The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการศึกษาและจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนออนไลน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumlovekay, 2021-10-06 11:47:44

วิจัยการศึกษาและจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนออนไลน์

วิจัยการศึกษาและจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนออนไลน์

การศกึ ษาและจัดทำคมู่ ือคำศัพทส์ แลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์

ญาโณทัย มีบุญ
มณฑติ า กิตนิ ันท์
จิรนชุ ไชยชนะ
นคิ ม วงคช์ ยั

งานวจิ ยั นี้เป็นส่วนหนึ่งของหลกั สูตรศลิ ปศาสตรบ์ ัณฑิต สาขาวชิ าภาษาจนี
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงราย
ตุลาคม 2564

การศึกษาและจัดทำคมู่ อื คำศพั ทส์ แลงภาษาจีนในสื่อสงั คมออนไลน์

ญาโณทยั มีบญุ 611700005
มณฑติ า กติ ินันท์ 611700017
จริ นุช ไชยชนะ 611700035
นคิ ม วงคช์ ยั 611700052

งานวิจยั นี้เป็นสว่ นหนงึ่ ของหลกั สูตรศิลปศาสตรบ์ ัณฑติ สาขาวชิ าภาษาจนี
คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ตลุ าคม 2564

ใบอนุมตั ิงานวจิ ยั

เรื่อง การศึกษาและจดั ทำคมู่ ือคำศัพท์สแลงภาษาจนี ในสื่อสังคมออนไลน์

ญาโณทยั มบี ญุ 611700005
มณฑิตา กติ นิ นั ท์ 611700017
จิรนชุ ไชยชนะ 611700035
นิคม วงค์ชยั 611700052

วจิ ัยน้ไี ดร้ บั การพจิ ารณาอนมุ ัติใหน้ บั เป็นสว่ นหนึง่ ของการศึกษาตาม
หลกั สตู รศิลปศาสตรบ์ ัณฑติ สาขาวชิ าภาษาจนี

คณะกรรมการสอบวจิ ัย

........................................... ประธานโปรแกรม ..................................อาจารย์ทปี่ รกึ ษา
( อาจารย์ดนุพงศ์ ชีวินวไิ ลพร ) ( อาจารย์จงรักษ์ มณีวรรณ์ )

........................................... กรรมการสอบ ......................................กรรมการสอบ
( อาจารย์ดร. วรรณวริ ัตน์ ตุงคะเวทย์ ) ( อาจารย์จริ ปรยี า เสนทรัพย์ )

9 ตลุ าคม 2564

ลขิ สิทธ์มิ หาวิทยาลยั ราชภฏั เชยี งราย

I

บทคัดยอ่

ชอื่ เรอ่ื ง : การศึกษาและจัดทำคู่มอื คำศัพท์สแลงภาษาจีนในสอื่ สังคมออนไลน์
ช่ือผู้วจิ ัย : ญาโณทัย มีบุญ

มณฑติ า กติ นิ ันท์
จริ นชุ ไชยชนะ
นคิ ม วงคช์ ัย
สาขาวิชา : สาขาวชิ าภาษาจีน
ปีการศึกษา : 2564

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยการศึกษาและจัดทำคู่มือคำสแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ มี
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมด้าน
ภาษาและการสื่อสารสำหรบั นักศึกษาโปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงราย ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือกลุ่มนักศึกษานักศึกษาโปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะ
มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายชั้นปที ่ี1-4 จำนวน 80 คน กระบวนการวิจัยแบ่งออกเป็น
4 ขั้นตอนในการศึกษา 1) ศึกษารวมรวมคำศัพท์สแลงภาษาจีนในเว็บไซต์และเว็บเพจจำนวน100คำ
เพื่อนำมาจัดทำคู่มือ 2) จัดทำแบบสอบถามและเก็บรวบรวมตัวอย่าง 3) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์
และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย 4) นำข้อมูลโดยประมาณมาวิเคราะห์เนื้อหาตาม
วัตถุประสงค์

ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาโปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงราย มีปัญหาด้านคำศัพท์ไม่ทราบความหมายของคำศัพท์สแลงและมีความต้องการด้านการ
พัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์คำสแลงภาษาจีนเพื่อใช้ในการสื่อสารและเข้าใจในความหมายของคำศัพท์
สแลงภาษาจีน คณะผ้วู ิจัยเล็งเห็นถงึ ปัญหานจ้ี ึงไดน้ ำมาซง้ึ การพัฒนาคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในส่ือ
สังคมออนไลน์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยเนื้อหาที่จัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคม
ออนไลน์ประกอบไปด้วยคำศัพท์สแลง พินยิน ความหมายและประโยคของคำศัพท์ ผลการประเมิน
ความต้องการในการจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ จำนวน 80 คนมีความ
ต้องการมากที่สุดโดยคิดเป็นค่าเฉลี่ย 3.71 ด้านที่มีความต้องการมากที่สุดคือ จัดทำเปรียบเทียบกับ
คำศัพท์สแลงในปัจจุบัน ค่าเฉลี่ยรองลงมาคือ จัดทำการแบ่งประเภทของของคำศัพท์สแลงภาษาจีน
เช่น คำศพั ท์สแลงความหมายเชงิ บวก คำศพั ทส์ แลงความหมายเชงิ ลบ คำศพั ท์สแลงความหมายท่ัวไป
โดยมีค่าเฉลี่ย 3.64 และจัดทำประโยคตัวอย่างของคำศัพท์สแลงภาษาจีน โดยมีค่าเฉลี่ย 3.60
ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าเนื้อหาของคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์สอดคล้องกบั
การสื่อสารภาษาจีนเป็นเป็นไปตามความตอ้ งการของกลุม่ ตวั อย่าง รวมถึงสามารถนำไปพฒั นาทักษะ
ด้านการสื่อสารภาษาจีนของนักศึกษา สาขาภาษาจีนโปรแกรมภาษาจีนและผู้ที่สนใจให้มี
ประสิทธภิ าพมากยิง่ ข้นึ

II

摘要

题目: 网络流行需的手册
作者姓名 : 田书艳

楚夏
于千兰
释圣诚
专业: 汉语学年:2021
完成时间: 2564

本次的调查研究我们将在社交媒体上制作一本“网络流行语手册”其目
的是为了能帮助提高清莱皇家大学人文学院中文系学生的汉语水平以及口语表
达能力。研究对象是清莱皇家大学人文学院中文系一年级至四年级的学生。总
人数为 80 人。在本次调查研究过程中,我们将分为以下四个步骤。(1)、在
各网站或网页上学习并且收集一百个中文俚语词汇用于制作手册。(2)、制作
问卷并让研究对象填写。(3)、进行分析收集到的数据,并将分析结果以平均
数的形式呈现出来。(4)、将得到的调查数据,根据目标进行分析总结。

研究结果表明,清莱皇家大学人文学院中文系的学生对许多网络流行语
还是很陌生,还不知道词汇的意思。而很多学生为了提高自己的汉语水平,对
自己词汇量的要求不断增多,其中就包括网络流行语词汇。因此我们在社交媒
体上制作了这本“网络流行语手册”让读者可以通过自学,从而提高自己的汉
语水平。手册里的内容包括了中文俚语词汇、词汇拼音、词汇解释以及举例句
子。根据“网络流行语手册”里的内容需求调查,通过调查分析的结果显示,
80 人中,觉得最需要的部分是古代和现代的网络流行语词汇,其中的差别,需
求指数平均为 3.71。其次是将网络流行语划分类别成消极意义 ,积极意义和一
般意义,需求指数平均为 3.64。最后是一些网络流行语举例的句子。需求指数
平均为 3.60。如此看来,社交媒体上的“网络流行语手册”里的内容,是符合
研究对象需求的。因此这本“网络流行语手册”可以帮助提高中文系学生或对
中文有兴趣的朋友提高汉语水平以及汉语表达能力。

III

กติ ติกรรมประกาศ

วทิ ยานิพนธเ์ ล่มนี้สำเรจ็ สมบรู ณ์ได้ด้วยดี เพราะได้รับความกรุณาช้ีแนะและช่วยเหลืออย่างดี
ยิ่งจากอาจารย์จงรักษ์ มณีวรรณ์ ที่ปรึกษาวิจัย ขอขอบคุณอาจารย์ ดร.วรรณวิรัตน์ ตุงคะเวทย์ และ
อาจารย์จิรปรียา เสนทรัพย์ ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษาตลอดจนปรับปรุงตลอดจนปรับปรุงแก้ไข
ข้อบกพร่องต่างๆด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริงและความทุ่มเทของ
อาจารย์ และขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ี

ขอขอบใจนักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 นักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะ
มนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงราย ทใี่ หค้ วามรว่ มมือเปน็ อยา่ งดใี นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู จน
ทำให้วทิ ยานิพนธ์คร้ังนส้ี ำเร็จลลุ ่วงดว้ ยดี

ขอขอบพระคุณบิดามารดาท่ีสนับสนุนและให้กําลังใจจนงานวิจัยสำเร็จด้วยดีคุณค่าและ
ประโยชน์อนั พึงมจี ากการศึกษาวจิ ัยน้ีผู้วจิ ัยขอน้อมบชู าพระคุณบดิ ามารดาและบูรพาจารย์ทุกท่าน ที่
ได้อบรมส่ังสอนวิชาความรู้และให้ความเมตตาแก่ผู้วิจัยมาโดยตลอด และเป็นกําลังใจสำคัญ ที่ทำให้
การศึกษาวจิ ยั ฉบับนสี้ ำเรจ็ ลุล่วงได้ดว้ ยดี

คุณค่าใดๆที่เกิดจากการศึกษาวิจัยคร้ังน้ีอันจะก่อให้เกิดประโยชนแ์ ก่วงการศึกษา ขอยกคุณ
งามความดนี ีใ้ ห้แกอ่ าจารย์ทุกทา่ น และเพอ่ื นๆทุกคนทเี่ ป็นกำลังใจให้การสนับสนุนตลอดมา จนทำให้
ผู้วิจัยได้มีโอกาสทำการศึกษาจนประสบความสำเร็จได้ในครั้งนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าก ารศึกษาใน
ครั้งนี้จะก่อประโยชน์กับทางมหาวิทยาลัยในการเป็นแหล่งอ้างอิง ในการนำข้อมูลไปใช้ในการศึกษา
และกอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์อยา่ งยงิ่ ตอ่ ผู้สนใจในการศึกษาครัง้ นี้

ญาโณทยั มีบญุ
มณฑิตา กิตินันท์
จิรนชุ ไชยชนะ
นิคม วงคช์ ัย

กนั ยายน 2564

IV

สารบัญ

บทท่ี หน้า

บทคัดย่อ…………………………………………………………………………………………………………………. I
摘要………………………………………………………………..…………………………………………………….. II
กติ ตกิ รรมประกาศ…………………….……………………………………………………………………………… III
สารบัญ….…………………………………………………………….………………………………………………….. IV
สารบญั ตาราง…………………………………………………………………………………………………………… VI

บทที่ 1
1 บทนำ 2
ที่มาและความสำคัญ………………………………………………………………………………… 3
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย………………………………………………………………………….. 3
ขอบเขตของการวจิ ัย………………………………………………………………………………… 3
ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะไดร้ บั จากงานวจิ ยั ……………………………………………………….
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ……………………………………………………………………………………..

2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง
แนวคิดและทฤษฎขี องคำศัพท์สแลง…………………………………………………………… 4
แนวคดิ และทฤษฎเี ก่ยี วกับคมู่ ือและการพัฒนาคูม่ ือ……………………………………… 8
งานวิจัยที่เก่ียวข้อง…………………………………………………………………………………… 10

3 วิธีดำเนินงานวิจยั
ขอบเขตการวจิ ยั ………………………………………………………………………………………. 13
เครื่องมอื ที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………….. 13
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล………………………………………………………………………….. 14
การจดั ทำข้อมูลและการวิเคราะหข์ ้อมลู ……………………………………………………… 14

4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ข้อมลู ทั่วไปส่วนบคุ คล………………………………………………………………………………. 17
ความรเู้ กยี่ วคำศพั ทส์ แลงภาษาจนี …………………………………………………………….. 19
ความตอ้ งการด้านเนื้อหาคู่มือคำศัพทส์ แลง………………………………………………… 27

V

บทที่ หนา้
5 สรปุ ผลการวิจัย อภปิ รายและข้อเสนอแนะ
สรปุ ผลการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………….. 28
อภิปรายผล…………………………………………………………………………………………….. 29
ขอ้ เสนอแนะ……………………………………………………………………………………………. 29

รายการอา้ งอิง …………………………………………………………………………………………………………. 31

ภาคผนวก 36
ภาคผนวก ก แบบสอบถาม.……………………………………………………………………. 39
ภาคผนวก ข แบบประเมินหาค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (IOC).………………………. 49
ภาคผนวก ค รูปภาพบรรยากาศการดำเนินงาน……………………………………….
ภาคผนวก ง รปู ภาพตัวอยา่ งคูม่ ือคำศัพทส์ แลงภาษาจนี ในสอื่ 53
สังคมออนไลน์.………………………………..……………………………….. 83
ภาคผนวก จ ลงิ คเ์ วบ็ ไซต์และควิ อาโค้ดของคู่มอื ……………………………………….

ประวตั ผิ ูว้ ิจยั ………………………………………………………………………………………………. 85

สารบัญตาราง

VI

ตารางท่ี หน้า

1 ลกั ษณะสว่ นบคุ คลของผูต้ อบแบบสอบถามจำแนกเพศ.......................................... 17

2 ลักษณะส่วนบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถามจำแนกตามกำลังศึกษาช้ันปี................. 17

3 ลกั ษณะสว่ นบคุ คลของผูต้ อบแบบสอบถาม จำแนกตามทา่ นมเี ชือ้ สายจนี หรือไม่.. 18

4 ลักษณะสว่ นบคุ คลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตากระยะเวลาในการเรยี น…… 18

5 ความร้เู กยี่ วคำศพั ทส์ แลงภาษาจนี จำแนกตามท่านรู้จกั คำศัพท์

สแลงภาษาจนี หรือไม่.............................................................................................. 19

6 ความรเู้ กย่ี วคำศัพท์สแลงภาษาจีน จำแนกตามท่านเคยใชค้ ำศพั ทส์ แลง

ภาษาจีนในสือ่ สงั คมออนไลน์หรือไม่...................................................................... 19

7 ความรเู้ กยี่ วคำศพั ทส์ แลงภาษาจีน จำแนกตามท่านเคยใชต้ ดิ ต่อส่ือสาร
ทางไหนในส่ือสังคมออนไลน์................................................................................... 20

8 ความรู้เกย่ี วคำศัพท์สแลงภาษาจนี จำแนกตาม ท่านคิดว่าคำว่า 520

(wǔ'èr líng) คำศพั ท์สแลงภาษาจีนคำน้ีภาษาไทย แปลว่าอะไร........................... 20

9 ความร้เู กย่ี วคำศพั ท์สแลงภาษาจีน จำแนกตามทา่ นคิดวา่ คำว่า 886

(bābāliù) คำศพั ทส์ แลงภาษาจีนคำนี้ภาษาไทย แปลวา่ อะไร................................ 21

10 ความรเู้ กย่ี วคำศพั ทส์ แลงภาษาจนี จำแนกตามทา่ นคดิ วา่ คำว่า 米兔

(mǐ tù) คำศพั ท์สแลงภาษาจีนคำน้ีภาษาไทย แปลว่าอะไร.................................... 21

11 ความรเู้ กีย่ วคำศัพท์สแลงภาษาจนี จำแนกตาม ท่านคดิ ว่า คำวา่ 带绿帽

(dài lǜ mào) คำศัพท์สแลงภาษาจนี คำน้ี ภาษาไทยแปลวา่ อะไร......................... 22

12 ความรู้เกย่ี วคำศพั ทส์ แลงภาษาจนี จำแนกตาม ท่านคิดวา่ คำวา่ 落汤鸡

(luò tang jī) คำศพั ทส์ แลงภาษาจีนคำนภ้ี าษาไทย แปลว่าอะไร.......................... 23

13 ความรเู้ กี่ยวคำศพั ทส์ แลงภาษาจนี จำแนกตามคำศัพท์สแลงภาษาจนี ที่

เคยพบเหน็ หรือได้ใช้บอ่ ยมีคำใดบา้ ง....................................................................... 24

14 คุณคดิ วา่ การจัดทำคมู่ ือคำสแลงภาษาจนี ในสอ่ื สงั คมออนไลนม์ ปี ระโยชน์

ตอ่ การเรียนภาษาจนี หรอื ไม่.................................................................................... 26

15 คา่ เฉล่ียและคา่ คลาดเคลอ่ื นมาตรฐาน..................................................................... 27

บทที่ 1

บทนำ

ทีม่ าและความสำคัญ
ณ สภาพสังคมในปัจจุบันของสาธารณะรัฐประชาชนจีน มีประชากรจีนจำนวนมากท่ีได้ย้าย

