90
5. แหลงสรางเสรมิ ความรู ความคดิ วิทยาการและประสบการณ
ความหมายเครอื ขา ยการเรยี นรู
เครือขายการเรียนรู หมายถึง การแลกเปลี่ยนความรู ความคิด ขอมูลขาวสาร ประสบการณ และ
การเรียนรรู ะหวา งบุคคล กลุมบคุ คล องคก าร และแหลง ความรทู มี่ สี ว นรว มในกระบวนการเรียนรอู ยา งตอ เนอื่ ง
จนเปนระบบที่เช่ือมโยงกัน สงผลใหเกิดการเผยแพรและการประยุกตความรูใหมๆ เพื่อวัตถุประสงคทาง
วิชาชพี หรือทางสังคม
ความหมาย เครือขา ยการเรียนรูสว นบคุ คล
เครอื ขา ยการเรียนรูสวนบุคคล หมายถึง เครือขายการเรียนรูทีม่ ุงเนนบคุ คลเปนหลัก มลี กั ษณะของ
การประสานสัมพนั ธการดําเนินงานของหนวยงานตางๆ ท่ีเก่ียวของ เพื่อขยายการใหบรกิ ารทางการศึกษาใน
ระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย ไปยังผูท่ีตองการ อยางกวางขวาง และ
สนองตอบปญหาความตอ งการของแตล ะบุคคล ตลอดจนจิตใตสาํ นกึ ในการมีสวนรว มพฒั นา
ประเภทแหลงเรียนรแู ละเครอื ขายการเรียนรู สามารถแบงไดป ระเภทของแหลง การเรยี นรไู ว 2 แบบ
1. จัดตามลกั ษณะของแหลงเรียนรู
1.1 แหลงการเรียนรูตามธรรมชาติ เปนแหลงการเรียนรูทผ่ี เู รยี นจะหาความรไู ดจ ากสิง่ ท่ีมอี ยู
แลวตามธรรมชาติ
1.2 แหลงการเรียนรูท่ีมนุษยสรางข้ึน เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเทคโนโลยี
ทางการศกึ ษาทอ่ี ํานวยความสะดวกแกมนุษยเชน โบราณสถาน พิพิธภัณฑ หองสมดุ ประชาชน
1.3 บุคคล เปนแหลงการเรยี นรูท่ีถา ยทอดความรูความสามารถ คณุ ธรรม จริยธรรม การสืบ
สานวัฒนธรรม และภูมิปญญาทองถิ่น ทั้งดานประกอบอาชีพ ตลอดจนนักคิด นักประดิษฐ และผูมีความคิด
ริเร่ิมสรา งสรรค
2. จัดตามแหลง ที่ตั้งของแหลง การเรียนรู
2.1 แหลง การเรยี นรใู นโรงเรยี น
2.2 แหลงการเรยี นรูในทองถน่ิ
ประเภทการเรียนการสอนออนไลน กรมวิชาการ.(2545), กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
(2544). ไดแบง ประเภทการเรียนการสอนออนไลน ไดดงั นี้
– e-Learning เปนการเรียน การสอนในลักษณะ หรอื รูปแบบใดก็ได ซ่ึงการถายทอดเนื้อหาน้ัน
กระทําผานทางสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน ซีดีรอม เครือขายอินเทอรเน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทาง
สัญญาณโทรทัศน หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เปนตน ซึ่งการเรียนลักษณะน้ีไดมีการนําเขาสู
ตลาดเมืองไทยในระยะหน่ึงแลว เชน คอมพิวเตอรชวยสอนดวยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-
91
Based Learning), การเรียนออนไลน (On-line Learning) การเรียนทางไกลผานดาวเทียม หรือ การเรียน
ดว ยวดี โี อผา นออนไลน เปน ตน
– e-Book หนังสือหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส ผูท่ีอานสามารถ อานผานทางอินเตอรเน็ต หรือ
อปุ กรณ อเิ ล็กทรอนิกสพกพาอืน่ ๆ ได หนงั สือหรอื เอกสารอเิ ล็กทรอนิกส จะมีความหมายรวมถึงเนอื้ หา ทถ่ี ูก
ดัดแปลง อยูในรูปแบบที่สามารถแสดงผลออกมาได โดยเคร่ืองมืออิเล็กทรอนิกส มีลักษณะการ นําเสนอ
สอดคลอง และคลายคลึงกบั การอานหนังสือทั่วไปในชีวิตประจําวัน แตจะมี ลักษณะพิเศษ คือ สะดวกและ
รวดเร็ว ในการคนหา และผูอาน สามารถอาน พรอม ๆ กันไดโดยไมตองรอใหอีกฝายสงคืนหองสมุด
เชนเดยี วกบั หนังสอื ในหองสมุดทว่ั ไป
– e-Education หรือ Virtual Education หรือ หลักในการดําเนินงาน เพื่อใหผูเรียนสามารถ
เรยี นทใ่ี ดกไ็ ด (any where) เม่อื ใด Online Teaching and Learning คือรปู แบบการจดั การศึกษาอีกรปู แบบ
หนึ่งที่อาศัยเทคโนโลยสี ารสนเทศเปน เคร่ืองมือก็ได (any time) ซ่ึงเปนอีกรปู แบบหน่ึงของการเรียนการสอน
ทางไกล โดยท่ี Online Teaching and Learning จะเนน ระบบและกลไกในการดาํ เนนิ งานแบบออนไลน
– Courseware คอื เอกสารประกอบการเรยี นการสอนที่เปน สื่ออิเลก็ ทรอนิกส สําหรับการเรยี น
การสอนออนไลน ซึ่งในปจจุบันนิยมทําในรูปของเอกสารเว็บCourseware ที่ดีจะตองไดรับการออกแบบ
เพื่อใหผูเรียนสามารถเรียนรูไ ดดวยตนเอง โดยเนน ท่ีองคความรจู ากหองสมดุ เสมือนบนเครอื ขา ยอินเทอรเน็ต
ซึ่งสามารถจะเขาถึงไดทันทีมีการแบงเนื้อหาออกเปนบทเรียน มีการทดสอบเพื่อประเมินวาผูเรียนเกิดการ
เรียนรูในระดับใด มีการออกแบบใหมีปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนกับเน้ือหาวิชา ผูเรียนกับผูเรียน ผูเรียนกับ
ผูสอน โดยใชการส่อื สารผา นเครือขาย
– Virtual University คอื มหาวิทยาลยั ท่ีมีการเปดการเรียนการสอนทางไกล โดยกิจกรรมหลกั ท่ี
เกี่ยวของกบั การดาํ เนินการจัดการเรียนการสอนจะใชระบบออนไลนเปน หลกั ซง่ึ กเ็ ปนอีกรปู แบบหนึง่
– e-Commerce ทางการศกึ ษา การจัดการศกึ ษาแบบ Virtual University น้ีอาจจะดาํ เนนิ การ
โดยใชบคุ ลากรของมหาวทิ ยาลัยตาง ๆ ทอ่ี ยูค นละแหงมารวมมือกันไดเปน เครอื ขาย
ตวั อยา งเครือขา ยการเรยี นรู
เครือขา ยไทยสาร เปนเครือขายเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาตางๆ ระดับมหาวิทยาลัยเขาดว ยกัน
กวา 50 สถาบัน เริม่ จัดสรา งในปพ.ศ.2535
เครือขา ยยนู ิเน็ต (UNINET) เปน เครอื ขายเพื่อการเรียนการสอนท่ีสําคญั ในยคุ โลกา ภวิ ัตน จดั ทํา
โดยทบวง มหาวทิ ยาลัย ในป พ.ศ. 2540
สคูลเน็ต (SchoolNet) เปนเครือขายคอมพิวเตอรเพื่อโรงเรียนไทย ไดรับการดูแลและสนับสนุน
โดยศูนย เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแหงชาติ เครือขายนี้เชื่อมโยงโรงเรียนในประเทศไทยไว
กวา 100 แหง และเปดโอกาสใหโรงเรยี นอ่ืนๆ และบคุ คลทีส่ นใจเรียกเขาเครอื ขา ยได
92
เครือขายนนทรี เปนเครือขายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร นับเปนเครือขายท่ีสมบูรณแบบ
และใชเทคโนโลยีชั้นสงู สามารถตอบสนองความตองการใชข องนิสิต อาจารย ขาราชการ ตลอดจนการรองรับ
ทางดานทรัพยากรเซอรเ วอรอยา งพอเพยี ง
เครือขายกระจายเสยี งวิทยุ อสมท. จะรวมผังรายการวิทยุในเครือขาย อสมท. มีไฟลเสยี งรบั ฟง
ทางอนิ เทอรเ น็ตได.
เครือขายสมานฉันทเพ่ือการปฏิรปู การเมือง เปนเครอื ขายท่ีใชแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็น
ตา ง ๆ ทางการเมือง และบทวเิ คราะหดา นการเมือง
ThaiSafeNet.Org เปนเครือขายผูปกครองออนไลน มีพันธกิจดานการเช่ือมโยงครู ผูปกครอง
นกั การศึกษา … โครงการพัฒนาเครือขา ยผปู กครองออนไลน พันธกิจ : ฝกอบรมครู ผูปกครอง
เครือขายพทุ ธิกา ( สนใจ ติดตอสอบถาม : เครือขา ยพุทธิกา ) รวมตัวอยางหนงั สือ … เครือขาย
พุทธกิ า : เพอื่ พระพุทธศาสนาและสงั คม 90 ซ.อยูออมสนิ ถ.จรัญสนทิ วงศ 40
ความสาํ คญั ของแหลงเรยี นรแู ละเครอื ขายการเรียนรู
1. เปน แหลงที่รวบรวมขององคความรูท่หี ลากหลาย ใหผเู รียนไดศึกษาคนควา ดว ยกระบวนการ
จัดการเรยี นรทู ีแ่ ตกตา งกันของแตล ะบุคคล และเปน การสงเสริมการเรยี นรตู ลอดชีวติ
2. ชวยกระตุนและเสริมสรางการเรียนรูใหลึกซ้ึงขึ้น โดยใชเวลาในการรวบรวมขอมูลสะทอน
ความคดิ เห็นจากแหลง การเรียนรู เพราะมกี ารเช่ือมโยงและแลกเปลย่ี นขอมลู ระหวา งกนั
3. เพ่ิมผลสัมฤทธด์ิ านวิชาการ เสริมสรา งการเรียนรู พัฒนาการคิด การแกปญหา การใหเหตุผล
และการประเมินอยางมวี ิจารญาณ จนเกิดทักษะการแสวงหาขอมูลที่มีประสทิ ธิภาพ ซึ่งผูเรียนเกิดการเรียนรู
จากการที่ไดคิดเอง ปฏิบัตเิ อง และสรา งความรู ดว ยตนเอง ขณะเดยี วกันก็สามารถเขารวมกิจกรรมและทํางาน
รวมกับผอู น่ื ได
4. ทาํ ใหผเู รยี นไดร ับการปลูกฝงใหร ูและรักทองถ่นิ ของตน มองเหน็ คุณคา และตระหนกั ถึงปญหา
ในทอ งถิ่น พรอมท่จี ะเปน สมาชิกท่ดี ขี องทอ งถิน่ ทั้งปจจบุ นั และอนาคต
5. มีส่ือประเภทตางๆ ประกอบดวย ส่ือสิ่งพิมพ และส่ืออิเล็กทรอนิกส เพื่อเสริมกิจกรรมการ
เรยี นการสอนและพัฒนาอาชีพ
ความสําคัญของเครือขายการเรียนรู การเรียนรูตลอดชีวิตควรเริ่มจากการมีสวนรวมของบุคคล
องคกรและชุมชนในการตระหนักถึงปญหาและการสรางบรรยากาศการเรียนรูท่ีเอ้ือตอการสรางเสริม
ประสบการณ การถายทอดขอมูลขาวสารซึ่งกันและกัน จนทําใหเกิดการเรียนรู สํานักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาแหง ชาติ ไดส รปุ หลกั การสําคญั ของเครอื ขายการเรยี นรูไว ดังน้ี
1. การกระตุน ความคดิ ความใฝแสวงหาความรู จิตสาํ นึกในการพฒั นาชุมชนทองถิ่น และการมี
สว นรวมในการพฒั นา
93
2. การถายทอด แลกเปลี่ยน การกระจายความรูทั้งในสวนของวิทยากรสากลและภูมิปญญา
ทอ งถิ่น เพื่อสนบั สนุนการสรา งองคค วามรใู หมๆ
3. การแลกเปล่ียนขา วสารกับหนวยงานตางๆ ของท้งั ในภาครฐั และเอกชน
4. การระดมและประสานการใชทรัพยากรรว มกัน เพอื่ การพัฒนาและลดความซํา้ ซอ น สูญเปลา
ใหมากท่สี ุด
3.6 การจดั การเรยี นรูบนเครอื ขายอินเทอรเ น็ต
ปจจุบันการศึกษาของไทยมกี ารนาํ เทคโนโลยีเขามามบี ทบาททางการศกึ ษามากข้ึนเพราะเทคโนโลยี
