The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน <br>ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phubet8008, 2024-03-01 10:36:08

วิจัยทางสังคมศึกษา

อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน <br>ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

Keywords: วิจัยสังคม,ไทยพวน,อัตลักษณ์

รายงานการวิจัย อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี กาญจนา หอมเย็น และคณะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พ.ศ.2565 งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการวิจัยทางสังคมศึกษา (SOED4902) ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565


อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี Cultural identity through the Boon Klang Ban tradition of the Thai Puan community Dong Krathong Yam Subdistrict Si Maha Phot District Prachinburi Province กาญจนา หอมเย็น และคณะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พ.ศ.2565 งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการวิจัยทางสังคมศึกษา (SOED4902) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565


ก ชื่อเรื่อง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ชื่อผู้วิจัย กาญจนา หอมเย็น นวพล ทางาม ภูเบศร บุริวัฒน์ กันต์กวี สุขสุวรรณ ชุติมา เจริญผล ปีที่วิจัย 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อสร้างสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ประเพณี บุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และเพื่อ ประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีโดยดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทั้งหมด 4 กลุ่ม และมีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและ แบบประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ ผลการวิจัยพบว่าจากการศึกษาตามทฤษฎีปรากฎการณ์วิทยาโดยวิธีการสัมภาษณ์แบบไม่มี โครงสร้างและการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้การสัมภาษณ์ซ้ำหลายครั้ง และการใช้การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม หรือไม่มีส่วนร่วมเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานวิจัย เพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลจากประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูล อย่างแท้จริง พบว่าพิธีกรรมบุญกลางบ้านของชาวไทยพวน ตำบลบ้านดงกระทงยามนี้ มีความละเอียด ลึกซึ้ง โดยเฉพาะการจัดพิธีกรรมซึ่งใช้เวลาทั้งสิ้น 3 วัน และการใช้หญ้าคาซึ่งเป็นวัสดุที่พบได้มากในบ้าน ดงกระทงยาม นำมาสานถักกลายเป็นเชือกแล้วใช้แทนสายสิญจน์ในการประกอบพิธีกรรมกลายมาเป็น ความแตกต่างจากพิธีกรรมบุญกลางบ้านของชาวพวนเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเปรียบเทียบรูปแบบพิธีกรรมบุญกลางบ้าน ของชาวไทยพวนที่ชุมชนเกาะหวาย จังหวัดนครนายก ผลการประเมินสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ประเพณีบุญกลางบ้าน ตำบลดงกระทงยาม จังหวัดปราจีนบุรี จากชาวไทยพวนในชุมชนที่เป็นผู้ให้ข้อมูล จะพบว่า อยู่ในระดับดีมาก ( x̄= 4.51, S.D. = 0.47 ) เมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าอยู่ในระดับดีมาก จำนวน 4 ข้อ และอยู่ในระดับดี จำนวน 5 ข้อ คำสำคัญ : อัตลักษณ์, บุญกลางบ้าน, ไทยพวน


ข Research Title Cultural identity through the Boon Klang Ban tradition of the ThaiPuan community Dong Krathong Yam Subdistrict Si Maha Phot District Prachinburi Province Researcher Katchana Homyen Nawapol Tha-ngam Phubet Buriwat Kankawee Suksuwan Chutima Charoenpon Research Year 2022 Abstract This research aims to study the cultural identity through the Boon Klang Baan traditional ceremonies of the Thai Puan community in Dong Krathong Yam village, Sri Maha Phot district, Prachinburi province. The objective is to create a documentary on the Boon Klang Baan traditional ceremonies of the Thai Puan community in Dong Krathong Yam village, Sri Maha Phot district, Prachinburi province, and to assess the quality of the documentary. The research is conducted using a mixed-methods approach, involving four key informant groups. Research tools include in-depth interviews, participatory observation, and quality assessment surveys for the documentary. The research findings reveal that, based on phenomenological theory and the use of unstructured and in-depth interviews, repetitive interviews, and participatory or nonparticipatory observation as research tools to obtain authentic information from the informants' experiences, the Boon Klang Baan ceremony of the Thai Puan community in Dong Krathong Yam village is intricate, especially the three-day ritual involving the use of kha grass, a common material found in the village. The grass is woven into ropes and used as a substitute for silk threads in the ceremony. This practice differs from the ceremony of the Puan Koay community in Pak Phli district, Nakhon Nayok province. The cultural identity theory explains this difference, comparing the ceremony patterns of the Thai Puan


ค community in Dong Krathong Yam village and the Puan Koay community in Pak Phli district. The evaluation of the documentary on the Boon Klang Baan traditional ceremonies in Dong Krathong Yam village by the Thai Puan community members, who served as the informants, indicates a very high level of appropriateness (mean = 4.51, S.D. = 0.47). When considering each item, four items are rated at a very high level, and five items are rated at a high level. Keywords: Identity, Boon Klang Baan, Thai Phuan


ง กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่อง “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวนตำบลดง กระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี” ฉบับนี้ สำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยความกรุณาและเป็นเกียรติ อย่างยิ่งจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย และอาจารย์แววรวี ลาภเกิน ที่ได้เสียสละเวลา อันมีค่าในการให้คำปรึกษา คำแนะนำ เสนอแนวคิด ให้ความรู้อันเเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยฉบับนี้ และยัง เอาใจใส่ในทุกๆรายละเอียดทุกๆขั้นตอนของงานวิจัย ตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เพื่อให้งานวิจัย สมบูรณ์ยิ่งขึ้นพร้อมทั้งยังช่วยพัฒนาการทำงาน ของผู้วิจัยให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ ทำให้ผู้วิจัยได้รับ ประสบการณ์ในการทำงานวิจัยในครั้งนี้ รวมทั้งคณาจารย์ ทุกท่านในภาควิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัย ราชภัฏจันทรเกษม ท่านคณะกรรมการสอบที่ได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้วิจัย คอยให้กำลังใจ ตลอนจน งานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งถึงความกรุณาดังกล่าว และ ขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่านที่ผู้วิจัยได้นำมาศึกษา อ้างอิง ในการทำ วิจัยในครั้งนี้ รวมถึงคณะชาวบ้านชุมชนไทยพวนตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ให้ความร่วมมือตลอดจนอำนวยความสะดวกให้แก่คณะผู้วิจัย ขอขอบคุณครอบครัวและเพื่อนทุกคน ที่คอยให้กำลังใจให้แก่คณะผู้วิจัยเสมอมา คุณค่าและ ประโยชน์อันเกิดจากงานวิจัยฉบับนี้ ทำให้คณะผู้วิจัยมีกำลังใจที่จะทำงานวิจัยสำเร็จลุล่วงได้ สุดท้ายนี้คณะผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจหากมี ข้อผิดพลาดประการใด คณะผู้วิจัยขอรับไว้และขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย กาญจนา หอมเย็น และคณะ พ.ศ.2566


จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย…………………………………………………………………………………….……. ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ……………………………………………….…………………………………….. ค กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………………………………… จ สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………… ฉ สารบัญตาราง…………………………………………………………………………………………………. ฌ สารบัญภาพ……………………………………………………………………………………………………. ญ บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย ……………………………………………..… วัตถุประสงค์ของการวิจัย ……………………………………………………………………………….. ของเขตของการวิจัย ………………………………………………………………...………………….... กรอบแนวคิดการวิจัย ………………………………………………………………...…………………. นิยามศัพท์เฉพาะ …………………………………………………………………….......………………. ประโยชน์ของการวิจัย ………………………………………………………………………………..….. 1 3 4 5 5 6 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง แนวคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม……………………………………………………… แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยา…..………………………………………………… แนวคิดเกี่ยวกับหลักการออกแบบสื่อ ADDIE Model…………………………………… งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ………………………………………………………………………………………… 7 8 10 11


ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า 3 วิธีดำเนินการวิจัย พื้นที่วิจัย………………………………………………………………………………..……………………. ผู้ให้ข้อมูล………………………………………………………………………………………..…………… เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………………………………………………………………………… การเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………………….…….. การวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………………... 19 19 20 22 22 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่วิจัย……………………………………………………………………………………. ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธ์ไทยพวน……………………………………………………. พิธีกรรมความเชื่อประเพณีบุญกลางบ้าน……………………………………………………………. การจัดทำสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี............................................... การประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี................................................ 24 28 30 47 53 5 สรุป อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย……………………………………………………………………………………………….. อภิปรายผลการวิจัย…………………………………………………………………………………………. ข้อเสนอแนะการวิจัย………………………………………………………………………………..……… 55 60 62


ช สารบัญ (ต่อ) บรรณานุกรม………………………………………………………………………..………...................................... 63 ภาคผนวก……………………………………………………………………………..………..................................... 66 ภาคผนวก ก แผนที่ชุมชนและพื้นที่ประกอบพิธี…………..………....................................... ภาคผนวก ข แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม…………………………….. ภาคผนวก ค แบบประเมินความเหมาะสมเครื่องมือวิจัย………………………………………….. ภาคผนวก ง สื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี………………………………………… ภาคผนวก จ ประวัติผู้วิจัย……………………………………………………………………………………. 67 70 75 81 88


ซ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 4.1 การออกแบบการจัดทำสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยประยุกต์ใช้ ADDIE Model………………………………………………………………………………………………………….. 51 4.2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับคุณภาพของสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณี บุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรี มหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี …………………………………………………………………………….. 54 5.1 การเปรียบเทียบประเพณีบุญกลางบ้านของกลุ่มชาติพันธ์ไทยพวน ด้านความเชื่อ….. 56 5.2 การเปรียบเทียบประเพณีบุญกลางบ้านของกลุ่มชาติพันธ์ไทยพวน ด้านพิธีกรรม…… 57


ฌ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย……………………….....……………………………………………………….. 5 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 4.6 4.7 4.8 4.9 4.10 4.11 4.12 4.13 4.14 4.15 4.16 4.17 4.18 4.19 4.20 4.21 4.22 4.23 แผนที่ตัวเมืองจังหวัดปราจีนบุรี………….....……………………………………………………….. แผนที่ตำบลดงกระทงยาม………….....……………………………………………………..……….. บุญสลากภัตมะม่วงในเดือนหก………….....……………………………………………….……….. ไหว้ศาลปู่ตาในเดือน 6………….....…………………………………………………………………… บุญขาวหลามในเดือนสาม………….....………………………………………………………………. ประเพณีบุญกลางบ้าน บ้านดงกระทงยาม………….....………………………………………… ประเพณีบุญกลางบ้าน บ้านดงกระทงยาม………….....………………………………………… หญ้าคาบริเวณรอบชุมชน………….....……………………………………………………………….. การเกี่ยวหญ้าคา………….....……………………………………………………………………………. การแช่หญ้าคาหลังจากตากแดดและสลัดปลาย………….....……………………………….… การถักหญ้าคา………….....………………………………………………………………………………. การถักหญ้าคา ……. ………….....………………………………………………………………………. การต่อหญ้าคาระหว่างกัน………….....………………………………………………………………. เชือกหญ้าคาที่ผูกไว้รอบตัวเรือน………….....……………………………………………………… สถานที่ทำบุญกลางบ้าน………….....…………………………………………………………………. การจัดโต๊ะหมู่บูชา………….....…………………………………………………………………………. การตีฆ้องเพื่อประกาศงานประเพณีในวันแรก………….....……………………………………. ทรายและน้ำที่ชาวบ้านนำมาประกอบพิธี………….....………………………………………….. จุดธูปเทียนก่อนเริ่มพิธีกรรม………….....…………………………………………………………… สวดเจริญพระพุทธมนต์ในวันแรก………….....…………………………………………………… การตีฆ้องเพื่อประกาศงานประเพณีในวันที่สอง ………….....………………………………… สวดเจริญพระพุทธมนต์ในวันที่สอง………….....………………………………………………… อาหารที่ชาวบ้านนำมาตักบาตรเลี้ยงพระ………….....………………………………………….. 26 27 31 31 32 32 33 34 34 35 36 36 37 37 38 39 39 40 40 41 41 42 43


ญ สารบัญภาพ (ต่อ) หน้า ภาพที่ 4.24 4.25 4.26 4.27 4.28 4.29 4.30 4.31 4.32 4.33 4.34 การจัดเตรียมภัตตาหารให้กับพระสงฆ์ในวันที่สาม………….....……………………………… ชาวบ้านตักบาตร………….....…………………………………………………………………………… เทศนาธรรม………….....………………………………………………………………………………….. ชาวบ้านร่วมกันรับประทานอาหาร………….....…………………………………………………… ชาวบ้านนำทรายและน้ำมนต์กลับ………….....……………………………………………………. การโปรยทรายรอบตัวบ้าน………….....……………………………………………………………… ตักน้ำมนต์………….....…………………………………………………………………………………….. ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของชุมชน………….....…………………………………………… วีดิทัศน์ขั้นตอนการจัดเตรียมหญ้าคา………….....……………………………………………..… วีดิทัศน์ขั้นตอนการจัดเตรียมหญ้าคา………….....………………………………………..……… “ประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี” ………….....……………………………………………… 44 44 45 45 46 46 47 48 49 51 53