ถิ่นไปยังประเทศต่างๆท่ัวโลก และสาธารณะรัฐประชาชนจีนนั้นเป็นประเทศท่ีมีรากฐานทาง
วัฒนธรรมที่ยาวนานสืบทอดจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประชากรจีนที่กระจายตัวอยู่ในแต่ละ
ประเทศนั้นก็ได้นำวัฒนธรรมจีนไปเผยแพรใ่ ห้คนทั่วโลกไดเ้ รยี นรู้ และหากจะมองถึงความสำคญั ของ
วัฒนธรรมจีนท่ีเป็นเอกลักษณ์ที่เห็นได้ชัดนั้นก็คือ การใช้ภาษาของคนจีนที่ยังคงสืบทอดตอ่ กันแม้จะ
อยู่ในต่างประเทศกต็ าม ดังนั้นจึงสามารถทราบถึงเหตผุ ลได้เลยทันทีว่าทำไมภาษาจีนจึงเป็นภาษาท่ีมี
สำคัญต่อทวีปเอเชียมาช้านาน ภาษาจีนเป็นภาษาที่มีการใช้ในการสื่อสารของคนที่มีเชื้อสายจีน
ประมาณ 1,300 ล้านคน ที่ได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศต่างๆทั่วทวีปเอเชียและทั่วโลก ดังนั้น
การอพยพย้ายถิ่นไปยังต่างประเทศของคนจนี จำนวนมากนัน้ ทำให้ภาษาจีนกลายเป็น 1 ใน 5 ภาษา
หลักขององค์การสหประชาชาติ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้เรียนรู้ภาษาจีนย่อมมีประโยชน์เป็นอย่างย่งิ
คนที่สามารถใช้ภาษาจีนในการติดต่อสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วก็เท่ากับมีเครื่องมือชิ้นสำคัญ ที่จะ
นำไปสู่การสร้างความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ นอกจากจะใช้ในการพูดติดต่อสื่อสารกันใน
ชีวิตประจำวันและการติดต่อค้าขายกับคนจีนที่ทำธุรกิจอยู่ในประเทศต่างๆในปัจจุบันนี้ ยังส่งผลต่อ
การสอื่ สารทีใ่ ชส้ ่ืออเิ ล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารด้วย ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส์ต่างๆเหล่านี้
จำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการเชื่อมต่อหรือที่เรียกกันว่า สื่อสังคมออนไลน์ ได้เข้ามามีบทบาทต่อ
การดำเนินชีวติ ในทุกรูปแบบทงั้ การตดิ ต่อส่ือสารในด้านต่างๆ การสบื ค้นข้อมูลหรือในฐานะส่ือบันเทิง
เป็นต้น

ในปจั จบุ นั อินเทอร์เน็ตมีบทบาทและมีความสำคญั ต่อชวี ติ ประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก
เพราะทำให้วิถีชีวิตเราทันสมัยและทันเหตุการณ์อยู่เสมอ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตจะมีการเสนอข้อมูล
ข่าวสารที่เป็นปัจจุบัน และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นให้ผู้ใช้ได้ทราบการเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน สารสนเทศที่มี
การนำเสนอในอินเทอร์เนต็ นัน้ จะมมี ากมายหลายรูปแบบเพ่ือสนองความสนใจและความต้องการของ
ผู้ใช้ทุกกลุ่ม อินเทอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งสารสนเทศสำคัญสำหรับทุกคนเพราะสามารถค้นหาสิ่งที่ตน
สนใจไดใ้ นทนั ทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปค้นควา้ ในห้องสมุด หรือแม้แต่การรับรู้ข่าวสารทั่วโลกก็
สามารถอ่านได้ในอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์(website) ต่างๆ ดังนั้นอินเทอร์เน็ตจึงมีความสำคญั กบั วิถี
ชีวิตของคนเราในปัจจบุ นั เป็นอย่างมากในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่อยูใ่ นวงการธรุ กจิ การศึกษา
ต่างก็ได้รับประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตด้วยกันทั้งนั้น และสำหรับภาษาจีนที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกนั
ทางสื่อออนไลน์นั้นในปัจจุบันมีการสร้างคำใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า คำสแลงภาษาจีน ที่เกิดขึ้นใหม่ใน
กลุ่มของคนที่ใช้สื่อออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งคำใหม่ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นคำที่รู้
ความหมายกันในกลุ่มผู้ใช้เท่านั้น ซึ่งถ้าหากเป็นชาวต่างชาติที่เรียนภาษาจีน หรือแม้กระทั่งคนจีนท่ี
ไม่ได้ติดต่อข่าวสารหรือไม่ได้นิยมใช้สื่อออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกันก็อาจจะแปลความหมายของ
คำเหล่านั้นผิดไป หรือไม่ทราบความหมายของคำๆ นั้นได้เลยก็เป็นได้ ถ้าหากคนเหล่านี้แปล
ความหมายผดิ ไปก็อาจจะทำให้เกดิ ปัญหาในด้านการติดต่อส่ือสารกนั อาจจะทำให้การทำงานหรอื

2

ความรู้สึกระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นเกิดปัญหาขึน้ ได้ แต่หากจะให้สำรวจคำศัพท์สแลงภาษาจนี
ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในสื่อที่คนจีนใช้ในปัจจุบันก็คงจะรวบรวมได้ยากและยังคงเป็นภาษาที่ยังมีการ
เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆวัน ดังนั้นการศึกษาและรวบรวมคำศัพท์สแลงภาษาจีนที่ทางกลุ่มผู้วิจัยจะ
ศึกษานั้น จะเป็นการรวบรวมจากเว็บไซต์(website) ของผู้สอนภาษาจีนที่ได้รับความนิยมในเว็บไซต์
(website) ออนไลน์ในประเทศไทย ซึ่งสามารถสืบค้นและหาเว็บไซต์(website) เหล่านี้ได้จาก
Google เวอร์ชั่นหลัก โดยอ้างอิงมาจากจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยนาน 7.32 นาที และเข้าใช้งานเฉลี่ย
8.55 ครั้ง ต่อวัน มีการรายงานการค้นหามากกว่า 40K ครั้ง ในแต่ละวินาทีบน Google ซึ่งเว็บไซต์
(website) Google นี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำหรับให้บริการเว็บอื่นๆ ของตนเอง จากข้อมูล
ดังกล่าวทางคณะผู้วิจัยจึงได้ศึกษาหาข้อมูลคำศัพท์สแลงภาษาจีน จากเว็บไซต์(website) ที่น่าสนใจ
หนึ่งในนั้นได้แก่ เว็บไซต์ (website) เรียนจีน ให้ได้จีน https://chinesexpert.net/home/
รองลงมา คือ เว็บไซต์(website) เรียนจีนกับจูน https://saynihao.net/ และเว็บไซต์(website)
ศูนย์ภาษาจีนฟิวเจอร์ซี http://www.futurec-cn.com นอกจากนี้ทั้งสามเว็บไซต์(website) ยังมี
เว็บเพจเฟซบุ๊ก (Facebook) ท่เี ปน็ อีกหน่ึงช่องทางใหต้ ิดตามและศึกษาค้นควา้ อีกด้วย การศกึ ษาและ
รวบรวมคำศัพท์สแลงภาษาจีน ที่มีอยู่ในเว็บไซต์(website) ที่มีผู้จัดทำเป็นครูสอนภาษาจีนน้ัน
สามารถเป็นขอ้ ยนื ยนั ได้ว่าคำตา่ งๆที่อย่ใู นเว็บไซต์(website) เหลา่ นไ้ี ด้ถูกคัดเลอื กมาแล้วว่าเหมาะสม
กับคนไทย ทีต่ อ้ งการเรียนภาษาจนี และเป็นคำศัพทส์ แลงภาษาจีนที่ควรรู้

ด้วยเหตุนี้ คณะผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะศึกษาและรวบรวมคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคม
ออนไลน์ ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในสื่อสังคมออนไลน์จากเว็บไซต์(website) ดังกล่าว
คณะผู้วิจัยจะศึกษารวบรวมและจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสือ่ สงั คมออนไลน์ โดยในคู่มือจะ
รวบรวมคำศัพท์สแลงภาษาจีน พินยินและความหมายในภาษาไทย พร้อมยกตัวอย่างประโยคการใช้
คำสแลงเป็นต้น และจะนำคู่มือดังกล่าวมาเผยแพร่ให้แก่นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป ได้ทราบถึง
ความหมายและเข้าใจการใช้คำศัพท์สแลงของคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ เหล่านี้
รวมถึงเผยแพรใ่ ห้กับผู้ที่ต้องการศกึ ษาและเรียนภาษาจนี เพือ่ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในดา้ น
อน่ื ๆ ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพต่อไป

วตั ถุประสงค์ของการวิจยั
1. เพื่อศกึ ษาคำศัพทส์ แลงภาษาจีนในสื่อสงั คมออนไลน์
2. เพ่ือจดั ทำคมู่ ือคำศพั ทส์ แลงภาษาจีนในส่อื สงั คมออนไลน์

3

ขอบเขตของการวิจัย
1. ขอบเขตดา้ นเนอื้ หา

ศึกษาหาข้อมูลคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ จากการสอบถามจากนักศึกษา
และเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์(website) จำนวน 3 เว็บไซต์(website) โดยใช้วิธีการเลือกจากจำนวนผู้ท่ี
เข้าถงึ เว็บไซต(์ website) มากท่ีสดุ โดยมี 3 เวบ็ ไซต์(website) ดงั ตอ่ ไปนเ้ี ปน็ จำนวนท้งั หมด 100 คำ

1) https://chinesexpert.net
2) https://saynihao.net
3) http://www.futurec-cn.com
2. ขอบเขตดา้ นประชากร

นักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน ปี 1 จำนวน 20 คน ปี 2 จำนวน 20 คน ปี 3 จำนวน 20 คน
และปี 4 จำนวน 20 คน รวม 80 คน
3. ขอบเขตดา้ นระยะเวลาท่ีศึกษา

เดือนมถิ ุนายน - กันยายน ปี พ.ศ.2564

ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับจากงานวจิ ยั
1. ไดท้ ราบถึงคำศัพทส์ แลงภาษาจีนในสือ่ สงั คมออนไลน์
2. ไดค้ ู่มอื คำศพั ทส์ แลงภาษาจนี ในสอ่ื สังคมออนไลน์

นยิ ามศัพท์เฉพาะ
คำสแลง หมายถึง ภาษาสแลง คำสแลง หรือคำคะนอง (Slang) คือถ้อยคำ สำนวนหรือ

ภาษาพูดที่ใช้สร้างความเข้าใจเฉพาะกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว เป็นภาษาที่สร้างขึ้นเพื่อ
หลีกเลี่ยงการใช้ ภาษาไม่สุภาพ เป็นภาษาไม่เป็นแบบแผนแต่ไม่ใช่คำหยาบหรือคำต่ำ แต่เป็นคำ
พิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดคำแปลกผิดไปจากปกติทั้งด้านเสียง รูป คำและความหมายเป็นภาษาที่ไม่
ปรากฏในพจนานุกรมหรือปรากฏในพจนานกุ รมแต่ระบุวา่ เป็นภาษาปาก คำสแลงมีระยะเวลาการใช้
ไมน่ านก็จะสญู หาย ไปเพราะหมดความนยิ ม

ค่มู อื หมายถงึ น. สมุดหรือหนังสือทใี่ ห้ความรเู้ กี่ยวกบั เร่อื งใดเร่อื งหนึ่ง ที่ต้องการร้เู พื่อใช้
ประกอบตาํ ราเพอ่ื อํานวยความสะดวกเกย่ี วกบั การศึกษาหรอื การปฏบิ ัตเิ ร่อื งใดเรือ่ งหน่ึงหรอื เพือ่
แนะนำวธิ ีใช้อปุ กรณอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง

สื่อสังคมออนไลน์ หมายถึง สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคม(Social
Tool) เพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคม(Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์(website)
และโปรแกรมประยุกต์บนสื่อใดๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นให้ผู้ใช้ทั้งที่เป็นผู้ส่งสาร
และผู้รับสารมีส่วนร่วม(Collaborative) อย่างสร้างสรรค์ ในการผลิตเนื้อหาขึ้นเอง(User-Generate
Content: UGC) ในรปู ของขอ้ มลู ภาพและเสีย

บทท่ี2

เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

ในการจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ ให้แก่นักศึกษาและบุคลากร
ทั่วไปที่สนใจในคำศัพท์สแลงภาษาจีนครั้งน้ี คณะผู้จัดทำวิจัยได้รวบรวมเอกสารและงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข้องเพ่อื หาแนวทางในการศกึ ษาและการดำเนินการจดั ทำวจิ ยั ดังนี้

1. แนวคดิ และทฤษฎีของคำศัพทส์ แลง
1.1 ทม่ี าของคำศัพทส์ แลง
1.2 ความหมายของคำศพั ทส์ แลง
1.3 ประเภทของคำศัพทส์ แลง

2. แนวคดิ และทฤษฎีการพัฒนาคู่มือ
2.1 ความหมายของคูม่ อื
2.2 การพฒั นาคู่มอื

3. งานวิจัยท่เี กย่ี วข้อง

1. แนวคิดและทฤษฎีของคำสแลง
1.1 ท่มี าของคำศพั ทส์ แลง
วไิ ลวรรณ ขนษิ ฐานันท์ (2526:36) และอุษณา กาญจนทัต (2542:29-30) กลา่ วถึง

แหล่งที่มาของคาํ สแลงไวค้ ลา้ ยคลึงกัน ดงั น้ี
1. เกิดจากกลุ่มคนต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันด้านวิชาการหรืออาชีพ เพศ เป็นต้น ทำ

ให้มีการคิดสร้างคำศัพท์เฉพาะกลุ่มขึ้นใช้ในลักษณะที่ไม่ใช่ภาษามาตรฐาน เช่น เงือก เป็นศัพท์ใน
วงการ กระเทย หมายถึง ผชู้ ายกระเทยที่หนา้ ตาไมด่ ี ไมห่ ล่อ เปน็ ต้น

2. เกิดจากภาพยนตรแ์ ละเพลง มกี ารใช้คําพูดตามแบบท่ีได้ยนิ กัน เช่น เดก็ เลก็ ๆ ใช้คํา
ทักทายว่า “คารวะท่านป้า” แทนคาํ วา่ “สวัสดคี รบั คณุ ปา้ ” เปน็ การนาํ สํานวนการพูดจากภาพยนตร์
จนี มาใช้หรอื มีคนนยิ มพดู กนั ว่า “เอาความทกุ ข์ไปทงิ้ ทะเล” เปน็ การนําคาํ จากเพลงไปใช้เป็นต้น

3. เกดิ จากสอื่ มวลชนต่างๆ ผู้คนนยิ มนาํ คาํ และวลีต่างๆ ไปใช้โดยทไ่ี ม่มีความหมายอะไร
มากนัก เช่น ไปไหนๆ ไปเมโทร เป็นคําที่มาจากโฆษณาในโทรทัศน์ คําว่า ห่าห่วง หมายถึง หน้าด้าน
โปเต้ หมายถึง หวั หยกิ และจากละครโทรทัศน์ เช่น สุดทา้ ยก็บัวแลง้ น้ำ

4. เกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้เป็นต้นเหตุของการเกิดคําหรือวลีที่เป็น
สแลงได้ในบางครั้ง เช่นคําว่า “เตือนใจ” เกิดจากคดีฆาตกรรมและหนังสือพิมพ์เขียนข่าวนี้เป็น
เวลานานจนทำให้เกิดเป็นวลี “คดีเตือนใจ ” ขึ้นมา และคํานี้ปรากฏในภาษาเขยี นบ่อย จึงทำให้แปร
สภาพไปเปน็ คําธรรมดา

สมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา (2526 : 16-17) กล่าวถึงคําสแลง โดยเรียกว่าคําคะนอง
และอธิบายวา่ พระยาศรสี ุนทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกูร) ใช้คําน้ีไวใ้ นหนังสอื นนั ตวภิ าค ท่านกล่าวไว้
ว่า “สยามพากย์นั้นคือ คําพูดภาษาไทยชัน้ เก่าและช้ันใหม่ทั้งคาํ แผลงและคําตรงให้รู้จัก คําสูง คําต่ํา

5

คําหยาบ คาํ ละเอียด คาํ ละเมียดคําคะนองผ่อนใช้ให้ต้องตามความ” พร้อมทงั้ อธิบายความหมายของ
คาํ ประเภทตา่ งๆ ทก่ี ล่าวมาไวด้ งั น้ี

1. คำสงู น่าจะได้แก่คำศพั ทส์ งู ในภาษาวรรณคดีอนั มีคำบาลี สันสกฤต เขมร เปน็ ต้น ซึ่ง
ไทยนำมาใชแ้ ลว้ ยกย่องว่าเปน็ คำภาษาสูง เชน่ วหิ ค คำไทยสามญั หมายถงึ นก จำเรยี ง หมายถงึ รอ้ ง

