอ้ งผสมน้าํ ก่อนใช้ สารออกฤทธิ์ละลายนา้ํ ไดด้ ี แตม่ บี างสว่ นของสาร
ไม่ออกฤทธใ์ิ นสตู รผสมทีไ่ มล่ ะลายนํ้า
WP: Wettable powder สตู รชนดิ ผงผสมน้าํ เปน็ รูปผง เม่ือจะใช้ต้องเจอื จางดว้ ยนํา้ ไดส้ ารละลายในรปู ของสารผสมแขวนลอย

64

WG: Water Dispersible Granules สูตรชนิดเมด็ ผสมนํ้า เปน็ รปู เมด็ มีคณุ สมบตั แิ ละการผลติ เชน่ เดยี วกบั WP เพยี งแตท่ าํ ออกมาเปน็
เม็ด

GB: Granular Bait สตู รชนิดเยอื่ พษิ สาเรจ็ รปู ชนดิ เมด็ มีลักษณะเป็นเม็ดโดยจะใช้สารออกฤทธ์ผิ สมกับอาหารหรือวสั ดุที่สตั ว์นัน้ ชอบ แลว้
ทําเป็นเมด็

17. ศัตรูพชื ทส่ี าํ คัญในพืชเศรษฐกิจ

ชนิดพืช ชนิดศตั รูพืชทีส่ าคัญ

แมลง เพลี้ยกระโดดสนี ํา้ ตาล แมลงบั่ว แมลงสิง หนอนม้วนใบ แมลงหล่า

ขา้ ว โรค โรคไหม้ โรคเมลด็ ดา่ ง โรคใบหงิก

สตั ว์ หนู หอยเชอรี่

แมลง เพลี้ยไฟ เพลีย้ จกั จนั่ มะมว่ ง เพลีย้ จกั จ่นั ฝอย แมลงวันผลไม้

มะม่วง โรค โรคแอนแทรกโนส โรคราแปงู

มังคุด แมลง เพลี้ยไฟ หนอนกินใบ
เงาะ โรค โรคใบจดุ
ทุเรยี น
ลองกอง แมลง หนอนกินดอกเงาะ หนอนเจาะข้วั ผล เพลยี้ ไฟ แมลงคอ่ มทอง
โรค โรคราแปงู

แมลง เพล้ยี ไก่แจ้ ไรแดง ดว้ งหนวดยาวเจาะลาํ ตน้ หนอนเจาะผล
โรค โรครากเนา่ -โคนเนา่ โรคราใบติด โรคผลเน่า

แมลง เพลี้ยไฟ หนอนกินใตผ้ วิ เปลือก ผีเสือ้ มวนหวาน
โรค โรคราสชี มพู

ชนดิ พชื ชนดิ ศัตรพู ชื ที่สาคัญ
ลําใย
ล้นิ จี่ แมลง หนอนเจาะข้ัวผล มวนลาํ ไย ผีเสอ้ื มวนหวาน
ตระกลู สม้ โรค -
อ้อย
แมลง หนอนเจาะขว้ั ผล มวนลาํ ไย ผเี สอื้ มวนหวาน
ถ่วั เหลือง โรค -

หอม แมลง เพลย้ี ไฟ เพล้ยี ไก่แจส้ ม้ หนอนเจาะดอก หนอนชอนใบ
ตระกลู กะหลา่ํ โรค โรครากเนา่ -โคนเน่า โรคแคงเกอร์ โรคกรนี น่งิ

ตระกลู แตง แมลง หนอนกออ้อย ด้วงหนวดยาว แมลงนูนหลวง
โรค โรคใบขาว
พริก
หน่อไม้ฝร่ัง แมลง หนอนม้วนใบ หนอนเจาะลําต้น หนอนเจาะฝกั
กล้วยไม้ โรค โรคราสนิม โรคใบจุดนูน
สัตว์ หนู

แมลง หนอนกระท้หู อม
โรค โรคใบจดุ สมี ว่ ง โรคแอนแทรกโนส

แมลง หนอนใยผัก ดว้ งหมดั ผกั หนอนกระทู้ผกั หนอนเจาะยอดกะหลํ่า
โรค โรคใบจดุ โรครานํา้ ค้าง

แมลง เพลย้ี ไฟ แมลงหวี่ขาว เตา่ แตง
โรค โรคเหยี่ วเขยี ว โรคเห่ียวเหลือง โรครานํา้ ค้าง โรครากเนา่ -โคนเนา่
โรคใบด่าง

แมลง เพลย้ี ไฟ หนอนเจาะผล
โรค โรคแอนแทรกโนส โรคเห่ยี ว โรคใบจุดตากบ

แมลง หนอนเจาะสมอฝาู ย เพลยี้ ไฟ
โรค โรคลําต้นไหม้

แมลง เพลยี้ ไฟ
โรค โรคยอดเนา่ โรคดอกสนมิ

65

83. สารที่ใชล้ ่อแมลงวันผลไม้ เพศผู้ ท่ไี ด้จากธรรมชาติ ได้แก่ ดอกว่านเดหลี (เดหลใี บกล้วย) ใบกะเพรา
และสารเคมสี ังเคราะห์ ไดแ้ ก่ เมทธลิ ยจู นิ อล

84. ชนิดของแมลงวันผลไม้ท่ีสําคญั ในประเทศไทย คือ Bactrocera dorsalis
85. เชอ้ื ราบวิ เวอเรยี = ใช้ควบคุมเพลีย้ กระโดดสนี ํ้าตาล เพลยี้ ไฟ เพลีย้ ออ่ น เพลย้ี ไก่แจ้สม้ แมลงหว่ขี าว ไรแดง หนอนศตั รพู ชื
86. เชื้อราไตรโคเดอร์มา่ = ใช้ควบคุมโรครากเน่า – โคนเนา่ ทเุ รียน
87. เชื้อราเมตตาไรเซ่ยี ม = ใช้ควบคุมเพลย้ี กระโดดสนี าํ้ ตาล เพลีย้ จ๊กั จน่ั ด้วงแรดมะพรา้ ว
92. เช้อื Bacillus thuringiensis (BT) เชอ้ื บาซิลลสั ทูริงเจนซสิ (บีท)ี ใชค้ วบคุมหนอนเจาะสมอฝาู ย หนอนใยผกั ด้วงหมดั ผกั
93. เชอ้ื บาซิลลัส ซบั ทีลสี (บีเอส) ใช้ควบคุมโรคเหย่ี ว แอนแทรคโนส ใบจดุ เนา่ เละ ใบแห้ง
94. ไส้เดือนฝอยสไตนเ์ นอร์นมี ่า ใชค้ วบคุมหนอนชอนใต้ผวิ เปลอื ก หนอนเจาะยอด เจาะดอกตัวออ่ นดว้ งหมดั ผกั
โรคพชื
1. รากปม = เกิดจากไสเ้ ดือนฝอย
2. โรคกรนี นิ่ง = เพล้ยี ไกแ่ จ้ = พาหะแบคทเี รยี

1) แพ้ แตนเบยี น ทามาริคเซยี
2) แพ้ แตนเบยี น ซิลเลฟาย
3) ชวี ภณั ฑ์ บิวเวอเรยี = ราขาว
4) ชีวภัณฑ์ เมตาไรเซียม = ราเขยี ว
2. ศตั รูกลว้ ยไม้ = เพลย้ี ไฟ = ทําลายดอก ดดู นา้ํ เลย้ี ง
3. แคงเก้อส้มโอ = แบคทเี รีย = แผลสะเก็ด ต่มุ นนู แดง / รักษา พน่ สารทองแดง
4. หนอนชอนใบสม้ = ใบมีลายขาวๆเหมอื นทางเดนิ หอยทาก / รกั ษา นาํ้ มันเครอ่ื ง สารสะเดา
5. สแคป = รา/แบค = สะเกด็ ทใ่ี บ
6. ราแปูงขาว = รา = ใบเหลืองแหง้
7. รานาํ้ คา้ ง = รา = ใบเหลือง / ใต้ใบมแี ผล
8. ราดาํ = เพลย้ี เปน็ พาหะ = รากนิ นาํ้ หวานจากเพลยี้ และปล่อยออกมา
9. เห่ยี ว = ขาดนา้ํ / ขาดสารอาหาร (ไสเ้ ดอื น) / เนา่ จากแบคทเี รีย
10. แตกพมุ่ = ไฟโตพาสมา่ = เกิดพุ่มแทนดอก
11. เนา่ = แบคทีเรยี
12. แคระ = Virus
13. โรคขาดสารอาหาร
1) ยอดตาย bo
2) ยอดไมส่ มบรู ณ์ Ca
3) ยอดเหลือง S
4) ใบลา่ งเหลอื งเส้นเขยี ว Mg
5) ใบล่างเหลือง N
6) ใบล่างนา้ํ ตาลแดง P
7) ใบลา่ งขอบไหม้ K
เช้ือรา
1. เชอื้ ราทาํ ลายแมลง
1) บิวเวอเรีย (ราขาว) รากนิ ซาก = กาํ จัด เพล้ยี / ไร / แมลงหว่ีขาว / หนอนผีเสอ้ื
2) เมตตาไรเซยี ม (ราเขียว) ผ่านชอ่ งวา่ งผิวหนงั เป็นมัมม่ี = กาํ จัด หนอน / ดว้ ง
2. เช้อื ราทําลายโรคพชื
1) ไตรโคเดอมา่ ควบคุมโรคพืช เช่น ไฟทอฟเทอรา สาเหตุโรครากเนา่
เชื้อแบคทเี รีย
1. บาซิลัส ทูจิงไจ BT = บที ี หรอื “ยาเชื้อ” ใชฆ้ ่าหนอน (หนอนกิน – เลือดเปน็ พษิ )
2. บาซลิ ัส ซบั ทลิ สิ BS = ทาํ ลายเชือ้ รา และ แบคทีเรีย (แย่งอาหาร) = คุมมโรคแอนแทรกโนส
เชอ้ื ไวรสั
1. NPV นวิ เคลยี โพลี ไวรัส = กําจดั หนอน (หนอนกนิ )

66

ศัตรูพืช
1. ศตั รูพืชมี 4 ชนดิ
1) แมลง มี 6 ประเภท = กินใบ / ดดู น้ํา / ชอน / เจาะ / กินราก / ปลอ่ ยสาร
2) โรค มี 2 ประเภท
i. สง่ิ มชี วี ิต
1. ไวรสั = ใบหด หงกิ เหลอื ง ม้วน
2. ไมโครพลาสมา่ = แคระแกรน กง่ิ ตาย ไม่ใหผ้ ล
3. แบคทเี รีย = เห่ยี ว เนา่ แผลจุด ใบไหม้ ปุมปม
4. เช้อื รา = เน่า แหง้ ตาย
ii. ขาดธาตุอาหาร
3) วัชพชื
4) อื่น ๆ
2. ระดับความเสยี หายจากศตั รูพืชมี 3 ระดับ
1) GE ทว่ั ไป คา่ ตํา่ กว่าระบาด
2) ET ระดบั เศรษฐกิจ (เรมิ่ สรา้ งความเสียหาย) (เรม่ิ ปอู งกนั )
3) EL ระดับเสียหายทางเศรษฐกจิ
3. วิธปี กปูองและกําจัดศตั รูพืช มี 6 วิธี
1) กล = การใช้วิธีงา่ ย ๆ เชน่ ฆา่ เผา ตาข่ายดกั
2) ฟสิ กิ = ใช้ความร้อน แสง คล่นื เสยี ง
3) เขตกรรม = จดั สภาพแวดล้อมให้ไมเ่ หมาะสมต่อการเจรญิ เตบิ โตของศัตรพู ืช
4) ชวี = ควบคมุ ศัตรูพชื โดยอาศยั หลักการสมดุลธรรมชาติ (ห้ํา / เบียน)
5) กฎหมาย เช่น กฎหมายกกั กันพืช
6) เคมี = อนนิ ทรยี ์ / อินทรีย์
7) SIT = ทําหมนั (Sterile insect Techique)

การผลิตพชื ปลอดภัยจากสารพษิ และสารเคมีต่างๆ
1. รัฐบาลประกาศให้ วนั ท่ี 1 มกราคม 2547 เป็นปีอาหารปลอดภยั แห่งชาติ() และผลกั ดันให้ประเทศไทยเปน็ ครัวโลก
2. การผลิตพืชปลอดภัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้มีการปลูกพืชปลอดภัยจากสารพิษตกค้างตามระบบ เกษตรดีที่เหมาะสม

(GAP, Goood Agricutural Practice)
มาตรฐาน GAP รบั รองโดยกรมวชิ าการเกษตร มีการใช้สารเคมีใหป้ ลอดภัยทง้ั ผูผ้ ลติ และผบู้ ริโภค

3. ขา้ วอินทรยี ์ เร่ิมผลติ ในประเทศไทยต้ังแต่ ปี 2535
4. WTO องคก์ ารการค้าโลก
5. WHO (World Heath Organization) องคก์ ารอนามัยโลก
6. FAO องคก์ ารอาหารและเกษตรของสหประชาชาติ
7. การปลกู พชื แบบอินทรยี ์ คือ หา้ มมีการใชส้ ารเคมี
8. การปลกู ปลูกพชื ปลอดภัยจากสารเคมี คือ ใช้สารเคมีได้แตร่ ะยะเก็บเก่ยี วพืชตอ้ งปลอดสารพษิ
9. ผักและพชื ไร่ ใชร้ ะยะเวลาปรบั เปล่ยี นเป็นพชื อนิ ทรยี ์ 1 ปี
10. ไม้ผล ใชร้ ะยะเวลาในการปรบั เปลี่ยนเปน็ พชื อินทรีย์ 3 ปี
11. พชื ทีใ่ ชเ้ ปน็ ปย฻ุ พืชสด ได้แก่ ถ่วั เขียว ถัว่ พรา้ ถ่วั พุม่ โสนแอฟรกิ นั ปอเทือง ถวั่ มะแฮะ ถั่วลาย ถัว่ ดํา ถั่วแดง ไมยราบไร้หนาม
12. การตรวจสอบสารพิษตกคา้ งในพชื ผักทําไดโ้ ดย ใชช้ ุดตรวจสอบ GT test
13. วตั ถุอนั ตรายชนิดท่ี 4 หมายถงึ วตั ถุอันตรายท่หี า้ มนําเข้า หา้ มผลิต ห้ามส่งออก และห้ามมีไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติวัตถุ
อนั ตราย พ.ศ. 2535
14. สารเคมีอนั ตรายต้องหา้ มมที ั้งหมด 96 ชนิด
15. ฉลากบนภาชนะใส่สารเคมที ส่ี ําคัญมีอยู่ 3 สี คือ

- แถบสีแดง แสดงถงึ ความเปน็ พิษสงู สุด
- แถบสีเหลือง แสดงถึงความเป็นพษิ ปานกลาง
- แถบสนี ํา้ เงนิ แสดงถงึ ความเป็นพิษน้อยทีส่ ุด
16. เครื่องหมายรับรองอาหารท่ีสําคัญ ได้แก่ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (ม.ก.ท.) , สัญลักษณ์ตัว Q , มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ,
องคก์ ารอาหารและยา (อย.)