มีความสําคัญตอการจัดการศึกษาในยุคสังคมสารสนเทศเปนอยางมาก การเรียนรูและการจัดการเรียนการ
สอนเนนกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มีคอมพิวเตอร ระบบเครือขายอินเทอรเน็ตเขามามีสวนในการ
จัดการเรียนการสอน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 บัญญัติไววาผูเรียนมีสิทธิไดรับการ
พัฒนาขีดความสามารถในการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเทาท่ีทําได เพ่ือใหมีความรูและทักษะท่ีจะใช
เทคโนโลยีเพื่อการแสวงหาความรูดวยตนเองไดอยางตอเน่ืองตลอดชีวิตและใชเวลาวางอยางสรางสรรค มี
ความยืดหยุน สนองความตอ งการของผเู รียนผเู รียนสามารถศกึ ษาคน ควาไดด วยตนเอง ผูสอนสามารถจัดทํา
และพัฒนาส่ือการเรียนรูขึ้นเพื่อนํามาใชในการเรียนการสอนไดหรือนําสิ่งตางๆ ท่ีมีอยูรอบตัวและในระบบ
สารสนเทศมาใชในการเรียนการสอน รวมถึงจัดทําและพัฒนาแหลงเรียนรูเพอื่ ใชในการเรียนการสอนใหกับ
ผูเรียน
การเรียนการสอนบนเครือขายอินเทอรเน็ตเปนการจัดการเรียนการสอนผานระบบเครือขาย
อนิ เทอรเนต็ บนพน้ื ฐานของหลกั และวิธกี ารออกแบบการเรียนการสอนอยางมีระบบ มกี ารนาํ ส่อื ตา งๆ มาเปน
ตัวกลางในการถายทอดเนื้อหาความรูใหกับผูเรียนโดยอาศัยเว็บไซต ในการเรียนดวยบทเรียนบนเครือขาย
อนิ เทอรเน็ตน้ันผูเ รียนสามารถเรียนเวลาใดก็ได จากสถานทีใ่ ดกไ็ ดข ึ้นอยูกับความพรอ มของผูเรียน ผเู รียนไม
94
จําเปนตองเรียนในหองเรียนเทานั้น เพียงแคผูเรียนสามารถเช่ือมตออินเทอรเน็ตได ผูเรียนก็สามารถเขาไป
ศึกษาเนอื้ หาในเรื่องท่ีตนเองสนใจได นอกจากน้ันแลวผูเรียนยังสามารถติดตอสื่อสาร สนทนา อภิปรายกับ
ผเู รยี นดว ยกนั หรือกบั ผูสอนไดอ กี ดวย
ความหมายของบทเรียนบนเครอื ขา ยอินเทอรเน็ต
บทเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ต หมายถึง การเรียนการสอนผานเครือขายอินเทอรเนต็ โดยมีการ
จดั สภาพการเรียนการสอนท่ีมีการออกแบบอยางเปนระบบ โดยอาศัยคุณสมบัติและทรัพยากรของเวิลดไวด
เวบ็ มาเปน สอื่ กลางในการถา ยทอดเพื่อสงเสริมและสนบั สนุนการเรียนการสอนใหมีประสทิ ธภิ าพ ในการจดั การ
เรียนการสอนผานเครือขา ยอินเทอรเน็ตน้ันอาจจัดการเรียนการสอนทง้ั กระบวนการหรือนํามาใชเ พยี งสวนใด
สว นใดสว นหนึ่งของกระบวนการก็ได การเรยี นการสอนบนเครือขา ยอินเทอรเ น็ตถอื เปนวธิ ีการเรยี นแบบใหมท่ี
ชวยพัฒนาใหเ กิดการเรยี นรูและชวยขจัดปญ หาอปุ สรรคของการเรยี นในเรื่องของเวลาและสถานที่ เพราะใน
การเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ตนั้นผูเรียนสามารถเรียนไดทุกที่ทุกเวลา ผูเรียนไมจําเปนตองเรียนใน
หองเรยี นเทานั้น ขอเพียงผูเรยี นสามารถเชือ่ มโยงกับอินเทอรเนต็ ได ผูเรยี นกส็ ามารถเรยี นได โดยในการเรียน
บนเครือขายอินเทอรเน็ตผูเรียนและผูสอนสามารถมีปฏิสัมพันธกันโดยผานระบบเครือขายคอมพิวเตอรที่
เชื่อมโยงถึงกนั
องคประกอบของบทเรียนบนเครือขายอนิ เทอรเนต็ ในการจัดทาํ บทเรียนบนเครือขา ยอินเทอรเน็ต
นน้ั มีองคป ระกอบในการจดั ทาํ บทเรียนไดแก
1. องคประกอบของหนาเว็บ ประกอบดวยขอความ พื้นหลัง และภาพ ขอความที่ใชในบทเรียน
ตอ งเลือกขนาดใหเ หมาะสมโดยขอความสวนท่เี ปน หวั ขอหลักตองมีขนาดใหญกวา ขอความที่เปนหัวขอยอย สี
ขอความท่ีใชตองไมกลมกลืนกับสีพื้นหลังพื้นหลังที่ใชไมควรมีลวดลายเพราะจะทําใหเปนที่สนใจมากกวา
ตวั หนังสือซึ่งเปนเน้ือหา สีพนื้ หลังที่ใชไมค วรใชสีเขมเกินไป ควรใชสีออนๆ ท่ีดูแลวสบายตา ภาพที่ใชมีหลาย
ชนิดท้ังภาพที่เปนภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว การใชภาพในบทเรียนจะชวยดึงดูดใหผูเรียนเกิดความอยาก
เรียนมากขึ้นแตไมควรใชภาพเคลอื่ นไหวในหนาของเน้ือหาเพราะจะทําใหผูเรียนสนใจแตภ าพไมสนใจเน้ือหา
ในบทเรียน
2. องคป ระกอบเว็บเพจ ประกอบดวย โฮมเพจ คอื หนา แรกของเวบ็ ไซตเ ปนหนาที่บอกใหท ราบ
ถึงหัวขอเรื่องของบทเรยี น เว็บเพจแนะนาํ คอื เว็บเพจท่ีแนะนาํ วิธีการใชบ ทเรียน และรายละเอียดของเนือ้ หา
ท่ีเรียน เว็บเพจแสดงเน้ือหา คือ เว็บเพจที่แสดงเน้ือหาของแตละบทเรียนโดยจะมีคําอธิบาย เกี่ยวกับหนวย
การเรียน วิธกี ารเรียน วตั ถุประสงค และเนื้อหาของบทเรียนแตล ะบทเรียน เว็บเพจแสดงแบบฝก หัด คือ เว็บ
เพจแสดงแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนรวมถึงเว็บเพจเฉลยคําตอบของบทเรียน เว็บเพจสนทนา คือ
เว็บเพจท่ีใชแสดงความคิดเห็นหรือใชสนทนาแลกเปลี่ยนความรูกันระหวางผูเรียนกับผูเรียนหรือผูเรียนกับ
ผูส อน
95
เวบ็ เพจแสดงประวตั ิ คือ เว็บเพจแสดงขอมลู สวนตัวผสู อน
เวบ็ เพจแบบประเมิน คอื เวบ็ เพจทแี่ สดงแบบประเมนิ เพ่อื ใหผูเ รยี นประเมนิ ผลการสอน
เวบ็ เพจประกาศขา ว คอื เวบ็ เพจทผี่ ูสอนใชในการประกาศขอความตาง ๆ ซึง่ อาจจะเกีย่ วขอ ง
หรือไมเก่ียวขอ งกับการเรียนก็ได
เว็บเพจคาํ ถามคําตอบ คือ เวบ็ เพจที่แสดงคาํ ถามและคําตอบท่ีเกี่ยวกบั เนื้อหาวชิ า โปรแกรม
การเรียน และเรื่องทเ่ี กย่ี วของ องคป ระกอบของบทเรียนบนเครอื ขา ยอนิ เทอรเน็ตในรูปแบบของเวบ็ เพจควร
มีการออกแบบใหมอี งคประกอบตา งๆ ใหค รบถว น ซงึ่ ในการออกแบบควรคํานึงถึงองคประกอบการออกแบบ
บทเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ตในลักษณะของการสนับสนุนการเรียนการสอนเพ่ือจะไดบทเรียนบน
เครือขา ยอนิ เทอรเ นต็ ทีม่ ีคณุ ภาพและมคี วามสวยงามมากข้ึน
ประเภทของบทเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ต บทเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ตแบงไดเปน 3
ประเภท คอื
1. บทเรียนบนเครือขา ยอนิ เทอรเ นต็ แบบรายวิชาเดียว คือ บทเรียนบนเครอื ขายอนิ เทอรเ นต็ ที่มี
การบรรจเุ นอ้ื หาหรือเอกสารในรายวิชาเพอื่ การสอนเพียงอยา งเดยี ว มีลักษณะการสอ่ื สารแบบทางเดียว
2. บทเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ตแบบสนับสนุนรายวิชา คือ บทเรียนบนเครือขาย
อนิ เทอรเนต็ ทม่ี ีการสอ่ื สารผานระบบคอมพิวเตอรเปน การส่อื สารสองทางทมี่ ีปฏิสัมพันธก ันระหวางผูสอนและ
ผเู รยี น
3. บทเรียนบนเครือขา ยอนิ เทอรเน็ตแบบศูนยการศกึ ษา คอื บทเรียนบนเครือขา ยอนิ เทอรเน็ตที่
มีรายละเอียดเนื้อหาทางการศึกษารวมถึงมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซตอ่ืนๆ และยังรวมขอมูลเก่ียวกับ
สถาบันการศึกษาตา งๆ เพ่อื ใหบรกิ ารกับผูเรียนรวมถงึ เปนแหลงสนับสนนุ กิจกรรมตา งๆ ทางการศกึ ษาอีกดว ย
หลักการออกแบบบทเรียนบนเครอื ขา ยอนิ เทอรเ นต็
ในการออกแบบบทเรียนบนเครือขา ยอนิ เทอรเ น็ตควรยดึ หลกั การดงั ตอนี้
1. การสรางแรงจูงใจใหกับผูเรียน ในการออกแบบบทเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ตควร
ออกแบบใหเราความสนใจกับผเู รียนโดยการใช ภาพเคลื่อนไหว สีและเสียงประกอบที่นาสนใจเพื่อกระตุนให
ผูเรียนอยากเรียนรู
2. กําหนดวตั ถุประสงคของการเรยี นใหชดั เจน
3. มีการทบทวนความรูเดิมใหกับผูเรียนเพ่ือเปนการเตรียมความพรอมใหผูเรียนสําหรับรับ
ความรูใ หม
4. กระตนุ ใหผเู รยี นมีความกระตือรือรน ที่จะเรียนรู กระตนุ ใหผูเ รียนรจู ักคิด
5. เปดโอกาสใหผเู รยี นมสี วนรว มในกจิ กรรมการเรยี น
96
6. มีการทดสอบความรูเพื่อใหแนใจวาผูเรียนไดรับรูถึงพัฒนาการทางการเรียนของตนเองและ
เปน การเปดโอกาสใหผเู รียนสามารถประเมินผลการเรยี นของตนเอง
7. ผูเรียนสามารถนาํ ความรทู ี่ไดจ ากการเรยี นไปประยกุ ตใ ชในชีวิตประจําวันได
หลักการออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครือขายอินเทอรเน็ต ข้ันตอนในการออกแบบระบบ
การเรียนการสอนบนเครือขายอินเทอรเ น็ตทผ่ี ูสอนตองคาํ นึงถงึ มี 5 ขัน้ ตอน คือ
1. ข้ันการวเิ คราะห เปนขั้นตอนแรกในการออกแบบและพัฒนาการเรยี นการสอนผา นเครือขาย
อินเทอรเน็ตที่ผูออกแบบควรใหความสําคัญเนื่องจากเปนพื้นฐานสําหรับการวางแผนในขั้นตอนอ่ืนๆ ในการ
วิเคราะหผูออกแบบตองวเิ คราะห ความตอ งการของผูเ รยี น เนอ้ื หาทจี่ ะเรียน รวมถึงวิเคราะหท รพั ยากรตางๆ
ที่เกีย่ วขอ งดวย
2. ข้ันการออกแบบ เปนการนําผลท่ีไดจากกรวิเคราะหมาใชเปนขอมูลในการออกแบบการเรยี น
การสอนโดยเริม่ จากเขียนวตั ถุประสงค กาํ หนดเน้ือหา กจิ กรรมการเรยี นการสอนวธิ กี ารประเมินผลรวมถงึ วาง
โครงสรา งของบทเรยี นใหนาสนใจดว ย
3. ขั้นการพัฒนาเปนข้ันดําเนนิ การผลติ บทเรียนบนเครือขา ยอินเทอรเนต็ โดยใชโ ปรแกรมตางๆ
เชน Macromedia Dream weaver เปน ตน
4. ข้ันการนําไปใช เปนการนําบทเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ตที่พัฒนาแลวไปใชในการเรียน
การสอน
5. ขัน้ การประเมนิ และปรับปรุง เปน ขั้นตอนสดุ ทา ยที่จะชวยใหบ ทเรยี นบนเครือขายอนิ เทอรเ น็ต
ไดรบั การพัฒนาใหมีประสิทธภิ าพดขี ึ้น โดยการประเมินจากการนําไปใชวามปี ระสทิ ธภิ าพเพยี งใดและยงั มสี วน
