The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงาน เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by monkikkik, 2022-03-06 08:38:55

รายงาน เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

รายงาน เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

41

ระบบสารสนเทศทางการศึกษาเปนส่ิงทมี่ ีความสาํ คัญและ จําเปนอยา งย่ิงตอการพัฒนานโยบายการ
วางแผนและพัฒนาการศึกษา เพราะกระบวนการตัดสินใจในการบริหารยอมมีระบบสารสนเทศเปนหัวใจ
สาํ คัญในทุกขั้นตอน การพัฒนาการศกึ ษาของประเทศ จะประสบความสําเร็จมากนอยเพียงใด ยอมข้ึนอยูกับ
ระบบขอมูลขาวสารและระบบสารสนเทศท่ีดเี ปน ประการสําคัญ การที่จะพัฒนา และกระจายการบริการดาน
การศึกษาใหเขาถึงประชาชนใหมากท่ีสุด จําเปนตองใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ไดแก คอมพิวเตอร และ
อนิ เตอรเ น็ต เปนตน
3. ดานสาธารณสุข

เทคโนโลยีสารสนเทศชวยเสรมิ สรางคุณภาพชวี ิตของประชาชนในสว นของสุขภาพอนามยั เชน การ
เพ่ิมประสิทธิภาพ ของสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนในการใหบริการแกประชาชน โดยใชเทคโนโลยีระบบ
เครือขา ย สาธารณสขุ การปรึกษาผูปวยผานดาวเทียม เปนตน
4. ดา นการเกษตร

เทคโนโลยีสารสนเทศชวยสงเสริมประสิทธิภาพของเกษตรกรไทยในเร่ืองการรับรูขาวสาร ขอมูล
การตลาด ผลติ ผลทางการเกษตร เชน ราคากลาง ความตองการในตลาดโลก เปนตน ทําใหเกษตรกรสามารถ
ตดั สินใจเกย่ี วกับการผลิตไดดีข้นึ และสามารถผลิตไดต รงกับความตอ งการของตลาด
5. ดานสิง่ แวดลอ ม

42

เทคโนโลยีสารสนเทศ ชวยในการสง เสริมปองกันและแกไ ขปญหาทางดา นส่ิงแวดลอม เชน การนํา
คอมพิวเตอรมาประยุกตใชในระบบ สารสนเทศทางภูมิศาสตร ของกระทรวงวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและ
สงิ่ แวดลอมเปนระบบฐานขอมูลทรพั ยากรธรรมชาติ สาํ หรบั การวางแผนดานสิง่ แวดลอ มในระดบั นโยบาย หรือ
การนาํ ดาวเทียมเขามาชวยในการสํารวจและเก็บขอมลู ฐานทรัพยากรธรรมชาติ การนําคอมพวิ เตอรเขามาชว ย
ในการจดั ระบบจราจร เปนตน
6. ดานอตุ สาหกรรมและการบริการ

ไดมีการพัฒนาการใชเทคโนโลยีเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริการ เพ่ือใหสามารถ
ผลติ ผลิตภัณฑท่ีมีคุณภาพสูงขึ้นดวยตน ทนุ ทตี่ ่ําลง เชน การใชค อมพวิ เตอรชวยในการออกแบบผลติ ภัณฑ หรือ
การใชค อมพิวเตอรเขาควบคมุ กระบวนการผลติ เปนตน
7. ดา นการบริการของรัฐ

การใชเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใหบริการแกประชาชน เชน การใช
คอมพิวเตอรในการสํารองต๋ัวโดยสารรถไฟ การใชคอมพิวเตอรเพื่อชวยตรวจจับคนราย การพัฒนาระบบ
ฐานขอ มลู ทะเบียนราษฎรลงสูค อมพิวเตอร เปนตน
8. ดา นการทอ งเที่ยว

43

เทคโนโลยสี ารสนเทศเปนสวนประกอบหนึ่งในกระบวนการสง เสรมิ การทองเที่ยว เชน การใชร ะบบ
คอมพิวเตอรในการใหบริการขาวสารขอมูลแกนักทองเท่ียว และอํานวยความสะดวกในการสํารองท่ีน่ัง
9. ดา นอนื่ ๆ ไดแก

การติดตอสื่อสารการจัดสรางเครือขายโทรคมนาคมตาง ๆ ท้ังเครือขายโทรศัพทในประเทศ
เครือขายโทรศัพทระหวางประเทศหรือเครือขา ย สอ่ื สารขอมูลดว ยดาวเทียมขนาดเล็กการบันเทิงตาง ๆ เชน
การแพรภาพรายการ โทรทัศน เคเบิลทีวี เปน ตน
2.12 องคประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ เปนระบบทชี่ ว ยเสริมประสิทธิภาพการทาํ งานโดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่อื สาร ระบบสารสนเทศประกอบดว ย

44

1. ฮารดแวร ฮารดแวรเปนองคประกอบสําคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เคร่ืองคอมพิวเตอร
อุปกรณร อบขาง รวมท้ังอปุ กรณส ื่อสารสาํ หรบั เชื่อมโยงคอมพิวเตอรเขาเปน เครือขาย เชน เคร่อื งพมิ พ เครื่อง
กราดตรวจเม่อื พิจารณาเครอื่ งคอมพวิ เตอร สามารถแบงเปน 3 หนว ย คือ

- หนว ยรับขอ มลู (input unit) ไดแ ก แผงแปนอกั ขระ เมาส
- หนวยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
- หนวยแสดงผล (output unit) ไดแก จอภาพ เคร่อื งพมิ พ
การทํางานของเครอ่ื งคอมพิวเตอร เม่อื เปรียบเทยี บกับมนษุ ย จะพบวาคลา ยกนั กลา วคือ เมอื่ มนุษย
ไดรับขอ มูลจากประสาทสัมผสั กจ็ ะสง ใหสมองในการคดิ แลว ส่งั ใหมกี ารโตต อบ
2. ซอฟตแวร ซอฟตแวรหรือโปรแกรมคอมพิวเตอรเปนองค ประกอบที่สําคัญประการท่ีสอง ซึ่งก็
คอื ลําดบั ข้ันตอนของคําสั่งทจ่ี ะสง่ั งานใหฮ ารดแวรทาํ งาน เพ่ือประมวลผลขอมูลใหไดผลลพั ธตามความตอ งการ
ของการใชงาน ในปจจุบันมีซอฟตแวรระบบปฏิบัติงาน ซอฟตแวรควบคุมระบบงาน ซอฟตแวรสําเร็จ และ
ซอฟตแวรประยุกตสาํ หรบั งานตางๆ ลักษณะการใชงานของซอฟตแวรกอนหนาน้ี ผใู ชจะตองติดตอ ใชง าน
โดยใชขอความเปนหลัก แตในปจจุบันซอฟตแวรมีลักษณะการใชงานท่ีงายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดตอที่ส่ือ
ความหมายใหเขาใจงาย เชน มีสวนประสานกราฟกกับผูใชที่เรียกวา กุย (Graphical User Interface :
GUI) สวนซอฟตแวรสําเร็จท่ีมีใชในทองตลาดทําใหการใชงานคอมพิวเตอรในระดับ บุคคลเปนไปอยาง
กวา งขวาง และเรมิ่ มลี ักษณะสงเสริมการทํางานของกลุมมากขึ้น สว นงานในระดับองคก รสวนใหญม ักจะมกี าร
พัฒนาระบบตามความตองการโดยการวา จาง หรือโดยนักคอมพิวเตอรท่ีอยูในฝายคอมพิวเตอรขององคกร
เปนตน
ซอฟตแวร คอื ชุดคาํ ส่งั ทส่ี งั่ งานคอมพิวเตอร แบงออกไดห ลายประเภท เชน
1. ซอฟตแ วรระบบ คือ ซอฟตแวรที่ใชจัดการกับระบบคอมพวิ เตอร และอปุ กรณตาง ๆ ทม่ี ีอยู
ในระบบ เชน ระบบปฏิบตั กิ ารวนิ โดวส ระบบปฏบิ ตั กิ ารดอส ระบบปฏบิ ัตกิ ารยนู กิ ซ
2. ซอฟตแ วรประยกุ ต คือ ซอฟตแ วรที่พฒั นาขึน้ เพ่อื ใชงานดานตาง ๆ ตามความตอ งการของ
ผใู ช เชน ซอฟตแวรก ราฟก ซอฟตแวรป ระมวลคํา ซอฟตแวรต ารางทาํ งาน และซอฟตแ วรน ําเสนอขอมูล
3. ขอมูล
ขอมูล เปนองคประกอบที่สําคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเปนตัวชี้
ความสําเร็จหรือความลมเหลวของระบบได เน่ืองจากจะตองมีการเก็บขอมลู จากแหลงกําเนิด ขอมูลจะตองมี
ความถูกตอง มีการกล่ันกรองและตรวจสอบแลวเทาน้ันจึงจะมีประโยชน ขอมูลจําเปนจะตองมีมาตรฐาน
โดยเฉพาะอยางยิ่งเม่ือใชงานในระดับกลุมหรือระดับองคกร ขอมูลตองมีโครงสรางในการจัดเก็บทเ่ี ปนระบบ
ระเบียบเพ่อื การสบื คนทร่ี วด เร็วมีประสทิ ธิภาพ

45

4. บคุ ลากร
บุคลากรในระดับผูใช ผูบริหาร ผูพัฒนาระบบ นักวิเคราะหระบบ และนักเขียนโปรแกรม เปน

องคป ระกอบสําคัญในความสําเร็จของระบบสารสนเทศ บคุ ลากรมีความรูความสามารถทางคอมพิวเตอรม าก
เทาใดโอกาสที่จะใชงานระบบ สารสนเทศและระบบคอมพิวเตอรไดเต็มศักยภาพและคุมคาย่ิงมากขึ้นเทานั้น
โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบคุ คลซ่ึงเครอ่ื งคอมพวิ เตอรม ขี ีดความสามารถมาก ขนึ้ ทําใหผใู ชมีโอกาส
พัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานไดเองตามความ ตองการ สําหรับระบบสารสนเทศใน
ระดับกลุมและองคกรท่ีมีความซับซอนจะตองใชบุคลากร ในสาขาคอมพิวเตอรโดยตรงมาพัฒนาและดูแล
ระบบงาน

5. ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน กระบวนการวเิ คราะห
ขัน้ ตอนการปฏิบตั ิงานทีช่ ัดเจนของผูใชหรอื ของบคุ ลากรทีเ่ กี่ยวของกเ็ ปนเรือ่ งสําคญั อกี ประการ

หนงึ่ เมื่อไดพัฒนาระบบงานแลวจาํ เปนตอ งปฏิบัติงานตามลําดับขนั้ ตอนในขณะที่ใช งานก็จําเปน ตองคํานึงถึง
ลําดับข้ันตอนการปฏิบตั ิของคนและความสัมพนั ธก ับ เคร่ือง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉกุ เฉนิ เชน ขน้ั ตอนการ
บันทึกขอมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเคร่ืองชํารุดหรือขอมูลสูญหาย และขั้นตอนการทํา
สําเนาขอมูลสํารองเพื่อความปลอดภัย เปนตน ส่ิงเหลานี้จะตองมีการซักซอม มีการเตรียมการ และการทํา
เอกสารคมู ือการใชงานทชี่ ดั เจน

2.13 เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใชในการติดตอสื่อสารรับ/สงขอมูลจากท่ีไกล ๆ เปนการสงของ

ขอ มูลระหวา งคอมพิวเตอรหรือเคร่ืองมือที่อยูหางไกลกัน ซ่งึ จะชวยใหการเผยแพรขอมูลหรอื สารสนเทศไปยัง
ผูใ ชใ นแหลงตาง ๆ เปนไปอยา งสะดวก รวดเร็ว ถูกตอง ครบถวน และทันการณ ซึ่งรูปแบบของขอมูลทีร่ ับ/สง
อาจเปนตวั เลข (Numeric Data) ตวั อักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)

เทคโนโลยีทีใ่ ชในการสื่อสารหรือเผยแพรสารสนเทศ ไดแก เทคโนโลยที ี่ใชในระบบโทรคมนาคมทั้ง
ชนดิ มีสายและไรสาย เชน ระบบโทรศัพท, โมเด็ม, แฟกซ, โทรเลข, วทิ ยุกระจายเสยี ง, วทิ ยุโทรทัศน เคเบ้ิลใย
แกวนําแสง คล่ืนไมโครเวฟ และดาวเทยี ม เปนตน

สําหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก ตนแหลงของ
ขอความ (Source/Sender), ส่ือกลางสําหรับการรับ/สงขอความ (Medium), และสวนรับขอความ
(Sink/Decoder) ดังแผนภาพตอไปน้ี

แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคม

46

นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจําแนกตามลักษณะการใชงานไดเปน 6 รปู แบบ ดังนต้ี อไปนี้ คอื
1. เทคโนโลยีท่ีใชในการเก็บขอมลู เชน ดาวเทียมถายภาพทางอากาศ, กลองดิจทิ ัล, กลองถา ยวี

ดที ัศน, เครื่องเอกซเรย ฯลฯ
2. เทคโนโลยีท่ีใชในการบันทึกขอมูล จะเปนส่ือบันทึกขอมูลตาง ๆ เชน เทปแมเหล็ก, จาน

แมเหล็ก, จานแสงหรอื จานเลเซอร, บัตรเอทเี อม็ ฯลฯ
3. เทคโนโลยีท่ีใชในการประมวลผลขอมูล ไดแก เทคโนโลยีคอมพิวเตอรท้ังฮารดแวร และ

ซอฟตแ วร
4. เทคโนโลยที ่ีใชใ นการแสดงผลขอมูล เชน เครอื่ งพิมพ, จอภาพ, พลอตเตอร ฯลฯ
5. เทคโนโลยที ี่ใชใ นการจัดทําสาํ เนาเอกสาร เชน เคร่อื งถา ยเอกสาร, เครอ่ื งถายไมโครฟลม
6. เทคโนโลยีสําหรบั ถายทอดหรือส่ือสารขอ มูล ไดแก ระบบโทรคมนาคมตาง ๆ เชน โทรทัศน,

วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, โทรเลข, เทเล็กซ และระบบเครือขา ยคอมพวิ เตอรท ้งั ระยะใกลและไกล
ลักษณะของขอมูลหรือสารสนเทศท่ีสงผานระบบคอมพิวเตอรและการส่ือสาร ดังนี้

ขอมลู หรือสารสนเทศท่ีใชกันอยูทั่วไปในระบบส่ือสาร เชน ระบบโทรศัพท จะมีลักษณะของสัญญาณเปน คลื่น
แบบตอเน่ืองที่เราเรียกวา "สัญญาณอนาลอก" แตในระบบคอมพิวเตอรจะแตกตางไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอรใชระบบสัญญาณไฟฟาสูงต่ําสลับกัน เปนสัญญาณท่ีไมตอเนื่อง เรียกวา "สัญญาณดิจิตอล" ซ่ึง
ขอ มูลเหลาน้ันจะสง ผานสายโทรศัพท เมื่อเราตองการสงขอมูลจากคอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งไปยังเคร่ืองอื่น ๆ
ผานระบบโทรศัพท ก็ตองอาศัยอุปกรณชวยแปลงสัญญาณเสมอ ซ่ึงมีชื่อเรียกวา "โมเด็ม" (Modem)

1. การส่ือสารผานดาวเทียม (satellite-based communication) เนื่องจากทองท่ีทาง
ภูมิศาสตรเต็มไปดวยภูเขา หุบเขา หรือเปนเกาะอยูในทะเล การสื่อสารท่ีดีวิธีหน่ึงคือการใชดาวเทียม
ดาวเทียมไดรับการสงใหโคจรรอบโลก โดยมีการเคลื่อนท่ีไปพรอมกับการหมุนของโลก ทําใหดาวเทียมอยูใน
ตาํ แหนงคงทเี่ มือ่ มองจากพน้ื โลก ดาวเทยี มจะมเี ครื่องถายทอดสญั ญาณตดิ ต้งั อยู การส่ือสารโดยผา นดาวเทียม
จะทาํ โดยการสงสัญญาณสอ่ื สารจากสถานภี าคพ้ืนดนิ แหงหนึง่ ขน้ึ ไปยังดาวเทียม เมือ่ ดาวเทียมรับกจ็ ะสง กลับ
มายังสถานีภาคพน้ื ดนิ อกี แหงหน่ึงหรือหลายแหง เราจงึ ใชดาวเทียมเพ่ือแพรภาพสญั ญาณโทรทัศนได การรับ
จะครอบคลมุ พ้ืนทท่ี ่ีดาวเทียมลอยอยู ซ่งึ จะมีบริเวณกวางมากและทาํ ไดโดยไมมีอปุ สรรคทางภมู ิศาสตร เชน มี
แนวเขาบงั สญั ญาณ ดาวเทียมจึงเปน สถานกี ลางที่ถา ยทอดสัญญาณจากท่ีหน่งึ ไปยงั อีกท่ีหน่ึงได

ปจ จุบันประเทศไทยมดี าวเทียมไทยคมสามดวงลอยอยเู หนือประเทศทางดานมหาสมุทร อนิ เดียและ
อาวไทย ดาวเทียมไทยคมนี้ใชประโยชนทางดานการส่ือสารของประเทศไดมาก เพราะเปนการใหบริการ

47

ส่ือสารของประเทศในรูปแบบตางๆ ต้ังแตการรับสงสัญญาณโทรทัศน สัญญาณจากวิทยุ สัญญาณขอมูล
ขาวสารตา งๆ

2. การสื่อสารดวยเสนใยนําแสง (fiber optic) เสนใยนําแสงมีลักษณะเปนทอแกวที่ออนตัวอยูใน
สายที่หุมดวยพลาสติก ลักษณะของทอแกวหุมดวยสารพเิ ศษที่ทําใหเกิดการหักเหของแสงอยูในภายทอ แกว
ดังนั้นเราสามารถสงแสงจากปลายดานหนง่ึ ใหไปปรากฏที่ปลายอีกดานหนึ่งได แมวาเสน ใยนําแสงน้ันจะคดงอ
ไปอยางไรก็ตามก็จะสงแสงเขาไปในทอแกวได เมื่อมีการนําเอาขอมูลเขาไปผสมกับแสง เพื่อใหแสงกระพริบ
ตามการเปลี่ยนแปลงของขอมูล ทําใหเรารับสงสัญญาณขอมูลไปกับแสงได การรับสงขอมูลเขาไปในแสงทํา
ไดมากและรวดเรว็

3. โครงขายบริการสื่อสารรวมระบบดิจิทัล (Integrated Service Digital Network : ISDN)
ลกั ษณะเครือขายนี้เปนการขยายการบริการจากระบบโทรศัพทเดิมใหเปนระบบดิจิ ทัลคือสงสัญญาณขอมูล
ตัวเลขแทนเสียง แทนภาพ แทนขอมูล การสื่อสารโครงขายบริการส่ือสารรวมระบบดิจิทัลจึงเนนการ
ประยุกตใ ชงาน หลายอยางบนเครอื ขา ยเดียวกนั โดยวางฐานขยายจากโทรศัพท เชนในสายโทรศพั ทเสนเดียว
ทเี่ ชอื่ มตอ ไปยงั บานเรือนผใู ช สามารถประยุกตใหเปน ระบบโทรศัพทท ี่เหน็ ภาพ ใชสง โทรสาร ใชเ ปนระบบการ
ประชุมทางวีดิทัศน ใชในการสงขอมูลทางคอมพิวเตอร เพ่ือเช่ือมโยงกับระบบคอมพิวเตอรอื่นๆ การ
ดําเนินการเหลา น้ีสามารถทําไดพรอมกนั บนสายสื่อสารเดียวกนั โครงขายบริการส่ือสารรวมระบบดิจิทัลควร
ไดรับการพฒั นา โดยวางโครงสรางพื้นฐานการเช่อื มโยงตางๆ ไวใหพรอม เพื่อรองรับความเร็วของการรับสง
ขอมูลไดส งู ข้ึน

4. ระบบเครือขายสวิตชิง (switching technology) ดว ยเทคโนโลยีเอทีเอ็มสวิตชิงที่มีความเร็ว
สงู ทําใหการสื่อสารผานเสนใยนํา แสงในการสงผานขอ มูลจากตนทางไปยังปลายทางไดดวยความเร็วหลายรอ ย
เมกะบติ ตอ วินาที เอทีเอม็ สวติ ชงิ จงึ เปน เทคโนโลยขี องการสรา งเครือขา ยขอมูลขา วสารทจี่ ะรอง รบั การใชง าน
แบบส่ือประสม ปจจุบันหลายหนวยงานไดเร่ิมใชเครือขายดวยเทคโนโลยีเอทีเอ็มสวิตชิงภาย ในองคกรของ
ตนเอง และมีแนวโนม การขยายตวั เพื่อรองรับระบบน้สี าํ หรบั เครือขา ยระยะไกลในอนาคตตอ ไป