67

17. NAA มีช่ือทางการคา้ วา่ แพลนโนฟิกซ์ คอื สารอะไร
18. การทํามะมว่ งนอกฤดจู ะราดสาร Paclobutrazol
19. วันท่ี 1 มกราคม 2547 เป็นวันอาหารโลก
20. วตั ถุอันตรายตอ้ งหา้ มปัจจุบนั มที ั้งหมด 98 ชนดิ
21. สารเคมปี ูองกันกําจัดศตั รูพชื แบง่ เปน็ 6 กล่มุ ได้แก่
22. ระยะการปรบั เปลีย่ นเข้าสมู่ าตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์

- ข้าว ระยะปรบั เปลี่ยน 6 เดือน – 1 ปี
- ไมผ้ ล ระยะปรบั เปลย่ี น 18 เดอื น – 3 ปี
23. เกษตรอินทรยี ์ หมายถึง การปลูกพชื เล้ียงสัตวโ์ ดยไมใ่ ช้สารเคมีในกระบวนการผลติ รวมถึงไม่มีสารเคมีเจอื ปนในน้าํ และในดนิ ท่ใี ชใ้ นการผลติ
24. นโยบาย food safety เร่มิ วนั ที่ 1 มกราคม 2547 ปแี หง่ ความปลอดภยั ด้านอาหาร
25. from fram to table กรมสง่ เสริมการเกษตรรับผดิ ชอบในการรับรองผลิตภัณฑ์
26. เทคโนฯ ชวี ภาพ การปูองกันกาํ จัดโดยชีวภาพ ตวั หา้ํ ตวั เบยี น
27. น้าํ หมกั ชวี ภาพ ปุย฻ หมกั ชีวภาพ สกัดนาํ้ เลี้ยงจากเชลล์สตั ว์และเชลล์พืชโดยจลุ นิ ทรยี ใ์ นธรรมชาติ bioextract
28. ไคโตซาน เป็นสารชว่ ยเร่งการเจริญเติบโตของพืชผลิตจากเปลอื กกงุ้
29. ผลไม้อบไอนํ้าส่งออกญีป่ ุน ได้แก่ มะม่วง มงั คุด
30. สารพษิ ที่ใสใ่ นอาหาร ได้แก่ บอร์แร็กซ์, สารเร่งเนื้อแดง (bataagonis), ฟอร์มารีน, ใช้สีย้อมผ้าแทนสีผสมอาหาร, สารฟอกขาว, ขันทศกร,
ผงชรู ส
31. HACCP (Hazard Analysis Critical Conthol Point ) ระบบวิเคราะห์อันตรายและจดุ วกิ ฤตทตี่ อ้ งควบคุม
32. พืชท่ีมี พรบ.

อ้อย กระทรวงอุตสาหกรรม
ยาสูบ กระทรวงการคร้งั
ยางพารา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
32. GDP (Gross Domestic Product) มูลคา่ ผลิตภณั ฑม์ วลรวม
33. เกษตรอินทรยี ์ เปน็ ระบบการผลิตที่หลกี เลยี้ งการใช้สารเคมที ุกชนิด ไม่ใชป้ ุย฻ เคมี ไม่ใช้สารเคมีกําจัดวัชพืช ไม่ใช้ฮอร์โมน ตลอดถึงไม่เป็น
พชื GMO เน้นใชอ้ นิ ทรยี ์วัตถุ เช่นปุ฻ยคอกป฻ยุ หมัก ป฻ุยชีวภาพ ในการปรบั ปรงุ บาํ รงุ ดนิ ให้อดุ มสมบรู ณ์ ใหต้ ้นพืชมีความแข็งแรงสามารถตา้ นทานโรค
พชื และแมลงได้ดว้ ยตนเอง มาตรฐานท่ไี ด้รบั มาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์ โดยกรมวิชาการเกษตร
34. มาตรฐานของอาหารอิสลามจะต้องผา่ นท่ีปรึกษาสูงสุด
ฮาลา คือ อนุมตั ิ อนญุ าต ตรงกันข้ามกบั ฮะลา คือ กินไม่ได้
35. ขอ้ ใดไม่ใช่องค์การท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั อาหาร รสู้ กึ วา่ จะตอบ GMP ในช้อยจะมี องคก์ ารมาตรฐานสนิ ค้าเกษตรและอาหาร, อย. , GAP
36. LD50 คือคา่ ปรมิ าณหรอื ขนาดของวัตถุมีพษิ ทีทาํ ใหส้ ัตว์ทดลองตายลงครึ่งหนง่ึ โดยใช้หนว่ ย มลิ ลิกรมั วตั ถมุ พี ษิ / นา้ํ หนักสตั วท์ ดลองเปน็
กโิ ลกรมั mg / kg
37. การชะลอการสกุ ของผลไมส้ ามารถทําได้โดยการใช้ โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (ดา่ งทับทิม )
38. ฮอร์โมนท่ีใช้ในการเรง่ ราก ในกง่ิ ตอน / ปกั ชาํ คือ อ๊อกซนิ
39. การสง่ เสรมิ ให้แม่บา้ นเกษตรกรแปรรปู อาหารเพ่อื อะไร ตอบ การถนอมอาหาร
40. เกษตรอินทรียค์ ืออะไร
เกษตรอินทรยี ์ คือ ระบบการผลิตที่คาํ นึงถึงสภาพแวดลอ้ ม รกั ษาสมดลุ ของธรรมชาตแิ ละความหลากหลายทางชวี ภาพ โดยมรี ะบบการ
จดั การนิเวศวิทยาที่คล้ายคลงึ กับธรรมชาตแิ ละหลกี เล่ียงการใช้สารสงั เคราะหไ์ มว่ า่ จะเป็นปยุ฻ เคมี สารเคมีกาํ จดั ศัตรูพืช และฮอรโ์ มนตา่ ง ๆ
ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสตั ว์ท่เี กิดจากการตัดต่อทางพนั ธุกรรมท่ีอาจเกดิ มลพษิ ในสภาพแวดลอ้ ม เนน้ การใช้อนิ ทรีย์วัตถุ เชน่ ป฻ยุ คอก ปุ฻ยหมัก ปุ฻ยพชื
สด และปย฻ุ ชวี ภาพในการปรบั ปรงุ บาํ รุงให้มีความอุดมสมบรู ณ์ เพ่ือใหต้ น้ พชื มีความแขง็ แรงสามารถตา้ นทานโรคและแมลงดว้ ยตนเอง รวมถงึ การ
นาํ เอาภมู ิปญั ญาชาวบา้ นมาใช้ประโยชน์ด้วย ผลผลิตทไ่ี ด้จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างทําใหป้ ลอดภยั ท้ังผ้ผู ลิตและผู้บรโิ ภค และไมท่ ําให้
สภาพแวดลอ้ มเสื่อมโทรม
41. สารท่ีอนุญาตใหใ้ ช้ควบคุมโรคพชื ในการผลิตพชื อินทรีย์ ได้แก่ กํามะถนั บอรโ์ ดมกิ ซ์เจอร์ และสารสกดั จากสมุนไพร
42. ผักไร้สารพิษ หมายถึง ผกั ที่มรี ะบบการผลติ ที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ท้ังส้ินไม่ว่าจะเป็นสารเคมีเพื่อปูองกัน เพ่ือกําจัดศัตรูพืช หรือปุ฻ยเคมีทุก
ชนดิ แตจ่ ะใช้ป฻ยุ อนิ ทรยี ท์ งั้ หมด และผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแลว้ ต้องไมม่ ีสารพิษใดๆทงั้ สนิ้
43. ผักปลอดภยั จากสารพิษ หรือ ผักอนามยั
44. หมายถงึ ผกั ท่มี รี ะบบการผลติ ท่มี กี ารใช้สารเคมใี นการปอู งกันและกําจัดศัตรูพชื รวมทงั้ ป฻ยุ เคมี เพือ่ การเจริญเติบโต ผลผลิตทเี่ ก็บเก่ียวได้
ยงั มสี ารพิษตกค้างไม่เกินปริมาณทก่ี ําหนดไว้เพอ่ื ความปลอดภัยของผู้บรโิ ภค ตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข ฉบบั ท่ี163 พ.ศ. 2538 และมคี วาม
สะอาดผา่ นกรรมวธิ ีการปฏบิ ตั กิ อ่ นและหลงั การเก็บเกย่ี ว ตลอดจนการขนสง่ และการบรรจุหีบหอ่ ได้คณุ สมบตั ิมาตรฐาน
45. เกณฑก์ ําหนดการผลิตพืชที่ดแี ละเหมาะสม

68

1) แหล่งน้ํา น้ําไมม่ าจากการปนเปื้อนวตั ถอุ นั ตราย
2) พ้ืนทีป่ ลกู ไมม่ ีวตั ถอุ นั ตราย
3) การใช้วัตถอุ นั ตรายทางการเกษตรตามคาํ แนะนํา – อ้างอิงของกรมวิชาการเกษตร
4) การจัดการคุณภาพกระบวนการ การผลติ ก่อนการเกบ็ เกยี่ ว
5) การเก็บและการปฏิบตั ิหลังการเกบ็ เกย่ี วตามเกณฑข์ อง มอกช.
6) มกี ารพักผลผลติ การขนยา้ ยในบริเวณแปลงเพาะปลูก
7) สขุ ลกั ษณะส่วนบคุ คล
8) การบนั ทกึ ขอ้ มูล
46. สารทีไ่ ม่อนุญาตใหใ้ ช้ปรับปรุงดนิ
1. กากตะกอนโสโครก (โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงกบั ผัก)
2. สารเร่งการเจรญิ เติบโต
3. จลุ ินทรยี ์ และผลติ ผลจากจลุ นิ ทรีย์ที่ไดม้ ากจากการตดั ต่อสารพันธุกรรม
4. สารพิษตามธรรมชาติ เชน่ โลหะหนักตา่ ง
5. ปุ฻ยเทศบาล หรอื ปุย฻ หมักจากขยะในเมือง
47. สารท่อี นญุ าตให้ใชค้ วบคมุ โรคพชื ในการผลติ พชื อนิ ทรยี ์ ได้แก่ กาํ มะถัน บอร์โดมิกซเ์ จอร์ และสารสกดั จากสมุนไพร
48. MRL หมายถึง ค่าปริมาณสารตกค้างสูงสุดในผลิตผลทางการเกษตรเพอื่ ใช้เปน็ ค่ามาตรฐานในการคา้ ระหว่างประเทศ
49. ค่า LD50 หมายถงึ ค่าหรือขนาดของวัตถมุ ีพิษท่ที ําให้สัตวท์ ดลองเสียชวี ติ อย่างนอ้ ยคร่ึงหน่งึ ของสตั วท์ ดลองทั้งหมด มหี นว่ ยวดั เปน็
มลิ ลกิ รัม/กโิ ลกรมั ของน้าํ หนักสตั วท์ ดลอง
32. HACCP : Hazard Analysis and Crittical Control Point = จดุ วกิ ฤตควบคมุ
33. GAP : Good Agricultural Practice = เกษตรดีท่เี หมาะสม
34. GMP : Good Manufacturing Practice = หลักเกณฑว์ ธิ กี ารท่ดี สี ําหรับการผลิต เป็นการจดั การ
สภาวะแวดลอ้ มข้นั พนื้ ฐานของกระบวนการผลติ
35. HACCP : Hazard Analysis and Critical Control Point = จุดวิกฤตท่ีต้องควบคุม
36. CCS : Commercial Cane Sugar = หนว่ ยวดั ความหวานของออ้ ย
37. GPS : Global Positioning System หมายถึง ระบบบอกตาํ แหน่งบนพน้ื ผวิ โลกโดยอาศยั การคาํ นวณพกิ ดั ยทู ีเอ็ม (UTM) จากสัญญาณ
นาฬิกาทส่ี ่งมาจากดาวเทยี มที่โคจรอยู่รอบโลก ซ่ึงมตี าํ แหนง่ ทีแ่ น่นอน ระบบนสี้ ามารถบอกตําแหนง่ ณ จุดทสี่ ามารถรบั สญั ญาณได้ทวั่ โลก
38. GSP : Generalized System of Preferences หมายถงึ การให้สทิ ธิพเิ ศษทางภาษีศลุ กากรโดยการยกเว้น หรือลดหย่อนอากรขาเขา้
ให้กบั สนิ ค้าทีส่ ่งมาจากประเทศทก่ี าํ ลงั พฒั นา
39. GIS : Geographic Information System (ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์) คอื กระบวนการทํางานเกีย่ วกับขอ้ มูลในเชิงพื้นที่ (spatial
data) ด้วยระบบคอมพวิ เตอร์
40. GDP : Gross Domestic Product (ผลติ ภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ) หมายถึง มูลคา่ ตลาดของสินค้าและบรกิ ารข้นั สดุ ทา้ ยทถ่ี กู ผลิต
ภายในประเทศในชว่ งเวลาหนึง่ ๆ โดยไมค่ าํ นงึ วา่ ผลผลติ น้ันจะผลติ ขน้ึ มาดว้ ยทรพั ยากรของชาติใด
41. GAP : Good Agricultural Practice = เกษตรดีที่เหมาะสม
42. GMP : Good Manufacturing Practice = หลักเกณฑว์ ิธีการท่ีดสี ําหรับการผลิต เป็นการจดั การ
สภาวะแวดลอ้ มขนั้ พนื้ ฐานของกระบวนการผลิต
43. GMOs : Genetically Modified Organisms = ส่งิ มชี ีวิตดดั แปลงพนั ธุกรรม
44. HACCP : Hazard Analysis and Critical Control Point = จุดวิกฤตท่ตี อ้ งควบคุม
45. GI : Geographic indication = ลักษณะสนิ คา้ บง่ ช้ีทางภูมศิ าสตร์ เชน่ ขา้ วสังข์หยดมถี ิ่นกําเนิดท่ีจังหวัดพัทลุง
46. CCS : Commercial Cane Sugar = หน่วยวดั ความหวานของออ้ ย
47 KM : Knowledge Management = การจัดการความรู้
48. IPM : Integrated Pest Management = การกาํ จัดศัตรพู ืชแบบผสมผสาน
49. APEC : Asia - Pasific Economi Cooperation = กลมุ่ ความร่วมมือทางเศรษฐกจิ เอเชีย – แปซิฟิก
มีท้ังหมด 21 ประเทศประกอบดว้ ย ออสเตรเลยี บรไู น แคนาดา ชิลี จนี ฮอ่ งกง อนิ โดนีเซยี ญป่ี ุน มาเลเซยี เม็กซโิ ก นิวซีแลนด์
ปาปวั นิวกนี ี เปรู ฟิลลิปปินส์ รสั เซยี สิงคโปร์ เกาหลใี ต้ ไตห้ วนั ไทย สหรัฐอเมริกา และเวยี ดนาม
50. OPEC : Organization of Petroleum Exporting Countries = องคก์ รร่วมประเทศผผู้ ลติ นํ้ามนั เพือ่ การส่งออก มสี มาชกิ 11
ประเทศ (1) อหิ ร่าน (2) อิรกั (3) คูเวต (4) ซาอุดอิ าระเบยี (5) เวเนซเู อลา่
(6) ประเทศกาต้า (7) อินโดนีเซยี (8) ลเิ บีย (9) สหรฐั อาหรบั เอมเิ รสต์ (10) แอลจีเรีย (11) ไนจเี รีย
51. AFTA : ASEAN Free Trade Area = เขตการคา้ เสรอี าเซยี น
52. FTA : Free Trade Area = เขตการคา้ เสรี