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทั้งทางด้านภาษา วัฒนธรรม และกลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ โดยข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย พบว่าคนที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมีจำนวน มากกว่า 70 กลุ่มเขตแดนของอาณาจักรไทยมีชนชาติอื่นอาศัยอยู่หลากหลายกลุ่มชนโดยกลุ่มชนที่เป็น เชื้อชาติพื้นเมืองเดิมของท้องถิ่น เช่น กลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร เช่น ขมุ ถิ่น ลัวะหรือละว้า มลาบรี (ผีตองเหลือง) ชวง ส่วย เขมร มอญ ฯลฯ คนพื้นเมืองนี้จะมีความแตกต่างไปจากชาวไทยทั้งด้าน กายภาพ รวมไปถึงความเป็นอัตลักษณ์ของภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์นั้นเอง (สุมิต ปิติพัฒน์. 2544 : 44-45) ซึ่งอัตลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยในไทยนั้น เป็นสิ่งที่ต้อง คำนึงถึงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับสังคม เพราะอัตลักษณ์ที่บุคคล หรือสังคมของชาติพันธุ์ที่ หลากหลายสร้างขึ้นมานั้น อาจจะมีรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน ต้องแยกแยะพิจารณา จนเห็นได้ว่าอัตลักษณ์ ไม่สามารถจะนิยามโดยไม่เกี่ยวข้องกับบริบทของวิถีชีวิต ความเชื่อ ขนมธรรมเนียมวัฒนธรรมของชาติ พันธุ์นั้น ๆ ได้ การที่สมาชิกของกลุ่มชาติพันธ์หนึ่ง จะบอกว่าตัวเองเป็นใครนั้นต้องขึ้นอยู่กับบริบทของ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่พวกเขามีกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ พวน หรือ ไทพวน คนพวนจะนิยมเรียกตนเองว่า ไท-พวน หรือแม้แต่คนลาว ก็นิยมเรียกคนพวน ว่า ไท-พวน ซึ่งหมายถึงคนพวน ลูกหลานที่ได้สืบทอดเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวพวนที่เกิดใน ประเทศไทยหลายชั่วอายุคนแล้ว จนได้กลายเป็นราษฎรไทยโดยสมบูรณ์จึงเรียกตนเองว่า “ไทยพวน” และไม่นิยมเรียกคนพวนว่า ลาวพวน (ชัชวาล สุคันธวิภัติ. 2539 : 21 อ้างใน กาญจนรัตน์ แปลกวงศ์. 2554 : 3) ชาวไทยพวนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ซึ่งได้มีการอพยพมาจากเมืองพวนในแคว้น เชียงขวาน ประเทศลาว ปัจจุบันชาวไทยพวนได้ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นระยะเวลามากกว่า 200 กว่าปี (เจนสุดา สมบัติ. 2548 : 2) ซึ่งกระจายกันอยู่ตาม จังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ จังหวัดหนองคาย อุดรธานี


2 สุโขทัย แพร่ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี สิงห์บุรี สระบุรี ลพบุรี นครนายก ปราจีนบุรี น่าน ในพื้นที่ล้านนาพบชาวไทยพวนอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดแพร่ ตำบลบ้านดงกระทงยาม อยู่ในเขตตำบลชื่อเดียวกันของ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จะแบ่งหมู่บ้านออกเป็น 7 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านแล้ง หมู่ที่ 2 บ้านเหนือ หมู่ที่ 3 บ้านใหม่ หมู่ที่ 4 บ้านท้ายดง หมู่ที่ 5 บ้านเอาใหญ่ หมู่ที่ 6 บ้านท้ายสะแก หมู่ที่ 7 บ้านหนองบัวลำหมู ซึ่งชุมชนนี้ตั้งอยู่บน เนินดินขนาดใหญ่กลางทุ่งโล่ง มีต้นไม้ร่มครึ้มเป็นดงทางทิศเหนือถัดขึ้นไปไม่ไกลคือแม่น้ำปราจีนบุรี ตรงตัวอำเภอศรีมหาโพธิหรือท่าประชุม ทางใต้ราว 10 กิโลเมตร คือพื้นที่ของดงศรีมหาโพธิและชุมชน โบราณเมืองมโหสถ ที่มีอายุเก่าแก่ถึงราว พ.ศ. 1000 ชื่อดงกระทงยาม มีคำอธิบายจากคนในท้องถิ่นว่า หมายถึงดงไม้ที่อยู่กลางทุ่งซึ่งเมื่อถึงฤดูน้ำหลากมาท่วมจะเวิ้งว้าง แลดูคล้ายกับเป็นกระทงที่ลอยอยู่กลาง น้ำกับมีเรื่องของเสียงคล้ายฆ้องยามที่ดังขึ้นทางชายดงเป็นประจำ (พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน. 2564) ภายในชุมชนบ้านดงกระทงยามประชากรส่วนใหญ่ยังคงมีเชื้อสายชาวพวน ที่อพยพมาจากทางนคร เวียงจันทน์ ตั้งแต่ราวสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สำคัญคือชาวพวนที่หมู่บ้านดงกระทงยามยังมี ความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับทาง อำเภอพนมสารคาม ของจังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอปากพลี ของ จังหวัดนครนายก ชาวไทยพวนในพื้นที่จะมีความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรมถือเป็นสื่อกลางที่ชุมชนใช้เป็นเครื่องมือ สื่อสารทางสังคม กล่อมเกลาสังคมให้คนหมู่มากรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยการปฏิบัติตามความเชื่อ สืบ ๆ กันมา ซึ่งส่วนใหญ่นับถือและยึดมั่นในศาสนาพุทธ ถึงกระนั้นชาวพวนยังมีความเชื่อ ขนบธรรมเนียม และประเพณีเป็นเอกลักษณ์ เช่น ฮีต 12 คอง 14 มาแต่โบราณอย่างเคร่งครัด งานประเพณีสำคัญของคนไทยพวนที่บ้านดงกระทงยาม คือ บุญพญาสารทพวน ตรงกับแรม 14 ค่ำ เดือน 9 คนพวนเชื่อว่าทำเพื่อให้ผีไม่มีญาติได้รับส่วนบุญส่วนกุศล บุญข้าวหลาม (เดือน 3 ขึ้น 15 ค่ำ) บุญกลางบ้านไหว้ศาลปู่ตา (เดือน 6 ข้างขึ้น วันอังคาร) บุญสลากภัตรมะม่วง (เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ) งานบุญผะเหวด (เทศมหาชาติ) ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. ออนไลน์)


3 ประเพณีบุญกลางบ้าน เป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในการกำจัดสิ่งไม่ดีหรือสิ่งชั่วร้าย ออกจากชุมชน ในการประกอบพิธีกรรมบุญกลางบ้านนั้นจะจัดขึ้นที่บริเวณลานกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านใน ชุมชนจะร่วมกันฟังพระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์และนำข้าวปลาอาหารมาร่วมทำบุญที่บริเวณลาน กลางหมู่บ้าน ซึ่งประเพณีบุญกลางบ้านมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิต ร่วมไปถึงมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในชุมชนไทยพวน ตำบลบ้านดงกระทงยาม ในการใช้ทรัพยากรในพื้นที่กับการประกอบพิธี แสดงอัต ลักษณ์ของชุมชนบ้านดงกระทงยามเอง ส่งผลต่อลักษณะเฉพาะของประเพณีบุญกลางบ้าน สะท้อน ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนกับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษา กลายเป็นจุดศูนย์รวมของ คนในชุมชนให้มาร่วมกันประกอบพิธีและใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรธรรมชาติ คณะวิจัยเล็งเห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมประเพณีบุญกลางบ้านของชาวไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ที่มีความโดดเด่นโดยการดึงทรัพยากรทาง ธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้าน ของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีและเพื่อสร้างสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม นำไปใช้ในระดับชุมชน เพื่อสร้าง แนวทางการอนุรักษ์และประชาสัมพันธ์ประเพณีบุญกลางบ้านให้ธำรงอยู่สืบไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 2. เพื่อสร้างสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 3. เพื่อประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี


4 ขอบเขตของการวิจัย 6.1 ขอบเขตด้านพื้นที่ดำเนินการ ชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 6.2 ขอบเขตด้านเนื้อหา งานวิจัยในครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมองค์ความรู้โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์และ แนวคิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์วิทยา มาอธิบายความเป็นมาของวัฒนธรรม ความเชื่อ รูปแบบพิธีกรรมของ ประเพณีบุญกลางบ้าน ที่มีอยู่ในพื้นที่ชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนเพื่อให้เห็นพัฒนาการและความ เปลี่ยนแปลงของประเพณี รวมถึงลักษณะของพิธีกรรมตามความเชื่อ ตลอดจนอิทธิพลของความเชื่อที่ ส่งผลต่อวิถีชีวิตของชาวไทยพวนแห่งนี้ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในทั้งตัวผู้นำชุมชน ผู้อาวุโส หรือแม้กระทั้ง ชาวบ้านที่เป็นชาวไทยพวนเอง รวมไปถึงเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยนำหลักการ ADDIE Model มาออกแบบสื่อวีดิทัศน์ เพื่อให้ทุกคนในพื้นที่ สามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ข้อมูล ชุมชนมากยิ่งขึ้น 6.3 ขอบเขตด้านผู้ให้ข้อมูล การศึกษาในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ให้ข้อมูล ได้มาจากวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposeful Sampling) โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ให้ข้อมูล ที่จะทำการศึกษาดังนี้ 1.ชุมชนไทยพวนบ้านใหม่ ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 1.1 ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน บ้านดงกระทงยาม จำนวน 1 คน 1.2 ผู้นำชุมชนบ้านใหม่ จำนวน 1 คน 1.3 ผู้อาวุโส ภายในชุมชนบ้านใหม่ จำนวน 3 คน 1.4 ชาวบ้าน ภายในชุมชนบ้านใหม่ จำนวน 4 คน


5 6.4 ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 6 เดือน (ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2566) กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดโครงการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม หมายถึง ลักษณะเฉพาะหรือลักษณะร่วมที่บ่งบอกและแสดงออกถึง วัฒนธรรมทางสังคม/บุคคลของชาติพันธุ์ไทยพวนในชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ความเชื่อ หมายถึง คติ ความคิด ความเข้าใจ การยอมรับที่มีความสัมพันธ์ต่อประเพณีบุญ กลางบ้าน ได้แก่ ความเชื่อในเรื่องของวิญญาณบรรพบุรุษและความเชื่อในเรื่องโลกหลังความตาย พิธีกรรม หมายถึง การประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับประเพณีบุญกลางบ้าน ที่มีความเชื่อเรื่องของ วิญญาณบรรพบุรุษ การประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ วัตถุ ความเชื่อ มนต์คาถาและพิธีกรรม ประเพณีบุญกลางบ้านแห่งนี้เป็นสิ่งที่หลอมรวมคนในชุนชมมาร่วมกันทำกิจกรรม ประเพณีบุญกลางบ้าน หมายถึง ประเพณีบุญกลางบ้านที่ชุมชนมีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบันของชาติพันธุ์ไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพ ธิ จังหวัดปราจีนบุรี อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม -ความเชื่อ - พิธีกรรม - ประเพณีบุญกลางบ้าน ทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยา หลักการออกแบบสื่อ ADDIE Model - องค์ความรู้เรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่าน ประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี - สื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ประเพณีบุญกลางบ้าน ของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี - ประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้าน ของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี


6 สื่อวีดิทัศน์หมายถึง สื่อภาพเคลื่อนไหวที่จัดทําในการนําเสนอเรื่องราวต่าง ๆ อัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรมของประเพณีบุญกลางบ้านในกลุ่มชาติพันธุ์ไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้ผู้คนได้เข้าใจในเนื้อหาและได้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์ที่ ชัดเจนของประเพณีบุญกลางบ้าน คณะผู้จัดทําได้นําเสนอในรูปแบบของสื่อวีดิทัศน์ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. ผู้คนในชุมชนเกิดการรับรู้ร่วมกันในอัตลักษณ์ของประเพณีบุญกลางบ้านจากองค์ความรู้ที่ได้ ปรากฏขึ้น 2.ผู้คนในชุมชนสามารถนำสื่อวีดิทัศน์ที่สร้างขึ้น ไปใช้ในการประชาสัมพันธ์กับผู้คนในชุมชนหรือ เผยแพร่สู่ภายนอกกับผู้คนที่สนใจได้เข้ามาศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนได้ 3. เพิ่มแนวทางในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนให้ธำรงอยู่ต่อไป