ใดบางทตี่ อ งปรบั ปรงุ แกไ ข
หลกั การพนื้ ฐานของการจัดการเรียนการสอนผานเวบ็ เครอื ขายอินเทอรเ นต็
1. ในการเรียนการสอนควรสงเสริมใหผูเรียนและผูสอนสามารถติดตอสื่อสารกันไดตลอดเวลา
เพอ่ื สนทนาแลกเปลยี่ นความรูซ ึง่ กันและกนั
2. ในการจดั การเรยี นการสอน ควรสนับสนนุ ใหผูเ รยี นเปน คนกระตอื รือรนและรจู กั คดิ หาคําตอบ
3. ควรสนับสนุนใหผ ูเรียนรูจักแสวงหาความรูดวยตนเอง ใหผูเรียนเปนผูขวนขวายใฝหาความรู
ตา งๆ ดวยตนเอง
4. ผูเรียนควรทราบผลการเรียนรขู องตนโดยทนั ทจี ากการทําแบบทดสอบ
5. เปนการสนบั สนุนการจัดการเรยี นการสอนท่ีไมม ีขีดจํากดั สําหรับผทู ต่ี อ งการแสวงหาความรู
การออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครือขายอินเทอรเน็ต ในการจัดทําบทเรียนบนเครือขาย
อินเทอรเ น็ตตอ งมีการอกแบบระบบการเรยี นการสอนของบทเรียนตามขน้ั ตอน ดังนี้
97
1. ศึกษาผูเรียนและเน้ือหาของบทเรียนเพื่อกําหนดวัตถุประสงคและหาแนวทางในการจัดการ
เรยี นการสอน
2. ศึกษาเน้อื หาของบทเรียนเพื่อออกแบบการเรยี นการสอนใหเ หมาะสมกับเน้ือหา
3. กําหนดโครงสรางของบทเรยี น
4. ออกแบบการเรียนการสอน
5. พฒั นาบทเรยี นบนเครอื ขายอนิ เทอรเ นต็
6. นําบทเรยี นบนเครอื ขา ยอินเทอรเนต็ ไปใช
7. ประเมินผลการใชง านบทเรยี นบนเครือขายอินเทอรเ นต็
ขนั้ ตอนการจัดการเรียนการสอนบนเครือขายอนิ เทอรเ นต็ ในการจดั การเรียนการสอนบนเครือขาย
อินเทอรเ นต็ ควรมีขั้นตอนดังน้ี
1. กําหนดวตั ถปุ ระสงคของการเรยี นการสอน
2. การวิเคราะหผเู รยี น
3. การออกแบบเนือ้ หารายวิชา
4. กําหนดกจิ กรรมการเรยี นการสอนใหเหมาะสมกับเนอ้ื หาทีจ่ ะสอน
5. เตรียมเครอื่ งคอมพิวเตอรแ ละอนิ เทอรเ น็ตใหพรอมใชในการเรยี นการสอน
6. แจง วัตถปุ ระสงค เนือ้ หา และวิธีการเรียนการสอนผเู รยี นทราบ
7. สาํ รวจความพรอ มของผเู รยี น
8. จดั การเรียนการสอนตามรปู แบบที่ผูสอนกาํ หนดไว
9. ประเมินผลการเรียนการสอน
ข้ันตอนการเรียนดวยบทเรยี นบนเครอื ขายอนิ เทอรเ นต็
1. อานคําแนะนําและวธิ ีการใชบ ทเรียนบนเครอื ขายอินเทอรเนต็ ใหเขา ใจ กอนทําการเรียนใน
บทเรยี น
2. คลกิ เขา สู บทเรยี น
3. ทําแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธกิ์ อนเรียน
4. คลกิ เขาสูบทเรยี น บทท่ี 1, 2, 3, ......ไปเร่อื ยจนจบบทเรียน
5. ทาํ แบบทดสอบกอ นเรยี นในบทเรียนท่ีกําลังจะเรยี น
6. เขาสูบทเรียนเพอ่ื เรยี นเนื้อหาในบทตางๆ
7. ทําแบบทดสอบหลงั เรียนในบทเรียนทเี่ รยี นจบ
ประโยชนของการเรียนการสอนบนเครือขายอินเทอรเน็ต การเรียนการสอนบนเครือขาย
อินเทอรเน็ตมีประโยชน ดังนี้
98
1. ผูเรียนสามารถเรียนรูไดทุกที่ทุกเวลา อาจเรียกไดวาเปนการเรียนท่ีสามารเรียนรูไดตลอด
24 ชวั่ โมง
2. ในการเรียนนั้นไมจาํ เปนตองเรียนในหองเรียนเทานั้นและไมจําเปนตองเรียนเฉพาะในเวลา
เรียนเทานั้น
3. การเรียนการสอนบนเครอื ขายอินเทอรเน็ตเปน การเปดโอกาสใหผ ูเรียนที่อยหู า งไกลไดเ รยี น
4. การเรียนการสอนบนเครือขายอินเทอรเน็ตเปนการสงเสริมใหเกิดความเทาเทียมกันทาง
การศึกษา
5. การเรยี นการสอนบนเครือขายอินเทอรเน็ตเปน การสงเสริมการศกึ ษาตลอดชวี ิต
6. ผูเ รียนสามารถแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ กนั ได
7. ผูเรียนสามารถทบทวนเนื้อหาไดเม่ือผูเรียนไมเขาใจโดยไมตองกลัววาจะรบกวนเวลาเรียน
ของเพ่ือนรว มหอ ง
8. สรางแรงจูงใจใหผูเรียนอยากเรียนรูเพราะมีการนําเทคโนโลยเี ขามาใชในการเรียนการสอน
ทําใหน กั เรยี นไมรสู ึกเบอ่ื กบั การเรียน
9. การสอนบนเครอื ขา ยอนิ เทอรเ นต็ เปดโอกาสใหทุกคนสามารถเขาเรียนได
10. ผูเ รยี นสามารถแสดงความคิดเห็นผา นเครือขา ยอินเทอรเน็ตได
11. เกดิ ความสะดวกสบายกับผูเ รยี นทเี่ รียนไปดว ยทาํ งานไปดว ย
12. ผูเรียนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหวา งผเู รยี นกบั ผูเรียน และผูเรียนกับผูสอนหรือ
ผเู ช่ยี วชาญได
13. ผเู รยี นเกดิ ความกระตือรอื รนในการเรยี น
14. ผเู รียนไมตอ งเสียคาใชจา ยในการเดินทางไปเรยี น
15. ผูเ รยี นสามารถเลอื กเรยี นในเน้ือหาวชิ าทตี่ นเองสนใจได
ขอ จาํ กดั ของบทเรยี นบนเครือขายอนิ เทอรเน็ต
1. งบประมาณทใี่ ชใ นการสรา งบทเรยี นบนเครือขายอินเทอรเ น็ตคอ นขางสูง
2. ผเู รยี นไมท ราบเทคนิควิธกี ารในการปฏิสมั พันธก บั ผอู ืน่
3. บุคลากรท่ีมคี วามสามารถในการพัฒนาสือ่ มไี มเพยี งพอ
4. ความเร็วของอินเทอรเน็ตบางสถานที่ไมเพียงพอตอการใชงานบทเรียนบนเครือขาย
อนิ เทอรเ น็ต
5. เนอื้ หาของการเรยี นการสอนไมมีขอบเขต
6. ขาดการวางแผนในการเรียนการสอน
7. บทเรยี นท่ีมกี ารใชมลั ตมิ เี ดียมากเกนิ ไปจะทาํ ใหเ ขาเรยี นในบทเรียนไดชา
99
ทฤษฎีท่ีเก่ียวของกับบทเรียนบนเครือขายอนิ เทอรเน็ต ทฤษฎีที่เก่ียวของกับการจัดทําบทเรียนบน
เครือขายอินเทอรเ น็ตมีหลายทฤษฎีโดยมีผูกลาวถึงทฤษฎีท่ีเกี่ยวของกับบทเรียนบนเครือขายอินเทอรเน็ตไว
ดงั นี้
1. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีนเ้ี ชอื่ วาพฤติกรรมของมนุษยนั้นเกิดจากการเรียนรู และเช่ือวา
การเสรมิ แรงจะชวยใหเกิดพฤติกรรมตามตองการ
2. ทฤษฎีปญญานิยม ทฤษฎีนี้มีแนวคิดเก่ียวกับการเรียนรูวาการเรียนเปนการ ผสมผสาน
ระหวางขอ มูลขา วสารเดิมกับขอ มลู ขาวสารใหม ผเู รยี นมีวิธกี ารเรียนรูและการนําความรูไปใชแตกตางกัน
3. ทฤษฎีสรางความรูใหมโดยผูเรียนเอง การเรยี นรูคอื การแกปญ หาซ่ึงข้ึนอยูกับการคน พบของ
ผูเรียนแตละบุคคล ครูจะตองจัดใหส่ือการเรียนการสอนและจัดสภาพแวดลอมท่ีกระตุนใหผูเรียนเกิดการ
อยากเรียนรู
4. ทฤษฎีการประมวลสารสนเทศเปนทฤษฎีการเรียนรูที่ใหความจํากัดความของการเรียนรูวา
เปนการเปล่ยี นความรขู องผูเรียนท้ังปรมิ าณและวิธกี ารประมวลสารสนเทศ
5. ทฤษฎีโครงสรางความรู เชื่อวามนุษยจะรบั รูไดโดยการนําความรูใหมมารวบกับความรูเกา
นอกจากน้ันแลวในการเรยี นการสอนบนเครอื ขายอนิ เทอรเนต็ ตองอาศัยการเรยี นรู การจาํ ซงึ่ ในการจาํ นั้นตอ ง
มหี ลักในการจํา ครูผูสอนตองอาศัยการควบคุมและการถายทอดความรูใหกับนกั เรียนโดยตองคํานึงถึงความ
แตกตางของนักเรียนและตอ งมแี รงจงู ใจทีจ่ ูงใจใหผูเรียนสนใจทีจ่ ะเรยี นดวย
6. ทฤษฎีรปู แบบจาํ ลอง S M C R Model เปน ทฤษฎที เ่ี ก่ียวขอ งกับขดี ความสามารถในการเปน
ผูรับและผูส ง ส่อื
7. ทฤษฎีการเรียนรู การเรียนรูของมนุษยเปนส่ิงท่ีมนุษยเสาะแสวงหาเมื่อตนเองตองการรูใน
เร่อื งน้ันๆ
8. ทฤษฎีการเรียนรูโดยการคนพบ ทฤษฎีนี้ครูจะเปนผูจัดส่ิงแวดลอมและใหขอมูลตาง ๆ
เกี่ยวกบั ส่ิงทจ่ี ะใหนกั เรียนเรียนรแู ตน ักเรียนจะเปน ผคู นหาคาํ ตอบดว ยตนเอง
3.7 ระบบการสบื คนผา นเครือขายเพื่อการเรยี นรู
ในปจจุบันสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมีประโยชนในการสืบคนขอมูล และแสวงหาความรูให
กวางขวางมากข้ึน พื้นที่ท่ีใชสืบคนองคความรูตางๆ มิไดจํากัดเพียงตําราและหนังสือเทาน้ันสื่ออินเตอรเน็ต
นับวามีบทบาทสําคัญอยางมากสําหรับผูเรียนรูกลุมยุคใหม ระบบอินเตอรเน็ตเปนแหลงขอมูล องคความรูที่
ผูใชส ามารถสืบคนขอมูลไดงา ยดายและสะดวกรวดเร็วที่สุด ผสู ืบคนขอ มูลสามารถสืบคนขอมูลตางๆ ไดอยาง
รวดเร็ว หนวยงานตา งๆ ท้ังภาครัฐและเอกชน ตางเหน็ ความสําคัญของการติดต้ังระบบอินเตอรเน็ตกนั อยาง
กวา งขวาง เพ่อื บริการบคุ คลในองคกรเพอื่ การปฏบิ ตั ิหนา ทไ่ี ดสะดวกย่ิงข้นึ
100
การใชอ ินเตอรเน็ตเพอื่ การเรยี นรู
อินเทอรเน็ตเปนแหลงขอมูลที่ทุกคนสามารถเขาถึงเพ่ือคนหา แลกเปล่ียนเรียนรูไดอยางแทบไมมี
ขดี จํากัด การใชอนิ เทอรเนต็ เพอ่ื ประโยชนดังกลาว จาํ เปนท่ีเราจะตองมีความรูและทักษะในการคน หาขอมูล
(Search) รูจักแหลง เรยี นรู และวิธกี ารนําเสนอขอมูลความรแู ละผลงานอยางเหมาะสม จะชวยใหเราสามารถ
ใชอ ินเทอรเนต็ เปน เครื่องมอื ในการสืบคนขอ มูลในหัวขอ เร่ืองทนี่ ักเรียนสนใจ
กจิ กรรมการนําเสนอ
เปนการเปดเวทีเพื่อนําเสนอผลงานจากการสืบคนและสรางองคความรูดวยตนเอง สามารถทําได
หลายวิธี เชน
1. การนาํ เสนอแบบ Online เชน
1.1 สรา ง Web Page
1.2 สรา ง Blog
1.3 การสงขอมลู ออนไลน
2. การนําเสนอแบบ Off line เชน
2.1 การนําเสนอดวยวาจา
2.2 ทําเอกสารรายงาน
2.3 จดั นทิ รรศการ
2.4 การสรางช้ินงาน
3. การนําเสนอแบบส่ือผสม โดยการเลือก Online และ Off line ซ่งึ ในปจ จบุ ันเปนที่นยิ มอยา ง
กวา งขวางในทุกวงการ
รูปแบบการใชอนิ เตอรเ น็ตเพอ่ื การเรียนรู การประยุกตเปนเครือขายที่สามารถติดตอสื่อสารกนั ไดก ับ
แหลงท่ีเชื่อมตอเขาดวยกัน สามารถสืบคนขอมูลไดและมีสถาบันตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกไดเช่ือม
เครือขายรวมกัน จึงเปนแหลงที่จะสืบคนขอมูลเพื่อนํามาศึกษาหาความรูได การนําอินเทอรเน็ตใชงาน
เครอื ขายอนิ เทอรเ นต็ ทางการศกึ ษา ดังนี้
