41
ระบบสารสนเทศทางการศึกษาเปนส่ิงทมี่ ีความสาํ คัญและ จําเปนอยา งย่ิงตอการพัฒนานโยบายการ
วางแผนและพัฒนาการศึกษา เพราะกระบวนการตัดสินใจในการบริหารยอมมีระบบสารสนเทศเปนหัวใจ
สาํ คัญในทุกขั้นตอน การพัฒนาการศกึ ษาของประเทศ จะประสบความสําเร็จมากนอยเพียงใด ยอมข้ึนอยูกับ
ระบบขอมูลขาวสารและระบบสารสนเทศท่ีดเี ปน ประการสําคัญ การที่จะพัฒนา และกระจายการบริการดาน
การศึกษาใหเขาถึงประชาชนใหมากท่ีสุด จําเปนตองใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ไดแก คอมพิวเตอร และ
อนิ เตอรเ น็ต เปนตน
3. ดานสาธารณสุข
เทคโนโลยีสารสนเทศชวยเสรมิ สรางคุณภาพชวี ิตของประชาชนในสว นของสุขภาพอนามยั เชน การ
เพ่ิมประสิทธิภาพ ของสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนในการใหบริการแกประชาชน โดยใชเทคโนโลยีระบบ
เครือขา ย สาธารณสขุ การปรึกษาผูปวยผานดาวเทียม เปนตน
4. ดา นการเกษตร
เทคโนโลยีสารสนเทศชวยสงเสริมประสิทธิภาพของเกษตรกรไทยในเร่ืองการรับรูขาวสาร ขอมูล
การตลาด ผลติ ผลทางการเกษตร เชน ราคากลาง ความตองการในตลาดโลก เปนตน ทําใหเกษตรกรสามารถ
ตดั สินใจเกย่ี วกับการผลิตไดดีข้นึ และสามารถผลิตไดต รงกับความตอ งการของตลาด
5. ดานสิง่ แวดลอ ม
42
เทคโนโลยีสารสนเทศ ชวยในการสง เสริมปองกันและแกไ ขปญหาทางดา นส่ิงแวดลอม เชน การนํา
คอมพิวเตอรมาประยุกตใชในระบบ สารสนเทศทางภูมิศาสตร ของกระทรวงวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและ
สงิ่ แวดลอมเปนระบบฐานขอมูลทรพั ยากรธรรมชาติ สาํ หรบั การวางแผนดานสิง่ แวดลอ มในระดบั นโยบาย หรือ
การนาํ ดาวเทียมเขามาชวยในการสํารวจและเก็บขอมลู ฐานทรัพยากรธรรมชาติ การนําคอมพวิ เตอรเขามาชว ย
ในการจดั ระบบจราจร เปนตน
6. ดานอตุ สาหกรรมและการบริการ
ไดมีการพัฒนาการใชเทคโนโลยีเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริการ เพ่ือใหสามารถ
ผลติ ผลิตภัณฑท่ีมีคุณภาพสูงขึ้นดวยตน ทนุ ทตี่ ่ําลง เชน การใชค อมพวิ เตอรชวยในการออกแบบผลติ ภัณฑ หรือ
การใชค อมพิวเตอรเขาควบคมุ กระบวนการผลติ เปนตน
7. ดา นการบริการของรัฐ
การใชเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใหบริการแกประชาชน เชน การใช
คอมพิวเตอรในการสํารองต๋ัวโดยสารรถไฟ การใชคอมพิวเตอรเพื่อชวยตรวจจับคนราย การพัฒนาระบบ
ฐานขอ มลู ทะเบียนราษฎรลงสูค อมพิวเตอร เปนตน
8. ดา นการทอ งเที่ยว
43
เทคโนโลยสี ารสนเทศเปนสวนประกอบหนึ่งในกระบวนการสง เสรมิ การทองเที่ยว เชน การใชร ะบบ
คอมพิวเตอรในการใหบริการขาวสารขอมูลแกนักทองเท่ียว และอํานวยความสะดวกในการสํารองท่ีน่ัง
9. ดา นอนื่ ๆ ไดแก
การติดตอสื่อสารการจัดสรางเครือขายโทรคมนาคมตาง ๆ ท้ังเครือขายโทรศัพทในประเทศ
เครือขายโทรศัพทระหวางประเทศหรือเครือขา ย สอ่ื สารขอมูลดว ยดาวเทียมขนาดเล็กการบันเทิงตาง ๆ เชน
การแพรภาพรายการ โทรทัศน เคเบิลทีวี เปน ตน
2.12 องคประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ เปนระบบทชี่ ว ยเสริมประสิทธิภาพการทาํ งานโดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่อื สาร ระบบสารสนเทศประกอบดว ย
44
1. ฮารดแวร ฮารดแวรเปนองคประกอบสําคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เคร่ืองคอมพิวเตอร
อุปกรณร อบขาง รวมท้ังอปุ กรณส ื่อสารสาํ หรบั เชื่อมโยงคอมพิวเตอรเขาเปน เครือขาย เชน เคร่อื งพมิ พ เครื่อง
กราดตรวจเม่อื พิจารณาเครอื่ งคอมพวิ เตอร สามารถแบงเปน 3 หนว ย คือ
- หนว ยรับขอ มลู (input unit) ไดแ ก แผงแปนอกั ขระ เมาส
- หนวยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
- หนวยแสดงผล (output unit) ไดแก จอภาพ เคร่อื งพมิ พ
การทํางานของเครอ่ื งคอมพิวเตอร เม่อื เปรียบเทยี บกับมนษุ ย จะพบวาคลา ยกนั กลา วคือ เมอื่ มนุษย
ไดรับขอ มูลจากประสาทสัมผสั กจ็ ะสง ใหสมองในการคดิ แลว ส่งั ใหมกี ารโตต อบ
2. ซอฟตแวร ซอฟตแวรหรือโปรแกรมคอมพิวเตอรเปนองค ประกอบที่สําคัญประการท่ีสอง ซึ่งก็
คอื ลําดบั ข้ันตอนของคําสั่งทจ่ี ะสง่ั งานใหฮ ารดแวรทาํ งาน เพ่ือประมวลผลขอมูลใหไดผลลพั ธตามความตอ งการ
ของการใชงาน ในปจจุบันมีซอฟตแวรระบบปฏิบัติงาน ซอฟตแวรควบคุมระบบงาน ซอฟตแวรสําเร็จ และ
ซอฟตแวรประยุกตสาํ หรบั งานตางๆ ลักษณะการใชงานของซอฟตแวรกอนหนาน้ี ผใู ชจะตองติดตอ ใชง าน
โดยใชขอความเปนหลัก แตในปจจุบันซอฟตแวรมีลักษณะการใชงานท่ีงายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดตอที่ส่ือ
ความหมายใหเขาใจงาย เชน มีสวนประสานกราฟกกับผูใชที่เรียกวา กุย (Graphical User Interface :
GUI) สวนซอฟตแวรสําเร็จท่ีมีใชในทองตลาดทําใหการใชงานคอมพิวเตอรในระดับ บุคคลเปนไปอยาง
กวา งขวาง และเรมิ่ มลี ักษณะสงเสริมการทํางานของกลุมมากขึ้น สว นงานในระดับองคก รสวนใหญม ักจะมกี าร
พัฒนาระบบตามความตองการโดยการวา จาง หรือโดยนักคอมพิวเตอรท่ีอยูในฝายคอมพิวเตอรขององคกร
เปนตน
ซอฟตแวร คอื ชุดคาํ ส่งั ทส่ี งั่ งานคอมพิวเตอร แบงออกไดห ลายประเภท เชน
1. ซอฟตแ วรระบบ คือ ซอฟตแวรที่ใชจัดการกับระบบคอมพวิ เตอร และอปุ กรณตาง ๆ ทม่ี ีอยู
ในระบบ เชน ระบบปฏิบตั กิ ารวนิ โดวส ระบบปฏบิ ตั กิ ารดอส ระบบปฏบิ ัตกิ ารยนู กิ ซ
2. ซอฟตแ วรประยกุ ต คือ ซอฟตแ วรที่พฒั นาขึน้ เพ่อื ใชงานดานตาง ๆ ตามความตอ งการของ
ผใู ช เชน ซอฟตแวรก ราฟก ซอฟตแวรป ระมวลคํา ซอฟตแวรต ารางทาํ งาน และซอฟตแ วรน ําเสนอขอมูล
3. ขอมูล
ขอมูล เปนองคประกอบที่สําคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเปนตัวชี้
ความสําเร็จหรือความลมเหลวของระบบได เน่ืองจากจะตองมีการเก็บขอมลู จากแหลงกําเนิด ขอมูลจะตองมี
ความถูกตอง มีการกล่ันกรองและตรวจสอบแลวเทาน้ันจึงจะมีประโยชน ขอมูลจําเปนจะตองมีมาตรฐาน
โดยเฉพาะอยางยิ่งเม่ือใชงานในระดับกลุมหรือระดับองคกร ขอมูลตองมีโครงสรางในการจัดเก็บทเ่ี ปนระบบ
ระเบียบเพ่อื การสบื คนทร่ี วด เร็วมีประสทิ ธิภาพ
45
4. บคุ ลากร
บุคลากรในระดับผูใช ผูบริหาร ผูพัฒนาระบบ นักวิเคราะหระบบ และนักเขียนโปรแกรม เปน
องคป ระกอบสําคัญในความสําเร็จของระบบสารสนเทศ บคุ ลากรมีความรูความสามารถทางคอมพิวเตอรม าก
เทาใดโอกาสที่จะใชงานระบบ สารสนเทศและระบบคอมพิวเตอรไดเต็มศักยภาพและคุมคาย่ิงมากขึ้นเทานั้น
โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบคุ คลซ่ึงเครอ่ื งคอมพวิ เตอรม ขี ีดความสามารถมาก ขนึ้ ทําใหผใู ชมีโอกาส
พัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานไดเองตามความ ตองการ สําหรับระบบสารสนเทศใน
ระดับกลุมและองคกรท่ีมีความซับซอนจะตองใชบุคลากร ในสาขาคอมพิวเตอรโดยตรงมาพัฒนาและดูแล
ระบบงาน
5. ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน กระบวนการวเิ คราะห
ขัน้ ตอนการปฏิบตั ิงานทีช่ ัดเจนของผูใชหรอื ของบคุ ลากรทีเ่ กี่ยวของกเ็ ปนเรือ่ งสําคญั อกี ประการ
หนงึ่ เมื่อไดพัฒนาระบบงานแลวจาํ เปนตอ งปฏิบัติงานตามลําดับขนั้ ตอนในขณะที่ใช งานก็จําเปน ตองคํานึงถึง
ลําดับข้ันตอนการปฏิบตั ิของคนและความสัมพนั ธก ับ เคร่ือง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉกุ เฉนิ เชน ขน้ั ตอนการ
บันทึกขอมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเคร่ืองชํารุดหรือขอมูลสูญหาย และขั้นตอนการทํา
สําเนาขอมูลสํารองเพื่อความปลอดภัย เปนตน ส่ิงเหลานี้จะตองมีการซักซอม มีการเตรียมการ และการทํา
เอกสารคมู ือการใชงานทชี่ ดั เจน
2.13 เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใชในการติดตอสื่อสารรับ/สงขอมูลจากท่ีไกล ๆ เปนการสงของ
ขอ มูลระหวา งคอมพิวเตอรหรือเคร่ืองมือที่อยูหางไกลกัน ซ่งึ จะชวยใหการเผยแพรขอมูลหรอื สารสนเทศไปยัง
ผูใ ชใ นแหลงตาง ๆ เปนไปอยา งสะดวก รวดเร็ว ถูกตอง ครบถวน และทันการณ ซึ่งรูปแบบของขอมูลทีร่ ับ/สง
อาจเปนตวั เลข (Numeric Data) ตวั อักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)
เทคโนโลยีทีใ่ ชในการสื่อสารหรือเผยแพรสารสนเทศ ไดแก เทคโนโลยที ี่ใชในระบบโทรคมนาคมทั้ง
ชนดิ มีสายและไรสาย เชน ระบบโทรศัพท, โมเด็ม, แฟกซ, โทรเลข, วทิ ยุกระจายเสยี ง, วทิ ยุโทรทัศน เคเบ้ิลใย
แกวนําแสง คล่ืนไมโครเวฟ และดาวเทยี ม เปนตน
สําหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก ตนแหลงของ
ขอความ (Source/Sender), ส่ือกลางสําหรับการรับ/สงขอความ (Medium), และสวนรับขอความ
(Sink/Decoder) ดังแผนภาพตอไปน้ี
แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคม
46
นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจําแนกตามลักษณะการใชงานไดเปน 6 รปู แบบ ดังนต้ี อไปนี้ คอื
1. เทคโนโลยีท่ีใชในการเก็บขอมลู เชน ดาวเทียมถายภาพทางอากาศ, กลองดิจทิ ัล, กลองถา ยวี
ดที ัศน, เครื่องเอกซเรย ฯลฯ
2. เทคโนโลยีท่ีใชในการบันทึกขอมูล จะเปนส่ือบันทึกขอมูลตาง ๆ เชน เทปแมเหล็ก, จาน
แมเหล็ก, จานแสงหรอื จานเลเซอร, บัตรเอทเี อม็ ฯลฯ
3. เทคโนโลยีท่ีใชในการประมวลผลขอมูล ไดแก เทคโนโลยีคอมพิวเตอรท้ังฮารดแวร และ
ซอฟตแ วร
4. เทคโนโลยที ่ีใชใ นการแสดงผลขอมูล เชน เครอื่ งพิมพ, จอภาพ, พลอตเตอร ฯลฯ
5. เทคโนโลยที ี่ใชใ นการจัดทําสาํ เนาเอกสาร เชน เคร่อื งถา ยเอกสาร, เครอ่ื งถายไมโครฟลม
6. เทคโนโลยีสําหรบั ถายทอดหรือส่ือสารขอ มูล ไดแก ระบบโทรคมนาคมตาง ๆ เชน โทรทัศน,
วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, โทรเลข, เทเล็กซ และระบบเครือขา ยคอมพวิ เตอรท ้งั ระยะใกลและไกล
ลักษณะของขอมูลหรือสารสนเทศท่ีสงผานระบบคอมพิวเตอรและการส่ือสาร ดังนี้
ขอมลู หรือสารสนเทศท่ีใชกันอยูทั่วไปในระบบส่ือสาร เชน ระบบโทรศัพท จะมีลักษณะของสัญญาณเปน คลื่น
แบบตอเน่ืองที่เราเรียกวา "สัญญาณอนาลอก" แตในระบบคอมพิวเตอรจะแตกตางไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอรใชระบบสัญญาณไฟฟาสูงต่ําสลับกัน เปนสัญญาณท่ีไมตอเนื่อง เรียกวา "สัญญาณดิจิตอล" ซ่ึง
ขอ มูลเหลาน้ันจะสง ผานสายโทรศัพท เมื่อเราตองการสงขอมูลจากคอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งไปยังเคร่ืองอื่น ๆ
ผานระบบโทรศัพท ก็ตองอาศัยอุปกรณชวยแปลงสัญญาณเสมอ ซ่ึงมีชื่อเรียกวา "โมเด็ม" (Modem)
1. การส่ือสารผานดาวเทียม (satellite-based communication) เนื่องจากทองท่ีทาง
ภูมิศาสตรเต็มไปดวยภูเขา หุบเขา หรือเปนเกาะอยูในทะเล การสื่อสารท่ีดีวิธีหน่ึงคือการใชดาวเทียม
ดาวเทียมไดรับการสงใหโคจรรอบโลก โดยมีการเคลื่อนท่ีไปพรอมกับการหมุนของโลก ทําใหดาวเทียมอยูใน
ตาํ แหนงคงทเี่ มือ่ มองจากพน้ื โลก ดาวเทยี มจะมเี ครื่องถายทอดสญั ญาณตดิ ต้งั อยู การส่ือสารโดยผา นดาวเทียม
จะทาํ โดยการสงสัญญาณสอ่ื สารจากสถานภี าคพ้ืนดนิ แหงหนึง่ ขน้ึ ไปยังดาวเทียม เมือ่ ดาวเทียมรับกจ็ ะสง กลับ
มายังสถานีภาคพน้ื ดนิ อกี แหงหน่ึงหรือหลายแหง เราจงึ ใชดาวเทียมเพ่ือแพรภาพสญั ญาณโทรทัศนได การรับ
จะครอบคลมุ พ้ืนทท่ี ่ีดาวเทียมลอยอยู ซ่งึ จะมีบริเวณกวางมากและทาํ ไดโดยไมมีอปุ สรรคทางภมู ิศาสตร เชน มี
แนวเขาบงั สญั ญาณ ดาวเทียมจึงเปน สถานกี ลางที่ถา ยทอดสัญญาณจากท่ีหน่งึ ไปยงั อีกท่ีหน่ึงได
ปจ จุบันประเทศไทยมดี าวเทียมไทยคมสามดวงลอยอยเู หนือประเทศทางดานมหาสมุทร อนิ เดียและ
อาวไทย ดาวเทียมไทยคมนี้ใชประโยชนทางดานการส่ือสารของประเทศไดมาก เพราะเปนการใหบริการ
47
ส่ือสารของประเทศในรูปแบบตางๆ ต้ังแตการรับสงสัญญาณโทรทัศน สัญญาณจากวิทยุ สัญญาณขอมูล
ขาวสารตา งๆ
2. การสื่อสารดวยเสนใยนําแสง (fiber optic) เสนใยนําแสงมีลักษณะเปนทอแกวที่ออนตัวอยูใน
สายที่หุมดวยพลาสติก ลักษณะของทอแกวหุมดวยสารพเิ ศษที่ทําใหเกิดการหักเหของแสงอยูในภายทอ แกว
ดังนั้นเราสามารถสงแสงจากปลายดานหนง่ึ ใหไปปรากฏที่ปลายอีกดานหนึ่งได แมวาเสน ใยนําแสงน้ันจะคดงอ
ไปอยางไรก็ตามก็จะสงแสงเขาไปในทอแกวได เมื่อมีการนําเอาขอมูลเขาไปผสมกับแสง เพื่อใหแสงกระพริบ
ตามการเปลี่ยนแปลงของขอมูล ทําใหเรารับสงสัญญาณขอมูลไปกับแสงได การรับสงขอมูลเขาไปในแสงทํา
ไดมากและรวดเรว็
3. โครงขายบริการสื่อสารรวมระบบดิจิทัล (Integrated Service Digital Network : ISDN)
ลกั ษณะเครือขายนี้เปนการขยายการบริการจากระบบโทรศัพทเดิมใหเปนระบบดิจิ ทัลคือสงสัญญาณขอมูล
ตัวเลขแทนเสียง แทนภาพ แทนขอมูล การสื่อสารโครงขายบริการส่ือสารรวมระบบดิจิทัลจึงเนนการ
ประยุกตใ ชงาน หลายอยางบนเครอื ขา ยเดียวกนั โดยวางฐานขยายจากโทรศัพท เชนในสายโทรศพั ทเสนเดียว
ทเี่ ชอื่ มตอ ไปยงั บานเรือนผใู ช สามารถประยุกตใหเปน ระบบโทรศัพทท ี่เหน็ ภาพ ใชสง โทรสาร ใชเ ปนระบบการ
ประชุมทางวีดิทัศน ใชในการสงขอมูลทางคอมพิวเตอร เพ่ือเช่ือมโยงกับระบบคอมพิวเตอรอื่นๆ การ
ดําเนินการเหลา น้ีสามารถทําไดพรอมกนั บนสายสื่อสารเดียวกนั โครงขายบริการส่ือสารรวมระบบดิจิทัลควร
ไดรับการพฒั นา โดยวางโครงสรางพื้นฐานการเช่อื มโยงตางๆ ไวใหพรอม เพื่อรองรับความเร็วของการรับสง
ขอมูลไดส งู ข้ึน
4. ระบบเครือขายสวิตชิง (switching technology) ดว ยเทคโนโลยีเอทีเอ็มสวิตชิงที่มีความเร็ว
สงู ทําใหการสื่อสารผานเสนใยนํา แสงในการสงผานขอ มูลจากตนทางไปยังปลายทางไดดวยความเร็วหลายรอ ย
เมกะบติ ตอ วินาที เอทีเอม็ สวติ ชงิ จงึ เปน เทคโนโลยขี องการสรา งเครือขา ยขอมูลขา วสารทจี่ ะรอง รบั การใชง าน
แบบส่ือประสม ปจจุบันหลายหนวยงานไดเร่ิมใชเครือขายดวยเทคโนโลยีเอทีเอ็มสวิตชิงภาย ในองคกรของ
ตนเอง และมีแนวโนม การขยายตวั เพื่อรองรับระบบน้สี าํ หรบั เครือขา ยระยะไกลในอนาคตตอ ไป
5. ระบบสื่อสารเคล่ือนที่ (mobile phone system) หรือที่เรียกวาระบบเซลลูลารโฟน
(cellular phone system) ท่ีใชก ับโทรศัพท ทาํ ใหมโี ทรศพั ทติดรถยนต โทรศพั ทเคลื่อนท่ี ปจจุบันการสือ่ สาร
ระบบนี้เปนท่ีแพรหลายและนิยมใชกันมาก ลักษณะการทาํ งานของระบบสอ่ื สารแบบนี้คอื มีการกําหนดพ้ืนที่
เปนเซลเหมือนรวงผึ้ง แตละเซลจะครอบคลุมพื้นที่บริเวณหน่งึ มีระบบสือ่ สารเชือ่ มโยงระหวางเซลเขาดว ยกัน
ครอบคลุมพ้ืนท่ีบริการไวทั้งหมด ดังน้ันเมื่อเราอยูที่บริเวณพ้ืนท่ีบริการใด และมีการใชโทรศัพทเคล่ือนที่
สัญญาณจากโทรศัพทเคลอ่ื นที่จะเช่ือมโยงกับสถานีรับสงประจาํ เซลข้ึน ทาํ ใหติดตอไปยังขายสื่อสารที่ใดก็ได