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้นำเสนอตามหัวข้อ ต่อไปนี้ 1.แนวคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม 2.แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยา 3.แนวคิดเกี่ยวกับหลักการออกแบบสื่อ ADDIE MODEL 4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม มนุษย์ได้สร้างวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการด้านต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนิน ชีวิตเป็นไปอย่างเหมาะสมรวมถึงสอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม ก่อให้เกิดการหล่อหลอมให้สมาชิกใน สังคมมีทัศนคติความเชื่อ ความสนใจ ความคิดไปในทิศทางเดียวกัน แล้วก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่ง เดียวกัน ในการนิยามตัวตนว่าตนนั้นเป็นใครจะตรงกับศัพท์ทางวิชาการด้านมานุษยวิทยา เรียกว่า “อัตลักษณ์” (ดำรง ฐานดี. 2546 : 73 อ้างใน สุทธิ กาบพิลา. 2558 : 11) สำนักงานราชบัณทิตยสภา (2550) ได้ให้ความหมายของอัตลักษณ์ไว้ว่า อัตลักษณ์ ประกอบด้วย คำว่า อัต ซึ่งหมายถึง ตน หรือ ตัวเอง กับ ลักษณ์ ซึ่งหมายถึง สมบัติเฉพาะตัว คำว่า อัตลักษณ์ ตรงกับ คำภาษาอังกฤษว่า Identity หมายถึง ผลรวมของลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้สิ่งนั้นเป็นที่รู้จัก หรือจำได้ อัตลักษณ์ (Identity) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน คือ Identitas ซึ่งแต่เดิมใช้คำว่า Idem มีความหมายว่าเหมือนกัน โดยตามทางพื้นฐานในภาษาอังกฤษอัตลักษณ์จะประกอบด้วยความหมายใน สองนัยด้วยกันได้แก่ นัยยะที่ 1 ความเหมือน และนัยยะที่ 2 ความเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่าง ออกไป (ประสิทธิ์ ลีปรีชา. 2547 : 32-33 อ้างใน ชาลินี เตียงทอง. 2559 : 4) แนวคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์นั้น อภิญญา เฟื่องฟูสกุล (2546 : 4) กล่าวว่า อัตลักษณ์ คือ เป็นเรื่อง ของสัญลักษณ์ เป็นความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อตนเองว่า “ฉันคือใคร” เกิดขึ้นจากการปฏิสังสรรค ระหว่างตัวเรากับคนอื่น โดยผ่านการมองตนเองและการที่คนอื่นมองเราในขณะนั้น และแสดงตนออกมา ได้ว่าเราเหมือนหรือแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างไร


8 สุจรรยา โชติช่วง (2554) ได้อธิบายเกี่ยวกับอัตลักษณ์ไว้ว่า อัตลักษณ์ หมายถึง คุณสมบัติหรือสิ่ง ที่แสดงออกมาถึงตัวตน เป็นสำนึกที่บุคคลรับรู้ และรู้ว่าตัวเขาคือใคร มีลักษณะอย่างไร มีวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ แบบแผนพฤติกรรม และลักษณะนิสัยอย่างไร มีความเหมือนและแตกต่างจากคนอื่นหรือกลุ่ม อื่นอย่างไรสามารถแบ่งอัตลักษณ์ออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. อัตลักษณ์ส่วนบุคคล (Personal Identity) คือ การแสดงออกถึงการรับรู้ และการรู้จักตนเอง จากการปฎิสัมพันธ์กับสังคมสภาพแวดล้อม ผ่านการแสดงออกมาในรูปแบบของสถานะ เช่น บทบาท หน้าที่ เพศ ตำแหน่ง 2. อัตลักษณ์ทางสังคม (Social Identity) คือ การแสดงออกผ่านสัญลักษณ์ที่มีความหมายเข้าใจ ร่วมกันของสังคมนั้นและการแสดงออกทางพิธีกรรม ประเพณี วัฒนธรรม ตำนาน เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ และปรากฎการณ์ทางสังคม ในส่วนนี้จะเรียกว่า “อัตลักษณ์ทางสังคม” ในทางของสังคมวัฒนธรรมนั้น อัตลักษณ์ คือลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมที่ผู้คนหรือชุมชนซึ่ง สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ (ปรวรรณ ทรงบัณฑิตย. 2549. อ้างใน นิวัติ ทองวล. 2559 : 9) โดยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจะถูกแสดงออกผ่านระบบสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นมาอย่าง ภาษา ดนตรี การแต่ง กาย ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว วิถีชีวิต ประเพณี รูปแบบพิธีกรรม (Stuart Hall. 1992. อ้างใน สิริลักษณ์ พฤทธิอานันต์. 2559 : 20) จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่า เมื่อมนุษย์ได้อยู่ร่วมกันในสังคมพร้อมปรับตัวเพื่ออาศัยอยู่ใน สภาพแวดล้อมก็จะการสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาในสังคมนั้น ๆ และจะหล่อหลอมให้สมาชิกมีความเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันทั้งด้านทัศนคติความเชื่อ ความสนใจ รวมถึงการสร้างประเพณี พิธีกรรมขึ้นมาและ ปฏิบัติร่วมกัน สืบทอดกันต่อมา จนกลายมาเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนหรือสังคมของตนเอง ซึ่งผู้คนใน ชุมชนก็จะรับรู้ร่วมกันได้ว่า นี่คืออัตลักษณ์ของตนเอง ที่มีลักษณะเฉพาะตัวรวมถึงแตกต่างจากสังคมอื่น ออกไป แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยา ทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยา คือ ทฤษฎีที่ถูกนำมาใช้ในหลายแขนงของการศึกษา ในสาขาของ มานุษยวิทยาจะศึกษาตัวตน กลุ่มผู้คน ในการดำรงชีวิต ในสาขาของสังคมวิทยานั้น จะศึกษาในแง่ของ การทำความเข้าใจและเหล่าผู้คนในสังคมนั้น (สันต์ สุวัจฉราภินันท์ และอภิญญา เฟื่องฟูสกุล. 2555 : 37) นำมาใช้ในการอธิบายประสบการณ์ วัฒนธรรม ประเพณี ของสังคมวัฒนธรรมนั้นจากข้อมูลที่มีอย่าง ตรงไปตรงมา มีวิธีการที่ยืดหยุ่นแต่ซับซ้อน ซึ่งวิธีการในแต่ละรูปแบบของการศึกษาแบบปรากฏการณ์ วิทยานั้นจะมีความแตกต่างกันออกไป โดยผู้วิจัยที่ศึกษาตามวิธีการศึกษานี้จะต้องมีการแปลความหมาย


9 ของประสบการณ์ตามการรับรู้ของผู้ที่อาศัยในสถานการณ์นั้น โดยเป็นอิสระจากแนวคิดและทฤษฎีอื่น (พระครูวินัยธร วุฒิชัย ชยวฑฺโฒ, แม่ชีเนตรนภา สุทธิรัตน และพระมหาจักรพล อาจารสุโภ. 2564) ทฤษฎีปรากฎการณ์วิทยาจึงเป็นทฤษฎีในระดับสากลที่ถูกใช้ในหลายแขนงของการศึกษา มุ่งเน้นการให้ ความสำคัญของข้อมูลที่ได้ศึกษาและอธิบาย ตีความ แปลความจากข้อมูล ประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่ ได้รับมาอย่างตรงไปตรงมา Edmund Hussel ได้กล่าวถึงการศึกษาตามทฤษฎีปรากฎการณ์วิทยาตามแนวอุตรวิสัยไว้ว่า หลักสำคัญของแนวคิด คือ การมุ่งพรรณนาความหมายของประสบกาณ์ ผู้ศึกษาตามแนวคิดนี้จะต้อง ปราศจากอคติ และปราศจากความเอนเอียงในเรื่องที่จะศึกษา แยกความเห็นของตนเองออกจากเรื่องที่ ต้องการศึกษา และมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลของประสบกาณ์ที่ได้ศึกษา เป็นการวิเคราะห์ “แก่นแท้” ของประสบ กาณ์ที่หลากหลายชนิดและรูปแบบ (ชาย โพธิสิตา. 2562) โดยการศึกษาตามหลักทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยา จะมีความคล้ายคลึงกับการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยจะแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอนดังนี้ 1. การกำหนดหัวข้อ และคำถามในการวิจัย การกำหนดหัวข้อของเรื่องที่จะศึกษาควร จะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับทฤษฎีและมีความเหมาะสม เน้นไปในแนวทางที่ค้นหาความเข้าใจ ความหมายของประสบการณ์บุคคลที่ได้ประสบ และผลการวิจัยควรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2. ทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การ ทบทวนแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์ และส่วนที่ 2 คือ การทบทวนงานวิจัยในอดีตที่มี ความเกี่ยวข้องกับการศึกษา 3. กำหนดเกณฑ์สำหรับเลือกบุคคล และปรากฏการณ์สำหรับศึกษา ผู้ที่ให้ข้อมูลจะต้อง มีประสบการณ์หรือผู้ประสบเหตุการณ์ มักใช้วิธีในการเลือกอย่างเจาะจง คือการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลตาม คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด 4. ให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้ที่ถูกคัดเลือกมาศึกษา โดยผู้วิจัยแจ้งผู้ให้ข้อมูลได้ทราบถึง วัตถุประสงค์การวิจัย ประโยชน์ของการวิจัย แนวทางการพิทักษ์สิทธิของผู้เข้าร่วมวิจัย แจ้งรายละเอียด ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย และให้ผู้ให้ข้อมูลได้ซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ ผู้ให้ข้อมูลมีสิทธิที่จะตอบหรือไม่ ตอบคำถามตามความสบายใจ 5. กำหนดประเด็นหรือแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก กำหนดประเด็น คำถามให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการศึกษา คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ควรเป็นคำถาม ปลายเปิด โดยไม่มีการเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า


10 6. สัมภาษณ์และบันทึกอย่างละเอียด ใช้การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างและการ สัมภาษณ์เชิงลึกในขั้นตอนนี้ ซึ่งอาจใช้การสัมภาษณ์ซ้ำหลายครั้ง และการใช้การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม หรือไม่มีส่วนร่วมเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานวิจัย เพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลจากประสบการณ์ที่ได้รับ 7. การวิเคราะห์ข้อมูล ตามแนวคิดและของ Giorgi ผู้วิจัยจะมีการตรวจสอบความ น่าเชื่อถือของข้อมูลเพียงผู้เดียว โดยไม่มีการนำข้อมูลไปให้กับผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้ให้ข้อมูลตรวจสอบ (ประยูร ภักดีพัฒนาทร, ปัญญา เลิศไกร และศศลักษณ์ ทองขาว. 2564) จากแนวคิดทฤษฎีข้างต้นจึงสรุปได้ว่า ทฤษฎีปรากฎการณ์วิทยามุ้งเน้นการศึกษาถึงประสบการณ์ ของผู้ให้ข้อมูล เมื่อนำมาใช้ในการศึกษาทางสังคมวิทยาที่มุ่งเน้นในการศึกษาสังคม ผู้คนในสังคม ร่วมไป ถึงการสรรค์สร้างวัฒนธรรม ประเพณี จะมีความละเอียดซับซ้อน จึงอาศัยการศึกษาผ่านการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง หรือการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้ได้มาซึ่งประสบการณ์จริง และข้อมูลจากผู้ ประสบเหตุการณ์จริง ๆ แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา พร้อมแปลผลข้อมูล อาศัยการ ตีความของผู้วิจัยตามเรื่องที่ศึกษา ผู้วิจัยจึงหยิบยกทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยาเข้ามาใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาประเพณี บุญกลางบ้านของชาวไทยพวน ตำบลบ้านดงกระทงยาม ในแง่ของความเชื่อ อดีตความเป็นมา การทำ พิธีกรรมของประเพณีบุญกลางบ้าน โดยใช้ระเบียบวิธีการตามทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยา เพื่อให้ได้ซึ่ง ความเป็นจริงของประเพณีบุญกลางบ้าน ที่ถูกปฏิบัติสืบทอดมา ผ่านการเข้าร่วมพิธีกรรมของผู้จัยและ การสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ในพิธีกรรม และพรรณนาข้อมูลที่ได้รับโดยปราศจากความคิดของผู้วิจัย แล้วจึงนำมาตีความ แปลผลข้อมูลเพื่อค้นหาความเป็นอัตลักษณ์ของประเพณีบุญกลาง ตำบลบ้านดง กระทงยาม แนวคิดเกี่ยวกับหลักการออกแบบสื่อ ADDIE MODEL การออกแบบสื่อวีดิทัศน์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ของประเพณีบุญกลางบ้าน ในด้านความเชื่อและ พิธีกรรม ซึ่งนำมาถึงบทบาทของผีปู่ย่าที่ส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิต โดยออกมาในรูปแบบของสื่อ ประชาสัมพันธ์ชุมชน ตามแนวคิดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ว่า การประชาสัมพันธ์ คือ การกระทำที่เกิด จากการวางแผนล่วงหน้าใน การที่จะสร้างความเข้าใจกับสาธารณชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อก่อให้เกิดทัศนคติที่ ดี ภาพพจน์ที่ดี อันจะนำไปสู่สัมพันธภาพที่ดีระหว่างหน่วยงานและสาธารณชน ก่อให้เกิดการสนับสนุน และความร่วมมือขึ้น (เสรี วงษ์มณฑา. 2541 : 7 อ้างใน บุศรินทร์ หนุนภักดี. 2551 : ออนไลน์) เพื่อให้ เกิดการรับรู้ร่วมกันของผู้คนในชุมชนเรื่องของประเพณีบุญกลางบ้าน และเป็นแนวทางในการส่งเสริมการ อนุรักษ์ประเพณีนี้ให้ธำรงอยู่ต่อไป โดยรูปแบบของสื่อจะใช้หลักการของ ADDIE Model เข้ามาเป็น