1. การใชเครือขายเพื่อการติดตอส่ือสาร เปนการติดตอระหวางผูเรียนกับผูสอน เพ่ือสงรายงาน
การบาน วิทยานพิ นธ ในรูปแบบแฟมขอมูล การเปนสมาชิกกลุมสนทนาเพ่ือเปนเวทีแลกเปล่ียนความคิดเห็น
เผยแพรผลงานวิจัย ชว ยเหลือซ่ึงกนั และกันทางดา นวิชาการ และแจง ขา วความเคลื่อนไหวทางวิชาการ
2. การใชเครือขา ยเพอ่ื การสืบคน ขอ มลู ซงึ่ ผูเรียน นกั วิจัย และ ผูสอนสามารถสืบคน จากฐานขอมูล
ทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของหองสมุดตาง ๆ ที่เช่ือมโยงในอินเทอรเน็ตจากประเทศใน
ทวีปตาง ๆ ทว่ั โลก
101
3. การใชเครือขา ยเพ่ือการสอน หรอื การสอนทางไกลโดยผานเครือขาย โดยเปดเปน หลักสตู รการ
สอนในระดับปริญญาและในแบบประกาศนียบัตร เรียกวา Online Program ซึ่งผูเรียนสามารถสมัครและ
เรียนผานเครือขายอินเทอรเน็ต สวนกิจกรรมการเรียนการสอน เอกสารและการติดตอตาง ๆ อยูในรูปของ
แฟม ขอ มลู อเิ ลก็ ทรอนกิ ส การใช Internet ในชีวิตประจําวันสงผลในดานการศกึ ษา เราตอเขากบั อนิ เตอรเน็ต
เพ่ือคนควาหาขอมูลได ไมวาจะเปน ขอมูลทางวิชาการจากที่ตาง ๆ ซึ่งในกรณีน้ี อินเตอรเน็ต จะทําหนาที่
เหมือนหองสมุด ขนาดยกั ษ สงขอ มูลทีเ่ ราตองการ มาใหถงึ บนจอคอมพวิ เตอรที่บานหรอื ที่ทาํ งานของเรา ไมก่ี
วินาทีจากแหลงขอ มูลทวั่ โลก ไมว าจะเปนขอมูลดานวิทยาศาสตร วิศวกรรม ศลิ ปกรรม สังคมศาสตร กฎหมาย
ความบันเทิง และการ พักผอนหยอนใจ หรือสันทนาการ เชน เลือกอานวารสารตางๆ ผานอินเตอรเน็ต ที่
เรียกวา magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ และขาวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบน
จอคอมพิวเตอร เหมือนกบั หนังสอื
การสืบคนขอ มูลในการเรยี นรดู วยตนเอง เน่ืองจากขอ มูลท่ีอยบู นเครือขายอินเตอรเนต็ ในปจ จุบนั มี
มากมายและกระจัดกระจายอยูตามที่ตางๆ ดังนั้นผูใชอินเตอรเน็ตจึงจําเปนตองเรียนรูวิธีการใชบริการ
อินเตอรเน็ตและเลือกใชใหเหมาะสม เพื่อการคนหาขอมูลในการเรียนรูดวยตนเองอยางมีประสิทธิภาพ โดย
สามารถใชอ ินเตอรเน็ตในการสบื คนขอ มลู ศกึ ษา คน ควา และวจิ ัยไดหลายวิธดี วยกนั วธิ ีทเี่ ปน ท่ีนยิ มมากทสี่ ุด
ในปจจุบัน คือ การสืบคนทางเวิลดไวดเว็บ เนื่องจากสามารถรองรับขอมูลไดหลายๆ รูปแบบ และเช่ือมโยง
ขอมูลที่เก่ียวเน่ืองกันใหเราไดศึกษาอยางสะดวกสบาย และมีซอฟตแวร สําหรับอานขอมูลในเว็บท่ีสมบูรณ
แบบมากการคนหาขอมูล ในการเรียนรูดวยตนเองอยางมีประสิทธิภาพ จําเปนตองใชเครื่องมือชวยคน
(Search engine) ซ่ึงซอฟตแวรสําหรับอานขอมูลในเว็บ (Web Browser) สวนใหญบริการเชื่อมตอกับ
เครื่องมือเหลาน้ีไวใหแลว ผูใชเพียงแตกดปุมสําหรับเรียกเคร่ืองมือน้ีข้ึนมา พิมพคํา หรือขอความที่ตองการ
สืบคนลงไป เคร่ืองก็จะแสดงผลการคน โดยการแสดงชื่อของขอมูลที่เราตองการศึกษา (Web Page) ซ่ึงถา
ตองการเขาไปอาน กส็ ามารถกดลงไปบนช่ือนั้นไดเลย ขอมูลดังกลาวจะปรากฏบนจอไมวาจะเปนขอมูลจาก
เครอื่ งคอมพิวเตอรเคร่อื งใดในโลกก็ตาม
นอกจากน้ีการเขา ใชคอมพิวเตอรเครอ่ื งอ่ืนๆ ท่ีตออยกู ับเครือขา ย และมีการอนญุ าตใหเขาไปใชได
เชน การติดตอ เขา สเู ครื่องคอมพวิ เตอรของหอ งสมุดเพ่ือคนหา ยืม ตอเวลาการยมื หรือการจองหนงั สือสิ่งพิมพ
ตาง ๆ ก็เปนท่ีนิยมกันมาก ปจจุบันมีหองสมุดหลายแหงเปดใหบริการบริการนี้สามารถเขาใชไดโดยการ ใช
คาํ สัง่ Telnet และตามดว ยชื่อเคร่ือง หรือหมายเลขของเครอื่ งแลวพมิ พชื่อในการขอเขาใช (Login) บางเครือ่ ง
อาจตองใชรหัสลับ (Password) ดวย หลงั จากนั้นตองทําตามคําส่ังท่ีปรากฏบนจอ ซึ่งจะแตกตางกนั ไปในแต
ละระบบของเคร่อื ง นอกจากหองสมดุ แลว เราอาจจะใชคอมพวิ เตอรที่เปนฐานขอมลู ตาง ๆ ไดด วย โดยในบาง
ฐานขอมูล นอกจากผูใชจะเขาไปคนหาบทความท่เี คยตพี ิมพในวารสารตาง ๆ แลวยงั สามารถใชบ ริการพิเศษ
อ่ืน ๆ เชน บริการสงอีเมลแจงใหทราบเก่ียวกับบทความใหม ๆ ที่ไดตีพิมพในวารสารการศึกษาท่ีสนใจเลม
102
ลาสดุ โดยตอ งมีการกําหนดชื่อของวารสารที่สนใจไวลวงหนา หรือ มบี ริการสง แฟกซ บทความนั้นใหแกผใู ชท่ี
สนใจ
3.8 การสืบคน และรับสง ขอมูล แฟม ขอ มูล
ความหมายของการรับ-สงขอ มลู บนเครือขา ยอนิ เทอรเน็ต
การรับ-สง ขอมูลบนเครือขา ยอินเทอรเนต็ โดยใชจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส (Electronic Mail) หรอื ที่
นิยมเรยี กกันวา อเี มล (E-Mail) หมายถึง การสอ่ื สารหรอื การสง ขอ ความจากคอมพิวเตอรเ ครอื่ งหนง่ึ ผา นไปเขา
เคร่ืองคอมพิวเตอรอีกเครื่องหนึ่งโดยสงผานทางระบบเครือขาย (Network) ผูสงจะตองมีเลขท่ีอยู (E-mail
Address) ของผูรบั และผูรับสามารถเปดคอมพวิ เตอรเรยี กขาวสารนั้นออกมาดเู มื่อใดก็ได โดยท่ัวไปจดั วาเปน
งานสว นหนงึ่ ของสํานกั งานอัตโนมตั ิ (Office Automatic) ซ่งึ ปจจบุ นั ไดร ับความนยิ มเปน อยา งมาก
ประโยชนข องการรบั -สง ขอ มลู ทางจดหมายอเิ ล็กทรอนกิ ส
การรับ-สงขอมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส ถือวาเปนสวนสําคัญในการสื่อสารบนเครือขาย
อนิ เทอรเนต็ ท่ีนยิ มใชม ากท่ีสดุ เพราะมปี ระโยชนม ากมาย ดงั นี้
1. ทําใหการติดตอสื่อสารท่ัวโลกเปนไปอยางรวดเร็ว ระยะทางไมเปนอุปสรรคสําหรับอีเมลใน
ทกุ แหง ทั่วโลกท่ีมีเครือขายคอมพิวเตอรเ ชอ่ื มตอถึงกนั ได สามารถเขาไปสถานท่ีเหลานั้นไดท ุกท่ี ทาํ ใหผูคนทั่ว
103
โลกติดตอถึงกันไดทันที ผูรับสามารถจะรับขาวสารจากอีเมลไดทันทีที่ผูสงจดหมายสงขอมูลผานทาง
คอมพิวเตอรเ สรจ็ สิน้
2. สามารถสงจดหมายถึงผูรับท่ีตองการไดทุกเวลา แมผูรับจะไมไดอยูท่ีหนาจอคอมพิวเตอรก็
ตามจดหมายจะถูกเก็บไวในตูจดหมายของคอมพิวเตอรและเปนสวนตัว จนกวาเจาของจดหมายทม่ี ีรหัสผาน
จะเปดตจู ดหมายของตนเองอาน
3. สามารถสงจดหมายถึงผูรับหลายๆคนไดในเวลาเดียวกัน โดยไมตองเสียเวลาสงใหทีละคน
กรณนี ้ีจะใชกับจดหมายท่ีเปนขอความเดียวกัน เชน หนังสือเวียนแจงขาวใหสมาชิกในกลุมทราบหรือเปนการ
นัดหมายระหวางสมาชกิ ในกลุม เปนตน
4. ชวยประหยัดเวลาในการเดินทางไปสงจดหมายที่ตูไปรษณียหรือท่ีทําการไปรษณีย ทําให
ประหยัดคาใชจ า ยในการสง เนื่องจากไมตองคาํ นึงถึงปริมาณนา้ํ หนักและระยะทางของจดหมายเหมอื นกบั การ
สง ทางไปรษณยี ธ รรมดา
5. ผูรับจดหมายสามารถเรียกอานจดหมายไดทุกเวลาตามสะดวก ซึ่งจะทําใหทราบวาใน
ตจู ดหมายของผรู ับมีจดหมายกฉ่ี บับ มีจดหมายที่อานแลว หรือยังไมไดเรียกอานกี่ฉบับ เมื่ออานจดหมายฉบับ
ใดแลว หากตองการลบท้งิ กส็ ามารถเก็บขอความไวในรูปของแฟมขอ มูลได หรือจะพิมพอ อกมาลงกระดาษก็ได
เชนกัน
6. สามารถถายโอนแฟมขอมูล (Transferring Flies) แนบไปกับจดหมายถึงผูรับได ทําใหการ
แลกเปลี่ยนขาวสารเปนไปไดโดยสะดวก รวดเร็ว ทันเวลาและทันเหตุการณ จากความสําคัญของอีเมลที่
สามารถอํานวยประโยชนใ หกบั ผใู ชอ ยางคุม คา นี้ ทําใหในปจจบุ นั อีเมลกลายเปนสว นหนึ่งของสาํ นักงานทุกแหง
ท่ัวโลก ท่ที ําใหส มาชกิ ในชมุ ชนโลกสามารถติดตอ กนั ผานทางคอมพวิ เตอรไ ดในทุกทท่ี ุกเวลา
3.9 สารสนเทศเพอื่ ใชในการจดั การเรยี นรู
ความหมายและความสาํ คญั ในการนาํ ICT มาใชในการเรยี นรู
โดยความเปนจริงแลว ครูเราใช ICT จัดการเรยี นการสอนมานานแลว เพียงแตยังใชร ูปแบบเดิม ซึ่ง
หากมีการพัฒนาโดยใชเทคโนโลยีท่ีเก่ียวของต้ังแตการรวบรวมการจัดเก็บขอมูล การประมวลผล การพิมพ
การสรางงาน การสื่อสารขอ มลู ฯลฯ ซ่งึ รวมไปถงึ การใหบ รกิ าร การใช และการดูแลขอมลู จะทําใหการจดั การ
เรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากข้ึน นักเรียนสามารถคนควาหาความรูจากแหลงความรูท่ีหลากหลายมาก
ยง่ิ ข้ึน
ICT หมายถึง การนําเทคโนโลยีดิจิตอล เครื่องมือสื่อสาร หรือเครือคายคอมพิวเตอร มาใชในการ
เขา ถงึ จัดการ บูรณาการ ประเมนิ ผล และสรางขอมลู
เปา หมายของการใช ICT เพือ่ การเรียนรู
104
– เปน เครอ่ื งมอื ชว ยเพม่ิ ผลงาน และการติดตอสือ่ สาร
– ความรวมมือของนักเรียน โดยการวเิ คราะหขอ มลู รว มกนั
– บรหิ ารจดั การขอมูล โดยการคน ควา ขอ มูล
– ความรวมมือของครู โดยครูทํางานรวมกันเอง ทํางานรวมกับนักเรียน และเพื่อนภายนอก
โรงเรียน
– ความรวมมือระหวา งโรงเรยี น โดยนกั เรยี นทาํ งานรวมกบั ผอู น่ื ท่อี ยนู อกโรงเรียน
– การสรางงาน โดยการจดั ทาํ ชน้ิ งาน การเผยแพรผลงาน
– ชว ยบททวนบทเรยี น โดยซอรฟ แวรเ สรมิ การเรยี น
ICT จะมีความสาํ คัญ กต็ อเม่ือ
– ถูกใชเ ปน เครอ่ื งมือแกปญ หา และพฒั นาความคดิ วิเคราะห
– ใชใ นการสรางกลยทุ ธ เพ่ือไขปญหาทซ่ี ับซอ น และพัฒนาความเขาใจอยา งลึกซ้ึง สําหรับเรอื่ งที่
สนใจ
ประโยชนจ ากการนาํ ระบบ ICT มาประยุกตใช พอสรุปไดดงั นี้
1. ความสะดวกรวดเร็วในระหวางการดําเนินงาน
2. ลดปรมิ าณผดู ําเนนิ งานและประหยดั พลังงานเชื้อเพลิงไดอีกทางหน่ึง
3. ระบบการปฏิบัตงิ านเปน ไปอยางมรี ะเบยี บมากข้ึนกวา เดิม