5. ระบบสื่อสารเคล่ือนที่ (mobile phone system) หรือที่เรียกวาระบบเซลลูลารโฟน
(cellular phone system) ท่ีใชก ับโทรศัพท ทาํ ใหมโี ทรศพั ทติดรถยนต โทรศพั ทเคลื่อนท่ี ปจจุบันการสือ่ สาร
ระบบนี้เปนท่ีแพรหลายและนิยมใชกันมาก ลักษณะการทาํ งานของระบบสอ่ื สารแบบนี้คอื มีการกําหนดพ้ืนที่
เปนเซลเหมือนรวงผึ้ง แตละเซลจะครอบคลุมพื้นที่บริเวณหน่งึ มีระบบสือ่ สารเชือ่ มโยงระหวางเซลเขาดว ยกัน
ครอบคลุมพ้ืนท่ีบริการไวทั้งหมด ดังน้ันเมื่อเราอยูที่บริเวณพ้ืนท่ีบริการใด และมีการใชโทรศัพทเคล่ือนที่
สัญญาณจากโทรศัพทเคลอ่ื นที่จะเช่ือมโยงกับสถานีรับสงประจาํ เซลข้ึน ทาํ ใหติดตอไปยังขายสื่อสารที่ใดก็ได
ครั้นเม่ือเราเคลื่อนทอี่ อกนอกพื้นทก่ี ็จะโอนการรบั สงไปยงั เซลทอี่ ยูขาง เคยี ง โดยทีส่ ัญญาณสอ่ื สารไมขาดหาย

48

6. ระบบส่ือสารไรสาย (wireless communication) เปนเทคโนโลยีท่ีพัฒนาขึ้นเพ่ือสรางความ
สะดวกในการเชือ่ มตอ อปุ กรณตางๆ เขาสเู ครือขา ย ระบบที่รูจักและใชงานกันแพรห ลายคือ ระบบแลนไรสาย
(wireless LAN) เปนระบบเช่ือมโยงคอมพิวเตอรตางๆ เขาสูเครือขายดวยสัญญาณวิทยุ สามารถเช่ือมโยง
คอมพิวเตอรเขาสูระบบดวยความสูงถึง 11 เมกะบิตตอวินาที ระบบเครือขายไรสายท่ีรูจักและนํามา
ประยกุ ตใชกันมากอีกระบบหน่งึ คือ ระบบบลูทูธ (bluetooth) เปนการเชื่อมโยงอุปกรณตางๆ เขาสูเครือขาย
ในระยะใกล เพ่อื ลดการใชส ายสัญญาณ และสรา งความสะดวกในการใชงาน

2.14 ความสําคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร ไดเ ขามามีความสาํ คญั ในการดารง

ชวี ติ ของมนุษยใ นยุคปจจุบนั เปนอยางมาก โดยอยใู นรูปแบบของสื่อตาง ๆ ทงั้ เสียง ภาพและตัวอักษร ดว ยวิธี
ทางอิเล็กทรอนิกสประกอบดวยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร เทคโนโลยีโทรคมนาคม ระบบมีสายและไรสาย
รวมท้ังระบบสื่อมวลชน ความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมี 5 ประการ (Souter 1999:
409) ไดแก

1. การส่ือสารถือเปนส่ิงจําเปน ในการดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ของมนุษย ส่ิงสําคัญท่ีมีสวนในการ
พัฒนากิจกรรมตาง ๆ ของมนุษยยอมประกอบดวย สื่อที่ใชส่ือสาร (Communications media) การสื่อสาร
โทรคมนาคม (Telecoms) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ตัวอยาง เชน การสราง
ภูมิกันโรคใหกบั พลเมอื งจะมปี ระสิทธภิ าพย่ิงขึน้ หากมีการบนั ทกึ ขอ มลู ประวตั ิผปู วยหรอื ขอมลู อน่ื ๆ ไวในฐาน
ขอมลู คอมพิวเตอร

2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบดวยผลิตภัณฑหลักที่มากไปกวาโทรศัพทและ
คอมพิวเตอร เชน แฟกซ อินเทอรเน็ต อีเมล ทําใหสารสนเทศเผยแพรหรือกระจายออกไปในที่ตาง ๆ ได
สะดวก ส่ิงเหลานี้เปนบริการสําคัญของการสื่อสารโทรคมนาคมท่ีทําใหการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารมีมากยงิ่ ข้ึน

3. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีผลใหการใชงานดานตาง ๆ มีราคาถูกลง เชน การใช
แฟกซและอเี มลจะถูกกวา นา เชื่อถอื กวา และรวดเรว็ กวา การใชบรกิ ารไปรษณียแ บบเดมิ (Post and Courier)
ทั้งนี้หนวยงานภาคธุรกิจ รัฐบาล และบุคคลท่ัวไปตางนิยมใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมากขึ้น
เพราะชว ยประหยดั เวลาและเงิน รวมท้งั ทาํ ใหม ผี ลติ ผล (Productivity) เพิม่ ข้ึน

4. เครือขายสื่อสาร (Communication networks) ไดรับประโยชนจากเครือขายภายนอก
เนื่องจากจํานวนการใชเ ครือขา ย จาํ นวนผูเชื่อมตอ และจํานวนผูซึ่งมีศกั ยภาพในการเขาเชื่อมตอกับเครือขาย
นบั วนั จะเพมิ่ สงู ขน้ึ

49

5. เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารทําใหฮารดแวรคอมพิวเตอร และตนทุนการใชไอซีทีมี
ราคาถูกลงมาก แมวาการเปนเจาของคูสายโทรศัพทหรือคอมพิวเตอรยังเปนสิ่งฟุมเฟอยสําหรับคนในสังคม
สว นใหญ แตป ระชาชนจํานวนมากก็เริ่มมีกาํ ลังหามาใชไดเ องแลว เชน เจา ของธรุ กจิ ขนาดเลก็

การพัฒนาแบบกาวกระโดดของอุปกรณอิเล็กทรอนิกสตาง ๆ ซึ่งเปนพื้นฐานของเทคโนโลยี
สารสนเทศ ไมวาจะเปนคอมพิวเตอร ใยแกวนําแสง ดาวเทียมส่ือสาร ระบบเครือขาย ซอฟตแวร และ
มัลติมีเดีย ประกอบกับราคาของอุปกรณฮารดแวรที่ถูกลงแตมีขีดความสามารถในการทํางานเพิ่มมากขึ้น
เรอื่ ย ๆ ทําใหมีแนวโนมการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยกุ ตใ ชง านตา ง ๆ มมี ากขน้ึ เปนลําดับ

นอกจากนี้ ซูเตอร (Souter, 1999 : 408) ไดใหทรรศนะวาเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
หรอื ไอซที ีจะชว ยอํานวยความสะดวกในการพัฒนาประเทศใน 3 ลกั ษณะ ไดแ ก

1. การลงทุนภายในประเทศของธุรกิจระหวางประเทศ บริษัทธุรกิจระหวางประเทศจะเลือก
ตัดสินใจเขามาลงทุนในประเทศท่ีพรอมดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเปนลําดับแรก โดยอาศัย
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารเปน ตัวเช่อื มโยงหนว ยธุรกิจในจดุ ตา ง ๆ ทั่วโลก

2. การพัฒนาธุรกิจของกจิ การภายในประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารจะสนับสนุน
การดําเนินธุรกิจของเจาของธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงเจาของธุรกิจสงออกในดานการตลาดขามพรมแดน
ระหวางภมู ิภาค (Regional cross-border Markets) และการจา งงาน

3. การรวมกลมุ กันทางสังคมและวฒั นธรรม การแลกเปลีย่ นทรัพยากรสารสนเทศระหวา งบคุ คล
และชุมชน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทําใหบุคคลและชุมชนสามารถเขาถึงสารสนเทศอยางไร
ขอบเขต สามารถใชส ารสนเทศตามความตองการอยางมีประสิทธิผล สามารถเขาไปเกยี่ วของในเร่ืองนโยบาย
การวางแผนและการพัฒนา ตลอดจนสามารถรวมมือกับผูอ่ืนในการดําเนินการในเร่ืองท่ีเห็นตรงกัน หรือมี
จุดประสงคร ว มกนั

สํานักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแหงชาติ (2541 : 29) ไดกลาวถึง
เทคโนโลยีสารสนเทศเปนเครื่องมือสําคัญอยา งย่ิงตอ การดําเนินงานขององคกรหรือหนวยงานหางรานตาง ๆ
น้นั มีหลายขอ ดว ยกัน สรุปไดดงั ตอ ไปนี้

1. สามารถจัดเกบ็ ขอ มูลจากจดุ เกดิ ไดอยางรวดเรว็
2. สามารถบนั ทึกขอมูลจาํ นวนมาก ๆ เอาไวใ ชง าน หรอื เอาไวอ า งอิงการดําเนินงาน
3. สามารถคํานวณผลลัพธตา ง ๆ ไดรวดเร็ว
4. สามารถสรา งผลลัพธไ ดหลากหลายรูปแบบ
5. สามารถสงสารสนเทศขอมูล หรือผลลัพธท่ีไดจ ากทห่ี นง่ึ ไปยงั อกี ท่ีหนงึ่ ได อยางรวดเรว็
นอกจากนีเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศยังใหค วามสําคญั ตอการพัฒนาประเทศดา นตาง ๆ ไดแก

50

1. ดานเศรษฐกิจ ในประเทศที่พัฒนาแลวมีความกาวหนาทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศเปน
อยางมาก การขยายตัวของผลผลิต การสงออกและรายไดจากการผลิตอุปกรณดานสารสนเทศ กลายเปน
สนิ คาออกท่ีมีความสาํ คญั และมูลคา สงู มากเปน ลําดบั ตน ๆ ของสนิ คา ออกทัง้ หมดของประเทศ

2. ดานการศึกษาระบบสารสนเทศทางการศึกษาเปนส่ิงที่มีความสําคัญและจําเปนอยางยิ่งตอ
การพัฒนานโยบายการวางแผนและพัฒนาการศึกษา เพราะกระบวนการตัดสินใจในการบริหารยอมมีระบบ
สารสนเทศเปนหัวใจสําคัญในทุกขั้นตอน การพัฒนาการศึกษาของประเทศ จะประสบความสําเร็จมากนอย
เพียงใด ยอมข้ึนอยูกับระบบขอมูลขา วสารและระบบสารสนเทศท่ีดีเปนประการสําคัญ การที่จะพัฒนา และ
กระจายการบริการดานการศึกษาใหเขาถึงประชาชนใหมากท่ีสุด จําเปนตองใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ไดแก
คอมพิวเตอรและอนิ เตอรเ นต็ เปนตน

3. ดา นสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศชวยเสริมสรางคุณภาพชีวิตของประชาชนในสวนของ
สขุ ภาพอนามัย เชน การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพ ของสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนในการใหบริการแกประชาชน
โดยใชเ ทคโนโลยีระบบเครือขายสาธารณสขุ การปรึกษาผปู ว ยผา นดาวเทียม เปนตน

4. ดา นการเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศชวยสง เสริมประสทิ ธิภาพของเกษตรกรไทยในเร่ืองการ
รับรูขา วสาร ขอ มูล การตลาด ผลติ ผลทางการเกษตร เชน ราคากลาง ความตองการในตลาดโลก เปนตน ทํา
ใหเ กษตรกรสามารถตดั สนิ ใจเกี่ยวกับการผลิตไดดขี ้นึ และสามารถผลิตไดต รงกบั ความตอ งการของตลาด

5. ดานส่ิงแวดลอม เทคโนโลยีสารสนเทศชวยในการสงเสริมปองกันและแกไขปญหาทางดาน
สิ่งแวดลอม เชน การนําคอมพิวเตอรมาประยุกตใชในระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตรของ
กระทรวงวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและส่ิงแวดลอ มเปนระบบฐานขอมูลทรัพยากรธรรมชาติ สําหรับการวางแผน
ดานสิ่งแวดลอมในระดับนโยบาย หรือการนาดาวเทียมเขามาชวยในการสํารวจและเก็บขอมูลฐาน
ทรัพยากรธรรมชาติ การนาคอมพวิ เตอรเขา มาชวยในการจดั ระบบจราจร เปน ตน

6. ดา นอุตสาหกรรมและการบรกิ าร ไดมีการพฒั นาการใชเ ทคโนโลยเี พื่อเพิ่มประสิทธภิ าพในการ
ผลิตและการบรกิ าร เพอ่ื ใหสามารถผลติ ผลติ ภณั ฑท ่ีมคี ุณภาพสงู ข้ึนดว ยตนทนุ ทต่ี า่ํ ลง เชน การใชคอมพิวเตอร
ชวยในการออกแบบผลติ ภณั ฑ หรอื การใชค อมพิวเตอรเขา ควบคุมกระบวนการผลิต เปนตน

7. ดานการทองเที่ยว เทคโนโลยีสารสนเทศเปนสวนประกอบหน่ึงในกระบวนการสงเสริมการ
ทองเท่ียว เชน การใชระบบคอมพิวเตอรในการใหบริการขาวสารขอมูลแกนักทองเท่ียว และอานวยความ
สะดวกในการสารองทน่ี ่งั

8. ดานการบริการของรัฐ การใชเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเพิ่มประสทิ ธิภาพในการใหบรกิ าร
แกประชาชน เชน การใชคอมพิวเตอรในการสารองต๋ัวโดยสารรถไฟ การใชคอมพิวเตอรเพื่อชวยตรวจจับ
คนราย การพฒั นาระบบฐานขอ มูลทะเบยี นราษฎรลงสคู อมพวิ เตอร เปน ตน

51

9. ดานอื่น ๆ ไดแก การติดตอส่ือสารการจัดสรางเครือขายโทรคมนาคมตาง ๆ ทั้งเครือขาย
โทรศัพทในประเทศ เครือขา ยโทรศัพทร ะหวางประเทศหรือเครอื ขายส่ือสารขอ มูลดวยดาวเทียมขนาดเล็กการ
บันเทงิ ตาง ๆ เชน การแพรภาพรายการโทรทัศน เคเบิลทวี ี เปนตน

สรุป เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความสําคัญมากในปจจุบัน และในอนาคต เพราะเทคโนโลยีเปน
เครื่องมือในการดําเนินงานสารสนเทศต้ังแตก ารผลิต การจัดเกบ็ การประมวลผล การเรียกใช การแลกเปลีย่ น
และใชท รพั ยากรสารสนเทศรวมกันใหเกดิ ประโยชนอยางมีประสิทธภิ าพ ชวยในการจัดระบบอัตโนมตั ิ ชว ยใน
การสื่อสารระหวางกันไดอยางสะดวก รวดเร็ว ลดอุปสรรคเก่ียวกับเวลาและระยะทาง โดยใชระบบโทรศัพท
อินเตอรเน็ต และอ่ืนๆ เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสําคัญตอ การพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ เปนอยางมาก
เชน ดา นการศึกษา การทองเท่ียว ธุรกิจ อตุ สาหกรรม สาธารณสุข เปนตน

2.15 ปจ จยั ทท่ี าํ ใหเกดิ ความลม เหลวในการนาํ เทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช
จากงานวิจัยของ Whittaker (1999: 23) พบวา ปจจัยของความลมเหลวหรือความผิดพลาดที่เกิด

จากการนาํ เทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ นองคก าร มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ไดแก
1. การขาดการวางแผนที่ดีพอ โดยเฉพาะอยางยิ่งการวางแผนจัดการความเส่ียงไมดีพอ ยิ่ง

องคการมีขนาดใหญมากขึ้นเทาใด การจัดการความเสี่ยงยอมจะมีความสําคัญมากข้ึนเปนเงาตามตัว ทําให
คา ใชจ ายดานนเ้ี พม่ิ สูงขึน้

2. การนําเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสมมาใชงาน การนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาใชในองคการ
จําเปน ตองพิจารณาใหสอดคลองกับลกั ษณะของธุรกิจหรืองานทีอ่ งคก ารดําเนินอยู หากเลอื กใชเ ทคโนโลยที ่ไี ม
สอดรับกบั ความตอ งการขององคการแลวจะทําใหเกิดปญ หาตาง ๆ ตามมา และเปนการสิ้นเปลืองงบประมาณ
โดยใชเหตุ

3. การขาดการจัดการหรอื สนับสนุนจากผูบรหิ ารระดับสงู การท่ีจะนําเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา
มาใชงานในองคกร หากขาดซ่ึงความสนับสนุนจากผูบริหารระดับสูงแลวก็ถือวาลมเหลวตั้งแตยังไมไดเริ่มตน
การไดรับความมั่นใจจากผูบริหารระดับสูงเปนกาวยางที่สําคัญและจําเปนที่จะทําใหการนําเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใชในองคก ารประสบความสําเร็จ

สาํ หรับสาเหตุของความลมเหลวอื่น ๆ ท่ีพบจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช เชน ใชเวลาใน
การดําเนินการมากเกินไป (Schedule overruns), นําเทคโนโลยีที่ล้ําสมัยหรือยังไมผานการพิสูจนมาใชงาน
(New or unproven technology), ประเมินแผนความตองการใชเทคโนโลยีสารสนเทศไมถูกตอง, ผูจัด
จําหนายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ท่ีองคการซ้ือมาใชงานไมมีประสิทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ
และระยะเวลาของการพัฒนาหรือนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชจนเสร็จสมบูรณใชเวลานอยกวาหนึ่งป

นอกจากนี้ ปจจัยอ่ืน ๆ ที่ทําใหการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชไมประสบความสําเร็จในดาน
ผใู ชงานนนั้ อาจสรุปไดด ังนี้ คือ

52

1. ความกลัวการเปล่ียนแปลง กลา วคอื ผคู นกลัวท่จี ะเรียนรูการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ รวมท้ัง
กลัววาเทคโนโลยีสารสนเทศจะเขามาลดบทบาทและความสําคัญในหนาที่การงานที่รับผิดชอบของตนใหลด
นอยลง จนทาํ ใหต อ ตานการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ

2. การไมติดตามขาวสารความรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศอยางสมํ่าเสมอ เน่ืองจากเทคโนโลยี
สารสนเทศเปล่ยี นแปลงรวดเร็วมาก หากไมม ่ันติดตามอยา งสม่ําเสมอแลว จะทําใหกลายเปนคนลาหลงั และตก
ขอบ จนเกิดสภาวะชะงักงันในการเรยี นรูและใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ

3. โครงสรางพ้ืนฐานดานเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไมท่ัวถึง ทําใหขาดความ
เสมอภาคในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใชกระจกุ ตัวเพียงบางพ้ืนที่ ทําใหเปนอปุ สรรคในการใช
งานดานตาง ๆ ตามมา เชน ระบบโทรศัพท อนิ เทอรเน็ตความเร็วสูง ฯลฯ

2.16 ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การกําเนิดของคอมพิวเตอรเมื่อประมาณหาสิบกวาปที่แลว เปนกาวสําคัญที่นําไปสูยุคสารสนเทศ

ในชวงแรกมีการนาํ เอาคอมพวิ เตอรมาใชเ ปนเคร่ืองคํานวณ แตตอมาไดมคี วามพยายามพัฒนาใหคอมพวิ เตอร
เปนอุปกรณสําคัญสําหรับการจัดการขอมูล เม่ือเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสไดกาวหนามากข้ึน ทําใหสามารถ
สรา งคอมพวิ เตอรทม่ี ขี นาดเล็กลง แตป ระสทิ ธภิ าพสูงข้ึน สภาพการใชงานจงึ ใชง านกันอยา งแพรห ลาย ผลของ
เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีตอชีวิตความเปนอยูและสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรูและใชสารสนเทศกันอยาง
กวา งขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกลา วไดดงั น้ี

1. การสรางเสริมคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน สภาพความเปนอยูของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช
ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดตอส่ือสารใหสะดวกขึ้น มีการประยุกตมาใชกับเครื่องอํานวยความสะดวก
ภายในบา น เชน ใชค วบคมุ เครอ่ื งปรับอากาศ และใชควบคมุ ระบบไฟฟา ภายในบาน เปนตน

2. เสริมสรา งความเทา เทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทําใหเ กดิ การ
กระจายไปทั่วทกุ หนแหง แมแตถ นิ่ ทุรกนั ดาร ทาํ ใหมกี ารกระจายโอการการเรยี นรู มีการใชร ะบบการเรยี นการ
สอนทางไกล การกระจายการเรียนรูไปยังถิ่นหางไกล นอกจากน้ีในปจจุบันมีความพยายามท่ีใชระบบการ
รกั ษาพยาบาลผา นเครอื ขายสื่อสาร

3. สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนํา
คอมพิวเตอรและเครื่องมือประกอบชวยในการเรียนรู เชน วีดิทัศน เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอรชวยสอน
คอมพิวเตอรชวยจัดการศกึ ษา จัดตารางสอน คํานวณระดับคะแนน จัดชั้นเรยี น ทาํ รายงานเพื่อใหผ ูบริหารได
ทราบถึงปญหาและการแกปญหาในโรงเรียน ปจจุบันมีการเรียนการสอนทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศใน
โรงเรียนมากขึ้น

53

4. เทคโนโลยีสารสนเทศกับสง่ิ แวดลอ ม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอยา งจาํ เปน ตองใช
สารสนเทศ เชน การดูแลรักษาปา จําเปนตองใชขอมูล มีการใชภาพถายดาวเทียม การติดตามขอมูลสภาพ
อากาศ การพยากรณอากาศ การจําลองรูปแบบสภาวะส่ิงแวดลอมเพื่อปรับปรุงแกไข การเก็บรวมรวมขอมูล
คณุ ภาพนํ้าในแมน าํ้ ตา ง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใชระบบการตรวจวดั ระยะไกลมาชวย ท่ีเรียกวา
โทรมาตร เปนตน

5. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการปองกันประเทศ กิจการทางดานการทหารมีการใชเทคโนโลยี
อาวุธยุทโธปกรณส มัยใหมล วนแตเกี่ยวของกบั คอมพวิ เตอรและระบบควบคมุ มกี ารใชระบบปอ งกันภยั ระบบ
เฝา ระวังทมี่ ีคอมพิวเตอรควบคมุ การทาํ งาน

6. การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชกรรม การแขง ขันทางดานการผลติ สินคาอตุ สาหกรรม
จําเปนตองหาวิธีการในการผลิตใหไดมาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอรเขามามีบทบาทมาก มีการใช
ขอมลู ขาวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดําเนินการและยังรวมไปถงึ การใหบริการกับลูกคา เพื่อใหซื้อ
สินคาไดส ะดวกขน้ึ

2.17 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการใชช ีวิตในสงั คมปจจุบัน
ในภาวะปจจุบันน้ันสารสนเทศไดกลายเปนปจจัยพื้นฐานปจจัยท่ีหา เพิ่มจากปจจัยสี่ประการท่ี

มนษุ ยเราขาดเสยี มิไดในการดํารงชีวิตประจําวัน ไมว าจะเปนสารสนเทศท่ีจําเปน ในการประกอบธุรกจิ ในการ
คาขาย การผลิตสินคา และบริการ หรือการใหบริการสังคม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและ
ปกครอง จนถึงเร่ืองเบา ๆ เรื่องไรสาระบาง เชน สภากาแฟท่ีสามารถพบไดทุกแหงหนในสังคม เร่ือง
สาระบันเทิงในยามพักผอ น ไปจนถงึ เรื่องความเปนความตาย เชน ขาวอุทกภยั วาตภัย หรอื การทาํ รฐั ประหาร
และปฏวิ ตั ิ เปนตน

ในความคดิ เห็นของกลุม บคุ คลตา ง ๆ ตงั้ แตนักวิชาการ นักธุรกิจ นกั สังคมศาสตร นักเศรษฐศาสตร
จนกระทั่งผูนําตาง ๆ ในโลก ดังเชน ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของ

54

สหรัฐอเมริกา สารสนเทศเปนทรัพยากรท่ีสําคัญท่ีสุดอยางหนึ่งในปจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแหง
ศตวรรษท่ี 21 สารสนเทศจะกลายเปนทรัพยากรที่สําคัญที่สุดเหนอื สิ่งอื่นใด กลาวกันสั้น ๆ สารสนเทศกําลัง
จะกลายเปน ฐานแหง อํานาจอนั แทจรงิ ในอนาคต ทัง้ ในทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง

ในสมยั สังคมเกษตรนน้ั ปจจัยพืน้ ฐานในการผลิตท่สี ําคัญ ไดแก ทีด่ ิน แรงงาน และทนุ ทรัพย ตอมา
ในสังคมอุตสาหกรรม การผลิตตองพ่ึงพาปจจัยพ้ืนฐานเพิ่มเติม ไดแก วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอยางย่ิง
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมตองพ่ึงพาการใชทรัพยากรท่ีมีอยูอยางจํากัด อันไดแก ท่ีดิน
พลังงาน และวัสดุ เปนอยา งมาก และผลของการใชทรัพยากรเหลานน้ั อยางฟมุ เฟอ ยและขาดความระมัดระวัง
ก็ไดสรางปญหาสิ่งแวดลอมที่รุนแรงมาก ซ่ึงกําลังคุกคามโลกรวมท้ังประเทศไทย ต้ังแตปญหาการแปรปรวน
ของสภาพดินฟาอากาศ ภัยธรรมชาติท่ีนับวันจะเพม่ิ ความถี่และรุนแรงขึ้น ปญหาการบอนทาํ ลายความสมดุล
ทางนิเวศวิทยาท้งั ปาดงดิบ ปา ชายเลน ปาตนน้ําลําธาร ความแหงแลง อากาศเปนพิษ แมน ํ้าลําคลองทเ่ี ตม็ ไป
ดว ยสารพษิ เจอื ปน ตลอดจนถึงปญหาวิกฤตทิ างจราจรและภัยจากควนั พษิ ในมหานครทุกแหง ท่ัวโลก

ในทางตรงกันขาม ขบวนการผลิต การเก็บ และถายทอดสารสนเทศ อาศัยการใชวัสดุและพลงั งาน
นอยมาก และไมมีผลเสียตอภาวะแวดลอมหรือมีเพียงเล็กนอยมาก ย่ิงกวานั้นสารสนเทศจะสามารถชวยให
กิจกรรมการผลิตและการบริการตาง ๆ เปนไปอยางมีประสิทธิภาพ เชน สามารถชวยใหการผลิตทาง
อุตสาหกรรมใชวัตถุดิบ และพลังงานนอยลง มีมลภาวะนอยลง แตสินคามีคุณภาพดีขึ้นคงทนมากขึ้น ปญหา
วิกฤติทางจราจรในบางดา นกส็ ามารถผอนปรนไดดว ยเทคโนโลยีสารสนเทศ เชน ในการชวยติดตอ สือ่ สารทาง
ธุรกิจตางๆ โดยไมจ ําเปนตองเดินทางดวยตนเองดังเชนแตกอน จึงอาจกลาวไดวา เทคโนโลยีสารสนเทศจะมี
สวนอยางมาก ในการนําสังคม สวู ิวัฒนาการอีกระดับหนึ่ง ทอี่ าจเรยี กไดวา เปน สงั คมสารสนเทศ อันเปนสังคม
ที่พึงปรารถนาและยง่ั ยืนยง่ิ ข้นึ

นั่นจึงเปนเหตุผลท่วี าสังคมตาง ๆ ในโลก ตา งจะตอ งกาวสูสังคมสารสนเทศอยางหลีกเลี่ยงไมไ ด ไม
เร็วก็ชา และนั่นหมายความวาสังคมจะตองพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศ อยางแนนอน ไมวาเราจะยอมรับ
หรือไมก็ตาม มิใชเพียงแตเพ่ือสรางขีดความสามารถในเชิงแขงขันในสนามการคาระหวางประเทศ แตเพื่อ
ความอยรู อดของมนุษยชาติ และเพือ่ คณุ ภาพชวี ิตทีด่ ีข้นึ อีกตา งหากดว ย

เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคูโลกในตนศตวรรษที่ 21 และเปนแรงกระตุนและเปนปจจัย
รองรับ ขบวนการโลกาภิวัตน ท่ีกําลงั ผนวกสังคมเศรษฐกิจไทยเขาเปน อันหน่ึงเดียวกนั กับสังคมโลก อนั ทจี่ ริง
เทคโนโลยสี ารสนเทศมีใชในประเทศไทยเปนเวลาชา นานมาแลว เปน ตน วา เรามกี ารใชโทรศัพทต้งั แตรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจา อยูหัว เม่ือป พ.ศ. 2414 เพียงแตวาการใชเทคโนโลยีนี้ยังไมแพรกระจาย
ทวั่ ประเทศและยังไมอ ยใู นระดบั สูงเมือ่ เทยี บกับอีกหลาย ๆ ประเทศในโลก

55

กลาวกันอยางส้ัน ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีท่ีเกี่ยวของกับการจัดหา วิเคราะห
ประมวล จัดการและจดั เกบ็ เรียกใชหรือแลกเปล่ียน และเผยแพรสารสนเทศ ดว ยระบบอิเลก็ ทรอนิกส ไมวา
จะอยูในรูปแบบของรูป เสียง ตัวอักษร หรือภาพเคล่ือนไหว รวมไปถึงการนําสารสนเทศและขอมูลไปปฏิบัติ
ตามเนื้อหาของสารสนเทศนั้น เพ่ือใหบรรลุเปาหมายของผูใช การจัดหา วิเคราะห ประมวล และจัดการกับ
ขาวสารขอ มลู จาํ นวนมหาศาล จงึ ขาดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร เสียมิได สวนการแสวงหาและแลกเปล่ียนขอมูล
ขาวสาร อยางรวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดคาใชจาย และมีประสิทธิภาพ ก็จําเปนตองอาศัยเทคโนโลยี
โทรคมนาคม และทายสุดสารสนเทศท่ีมี จะกอใหเกิดประโยชนจากการบริโภค อยางกวางขวางตามแตจะ
ตอ งการและอยางประหยัดท่ีสุด ก็ตอ งอาศัยท้ังสองเทคโนโลยีขางตนในการจัดการและการส่ือหรือขนยายจาก
แหลง ขอ มูลสารสนเทศ สูผูบ ริโภคในทีส่ ดุ

ฉะน้ัน เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันไดแก คอมพิวเตอรท้ัง
ฮารดแวร ซอฟตแวร และฐานขอ มูล โทรคมนาคมซ่ึงรวมถึง เทคโนโลยีระบบสื่อสารมวลชน (ไดแก วิทยุ และ
โทรทศั น) ทง้ั ระบบแบบมสี ายและไรสาย รวมถึงเทคโนโลยดี านอิเล็กทรอนิกสตาง ๆ อาทิ เทคโนโลยโี ทรทศั น
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เสนใยแกวนําแสง (fibre optics)
สารกึง่ ตัวนํา (semiconductor) ปญ ญาประดิษฐ (artificial intelligence) อปุ กรณอ ตั โนมัติสาํ นกั งาน (office
automation) อุปกรณอัตโนมัติในบาน (home automation) อุปกรณอัตโนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหลาน้ี เปนตน

นอกจากการเปนเทคโนโลยีที่ไมทําลายธรรมชาติหรือสรางมลภาวะ (ในตัวของมันเอง) ตอ
สิง่ แวดลอ มแลว คุณสมบตั ิโดดเดนอื่น ๆ ที่ทําใหมันกลายเปนเทคโนโลยี ยทุ ธศาสตรสาํ คัญแหงยคุ ปจจบุ ันและ
ในอนาคตก็คือ ความสามารถในการเพ่ิมประสิทธิภาพและสมรรถภาพในเกือบทุก ๆ กิจกรรม อาทิโดย

56

1. การลดตนทนุ หรือคาใชจ า ย
2. การเพ่มิ คุณภาพของงาน
3. การสรางกระบวนการหรือกรรมวธิ ใี หม ๆ
4. การสรางผลติ ภัณฑแ ละบริการใหม ๆ ขน้ึ
ฉะนัน้ โอกาสและขอบเขตการนํา เทคโนโลยีนี้มาใช จึงมหี ลากหลายในเกือบทุก ๆ กิจกรรมก็วาได
ไมว าจะเปนการปกครอง การใหบ ริการสังคม การผลิตท้ังภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ รวมถึงการคา
ทั้งภายในและระหวางประเทศอีกดวย โดยพอสรปุ ไดด งั ตอไปนี้
1. ภาคสังคม การบรหิ ารและปกครอง การใหบริการพน้ื ฐานของรฐั การบริการสาธารณสุข การ
บริการการศกึ ษา การใหบริการขอมูลและสาระบันเทงิ การอนุรักษสิง่ แวดลอ ม การจดั การทรัพยากรธรรมชาติ
การบรรเทาสาธารณภยั การพยากรณอากาศและอุตุนิยม ฯลฯ
2. ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การปาไม การประมง การสํารวจและขุดเจาะน้ํามันและ กาซ
ธรรมชาติ การสํารวจแรและทรัพยากรธรรมชาติท้ังบนและใตผวิ โลก การกอสราง การคมนาคมทั้งทางบก น้ํา
และอากาศ การคาภายในและระหวางประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกิจการ
ทองเทยี่ ว การเงนิ การธนาคาร การขนสง และ การประกันภัย ฯลฯ
ผลประโยชนตางๆ จากการประยกุ ตใ ชข องเทคโนโลยดี ังกลา ว ลว นเกิดจากคณุ สมบัติพิเศษหลาย ๆ
ประการของเทคโนโลยีกลุมน้ี อันสืบเน่ืองจากการพัฒนาของเทคโนโลยีที่มีอัตราสูงและอยางตอเน่ืองตลอด
หลายทศวรรษท่ผี า นมา วิวฒั นาการทางเทคโนโลยีน้ีสง ผลให
1. ราคาของฮารดแวรและอุปกรณ รวมทั้งคาบริการ สําหรับการเก็บ การประมวล และการ
แลกเปลย่ี นเผยแพรสารสนเทศมกี ารลดลงอยางตอเนื่องและรวดเรว็
2. ทาํ ใหสามารถนําพาอปุ กรณตาง ๆ ทั้งคอมพิวเตอรและ โทรคมนาคมติดตามตวั ได เนื่องจาก
ไดมพี ฒั นาการการยอ สว นของชิ้นสวน (miniaturization) และพฒั นาการการสอ่ื สารระบบไรสาย
3. ประการทา ย ทีจ่ ัดวา สําคัญท่สี ุดก็วา ไดคือ ทําใหเทคโนโลยีตาง ๆ เชน เทคโนโลยคี อมพิวเตอร
และการสื่อสารมุงเขาสูจดุ ท่ีใกลเ คียงกัน (converge)
ประเทศอุตสาหกรรมในโลกไดเล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยียุทธศาสตรกลุมนี้ จึงให
ความสาํ คัญตอ เทคโนโลยนี ม้ี ากกวาเทคโนโลยอี ืน่ ๆ ทจี่ ัดเปนเทคโนโลยยี ุทธศาสตรสาํ คญั อกี หลายกลุม ดงั เชน
ก ลุ ม ป ร ะ เ ท ศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ไ ด ศึ ก ษ า
เปรียบเทยี บ ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลุม สาํ คัญในปจ จบุ นั คือ เทคโนโลยชี วี ภาพ เทคโนโลยีวสั ดใุ หม
เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีนิวเคลียร และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในประเด็นผลกระทบสําคัญ 5 ประเด็น
ไดแ ก

57

1. การสรางผลติ ภัณฑและบริการใหม ๆ
2. การปรับปรงุ กระบวนการผลิตผลิตภณั ฑและบรกิ าร
3. การยอมรบั จากสังคม
4. การนาํ ไปใชป ระยกุ ตใ นภาค/สาขาอืน่ ๆ
5. การสรางงานในทศวรรษป 1990 ปรากฏวาเทคโนโลยีสารสนเทศไดร ับการยอมรับในศักยภาพ
สงู สดุ ในทกุ ๆ ประเด็น

2.18 ประโยชนของระบบสารสนเทศ
ดา นประสทิ ธภิ าพ (Efficiency)
1. ระบบสารสนเทศทําใหการปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากข้ึน โดยใชกระบวนการประมวลผล

ขอมูลซ่ึงจะทําใหสามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงขอมูลใหทันสมัยไดอยางรวดเร็วระบบ
สารสนเทศชวยในการจัดเก็บขอมูลท่ีมขี นาดใหญ หรือมีปริมาณมากและชวยทาํ ใหการเขาถึงขอมูล (access)
เหลานนั้ มคี วามรวดเรว็ ดว ย

2. ชวยลดตนทุน การท่ีระบบสารสนเทศชวยทําใหการปฏิบัติงานท่ีเก่ียวของกับขอมูล ซึ่งมี
ปริมาณมากมีความสลับซับซอนใหดําเนินการไดโดยเร็ว หรือการชว ยใหเกิดการติดตอสอื่ สารไดอยางรวดเร็ว
ทาํ ใหเกดิ การประหยดั ตนทนุ การดําเนินการอยา งมาก

3. ชวยใหการติดตอส่ือสารเปนไปอยางรวดเร็ว การใชเครือขายทางคอมพิวเตอรทําใหมีการ
ติดตอไดท ั่วโลกภายในเวลาท่รี วดเร็ว ไมวา จะเปนการติดตอระหวางเครอื่ งคอมพิวเตอรก ับเครื่องคอมพิวเตอร
ดวยกัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเคร่ืองคอมพิวเตอร
(human to machine) และการติดตอส่ือสารดังกลาวจะทําใหขอมูลท่ีเปนท้ังขอความ เสียง ภาพนิ่ง และ
ภาพเคลอื่ นไหวสามารถสงไดทันที

4. ระบบสารสนเทศชวยทาํ ใหก ารประสานงานระหวา งฝา ยตาง ๆ เปน ไปไดด ว ยดีโดยเฉพาะหาก
ระบบสารสนเทศน้นั ออกแบบ เพื่อเอ้อื อํานวยใหห นว ยงานท้ังภายในและภายนอกที่อยูในระบบของซัพพลาย
ทัง้ หมด จะทาํ ใหผทู ่ีมสี ว นเก่ยี วของท้ังหมดสามารถใชขอมลู รวมกนั ได และทําใหก ารประสานงาน หรือการทํา
ความเขาใจเปน ไปไดดว ยดยี ่งิ ขึ้น

ดา นประสิทธิผล (Effectiveness)
1. ระบบสารสนเทศชวยในการตดั สินใจ ระบบสารสนเทศทอี่ อกแบบสําหรับผูบริหาร เชน ระบบ

สารสนเทศที่ชวยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสําหรับ
ผูบริหาร (Executive support systems) จะเอ้ืออํานวยใหผูบริหารมีขอมูลในการประกอบการตัดสินใจไดดี
ขึ้น อันจะสง ผลใหการดาํ เนินงานสามารถบรรลุวัตถปุ ระสงคไ วไ ด

58

2. ระบบสารสนเทศชว ยในการเลอื กผลติ สนิ คา/บรกิ ารทีเ่ หมาะสมระบบสารสนเทศจะชวยทําให
องคการทราบถึงขอมูลที่เกี่ยวของกับตนทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินคา/บริการที่มีอยู หรือชวยทําให
หนว ยงานสามารถเลอื กผลิตสนิ คา /บรกิ ารทม่ี ีความเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ หรอื ทรัพยากรทม่ี อี ยู

3. ระบบสารสนเทศชวยปรับปรุงคุณภาพของสินคา/บริการใหดีขึ้นระบบสารสนเทศทําใหการ
ติดตอ ระหวางหนวยงานและลูกคา สามารถทาํ ไดโดยถูกตองและรวดเร็วขึ้น ดังนนั้ จึงชวยใหหนว ยงานสามารถ
ปรับปรุงคณุ ภาพของสนิ คา /บรกิ ารใหตรงกับความตองการของลูกคาไดดีข้ึนและรวดเร็วข้นึ ดว ย

4. ความไดเ ปรียบในการแขงขนั (Competitive Advantage)
5. คุณภาพชีวิตการทํางาน (Quality o f Working Life

2.19 การสบื คน และรับสง ขอ มลู แฟมขอมลู และสารสนเทศเพอื่ ใชในการจัดการเรยี นรู
2.19.1 การสืบคนสารสนเทศ (Information retrieval) คือ กระบวนการคนหาสารสนเทศที่

ตองการ โดยใชเ ครือ่ งมือสืบคน สารสนเทศท่สี ถาบนั บรกิ ารสารสนเทศจัดเตรยี มไวใ ห
การสบื คน สารสนเทศ แบงออกเปน 2 วธิ ี คือ
1.1 การสบื คน สารสนเทศดว ยระบบมือ (Manual system)
1.2 การสบื คน สารสนเทศดวยระบบคอมพวิ เตอร (Computer system)
การสืบคนสารสนเทศดวยระบบมือ สามารถกระทําไดโดยผานเครื่องมือหลายประเภท เชน

บัตรรายการ บัตรดรรชนีวารสาร บรรณานุกรม เปนตน ในท่ีนี้จะกลาวถึงเฉพาะบัตรรายการและ บัตร
ดรรชนีวารสารเทา นน้ั

การสืบคนสารสนเทศดวยระบบคอมพิวเตอร สามารถกระทําไดโดยผานอุปกรณคอมพิวเตอร
ในการคนหาขอมูลจากฐานขอมูลตาง ๆ ไดแก ฐานขอมูลโอแพ็ก ฐานขอ มูลซีดรี อม ฐานขอมลู ออนไลน และ
ฐานขอมูลบนอินเทอรเ น็ต

2.19.2 การรับ-สงขอมูลบนเครือขายอินเทอรเน็ต โดยใชจดหมายอิเล็กทรอนิกส
(Electronic Mail) หรือท่ีนิยมเรียกกันวา อีเมล (E-Mail) หมายถึง การสื่อสารหรือการสงขอความจาก
คอมพิวเตอรเครือ่ งหน่ึงผา นไปเขา เคร่ืองคอมพิวเตอรอีกเคร่ืองหนงึ่ โดยสง ผานทางระบบเครอื ขา ย (Network)
ผูสง จะตองมเี ลขทอี่ ยู (E-mail Address) ของผูรับ และผรู บั สามารถเปดคอมพิวเตอรเรียกขาวสารนั้นออกมาดู
เม่ือใดก็ได โดยทั่วไปจัดวาเปนงานสวนหนึ่งของสํานักงานอัตโนมัติ (Office Automatic) ซ่ึงปจจุบันไดรับ
ความนยิ มเปน อยา งมาก