11 กระบวนการในการพัฒนาสื่อ วีดิทัศน์ ซึ่งเป็นหลักการออกแบบสื่อที่มุ่งเน้นรายละเอียดทางด้านของข้อมูล และการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ของสื่อ เพื่อให้ผลที่ออกมานั้นตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด โดยมีกระบวนการขั้นตอน 5 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นการวิเคราะห์ (Analysis) กิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ การวิเคราะห์ระบบ สิ่งแวดล้อม และสภาพขององค์กร เพื่อพิจารณาถึงทรัพยากรและอุปสรรคต่าง ๆ การศึกษาลักษณะของกลุ่มประชากร และการวิเคราะห์ เป้าหมายและจุดประสงค์ 2. ขั้นการออกแบบ (Design) กิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ ได้แก่ กำหนดเป้าหมาย จุดประสงค์ เพื่อออกแบบสื่อให้เหมาะสมและตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 3. ขั้นการพัฒนา (Development) กิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ ได้แก่ สร้างสื่อตัวต้นแบบ ทดสอบสื่อ และ ทำการพัฒนาปรับปรุงแก้ไข 4. ขั้นการนำไปใช้ (Implementation) กิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ ได้แก่ การเผยแพร่สื่อที่สร้างขึ้นมา 5. ขั้นการประเมินผล (Evaluation) กิจกรรมที่ปฏิบัติในขั้นนี้ สร้างเครื่องมือ ประเมินสื่อ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จและ ความล้มเหลวของสื่อ ประเมินสื่อหลังการนำสื่อไปใช้ กับกลุ่มประชากร (พิจิตรา ธงพานิช, อ้างถึงใน สุดารัตน์จงบูรณสิทธิ์. 2565 : 670 – 671) หลักการออกแบบสื่อ ADDIE Model คือหลักการที่มีความเป็นสากลในการสร้างสื่อ และสามารถ นำไปใช้ในการออกแบบสื่อได้หลายแขนงอย่าง การออกแบบบ้าน สื่อการเรียนการสอน รวมถึงสื่อ ประชาสัมพันธ์ชุมชน โดยมีจุดเด่นคือการวิเคราะห์ความต้องการ ปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สื่อ ที่ออกมานั้นตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง รวมถึงมีการทดสอบและการประเมินตัวสื่อเพื่อที่จะ ใช้ในการพัฒนาสื่อได้อีก ขั้นในอนาคต ผู้วิจัยจึงเลือกหลัก ADDIE Model มาใช้ในกระบวนการการจัดทำ สื่อประชาสัมพันธ์ชุมชนของชาวไทยพวนนี้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คณิเทพ ปิตุภูมินาค (2558) ได้จัดทำวิจัยเรื่อง อัตลักษณ์ครูดนตรีพื้นเมืองเหนือ กรณีศึกษา พ่อ ครูมานพ ยาระณะ พ่อครูอุ่นเรือน หงส์ทอง และครูบุญยิ่ง กันธวงค์ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของครูดนตรีพื้นเมืองเหนือ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของครูดนตรี พื้นเมืองเหนือ 3) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของครูดนตรีพื้นเมืองเหนือโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงคุณภาพตามแนวทางปรากฏการณ์วิทยา มีผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นครูดนตรีพื้นเมืองเหนือ 3 คน ได้แก่ พ่อ ครูมานพ ยาระณะ พ่อครูอุ่นเรือนหงส์ทอง และครูบุญยิ่ง กันธวงค์ ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ของครู ดนตรีพื้นเมืองเหนือ คือ ครูดนตรีพื้นเมืองเหนือรู้ความเชี่ยวชาญของตน เข้าใจกระบวนการเรียนรู้และมี เป้าหมายที่ชัดเจนในการสอน มีความตระหนักต่อตนเองในฐานะครูดนตรี มีความตระหนักต่อตนเองใน


12 ฐานะผู้สร้างสรรค์และอนุรักษ์สืบทอดและมีมุมมองทางการศึกษาที่ชัดเจน ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของ ครูดนตรีพื้นเมืองเหนือ ได้แก่ ครอบครัว บริบททางวัฒนธรรมดนตรีและศิลปะการแสดงครูดนตรี นักดนตรี เพื่อน ลูกศิษย์และประสบการณ์สอน และกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของครูดนตรี พื้นเมืองเหนือ คือมีกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ที่ซับซ้อนและค่อยเป็นค่อยไป ประกอบไปด้วยการซึมซับ วัฒนธรรม การเลียนแบบ การสร้างอัตลักษณ์ของนักดนตรี การสร้างสรรค์ผลงานดนตรี การสร้างอัตลักษณ์ครูดนตรี ยรรยงวรกร ทองแย้ม, พัสกร ลี้วิศิษฏ์พัฒนา (2563) ได้จัดทำวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การสื่อสาร การตลาดออนไลน์โดยใช้อัตลักษณ์ท้องถิ่นในการสร้างแบรนด์ชุมชนกาแฟดอยเผ่าไทยของบ้านรักไทย อำเภอเนินมะปรางจังหวัดพิษณุโลก ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาอัตลักษณ์ทางการตลาด และสร้างกลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์ทางการตลาดของกลุ่มผู้ปลูกกาแฟบ้านรักไทย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน 2 ส่วน ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยวิธี การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม และการสังเกต ร่วมกับกลุ่มผู้นำชุมชน ตัวแทนด้านประวัติศาสตร์ และตัวแทนด้านแหล่งท่องเที่ยว และการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้บริโภคกาแฟในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 385 คน กับผู้บริโภคกาแฟในจังหวัดพิษณุโลกสำหรับ การสำรวจการรับรู้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสร้างกลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลสถิติด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากรกลุ่มเดียวผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ ทางการตลาดของกาแฟบ้านรักไทย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ประกอบไปด้วย 3 มิติคือ มิติ ด้านการท่องเที่ยว มิติด้านประวัติศาสตร์ และมิติด้านแหล่งทรัพยากรทางอาหาร และการ รับรู้ในการ สร้างกลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์ทางการตลาดของกลุ่มผู้ปลูกกาแฟบ้านรักไทยพบว่า ผลิตภัณฑ์เมล็ด กาแฟรสชาติกาแฟมีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ที่ดี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และ การรับรู้อัตลักษณ์ ของกาแฟบ้านรักไทยผ่านสื่อมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟดอยเผ่าไทย อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ดาวรรณ หมัดหลี , เกรียงศักดิ์ เขียวมั่ง และมิยอง ซอ (2564) ได้จัดทำวิจัยเรื่อง นวัตศิลป์โนรา สาน: เครื่องประดับนวัตศิลป์ร่วมสมัย สืบวัฒนธรรมสานศิลปะ ประยุกต์อัตลักษณ์มโนรา ในการวิจัยครั้ง นี้มีวัตถุประสงค์ 1.ศึกษาองค์ความรู้เรื่องศิลปะการแสดงมโนราห์ มีการรวบรวมองค์ความรู้ ศิลปะการแสดงมโนราห์ภาคเอกสารและลงพื้นที่ มีผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่มคือ ปราชญ์ชาวบ้านโดยใช้วิธีการ การสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ประชากรในพื้นที่และประชากรที่เป็นบุคคลทั่วไปโดยใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบสะดวก 2. วิเคราะห์อัตลักษณ์ศิลปะการแสดงมโนราห์ร่วมกับหลักการ DRR (2C (MEAMAI)) ได้อัตลักษณ์มโนราห์ที่โดดเด่นเรียงตามลำดับ คือ เครื่องแต่งกาย (ชุดลูกปัด) ท่ารำ เครื่องประดับ


13 และเครื่องดนตรี 3. สังเคราะห์และสร้างสรรค์ต้นแบบเครื่องประดับนวัตศิลป์ร่วมสมัย ได้ผลงานต้นแบบ เครื่องประดับนวัตศิลป์โนราสานจากแนวคิดในการสร้างสรรค์ของวัฏจักรมโนราห์ 3 แนวคิด คือการส่งต่อ และสืบสาน การแสดงด้านความบันเทิง และการแสดงด้านประกอบพิธีกรรม อยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ของ ร่างกายที่สะท้อนตามแนวคิดตั้งแต่ศีรษะ มือ แขน คอ บ่า หน้าอก ลำตัว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธี วิจัยแบบบูรณาการ (Integrated research) ผสมผสานแนวคิดและทฤษฎีจากวิทยาการในสาขา ปรากฎการณ์วิทยา วิธีการทางปรัชญา หลักการทำกลยุทธ์ทางการตลาด ร่วมกับศาสตร์ด้านศิลปกรรม สร้างหลักการใหม่ในการวิเคราะห์สังเคราะห์ผลงานต้นแบบเครื่องประดับนวัตศิลป์โนราสาน ผลงานแต่ละ ชุดมีการสะท้อนแนวคิดที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์และถ่ายทอดอัตลักษณ์จาก ศิลปะการแสดงมโนราห์ในรูปแบบใหม่ จรินทร์ ยอดมิ่ง และคณะ (2557) ได้จัดทำวิจัยเรื่อง โครงการการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยพวน เพื่อการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก : รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์ ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาบริบทประวัติศาสตร์ วิถีวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนไทยพวน ตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก จากอดีตถึงปัจจุบันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 2. เพื่อศึกษาแนวทางการสืบสารวิถีวัฒนธรรมและขนม ธรรมเนียมประเพณีไทยพวนให้คงอยู่ต่อไปในบริบทตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก 3. เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดการท่องเที่ยวของชุมชนไทยพวนตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ในช่วงที่ผ่านมากับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนท้องถิ่น 4. เพื่อค้นหารูปแบบการจัดการ ท่องเที่ยวโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สามารถฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมไทยพวนที่เหมาะสมกับบริบท ตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก โดยมีพท้นที่กลุ่มเป้าหมาย คือ 4 ชุมชน ในเขตเทศบาลตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก โดยผลการวิจัยสามารถสรุปออกเป็น ประเด็นดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดนครนายก 1.1 ประวัติความเป็นมาของจังหวัดนครนายก นครนายกเป็นจังหวัดหนึ่งในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง พื้นที่ของนครนายกปรากฏ หลักฐานว่าเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีการขุดพบเครื่องมือเครื่องใช้ ของมนุษย์ในยุคนั้น เช่น ขวานหินทั้งชนิดมีบ่าและไม่มีบ่า ลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว หินดุ แท่นหินเขียว แวดินเผา ขวานสำริด สันนิษฐานว่านครนายกเคยเป็นเมืองโบราณที่มีอายุสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยปรากฏหลักฐานการอยู่อาศัยในสมัยทราวดี จากแหล่งโบราณ "บ้านดงละคร" ซึ่งอยู่ห่างจาก อำเภอเมืองนครนายกไปทางทิศใต้ระยะทาง 8 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเนินดินสูงคล้ายเกาะ