4. ลดขอผิดพลาดของเอกสารในระหวา งการดําเนินการได
5. สรางความโปรง ใสใหก บั หนวยงานหรอื องคก รได
6. ลดปรมิ าณเอกสารในระหวางการดําเนนิ งานไดมาก (กระดาษ)
7. ลดขั้นตอนในระหวางการดําเนินการไดม าก
8. ประหยัดเนือ้ ที่จัดเกบ็ เอกสาร (กระดาษ)
เทคโนโลยีสารสนเทศไดเขามามีบทบาทตอการศึกษาอยางมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางดาน
คอมพวิ เตอรและการสือ่ สารโทรคมนาคมมีบทบาทท่ีสําคญั ตอ การพฒั นาการศกึ ษาดงั น้ี
1. เทคโนโลยีสารสนเทศเขามามีสวนชวยเรอ่ื งการเรียนรู ปจจุบันมีเครื่องมือที่ชว ยสนับสนุนการ
เรียนรูหลายดานมีระบบคอมพิวเตอรชวยสอน (CAI) ระบบสนับสนุนการรับรูขาวสาร เชน การคนหาขอมูล
ขาวสารเพอ่ื การเรยี นรใู น World Wide Web
2. เทคโนโลยีสารสนเทศเขามาสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยเฉพาะการจัดการศึกษาสมัยใหม
จําเปนตองอาศัยขอมูลขาวสารเพ่ือการวางแผน การดําเนินการ การติดตามและประเมินผลซ่ึงอาศัย
คอมพวิ เตอรและระบบส่ือสารโทรคมนาคมเขามามบี ทบาททส่ี ําคัญ
105
3. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการสื่อสารระหวางบุคคล ในเกือบทุกวงการท้ังทางดานการศึกษา
จาํ เปนตองอาศยั ส่ือสัมพันธระหวา งตัวบคุ คล เชน การสือ่ สารระหวางผูสอนกับผูเรียน โดยใชองคประกอบท่ี
สําคัญชวยสนับสนุนใหเกิดประสิทธิภาพในการดําเนินงาน เชน การใชโทรศัพท โทรสาร ไปรษณีย
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส เทเลคอมเฟอเรนซ เปนตน
4. พฒั นาคณุ ภาพการศึกษา โดยเกิดการศกึ ษาในรูปแบบใหม กระตุนความสนใจแกผเู รียน โดย
ใชคอมพิวเตอรเปนสื่อในการสอน (Computer-Assisted Instruction : CAI) และการเรียนรูโดยใช
คอมพวิ เตอร (Computer-Assisted Learning : CAL) ทาํ ใหผูเ รียนมีความรูความเขาใจในบทเรียนมากยิ่งข้ึน
ไมซํ้าซากจําเจผูเรียนสามารถเรียนรูส่ิงตางๆ ไดดวยระบบที่เปนมัลติมีเดีย นอกจากนั้นยังมีบทบาทตอการ
นาํ มาใชใ นการสอนทางไกล (Distance Learning) เพ่ือผูดอยโอกาสทางการศึกษาในชนบททห่ี างไกล
เทคโนโลยีกับการเรยี นการสอน เทคโนโลยีจะเก่ียวของกบั การเรยี นการสอน 3 ลักษณะ คอื
1. การเรียนรูเ กย่ี วกับเทคโนโลยี (Learning about Technology) ไดแกเ รียนรรู ะบบการทํางาน
ของคอมพิวเตอร เรียนรูจนสามารถใชระบบคอมพิวเตอรได ทําระบบขอมูลสารสนเทศเปน ส่ือสารขอมูล
ทางไกลผา น Email และ Internet ได เปนตน
2. การเรียนรูโดยใชเ ทคโนโลยี (Learning by Technology) ไดแกการเรยี นรูความรใู หม ๆ และ
ฝกความสามารถ ทักษะ บางประการโดยใชส่ือเทคโนโลยี เชน ใชคอมพิวเตอรชวยสอน (CAI) เรียนรูทักษะ
ใหม ๆ ทางโทรทัศนที่สงผา นดาวเทยี ม การคนควาเรือ่ งทสี่ นใจผาน Internet เปนตน
3. การเรียนรูกับเทคโนโลยี (Learning with Technology) ไดแกการเรียนรูดวยระบบการ
สื่อสาร 2 ทาง กับเทคโนโลยี เชน การฝกทักษะภาษากับโปรแกรมท่ีใหขอมูลยอนกลับถึงความถูกตอง
(Feedback) การฝกการแกป ญ หากับสถานการณจาํ ลอง เปนตน
แนวคดิ ในการเพม่ิ คณุ คา ของเทคโนโลยีชวยการเรียนรู
1. การใชเทคโนโลยีพฒั นากระบวนการทางปญญา ระบบคอมพิวเตอรทจ่ี ะชวยพฒั นาผูเ รียนใหมี
ความฉลาดในกระบวนการทางปญญา โดยครูอาจจัดขอมูลในเร่ืองตาง ๆ ในวิชาท่ีสอน ใหผูเรียนฝกรับรู
แสวงหาขอมูล นํามาวิเคราะหกาํ หนดเปนความคิดรวบยอดและใชค อมพิวเตอรชวยแสดงแผนผงั ความคดิ รวบ
ยอด (Concept Map) โยงเปนกฎเกณฑ หลักการ ซ่ึงผูสอนสามารถจัดสถานการณใหผูเรียนฝกการนํา
กฎเกณฑ หลกั การไปประยกุ ต จนสรปุ เปนองคความรูอยางมีเหตผุ ล บนั ทึกสะสมไวเ ปนคลังความรขู องผูเรียน
ตอไป
2. การใชเทคโนโลยีพัฒนาความสามารถในการแกปญหา การเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง
สามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนใหผูเรียนมีโอกาสทําโครงงานแสวงหาความรูตามหลักสูตรเพื่อ
แกปญหาการเรียนรูลักษณะน้ีจะเริ่มตนดวยการกําหนดประเด็นเร่ือง ตามมาดวยการวางแผนกําหนดขอมูล
หรือสาระที่ตองการ ผูสอนอาจจัดบัญชีแสดงแหลงขอมูล ทั้งจากเอกสารสิ่งพิมพและจาก Electronic
106
Sources เชน ช่ือของ Web ตาง ๆ ใหผ ูเรียนแสวงหาขอมูล วเิ คราะห สังเคราะห เปนคําตอบ สรางเปนองค
ความรูตาง ๆ โดยใชเทคโนโลยีเปนเครื่องมือชวย และครูชวยกํากับผลการเรียนรูใหเปนไปตามมาตรฐาน
คุณภาพทต่ี อ งการ
การจัดปจ จยั สนับสนนุ การใชเ ทคโนโลยีชวยการเรียนรู
ปจจัยพ้ืนฐานคอื การสรางความพรอมของเคร่ืองมืออุปกรณตาง ๆ ใหม ีสมรรถนะและจํานวนเพียง
ตอการใชงานของผูเรียน รวมถึงการอํานวยความสะดวกใหผูเรียนสามารถใชเทคโนโลยีไดตลอดเวลาจะเปน
ปจจยั เบื้องตนของการสง เสริมการใชเ ทคโนโลยเี พ่ือการเรยี นรู สิง่ ทีค่ วรเปนปจจยั เพม่ิ เติมคอื
1. ครูสรา งโอกาสในการใชเ ทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู การท่ีครูออกแบบกระบวนการเรียนรูใหเ อ้ือ
ตอการทาํ กจิ กรรมประกอบการเรียนรู เปนกิจกรรมทตี่ องใชก ระบวนการแสวงหาความรจู ากแหลงขอมลู ตา ง ๆ
ทัง้ จากการสังเกตในสถานการณจริง การทดลอง การคนควาจากส่ือสิ่งพิมพและจากสือ่ Electronic
2. ครูและผูเรียนจัดทําระบบแหลงขอมูลสารสนเทศเพ่ือการเรียนรู ปจจัยดานแหลงขอมูล
สารสนเทศ (Information Sources) เปนตัวเสริมที่สําคญั ที่ชวยเพิ่มคุณคาของระบบเทคโนโลยีเพอ่ื การเรียน
การสอน ครูและผูเรยี นควรชวยกันแสวงหาแหลงขอมูลสารสนเทศท่ีมีเนื้อหาสาระตรงกับหลกั สูตรหรือสนอง
ความสนใจของผูเรียน
3. สถานศึกษาจัดศูนยขอมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู ศูนยขอมูลสารสนเทศเพ่ือการเรียนรู
สงเสรมิ การใชเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรูของครูและผูเ รียน เรยี กวาหอ งสมุดเสมอื น (Virtual Library) หรอื E –
Library จะมีคุณประโยชนใ นการมแี หลง ขอ มลู สารสนเทศเพื่อการศกึ ษาคนควา ในวทิ ยาการสาขาตาง ๆ
4. การบริการของกรมหรือหนวยงานกลางทางเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู กรมตนสังกัดหรือ
หนวยงานกลางดานเทคโนโลยีควรสงเสริมการใชเทคโนโลยีของสถานศึกษาดวยการบริการดานขอมูล
สารสนเทศ
3.10 การวเิ คราะหป ญหาทเ่ี กิดจากการใชนวัตกรรม
ความหมายปญหาคือประเด็นที่เปนอุปสรรค ความยากลําบาก ความทาทาย หรือเปนสถานการณ
ใด ๆ ที่ตองมีการแกปญหาซ่ึงการแกปญหาจะรับรูไดจากผลลัพธของการแกปญหาหรือผลงานท่ีนําไปสู
วตั ถุประสงคหรือเปา หมาย ประเด็นปญหาแสดงถึงทางออกท่ตี องการ ควบคูกบั ความบกพรอง ขอสงสัย หรือ
ความไมส อดคลองทป่ี รากฏขึน้ ซึง่ ขดั ขวางมิใหผลลัพธประสบผลสาํ เร็จ
วิธีการหรือกระบวนการวิเคราะหปญหา กระบวนการวิเคราะหปญหากระบวนการแกไขปญหามี
ขัน้ ตอนที่เกี่ยวของ 5 ประการ ดงั น้ี
1. การกาํ หนดหรอื นยิ ามปญ หา
2. การวเิ คราะหสาเหตุ
107
3. การตัดสนิ ใจ
4. การลงมือปฏบิ ตั ิ
5. การประเมินผล
เหตุผล ท่ีครูตองมีความรู ความเขาใจ เก่ียวกับปญหาการจัดการเรียนรูที่เกิดจากการใชนวัตกรรม
และเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ครูตองมีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับ ปญหาการจัดการเรียนรูที่เกิดจากการใชนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ครูจะตองมีความเขาใจ และผลกระทบที่จะตามมาจากการใชงานนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศ เนอ่ื งจากการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศนอกจากจะมีประโยชนมากมายใน
การพัฒนาการเรียนการสอนแลว ยังมโี ทษของการใชงานและปญหาอ่นื ๆหากใชอยางไมเหมาะสม ครูจึงตอง
ตระหนักและมีความรู มีคุณธรรมในการใชงาน เพ่ือใหเ กดิ ผลประสิทธิภาพท่ดี ี และเพอื่ ปองกนั ปญ หาท่ีอาจจะ
ตามมาในการจัดการเรยี นรู
ปญ หา และสาเหตุ การจัดการเรยี นรูท ีเ่ กิดจากการใชนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
- ดานการกระจายโครงสรางพื้นฐานเพื่อการศึกษามีคอมพิวเตอรยังไมมีหรือมีไมเพียงพอตอ
ความตอ งการและทม่ี ีอยกู ็ขาดการบาํ รุงรกั ษา รวมทั้งไมอยใู นสภาพท่ใี ชการได
- ดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือพัฒนาการเรียนรูครูใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารเพื่อพฒั นาทกั ษะวิชาชพี ครูนอ ยมากและคอมพิวเตอรม จี ํานวนไมเ พยี งพอกับความตอ งการท่ีครูจะใช
- มีการวางแผนที่ไมดีพอวางแผนจัดการความเส่ียงไมดีพอ ยิ่งสถานศึกษามีขนาดใหญมากขึ้น
เทาใด การจดั การกบั ความเสี่ยงยอ มจะมคี วามสาํ คัญมากข้ึนตามลาํ ดบั ทาํ ใหค าใชจ า ยดานนเี้ พม่ิ สูงขน้ึ
- การนําเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสมมาใชงานการนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาใชในสถานศึกษา
จําเปนตอ งพิจารณาใหส อดคลองและตรงกบั ลักษณะของแนวการสอนหรือนโยบายของสถานศึกษา