ประโยชนของการรับ-สง ขอมูลทางจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส
การรับ-สงขอมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส ถือวาเปนสวนสําคัญในการส่ือสารบนเครือขาย

อินเทอรเ นต็ ทนี่ ิยมใชมากทสี่ ดุ เพราะมีประโยชนมากมาย ดงั น้ี

59

1. ทาํ ใหก ารติดตอส่ือสารท่ัวโลกเปนไปอยางรวดเร็ว ระยะทางไมเปนอุปสรรคสําหรับอีเมล
ในทกุ แหงท่ัวโลกท่ีมเี ครือขา ยคอมพิวเตอรเชอ่ื มตอถึงกนั ได สามารถเขาไปสถานที่เหลา นน้ั ไดทุกที่ ทําใหผ ูคน
ทั่วโลกติดตอถึงกันไดทันที ผูรับสามารถจะรับขาวสารจากอีเมลไดทันทีท่ีผูสงจดหมายสงขอมูลผานทาง
คอมพิวเตอรเสรจ็ สน้ิ

2. สามารถสง จดหมายถึงผูรบั ทตี่ องการไดทุกเวลา แมผรู ับจะไมไ ดอยทู ีห่ นาจอคอมพวิ เตอร
ก็ตามจดหมายจะถกู เกบ็ ไวในตจู ดหมายของคอมพิวเตอรและเปนสวนตวั จนกวาเจาของจดหมายที่มีรหัสผาน
จะเปด ตูจดหมายของตนเองอาน

3. สามารถสงจดหมายถึงผูรับหลายๆคนไดใ นเวลาเดียวกัน โดยไมตองเสียเวลาสง ใหท ีละคน
กรณีน้ีจะใชก ับจดหมายท่ีเปนขอความเดียวกัน เชน หนังสือเวียนแจงขาวใหส มาชิกในกลุมทราบหรือเปนการ
นดั หมายระหวางสมาชกิ ในกลมุ เปน ตน

4. ชว ยประหยัดเวลาในการเดินทางไปสงจดหมายที่ตไู ปรษณียหรือท่ีทาํ การไปรษณีย ทาํ ให
ประหยัดคาใชจ ายในการสง เนอ่ื งจากไมตอ งคาํ นงึ ถึงปรมิ าณนํ้าหนักและระยะทางของจดหมายเหมอื นกบั การ
สงทางไปรษณียธรรมดา

5. ผูรับจดหมายสามารถเรียกอานจดหมายไดทุกเวลาตามสะดวก ซึ่งจะทําใหทราบวาใน
ตจู ดหมายของผรู ับมีจดหมายกีฉ่ บับ มีจดหมายที่อา นแลว หรือยังไมไดเรียกอานก่ีฉบับ เม่ืออานจดหมายฉบับ
ใดแลว หากตองการลบทง้ิ ก็สามารถเก็บขอความไวในรปู ของแฟมขอมูลได หรือจะพมิ พอ อกมาลงกระดาษก็ได
เชนกัน

6. สามารถถายโอนแฟมขอมูล (Transferring Flies) แนบไปกับจดหมายถึงผูรับได ทําให
การแลกเปลี่ยนขาวสารเปนไปไดโดยสะดวก รวดเร็ว ทันเวลาและทันเหตุการณ จากความสําคัญของอีเมลที่
สามารถอํานวยประโยชนใ หก ับผใู ชอ ยางคมุ คา นี้ ทาํ ใหในปจ จุบันอีเมลกลายเปนสวนหน่ึงของสาํ นกั งานทุกแหง
ทว่ั โลก ท่ที ําใหสมาชกิ ในชมุ ชนโลกสามารถติดตอ กันผานทางคอมพิวเตอรไ ดในทกุ ทที่ กุ เวลา

เวบ็ ไซตท่ใี หบริการฟรีอเี มล
การรับ-สงจดหมายอิเล็กทรอนิกสมีบริการท่ีใหใชบริการไดโดยไมตองเสียคาใชจาย เว็บไซตที่

ใหบริการนีม้ จี าํ นวนมาก ตวั อยา งเชน
1. www.sabuyjai.com
2. www.narakmai.com
3. www.hotmail.com
4. www.yahoo.com
5. www.gmail.com

60

การใชฟ รีอเี มลของ sabuyjai.com
การใชฟรอี เี มลของ narakmai.com
การใชฟ รอี ีเมลของ hotmail.com
การใชฟ รีอีเมลของ yahoo.com

61

2.19.3 แฟม ขอมลู , ไฟล (File) คือ การเก็บ หรือ รวบรวมขอ มูลทบ่ี ันทึกไวเ ปน ระเบยี น (record)
ใน Auxiliary Storage โดยการเก็บขอมูลที่มีประสิทธิภาพตอ งมีการบาํ รุงรักษาขอมลู และอัพเดทใหทันสมัย
ดว ย function ตา งๆ ดังน้ี

- Add Record (การเพิ่ม)
- Change Record (การเปลี่ยนแปลง)
- Delete Record (การลบ)
- แฟม ขอมูล (File) คือ การเกบ็ หรอื รวบรวมขอมูลทบ่ี ันทึกไวเ ปน
- ระเบยี น (record) ใน Auxiliary Storage
- ระเบียน (Record) คอื การรวมเขตขอ มูล ทส่ี มั พันธกนั ไวดวยกนั
- เขตขอ มูล (Field) คอื ขอมูลชุดหนง่ึ เชน ช่อื นามสกุล รหัสประจําตัวประชาชน เปน ตน
ตวั อยา ง
ในบริษัทหน่ึงอาจมีขอมูลอยูหลายประเภท เชน ขอมูล payroll, ขอมูลบุคลากร (personnal),
ขอ มูล inventory, ขอมูลลกู คา (custommer), ขอ มลู vendors. etc... ดงั น้นั ในบริษัทอาจจะมีแฟม ขอ มูลอยู
เปน จํานวนมากจึงจาํ เปนตองมกี ารเก็บ ขอมูล ในรูปแบบของแฟม ขอ มูลทต่ี างกัน และขอมลู ทีม่ อี ยูอาจจะตอง
ปรับปรุงเปล่ียนแปลงใหทันสมัยอยูเสมอ การจะเก็บแฟมขอมูลใหถูกตอง ตองมีการบํารุงรักษาขอมูล และ
ปรับปรุงใหขอ มลู ทันสมัย (Update) จะตองประกอบไปดวย
* Add Record (เพิ่ม)
* Change Record (เปลีย่ นแปลง)
* Delete Record (ลบ)
Add Record คือการเพิ่มขอมูลใหมลงไปในแฟม ขอมูล เชน การเปดบัญชีใหมท่ีธนาคาร ตองมีการ
เพมิ่ รายละเอยี ดของ record ใหมเขา ไปในฐานขอ มูล ซง่ึ มีขัน้ ตอนดังตอไปนี้
1. แฟม ขอมลู ท่ใี ชเก็บบัญชีลูกคา ตองมอี ยแู ลว และ พรอ มทีจ่ ะ Update ได
2. เสมยี นท่ีธนาคารปอนขอ มลู ของผทู ่จี ะเปด บัญชีใหม ท่ี Terminal โดยใสขอมูลดังนี้

Account Number :.................
Account Name :................
Deposit :.................
3. โปรแกรมทท่ี ําหนาที่ Update จะนําขอมูลทีถ่ กู ปอ นมาเหลานี้ เกบ็ ไวในหนว ยความจําหลัก
4. หลังจากนั้นโปรแกรมจะบันทึก record ใหมลงไปในแฟม ขอมูล ตาํ แหนง ทจี่ ะไปเก็บขอ มลู บน
HardDisk จะถูกจัดการโดยโปรแกรมท่ีควบคุม Hard Disk บางกรณี record อาจจะไปถูกแทรกไวระหวาง
record อ่นื (กรณีท่มี กี ารสงั่ ใหเ รียงลาํ ดับขอมลู ) หรอื ตอทายแฟมขอมูล

62

Changing Record การเปล่ียนแปลงแกไ ขอาจเกิดได 2 กรณคี ือ
1. ขอมลู ของเกาท่ใี สไ วม ีการผดิ พลาด
2. เมอ่ื มขี อ มูลใหมมาทาํ ใหขอ มลู เกาไมถ ูกตอง

ตวั อยาง กรณีท่ี 1 ผูท่ีปอนขอมูลใสช ือ่ คนผิด เชน ชื่อ HUGH DUNN ใสเปน HUGH DONE
* ลูกคาไมไดตรวจสอบตอนเปด บัญชี และ ออกจากธนาคารไป
* พอลกู คาไดร บั statement จากธนาคารจึงรวู าชอื่ ถกู สะกดผดิ
* ลูกคา ขอใหธ นาคารแกไขชือ่ ใหถกู
* เสมยี นธนาคารก็จะเปล่ยี นขอมลู ใหถ กู ตอ ง

ตัวอยาง กรณีที่ 2 เม่ือตองการฝากเงินเพิ่ม หรือ ถอนเงินจากธนาคาร ธนาคารตองเปลี่ยนแปลง
ยอดเงนิ คงเหลือในบญั ชีใหถกู ตอง สมมตุ ิวาคนชอื่ Jean Matino ตองการถอนเงนิ 5000.00 บาท จะมีขั้นตอน
ตางๆ ดังนี้

1. ใช Account Number เพ่ือเรียกดูขอมูลของ Jean Matino เมื่ขอมูลของ Jean Matino
ปรากฏบนจอภาพแลวพนักงานธนาคารจะใสข อมลู ดงั นี้

Enter Account Number : ..52-4417.....
Enter Widthdrawal Amount : 5000.....
2. โปรแกรมที่ Update จะไปเรียกขอมูลจาก Hard Disk สําหรับ record ของ Account
Number = 52-4417 และ อานขอมูล ซึ่งประกอบดวย ช่ือเจาของบัญชี และ จํานวนเงิน มาเก็บไวใน
หนวยความจําหลัก
3. โปรแกรมทาํ หนา ที่หักลบเงินทีถ่ อนจากเงินในบัญชที ่ีมีอยู ถา มีจํานวนเงินเพียงพอ และเก็บไว
ในหนวยความจําหลกั
4. หลังจากน้ัน โปรแกรมจะนําขอมูลนี้ไปเขียนบันทึกกลับลงไปใน hard Disk เม่ือขอมูลถูก
Update แลว ขอมูลทอี่ ยูใน Hard Disk จะเปนขอ มูลทถ่ี กู ตอง
Deleting Records คือการที่ขอมูลจะถูกลบไปเมื่อไมตองการใชงานแลว ตัวอยาง การลบ record
ของ Hal Gruen เมื่อเขามาขอปดบัญชี จะมขี ัน้ ตอนดงั น้ี
1. พนกั งานธนาคารใส Account Number ของ Hal Gruen ดงั น้ี
Enter Account Number : 45-6641
2. โปรแกรมท่ีใช Update จะอานขอมูลจาก Hard Disk โดยดูจาก Account Number ขอมูล
ประกอบไปดว ย Account Number, ชือ่ เจาของบัญชี และ จาํ นวนเงิน

63

3. การลบขอมูลออกจาก Hard Disk จรงิ ๆ น้ันขน้ึ อยูกับเทคนิคท่ใี ช บางที record อาจจะถกู ลบ
ออกไปเลยจริงๆ หรอื วาทําเคร่ืองหมายไว (Flag) เชนใช * เพ่ือใหคอมพิวเตอรรูวา record นี้จะไมนาํ มาใชอีก
ตอ ไป

4. เมื่อเพ่ิม * เขาไปหนา record ที่ตอ งการจะลบ คอมพิวเตอรก็จะบนั ทึกขอมลู ของ record น้ี
กลับลงไปใน Hard Disk อีก สวนโปรแกรมทีใชเรียกดูขอมูลจาก Hard Disk จะไมอาน record ที่มี
เครอ่ื งหมาย * นาํ หนา

2.19.4 สารสนเทศเพือ่ ใชใ นการจดั การเรียนรู
แนวคิดในการเพิ่มคุณคา ของเทคโนโลยีชว ยการเรยี นรู
1. การใชเทคโนโลยีพฒั นากระบวนการทางปญญา ระบบคอมพิวเตอรทจี่ ะชว ยพัฒนาผูเรียน

ใหมีความฉลาดในกระบวนการทางปญญา โดยครูอาจจัดขอมูลในเรื่องตาง ๆ ในวิชาท่สี อน ใหผูเรียนฝกรับรู
แสวงหาขอมูล นํามาวิเคราะหกาํ หนดเปนความคิดรวบยอดและใชคอมพิวเตอรชวยแสดงแผนผังความคิดรวบ
ยอด (Concept Map) โยงเปนกฎเกณฑ หลักการ ซ่ึงผูสอนสามารถจัดสถานการณใหผูเรียนฝกการนํา
กฎเกณฑ หลกั การไปประยกุ ต จนสรุปเปนองคความรูอยา งมีเหตผุ ล บันทึกสะสมไวเ ปนคลังความรูของผูเรียน
ตอไป

2. การใชเทคโนโลยีพัฒนาความสามารถในการแกปญหา การเรียนรูที่เนนผูเรียนเปน
ศนู ยกลางสามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนใหผูเรียนมีโอกาสทาํ โครงงานแสวงหาความรูตามหลักสูตร
เพื่อแกปญหาการเรียนรูลักษณะน้ีจะเริ่มตนดวยการกําหนดประเด็นเร่ือง ตามมาดวยการวางแผนกําหนด
ขอมูลหรือสาระท่ีตองการ ผูสอนอาจจัดบัญชีแสดงแหลงขอมูล ท้ังจากเอกสารส่ิงพิมพและจาก Electronic
Sources เชน ช่ือของ Web ตาง ๆ ใหผ ูเรียนแสวงหาขอมูล วเิ คราะห สังเคราะห เปนคําตอบ สรางเปนองค
ความรูตาง ๆ โดยใชเทคโนโลยีเปนเครื่องมือชวย และครูชวยกํากับผลการเรียนรูใหเปนไปตามมาตรฐาน
คณุ ภาพทีต่ อ งการ

การจดั ปจ จยั สนับสนุนการใชเ ทคโนโลยชี วยการเรียนรู
ปจจยั พ้นื ฐานคือการสรางความพรอมของเครอื่ งมอื อุปกรณตา ง ๆ ใหมสี มรรถนะและจํานวน

เพียงตอการใชง านของผเู รียน รวมถึงการอํานวยความสะดวกใหผ ูเรียนสามารถใชเทคโนโลยีไดตลอดเวลาจะ
เปนปจจัยเบื้องตน ของการสงเสริมการใชเทคโนโลยเี พือ่ การเรียนรู ส่งิ ทีค่ วรเปน ปจจยั เพิม่ เติมคอื

1. ครสู รา งโอกาสในการใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การเรยี นรู การท่คี รอู อกแบบกระบวนการเรียนรู
ใหเออื้ ตอการทาํ กิจกรรมประกอบการเรียนรู เปนกิจกรรมท่ีตองใชกระบวนการแสวงหาความรจู ากแหลงขอมูล
ตาง ๆ ทั้งจากการสงั เกตในสถานการณจ ริง การทดลอง การคน ควา จากส่อื สง่ิ พิมพแ ละจากสือ่ Electronic

2. ครูและผูเรียนจัดทําระบบแหลงขอมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู ปจจัยดาน
แหลงขอมูลสารสนเทศ (Information Sources) เปนตัวเสริมที่สําคัญท่ีชวยเพิ่มคุณคาของระบบเทคโนโลยี

64

เพื่อการเรียนการสอน ครูและผูเรียนควรชวยกันแสวงหาแหลงขอมูลสารสนเทศที่มีเนื้อหาสาระตรงกับ
หลกั สตู รหรือสนองความสนใจของผูเรียน

3. สถานศึกษาจัดศูนยขอมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู ศูนยขอมูลสารสนเทศเพ่ือการ
เรียนรู สงเสริมการใชเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรูของครูและผูเรียน เรียกวาหองสมุดเสมือน (Virtual Library)
หรือ E – Library จะมีคุณประโยชนในการมีแหลงขอมูลสารสนเทศเพ่ือการศึกษาคนควาในวิทยาการสาขา
ตาง ๆ

4. การบริการของกรมหรือหนวยงานกลางทางเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู กรมตนสังกัด
หรือหนวยงานกลางดานเทคโนโลยีควรสงเสริมการใชเทคโนโลยีของสถานศึกษาดวยการบริการดานขอมูล
สารสนเทศ

รูปแบบการใช ICT เพือ่ พัฒนาการเรยี นรู
ความกาวหนาทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร และการแขง ขันการพัฒนาทางดานซอฟตแวร ใน

ปจจุบัน สงผลใหประเทศตาง ๆ นําคอมพิวเตอรมาใชในดานการศึกษากันมาก การใชคอมพิวเตอรชวยสอน
(Computer Assisted Instruction) มบี ทบาทและมปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ขน้ึ โดยมรี ูปแบบการใช ICT ดังน้ี

1. จัดการเรียนรู “ตลอดเวลา” (Anytime) เวลาใดก็สามารถเรียนรูได ระยะแรกเร่ิมให
นักเรียนสามารถใช Computer สืบคนหาความรูจากหองสมุด ซึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอรใหบริการระบบ
Internet

2. เรียนรูจากแหลง เรียนรู “ทกุ หนแหง” (Anywhere) นักเรยี นสามารถเรยี นรูร วมกนั จาก
ส่ือตา งๆ เชน คอมพิวเตอร วดี ทิ ัศน โทรทศั น CAI และอน่ื ๆ

3. การใหทกุ คน (Anyone) ไดเรียนรูพฒั นาตนเองอยา งเต็มศักยภาพของตน ตั้งแตระดับ
อนุบาลเปนตนไป

การใช ICT เพือ่ การเรียนรู
การเรียนรูในปจจุบันแตกตางจากเดิมไปอยางส้ินเชิง ซึ่งหมายความวา ผูเรียนมีโอกาส มี

อิสระในการเรียนรูดวยตนเอง สรางองคความรู สรางทักษะดวยตนเอง ครูเปล่ียนบทบาทจากผูสอนมาเปน
ผูใหค ําแนะนาํ นอกจากนีท้ งั้ ครแู ละศษิ ยสามารถเรยี นรูไ ปพรอมกนั ได การจดั การเรยี นที่โรงเรียนดําเนนิ การได
ในขณะนี้

1. การสอนโดยใชส ่ือ CAI ชว ยสอนใหเ กิดการเรียนรูตามความสนใจ เชน วชิ าคณิตศาสตร
วชิ าภาษาไทย วชิ าวิทยาศาสตร วิชาสังคม หรือ สปช. วิชาภาษาองั กฤษ

2. สงเสริมใหผูเรียนรูจักสืบคนวิทยาการใหม ๆ จากอินเทอรเน็ต จาก E-book จาก E-
Library

3. สงเสริมการเรียนรูและสรางเจตคติท่ีดีในการเรียนและการคนควาหาความรู โดย
กําหนดใหผูเรียนไดเลนเกมการศึกษา (Education Games ) ที่ผา นการวิเคราะหของครูผูรับผิดชอบวาไมเปน
พษิ ภยั ตอผเู ลน และเปน การสรา งเสริมความคดิ สรางสรรคท ีด่ ใี หกับเด็ก

65

4. ใชแผนการสอนแบบ ICT บูรณาการเรียนรูในสาระวิชาตางๆ เชน คณิตศาสตร
วทิ ยาศาสตร ภาษาองั กฤษ และ คอมพิวเตอร

5. จัดระบบขอ มลู สารสนเทศเพอื่ การบรหิ ารจัดการเรียนรู
6. ใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการจดั ระบบและเผยแพรค วามรู
7. จัดระบบขอมูลสารสนเทศแหลงเรยี นรูภ ายในโรงเรยี น และภูมปิ ญ ญาชุมชนทอ งถน่ิ
8. พฒั นาเครือขา ยการเรยี นรูใ นการจัดการเรยี นรูข องผูสอน

2.20 คอมพวิ เตอรแ ละอนิ เตอรเนต็
1. เครอื ขายคอมพิวเตอร
1.1. ความหมายและองคประกอบของเครือขา ยคอมพิวเตอร
เครือขายคอมพิวเตอร (computer net-work) หมายถึง การเชื่อมตอ คอมพิวเตอรและอปุ กรณ

ตอพวงเขาดวยกันโดยใชส อื่ กลางตา งๆ เครอื ขายคอมพิวเตอรสามารถแบง ออกได 6 ประเภท ดงั น้ี
1. เครือขา ยเฉพาะที่ หรือแลน (local area network : LAN)
2. เครอื ขา ยนครหลวง หรอื แมน (metropolitan area network : MAN)
3. เครอื ขา ยบรเิ วณกวา ง หรือแวน (wide area network : WAN)
4. เครือขา ยภายในองคกร หรืออนิ ทราเนต็ (intranet)
5. เครอื ขา ยภายนอกองคก ร หรือเอ็กทราเน็ต (extranet)
6. เครือขายอินเทอรเ นต็ (internet)

1.2. การเลอื กใชฮารดแวรข องระบบเครือขายขนาดเล็ก
1.2.1 อุปกรณในระบบเครอื ขายขนาดเล็ก
- การดแลน (LAN card) เปนอุปกรณที่ทําหนาท่ีรับสง ขอมูลจากคอมพิวเตอรเคร่ืองหน่ึง