14 เนื้อที่ประมาณ 6 ตารางกิโลเมตร มีคันดินสูงล้อมรอบเป็นวงรี ด้านนอกคันดินมีคูน้ำล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง มีประตูเข้าออก 4ประตู โดยเมืองนี้อาจมีพัฒนาการและอายุร่วมสมัยกับเมืองศรีมโหสถในจังหวัด ปราจีนบุรี และเมืองพระรถในจังหวัดชลบุรี ซึ่งโบราณวัตถุที่ขุดพบในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีหลายยุคหลาย สมัยด้วยกัน ประกอบด้วย ระฆังหินสมัยทราวดี พระพุทธรูปสมัยลพบุรี ภาชนะดินเผาสมัยสุโขทัย และอยุธยา (สำนักงานจังหวัดนครนายก. ออนไลน์ : 2566) ชื่อ "นครนายก" เป็นราชธานี มีข้อสันนิษฐาน 2 ประการ คือ ในสมัยก่อนดินแดนของ นครนายกเป็น ป่ารกชัฏมีไข้ป่าชุกชุมผู้คนจึงพากันอพยพไปอยู่ที่อื่นจนเกือบเป็นเมืองร้าง ต่อมามี พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งไม่มีหลักฐานยืนยันว่าในยุคสมัยใด (แต่ก่อนสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เพราะชื่อเมืองนครนายกปรากฏมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองแล้ว) ต้องการที่จะจูงใจราษฎรให้เข้ามา หักร้างถางพงทำมาหากินอยู่อาศัยในบริเวณนี้จึงให้ยกเว้นเก็บอากรค่า นา จึงเรียกเมืองนี้ว่า "เมืองนา–ยก" และเป็นเมืองนครนายก เหตุผลที่สอง คือ สมัยกรุงศรีอยุธยา การปกครองในเมืองหลวงใช้ระบบจตุสดมภ์ ส่วนการปกครองหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก ในหัวเมือง ด้านเหนือมีสมุหนายก ปกครองทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ในหัวเมืองด้านใต้มีสมุหกลาโหมปกครองทั้ง ฝ่ายพลเรือนและทหาร เมืองนครนายกนั้นเดิมอยู่ในสังกัดสมุหกลาโหม ภายหลังถูกโอนให้อยู่ในสังกัด สมุหนายก พื้นที่นี้จึงได้ชื่อว่านครนายกนับแต่นั้นเป็นต้นมา (สำนักงานจังหวัดนครนายก. ออนไลน์ : 2566) 1.2 ลักษณะภูมิประเทศ จังหวัดนครนายกตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศไทยสภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบ ทางตอนเหนือและตะวันออกเป็นภูเขาสูงชันในเขตอำเภอบ้านนา อำเภอเมืองนครนายก และอำเภอปาก พลี ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นรอยต่อกับอีก 3 จังหวัด ได้แก่ สระบุรีนครราชสีมา และปราจีนบุรี ซึ่งมีเทือกเขาติดต่อกับเทือกเขาดงพญาเย็น มียอดเขาสูงที่สุดของจังหวัดคือยอดเขาเขียว มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,351 เมตร ส่วนทางตอนกลางและตอนใต้ เป็นที่ราบอันกว้างใหญ่เป็นส่วน หนึ่งของที่ราบสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาที่ เรียกว่า “ที่ราบกรุงเทพ” ลักษณะดินเป็นดินปนทราย และดินเหนียวเหมาะแก่การทำนา ทำสวนผลไม้ และการอยู่อาศัยซึ่ง ติดกกับจังหวัดฉะเชิงเทราและ ปทุมธานี (สำนักงานจังหวัดนครนายก. ออนไลน์ : 2566) 1.3 อาณาเขต จังหวัดนครนายกมีเนื้อที่ประมาณ2,122 ตร.กม.หรือประมาณ 1,326,250 ไร่ มีอาณาเขต ติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา


15 ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดปราจีนบุรี ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดปทุมธานี ข้อมูลทั่วไปของชุมชนเกาะหวาย อำเภอปากพลี มาจากชื่อของ “คลองปากพลี” สมัยโบราณชาวบ้านส่วนใหญ่สัญจรโดยหรือ ใน ฤดูน้ำหลากจะไหลแรงและหมุนวน ทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ชาวบ้านจึงสร้างศาลขึ้นเพื่อ “พลี กรรม” เป็นการเซ่นสรวงเทวดา เทศบาลตำบลเกาะหวาย ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เดิมฐานะเป็นสุขาภิบาลเกาะหวาย จัดตั้งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย และได้รับ การเปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเป็น เทศบาล พ.ศ.2542 (เทศบาลตำบลเกาะหวาย. ออนไลน์ : 2566) ตำบลเกาะหวายประกอบด้วยชุมชน 4 ชุมชน ดังนี้ ชุมชนบ้านเกาะหวาย ชุมชนบ้านใหม่ ชุมชนบ้านฝั่งคลอง ชุมชนบ้านท่าแดง วัดเกาะหวาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งเมื่อปี พ.ศ.2376 มีเนื้อที่ตั้งวัด 14 ไร่ ได้รับ พระราขทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ.2501 อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2523 วิหาร สร้างเมื่อปี พ.ศ.2535 จากประวัติได้กล่าวไว้ว่า ชาวไทยพวนที่อพยพมาใหม่ได้ถูกกวาดต้อนแล้วส่ง มาอยู่บริเวณนี้ บริเวณเกาะหวายในอดีตนั้นเหมาะที่จะตั้งบ้านเรือน ทำมาหากินเพราะเป็นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเลี้ยงชีพ เนื่องจากพื้นที่นี้เต็มไปด้วยป่าดงดิบมีต้นไม้และต้นหวายใหญ่ มีสิงสาราสัตว์ดุร้าย หลากหลายชนิด ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันถางป่าออกเป็นรูปวงกลม แล้วตัดต้นไม้มาปลูกบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ใช้หวายเป็นที่ยึดเหนี่ยวผูกมัด ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น เป็นที่บำเพ็ญการกุศล และเรียกชื่อวัดตามชื่อ หมู่บ้านว่า “วัดเกาะหวาย” (จรินทร์ ยอดมิ่ง และคณะ. 2557 : 16) 2. ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธ์ไทยพวนบ้านเกาะหวาย การอพยพเข้ามาของคนไทยพวนที่อำเภอปากพลี มาจากการอพยพจากถิ่นฐาน สร้างเรือนอยู่ คือ ตำบลเกาะหวาย มีบ้านท่าแดง บ้านฝั่งคลอง บ้านใหม่ บ้านเกาะหวาย บ้านคลองตะเคียน บ้านยอยไฮ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศประมาณปี พ.ศ.2310 – 2322 ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ปัจจุบันอำเภอปาก


16 พลีมีชาวพวนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ในตำบลเกาะ ตำบลหนองแสง ตำบลเกาะโพธิ์ และตำบลท่าเรือ (ศูนย์การเรียนฮู้วัฒนธรรมไท-พวน, 2566) “ชาวพวนในประเทศไทย มี 23 จังหวัด เช่น ปราจีน นครนายก ลพบุรี เป็นต้น อพยพมาจาก ลาวเชียงขวาง นครนายกมี 4 ตำบล อพยพมา 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 เจ้าพระยากษัตริย์ศึกต้อนมาพระเทศไทย ตรงสมัยพระเจ้าตากสิน หนีศึกสงครามเข้ามาประมาณ พ.ศ 2372 ครั้งที่ 2 อพยพอีกครั้งสมัย ร.1 เข้ามา เพื่อตามหาญาติที่อพยพเข้ามาในครั้งที่ 1 ครั้งที่ 3 สมัยรัชกาลที่ 3 อพยพเข้ามาโดยการสมัครใจ (ประทีป มากคำ. สัมภาษณ์. 30 เมษายน 2566)” 3. ความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีบุญกลางบ้าน บ้านเกาะหวาย ชาวไทยพวน มีการยึดถือประเพณีฮีต 12 มาแต่โบราณเช่นเดียวกับชาวลาว และยังคงปฏิบัติ สืบต่อกันมาอย่างเคร่งครัดจนถึงปัจจุบัน ประเพณีฮีต 12 คือ งานบุญประเพณีในแต่ละรอบเดือนของชาว ไทยพวนตลอดทั้ง 12 เดือน ซึ่งมีแตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่น แต่ประเพณีฮีต 12 ถือเป็นเอกลักษณ์ของ ชาวไทยพวนหรือไทยเชื้อสายลาว ซึ่งสำหรับชาวไทยพวนบ้านเกาะหวายนี้ จะประกอบไปด้วย ฮีต 1 เดือนอ้าย ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว เฮ่านา ทำบุญข้าวเม่า ฮีต 2 เดือนยี่ ทำบุญข้าวหลาม เอาฟืน ฮีต 3 เดือนสาม ทำบุญข้าวจี่ ข้าวหลาม ประเพณีกำฟ้า ทำบุญข้าว หน้าลาน ทำบุญเวียนเทียน วันมาฆบูชา ฮีต 4 เดือนสี่ ทำบุญปิดพระ หรืองานประจำปี ฮีต 5 เดือนห้า สรงน้ำพระ ก่อทรายรดน้ำพระสงฆ์ ผู้สูงอายุ ฮีต 6 เดือนหก ทำบุญกลางบ้าน ประเพณีเลี้ยงปู่ตา บุญเปตะพี ฮีต 7 เดือนเจ็ด ทำทานแก่ผู้ล่วงลับ ฮีต 8 เดือนแปด ทำบุญวันเข้าพรรษา และวันอาสาฬหบูชา ฮีต 9 เดือนเก้า ทำบุญกระยาสารทใหญ่ ฮีต 10 เดือนสิบ ทำบุญกระยาสารทน้อย ฮีต 11 เดือนสิบเอ็ด ทำบุญวันพระออกพรรษา ฮีต 12 เดือนสิบสอง ทำบุญลอยกระทง และเทศน์มหาชาติ บุญผะเวด ประเพณีบุญกลางบ้าน เป็นประเพณีประจำปี ที่ชาวไทยพวนยึดถือตามประเพณีฮีต 12 ในเดือนหกมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งจะจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุก ๆ ปี โดยการยึดถือประเพณีฮีต 12 รวมไปถึงคอง 14 ของชาวไทยพวน มีความเชื่อว่าการปฏิบัติตามจารีตประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาแต่ โบราณ ทำให้ผู้คนอยู่ในศีลธรรม มีจิตใจที่ดี สร้างความรักความสามัคคีในหมู่บ้าน และเป็นเอกลักษณ์


17 ตัวตนของพวกเขา โดยชาวไทยพวนนั้น จะมีความเชื่อและการยึดถือฮีต 12 คอง 14 ที่เคร่งครัดเป็นอย่าง มาก ประเพณีบุญกลางบ้านของบ้านเกาะหวาย จะมีการสวดพุทธมนต์ตอนเย็น ชาวบ้านแต่ละ ครัวเรือนจะดึงสายสิญจน์ที่เหมือนสายเมรุมงคลไปคล้องไว้หน้าบ้านแต่ละบ้าน ตัวแทนหมู่บ้านจะดึง สายสิญจน์ที่ล้อมหมู่บ้านไปที่ทางสามแพร่ง ต่อมาการทำพิธี พระสงค์มาประกอบพิธีกรรมตอนเช้าจะ ถวายอาหารเช้าที่บ้านเกาะหวายจะทำกันอยู่ทั้งหมด 2 วัน (สมยงค์. สัมภาษณ์. 30 เมษายน 2566) “ต้องพูดก่อนว่าสมัยก่อนกับสมันนี้ไม่คือกัน ถ้าพูดง่าย ๆ สมัยก่อนพิธีการทำขั้นแต่ละอย่างมันมี รายละเอียดเยอะ ในสมัยนี้ต้องการที่จะประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย ลดคนเพราะไม่ค่อยมีคนทำ ต่าง ๆ นา ๆ มันเลยทำให้ปัจจุบันปรับเปลี่ยนให้รวดเร็วขึ้นลดขั้นตอนนี้ไม่ได้ทำยิ่งใหญ่คือสมัยก่อนกะคือคนสมัยนี้ต้อง ไปทำงานไปเรียนไม่เหมือนสมัยก่อนเหลือแค่ผู้เฒ่าผู้แก่ ปรับเปลี่ยนพิธีการทำไปตามยุค (สมยงค์. สัมภาษณ์. 30 เมษายน 2566)” การทำบุญกลางบ้าน เป็นความเชื่อของชาวไทยพวนในบ้านเกาะหวาย ซึ่งมีปู่ตาที่เป็นเหมือน บุพการีเป็นผู้นำพามาจากประเทศลาว มีนามว่าขุนวิจิตรอิทธิฤทธ์ ซึ่งในแต่ละชุมชนเจะมีชื่อบุพการีที่เป็น ของแต่ละหมู่บ้านที่นับถือ แต่สำหรับบ้านเกาะหวายนั้นคือ “ท่านขุนวิจิตรอิทธิฤทธ์” ตามความเชื่อที่ ปฏิบัติสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเล่าว่า “หากชาวบ้านในหมู่บ้านจะจัดงานอันไดจะต้องไปบอกกล่าวปู่ตา ก่อนเสมอ” ซึ่งก่อนที่จะจัดการทำบุญกลางบ้านก็จะต้องไปบอกกล่าวปู่ตาเช่นกัน การทำบุญกลางบ้าน ของบ้านเกาะหวายจะใช้ศูนย์กลางของบ้าน (ทางสามแพร่ง) ผู้นำหมู่บ้านเรียกทำบุญกลางบ้าน เลี้ยงกลางเดือน 6 (นับตามจันทรคติไทย) โดยจะนำสายสิญจน์โยงล้อมรอบหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านต่อ สายสิญจน์เข้าบ้านของตนในช่วงเย็น จากนั้นจะนิมนต์พระมาสวดบทมงคลในช่วงเช้า โดยชาวบ้านจะนำ เสื่อมาปู กินข้าวร่วมกัน เป็นเสมือนการรวมญาติ บ้านเกาะหวายเป็นหมู่บ้านไทยพวน ที่อพยพมาจากเมืองเชียงขวาง พระราชอาณาจักรลาวสมัย สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2378 ผู้นำมาไม่ทราบชื่อพากัน อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านท่าแดง ทำเลพื้นที่นี้เต็มไปด้วยป่าดงดิบ มีต้นไม้และมีต้นหวายใหญ่ และยาว มาก มีสิงสาราสัตว์ดุร้ายมาก มีหลายชนิด (ศูนย์การเรียนฮู้วัฒนธรรมไท-พวน, 2566) จากการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา พบว่า ยังไม่มีการศึกษาในส่วนของ สื่อประชาสัมพันธ์ที่ นำเสนอเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทง ยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีโดยเฉพาะ โดยการศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของ ชาวไทยพวนจากจรินทร์ ยอดมิ่ง และคณะ (2557) ในวิจัยเรื่อง โครงการการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยพวน เพื่อการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก


18 : รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์ ซึ่งชาวไทยพวนที่ได้ศึกษานั้นพบว่ามีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ร่วมกับชาวไทยพวนที่ตำบลดงกระทงยาม จากประวัติศาสตร์ของการอพยพมาจากเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ในช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 3 ซึ่งได้นำเสนอถึงรายละเอียดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมไปถึงประเพณีบุญกลางบ้านของชาวไทยพวน ผู้วิจัยจึงหยิบยกงานวิจัยเล่มนี้เพื่อเป็นแนวทางใน การศึกษา พร้อมเปรียบเทียบถึงความแตกต่างในประเพณีบุญกลางบ้านของชาวไทยพวนตำบลดงกระทง ยาม โดยหยิบยกแนวทางการศึกษาเรื่องของอัตลักษณ์จาก คณิเทพ ปิตุภูมินาค (2558) ในงานวิจัยเรื่อง อัตลักษณ์ครูดนตรีพื้นเมืองเหนือ กรณีศึกษา พ่อครูมานพ ยาระณะ พ่อครูอุ่นเรือน หงส์ทอง และ ครูบุญยิ่ง กันธวงค์และ ยรรยงวรกร ทองแย้ม, พัสกร ลี้วิศิษฏ์พัฒนา (2563) ในงานวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การ สื่อสารการตลาดออนไลน์โดยใช้อัตลักษณ์ท้องถิ่นในการสร้างแบรนด์ชุมชนกาแฟดอยเผ่าไทยของ บ้านรักไทย อำเภอเนินมะปรางจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นแนวทางในการศึกษาอัตลักษณ์ของผู้คนหรือสังคม นั้น แล้วนำองค์ความรู้จากการศึกษามาพัฒนาต่อในรูปแบบต่าง ๆ เช่นเดียวกับงานวิจัยของผู้วิจัย กับการ นำข้อมูล องค์ความรู้ เกี่ยวกับประเพณีบุญกลางบ้านของชาวไทยพวน ตำบลบ้านดงกระทงยาม ในการจัดทำสื่อวีดิทัศน์ตามหลัก ADDIE model และนำสื่อมอบให้แก่ชุมชนเพื่อเป็นประโยชน์สืบต่อไป


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ มีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้ 1. พื้นที่วิจัย 2. ผู้ให้ข้อมูล 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล พื้นที่วิจัย พื้นที่การวิจัยครังนี้ ผู้วิจัยใช้พื้นที่ในชุมชนไทยพวน บ้านดงกระทงยาม ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ในการศึกษาดังนี้ 1. สถานที่ประกอบพิธีกรรมบุญกลางบ้าน บ้านใหม่ ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ผู้ให้ข้อมูล การศึกษาในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Information) หรือผู้ที่มีประสบการณ์การประกอบพิธีกรรมบุญกลางบ้าน การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญ (Key Information) จะมีวิธีการ เลือก แบบเจาะจง (Purposeful Sampling) ประกอบไปด้วย 1.ชุมชนไทยพวนบ้านใหม่ ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 1.1 ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน บ้านดงกระทงยาม จำนวน 1 คน 1.2 ผู้นำชุมชนบ้านใหม่ ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นชาว ไทยเชื้อสายพวนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นผู้รวบรวมคนในหมู่บ้านให้มาร่วมกันทำกิจกรรมชุมชนและเป็นผู้มี ประสบการณ์การประกอบพิธีกรรมบุญกลางบ้าน จำนวน 1 คน


20 1.3 ผู้อาวุโส ภายในชุมชนบ้านใหม่ ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัด ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสายพวนที่อยู่ในพื้นที่มากกว่าห้าสิบปีมีประสบการณ์การประกอบพิธีกรรม บุญกลางบ้านมาไม่ต่ำกว่าสิบปีรวมไปถึงเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีบุญกลางบ้าน จำนวน 3 คน 1.4 ชาวบ้าน ภายในชุมชนบ้านใหม่ ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นชาวไทยเชื้อสายพวนที่อยู่ในพื้นที่มีประสบการณ์การประกอบพิธีกรรมบุญกลางบ้านมาไม่ต่ำกว่าสิบปี จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การศึกษาในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น ผู้วิจัยได้สร้างแบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและแบบประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ โดยดำเนินการวิจัยตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ผู้วิจัยกำหนดประเด็นหลักในการสัมภาษณ์ตามกรอบแนวคิด ของการวิจัย โดยระบุรายการข้อคำถามแต่ละประเด็น จัดทำโครงร่างแบบสัมภาษณ์และรายการ ข้อคำถามแต่ละประเด็น โดยอาจารย์ที่ปรึกษาว่าตรงตามข้อมูล เนื้อหาครบถ้วนหรือไม่ จากนั้นนำมา ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา และนำแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.ภูเนตุ จันทร์จิต, ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.ชวิตรา ตันติมาลา และ ดร.อรวรรณ เชื้อน้อย ได้ตรวจสอบ ความเหมาะสม ความครอบคลุมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย แก้ไขและปรับปรุงให้เป็นแบบสัมภาษณ์ ฉบับสมบูรณ์ จึงได้นำแบบสัมภาษณ์ไปเก็บรวบรวมข้อมูลศึกษาอัตลักษณ์ ความเชื่อและพิธีกรรมประเพณี บุญกลางบ้านของชาวไทยพวน โดยสรุปในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. การวิจัยเชิงคุณภาพ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และสร้างสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทง ยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 1.1 แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ประวัติส่วนตัวผู้ถูกสัมภาษณ์ ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์อายุ อาชีพ และบทบาทของผู้ให้สัมภาษณ์ในพิธีกรรม ส่วนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับพิธีกรรมบุญกลางบ้าน


21 คำถามด้านอัตลักษณ์/พิธีกรรมและด้านความเชื่อ ของประเพณีบุญกลางบ้าน จำนวน 13 ข้อ โดยใน 7 ข้อแรกจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์/พิธีกรรม คือ 1) ประวัติความเป็นมา ของกลุ่มชาติพันธ์และความเชื่อของประเพณีบุญกลางบ้าน 2) ความเชื่อเรื่องผีปู่ย่าของคนที่นี่ เริ่มมีมา ตั้งแต่สมัยใด 3) พิธีกรรมบุญกลางบ้านในอดีตเป็นอย่างไร 4) พิธีกรรมบุญกลางบ้านในปัจจุบันเป็น อย่างไร 5) พิธีกรรมเลี้ยงผีปู่ย่า จะจัดขึ้นในช่วงเวลาใด 6) มีอุปกรณ์อะไรบ้างในการประกอบพิธี 7) อาหารอะไรบ้างที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมบุญกลางบ้านเป็นพิเศษและขาดไปไม่ได้ส่วนคำถามในข้อ ที่เหลือเป็นประเด็นเกี่ยวกับด้านความเชื่อ จำนวน 6 ข้อ คือ 8) ในมุมมองของท้าน “ผีปู่ย่า” คืออะไร 9) ความเชื่อที่มีต่อผีปู่ย่าส่งผลต่อความคิดการดำเนินชีวิตของตัวท่านอย่างไร 10) มีแนวทางการสืบทอด พิธีกรรมการเลี้ยงผีปู่ย่าอย่างไร 11) ในอดีต เจ้าจ้ำหรือร่างทรง จำเป็นต้องเป็นฝ่ายหญิงอย่างเดียวท่านคิด อย่างไรกับการที่ผู้สืบทอดต้องเป็นฝ่ายหญิงอย่างเดียว สามารถเปลี่ยนเป็นฝ่ายชายได้หรือไม่ 12) ท่านมีสิทธิ์ที่จะเลือกรับหรือปฎิเสธการสืบทอดไหมสำหรับประเพณีผีปู่ย่านี้13) ในการประกอบพิธี เคยประสบพบเจอเหตุการณ์แปลกๆ อะไรบ้าง 1.2 การสังเกตแบบมีส่วนร่วม ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานที่ประกอบพิธีบุญกลางบ้าน วันที่และเวลา ในการประกอบพิธีบุญกลางบ้าน ส่วนที่ 2 ข้อมูลด้านการการประกอบพิธีบุญกลางบ้าน จำนวน 6 ข้อ คือ 1) สถานที่ใน การประกอบพิธีบุญกลางบ้าน 2) บุคคลที่มีส่วนร่วมในการประกอบพิธีบุญกลางบ้าน 3) พฤติกรรมของ ผู้เข้าร่วมในการประกอบพิธีบุญกลางบ้าน 4) ขั้นตอนในการประกอบพิธีบุญกลางบ้าน 5) อุปกรณ์ ในการประกอบพิธีบุญกลางบ้าน 6) เครื่องเซ่นไหว้ในการประกอบพิธีบุญกลางบ้าน 2. การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์เพื่อประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 9 ข้อ ดังนี้ 1) ความเหมาะสมในการจัดลำดับการเล่าเรื่องมีความเข้าใจง่าย 2) เนื้อหามีความ กะทัดรัดเข้าใจง่าย 3) ความสวยงามของภาพ 4) ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม 5) ความเหมาะสมใน การใช้สี6) มีการจัดตำแหน่งและออกแบบไม่ซับซ้อน 7) ระดับเสียงในการบรรยายเหมาะสม 8) ความชัด ของเสียงและเพลงประกอบ 9) สามารถเป็นแหล่งความรู้ได้ โดยแบบแบบประเมินคุณภาพเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ โดยให้กลุ่มผู้ให้ข้อมูลพิจารณาคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ว่าอยู่ในระดับใด โดยกําหนดค่านําหนักของคะแนน 5 ระดับ ดังนี้


22 ระดับมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน ระดับมาก มีค่าเท่ากับ 4 คะแนน ระดับปานกลาง มีค่าเท่ากับ 3 คะแนน ระดับน้อย มีค่าเท่ากับ 2 คะแนน ระดับน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน โดยมีการศึกษาจากเอกสารงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาข้อมูล และการลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีการทำ หนังสือขออนุญาตการเข้าเก็บข้อมูลในการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลรายบุคคลทั้งนี้สามารถ ปรับเปลี่ยนให้ ยืดหยุ่นได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในพื้นที่ ผู้วิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์โดยมีเครื่องมือช่วยใน การเก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต การฟังคําบอกเล่าประสบการณ์ของผู้นําประกอบ พิธีกรรมประเพณีบุญกลางบ้าน การจดบันทึก เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายวิดีโอและกล้องถ่ายภาพ ทั้งนี้ ผู้วิจัยทำการขออนุญาตจาก ผู้ถูกสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงยังเข้าร่วมพิธีกรรมประเพณีบุญ กลางบ้านอย่างมีส่วนร่วม และบันทึกในแบบสังเกต ระยะเวลาดำเนินการวิจัย กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม 2566 การวิเคราะห์ข้อมูล คณะวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) แล้วนำมาวิเคราะห์และ สังเคราะห์ จับประเด็น อีกทั้งตัดคำพูดบางคำที่ไม่เหมาะสม และไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยออกไป เพื่อให้ข้อมูลนั้นเป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เครื่องมือเก็บข้อมูลใช้แนวคำถามซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อคณะวิจัยเก็บรวบรวม ข้อมูลทั้งเอกสารและภาคสนามได้เพียงพอต่อการศึกษา ตามวัตถุประสงค์บ้างแล้ว ผู้วิจัยได้ทำ การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นต้น โดยนำมาจัดหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบตาม เค้าโครงเรื่อง แล้วสรุปออกมาเพื่อ เป็นแนวทางในการวิเคราะห์และหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป หลังจากนั้นมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมใน ส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์โดยการสัมภาษณ์ซ้ำในบางประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น และทำการวิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นความจริงมากที่สุด โดยกำหนดให้