ครั้นเม่ือเราเคลื่อนทอี่ อกนอกพื้นทก่ี ็จะโอนการรบั สงไปยงั เซลทอี่ ยูขาง เคยี ง โดยทีส่ ัญญาณสอ่ื สารไมขาดหาย
48
6. ระบบส่ือสารไรสาย (wireless communication) เปนเทคโนโลยีท่ีพัฒนาขึ้นเพ่ือสรางความ
สะดวกในการเชือ่ มตอ อปุ กรณตางๆ เขาสเู ครือขา ย ระบบที่รูจักและใชงานกันแพรห ลายคือ ระบบแลนไรสาย
(wireless LAN) เปนระบบเช่ือมโยงคอมพิวเตอรตางๆ เขาสูเครือขายดวยสัญญาณวิทยุ สามารถเช่ือมโยง
คอมพิวเตอรเขาสูระบบดวยความสูงถึง 11 เมกะบิตตอวินาที ระบบเครือขายไรสายท่ีรูจักและนํามา
ประยกุ ตใชกันมากอีกระบบหน่งึ คือ ระบบบลูทูธ (bluetooth) เปนการเชื่อมโยงอุปกรณตางๆ เขาสูเครือขาย
ในระยะใกล เพ่อื ลดการใชส ายสัญญาณ และสรา งความสะดวกในการใชงาน
2.14 ความสําคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร ไดเ ขามามีความสาํ คญั ในการดารง
ชวี ติ ของมนุษยใ นยุคปจจุบนั เปนอยางมาก โดยอยใู นรูปแบบของสื่อตาง ๆ ทงั้ เสียง ภาพและตัวอักษร ดว ยวิธี
ทางอิเล็กทรอนิกสประกอบดวยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร เทคโนโลยีโทรคมนาคม ระบบมีสายและไรสาย
รวมท้ังระบบสื่อมวลชน ความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมี 5 ประการ (Souter 1999:
409) ไดแก
1. การส่ือสารถือเปนส่ิงจําเปน ในการดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ของมนุษย ส่ิงสําคัญท่ีมีสวนในการ
พัฒนากิจกรรมตาง ๆ ของมนุษยยอมประกอบดวย สื่อที่ใชส่ือสาร (Communications media) การสื่อสาร
โทรคมนาคม (Telecoms) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ตัวอยาง เชน การสราง
ภูมิกันโรคใหกบั พลเมอื งจะมปี ระสิทธภิ าพย่ิงขึน้ หากมีการบนั ทกึ ขอ มลู ประวตั ิผปู วยหรอื ขอมลู อน่ื ๆ ไวในฐาน
ขอมลู คอมพิวเตอร
2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบดวยผลิตภัณฑหลักที่มากไปกวาโทรศัพทและ
คอมพิวเตอร เชน แฟกซ อินเทอรเน็ต อีเมล ทําใหสารสนเทศเผยแพรหรือกระจายออกไปในที่ตาง ๆ ได
สะดวก ส่ิงเหลานี้เปนบริการสําคัญของการสื่อสารโทรคมนาคมท่ีทําใหการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารมีมากยงิ่ ข้ึน
3. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีผลใหการใชงานดานตาง ๆ มีราคาถูกลง เชน การใช
แฟกซและอเี มลจะถูกกวา นา เชื่อถอื กวา และรวดเรว็ กวา การใชบรกิ ารไปรษณียแ บบเดมิ (Post and Courier)
ทั้งนี้หนวยงานภาคธุรกิจ รัฐบาล และบุคคลท่ัวไปตางนิยมใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมากขึ้น
เพราะชว ยประหยดั เวลาและเงิน รวมท้งั ทาํ ใหม ผี ลติ ผล (Productivity) เพิม่ ข้ึน
4. เครือขายสื่อสาร (Communication networks) ไดรับประโยชนจากเครือขายภายนอก
เนื่องจากจํานวนการใชเ ครือขา ย จาํ นวนผูเชื่อมตอ และจํานวนผูซึ่งมีศกั ยภาพในการเขาเชื่อมตอกับเครือขาย
นบั วนั จะเพมิ่ สงู ขน้ึ
49
5. เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารทําใหฮารดแวรคอมพิวเตอร และตนทุนการใชไอซีทีมี
ราคาถูกลงมาก แมวาการเปนเจาของคูสายโทรศัพทหรือคอมพิวเตอรยังเปนสิ่งฟุมเฟอยสําหรับคนในสังคม
สว นใหญ แตป ระชาชนจํานวนมากก็เริ่มมีกาํ ลังหามาใชไดเ องแลว เชน เจา ของธรุ กจิ ขนาดเลก็
การพัฒนาแบบกาวกระโดดของอุปกรณอิเล็กทรอนิกสตาง ๆ ซึ่งเปนพื้นฐานของเทคโนโลยี
สารสนเทศ ไมวาจะเปนคอมพิวเตอร ใยแกวนําแสง ดาวเทียมส่ือสาร ระบบเครือขาย ซอฟตแวร และ
มัลติมีเดีย ประกอบกับราคาของอุปกรณฮารดแวรที่ถูกลงแตมีขีดความสามารถในการทํางานเพิ่มมากขึ้น
เรอื่ ย ๆ ทําใหมีแนวโนมการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยกุ ตใ ชง านตา ง ๆ มมี ากขน้ึ เปนลําดับ
นอกจากนี้ ซูเตอร (Souter, 1999 : 408) ไดใหทรรศนะวาเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
หรอื ไอซที ีจะชว ยอํานวยความสะดวกในการพัฒนาประเทศใน 3 ลกั ษณะ ไดแ ก
1. การลงทุนภายในประเทศของธุรกิจระหวางประเทศ บริษัทธุรกิจระหวางประเทศจะเลือก
ตัดสินใจเขามาลงทุนในประเทศท่ีพรอมดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเปนลําดับแรก โดยอาศัย
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารเปน ตัวเช่อื มโยงหนว ยธุรกิจในจดุ ตา ง ๆ ทั่วโลก
2. การพัฒนาธุรกิจของกจิ การภายในประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารจะสนับสนุน
การดําเนินธุรกิจของเจาของธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงเจาของธุรกิจสงออกในดานการตลาดขามพรมแดน
ระหวางภมู ิภาค (Regional cross-border Markets) และการจา งงาน
3. การรวมกลมุ กันทางสังคมและวฒั นธรรม การแลกเปลีย่ นทรัพยากรสารสนเทศระหวา งบคุ คล
และชุมชน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทําใหบุคคลและชุมชนสามารถเขาถึงสารสนเทศอยางไร
ขอบเขต สามารถใชส ารสนเทศตามความตองการอยางมีประสิทธิผล สามารถเขาไปเกยี่ วของในเร่ืองนโยบาย
การวางแผนและการพัฒนา ตลอดจนสามารถรวมมือกับผูอ่ืนในการดําเนินการในเร่ืองท่ีเห็นตรงกัน หรือมี
จุดประสงคร ว มกนั
สํานักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแหงชาติ (2541 : 29) ไดกลาวถึง
เทคโนโลยีสารสนเทศเปนเครื่องมือสําคัญอยา งย่ิงตอ การดําเนินงานขององคกรหรือหนวยงานหางรานตาง ๆ
น้นั มีหลายขอ ดว ยกัน สรุปไดดงั ตอ ไปนี้
1. สามารถจัดเกบ็ ขอ มูลจากจดุ เกดิ ไดอยางรวดเรว็
2. สามารถบนั ทึกขอมูลจาํ นวนมาก ๆ เอาไวใ ชง าน หรอื เอาไวอ า งอิงการดําเนินงาน
3. สามารถคํานวณผลลัพธตา ง ๆ ไดรวดเร็ว
4. สามารถสรา งผลลัพธไ ดหลากหลายรูปแบบ
5. สามารถสงสารสนเทศขอมูล หรือผลลัพธท่ีไดจ ากทห่ี นง่ึ ไปยงั อกี ท่ีหนงึ่ ได อยางรวดเรว็
นอกจากนีเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศยังใหค วามสําคญั ตอการพัฒนาประเทศดา นตาง ๆ ไดแก
50
1. ดานเศรษฐกิจ ในประเทศที่พัฒนาแลวมีความกาวหนาทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศเปน
อยางมาก การขยายตัวของผลผลิต การสงออกและรายไดจากการผลิตอุปกรณดานสารสนเทศ กลายเปน
สนิ คาออกท่ีมีความสาํ คญั และมูลคา สงู มากเปน ลําดบั ตน ๆ ของสนิ คา ออกทัง้ หมดของประเทศ
2. ดานการศึกษาระบบสารสนเทศทางการศึกษาเปนส่ิงที่มีความสําคัญและจําเปนอยางยิ่งตอ
การพัฒนานโยบายการวางแผนและพัฒนาการศึกษา เพราะกระบวนการตัดสินใจในการบริหารยอมมีระบบ
สารสนเทศเปนหัวใจสําคัญในทุกขั้นตอน การพัฒนาการศึกษาของประเทศ จะประสบความสําเร็จมากนอย
เพียงใด ยอมข้ึนอยูกับระบบขอมูลขา วสารและระบบสารสนเทศท่ีดีเปนประการสําคัญ การที่จะพัฒนา และ
กระจายการบริการดานการศึกษาใหเขาถึงประชาชนใหมากท่ีสุด จําเปนตองใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ไดแก
คอมพิวเตอรและอนิ เตอรเ นต็ เปนตน
3. ดา นสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศชวยเสริมสรางคุณภาพชีวิตของประชาชนในสวนของ
สขุ ภาพอนามัย เชน การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพ ของสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนในการใหบริการแกประชาชน
โดยใชเ ทคโนโลยีระบบเครือขายสาธารณสขุ การปรึกษาผปู ว ยผา นดาวเทียม เปนตน
4. ดา นการเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศชวยสง เสริมประสทิ ธิภาพของเกษตรกรไทยในเร่ืองการ
รับรูขา วสาร ขอ มูล การตลาด ผลติ ผลทางการเกษตร เชน ราคากลาง ความตองการในตลาดโลก เปนตน ทํา
ใหเ กษตรกรสามารถตดั สนิ ใจเกี่ยวกับการผลิตไดดขี ้นึ และสามารถผลิตไดต รงกบั ความตอ งการของตลาด
5. ดานส่ิงแวดลอม เทคโนโลยีสารสนเทศชวยในการสงเสริมปองกันและแกไขปญหาทางดาน
สิ่งแวดลอม เชน การนําคอมพิวเตอรมาประยุกตใชในระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตรของ
กระทรวงวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและส่ิงแวดลอ มเปนระบบฐานขอมูลทรัพยากรธรรมชาติ สําหรับการวางแผน
ดานสิ่งแวดลอมในระดับนโยบาย หรือการนาดาวเทียมเขามาชวยในการสํารวจและเก็บขอมูลฐาน
ทรัพยากรธรรมชาติ การนาคอมพวิ เตอรเขา มาชวยในการจดั ระบบจราจร เปน ตน
6. ดา นอุตสาหกรรมและการบรกิ าร ไดมีการพฒั นาการใชเ ทคโนโลยเี พื่อเพิ่มประสิทธภิ าพในการ
ผลิตและการบรกิ าร เพอ่ื ใหสามารถผลติ ผลติ ภณั ฑท ่ีมคี ุณภาพสงู ข้ึนดว ยตนทนุ ทต่ี า่ํ ลง เชน การใชคอมพิวเตอร
ชวยในการออกแบบผลติ ภณั ฑ หรอื การใชค อมพิวเตอรเขา ควบคุมกระบวนการผลิต เปนตน
7. ดานการทองเที่ยว เทคโนโลยีสารสนเทศเปนสวนประกอบหน่ึงในกระบวนการสงเสริมการ
ทองเท่ียว เชน การใชระบบคอมพิวเตอรในการใหบริการขาวสารขอมูลแกนักทองเท่ียว และอานวยความ
สะดวกในการสารองทน่ี ่งั
8. ดานการบริการของรัฐ การใชเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเพิ่มประสทิ ธิภาพในการใหบรกิ าร
แกประชาชน เชน การใชคอมพิวเตอรในการสารองต๋ัวโดยสารรถไฟ การใชคอมพิวเตอรเพื่อชวยตรวจจับ
คนราย การพฒั นาระบบฐานขอ มูลทะเบยี นราษฎรลงสคู อมพวิ เตอร เปน ตน
51
9. ดานอื่น ๆ ไดแก การติดตอส่ือสารการจัดสรางเครือขายโทรคมนาคมตาง ๆ ทั้งเครือขาย
โทรศัพทในประเทศ เครือขา ยโทรศัพทร ะหวางประเทศหรือเครอื ขายส่ือสารขอ มูลดวยดาวเทียมขนาดเล็กการ
บันเทงิ ตาง ๆ เชน การแพรภาพรายการโทรทัศน เคเบิลทวี ี เปนตน
สรุป เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความสําคัญมากในปจจุบัน และในอนาคต เพราะเทคโนโลยีเปน
เครื่องมือในการดําเนินงานสารสนเทศต้ังแตก ารผลิต การจัดเกบ็ การประมวลผล การเรียกใช การแลกเปลีย่ น
และใชท รพั ยากรสารสนเทศรวมกันใหเกดิ ประโยชนอยางมีประสิทธภิ าพ ชวยในการจัดระบบอัตโนมตั ิ ชว ยใน
การสื่อสารระหวางกันไดอยางสะดวก รวดเร็ว ลดอุปสรรคเก่ียวกับเวลาและระยะทาง โดยใชระบบโทรศัพท
อินเตอรเน็ต และอ่ืนๆ เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสําคัญตอ การพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ เปนอยางมาก
เชน ดา นการศึกษา การทองเท่ียว ธุรกิจ อตุ สาหกรรม สาธารณสุข เปนตน
2.15 ปจ จยั ทท่ี าํ ใหเกดิ ความลม เหลวในการนาํ เทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช
จากงานวิจัยของ Whittaker (1999: 23) พบวา ปจจัยของความลมเหลวหรือความผิดพลาดที่เกิด
จากการนาํ เทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ นองคก าร มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ไดแก
1. การขาดการวางแผนที่ดีพอ โดยเฉพาะอยางยิ่งการวางแผนจัดการความเส่ียงไมดีพอ ยิ่ง
องคการมีขนาดใหญมากขึ้นเทาใด การจัดการความเสี่ยงยอมจะมีความสําคัญมากข้ึนเปนเงาตามตัว ทําให
คา ใชจ ายดานนเ้ี พม่ิ สูงขึน้
2. การนําเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสมมาใชงาน การนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาใชในองคการ
จําเปน ตองพิจารณาใหสอดคลองกับลกั ษณะของธุรกิจหรืองานทีอ่ งคก ารดําเนินอยู หากเลอื กใชเ ทคโนโลยที ่ไี ม
สอดรับกบั ความตอ งการขององคการแลวจะทําใหเกิดปญ หาตาง ๆ ตามมา และเปนการสิ้นเปลืองงบประมาณ
โดยใชเหตุ
3. การขาดการจัดการหรอื สนับสนุนจากผูบรหิ ารระดับสงู การท่ีจะนําเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา
มาใชงานในองคกร หากขาดซ่ึงความสนับสนุนจากผูบริหารระดับสูงแลวก็ถือวาลมเหลวตั้งแตยังไมไดเริ่มตน
การไดรับความมั่นใจจากผูบริหารระดับสูงเปนกาวยางที่สําคัญและจําเปนที่จะทําใหการนําเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใชในองคก ารประสบความสําเร็จ
สาํ หรับสาเหตุของความลมเหลวอื่น ๆ ท่ีพบจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช เชน ใชเวลาใน
การดําเนินการมากเกินไป (Schedule overruns), นําเทคโนโลยีที่ล้ําสมัยหรือยังไมผานการพิสูจนมาใชงาน
(New or unproven technology), ประเมินแผนความตองการใชเทคโนโลยีสารสนเทศไมถูกตอง, ผูจัด
จําหนายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ท่ีองคการซ้ือมาใชงานไมมีประสิทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ
และระยะเวลาของการพัฒนาหรือนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชจนเสร็จสมบูรณใชเวลานอยกวาหนึ่งป
นอกจากนี้ ปจจัยอ่ืน ๆ ที่ทําใหการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชไมประสบความสําเร็จในดาน
ผใู ชงานนนั้ อาจสรุปไดด ังนี้ คือ
52
1. ความกลัวการเปล่ียนแปลง กลา วคอื ผคู นกลัวท่จี ะเรียนรูการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ รวมท้ัง
กลัววาเทคโนโลยีสารสนเทศจะเขามาลดบทบาทและความสําคัญในหนาที่การงานที่รับผิดชอบของตนใหลด
นอยลง จนทาํ ใหต อ ตานการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
2. การไมติดตามขาวสารความรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศอยางสมํ่าเสมอ เน่ืองจากเทคโนโลยี
สารสนเทศเปล่ยี นแปลงรวดเร็วมาก หากไมม ่ันติดตามอยา งสม่ําเสมอแลว จะทําใหกลายเปนคนลาหลงั และตก
ขอบ จนเกิดสภาวะชะงักงันในการเรยี นรูและใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
3. โครงสรางพ้ืนฐานดานเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไมท่ัวถึง ทําใหขาดความ
เสมอภาคในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใชกระจกุ ตัวเพียงบางพ้ืนที่ ทําใหเปนอปุ สรรคในการใช
งานดานตาง ๆ ตามมา เชน ระบบโทรศัพท อนิ เทอรเน็ตความเร็วสูง ฯลฯ
2.16 ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การกําเนิดของคอมพิวเตอรเมื่อประมาณหาสิบกวาปที่แลว เปนกาวสําคัญที่นําไปสูยุคสารสนเทศ
ในชวงแรกมีการนาํ เอาคอมพวิ เตอรมาใชเ ปนเคร่ืองคํานวณ แตตอมาไดมคี วามพยายามพัฒนาใหคอมพวิ เตอร
เปนอุปกรณสําคัญสําหรับการจัดการขอมูล เม่ือเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสไดกาวหนามากข้ึน ทําใหสามารถ
สรา งคอมพวิ เตอรทม่ี ขี นาดเล็กลง แตป ระสทิ ธภิ าพสูงข้ึน สภาพการใชงานจงึ ใชง านกันอยา งแพรห ลาย ผลของ
เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีตอชีวิตความเปนอยูและสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรูและใชสารสนเทศกันอยาง
กวา งขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกลา วไดดงั น้ี
1. การสรางเสริมคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน สภาพความเปนอยูของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช
ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดตอส่ือสารใหสะดวกขึ้น มีการประยุกตมาใชกับเครื่องอํานวยความสะดวก
ภายในบา น เชน ใชค วบคมุ เครอ่ื งปรับอากาศ และใชควบคมุ ระบบไฟฟา ภายในบาน เปนตน
2. เสริมสรา งความเทา เทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทําใหเ กดิ การ
กระจายไปทั่วทกุ หนแหง แมแตถ นิ่ ทุรกนั ดาร ทาํ ใหมกี ารกระจายโอการการเรยี นรู มีการใชร ะบบการเรยี นการ
สอนทางไกล การกระจายการเรียนรูไปยังถิ่นหางไกล นอกจากน้ีในปจจุบันมีความพยายามท่ีใชระบบการ
รกั ษาพยาบาลผา นเครอื ขายสื่อสาร
3. สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนํา
คอมพิวเตอรและเครื่องมือประกอบชวยในการเรียนรู เชน วีดิทัศน เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอรชวยสอน
คอมพิวเตอรชวยจัดการศกึ ษา จัดตารางสอน คํานวณระดับคะแนน จัดชั้นเรยี น ทาํ รายงานเพื่อใหผ ูบริหารได
ทราบถึงปญหาและการแกปญหาในโรงเรียน ปจจุบันมีการเรียนการสอนทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศใน
โรงเรียนมากขึ้น
53
4. เทคโนโลยีสารสนเทศกับสง่ิ แวดลอ ม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอยา งจาํ เปน ตองใช
สารสนเทศ เชน การดูแลรักษาปา จําเปนตองใชขอมูล มีการใชภาพถายดาวเทียม การติดตามขอมูลสภาพ
อากาศ การพยากรณอากาศ การจําลองรูปแบบสภาวะส่ิงแวดลอมเพื่อปรับปรุงแกไข การเก็บรวมรวมขอมูล
คณุ ภาพนํ้าในแมน าํ้ ตา ง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใชระบบการตรวจวดั ระยะไกลมาชวย ท่ีเรียกวา
โทรมาตร เปนตน
5. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการปองกันประเทศ กิจการทางดานการทหารมีการใชเทคโนโลยี
อาวุธยุทโธปกรณส มัยใหมล วนแตเกี่ยวของกบั คอมพวิ เตอรและระบบควบคมุ มกี ารใชระบบปอ งกันภยั ระบบ
เฝา ระวังทมี่ ีคอมพิวเตอรควบคมุ การทาํ งาน
6. การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชกรรม การแขง ขันทางดานการผลติ สินคาอตุ สาหกรรม
จําเปนตองหาวิธีการในการผลิตใหไดมาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอรเขามามีบทบาทมาก มีการใช
ขอมลู ขาวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดําเนินการและยังรวมไปถงึ การใหบริการกับลูกคา เพื่อใหซื้อ
สินคาไดส ะดวกขน้ึ
2.17 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการใชช ีวิตในสงั คมปจจุบัน
ในภาวะปจจุบันน้ันสารสนเทศไดกลายเปนปจจัยพื้นฐานปจจัยท่ีหา เพิ่มจากปจจัยสี่ประการท่ี
มนษุ ยเราขาดเสยี มิไดในการดํารงชีวิตประจําวัน ไมว าจะเปนสารสนเทศท่ีจําเปน ในการประกอบธุรกจิ ในการ
คาขาย การผลิตสินคา และบริการ หรือการใหบริการสังคม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและ
ปกครอง จนถึงเร่ืองเบา ๆ เรื่องไรสาระบาง เชน สภากาแฟท่ีสามารถพบไดทุกแหงหนในสังคม เร่ือง
สาระบันเทิงในยามพักผอ น ไปจนถงึ เรื่องความเปนความตาย เชน ขาวอุทกภยั วาตภัย หรอื การทาํ รฐั ประหาร
และปฏวิ ตั ิ เปนตน
ในความคดิ เห็นของกลุม บคุ คลตา ง ๆ ตงั้ แตนักวิชาการ นักธุรกิจ นกั สังคมศาสตร นักเศรษฐศาสตร
จนกระทั่งผูนําตาง ๆ ในโลก ดังเชน ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของ
54
สหรัฐอเมริกา สารสนเทศเปนทรัพยากรท่ีสําคัญท่ีสุดอยางหนึ่งในปจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแหง
ศตวรรษท่ี 21 สารสนเทศจะกลายเปนทรัพยากรที่สําคัญที่สุดเหนอื สิ่งอื่นใด กลาวกันสั้น ๆ สารสนเทศกําลัง
จะกลายเปน ฐานแหง อํานาจอนั แทจรงิ ในอนาคต ทัง้ ในทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง
ในสมยั สังคมเกษตรนน้ั ปจจัยพืน้ ฐานในการผลิตท่สี ําคัญ ไดแก ทีด่ ิน แรงงาน และทนุ ทรัพย ตอมา
ในสังคมอุตสาหกรรม การผลิตตองพ่ึงพาปจจัยพ้ืนฐานเพิ่มเติม ไดแก วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอยางย่ิง
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมตองพ่ึงพาการใชทรัพยากรท่ีมีอยูอยางจํากัด อันไดแก ท่ีดิน
พลังงาน และวัสดุ เปนอยา งมาก และผลของการใชทรัพยากรเหลานน้ั อยางฟมุ เฟอ ยและขาดความระมัดระวัง
ก็ไดสรางปญหาสิ่งแวดลอมที่รุนแรงมาก ซ่ึงกําลังคุกคามโลกรวมท้ังประเทศไทย ต้ังแตปญหาการแปรปรวน
ของสภาพดินฟาอากาศ ภัยธรรมชาติท่ีนับวันจะเพม่ิ ความถี่และรุนแรงขึ้น ปญหาการบอนทาํ ลายความสมดุล
ทางนิเวศวิทยาท้งั ปาดงดิบ ปา ชายเลน ปาตนน้ําลําธาร ความแหงแลง อากาศเปนพิษ แมน ํ้าลําคลองทเ่ี ตม็ ไป
ดว ยสารพษิ เจอื ปน ตลอดจนถึงปญหาวิกฤตทิ างจราจรและภัยจากควนั พษิ ในมหานครทุกแหง ท่ัวโลก
ในทางตรงกันขาม ขบวนการผลิต การเก็บ และถายทอดสารสนเทศ อาศัยการใชวัสดุและพลงั งาน
นอยมาก และไมมีผลเสียตอภาวะแวดลอมหรือมีเพียงเล็กนอยมาก ย่ิงกวานั้นสารสนเทศจะสามารถชวยให
กิจกรรมการผลิตและการบริการตาง ๆ เปนไปอยางมีประสิทธิภาพ เชน สามารถชวยใหการผลิตทาง
อุตสาหกรรมใชวัตถุดิบ และพลังงานนอยลง มีมลภาวะนอยลง แตสินคามีคุณภาพดีขึ้นคงทนมากขึ้น ปญหา
วิกฤติทางจราจรในบางดา นกส็ ามารถผอนปรนไดดว ยเทคโนโลยีสารสนเทศ เชน ในการชวยติดตอ สือ่ สารทาง
ธุรกิจตางๆ โดยไมจ ําเปนตองเดินทางดวยตนเองดังเชนแตกอน จึงอาจกลาวไดวา เทคโนโลยีสารสนเทศจะมี
สวนอยางมาก ในการนําสังคม สวู ิวัฒนาการอีกระดับหนึ่ง ทอี่ าจเรยี กไดวา เปน สงั คมสารสนเทศ อันเปนสังคม
ที่พึงปรารถนาและยง่ั ยืนยง่ิ ข้นึ
นั่นจึงเปนเหตุผลท่วี าสังคมตาง ๆ ในโลก ตา งจะตอ งกาวสูสังคมสารสนเทศอยางหลีกเลี่ยงไมไ ด ไม
เร็วก็ชา และนั่นหมายความวาสังคมจะตองพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศ อยางแนนอน ไมวาเราจะยอมรับ
หรือไมก็ตาม มิใชเพียงแตเพ่ือสรางขีดความสามารถในเชิงแขงขันในสนามการคาระหวางประเทศ แตเพื่อ
ความอยรู อดของมนุษยชาติ และเพือ่ คณุ ภาพชวี ิตทีด่ ีข้นึ อีกตา งหากดว ย
เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคูโลกในตนศตวรรษที่ 21 และเปนแรงกระตุนและเปนปจจัย
รองรับ ขบวนการโลกาภิวัตน ท่ีกําลงั ผนวกสังคมเศรษฐกิจไทยเขาเปน อันหน่ึงเดียวกนั กับสังคมโลก อนั ทจี่ ริง
เทคโนโลยสี ารสนเทศมีใชในประเทศไทยเปนเวลาชา นานมาแลว เปน ตน วา เรามกี ารใชโทรศัพทต้งั แตรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจา อยูหัว เม่ือป พ.ศ. 2414 เพียงแตวาการใชเทคโนโลยีนี้ยังไมแพรกระจาย
ทวั่ ประเทศและยังไมอ ยใู นระดบั สูงเมือ่ เทยี บกับอีกหลาย ๆ ประเทศในโลก
55
กลาวกันอยางส้ัน ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีท่ีเกี่ยวของกับการจัดหา วิเคราะห
ประมวล จัดการและจดั เกบ็ เรียกใชหรือแลกเปล่ียน และเผยแพรสารสนเทศ ดว ยระบบอิเลก็ ทรอนิกส ไมวา
จะอยูในรูปแบบของรูป เสียง ตัวอักษร หรือภาพเคล่ือนไหว รวมไปถึงการนําสารสนเทศและขอมูลไปปฏิบัติ
ตามเนื้อหาของสารสนเทศนั้น เพ่ือใหบรรลุเปาหมายของผูใช การจัดหา วิเคราะห ประมวล และจัดการกับ
ขาวสารขอ มลู จาํ นวนมหาศาล จงึ ขาดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร เสียมิได สวนการแสวงหาและแลกเปล่ียนขอมูล
ขาวสาร อยางรวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดคาใชจาย และมีประสิทธิภาพ ก็จําเปนตองอาศัยเทคโนโลยี
โทรคมนาคม และทายสุดสารสนเทศท่ีมี จะกอใหเกิดประโยชนจากการบริโภค อยางกวางขวางตามแตจะ
ตอ งการและอยางประหยัดท่ีสุด ก็ตอ งอาศัยท้ังสองเทคโนโลยีขางตนในการจัดการและการส่ือหรือขนยายจาก
แหลง ขอ มูลสารสนเทศ สูผูบ ริโภคในทีส่ ดุ
ฉะน้ัน เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันไดแก คอมพิวเตอรท้ัง
ฮารดแวร ซอฟตแวร และฐานขอ มูล โทรคมนาคมซ่ึงรวมถึง เทคโนโลยีระบบสื่อสารมวลชน (ไดแก วิทยุ และ
โทรทศั น) ทง้ั ระบบแบบมสี ายและไรสาย รวมถึงเทคโนโลยดี านอิเล็กทรอนิกสตาง ๆ อาทิ เทคโนโลยโี ทรทศั น
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เสนใยแกวนําแสง (fibre optics)
สารกึง่ ตัวนํา (semiconductor) ปญ ญาประดิษฐ (artificial intelligence) อปุ กรณอ ตั โนมัติสาํ นกั งาน (office
automation) อุปกรณอัตโนมัติในบาน (home automation) อุปกรณอัตโนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหลาน้ี เปนตน
นอกจากการเปนเทคโนโลยีที่ไมทําลายธรรมชาติหรือสรางมลภาวะ (ในตัวของมันเอง) ตอ
สิง่ แวดลอ มแลว คุณสมบตั ิโดดเดนอื่น ๆ ที่ทําใหมันกลายเปนเทคโนโลยี ยทุ ธศาสตรสาํ คัญแหงยคุ ปจจบุ ันและ
ในอนาคตก็คือ ความสามารถในการเพ่ิมประสิทธิภาพและสมรรถภาพในเกือบทุก ๆ กิจกรรม อาทิโดย
56
1. การลดตนทนุ หรือคาใชจ า ย
2. การเพ่มิ คุณภาพของงาน
3. การสรางกระบวนการหรือกรรมวธิ ใี หม ๆ
4. การสรางผลติ ภัณฑแ ละบริการใหม ๆ ขน้ึ
ฉะนัน้ โอกาสและขอบเขตการนํา เทคโนโลยีนี้มาใช จึงมหี ลากหลายในเกือบทุก ๆ กิจกรรมก็วาได
ไมว าจะเปนการปกครอง การใหบ ริการสังคม การผลิตท้ังภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ รวมถึงการคา
ทั้งภายในและระหวางประเทศอีกดวย โดยพอสรปุ ไดด งั ตอไปนี้
1. ภาคสังคม การบรหิ ารและปกครอง การใหบริการพน้ื ฐานของรฐั การบริการสาธารณสุข การ
บริการการศกึ ษา การใหบริการขอมูลและสาระบันเทงิ การอนุรักษสิง่ แวดลอ ม การจดั การทรัพยากรธรรมชาติ
การบรรเทาสาธารณภยั การพยากรณอากาศและอุตุนิยม ฯลฯ
2. ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การปาไม การประมง การสํารวจและขุดเจาะน้ํามันและ กาซ
ธรรมชาติ การสํารวจแรและทรัพยากรธรรมชาติท้ังบนและใตผวิ โลก การกอสราง การคมนาคมทั้งทางบก น้ํา
และอากาศ การคาภายในและระหวางประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกิจการ
ทองเทยี่ ว การเงนิ การธนาคาร การขนสง และ การประกันภัย ฯลฯ
ผลประโยชนตางๆ จากการประยกุ ตใ ชข องเทคโนโลยดี ังกลา ว ลว นเกิดจากคณุ สมบัติพิเศษหลาย ๆ
ประการของเทคโนโลยีกลุมน้ี อันสืบเน่ืองจากการพัฒนาของเทคโนโลยีที่มีอัตราสูงและอยางตอเน่ืองตลอด
หลายทศวรรษท่ผี า นมา วิวฒั นาการทางเทคโนโลยีน้ีสง ผลให
1. ราคาของฮารดแวรและอุปกรณ รวมทั้งคาบริการ สําหรับการเก็บ การประมวล และการ
แลกเปลย่ี นเผยแพรสารสนเทศมกี ารลดลงอยางตอเนื่องและรวดเรว็
2. ทาํ ใหสามารถนําพาอปุ กรณตาง ๆ ทั้งคอมพิวเตอรและ โทรคมนาคมติดตามตวั ได เนื่องจาก
ไดมพี ฒั นาการการยอ สว นของชิ้นสวน (miniaturization) และพฒั นาการการสอ่ื สารระบบไรสาย
3. ประการทา ย ทีจ่ ัดวา สําคัญท่สี ุดก็วา ไดคือ ทําใหเทคโนโลยีตาง ๆ เชน เทคโนโลยคี อมพิวเตอร
และการสื่อสารมุงเขาสูจดุ ท่ีใกลเ คียงกัน (converge)
ประเทศอุตสาหกรรมในโลกไดเล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยียุทธศาสตรกลุมนี้ จึงให
ความสาํ คัญตอ เทคโนโลยนี ม้ี ากกวาเทคโนโลยอี ืน่ ๆ ทจี่ ัดเปนเทคโนโลยยี ุทธศาสตรสาํ คญั อกี หลายกลุม ดงั เชน
ก ลุ ม ป ร ะ เ ท ศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ไ ด ศึ ก ษ า
เปรียบเทยี บ ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลุม สาํ คัญในปจ จบุ นั คือ เทคโนโลยชี วี ภาพ เทคโนโลยีวสั ดใุ หม
เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีนิวเคลียร และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในประเด็นผลกระทบสําคัญ 5 ประเด็น
ไดแ ก
57
1. การสรางผลติ ภัณฑและบริการใหม ๆ
2. การปรับปรงุ กระบวนการผลิตผลิตภณั ฑและบรกิ าร
3. การยอมรบั จากสังคม
4. การนาํ ไปใชป ระยกุ ตใ นภาค/สาขาอืน่ ๆ
5. การสรางงานในทศวรรษป 1990 ปรากฏวาเทคโนโลยีสารสนเทศไดร ับการยอมรับในศักยภาพ
สงู สดุ ในทกุ ๆ ประเด็น
2.18 ประโยชนของระบบสารสนเทศ
ดา นประสทิ ธภิ าพ (Efficiency)
1. ระบบสารสนเทศทําใหการปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากข้ึน โดยใชกระบวนการประมวลผล
ขอมูลซ่ึงจะทําใหสามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงขอมูลใหทันสมัยไดอยางรวดเร็วระบบ
สารสนเทศชวยในการจัดเก็บขอมูลท่ีมขี นาดใหญ หรือมีปริมาณมากและชวยทาํ ใหการเขาถึงขอมูล (access)
เหลานนั้ มคี วามรวดเรว็ ดว ย
2. ชวยลดตนทุน การท่ีระบบสารสนเทศชวยทําใหการปฏิบัติงานท่ีเก่ียวของกับขอมูล ซึ่งมี
ปริมาณมากมีความสลับซับซอนใหดําเนินการไดโดยเร็ว หรือการชว ยใหเกิดการติดตอสอื่ สารไดอยางรวดเร็ว
ทาํ ใหเกดิ การประหยดั ตนทนุ การดําเนินการอยา งมาก
3. ชวยใหการติดตอส่ือสารเปนไปอยางรวดเร็ว การใชเครือขายทางคอมพิวเตอรทําใหมีการ
ติดตอไดท ั่วโลกภายในเวลาท่รี วดเร็ว ไมวา จะเปนการติดตอระหวางเครอื่ งคอมพิวเตอรก ับเครื่องคอมพิวเตอร
ดวยกัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเคร่ืองคอมพิวเตอร
(human to machine) และการติดตอส่ือสารดังกลาวจะทําใหขอมูลท่ีเปนท้ังขอความ เสียง ภาพนิ่ง และ
ภาพเคลอื่ นไหวสามารถสงไดทันที
4. ระบบสารสนเทศชวยทาํ ใหก ารประสานงานระหวา งฝา ยตาง ๆ เปน ไปไดด ว ยดีโดยเฉพาะหาก
ระบบสารสนเทศน้นั ออกแบบ เพื่อเอ้อื อํานวยใหห นว ยงานท้ังภายในและภายนอกที่อยูในระบบของซัพพลาย
ทัง้ หมด จะทาํ ใหผทู ่ีมสี ว นเก่ยี วของท้ังหมดสามารถใชขอมลู รวมกนั ได และทําใหก ารประสานงาน หรือการทํา
ความเขาใจเปน ไปไดดว ยดยี ่งิ ขึ้น
ดา นประสิทธิผล (Effectiveness)
1. ระบบสารสนเทศชวยในการตดั สินใจ ระบบสารสนเทศทอี่ อกแบบสําหรับผูบริหาร เชน ระบบ
สารสนเทศที่ชวยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสําหรับ
ผูบริหาร (Executive support systems) จะเอ้ืออํานวยใหผูบริหารมีขอมูลในการประกอบการตัดสินใจไดดี
ขึ้น อันจะสง ผลใหการดาํ เนินงานสามารถบรรลุวัตถปุ ระสงคไ วไ ด
58
2. ระบบสารสนเทศชว ยในการเลอื กผลติ สนิ คา/บรกิ ารทีเ่ หมาะสมระบบสารสนเทศจะชวยทําให
องคการทราบถึงขอมูลที่เกี่ยวของกับตนทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินคา/บริการที่มีอยู หรือชวยทําให