2. คำต่ำ ได้แก่คำไม่สุภาพที่จะใช้กับบุคคลอาวุโสแต่กไ็ ม่ใช่คำหยาบ เช่น คำดุว่า จำใส่
กะโหลกไว้ คำปฏิเสธว่าไมเ่ อา คำว่าโกหก คำว่าตีน เป็นต้น ไม่ใช่ในภาษาพูดและภาษาเขียนใช้คำว่า
เทา่ แทน โกหก เป็นคำทไ่ี ม่นิยมใช้ในการพูด คำนปี้ รากฏในกฎหมายโบราณ เชน่ ผู้รา้ ยใจพาล สนั ดาน
โกหก

3. คำหยาบ ไดแ้ ก่คำระคายหไู ม่ใช่ในหมผู่ มู้ ีกิรยิ าวาจาดี เช่น อ้าย อี กู มึง คำดา่ ทอ
4. คำละเอียด น่าจะได้แก่คำราชาศัพท์สำหรับกษัตริย์และพระราชวงศ์เป็นภาษา
ประณีตมที ั้ง คำนาม สรรพนาม กรยิ าและวิเศษณ์ เช่น พระบาท ขา้ พระพุทธเจ้า เสวย บรรทม คำรับ
ว่า เพคะ พระพุทธเจ้าคะ เป็นต้น คำละเมียดน่าจะได้แก่คำสุภาพที่เป็นภาษาระดับมาตรฐาน ระดับ
แบบแผน เช่น คุณ ผม ดฉิ ัน ขา้ พเจ้า ท่าน รับประทาน หามไิ ด้ เป็นคำที่ใช้ทัง้ ในการพูดและการเขียน
5. คำคะนอง เป็นคำประเภทหนึ่งซง่ึ เป็นภาษาปาก ใช้พูดกันในระดบั ท่ีมิใช้ภาษาสุภาพ
เป็น แบบแผนแต่ก็มิใช่คำหยาบ คำต่ำ ถือเป็นคำพิเศษที่หนุ่มสาวหรือกลุ่มวัยคะนองหรือคนคะนอง
กำหนดขึ้นใช้แปลกๆ หูในกลุ่มของเขาให้เป็นที่สนุกขบขันและเป็นสัญญาณที่รู้กันว่าหมายถึงอะไร
ความหมายเหมอื นคำสามัญทีค่ นพูดจากนั ในชีวิตประจำวนั แต่กฟ็ ังขบขนั และแปลกหดู ี
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2542 : 566-568) ทรงกล่าวถึงคำสแลงว่า คำ
ประเภทนี้มีปรากฏในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยเรียกว่า ศัพท์แผลงหรือคำแผลงและทรงเขียนอธิบายความหมายของคำ
แผลงไว้ท้าย เล่มว่า “คำแผลงเป็นของมีทุกภาษา มักเกิดแต่มีใครกล่าวเป็นอุทานขึ้นเฉพาะเรื่อง
อันหนึ่งแล้วผู้อื่นชอบใจจำเอาไปพูดจนเลยเป็นคำสำหรับพูดกันแพร่หลายแต่คำแผลงไม่อยู่ยั่งยืน
เพราะเหตุที่คำแผลงมีเกิดขึ้นใหม่เสมอตั้งแต่โบราณมาจนทุกวันนี้ คำแผลงเกิดขึ้นในชั้นไหนก็มักพูด
กันอยู่เพียงในชั้นนั้นครั้นล่วงสมัยมามีคำเกิดขึ้นใหม่ในชั้นหลัง คนชั้นหลังก็ใช้คำใหม่พูดจากัน คำ
แผลงชั้นเก่าก็เสื่อมสูญไปมีน้อยคำที่จะคงอยู่ได้นานถึงหลายชั้นชั่วบรุ ษุ ทรงยกตัวอย่างมาแสดงไว้ให้
ทราบด้วยเช่น “คา้ งคาว ใชค้ กู่ ับคำวา่ กา” เป็นการใชค้ ำอุปมากบั บุคคลท่นี อนดึกและนอนหัวค่ำพวก
ที่นอน หัวค่ำ จะเรียกพวกทีน่ อนดึกว่า “พวกค้างคาว” และพวกที่นอนดึกก็จะเรียกพวกทีน่ อนหัวค่ำ
วา่ “พวก กา” คำทั้งสองนจ้ี ึงใชพ้ ูดกนั เป็นคำแผลง เป็นต้น
ประวัติศาสตร์ใหม่ของห้าราชวงศ์·เล่มที่ 32·ชีวประวัติเทศกาลมรณะ·วัง Yanzhang
ชวี ประวตั "ิ บันทึกว่า "หยานจาง หวูเ่ หริน ไมร่ ู้จักหนงั สือเล่มน้ีและเขามักจะพูดเปน็ คำสแลง: เสือดาว
ตายและทิ้งชื่อไว้!" คำสแลงยังใช้ในภาษาจีนคำสแลงในภาษาต่างประเทศ: สำนวนสแลงหมายถึง
ภาษาพดู หยาบคาย มกั ใชภ้ าษาถ่ินคำสแลงพินอิน คือ lǐ yǔ ซงึ่ หมายถึงประโยคทไ่ี มเ่ ปน็ ทางการและ
เป็นภาษาพูดมากขึ้นในภาษาพื้นบ้านเป็นคำศัพท์ ที่ได้รับความนิยมและเข้าใจง่ายพร้อมรสชาติ
ทอ้ งถ่นิ ทส่ี รุปโดยผคู้ นใช้ชวี ติ ประจำวัน ภูมภิ าคทแ่ี ข็งแกร่ง มุ่งเนน้ ชีวติ มากขนึ้ คำสแลงเปน็ ภาษาที่ไม่
เป็นทางการมักใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการบางครั้งคำสแลงใช้เพื่อแสดงสิ่งใหม่หรือเพื่อให้
สำนวนใหมแ่ ก่สิง่ เก่า

6

สรุปได้ว่าที่มาของคำศัพท์สแลง เกิดจากกลุ่มคนที่คิดคำสร้างคำศัพท์ขึ้น ใช้ในลักษณะที่
ไม่ใช่ภาษามาตรฐาน คำสแลงเกิดจากภาพยนตร์และเพลงมีการใช้คำพูดตามที่ได้ยินกันมา เป็นการ
สำนวนจากการพูดในภาพยนตร์มาใช้หรือผู้คนนิยมมาพูดกัน คำสแลงเกิดจากสื่อมวลชนต่างๆ ผู้คน
นิยมนำคำและวลีต่างๆ ไปใช้โดยไม่มีความหมายและเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมทำให้เป็น
ต้นเหตุของการเกิดคําหรือวลีที่เป็นสแลงไดใ้ นบางครั้งในหนังสืออนันตวิภาค ท่านกล่าวไว้ว่า “สยาม
พากย์นั้นคือ คําพูดภาษาไทยชั้นเกา่ และชั้นใหม่ ทั้งคําแผลงและคําตรงให้รู้จัก คําสูง คําตํ่า คําหยาบ
คําละเอียด คําละเมียด คําคะนองเป็นคำภาษาปาก(คำพูด) ถือเป็นคำพิเศษที่หนุ่มสาวหรือกลุ่มวัย
คะนองหรือคนคะนอง กำหนดข้นึ ใช้แปลกหูในกลุ่มของเขาให้เป็นท่สี นกุ ขบขัน ปรากฏในหนังสือพระ
ราชพิธีสิบสองเดือนพระราชนพิ นธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั คำแผลงเป็นของมี
ทุกภาษา มักเกิดแต่มีใครกล่าวเป็นอุทานขึ้นเฉพาะเรื่องอันหนึ่งแล้วผู้อื่นชอบใจจำเอาไปพูดจนเลย
เป็นคำสำหรับพูดกันแพร่หลายแต่คำแผลงไม่อยู่ยั่งยืนเพราะเหตุที่คำแผลงมีเกิดขึ้นใหม่เสมอตั้งแต่
โบราณมาจนทุกวันนี้ ในประวัติศาสตร์ใหม่ของห้าราชวงศ์เล่มที่ 32·คำสแลงเป็นภาษาที่ไม่เป็น
ทางการ มักใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการบางครั้งคำสแลงใช้เพื่อแสดงสิ่งใหม่หรือเพื่อให้สำนวน
ใหม่แก่สงิ่ เก่า

1.2 ความหมายของคำศัพทส์ แลง
กาญจนา นาคสกลุ (2542: 45) กล่าวถงึ คำสแลงไว้วา่ “คำสแลงเปน็ คำทับศัพท์ภาษา

องั กฤษมาจากคำวา่ slang หมายถงึ คำพูดในภาษาพูดที่ผูพ้ ูดคดิ ดัดแปลงใหแ้ ปลกไปจากคำปกติ ”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542: 1140) ได้ให้ความหมายของ คำสแลงไว้ว่า

“คำสแลง หมายถงึ ถงึ ถอ้ ยคำหรือสำนวนที่ใชเ้ ข้าใจกันเฉพาะกลุ่มหรือช่วั ระยะเวลาหน่ึงไม่ใช่ภาษาที่
ยอมรับกันวา่ ถกู ตอ้ ง”

บูรณะ ประเสรฐิ สขุ (2545: 12) ไดใ้ หน้ ิยามของคำสแลงไว้ว่า “สแลง เป็นการใช้ภาษาที่
ต่ำกว่ามาตรฐานทคี่ นส่วนใหญใ่ นสังคมใช้เป็นการใชภ้ าษาท่ีผิดไปจากเดมิ เพื่อสื่อถงึ อารมณ์ ความรู้สึก
ทัศนคติ และลักษณะร่วมกนั บางประการของผ้ใู ชภ้ าษา”

จินตนา พุทธเมตะ (2546: 6) กล่าวถึงคำสแลงไว้ว่า คำสแลงหรือคำคะนอง (slang) คือ
ถอ้ ยคำสำนวน หรือภาษาพดู ทใ่ี ชส้ รา้ งความเข้าใจเฉพาะกลมุ่ ซง่ึ ส่วนใหญ่อยูใ่ นวยั หนุม่ สาว เป็นภาษา
ที่สร้างขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาไม่สุภาพ เป็นภาษาไม่เป็นแบบแผนแต่ไม่ใช่คำหยาบหรือคำต่ำ
แต่เป็นคำพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดคำแปลกๆ ผิดไปจากปกติทั้งด้านเสียง รูปคำ และความหมาย
เป็นภาษาที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรม หรือปรากฏในพจนานุกรมแต่ระบุว่าเป็นภาษาปาก คำสแลงมี
ระยะเวลาการใช้ไมน่ านกจ็ ะสญู หายไปเพราะหมดความนิยมวิชาติ

จากความหมายของคำสแลงดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า คำสแลงหรือคำ ถ้อยคำหรือ
สำนวนท่ีใช้เข้าใจกนั ในเฉพาะกลุ่ม ซ่ึงส่วนใหญ่อยใู่ นกลุ่มวยั รนุ่ เป็นภาษาทส่ี ร้างขนึ้ เปน็ ภาษาไม่เป็น
แบบแผน เป็นภาษาที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรมแต่เป็นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อเกิดคำแปลกๆ ผิดไปจาก
ปกติทง้ั ดา้ นเสียง รูปคำและความหมาย มีระยะการใช้งานไมน่ านกส็ ูญหายไปเพราะหมดความนยิ ม

7

1.3 ประเภทของคำศัพทส์ แลง
Partridge 1969: 185 -186) ไดก้ ล่าวถงึ ประเภทของการที่มนุษยใ์ ช้ภาษาสแลงไวด้ งั น้ี
1. เพอ่ื ความสนุกสนานและเพอ่ื ความคะนอง
2. เพอ่ื แสดงความเฉลียวฉลาดไหวพรบิ
3. เพอ่ื ความแปลกใหมไ่ ม่เหมอื นใคร
4. เพื่อแสดงภาพพจน์
5. เพ่ือสรา้ งความประหลาดใจ
6. เพื่อหลีกเล่ียงจากคำหรอื กายาเค็มๆ ทช่ี ้ำซากจำเจ
7. เพอ่ื ทำใหส้ อ่ื ความไดก้ ระชับขนึ้
8. เพ่อื สรา้ งให้ภาษามคี วามละเอยี ดออ่ นหลากหลายมากขึน้
9. เพือ่ ทำใหภ้ าษาสามารถสอื่ ความหมายได้ง่ายข้ึน
10. เพื่อทำให้ลดความเคร่งขรึมของภาษาทางการหลีกเล่ียงการกล่าวถึงความทุกข์ความ

เจบ็ ปวดความโศกเศร้า
11. เพอ่ื สรา้ งมติ รภาพอย่างแพร่หลายท้ังกบั คนท่ีมรี ะดบั ต่ำหรือสงู กว่า
12. เพือ่ ปรับทศั นคตขิ องอีกคนหนึ่งให้เปน็ แบบเดียวกัน
13. เพอ่ื สร้างความสนิทสนม
14. เพื่อแสดงให้เห็นการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนการค้า

อาชีพหรอื ชนช้ันทางสงั คม
15. เพ่ือใช้แสดงความเป็นตวั ตนของกล่มุ
16. เพอื่ ปดิ เปน็ ความลับไม่ให้คนนอกกลมุ่ เขา้ ใจ
วไิ ลวรรณ ขนิษฐานนท์ (2526: 30-35) ไดอ้ ธบิ ายถึงลักษณะการสรา้ งคำสแลงไว้
1. การนำเอาคำหรือวลีที่มีอยู่แล้วในภาษามาสื่อความหมายใหม่เช่น “ฝ่ิน” ที่หมายถึง

ยาเสพตดิ ชนิดหน่ึงแต่ในวงการนักศกึ ษามหาวิทยาลัย หมายถงึ ข้อความเพื่อนำไปลอกในห้องสอบ
2. สร้างคำใหม่เพ่ือส่อื ความหมายท่ีตอ้ งการและผใู้ ช้สแลงน้จี ะมีความรสู้ ึกวา่ คำใหม่น้ีสื่อ

ความหมาย สอื่ อารมณ์ไดด้ ีกว่าคำท่ีมีอยูแ่ ลว้ เชน่ “เจอ๋ ” หมายถึง ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น
3. นำคำจากภาษาถ่ินหรอื ภาษาอืน่ มาใชแ้ ทนคำทีม่ อี ยู่แลว้ เชน่ ซ้ี หมายถึงสนทิ สนมกัน
4. สแลงส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัจจุบันสิ่งที่เกิดประจำหรือเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว

สิ่งแวดล้อม มักไม่ใช้คำสแลงกล่าวถึงอดีตและอนาคตดังนั้นสแลงทั่วๆไป จึงมีอายุการใช้งานสั้นและ
มกั จะเกิดคำใหมอ่ ยู่เสมอเม่ือเวลาผ่านไป ถ้าคำสแลงไมก่ ลายเปน็ คำธรรมดาก็มกั จะสญู หายไป

5. นอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องเวลา สแลงยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลอีกด้วยกล่าวคือ คน
ที่มารวมกันเพราะมีความสนใจร่วมกันหรือมีอาชีพเดียวกัน มักจะมีสแลงใช้เฉพาะซึ่งคนนอกกลุ่มไม่
เขา้ ใจ

8

สชุ าดา เทวะผลิน (2531: 12-50) แบง่ คำสแลงออกเปน็ 2 ประเภทคือ
1. คำสแลงแท้ เป็นคำทส่ี ่อื ความหมายเชงิ สแลงได้ด้วยรูปทำเองโดยไม่ต้องพึ่งบริบท เช่น

เชลียร์ หมายถึง การยกยอประจบสอพลอจนออกนอกหนา้ อย่างนา่ รังเกยี จ
2. คำสแลงไมแ่ ท้ เป็นคำทส่ี อ่ื ความหมายเชงิ สแลงในการนำไปใชใ้ นบรบิ ทตามเจตนาของ

ผู้ใช้ และมีความหมายอย่างหนึง่ เมื่อปรากฏโดยลำพัง ซึ่งไม่ใช่ความหมายเชิงสแลง เช่นเด็กไม่ชอบกิน
กึ๋นไก่ กึ๋นหมายความถึง อวัยวะของสัตว์ปีก คุณไม่ทำเพราะไม่มีกึ๋นใช่ไหมล่ะ ส่วนประโยคนี้ กึ๋น
หมายถงึ ความสามารถหรอื ความกลา้