23 1. การวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชน ไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และสร้างสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณี บุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 2. การวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชน ไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จะนำเสนอตามหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่วิจัย 2. ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธ์ไทยพวน 3. พิธีกรรมความเชื่อประเพณีบุญกลางบ้าน 4. การจัดทำสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี 5. การประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์ เรื่องประเพณีบุญกลางบ้านของชุมชนไทยพวน ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่วิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดปราจีนบุรี 1.1 ประวัติความเป็นมาของจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกของประเทศ มีอารยธรรมและความรุ่งเรือง มาตั้งแต่สมัยทวารวดี ปรากฏหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณที่เรียกว่า “เมืองมโหสถ” สันนิษฐานว่าน่าจะ เป็นชุมชนมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 11 ในชุมชนบริเวณดังกล่าวรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่ม หมู่บ้านเกษตรกรรม มีการแลกเปลี่ยนค้าขายกับวัฒนธรรมภายนอก โดยหลักฐานที่พบนั้นแสดงถึง อิทธิพลวัฒนธรรมฟูนันและอารยธรรมอินเดียแบบอมราวดี ต่อมาศูนย์กลางความเจริญได้ย้ายมาอยู่ที่ริม ฝั่งแม่น้ำบางประกงดังเช่นปัจจุบัน (สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดปราจีนบุรี. ออนไลน์. 2566) ชื่อของเมืองปราจีนบุรีปรากฏเป็นครั้งแรกในสมัยอยุธยา ซึ่งคำว่า “ปราจีนบุรี” เป็นคำสมาสเกิดจากคำว่า “ปราจีน” กับคำว่า “บุรี” คำว่า “ปราจีน” หรือ “ปาจีน” หมายความว่าทิศ ตะวันออก ส่วนคำว่า “บุรี” หมายความว่า “เมือง” รวมแล้วคำว่า “ปราจีนบุรี” หมายถึงเมืองทาง ตะวันออก การเขียนชื่อเมืองปราจีนบุรีแตกต่างกันไป เช่น ปราจินบุรี ปราจิณบุรี และปาจีนบุรี แต่ความหมายก็คือเมืองทางตะวันออกของราชอาณาจักรไทย ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรียก “เมืองปราจิณ” หรือ “มณฑลปราจิณ” (สำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี. 2566) และต่อมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรเกล้าฯ ให้มีการจัดการ


25 ปกครองแผ่นดินแบบต่างประเทศ มณฑลปราจิณถูกยกเลิกและมีฐานะเป็นเพียงหัวเมืองหนึ่ง และต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่า “เมือง” เป็น “จังหวัด” จึงมีชื่อเรียกใหม่ว่า “จังหวัดปราจีนบุรี” อย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน (สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดปราจีนบุรี. ออนไลน์. 2566) 1.2 ลักษณะภูมิประเทศ สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบจนถึงลักษณะสูงชัน ภูมิประเทศบริเวณทางตอนเหนือ มีลักษณะเป็นเนินสูงจนถึงภูเขามีลักษณะเป็นป่าเขาติดเทือกเขาดงพญาเย็น ในบริเวณทางตอนใต้และ ตะวันออกเป็นพื้นที่ราบมีสภาพเป็นป่า ส่วนบริเวณด้านตะวันตกมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่ม (สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดปราจีนบุรี. ออนไลน์. 2566) 1.3 อาณาเขต พื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรีมีประมาณ 4,762,362 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,976,475 ไร่ และมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดนครราชสีมา ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดสระแก้ว ทิศใต้ ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดนครนายก แบ่งการปกครอง 7 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมโหสถ อำเภอประจันต คาม อำเภอบ้านสร้าง อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอนาดี (สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดปราจีนบุรี. ออนไลน์. 2566)


26 ภาพที่ 4.1 แผนที่ตัวเมืองจังหวัดปราจีนบุรี ที่มา : (กันต์กวี สุขสุวรรณ ดัดแปลงจาก กองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน. 2566) 2. ข้อมูลทั่วไปของชุมชนบ้านดงกระทงยาม ชุมชนบ้านดงกระทงยาม คือชุมชนชาวพวนอีกหนึ่งชุมชนของไทย โดยมีที่มาจากการอพยพ จากทางนครเวียงจันท์ และเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินของชาวพวนในมณฑลปราจิณหรือจังหวัดปราจิณ บุรีในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือราวปี พ.ศ. 2370 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน บ้านดงกระทงยาม. ออนไลน์ : 2566) ได้ทราบจากผู้สูงอายุว่า สมัยก่อน ได้ตั้งหมู่บ้านก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ทางทิศเหนือของวัดใหม่ดง กระทงยาม จึงเรียกกันว่าบ้านเหนือ บ้านเหนือส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเนื่องจากมีพื้นที่เป็น ที่ราบลุ่ม มีพื้นที่ทำนาจำนวน 1,565 ไร่ มีเรื่องเล่ากันมาแต่โบราณว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีฝรั่ง กลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านเพื่อที่จะเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ และที่ตรงนี้เรียกว่า โอกฝรั่ง ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อหลวงปู่เฮ้า ซึ่งประจำพรรษาอยู่ที่วัดชัยมงคล ออกมาบิณฑบาตทุกวัน ทางฝรั่งได้นำเอาอุจาระใส่บาตรให้หลวงปู่เฮ้า พอหลวงปู่เฮ้ากลับถึงวัด เลยเสกให้ถ่ายท้องกันหมด ทาง ฝรั่งก็เลยอพยพหนี้ไปจากที่ตรงนั้น แต่ปัจจุบันยังมีคนเรียกว่าโอกฝรั่ง และไม่มีหลักฐานปรากฏ


27 (ตามตำราเล่าขานกันมาเป็นทอด ๆ) (ที่ทำการกองทุนหมู่บ้านบ้านเหนือ หมู่. 2 ตำบลดงกระทงยาม. 2566) ที่มาของชื่อของบ้านดงกระทงยามนั้น คำว่า “ดง” มาจากที่ในสมัยก่อนสภาพแวดล้อมของ หมู่บ้านนี้เป็นป่าดงทึบ ตั้งอยู่บนเนินดินมองเห็นเป็นเกาะขนาดใหญ่โดยที่บริเวณรอบ ๆ เป็นทุ่งนา เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าน้ำหลาก น้ำก็จะท่วมทุ่งนาที่อยู่รอบหมู่บ้าน ทำให้มองเห็นตัวหมู่บ้านเป็นรูปทรงกระทะ คว่ำคล้ายกับกระทงที่ลอยอยู่บนน้ำ เป็นที่มาของคำว่า “กระทง” และสุดท้ายคำว่า “ยาม” คือเสียงของ ฆ้องยามที่เล่าต่อกันมาว่าในช่วงเวลา 2 ยาม 15 ค่ำ จะได้ยินเสียงของฆ้องยามเป็นประจำ ซึ่งดังมาจาก บ้านท้ายทุ่งใต้ต้นโพธิใหญ่ (นิกุล กิตเทียน. สัมภาษณ์. 2566) ภาพที่ 4.2 แผนที่ตำบลดงกระทงยาม ที่มา : (กันต์กวี สุขสุวรรณ ดัดแปลงจาก กองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน. 2566) ปัจจุบันชุมชนบ้านดงกระทงยามตั้งอยู่ในตำบลดงกระทงยาม ซึ่งประกอบไปด้วย 7 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแล้ง บ้านเหนือ บ้านใหม่ บ้านท้ายดง บ้านดอนใหญ่ บ้านท้ายสะแก บ้านหนองบัวหมู มีประชากรอาศัยอยู่ราว 3,277 คน 1,027 ครัวเรือน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นคนพวนที่สืบเชื้อ สายมาจากบรรพบุรุษ แบ่งออกเป็น


28 - บ้านแล้ง 501 คน 185 ครัวเรือน - บ้านเหนือ 303 คน 93 ครัวเรือน - บ้านใหม่ 767 คน 244 ครัวเรือน - บ้านท้ายดง 801 คน 248 ครัวเรือน - บ้านดอนใหญ่ 274 คน 88 ครัวเรือน - บ้านท้ายสะแก 405 คน 117 ครัวเรือน - บ้านหนองบัวหมู 229 คน 67 ครัวเรือน บ้านเหนือ หมู่ที่ 2 ตำบลดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี อยู่ห่างจาก ปราจีนบุรี ประมาณ 18 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากอำเภอประมาณ 7 กิโลเมตร มีอาณาเขต ดังนี้ ทิศเหนือเขตติดต่อกับบ้านแล้ง หมู่ 1 มีถนนกั้นระหว่างหมู่บ้าน ทิศใต้ เขตติดต่อกับบ้านใหม่ หมู่ 3 มีถนนกั้นระหว่างหมู่บ้าน ทิศตะวันออกเขตติดกับบ้านดอนหาดหิน หมู่ 5 มีพื้นที่นาเป็นเขตติดต่อกัน ทิศตะวันตกเขตติดต่อกับบ้านใหม่ หมู่ 3 มีถนนลาดยางกั้นระหว่างหมู่บ้าน ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธ์ไทยพวน 1. ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธ์ไทยพวนบ้านดงกระทงยาม ในอดีตสมัยอยุธยาของไทย มีเมืองพวนซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือเรียกว่าเมืองพวน ซึ่งเป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ในตระกูลไท-ลาว ที่อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน และปักหลักถิ่นฐานปกครองตนเองขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เชียงขวาง ประเทศลาว ต่อมาในปี พ.ศ. 2103 สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่ง อาณาจักรล้านช้าง ได้ย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางและสถาปนากรุงเวียงจันท์ขึ้นเป็นราชธานีของ อาณาจักรล้านช้าง ในอีก 40 ปีต่อมา พระเจ้าสุริยะวงศาหรือพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช กษัตริย์แห่ง อาณาจักรล้านช้าง ณ ตอนนั้น ได้ทราบถึงกิตติมศักดิ์ความงามของเจ้าหญิงแก่นจัน ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าคำ สั้นกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองพวนขณะนั้น พระเจ้าสุริยะวงศาอยากให้เจ้าหญิงแก่นจันมาเป็นพระมเหสีจึงได้ ส่งทูตไปสู่ขอแต่พระเจ้าคำสั้นไม่ยอม พระองค์จึงยกทัพขึ้นไปตีเมืองพวนและได้รับชัยชนะพร้อมยึดเจ้า หญิงแก่นจันไป ก่อนที่จะยกทัพกลับเวียงจันทน์ พระองค์ได้กวาดต้อนชาวพวนหลายพันครัวเรือนกลับมา อยู่ที่นอกกรุงเวียงจันท์และเรียกชาวพวนเหล่านี้ว่า “พวนเดิม” (นิกุล กิตเทียน. สัมภาษณ์. 2566) การเข้ามาในประเทศไทยของพวนครั้งที่ 1 นั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2322 กองทัพกรุงธนบุรี โดยการนำทัพของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์ได้เข้าตีเมืองเวียงจันทน์แล้วยึด


29 เป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จ หลังจากก็ยกทัพไปตีเมืองพวนและยึดเป็นเมืองขึ้นของกรุงธนบุรีในเวลาเดียวกัน ทำให้ทั้งเมืองเวียงจันทน์และเมืองพวนตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงธนบุรีในขณะนั้น แต่ไม่มีการกวาดต้อนชาว พวนเข้ามา หากด้วยการไปมาหาสู่ระหว่างเขตปกครองของทั้งสามเป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ก็จึงมีชาวพวน จากเวียงจันทน์และเชียงขวางที่ลำบากจากภาวะของสงครามบางส่วนได้อพยพเข้ามาทำมาหากินอยู่ ในไทย (นิกุล กิตเทียน. สัมภาษณ์. 2566) ในครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในสมัยของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 3 ของไทย สมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า การปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ในปี พ.ศ. 2369 เป็นต้นมา ในเหตุการณ์นี้ทำ ให้เกิดการกวาดต้อนชาวลาวรวมถึงชาวพวนเข้ามาในไทยทางหัวเมืองต่าง ๆ ทางตะวันออกของไทยอย่าง เมืองประจิมทบุรี เมืองนครนายก ขึ้น เพราะสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ต้องการให้เมืองเวียงจันทน์ ตั้งเป็นบ้านเมืองได้อีก และเป็นเมืองร้างในที่สุด ซึ่งพวนที่บ้านดงกระทงยามก็ได้อพยพเข้ามาสู่ประเทศ ไทยในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน และการเข้ามาของพวนครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในรัชสมัยของสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงเชิญชวนชาวพวนและชาวลาวเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในทางภาคตะวันออก ของไทยเพื่อไม่ให้เป็นกำลังให้แก่ฝ่ายญวณ (นิกุล กิตเทียน. สัมภาษณ์. 2566) ชาวพวนที่บ้านดงกระทงยามนั้น คือพวนเดิมที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ แล้วอพยพเข้ามาอยู่ที่บ้างดงกระทงยาม มณฑลปราจิณของไทย ในช่วงรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ. 2370 การเข้ามาของพวนบ้านดงกระทงยามนั้นไม่ใช่การถูกกวาดต้อน แต่เป็นการเข้ามาหาที่อยู่ทำมาหากินที่ สะดวกว่าเดิม โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มพระแก้วกล้า กลุ่มยายทวด และกลุ่มขุนแสวง เข้ามาสร้างบ้านเรือนอยู่ที่บ้านดงกระทงยาม และสร้างวัดขึ้นชื่อวัดดงกระทงยาม ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ เป็นวัดใหม่อยู่ที่หมู่ 2 ชุมชนบ้านใหม่ในปัจจุบัน (วิบูรณ์ งามวงศ์. สัมภาษณ์. 2566) เมื่อเข้ามาลงหลักปักฐานที่บ้านดงกระทงยามแล้ว ชาวพวนส่วนใหญ่ก็จะประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ และได้นำเอาวัฒนธรรมประเพณีของตนเองมาปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างการยึดถือ ฮีต 12 คอง 14 อย่างเคร่งครัด มีการปฏิบัติประเพณีดั้งเดิมต่าง ๆ ในฮีต 12 อย่างไม่ขาดในแต่ละปี มีการ แต่งกายอย่างเสื้อคอกระเช้า และนุ่งผ้าซิ่นอย่างชาวพวนดั้งเดิม ใช้ภาษาพูดของพวนที่มีความเป็น เอกลักษณ์ของตนเอง ในสมัยก่อนบ้านเรือนของพวนแต่ละหลังนั้นจะไม่มีรั้วกัน ผู้คนก็จะสามารถเดินลัด ผ่านเรือนได้ และก็มักจะชวนกันรับประทานอาหาร พูดคุยกับอย่างอบอุ่น แสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัย ของชาวพวนที่มีความใจดี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เป็นกันเอง มีน้ำใจ ดังที่ปรากฏจากเรื่องเล่าของคนในชุมชนว่า ในสมัยก่อนจะมีชาวอีสานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเร่ร่อนมาขายควายเป็นกลุ่มใหญ่ เรียกว่านายฮ้อย ขายควาย เมื่อมาที่หมู่บ้านดงกระทงยามชาวบ้านก็จะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ชวนรับประทานอาหาร และให้ที่พักกับคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้ชาวพวนยังมีความเชื่อของการนับถือบรรพบุรุษหรือผีบรรพบุรุษ ดังที่