69

53. FAO : Food and Agriculture Organization of the United Nations = องคก์ ารอาหารและเกษตร
แห่งสหประชาชาติ
54. WTO : World Trade Organization = องคก์ ารการค้าโลก

50. สว่ นประกอบส่วนใหญ่ ของน้ําสม้ ควนั ไม้ (Wood Vinegar) คอื กรดอะซิติก
51. สารพิษตกค้างในหนอ่ ไม้ฝรั่งทญี่ ีป่ นุ ตรวจพบว่าเกินคา่ มาตรฐานทกี่ าํ หนด คือ สาร EPN
52. กระดาษดูดซบั แก๊สเอทธลิ ีน เพื่อชะลอการสุกแก่ของผลไม้สง่ ออกทํามาจาก เยอ่ื ยูคาลิปตสั ผงถ่านกัมมันต์ และสารยับย้งั เช้อื รา

GAP = มาตรฐานการปฏบิ ตั ิทางการเกษตรท่ีดี
1. พรบ.ยกระดบั มาตรฐานสินคา้ 2551
2. มกษ 9001-2556 = มาตรฐานสนิ ค้าเกษตร
3. GAP = มาตรฐานการปฏบิ ัตทิ างการเกษตรทด่ี (ี GAP) = มขี ้อกาํ หนด 8 ขอ้
4. เกษตรกรรายใหม่ ใช้คาํ ขอ F-1
5. คําขอต่ออายุ F-3
6. คณะกรรมการพจิ ารณา ตอ้ งผ่านขอ้ กาํ หนดหลัก 100% และผ่านข้อกําหนดรอง 60%
7. การขอรบั รอง GAP ต้องมปี ระวัตกิ ารใช้ทีด่ นิ ย้อนหลัง 2 ปี
8. การตรวจรบั รอง GAP
1) ตรวจไม่เกิน 3 คร้ัง ถา้ ไม่ผา่ นใหเ้ กษตรกรทําขอมาใหมเ่ ม่ือแปลงพรอ้ ม
2) กรณีแกไ้ ขขอ้ บกพร่องขอ้ เดิมตรวจไมเ่ กนิ 2 ครั้ง ถ้าไม่ผา่ นก็ยกเลกิ
9. การตรวจต่ออายุ GAP (ยื่นล่วงหนา้ ไมน่ ้อยกวา่ 90 วนั ก่อนใบหมดอาย)ุ
1) ตรวจไม่เกนิ 2 คร้งั ถ้าไม่เสร็จใน 2 ครัง้ เนื่องจากเปน็ ปญั หาทเ่ี กษตรกร = ยกเลิก
2) การอายุคร้ังที่ 2 ต้องเสร็จใน 60 วนั นบั จากตอ่ อายคุ รงั้ แรก
i. ปญั หาจากเกษตรกร ไมต่ ่อจากใบเดมิ
ii. ปญั หาจากคณะผ้ปู ระเมิน ตอ่ ใบเดิม
10. ถกู ถอนสทิ ธิ = รอ 1 ปี จึงขอใหม่ได้
11. อายุใบรับรอง GAP
1) พชื ลม้ ลุก (ผัก) = 2 ปี
2) ไมผ้ ล ไม้ยืนต้น = 3 ปี
12. เกษตรกรทไี่ ดร้ บั การรับรอง GAP ตอ้ งบนั ทึกประวตั ิ และเอกสารทเี่ ก่ยี วข้องไว้ อย่างน้อย 2 ปี
13. หนว่ ยงานตรวจรบั รอง GAP คือ = กรมวชิ าการเกษตร

มาตรฐาน
14. IPPC = International Plant Protection Convention =ความร่วมมอื ระหวา่ งประเทศ ควบคมุ ปอู งกนั ศตั รูพืช
15. SPS = มาตรฐานสุขอนามัยพชื
16. RASFF = ระบบเตอื นภัยดา้ นอาหาร ของยุโรป
17. การกําหนดมาตรฐาน = 20 เรื่อง / ปี
18. มาตรฐานมี 3 ประเภท
1) มาตรฐานสินคา้
2) มาตรฐานระบบผลติ = GMP GAP
3) มาตรฐานทวั่ ไป = ความปลอดภยั อนามัย
19. นาํ มาตรฐานไปใช้กับแปลงใหญ่ = ไม่นอ้ ยกว่าปลี ะ 10 แหง่
20. กรมส่งเสรมิ การเกษตรทําหนา้ ท่ี = สง่ เสริมมาตรฐาน
21. ขอการรบั รองมาตรฐานได้ท่ี = สนง.ระดับอําเภอ
22. GAP = การปฏิบตั ิทดี่ สี ําหรบั พชื อาหารมี 8 ขอ้
1) น้าํ
2) พื้นท่ี
3) วัตถุอันตราย
4) การจัดการคุณภาพก่อนเกบ็ เก่ียว
5) การเก็บเกีย่ ว และการปฏบิ ัตหิ ลังเก็บเกี่ยว
6) การขนย้าย/เกบ็ รกั ษา

70

7) สขุ ลกั ษณะส่วนบคุ คล
8) การบันทึกขอ้ มูลและตรวจสอบ
23. เคร่ืองหมาย Q ประกอบด้วย
1) ช่อื ผ้ตู รวจสอบมาตรฐาน
2) มาตรฐานสนิ ค้าทไี่ ดร้ ับการรับรอง
3) ชือ่ ผูไ้ ด้รบั การรับรอง
24. หน่วยงาน กษ. ท่เี กยี่ วขอ้ งในการดาํ เนนิ การตามแผนงานมาตรฐานสินคา้ เกษตร
1) การกาํ หนดมาตรฐาน : มกอช.
2) การตรวจสอบรับรอง : กวก. ปศ. ปม. กข. ส.ป.ก. และ มกอช.
3) ควบคมุ มาตรฐานบงั คบั : มกอช. กวก. ปศ.ปม. และ กข. (ขนึ้ อยกู่ บั มาตรฐานสนิ คา้ )
4) การสง่ เสรมิ มาตรฐาน : กสก. ส.ป.ก. กวก. กข. ปศ. ปม. และ มกอช.

มาตรฐานเกษตรอินทรีย์
1. ดนิ ชั้นบน (หนา้ ดิน) ตอ้ งปลอดสารเคมี อยา่ งน้อย 1 ปี
2. แช่เมล็ดพันธใ์ุ นนาํ้ อุ่น 50-55 องศา / 10-30 นาที
3. คลกุ เมลด็ ด้วย
1) ราไตรโคเดอม่า
2) บาซิลัส ซบั ทลิ ิส
4. ไถพรวนและตากดนิ 1-2 สปั ดาห์ และไถกลบอีกคร้ัง เพอื่ กลบเมล็ดวัชพชื
5. การปลูกพ้ืนอินทรีย์ข้นั ตอน 10 ข้ัน
6. พรบ.ผลติ ภณั ฑอ์ าหารอนิ ทรีย์ = OFPA (Organic Food Production Act)
7. IFOAM = สมาพนั ธเ์ กษตรอนิ ทรยี น์ านาชาติ
8. IOAS = หน่วยงานตรวจรบั รอง
9. พน้ื ท่ีเกษตรอนิ ทรีย์ในประเทศไทย
1) อนั ดับ 8 ของเอเชีย
2) อนั ดับ 60 ของโลก
3) จังหวดั ศรสี ะเกษตรผลิตมากทีส่ ดุ
10. คณะกรรมการ
1) คณะกรรมการขบั เคลื่อนการพฒั นาเกษตรอินทรยี แ์ หง่ ชาติ
i. ปลดั กระทรวงเกษตร เปน็ ประธาน
11. กล่มุ ขน้ั เกษตรกรมาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์
1) เร่มิ ใหม่
2) พรอ้ มยกระดับ
3) ได้รับการรบั รอง
12. การจัดทําระบบควบคมุ ภายใน (Internal Control System; ICS)

ฮอรโ์ มนพืช สารเรง่ ต่างๆ
1. เอทิลนี มผี ลตอ่ ผลผลติ ทางการเกษตรข้อใดมากท่สี ดุ ตอบ เรง่ การสกุ /เร่งการออกดอกของพืชบางชนิด
2. CaC2 แคลเซียมคารไ์ บด์ ใช้ละลายน้าํ ไดก้ ๊าซอะเซทลิ นี ใช้ในการบม่ ผลไมใ้ หส้ กุ
3. สารโพแทสเซยี มคลอเรตใชร้ ดตน้ ลําไยเพ่ือเพ่มิ ผลผลติ
4. Growth regulator = สารควบคมุ การเจรญิ เตบิ โต
- เกดิ เองในต้นพชื ตามธรรมชาติ เรียกวา่ ฮอรโ์ มนพชื
- มนษุ ย์สังเคราะห์ เรยี กว่า ฮอร์โมน หรอื สารสงั เคราะห์ มี 6 กลมุ่
1. ออกซนิ 2. จิบเบอเรลลิน 3. ไซโตไคนนิ 4. เอทธีลนี
5. สารยับยั้งการเจรญิ เติบโต 6. สารชะลอการเจริญเติบโต
5. IAA , IBA , NAA = ฮอรโ์ มนเรง่ ราก
6. GA3 = เร่งการเจรญิ เตบิ โต
7. พาโคลบวิ ทราโซล = ยับยัง้ และชะลอการเจรญิ เติบโต
8. เอทธีลีนความเขม้ ข้น 500 – 1,000 ppm = กระต้นุ การเกิดตาดอกของสับปะรด

71

ดินและปุย๋
1. ดนิ ท่เี หมาะสมแก่การปลูกพชื มีองคป์ ระกอบ ดังนี้ อนนิ ทรียวัตถุ (ธาตุอาหาร) 45 % , อินทรียวัตถุ 5 % , น้าํ 25 % , อากาศ 25 %
2. การตรวจสอบความสมบรู ณ์ของดินควรทาํ หลังจากเกบ็ เกี่ยวผลผลติ เสร็จแลว้
3. ดินพรุมมี ากในภาคใต้ ดินเค็มมมี ากในภาคอีสาน ดนิ เปรย้ี วมมี ากในภาคกลางตอนลา่ ง,ภาคตะวันออก
4. ดินกรด หมายถงึ ดนิ ทีม่ ปี ระจุบวกไฮโดรเจนในสารละลายดินมากกว่าประจุลบไฮดรอกซลิ
5. ดนิ ด่าง หมายถงึ ดินท่ีมีประจุลบไฮดรอกซลิ ในสารละลายดนิ มากกวา่ ประจุบวกไฮโดรเจน
6. ดินกรด แก้ไขโดย ใสป่ นู มาร์ล เปลือกหอยบด ขเี้ ถา้ ไม้ หนิ ปนู เผาแลว้ นาํ มาบด ฯลฯ
7. ดนิ เปรี้ยวจดั หรอื ดนิ กาํ มะถนั แกไ้ ขโดย
- การล้างดนิ เชน่ ทาํ โดยการยกร่องปลกู พืชแล้วฉีดนา้ํ บนคนั รอ่ งใหไ้ หลลงสรู่ ่องสวน
- การควบคุมระดับน้ําใต้ดิน
- การใส่ปนู ใชป้ นู เหมอื นกบั ดินกรด
8. ดินเค็ม ดินเค็มโซดิก แกไ้ ขโดย
- ล้างดิน ทาํ ได้โดยการขังนํ้าในแปลงแล้วปลอ่ ยน้าํ ทิ้งล้างจนความเค็มลดลง
- ปลูกพชื ตา้ นทานดินเค็ม
- จดั การน้ําใหเ้ หมาะสม โดยไม่ใหน้ ํา้ กับพืชมากเกินไปเพราะจะทาํ ใหเ้ กลือระเหยขึน้ มาบนผวิ ดิน
9. การชะลา้ งพงั ทลายของดินหรอื กษยั การ (soil erosion) ตัวการที่ทําใหเ้ กดิ กษยั การ ไดแ้ ก่ นํ้าและลม
10. การแกไ้ ขกษยั การดนิ ทาํ ได้โดย การปลกู พืชคลุมดิน หรอื การปลูกพืชกนั แนวทางน้ําหรือทางลม
11. ดินทรายจัด แก้ไขโดย การใช้อินทรียวัตถใุ ส่ลงไปในดิน เช่น ป฻ุยหมัก ปุย฻ คอก ปย฻ุ อนิ ทรีย์
12. ดินอนิ ทรียห์ รือดนิ พรุ แกไ้ ขโดย ใช้ปนู ปรับปรงุ ดินและใช้ปุย฻ เคมรี ว่ มกบั ป฻ุยอินทรยี บ์ าํ รุงดนิ จะไดผ้ ลดี
14. มลู คา้ งคาวมีธาตุ ไนโตรเจนสูงทส่ี ุด
24. หัวเชือ้ จลุ นิ ทรยี ์ จุลินทรียท์ ม่ี ีจาํ นวนเซลล์ตอ่ หนว่ ยสงู ถกู เพาะเลี้ยงโดยกรรมวธิ ที างวิทยาศาสตร์
25. ลักษณะอาการพชื ในข้อใดทีแ่ สดงว่าพชื ขาดธาตอุ าหาร ตอบ อาการไสก้ ลวงของกะหล่าํ ปลี
26. การแกไ้ ขสภาพดนิ กรดทาํ โดยการใส่ปูนขาว
27. อาการไส้กลวงของกะหล่ําปลี เกิดจากการขาดธาตุโบรอน
28. พืชใชไ้ นโตรเจนในรูปแบบใด ตอบ NO3-
29. แฝก
- ช่อื วิทยาศาสตร์ Vetiveria zizanioides
- กาํ แพงที่มีชวิต รากหย่งั ลกึ ในแนวด่ิง ยาวประมาณ 3 เมตร
- แบง่ เป็น 2 กลุม่
- แฝกลุ่ม พันธ์ุสรุ าษฏร์ธานี กาํ แพงเพชร
- แฝกดอน พนั ธ์ุราชบรุ ี ประจวบคีรขี ันธ์
- สว่ นประกอบของดนิ
1) อนินทรียว์ ตั ถุ 45 %
2) อินทรียวตั ถุ 5 %
3) อากาศ 25 %
4) นํ้า 25 %
- pH ทีเ่ หมาะต่อการเจรญิ เติบโตของพืช 6.0 – 6.5
- อากาศสว่ นใหญใ่ นดินประกอบด้วย O2 N CO2
- คุณสมบตั ิทางกายภาพของดนิ เชน่ ความร่วนซุย การระบายนา้ํ การระบายอากาศ
- คณุ สมบตั ิทางชีวภาพของดิน เชน่ จลุ นิ ทรยี ์ และสัตว์เลก็ ๆ ในดนิ
- ปัจจยั ท่ีมผี ลต่อการเจริญเตบิ โตของพชื
1) แสงแดด
2) อุณหภูมขิ องดิน
3) ความชืน้ และนาํ้ ในดนิ
4) pH
5) ชนดิ และปรมิ าณของก๊าซต่าง ๆ ในดิน