จนิ ตนา พุทธเมตะ (2546: 7-8) แบง่ คำสแลงออกเปน็ 3 ประเภทคอื
1. คำสแลงแท้ เป็นคำที่ถูกกำหนดเสียงและความหมายขึ้นมาใหม่ และอาจมีลักษณะ
ของเสียงและความหมายจากคำที่มีอยู่เดิมเช่น ข้าว หมายถึง ผู้ชายกะเทยที่มีพฤติกรรมแสดงตนว่า
เปน็ หญิงไมใ่ ชช่ าย เปน็ การเปลีย่ นเสียงพยญั ชนะตน้ และเสียงวรรณยุกต์จากคำเดิมสาว
2. คำสแลงเทียม เป็นการนำคำที่มีอยู่ในภาษาปกติมาทำให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมา
อาจเป็นความหมายเชิงอุปมาหรือใช้ในหน้าที่ที่กำหนดขึ้นใหม่ ซึ่งคำจำกัดความคำสแลงเทียมของ
จินตนาพุทธเมตะคล้ายกับคำสแลงไม่แท้ของสุชาดา เทวะผลิน เช่น แหนม หมายถึง คนที่มีลักษณะ
รูปรา่ งอ้วนเต้ยี มาจากการนลักษณะของแหนมท่ีกลมเป็นปลอ้ งไปเปรยี บเทียบ
3. คำสแลงลักษณะประสม เป็นคำสแลงที่ตัดพยางค์จากคำเดิมหรือเป็นการประสมค้า
ระหว่างคำสแลงแทก้ ับคำสแลงเทียม เช่น กะ หมายถึงกะเทยเป็นการตดั คำจากคำเดิมว่ากะเทยและ
เปลีย่ นเสยี งวรรณยกุ ตเ์ พอ่ื สอ่ื ความหมายทางอารมณ์
สรุปได้ว่า แบ่งคำสแลงออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.คำสแลงแท้ เป็นคำที่ถูกกำหนดเสียง
และความหมายขึ้นมาใหม่ 2. คำสแลงไม่แท้หรือคำสแลงเทียม เป็นการนำคำที่มีอยู่ในภาษาปกติมา
ทำให้เกิดความหมายใหม่ข้ึนมา อาจเป็นความหมายเชิงอุปมาเปน็ คำที่สื่อความหมายเชิงสแลงในการ
นำไปใช้ในบริบทตามเจตนาของผู้ใช้ ซึ่งไม่ใช่ความหมายเชิงสแลง ประเภทของคำสแลงมนุษย์ใช้เพ่ือ
ความสนุกสนาน ความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครเพื่อแสดงภาพพจน์สื่อความได้กระชับ ภาษาสามารถ
สื่อความหมายได้ง่ายขึ้นและสร้างความสนิทสนมใช้แสดงความเป็นตัวตนของกลุ่มและปิดเป็น
ความลับไม่ให้คนนอกกลุ่มเข้าใจ ลักษณะการสร้างคำสแลงคือ สร้างคำใหม่เพื่อสื่อความหมายที่
ต้องการและผ้ใู ชส้ แลงนจ้ี ะมีความรู้สึกว่า คำใหม่น้ีส่ือความหมายและนำคำจากภาษาถนิ่ หรือภาษาอื่น
มาใชแ้ ทนคำที่มอี ยแู่ ล้ว คำสแลงส่วนมากเป็นเรอื่ งเกี่ยวกบั ปจั จุบันสงิ่ ท่ีเกดิ ประจำ

2. แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับคู่มือและการพัฒนาค่มู ือ
2.1 ความหมายของคูม่ อื
ฉลอง นุ้ยฉิม (2542) ให้ความหมายของคู่มือว่าคู่มือนั้นเป็นหนังสือเล่มเล็กที่สามารถ

ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยมีรายละเอียดและเนื้อหาที่ง่ายต่อการเรียนรู้และ
เข้าใจงา่ ยโดยมกั มภี าพประกอบเสมอ

อรณีช เกียรติไพบูลย์ (2542) ให้ความหมายคู่มือไว้ หมายถึงเอกสารที่ให้แนวคิดใน
เรื่องใดเร่อื งหนงึ่ ท่ีชว่ ยใหท้ ำกจิ กรรมต่างๆ

9

นุดี รุ่งสว่าง (2543) ให้ความหมายของคู่มือไว้ว่าคู่มือ(Handbook Manual) หมายถึง
เอกสารที่รวบรวมเน้ือหาท้ังภาคทฤษฎแี ละภาคปฏิบตั โิ ดยมรี ายละเอยี ดแนะนำวธิ กี ารปฏบิ ตั ิ กิจกรรม
เปน็ การใหค้ ำอธบิ ายและเฉลยปญั หาหรือข้อสงสยั เพอื่ ใหไ้ ด้ความรู้และคำตอบอย่างรวดเร็ว

อมรรัตน์ ศูนย์กลาง (2544) ได้ให้ความหมายของคู่มือไว้ว่าคู่มือ(Manual) หมายถึง
หนงั สือเอกสารทจ่ี ดั ขึ้นอยา่ งเปน็ ระบบเพื่อให้เกิดความเข้าใจ อำนวยความสะดวกและเป็นแนวทางใน
การปฏิบัติเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีภาพประกอบและมีแผนภูมิลักษณะต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและ
เพือ่ ใหเ้ ข้าใจง่ายยิ่งขนึ้

สรุปได้ว่าแนวคิดและทฤษฎีความหมายของคู่มอื คือ เป็นหนังสือเล่มเล็กหรือเอกสารท่ี
สามารถให้ความรู้ความเข้าใจและแนวคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นเอกสารที่รวบรวมเนื้อหาท้ัง
ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติโดยมีรายละเอียดแนะนำวิธีการปฏิบัติ โดยมีภาพประกอบและมีแผนภูมิ
ลกั ษณะตา่ งๆ เพ่ือดงึ ดูดความสนใจและเพ่ือให้เข้าใจง่ายยิง่ ขนึ้ ผวู้ ิจยั สามารถศึกษานำมาเป็นแนวทาง
ในการสร้างคู่มือการปฏิบัติงาน ซึ่งอยู่ในรูปของเอกสารหรือหนังสือเพื่อให้ผู้ที่นำไปใช้สามารถจะ
ปฏิบัตติ ามใหส้ ำเร็จลลุ ่วงตามวตั ถปุ ระสงคท์ ี่ต้งั เปา้ ไว้ในเอกสารหรือหนังสือนน้ั ไดด้ ้วยตนเอง

2.2 แนวคิดและทฤษฎีการพฒั นาค่มู อื
ปรีชา ช้างขวัญยืนและคนอื่นๆ (2539:132-134) ได้เสนอแนวทางการพัฒนาคู่มือไว้วา่

จะต้องเน้นแนวปฏิบัติเปน็ สำคัญ วิธีการจัดกิจกรรมนั้นจะต้องเขยี นไว้ให้สามารถปฏิบัติตาม ขั้นตอน
ได้และควรแสดงภาพ แผนภมู ิ แผนผังเพือ่ ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถปฏบิ ัตติ ามข้ันตอนได้ง่าย ส่วนการ
เขียนคู่มือต้องใช้ภาษาที่ผู้อ่านได้รับความรู้และความเข้าใจ ดังนั้นคู่มือจึงต้องมีความชัดเจนมี
รายละเอยี ดครอบคลุมประเดน็ ทีน่ า่ สงสยั ไว้ทัง้ หมดเพ่อื ทผ่ี อู้ ่านจะได้เกิดความเข้าใจอยา่ งชดั เจน

พิศูจน์ มีไปล่ (2549: 1-130) ได้จัดทำคู่มือการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีสตอรี่ไลน์
สำหรับครผู สู้ อนในโรงเรียนอำเภอสวนผึ้ง จังหวดั ราชบุรี เปน็ การเสนอแนะแนวทางวิธีการบูรณาการ
หลักสูตรและวิธีการบูรณาการการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนา
คมู่ ือไว้ ดังนี้

1. นำเสนอรายละเอียดต่าง ๆ ไวต้ ามลำดบั
2. เขา้ ใจง่าย มตี วั อยา่ งประกอบ มแี ผนภาพประกอบการอธิบาย
3. มีการทดลองนาไปปฏิบัติเพ่ือช่วยให้เกิดทักษะและเข้าใจอย่างย่ังยืน
Blogger, (2011) ไดก้ ล่าววา่ การฝกึ ให้คนมีพฤติกรรมที่บง่ ชี้ทักษะการคิดวิเคราะห์ควร
มีลักษณะที่รู้จักคิดและตัดสินใจได้อย่างมีระบบ แนวทางการฝึกทำได้โดยให้พิจารณาจากเรื่องราว
หรอื เหตุการณต์ า่ งๆ ทง้ั ทเี่ ปน็ เรื่องจริงและสมมติใหไ้ ดม้ ีโอกาสคดิ วเิ คราะหต์ ามลำดบั ขนั้ ตอน
1. วเิ คราะห์ว่าอะไรคอื ปญั หา ขั้นน้ผี ศู้ กึ ษาต้องรวบรวมปญั หา หาข้อมลู พร้อมสาเหตุ
ของปัญหาจากการคิด การถาม การอา่ น หรอื พจิ ารณาจากขอ้ เท็จจรงิ นน้ั ๆ
2. กำหนดทางเลือก เพือ่ หาสาเหตขุ องปญั หาน้ันได้แลว้ ผ้ศู กึ ษาจะตอ้ งหาทางเลือกที่จะ
แก้ปัญหาโดยพิจารณาความเป็นไปได้และข้อจำกัดต่างๆ ทางเลือกที่จะแก้ปัญหานั้นไม่จำเป็นต้องมี
ทางเลือกทางเดียวอาจมีหลายๆทางเลือก
3. ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เป็นทางเลือกที่จะแก้ปัญหานั้นโดยมีเกณฑ์การตัดสินใจที่
สำคญั คือผลได้ ผลเสยี ท่จี ะเกิดขึ้นจากทางเลือกนั้นซ่งึ จะเกิดขึ้นในด้านส่วนตวั สงั คมและสว่ นรวม

10

4. ตัดสินใจ เมื่อพิจารณาทางเลือกอย่างรอบคอบในข้ันท่ี 3 แล้วตัดสนิ ใจเลือกทางเลือก
ท่ีดที ี่สดุ หลังจากผู้ศึกษาไดร้ ับการฝึกคิดวิเคราะหแ์ ละตัดสินใจเลือกท่จี ะแกป้ ัญหาในสถานการณ์นั้นๆ
แล้วผู้ศึกษาได้มีโอกาสเสนอความคิดและมีการอภิปรายร่วมกันในกลุ่ม ยอมรับฟังความคิดเห็นของ
ผ้อู น่ื ซงึ่ บางครั้งอาจจะมีความขัดแยง้ ข้ึน ผู้ที่จะประสานความเข้าใจในกลุ่มชว่ งแรกๆ ต้องแนะนำและ
สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ จะพบว่าผู้ศึกษาจะมีพฤติกรรมที่มีการทำงานอย่างมีระบบและเป็นผู้ที่มีความ
รอบคอบ มเี หตุมีผล สามารถแกป้ ญั หาและตัดสนิ ใจกับปัญหาตา่ ง ๆ ได้อยา่ งมน่ั ใจ

จากการศึกษา “การพัฒนาคู่มือ” สรุปได้ว่า การพัฒนาคู่มือที่ดีนั้นแนวทางการพัฒนา
คมู่ ือไว้ว่าจะต้องเน้นแนวปฏิบตั ิเปน็ สำคัญ วธิ ีการจดั กจิ กรรมนน้ั จะต้องเขยี นไว้ให้สามารถปฏิบัติตาม
ขั้นตอนได้เน้นการวางแผนเตรียมข้อมูลจากเอกสาร ตำรา คู่มือ แหล่งเรียนรู้และจากผู้เชี่ยวชาญที่
เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระ ใช้ภาษา ที่ผู้อ่านเข้าใจง่าย ข้อมูลละเอียดครบถ้วน ต้องเก็บข้อมูลรวบรวม
ปัญหาจากการคิดการถามการอ่านหาข้อมูลพร้อมสาเหตุของปัญหาพร้อมหาแนวทางแก้ไข จึงจะ
สามารถนำมาวิเคราะห์และพฒั นาเป็นคมู่ อื ได้

3. งานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวข้อง
แน่งน้อย บุญยเนตร (2529 : 97-103) ศึกษาคําคะนองในหนังสือพิมพ์รายวันพบว่าคํา

คะนองมีลักษณะต่างๆดังนี้ 1. คําคะนองที่เป็นคําเกิดใหม่มีความหมายในทางสื่ออารมณ์ความรู้สึก
แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1.1 คําประเภทที่มีความหมายสื่อความรู้สึกในทางที่ดี น่าพอใจ 1.2 คํา
ประเภท ที่มีความหมายสื่อความรู้สึกในทางที่ไม่ดี บอกความรู้สึกไม่พอใจ 2. คําคะนองที่เป็นคํา
เปลี่ยนมาจาก คําเดิม ซึ่งทำให้ความหมายเปลี่ยนไป แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 2.1 คําประเภทที่มี
ความหมายใหม่คล้าย ความหมายเดิม ได้แก่ คําที่เปลี่ยนเสียงไปจากเดิมและเปลี่ยนวิธีการเขียนไป
จากคําปกติ ด้วยการ เปลี่ยนตามหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 2.2 คําประเภทที่มีความหมายใหม่
เปลี่ยนจากความหมายเดิม ได้แก่ คําคําเดียวหรือกลุ่มคําที่สร้างใหม่ คำหรือกลุ่มคําเหล่านีเ้ ป็นคําท่มี ี
ความหมายใหม่ เมื่อนำมาใช้เป็นคําคะนองแตกตา่ งไปจากความหมายในภาษาปกติ 3. คาํ คะนองที่ยืม
จากภาษาต่างประเทศ

สรุปไดว้ ่า การศกึ ษาคาํ คะนองในหนงั สือพิมพ์รายวันพบว่าคําคะนองมลี ักษณะต่างๆดงั น้ี
1. คาํ คะนองทเ่ี ป็นคําเกิดใหมม่ ีความหมายในทางส่อื อารมณ์ความรู้สกึ
2. คําคะนองทเี่ ป็นคาํ เปลยี่ นมาจากคําเดิมซง่ึ ทำใหค้ วามหมายเปลย่ี นไป
3. คําคะนองท่ยี ืมจากภาษาตา่ งประเทศ
สชุ าดา เทวะผลิน (2531 : 58-59) ศกึ ษาคาํ สแลงในภาษาไทยจากหนังสือพิมพร์ ายวัน พบวา่
คําสแลงที่ใช้ในหนังสือพิมพ์นั้นมีลักษณะเฉพาะคือ ทำให้เกิดความหมายที่มีสีสันมีชีวิตชีวาและพลัง
ภาษา โดยแบ่งคําสแลงออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. คําสแลงแท้ เกิดจากการสร้างคําขึ้นใหม่ซึ่งให้
ความหมายเชิงสแลงได้โดยไม่ต้องพึ่งบริบท มีวิธีการ 6 วิธี คือการเปลี่ยนเสียงหรืออักขรวิธีในคําใน
ภาษามาตรฐาน การผวนคาํ การยมื คาํ การกำหนดคําให้มีเสียงเลียนเสยี งธรรมชาติ การกำหนดคําให้
สื่อความหมายด้วยเสียงและการประสมคําขึ้นใหม่ 2. คําสแลงไม่แท้ เกิดจากการนําคําปกติที่มีอยู่ใน
ภาษามาทำใหเ้ กดิ ความสมั พันธใ์ นบริบทและความหมายใหม่ท่ีไดเ้ ปลี่ยนไปจากความหมายปกติท่วั ไป

11

สรุปได้ว่า การศึกษาคําสแลงในภาษาไทยจากหนังสือพิมพ์รายวัน พบว่าคําสแลงที่ใช้ใน
หนงั สอื พมิ พ์นั้นมีลักษณะเฉพาะคอื ทำให้เกิดความหมายท่มี สี ีสันมีชีวิตชีวาและพลัง ภาษาโดยแบ่งคํา
สแลงออกเป็น 2 ประเภท ดังน้ี 1. คําสแลงแท้ เกิดจากการสร้างคําขึ้นใหม่ 2. คําสแลงไม่แท้ เกิด
จากการนาํ คาํ ปกติทมี่ อี ยู่ในภาษามาทำให้เกดิ ความสมั พนั ธ์ในบรบิ ท

ภัสรา สงวนผวิ (2542 : 164-166) ศกึ ษาการเปล่ยี นแปลงของคาํ สแลงในหนงั สอื พิมพ์รายวัน
โดยเปรียบเทยี บคาํ สแลงทีพ่ บจากงานวิจัยของ แนง่ น้อย บุญยเนตร สุชาดา เทวะผลิน และคําสแลงที่
พบในปี พ.ศ. 2541 พบว่าการเปลี่ยนแปลง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การเพิ่มวงศัพท์ การสูญวง
ศัพท์ และการเปลี่ยนแปลงภายในวงศัพท์ ซึ่งจําแนกเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในวงศัพท์โดยสรา้ งคํา
เพิ่มขึ้น การลดคําลงและการเปลี่ยนคําใช้ใหม่ การเปลี่ยนแปลงที่พบมากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลง
โดยการเพิ่มวงศัพท์และเพิ่มคําในวงศัพท์ การเปลี่ยนแปลงของวงศัพท์มีความสัมพันธ์กับสภาพ
เหตุการณท์ ่ีเกดิ ข้ึนในสังคม เศรษฐกจิ การเมอื งและคา่ นิยมของสงั คม ตัวอย่างคาํ วา่ “บิก๊ สีกากี“ และ
“อาณาจักรโล่เงิน“ เป็นการเพิ่มวงศัพท์เข้ามา ในปี พ.ศ. 2541 เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ
ตำรวจมาก หนังสือพิมพ์รายวันจึงนําสัญลักษณ์ของกรมตำรวจมาใช้เรียกแทนตำรวจ การ
เปลี่ยนแปลงความหมายของคําสแลงแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ความหมายจากคําที่สร้างขึ้นใหม่
พบวา่ คําสแลงมีความหมายสื่ออารมณ์ความร้สู ึกในทางที่ไมด่ ีเป็นจำนวนมากและความหมายจาก การ
เปลย่ี นรปู คาํ เดิมพบว่าคําสแลงทเี่ ปลีย่ นรูปคําแล้วความหมายเปลยี่ นจากความหมายเดิมเป็น จำนวน
มาก คําสแลงที่สรา้ งข้ึนหรือเปล่ียนรูปคาํ จากเดมิ เป็นการนําคําที่เป็นภาษาพูดหรือภาษาต่างประเทศ
มาใช้แสดงใหเ้ ห็นวา่ ความหมายของคาํ สแลงมคี วามสัมพันธ์กบั ความเจรญิ ก้าวหน้าทางวิทยาการ