ไปสคู อมพวิ เตอรอรกเครอ่ื งหนง่ึ โดยผานสายแลน
- ฮับ (hub) เปนอุปกรณท่ีทําหนาท่ีเสมือนกับชุมทางขอมูล มีหนาท่ีเปนตัวกลางคอยสง

ขอ มูลใหคอมพวิ เตอรใ นเครอื ขาย
- สวิตช (switch) เปนอุปกรณรวมสัญญาณเชนเดียวกับฮับ แตตา งจากฮบั คอื การรบั สง

ขอ มูลจากคอมพวิ เตอรเครอื่ งหนึ่งนนั้ จะไมกระจายไปยังทุกเคร่อื ง เน่ืองจากขอมูลจะตรวจสอบกอนวา เปน ของ
เครือ่ งใด แลวจึงสง ไปยงั ปลายทาง

- โมเด็ม (modem) เปนอุปกรณท่ีทําหนาที่แปลงสัญญาณเพ่ือใหสมมารถสงผาน
สายโทรศพั ทได

- อุปกรณจัดเสนทางหรือเราเตอร (router) เปนอุปกรณท่ีใชในการเช่ือมโยงเครือขาย
หลายเครอื ขายเขาดว ยกัน เราเตอรทาํ หนาทีเ่ ลอื กเสนทางท่ีดีทีส่ ดุ

66

- สายสญั ญาณ (cable) เปน อปุ กรณท่ีทําหนาที่เปน สื่อกลางในการรับสงขอมลู
1.2.2 การเช่อื มตอ ระบบเครอื ขายขนาดเล็ก

- การเชอ่ื มตอเครอื ขา ยระยะใกล หากมีคอมพิวเตอรในระบบเครือขายไมเกินสองเครื่อง
อปุ กรณในระบบเครือขายนอกจากเคร่ืองคอมพิวเตอรแลว ยังตองมีการด แลนและสายสัญญาณ โดยไมตองใช
ฮบั และสวิตช เพราะถามคี อมพวิ เตอรส องเครอ่ื ง กส็ ามารถเช่อื ตอโดยใชส ายไขว (cross line)

- การเชื่อมตอเครือขายระยะไกล จากขอกําจัดของเครือขายท่ีใชสายแลนที่ไมสามารถ
เดนิ สายใหมีความยาวมากกวา 100 เมตรได จึงตอ งหาทางเลือกสาํ หรบั ระบบเครอื ขายระยะไกล ดังนี้

- แบบที่ 1 คอื ตองตดิ ต้งั เคร่ืองทวนสัญญาณ (repeater) ไวทุกๆระยะ 100 เมตร
- แบบท่ี 2 คือ ใชโมเด็มหมุนโทรศัพทเ ขาหากันเมอื่ ตองการเชือ่ มตอ เละเมื่อเสรจ็ สนิ้ ก็
ยกเลิกการเชอ่ื มตอ
- แบบที่ 3 คอื เปนเทคโนโลยที ่ีมปี ระสิทธิภาพดที ่ีสดุ ในปจจุบันสายสญั ญาณท่ีเลือกใช
คือ สายใยแกวนาํ แสง สามารถสงขอมลู ระยะไกลไดแ ละมคี วามเรว็ สูง
- แบบท่ี 4 คือ ใชจุดเชื่อมตอแบบไรสาย (wireless lan) เปนการเชื่อมตอโดยใช
สญั ญาณวทิ ยทุ างอากาศแทนการใชส ายโทรศัพท
- แบบท่ี 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซ่ึงเปนหนึ่งในเทคโนโลยีตระกูล DSL (Digital
Subscriber Line) เปน เทคโนโลยีโมเดม็ ท่ที ําใหค ูสายทองแดงกลายเปน สือ่ สญั ญาณดจิ ิทลั ความเรว็ สงู
- แบบที่ 6 คือ เทคโนโลยีแบบ ethernet over VDSL เปน เทคโนโลยีระบบเครือขาย
แบบลา สุดท่สี ามารถจะตดิ ต้ังใชง านไดเ อง สามารถเชื่อมตอ ใชกับโทรศพั ทได
1.3. การเลือกใชซอฟตแวรข องระบบเครือขายขนาดเลก็
1. ระบบปฏิบตั ิการลินุกซ เซ็นโอเอส (Linux community enterprise operating system)
นยิ มเรยี กยอวา CentOS ซ่ึงชว ยประหยดั งบประมาณขององคก ร เนือ่ งจาก CentOS เปนซอฟแวรเ ปดเผยโคด
(open source software) ผใู ชส ามารถดาวนโหลดโคด ไปใชงานโดยไมตอ งจายคา ลขิ สิทธิ์ซอฟตแ วร
2. ระบบปฏิบัตกิ ารวินโดวส เซิรฟเวอร (Windows server) ปจ จุบันถูกพัฒนาเปน windows
Server 2008 ซ่งึ ออกแบบมาเพ่ือนสนับสนนุ ระบบเครือขาย แอพพลิเคช่ันและบริการอ่ืนๆ ท่ีมีความทันสมัย
บนเว็บไซต โดยมีคณุ สมบตั เิ ดน ดงั นี้
- สรา งโครงสรา งพื้นฐานท่มี ั่นคงสําหรบั ภาระงานของเซริ ฟเวอร รวมถงึ ความตองการดาน
แอพพลเิ คชัน่ ตางๆดว ย
- เวอรชวลไลเซซ่ัน (virtualization) เปนการสรางระบบเสมือนจริงท่ีมีรากฐานจาก
ระบบ hypervisor ชว ยใหสามารถรวมเซิรฟ เวอรและใชงานฮารด แวรไดอยา งเตม็ ที่
- มีระบบจดั การและดูแลเว็บ และแอพพลิเคชั่นทไี่ ดร ับการพฒั นามากข้ึน

67

- ระบบความปลอดภัย ไดรับการพัฒนาใหมีความทนทานมากขึ้น พรอมทั้งผสานการใช
เทคโนโลยีดา น IDA หลายช้ิน

2. อินเทอรเ นต็
2.1. ความหมายและพฒั นาการของอินเทอรเ น็ต
อนิ เทอรเ น็ต (internet) มาจากคาํ วา interconnection network หมายถึง การใชประโยชน

ของระบบเครือขา ยที่นาํ เครอื่ งคอมพวิ เตอรหลายๆ เคร่ืองมาเช่อื มตอกันโดยผา นสื่อกลางชนดิ ใดชนดิ หน่งึ
2.2. บรกิ ารบนอินเทอรเ น็ต
1. ไปรษณียอิเล็กทรอนิกส หรืออีเมลล (electronic mail or e-mail) เนื่องจากในระบบ

เครือขายอินเทอรเน็ตนั้นมีการเชื่อมตอคอมพิวเตอรหลายเคร่ืองเขาดวยกัน ทําใหการสงขอมูลระหวาง
คอมพิวเตอรดวยกนั สามารถทาํ ไดงาย

2. เมลลิงลสิ ต (mailing list) เปน เสมอื นเครอ่ื งมอื ทใี่ ชก ระจายขาวสารและขอ มูลเฉพาะกลุม
3. การสือ่ สารในเวลาจริง (realtime communication) เปนการส่ือสารกนั ที่สามารถโตตอบ
กลบั ไดท นั ทีผา นเครอื ขา ยอินเทอรเนต็ เชน แชท (chat)
4. เวบ็ ไซตเครอื ขายทางสังคม (social networking web site) เปนชุมชนออนไลนที่กลุมคน
รวมกนั เปน สงั คม เชน facebook
5. บลอ็ ก (blog) ยอมาจากคําวา เวบ็ บลอ็ ก (webblog) เปน เวบ็ ไซตที่ใชเ ขียนบันทึกเรื่องราว
เพ่อื ส่อื สารความรูสกึ มุมมอง เรียกวา ไดอาร่ีออนไลน (diary online)
6. วิกิ (wiki) เปนรูปแบบการเผยแพรขอมูลทบ่ี ุคคลตางๆ ท่ีมีความรูในแตล ะเรอ่ื งมาใหขอมูล
เชน wikipedia
7. บริการเขาใชระบบคอมพิวเตอรระยะไกล (remote login/telnet) บริการนี้อนุญาตให
ผูใชสามารถเขา ไปทํางานตางๆ ทีอ่ ยใู นคอมพวิ เตอรเ ครื่องหน่ึงผานทางคอมพิวเตอรอกี เคร่อื งหนึง่ ทเี่ ช่อื มตออยู
ในเครอื ขายอนิ เทอรเนต็ ไมวาคอมพิวเตอรเคร่อื งน้นั จะอยูใกลห รอื ไกลกันก็ตาม
8. การโอนยายขอมูล (file transfer protocol : FTP) เปนการถายโอนแฟมขอมูลจาก
คอมพวิ เตอรเ ครื่องหนงึ่ ไปยังคอมพิวเตอรอ กี เครือ่ งหนึ่ง ซ่งึ อาจจะอยใู กลห รอื ไกล
9. บริการแลกเปล่ียนขอมูลขาวสาร หรือ ยูสเน็ต (usenet) เปนอีกบริการหน่ึงบน
อนิ เทอรเ น็ต ซงึ่ มีลกั ษณะเปนกลมุ สนทนา เพอื่ แลกเปลยี่ นขาวสารกันบนเครือขา ยอินเทอรเ นต็
10. เวิลดไวดเว็บ (world wide web) ซึ่งอาจเรียกยอวา เว็บ (web) เปนบริการเพื่อการ
คน หาขอมูลที่ไดรับความนิยมมากที่สุดของอินเทอรเ น็ตในปจจุบัน เปนการใหบ ริการขอมูลแบบไฮเปอรเท็กซ
(hypertext) เปน วิธกี ารทจ่ี ะเชอื่ มโยงขอ มลู จากเอกสารหนงึ่ ไปขอ มูลของอีกเอกสารหน่งึ

68

11. พาณิชยอิเล็กทรอนิกส (electronic commerce หรือ e-commerce) เปนการทํา
ธุรกรรมซ้ือขายสนิ คา และบริการบนเครือขา ยอนิ เทอรเ น็ต โดยนําเสนอสินคาและบริการทางเว็บไซต

2.3. คุณธรรมและจรยิ ธรรมในการใชอนิ เทอรเน็ต
1. จรรยาบรรณในการใชอนิ เทอรเ น็ต (netiquette)
1.1. จรรยาบรรณสาํ หรับผใู ชไ ปรษณยี อิเลก็ ทรอนิกส
- ตรวจสอบกลอ งรบั ไปรษณยี ทกุ วัน จาํ กัดจํานวนไฟลแ ละขอมูลในตจู ดหมาย
- ลบขอ ความหรือจดหมายทไ่ี มตองการท้ิง
- โอนยายจดหมายจากระบบไปไวย ังเครอ่ื งคอมพวิ เตอรสวนบุคคล
- พึงระลกึ ไวเสมอวาจดหมายท่ีเกบ็ ไวใ นตูจดหมายนอ้ี าจถูกผอู น่ื
- ไมค วรจะสงจดหมายกระจายไปยังผรู บั จํานวนมาก
1.2. จรรยาบรรณสาํ หรับผูสนทนาผานเครอื ขา ย
- ควรสนทนากับผทู ่รี ูจักและตองการสนทนาดว ยเทา น้นั
- กอ นการเรียกคสู นทนา ควรตรวจสอบสถานการณใ ชงานของคสู นทนา กอน
- หลงั การเจรยี กคสู นทนาไปแลว ไมต อบกลับมาแสดงวา เขาอาจตดิ ธุระอยู
- ควรใชว าจาสภุ าพ
1.3 จรรยาบรรณสาํ หรบั ผูใชกระดานขาวหรอื กระดานสนทนา
- เขียนเร่ืองใหก ระชับ ใชขอความสัน้
- ไมค วรเขียนขอ ความพาดพิงถึงสถาบนั ของชาติในทางทไ่ี มสมควร
- ใหความสาํ คญั ในเร่ืองลิขสิทธิ์
- ไมควรสรางขอความเทจ็
- ไมค วรใชเครอื ขา ยสวนรวมเพ่อื ใชประโยชนส ว นตน
2. บัญญัติ 10 ประการในการใชงานคอมพิวเตอร
2.1 ไมใ ชคอมพิวเตอรท าํ รายผอู น่ื
2.2 ไมใ ชคอมพวิ เตอรรบกวนการทาํ งานของผูอ่นื
2.3 ไมเ ปด ดูขอมูลในแฟม ของผอู นื่ โดยไมไ ดรบั อนุญาต
2.4 ไมใ ชค อมพวิ เตอรเ พอ่ื การโจรกรรมขอ มูลขาวสาร
2.5 ไมใชค อมพิวเตอรส รา งหลกั ฐานท่เี ปน เทจ็
2.6 ไมค ดั ลอกโปรแกรมของผูอ ื่น
2.7 ไมละเมิดการใชทรพั ยากรคอมพิวเตอร
2.8 ไมนําเอาผลงานคนอ่นื มาเปน ของตวั เอง

69

2.9 คาํ นงึ ถึงสิ่งทีจ่ ะเกิดขนึ้ กบั สงั คมอนั เปนผลมาจากการกระทําของตน
2.10 ตอ งใชค อมพิวเตอรโดนเคารพกฎ ระเบยี บ กติกา

2.21 ระบบการสืบคนผานเครือขายเพอ่ื การเรยี นรู
การสืบคน ขอมูลบนอินเทอรเ น็ต

ในโลกไซเบอรสเปซมีขอมูลมากมายมหาศาล การท่ีจะคนหาขอมูลจํานวนมากมายอยางน้ีเราไม
อาจจะคลิกเพื่อคนหาขอมูลพบไดงายๆ จําเปนจะตองอาศัยการคนหาขอมูลดวยเครื่องมือคนหาท่ีเรียกวา
Search Engine เขามาชวยเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว เวบ็ ไซตท่ีใหบริการคนหาขอมลู มีมากมายหลายท่ีท้ัง
ของคนไทยและ ถาเราเปดไปทีละหนาจออาจจะตองเสยี เวลาในการคน หา และอาจหาขอมลู ทีเ่ ราตองการไม
พบ การที่เราจะคนหาขอมูลใหพบอยางรวดเร็วจึงตองพ่ึงพา Search Engine Site ซึ่งจะทําหนาที่รวบรวม
รายชอื่ เว็บไซตต างๆ เอาไว โดยจัดแยกเปนหมวดหมู ผูใชงานเพียงแตทราบหัวขอ ท่ตี องการคนหาแลว ปอน คํา
หรอื ขอความของหัวขอนน้ั ๆ ลงไปในชองที่กาํ หนด คลกิ ปุมคน หา เทานัน้ รอสกั ครูขอมลู อยา งยอ ๆ และรายช่ือ
เว็บไซตท ่เี กี่ยวของจะปรากฏใหเ ราเขาไปศึกษาเพมิ่ เติมไดทันที

การคนหาขอมลู มกี วี่ ิธี ?
1. การคนหาในรปู แบบ Index Directory
2. การคนหาในรปู แบบ Search Engine

การคนหาในรปู แบบ Index Directory
วธิ กี ารคนหาขอมูลแบบ Index นี้ขอมูลจะมคี วามเปน ระเบียบเรียบรอยมากกวาการคนหาขอมูล

ดวย วธิ ีของ Search Engine โดยมันจะถกู คัดแยกขอ มลู ออกมาเปนหมวดหมู และจดั แบง แยก Site ตางๆออก
เปนประเภท สําหรับวิธีใชงาน คุณสามารถที่จะ Click เลือกขอมูลท่ีตองการจะดูไดเลยใน Web Browser
จากน้ันทหี่ นาจอก็จะแสดงรายละเอียดของหัวขอปลีกยอยลึกลงมาอีกระดับหนึ่ง ปรากฏขนึ้ มาใหเราเลือกอีก
สวนจะแสดงออกมาใหเลือกเยอะแคไหนอันน้ีก็ขึ้นอยูกับขนาดของฐานขอมูลใน Index วาในแตละประเภท

70

จัดรวบรวมเก็บเอาไวม ากนอยเพยี งใด เมอื่ คณุ เขาไปถงึ ประเภทยอ ยท่ีคุณสนใจแลว ท่ีเว็บเพจจะแสดงรายช่ือ
ของเอกสารที่เก่ียวของกับ ประเภทของขอมูลนน้ั ๆออกมา หากคณุ คิดวาเอกสารใดสนใจหรือตองการอยากท่ี
จะดู สามารถ Click ลงไปยงั Link เพื่อขอเชื่อตอ ทางไซตกจ็ ะนําเอาผลของขอมลู ดังกลาวออกมาแสดงผลทนั ที
นอกเหนือไปจากน้ี ไซตที่แสดงออกมานั้นทางผูใหบริการยังไดเรียบเรียงโดยนําเอา Site ที่มีความเก่ียว ของ
มากที่สุดเอามาไวต อนบนสุดของรายชือ่ ท่แี สดง

การคน หาในรูปแบบ Search Engine
วิธีการอีกอยางที่นิยมใชการคนหาขอมูลคือการใช Search Engine ซึ่งผูใชสวนใหญกวา 70%

จะใชวิธีการคนหาแบบน้ี หลักการทํางานของ Search Engine จะแตกตางจากการใช Indexลักษณะของมัน
จะเปนฐานขอมลู ขนาดใหญม หาศาลที่กระจัดกระจายอยูทั่วไป บน Internet ไมมีการแสดงขอ มูลออกมาเปน
ลําดับขั้นของความสําคัญ การใชงานจะเหมือนการสืบคนฐานขอมูล อื่นๆคือ คุณจะตองพิมพคําสําคัญ
(Keyword) ซ่งึ เปน การอธบิ ายถึงขอ มูลที่คณุ ตองการจะเขา ไป คนหานนั้ ๆเขาไป จากนั้น Search Engine กจ็ ะ
แสดงขอ มลู และ Site ตางๆที่เก่ยี วขอ งออกมา

71

71

บทที่ 3
เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การเรยี นรู

3.1 คอมพวิ เตอรแ ละอินเทอรเนต็ กบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบดวยสวนตางๆ ไดแก ระบบ

คอมพิวเตอรท้ังฮารด แวร ซอฟทแ วร ระบบเครือขาย ฐานขอมลู ผพู ัฒนาระบบ ผูใชระบบ พนักงานทเี่ กยี่ วขอ ง
และ ผูเช่ียวชาญในสาขา ทุกองคประกอบน้ีทํางานรวมกันเพื่อกําหนด รวบรวม จัดเก็บขอมูล ประมวลผล
ขอมูลเพ่ือสรา งสารสนเทศ และสงผลลพั ธหรือสารสนเทศที่ไดใหผูใชเพื่อชว ยสนับสนนุ การทํางาน การตดั สนิ ใจ
การวางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะหและติดตามผลการดําเนินงานขององคกร (สุชาดา กีระ
นนั ทน, 2541)

ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององคประกอบที่ทําหนาท่ีรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และ
แจกจายสารสนเทศ เพ่ือชวยการตัดสินใจ และการควบคุมในองคกร ในการทํางานของระบบสารสนเทศ
ประกอบไปดวยกิจกรรม 3 อยาง คือ การนําขอมูลเขาสูระบบ (Input) การประมวลผล (Processing) และ
การนําเสนอผลลัพธ (Output) ระบบสารสนเทศอาจจะมกี ารสะทอ นกลับ (Feedback) เพอื่ การประเมนิ และ
ปรับปรุงขอมูลนําเขา ระบบสารสนเทศอาจจะเปนระบบที่ประมวลดวยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช
คอมพิวเตอรก็ได (Computer-based information system –CBIS) (Laudon & Laudon, 2001) แต
อยางไรกต็ ามในปจจบุ นั เมื่อกลาวถึงระบบสารสนเทศ มกั จะหมายถงึ ระบบทีต่ องอาศัยคอมพวิ เตอรแ ละระบบ
โทรคมนาคม

ระบบสารสนเทศ หมายถึง ระบบคอมพิวเตอรทีจ่ ัดเก็บขอ มูล และประมวลผลเปนสารสนเทศ และ
ระบบสารสนเทศเปนระบบที่ตองอาศัยฐานขอมูล (CIS 105 – Survey of Computer Information
Systems, n.d.)

ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปล่ียนขอมูลใหเปน
สารสนเทศ (FAO Corporate Document Repository, 1998) ระบบสารสนเทศ ไมว าจะเปน ระบบมือหรือ
ระบบอัตโนมัติ หมายถึง ระบบที่ประกอบดวย คน เคร่ืองจักรกล(machine) และวิธีการในการเก็บขอมูล
ประมวลผลขอมูล และเผยแพรข อ มลู ใหอยใู นลักษณะของสารสนเทศของผูใ ช (Information system, 2005)

สรุปไดวา ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลขอมูล โดยอาศัยบุคคลและ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการดําเนนิ การ เพอื่ ใหไดส ารสนเทศทเ่ี หมาะสมกบั งานหรอื ภารกิจแตละอยาง

Laudon & Laudon (2001) ยังอธิบายวาในมิติทางธุรกิจ ระบบสารสนเทศเปนระบบท่ีชวย
แกปญหาการจัดการขององคกร ซ่ึงถูกทาทายจากสิ่งแวดลอม ดังนั้นการใชระบบสารสนเทศอยางมี

72

ประสิทธิภาพ จําเปนท่ีจะตองเขาใจองคกร(Organzations) การจัดการ (management) และเทคโนโลยี
(Technology)

3.1.1 ประเภทของระบบสารสนเทศ
ปจจุบันจะเห็นความสัมพันธระหวางองคกร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ชัดเจนมากข้ึน และเนอื่ งจากการบริหารงานในองคกรมีหลายระดับ กิจกรรมขององคกรแตละประเภทอาจจะ
แตกตา งกนั ดงั น้ันระบบสารสนเทศของแตล ะองคกรอาจแบงประเภทแตกตางกันออกไป (สุชาดา กีระนันทน,
2541) ถาพิจารณาจําแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทํางานในองคกร จะแบงระบบ
สารสนเทศไดเ ปน 4 ประเภท ดังนี้ (Laudon & Laudon, 2001)

1. ระบบสารสนเทศสาํ หรับระดับผูป ฏิบตั งิ าน (Operational – level systems) ชวยสนับสนนุ การ
ทํางานของผูปฏิบัติงานในสวนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทํารายการตางๆขององคกร เชนใบเสร็จรับเงิน
รายการขาย การควบคุมวัสดุของหนวยงาน เปนตน วัตถุประสงคหลักของระบบนี้ก็เพ่ือชวยการดําเนินงาน
ประจาํ แตละวัน และควบคมุ รายการขอมลู ทเ่ี กิดข้นึ

2. ระบบสารสนเทศสาํ หรบั ผูชํานาญการ (Knowledge-level systems) ระบบนี้สนบั สนุนผทู าํ งาน
ที่มีความรูเกี่ยวของกับขอมูล วัตถุประสงคหลักของระบบนี้ก็เพ่ือชวยใหมีการนําความรูใหมมาใช และชวย
ควบคมุ การไหลเวียนของงานเอกสารขององคกร

3. ระบบสารสนเทศสําหรับผูบริหาร (Management – level systems) เปนระบบสารสนเทศที่
ชว ยในการตรวจสอบ การควบคมุ การตดั สนิ ใจ และการบรหิ ารงานของผูบรหิ ารระดับกลางขององคกร

4. ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ (Strategic-level system) เปนระบบสารสนเทศท่ีชวยการ
บรหิ ารระดบั สูง ชวยในการสนับสนนุ การวางแผนระยะยาว หลกั การของระบบคอื ตองจดั ความสมั พนั ธร ะหวา ง
สภาพแวดลอ มภายนอกกับความสามารถภายในท่ีองคก รมี เชน ในอีก 5 ปขางหนา องคก รจะผลิตสินคา ใด

สุชาดา กรี ะนันทน (2541)และ Laudon & Laudon (2001) ไดแ บง ประเภทของระบบสารสนเทศท่ี
สนับสนนุ การทํางานของผูป ฏิบตั ิงาน/ผูบริหารระดับตา งๆไว ดงั น้ี

73

1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems – TPS) เปน ระบบที่ทาํ หนาที่ใน
การปฏิบัติงานประจาํ ทําการบนั ทึกจัดเกบ็ ประมวลผลรายการที่เกดิ ข้นึ ในแตละวัน โดยใชระบบคอมพิวเตอร
ทํางานแทนการทํางานดวยมือ ทั้งนี้เพ่ือท่ีจะทําการสรุปขอมูลเพ่ือสรางเปนสารสนเทศ ระบบประมวลผล
รายการน้ี สวนใหญจะเปนระบบท่เี ชอื่ มโยงกจิ การกับลกู คา ตวั อยา ง เชน ระบบการจองบัตรโดยสารเครอ่ื งบิน
ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เปน ตน ในระบบตองสรา งฐานขอ มูลทจี่ ําเปน ระบบน้มี ักจดั ทาํ เพือ่ สนองความ
ตอ งการของผูบริหารระดับตนเปนสวนใหญเพื่อใหส ามารถปฏิบัติงานประจําได ผลลัพธของระบบน้ี มักจะอยู
ในรปู ของ รายงานท่ีมรี ายละเอียด รายงานผลเบื้องตน

2. ระบบสํานักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เปนระบบที่สนับสนุนงานใน
สํานักงาน หรืองานธุรการของหนวยงาน ระบบจะประสานการทํางานของบคุ ลากรรวมท้ังกบั บุคคลภายนอก
หรือหนวยงานอื่น ระบบน้ีจะเกี่ยวของกับการจัดการเอกสาร โดยการใชซอฟทแวรดานการพิมพ การติดตอ
ผานระบบไปรษณยี อิเลก็ ทรอนิกส เปน ตน ผลลัพธของระบบนี้ มักอยูใ นรูปของเอกสารกาํ หนดการสง่ิ พิมพ

3. ระบบงานสรางความรู (Knowledge Work Systems – KWS) เปนระบบที่ชวยสนับสนุน
บุคลากรท่ีทาํ งานดานการสรา งความรูเพอ่ื พัฒนาการคดิ คน สรางผลิตภัณฑใ หม ๆ บริการใหม ความรใู หมเพื่อ
นําไปใชป ระโยชนใ นหนว ยงาน หนว ยงานตองนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาสนับสนนุ ใหการพัฒนาเกิดขน้ึ ได
โดยสะดวก สามารถแขงขันไดทั้งในดานเวลา คุณภาพ และราคา ระบบตองอาศัยแบบจําลองท่ีสรางข้ึน
ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดําเนินการ กอนที่จะนําเขามาดําเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธของระบบนี้
มกั อยูในรูปของ สิ่งประดษิ ฐตวั แบบ รูปแบบ เปน ตน

4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS) เปนระบบ
สารสนเทศสําหรับผูปฏิบัติงานระดับกลางใชในการวางแผนการบริหารจัดการ และการควบคุมระบบจะ
เช่ือมโยงขอมูลที่มีอยูในระบบประมวลผลรายการเขาดวยกัน เพื่อประมวลและสรางสารสนเทศที่เหมาะสม
และจําเปนตอการบริหารงาน ตัวอยาง เชน ระบบบริหารงานบุคลากร ผลลัพธของระบบน้ีมักอยูในรูปของ
รายงานสรปุ รายงานของสิง่ ผดิ ปกติ

5. ระบบสนบั สนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เปนระบบท่ีชว ยผูบริหารใน
การตัดสินใจสําหรับปญหา หรือที่มีโครงสรางหรือขั้นตอนในการหาคําตอบที่แนนอนเพียงบางสวนขอมูลที่ใช
ตองอาศัยทั้งขอมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน ระบบยังตองสามารถเสนอทางเลือกให
ผูบ ริหารพิจารณา เพ่ือเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสําหรบั สถานการณน้ัน หลักการของระบบสรางข้นึ จาก
แนวคิดของการใชคอมพิวเตอรชวยการตัดสินใจ โดยใหผูใชโตตอบโดยตรงกับระบบทําใหสามารถวิเคราะห
ปรับเปลี่ยนเง่ือนไขและกระบวนการพิจารณาไดโดยอาศัยประสบการณและ ความสามารถของผูบริหารเอง
ผบู รหิ ารอาจกาํ หนดเงื่อนไขและทาํ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตางๆ ไปจนกระท่ังพบสถานการณท ีเ่ หมาะสมท่ีสุด

74

แลวใชเปนสารสนเทศที่ชวยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธอาจจะอยูในรูปของรายงานเฉพาะกิจ รายงานการ
วเิ คราะหเพอ่ื ตดั สินใจการทํานาย หรอื พยากรณเ หตุการณ

6. ระบบสารสนเทศสําหรบั ผูบริหารระดบั สงู (Executive Information System – EIS) เปน ระบบ
ที่สรางสารสนเทศเชิงกลยุทธสําหรับผูบริหารระดับสูง ซึ่งทําหนาท่ีกําหนดแผนระยะยาวและเปาหมายของ
กจิ การ สารสนเทศสําหรับผูบ ริหารระดับสูงน้ีจําเปนตองอาศยั ขอมูลภายนอกกิจกรรมเปนอยา งมาก ย่ิงในยุค
ปจ จุบันท่ีเปนยุค Globalization ขอ มูลระดับโลก แนวโนมระดับสากลเปนขอมูลที่จําเปนสําหรับการแขงขัน
ของธรุ กิจ ผลลัพธข องระบบน้ี มักอยใู นรูปของการพยากรณ/การคาดการณ

ถึงแมวาระบบสารสนเทศจะมีหลายประเภท แตองคประกอบที่จําเปนของระบบสารสนเทศทุก
ประเภท ก็คือตอ งประกอบดวยกิจกรรม 3 อยางตามท่ี Laudon & Laudon (2001)ไดกลาวไว คือ ระบบตอง
มกี ารนําเขา ขอมูล การประมวลผลขอ มูล และการแสดงผลลัพธของขอ มลู

สุชาดา กีระนันทน (2541) สรุปไววา การพัฒนาระบบสารสนเทศในองคกรน้ันเปนส่ิงทาทาย
ผบู ริหารเปน อยางมาก การท่ีจะพัฒนาระบบสารสนเทศข้ึนในหนวยงานเปน สง่ิ ทผ่ี ูบรหิ ารและผูรบั ผิดชอบการ
พัฒนาระบบ ตองรวมกันตัดสินใจอยางรอบคอบ เพราะการนําระบบสารสนเทศมาใชอาจจะกระทบตอ
กระบวนการดําเนินงานและการบรหิ ารทีเ่ ปนอยู หรืออาจจะมผี ลกอใหเ กดิ การเปลี่ยนแปลงในองคกร

3.1.2 เครือขา ยคอมพิวเตอรแ ละอนิ เทอรเ น็ต
1. เครือขา ยคอมพวิ เตอร

1.1. ความหมายและองคประกอบของเครือขายคอมพิวเตอร เครือขายคอมพิวเตอร
(computer net-work) หมายถึง การเชื่อมตอคอมพิวเตอรและอุปกรณตอพวงเขาดวยกันโดยใชสื่อกลาง
ตา งๆเครอื ขา ยคอมพิวเตอรส ามารถแบง ออกได 6 ประเภท ดังน้ี

1. เครือขายเฉพาะที่ หรอื แลน (local area network : LAN)
2. เครอื ขา ยนครหลวง หรอื แมน (metropolitan area network : MAN)
3. เครือขายบรเิ วณกวาง หรือแวน (wide area network : WAN)
4. เครอื ขา ยภายในองคก ร หรืออินทราเนต็ (intranet)
5. เครอื ขา ยภายนอกองคก ร หรือเอก็ ทราเนต็ (extranet)
6. เครือขา ยอนิ เทอรเ น็ต (internet)
1.2. การเลอื กใชฮ ารดแวรข องระบบเครอื ขายขนาดเล็ก
1.2.1 อุปกรณในระบบเครอื ขา ยขนาดเล็ก

1.2.1.1. การดแลน (LAN card) เปนอุปกรณท่ีทําหนาที่รับสงขอมูลจากคอมพิวเตอร
เครือ่ งหนง่ึ ไปสคู อมพิวเตอรอ กี เครอื่ งหนึ่งโดยผา นสายแลน

75

1.2.1.2 ฮับ (hub) เปนอุปกรณท ี่ทําหนาท่ีเสมือนกับชุมทางขอมูล มีหนาท่ีเปนตัวกลาง
คอยสงขอ มูลใหค อมพวิ เตอรในเครือขา ย

1.2.1.3. สวิตช (switch) เปนอุปกรณรวมสัญญาณเชนเดียวกับฮับ แตตางจากฮับ คือ
การรับสง ขอมูลจากคอมพิวเตอรเครือ่ งหนึ่งนั้นจะไมก ระจายไปยังทุกเคร่ือง เนื่องจากขอมูลจะตรวจสอบกอน
วาเปนของเครอ่ื งใด แลว จึงสงไปยงั ปลายทาง

1.2.1.4. โมเด็ม (modem) เปนอุปกรณที่ทําหนาท่ีแปลงสัญญาณเพือ่ ใหสมมารถสง ผาน
สายโทรศัพทได

1.2.1.5. อุปกรณจัดเสนทางหรือเราเตอร (router) เปนอุปกรณท่ีใชในการเชื่อมโยง
เครอื ขายหลายเครอื ขา ยเขาดว ยกนั เราเตอรทําหนา ทเี่ ลือกเสน ทางทด่ี ที ่ีสดุ

1.2.1.6. สายสญั ญาณ (cable) เปน อุปกรณท ่ีทาํ หนา ทเ่ี ปนสอ่ื กลางในการรบั สงขอ มลู
2. การเช่ือมตอระบบเครือขายขนาดเล็ก

2.1. การเชื่อมตอเครือขายระยะใกล หากมีคอมพิวเตอรในระบบเครือขายไมเกินสองเครื่อง
อปุ กรณในระบบเครือขายนอกจากเคร่ืองคอมพวิ เตอรแลว ยังตองมีการด แลนและสายสัญญาณ โดยไมตองใช
ฮบั และสวิตช เพราะถามีคอมพวิ เตอรส องเครือ่ ง ก็สามารถเชือ่ ตอ โดยใชส ายไขว (cross line)

2.2. การเชื่อมตอเครือขายระยะไกล จากขอกําจัดของเครือขายที่ใชสายแลนที่ไมสามารถ
เดินสายใหมคี วามยาวมากกวา 100 เมตรได จงึ ตองหาทางเลือกสําหรับระบบเครือขายระยะไกล ดงั นี้

- แบบที่ 1 คือ ตองตดิ ต้งั เครอ่ื งทวนสญั ญาณ (repeater) ไวทุกๆระยะ 100 เมตร
- แบบที่ 2 คอื ใชโ มเด็มหมุนโทรศัพทเขา หากันเมื่อตอ งการเช่ือมตอ เละเมื่อเสร็จสนิ้ ก็ยกเลิก
การเชือ่ มตอ
- แบบท่ี 3 คือ เปนเทคโนโลยีท่ีมีประสิทธิภาพดีที่สุดในปจจุบันสายสัญญาณที่เลือกใช คือ
สายใยแกวนาํ แสง สามารถสง ขอ มูลระยะไกลไดและมีความเร็วสงู
- แบบที่ 4 คือ ใชจุดเช่ือมตอแบบไรสาย (wireless lan) เปนการเชื่อมตอโดยใชสัญญาณ
วิทยุทางอากาศแทนการใชส ายโทรศัพท
- แบบท่ี 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซึ่งเปนหน่ึงในเทคโนโลยีตระกูล DSL (Digital
Subscriber Line) เปนเทคโนโลยีโมเดม็ ทท่ี าํ ใหคสู ายทองแดงกลายเปนส่อื สญั ญาณดิจิทัลความเร็วสงู
- แบบท่ี 6 คือ เทคโนโลยีแบบ 75ikipedi over VDSL เปนเทคโนโลยีระบบเครือขายแบบ
ลา สุดที่สามารถจะติดตัง้ ใชง านไดเอง สามารถเชอื่ มตอ ใชก ับโทรศพั ทไ ด
1.3. การเลือกใชซอฟตแวรข องระบบเครือขา ยขนาดเล็ก
1. ระบบปฏิบตั กิ ารลินกุ ซ เซ็นโอเอส (Linux community enterprise operating system)

76

นิยมเรียกยอวา CentOS ซ่ึงชวยประหยัดงบประมาณขององคกร เนื่องจาก CentOS เปนซอฟแวร
เปดเผยโคด (open source software) ผูใชสามารถดาวนโหลดโคดไปใชงานโดยไมตองจายคาลิขสิทธ์ิ
ซอฟตแ วร

2. ระบบปฏิบัติการวินโดวส เซิรฟเวอร (Windows server) ปจจุบันถูกพัฒนาเปน windows
Server 2008 ซ่ึงออกแบบมาเพ่ือนสนับสนุนระบบเครอื ขาย แอพพลิเคช่ันและบริการอืน่ ๆ ท่ีมีความทันสมัย
บนเวบ็ ไซต โดยมีคณุ สมบตั เิ ดน ดังนี้

1. สรางโครงสรางพื้นฐานที่มั่นคงสําหรับภาระงานของเซิรฟเวอร รวมถึงความตองการดาน
แอพพลิเคช่ันตา งๆดวย

2. เวอรชวลไลเซซ่ัน (virtualization) เปนการสรางระบบเสมือนจริงท่ีมีรากฐานจากระบบ
hypervisor ชวยใหสามารถรวมเซริ ฟ เวอรและใชง านฮารดแวรไ ดอ ยา งเต็มที่

3. มรี ะบบจัดการและดแู ลเว็บ และแอพพลเิ คชัน่ ทไี่ ดร ับการพัฒนามากข้นึ
4. ระบบความปลอดภัย ไดรับการพัฒนาใหมีความทนทานมากข้ึน พรอมท้ังผสานการใช
เทคโนโลยีดา น IDA หลายชิน้
3.1.3 อินเทอรเน็ต
ความหมายและพฒั นาการของอนิ เทอรเนต็ อนิ เทอรเน็ต (internet) มาจากคําวา interconnection
network หมายถึง การใชป ระโยชนของระบบเครือขายที่นําเครอื่ งคอมพิวเตอรหลายๆ เครอื่ งมาเช่ือมตอกัน
โดยผา นสอ่ื กลางชนิดใดชนิดหนึ่ง
บรกิ ารบนอินเทอรเน็ต
1. ไปรษณียอิเล็กทรอนิกส หรืออีเมลล (electronic mail or e-mail) เนื่องจากในระบบ
เครือขายอินเทอรเน็ตน้ันมีการเช่ือมตอคอมพิวเตอรหลายเครื่องเขาดวยกัน ทําใหการสงขอมูลระหวาง
คอมพวิ เตอรด ว ยกนั สามารถทําไดง า ย
2. เมลลงิ ลิสต (mailing list) เปนเสมอื นเครือ่ งมอื ที่ใชกระจายขาวสารและขอ มูลเฉพาะกลุม
3. การสื่อสารในเวลาจริง (realtime communication) เปนการสื่อสารกันท่ีสามารถโตตอบ
กลับไดท ันทผี านเครอื ขายอินเทอรเ น็ต เชน แชท (chat)
4. เว็บไซตเครือขายทางสังคม (social networking web site) เปนชุมชนออนไลนที่กลุมคน
รวมกันเปนสังคม เชน facebook
5. บล็อก (blog) ยอมาจากคําวา เว็บบลอ็ ก (76ikipe) เปนเว็บไซตท ี่ใชเ ขยี นบนั ทกึ เรือ่ งราว เพ่ือ
สอื่ สารความรูสึก มุมมอง เรียกวา ไดอารีอ่ อนไลน (diary online)
6. วิกิ (wiki) เปนรูปแบบการเผยแพรขอมูลที่บุคคลตางๆ ที่มีความรูในแตละเร่ืองมาใหขอมูล
เชน 76ikipedia

77

7. บริการเขาใชระบบคอมพิวเตอรระยะไกล (remote login/telnet) บริการน้ีอนุญาตใหผูใช
สามารถเขาไปทาํ งานตางๆ ท่ีอยูในคอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งผา นทางคอมพิวเตอรอกี เครื่องหนงึ่ ท่เี ช่ือมตอ อยใู น
เครอื ขายอินเทอรเ นต็ ไมวาคอมพวิ เตอรเ ครอ่ื งนนั้ จะอยใู กลหรอื ไกลกันกต็ าม

8. การโอนยายขอมูล (file transfer protocol : FTP) เปนการถายโอนแฟมขอมูลจาก
คอมพิวเตอรเ คร่อื งหนึ่งไปยงั คอมพวิ เตอรอกี เครื่องหนงึ่ ซง่ึ อาจจะอยูใกลหรือไกล

9. บริการแลกเปลี่ยนขอมลู ขาวสาร หรือ ยูสเน็ต (usenet) เปนอีกบริการหน่ึงบนอินเทอรเน็ต
ซ่ึงมลี กั ษณะเปน กลมุ สนทนา เพื่อแลกเปลย่ี นขา วสารกันบนเครือขา ยอินเทอรเ นต็

10. เวิลดไวดเว็บ (world wide web) ซ่ึงอาจเรยี กยอวา เว็บ (web) เปนบรกิ ารเพื่อการคนหา
ขอมูลที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุดของอินเทอรเน็ตในปจจุบัน เปนการใหบริการขอมูลแบบไฮเปอรเท็กซ
(hypertext) เปนวิธีการท่ีจะเชื่อมโยงขอมูลจากเอกสารหนึ่งไปขอ มูลของอกี เอกสารหนึ่ง

11. พาณิชยอิเล็กทรอนิกส (electronic commerce หรือ e-commerce) เปนการทําธุรกรรม
ซื้อขายสินคาและบรกิ ารบนเครือขายอินเทอรเ นต็ โดยนาํ เสนอสินคาและบริการทางเว็บไซต