72

2. ปุ฻ย

- ป๋ยุ แบง่ ได้ 4 ประเภท

1. ปุย๋ เคมี

2. ปยุ๋ อนิ ทรีย์ ไดแ้ ก่ ปยุ฻ หมัก ป฻ุยพชื สด และปย฻ุ คอก

- มูลไก่มีธาตอุ าหารสงู ที่สดุ คือ มี N 2.42 %, P 6.29% , K 2.11%

- มาตรฐานของป๋ยุ อินทรยี ์ คือ

- ความชนื้ ไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 35

- ปรมิ าณอนิ ทรยี ว์ ตั ถุมากกวา่ รอ้ ยละ 30

- pH 5.5 – 8.5

- มี N มากกว่าร้อยละ 1 P มากกวา่ ร้อยละ 0.5 และ K มากกว่ารอ้ ยละ 0.5

3. ปุ๋ยชวี ภาพ หมายถึงป฻ุยทม่ี จี ลุ นิ ทรีย์ท่มี ชี ีวิตรวมอยดู่ ้วย สามารถสังเคราะหส์ ารประกอบธาตอุ าหารพชื ได้ มี 2 ประเภท คือ

- กลุ่มจลุ ินทรยี ์ทสี่ ามารถสงั เคราะหส์ ารประกอบธาตุอาหารพชื ได้ เช่น ไรโซเบย้ี ม ในปมรากถ่วั แฟรงเคยี ในปมรากสน

ทะเล สาหรา่ ยสีเขียวแกมน้ําเงินในใบแหนแดง

- กลุ่ มท่ีทําให้ ธาตุ อาหารพืชในดินละลายออกมาเป็ นประโยชน์ต่ อพืช เช่ น ไมเคอร์ ไรซ่ า

ช่วยให้ ธาตุ P ทถ่ี ูกตรงึ อยใู่ นดินละลายออกมาในรูปทพี่ ืชดูดไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้

4. ปุ๋ยอินทรยี ช์ ีวภาพ เปน็ ปย฻ุ ทผี่ า่ นกระบวนการผลติ ที่ใชอ้ ณุ หภมู ิสงู

3. นาํ้ หมักชีวภาพ ไดม้ าจากการหมกั ชนิ้ ส่วนของพืช สัตว์ กากนา้ํ ตาล และนา้ํ

- หมักในระบบเปดิ ที่อากาศเขา้ ได้จะได้ กรดน้าํ สม้ (อะซติ ิก) และยสี ต์

- หมกั ในระบบปิด ทอ่ี ากาศเข้าได้น้อยจะได้ กรดนม (แลคติก)

- น้ําหมกั ทีไ่ ด้จากชิ้นสว่ นของปลาจะให้ธาตอุ าหารมากทส่ี ดุ

4. เรโชปุย฻ หมายถึง สัดส่วนอยา่ งต่ําของปรมิ าณ N P K ที่มีอยใู่ นป฻ุยนนั้ ๆ

5. เทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารพืชเฉพาะพ้นื ท่ีมี 3 ขั้นตอน คอื

1) ตรวจสอบขอ้ มูลชดุ ดนิ 2) ตรวจสอบปรมิ าณ N P K ในดนิ 3) ใชป้ ุย฻ ตามคําแนะนํา

6. ปุย๋ เคมีมาตรฐาน 7 ชนิดทไ่ี มต่ อ้ งข้ึนทะเบยี น คือ

- ปยุ฻ N

- ปยุ฻ ไนโตรเจน เชน่ ยูเรีย (46 - 0 - 0)

- ป฻ุยแอมโมเนยี มซลั เฟต (21 - 0- 0)

- ปยุ฻ P

- ปย฻ุ ซุปเปอร์ฟอสเฟต (0 - 20 -0)

- ปุ฻ยดับเบล้ิ ซปุ เปอรฟ์ อสเฟต (0 - 40 -0)

- ปุ฻ยทรปิ เปิ้ลซปุ เปอรฟ์ อสเฟต (0 - 46 -0)

- ปุ฻ย K

- ปย฻ุ โพแทสเซยี มคลอไรด์ ( 0 - 0 - 60)

- ปย฻ุ โพแสเซยี มซัลเฟต (0 - 0 - 50

32. “ปยุ฻ ส่ังตดั ” คือ การใช้ปยุ฻ เคมีตามชุดดนิ และคา่ วเิ คราะหด์ นิ

33. สารเร่งซปุ เปอร์ พด.

1) สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 = ใช้ในการผลติ ป฻ยุ หมัก

2) สารเรง่ ซปุ เปอร์ พด.2 พด.6 = ใชใ้ นการผลิตปย฻ุ อินทรีย์นํ้า บําบดั นาํ้ เสยี ขจดั กลน่ิ เหม็น

ชนดิ ของปยุ๋
- ปุ๋ยเคมี หรอื ปยุ฻ วิทยาศาสตร์ คอื ปุย฻ ท่ีเป็นอนินทรยี สาร อาจเปน็ ปุย฻ เชิงเดีย่ ว ปุย฻ เชิงผสม และปุ฻ยเชงิ ประกอบ ตวั อยา่ งปยุ฻ เคมีเชน่ ยูเรีย, ปย฻ุ เมด็
16-20-0 แต่ไมร่ วมถึงสารที่ใชส้ าํ หรบั ปรบั ปรงุ ดิน เชน่ ซีโอไลต,์ ภูไมท์ และ สารตา่ ง ๆ ทมี่ คี ณุ สมบัตโิ ครงสร้างทางฟสิ ิกส์ของดินให้ดขี นึ้ ปุ฻ยเคมแี บ่งได้
เปน็ 2 ประเภท คอื

* ปุ฻ยเด่ียวหรือแมป่ ฻ยุ คือ ปยุ฻ ท่ีมีธาตุอาหารหลกั พชื คอื N P K เปน็ สว่ นประกอบของปรมิ าณธาตอุ าหารจะคงท่ี
* ปยุ฻ ผสม คอื ป฻ุยทไี่ ด้จากการเอาแมป่ ฻ยุ หลาย ๆ ชนดิ มารวมกันเพอื่ ให้ได้ปรมิ าณธาตอุ าหารหลกั ของปย฻ุ ตามตอ้ งการเพื่อใหเ้ หมาะตาม
สภาพดนิ ในแตล่ ะพนื้ ท่ี
- ปุย๋ อินทรีย์ คอื ป฻ยุ ที่ได้มาจากการเนา่ เปื่อยของซากสิ่งมีชวี ติ ธาตอุ าหารท่ีไดส้ ่วนใหญต่ อ้ งเกดิ จากการย่อยสลายจากจลุ นิ ทรยี ์กอ่ น เปน็ กระบวนการ
ผลิตสารอาหารจากธรรมชาติ ปย฻ุ อนิ ทรีย์สว่ นใหญม่ ักจะใชป้ ระโยชน์ในการปรบั ปรุงคุณภาพดิน เมอ่ื ใส่ลงไปในดินซากสิ่งมีชีวติ จะคอ่ ย ๆ สลายตวั และ

73

ปลอ่ ยธาตอุ าหารออกมาใหพ้ ชื ช่วยให้ดนิ รว่ ยซยุ แตม่ ีข้อเสียคอื มีธาตุอาหารน้อยและสดั สว่ นไมแ่ น่นอนต้องใชป้ รมิ าณมากจึงจะเพยี งพอกบั ความ
ต้องการของพืช ได้แก่
- ปุย๋ หมกั คอื ปุย฻ ท่ีเกดิ จากเศษพชื ตา่ ง ๆ เชน่ หญ้าและใบไม้ ตน้ ถวั่ ต้นขา้ วโพด ซงั ข้าวโพด เปลือกถว่ั ต่าง ๆ ใบจามจุรี ฟางข้าว ผกั ตบชวา เมือ่ นาํ มา
กองหมกั ไว้จนเน่าเปือ่ ยกใ็ ช้เป็นหมกั ได้
- ปยุ๋ คอก คอื ป฻ยุ ท่ไี ด้จากสิง่ ท่สี ตั ว์ขบั ถ่ายออกมา เชน่ อจุ าจาระ ปสั สาวะของสตั วต์ ่าง ๆ ปุย฻ คอกเปน็ ปุย฻ ท่มี ปี ระโยชน์ในการปรับปรุงสภาพทาง
กายภาพของดนิ ชว่ ยลดอัตราการพงั ทลายของดนิ เพมิ่ ธาตุอาหารให้แก่ดนิ เป็นตน้
- ปุ๋ยพืชสด คอื ปยุ฻ ที่ได้จากการปลูกพชื บํารุงดนิ เชน่ พวกพืชตระกลู ถวั่ เม่ือพชื เจรญิ เตบิ โตถงึ ระยะหนง่ึ เราก็ไถกลบในขณะทพี่ ืชยงั เขยี วและสดอยู่
ซงึ่ มักจะไถกลบในช่วงท่ีพชื กําลังออกดอก เพราะเป็นช่วงท่ีเหมาะสมแกก่ ารให้ธาตุอาหารแก่พืชมากทีส่ ดุ
- ปยุ๋ ชีวภาพ คอื การนําจุลินทรยี ท์ มี่ ชี วี ิตมาใช้เพ่อื เพ่ิมปรมิ าณธาตอุ าหาร หรอื เพม่ิ ความเปน็ ประโยชนข์ องธาตอุ าหารในดิน ปยุ฻ ชีวภาพอาจมีบทบาท
ในการปรับปรุงบาํ รงุ ดินทางชวี ภาพ ทางกายภาพ และทางชีวเคมี และปยุ฻ ชวี ภาพยงั หมายความรวมถงึ หวั เชื้อจุลินทรยี ์
- ปยุ๋ อินทรียช์ ีวภาพ คือ การนาํ ขอ้ ดีของป฻ุย 2 ชนดิ มาผสมกนั โดยนาํ ป฻ยุ อนิ ทรียท์ ผ่ี า่ นกระบวนการควมคุมคณุ ภาพการผลิต โดยนําปุ฻ยอินทรีย์และแร่
ธาตุต่าง ๆ เช่น คเี ลต ธาตุอาหารเสรมิ สารบํารุงดินมาผ่านการฆ่าเชอ้ื และเพาะเชือ้ จลุ นิ ทรีทเ่ี หมาะสม นาํ มาผสมกบั ป฻ุยอินทรยี ์และหมักเพาะ
เช้อื จลุ นิ ทรียท์ ่ีผสมลงไปจนถงึ ระยะเวลาทพ่ี อเหมาะจึงสามารถนาํ ไปใช้งานได้ เปน็ ปยุ฻ ทเี่ หมาะแก่การทาํ เกษตรอินทรีย์

ความหมายของปยุ๋ ตามพระราชบัญญตั ปิ ยุ๋
“ปยุ๋ เคมี” หมายความว่า ป฻ยุ ทีไ่ ดจ้ ากสารอนินทรยี ห์ รอื อินทรยี ์สงั เคราะห์ รวมถึงป฻ยุ เชงิ เดย่ี ว ป฻ุยเชิงผสมและปยุ฻ เชิงประกอบ และหมายความตลอด
ถงึ ปุย฻ อนิ ทรียท์ มี่ ปี ฻ุยเคมีผสมอยดู่ ้วย แตไ่ มร่ วมถงึ ปูนขาว ดนิ มาร์ล ปนู พลาสเตอร์ หรือยปิ ซัม่
“ปยุ๋ อินทรีย์” หมายความวา่ ปุ฻ยทีไ่ ด้จากอนิ ทรยี ์วตั ถซุ ึง่ ผลติ ดว้ ยกรรมวธิ ที าํ ใหช้ ้ืน สบั บด หมัก รอ่ น หรือวธิ ีการอน่ื แต่ไม่ใชป่ ย฻ุ เคมี
“ปยุ๋ เชงิ เดยี่ ว” หมายความวา่ ปุย฻ เคมที มี่ ธี าตุอาหารหลกั ธาตเุ ดียว ไดแ้ กป่ ุย฻ ไนโตรเจน ป฻ุยฟอสเฟต หรอื ปุย฻ โปแตช
“ปุ๋ยเชงิ ผสม” หมายความว่า ปยุ฻ เคมีทไ่ี ด้จากการผสมป฻ุยเคมชี นิดหรือประเภทตา่ ง ๆ เข้าดว้ ยกนั เพอ่ื ใหไ้ ดธ้ าตุอาหารตามต้องการ
“ปุย๋ เชิงประกอบ” หมายความว่า ปุย฻ เคมีที่ทําขึ้นดว้ ยกรรมวธิ ที างเคมแี ละมธี าตอุ าหารหลักอยา่ งน้อยสองธาตขุ ึ้นไป
“ธาตอุ าหาร” หมายความว่า ธาตุที่มอี ยใู่ นปุ฻ยและสามารถเปน็ อาหารแก่พชื ได้
“ธาตุอาหารหลัก” หมายความว่า ธาตอุ าหารไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโปตัสเซียม
“ธาตุอาหารรอง” หมายความวา่ ธาตุอาหารมกั เนเซยี ม คัลเซยี ม และกํามะถัน
“ธาตอุ าหารเสริม” หมายความวา่ ธาตุอาหารเหลก็ มงั กานสี ทองแดง สังกะสี โบรอน โมลบิ ดินัม คลอรนี หรอื ธาตอุ าหารอ่นื ที่รัฐมนตรกี าํ หนดโดย
ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
“ปรมิ าณธาตอุ าหารรบั รอง” หมายความว่า ปรมิ าณข้ันตา่ํ ของธาตอุ าหารหลกั ทผี่ ู้ผลติ หรือผ้นู ําหรือสง่ั เข้ามาในราชอาณาจักรซงึ่ ปยุ฻ เคมรี ับรองใน
ฉลากว่ามีอยู่ในปุย฻ เคมีที่ตนผลติ นําหรอื ส่ังเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วแตก่ รณี โดยคดิ เป็นจาํ นวนร้อยละของน้ําหนักสุทธิของปุย฻ เคมี
- ปยุ๋ อินทรยี ์ คอื ป฻ุยท่ีไดจ้ ากการยอ่ ยสลายอินทรีย์วตั ถโุ ดยจลุ ินทรยี ์กลุ่มใช้ออกซเิ จน (Aerobic Microorganisms) จนมีสารอาหารที่เป็นประโยชนต์ ่อ
พชื ได้แก่ ปุย฻ คอก ปุ฻ยหมัก ปย฻ุ พืชสด ขคึ้ ้างคาว กระดูกปุน และเลอื ดแห้ง
- ปุย๋ เคมี คือ ปุ฻ยทีไ่ ด้จากสิง่ ไมม่ ชี ีวิต เชน่ จากหนิ เหมือนแรต่ า่ ง ๆ หรือ จากการสงั เคราะหข์ ึน้ ทางวิทยาศาสตร์ เชน่ ปุย฻ ยูเรีย แอมโมเนยี มซลั เฟต หนิ
ฟอสเฟตบด ป฻ุยเคมสี ตู รต่าง ๆ