สรุปได้ว่า ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของคําสแลงในหนังสือพิมพ์รายวัน โดยเปรียบเทียบคํา
สแลงที่พบจากงานวิจัยของ แน่งน้อย บุญยเนตร สุชาดา เทวะผลิน และคําสแลงที่ พบในปี พ.ศ.
2541 พบว่าการเปลี่ยนแปลง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การเพิ่มวงศัพท์ การสูญวงศัพท์และการ
เปลีย่ นแปลงภายในวงศพั ท์

ธนิสร บัณฑิตภักดิ์ (2548) ได้ศึกษาเรื่อง “การศึกษาคำสแลงในภาษาไทยของวยั รุ่นท่ีพบใน
นิตยสารบันเทงิ ” ผลการศึกษาพบว่า มคี ําสแลงเฉพาะกลุ่มวยั รุ่นจำนวนท้ังส้ิน 206 คำ แบง่ ได้เป็น 2
ประเภท คือ คำสแลงแทแ้ ละคำสแลงไมแ่ ท้ ด้านการสรา้ งคำสแลง แบ่งได้เปน็ 11 ลักษณะ ได้แก่ การ
ประสมคํา การสร้างคําใหม่ คําซ้ำ คําที่เปลี่ยนเสียงจากเดิม คําเปลี่ยนความหมายจากเดิม การตัด
พยางค์คำ คาํ สรอ้ ย คาํ ยมื จากภาษาตา่ งประเทศ คําซ้อน คําผสานและคาํ เปลยี่ นอกั ขรวิธี

สรุปได้ว่าคำสแลงในภาษาไทยของวัยรุ่นที่พบในนิตยสารบันเทิงมีคําสแลงเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น
จำนวนทั้งสิ้น 206 คํา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ คําสแลงแท้และคําสแลงไม่แท้ ด้านการสร้างคํา
สแลง แบง่ ไดเ้ ปน็ 11 ลักษณะ

เจียง หว่ี|Jiang Yu ,สหัทยา สิทธิวิเศษ|Sahattaya Sittivised ,ทิวาพร อุดมวงศ์|Tiwaporn
Udomwong (2562) ศึกษากลวิธีการสร้างคำสแลงภาษาจีนและปัจจัยที่ทำให้เกิดคำสแลงภาษาจีน
ในสื่อสังคมออนไลน์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดคำสแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์มที ั้งหมด 5 ปัจจัย ได้แก่
(1) อทิ ธพิ ลจากภาษาถิ่น (2) อทิ ธิพลจากภาษาต่างประเทศ (3) การสรา้ งคำใหม่ (4) ความต้องการสื่อ
ความหมายพิเศษบางอย่าง (5) ความต้องการความรวดเร็วในการส่อื สาร ซง่ึ ปัจจยั ท้ังหมดนี้ได้สะท้อน
ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ ภาษากับปรากฎการณ์บางอย่างในสังคมในยุคและช่วงเวลาๆ นั้นและมี

12

บทบาทมากขึ้นในยุคสังคมปัจจุบัน ภาษาทุกภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สอดคล้องกับ
แนวคิดของ ธวัช ปุณโณทก (2553 : 11-15) ได้อธิบายถึง การเปลี่ยนแปลงภาษาหรือวิวัฒนาการ
ภาษาไวว้ ่า ภาษาเปน็ เครื่องมือที่มนุษยใ์ ช้ส่ือสารซ่ึงกันและกนั ฉะน้นั จงึ เกิดการเปล่ียนแปลงอยู่เสมอ
ไม่ว่าภาษาใดและภาษาที่ใช้สื่อสารกันจะมีการเปลี่ยนแปลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการใช้สื่อสารว่า
สื่อสารบ่อยครั้งเพียงใด นอกจากนี้การรับวัฒนธรรม ศาสนา หรือมีอาณาเขตติดต่อกันก็ย่อมทำให้
ภาษาเปลยี่ นแปลงอนั เนอื่ งมาจากการปนภาษาได้

สรุปไดว้ ่ากลวธิ ีการสร้างคำสแลงภาษาจีนและปัจจัยที่ทำใหเ้ กิดคำสแลงภาษาจีนในสื่อสังคม
ออนไลน์ มีทั้งหมด 5 ปัจจัย ได้แก่ (1) อิทธิพลจากภาษาถิ่น (2) อิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ (3)
การสร้างคำใหม่ (4) ความต้องการสื่อความหมายพิเศษบางอย่าง (5) ความต้องการความรวดเร็วใน
การสื่อสาร ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสมั พันธ์ของภาษาและมีบทบาทมากขึ้นในยคุ
สังคมปจั จบุ นั ภาษามกี ารเปลยี่ นแปลงอยเู่ สมอ

จากการสืบค้นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับคำสแลงข้างต้นได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่องานวิจัย
เรื่องปัจจัยที่ทำให้เกิดคำสแลงประเภทของคำคะนองหรือคำสแลงและการเปลี่ยนแปลงของคำสแลง
จากหนังสือพิมพ์รวมไปถึงที่มาของคำสแลง ดังนี้คำสแลงเป็นคําเกิดใหม่มีความหมายในทางส่ือ
อารมณ์ความรู้สึก คำสแลงเป็นคําเปลี่ยนมาจากคําเดิมซึ่งทำให้ความหมายเปลี่ยนไป คำสแลงที่ยืม
จาก ภาษาต่างประเทศ รวมไปถึง คําสแลงแท้ และคําสแลงไม่แท้ ดังนั้นการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ขา้ งตน้ จึงสามารถนำไปทำคูม่ ือคำสแลงภาษาจนี ในสื่อสังคมออนไลน์ได้ดงั น้ี 1 ศึกษารวบรวมคำสแลง
2 แบ่งประเภทคำสแลง เช่น คำศัพท์สแลงความหมายเชิงบวก คำศัพท์สแลงความหมายเชิงลบ
คำศัพท์สแลงความหมายทัว่ ไป 3 สรา้ งประโยคอธิบายคำสแลง

บทที่ 3

วิธีดำเนนิ งานวิจัย

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาและจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์”
ผู้วิจัยมุ่งศึกษาคำศัพท์สแลงภาษาจีนคัดเลือกข้อมูลแบบเจาะจงโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาคู่มือ
คำศพั ท์สแลงภาษาจนี โดยวธิ ีการดำเนนิ งานวจิ ัยทัง้ หมดมีข้นั ตอน ดงั น้ี

1. ขอบเขตการวิจัย
2. เครือ่ งมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมลู
3. วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูล
4. การจดั ทำข้อมลู และการวิเคราะห์ข้อมูล

1.ขอบเขตการวิจัย
1.1.ขอบเขตด้านเนื้อหา
การศึกษาหาข้อมูลคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ จากการสอบถามจาก

นักศึกษาและเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์(website) จำนวน 3 เว็บไซต์(website) โดยใช้วิธีการเลือกจาก
จำนวนผู้ที่เข้าถึงเว็บไซต์(website) มากที่สุด โดยมี 3 เว็บไซต์(website) ดังต่อไปนี้เป็นจำนวน
ทั้งหมด 100 คำ

1) https://chinesexpert.net
มีจำนวนคนกดถูกใจ 210,979 คน และมีจำนวนผตู้ ดิ ตาม 225,712 คน

2) https://saynihao.net
มจี ำนวนคนกดถูกใจ 21,130 คน และมีจำนวนผตู้ ิดตาม 21,575 คน

3) http://www.futurec-cn.com
มจี ำนวนคนกดถกู ใจ 14,530 คน และมจี ำนวนผตู้ ดิ ตาม 15,152 คน

1.2 ขอบเขตด้านระยะเวลา
คณะผู้วจิ ยั ไดศ้ ึกษาหาข้อมูลจากเว็บไซต์(website)ต่างๆ ต้ังแตเ่ ดือนมถิ ุนายน -

กนั ยายน ปีพ.ศ. 2564 รวมระยะเวลา 4 เดอื น

2. เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการรวบรวมข้อมลู
เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามซึ่งเครื่องมือและขั้นตอนการสร้าง

แบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อออนไลน์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ดงั ต่อไปนี้

ส่วนท่ี 1 ขอ้ มูลทวั่ ไปสว่ นบุคคล
ส่วนท่ี 2 ความรู้เก่ียวกบั คำศัพทส์ แลงภาษาจนี
ส่วนท่ี 3 ความตอ้ งการด้านเน้ือหาในคู่มอื คำศัพท์สแลงภาษาจนี

14

3.วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
การวจิ ัยครัง้ นีไ้ ด้ใชก้ ารเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามและความต้องการเรื่องการศึกษา

และจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ โดยได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก
นักศึกษาสาขาวิชาภาษาจนี โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชียงราย
ปี 1 จำนวน 20 คน ปี 2 จำนวน 20 คน ปี 3 จำนวน 20 คนและปี 4 จำนวน 20 คน เป็นจำนวน
ท้ังหมด 80 คน
4.การจดั ทำข้อมลู และการวิเคราะหข์ อ้ มลู

4.1 วธิ จี ดั ทำข้อมลู
ภายหลงั จากการเก็บรวบรวมขอ้ มูลผูว้ จิ ยั ไดท้ ำการจัดทำขอ้ มูล ดงั นี้
4.1.1 นำแบบสอบถามที่ได้รับกลบั มาทงั้ หมด เพื่อมาตรวจสอบจำนวนของ

แบบสอบถามวา่ ได้มาจำนวนครบหรอื ไม่
4.1.2 ทำการตรวจสอบความถูกต้องและความสมบรู ณข์ องแบบสอบถาม

ก่อนนำไปวิเคราะห์ข้อมูล
4.1.3 นำขอ้ มูลทั้งหมดมาทำการจัดระบบข้อมลู แลว้ ทำการบันทกึ ข้อมลู

4.2 การวิเคราะห์ขอ้ มูล
ผู้วจิ ัยไดท้ ำแบบสอบถามที่ได้มา มาวเิ คราะหข์ ้อมลู เพื่อหาค่าสถิตติ า่ งๆ ดังนี้
4.2.1 การวเิ คราะห์ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทว่ั ไปจะใช้สถิติเชิงพรรณนา ซึง่ เป็นสถิติ

ที่ใช้ในการอธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูลนักศึกษา ประกอบด้วย 1 เพศ 2 กำลังศึกษาในชั้นปีท่ี 3
ท่านมีเช้ือสายจีนหรือไม่ 4 ระยะเวลาในการเรียนภาษาจีนกี่ปีโดยใชก้ ารคดิ เฉลี่ยเป็นร้อยละ โดยการ
นำเสนอข้อมลู ในรปู ตารางค่าเฉลยี่ รอ้ ยละ

4.2.2 ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์สแลงภาษาจีน จะใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย
1 ท่านรู้จักคำศัพท์สแลงภาษาจีนหรือไม่ 2 ท่านเคยใช้คำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์
หรือไม่ ถา้ เคยใช้ติดต่อส่ือสารทางไหน 3 ท่านคิดว่า คำวา่ 520 (wǔ èr líng) คำศัพทส์ แลงภาษาจีน
แปลว่าอะไร 4 ท่านคิดว่า คำว่า 886 (bā bā liù) คำศัพท์สแลงภาษาจีน แปลว่าอะไร 5 ท่านคิดว่า
คำว่า 米兔 (mǐ tù) คำศัพท์สแลงภาษาจีน แปลว่าอะไร 6 ท่านคิดว่า คำว่า 戴绿帽 (dài lǜ
mào) คำศัพท์สแลงภาษาจีน แปลว่าอะไร 7 ท่านคิดว่า คำว่า 落汤鸡 (luò tang jī) คำศัพท์
สแลงภาษาจีน แปลวา่ อะไร 8 คำศัพท์สแลงภาษาจนี ท่ีเคยพบเห็นหรือได้ใชบ้ ่อยมีคำใดบ้าง 9 คุณคิด
ว่าการจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์มีประโยชน์ต่อการเรียนภาษาจีนหรือไม่
โดยใช้การคดิ เฉลยี่ เปน็ รอ้ ยละ โดยการนำเสนอขอ้ มลู ในรูปตารางคา่ เฉลี่ยรอ้ ยละ

4.2.3 การวิเคราะห์ความต้องการด้านเนื้อหาในคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีน จะใช้
สถติ ิเชิงพรรณนา ประกอบด้วย 1 คำสแลงภาษาจนี ทพ่ี บในส่ือออนไลนจ์ ำนวน 100 คำ 2 ความหมาย
ของคำสแลงภาษาจีน 3 ระบคุ ำอา่ นพนิ ยนิ ของคำศัพท์สแลงภาษาจนี 4 ประโยคตวั อย่างของคำศัพท์
สแลงภาษาจีน 5 การแบ่งประเภทของของคำศัพท์สแลงภาษาจีนเช่น คำศัพท์สแลงความหมายเชิง
บวก คำศัพทส์ แลงความหมายเชงิ ลบ คำศัพท์สแลงความหมายทั่วไป 6 เปรยี บเทยี บกับคำศัพท์สแลง
ไทยในปัจจุบัน โดยใช้การคิดเฉลย่ี เป็นรอ้ ยละ โดยการนำเสนอข้อมลู ในรปู ตารางค่าเฉลี่ยรอ้ ยละ

15

โดยการวเิ คราะห์ระดับความสำคญั ดา้ นเน้อื หาในคู่มอื คำศัพท์สแลงภาษาจีน คณะผ้วู จิ ยั
จะเปรยี บเทียบคะแนนเฉลย่ี ของปจั จัยกับคะแนนเกณฑ์ระดับความตอ้ งการทผ่ี ู้วจิ ยั สร้างขึ้นมา
มี 5 ระดบั คือ

ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง ความต้องการดา้ นเนื้อหาในระดับมากที่สดุ
คา่ เฉล่ยี 3.51 - 4.50 หมายถึง ความตอ้ งการดา้ นเน้ือหาในระดบั มาก
คา่ เฉลย่ี 2.51 - 3.50 หมายถึง ความต้องการด้านเน้ือหาในระดบั ปานกลาง
คา่ เฉล่ีย 1.51 - 2.50 หมายถึง ความตอ้ งการด้านเน้ือหาในระดับนอ้ ย
ค่าเฉลย่ี 1.00 - 1.50 หมายถึง ความต้องการด้านเนื้อหาในระดับนอ้ ยท่สี ดุ

บทท่ี 4

ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล

ผลการวิเคราะข้อมลู การวิจัยเรือ่ งการศึกษาและจดั ทำคู่มือคำศัพทส์ แลงภาษาจีนในสื่อสังคม
ออนไลน์จากเว็บไซต์(website) https://chinesexpert.net เรียนจีนให้ได้จีน เว็บไซต์(website)
https://saynihao.net เรียนจีนกับจูนและเว็บไซต์(website) http://www.futurec-cn.com
ให้แก่นักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงราย มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อจัดทำคู่มือ
คำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสงั คมออนไลน์ ให้แก่นักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน
คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งราย ซ่งึ กลมุ่ ตวั อย่างทใี่ ช้ คือนกั ศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน
โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จำนวน 80 คน แบ่งเป็น
นักศึกษาชั้นปีท่ี 1 จำนวน 20 คน นักศึกษาชั้นปีท่ี 2 จำนวน 20 คน นักศึกษาชั้นปีท่ี 3 จำนวน 20
คน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 20 คน ซึ่งใช้แบบสอบถามในการสำรวจจำแนกรายละเอียดของการ
นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลออกเปน็ 3 ตอน คอื โดยการใชส้ ตู รคำนวณ

ตอนที่ 1 ขอ้ มูลท่ัวไปส่วนบุคคล
ตอนที่ 2 ความรเู้ ก่ียวกับคำศพั ทส์ แลงภาษาจีน
ตอนท่ี 3 ความต้องการดา้ นเนอื้ หาในคมู่ อื คำศัพท์สแลงภาษาจนี
โดยใชก้ ารคิดคา่ เฉลย่ี เป็นร้อยละ โดยใชส้ ตู รหาคา่ เฉลี่ย

̅ = ∑


̅ คอื คา่ เฉล่ียเลขคณติ
∑ คอื ผลบวกของข้อมูลทุกคา่

คอื จำนวนขอ้ มูลทั้งหมด

17

ตอนที่ 1 ขอ้ มลู ทั่วไปส่วนบุคคล

ปัจจัยส่วนบคุ คล ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย เพศ กำลังศึกษาในชั้นปีที่ ท่านมีเชื้อสาย