- การขาดการจัดการหรอื สนบั สนุนจากผูบรหิ ารสถานศึกษาระดบั สงู
- ดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพ่ือพัฒนาการบริหารจัดการและใหบริการ
ทางการศึกษา สถานศึกษายังขาดรูปแบบระบบสารสนเทศ และจัดใหผูบริหารมีความรูความเขาใจในการใช
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในระดับเบ้ืองตน
- ปญหาการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ พบวา สวนใหญการใชวัสดุ เครื่องมือหรืออุปกรณ และ
เทคนิควิธีการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนมีปญหาดา นงบประมาณไมเพียงพอและมีความลาชา
วสั ดุ เครอ่ื งมือหรอื อุปกรณม ีไมเ พยี งพอกับความตอ งการ
สาเหตุ ของการเกดิ ปญหาการจดั การเรยี นรูทเ่ี กิดจากการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แต
ละดาน โดยใชเ ครอื่ งมอื
108
ผบู รหิ าร ครู และนักเรียน
- บุคลากรขาดความรูความเขาใจในการผลิตส่ือประกอบการจัดกิจกรรม บุคลากรขาด
ประสบการณในการใชส ่อื นวัตกรรมทางการศกึ ษา
เครอื่ งมอื และอุปกรณ
- เครอื่ งมอื และอุปกรณ ขาดงบประมาณในการพัฒนานวัตกรรม อปุ กรณไมเพยี งพอกับผูเรียน
วัสดุ
- วสั ดุขาดงบประมาณในการจัดซ้อื ไมม ีงบประมาณและการจดั เก็บไมมปี ระสิทธิภาพ ทําใหวสั ดุ
เกิดความเสียหาย
วิธกี ารการจัดกจิ กรรม
- วธิ ีการ กิจกรรม ครูยดึ วิธีการสอนแบบเดิม คอื บรรยายหนาชั้นเรียน แตสว นใหญมีแนวโนมใน
การพฒั นาทีด่ ขี นึ้ ครยู ังไมม กี ารนาํ สื่อนวัตกรรมมาใชในการจัดการเรียนการสอนอยา งตอเนือ่ ง
สภาพแวดลอ ม
- สภาพแวดลอมโดยท่ัวไปยังไมเหมาะสมกบั การใชส่ือ เนื่องจากความยุงยากและไมคลองตัว มี
สถานทไี่ มเ ปน สดั สว น ไมม หี องที่ใชเพือ่ เกบ็ รักษาสอื่
แนวทางการแกปญหาการจัดการเรียนรูทีเ่ กดิ จากการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ แตละ
ดา น
1. สรา งความตระหนัก ความรับผิดชอบในสวนทย่ี ังบกพรองทางนวตั กรรมของบุคลากร สง เสริม
ใหเขารว มการอบรมสัมมนา สงเสรมิ ใหเกดิ การศึกษาดว ยตนเอง เพ่ือใหค วามรูและประสบการณใ นการใชส่ือ
นวัตกรรมทางการศึกษาท่มี ากขน้ึ
2. เพิ่มงบประมาณใหเพียงพอ ใหหนวยงานท่ีมีสวนเกี่ยวของจัดหางบประมาณสนับสนุน
สาํ นักงานเขตพนื้ ท่ีตอ งชวยดแู ลและใหความชวยเหลือจัดสรรงบประมาณได เพ่อื ใชใ นการพัฒนานวตั กรรมให
มคี ณุ ภาพดีย่งิ ข้ึน และระดมทรัพยากรที่มีในทอ งถ่นิ มาชวยสนบั สนุน
3. แนวทางการแกไข คือ ใชส่ือนวัตกรรมตามความเหมาะสมของเน้ือหาวิชาตามความยากงาย
ของเนือ้ หา แบง ส่ือไปตามหอ งใหค รูรบั ผิดชอบ ควรจัดหาหองเพื่อการนี้เปนการเฉพาะ
4. จัดกลมุ ใหเ พอ่ื นชวยเพื่อน คอยกํากับแนะนาํ ชว ยเหลือ จัดครูเขา สอนตามประสบการณค วาม
ถนัด ควรจัดอบรมเพ่ือใหความรู จัดทํานวตั กรรมท่ีมโี อกาสเปน ไปได และสรา งการมีสวนรวมจากชุมชน สอน
เพิม่ เติมนอกเวลา
5. เนนการเรียนการสอนที่นักเรียนไดฝกปฏิบัติจริง และสรางองคความรูดวยตนเอง จัด
แบบทดสอบที่หลากหลาย ทง้ั แบบปรนัย และอัตนยั และประเมินผลตามสภาพจรงิ ประเมนิ ผลงานจากแฟม
สะสมงาน
109
วิเคราะหป ญหา ในชั้นเรยี น
ปญหา: ครูยังยึดวิธีการสอนแบบเดิมสอนแบบนิรนัยและแบบปรนัย คือบรรยายหนาช้ันเรียน
เครื่องมือทเ่ี ลอื กใช: powtoon,prezi และ socrative
110
แบบทดสอบ นวัตกรรมทางการศกึ ษา จําวน 5 ขอ
1. ขอ ใดคอื นวัตกรรมทางการศึกษา
ก. Educational Innovation
ข. Interactive Video
ค. Individual Different
ง. Educational novative
2. นวัตกรรมแบงออกเปนกีป่ ระเภท
ก. 4 ประเภท
ข. 5 ประเภท
ค. 6 ประเภท
ง. 7 ประเภท
3. นวัตกรรม แบงออกเปนกี่ระยะ คือระยะใดบาง
ก. 1 ระยะ คือ มีการประดิษฐคิดคน
ข. 3 ระยะ คือ มีการประดิษฐคิดคน / พัฒนาการ / การนาํ เอาไปปฏิบัติในสถานการณทั่วไป
ค. 5 ระยะ คอื พัฒนาการ / การนาํ เอาไปปฏิบัติในสถานการณท่ัวไป / ทดลอง / ศึกษา / แบง
ขัน้ ตอน
ง. 7 ระยะ คือ มีการประดิษฐคิดคน / การนาํ เอาไปปฏิบัติในสถานการณท่ัวไป / ศึกษา / แบง
ขนั้ ตอน / พัฒนาการ / ตั้งสมมุติฐาน / สรุป
4. ขอใดหมายถึง e-Learning
ก. การเรียนอยางไมจาํ กัด
ข. การเรียนรวม
ค. การเรยี นทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส
ง. ถูกทุกขอ
5. ขอใดคือการนํา e-Learning ไปใชในการเรียนการสอน
ก. ใช e-Learning เปน สอ่ื หลกั
ข. ใช e-Learning เปนส่อื เติม
ค. ใช e-Learning เปนสื่อเสรมิ
ง. ถูกทุกขอ
111
เฉลยแบบทดสอบ นวัตกรรมทางการศึกษา จําวน 5 ขอ
1. ขอใดคอื นวัตกรรมทางการศึกษา
ก. Educational Innovation
ข. Interactive Video
ค. Individual Different
ง. Educational novative
2. นวตั กรรมแบง ออกเปน กป่ี ระเภท
ก. 4 ประเภท
ข. 5 ประเภท
ค. 6 ประเภท
ง. 7 ประเภท
3. นวัตกรรม แบงออกเปนกี่ระยะ คือระยะใดบา ง
ก. 1 ระยะ คือ มีการประดิษฐคิดคน
ข. 3 ระยะ คอื มีการประดิษฐคิดคน / พัฒนาการ / การนําเอาไปปฏิบัติในสถานการณท่ัวไป
ค. 5 ระยะ คือ พัฒนาการ / การนําเอาไปปฏิบัติในสถานการณท่ัวไป / ทดลอง / ศึกษา / แบง
ข้ันตอน
ง. 7 ระยะ คอื มีการประดิษฐคิดคน / การนําเอาไปปฏิบัติในสถานการณท่ัวไป / ศึกษา / แบง
ขนั้ ตอน / พัฒนาการ / ตั้งสมมุติฐาน / สรุป
4. ขอใดหมายถึง e-Learning
ก. การเรียนอยางไมจาํ กัด
ข. การเรียนรวม
ค. การเรยี นทางอิเลก็ ทรอนิกส
ง. ถูกทุกขอ
5. ขอใดคือการนาํ e-Learning ไปใชในการเรียนการสอน
ก. ใช e-Learning เปนส่อื หลัก
ข. ใช e-Learning เปน สือ่ เตมิ
ค. ใช e-Learning เปน สอ่ื เสรมิ
ง. ถูกทุกขอ
112
แบบทดสอบ ความรเู บ้ืองตน เก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ จํานวน 10 ขอ
1. เครอื ขา ยคอมพวิ เตอรม ที งั้ หมดกีป่ ระเภท
ก. 6 ประเภท
ข. 7 ประเภท
ค. 8 ประเภท
ง. 9 ประเภท
2. การเรียนรโู ดยใชเทคโนโลยี (Learning by Technology) มคี วามหมายตรงกับขอ ใด
ก. การเรียนรูระบบการทํางานของคอมพวิ เตอร เรียนรจู นสามารถใชระบบคอมพิวเตอรได ทําระบบ
ขอ มูลสารสนเทศเปน สื่อสารขอ มูลทางไกลผา น Email และ Internet ได เปนตน
ข. การเรียนรูความรูใหม ๆ การฝกความสามารถ ทักษะบางประการ โดยใชสื่อเทคโนโลยี เชน ใช
คอมพิวเตอรชว ยสอน (CAI) เรียนรทู ักษะใหม ๆ ทางโทรทัศนท ี่สงผานดาวเทียม การคนควา เรื่องท่สี นใจผาน
Internet การเรยี นผา น DLTV DLIT เปน ตน
ค. การเรียนรูดวยระบบการสอื่ สาร 2 ทาง (Interactive) กับเทคโนโลยี เชน การฝกทักษะภาษากับ
โปรแกรมที่ใหขอมูลยอนกลับถึงความถูกตอง (Feedback) การฝกการแกปญหากับสถานการณจําลอง
(Simulation) เปน ตน
ง. การเรียนรูท่ีเนนผูเรียนเปนศูนยกลางหรือถือวาผูเรียนสําคัญที่สุดนั้น สามารถออกแบบแผนการ
เรียนการสอนใหผเู รยี นมโี อกาสทําโครงงานแสวงหาความรูตามหลักสตู ร หาความรูในเร่อื งทผี่ เู รียนสนใจ
3. ส่อื สง่ิ พมิ พ หมายถึง ขอ ใด
ก. สอ่ื 2 ประเภทท่กี ลา วไปแลว ยงั มีสื่ออน่ื ๆ ท่ีสง เสริมการเรยี นรูข องผูเ รียน
ข. สือ่ การเรยี นรูท ี่ผลิตข้นึ ใชค วบคูกับเคร่อื งมือโสตทัศนวสั ดุ หรือเคร่ืองมอื ท่ีเปน เทคโนโลยีใหม ๆ
ค. บุคคลท่ีมีความรู ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในสาขาตาง ๆ ซ่ึงสามารถถายทอด สาระความรู
แนวคิดและประสบการณไปสูบคุ คลอื่น เชน บุคลากรในทอ งถ่ิน แพทย ตาํ รวจ นักธุรกจิ เปน ตน
ง. หนังสือและเอกสารสิง่ พมิ พตาง ๆ ท่ีแสดงหรอื เรยี บเรียงสาระความรตู าง ๆ โดยใชต วั หนังสอื ที่เปน
ตวั เขียนหรอื ตวั พมิ พเ ปน สอื่ ในการแสดงความหมาย
4. นวัตกรรมการเรียนรู (Learning innovation) หมายถึง
ก. ส่งิ ใหมท นี่ ํามาใชใ หผ ูเรียนเกดิ การเรียนรู
ข. ทฤษฎี หลกั การ ในการออกแบบนวัตกรรม
ค. การนํานวัตกรรมไปใชแ ละประเมนิ ผล
ง. การจําและนาํ ไปใช (Promote Retention and Transfer)
113
5. ประเภทแหลงเรียนรูและเครอื ขา ยการเรียนรูสามารถแบงไดก่ีแบบ
ก. 3 แบบ
ข. 4 แบบ
ค. 2 แบบ
ง. 1 แบบ
6. ขอ จํากัดของบทเรยี นบนเครือขา ยอินเทอรเ นต็ มีทัง้ หมดกีอ่ ยาง
ก. 4 อยา ง
ข. 5 อยาง
ค. 6 อยา ง
ง. 7 อยาง
7. ในปจจุบันส่ือและเทคโนโลยีทีท่ ันสมยั มีประโยชนในการสืบคน ขอ มลู ขอใดตา งจากพวก
ก. แสวงหาความรูใหกวา งขวางมากขนึ้
ข. มิไดจํากัดเพียงตาํ ราและหนงั สือ
ค. การใชเ ครือขา ยเพือ่ การติดตอ สอื่ สาร
ง. สืบคนเพ่อื เลน วิดโิ อเกมทางอินเตอรเนต็
8. ขอ ใดคอื ประโยชนของการรบั -สงขอ มูลทางจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส
ก. ทําใหการติดตอ ส่อื สารทวั่ โลกเปนไปอยา งรวดเร็ว
ข. สามารถสงจดหมายถงึ ผูร ับที่ตองการไดทกุ เวลา
ค. ชวยประหยัดเวลาในการเดินทางไปสงจดหมายท่ีตไู ปรษณยี หรือที่ทาํ การไปรษณยี
ง. ถูกทุกขอ
9. เปา หมายของการใช ICT เพ่ือการเรียนรู ขอใดถูก
ก. เปน เครอื่ งมอื ชวยเพม่ิ ผลงาน และการตดิ ตอ สอ่ื สาร