ปย฻ุ เคมจี ะมสี ว่ นผสมของธาตอุ าหารหลกั ของพืช (ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส หรอื โพแทสเซยี ม) ในปรมิ าณทเี่ ข้มขน้ มากกว่าปุ฻ยอินทรีย[์ 1]
จงึ ทาํ ใหป้ ยุ฻ เคมไี ดร้ บั ความนิยมเนอื่ งจากสามารถใชใ้ นปรมิ าณท่นี ้อยกว่าปุ฻ยอนิ ทรยี ์

ถงึ แมว้ ่าปย฻ุ เคมจี ะมธี าตุอาหารพืชเขม้ ขน้ กวา่ ปุย฻ อนิ ทรยี ์ แตป่ ย฻ุ เคมไี ม่มีคณุ สมบตั ิในการปรับปรุงโครงสรา้ งของดนิ ใหโ้ ปร่งและรว่ นซยุ ได[้ 1]
นอกจากนั้นปุ฻ยเคมสี ่วนใหญม่ กั จะไม่มีธาตอุ าหารรอง และธาตุอาหารเสรมิ ท่มี ีในป฻ุยอินทรีย์ แต่อยา่ งไรกต็ ามในตลาดป฻ยุ เคมีปจั จุบัน มปี ฻ยุ เคมีหลาย
ประเภททมี่ กี ารผสมธาตอุ าหารรองเขา้ ไป เพ่ือลดปญั หานลี้ ง
สูตรปยุ๋
สตู รปยุ฻ คอื ตัวเลข 3 ตวั โดยมขี ดี ค่ันกลาง เปน็ ตัวเลขท่ีใชบ้ อกสัดสว่ นปริมาณธาตุอาหารหลัก 3 ชนิดของปุ฻ย ไดแ้ ก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และ
โพแทสเซียม ตามลําดบั เชน่ ปย฻ุ กระสอบละ 100 กิโลกรมั สูตร 46-0-0 จะมสี ่วนผสมเน้ือธาตไุ นโตรเจน 46 กิโลกรัม, ปย฻ุ 16-20-0 จะมสี ว่ นผสมของ
เนอื้ ธาตุไนโตรเจน 16 กิโลกรมั และเน้ือธาตุฟอสฟอรสั 20 กิโลกรมั , หรอื ปุย฻ 15-15-15 จะมสี ว่ นผสมของเน้อื ธาตไุ นโตรเจน 15 กิโลกรมั เนือ้ ธาตุ
ฟอสฟอรสั 15 กิโลกรมั และ เนอ้ื ธาตโุ พแทสเซยี ม 15 กิโลกรมั

ป฻ยุ บางชนดิ จะมีธาตุอาหารรอง (หรอื บางครง้ั เรยี ก จลุ ธาต)ุ อยู่ด้วยและมกั จะเตมิ ทา้ ยสตู รปย฻ุ ดว้ ย "TE" ซงึ่ TE ยอ่ จาก Trace Element ที่
หมายถงึ จุลธาตุ ในภาษาองั กฤษ
- ปุ๋ยเชงิ เดี่ยว หรอื แมป่ ุ๋ย คอื ป฻ุยเคมีทม่ี ธี าตปุ ย฻ุ อยเู่ พยี งธาตเุ ดยี ว เชน่ ยเู รีย มไี นโตรเจนเพียงธาตุเดยี ว หรือโปรตสั เซยี มคลอไรด์ มโี ปรตสั เซยี มอยู่
เพยี งธาตุเดียว เปน็ ตน้ [1]
- ปุ๋ยเชงิ ผสม, ปยุ๋ ผสม, หรอื ปยุ๋ เบา๊ ค์ (ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษ Bulk Blending Fertilizer) จะเปน็ การผสมของปุ฻ยเชิงเดี่ยว เพอ่ื ใหไ้ ดอ้ ัตราสว่ นของ
ธาตอุ าหารตามท่ีต้องการ ซ่งึ เปน็ การผสมทางกายภาพ เชน่ คลกุ สว่ นผสมของปย฻ุ เชงิ เดย่ี วแตล่ ะชนดิ ตามนา้ํ หนัก

74

- ปุ๋ยเชิงประกอบ คอื ปุ฻ยเคมที ่ที าํ ขน้ึ ด้วยกรรมวธิ ีทางเคมแี ละมีธาตอุ าหารหลกั อยา่ งน้อยสองธาตุขึน้ ไป ซ่งึ การทาํ ด้วยวธิ ีทางเคมจี ะทาํ ให้ธาตอุ าหาร

ในเนอ้ื ปุ฻ยมคี วามสมาํ่ เสมอมากกว่าป฻ุยเชงิ ผสม แตโ่ ดยท่ัวไปปุย฻ เชิงประกอบกจ็ ะมรี าคาทสี่ ูงกว่าด้วย จงึ เหมาะกับพืชที่มีความออ่ นไหวตอ่ สารอาหาร

- ปุย๋ ชนดิ อ่ืน ๆ

ปุย฻ ละลายช้า หรือ ปย฻ุ ควบคมุ การละลาย คือ ป฻ยุ ทจ่ี ะคอ่ ย ๆ ปล่อยสารอาหารออกมา

ปย฻ุ ละลายช้ามีอยหู่ ลายชนดิ ด้วยกนั รวมถงึ ชนดิ เคลอื บพลาสติก (Plastic coated), ชนดิ เคลือบสารละลายชา้ (Slowly soluble coating),

ชนิดยูเรยี อลั ดไี ฮด์ (Urea aldehydes), ชนดิ เคลือบกํามะถนั (Sulfur coated) เป็นตน้ แตล่ ะชนดิ มคี ุณสมบัตแิ ตต่ ่างกัน เช่น ชนดิ เคลอื บพลาสตกิ

อตั ราการปล่อยสารอาหารจะขน้ึ กบั ความหนาของพลาสตกิ ที่เคลือบ ชนดิ ยเู รยี อลั ดีไฮด์อตั ราการปล่อยสารอาหารจะสงู ในตอนแรก ๆ และจะช้าลง

ตลอดจนหมดในเวลา 3 ปี ชนดิ เคลือบกํามะถนั จะมรี ะยะเวลาในการใชอ้ ยรู่ าว ๆ 3-4 เดอื น

ปุ฻ยละลายชา้ ช่วยทาํ ใหพ้ ืชไดร้ ับสารอาหารอย่างสมํ่าเสมอ แบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไปลดความเสย่ี งจากภาวะทเี่ รียกว่า "จุกหรอื อด" (feast or

famine) ท่ีพืชอาจได้รับปุ฻ยมากเกนิ ไปในชว่ งแรกแล้วหลังจากสารอาหารถูกชะล้างไปหมด กจ็ ะขาดสารอาหารได้ นอกจากน้ัน ปุย฻ ละลายชา้ ยงั มขี อ้ ดี

ในแงส่ งิ่ แวดล้อมอกี ด้วย เพราะมนั ยงั ชว่ ยลดปรมิ าณสารเคมที ี่ถกู ชะล้างจากแหลง่ เพาะปลกู ลงไปสู่แหลง่ ทม่ี นี าํ้ ธรรมชาติอกี ด้วย

ปยุ๋

1. ปย฻ุ สง่ั ตดั คอื การจดั การธาตอุ าหารพชื ให้เหมาะสมเฉพาะพื้นที่

2. ธาตุอาหารมี 18 ธาตุ จําเป็นตอ่ พชื 17 ธาตุ

3. พชื ได้ 3 ธาตจุ ากนา้ํ และอากาศ คอื C H O

4. อาหารหลกั

1) N ไนโตรเจน 46-0-0

2) P ฟอสฟอรสั 18-46-0

3) K โปแตส 0-0-60

5. อาหารรอง

1) Ca แคลเซยี ม

2) Mg แมกนีเซียม

3) S ซลั เฟอร์

6. จุลธาตุ 8 ธาตุ Fe Mn Zn Cu B Mo Cl Ni

7. ไถกลบฟางข้าวมี K มาก

8. ปุ฻ยพืชสด = พืชตระกลู ถั่วตา่ ง ๆ = ไถกลบตอนออกดอกดสี ุด

9. pH 6 – 7 = พืชเตบิ โตไดด้ ี

10. ปลกู ไมด้ อก = เนน้ ปยุ฻ P

11. พืชตระกูลสม้ = เนน้ Zn

12. พชื กินใบ = เนน้ N

13. แหนแดง = ทดแทนป฻ุยไนโตรเจน N

14. ปย฻ุ ท่ไี ดจ้ ากการสลายตวั ผพุ ังของสง่ิ มชี ีวิต = ป฻ยุ พืชสด ป฻ุยคอก ปย฻ุ หมัก

15. ปุ฻ยมี 3 ชนดิ

1) อนิ ทรีย์

2) เคมี

3) ชีวภาพ

ดิน

1. พืชทนดินกรด สบั ปะรด / กล้วย / มะม่วง

2. ดินเปรยี้ ว หรือเปน็ กรด เพราะขาดธาตุ P ฟอสฟอรัส / ธาตุเหลก็ เยอะ / แก้ไขโดยใชป้ นู ขาว / ปลกู พชื ตระกลู ถั่ว

3. ห่มดิน = ทาํ ให้ดินมจี ุลนิ ทรยี ์

4. จุลนิ ทรียท์ ่ีมปี ระโยชน์ต่อพชื 3 กลุ่ม

1) ตรงึ ไนโตรเจน = ไรโซเบยี่ ม อะซโิ ตน ครอสซิเดยี ม = พืชตระกลู ถ่ัว

2) ย่อยสลาย = เชอ้ื รา แบคทีเรีย

3) ย่อยฟอตเฟต แร่ธาตุ = บาซลิ ัส แอสเปอจิรสั

5. แกล้งดนิ = แก้ปญั หาดนิ เปร้ียว หรอื ดินเปน็ กรด

1) ขงั นํา้ ไวใ้ นพน้ื ท่ี จนดนิ เปร้ียวจัด

2) ระบายน้ําออก

3) ปรับสภาพฟ้นื ฟดู นิ ด้วยปูนขาว

1. ดินเปรี้ยวเกดิ จาก = ดินเป็นกรด

75

2. พน้ื ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจในช้ันความเหมาะสมตา่ งๆ = 13 ชนดิ
3. ความเหมาะสมของดนิ แบง่ เป็น = 4 ระดับ
4. วิธีการเกบ็ ตัวอย่างดิน

1) 1 ตัวอย่างไมเ่ กนิ 25 ไร่ หรือลกั ษณะดนิ เหมือนกัน พืชชนิดเดียวกัน
2) เก็บ 25 จุด กระจายในพนื้ ที่ 25 ไร่ หรอื 1-2 จุด ตอ่ ไร่
3) ดินบน ลึก 6 นิว้ / ดินล่าง ลกึ 12 นวิ้
4) แยกดนิ บนดินล่าง
5) คลุกดินให้เขา้ กนั
เก็บดินหลงั เกบ็ เกี่ยว หรือ 2 เดอื น ก่อนปลกู พืช

เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์

1. Spectrophotometer คอื เครอ่ื งมือตรวจสอบหาปรมิ าณอะมิโลส

2. Refrextrometer คือ เคร่อื งมือวัดความหวานเปน็ องศาบรกิ ซ์

3. เครื่องวดั ฝน riangange เชค็

4. เครอ่ื งวัดอณุ หภมู ิ thermometer , thermohygroghaphy

5. เครื่องวัดความชน้ื hygrometer , thermohygroghaph

6. เครอ่ื งวัดความเรว็ ลม Anemometer

7. 1 ตารางกิโลเมตร เทา่ กับ 625 ไร่

8. พื้นท่ี 1 เอเคอร์ = 2.5 ไร่

9. 1 นาโน เท่ากับ 1 * 10 ยกกาํ ลังลบ 9

10. PPM (part per million) หน่ายวดั คือ หนง่ึ สว่ นในลา้ นส่วน

11. pH meter = เครอื่ งมอื วดั ความเปน็ กรด – ด่าง

12. Conductivity meter = เครื่องมือวัดการนําไฟฟาู

13. Test kits = ชดุ ตรวจปรมิ าณธาตุอาหารในดิน

14. Tensiometer = เคร่อื งมือวัดความช้นื ดิน มหี นว่ ยวดั เปน็ มลิ ลโิ มห์ / เซนติเมตร

15. Field capacity = นาํ้ ในดนิ ที่เปน็ ประโยชน์ตอ่ พชื มากที่สุด

16. Actinometer = เครือ่ งมอื วัดความเขม้ แสง

ทวั่ ไป

9. ในการผลติ ไบโอดีเชลจากสบดู่ ํา ไดม้ าสว่ นใดของสบดู่ าํ ตอบ เมลด็

10. รงควัตถใุ นมงั คดุ ท่เี มือ่ สกุ จะเปลยี่ นสีของเปลือกจากสีเขียวเปน็ สีม่วงแก่คอื Anthocyanin สว่ นในผลไมท้ ีม่ สี เี หลือง สม้ จะเปน็ Carotenoid

11. สารให้ความเผด็ ในพริก Capsaicin มหี น่วยวัดเปน็ สโคลว์ ิลล์

12. พชื ท่ี คสช. แนะนําให้ปลกู ทดแทนการทาํ นาปรังคอื พชื ตระกลู ถ่วั

13. กหุ ลาบปลูกมากที่สดุ ท่ี อ.พบพระ จ.ตาก

14. ผลไม้ท่ีมวี ติ ามนิ C สงู ท่สี ุด คือ ฝรั่ง

15. ลกั ษณะกระเจย๊ี บเขยี วทต่ี ลาดตา่ งประเทศต้องการคอื มี 5 เหลีย่ ม ปลอดจากโรคและแมลง ความยาว 5-12 cm. สด มีเส้นใยน้อย สีเขยี ว

16. กลีบของ หอม และกระเทยี ม เปน็ ส่วนของใบ

17. แกว้ ลืมรัง คือ ชื่อพันธมุ์ ะม่วง ส่วนมะมว่ งพันธ์ุท่สี ่งออกมากท่ีสดุ คอื มะมว่ งแก้วธรรมดา

18. ผลไมผ้ ลกลมุ่ คอื นอ้ ยหนา่ สตอเบอรร์ ่ี สว่ นผลรวม เช่น สัปปะรด ขนุน

19. ผลไม้ก่งึ เมอื งร้อน เชน่ องุ่น ลน้ิ จ่ี อาโวคาโด

20. สตรอเบอร์ร่ีขยายพนั ธ์ุโดยใช้สว่ นท่ีเรียกว่า stolon

21. ปุยฝูาย 1 กิโลกรัมได้จากฝูายทง้ั เมลด็ 3 กโิ ลกรมั

22. ถั่วเขยี วพันธ์ชุ ัยนาท 36 ไดช้ ือ่ พันธต์ุ าม วโรกาสเฉลมิ พระชนม์สมเดจ็ พระเทพ ครบ 36 พรรษา