หนว ยงานสามารถเลอื กผลิตสนิ คา /บรกิ ารทม่ี ีความเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ หรอื ทรัพยากรทม่ี อี ยู
3. ระบบสารสนเทศชวยปรับปรุงคุณภาพของสินคา/บริการใหดีขึ้นระบบสารสนเทศทําใหการ
ติดตอ ระหวางหนวยงานและลูกคา สามารถทาํ ไดโดยถูกตองและรวดเร็วขึ้น ดังนนั้ จึงชวยใหหนว ยงานสามารถ
ปรับปรุงคณุ ภาพของสนิ คา /บรกิ ารใหตรงกับความตองการของลูกคาไดดีข้ึนและรวดเร็วข้นึ ดว ย
4. ความไดเ ปรียบในการแขงขนั (Competitive Advantage)
5. คุณภาพชีวิตการทํางาน (Quality o f Working Life
2.19 การสบื คน และรับสง ขอ มลู แฟมขอมลู และสารสนเทศเพอื่ ใชในการจัดการเรยี นรู
2.19.1 การสืบคนสารสนเทศ (Information retrieval) คือ กระบวนการคนหาสารสนเทศที่
ตองการ โดยใชเ ครือ่ งมือสืบคน สารสนเทศท่สี ถาบนั บรกิ ารสารสนเทศจัดเตรยี มไวใ ห
การสบื คน สารสนเทศ แบงออกเปน 2 วธิ ี คือ
1.1 การสบื คน สารสนเทศดว ยระบบมือ (Manual system)
1.2 การสบื คน สารสนเทศดวยระบบคอมพวิ เตอร (Computer system)
การสืบคนสารสนเทศดวยระบบมือ สามารถกระทําไดโดยผานเครื่องมือหลายประเภท เชน
บัตรรายการ บัตรดรรชนีวารสาร บรรณานุกรม เปนตน ในท่ีนี้จะกลาวถึงเฉพาะบัตรรายการและ บัตร
ดรรชนีวารสารเทา นน้ั
การสืบคนสารสนเทศดวยระบบคอมพิวเตอร สามารถกระทําไดโดยผานอุปกรณคอมพิวเตอร
ในการคนหาขอมูลจากฐานขอมูลตาง ๆ ไดแก ฐานขอมูลโอแพ็ก ฐานขอ มูลซีดรี อม ฐานขอมลู ออนไลน และ
ฐานขอมูลบนอินเทอรเ น็ต
2.19.2 การรับ-สงขอมูลบนเครือขายอินเทอรเน็ต โดยใชจดหมายอิเล็กทรอนิกส
(Electronic Mail) หรือท่ีนิยมเรียกกันวา อีเมล (E-Mail) หมายถึง การสื่อสารหรือการสงขอความจาก
คอมพิวเตอรเครือ่ งหน่ึงผา นไปเขา เคร่ืองคอมพิวเตอรอีกเคร่ืองหนงึ่ โดยสง ผานทางระบบเครอื ขา ย (Network)
ผูสง จะตองมเี ลขทอี่ ยู (E-mail Address) ของผูรับ และผรู บั สามารถเปดคอมพิวเตอรเรียกขาวสารนั้นออกมาดู
เม่ือใดก็ได โดยทั่วไปจัดวาเปนงานสวนหนึ่งของสํานักงานอัตโนมัติ (Office Automatic) ซ่ึงปจจุบันไดรับ
ความนยิ มเปน อยา งมาก
ประโยชนของการรับ-สง ขอมูลทางจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส
การรับ-สงขอมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส ถือวาเปนสวนสําคัญในการส่ือสารบนเครือขาย
อินเทอรเ นต็ ทนี่ ิยมใชมากทสี่ ดุ เพราะมีประโยชนมากมาย ดงั น้ี
59
1. ทาํ ใหก ารติดตอส่ือสารท่ัวโลกเปนไปอยางรวดเร็ว ระยะทางไมเปนอุปสรรคสําหรับอีเมล
ในทกุ แหงท่ัวโลกท่ีมเี ครือขา ยคอมพิวเตอรเชอ่ื มตอถึงกนั ได สามารถเขาไปสถานที่เหลา นน้ั ไดทุกที่ ทําใหผ ูคน
ทั่วโลกติดตอถึงกันไดทันที ผูรับสามารถจะรับขาวสารจากอีเมลไดทันทีท่ีผูสงจดหมายสงขอมูลผานทาง
คอมพิวเตอรเสรจ็ สน้ิ
2. สามารถสง จดหมายถึงผูรบั ทตี่ องการไดทุกเวลา แมผรู ับจะไมไ ดอยทู ีห่ นาจอคอมพวิ เตอร
ก็ตามจดหมายจะถกู เกบ็ ไวในตจู ดหมายของคอมพิวเตอรและเปนสวนตวั จนกวาเจาของจดหมายที่มีรหัสผาน
จะเปด ตูจดหมายของตนเองอาน
3. สามารถสงจดหมายถึงผูรับหลายๆคนไดใ นเวลาเดียวกัน โดยไมตองเสียเวลาสง ใหท ีละคน
กรณีน้ีจะใชก ับจดหมายท่ีเปนขอความเดียวกัน เชน หนังสือเวียนแจงขาวใหส มาชิกในกลุมทราบหรือเปนการ
นดั หมายระหวางสมาชกิ ในกลมุ เปน ตน
4. ชว ยประหยัดเวลาในการเดินทางไปสงจดหมายที่ตไู ปรษณียหรือท่ีทาํ การไปรษณีย ทาํ ให
ประหยัดคาใชจ ายในการสง เนอ่ื งจากไมตอ งคาํ นงึ ถึงปรมิ าณนํ้าหนักและระยะทางของจดหมายเหมอื นกบั การ
สงทางไปรษณียธรรมดา
5. ผูรับจดหมายสามารถเรียกอานจดหมายไดทุกเวลาตามสะดวก ซึ่งจะทําใหทราบวาใน
ตจู ดหมายของผรู ับมีจดหมายกีฉ่ บับ มีจดหมายที่อา นแลว หรือยังไมไดเรียกอานก่ีฉบับ เม่ืออานจดหมายฉบับ
ใดแลว หากตองการลบทง้ิ ก็สามารถเก็บขอความไวในรปู ของแฟมขอมูลได หรือจะพมิ พอ อกมาลงกระดาษก็ได
เชนกัน
6. สามารถถายโอนแฟมขอมูล (Transferring Flies) แนบไปกับจดหมายถึงผูรับได ทําให
การแลกเปลี่ยนขาวสารเปนไปไดโดยสะดวก รวดเร็ว ทันเวลาและทันเหตุการณ จากความสําคัญของอีเมลที่
สามารถอํานวยประโยชนใ หก ับผใู ชอ ยางคมุ คา นี้ ทาํ ใหในปจ จุบันอีเมลกลายเปนสวนหน่ึงของสาํ นกั งานทุกแหง
ทว่ั โลก ท่ที ําใหสมาชกิ ในชมุ ชนโลกสามารถติดตอ กันผานทางคอมพิวเตอรไ ดในทกุ ทที่ กุ เวลา
เวบ็ ไซตท่ใี หบริการฟรีอเี มล
การรับ-สงจดหมายอิเล็กทรอนิกสมีบริการท่ีใหใชบริการไดโดยไมตองเสียคาใชจาย เว็บไซตที่
ใหบริการนีม้ จี าํ นวนมาก ตวั อยา งเชน
1. www.sabuyjai.com
2. www.narakmai.com
3. www.hotmail.com
4. www.yahoo.com
5. www.gmail.com
60
การใชฟ รีอเี มลของ sabuyjai.com
การใชฟรอี เี มลของ narakmai.com
การใชฟ รอี ีเมลของ hotmail.com
การใชฟ รีอีเมลของ yahoo.com
61
2.19.3 แฟม ขอมลู , ไฟล (File) คือ การเก็บ หรือ รวบรวมขอ มูลทบ่ี ันทึกไวเ ปน ระเบยี น (record)
ใน Auxiliary Storage โดยการเก็บขอมูลที่มีประสิทธิภาพตอ งมีการบาํ รุงรักษาขอมลู และอัพเดทใหทันสมัย
ดว ย function ตา งๆ ดังน้ี
- Add Record (การเพิ่ม)
- Change Record (การเปลี่ยนแปลง)
- Delete Record (การลบ)
- แฟม ขอมูล (File) คือ การเกบ็ หรอื รวบรวมขอมูลทบ่ี ันทึกไวเ ปน
- ระเบยี น (record) ใน Auxiliary Storage
- ระเบียน (Record) คอื การรวมเขตขอ มูล ทส่ี มั พันธกนั ไวดวยกนั
- เขตขอ มูล (Field) คอื ขอมูลชุดหนง่ึ เชน ช่อื นามสกุล รหัสประจําตัวประชาชน เปน ตน
ตวั อยา ง
ในบริษัทหน่ึงอาจมีขอมูลอยูหลายประเภท เชน ขอมูล payroll, ขอมูลบุคลากร (personnal),
ขอ มูล inventory, ขอมูลลกู คา (custommer), ขอ มลู vendors. etc... ดงั น้นั ในบริษัทอาจจะมีแฟม ขอ มูลอยู
เปน จํานวนมากจึงจาํ เปนตองมกี ารเก็บ ขอมูล ในรูปแบบของแฟม ขอ มูลทต่ี างกัน และขอมลู ทีม่ อี ยูอาจจะตอง
ปรับปรุงเปล่ียนแปลงใหทันสมัยอยูเสมอ การจะเก็บแฟมขอมูลใหถูกตอง ตองมีการบํารุงรักษาขอมูล และ
ปรับปรุงใหขอ มลู ทันสมัย (Update) จะตองประกอบไปดวย
* Add Record (เพิ่ม)
* Change Record (เปลีย่ นแปลง)
* Delete Record (ลบ)
Add Record คือการเพิ่มขอมูลใหมลงไปในแฟม ขอมูล เชน การเปดบัญชีใหมท่ีธนาคาร ตองมีการ
เพมิ่ รายละเอยี ดของ record ใหมเขา ไปในฐานขอ มูล ซง่ึ มีขัน้ ตอนดังตอไปนี้
1. แฟม ขอมลู ท่ใี ชเก็บบัญชีลูกคา ตองมอี ยแู ลว และ พรอ มทีจ่ ะ Update ได
2. เสมยี นท่ีธนาคารปอนขอ มลู ของผทู ่จี ะเปด บัญชีใหม ท่ี Terminal โดยใสขอมูลดังนี้
Account Number :.................
Account Name :................
Deposit :.................
3. โปรแกรมทท่ี ําหนาที่ Update จะนําขอมูลทีถ่ กู ปอ นมาเหลานี้ เกบ็ ไวในหนว ยความจําหลัก
4. หลังจากนั้นโปรแกรมจะบันทึก record ใหมลงไปในแฟม ขอมูล ตาํ แหนง ทจี่ ะไปเก็บขอ มลู บน
HardDisk จะถูกจัดการโดยโปรแกรมท่ีควบคุม Hard Disk บางกรณี record อาจจะไปถูกแทรกไวระหวาง
record อ่นื (กรณีท่มี กี ารสงั่ ใหเ รียงลาํ ดับขอมลู ) หรอื ตอทายแฟมขอมูล
62
Changing Record การเปล่ียนแปลงแกไ ขอาจเกิดได 2 กรณคี ือ
1. ขอมลู ของเกาท่ใี สไ วม ีการผดิ พลาด
2. เมอ่ื มขี อ มูลใหมมาทาํ ใหขอ มลู เกาไมถ ูกตอง
ตวั อยาง กรณีท่ี 1 ผูท่ีปอนขอมูลใสช ือ่ คนผิด เชน ชื่อ HUGH DUNN ใสเปน HUGH DONE
* ลูกคาไมไดตรวจสอบตอนเปด บัญชี และ ออกจากธนาคารไป
* พอลกู คาไดร บั statement จากธนาคารจึงรวู าชอื่ ถกู สะกดผดิ
* ลูกคา ขอใหธ นาคารแกไขชือ่ ใหถกู
* เสมยี นธนาคารก็จะเปล่ยี นขอมลู ใหถ กู ตอ ง
ตัวอยาง กรณีที่ 2 เม่ือตองการฝากเงินเพิ่ม หรือ ถอนเงินจากธนาคาร ธนาคารตองเปลี่ยนแปลง
ยอดเงนิ คงเหลือในบญั ชีใหถกู ตอง สมมตุ ิวาคนชอื่ Jean Matino ตองการถอนเงนิ 5000.00 บาท จะมีขั้นตอน
ตางๆ ดังนี้
1. ใช Account Number เพ่ือเรียกดูขอมูลของ Jean Matino เมื่ขอมูลของ Jean Matino
ปรากฏบนจอภาพแลวพนักงานธนาคารจะใสข อมลู ดงั นี้
Enter Account Number : ..52-4417.....
Enter Widthdrawal Amount : 5000.....
2. โปรแกรมที่ Update จะไปเรียกขอมูลจาก Hard Disk สําหรับ record ของ Account
Number = 52-4417 และ อานขอมูล ซึ่งประกอบดวย ช่ือเจาของบัญชี และ จํานวนเงิน มาเก็บไวใน
หนวยความจําหลัก
3. โปรแกรมทาํ หนา ที่หักลบเงินทีถ่ อนจากเงินในบัญชที ่ีมีอยู ถา มีจํานวนเงินเพียงพอ และเก็บไว
ในหนวยความจําหลกั
4. หลังจากน้ัน โปรแกรมจะนําขอมูลนี้ไปเขียนบันทึกกลับลงไปใน hard Disk เม่ือขอมูลถูก
Update แลว ขอมูลทอี่ ยูใน Hard Disk จะเปนขอ มูลทถ่ี กู ตอง
Deleting Records คือการที่ขอมูลจะถูกลบไปเมื่อไมตองการใชงานแลว ตัวอยาง การลบ record
ของ Hal Gruen เมื่อเขามาขอปดบัญชี จะมขี ัน้ ตอนดงั น้ี
1. พนกั งานธนาคารใส Account Number ของ Hal Gruen ดงั น้ี
Enter Account Number : 45-6641
2. โปรแกรมท่ีใช Update จะอานขอมูลจาก Hard Disk โดยดูจาก Account Number ขอมูล
ประกอบไปดว ย Account Number, ชือ่ เจาของบัญชี และ จาํ นวนเงิน
63
3. การลบขอมูลออกจาก Hard Disk จรงิ ๆ น้ันขน้ึ อยูกับเทคนิคท่ใี ช บางที record อาจจะถกู ลบ
ออกไปเลยจริงๆ หรอื วาทําเคร่ืองหมายไว (Flag) เชนใช * เพ่ือใหคอมพิวเตอรรูวา record นี้จะไมนาํ มาใชอีก
ตอ ไป
4. เมื่อเพ่ิม * เขาไปหนา record ที่ตอ งการจะลบ คอมพิวเตอรก็จะบนั ทึกขอมลู ของ record น้ี
กลับลงไปใน Hard Disk อีก สวนโปรแกรมทีใชเรียกดูขอมูลจาก Hard Disk จะไมอาน record ที่มี
เครอ่ื งหมาย * นาํ หนา
2.19.4 สารสนเทศเพือ่ ใชใ นการจดั การเรียนรู
แนวคิดในการเพิ่มคุณคา ของเทคโนโลยีชว ยการเรยี นรู
1. การใชเทคโนโลยีพฒั นากระบวนการทางปญญา ระบบคอมพิวเตอรทจี่ ะชว ยพัฒนาผูเรียน
ใหมีความฉลาดในกระบวนการทางปญญา โดยครูอาจจัดขอมูลในเรื่องตาง ๆ ในวิชาท่สี อน ใหผูเรียนฝกรับรู
แสวงหาขอมูล นํามาวิเคราะหกาํ หนดเปนความคิดรวบยอดและใชคอมพิวเตอรชวยแสดงแผนผังความคิดรวบ
ยอด (Concept Map) โยงเปนกฎเกณฑ หลักการ ซ่ึงผูสอนสามารถจัดสถานการณใหผูเรียนฝกการนํา
กฎเกณฑ หลกั การไปประยกุ ต จนสรุปเปนองคความรูอยา งมีเหตผุ ล บันทึกสะสมไวเ ปนคลังความรูของผูเรียน
ตอไป
2. การใชเทคโนโลยีพัฒนาความสามารถในการแกปญหา การเรียนรูที่เนนผูเรียนเปน
ศนู ยกลางสามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนใหผูเรียนมีโอกาสทาํ โครงงานแสวงหาความรูตามหลักสูตร
เพื่อแกปญหาการเรียนรูลักษณะน้ีจะเริ่มตนดวยการกําหนดประเด็นเร่ือง ตามมาดวยการวางแผนกําหนด
ขอมูลหรือสาระท่ีตองการ ผูสอนอาจจัดบัญชีแสดงแหลงขอมูล ท้ังจากเอกสารส่ิงพิมพและจาก Electronic
Sources เชน ช่ือของ Web ตาง ๆ ใหผ ูเรียนแสวงหาขอมูล วเิ คราะห สังเคราะห เปนคําตอบ สรางเปนองค
ความรูตาง ๆ โดยใชเทคโนโลยีเปนเครื่องมือชวย และครูชวยกํากับผลการเรียนรูใหเปนไปตามมาตรฐาน
คณุ ภาพทีต่ อ งการ
การจดั ปจ จยั สนับสนุนการใชเ ทคโนโลยชี วยการเรียนรู
ปจจยั พ้นื ฐานคือการสรางความพรอมของเครอื่ งมอื อุปกรณตา ง ๆ ใหมสี มรรถนะและจํานวน
เพียงตอการใชง านของผเู รียน รวมถึงการอํานวยความสะดวกใหผ ูเรียนสามารถใชเทคโนโลยีไดตลอดเวลาจะ
เปนปจจัยเบื้องตน ของการสงเสริมการใชเทคโนโลยเี พือ่ การเรียนรู ส่งิ ทีค่ วรเปน ปจจยั เพิม่ เติมคอื
1. ครสู รา งโอกาสในการใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การเรยี นรู การท่คี รอู อกแบบกระบวนการเรียนรู
ใหเออื้ ตอการทาํ กิจกรรมประกอบการเรียนรู เปนกิจกรรมท่ีตองใชกระบวนการแสวงหาความรจู ากแหลงขอมูล
ตาง ๆ ทั้งจากการสงั เกตในสถานการณจ ริง การทดลอง การคน ควา จากส่อื สง่ิ พิมพแ ละจากสือ่ Electronic
2. ครูและผูเรียนจัดทําระบบแหลงขอมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู ปจจัยดาน
แหลงขอมูลสารสนเทศ (Information Sources) เปนตัวเสริมที่สําคัญท่ีชวยเพิ่มคุณคาของระบบเทคโนโลยี
64
เพื่อการเรียนการสอน ครูและผูเรียนควรชวยกันแสวงหาแหลงขอมูลสารสนเทศที่มีเนื้อหาสาระตรงกับ
หลกั สตู รหรือสนองความสนใจของผูเรียน
3. สถานศึกษาจัดศูนยขอมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู ศูนยขอมูลสารสนเทศเพ่ือการ
เรียนรู สงเสริมการใชเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรูของครูและผูเรียน เรียกวาหองสมุดเสมือน (Virtual Library)
หรือ E – Library จะมีคุณประโยชนในการมีแหลงขอมูลสารสนเทศเพ่ือการศึกษาคนควาในวิทยาการสาขา
ตาง ๆ
4. การบริการของกรมหรือหนวยงานกลางทางเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู กรมตนสังกัด
หรือหนวยงานกลางดานเทคโนโลยีควรสงเสริมการใชเทคโนโลยีของสถานศึกษาดวยการบริการดานขอมูล
สารสนเทศ
รูปแบบการใช ICT เพือ่ พัฒนาการเรยี นรู
ความกาวหนาทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร และการแขง ขันการพัฒนาทางดานซอฟตแวร ใน
ปจจุบัน สงผลใหประเทศตาง ๆ นําคอมพิวเตอรมาใชในดานการศึกษากันมาก การใชคอมพิวเตอรชวยสอน
(Computer Assisted Instruction) มบี ทบาทและมปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ขน้ึ โดยมรี ูปแบบการใช ICT ดังน้ี
1. จัดการเรียนรู “ตลอดเวลา” (Anytime) เวลาใดก็สามารถเรียนรูได ระยะแรกเร่ิมให
นักเรียนสามารถใช Computer สืบคนหาความรูจากหองสมุด ซึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอรใหบริการระบบ
Internet
2. เรียนรูจากแหลง เรียนรู “ทกุ หนแหง” (Anywhere) นักเรยี นสามารถเรยี นรูร วมกนั จาก
ส่ือตา งๆ เชน คอมพิวเตอร วดี ทิ ัศน โทรทศั น CAI และอน่ื ๆ
3. การใหทกุ คน (Anyone) ไดเรียนรูพฒั นาตนเองอยา งเต็มศักยภาพของตน ตั้งแตระดับ
อนุบาลเปนตนไป
การใช ICT เพือ่ การเรียนรู
การเรียนรูในปจจุบันแตกตางจากเดิมไปอยางส้ินเชิง ซึ่งหมายความวา ผูเรียนมีโอกาส มี
อิสระในการเรียนรูดวยตนเอง สรางองคความรู สรางทักษะดวยตนเอง ครูเปล่ียนบทบาทจากผูสอนมาเปน
ผูใหค ําแนะนาํ นอกจากนีท้ งั้ ครแู ละศษิ ยสามารถเรยี นรูไ ปพรอมกนั ได การจดั การเรยี นที่โรงเรียนดําเนนิ การได
ในขณะนี้
1. การสอนโดยใชส ่ือ CAI ชว ยสอนใหเ กิดการเรียนรูตามความสนใจ เชน วชิ าคณิตศาสตร
วชิ าภาษาไทย วชิ าวิทยาศาสตร วิชาสังคม หรือ สปช. วิชาภาษาองั กฤษ
2. สงเสริมใหผูเรียนรูจักสืบคนวิทยาการใหม ๆ จากอินเทอรเน็ต จาก E-book จาก E-