ข. ถูกใชเ ปน เคร่อื งมือแกปญหา และพฒั นาความคดิ วเิ คราะห
ค. การสรา งงาน โดยการจัดทาํ ชิน้ งาน การเผยแพรผลงาน
ง. ถกู ทง้ั ก และ ค
10. กระบวนการวเิ คราะหป ญหากระบวนการแกไขปญหา มที ั้งหมดกปี่ ระการ
ก. 3 ประการ
ข. 4 ประการ
ค. 5 ประการ
ง. 6 ประการ
114
เฉลยแบบทดสอบ ความรูเบอ้ื งตนเก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ จํานวน 10 ขอ
1. เครอื ขา ยคอมพวิ เตอรม ีทั้งหมดกป่ี ระเภท
ก. 6 ประเภท
ข. 7 ประเภท
ค. 8 ประเภท
ง. 9 ประเภท
2. การเรยี นรโู ดยใชเ ทคโนโลยี (Learning by Technology) มคี วามหมายตรงกบั ขอ ใด
ก. การเรียนรูระบบการทาํ งานของคอมพิวเตอร เรยี นรูจนสามารถใชระบบคอมพิวเตอรได ทําระบบ
ขอ มูลสารสนเทศเปน สือ่ สารขอ มลู ทางไกลผา น Email และ Internet ได เปนตน
ข. การเรียนรูความรูใหม ๆ การฝกความสามารถ ทักษะบางประการ โดยใชสื่อเทคโนโลยี เชน ใช
คอมพิวเตอรชว ยสอน (CAI) เรียนรูทักษะใหม ๆ ทางโทรทัศนที่สงผานดาวเทียม การคนควาเรอ่ื งทสี่ นใจผาน
Internet การเรยี นผา น DLTV DLIT เปนตน
ค. การเรียนรูดวยระบบการสอ่ื สาร 2 ทาง (Interactive) กับเทคโนโลยี เชน การฝกทักษะภาษากับ
โปรแกรมที่ใหขอมูลยอนกลับถึงความถูกตอง (Feedback) การฝกการแกปญหากับสถานการณจําลอง
(Simulation) เปนตน
ง. การเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลางหรือถือวาผูเรียนสําคัญที่สุดนั้น สามารถออกแบบแผนการ
เรยี นการสอนใหผ ูเรยี นมีโอกาสทาํ โครงงานแสวงหาความรตู ามหลกั สูตร หาความรูในเรื่องที่ผเู รียนสนใจ
3. สอื่ ส่ิงพมิ พ หมายถงึ ขอใด
ก. สื่อ 2 ประเภทที่กลาวไปแลว ยังมสี ่ืออื่น ๆ ท่ีสงเสรมิ การเรยี นรูของผเู รยี น
ข. ส่ือการเรยี นรูทผี่ ลติ ข้ึนใชควบคกู ับเคร่ืองมือโสตทศั นวัสดุ หรือเคร่ืองมอื ทเ่ี ปน เทคโนโลยใี หม ๆ
ค. บุคคลที่มีความรู ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในสาขาตาง ๆ ซ่ึงสามารถถายทอด สาระความรู
แนวคดิ และประสบการณไปสบู ุคคลอ่ืน เชน บคุ ลากรในทอ งถิ่น แพทย ตํารวจ นกั ธรุ กจิ เปนตน
ง. หนังสือและเอกสารสงิ่ พิมพตาง ๆ ที่แสดงหรือเรียบเรยี งสาระความรูต า ง ๆ โดยใชต วั หนังสอื ท่เี ปน
ตัวเขียนหรอื ตัวพิมพเปน ส่อื ในการแสดงความหมาย
4. นวัตกรรมการเรยี นรู (Learning innovation) หมายถงึ
ก. สงิ่ ใหมท ่ีนาํ มาใชใหผ ูเรียนเกิดการเรยี นรู
ข. ทฤษฎี หลกั การ ในการออกแบบนวตั กรรม
ค. การนํานวตั กรรมไปใชและประเมนิ ผล
ง. การจําและนําไปใช (Promote Retention and Transfer)
115
5. ประเภทแหลงเรียนรูและเครอื ขา ยการเรียนรูสามารถแบงไดก่ีแบบ
ก. 3 แบบ
ข. 4 แบบ
ค. 2 แบบ
ง. 1 แบบ
6. ขอ จํากดั ของบทเรยี นบนเครือขา ยอินเทอรเ นต็ มีทัง้ หมดกีอ่ ยาง
ก. 4 อยา ง
ข. 5 อยาง
ค. 6 อยา ง
ง. 7 อยาง
7. ในปจจบุ นั ส่ือและเทคโนโลยีทีท่ ันสมยั มีประโยชนในการสืบคน ขอ มลู ขอใดตา งจากพวก
ก. แสวงหาความรูใหกวา งขวางมากขนึ้
ข. มิไดจํากัดเพียงตาํ ราและหนงั สือ
ค. การใชเ ครือขา ยเพือ่ การติดตอ สอ่ื สาร
ง. สืบคนเพ่อื เลน วิดโิ อเกมทางอินเตอรเนต็
8. ขอ ใดคอื ประโยชนของการรบั -สงขอ มูลทางจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส
ก. ทําใหการติดตอ ส่อื สารทวั่ โลกเปนไปอยา งรวดเร็ว
ข. สามารถสงจดหมายถงึ ผูร ับที่ตองการไดทกุ เวลา
ค. ชวยประหยัดเวลาในการเดินทางไปสงจดหมายท่ีตไู ปรษณยี หรือที่ทาํ การไปรษณยี
ง. ถูกทุกขอ
9. เปา หมายของการใช ICT เพ่ือการเรียนรู ขอใดถูก
ก. เปน เครอื่ งมอื ชวยเพม่ิ ผลงาน และการตดิ ตอ สอ่ื สาร
ข. ถกู ใชเ ปน เคร่อื งมือแกปญหา และพฒั นาความคดิ วเิ คราะห
ค. การสรา งงาน โดยการจัดทาํ ชิน้ งาน การเผยแพรผลงาน
ง. ถกู ท้งั ก และ ค
10. กระบวนการวเิ คราะหป ญหากระบวนการแกไขปญหา มที ั้งหมดกปี่ ระการ
ก. 3 ประการ
ข. 4 ประการ
ค. 5 ประการ
ง. 6 ประการ
116
แบบทดสอบ พัฒนาการ และความเปน มาของเทคโนโลยกี ารศึกษา จํานวน 20 ขอ
1. มีการกลาวถึงนกั เทคโนโลยีทางการศกึ ษาพวกแรก คอื กลมุ ใด
ก. กลุมโซฟส ต
ข. กลุม โซฟาสต
ค. กลุมโซเฟสต
ง. กลุมโซโฟสต
2. สําหรับการกาํ หนดรปู แบบของการจัดการศกึ ษาตามพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ไดแ บง
ออกเปน 3 รูปแบบ คอื รูปแบบใด
ก. Fonmal Education
ข. Informal Education
ค. Nonformal Education
ง. ถูกทกุ ขอ
3. ใครเปนผไู ดรับการยกยอ งวา เปนบิดาแหงวชิ าการวัดผลการศกึ ษา
ก. William James
ข. Thorndike
ค. Alfred Binet
ง. Theodore Simon
4. Mass Education หมายถึงการศกึ ษาในรูปแบบใด
ก. การศกึ ษาแบบมวลชน
ข. การศกึ ษาในระบบ
ค. การศึกษานอกระบบ
ง. การศกึ ษาตามอัธยาศยั
5. แนวโนมของเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ การศกึ ษาในอนาคต ขอ ใดแตกตา งจากพวก
ก. ทําใหเกดิ การเปล่ยี นแปลงทางสังคม ชองทางการดาํ เนินธรุ กิจ
ข. การพฒั นาระบบสารสนเทศ ฐานขอมลู ฐานความรู
ค. การละเมดิ ลขิ สิทธิข์ องทรัพยสนิ ทางปญญา การทาํ สําเนาและลอกเลียนแบบ
ง. การศกึ ษาตามอัธยาศยั ดวยระบบอเิ ลก็ ทรอนกิ ส การคนควาหาความรไู ดตลอด 24 ช่วั โมงจาก
หองสมุดเสมอื น
117
6. ขอ ใดหมายถึง ปญญาประดิษฐ
ก. การจดจําเสียงเปนการพฒั นาเพอื่ ใหผ ใู ชม ามารถออกคาํ สงั่ และตอบโต
ข. เปนการพฒั นาระบบคอมพวิ เตอรใหม คี วามสามารถในการตอบสนองกับความตอ งการของมนุษย
ได
ค. การแลกเปล่ียนขอมูลอิลก็ ทรอนกิ ส
ง. เปน เครือขายทเี่ ชื่อมโยงกันทั่วโลกไดร บั ความนยิ มอยางตอ เน่อื ง
7. พัฒนาการของเทคโนโลยีทใี่ ชในวงการศึกษาและการเรยี นการสอนคือขอ ใด
ก. การบรรจบกันของเทคโนโลยแี ละสื่อการสอน ศกั ยภาพของการสื่อสารในสถาบันการศึกษา และ
พัฒนาการของอีเลิรนน่งิ : Learning Object
ข. Grid Computing ความเปน จรงิ เสมอื น และการรูจําคาํ พดู และการสือ่ สาร
ค. อปุ กรณส ื่อสารไรสายขนาดเลก็ คอมพวิ เตอรแบบกระเปา หว้ิ
ง. ถูกทัง้ ขอ ก และ ข
8. ขอ ใดหมายถงึ broadband
ก. เปนการเพมิ่ สมรรถนะการส่ือสารในการสง และรบั ขอ มลู สารสนเทศท่มี ปี ริมาณมาก
ข. การบรรจบกันของเทคโนโลยีในเรอ่ื งของสือ่ การสอน
ค. การใชอุปกรณไ รสายแบบเคล่อื นท่ี
ง. การถายทอดเนอ้ื หาความรู
9. การใชเ ทคโนโลยี Bluetooth ในหอ งเรียนจะชว ยใหส ภาพแวดลอมการเรียนรเู ปนอยา งไร ขขขอใดถกู ตอ ง
ท่สี ุด
ก. งา ยตอการเรยี นรู
ข. บรรยากาศการเรียนรเู ปน ไปในแนวทางที่ดี
ค. ไมถ กู จาํ กดั
ง. มพี ฒั นาการทด่ี ีขึ้น
10. ความเปน จริงเสมอื น มกี ่ีรปู แบบ
ก. 1 รูปแบบ
ข. 3 รปู แบบ
ค. 5 รูปแบบ
ง. 7 รูปแบบ
118
11. การจัดการเรยี นการสอนแบบโครงงาน เปน วธิ ีการจดั การสอนท่ีเนนดานใด
ก. ดา นการทาํ งานเปน ทีม
ข. ดานทักษะ
ค. ดานประสบการณ
ง. ดานคิดวิเคราะห
12. โครงงานเปน การจัดการเรียนรวู ธิ หี นง่ึ ที่สง เสรมิ ใหผ เู รยี นเรยี นดวยวธิ กี ารใด
ก. คนควา
ข. ทดลอง
ค. ประดิษฐค ิดคน
ง. ถูกทกุ ขอ
13. ขอใดไมใ ชว ตั ถุประสงคของการเรยี นการสอนแบบใชโครงงานเปน ฐาน
ก. เพือ่ ใหผูเ รยี นไดพ ัฒนาศักยภาพดา นการคิดสรางสรรค การคดิ แกปญหา และการคิดขั้นสูง
ข. เพอื่ จัดประสบการณต รงใหผูเรียนไดนาํ ไปใชในการดาํ รงชวี ิต
ค. เพ่ือใหผูเรยี นไดม ีโอกาสเรียนและทํางานรว มกนั ไดฝ ก ภาวะผูน าํ และผูตาม
ง. เพ่ือแกปญ หาท่ตี องการคนหาคําตอบ
14. ขั้นตอนการทาํ โครงงานในการเรยี นการสอนสรปุ ไดก ่ขี ั้นตอน
ก. 3 ขัน้ ตอน
ข. 6 ขน้ั ตอน
ค. 9 ขัน้ ตอน
ง. 12 ขัน้ ตอน
15. ขอ ใดลําดบั ขน้ั ตอนการทาํ โครงงานในการเรียนการสอนไดต ามลาํ ดบั
ก. การวางแผน การดาํ เนินงาน การเขียนรายงาน การคิดและเลอื กหัวเรอ่ื ง การนาํ เสนอผลงาน และ
การประเมินผลโครงงาน
ข. การคิดและเลอื กหวั เร่ือง การวางแผน การดําเนินงาน การเขียนรายงาน การนําเสนอผลงาน และ
การประเมนิ ผลโครงงาน
ค. การคดิ และเลือกหวั เรือ่ ง การนาํ เสนอผลงาน การวางแผน การดําเนนิ งาน การเขียนรายงาน
และการประเมนิ ผลโครงงาน
ง. การวางแผน การคิดและเลอื กหวั เรื่อง การดําเนินงาน การเขยี นรายงาน การนําเสนอผลงาน และ
การประเมนิ ผลโครงงาน
119
16. ขอใดคอื บทบาทและหนา ท่ีของครูยคุ เทคโนโลยีสารสนเทศ
ก. สอนโดยยดึ ผเู รยี นเปน สําคัญ
ข. สอนใหเรยี นรว มกบั ผูอน่ื อยางมคี วามสุข
ค. สง เสรมิ การเรียนรูต ลอดชวี ิตโดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศเปน ผชู วย
ง. ถูกทง้ั ขอ ก และ ขอ ค
17. แมวาการใชเทคโนโลยีสารสนเทศจะเขามามีบทบาทสาํ คญั อยางมาก แตจะตอ งมีการอบรมสง่ั สอนของครู
ในดานใดควบคไู ปดว ย
ก. ดานการมีนํ้าใจ
ข. ดา นการอยรู วมกนั กบั ผอู ืน่
ค. ดานคุณธรรม จริยธรรม
ง. ดานการลงมอื ปฏบิ ตั ิ
18. ครยู ุคดจิ ิตอลไมเ นนการสอนตามเนอื้ หาในหลักสตู ร แตเนน วธิ ใี ด
ก. เนน การนาํ เน้ือหามาถายทอด
ข. เนนการนําเนอ้ื หามาประยุกตใ ช
ค. เนน การนําเนอื้ หามาลงมือปฏิบัติ