23. พชื สง่ เสริมสําหรบั การผลติ เอทานอลคือ ออ้ ยและมนั สาํ ปะหลัง

24. พชื สง่ เสรมิ สําหรับการผลติ ไบโอดเี ซล คอื มะพร้าว ปาลม์ นา้ํ มัน และ สบู่ดาํ

25. สารพิษในสบดู่ ํา คอื Curcin

26. ไผช่ นดิ ใดใชท้ าํ ขลยุ่ ไผร่ วก

27. ไผช่ นิดใดใช้ทําระนาด ไผบ่ ง

28. พชื อะไรสง่ ออกมากทีส่ ดุ ตอบ กล้วยไม้

29. ประเทศใดสง่ ออกพริกไทยมากทีส่ ดุ ตอบ เวยี ดนาม 76
30. มะมว่ งเพ่อื การคา้ ปลกู มากทภี่ าคใด ตอบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
31. ชาอะไรมาทําเป็นชาองั กฤษ ชาอสั สมั หรือจุ่มเฉพาะ
32. ทเุ รยี นผสมเกสรชว่ งใด 1 ทุ่มเป็นต้นไป
33. ขอ้ ใดเปน็ ไมผ้ ลเศรษฐกิจ มะม่วง ลาํ ไย ทุเรยี น เงาะ มงั คดุ
34. เหด็ ฟางตัง้ แต่ระยะเข่ียเชือ้ จนถงึ การเก็บผลผลิต ในระยะเวลากว่ี นั 8-9 วัน
35. โครงการทา่ มะพลาโมเดล ตอบ มงั คุด ชมุ พร
36. ส้มโอทับทมิ สยาม ปลกู มากท่ี นครศรีธรรมราช
37. ลนิ้ จี่ พันธุ์สง่ เสรมิ ภาคเหนอื พันธุ์ฮงฮวย กมิ เจง็ โอเฮย้ี ะ จักรพรรดิ ภาคตะวันตก พันธ์คุ อ่ ม
43. มังคดุ

- เปลือก ประกอบดว้ ย
- Xanthone (แซนโทน) : antioxidant
- Tannin : ฝาดสมานทาํ ใหแ้ ผลหายเร็ว

ผลมงั คดุ ประกอบดว้ ย
- สารไฟเบอร์ ช่วยในการยอ่ ยอาหาร ดีตอ่ ระบบขับถา่ ย
- สาร Pactin ท่ีเปน็ สารเมอื ก ช่วยหล่อลน่ื ลาํ ไส้ ชว่ ยให้ขับถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก

เมลด็ ประกอบดว้ ย
- กรดโอเลอกิ / กรดไอโนเลอกิ : ลดไขมนั ลดโคเลสเตอรอล

- พนั ธุ์ท่ีปลูกในปจั จบุ นั “ พันธ์ุพน้ื เมอื ง ” เมล็ดเจริญมาจากเนอื้ เย่อื ของต้นแม่ เปน็ ไม้ผล
ทีไ่ มไ่ ดผ้ สมเกสร เนือ่ งจากดอกตัวผเู้ ป็นหมัน

- วิธกี ําจดั แมลงวนั ผลไม้ดว้ ยความร้อนในมงั คดุ กอ่ นสง่ ออก มี 3 วธิ ี
1) อบไอนา้ํ 2) อบอากาศรอ้ น 3) อบไอนํา้ ปรับสภาพความชนื้ สมั พัทธ์

- การอบไอน้ามังคุดสดเพอ่ื ส่งไปประเทศญปี่ ุน่ ทีอ่ ณุ หภูมิ 46 องศาเซลเซียส 58 นาที
44. การอบไอนํา้ มะม่วงสดเพอื่ ส่งไปประเทศญีป่ ุน

- สง่ ออกได้เฉพาะมะมว่ งสด พันธุ์หนังกลางวนั (งาช้าง) นํ้าดอกไม้ แรด และพมิ เสน
- พันธ์ุหนังกลางวัน 10 นาที ที่อุณหภมู ิ 46.5 องศาเซลเซยี สหรอื สูงกวา่
- พนั ธน์ุ ํ้าดอกไม้ แรด และพิมเสน 20 นาที ที่อณุ หภูมิ 47 องศาเซลเซียส

การอบไอนา้ มะม่วงสดและมงั คุดสดไปประเทศญีป่ ุ่น
1) มะมว่ ง ส่งออกได้เฉพาะมะม่วงสด พันธห์ุ นังกลางวัน (งาชา้ ง) นา้ํ ดอกไม้ แรด และพมิ เสน

- มะม่วงพันธ์ุหนังกลางวัน 10 นาที ที่อุณหภูมิ 46.5 องศาเซลเซียสหรือสงู กว่า
- มะมว่ งพนั ธน์ุ ํ้าดอกไม้ แรด และพมิ เสน 20 นาที ท่อี ณุ หภูมิ 47 องศาเซลเซยี ส
2) มังคุด 58 นาที ท่ีอณุ หภูมิ 46 องศาเซลเซียส
45. ทเุ รียน
- พันธุ์ท่นี ิยมปลกู เปน็ การค้าในปัจจุบันมี 4 พนั ธ์ุ 1) หมอนทอง 2) ชะนี 3) กา้ นยาว 4) กระดุมทอง
- การขนสง่ ทุเรียนไปต่างประเทศทางอากาศต้องจุ่มผลในสารละลาย เอทธิฟอน ความเข้มข้น 1,000 - 2,000 พีพีเอ็ม
ส่วนกา้ นในสารละลาย เอทธฟิ อน ความเข้มขน้ 10,000 พีพีเอ็ม เพ่ือให้ผลสกุ เสมอกัน
46. ลําไย
- พนั ธุ์ส่งเสริม อีดอ สีชมพู เบยี้ วเขยี ว แหว้
- สารเรง่ การออกดอกลําไย (ลําไยนอกฤด)ู โพแทสเซยี มคลอเรต (KCLO3)
47. หนอ่ ไมฝ้ รั่ง
- อยใู่ นตระกลู Liliaceae
- พนั ธุ์ส่งเสริม Brocked improve และ Brocked imperial
48. ชา
- พันธุ์ส่งเสรมิ อสั สมั ชิงชิงอู่หลง ชิงชิงตาฟาู ง อหู่ ลงกา้ นออ่ น
- การตดั แต่งกง่ิ
- ชาอายุนอ้ ยให้เด็ดยอดสูงจากพน้ื ประมาณ 20 ซม.
- ชาอายุมากใหต้ ดั แตง่ ก่งิ สูงจากพนื้ ประมาณ 50 - 60 ซม.
49. ลกั ษณะของกระเจ๊ยี บเขียวทต่ี ลาดตา่ งประเทศตอ้ งการ
- สเี ขยี วแก่ ฝกั ตรง 5 เหลยี่ ม ความยาว 7 – 10 ซม.

77

50. พริก
- มีสาร Capsaicin
- หน่วยวดั ของความเผด็ ของพรกิ Scovill unit
- อายตุ ั้งแตเ่ พาะเมล็ดถงึ เก็บเกย่ี ว 90 – 120 วัน

51. พรกิ ไทย
- พันธส์ุ ่งเสริม ซาราวัค คชุ ชง่ิ มาเลเซยี ซลี อน ปะเหลยี่ น กระบ่ี
- ขยายพันธโ์ุ ดยการปักชาํ
- มีสาร Piperin

52. เหด็
- ชนดิ ท่ีเพาะในถุงพลาสติก นางรม นางฟูา เปา฻ ฮ๊อื ยานางิ (เหด็ โคนญปี่ นุ ) หูหนู ขอนขาว
- ชนิดทีเ่ พาะในโรงเรอื น ฟาง ถว่ั โคนนอ้ ย
- ชนดิ ทีเ่ พาะกลางแจง้ ฟาง 10 – 15 วนั สายพันธ์ุเบอร์ 2 , 4 , 6 , 9 , 10

53. แครอท
- พันธส์ุ ่งเสริม หงษแ์ ดง New Kuruda , Imperater , Nantes
- มสี าร เบตา้ แคโรทนี

54. เหด็ ท่มี ีพษิ
- เห็ดไข่ห่าน (amanita virosa) พบมากทางภาคเหนือ
- เห็ดหัวกรวดครบี เขียวอ่อน พบมากทางภาคกลาง
- เหด็ หัวกรวด เห็ดขี้ควาย พบมากทางภาคใต้
- เห็ดระโงกหิน พบมากทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

55. สตรอเบอรร์ ่ี
- เปน็ พืชท่อี งคก์ าร NASA เตรยี มนําไปทดลองปลูกบนดาวองั คาร
- พันธุท์ ีโ่ ครงการหลวงสง่ เสริมใหป้ ลูก พระราชทานเบอร์ 50 , 70 , 72
- ส่วนทใ่ี ช้ขยายพนั ธ์ุ = ไหล (Stolon)

56. เผือก
- พนั ธุ์ส่งเสรมิ เชยี งใหม่ , พิจติ ร 016 (เผอื กหอม)
- ขยายพนั ธโุ์ ดยใช้วิธี เพาะเมลด็ เพาะเลยี้ งเนอื้ เยอ่ื หนอ่ หวั พันธุ์ (ลกู ซอ)

57. ปว๋ ยเหล็ง (Spinach)
- ปลูกไดต้ ลอดปใี นพ้นื ทเี่ หนือระดบั น้าํ ทะเล 800 เมตร
- อุณหภูมิทเ่ี หมาะสม 18.0 – 20.0 องศาเซลเซียส
- pH 6.2 – 6.9 ปลกู โดยการหวา่ น ใชเ้ มล็ดพนั ธ์ุ 1.6 – 4.5 กก./ไร่

58. แตงโม
- พันธุ์สง่ เสรมิ ซูการเ์ บบี้ (พันธุเ์ บา) 65 วัน ชารล์ สตันเกรย์ (พันธ์หุ นัก) 85 วนั
- เปน็ พืชท่ีตอ้ งใช้คนช่วยในการผสมเกสร เรยี กวา่ “ การต่อยอด ”
- ถ้าดดี ผลแตงโมแลว้ มเี สยี งทึบเหมือนมีลมอยขู่ ้างในแสดงว่าแก่เกนิ ไป เรียกว่า “ ไสแ้ ห้ง ”

59. มันฝร่งั
- พนั ธส์ุ ง่ เสริม พันธุส์ ปนุ ต้า (บรโิ ภคสด) พนั ธเ์ุ คนนเี บค (สง่ โรงานแปรรูป)

60. บวั หลวง
- พันธุ์สัตตบงกช (สีชมพู) สตั ตบุตย์ (สีขาว) บณุ ฑริก (สีขาว)

61. มะลลิ าพนั ธ์ุท่สี ่งเสริมและนยิ มปลกู มี 3 พนั ธ์ุคือ
1. พันธุแ์ มก่ ลอง
2. พนั ธ์รุ าษฎร์บรู ณะ
3. พันธชุ์ มุ พร

62. สมนุ ไพร
สมนุ ไพรทีใ่ ชใ้ นงานปศุสัตว์
- กระเทยี ม (Garlic) Allium sativum L. วงศ์ Liliaceae (Alliaceae)
- สว่ นทีใ่ ชป้ ระโยชน์ หัว
- สารสําคญั อลั ลซิ ิน (Allicin) ประมาณ 0.6-1% อลั ลซิ ัลไฟด์ (Alli sulfide)
ประโยชน์ ใช้รกั ษา โรคตาเจบ็ ในโค

78

- กวาวเครอื ขาว Pueraria mirifica วงศ์ Leguminosae
- ส่วนทใี่ ช้ประโยชน์ หวั
- สารสาํ คญั สารกลุ่ม coumarins ไดแ้ ก่ coumestrol , mirificoumestan
- ผสมในอาหารไก่ไข่ทร่ี ะดับ 100 พีพเี อ็ม จะชว่ ยเพ่มิ ปริมาณนา้ หนักไขไ่ ก่

- ข่า (Galanga) Alpinia galanga วงศ์ Zingiberaceae
- สว่ นทใี่ ชป้ ระโยชน์ เหงา้
- สารสาํ คญั นํา้ มนั หอมระเหยประกอบดว้ ย Garangol , Cineole , Pinene , Gingerol Shogoal , Camphor , Eugenol

- ตะไคร้ (Lemon grass) Cymbopogon Citratus วงศ์ Gramineae
- สว่ นที่ใชป้ ระโยชน์ ใบและลาํ ต้น
- สารสําคญั มนี าํ้ มนั หอมระเหย Lemon grass oil หรือ Verbena oil หรอื Indian

molissa oil ซ่ึงมฤี ทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรยี บางชนดิ
- ตะไครห้ อม (Citronella grass) Cymbopogon nardus Rendle. วงศ์ Gramnineae
- สว่ นทใ่ี ช้ประโยชน์ ใบและลาํ ต้น
- สารสาํ คญั Methyl eugenol , Verbena oil , lemmon oil , indian molissa oil,
- ใบแห้ง สามารถนํามาใชร้ องไวใ้ นรังไก่ ช่วยกาจดั ไรไก่
- บอระเพด็ (Boraphet) Tinospora crispa วงศ์ Menispermaceae
- ส่วนทใี่ ช้ประโยชน์ เถา
- สารสําคญั มีสารรสขม picroetin
- มนั แกว (Yam bean) Pachyrhizus erosus วงศ์ Papilionaceae
- ส่วนที่ใช้ประโยชน์ เมล็ด
- สารสาํ คญั Pachyrrhizin และ Rotenone
- ดาวเรือง (Marigolds) Tagetes erecta Linn. วงศ์ Compositae
- ส่วนทใ่ี ชป้ ระโยชน์ ดอก
- สารสาํ คญั - ช่อดอกมี flavonoid glycoside , tagetiin 0.1% และสารเรอื งแสง
- ใบมี kaempferitrin , เมลด็ มนี าํ้ มัน