Library
3. สงเสริมการเรียนรูและสรางเจตคติท่ีดีในการเรียนและการคนควาหาความรู โดย
กําหนดใหผูเรียนไดเลนเกมการศึกษา (Education Games ) ที่ผา นการวิเคราะหของครูผูรับผิดชอบวาไมเปน
พษิ ภยั ตอผเู ลน และเปน การสรา งเสริมความคดิ สรางสรรคท ีด่ ใี หกับเด็ก
65
4. ใชแผนการสอนแบบ ICT บูรณาการเรียนรูในสาระวิชาตางๆ เชน คณิตศาสตร
วทิ ยาศาสตร ภาษาองั กฤษ และ คอมพิวเตอร
5. จัดระบบขอ มลู สารสนเทศเพอื่ การบรหิ ารจัดการเรียนรู
6. ใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการจดั ระบบและเผยแพรค วามรู
7. จัดระบบขอมูลสารสนเทศแหลงเรยี นรูภ ายในโรงเรยี น และภูมปิ ญ ญาชุมชนทอ งถน่ิ
8. พฒั นาเครือขา ยการเรยี นรูใ นการจัดการเรยี นรูข องผูสอน
2.20 คอมพวิ เตอรแ ละอนิ เตอรเนต็
1. เครอื ขายคอมพิวเตอร
1.1. ความหมายและองคประกอบของเครือขา ยคอมพิวเตอร
เครือขายคอมพิวเตอร (computer net-work) หมายถึง การเชื่อมตอ คอมพิวเตอรและอปุ กรณ
ตอพวงเขาดวยกันโดยใชส อื่ กลางตา งๆ เครอื ขายคอมพิวเตอรสามารถแบง ออกได 6 ประเภท ดงั น้ี
1. เครือขา ยเฉพาะที่ หรือแลน (local area network : LAN)
2. เครอื ขา ยนครหลวง หรอื แมน (metropolitan area network : MAN)
3. เครอื ขา ยบรเิ วณกวา ง หรือแวน (wide area network : WAN)
4. เครือขา ยภายในองคกร หรืออนิ ทราเนต็ (intranet)
5. เครอื ขา ยภายนอกองคก ร หรือเอ็กทราเน็ต (extranet)
6. เครือขายอินเทอรเ นต็ (internet)
1.2. การเลอื กใชฮารดแวรข องระบบเครือขายขนาดเล็ก
1.2.1 อุปกรณในระบบเครอื ขายขนาดเล็ก
- การดแลน (LAN card) เปนอุปกรณที่ทําหนาท่ีรับสง ขอมูลจากคอมพิวเตอรเคร่ืองหน่ึง
ไปสคู อมพวิ เตอรอรกเครอ่ื งหนง่ึ โดยผานสายแลน
- ฮับ (hub) เปนอุปกรณท่ีทําหนาท่ีเสมือนกับชุมทางขอมูล มีหนาท่ีเปนตัวกลางคอยสง
ขอ มูลใหคอมพวิ เตอรใ นเครอื ขาย
- สวิตช (switch) เปนอุปกรณรวมสัญญาณเชนเดียวกับฮับ แตตา งจากฮบั คอื การรบั สง
ขอ มูลจากคอมพวิ เตอรเครอื่ งหนึ่งนนั้ จะไมกระจายไปยังทุกเคร่อื ง เน่ืองจากขอมูลจะตรวจสอบกอนวา เปน ของ
เครือ่ งใด แลวจึงสง ไปยงั ปลายทาง
- โมเด็ม (modem) เปนอุปกรณท่ีทําหนาที่แปลงสัญญาณเพ่ือใหสมมารถสงผาน
สายโทรศพั ทได
- อุปกรณจัดเสนทางหรือเราเตอร (router) เปนอุปกรณท่ีใชในการเช่ือมโยงเครือขาย
หลายเครอื ขายเขาดว ยกัน เราเตอรทาํ หนาทีเ่ ลอื กเสนทางท่ีดีทีส่ ดุ
66
- สายสญั ญาณ (cable) เปน อปุ กรณท่ีทําหนาที่เปน สื่อกลางในการรับสงขอมลู
1.2.2 การเช่อื มตอ ระบบเครอื ขายขนาดเล็ก
- การเชอ่ื มตอเครอื ขา ยระยะใกล หากมีคอมพิวเตอรในระบบเครือขายไมเกินสองเครื่อง
อปุ กรณในระบบเครือขายนอกจากเคร่ืองคอมพิวเตอรแลว ยังตองมีการด แลนและสายสัญญาณ โดยไมตองใช
ฮบั และสวิตช เพราะถามคี อมพวิ เตอรส องเครอ่ื ง กส็ ามารถเช่อื ตอโดยใชส ายไขว (cross line)
- การเชื่อมตอเครือขายระยะไกล จากขอกําจัดของเครือขายท่ีใชสายแลนที่ไมสามารถ
เดนิ สายใหมีความยาวมากกวา 100 เมตรได จึงตอ งหาทางเลือกสาํ หรบั ระบบเครอื ขายระยะไกล ดังนี้
- แบบที่ 1 คอื ตองตดิ ต้งั เคร่ืองทวนสัญญาณ (repeater) ไวทุกๆระยะ 100 เมตร
- แบบท่ี 2 คือ ใชโมเด็มหมุนโทรศัพทเ ขาหากันเมอื่ ตองการเชือ่ มตอ เละเมื่อเสรจ็ สนิ้ ก็
ยกเลิกการเชอ่ื มตอ
- แบบที่ 3 คอื เปนเทคโนโลยที ่ีมปี ระสิทธิภาพดที ่ีสดุ ในปจจุบันสายสญั ญาณท่ีเลือกใช
คือ สายใยแกวนาํ แสง สามารถสงขอมลู ระยะไกลไดแ ละมคี วามเรว็ สูง
- แบบท่ี 4 คือ ใชจุดเชื่อมตอแบบไรสาย (wireless lan) เปนการเชื่อมตอโดยใช
สญั ญาณวทิ ยทุ างอากาศแทนการใชส ายโทรศัพท
- แบบท่ี 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซ่ึงเปนหนึ่งในเทคโนโลยีตระกูล DSL (Digital
Subscriber Line) เปน เทคโนโลยีโมเดม็ ท่ที ําใหค ูสายทองแดงกลายเปน สือ่ สญั ญาณดจิ ิทลั ความเรว็ สงู
- แบบที่ 6 คือ เทคโนโลยีแบบ ethernet over VDSL เปน เทคโนโลยีระบบเครือขาย
แบบลา สุดท่สี ามารถจะตดิ ต้ังใชง านไดเ อง สามารถเชื่อมตอ ใชกับโทรศพั ทได
1.3. การเลือกใชซอฟตแวรข องระบบเครือขายขนาดเลก็
1. ระบบปฏิบตั ิการลินุกซ เซ็นโอเอส (Linux community enterprise operating system)
นยิ มเรยี กยอวา CentOS ซ่ึงชว ยประหยดั งบประมาณขององคก ร เนือ่ งจาก CentOS เปนซอฟแวรเ ปดเผยโคด
(open source software) ผใู ชส ามารถดาวนโหลดโคด ไปใชงานโดยไมตอ งจายคา ลขิ สิทธิ์ซอฟตแ วร
2. ระบบปฏิบัตกิ ารวินโดวส เซิรฟเวอร (Windows server) ปจ จุบันถูกพัฒนาเปน windows
Server 2008 ซ่งึ ออกแบบมาเพ่ือนสนับสนนุ ระบบเครือขาย แอพพลิเคช่ันและบริการอ่ืนๆ ท่ีมีความทันสมัย
บนเว็บไซต โดยมีคณุ สมบตั เิ ดน ดงั นี้
- สรา งโครงสรา งพื้นฐานท่มี ั่นคงสําหรบั ภาระงานของเซริ ฟเวอร รวมถงึ ความตองการดาน
แอพพลเิ คชัน่ ตางๆดว ย
- เวอรชวลไลเซซ่ัน (virtualization) เปนการสรางระบบเสมือนจริงท่ีมีรากฐานจาก
ระบบ hypervisor ชว ยใหสามารถรวมเซิรฟ เวอรและใชงานฮารด แวรไดอยา งเตม็ ที่
- มีระบบจดั การและดูแลเว็บ และแอพพลิเคชั่นทไี่ ดร ับการพฒั นามากข้ึน
67
- ระบบความปลอดภัย ไดรับการพัฒนาใหมีความทนทานมากขึ้น พรอมทั้งผสานการใช
เทคโนโลยีดา น IDA หลายช้ิน
2. อินเทอรเ นต็
2.1. ความหมายและพฒั นาการของอินเทอรเ น็ต
อนิ เทอรเ น็ต (internet) มาจากคาํ วา interconnection network หมายถึง การใชประโยชน
ของระบบเครือขา ยที่นาํ เครอื่ งคอมพวิ เตอรหลายๆ เคร่ืองมาเช่อื มตอกันโดยผา นสื่อกลางชนดิ ใดชนดิ หน่งึ
2.2. บรกิ ารบนอินเทอรเ น็ต
1. ไปรษณียอิเล็กทรอนิกส หรืออีเมลล (electronic mail or e-mail) เนื่องจากในระบบ
เครือขายอินเทอรเน็ตนั้นมีการเชื่อมตอคอมพิวเตอรหลายเคร่ืองเขาดวยกัน ทําใหการสงขอมูลระหวาง
คอมพิวเตอรดวยกนั สามารถทาํ ไดงาย
2. เมลลิงลสิ ต (mailing list) เปน เสมอื นเครอ่ื งมอื ทใี่ ชก ระจายขาวสารและขอ มูลเฉพาะกลุม
3. การสือ่ สารในเวลาจริง (realtime communication) เปนการส่ือสารกนั ที่สามารถโตตอบ
กลบั ไดท นั ทีผา นเครอื ขา ยอินเทอรเนต็ เชน แชท (chat)
4. เวบ็ ไซตเครอื ขายทางสังคม (social networking web site) เปนชุมชนออนไลนที่กลุมคน
รวมกนั เปน สงั คม เชน facebook
5. บลอ็ ก (blog) ยอมาจากคําวา เวบ็ บลอ็ ก (webblog) เปน เวบ็ ไซตที่ใชเ ขียนบันทึกเรื่องราว
เพ่อื ส่อื สารความรูสกึ มุมมอง เรียกวา ไดอาร่ีออนไลน (diary online)
6. วิกิ (wiki) เปนรูปแบบการเผยแพรขอมูลทบ่ี ุคคลตางๆ ท่ีมีความรูในแตล ะเรอ่ื งมาใหขอมูล
เชน wikipedia
7. บริการเขาใชระบบคอมพิวเตอรระยะไกล (remote login/telnet) บริการนี้อนุญาตให
ผูใชสามารถเขา ไปทํางานตางๆ ทีอ่ ยใู นคอมพวิ เตอรเ ครื่องหน่ึงผานทางคอมพิวเตอรอกี เคร่อื งหนึง่ ทเี่ ช่อื มตออยู
ในเครอื ขายอนิ เทอรเนต็ ไมวาคอมพิวเตอรเคร่อื งน้นั จะอยูใกลห รอื ไกลกันก็ตาม
8. การโอนยายขอมูล (file transfer protocol : FTP) เปนการถายโอนแฟมขอมูลจาก
คอมพวิ เตอรเ ครื่องหนงึ่ ไปยังคอมพิวเตอรอ กี เครือ่ งหนึ่ง ซ่งึ อาจจะอยใู กลห รอื ไกล
9. บริการแลกเปล่ียนขอมูลขาวสาร หรือ ยูสเน็ต (usenet) เปนอีกบริการหน่ึงบน
อนิ เทอรเ น็ต ซงึ่ มีลกั ษณะเปนกลมุ สนทนา เพอื่ แลกเปลยี่ นขาวสารกันบนเครือขา ยอินเทอรเ นต็
10. เวิลดไวดเว็บ (world wide web) ซึ่งอาจเรียกยอวา เว็บ (web) เปนบริการเพื่อการ
คน หาขอมูลที่ไดรับความนิยมมากที่สุดของอินเทอรเ น็ตในปจจุบัน เปนการใหบ ริการขอมูลแบบไฮเปอรเท็กซ
(hypertext) เปน วิธกี ารทจ่ี ะเชอื่ มโยงขอ มลู จากเอกสารหนงึ่ ไปขอ มูลของอีกเอกสารหน่งึ
68
11. พาณิชยอิเล็กทรอนิกส (electronic commerce หรือ e-commerce) เปนการทํา
ธุรกรรมซ้ือขายสนิ คา และบริการบนเครือขา ยอนิ เทอรเ น็ต โดยนําเสนอสินคาและบริการทางเว็บไซต
2.3. คุณธรรมและจรยิ ธรรมในการใชอนิ เทอรเน็ต
1. จรรยาบรรณในการใชอนิ เทอรเ น็ต (netiquette)
1.1. จรรยาบรรณสาํ หรับผใู ชไ ปรษณยี อิเลก็ ทรอนิกส
- ตรวจสอบกลอ งรบั ไปรษณยี ทกุ วัน จาํ กัดจํานวนไฟลแ ละขอมูลในตจู ดหมาย
- ลบขอ ความหรือจดหมายทไ่ี มตองการท้ิง
- โอนยายจดหมายจากระบบไปไวย ังเครอ่ื งคอมพวิ เตอรสวนบุคคล
- พึงระลกึ ไวเสมอวาจดหมายท่ีเกบ็ ไวใ นตูจดหมายนอ้ี าจถูกผอู น่ื
- ไมค วรจะสงจดหมายกระจายไปยังผรู บั จํานวนมาก
1.2. จรรยาบรรณสาํ หรับผูสนทนาผานเครอื ขา ย
- ควรสนทนากับผทู ่รี ูจักและตองการสนทนาดว ยเทา น้นั
- กอ นการเรียกคสู นทนา ควรตรวจสอบสถานการณใ ชงานของคสู นทนา กอน
- หลงั การเจรยี กคสู นทนาไปแลว ไมต อบกลับมาแสดงวา เขาอาจตดิ ธุระอยู
- ควรใชว าจาสภุ าพ
1.3 จรรยาบรรณสาํ หรบั ผูใชกระดานขาวหรอื กระดานสนทนา
- เขียนเร่ืองใหก ระชับ ใชขอความสัน้
- ไมค วรเขียนขอ ความพาดพิงถึงสถาบนั ของชาติในทางทไ่ี มสมควร
- ใหความสาํ คญั ในเร่ืองลิขสิทธิ์
- ไมควรสรางขอความเทจ็
- ไมค วรใชเครอื ขา ยสวนรวมเพ่อื ใชประโยชนส ว นตน
2. บัญญัติ 10 ประการในการใชงานคอมพิวเตอร
2.1 ไมใ ชคอมพิวเตอรท าํ รายผอู น่ื
2.2 ไมใ ชคอมพวิ เตอรรบกวนการทาํ งานของผูอ่นื
2.3 ไมเ ปด ดูขอมูลในแฟม ของผอู นื่ โดยไมไ ดรบั อนุญาต
2.4 ไมใ ชค อมพวิ เตอรเ พอ่ื การโจรกรรมขอ มูลขาวสาร
2.5 ไมใชค อมพิวเตอรส รา งหลกั ฐานท่เี ปน เทจ็
2.6 ไมค ดั ลอกโปรแกรมของผูอ ื่น
2.7 ไมละเมิดการใชทรพั ยากรคอมพิวเตอร
2.8 ไมนําเอาผลงานคนอ่นื มาเปน ของตวั เอง
69
2.9 คาํ นงึ ถึงสิ่งทีจ่ ะเกิดขนึ้ กบั สงั คมอนั เปนผลมาจากการกระทําของตน
2.10 ตอ งใชค อมพิวเตอรโดนเคารพกฎ ระเบยี บ กติกา
2.21 ระบบการสืบคนผานเครือขายเพอ่ื การเรยี นรู
การสืบคน ขอมูลบนอินเทอรเ น็ต
ในโลกไซเบอรสเปซมีขอมูลมากมายมหาศาล การท่ีจะคนหาขอมูลจํานวนมากมายอยางน้ีเราไม
อาจจะคลิกเพื่อคนหาขอมูลพบไดงายๆ จําเปนจะตองอาศัยการคนหาขอมูลดวยเครื่องมือคนหาท่ีเรียกวา
Search Engine เขามาชวยเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว เวบ็ ไซตท่ีใหบริการคนหาขอมลู มีมากมายหลายท่ีท้ัง
ของคนไทยและ ถาเราเปดไปทีละหนาจออาจจะตองเสยี เวลาในการคน หา และอาจหาขอมลู ทีเ่ ราตองการไม
พบ การที่เราจะคนหาขอมูลใหพบอยางรวดเร็วจึงตองพ่ึงพา Search Engine Site ซึ่งจะทําหนาที่รวบรวม
รายชอื่ เว็บไซตต างๆ เอาไว โดยจัดแยกเปนหมวดหมู ผูใชงานเพียงแตทราบหัวขอ ท่ตี องการคนหาแลว ปอน คํา
หรอื ขอความของหัวขอนน้ั ๆ ลงไปในชองที่กาํ หนด คลกิ ปุมคน หา เทานัน้ รอสกั ครูขอมลู อยา งยอ ๆ และรายช่ือ
เว็บไซตท ่เี กี่ยวของจะปรากฏใหเ ราเขาไปศึกษาเพมิ่ เติมไดทันที
การคนหาขอมลู มกี วี่ ิธี ?
1. การคนหาในรปู แบบ Index Directory
2. การคนหาในรปู แบบ Search Engine
การคนหาในรปู แบบ Index Directory
วธิ กี ารคนหาขอมูลแบบ Index นี้ขอมูลจะมคี วามเปน ระเบียบเรียบรอยมากกวาการคนหาขอมูล
ดวย วธิ ีของ Search Engine โดยมันจะถกู คัดแยกขอ มลู ออกมาเปนหมวดหมู และจดั แบง แยก Site ตางๆออก
เปนประเภท สําหรับวิธีใชงาน คุณสามารถที่จะ Click เลือกขอมูลท่ีตองการจะดูไดเลยใน Web Browser
จากน้ันทหี่ นาจอก็จะแสดงรายละเอียดของหัวขอปลีกยอยลึกลงมาอีกระดับหนึ่ง ปรากฏขนึ้ มาใหเราเลือกอีก
สวนจะแสดงออกมาใหเลือกเยอะแคไหนอันน้ีก็ขึ้นอยูกับขนาดของฐานขอมูลใน Index วาในแตละประเภท
70
จัดรวบรวมเก็บเอาไวม ากนอยเพยี งใด เมอื่ คณุ เขาไปถงึ ประเภทยอ ยท่ีคุณสนใจแลว ท่ีเว็บเพจจะแสดงรายช่ือ
ของเอกสารที่เก่ียวของกับ ประเภทของขอมูลนน้ั ๆออกมา หากคณุ คิดวาเอกสารใดสนใจหรือตองการอยากท่ี
จะดู สามารถ Click ลงไปยงั Link เพื่อขอเชื่อตอ ทางไซตกจ็ ะนําเอาผลของขอมลู ดังกลาวออกมาแสดงผลทนั ที
นอกเหนือไปจากน้ี ไซตที่แสดงออกมานั้นทางผูใหบริการยังไดเรียบเรียงโดยนําเอา Site ที่มีความเก่ียว ของ
มากที่สุดเอามาไวต อนบนสุดของรายชือ่ ท่แี สดง
การคน หาในรูปแบบ Search Engine
วิธีการอีกอยางที่นิยมใชการคนหาขอมูลคือการใช Search Engine ซึ่งผูใชสวนใหญกวา 70%
จะใชวิธีการคนหาแบบน้ี หลักการทํางานของ Search Engine จะแตกตางจากการใช Indexลักษณะของมัน
จะเปนฐานขอมลู ขนาดใหญม หาศาลที่กระจัดกระจายอยูทั่วไป บน Internet ไมมีการแสดงขอ มูลออกมาเปน
ลําดับขั้นของความสําคัญ การใชงานจะเหมือนการสืบคนฐานขอมูล อื่นๆคือ คุณจะตองพิมพคําสําคัญ
(Keyword) ซ่งึ เปน การอธบิ ายถึงขอ มูลที่คณุ ตองการจะเขา ไป คนหานนั้ ๆเขาไป จากนั้น Search Engine กจ็ ะ
แสดงขอ มลู และ Site ตางๆที่เก่ยี วขอ งออกมา
71
71
บทที่ 3
เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การเรยี นรู
3.1 คอมพวิ เตอรแ ละอินเทอรเนต็ กบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบดวยสวนตางๆ ไดแก ระบบ
คอมพิวเตอรท้ังฮารด แวร ซอฟทแ วร ระบบเครือขาย ฐานขอมลู ผพู ัฒนาระบบ ผูใชระบบ พนักงานทเี่ กยี่ วขอ ง
และ ผูเช่ียวชาญในสาขา ทุกองคประกอบน้ีทํางานรวมกันเพื่อกําหนด รวบรวม จัดเก็บขอมูล ประมวลผล
ขอมูลเพ่ือสรา งสารสนเทศ และสงผลลพั ธหรือสารสนเทศที่ไดใหผูใชเพื่อชว ยสนับสนนุ การทํางาน การตดั สนิ ใจ
การวางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะหและติดตามผลการดําเนินงานขององคกร (สุชาดา กีระ
นนั ทน, 2541)
ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององคประกอบที่ทําหนาท่ีรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และ
แจกจายสารสนเทศ เพ่ือชวยการตัดสินใจ และการควบคุมในองคกร ในการทํางานของระบบสารสนเทศ
ประกอบไปดวยกิจกรรม 3 อยาง คือ การนําขอมูลเขาสูระบบ (Input) การประมวลผล (Processing) และ
การนําเสนอผลลัพธ (Output) ระบบสารสนเทศอาจจะมกี ารสะทอ นกลับ (Feedback) เพอื่ การประเมนิ และ
ปรับปรุงขอมูลนําเขา ระบบสารสนเทศอาจจะเปนระบบที่ประมวลดวยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช
คอมพิวเตอรก็ได (Computer-based information system –CBIS) (Laudon & Laudon, 2001) แต
อยางไรกต็ ามในปจจบุ นั เมื่อกลาวถึงระบบสารสนเทศ มกั จะหมายถงึ ระบบทีต่ องอาศัยคอมพวิ เตอรแ ละระบบ
โทรคมนาคม
ระบบสารสนเทศ หมายถึง ระบบคอมพิวเตอรทีจ่ ัดเก็บขอ มูล และประมวลผลเปนสารสนเทศ และ
ระบบสารสนเทศเปนระบบที่ตองอาศัยฐานขอมูล (CIS 105 – Survey of Computer Information
Systems, n.d.)
ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปล่ียนขอมูลใหเปน
สารสนเทศ (FAO Corporate Document Repository, 1998) ระบบสารสนเทศ ไมว าจะเปน ระบบมือหรือ
ระบบอัตโนมัติ หมายถึง ระบบที่ประกอบดวย คน เคร่ืองจักรกล(machine) และวิธีการในการเก็บขอมูล
ประมวลผลขอมูล และเผยแพรข อ มลู ใหอยใู นลักษณะของสารสนเทศของผูใ ช (Information system, 2005)
สรุปไดวา ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลขอมูล โดยอาศัยบุคคลและ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการดําเนนิ การ เพอื่ ใหไดส ารสนเทศทเ่ี หมาะสมกบั งานหรอื ภารกิจแตละอยาง
Laudon & Laudon (2001) ยังอธิบายวาในมิติทางธุรกิจ ระบบสารสนเทศเปนระบบท่ีชวย
แกปญหาการจัดการขององคกร ซ่ึงถูกทาทายจากสิ่งแวดลอม ดังนั้นการใชระบบสารสนเทศอยางมี
72
ประสิทธิภาพ จําเปนท่ีจะตองเขาใจองคกร(Organzations) การจัดการ (management) และเทคโนโลยี
(Technology)
3.1.1 ประเภทของระบบสารสนเทศ
ปจจุบันจะเห็นความสัมพันธระหวางองคกร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ชัดเจนมากข้ึน และเนอื่ งจากการบริหารงานในองคกรมีหลายระดับ กิจกรรมขององคกรแตละประเภทอาจจะ
แตกตา งกนั ดงั น้ันระบบสารสนเทศของแตล ะองคกรอาจแบงประเภทแตกตางกันออกไป (สุชาดา กีระนันทน,
2541) ถาพิจารณาจําแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทํางานในองคกร จะแบงระบบ
สารสนเทศไดเ ปน 4 ประเภท ดังนี้ (Laudon & Laudon, 2001)
1. ระบบสารสนเทศสาํ หรับระดับผูป ฏิบตั งิ าน (Operational – level systems) ชวยสนับสนนุ การ
ทํางานของผูปฏิบัติงานในสวนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทํารายการตางๆขององคกร เชนใบเสร็จรับเงิน
รายการขาย การควบคุมวัสดุของหนวยงาน เปนตน วัตถุประสงคหลักของระบบนี้ก็เพ่ือชวยการดําเนินงาน
ประจาํ แตละวัน และควบคมุ รายการขอมลู ทเ่ี กิดข้นึ
2. ระบบสารสนเทศสาํ หรบั ผูชํานาญการ (Knowledge-level systems) ระบบนี้สนบั สนุนผทู าํ งาน
ที่มีความรูเกี่ยวของกับขอมูล วัตถุประสงคหลักของระบบนี้ก็เพ่ือชวยใหมีการนําความรูใหมมาใช และชวย
ควบคมุ การไหลเวียนของงานเอกสารขององคกร
3. ระบบสารสนเทศสําหรับผูบริหาร (Management – level systems) เปนระบบสารสนเทศที่
ชว ยในการตรวจสอบ การควบคมุ การตดั สนิ ใจ และการบรหิ ารงานของผูบรหิ ารระดับกลางขององคกร
4. ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ (Strategic-level system) เปนระบบสารสนเทศท่ีชวยการ
บรหิ ารระดบั สูง ชวยในการสนับสนนุ การวางแผนระยะยาว หลกั การของระบบคอื ตองจดั ความสมั พนั ธร ะหวา ง
สภาพแวดลอ มภายนอกกับความสามารถภายในท่ีองคก รมี เชน ในอีก 5 ปขางหนา องคก รจะผลิตสินคา ใด
สุชาดา กรี ะนันทน (2541)และ Laudon & Laudon (2001) ไดแ บง ประเภทของระบบสารสนเทศท่ี
สนับสนนุ การทํางานของผูป ฏิบตั ิงาน/ผูบริหารระดับตา งๆไว ดงั น้ี
73
1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems – TPS) เปน ระบบที่ทาํ หนาที่ใน
การปฏิบัติงานประจาํ ทําการบนั ทึกจัดเกบ็ ประมวลผลรายการที่เกดิ ข้นึ ในแตละวัน โดยใชระบบคอมพิวเตอร
ทํางานแทนการทํางานดวยมือ ทั้งนี้เพ่ือท่ีจะทําการสรุปขอมูลเพ่ือสรางเปนสารสนเทศ ระบบประมวลผล
รายการน้ี สวนใหญจะเปนระบบท่เี ชอื่ มโยงกจิ การกับลกู คา ตวั อยา ง เชน ระบบการจองบัตรโดยสารเครอ่ื งบิน
ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เปน ตน ในระบบตองสรา งฐานขอ มูลทจี่ ําเปน ระบบน้มี ักจดั ทาํ เพือ่ สนองความ
ตอ งการของผูบริหารระดับตนเปนสวนใหญเพื่อใหส ามารถปฏิบัติงานประจําได ผลลัพธของระบบน้ี มักจะอยู
ในรปู ของ รายงานท่ีมรี ายละเอียด รายงานผลเบื้องตน
2. ระบบสํานักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เปนระบบที่สนับสนุนงานใน
สํานักงาน หรืองานธุรการของหนวยงาน ระบบจะประสานการทํางานของบคุ ลากรรวมท้ังกบั บุคคลภายนอก
หรือหนวยงานอื่น ระบบน้ีจะเกี่ยวของกับการจัดการเอกสาร โดยการใชซอฟทแวรดานการพิมพ การติดตอ
ผานระบบไปรษณยี อิเลก็ ทรอนิกส เปน ตน ผลลัพธของระบบนี้ มักอยูใ นรูปของเอกสารกาํ หนดการสง่ิ พิมพ
3. ระบบงานสรางความรู (Knowledge Work Systems – KWS) เปนระบบที่ชวยสนับสนุน
บุคลากรท่ีทาํ งานดานการสรา งความรูเพอ่ื พัฒนาการคดิ คน สรางผลิตภัณฑใ หม ๆ บริการใหม ความรใู หมเพื่อ
นําไปใชป ระโยชนใ นหนว ยงาน หนว ยงานตองนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาสนับสนนุ ใหการพัฒนาเกิดขน้ึ ได
โดยสะดวก สามารถแขงขันไดทั้งในดานเวลา คุณภาพ และราคา ระบบตองอาศัยแบบจําลองท่ีสรางข้ึน
ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดําเนินการ กอนที่จะนําเขามาดําเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธของระบบนี้
มกั อยูในรูปของ สิ่งประดษิ ฐตวั แบบ รูปแบบ เปน ตน
4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS) เปนระบบ
สารสนเทศสําหรับผูปฏิบัติงานระดับกลางใชในการวางแผนการบริหารจัดการ และการควบคุมระบบจะ
เช่ือมโยงขอมูลที่มีอยูในระบบประมวลผลรายการเขาดวยกัน เพื่อประมวลและสรางสารสนเทศที่เหมาะสม
และจําเปนตอการบริหารงาน ตัวอยาง เชน ระบบบริหารงานบุคลากร ผลลัพธของระบบน้ีมักอยูในรูปของ
รายงานสรปุ รายงานของสิง่ ผดิ ปกติ
5. ระบบสนบั สนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เปนระบบท่ีชว ยผูบริหารใน
การตัดสินใจสําหรับปญหา หรือที่มีโครงสรางหรือขั้นตอนในการหาคําตอบที่แนนอนเพียงบางสวนขอมูลที่ใช
ตองอาศัยทั้งขอมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน ระบบยังตองสามารถเสนอทางเลือกให
ผูบ ริหารพิจารณา เพ่ือเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสําหรบั สถานการณน้ัน หลักการของระบบสรางข้นึ จาก
แนวคิดของการใชคอมพิวเตอรชวยการตัดสินใจ โดยใหผูใชโตตอบโดยตรงกับระบบทําใหสามารถวิเคราะห
ปรับเปลี่ยนเง่ือนไขและกระบวนการพิจารณาไดโดยอาศัยประสบการณและ ความสามารถของผูบริหารเอง
ผบู รหิ ารอาจกาํ หนดเงื่อนไขและทาํ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตางๆ ไปจนกระท่ังพบสถานการณท ีเ่ หมาะสมท่ีสุด
74
แลวใชเปนสารสนเทศที่ชวยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธอาจจะอยูในรูปของรายงานเฉพาะกิจ รายงานการ
วเิ คราะหเพอ่ื ตดั สินใจการทํานาย หรอื พยากรณเ หตุการณ
6. ระบบสารสนเทศสําหรบั ผูบริหารระดบั สงู (Executive Information System – EIS) เปน ระบบ
ที่สรางสารสนเทศเชิงกลยุทธสําหรับผูบริหารระดับสูง ซึ่งทําหนาท่ีกําหนดแผนระยะยาวและเปาหมายของ
กจิ การ สารสนเทศสําหรับผูบ ริหารระดับสูงน้ีจําเปนตองอาศยั ขอมูลภายนอกกิจกรรมเปนอยา งมาก ย่ิงในยุค
ปจ จุบันท่ีเปนยุค Globalization ขอ มูลระดับโลก แนวโนมระดับสากลเปนขอมูลที่จําเปนสําหรับการแขงขัน
ของธรุ กิจ ผลลัพธข องระบบน้ี มักอยใู นรูปของการพยากรณ/การคาดการณ
ถึงแมวาระบบสารสนเทศจะมีหลายประเภท แตองคประกอบที่จําเปนของระบบสารสนเทศทุก
ประเภท ก็คือตอ งประกอบดวยกิจกรรม 3 อยางตามท่ี Laudon & Laudon (2001)ไดกลาวไว คือ ระบบตอง
มกี ารนําเขา ขอมูล การประมวลผลขอ มูล และการแสดงผลลัพธของขอ มลู
สุชาดา กีระนันทน (2541) สรุปไววา การพัฒนาระบบสารสนเทศในองคกรน้ันเปนส่ิงทาทาย
ผบู ริหารเปน อยางมาก การท่ีจะพัฒนาระบบสารสนเทศข้ึนในหนวยงานเปน สง่ิ ทผ่ี ูบรหิ ารและผูรบั ผิดชอบการ
พัฒนาระบบ ตองรวมกันตัดสินใจอยางรอบคอบ เพราะการนําระบบสารสนเทศมาใชอาจจะกระทบตอ
กระบวนการดําเนินงานและการบรหิ ารทีเ่ ปนอยู หรืออาจจะมผี ลกอใหเ กดิ การเปลี่ยนแปลงในองคกร
3.1.2 เครือขา ยคอมพิวเตอรแ ละอนิ เทอรเ น็ต
1. เครือขา ยคอมพวิ เตอร
1.1. ความหมายและองคประกอบของเครือขายคอมพิวเตอร เครือขายคอมพิวเตอร
(computer net-work) หมายถึง การเชื่อมตอคอมพิวเตอรและอุปกรณตอพวงเขาดวยกันโดยใชสื่อกลาง
ตา งๆเครอื ขา ยคอมพิวเตอรส ามารถแบง ออกได 6 ประเภท ดังน้ี
1. เครือขายเฉพาะที่ หรอื แลน (local area network : LAN)
2. เครอื ขา ยนครหลวง หรอื แมน (metropolitan area network : MAN)
3. เครือขายบรเิ วณกวาง หรือแวน (wide area network : WAN)
4. เครอื ขา ยภายในองคก ร หรืออินทราเนต็ (intranet)
5. เครอื ขา ยภายนอกองคก ร หรือเอก็ ทราเนต็ (extranet)
6. เครือขา ยอนิ เทอรเ น็ต (internet)
1.2. การเลอื กใชฮ ารดแวรข องระบบเครอื ขายขนาดเล็ก
1.2.1 อุปกรณในระบบเครอื ขา ยขนาดเล็ก
1.2.1.1. การดแลน (LAN card) เปนอุปกรณท่ีทําหนาที่รับสงขอมูลจากคอมพิวเตอร
เครือ่ งหนง่ึ ไปสคู อมพิวเตอรอ กี เครอื่ งหนึ่งโดยผา นสายแลน
75
1.2.1.2 ฮับ (hub) เปนอุปกรณท ี่ทําหนาท่ีเสมือนกับชุมทางขอมูล มีหนาท่ีเปนตัวกลาง
คอยสงขอ มูลใหค อมพวิ เตอรในเครือขา ย
1.2.1.3. สวิตช (switch) เปนอุปกรณรวมสัญญาณเชนเดียวกับฮับ แตตางจากฮับ คือ
การรับสง ขอมูลจากคอมพิวเตอรเครือ่ งหนึ่งนั้นจะไมก ระจายไปยังทุกเคร่ือง เนื่องจากขอมูลจะตรวจสอบกอน
วาเปนของเครอ่ื งใด แลว จึงสงไปยงั ปลายทาง
1.2.1.4. โมเด็ม (modem) เปนอุปกรณที่ทําหนาท่ีแปลงสัญญาณเพือ่ ใหสมมารถสง ผาน
สายโทรศัพทได
1.2.1.5. อุปกรณจัดเสนทางหรือเราเตอร (router) เปนอุปกรณท่ีใชในการเชื่อมโยง
เครอื ขายหลายเครอื ขา ยเขาดว ยกนั เราเตอรทําหนา ทเี่ ลือกเสน ทางทด่ี ที ่ีสดุ
1.2.1.6. สายสญั ญาณ (cable) เปน อุปกรณท ่ีทาํ หนา ทเ่ี ปนสอ่ื กลางในการรบั สงขอ มลู
2. การเช่ือมตอระบบเครือขายขนาดเล็ก
2.1. การเชื่อมตอเครือขายระยะใกล หากมีคอมพิวเตอรในระบบเครือขายไมเกินสองเครื่อง
อปุ กรณในระบบเครือขายนอกจากเคร่ืองคอมพวิ เตอรแลว ยังตองมีการด แลนและสายสัญญาณ โดยไมตองใช
ฮบั และสวิตช เพราะถามีคอมพวิ เตอรส องเครือ่ ง ก็สามารถเชือ่ ตอ โดยใชส ายไขว (cross line)
2.2. การเชื่อมตอเครือขายระยะไกล จากขอกําจัดของเครือขายที่ใชสายแลนที่ไมสามารถ
เดินสายใหมคี วามยาวมากกวา 100 เมตรได จงึ ตองหาทางเลือกสําหรับระบบเครือขายระยะไกล ดงั นี้
- แบบที่ 1 คือ ตองตดิ ต้งั เครอ่ื งทวนสญั ญาณ (repeater) ไวทุกๆระยะ 100 เมตร
- แบบที่ 2 คอื ใชโ มเด็มหมุนโทรศัพทเขา หากันเมื่อตอ งการเช่ือมตอ เละเมื่อเสร็จสนิ้ ก็ยกเลิก
การเชือ่ มตอ
- แบบท่ี 3 คือ เปนเทคโนโลยีท่ีมีประสิทธิภาพดีที่สุดในปจจุบันสายสัญญาณที่เลือกใช คือ
สายใยแกวนาํ แสง สามารถสง ขอ มูลระยะไกลไดและมีความเร็วสงู
- แบบที่ 4 คือ ใชจุดเช่ือมตอแบบไรสาย (wireless lan) เปนการเชื่อมตอโดยใชสัญญาณ
วิทยุทางอากาศแทนการใชส ายโทรศัพท
- แบบท่ี 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซึ่งเปนหน่ึงในเทคโนโลยีตระกูล DSL (Digital
Subscriber Line) เปนเทคโนโลยีโมเดม็ ทท่ี าํ ใหคสู ายทองแดงกลายเปนส่อื สญั ญาณดิจิทัลความเร็วสงู
- แบบท่ี 6 คือ เทคโนโลยีแบบ 75ikipedi over VDSL เปนเทคโนโลยีระบบเครือขายแบบ
ลา สุดที่สามารถจะติดตัง้ ใชง านไดเอง สามารถเชอื่ มตอ ใชก ับโทรศพั ทไ ด
1.3. การเลือกใชซอฟตแวรข องระบบเครือขา ยขนาดเล็ก
1. ระบบปฏิบตั กิ ารลินกุ ซ เซ็นโอเอส (Linux community enterprise operating system)
76
นิยมเรียกยอวา CentOS ซ่ึงชวยประหยัดงบประมาณขององคกร เนื่องจาก CentOS เปนซอฟแวร
เปดเผยโคด (open source software) ผูใชสามารถดาวนโหลดโคดไปใชงานโดยไมตองจายคาลิขสิทธ์ิ
ซอฟตแ วร
2. ระบบปฏิบัติการวินโดวส เซิรฟเวอร (Windows server) ปจจุบันถูกพัฒนาเปน windows
Server 2008 ซ่ึงออกแบบมาเพ่ือนสนับสนุนระบบเครอื ขาย แอพพลิเคช่ันและบริการอืน่ ๆ ท่ีมีความทันสมัย
บนเวบ็ ไซต โดยมีคณุ สมบตั เิ ดน ดังนี้
1. สรางโครงสรางพื้นฐานที่มั่นคงสําหรับภาระงานของเซิรฟเวอร รวมถึงความตองการดาน
แอพพลิเคช่ันตา งๆดวย
2. เวอรชวลไลเซซ่ัน (virtualization) เปนการสรางระบบเสมือนจริงท่ีมีรากฐานจากระบบ
hypervisor ชวยใหสามารถรวมเซริ ฟ เวอรและใชง านฮารดแวรไ ดอ ยา งเต็มที่
3. มรี ะบบจัดการและดแู ลเว็บ และแอพพลเิ คชัน่ ทไี่ ดร ับการพัฒนามากข้นึ
4. ระบบความปลอดภัย ไดรับการพัฒนาใหมีความทนทานมากข้ึน พรอมท้ังผสานการใช
เทคโนโลยีดา น IDA หลายชิน้
3.1.3 อินเทอรเน็ต
ความหมายและพฒั นาการของอนิ เทอรเนต็ อนิ เทอรเน็ต (internet) มาจากคําวา interconnection
network หมายถึง การใชป ระโยชนของระบบเครือขายที่นําเครอื่ งคอมพิวเตอรหลายๆ เครอื่ งมาเช่ือมตอกัน
โดยผา นสอ่ื กลางชนิดใดชนิดหนึ่ง
บรกิ ารบนอินเทอรเน็ต
1. ไปรษณียอิเล็กทรอนิกส หรืออีเมลล (electronic mail or e-mail) เนื่องจากในระบบ
เครือขายอินเทอรเน็ตน้ันมีการเช่ือมตอคอมพิวเตอรหลายเครื่องเขาดวยกัน ทําใหการสงขอมูลระหวาง
คอมพวิ เตอรด ว ยกนั สามารถทําไดง า ย
2. เมลลงิ ลิสต (mailing list) เปนเสมอื นเครือ่ งมอื ที่ใชกระจายขาวสารและขอ มูลเฉพาะกลุม
3. การสื่อสารในเวลาจริง (realtime communication) เปนการสื่อสารกันท่ีสามารถโตตอบ
กลับไดท ันทผี านเครอื ขายอินเทอรเ น็ต เชน แชท (chat)
4. เว็บไซตเครือขายทางสังคม (social networking web site) เปนชุมชนออนไลนที่กลุมคน
รวมกันเปนสังคม เชน facebook
5. บล็อก (blog) ยอมาจากคําวา เว็บบลอ็ ก (76ikipe) เปนเว็บไซตท ี่ใชเ ขยี นบนั ทกึ เรือ่ งราว เพ่ือ
สอื่ สารความรูสึก มุมมอง เรียกวา ไดอารีอ่ อนไลน (diary online)
6. วิกิ (wiki) เปนรูปแบบการเผยแพรขอมูลที่บุคคลตางๆ ที่มีความรูในแตละเร่ืองมาใหขอมูล
เชน 76ikipedia
77
7. บริการเขาใชระบบคอมพิวเตอรระยะไกล (remote login/telnet) บริการน้ีอนุญาตใหผูใช
สามารถเขาไปทาํ งานตางๆ ท่ีอยูในคอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งผา นทางคอมพิวเตอรอกี เครื่องหนงึ่ ท่เี ช่ือมตอ อยใู น
เครอื ขายอินเทอรเ นต็ ไมวาคอมพวิ เตอรเ ครอ่ื งนนั้ จะอยใู กลหรอื ไกลกันกต็ าม
8. การโอนยายขอมูล (file transfer protocol : FTP) เปนการถายโอนแฟมขอมูลจาก
คอมพิวเตอรเ คร่อื งหนึ่งไปยงั คอมพวิ เตอรอกี เครื่องหนงึ่ ซง่ึ อาจจะอยูใกลหรือไกล
9. บริการแลกเปลี่ยนขอมลู ขาวสาร หรือ ยูสเน็ต (usenet) เปนอีกบริการหน่ึงบนอินเทอรเน็ต
ซ่ึงมลี กั ษณะเปน กลมุ สนทนา เพื่อแลกเปลย่ี นขา วสารกันบนเครือขา ยอินเทอรเ นต็
10. เวิลดไวดเว็บ (world wide web) ซ่ึงอาจเรยี กยอวา เว็บ (web) เปนบรกิ ารเพื่อการคนหา