จนี หรอื ไม่ ระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน

ตารางที่ 1 ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกเพศของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน

โปรแกรมวชิ าภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชยี งราย

เพศ จำนวน ร้อยละ

หญิง 54 67.5

ชาย 26 32.5

รวม 80 100

จากตารางท่ี 1 พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 67.5 และเป็น

เพศชายจำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 32.5

ตารางท่ี 2 ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามกำลังศึกษาชั้นปีของนักศึกษา

สาขาวิชาภาษาจนี โปรแกรมวชิ าภาษาจีน คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั เชยี งราย

กำลงั ศกึ ษาช้นั ปีที่ จำนวน ร้อยละ

นกั ศกึ ษาชั้นปีที่ 1 20 25

นกั ศึกษาชั้นปีท่ี 2 20 25

นกั ศึกษาช้ันปีที่ 3 20 25

นักศกึ ษาช้ันปีท่ี 4 20 25

รวม 80 100

จากตารางที่ 2 พบวา่ มีนกั ศกึ ษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 20 คน คดิ เป็นร้อยละ 25 นักศึกษาช้ันปีท่ี

2 จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 25 นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 25 นักศึกษา

ชั้นปีที่ 4 จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 25

18

ตารางท่ี 3 ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามท่านมีเชื้อสายจีนหรือไม่ของ

นกั ศึกษาสาขาวชิ าภาษาจีน โปรแกรมวชิ าภาษาจนี คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั เชยี งราย

เชีอ้ สายจนี จำนวน รอ้ ยละ

ไมใ่ ช่ 68 85

ใช่ 12 15

รวม 80 100

จากตารางที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่เปน็ คนไมใ่ ช่เช้อื สายจนี จำนวน 68 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 85

และเปน็ คนเช้ือสายจีนจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 15

ตารางที่ 4 ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตากระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน

ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ

เชยี งราย

ระยะเวลา จำนวน รอ้ ยละ

1-3ปี 38 47.5

4-6ปี 38 47.5

7-9 ปี 2 2.5

10 ปขี น้ึ ไป 2 2.5

รวม 80 100

จากตารางที่ 4 พบว่าระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน 1-3 ปี จำนวน 37 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 47.5

ระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน 4-6 ปี จำนวน 39 คิดเป็นร้อยละ 47.5 ระยะเวลาในการเรียน

ภาษาจีน 7-9 ปี จำนวน 2 คิดเป็นร้อยละ 2.5 ระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน 10 ปีขึ้นไป จำนวน 2

คดิ เป็นรอ้ ยละ 2.5

19

ตอนที่ 2 ความรูเ้ ก่ียวคำศพั ทส์ แลงภาษาจนี

ตารางที่ 5 ความรเู้ กีย่ วคำศัพท์สแลงภาษาจีน จำแนกตามท่านรจู้ ักคำศัพท์สแลงภาษาจีนหรือไม่ของ

นกั ศึกษาสาขาวิชาภาษาจนี โปรแกรมวิชาภาษาจนี คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งราย

ท่านรจู้ กั คำศัพทส์ แลงภาษาจีนหรอื ไม่ จำนวน ร้อยละ

ร้จู กั 51 63.7

ไม่รูจ้ ัก 29 36.3

รวม 80 100

จากตารางที่ 5 พบวา่ คนทร่ี ู้จกั คำศัพทส์ แลงภาษาจนี จำนวน 51 คน คดิ เป็นร้อยละ 63.7 คน

ที่ไม่รู้จักคำศัพทส์ แลงภาษาจีนจำนวน 29 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 36.3

ตารางที่ 6 ความรู้เกี่ยวคำศัพทส์ แลงภาษาจนี จำแนกตามท่านเคยใช้คำศัพทส์ แลงภาษาจีนในสอ่ื
สงั คมออนไลนห์ รือไม่ของนักศกึ ษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวชิ าภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงราย

ท่านเคยใช้คำศพั ท์สแลงภาษาจนี ในสอ่ื สังคม จำนวน รอ้ ยละ

ออนไลน์

เคย 45 56.2

ไมเ่ คย 35 43.8

รวม 80 100

จากตารางท่ี 6 พบวา่ ทา่ นเคยใช้คำศพั ท์สแลงภาษาจีนในสอ่ื สงั คมออนไลน์ จำนวน 45 คน

คดิ เป็นร้อยละ 56.2 ทา่ นไมเ่ คยใชค้ ำศัพทส์ แลงภาษาจนี ในส่ือสงั คมออนไลน์ จำนวน 35 คน คดิ เป็น

รอ้ ยละ 43.8

20

ตารางที่ 7 ความรู้เกี่ยวคำศัพท์สแลงภาษาจีน จำแนกตามท่านเคยใช้ติดต่อสื่อสารทางไหนในส่ือ

สังคมออนไลน์ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย

ทา่ นเคยใช้ติดต่อสอ่ื สารทางไหนบา้ ง จำนวน รอ้ ยละ

วีแชท (WeChat) 53 66.3

เวยป๋อ (Weibo) 8 10

ควิ คิว (QQ) 3 10

ซนิ า่ เวยป๋อ (Sina weibo) 14

ไปต่ ูเ้ ทียบาร (Baidu tieba) 1 1.5

อนื่ ๆ 9 1.5

ไม่เคย 5 11

รวม 80 100

จากตารางที่ 7 พบว่าวีแชท(WeChat) มีจำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 66 เวยป๋อ(Weibo)

มีจำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 10 คิวคิว(QQ) มีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 4 ซิน่าเวยป๋อ(Sina

Weibo) มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 ไป่ตู้เทียบาร(Baidu Tieba) มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อย

ละ 1.5 อนื่ ๆ มจี ำนวน 9 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 11 ไม่เคย มีจำนวน 5 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 6

ตารางที่ 8 ความรู้เกี่ยวคำศัพท์สแลงภาษาจีน จำแนกตาม ท่านคิดว่าคำว่า 520 (wǔ'èr líng)

คำศพั ท์สแลงภาษาจีนคำนี้แปลว่าอะไร ของนักศกึ ษาสาขาวิชาภาษาจนี โปรแกรมวชิ าภาษาจนี คณะ

มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

520 (wǔ'èr líng) คำศพั ท์สแลงภาษาจีนคำนี้ จำนวน รอ้ ยละ

ภาษาไทย แปลว่าอะไร

ฉันรกั เธอ 59 73

我爱你 9 11

วันแหง่ ความรัก 1 1.5

เราสองคน 1 1.5

วนั บอกรัก 1 1.5

ความรัก 1 1.5

ไมท่ ราบความหมาย 8 10

รวม 80 100

จากตารางที่ 8 พบวา่ 520 (wǔ'èr líng) แปลวา่ ฉันรกั เธอจำนวน 59 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 73

我爱你 จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 11 วันแห่งความรักจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ1.5 เราสอง

คนจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 วันบอกรักจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 ความรักจำนวน 1

คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 1.5 ไมท่ ราบความหมายจำนวน 8 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 10

21

ตารางที่ 9 ความรู้เกี่ยวคำศัพท์สแลงภาษาจีน จำแนกตามท่านคิดว่าคำว่า 886(bābāliù)คำศัพท์

สแลงภาษาจีนคำนี้ แปลว่าอะไร ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะ

มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชียงราย

886 (bābāliù) คำศพั ท์สแลงภาษาจีนคำน้ี จำนวน รอ้ ยละ

ภาษาไทย แปลว่าอะไร

บ๊ายบาย 30 37

ไม่ทราบความหมาย 23 28

ลากอ่ น 15 19

拜拜了 79

886 2 2.5

กอดเธอ 1 1.5

เลกิ กนั เถอะ 1 1.5

คดิ ถงึ มาก 1 1.5

รวม 80 100

จากตารางที่ 9 พบว่า 886(bābāliù)แปลว่า บ๊ายบายจำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 37 ไม่

ทราบจำนวน 23 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 28 ลากอ่ นจำนวน 15 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 19 拜拜了 จำนวน

7 คน คิดเป็นร้อยละ 9 886จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 กอดเธอจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ

1.5 เลิกกันเถอะจำนวน 1 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 1.5 คดิ ถึงมากจำนวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 1.5

ตารางที่ 10 ความรู้เกี่ยวคำศัพท์สแลงภาษาจีน จำแนกตามท่านคิดว่าคำว่า 米兔 (mǐ tù)คำศัพท์
สแลงภาษาจีนคำน้ี แปลว่าอะไร ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะ
มนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชียงราย

米兔 (mǐ tù) คำศพั ท์สแลงภาษาจนี คำนี้ จำนวน ร้อยละ

ภาษาไทย แปลว่าอะไร

ฉันเหน็ ดว้ ย 31 39

ไม่ทราบความหมาย 26 32

เช่นกนั 11 13

METOO 68

กระตา่ ยขาว 45

น่ารัก 1 1.5

ยูทปู 1 1.5

รวม 80 100

จากตารางที่ 10 พบว่า 米兔 (mǐ tù) ฉันเห็นด้วยจำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 39 ไม่

ทราบความหมายจำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 32 เช่นกันจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 13

METOOจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 8 กระต่ายขาวจำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 5 น่ารักจำนวน 1

คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 1.5 ยทู ูปจำนวน 1 คน คิดเปน็ ร้อยละ 1.5

22

ตารางท่ี 11 ความรู้เกี่ยวคำศัพท์สแลงภาษาจีน จำแนกตาม ท่านคิดว่า คำว่า 带绿帽 (dài lǜ

mào) คำศัพท์สแลงภาษาจีนคำนี้ ภาษาไทยแปลว่าอะไร ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน

โปรแกรมวชิ าภาษาจีน คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงราย

带绿帽 (dài lǜ mào) คำศัพท์สแลงภาษาจีนคำนี้ จำนวน รอ้ ยละ

ภาษาไทย แปลวา่ อะไร

ถกู สวมเขา 39 48

ไมท่ ราบความหมาย 23 29

มชี ู้ 10 12

สวมหมวกเขียว 34

นอกใจ 2 2.5

กระตา่ ยขาว 1 1.5

มารยาท 1 1.5

ฝันกลางวัน 1 1.5

รวม 80 100

จากตารางท่ี 11 พบวา่ 带绿帽 (dài lǜ mào) แปลว่า ถกู สวมเขาจำนวน 39 คน คิดเป็น

ร้อยละ 48 ไม่ทราบความหมายจำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 29 มีชู้จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ

12 สวมหมวกเขียวจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 4 นอกใจจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 กระต่าย

ขาวจำนวน 1 คน คดิ เป็นร้อยละ 1.5 มารยาทจำนวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.5 ฝนั กลางวันจำนวน 1

คน คดิ เป็นร้อยละ 1.5

23

ตารางที่ 12 ความรู้เกี่ยวคำศัพท์สแลงภาษาจีน จำแนกตาม ท่านคิดว่า คำว่า 落汤鸡 (luò tang
jī) คำศัพท์สแลงภาษาจีนคำน้ีภาษาไทย แปลว่าอะไร ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวชิ า
ภาษาจีน คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชยี งราย

落汤鸡 (luò tang jī) คำศพั ท์สแลงภาษาจีน จำนวน ร้อยละ

คำนี้ภาษาไทย แปลวา่ อะไร

ลกู หมาตกนำ้ 41 51

ไมท่ ราบความหมาย 33 40

ไก่ 1 1.5

น้ำลวกไก่ 1 1.5

ต้นซุป 1 1.5

ตม้ ไก่ 1 1.5

ไกต่ กโอ่ง 1 1.5

เลาทงั จิ 1 1.5

รวม 80 100

จากตารางท่ี 12 พบว่า 落汤鸡 (luò tang jī) แปลว่าลกู หมาตกน้ำจำนวน 41 คน คดิ เปน็

รอ้ ยละ 51 ไมท่ ราบความหมายจำนวน 33 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 40 ไก่จำนวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.5

นำ้ ลวกไก่จำนวน 1 คน คดิ เปน็ รอ้ ย 1.5 ต้มซุปจำนวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 1.5 ต้มไก่ จำนวน 1 คน

คิดเป็นร้อยละ 1.5 ไก่ตกโอ่งจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 เลาทังจิจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ

1.5

24

ตารางท่ี 13 ความร้เู ก่ียวคำศัพท์สแลงภาษาจนี จำแนกตามคำศพั ท์สแลงภาษาจีนทเ่ี คยพบเห็นหรือ

ได้ใช้บ่อยมีคำใดบ้าง ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงราย

คำศัพท์สแลงภาษาจนี ทเ่ี คยพบเหน็ หรือใช้บ่อย จำนวน ร้อยละ

520 22 27

ไม่เคยใช้ 16 20

无所谓 45

666 1 1.5

784 1 1.5

9420 1 1.5

970 1 1.5

886 1 1.5

7456 1 1.5

246 1 1.5

930 1 1.5

784 1 1.5

98 1 1.5

978 1 1.5

GG 1 1.5

MM 1 1.5

么么哒 1 1.5

吃瓜 1 1.5

不在乎 1 1.5

受不了 1 1.5

太难了 1 1.5

什么鬼 1 1.5

无语 1 1.5

牛逼 1 1.5

吃土 1 1.5

飞机场 1 1.5

吃软饭 1 1.5

杠精 1 1.5

网红 1 1.5

我,你 1 1.5

单身狗 1 1.5

鸡 1 1.5

25

有洋葱 1 1.5

胡说 1 1.5

头脑 1 1.5

รวม 80 100

จากตารางที่ 13 พบว่า คำศัพท์สแลงภาษาจีนที่เคยพบเห็นหรือได้ใช้บ่อยมีคำใดบ้างของ

นักศึกษาสาขาวิชาภาษาจนี โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชยี งราย

520 จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 27 ไม่เคยใช้คำสแลงจำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 20 无所谓

จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 5 666จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 784จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อย

ละ 1.5 9420จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 970จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 886 จำนวน 1

คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 1.5 7456 จำนวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 1.5 246จำนวน 1 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 1.5

930จำนวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.5 784จำนวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.5 98จำนวน 1 คน คิดเป็น

รอ้ ยละ 1.5 978จำนวน 1 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.5 GGจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 MMจำนวน 1

คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 么么哒 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 吃瓜 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อย

ละ 1.5 不在乎 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 受不了 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 太

难了 จำนวน 1 คน คิดเปน็ ร้อยละ 1.5 什么鬼 จำนวน 1 คน คดิ เป็นร้อยละ 1.5 无语 จำนวน 1

คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 牛逼 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 吃土 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ

1.5 飞机场 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 吃软饭 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 杠精

จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 网红 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 我,你 จำนวน 1 คน

คิดเป็นร้อยละ 1.5 单身狗 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 鸡 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 有

洋葱 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 胡说 จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.5 头脑 จำนวน 1

คน คิดเปน็ ร้อยละ 1.5

26

ตารางที่ 14 คุณคิดว่าการจัดทำคู่มือคำสแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์มีประโยชน์ต่อการเรียน
ภาษาจีนหรือไม่ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งราย

การจัดทำค่มู ือคำสแลงภาษาจนี ในส่ือสังคม จำนวน ร้อยละ

ออนไลนม์ ีประโยชนต์ ่อการเรยี นภาษาจนี

มากที่สุด 20 25

มาก 38 47

ปานกลาง 19 23.7

นอ้ ย 3 3.7

น้อยที่สุด 0 0.1

รวม 80 100

จากตารางที่14 การจัดทำคู่มือคำสแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์มีประโยชน์ต่อการ

เรียนภาษาจีน พบว่ามากที่สุดจำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 25 มากจำนวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ

47.5 ปานกลางจำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 23.7 น้อยจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 3.7 น้อยทีสุด

จำนวน0 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 0.1

27

ตอนที่ 3 ความต้องการดา้ นเนอื้ หาค่มู ือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในส่อื สังคมออนไลน์
ตารางที่ 15 ค่าเฉลีย่ และค่าคลาดเคล่อื นมาตรฐาน

ความต้องการดา้ นเน้ือหาคมู่ ือคำศพั ท์ ̅ ระดบั ความ
สแลงภาษาจีนในสอื่ สงั คมออนไลน์ ต้องการ

จดั ทำคำศัพทส์ แลงภาษาจนี ท่ีพบในสื่อออนไลน์จำนวน 100 คำ 3.08 ปานกลาง

จดั ทำความหมายของคำศพั ท์สแลงภาษาจนี 3.40 ปานกลาง

จัดทำคำอ่านพินยนิ ของคำศัพท์สแลงภาษาจีน 3.53 มาก

จัดทำประโยคตวั อยา่ งของคำศัพท์สแลงภาษาจนี 3.60 มาก

จัดทำการแบ่งประเภทของของคำศัพทส์ แลงภาษาจนี เช่น 3.64 มาก

คำศัพท์สแลงความหมายเชงิ บวก คำศัพทส์ แลงความหมายเชงิ ลบ

และคำศพั ทส์ แลงความหมายท่วั ไป

จดั ทำเปรียบเทยี บกบั ศัพทส์ แลงในปัจจบุ นั 3.71 มาก

จากตารางท่ี15 ความต้องการด้านเนื้อหาคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์