ความรู้ดา้ นพชื พลังงาน
1. พืชพลงั งาน

- อ้อย (เอทานอล)
- มนั สําปะหลงั (เอทานอล)
- ปาลม์ นํา้ มัน (ไบโอดเี ซล)
- สบู่ดาํ (ไบโอดเี ซล)
2. มันสาปะหลงั พนั ธุร์ ะยอง 9 สามารถผลติ เป็นเอทานอลไดม้ ากกว่าพันธ์ุอื่น
3 สบู่ดา
- เปน็ พชื พลังงานประจาไรน่ า
- มะหุ่งฮ้วั (ภาคเหนอื ) หงเทศ (ภาคใต)้ มะเยา , สหี ลอด (อสี าน) ยาเคาะ (ภาษายาวี)
- ชือ่ สามัญ Physic nut หรอื Purging nut
- ชอ่ื วทิ ยศาสตร์ Jatropha curcas Linn อยใู่ นวงศไ์ ม้ยางพารา Euphorbiaceae
- ในใบและเมลด็ สบูด่ าํ มสี าร Hydrocyanic
- ในนา้ มันสบ่ดู ามสี าร Curcin
- เมล็ดมีปริมาณนาํ้ มัน ร้อยละ 35 บีบแล้วเหลือร้อยละ 25
- เมลด็ สบูด่ าํ 4 กก. หบี สกดั เปน็ นํ้ามนั ได้ 1 ลติ ร
- นาํ้ มันสบู่ดาํ ท่ีสกดั แล้ว สามารถกล่นั เป็นไบโอดเี ซลได้ 90% กลีเซอรอล 10%
- ไบโอดเี ซลทไ่ี ดจ้ ากสบูด่ ํา กรมสง่ เสรมิ การเกษตรแนะนาํ ให้ใช้กับเครือ่ งยนต์สบู เดยี ว (เครอื่ งยนต์เกษตร เชน่ คูโบต้า , ยนั มาร)์ เทา่ น้นั
4. ขา้ วฟาุ งหวาน (Sweet sorghum)
- ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Sorghum bicolor (L.) Moench
- ต้นข้าวฟาุ งหวาน 1 ตันท่ีค่าความหวาน 75 - 80 บรกิ ซ์ สามารถนําไปผลติ เปน็ เอทานอลได้
350 – 420 ลิตร
- จุดเด่นของขา้ วฟาุ งหวาน คอื ให้ผลผลติ ไดต้ อ่ เนอ่ื งตลอดทั้งปี อายกุ ารเกบ็ เกีย่ ว 100 – 120 วนั

79

- ปลกู ได้ 3 รนุ่ /ปี

- พนั ธท์ุ นี่ ิยมปลกู คอื พนั ธ์ุ มข. 40

5. เอทานอล

จากออ้ ย

- ออ้ ยสด 1 ตัน ผลติ ได้ 70 ลติ ร

- กากนาํ้ ตาล (โมลาส) 1 ตัน ผลติ ได้ 260 ลติ ร

- เอทานอลจากออ้ ยสว่ นใหญไ่ ด้มาจากกากนาํ้ ตาล (โมลาส)

จากมนั สาปะหลงั

- หวั มันสดพันธ์รุ ะยอง 9 1 ตนั ผลิตได้ 200 ลิตร

- หวั มันสดพนั ธอุ์ ่นื ๆ 1 ตนั ผลิตได้ 167 ลติ ร

- มันเสน้ 1 ตนั ผลติ ได้ 333 ลิตร

ชนดิ ของเอทานอล

- เกรดอุตสาหกรรม หมายถึง เอทานอลบริสุทธ์ิ 95%

- เกรดทใี่ ชเ้ ป็นเชอื้ เพลิง หมายถึง เอทานอลบรสิ ุทธิ์ 99.5%

แก๊สโซฮอล์ หมายถงึ แกส๊ โซลีน + แอลกอฮอล์

E 10 หมายถึง เบนซนิ 90% + เอทานอล 10%

E 20 หมายถงึ เบนซิน 80% + เอทานอล 20%

E 85 หมายถึง เบนซนิ 15% + เอทานอล 85%

ในปี 2551 ประเทศไทยมีโรงงานเอทานอลที่เปิดทาํ การผลติ แลว้ 11 โรง

6. ไบโอดีเซล

- เมลด็ สบู่ดํา 4 กก. หีบสกดั นํ้ามนั ได้ 1 ลิตร

- ปาล์มนาํ้ มันผลติ เป็นไบโอดีเซลได้ประมาณ 95 % ของน้าํ หนักผลผลติ

- B5 หมายถึง ไบโอดเี ซล 5% : ดีเซล 95%

64. หญา้ คา มชี อื่ เรียกอ่ืน ๆ คือ ลาลาง (มลายู) ลาแล (มลาย-ู ยะลา) เก้อฮี (กระเหรย่ี ง-แมฮ่ อ่ งสอน) แปะเหม่ากงึ เต่ยี มเชากึง(จีน)
65. พชื C4 เป็นพืชที่มถี น่ิ กําเนิดในเขตรอ้ นหรือกงึ่ ร้อน เชน่ ข้าวโพด ขา้ วฟุาง ออ้ ย หญ้าแพรก หญ้าแห้วหมู ผักโขมจีนและบานไมร่ โู้ รย
เป็นตน้
66. ดอกเบญจมาศ = ใช้เมล็ดขยายพันธุ์
67. เมลด็ ไมด้ อกทม่ี ขี นาดเล็กทส่ี ดุ คอื กุหลาบหนิ 1 ล้าน – 2.5 ล้านเมลด็ /ออนซ์
68. สารทีเ่ กย่ี วข้องกับการสังเคราะห์แสง คอื ATP และ NADPH
69. สมเดจ็ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชนิ ีนาถพระราชทานต้นไม้ประจาํ จังหวัดให้แก่ผวู้ ่าราชการจังหวดั ท้งั 76 จงั หวัด เพ่อื นําไปปลกู เป็นสริ ิ
มงคล เมอ่ื วนั ที่ 9 พฤษภาคม 2537 ณ ศูนยก์ ารประชุมแหง่ ชาตสิ ิริกติ ิติ์ เน่ืองในวโรกาสพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวทรงครองราชย์ปีท่ี 50
70. ไม้ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง คอื 1. ได้ไมผ้ ล 2. ไดไ้ มส้ รา้ งบ้าน 3. ได้ไมฟ้ ืน 4. ชว่ ยอนุรักษด์ ินและตน้ นาํ้ ลาํ ธาร
71. ลิ้นมังกร เพิ่มปริมาณออกซิเจน
72. ไม้ใบประดบั ที่องคก์ าร NASA วิจยั พบว่ามปี ระสิทธิภาพในการดดู สาร ฟอร์มลั ดไี ฮด์ คือ วาสนา
73. ไม้ประดับทสี่ ามารถขจดั ฟอรม์ ลั ดไี ฮด์ ไดด้ ที ส่ี ดุ คอื ปาล์มไผ่
74. ไม้ประดบั ดดู สารพิษ ปาลม์ ไผ่ เขียวหม่ืนปี ตีนตกุ๊ แกฝรงั่ เยอรบ์ ีร่า วาสนา ลิ้นมังกร เบญจมาศ เดหลี
75. ไมป้ ระดบั ฟอกอากาศ วา่ นหางจรเข้ สาวนอ้ ยประแปูง พลดู ่าง ไทรใบใหญ่ ฟิโลใบหัวใจ มรกตแดง

สัตว์
1. ปลานลิ จติ ลดา เขา้ มาในเมืองไทยเมอื่ 25 มนี าคม 2508 โดยจกั พรรดิ อากิฮิโต ของญี่ปุน
2. ปลานิลแปลงเพศ โดยใหก้ ินฮอโมน 17 แอลฟารเ์ ทสโทสเตอร์โรน แปลงจากเพศเมยี เปน็ เพศผู้
3. ปลากนิ พืช ไดแ้ ก่ เฉา ซง้
4. หมู ต้ังท้อง 3 เดอื น 3 อาทติ ย์ 3 วัน
5. ไขห้ วดั นก (Highly Pathogenic Avian Infuenza) พบคร้ังแรกที่ บ้านแหลม อําเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ชนิดที่พบใน

ไทย H5N1 เชอื้ ไวรศั สามารถอยใู่ นสิง่ แวดลอ้ ม 105 วนั
6. OIE (Office Of International Epizootes) องค์การโรคระบาดสตั ว์ระหวา่ งประเทศ สําหรับการควบคุมโรคระบาดในประเทศ อยู่

ภายใต้ พรบ.โรคระบาดสัตว์ 2499แกไ้ ข 2542
7. หนว่ ยงานกรมปศสุ ตั ว์ มาตราท่ี 17 มาตร 18 และมาตรา 19 ห้ามเคลอ่ื น ไก่ เป็ด หา่ น หรือซาก นอกจากได้รับอนุญาต

80

ผึ้ง

- ผ้งึ มี 3 วรรณะ 1) นางพญา 2) ผง้ึ ตัวผู้ (ผสมพันธุ์ครง้ั เดยี วแลว้ ตาย) 3) ผ้งึ งาน (ตัวเมีย)

- ผ้ึงมี 4 ชนดิ 1) ผง้ึ หลวง 2) ผึ้งม้ิม 3) ผง้ึ โพรง 4) ผึ้งพนั ธ์ุ

- นาํ้ หวาน 8.4 กก. ผลติ ไขผึง้ ได้ 1 กก.

- ศัตรูท่ีสาคญั ทสี่ ดุ ของผ้ึง = ไรตัวเบียนผ้งึ

- น้าํ ผ้งึ ท่เี กษตรกรรายย่อยผลติ จะตอ้ งไดร้ ับการรับรองจาก กรมสง่ เสริมการเกษตร

- นมผ้ึง หรือรอยัลเยลลี่ คือ อาหารที่ผึ้งงานวัยอ่อนผลิตจากต่อมในส่วนหัวเพ่ือปูอนนางพญาผ้ึงเท่านั้น

- ในนาํ้ ผึ้งมนี ้าํ ตาล เลวโู รส (Levuiose) /-D-Fructose 38.19 % (มากกวา่ นาํ้ ตาลชนิดอ่นื )

- น้าํ ผง้ึ ที่ใชร้ กั ษาบาดแผล ตอ้ งสะอาดและมีความช้นื ไม่เกิน 21 %

- น้ําผึ้งท่ไี ด้จากดอกทานตะวนั และยางพารา ถ้าเกบ็ ไว้ทีอ่ ุณหภูมติ ่าํ นาน ๆ จะเกดิ การตกผลกึ

แกไ้ ขโดยการแชใ่ นนา้ํ อุ่นอณุ หภูมไิ มเ่ กนิ 60 องศาเซลเซียส

- ชันโรง (ผง้ึ จ๋ิว) พันธ์ุรงุ่ อรุณ ขนเงิน ซุปเปอร์จ๋ิว

1. ผลผลติ ของผึง้

1) นา้ํ ผงึ้ ประกอบดว้ ย นาํ้ / นํ้าตาล / กรด / แรธ่ าตุ / เอนไซม์ / วติ ามนิ / โปรตนี

2) เกสรผึง้ โปรตนี สูงกวา่ เน้อื เนย ไข่ 5 เทา่

3) รอยัลเยลลี่ (นมผึ้ง) ผลิตจากต่อมใตส้ มองผึ้งงานอายุ 10-15 วนั = อาหารผึ้งงานวัยอ่อน

4) ไขผึ้ง เครอื่ งสาํ อาง

5) พรอพอรสิ ผึง้ เอามาจากยางไม้ / เปน็ สารต้านเชอ้ื โรค / ใชท้ าํ เครอ่ื งสําอาง (ผงึ้ งาน)

2. ลําตวั ผงึ้ มี 3 ส่วน = หัว / อก / ท้อง

3. การเจรญิ เตบิ โตของผงึ้ มี 4 ระยะ = ไข่ / หนอน / ดกั แด้ / เต็มวัย

4. ผึ้งมี 3 วรรณะ

1) นางพญา (ทั้งรงั มีตวั เดยี ว) ผสมพันธ์ุ และดแู ลกิจกรรมในรัง อายุ 4-5 ปี

2) ผึง้ งาน = ตัวเมยี อายไุ มถ่ ึง 45 วนั ทมี่ อี ายมุ ากก็ 2-3 เดือน

3) ผงึ้ ตัวผู้ (Drone) = กาฝาก ไม่มเี หลก็ ใน สว่ นนอ้ ยผสมนางพญาได้

5. พืชหลกั เล้ยี งผึ้ง พชื รอง

1) ลําไย งา

2) สาบเสอื นุน่

3) ทานตะวนั ยางพารา

4) ลิ้นจ่ี เงาะ

6. ผง้ึ โพรง ชอบ ดอกขา้ วโพด ดอกขา้ ว ดอกมะพรา้ ว

7. พนั ธุ์ผ้ึงท่นี ยิ มเลยี้ งมี 4 พันธ์ุ คอื ผึ้ง

1) อติ าเลียน

2) คารน์ ิโอลาน

3) คอเคเชียน

4) สีดํา

8. ควรเปลยี่ นนางพญาผงึ้ ทุก 1-2 ปี

9. โรคผงึ้ ทสี่ าํ คญั = แซกบรดู = ไวรสั = ตัวอ่อนตายก่อนปิดฝา

10. นาํ้ ผ้ึงรวง (honey comb) คือ การนาํ รวงน้ําผึ้งมาตัดเปน็ ชิ้นๆ

11. ชนั โรง = น้ําผึ้ง + พรอโพลิส

12. คร่ัง เป็น เพลย้ี เบยี น ตน้ ไม้

13. จิ้งหรีดมี 3 ระยะ

1) ไข่

2) ตวั ออ่ น

3) เตม็ วัย 45-60 วัน

14. ฟาร์มผง้ึ

1) ขนาดเล็ก = ไมเ่ กนิ 100 รัง

2) ขนาดกลาง = 100-500 รงั

3) ขนาดใหญ่ = มากกว่า 500 รงั

81

15. โรคหนอนเน่าอเมรกิ ัน (American Foulbrood Disease, AFB) =แบคทเี รีย = มผี ลเฉพาะตัวออ่ น
8. ผึง้ เพศผู้มจี าํ นวนโครโมโซม n
9. ผ้งึ งาน คอื ผงึ้ เพศเมีย
10. ข้อใดไม่ใชล่ กั ษณะของผง้ึ นางพญา ตอบ เก็บเกสรดอกไม้ เก็บน้าํ ผ้ึง สร้างรงั ซอ่ มรัง ดแู ลตวั อ่อนของผง้ึ
11. ผึ้งจวิ๋ ตอบ ชนั โรง
12. สตั ว์ชนิดใดท่ที าํ ให้คนบรโิ ภคกาแฟ คอื แพะ

กญั ชา กับ กัญชง ต่างกันยงั ไง = ปรมิ าณสารออกฤทธ์ิ
เพิม่ เตมิ กญั ชง (Hemp ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Cannnabis sativa L. Subsp. sativa) จะมีลําตน้ สงู มากกวา่ 2 เมตร ปล้องหรอื ข้อยาว แตกก่งิ

กา้ นนอ้ ยและแตกกิ่งไปในทศิ ทางเดยี วกนั เปลือกเหนยี วลอกงา่ ย ใหเ้ สน้ ใยยาวคณุ ภาพสูง แผ่นใบเป็นสเี ขียวอมเหลือง ใบมแี ฉกประมาณ 7-9 แฉก
กญั ชา (Marijuana ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Cannabis sativa L. Subsp. indica (Lam.) E. Small & Cronquist) จะมคี วามสูงไม่ถึง 2 เมตร

ปลอ้ งหรือขอ้ ส้นั แตกก่ิงกา้ นมากและแตกกิง่ เปน็ แบบสลับ เปลอื กไมเ่ หนยี ว ลอกไดย้ าก ให้เส้นใยส้ันมีคณุ ภาพตาํ่ แผน่ ใบเปน็ สเี ขยี วถงึ เขยี วจดั ใบมี
ประมาณ 5-7 แฉก