2.3. คณุ ธรรมและจริยธรรมในการใชอนิ เทอรเน็ต
1. จรรยาบรรณในการใชอนิ เทอรเนต็ (netiquette)
1.1. จรรยาบรรณสาํ หรบั ผใู ชไปรษณยี อ ิเลก็ ทรอนิกส
- ตรวจสอบกลองรบั ไปรษณียท ุกวัน จาํ กดั จาํ นวนไฟลแ ละขอมลู ในตูจดหมาย
- ลบขอ ความหรอื จดหมายทีไ่ มตองการทงิ้
- โอนยา ยจดหมายจากระบบไปไวยงั เคร่อื งคอมพิวเตอรสว นบคุ คล
- พงึ ระลึกไวเ สมอวา จดหมายท่ีเก็บไวในตจู ดหมายน้ีอาจถูกผูอ่ืน
- ไมควรจะสงจดหมายกระจายไปยังผูรบั จาํ นวนมาก
1.2. จรรยาบรรณสาํ หรับผสู นทนาผานเครือขา ย
- ควรสนทนากบั ผทู ่รี จู ักและตองการสนทนาดวยเทา นั้น
- กอนการเรียกคูส นทนา ควรตรวจสอบสถานการณใ ชง านของคสู นทนา กอน
- หลงั การเจรยี กคูสนทนาไปแลว ไมตอบกลบั มาแสดงวา เขาอาจตดิ ธรุ ะอยู
- ควรใชว าจาสภุ าพ
1.3 จรรยาบรรณสาํ หรบั ผใู ชกระดานขาวหรือกระดานสนทนา
- เขียนเร่ืองใหก ระชับ ใชขอความส้ัน
- ไมควรเขียนขอ ความพาดพิงถงึ สถาบันของชาตใิ นทางท่ีไมส มควร
- ใหความสําคัญในเรอ่ื งลขิ สิทธ์ิ
ไมควรสรา งขอความเท็จ

78

- ไมควรใชเครือขายสว นรวมเพอื่ ใชประโยชนสวนตน
2. บัญญตั ิ 10 ประการในการใชง านคอมพิวเตอร

1. ไมใ ชคอมพิวเตอรทาํ รายผูอ น่ื
2. ไมใ ชค อมพิวเตอรรบกวนการทํางานของผูอ น่ื
3. ไมเ ปด ดขู อ มลู ในแฟม ของผอู นื่ โดยไมไ ดร ับอนุญาต
4. ไมใชค อมพิวเตอรเ พ่อื การโจรกรรมขอ มูลขาวสาร
5. ไมใชคอมพิวเตอรสรางหลกั ฐานทเี่ ปน เทจ็
6. ไมคดั ลอกโปรแกรมของผอู น่ื
7. ไมละเมดิ การใชทรพั ยากรคอมพวิ เตอร
8. ไมนําเอาผลงานคนอน่ื มาเปน ของตวั เอง
9. คํานงึ ถึงสิง่ ท่ีจะเกดิ ขน้ึ กบั สงั คมอนั เปน ผลมาจากการกระทําของตน
10. ตองใชค อมพวิ เตอรโ ดนเคารพกฎ ระเบยี บ กติกา
กฎหมายเกยี่ วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ มี 6 ฉบบั ดังน้ี
1. กฎหมายเกย่ี วกบั ธรุ กรรมทางอเิ ล็กทรอนกิ ส
2. กฎหมายเก่ยี วกบั ลายมอื ช่อื อเิ ลก็ ทรอนิกส
3. กฎหมายเกย่ี วกบั การคมุ ครองขอ มลู สวนบคุ คล
4. กฎหมายเกยี่ วกบั การคุมครองขอ มูลสว นบุคคล
5. กฎหมายวา ดว ยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร
6. กฎหมายเก่ยี วกบั การพฒั นาโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศ
กฎหมายทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ
- ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส
- ลายมอื ช่ืออิเล็กทรอนิกส
- โอนเงนิ ทางอิเล็กทรอนิกส
- การคมุ ครองขอ มูลสวนบคุ คล
- อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร
- การพัฒนาโครงสรา งพน้ื ฐานสารสนเทศ

3.2 เทคโนโลยีและสารสนเทศเพอื่ การเรียนรู
ปจ จุบัน ประเทศตาง ๆ ทัว่ โลกใหค วามสําคัญกบั การลงทุนทางเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร

(Information and Communication Technology : ICT) เพื่อใชเปนเคร่ืองมือในการพัฒนาประเทศ ทั้ง

79

ดานเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา จนเกิดความแตกตางระหวางประเทศที่มีความพรอมทาง ICT กับ
ประเทศท่ีขาดแคลนท่ีเรียกวา Digital Divide ในขณะเดียวกันประเทศท่ัวโลกตางมุงสรางสังคมใหมใหเปน
สังคมที่ใชความรูเปนฐาน (Knowledge Based Society) จนเกิดความแตกตางระหวางสังคมท่ีสมบูรณดวย
ความรู กับสังคมที่ดอยความรู ที่เรียกวา Knowledge Divide ในยุคของการปฏิรปู การศกึ ษา ตา งก็เรง พฒั นา
การศึกษาใหการศึกษาไปพัฒนาคุณภาพของคน เพ่ือใหคนไปชวยพัฒนาประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสอื่ สาร (ICT) จึงเปน เคร่ืองมอื ที่มีความสาํ คญั เพราะมคี ุณภาพสูงในการชวยเพิม่ ประสิทธิภาพของการจัด
การศึกษา เชน ชวยนําขาวสารทางการศึกษาใหเขาถึงประชาชน (Access) สงเสริม การเรียนรูตอเนื่องนอก
ระบบโรงเรียน และการเรียนรูตามอัธยาศัย ชวยจัดทําขอมูลสารสนเทศเพ่ือการบริหารและจัดการ ชวยเพ่ิม
ความรวดเร็วและแมนยาํ ในการจัดทาํ ขอ มูล และการวิเคราะหขอมลู การเก็บรักษา และการเรยี กใชในกิจกรรม
ตา ง ๆ ในการจัดการศกึ ษา โดยเฉพาะอยางยิง่ การใชเ ทคโนโลยีเพือ่ การจดั การเรยี นรู แตการใหความสนใจกับ
การใชเทคโนโลยเี พ่ือชวยการเรียนรูของผเู รยี นก็อาจหลงทางได ถา ผูบริหารสถานศึกษายึดถือการมีเทคโนโลยี
เปนจุดหมายปลายทางของการศึกษา แทนท่ีจะยึดถือผลการเรียนรูเปนเปาหมาย ปรากฏการณของการหลง
ทางจะพบเห็นในการประชาสัมพันธถึงความพรอมทางระบบคอมพิวเตอร การมีเครือขายโยงเขา Internet
สะดวก ผูเรียนเรียนรูการใชเทคโนโลยีและมีโอกาสใชไดเตม็ ที่ แตในบางสถานศึกษาผเู รียนอาจใชเทคโนโลยีไม
คุมคา ขาดเปา หมายในการเรียนรูสาระสําคัญตามหลกั สูตรวิชาตาง ๆ และขาดโอกาสในการใชเทคโนโลยเี พื่อ
พฒั นากระบวนการทางปญ ญาอยางแทจริง

เทคโนโลยไี ดเ ขามามสี ว นเกี่ยวของกับการเรยี นรู 3 ลักษณะ คือ
1. การเรียนรูเก่ียวกับเทคโนโลยี (Learning about Technology) ไดแก การเรียนรูระบบการ

ทํางานของคอมพิวเตอร เรียนรูจนสามารถใชระบบคอมพิวเตอรได ทําระบบขอมูลสารสนเทศเปน สื่อสาร
ขอมูลทางไกลผา น Email และ Internet ได เปนตน

2. การเรยี นรูโดยใชเ ทคโนโลยี (Learning by Technology) ไดแ ก การเรียนรูความรูใหม ๆ การ
ฝกความสามารถ ทักษะบางประการ โดยใชส่ือเทคโนโลยี เชน ใชคอมพิวเตอรชวยสอน (CAI) เรียนรูทักษะ

80

ใหม ๆ ทางโทรทัศนทสี่ งผา นดาวเทียม การคน ควา เรื่องท่ีสนใจผา น Internet การเรียนผาน DLTV DLIT เปน
ตน

3. การเรียนรูกับเทคโนโลยี (Learning with Technology) ไดแกการเรียนรูดวยระบบการ
ส่อื สาร 2 ทาง (Interactive) กับเทคโนโลยี เชน การฝกทักษะภาษากับโปรแกรมที่ใหขอมูลยอนกลับถึงความ
ถกู ตอ ง (Feedback) การฝก การแกปญหากบั สถานการณจ ําลอง (Simulation) เปนตน

แนวคิดในนําเทคโนโลยีไปประยกุ ตใ ชเพอื่ การเรยี นรู
1. การใชเทคโนโลยีพัฒนากระบวนการทางปญญา กระบวนการทางปญญา (Intellectual

Skills) คอื กระบวนการท่มี อี งคประกอบสาํ คญั คอื
1.1 การรับรูสิ่งเรา (Stimulus)
1.2 การจําแนกส่ิงเรา จัดกลุมเปนความคดิ รวบยอด (Concept)
1.3 การเชือ่ มโยงความคดิ รวบยอดเปนกฎเกณฑ หลกั การ (Rule) ดวยวิธอี ุปนัย (Inductive)
1.4 การนํากฎเกณฑ หลกั การไปประยกุ ตใ ชดว ยวธิ ีนริ นัย (Deductive)
1.5 การสรุปเปนองคค วามรใู หม ๆ (Generalization)

ระบบคอมพิวเตอรมสี มรรถนะสูงท่ีจะชวยพฒั นาผูเรยี นใหมีความฉลาดในกระบวนการทางปญญานี้
โดยครูอาจจดั ขอมูลในเรอ่ื งตาง ๆ ในวิชาท่ีสอน ใหผูเรียนฝกรับรู แสวงหาขอมูล นํามาวิเคราะหกําหนดเปน
ความคิดรวบยอดและใชค อมพิวเตอรชวยแสดงแผนผังความคิดรวบยอด (Concept Map) โยงเปนกฎเกณฑ
หลักการ ซึ่งผูสอนสามารถจัดสถานการณใหผูเ รียนฝก การนํากฎเกณฑ หลักการไปประยกุ ต จนสรปุ เปนองค
ความรูอยางมีเหตผุ ล บนั ทกึ สะสมไวเ ปนคลังความรขู องผูเรียนตอไป

การใชเ ทคโนโลยีพัฒนาความสามารถในการแกป ญหา การเรยี นรทู ่ีเนนผูเรียนเปนศนู ยก ลางหรือถือ
วาผูเรียนสาํ คัญท่ีสุดนั้น สามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนใหผูเรียนมีโอกาสทําโครงงานแสวงหาความรู
ตามหลักสูตร หาความรูในเร่ืองท่ีผูเรียนสนใจ หรือเพื่อแกปญหา (Problem-Based Learning) การเรียนรู
ลักษณะน้ีจะเร่ิมตนดวยการกําหนดประเดน็ เร่ือง (Theme) ตามมาดวยการวางแผนกําหนดขอมลู หรือสาระที่
ตองการ ผูสออาจจดั บุญชแี สดงแหลง ขอมูล (Sources) ทั้งจากเอกสารส่งิ พิมพ และจาก Electronic Sources
เชน ชื่อของ Web ตา ง ๆ ใหผูเ รียนแสวงหาขอมลู วิเคราะห สังเคราะห เปน คาํ ตอบ สรางเปนองคความรตู าง
ๆ โดยใชเ ทคโนโลยีเปน เครอ่ื งมือชวย และครูชว ยกํากบั ผลการเรยี นรูใ หเปน ไปตามมาตรฐานคณุ ภาพที่ตองการ
ทัง้ น้ีครูจะมีบทบาทสาํ คัญในการชวยช้ีแนะทิศทางของการแสวงหาความรูหรือแนะนําผูเรียนใหพ ัฒนาความรู
ความสามารถเพ่มิ ขึ้นใหสอดคลองกับมาตรฐานคุณภาพผลการเรียนรู

81

บิลล เกตส (Bill Gate) กับการนาํ เทคโนโลยมี าใชใ นการจดั การเรยี นรู
1. การเรียนไมไดมีเฉพาะในหองเรียน ในโลกยุคปจจุบัน คนสามารถท่ีจะเรียนไดจากแหลง

ความรูที่หลากหลาย โดยเฉพาะทางดวนขอมูล (Information Superhighway) ซึ่งกําลังจะมีบทบาท และมี
ความสาํ คญั อยางยิง่ ตอการจัดการศึกษาของมนุษย

2. ผูเรียนมคี วามแตกตา งระหวางบุคคล บิลล เกตส ไดอางทฤษฎีอาจารยว ชิ าการศึกษาที่วา เด็ก
แตล ะคนมคี วามแตกตา งกันจงึ จําเปน จะตอ งจัดการเรยี นการสอน ใหสอดคลองกบั ความแตกตางระหวางบุคคล
เพราะเดก็ แตล ะคนมีความรคู วามเขา ใจ ประสบการณ และการมองโลกแตกตา งกันออกไป

3. การเรียนที่ตอบสนองความตองการรายคน การศึกษาที่สอนเด็กจํานวนมาก โดยรูปแบบท่ี
จัดเปนรายชั้นเรียน ในปจจบุ ันไมสามารถท่ีจะตอบสนองความตองการของเด็กเปนรายคนได แตดวยอํานาจ
และประสิทธิภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร การเรียนตามความตองการของแตล ะคน ซึ่งเปนความฝนของ
นกั การศึกษามานานแลว น้ัน สามารถจะเปน จรงิ ไดโดยมีครคู อยใหก ารดแู ลชว ยเหลอื และแนะนาํ

4. การเรียนโดยใชส่ือประสม ในอนาคตหองเรียนทุกหองจะมีส่ือประสมจากเครือขาย
คอมพิวเตอรทเี่ ด็กสามารถเลอื กเรียนเรอ่ื งตา ง ๆ ไดตามความตองการ

5. บทบาทของทางดวนขอมูล กบั การสอนของครู ดวยระบบเครอื ขายทางดวนขอ มลู จะทําใหได
ครูท่ีสอนเกง จากท่ีตาง ๆ มากมายมาเปนตนแบบ และสิ่งท่ีครูสอนน้ันแทนที่จะใชกับเด็กเพียงกลุมเดียว ก็
สามารถสรา ง Web Site ของตนข้นึ มาเพื่อเผยแผ จะชวยในการปฏิวัตกิ ารเรยี นการสอนไดม าก

6. บทบาทของครูเปลี่ยนไปหลายบทบาทหนาที่ เชน ทาํ หนา ทเ่ี หมือนกบั ครฝู กของนักศึกษาคอย
ชวยเหลือใหค ําแนะนํา เปนเพื่อนของผเู รียน เปนทางออกทสี่ รา งสรรคใหกับเด็ก และเปนสะพานการสื่อสารที่
เชื่อมโยงระหวา งเดก็ กับโลก ซึ่งอันนก้ี ็คอื บทบาทที่ยิ่งใหญของครู

7. ความสมั พนั ธระหวางนกั เรียน ครู และผปู กครองจะใชร ะบบทางดว นขอ มูลคอมพิวเตอร ชวย
เชอ่ื มโยงความสัมพันธระหวา ง นักเรยี น ครู และผปู กครอง เชน การสง E-mail จากครู ไปถงึ ผปู กครอง

ความคิดของบิลล เกตส นับเปนการเปดโลกใหมดานการศึกษาดวยการนําระบบคอมพิวเตอร
สมัยใหม และทางดวนขอมูลท่ีสามารถเชื่อมโยงกันไดท่ัวโลกเขามาเปนตัวกระตุน การปฏิวัติระบบการเรียน
การสอนท่ีมีอยเู ดิม ถึงแมวาเขาจะยํ้าวาหอ งเรียนยังคงมีอยเู หมอื นเดิม เพื่อลดการตอตานดานเทคโนโลยี แต
จากรายละเอียดท่ีเขานําเสนอ จะพบวาการเรียนการสอนในอนาคตจะตองเปล่ียนไปมาก ความหวังของ
นักศึกษาทุกคนก็คือ การเปด โอกาสใหเด็กสามารถเรียนไดเ ปนรายบคุ คลโดยมีการวางแผนรว มกับครู ถาคนใน
วงการศกึ ษาไมป รับเปลีย่ นจะลา หลังกวาวงการอืน่ ๆ อยางแนนอน

การจัดปจ จัยเพอ่ื สนบั สนนุ การใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื ชว ยการจัดการเรยี นรู

82

ปจจัยพื้นฐาน คือ การสรางความพรอมของเคร่ืองมืออุปกรณตาง ๆ ใหมีสรรถนะและจํานวน
เพียงพอตอการใชง านของผูเรียน รวมถึงการอาํ นวยความสะดวกใหผูเรียนสามารถใชเทคโนโลยีไดต ลอดเวลา
จะเปน ปจ จยั เบือ้ งตนของการสงเสริมการใชเทคโนโลยเี พ่อื การเรียนรู สิ่งที่ควรเปน ปจจยั เพิ่มเติม คอื

1. ครูสรา งโอกาสในการใชเ ทคโนโลยีเพือ่ การเรยี นรู
ปจ จยั ทจี่ ะผลักดันใหมีการใชเทคโนโลยีอยางคมุ คา คือ การที่ครูออกแบบกระบวนการเรยี นรูให

เอ้ือตอการทํากิจกรรมประกอบการเรียนรู เปนกิจกรรมทต่ี องใชกระบวนการแสวงหาความรูจากแหลงขอมูล
ตาง ๆ ทั้งจากการสังเกตในสถานการณจริง การทดลอง การคนควาจากสื่อสิ่งพิมพ และจากส่ือ Electronic
เชน จาก Web Sites เปน กจิ กรรมทต่ี องมกี ารทาํ โครงงานอสิ ระสนองความสนใจ เปนกจิ กรรมท่ีตอ งฝกปฏิบัติ
จาก Software สําเร็จรูป เปนกิจกรรมท่ีตองมีการบันทึก วิเคราะหขอมูล และการนําเสนอรายงานดวย
คอมพวิ เตอร เปน ตน

2. ครู และผเู รียนจัดทาํ ระบบแหลง ขอมูลสารสนเทศเพอื่ การเรยี นรู
ปจจัยดานแหลงขอมูลสารสนเทศ (Information Sources) เปนตัวเสริมที่สําคัญท่ีชวยเพิ่ม

คุณคาของระบบเทคโนโลยีเพ่อื การเรียนการสอน ครู และผูเรยี นควรชวยกันแสวงหาแหลงขอมูลสารสนเทศที่
มีเนื้อหาสาระตรงกับหลักสูตร หรือสนองความสนใจของผูเรียน โดยเฉพาะอยางยิ่งการรวบรวมแหลงขอมูล
สารสนเทศที่เปน Software ช่ือของ Web Sites รวมถึงการลงทุนจัดซ้ือ Software จากแหลงจําหนาย การ
จางใหผูเ ชย่ี วชาญจัดทาํ หรือจัดทําพัฒนาขน้ึ มาเองโดยครู และนกั เรียน

3. สถานศกึ ษาจัดศนู ยข อ มลู สารสนเทศเพื่อการเรียนรู
ศนู ยขอ มลู สารสนเทศเพอ่ื การเรียนรู (Learning Resources Center) เปน ตัวช้ีวัดสําคัญประการ

หนงึ่ ของศกั ยภาพของสถานศึกษาที่จะสงเสริมการใชเ ทคโนโลยเี พื่อการเรยี นรขู องครู และผเู รียน ปกติมักนยิ ม
จัดไวเปนสวนหน่ึงของหองสมุด จนเกิดคําศัพทวาหองสมุดเสมือน (Virtual Library) หรือ E – Library จะมี
คุณประโยชนใ นการมีแหลงขอมูลสารสนเทศเพ่อื การศึกษาคนควา ในวิทยาการตา ง ๆ ท้ังในลักษณะสอ่ื สําเร็จ
เชน Software แถบบันทึกวีดิทัศน รวมถึง CD – Rom และ CAI หรือ ช่ือ Web Sites ตาง ๆ ซึ่งควรจัดทํา
ระบบ Catalog และดชั นี ใหส ะดวกตอการสืบคน

4. การบริการของกรมหรือหนวยงานกลางทางเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู
กรมตนสังกัดหรือหนวยงานกลางดานเทคโนโลยีควรสงเสริมการใชเทคโนโลยีของสถานศึกษา

ดวยการบริการดานขอมูลสารสนเทศ เชน จัดทําเอกสารรายเดือน รายงาน Software ในทองตลาด แจงช่ือ
Web Sites ใหม ๆ พรอมสาระเนื้อหาโดยยอ จัดทําคลังขอมูลความรู Knowledge Bank เพ่ือการเรียนรูใน
ดา นตา ง ๆ ผา นสือ่ Electronic หรือสือ่ ทางไกลผานดาวเทยี มเผยแพรส นองความตอ งการ และความสนใจของ
ผูเรียนเปนประจํา นอกจากนีก้ ารรวบรวมผลงานของครู และนกั เรียนในการจัดกระบวนการเรยี นการสอนดว ย

83

เทคโนโลยี ที่เรียกวา Best Practices จะเปนตัวอยางท่ีดีสําหรับครู และนักเรียนทั่วไปที่จะใชเทคโนโลยีเพื่อ
ชวยการเรียนการสอน