พบว่าจดั ทำคำศัพทส์ แลงถาษาจนี ท่ีพบในส่ือออนไลนจ์ ำนวน 100 คำ มีระดบั ความต้องการปานกลาง

คิดเปน็ รอ้ ยละ 3.08 จดั ทำความหมายของคำศัพท์สแลงภาษาจีน มรี ะดับความต้องการปานกลาง คิด

เป็นร้อยละ 3.40 จัดทำคำอ่านพินยินของคำศัพท์สแลงภาษาจีน มีระดับความต้องการมาก คิดเป็น

รอ้ ยละ 3.53 จัดทำประโยคตัวอย่างของคำศัพทส์ แลงภาษาจีน มีระดบั ความต้องการมาก คดิ เป็นร้อย

ละ 3.60 จัดทำการแบ่งประเภทของคำศัพท์สแลงภาษาจีนเช่น คำศัพท์สแลงความหมายเชิงบวก

คำศัพท์สแลงความหมายเชิงลบ คำศัพท์สแลงความหมายทั่วไป มีระดับความต้องการมาก คิดเป็น

ร้อยละ 3.64 จดั ทำเปรยี บเทียบกับคำศัพท์สแลงในปัจจุบัน มีระดบั ความต้องการมาก คิดเป็นร้อยละ

3.71

บทที่ 5

สรปุ ผลการวจิ ยั อภปิ รายและขอ้ เสนอแนะ

สรุปผลการวิจัย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามของนักศึกษาสาขาวิชา

ภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จำนวน 80 คน
พบว่า โดยส่วนใหญ่นักศึกษาเป็นเพศหญงิ จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 67.5 พบว่ามีนักศึกษาชั้นปี
ท1ี่ -4 จำนวนชั้นละ 20 คน คดิ เป็นช้ันละรอ้ ยละ 25 คนไม่ใช่เชื้อสายจนี จำนวน 68 คน คดิ เป็นร้อย
ละ 85 ระยะเวลาในการเรยี นภาษาจนี 1-3 ปี จำนวน 37 คิดเป็นรอ้ ยละ 47.5

ความรู้เกี่ยวคำศัพท์สแลงภาษาจีน ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พบว่าโดยส่วนใหญ่นักศึกษาคนที่รู้จักคำสแลง
ภาษาจนี จำนวน 51 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 63.7 เคยใชค้ ำสแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ จำนวน 45
คน คิดเป็นร้อยละ 56.2 ใช้ติดต่อสื่อสารทางวีแชท(WeChat) มีจำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 66
คำศัพท์สแลงภาษาจีน 520 (wǔ'èr líng) แปลว่าฉันรักเธอ จำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 73
คำศัพท์สแลงภาษาจีน 886 (bā bā liù) แปลว่า บ๊ายบายจำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 37 米兔
(mǐ tù) ฉันเห็นด้วยจำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 39 คำศัพท์สแลงภาษาจีน 带绿帽(dài lǜ
mào) แปลว่า ถกู สวมเขา จำนวน 39 คน คดิ เป็นร้อยละ 48 落汤鸡(luò tang jī) แปลว่าลูกหมา
ตกน้ำ จำนวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 51 คำศัพท์สแลงภาษาจีนที่เคยพบเห็นหรือได้ใช้บ่อยโดยส่วน
ใหญ่พบคำว่า 520 จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 27 การจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อ
สังคมออนไลนม์ ีประโยชนต์ อ่ การเรยี นภาษาจนี พบวา่ มากที่สดุ จำนวน 20 คน คดิ เป็นร้อยละ 25

ความต้องการด้านเนื้อหาในการจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์มี
ประโยชน์ต่อการเรียนภาษาจีน พบว่าความต้องการด้านเนื้อหาที่มากที่สุดไปน้อยที่สุด คือจัดทำ
เปรียบเทียบกับศัพท์สแลงไทยในปัจจุบันค่าเฉลี่ย 3.71 ระดับความต้องการมาก จัดทำการแบ่ง
ประเภทของของคำศัพท์สแลงภาษาจีนเช่น คำศัพท์สแลงความหมายเชิงบวก คำศัพท์สแลง
ความหมายเชิงลบ คำศัพท์สแลงความหมายทั่วไปค่าเฉลี่ย 3.64 ระดับความต้องการมาก จัดทำ
ประโยคตัวอย่างของคำศัพท์สแลงภาษาจีน ค่าเฉลี่ย 3.60 ระดับความต้องการมาก จัดทำคำอ่านพิน
ยินของคำศัพท์สแลงภาษาจีนค่าเฉลี่ย 3.53 ระดับความต้องการมาก จัดทำความหมายของคำศัพท์
สแลงภาษาจีนค่าเฉลี่ย 3.40 ระดับความต้องการปานกลางและเนื้อหาในคู่มือน้อยที่สุด คือจัดทำ
คำศัพท์สแลงภาษาจีนที่พบในสื่อออนไลน์จำนวน 100 คำ ค่าเฉลี่ย 3.08 ระดับความต้องการปาน
กลาง

29

อภปิ รายผล

ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาและจัดทำคู่มือคำสแลงภาษาจีนในสื่อ
สังคมออนไลน์ ผลจากการศกึ ษาสามารถอภปิ รายได้ดังน้ี

จากการแบบสอบถามของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน คณะ
มนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งราย จำนวน 80 คน พบวา่ โดยส่วนใหญน่ ักศกึ ษาเปน็ เพศหญิง
จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 67.5 พบว่ามีนักศกึ ษาชั้นปที ี่ 1-4 จำนวนชัน้ ละ 20 คน คิดเป็นชั้นละ
ร้อยละ 25 คนไม่ใช่เชือ้ สายจีนจำนวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 85 ระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน1-3
ปี จำนวน 37 คดิ เปน็ ร้อยละ 47.5 เนอ่ื งจากในปจั จุบันภาษาจีนมีความสำคญั เป็นอย่างมาก การเรียน
ภาษาจีนสามารถให้ประโยชน์กับเราได้มากในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงาน
การทำธุรกิจต่างๆ รวมถึงการเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่จะได้จากการมีเพื่อนจากอีกหลายประเทศ ทำให้
หลากหลายประเทศทวั่ โลกเริ่มมกี ารศกึ ษาเรยี นภาษาจนี มากข้นึ

ความรู้เกี่ยวคำศัพท์สแลงภาษาจีน ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน โปรแกรมวิชาภาษาจีน
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยส่วนใหญ่นักศึกษารู้จักคำศัพท์สแลงภาษาจีน
และยังเคยใช้คำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์ โดยใช้ติดต่อสื่อสารทางวีแชท(WeChat)
มากที่สุดและปัจจุบันปัญหาการใช้ภาษาจีนเกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ก้าวล้ำอย่าง
รวดเร็วจึงพบการใชภ้ าษาจีนแบบผดิ ๆ มากมายจนเกือบจะกลายเปน็ ความคุ้นชิน โดยเฉพาะในวัยรุ่น
นา่ เปน็ ห่วงมากท่ีสดุ เป็นกลุ่มท่ใี ชภ้ าษาเฉพาะกลุ่มซ่ึงเปน็ ภาษาท่ีเกือบจะไม่มีไวยากรณ์ มาจากภาษา
ท่สี ง่ มาจากการรบั ส่งข้อความสน้ั การสนทนาออนไลน์หรือการส่ือสารเพ่ือแสดงความคิดเห็นในระบบ
ออนไลน์

ความต้องการด้านเนื้อหาในการจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคมออนไลน์มี
ประโยชน์ต่อการเรียนภาษาจีน พบว่าความต้องการด้านเนื้อหาที่มากที่สุด คือจัดทำเปรียบเทียบกับ
ศัพท์สแลงไทยในปัจจุบนั เพราะว่าโดยส่วนใหญผ่ ู้คนจะเข้าใจความหมายในคำๆ นั้นผดิ ไปและไม่ค่อย
มีความรู้ด้านคำศัพท์สแลงภาษาจีนมากนัก ทางผู้วิจัยจึงได้จัดทำคู่มือคำศัพท์คำสแลงขึ้นมาเพ่ือ
ตอบสนองของความต้องการด้านเนื้อหาที่มีประโยชนแ์ กผ่ ู้ท่ีมาศึกษา

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะการนำผลวิจัยไปใช้

จากการศึกษาการเกี่ยวกับการศึกษาและจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในสื่อสังคม
ออนไลน์ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อสามารถนำไปประกอบการจัดทำคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในส่ือ
สังคมออนไลน์และเห็นว่าคำศัพท์สแลงในสื่อสังคมออนไลน์ของประเทศจีนมีเยอะและวิจัยหัวข้อเรื่อง
นี้ยังมีไม่มากและน่าสนใจ ผู้วิจัยเลยจัดทำวิจัยหัวข้อนี้ขึ้นมาและอยากให้ผู้ที่สนใจศึกษาในเรื่องน้ี
ศึกษาประเด็นอื่นด้วยๆ เช่น การเปรียบเทียบคำศัพท์สแลง การศึกษาคำศัพท์สแลงภาษาไทย
การศึกษาวิธีการใชค้ ำศัพทส์ แลง เป็นตน้

30

1. สามารถนำคำศัพท์สแลงภาษาจีนไปสอนการใชค้ ำศัพท์ใหแ้ กน่ ักเรียนหรอื นักศึกษาได้
เหน็ การใชภ้ าษาของกลุ่มที่ใช้ส่ือออนไลน์ ซ้งึ ผใู้ ชต้ อ้ งตระหนักการใช้ภาษาจีนให้ถูกตอ้ งมากยิ่งขน้ึ

2. สอื่ ออนไลน์ตา่ งๆ ควรใช้ภาษาจนี ใหถ้ ูกต้อง ถึงแม้การใช้คำศพั ทภ์ าษาจีนบนสือ่ ออนไลน์
ที่มีแต่คำที่ง่ายและไม่เน้นความถูกตอ้ ง เมื่อเผยแพร่สู่สาธารณชนก็สามารถทำใหเ้ ยาวชนจดจำการใช้
ภาษาท่ผี ิดได้

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครัง้ ต่อไป
1. สามารถนำความร้จู ากการวจิ ัยครั้งนไ้ี ปศึกษาและอปุ สรรคต่างๆ เพือ่ นำขอ้ มูล

มาปรบั ปรุงแกไ้ ขใหเ้ หมาะสมและสมบรู ณ์มากขนึ้
2. สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนางานวจิ ยั ในดา้ นตา่ งๆ เชน่ พฒั นาเว็บไซต์(website)

พฒั นาคมู่ อื คำศัพท์สแลงภาษาจนี ในสอ่ื สงั คมออนไลนใ์ นรูปแบบที่ทนั สมัยมากข้นึ

31

บรรณานกุ รม

เว็บไซตท์ ี่เกยี่ วข้อง
เรยี นจนี ให้ได้จีน. สืบค้นเมือ่ 28 มถิ นุ ายน 2564, จาก https://chinesexpert.net/home/
ศนู ยภ์ าษาจีนฟวิ เจอร์ซี. สืบค้นเมือ่ 28 มิถนุ ายน 2564, จาก http://www.futurec-cn.com/
เรียนจนี กับจนู . สืบค้นเมือ่ 28 มิถนุ ายน 2564, จาก https://saynihao.net/
อันดบั คนใช้google. สืบค้นเม่ือ 28 มิถุนายน 2564, จาก www.google .com
คำสแลงของวยั รุ่นไทยในปจั จุบัน. สบื คน้ เมอ่ื 01 กรกฎาคม 2564, จาก

https://sites.google.com/site/thaivibut/ kha-slaeng-khxng-way-run-thiy-ni-
paccuban
ความหมายคู่มอื . สบื ค้นเม่ือ 01 กรกฎาคม 2564, จาก
https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/คู่มอื
ความหมายของสื่อสงั คมออนไลน์. สืบคน้ เมอ่ื 01 กรกฎาคม 2564, จาก
https://sites.google.com/site/socialnetworkappfbigline/12
ความสำคญั อินเทอร์เนต็ . สืบค้นเมอื่ 04 กรกฎาคม 2564, จาก
https://sites.google.com/site/is4054is/2-ray-chux-phu-hi-brikar-xinthexrnet/2-1-
khwam-saakhay-khxng-xinthexrne
เอกสารงานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง. สืบคน้ เม่อื 04 กรกฎาคม 2564, จาก
http://dept.npru.ac.th/hm1/data/files/การเงนิ /ค่มู ือ/6%20บทท่%ี 202.pdf
สแลงจีนในเน็ตเกิดข้นึ ไดย้ งั ไง. สืบค้นเมือ่ 06 กรกฎาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.net/สแลงจนี ในเนต็ -เกิดมาได้ยงั ไง/
คำสแลงจีน. สืบคน้ เมื่อ 06 กรกฎาคม 2564, จาก
http://www.futurec-cn.com/10-คำสแลงจีน-สำนวนปาก-ที่น/?
คำสแลงที่หำไมไ่ ดใ้ นหนงั สือ. สืบคน้ เมื่อ 06 กรกฎาคม 2564, จาก
https://saynihao.net/คำสแลงที่หาไมไ่ ดใ้ นหนั-2/
คำสแลงจีน. สบื คน้ เม่ือ 06 กรกฎาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.net/ศัพท-์ สแลงจนี -แดงดสี ไี ม่ตก/
คำสแลงจีนปำทอ่ งโก๋. สบื คน้ เม่อื 06 กรกฎาคม 2564, จาก
https://saynihao.net/chinese-slang-
สแลงจีนท่ีเก่ียวกบั คน. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.blogspot.com/2015/08/slang.html?m=1
5คำกบั 5ควำมหมำยแฝง. สบื คน้ เมอ่ื 14 กรกฎาคม 2564, จาก
https://saynihao.net/five-chinese-slangs/

32

อนุ จกิ บั สแลงจนี . สบื คน้ เมื่อ 17 กรกฎาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.net/อุนจกิ บั สแลงจนี /

สแลงจนี ทเี่ จอบ่อยในอนิ เทอรเ์ น็ต. สืบคน้ เมอื่ 19 กรกฎาคม 2564, จาก
https://saynihao.net/chinese-internet-slang-2021/

สแลงจีน-โป๊โป๊-กบั รกั ไมม่ เี ง่ือนไข. สบื ค้นเม่อื 19 กรกฎาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.net/สแลงจนี -โป๊โป๊-กบั รกั ไมม่ เี งื่อนไข/?

คำสแลงท่ีหาไม่ไดใ้ นหนังสือ. สบื ค้นเมือ่ 27 กรกฎาคม 2564, จาก
https://saynihao.net/chinese-slang-1/

รวมฮิต-8-จู๋-. สืบค้นเมื่อ 03 สงิ หาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.net/รวมฮติ -8-จู๋-族-คุณเปน็ จู๋แบบไหน-俚语/?

ถอดรหัสตา่ งดาว-ภาษาแชทจีน. สืบคน้ เมือ่ 03 สิงหาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.net/ถอดรหัสตา่ งดาว-ภาษาแชทจีน/?

บอกรักภาษาจีนดว้ ยตวั เลข. สบื คน้ เมอ่ื 08 สิงหาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.net/บอกรักภาษาจนี ด้วยตัวเลข-ฉบบั คนขี้อายก็บอกได้นา้ าา/?

อันดบั คำด่าโดยใชส้ ี. สืบคน้ เม่ือ 08 สิงหาคม 2564, จาก
https://chinesexpert.net/4-อันดับคำดา่ โดยใช้-สี/?