30 ปรากฏอยู่ในการสร้างศาลปู่ตาและศาลตายาย และมีประเพณีของการเลี้ยงผีปู่ตา หรือประเพณีไหว้ศาลปู่ ตา เพื่อเป็นการแสดงความเคารพนับถือบรรพบุรุษให้คอยปกปักษ์รักษาลูกหลานให้ปลอดภัย และให้โชค แก่ผู้คน (วิบูรณ์ งามวงศ์. สัมภาษณ์. 2566) พิธีกรรมความเชื่อประเพณีบุญกลางบ้าน 1. ความเชื่อเกี่ยวกับประแพณีบุญกลางบ้าน บ้านดงกระทงยาม ชาวไทยพวน มีการยึดถือประเพณีฮีต 12 มาแต่โบราณเช่นเดียวกับชาวลาว และยังคงปฏิบัติ สืบต่อกันมาอย่างเคร่งครัดจนถึงปัจจุบัน ประเพณีฮีต 12 คือ งานบุญประเพณีในแต่ละรอบเดือนของชาว ไทยพวนตลอดทั้ง 12 เดือน ซึ่งมีแตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่น แต่ประเพณีฮีต 12 ถือเป็นเอกลักษณ์ของ ชาวไทยพวนหรือไทยเชื้อสายลาว ซึ่งสำหรับชาวไทยพวนบ้านดงกระทงยามนี้ จะประกอบไปด้วย ฮีต 1 เดือนอ้าย ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว เฮ่านา ทำบุญข้าวเม่า ฮีต 2 เดือนยี่ ทำบุญข้าวหลาม เอาฟืน ฮีต 3 เดือนสาม ทำบุญข้าวจี่ ข้าวหลาม ประเพณีกำฟ้า ทำบุญข้าว หน้าลาน ทำบุญเวียนเทียน วันมาฆบูชา ฮีต 4 เดือนสี่ ทำบุญปิดพระ หรืองานประจำปี ฮีต 5 เดือนห้า สรงน้ำพระ ก่อทรายรดน้ำพระสงฆ์ ผู้สูงอายุ ฮีต 6 เดือนหก ทำบุญกลางบ้าน ประเพณีเลี้ยงปู่ตา บุญเปตะพี ฮีต 7 เดือนเจ็ด ทำทานแก่ผู้ล่วงลับ ฮีต 8 เดือนแปด ทำบุญวันเข้าพรรษา และวันอาสาฬหบูชา ฮีต 9 เดือนเก้า ทำบุญกระยาสารทใหญ่ ฮีต 10 เดือนสิบ ทำบุญกระยาสารทน้อย ฮีต 11 เดือนสิบเอ็ด ทำบุญวันพระออกพรรษา ฮีต 12 เดือนสิบสอง ทำบุญลอยกระทง และเทศน์มหาชาติ บุญผะเวด


31 ภาพที่ 4.3 บุญสลากภัตมะม่วงในเดือนหก ที่มา : (พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน บ้านดงกระทงยาม. 2566) ภาพที่ 4.4 ไหว้ศาลปู่ตาในเดือน 6 ที่มา : (พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน บ้านดงกระทงยาม. 2566)


32 ภาพที่ 4.5 บุญขาวหลามในเดือนสาม ที่มา : (พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน บ้านดงกระทงยาม. 2566) ประเพณีบุญกลางบ้าน เป็นประเพณีประจำปี ที่ชาวไทยพวนยึดถือตามประเพณีฮีต 12 ในเดือน หกมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งจะจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุก ๆ ปี โดยการยึดถือประเพณีฮีต 12 รวมไป ถึงคอง 14 ของชาวไทยพวน มีความเชื่อว่าการปฏิบัติตามจารีตประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ทำให้ผู้คนอยู่ในศีลธรรม มีจิตใจที่ดี สร้างความรักความสามัคคีในหมู่บ้าน และเป็นเอกลักษณ์ตัวตนของ พวกเขา โดยชาวไทยพวนนั้น จะมีความเชื่อและการยึดถือฮีต 12 คอง 14 ที่เคร่งครัดเป็นอย่างมาก ภาพที่ 4.6 ประเพณีบุญกลางบ้าน บ้านดงกระทงยาม ที่มา : (พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน บ้านดงกระทงยาม. 2566)


33 ภาพที่ 4.7 ประเพณีบุญกลางบ้าน บ้านดงกระทงยาม ที่มา : (พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน บ้านดงกระทงยาม. 2566) ประเพณีบุญกลางบ้านถือเป็นการทำบุญใหญ่ของหมู่บ้านชาวไทยพวน ที่ผู้คนในแต่ละครัวเรือน จะทำบุญร่วมกัน ชาวไทยพวนในบ้านดงกระทงยามจะมีการถักหญ้าคาและโยงไปตามแต่ละครัวเรือนจน ไปถึงกลางหมู่บ้านเพื่อทำพิธีกรรม โดยจะจัดทั้งหมด 3 วัน และมีการเลี้ยงพระในวันที่ 3 ซึ่งชาวบ้านก็จะ เตรียมอาหารมาทำบุญตักบาตร และร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน เชื่อว่าประเพณีบุญกลางบ้านนี้ เพื่อ เป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ออกจากชุมชนของพวกเขาและปกป้องภัยร้ายต่าง ๆ แล้วยังมีความสำคัญใน เรื่องของการสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในตำบล ให้ได้มาปฏิบัติประเพณีร่วมกัน และมีการสังสรรค์ ทั้งร้อง เพลง เต้นรำ สร้างความสามัคคีให้กับชาวบ้านในชุมชน 2. หญ้าคา หญ้าคา มีลำต้นที่ขนาดยาวราว 1 เมตร และมีความเหนียวสูง และพบได้มากในตำบลดง กระทงยาม ในอดีตชาวบ้านจึงได้นำหญ้าคามาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น การมุงหลังคา การทำเชือก รวมไปถึงการนำหญ้าคามาใช้ในการถักเป็นเชือกและต่อกัน เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมบุญกลางบ้าน แทนสายสิญจน์ตั้งแต่อดีต แสดงให้เห็นถึงการนำวัสดุจากนิเวศโดยรอบหมู่บ้านมาใช้ในการประกอบ พิธีกรรมสำคัญทางวัฒนธรรม แสดงถึงความประณีตและความละเอียดอ่อนของการดำรงวัฒนธรรม ประเพณีของชาวไทพวนบ้านดงกระทงยาม เกิดเป็นเอกลักษณ์ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดขึ้น


34 ภาพที่ 4.8 หญ้าคาบริเวณรอบชุมชน ที่มา : (กาญจนา หอมเย็น. 2566) ในขั้นตอนแรกของการนำหญ้าคามาถักเป็นเชือกนั้น ชาวบ้านจะหาหญ้าคาซึ่งมีกระจายทั่ว บริเวณของบ้านดงกระทงยาม เลือกจากต้นที่มีความยาวและยังเป็นสีเขียวอยู่ โดยบ้านหลังนึงจะใช้หญ้า คาจำนวน 15-20 กำมือ เพื่อใช้ในการถักเชือกรอบตัวบ้านราว 20-30 เมตร ภาพที่ 4.9 การเกี่ยวหญ้าคา ที่มา : (กาญจนา หอมเย็น. 2566)


35 ต่อมาก็จะนำหญ้าคามาตากแดดไว้เป็นเวลา 1-2 วัน สลัดปลาย แล้วจึงแช่น้ำไว้เป็นเวลา 1 วัน จึงนำมาถักเชือก ภาพที่ 4.10 การแช่หญ้าคาหลังจากตากแดดและสลัดปลาย ที่มา : (กาญจนา หอมเย็น. 2566) การถักหญ้าคาจะมีความคล้ายกับการถักเปียเส้นผม นำหญ้าคาที่แช่น้ำไว้จำนวน 3 เส้น และ จับเส้นขวาสุดมาทับเส้นกลาง


36 ภาพที่ 4.11 การถักหญ้าคา ที่มา : (นวพล ทางาม. 2566) ต่อมาจับเส้นซ้ายสุดมาทับเส้นกลาง จากนั้นจับเส้นล่างเพิ่มอีก 2 เส้น ทำวนจนไปปลายหญ้า ภาพที่ 4.12 การถักหญ้าคา ที่มา : (นวพล ทางาม. 2566)


37 เมื่อถึงปลายหญ้าให้เหลือความยาวของหญ้าไว้ราว 5 นิ้ว และนำหญ้าคาอีก 3 เส้นมาถักต่อ ภาพที่ 4.13 การต่อหญ้าคาระหว่างกัน ที่มา : (นวพล ทางาม. 2566) เมื่อหญ้าคาถูกถักและต่อกันจนได้ขนาดที่ต้องการแล้ว ก็จะนำมาล้อมตัวบ้านและถักต่อกับ บ้านอีกหลังนึง จนสุดท้ายหญ้าคาทุกเส้นจะเป็นถูกถักต่อกันทั้งหมู่บ้าน และไปรวมอยู่ที่กลางหมู่บ้าน เพื่อ ทำพิธีกรรมต่อไป ภาพที่ 4.14 เชือกหญ้าคาที่ผูกไว้รอบตัวเรือน ที่มา : (กาญจนา หอมเย็น. 2566)


38 การถักหญ้าคาจะต้องใช้เวลาและความประณีต เพื่อให้ได้เส้นเชือกที่มีความสวยงาม และใช้ ความสามัคคีของคนในหมู่บ้านในการร่วมกันถักจนไปถึงกลางหมู่บ้าน เมื่อถึงช่วงประเพณีบุญกลางบ้าน ครอบครัวชาวพวนในแต่ละครัวเรือนก็จะออกไปหาหญ้าคามาเพื่อถัก สร้างความอบอุ่นในครอบครัวและ เพื่อนบ้าน ที่จะต้องนำหญ้าคามาต่อกัน และในท้ายที่สุด ชาวบ้านทุกคนก็จะช่วยกันถักไปจนถึงกลาง หมู่บ้าน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้กับคนในชุมชน 3. พิธีกรรมในประเพณีบุญกลางบ้าน ประเพณีบุญกลางบ้านของชาวไทยพวนบ้านดงกระทงยาม จะใช้เวลาทั้งสิ้น 3 วัน โดยในวัน แรกและวันที่สอง จะเป็นการนิมนต์พระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ในช่วงเย็น โดยชาวบ้านจะนำเอา ทรายและน้ำมาใช้ในการประกอบพิธีเพื่อนำไปเสริมสร้างสิริมงคลตามความเชื่อต่อไป และในวันสุดท้ายจะ เป็นการสวดมนต์เช้า และมีการตักบาตรทำบุญเลี้ยงพระ ในช่วงเวลานี้จะมีการสังสรรค์ รับประทาน อาหาร พูดคุยสารทุกข์สุขดิบร่วมกันของชาวบ้าน ภาพที่ 4.15 สถานที่ทำบุญกลางบ้าน ที่มา : (กาญจนา หอมเย็น. 2566) วันที่ 1 หลังจากการเตรียมสถานที่โดยการนำหญ้าคามาผูกรวมกันที่กลางหมู่บ้าน จะมีการ จัดเตรียมโต๊ะหมู่บูชา การโยงสายสิญจน์รอบจุดทำพิธีกรรม จัดเตรียมอาสนะสำหรับพระ


Click to View FlipBook Version