ขอมูลที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุดของอินเทอรเน็ตในปจจุบัน เปนการใหบริการขอมูลแบบไฮเปอรเท็กซ
(hypertext) เปนวิธีการท่ีจะเชื่อมโยงขอมูลจากเอกสารหนึ่งไปขอ มูลของอกี เอกสารหนึ่ง
11. พาณิชยอิเล็กทรอนิกส (electronic commerce หรือ e-commerce) เปนการทําธุรกรรม
ซื้อขายสินคาและบรกิ ารบนเครือขายอินเทอรเ นต็ โดยนาํ เสนอสินคาและบริการทางเว็บไซต
2.3. คณุ ธรรมและจริยธรรมในการใชอนิ เทอรเน็ต
1. จรรยาบรรณในการใชอนิ เทอรเนต็ (netiquette)
1.1. จรรยาบรรณสาํ หรบั ผใู ชไปรษณยี อ ิเลก็ ทรอนิกส
- ตรวจสอบกลองรบั ไปรษณียท ุกวัน จาํ กดั จาํ นวนไฟลแ ละขอมลู ในตูจดหมาย
- ลบขอ ความหรอื จดหมายทีไ่ มตองการทงิ้
- โอนยา ยจดหมายจากระบบไปไวยงั เคร่อื งคอมพิวเตอรสว นบคุ คล
- พงึ ระลึกไวเ สมอวา จดหมายท่ีเก็บไวในตจู ดหมายน้ีอาจถูกผูอ่ืน
- ไมควรจะสงจดหมายกระจายไปยังผูรบั จาํ นวนมาก
1.2. จรรยาบรรณสาํ หรับผสู นทนาผานเครือขา ย
- ควรสนทนากบั ผทู ่รี จู ักและตองการสนทนาดวยเทา นั้น
- กอนการเรียกคูส นทนา ควรตรวจสอบสถานการณใ ชง านของคสู นทนา กอน
- หลงั การเจรยี กคูสนทนาไปแลว ไมตอบกลบั มาแสดงวา เขาอาจตดิ ธรุ ะอยู
- ควรใชว าจาสภุ าพ
1.3 จรรยาบรรณสาํ หรบั ผใู ชกระดานขาวหรือกระดานสนทนา
- เขียนเร่ืองใหก ระชับ ใชขอความส้ัน
- ไมควรเขียนขอ ความพาดพิงถงึ สถาบันของชาตใิ นทางท่ีไมส มควร
- ใหความสําคัญในเรอ่ื งลขิ สิทธ์ิ
ไมควรสรา งขอความเท็จ
78
- ไมควรใชเครือขายสว นรวมเพอื่ ใชประโยชนสวนตน
2. บัญญตั ิ 10 ประการในการใชง านคอมพิวเตอร
1. ไมใ ชคอมพิวเตอรทาํ รายผูอ น่ื
2. ไมใ ชค อมพิวเตอรรบกวนการทํางานของผูอ น่ื
3. ไมเ ปด ดขู อ มลู ในแฟม ของผอู นื่ โดยไมไ ดร ับอนุญาต
4. ไมใชค อมพิวเตอรเ พ่อื การโจรกรรมขอ มูลขาวสาร
5. ไมใชคอมพิวเตอรสรางหลกั ฐานทเี่ ปน เทจ็
6. ไมคดั ลอกโปรแกรมของผอู น่ื
7. ไมละเมดิ การใชทรพั ยากรคอมพวิ เตอร
8. ไมนําเอาผลงานคนอน่ื มาเปน ของตวั เอง
9. คํานงึ ถึงสิง่ ท่ีจะเกดิ ขน้ึ กบั สงั คมอนั เปน ผลมาจากการกระทําของตน
10. ตองใชค อมพวิ เตอรโ ดนเคารพกฎ ระเบยี บ กติกา
กฎหมายเกยี่ วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ มี 6 ฉบบั ดังน้ี
1. กฎหมายเกย่ี วกบั ธรุ กรรมทางอเิ ล็กทรอนกิ ส
2. กฎหมายเก่ยี วกบั ลายมอื ช่อื อเิ ลก็ ทรอนิกส
3. กฎหมายเกย่ี วกบั การคมุ ครองขอ มลู สวนบคุ คล
4. กฎหมายเกยี่ วกบั การคุมครองขอ มูลสว นบุคคล
5. กฎหมายวา ดว ยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร
6. กฎหมายเก่ยี วกบั การพฒั นาโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศ
กฎหมายทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ
- ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส
- ลายมอื ช่ืออิเล็กทรอนิกส
- โอนเงนิ ทางอิเล็กทรอนิกส
- การคมุ ครองขอ มูลสวนบคุ คล
- อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร
- การพัฒนาโครงสรา งพน้ื ฐานสารสนเทศ
3.2 เทคโนโลยีและสารสนเทศเพอื่ การเรียนรู
ปจ จุบัน ประเทศตาง ๆ ทัว่ โลกใหค วามสําคัญกบั การลงทุนทางเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร
(Information and Communication Technology : ICT) เพื่อใชเปนเคร่ืองมือในการพัฒนาประเทศ ทั้ง
79
ดานเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา จนเกิดความแตกตางระหวางประเทศที่มีความพรอมทาง ICT กับ
ประเทศท่ีขาดแคลนท่ีเรียกวา Digital Divide ในขณะเดียวกันประเทศท่ัวโลกตางมุงสรางสังคมใหมใหเปน
สังคมที่ใชความรูเปนฐาน (Knowledge Based Society) จนเกิดความแตกตางระหวางสังคมท่ีสมบูรณดวย
ความรู กับสังคมที่ดอยความรู ที่เรียกวา Knowledge Divide ในยุคของการปฏิรปู การศกึ ษา ตา งก็เรง พฒั นา
การศึกษาใหการศึกษาไปพัฒนาคุณภาพของคน เพ่ือใหคนไปชวยพัฒนาประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสอื่ สาร (ICT) จึงเปน เคร่ืองมอื ที่มีความสาํ คญั เพราะมคี ุณภาพสูงในการชวยเพิม่ ประสิทธิภาพของการจัด
การศึกษา เชน ชวยนําขาวสารทางการศึกษาใหเขาถึงประชาชน (Access) สงเสริม การเรียนรูตอเนื่องนอก
ระบบโรงเรียน และการเรียนรูตามอัธยาศัย ชวยจัดทําขอมูลสารสนเทศเพ่ือการบริหารและจัดการ ชวยเพ่ิม
ความรวดเร็วและแมนยาํ ในการจัดทาํ ขอ มูล และการวิเคราะหขอมลู การเก็บรักษา และการเรยี กใชในกิจกรรม
ตา ง ๆ ในการจัดการศกึ ษา โดยเฉพาะอยางยิง่ การใชเ ทคโนโลยีเพือ่ การจดั การเรยี นรู แตการใหความสนใจกับ
การใชเทคโนโลยเี พ่ือชวยการเรียนรูของผเู รยี นก็อาจหลงทางได ถา ผูบริหารสถานศึกษายึดถือการมีเทคโนโลยี
เปนจุดหมายปลายทางของการศึกษา แทนท่ีจะยึดถือผลการเรียนรูเปนเปาหมาย ปรากฏการณของการหลง
ทางจะพบเห็นในการประชาสัมพันธถึงความพรอมทางระบบคอมพิวเตอร การมีเครือขายโยงเขา Internet
สะดวก ผูเรียนเรียนรูการใชเทคโนโลยีและมีโอกาสใชไดเตม็ ที่ แตในบางสถานศึกษาผเู รียนอาจใชเทคโนโลยีไม
คุมคา ขาดเปา หมายในการเรียนรูสาระสําคัญตามหลกั สูตรวิชาตาง ๆ และขาดโอกาสในการใชเทคโนโลยเี พื่อ
พฒั นากระบวนการทางปญ ญาอยางแทจริง
เทคโนโลยไี ดเ ขามามสี ว นเกี่ยวของกับการเรยี นรู 3 ลักษณะ คือ
1. การเรียนรูเก่ียวกับเทคโนโลยี (Learning about Technology) ไดแก การเรียนรูระบบการ
ทํางานของคอมพิวเตอร เรียนรูจนสามารถใชระบบคอมพิวเตอรได ทําระบบขอมูลสารสนเทศเปน สื่อสาร
ขอมูลทางไกลผา น Email และ Internet ได เปนตน
2. การเรยี นรูโดยใชเ ทคโนโลยี (Learning by Technology) ไดแ ก การเรียนรูความรูใหม ๆ การ
ฝกความสามารถ ทักษะบางประการ โดยใชส่ือเทคโนโลยี เชน ใชคอมพิวเตอรชวยสอน (CAI) เรียนรูทักษะ
80
ใหม ๆ ทางโทรทัศนทสี่ งผา นดาวเทียม การคน ควา เรื่องท่ีสนใจผา น Internet การเรียนผาน DLTV DLIT เปน
ตน
3. การเรียนรูกับเทคโนโลยี (Learning with Technology) ไดแกการเรียนรูดวยระบบการ
ส่อื สาร 2 ทาง (Interactive) กับเทคโนโลยี เชน การฝกทักษะภาษากับโปรแกรมที่ใหขอมูลยอนกลับถึงความ
ถกู ตอ ง (Feedback) การฝก การแกปญหากบั สถานการณจ ําลอง (Simulation) เปนตน
แนวคิดในนําเทคโนโลยีไปประยกุ ตใ ชเพอื่ การเรยี นรู
1. การใชเทคโนโลยีพัฒนากระบวนการทางปญญา กระบวนการทางปญญา (Intellectual
Skills) คอื กระบวนการท่มี อี งคประกอบสาํ คญั คอื
1.1 การรับรูสิ่งเรา (Stimulus)
1.2 การจําแนกส่ิงเรา จัดกลุมเปนความคดิ รวบยอด (Concept)
1.3 การเชือ่ มโยงความคดิ รวบยอดเปนกฎเกณฑ หลกั การ (Rule) ดวยวิธอี ุปนัย (Inductive)
1.4 การนํากฎเกณฑ หลกั การไปประยกุ ตใ ชดว ยวธิ ีนริ นัย (Deductive)
1.5 การสรุปเปนองคค วามรใู หม ๆ (Generalization)
ระบบคอมพิวเตอรมสี มรรถนะสูงท่ีจะชวยพฒั นาผูเรยี นใหมีความฉลาดในกระบวนการทางปญญานี้
โดยครูอาจจดั ขอมูลในเรอ่ื งตาง ๆ ในวิชาท่ีสอน ใหผูเรียนฝกรับรู แสวงหาขอมูล นํามาวิเคราะหกําหนดเปน
ความคิดรวบยอดและใชค อมพิวเตอรชวยแสดงแผนผังความคิดรวบยอด (Concept Map) โยงเปนกฎเกณฑ
หลักการ ซึ่งผูสอนสามารถจัดสถานการณใหผูเ รียนฝก การนํากฎเกณฑ หลักการไปประยกุ ต จนสรปุ เปนองค
ความรูอยางมีเหตผุ ล บนั ทกึ สะสมไวเ ปนคลังความรขู องผูเรียนตอไป
การใชเ ทคโนโลยีพัฒนาความสามารถในการแกป ญหา การเรยี นรทู ่ีเนนผูเรียนเปนศนู ยก ลางหรือถือ
วาผูเรียนสาํ คัญท่ีสุดนั้น สามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนใหผูเรียนมีโอกาสทําโครงงานแสวงหาความรู
ตามหลักสูตร หาความรูในเร่ืองท่ีผูเรียนสนใจ หรือเพื่อแกปญหา (Problem-Based Learning) การเรียนรู
ลักษณะน้ีจะเร่ิมตนดวยการกําหนดประเดน็ เร่ือง (Theme) ตามมาดวยการวางแผนกําหนดขอมลู หรือสาระที่
ตองการ ผูสออาจจดั บุญชแี สดงแหลง ขอมูล (Sources) ทั้งจากเอกสารส่งิ พิมพ และจาก Electronic Sources
เชน ชื่อของ Web ตา ง ๆ ใหผูเ รียนแสวงหาขอมลู วิเคราะห สังเคราะห เปน คาํ ตอบ สรางเปนองคความรตู าง
ๆ โดยใชเ ทคโนโลยีเปน เครอ่ื งมือชวย และครูชว ยกํากบั ผลการเรยี นรูใ หเปน ไปตามมาตรฐานคณุ ภาพที่ตองการ
ทัง้ น้ีครูจะมีบทบาทสาํ คัญในการชวยช้ีแนะทิศทางของการแสวงหาความรูหรือแนะนําผูเรียนใหพ ัฒนาความรู
ความสามารถเพ่มิ ขึ้นใหสอดคลองกับมาตรฐานคุณภาพผลการเรียนรู
81
บิลล เกตส (Bill Gate) กับการนาํ เทคโนโลยมี าใชใ นการจดั การเรยี นรู
1. การเรียนไมไดมีเฉพาะในหองเรียน ในโลกยุคปจจุบัน คนสามารถท่ีจะเรียนไดจากแหลง
ความรูที่หลากหลาย โดยเฉพาะทางดวนขอมูล (Information Superhighway) ซึ่งกําลังจะมีบทบาท และมี
ความสาํ คญั อยางยิง่ ตอการจัดการศึกษาของมนุษย
2. ผูเรียนมคี วามแตกตา งระหวางบุคคล บิลล เกตส ไดอางทฤษฎีอาจารยว ชิ าการศึกษาที่วา เด็ก
แตล ะคนมคี วามแตกตา งกันจงึ จําเปน จะตอ งจัดการเรยี นการสอน ใหสอดคลองกบั ความแตกตางระหวางบุคคล
เพราะเดก็ แตล ะคนมีความรคู วามเขา ใจ ประสบการณ และการมองโลกแตกตา งกันออกไป
3. การเรียนที่ตอบสนองความตองการรายคน การศึกษาที่สอนเด็กจํานวนมาก โดยรูปแบบท่ี
จัดเปนรายชั้นเรียน ในปจจบุ ันไมสามารถท่ีจะตอบสนองความตองการของเด็กเปนรายคนได แตดวยอํานาจ
และประสิทธิภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร การเรียนตามความตองการของแตล ะคน ซึ่งเปนความฝนของ
นกั การศึกษามานานแลว น้ัน สามารถจะเปน จรงิ ไดโดยมีครคู อยใหก ารดแู ลชว ยเหลอื และแนะนาํ
4. การเรียนโดยใชส่ือประสม ในอนาคตหองเรียนทุกหองจะมีส่ือประสมจากเครือขาย
คอมพิวเตอรทเี่ ด็กสามารถเลอื กเรียนเรอ่ื งตา ง ๆ ไดตามความตองการ
5. บทบาทของทางดวนขอมูล กบั การสอนของครู ดวยระบบเครอื ขายทางดวนขอ มลู จะทําใหได
ครูท่ีสอนเกง จากท่ีตาง ๆ มากมายมาเปนตนแบบ และสิ่งท่ีครูสอนน้ันแทนที่จะใชกับเด็กเพียงกลุมเดียว ก็
สามารถสรา ง Web Site ของตนข้นึ มาเพื่อเผยแผ จะชวยในการปฏิวัตกิ ารเรยี นการสอนไดม าก
6. บทบาทของครูเปลี่ยนไปหลายบทบาทหนาที่ เชน ทาํ หนา ทเ่ี หมือนกบั ครฝู กของนักศึกษาคอย
ชวยเหลือใหค ําแนะนํา เปนเพื่อนของผเู รียน เปนทางออกทสี่ รา งสรรคใหกับเด็ก และเปนสะพานการสื่อสารที่
เชื่อมโยงระหวา งเดก็ กับโลก ซึ่งอันนก้ี ็คอื บทบาทที่ยิ่งใหญของครู
7. ความสมั พนั ธระหวางนกั เรียน ครู และผปู กครองจะใชร ะบบทางดว นขอ มูลคอมพิวเตอร ชวย
เชอ่ื มโยงความสัมพันธระหวา ง นักเรยี น ครู และผปู กครอง เชน การสง E-mail จากครู ไปถงึ ผปู กครอง
ความคิดของบิลล เกตส นับเปนการเปดโลกใหมดานการศึกษาดวยการนําระบบคอมพิวเตอร
สมัยใหม และทางดวนขอมูลท่ีสามารถเชื่อมโยงกันไดท่ัวโลกเขามาเปนตัวกระตุน การปฏิวัติระบบการเรียน
การสอนท่ีมีอยเู ดิม ถึงแมวาเขาจะยํ้าวาหอ งเรียนยังคงมีอยเู หมอื นเดิม เพื่อลดการตอตานดานเทคโนโลยี แต
จากรายละเอียดท่ีเขานําเสนอ จะพบวาการเรียนการสอนในอนาคตจะตองเปล่ียนไปมาก ความหวังของ
นักศึกษาทุกคนก็คือ การเปด โอกาสใหเด็กสามารถเรียนไดเ ปนรายบคุ คลโดยมีการวางแผนรว มกับครู ถาคนใน
วงการศกึ ษาไมป รับเปลีย่ นจะลา หลังกวาวงการอืน่ ๆ อยางแนนอน
การจัดปจ จัยเพอ่ื สนบั สนนุ การใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื ชว ยการจัดการเรยี นรู
82
ปจจัยพื้นฐาน คือ การสรางความพรอมของเคร่ืองมืออุปกรณตาง ๆ ใหมีสรรถนะและจํานวน
เพียงพอตอการใชง านของผูเรียน รวมถึงการอาํ นวยความสะดวกใหผูเรียนสามารถใชเทคโนโลยีไดต ลอดเวลา
จะเปน ปจ จยั เบือ้ งตนของการสงเสริมการใชเทคโนโลยเี พ่อื การเรียนรู สิ่งที่ควรเปน ปจจยั เพิ่มเติม คอื
1. ครูสรา งโอกาสในการใชเ ทคโนโลยีเพือ่ การเรยี นรู
ปจ จยั ทจี่ ะผลักดันใหมีการใชเทคโนโลยีอยางคมุ คา คือ การที่ครูออกแบบกระบวนการเรยี นรูให
เอ้ือตอการทํากิจกรรมประกอบการเรียนรู เปนกิจกรรมทต่ี องใชกระบวนการแสวงหาความรูจากแหลงขอมูล
ตาง ๆ ทั้งจากการสังเกตในสถานการณจริง การทดลอง การคนควาจากสื่อสิ่งพิมพ และจากส่ือ Electronic
เชน จาก Web Sites เปน กจิ กรรมทต่ี องมกี ารทาํ โครงงานอสิ ระสนองความสนใจ เปนกจิ กรรมท่ีตอ งฝกปฏิบัติ
จาก Software สําเร็จรูป เปนกิจกรรมท่ีตองมีการบันทึก วิเคราะหขอมูล และการนําเสนอรายงานดวย
คอมพวิ เตอร เปน ตน
2. ครู และผเู รียนจัดทาํ ระบบแหลง ขอมูลสารสนเทศเพอื่ การเรยี นรู
ปจจัยดานแหลงขอมูลสารสนเทศ (Information Sources) เปนตัวเสริมที่สําคัญท่ีชวยเพิ่ม
คุณคาของระบบเทคโนโลยีเพ่อื การเรียนการสอน ครู และผูเรยี นควรชวยกันแสวงหาแหลงขอมูลสารสนเทศที่
มีเนื้อหาสาระตรงกับหลักสูตร หรือสนองความสนใจของผูเรียน โดยเฉพาะอยางยิ่งการรวบรวมแหลงขอมูล
สารสนเทศที่เปน Software ช่ือของ Web Sites รวมถึงการลงทุนจัดซ้ือ Software จากแหลงจําหนาย การ
จางใหผูเ ชย่ี วชาญจัดทาํ หรือจัดทําพัฒนาขน้ึ มาเองโดยครู และนกั เรียน
3. สถานศกึ ษาจัดศนู ยข อ มลู สารสนเทศเพื่อการเรียนรู
ศนู ยขอ มลู สารสนเทศเพอ่ื การเรียนรู (Learning Resources Center) เปน ตัวช้ีวัดสําคัญประการ
หนงึ่ ของศกั ยภาพของสถานศึกษาที่จะสงเสริมการใชเ ทคโนโลยเี พื่อการเรยี นรขู องครู และผเู รียน ปกติมักนยิ ม
จัดไวเปนสวนหน่ึงของหองสมุด จนเกิดคําศัพทวาหองสมุดเสมือน (Virtual Library) หรือ E – Library จะมี
คุณประโยชนใ นการมีแหลงขอมูลสารสนเทศเพ่อื การศึกษาคนควา ในวิทยาการตา ง ๆ ท้ังในลักษณะสอ่ื สําเร็จ
เชน Software แถบบันทึกวีดิทัศน รวมถึง CD – Rom และ CAI หรือ ช่ือ Web Sites ตาง ๆ ซึ่งควรจัดทํา
ระบบ Catalog และดชั นี ใหส ะดวกตอการสืบคน
4. การบริการของกรมหรือหนวยงานกลางทางเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู
กรมตนสังกัดหรือหนวยงานกลางดานเทคโนโลยีควรสงเสริมการใชเทคโนโลยีของสถานศึกษา
ดวยการบริการดานขอมูลสารสนเทศ เชน จัดทําเอกสารรายเดือน รายงาน Software ในทองตลาด แจงช่ือ
Web Sites ใหม ๆ พรอมสาระเนื้อหาโดยยอ จัดทําคลังขอมูลความรู Knowledge Bank เพ่ือการเรียนรูใน
ดา นตา ง ๆ ผา นสือ่ Electronic หรือสือ่ ทางไกลผานดาวเทยี มเผยแพรส นองความตอ งการ และความสนใจของ
ผูเรียนเปนประจํา นอกจากนีก้ ารรวบรวมผลงานของครู และนกั เรียนในการจัดกระบวนการเรยี นการสอนดว ย
83
เทคโนโลยี ที่เรียกวา Best Practices จะเปนตัวอยางท่ีดีสําหรับครู และนักเรียนทั่วไปที่จะใชเทคโนโลยีเพื่อ
ชวยการเรียนการสอน
เทคโนโลยีสารสนเทศ IT น้ัน การจัด T : Technology ไมคอยนาเปนหว ง เพราะถามีงบประมาณก็