การสรา้ งคำและความหมายของคำสแลง. สบื ค้นเมอื่ 10 สิงหาคม 2564, จาก
http://www.iven1.ac.th/main/attachments/บทท-ี่ 2.17.37-น..pdf

การสร้างคำและความหมายของคำสแลง.. สืบคน้ เม่ือ 08 สงิ หาคม 2564, จาก
http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Ed_Lin/Ratchanee_S.pdf

ข้อคำนงึ การใช้ภาษา. สบื ค้นเมอ่ื 08 สงิ หาคม 2564, จาก
https://sites.google.com/site/thaivibut/kha-slaeng-khxng-way-run-thiy-

ที่มาและความสำคัญ. สบื คน้ เมื่อ 19 สงิ หาคม 2564, จาก
https://sites.google.com/site/phasawayrunnipaccuban/thima-laea-khwam-
sakhay

สูตรคำนวณค่าเฉล่ีย สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2564, จาก
https://greedisgoods.com/%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2-x-bar-

33

วทิ ยานิพนธ์และเอกสารงานวิจัย
วไิ ลวรรณ ขนษิ ฐานนั ท์. (2526). ว่าดว้ ยสแลง. ภาษาและภาษาศาสตร.์ สืบค้นจาก, (30- 38)
สมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยธุ ยา, คุณหญงิ . (2526). คำสแลงของฝรั่งควรใชเ้ ปน็ ภาษาไทยว่าคำคะนอง

หรือไม่. ในเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องวัฒนธรรมทางภาษาของไทย. สำนักเสริมสร้าง
เอกลักษณข์ องชาติ.สบื ค้นจาก, (109 110)
สชุ าดา เทวะผลิน.(2531) คำสแลงไทยจากหนังสอื พิมพร์ ายวัน.วิทยานิพนธ์ ศศ.ม.(สาขาวชิ า
ภาษาศาสตร์). จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ปรชี า ช้างขวัญยืน.(2539).เทคนิคการเขียนและผลิตตำรา.สำนักพิมพ์จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ฉลอง นยุ้ ฉิม. (2542). การพัฒนาคมู่ ือส่ือความหมายธรรมชาตแิ ละประวัติศาสตร์เพือ่
การท่องเที่ยวเชิงนเิ วศในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า. วิทยานิพนธ์ปรญิ ญาศกึ ษาศาสตร
มหาบัณฑติ สาขาสง่ิ แวดลอ้ มศกึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั . มหาวิทยาลัยมหิดล.
กาญจนา นาคสกลุ . (2542, 15 ธันวาคม). ภาษาไทยวันน.้ี สกุลไทย. 45 (2412): 76.
ภัสรา สงวนผวิ . (2542). การเปลี่ยนแปลงของคาํ สแลงในหนังสอื พิมพ์รายวัน. วทิ ยานิพนธ์
กศ.ม.(ภาษาไทย). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
นุดี รงุ่ สว่าง. (2543). การพัฒนาคมู่ อื การสร้างหลกั สูตรระดับโรงเรยี นสำหรบั ครูประถมศึกษา.
วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาหลักสตู รและการนิเทศ บัณฑิตวิทยาลยั
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. กรุงเทพมหานคร.
อมรรัตน์ ศนู ย์กลาง. (2544). การพัฒนาคมู่ อื การจดั การเรียนการสอนแบบบรู ณาการสำหรบั
ครปู ระถมศึกษา. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาหลักสูตรและ
การนิเทศ ภาควชิ าหลักสตู ร และวบัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศิลปากร.
วชิ าติ บรู ณะประเสริฐสขุ . (2545). ลักษณะภาษาสแลงของผู้ต้องขังและความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
บคุ ลิกภาพและสตปิ ัญญาของผตู้ ้องขังกับพฤตกิ รรมทางภาษา. ศกึ ษากรณี เรอื นจำกลาง
คลองเปรม. มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.กรุงเทพฯ.
จนิ ตนา พุทธเมตะ.(2546). คำสแลง.ภาควชิ าภาษาไทยและภาษาตะวันออก. คณะมนุษยศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.
ราชบัณฑติ ยสถาน.(2546). พจนานุกรมฉบบรั าชบัณฑิตยสถาน. นานมีบคุ สพับลิเคชั่นส์.
กรุงเทพมหานคร.
ธนิสร บณั ฑติ ภักด์ิ . (2548). การศึกษาคำแสลงในภาษาไทยของวัยรุ่นทพ่ี บในนิตยสารบนั เทงิ .
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.กรุงเทพมหานคร
พศิ ูจน์ มีไปล่. (2549). คู่มอื การจัดการเรยี นรูโ้ ดยวธิ ีสตอรีไ่ ลน์. สำหรับครโู รงเรียนอำเภอสวนผึ้ง
จังหวัดราชบรุ .ี สารนพินธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.

34

แน่งน้อย บุญยเนตร. (2529). คำคะนองในหนังสือพิมพร์ ายวันระหว่างปีพทุ ธศักราช 2521-2525.
(วทิ ยานพิ นธอ์ ักษรศาสตร์มหาบัณฑิต). จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . คณะอักษรศาสตร์.
สาขาวชิ าภาษาไทย.

ราชบณั ฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน. สบื ค้นจาก (1140)
Partridge. E Slang’,Society for Pure English, Tract LV in Bolton, W. and D.Crystal

(1969). The English Language-Essays by Linguists (Volume 2). GB:
Cambridge: Cambridge University Press, 1969.
Blogger. (2011). Analysis thinking. สบื คน้ เม่ือ 23 ตุลาคม 2559, จาก http://tishafan-
analysisthinking.blogspot.com/p/blog-page_5284.html
บทความวิจยั
เจยี ง หว่ี|Jiang Yu ,สหัทยา สิทธวิ เิ ศษ|Sahattaya Sittivised ,ทวิ าพร อุดมวงศ์|Tiwaporn
Udomwong. (2562). การศกึ ษาวิเคราะหค์ ำสแลงภาษาจีนที่ปรากฏในสอ่ื สังคมออนไลน์.
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย. คณะมนุษย์ศาสตร์. สาขาวิชาภาษาจนี .

ภาพผนวก

36

ภาคผนวก ก

แบบสอบถาม
เร่อื ง การศกึ ษาและจัดทำคมู่ ือคำศัพทส์ แลงภาษาจนี ในสื่อสังคมออนไลน์

คำชแี้ จง:
แบบสอบถามชุดนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อประกอบการทำวิจัยของ
บัณฑิตปริญญาตรีตามหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั เชยี งราย

มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคู่มือคำศัพท์สแลงภาษาจีนในส่ือสังคมออนไลน์ ทั้งนี้เพื่อนำข้อมลู
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากท่านมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา และปรับปรุงคู่มือฉบับ
ดังกล่าวอย่างเหมาะสมต่อไป ดังนั้นจึงขอความอนุเคราะห์จากท่านในการตอบแบบสอบถามให้ครบ
ทุกส่วนและสอดคล้องกับความเป็นจริง ข้อมูลของท่านผู้วิจัยจะถือเป็นความลับและไม่มีการเปิดเผย
ข้อมูลของทา่ นในแบบสอบถามไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น จะเปน็ ประโยชน์อย่างมากในการพฒั นาคมู่ ือ

คณะผ้วู ิจยั ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

สว่ นที่ 1 ข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล นกั ศกึ ษาชน้ั ปีที่ 4
คำชแี้ จง : กรณุ าเลอื กคำตอบจากคำถามต่อไปนี้
1. เพศ

ชาย หญงิ
2. กำลังศกึ ษาในช้ันปีที่

นกั ศกึ ษาช้ันปที ี่ 1 นักศึกษาชน้ั ปที ่ี 2 นักศึกษาช้นั ปที ี่ 3
3. ท่านมีเช้ือสายจนี หรอื ไม่

ใช่ ไมใ่ ช่
4. ระยะเวลาในการเรียนภาษาจีน

1-3 ปี 4-6 ปี
5-9 ปี 10 ปีขนึ้ ไป

37

สว่ นที่ 2 ความรูเ้ กยี่ วกับคำศัพทส์ แลงภาษาจนี

2.1 ทา่ นรจู้ ักคำสแลงภาษาจีนหรือไม่

ไมร่ จู้ ัก รจู้ กั

2.2 ทา่ นเคยใช้คำศพั ทส์ แลงภาษาจนี ในส่อื สงั คมออนไลน์หรือไม่

ไม่เคย เคย

*ถา้ เคย .ใชต้ ิดตอ่ สื่อสารทางไหน

วีแชท (Wechat) ไป่ต้เู ทยี บาร (Baidu tieba) ควิ คิว (QQ)

เวยปอ๋ (weibo) ซนิ า่ เวยปอ๋ (Sina Weibo) อน่ื ๆ ระบุ ……………………………….

2.3 ทา่ นคิดวา่ คำว่า 520 (wǔ èr líng) คำศัพทส์ แลงภาษาจนี แปลว่าอะไร

แปลว่า……………………………….

2.4 ทา่ นคดิ ว่า คำว่า 886 (bā bā liù) คำศัพท์สแลงภาษาจีน แปลว่าอะไร

แปลวา่ ……………………………….

2.5 ทา่ นคดิ วา่ คำวา่ 米兔 (mǐ tù) คำศพั ทส์ แลงภาษาจนี แปลวา่ อะไร

แปลว่า……………………………….

2.6 ทา่ นคดิ ว่า คำวา่ 戴绿帽 (dài lǜ mào) คำศัพทส์ แลงภาษาจีน แปลวา่ อะไร

แปลวา่ ……………………………….

2.7 ท่านคิดวา่ คำวา่ 落汤鸡 (luò tang jī) คำศัพทส์ แลงภาษาจีน แปลวา่ อะไร

แปลวา่ ……………………………….

2.8 คำศัพท์สแลงภาษาจนี ท่ีเคยพบเหน็ หรือได้ใชบ้ อ่ ยมีคำใดบ้าง

…………………………………………………………………………………………………………

2.9 คณุ คิดว่าการจดั ทำคูม่ ือคำสแลงภาษาจนี ในส่อื สงั คมออนไลน์มีประโยชนต์ อ่ การเรยี นภาษาจีน

หรอื ไม่

มากทสี่ ดุ มาก ปานกลาง น้อย น้อยทีส่ ดุ

38

ส่วนท่ี 3 ความต้องการดา้ นเน้ือหาในคู่มือคำศพั ท์สแลงภาษาจนี

คำชี้แจง :โปรดพจิ ารณาว่าขอ้ ความเก่ยี วกับขอ้ มูลด้านเน้ือหาในคู่มือคำศัพทส์ แลงภาษาจีนในสอ่ื
สังคมออนไลน์ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ความต้องการมากนอ้ ยเพียงใด โปรดทำเครื่องหมาย √ ลง
ในช่องความคดิ เห็นที่ทา่ นตอ้ งการมากที่สดุ
5 หมายถงึ มากท่ีสุด 4 หมายถงึ มาก 3 หมายถึงปานกลาง 2 หมายถงึ นอ้ ย 1 หมายถงึ นอ้ ยที่สุด

ลำดบั ความตอ้ งการดา้ นเนื้อหาในคู่มือคำศพั ท์ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ
สแลงภาษาจนี ในส่ือสังคมออนไลน์ 543 2 1

1 คำศัพท์สแลงภาษาจนี ทใ่ี ชบ้ อ่ ย

2 ความหมายของคำสแลงภาษาจีน
3 พนิ อนิ คำศัพทส์ แลงภาษาจีนตอ้ งการใช้

4 ประโยคตัวอย่างของคำศัพทส์ แลง
ภาษาจนี

5 การแบง่ ประเภทของของคำศัพทส์ แลง
ภาษาจีน เช่น คำศพั ท์สแลงความหมาย
เชิงบวก คำศพั ทส์ แลงความหมายเชิงลบ
คำศัพทส์ แลงความหมายทวั่ ไป

6 เปรยี บเทียบกบั คำสแลงไทยในปจั จุบัน

ขอ้ เสนอแนะเพิ่มเติมในเนื้อหาของคมู่ ือคำสแลงภาษาจีนในสอื่ สงั คมออนไลน์

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………

39

ภาพผนวก ข

แบบประเมินหาคา่ ดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถามเพื่อการวจิ ยั
เรื่องการศึกษาและจดั ทำคู่มือคำศพั ทส์ แลงภาษาจนี ในสอ่ื สังคมออนไลน์

คำชแ้ี จง
1.แบบประเมินหาคา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถามปัญหาและความ

ต้องการดา้ นเนอ้ื หาของการศึกษาคำศัพทส์ แลงภาษาจีนในสือ่ สังคมออนไลน์ มาใช้สำหรับประเมิน
องคป์ ระกอบของแบบสอบถามเพื่อปรบั ปรุง และพฒั นาคุณภาพของคมู่ ือให้มีความสมบรู ณ์และ
ชัดเจนยงิ่ ขึ้น แบบสอบถามปัญหาและความตอ้ งการด้านเน้ือหาของ

2.แบบสอบถามฉบบั นมี้ ที ้งั หมด 3 ตอน
ตอนที่ 1 ข้อคำถามเกี่ยวกบั ข้อมลู ท่ัวไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ขอ้ คำถามด้านเนือ้ หาความรู้เกี่ยวกบั คำศัพทส์ แลงภาษาจนี ในสื่อสงั คมออนไลน์
สำหรบั นกั ศึกษาชนั้ ปที ี่ 1 ถงึ นกั ศึกษาชน้ั ปที ี่ 4
ตอนท่ี 3 ข้อคำถามความต้องการด้านเนอ้ื หาในคูม่ ือคำศัพทส์ แลงภาษาจีนในสอ่ื สงั คม
ออนไลน์สำหรับนักศึกษาช้นั ปที ี่ 1 ถึงนกั ศึกษาชัน้ ปีที่ 4
3.ขอความกรุณาท่านผู้เชี่ยวชาญทำเครื่องหมาย ✓ ลงในระดับความคิดเห็นของท่านว่า
แบบสอบถามมีความสอดคล้องกับตัวแปรของการวิจัยเรื่อง การศึกษาและจัดทำคู่มือคำสแลง
ภาษาจนี ในส่อื สังคมออนไลน์ หรอื ไม่ โดยกำหนดคา่ คะแนนให้ผเู้ ชีย่ วชาญท้งั 2 ทา่ น ดงั นี้

+1 หมายถึง แน่ใจวา่ แบบสอบมเี น้ือหาท่ีสอดคล้องกับวตั ถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา
0 หมายถงึ ไม่แนใ่ จว่าแบบสอบถามมีเนื้อหาท่ีสอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงคท์ ีต่ ้องการ
ศึกษา
-1 หมายถงึ แน่ใจวา่ แบบสอบถามมเี น้ือหาไมส่ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์ทีต่ ้องการ
ศกึ ษา
4.ผวู้ จิ ยั ขอความกรุณาผ้เู ชีย่ วชาญให้ข้อเสนอแนะหรือความคดิ เหน็ เพ่มิ เติมในประเด็นท่ี
ยงั ไมส่ มบูรณ์ โดยเขียนข้อเสนอแนะไวท้ า้ ยขอ้ ความนั้น ๆ

คณะผวู้ ิจยั ขอขอบพระคุณในความกรุณาของทา่ นมา ณ โอกาสน้ี

40

ตอนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
คำชแี้ จง :โปรดพิจารณาว่าข้อความเกีย่ วกับขอ้ มลู ทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถามเหมาะสมหรอื ไม่
อยา่ งไร

รายการคำถาม ความคิดเหน็ ข้อเสนอแนะ
เหมาะ ไม่ ไม่
1.เพศ สม แน่ใจ เหมาะสม
( ) ชาย
( ) หญงิ 1 0 -0
/
2.กำลงั ศกึ ษาในช้นั ปที ่ี
( ) นกั ศึกษาชน้ั ปีที่ 1 /
( ) นกั ศกึ ษาชั้นปที ่ี 2
( ) นักศึกษาชน้ั ปที ี่ 3 /
( ) นกั ศกึ ษาชั้นปที ่ี 4
/
3.ทา่ นมีเชอื้ สายจีนหรอื ไม่
( ) ใช่ /
( ) ไมใ่ ช่

4.ระยะเวลาในการเรียน
ภาษาจนี

( ) 1-3 ปี
( ) 4-6 ปี
( ) 5-9 ปี
( ) 10 ปขี ้นึ ไป
ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
..............................................

41

ตอนที่ 2 ข้อคำถามดา้ นเนื้อหาความรู้เกี่ยวกบั คำศพั ท์สแลงภาษาจีนในสอื่ สังคมออนไลน์ สำหรับ
นักศกึ ษาช้ันปีที่ 1 ถึงนักศึกษาชั้นปที ่ี 4

คำชี้แจง : โปรดพิจารณาวา่ ข้อความเกี่ยวกบั ความตอ้ งการดา้ นเนือ้ หาความรเู้ ก่ียวกับคำศัพท์สแลง

ภาษาจนี ในส่อื สังคมออนไลน์ สำหรับนกั ศึกษาช้ันปีท่ี 1 ถึงนักศึกษาชัน้ ปีที่ 4 สอดคลอ้ งกับ
วัตถุประสงคห์ รือไม่ โปรดทำเคร่ืองหมาย ✓ ลงในชอ่ งทตี่ รงกบั ระดับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด

ความคิดเหน็

รายการคำถาม เหมาะ ไม่ ไม่ ขอ้ เสนอแนะ

สม แน่ใจ เหมาะสม

1 0 -0

1. ท่านรจู้ กั คำศพั ทส์ แลงภาษาจีน / อ่นื ๆ .............(ควร
หรือไม่ / จะมใี หเ้ ติมค่ะ)
( ) ไม่ร้จู ัก
( ) รู้จกั

2. ท่านเคยใชค้ ำศัพท์สแลงภาษาจีนใน
สอ่ื สังคมออนไลนห์ รือไม่
( )ไมเ่ คย
( ) เคย
*ถ้า เคย ใชต้ ิดต่อส่อื สารทางไหน
( ) วีแชท (WeChat)
( ) ไป่ตเู้ ทยี บาร (Baidu tieba)
( ) ควิ คิว (QQ)
( ) เวยป๋อ (weibo)
( ) ซนิ ่าเวยปอ๋ (Sina Weibo)
( ) อ่นื ๆ

3.ท่านคิดว่า คำวา่ 520 (wǔ èr líng)

คำศัพทส์ แลงภาษาจีน แปลว่าอะไร

แปลว่า……………………………….

4.ท่านคดิ วา่ คำว่า 886 (bā bā liù) /
คำศัพท์สแลงภาษาจนี แปลว่าอะไร
แปลวา่ ……………………………….


Click to View FlipBook Version