สําหรบั สาร CBD ซ่ึงยอ่ มาจาก Canabidiol น้นั เป็นสารสกดั ทีพ่ บได้มากในกัญชง (hemp) โดยมีคณุ สมบัตทิ างการแพทย์หลากหลาย เช่น
ลดอาการปวด ลดภาวะคลนื่ ไสอ้ าเจียนจากเคมีบาํ บัด ช่วยแก้อาการนอนไมห่ ลบั รวมถงึ สามารถต้านอาการของโรคลมชักที่รกั ษายากหลายตัวได้
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ลมชกั หลายประเภทในเด็ก อีกท้งั องคก์ ารอนามยั โลก (World Health Organization) ยังไดเ้ คยสรปุ ว่า สาร CBD น้ี สามารถใช้ได้
ในปริมาณมากโดยแทบไม่มีผลขา้ งเคยี ง

ในขณะท่สี าร THC ซง่ึ ย่อมาจาก Tetrahydroconnabinol นน้ั เปน็ สารท่พี บมากในกัญชา (cannnabis) เม่อื เสพไปแล้วจะทําใหเ้ คลบิ เคล้มิ
หรอื ที่ฝรั่งเรียกว่า high และเปน็ เหตผุ ลใหก้ ญั ชาท่มี สี าร THC อยคู่ ่อนขา้ งมากน้ี ถูกนําไปใชใ้ นแง่ของการสันทนาการ
. สําหรับประโยชน์ทางการแพทยข์ องสารสกดั THC นนั้ กม็ ีหลากหลาย เชน่ ช่วยลดอาการปวด ลดภาวะคลน่ื ไส้อาเจียนจากเคมบี ําบัด ชว่ ย
รักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกรง็ ชว่ ยเพิ่มความอยากอาหารใหผ้ ้ปู วุ ยมะเร็งและเอดส์ รวมถงึ สามารถใช้ในผปู้ ุวยท่เี ป็นต้อหนิ ไดด้ ้วย อย่างไรกต็ าม สาร
THC นนั้ มผี ลขา้ งเคยี งจากการใชห้ ลายอย่าง เชน่ ปากแปูง ตาแดง ใจเต้นเร็ว ตอบสนองชา้ และทาํ ให้สูญเสยี ความทรงจาํ

**งาน “เกษตรสร้างชาติ ครง้ั ท่ี 2” ระหว่างวนั ท่ี 19-22 กนั ยายน 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อมิ แพค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคดิ “Smart &
Strong Together รวม พลังสง่ เสริมเกษตรไทย กา้ วไกลมัน่ คง

เคหกจิ เกษตร
เร่ิมต้นเมอ่ื พศ.ใด 2511

ความสาคัญของเคหกจิ เกษตร เพอ่ื พัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ของครอบครัวเกษตรกร ไดแ้ กโ่ ภชนาการ การถนอมอาหาร การแปรรูปผลผลติ ทาง
การเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจดั การบา้ นเรือน การปรบั ปรงุ สภาพแวดลอ้ มและท่าทางทํางาน

เกษตรกรมีคณุ ภาพชวี ิตท่ดี ี ประกอบด้วย กนิ ดี อยู่ดี และเพม่ิ พูนรายได้

โดยการรวมกลมุ่ ในเคหกจิ เกษตร มกี ตกิ ากลมุ่ คอื สญั ญาใจ สญั ญากลุม่ และสญั ญาตามกฎหมาย มกี ารดําเนินการโดย SWOT Analysis

เปาู หมายหลัก 3 ประการของเคกจิ เกษตรคือ 1.สร้างเศรษฐกจิ ในครวั เรือน 2.สร้างความมน่ั คงดา้ นรายได้ 3.พัฒนาคณุ ภาพชีวติ
1. กลมุ่ แมบ่ ้านเกษตรกรเกดิ ขน้ึ คร้ังเเรก พศ.ใด และทไี่ หน 2515 หมบู่ ้านปาุ คา ดอยสะเกด็ เชยี งใหม่
2. ในการจัดการความร้ขู ององคก์ ร KMจะมผี ู้ทม่ี ีบทบาทสาํ คญั คือ

คุณเอือ้ คือ ผูท้ ท่ี าํ หนา้ ทีจ่ ัดการระบบของการจดั การความร้ขู ององคก์ ร
คุณอาํ นวย คอื ผอู้ ํานวยความสะดวกในการจดั การความรู้
คณุ กจิ คอื ผู้ดาํ เนินกิจกรรมจดั การความรู้ร้อยละ 90-95
คณุ ลขิ ติ คือ ผู้ทําหน้าทีจ่ ดบันทึก ในกิจกรรมการจัดการความรู้

ผลติ ณฑ์แปรรปู ของไทย
1. ผกั บรรจุกระปอ฻ ง = ขา้ วโพดหวาน
2. ผลไมบ้ รรจุกระปอ฻ ง = สบั ปะรด = ใช้อณุ หภูมิ 85-90 องศาฆ่าจุลนิ ทรีย์
3. วตั ถุประสงคข์ องการแปรรปู อาหาร
1) ถนอมอาหาร
2) ใหอ้ าหารปลอดภยั ตอ่ ผบู้ รโิ ภค
3) เพิม่ มูลค่า
4) เพิ่มความหลากหลายใหผ้ ลติ ภณั ฑ์

82

5) สะดวกแกก่ ารบรโิ ภค
6) การขนสง่ และเกบ็ รกั ษา
4. การแปรรปู อาหาร ถนอมอาหาร หลักๆ 5 หลัก
1) ใชค้ วามรอ้ นทาํ ลายจลุ นิ ทรยี ์ และเอนไซม์

i. สเตอรไิ ลซ์ = ใช้ความรอ้ นมากกว่า 100 องศา ถงึ 121 องศา
ii. พาสเจอรไ์ ลซ์ = ใชค้ วามรอ้ นไมส่ ูงนัก ทําลายแบคทเี รียท่ไี ม่สรา้ งสปอร์ ปรับ pH ต่ํากว่า 4.5
2) ใชค้ วามเย็น = 1-8 องศา หรือ เยือกแข็ง
3) อบแหง้ = Freeze Dry Spray dry
4) ใช้นํ้าตาล (เชื่อม) = ความเขม้ ขน้ ของของแข็งสูงกว่า 70%
5) หมกั ดอง = ใชค้ วามเค็มยบั ยั้งจลุ ินทรยี ์
5. ปัจจยั ในกระบวนการแปรรปู และการเกบ็ รกั ษา
1) อณุ หภมู ิ
2) pH
3) ปรมิ าณนํ้า
4) ก๊าซ อากาศ
5) ปจั จัยอืน่ ๆ
6. ข้นั ตอนการพัฒนาผลิตภณั ฑ์ใหม่ มี 6 ขั้น
1) แสวงหาความคดิ เกี่ยวกับผลติ ภณั ฑ์ใหม่
2) กลนั่ กรองความคดิ
3) วิเคราะหเ์ ชิงธรุ กจิ
4) พัฒนาลติ ภณั ฑ์
5) ทดสอบตลาด
6) วางตลาด
7. ปัจจยั การผลติ มี 4 ปจั จยั
1) ท่ดี นิ
2) แรงงาน
3) ทุน
4) ผูป้ ระกอบการ
8. การวางแผนการการจัดการผลิตและการดําเนนิ งาน [Production and Operations Management (POM)]
9. คณุ สมบัตขิ องผลิตภณั ฑ์ทด่ี ตี ้องมี 6 ลักษณะดังนี้
1) แปลกใหม่
2) มีเรือ่ งราว
3) เวลาจาํ หนา่ ยทีเ่ หมาะสม = หนา้ ฝนขาย ร่ม
4) ราคาพอสมควร
5) มีขอ้ มูลข่าวสาร
6) เป็นท่ยี อมรบั
10. มาตรฐานตา่ งประเทศทสี่ าํ คญั
1) Codex
i. ความตกลงวา่ ด้วยการบงั คับมาตรการสขุ อนามยั และสุขอนามัยพืช SPS
ii. ความตกลงว่าดว้ ยอุปสรรคเทคนคิ ตอ่ การค้า TBT
2) การปฏิบตั ทิ างการเกษตรทดี่ ีของกลมุ่ ผคู้ ้าปลีกในประเทศยโุ รป = EUREPGAP
3) หลกั เกณฑ์และวธิ ีการผลติ ทดี่ ี GMP (Good Manufacturing Practice) เก่ียวกบั
i. สถานท่ี
ii. เครือ่ งมอื การผลติ
iii. การควบคุมการผลิต
iv. สุขาภบิ าล
v. การบํารงุ รักษา ทาํ ความสะอาด
vi. สขุ ลักษณะผู้ปฏบิ ัตงิ าน
4) HACCP = ระบบวเิ คราะหอ์ นั ตรายในผลติ ภณั ฑ์อาหาร

83

5) BRC = มาตรฐานผู้คา้ ปลกี องคป์ ระกอบ 3 สว่ น คอื GMP / HACCP / เอกสารรบั รอง
6) IFS = มาตรฐานระบบรายงานและตรวจสอบการผลิตอาหาร
7) ISO 22000 : 2005 = มาตรฐานความปลอดภยั ของอาหารตลอดเสน้ ทางห่วงโซอ่ าหาร
8) ฮาลาล = มาตรฐานผลติ ภณั ฑ์ “ศาสนาอิสลาม”
11. กลมุ่ งานสง่ เสรมิ และพัฒนาผลติ ภณั ฑ์เกษตร = ดูแลเพมิ่ มูลคา่ สินคา้ เกษตร
12. รงั สถี นอมอาหาร = รังสแี กรมม่า

ไมด้ อกไม้ประดับ
1. กลว้ ยไม้ = pH 5.2-6.2 = ปลูกมากสดุ นครปฐม สมทุ รสาคร ราชบรุ ี
1) โรคเน่า
2) เพลยี้ ไฟ
2. ดาวเรอื ง = อเมรกิ นั / แอฟริกนั
1) เดด็ ยอด = แตกพ่มุ ดอกใหญ่
2) ในหน่ึงปี ปลกู 2 คร้ัง = พกั ดนิ 3-4 เดอื น
3. ดอกเบญจมาศ = เกบ็ เก่ยี วเม่ือบาน 75 %
1) แสงยาว = ลาํ ต้นแข็งแรง
2) แสงสั้น = พัฒนาดอก
3) เพมิ่ ความยาวดอก = จิบเบอเลลนิ
4. กุหลาบ = pH 5.5-6.5
1) ตดั ชาํ และติดตา (นยิ มตดิ ตา)
2) พนั ธุ์นิยม ดัลลสั
3) โรค รานา้ํ ค้าง / ใบจดุ ดํา
4) ปกติใชเ้ วลาประมาณ 2 เดือน หลงั ตัดแต่ง จะตดั ดอก
5. ปทุมมา
1) ปลูกได้ 3 ชว่ ง
2) หัวพันธุ์ (เหง้า)
3) ปลดิ ดอกทง้ิ เพ่ือใหแ้ ตกกอเพม่ิ กรณผี ลติ หวั พนั ธ์ุ
4) คณุ ภาพดอกมี 3 ชัน้ ราก 4 ตุม้ 3 ตมุ้ น้อยกวา่ 3 ต้มุ
5) การปลกู ปทุมมาในถงุ เพือ่ ลดปญั หาโรคเห่ยี ว / ไมต่ ้องหมุนเวียนปลกู ในพ้ืนที่ใหม่
6. ดอกหนา้ ววั = แดดรําไร

มาตรการจากดั การใช้สารเคมี
-พาราควอต แถบสเี หลือง
-ไกลโฟเซต แถบสีนาํ้ เงนิ
กาํ จดั วัชพชื เฉพาะออ้ ย ยางพารา ปาลม์ นาํ้ มนั มนั สาํ ปะหลัง ขา้ วโพด ไมผ้ ล
- คลอร์ไพรคิ วอส แถบสเี หลอื ง
กาํ จัดแมลงศตั รพู ืช เฉพาะ ไม้ดอก พชื ไร่ ไม้ผล(ทมี่ หี นอนเจาะลําตน้ )
ห้ามใชใ้ นพนื้ ทีต่ ้นนํ้า พ้นื ท่สี าธารณะ พ้นื ที่ปลูกผกั สมุนไพร
3 หน่วยงานท่ใี ช้ไดเ้ ลย การรถไฟ กรมทางหลวง กรมทางชนบท
หนอนผีเสอ้ื ชอนใบมะเขือเทศ
- พชื อาหารหลัก ไดแ้ ก่ มะเขือเทศ มะเขือ มันฝรง่ั พริกหวาน ยาสบู และโทงเทงฝร่ัง
- พืชอาหารทางเลือก ได้แก่ ถว่ั และกะหล่ํา
- หนอนจะเข้าทาํ ลายใบเปน็ หลกั แต่หนอนวัยท้ายๆ สามารถที่จะเจาะเข้าทําลายผลไดด้ ้วย
- เขา้ มาภายในประเทศโดยการตดิ มากับผลผลิต
- หนอนผเี ส้ือชอนใบมะเขอื เทศสามารถสรา้ งความเสียหายโดยการกดั กนิ ชอนไชใบ และกัดกินผล หากระบาดรนุ แรงผลผลิตอาจเสียหายได้ 80-100
เปอร์เซน็ ต์

84

ปุย๋ ชวี ภาพพจี ีพีอาร์ (PGPR- Plant Growth Promoting Rhizocacteria)

เป็นป฻ยุ ท่ีมีคณุ สมบตั ใิ นการตรงึ ไนโตรเจนสาํ หรับพืช ประกอบด้วยแบคทีเรียส่งเสริมการเจรญิ เติบโตของพชื ซ่ึงสามารถตรงึ ไนโตรเจน

ละลายธาตอุ าหารพืชและสรา้ งสารกระตุ้นการเจริญเตบิ โตของพืช และการทีแ่ บคทเี รยี มบี ทบาทไดห้ ลายอย่าง จงึ ทําให้แบคทเี รยี สามารถช่วยใหธ้ าตุ

อาหารสําหรับสง่ เสรมิ การเจรญิ เตบิ โตให้กับพืชได้

- PGPR I ขา้ วโพด ข้าวฟาุ ง มี จลท. - Azotobacter sp. - Beijerinckia mobilis - Azospirillum brasilense TS13

- PGPR II ขา้ ว มี จลท. - Burkholderia sp. S45 - Curtobacterium sp. J10 - Azospirillum brasilense TS29

ปย฻ุ ชวี ภาพพีจพี ีอารข์ า้ ว ชว่ ยส่งเสรมิ การเจรญิ เตบิ โตของต้นกลา้ เพมิ่ รากข้าว ชว่ ยทาํ ใหข้ ้าวเจรญิ เติบโตดี เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการดูดนา้ํ และแรธ่ าตุ

ให้กบั ต้นข้าว

- PGPR III อ้อยและมันสาํ ปะหลัง มี จลท. - Azospirillum brasilense TS8 - Burkholederia sp. - Gluconacetobater diazotrophicus


Click to View FlipBook Version