จัดหาได และสอนใหผเู รียนใชเทคโนโลยเี ปน โดยไมยาก แตสง่ิ ที่ขาดแคลนคือ I : Information หรือสารสนเทศ
ท่ีนาจะเปนเนื้อหาของการใชเทคโนโลยี เพราะถาขาดขอมูลสารสนเทศเพ่ือใชในการเรียนรู และขาดการ
เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรใู หเขา กบั เทคโนโลยีสารสนเทศแลว ตัวระบบเทคโนโลยกี ไ็ รความหมาย และสูญคา
คุณประโยชน และความคาดหวังวา เมือ่ มผี ูไปเยี่ยมเยือนสถานศึกษาใดในอนาคต กน็ าจะไดพบความสมบูรณ
ของระบบขอมูลสารสนเทศท่ีหลากหลาย ผนวกเปนสวนหนึ่งของระบบเทคโนโลยี และไดพบผลงานของครู
และผลการเรียนรูของนกั เรยี นทแ่ี สดงถงึ การใชเทคโนโลยีใหเ กดิ ประโยชนส ูงสุดในการเรียนการสอน
3.3 ส่อื เพอ่ื การเรียนรู
ความหมายของสอ่ื การเรยี นรู
คําวา "ส่อื " (Media) เปนคาํ ท่มี าจากภาษาละตนิ วา "medium" แปลวา "ระหวา ง" หมายถึง สง่ิ ใดก็
ตามท่ีบรรจุขอมูลเพื่อใหผูสงและผูรับสามารถส่ือสารกันไดตรงตามวัตถุประสงค เมื่อมีการนําสื่อมาใชใน
กระบวนการเรียน การสอนก็เรียกสอื่ น้ันวา "ส่ือการเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถึง ส่อื ชนิดใด
ก็ตามท่ีบรรจุเน้ือหา หรือสาระการเรียนรูซ่ึงผูสอนและผูเรียนใชเปนเครื่องมือสําหรับการเรียนรูเนื้อหา หรือ
สาระน้ัน ๆ .......การเรียนการสอนในภาพลักษณเดิม ๆ มักจะเปนการถายทอดสาระความรูจากผูสอนไปยัง
ผเู รียน โดยใชสอื่ การเรียนการสอนเปนตัวกลางในการถายทอดความรู ความคิด ทกั ษะและประสบการณให
ผูเรียนเกิดการเรียนรู ปจจุบันเปนท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปแลววาการเรียนรูไมไดจํากัด อยู เฉพาะในหองเรียน
หรอื ในโรงเรียน ผูสอนและผูเ รยี นสามารถเรียนรจู ากส่อื ตาง ๆ อยางหลากหลาย สามารถเรียนรไู ดทกุ เวลาและ
ทุกสถานที่ ส่ือที่นํามาใชเพื่อการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน จึงเรียกวา "ส่ือการเรียนรู" ซ่ึง
หมายถงึ ทุกสิง่ ทุกอยางท่ีมีอยูรอบตัวไมวาจะเปนวสั ดุ ของจริง บุคคล สถานท่ี เหตุการณ หรอื ความคิดก็ตาม
ถือเปน ส่ือ การเรียนรูท้ังส้ิน ขึ้นอยูกับวาเราเรียนรูจากส่ิงนั้น ๆ หรือนําสิ่งน้ัน ๆ ขามาสูการเรียนรูของเรา
หรือไม
การจําแนกประเภทของส่ือการเรียนรู
สื่อการเรยี นรสู ามารถจําแนกออกตามลักษณะไดเ ปน 3 ประเภท คือ
1. สอ่ื สงิ่ พมิ พ หมายถงึ หนังสอื และเอกสารสิง่ พิมพต าง ๆ ทีแ่ สดงหรือเรียบเรียงสาระความรู
ตาง ๆ โดยใชตัว หนังสือที่เปนตัวเขียนหรือตัวพิมพเปนส่ือในการแสดงความหมาย สื่อส่ิงพิมพมีหลายชนิด
ไดแก เอกสาร หนังสอื เรียน หนังสือพมิ พ นติ ยสาร วารสาร บันทึก รายงาน ฯลฯ
84
2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง ส่ือการเรียนรูที่ผลิตข้ึนใชควบคูกับเครื่องมือโสตทัศนวัสดุ หรือ
เครื่องมือท่ีเปน เทคโนโลยีใหม ๆ เชน แถบบันทึกภาพพรอมเสียง (วิดีทัศน) แถบบันทึกเสียง ภาพนิ่ง
สื่อคอมพิวเตอรชวยสอน นอกจากน้ีสื่อเทคโนโลยี ยังหมายรวมถึงกระบวนการตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของกับการนํา
เทคโนโลยีมาประยกุ ตใ ชใน กระบวนการเรียนรู เชน การใชอินเทอรเน็ตเพื่อการเรียนรู การศึกษาทางไกลผาน
ดาวเทียม เปนตน
3. สื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากสื่อ 2 ประเภทที่กลาวไปแลว ยังมีส่ืออื่น ๆ ที่สงเสริมการเรียนรู
ของผูเรยี น ซง่ึ มี ความสาํ คัญไมยง่ิ หยอนไปกวาสือ่ สิ่งพมิ พและสอื่ เทคโนโลยี สอ่ื ที่กลา วน้ี ไดแก
3.1 บุคคล หมายถึง บุคคลที่มีความรู ความสามารถ ความเช่ียวชาญในสาขาตาง ๆ ซึ่ง
สามารถถา ยทอด สาระความรู แนวคิดและประสบการณไปสูบุคคลอ่ืน เชน บคุ ลากรในทองถิน่ แพทย ตาํ รวจ
นักธุรกจิ เปนตน
3.2 ธรรมชาติและส่ิงแวดลอม หมายถึง ส่ิงมีอยูตามธรรมชาติและสภาพแวดลอมตัว
ผเู รยี น เชน พชื ผกั ผลไม ปรากฏการณ หอ งปฏบิ ัติการ เปนตน
3.3 กิจกรรม / กระบวนการ หมายถึง กิจกรรม หรือกระบวนการที่ผูสอนและผูเรียน
กําหนดขึ้นเพ่ือสรางเสริม ประสบการณการเรียนรู ใชในการฝกทักษะซ่ึงตองใชกระบวนการคิด การปฏิบัติ
การเผชิญสถานการณและ การประยุกตความรูของผูเรียน เชน บทบาทสมมติ การสาธิต การจัดนิทรรศการ
การทาํ โครงงาน เกม เพลง เปนตน
3.4 วัสดุ เคร่ืองมือและอุปกรณ หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐข้ึนใชเพ่ือประกอบการเรียนรู
เชน หุนจําลอง แผนภูมิ แผนท่ี ตาราง สถิติ รวมถึงส่ือประเภทเคร่ืองมือและอุปกรณที่จําเปนตองใชในการ
ปฏิบตั ิงานตา ง ๆ เชน อปุ กรณท ดลองวิทยาศาสตร เคร่อื งมือชา ง เปนตน
85
หลกั การและแนวคิดของสอ่ื การเรียนรูต ามหลักสตู ร
การจัดการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐานและหลักสูตรสถานศึกษา มุงสงเสริมให
ผเู รียนเรียนรู ดวยตนเอง เรยี นรูอยา งตอเน่ืองตลอดชีวิต และใชเวลาอยางสรางสรรค รวมทงั้ มีความยืดหยุน
สนองความ ตองการของผูเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผูเรียนสามารถเรียนรูทุกประเภท รวมทั้ง
เครือขายการเรียนรู ตาง ๆ ที่มีอยูในทองถ่ิน ชุมชนและแหลงอื่น ๆ ส่ือท่ีจะนํามาใชเพ่ือจัดการเรียนรูตาม
หลักสตู รจะมีลักษณะ ดังน้ี
1. เนน สอ่ื เพ่อื การคน ควาหาความรดู ว ยตนเองทั้งของผเู รียนและผสู อน
2. ผเู รียนและผูส อนสามารถจดั ทาํ หรือพฒั นาส่ือการเรยี นรูข ้ึนเอง รวมท้ังนําสือ่ ท่ีมีอยรู อบตัวมา
ใชในการเรียนรู
3. รูปแบบของส่ือการเรียนรูควรมีความหลากหลาย เพื่อสงเสริมใหการเรียนรูเปนไปอยางมี
คุณคา กระตุนใหผเู รียนรจู ักวธิ ีการแสวงหาความรู เกิดการเรียนรูอยางกวางขวางและตอ เนอื่ งตลอดเวลา
ส่อื กับผเู รยี น
1. เปนส่ิงที่ชว ยใหเ กดิ การเรียนรอู ยางมีประสิทธภิ าพ เพราะชว ยใหผ ูเรยี นเกดิ ความเขา ใจเนอ้ื หา
บทเรียน ที่ยุงยากซบั ซอ นไดงายข้ึนในระยะเวลาอันส้ันและสามารถชวยใหเกดิ ความคิดรวบยอดในเร่ืองนนั้ ได
อยางถูกตอง และรวดเรว็
2. สือ่ จะชว ยกระตุน และสรางความสนใจใหกบั ผูเรียน ทําใหเกิดความสนุกและไมรูสึกเบ่อื หนาย
การเรยี น
3. การใชส่อื จะทําใหผูเรียนมีความเขา ใจตรงกนั และเกดิ ประสบการณรวมกันในวชิ าที่เรยี น
4. ชว ยใหผเู รียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้นทําใหเกดิ มนุษยสัมพันธอันดี ใน
ระหวางผูเรียนดว ยกันเอง และกบั ผสู อนดว ย
5. ชวยสรางเสรมิ ลกั ษณะที่ดีในการศกึ ษาคนควาหาความรชู วยใหผูเรียนเกดิ ความคิดสรางสรรค
จากการใชส อ่ื เหลาน้นั
6. ชวยแกปญหาเร่ืองของความแตกตางระหวางบุคคลโดยการจัดใหมีการใชส่ือในการศึกษา
รายบุคคล
ส่ือกับผูสอน
1. การใชส่ือวัสดุอุปกรณตาง ๆ ประกอบการเรียนการสอน เปนการชวยใหบรรยากาศในการ
สอนนาสนใจยิ่งขึ้น ทําใหผสู อนมีความสนุกสนานในการสอนมากกวาวิธกี ารทเี่ คยใชการบรรยายแตเพียงอยา ง
เดียวและเปนการสรา ง ความเชอื่ มน่ั ในตัวเองใหเพ่ิมขน้ึ ดวย
2. ส่อื จะชวยแบงเบาภาระของผูสอนในดานการเตรยี มเน้ือหาเพราะบางคร้ังอาจใหผเู รียนศึกษา
เนือ้ หาจากสือ่ ไดเอง
86
3. เปนการกระตุนใหผูสอนตื่นตัวอยูเสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม ๆ เพื่อใชเปนสื่อการ
สอนตลอดจนคิดคนเทคนิควธิ กี ารตาง ๆ เพ่ือใหก ารเรียนรูนาสนใจย่ิงขนึ้
3.4 หลักการออกแบบนวัตกรรมและสื่อเพ่ือการเรยี นรู
นวตั กรรมการเรยี นรู (Learning innovation) หมายถึง สิ่งใหมท นี่ าํ มาใชใ หผูเรียนเกดิ การเรยี นรู จะ
เห็นไดวานวัตกรรมการเรียนรูเปนนวัตกรรมท่ีใชในวงกวางดานตางๆ ที่เปนการจัดการศึกษา มีจุดเนนท่ีการ
จัดการเรียนการสอนเพอื่ ใหผูเรียนเกดิ การเรยี นรู ซึ่งนวัตกรรมการเรียนรูมีความสําคัญตอการเรียนรมู ากมาย
ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรูประเภทสือ่ การสอนผูออกแบบตองคํานึงถงึ ดงั น้ีคอื
1. วัตถุประสงคการเรียนรู
2. ลกั ษณะผูเรยี น ความเหมาะสมกบั วยั ความสนใจ ระดบั ช้ัน ความรู ทักษะ
3. พื้นฐาน และประสบการณข องผูเรยี น
4. รปู แบบการเรยี นการสอน และการเรียนรู
5. ธรรมชาตเิ นื้อหาสาระการเรยี นรู และวธิ กี ารนําเสนอท่เี หมาะสม
6. สภาพการเรียน
7. ทรพั ยากรตา ง ๆ เชน วัสดุอปุ กรณ ครุภัณฑ งบประมาณ
8. ราคานวตั กรรมที่เหมาะสม
โครงสรา งของการออกแบบนวัตกรรม ดังนค้ี ือ
1. ชือ่ นวตั กรรม ผพู ฒั นาควรต้ังช่ือนวตั กรรมใหสอดคลองกบั วัตถุประสงค และเขาใจงา ย
2. วัตถุประสงคของนวัตกรรม การกําหนดวัตถุประสงคของนวัตกรรมใหชัดเจนสงผลให การ
พฒั นานวัตกรรมนน้ั รวดเรว็ และมปี ระสิทธภิ าพมากยง่ิ ข้ึน
3. ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวัตกรรม ผูพัฒนาตองพิจารณาทฤษฎีการเรียนรูเพื่อให
สอดคลองกับวัตถุประสงค ซ่งึ ทฤษฎีการเรียนรูถือเปนสง่ิ สาํ คัญท่จี ะใชในการพัฒนานวัตกรรมทางการศกึ ษา
4. สว นประกอบของนวัตกรรม ในการออกแบบนวัตกรรมผูพฒั นาตอ งพจิ ารณาสวนประกอบของ
นวัตกรรม วา มีอะไรบาง
5. การนํานวัตกรรมไปใชและประเมินผล เปนสวนท่ีแสดงความสําเร็จของนวัตกรรม
ประกอบดวย วิธีวัดผล เคร่ืองมือที่ใชวัดผล และวิธีการประเมินผลประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน
เม่อื การเรียนการสอนมลี ักษณะเปนระบบ ประกอบดวยตวั ปอน (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต
(Output) การนํานวัตกรรมมาใชจัดการเรียนการสอนจึงมจี ุดหมายท่ีจะปรับปรุงหรือเพ่ิมประสิทธิภาพใหกับ
ระบบการเรียนการสอน
87
หลกั การออกแบบส่อื เพ่ือการเรยี นรู ประกอบดว ย 9 ขั้นตอน ดังน้ี
ข้นั ตอนท่ี 1 เราความสนใจ (Gain Attention)
ข้นั ตอนท่ี 2 บอกวตั ถุประสงค (Specify Objectives)
ขน้ั ตอนที่ 3 ทวนความรเู ดิม (Activate Prior Knowledge)
ข้นั ตอนท่ี 4 การเสนอเนื้อหา (Present New Information)
ขน้ั ตอนที่ 5 ช้แี นวทางการเรยี นรู (Guide Learning)
ขั้นตอนที่ 6 กระตุนการตอบสนอง (Elicit Responses)
ขนั้ ตอนที่ 7 ใหข อมลู ยอนกลบั (Provide Feedback)
ข้ันตอนที่ 8 ทดสอบความรู (Access Performance)
ข้ันตอนท่ี 9 การจําและนําไปใช (Promote Retention and Transfer)
ดงั น้ันในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรผู ูออกแบบตอ งคาํ นึงถึงหลักการขา งตน เพือ่ ใหน วตั กรรม
น้ันสามารถนํามาใชไดตรงตามวัตถุประสงคหลัก คือเพ่ือชวยแกไขปญหาที่เกิดข้ึนในการเรียนการสอน และ
เพิ่มความสามารถในการเรียนรูของผเู รียน ใหม ีประสอทธิภาพมากยง่ิ ข้นึ
3.5 การเรยี นรู แหลง เรียนรู เครอื ขายการเรียนรู
การเรียนรู (Learning Ecology) คอื กระบวนการทที่ ําใหมนุษยเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมทางความคิด
มนุษยเราสามารถเรียนรูไดจาก การไดยิน การสัมผัส การอาน การเห็น รวมถึงผานการใช สื่อ อุปกรณ
เครื่องมือ เปนสว นสง ผา น
ทฤษฎกี ารเรียนรู (Learning theory) หมายถึงขอ ความรทู ่ีพรรณา / อธบิ าย / ทาํ นาย ปรากฏการณ
ตางๆ เก่ียวกบั การเรียนรู ซงึ่ ไดร ับการพิสูจน ทดสอบตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร และไดร ับการยอมรับ
วาเชื่อถือได และสามารถนําไปนิรนัยเปนหลักหรือกฎการเรียนรูยอยๆ หรือนําไปใชเปนหลักในการจัด
กระบวนการเรียนรู ใหแกผูเรียนได ทฤษฎีโดยท่ัวไปมักประกอบดวยหลักการยอยๆ หลายหลักการ
ในเรื่องของการเรียนรู มีผูใหความหมายของคําวาการเรียนรูไวหลากหลาย นักการศึกษาตางมีแนวคิด โดย
นาํ มาจากพัฒนาการของมนุษย ในแงมุมตา งๆ เกดิ เปน ทฤษฎที แี่ ตกตา งกันไป อาทิ
การเรียนรู (Learning) คือ กระบวนการของประสบการณที่ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
อยางคอนขางถาวร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไมไดมาจากภาวะชั่วคราว วุฒิภาวะ หรือสัญชาตญาณ
(Klein 1991:2)
การเรียนรู (Learning)คือ การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมซงึ่ เนอื่ งมาจากประสบการณ ( ประสบการณ
ตรงหรือประสบการณท างออ ม)
88
การเรียนรู (Learning) คือ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมซึ่งเนื่องมาจากประสบการณท่ีคนเรามี
ปฏิสัมพันธกับ สงิ่ แวดลอมหรอื จากการฝก หัด (สุรางค โคว ตระกูล :2539)
การเรียนรู คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเน่ืองมาจากประสบการณหรือการฝกหัด และ
พฤติกรรมนนั้ อาจจะคงอยูร ะยะหนงึ่ หรอื ตลอดไปกไ็ ด
การเรียนรู (Learning) คือ กระบวนการท่ีทําใหคนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถ
เรียนไดจากการไดยินการสัมผัส การอาน การใชเทคโนโลยี การเรียนรูของเด็กและผูใหญจะตางกัน เด็กจะ
เรียนรูดวยการเรยี นในหอง การซกั ถาม ผใู หญมักเรียนรูดวยประสบการณท่ีมีอยู แตการเรียนรูจ ะเกิดขน้ึ จาก
ประสบการณท่ีผูสอนนําเสนอ โดยการปฏิสัมพันธร ะหวางผูสอนและผูเ รียน ผูสอนจะเปนผูทสี่ รางบรรยากาศ
ทางจิตวิทยาที่เอื้ออาํ นวยตอการเรียนรู ที่จะใหเกิดข้ึนเปนรูปแบบใดก็ไดเชน ความเปนกันเอง ความเขมงวด
กวดขนั หรอื ความไมมรี ะเบียบวินยั ส่งิ เหลา น้ีผูสอนจะเปนผสู รา งเง่ือนไข และสถานการณเรียนรูใหกับผเู รียน
ดังนัน้ ผูสอนจะตองพจิ ารณาเลอื กรูปแบบการสอน รวมทัง้ การสรา งปฏิสัมพนั ธกับผเู รียน
ทฤษฎกี ารเรียนรู (Learning Theory) มนษุ ยส ามารถรับขอ มลู โดยผานเสน ทางการรบั รู 3 ทาง คือ
1. พฤติกรรมนิยม (Behaviorism)
2. ปญญานิยม (Cognitivism)
3. การสรางสรรคอ งคความรดู ว ยปญ ญา (Constructivism)
89
การเรยี นรูตามทฤษฎีของ Bloom ( Bloom's Taxonomy)
Bloom ไดแ บงการเรียนรูเปน 6 ระดับ
1. ความรทู เ่ี กดิ จากความจาํ (knowledge) ซึง่ เปนระดบั ลางสุด
2. ความเขา ใจ (Comprehension)
3. การประยุกต (Application)
4. การวิเคราะห ( Analysis) สามารถแกปญ หา ตรวจสอบได
5. การสงั เคราะห ( Synthesis) สามารถนาํ สว นตา งๆ มาประกอบเปน รูปแบบใหมไ ดใ หแตกตา ง
จากรปู เดมิ เนนโครงสรา งใหม
6. การประเมินคา ( Evaluation) วัดได และตัดสินไดวาอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจ
บนพนื้ ฐานของเหตุผลและเกณฑท แี่ นช ดั
ความหมายแหลงเรียนรู
แหลงเรียนรู หมายถึง แหลงขอมูลขาวสาร สารสนเทศ และประสบการณ ท่ีสนบั สนุนสง เสริมให
ผูเรียนใฝเรียน ใฝรู แสวงหาความรูและเรียนรูดวยตนเองตามอัธยาศัย เพ่ือเสริมสรางใหผูเรียนเกิด
กระบวนการเรยี นรู
แหลง เรยี นรทู ี่สําคัญ
1. แหลงการศกึ ษาตามอัธยาศยั
2. แหลง การเรียนรตู ลอดชีวติ
3. แหลง ปลกู ฝงนิสยั รกั การอาน การศึกษาคน ควา แสวงหาความรูดวยตนเอง
4. แหลง สรางเสริมประสบการณภาคปฏิบตั ิ