ง. เนนการนาํ เน้อื หามาทดลองใช
19. การใหโรงเรียนทุกโรงจัดการศึกษาโดยนําเทคโนโลยมี าใชกบั การเรียนการสอนในทุกกลุม สาระ เปรียบได
กับการศึกษาแบบใด
ก. การศึกษายคุ ดิจิตอล
ข. การศกึ ษายุคใหม
ค. การศกึ ษายุค 4.0
ง. การศกึ ษายุคในศตวรรษที่ 21
20. บทบาทครู ในศตวรรษท่ี 21 ตองสอนความรูคูก บั 2 สิง่ หมายถึงอะไร
ก. แรงบันดาลใจ และจิตนาการ
ข. แรงบนั ดาลใจ และความตอ งการ
ค. แรงบนั ดาลใจ และความมุงมั่น
ง. แรงบันดาลใจ และจติ วิญญาณ
120
เฉลยแบบทดสอบ พัฒนาการ และความเปน มาของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา จํานวน 20 ขอ
1. มีการกลา วถึงนกั เทคโนโลยที างการศกึ ษาพวกแรก คอื กลมุ ใด
ก. กลมุ โซฟส ต
ข. กลมุ โซฟาสต
ค. กลมุ โซเฟสต
ง. กลุมโซโฟสต
2. สาํ หรับการกําหนดรปู แบบของการจัดการศึกษาตามพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง ชาติ พ.ศ. 2542 ไดแบง
ออกเปน 3 รปู แบบ คอื รปู แบบใด
ก. Fonmal Education
ข. Informal Education
ค. Nonformal Education
ง. ถูกทุกขอ
3. ใครเปนผูไดร ับการยกยองวา เปน บิดาแหงวชิ าการวัดผลการศกึ ษา
ก. William James
ข. Thorndike
ค. Alfred Binet
ง. Theodore Simon
4. Mass Education หมายถึงการศกึ ษาในรปู แบบใด
ก. การศกึ ษาแบบมวลชน
ข. การศึกษาในระบบ
ค. การศกึ ษานอกระบบ
ง. การศึกษาตามอัธยาศยั
5. แนวโนมของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศกึ ษาในอนาคต ขอใดแตกตางจากพวก
ก. ทาํ ใหเกิดการเปล่ียนแปลงทางสังคม ชองทางการดําเนนิ ธุรกิจ
ข. การพัฒนาระบบสารสนเทศ ฐานขอมูล ฐานความรู
ค. การละเมิดลิขสิทธขิ์ องทรัพยส ินทางปญญา การทําสําเนาและลอกเลียนแบบ
ง. การศึกษาตามอธั ยาศัยดว ยระบบอิเล็กทรอนกิ ส การคน ควาหาความรูไดต ลอด 24 ชว่ั โมงจาก
หองสมุดเสมอื น
121
6. ขอ ใดหมายถึง ปญญาประดิษฐ
ก. การจดจําเสียงเปนการพฒั นาเพอื่ ใหผ ใู ชม ามารถออกคาํ สงั่ และตอบโต
ข. เปนการพฒั นาระบบคอมพวิ เตอรใหม คี วามสามารถในการตอบสนองกับความตอ งการของมนุษย
ได
ค. การแลกเปล่ียนขอมูลอิลก็ ทรอนกิ ส
ง. เปน เครือขายทเี่ ชื่อมโยงกันทั่วโลกไดร บั ความนยิ มอยางตอ เน่อื ง
7. พัฒนาการของเทคโนโลยีทใี่ ชในวงการศึกษาและการเรยี นการสอนคือขอ ใด
ก. การบรรจบกันของเทคโนโลยแี ละสื่อการสอน ศกั ยภาพของการสื่อสารในสถาบันการศึกษา และ
พัฒนาการของอีเลิรน น่งิ : Learning Object
ข. Grid Computing ความเปน จรงิ เสมอื น และการรูจําคาํ พดู และการสือ่ สาร
ค. อปุ กรณส ื่อสารไรสายขนาดเลก็ คอมพวิ เตอรแบบกระเปา หว้ิ
ง. ถูกทัง้ ขอ ก และ ข
8. ขอ ใดหมายถงึ broadband
ก. เปนการเพมิ่ สมรรถนะการส่ือสารในการสง และรบั ขอ มลู สารสนเทศท่มี ปี ริมาณมาก
ข. การบรรจบกันของเทคโนโลยีในเรอ่ื งของสือ่ การสอน
ค. การใชอุปกรณไ รสายแบบเคล่อื นท่ี
ง. การถายทอดเนอ้ื หาความรู
9. การใชเทคโนโลยี Bluetooth ในหอ งเรียนจะชว ยใหส ภาพแวดลอมการเรียนรเู ปนอยา งไร ขขขอใดถกู ตอ ง
ท่สี ุด
ก. งา ยตอการเรยี นรู
ข. บรรยากาศการเรียนรเู ปน ไปในแนวทางที่ดี
ค. ไมถ กู จาํ กดั
ง. มพี ัฒนาการทด่ี ีขึ้น
10. ความเปน จริงเสมอื น มกี ่ีรปู แบบ
ก. 1 รูปแบบ
ข. 3 รปู แบบ
ค. 5 รูปแบบ
ง. 7 รูปแบบ
122
11. การจดั การเรยี นการสอนแบบโครงงาน เปน วธิ ีการจดั การสอนท่ีเนนดานใด
ก. ดา นการทํางานเปน ทีม
ข. ดานทักษะ
ค. ดานประสบการณ
ง. ดานคิดวิเคราะห
12. โครงงานเปน การจัดการเรียนรวู ธิ หี นง่ึ ที่สง เสรมิ ใหผ เู รยี นเรยี นดวยวธิ ีการใด
ก. คนควา
ข. ทดลอง
ค. ประดิษฐค ิดคน
ง. ถูกทกุ ขอ
13. ขอใดไมใ ชว ตั ถุประสงคของการเรยี นการสอนแบบใชโครงงานเปน ฐาน
ก. เพือ่ ใหผูเ รียนไดพ ัฒนาศักยภาพดา นการคิดสรางสรรค การคดิ แกป ญ หา และการคิดขน้ั สูง
ข. เพอื่ จัดประสบการณต รงใหผูเรียนไดนาํ ไปใชในการดาํ รงชวี ิต
ค. เพ่ือใหผูเรียนไดม ีโอกาสเรียนและทํางานรว มกนั ไดฝ ก ภาวะผนู าํ และผตู าม
ง. เพ่ือแกปญ หาท่ตี องการคนหาคําตอบ
14. ขนั้ ตอนการทาํ โครงงานในการเรยี นการสอนสรปุ ไดก ่ขี ั้นตอน
ก. 3 ขัน้ ตอน
ข. 6 ขน้ั ตอน
ค. 9 ขัน้ ตอน
ง. 12 ขัน้ ตอน
15. ขอใดลําดบั ขน้ั ตอนการทาํ โครงงานในการเรียนการสอนไดต ามลาํ ดบั
ก. การวางแผน การดาํ เนินงาน การเขียนรายงาน การคิดและเลือกหัวเรอื่ ง การนําเสนอผลงาน และ
การประเมินผลโครงงาน
ข. การคิดและเลอื กหวั เร่ือง การวางแผน การดําเนินงาน การเขยี นรายงาน การนาํ เสนอผลงาน และ
การประเมนิ ผลโครงงาน
ค. การคดิ และเลือกหวั เรือ่ ง การนาํ เสนอผลงาน การวางแผน การดําเนินงาน การเขียนรายงาน
และการประเมนิ ผลโครงงาน
ง. การวางแผน การคิดและเลอื กหวั เรื่อง การดําเนินงาน การเขยี นรายงาน การนาํ เสนอผลงาน และ
การประเมนิ ผลโครงงาน
123
16. ขอใดคอื บทบาทและหนา ท่ีของครูยคุ เทคโนโลยีสารสนเทศ
ก. สอนโดยยดึ ผเู รยี นเปน สําคัญ
ข. สอนใหเรยี นรว มกบั ผูอน่ื อยางมคี วามสุข
ค. สง เสรมิ การเรียนรูต ลอดชวี ิตโดยใชเทคโนโลยสี ารสนเทศเปน ผชู วย
ง. ถูกทง้ั ขอ ก และ ขอ ค
17. แมวาการใชเทคโนโลยีสารสนเทศจะเขามามีบทบาทสาํ คญั อยางมาก แตจะตอ งมีการอบรมสง่ั สอนของครู
ในดานใดควบคไู ปดว ย
ก. ดานการมีนํ้าใจ
ข. ดา นการอยรู วมกนั กบั ผอู ืน่
ค. ดานคุณธรรม จริยธรรม
ง. ดานการลงมอื ปฏบิ ตั ิ
18. ครยู ุคดจิ ิตอลไมเ นนการสอนตามเนอื้ หาในหลักสตู ร แตเนน วธิ ใี ด
ก. เนน การนาํ เน้ือหามาถายทอด
ข. เนนการนําเนอ้ื หามาประยุกตใ ช
ค. เนน การนําเนอื้ หามาลงมือปฏิบัติ
ง. เนนการนาํ เน้อื หามาทดลองใช
19. การใหโรงเรียนทุกโรงจัดการศึกษาโดยนําเทคโนโลยมี าใชกบั การเรียนการสอนในทุกกลุม สาระ เปรียบได
กับการศึกษาแบบใด
ก. การศึกษายคุ ดิจิตอล
ข. การศกึ ษายุคใหม
ค. การศกึ ษายุค 4.0
ง. การศกึ ษายุคในศตวรรษที่ 21
20. บทบาทครู ในศตวรรษท่ี 21 ตองสอนความรูคูก บั 2 สิง่ หมายถึงอะไร
ก. แรงบันดาลใจ และจิตนาการ
ข. แรงบนั ดาลใจ และความตอ งการ
ค. แรงบนั ดาลใจ และความมุงมั่น
ง. แรงบันดาลใจ และจติ วิญญาณ
124
บรรณานุกรม
ครรชติ มาลัยวงศ. (2536). บทบาทของการศกึ ษาในยคุ สังคมขาวสาร. มปท.
ยืน ภูว รวรรณ. (2538). การประยุกตเทคโนโลยีทางดานการศกึ ษา. เอกสารสัมมนาทางวชิ าการ เร่ืองบทบาท
และทิศทางเทคโนโลยี.กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.
รุง แกวแดง. (2543). วกิ ฤตเิ นอ่ื งจากการปฏิวตั ิเทคโนโลยี ตามแนวคิดของบลิ ล เกตส. กรุงเทพฯ : มตชิ น.
กรมวิชาการ. (2545). หลักสตู รการศึกษาชนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2544. กรงุ เทพฯ : กรมวชิ าการ.
กรมสามัญศึกษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2544). การพัฒนาและการใชแ หลงเรยี นรูในโรงเรียนและทอ งถิ่นเพือ่
จดั กระบวนการเรยี นรู. กรงุ เทพฯ :โรงหมิ พการศาสนา.
กระทรวงวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี. (2550). 81 แหลง การเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี.กรงุ เทพฯ :โรง
พมิ พส ํานกั งานพระพทุ ธศาสนาแหงชาติ.
เกษม คําบุตดา. (2550) . การพฒั นาแหลงเรียนรใู นโรงเรียน เพ่ือสง เสริมการพฒั นาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมนักเรียน
โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม อําเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม. (การศึกษาคนควาอิสระมหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.
ชน าธิ ป แ ก ว บ า น ด ฮ น . (2 5 5 7 ). คว า ม ห ม าย ข อ ง แ หล ง เรี ยน รู . เ ว็บ บ ล็อ ก ). สีบ ค น จ า ก
https://www.gotoknow.ore/posts/560489
พั น ธ ป ร ะ ภ า พู น สิ น . ( 2 5 5 4 ) . ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง แ ห ล ง ก า ร เ รี ย น รู เ ว็ บ บ ล็ อ ก ] สี บ ค น จ า ก
https://sites.google.com/site/punaoy/kha/phumipayya1 / khwamhmaykhxnghaelngkarrei
yiru.
สนธยา พลศร.ี (2550) เครอี ขายการเรยี นรูในงานพัฒนาชมุ ขน. พมิ พค ร้ังที่ 2. กรงุ เททฯ : โอเตยี นสโตร.
อนรุ ักษ ปญญานวุ ฒั น, รหนั แดงจวง และสุกัญญา นิมานันท. (2536). ประสทิ ธิภาพของรปู แบบการถา ยทอด
ความรูดวยส่ือบุคคล : กรณีศึกษาการเผยแพรความรูเรื่องโรคเอคสในชุมขนชานเมืองเชียงใหม.
เชยี งใหม : ม.ป.ท.
เอกวทิ ย ณ ถลาง. (2540). ภมู ปิ ญญาชาวบานส่ีภมู ิภาค: วถิ ีชวี ิตและกระบวนการเรยี นรขู องชาวบานไทย, กรุง
เทพา : มหาริทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
Jarolimek. (1 9 6 9 ) , Social Studies n Elemertary Education. 3 d ed.New York : The Macmillan
Corpany
Nichols, Mark, (1971). Community Resources for Schocl. Ercycopediaof Education 2(1) : 341-
347 :February
125