เทคโนโลยีสารสนเทศ IT น้ัน การจัด T : Technology ไมคอยนาเปนหว ง เพราะถามีงบประมาณก็
จัดหาได และสอนใหผเู รียนใชเทคโนโลยเี ปน โดยไมยาก แตสง่ิ ที่ขาดแคลนคือ I : Information หรือสารสนเทศ
ท่ีนาจะเปนเนื้อหาของการใชเทคโนโลยี เพราะถาขาดขอมูลสารสนเทศเพ่ือใชในการเรียนรู และขาดการ
เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรใู หเขา กบั เทคโนโลยีสารสนเทศแลว ตัวระบบเทคโนโลยกี ไ็ รความหมาย และสูญคา
คุณประโยชน และความคาดหวังวา เมือ่ มผี ูไปเยี่ยมเยือนสถานศึกษาใดในอนาคต กน็ าจะไดพบความสมบูรณ
ของระบบขอมูลสารสนเทศท่ีหลากหลาย ผนวกเปนสวนหนึ่งของระบบเทคโนโลยี และไดพบผลงานของครู
และผลการเรียนรูของนกั เรยี นทแ่ี สดงถงึ การใชเทคโนโลยีใหเ กดิ ประโยชนส ูงสุดในการเรียนการสอน

3.3 ส่อื เพอ่ื การเรียนรู
ความหมายของสอ่ื การเรยี นรู
คําวา "ส่อื " (Media) เปนคาํ ท่มี าจากภาษาละตนิ วา "medium" แปลวา "ระหวา ง" หมายถึง สง่ิ ใดก็

ตามท่ีบรรจุขอมูลเพื่อใหผูสงและผูรับสามารถส่ือสารกันไดตรงตามวัตถุประสงค เมื่อมีการนําสื่อมาใชใน
กระบวนการเรียน การสอนก็เรียกสอื่ น้ันวา "ส่ือการเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถึง ส่อื ชนิดใด
ก็ตามท่ีบรรจุเน้ือหา หรือสาระการเรียนรูซ่ึงผูสอนและผูเรียนใชเปนเครื่องมือสําหรับการเรียนรูเนื้อหา หรือ
สาระน้ัน ๆ .......การเรียนการสอนในภาพลักษณเดิม ๆ มักจะเปนการถายทอดสาระความรูจากผูสอนไปยัง
ผเู รียน โดยใชสอื่ การเรียนการสอนเปนตัวกลางในการถายทอดความรู ความคิด ทกั ษะและประสบการณให
ผูเรียนเกิดการเรียนรู ปจจุบันเปนท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปแลววาการเรียนรูไมไดจํากัด อยู เฉพาะในหองเรียน
หรอื ในโรงเรียน ผูสอนและผูเ รยี นสามารถเรียนรจู ากส่อื ตาง ๆ อยางหลากหลาย สามารถเรียนรไู ดทกุ เวลาและ
ทุกสถานที่ ส่ือที่นํามาใชเพื่อการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน จึงเรียกวา "ส่ือการเรียนรู" ซ่ึง
หมายถงึ ทุกสิง่ ทุกอยางท่ีมีอยูรอบตัวไมวาจะเปนวสั ดุ ของจริง บุคคล สถานท่ี เหตุการณ หรอื ความคิดก็ตาม
ถือเปน ส่ือ การเรียนรูท้ังส้ิน ขึ้นอยูกับวาเราเรียนรูจากส่ิงนั้น ๆ หรือนําสิ่งน้ัน ๆ ขามาสูการเรียนรูของเรา
หรือไม

การจําแนกประเภทของส่ือการเรียนรู
สื่อการเรยี นรสู ามารถจําแนกออกตามลักษณะไดเ ปน 3 ประเภท คือ
1. สอ่ื สงิ่ พมิ พ หมายถงึ หนังสอื และเอกสารสิง่ พิมพต าง ๆ ทีแ่ สดงหรือเรียบเรียงสาระความรู

ตาง ๆ โดยใชตัว หนังสือที่เปนตัวเขียนหรือตัวพิมพเปนส่ือในการแสดงความหมาย สื่อส่ิงพิมพมีหลายชนิด
ไดแก เอกสาร หนังสอื เรียน หนังสือพมิ พ นติ ยสาร วารสาร บันทึก รายงาน ฯลฯ

84

2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง ส่ือการเรียนรูที่ผลิตข้ึนใชควบคูกับเครื่องมือโสตทัศนวัสดุ หรือ
เครื่องมือท่ีเปน เทคโนโลยีใหม ๆ เชน แถบบันทึกภาพพรอมเสียง (วิดีทัศน) แถบบันทึกเสียง ภาพนิ่ง
สื่อคอมพิวเตอรชวยสอน นอกจากน้ีสื่อเทคโนโลยี ยังหมายรวมถึงกระบวนการตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของกับการนํา
เทคโนโลยีมาประยกุ ตใ ชใน กระบวนการเรียนรู เชน การใชอินเทอรเน็ตเพื่อการเรียนรู การศึกษาทางไกลผาน
ดาวเทียม เปนตน

3. สื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากสื่อ 2 ประเภทที่กลาวไปแลว ยังมีส่ืออื่น ๆ ที่สงเสริมการเรียนรู
ของผูเรยี น ซง่ึ มี ความสาํ คัญไมยง่ิ หยอนไปกวาสือ่ สิ่งพมิ พและสอื่ เทคโนโลยี สอ่ื ที่กลา วน้ี ไดแก

3.1 บุคคล หมายถึง บุคคลที่มีความรู ความสามารถ ความเช่ียวชาญในสาขาตาง ๆ ซึ่ง
สามารถถา ยทอด สาระความรู แนวคิดและประสบการณไปสูบุคคลอ่ืน เชน บคุ ลากรในทองถิน่ แพทย ตาํ รวจ
นักธุรกจิ เปนตน

3.2 ธรรมชาติและส่ิงแวดลอม หมายถึง ส่ิงมีอยูตามธรรมชาติและสภาพแวดลอมตัว
ผเู รยี น เชน พชื ผกั ผลไม ปรากฏการณ หอ งปฏบิ ัติการ เปนตน

3.3 กิจกรรม / กระบวนการ หมายถึง กิจกรรม หรือกระบวนการที่ผูสอนและผูเรียน
กําหนดขึ้นเพ่ือสรางเสริม ประสบการณการเรียนรู ใชในการฝกทักษะซ่ึงตองใชกระบวนการคิด การปฏิบัติ
การเผชิญสถานการณและ การประยุกตความรูของผูเรียน เชน บทบาทสมมติ การสาธิต การจัดนิทรรศการ
การทาํ โครงงาน เกม เพลง เปนตน

3.4 วัสดุ เคร่ืองมือและอุปกรณ หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐข้ึนใชเพ่ือประกอบการเรียนรู
เชน หุนจําลอง แผนภูมิ แผนท่ี ตาราง สถิติ รวมถึงส่ือประเภทเคร่ืองมือและอุปกรณที่จําเปนตองใชในการ
ปฏิบตั ิงานตา ง ๆ เชน อปุ กรณท ดลองวิทยาศาสตร เคร่อื งมือชา ง เปนตน

85

หลกั การและแนวคิดของสอ่ื การเรียนรูต ามหลักสตู ร
การจัดการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐานและหลักสูตรสถานศึกษา มุงสงเสริมให

ผเู รียนเรียนรู ดวยตนเอง เรยี นรูอยา งตอเน่ืองตลอดชีวิต และใชเวลาอยางสรางสรรค รวมทงั้ มีความยืดหยุน
สนองความ ตองการของผูเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผูเรียนสามารถเรียนรูทุกประเภท รวมทั้ง
เครือขายการเรียนรู ตาง ๆ ที่มีอยูในทองถ่ิน ชุมชนและแหลงอื่น ๆ ส่ือท่ีจะนํามาใชเพ่ือจัดการเรียนรูตาม
หลักสตู รจะมีลักษณะ ดังน้ี

1. เนน สอ่ื เพ่อื การคน ควาหาความรดู ว ยตนเองทั้งของผเู รียนและผสู อน
2. ผเู รียนและผูส อนสามารถจดั ทาํ หรือพฒั นาส่ือการเรยี นรูข ้ึนเอง รวมท้ังนําสือ่ ท่ีมีอยรู อบตัวมา
ใชในการเรียนรู
3. รูปแบบของส่ือการเรียนรูควรมีความหลากหลาย เพื่อสงเสริมใหการเรียนรูเปนไปอยางมี
คุณคา กระตุนใหผเู รียนรจู ักวธิ ีการแสวงหาความรู เกิดการเรียนรูอยางกวางขวางและตอ เนอื่ งตลอดเวลา
ส่อื กับผเู รยี น
1. เปนส่ิงที่ชว ยใหเ กดิ การเรียนรอู ยางมีประสิทธภิ าพ เพราะชว ยใหผ ูเรยี นเกดิ ความเขา ใจเนอ้ื หา
บทเรียน ที่ยุงยากซบั ซอ นไดงายข้ึนในระยะเวลาอันส้ันและสามารถชวยใหเกดิ ความคิดรวบยอดในเร่ืองนนั้ ได
อยางถูกตอง และรวดเรว็
2. สือ่ จะชว ยกระตุน และสรางความสนใจใหกบั ผูเรียน ทําใหเกิดความสนุกและไมรูสึกเบ่อื หนาย
การเรยี น
3. การใชส่อื จะทําใหผูเรียนมีความเขา ใจตรงกนั และเกดิ ประสบการณรวมกันในวชิ าที่เรยี น
4. ชว ยใหผเู รียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้นทําใหเกดิ มนุษยสัมพันธอันดี ใน
ระหวางผูเรียนดว ยกันเอง และกบั ผสู อนดว ย
5. ชวยสรางเสรมิ ลกั ษณะที่ดีในการศกึ ษาคนควาหาความรชู วยใหผูเรียนเกดิ ความคิดสรางสรรค
จากการใชส อ่ื เหลาน้นั
6. ชวยแกปญหาเร่ืองของความแตกตางระหวางบุคคลโดยการจัดใหมีการใชส่ือในการศึกษา
รายบุคคล
ส่ือกับผูสอน
1. การใชส่ือวัสดุอุปกรณตาง ๆ ประกอบการเรียนการสอน เปนการชวยใหบรรยากาศในการ
สอนนาสนใจยิ่งขึ้น ทําใหผสู อนมีความสนุกสนานในการสอนมากกวาวิธกี ารทเี่ คยใชการบรรยายแตเพียงอยา ง
เดียวและเปนการสรา ง ความเชอื่ มน่ั ในตัวเองใหเพ่ิมขน้ึ ดวย
2. ส่อื จะชวยแบงเบาภาระของผูสอนในดานการเตรยี มเน้ือหาเพราะบางคร้ังอาจใหผเู รียนศึกษา
เนือ้ หาจากสือ่ ไดเอง

86

3. เปนการกระตุนใหผูสอนตื่นตัวอยูเสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม ๆ เพื่อใชเปนสื่อการ
สอนตลอดจนคิดคนเทคนิควธิ กี ารตาง ๆ เพ่ือใหก ารเรียนรูนาสนใจย่ิงขนึ้

3.4 หลักการออกแบบนวัตกรรมและสื่อเพ่ือการเรยี นรู
นวตั กรรมการเรยี นรู (Learning innovation) หมายถึง สิ่งใหมท นี่ าํ มาใชใ หผูเรียนเกดิ การเรยี นรู จะ

เห็นไดวานวัตกรรมการเรียนรูเปนนวัตกรรมท่ีใชในวงกวางดานตางๆ ที่เปนการจัดการศึกษา มีจุดเนนท่ีการ
จัดการเรียนการสอนเพอื่ ใหผูเรียนเกดิ การเรยี นรู ซึ่งนวัตกรรมการเรียนรูมีความสําคัญตอการเรียนรมู ากมาย
ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรูประเภทสือ่ การสอนผูออกแบบตองคํานึงถงึ ดงั น้ีคอื

1. วัตถุประสงคการเรียนรู
2. ลกั ษณะผูเรยี น ความเหมาะสมกบั วยั ความสนใจ ระดบั ช้ัน ความรู ทักษะ
3. พื้นฐาน และประสบการณข องผูเรยี น
4. รปู แบบการเรยี นการสอน และการเรียนรู
5. ธรรมชาตเิ นื้อหาสาระการเรยี นรู และวธิ กี ารนําเสนอท่เี หมาะสม
6. สภาพการเรียน
7. ทรพั ยากรตา ง ๆ เชน วัสดุอปุ กรณ ครุภัณฑ งบประมาณ
8. ราคานวตั กรรมที่เหมาะสม
โครงสรา งของการออกแบบนวัตกรรม ดังนค้ี ือ
1. ชือ่ นวตั กรรม ผพู ฒั นาควรต้ังช่ือนวตั กรรมใหสอดคลองกบั วัตถุประสงค และเขาใจงา ย
2. วัตถุประสงคของนวัตกรรม การกําหนดวัตถุประสงคของนวัตกรรมใหชัดเจนสงผลให การ
พฒั นานวัตกรรมนน้ั รวดเรว็ และมปี ระสิทธภิ าพมากยง่ิ ข้ึน
3. ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวัตกรรม ผูพัฒนาตองพิจารณาทฤษฎีการเรียนรูเพื่อให
สอดคลองกับวัตถุประสงค ซ่งึ ทฤษฎีการเรียนรูถือเปนสง่ิ สาํ คัญท่จี ะใชในการพัฒนานวัตกรรมทางการศกึ ษา
4. สว นประกอบของนวัตกรรม ในการออกแบบนวัตกรรมผูพฒั นาตอ งพจิ ารณาสวนประกอบของ
นวัตกรรม วา มีอะไรบาง
5. การนํานวัตกรรมไปใชและประเมินผล เปนสวนท่ีแสดงความสําเร็จของนวัตกรรม
ประกอบดวย วิธีวัดผล เคร่ืองมือที่ใชวัดผล และวิธีการประเมินผลประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน
เม่อื การเรียนการสอนมลี ักษณะเปนระบบ ประกอบดวยตวั ปอน (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต
(Output) การนํานวัตกรรมมาใชจัดการเรียนการสอนจึงมจี ุดหมายท่ีจะปรับปรุงหรือเพ่ิมประสิทธิภาพใหกับ
ระบบการเรียนการสอน

87

หลกั การออกแบบส่อื เพ่ือการเรยี นรู ประกอบดว ย 9 ขั้นตอน ดังน้ี
ข้นั ตอนท่ี 1 เราความสนใจ (Gain Attention)
ข้นั ตอนท่ี 2 บอกวตั ถุประสงค (Specify Objectives)
ขน้ั ตอนที่ 3 ทวนความรเู ดิม (Activate Prior Knowledge)
ข้นั ตอนท่ี 4 การเสนอเนื้อหา (Present New Information)
ขน้ั ตอนที่ 5 ช้แี นวทางการเรยี นรู (Guide Learning)
ขั้นตอนที่ 6 กระตุนการตอบสนอง (Elicit Responses)
ขนั้ ตอนที่ 7 ใหข อมลู ยอนกลบั (Provide Feedback)
ข้ันตอนที่ 8 ทดสอบความรู (Access Performance)
ข้ันตอนท่ี 9 การจําและนําไปใช (Promote Retention and Transfer)

ดงั น้ันในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรผู ูออกแบบตอ งคาํ นึงถึงหลักการขา งตน เพือ่ ใหน วตั กรรม
น้ันสามารถนํามาใชไดตรงตามวัตถุประสงคหลัก คือเพ่ือชวยแกไขปญหาที่เกิดข้ึนในการเรียนการสอน และ
เพิ่มความสามารถในการเรียนรูของผเู รียน ใหม ีประสอทธิภาพมากยง่ิ ข้นึ

3.5 การเรยี นรู แหลง เรียนรู เครอื ขายการเรียนรู
การเรียนรู (Learning Ecology) คอื กระบวนการทที่ ําใหมนุษยเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมทางความคิด

มนุษยเราสามารถเรียนรูไดจาก การไดยิน การสัมผัส การอาน การเห็น รวมถึงผานการใช สื่อ อุปกรณ
เครื่องมือ เปนสว นสง ผา น

ทฤษฎกี ารเรียนรู (Learning theory) หมายถึงขอ ความรทู ่ีพรรณา / อธบิ าย / ทาํ นาย ปรากฏการณ
ตางๆ เก่ียวกบั การเรียนรู ซงึ่ ไดร ับการพิสูจน ทดสอบตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร และไดร ับการยอมรับ
วาเชื่อถือได และสามารถนําไปนิรนัยเปนหลักหรือกฎการเรียนรูยอยๆ หรือนําไปใชเปนหลักในการจัด
กระบวนการเรียนรู ใหแกผูเรียนได ทฤษฎีโดยท่ัวไปมักประกอบดวยหลักการยอยๆ หลายหลักการ
ในเรื่องของการเรียนรู มีผูใหความหมายของคําวาการเรียนรูไวหลากหลาย นักการศึกษาตางมีแนวคิด โดย
นาํ มาจากพัฒนาการของมนุษย ในแงมุมตา งๆ เกดิ เปน ทฤษฎที แี่ ตกตา งกันไป อาทิ

การเรียนรู (Learning) คือ กระบวนการของประสบการณที่ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
อยางคอนขางถาวร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไมไดมาจากภาวะชั่วคราว วุฒิภาวะ หรือสัญชาตญาณ
(Klein 1991:2)

การเรียนรู (Learning)คือ การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมซงึ่ เนอื่ งมาจากประสบการณ ( ประสบการณ
ตรงหรือประสบการณท างออ ม)

88
การเรียนรู (Learning) คือ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมซึ่งเนื่องมาจากประสบการณท่ีคนเรามี
ปฏิสัมพันธกับ สงิ่ แวดลอมหรอื จากการฝก หัด (สุรางค โคว ตระกูล :2539)
การเรียนรู คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเน่ืองมาจากประสบการณหรือการฝกหัด และ
พฤติกรรมนนั้ อาจจะคงอยูร ะยะหนงึ่ หรอื ตลอดไปกไ็ ด
การเรียนรู (Learning) คือ กระบวนการท่ีทําใหคนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถ
เรียนไดจากการไดยินการสัมผัส การอาน การใชเทคโนโลยี การเรียนรูของเด็กและผูใหญจะตางกัน เด็กจะ
เรียนรูดวยการเรยี นในหอง การซกั ถาม ผใู หญมักเรียนรูดวยประสบการณท่ีมีอยู แตการเรียนรูจ ะเกิดขน้ึ จาก
ประสบการณท่ีผูสอนนําเสนอ โดยการปฏิสัมพันธร ะหวางผูสอนและผูเ รียน ผูสอนจะเปนผูทสี่ รางบรรยากาศ
ทางจิตวิทยาที่เอื้ออาํ นวยตอการเรียนรู ที่จะใหเกิดข้ึนเปนรูปแบบใดก็ไดเชน ความเปนกันเอง ความเขมงวด
กวดขนั หรอื ความไมมรี ะเบียบวินยั ส่งิ เหลา น้ีผูสอนจะเปนผสู รา งเง่ือนไข และสถานการณเรียนรูใหกับผเู รียน
ดังนัน้ ผูสอนจะตองพจิ ารณาเลอื กรูปแบบการสอน รวมทัง้ การสรา งปฏิสัมพนั ธกับผเู รียน

ทฤษฎกี ารเรียนรู (Learning Theory) มนษุ ยส ามารถรับขอ มลู โดยผานเสน ทางการรบั รู 3 ทาง คือ
1. พฤติกรรมนิยม (Behaviorism)
2. ปญญานิยม (Cognitivism)
3. การสรางสรรคอ งคความรดู ว ยปญ ญา (Constructivism)

89

การเรยี นรูตามทฤษฎีของ Bloom ( Bloom's Taxonomy)

Bloom ไดแ บงการเรียนรูเปน 6 ระดับ
1. ความรทู เ่ี กดิ จากความจาํ (knowledge) ซึง่ เปนระดบั ลางสุด
2. ความเขา ใจ (Comprehension)
3. การประยุกต (Application)
4. การวิเคราะห ( Analysis) สามารถแกปญ หา ตรวจสอบได
5. การสงั เคราะห ( Synthesis) สามารถนาํ สว นตา งๆ มาประกอบเปน รูปแบบใหมไ ดใ หแตกตา ง

จากรปู เดมิ เนนโครงสรา งใหม
6. การประเมินคา ( Evaluation) วัดได และตัดสินไดวาอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจ

บนพนื้ ฐานของเหตุผลและเกณฑท แี่ นช ดั
ความหมายแหลงเรียนรู
แหลงเรียนรู หมายถึง แหลงขอมูลขาวสาร สารสนเทศ และประสบการณ ท่ีสนบั สนุนสง เสริมให

ผูเรียนใฝเรียน ใฝรู แสวงหาความรูและเรียนรูดวยตนเองตามอัธยาศัย เพ่ือเสริมสรางใหผูเรียนเกิด
กระบวนการเรยี นรู

แหลง เรยี นรทู ี่สําคัญ
1. แหลงการศกึ ษาตามอัธยาศยั
2. แหลง การเรียนรตู ลอดชีวติ
3. แหลง ปลกู ฝงนิสยั รกั การอาน การศึกษาคน ควา แสวงหาความรูดวยตนเอง
4. แหลง สรางเสริมประสบการณภาคปฏิบตั ิ


Click to View FlipBook Version