ศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย โดย นายตรีชฎารัศมิ์ ทองประพันธ์ รหัสนักศึกษา๖๓๑๑๑๒๐๐๒๘ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา๒ หลักสูตรนาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖๖
ศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย โดย นายตรีชฎารัศมิ์ ทองประพันธ์ รหัสนักศึกษา๖๓๑๑๑๒๐๐๒๘ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา๒ หลักสูตรนาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖๖
กิตติกรรมประกาศ การวิจัยในชั้นเรียนศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ส าเร็จได้ด้วย ความกรุณาจาก นางสาวประภาศรี ค านวณจิต ผู้อ านวยการโรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ที่อนุญาตได้มาฝึก ประสบการณ์วิชาชีพครูและได้ท าวิจัยในชั้นเรียน และขอขอบคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ธีรวัฒน์ ช่างสาน อาจารย์ประจ าวิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่คอยช่วยเหลือแนะน าความสมบูรณ์ ความถูกต้องของ นวัตกรรมและแนวทางการหาประสิทธิภาพของหนังสือเล่มเล็กส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ไทย ในครั้งนี้ ขอขอบคุณ นางพรพิมล ราชกิจก าธร รองผู้อ านวยกากลุ่มงานวิชาการโรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ต าบลในเมือง อ าเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าที่ร้อยตรีหญิงธีรวรรณเมฆตรง ครู ช านาญการพิเศษ (วิชานาฏศิลป์) โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ต าบลในเมือง อ าเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช นักวิชาการที่ตรวจสอบแบบประเมินความสอดคล้องความเหมาะสมของหนังสือเล่ม เล็กส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียน เทศบาลวัดศาลามีชัย นครศรีธรรมราช แบบประเมินคุณภาพหนังสือเล่มเล็กส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย นครศรีธรรมราช และ แบบวัดความพึงพอใจเพื่อความถูกต้องเหมาะสมของสื่อการเรียนการสอนทางการศึกษา จนสามารถหาค่า ประสิทธิภาพของหนังสือเล่มเล็กประกอบการเรียนการสอนครั้งนี้จนสัมฤทธิ์ผล ท าให้การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ มีคุณภาพน่าเชื่อถือ ขอบคุณนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔/๑ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔/๒ และนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔/๓ นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ต าบลในเมือง อ าเภอเมือง นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ร่วมทดลองใช้เพื่อหาขอบกพร่องของหนังสือเล่มเล็กส าหรับการ รายงานผล ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งใจและขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ นายตรีชฎารัศมิ์ ทองประพันธ์ ผู้วิจัย ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖
ศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย A small book for developing skills in practicing Thai dance gestures. of students in Grade 4 of Wat Sala Meechai School Nakhon Si Thammarat บทคัดย่อ การวิจัยหนังสือเล่มเล็กส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย นครศรีธรรมราช ในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย เพื่อประเมินความพึง พอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย เครื่องมือที่ใช้ไนวิจัยครั้งนี้ ให้แก่ หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัยและสื่อผสม แบบ ประเมินความสอดคล้องความเหมาะสมของหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะ ปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย แบบประเมินคุณภาพหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้สถิติเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีผลเปรียบเทียบการ ใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 7.23 ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.81 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 12.48 ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.57 ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็ก ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีผลความพึงพอใจในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยคะแนนที่ระดับ 4.68 อยู่ในระดับ มากที่สุด ค าส าคัญ : หนังสือเล่มเล็ก,ภาษาท่าทางนาฏศิลป์
ข Abstract Research on a booklet for developing the skills to practice Thai dance gesture language. of students in Grade 4 of Wat Sala Meechai Municipal School Nakhon Si Thammarat This time it was an experimental research. With the objective To study the results of using electronic booklets. For developing skills in practicing Thai dance gestures of students in grade 4 Wat Sala Meechai Municipal School To assess student satisfaction after using the electronic booklet media. For developing skills in practicing Thai dance gestures of students in Grade 4 of Wat Sala Meechai Municipal School The tools used in this research were provided in an electronic booklet. For developing skills in practicing Thai dance gestures of students in Grade 4 of Wat Sala Meechai School and mixed media Evaluation form for suitability of electronic booklets For developing skills in practicing Thai dance gestures of students in grade 4 Wat Sala Meechai School Booklet quality assessment form in electronic format For developing skills in practicing Thai dance gestures of students in Grade 4 of Wat Sala Meechai School Statistics used to analyze data In this research, the researcher used statistics to analyze the data, including basic statistics, mean, standard deviation. The research results found that Results of using electronic booklets For developing skills in practicing Thai dance gestures of 4th grade students at Wat Sala Meechai School There is a comparative effect on the use of electronic booklets. For developing skills in practicing Thai dance gestures of 4th grade students at Wat Sala Meechai School Before the experiment, the mean score was 7.23, standard deviation was 1.81, and after the experiment, the mean score was 12.48, standard deviation was 1.57. Results of student satisfaction assessment after using the teaching media. Booklet in electronic format For developing skills in practicing Thai dance gestures of students in Grade 4 of Wat Sala Meechai School Overall satisfaction had a mean score of 4.68, which was at the highest level. Keywords:small book,dance body language
ข สารบัญ กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................................................20 บทคัดย่อ......................................................................................................................................................20 บทคัดย่อภาษาอังกฤษ .................................................................................................................................20 สารบัญ ........................................................................................................................................................21 สารบัญตาราง ..............................................................................................................................................22 บทที่ 1 บทน า .............................................................................................................................................22 บทที่ 2 ทวนวรรณกรรม.................................................................................................................................5 บทที่ 3 วิธีด าเนินการ..................................................................................................................................33 บทที่ 4 ผลการรวิเคราะห์ข้อมูล .................................................................................................................37 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ............................................................................................41 บรรณานุกรม ...............................................................................................................................................45 ภาคผนวก....................................................................................................................................................49
ข สารบัญตาราง ตารางที่ ๑ ผลการประเมินคุณภาพหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ....................................................................................................................................................................37 ตารางที่ ๒ ผลการเปรียบเทียบการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ก่อนและหลัง การทดลอง ....................................................................................................................................................................38 ตารางที่ ๓ ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ....................................................................................................................................................................38
1 บทที่ ๑ บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์เป็นการรวบรวมความเป็นเลิศของศิลปะแขนงต่าง ๆ วิวัฒนาการมาพร้อมกับความ เจริญของมนุษย์ โดยอาศัยพลังและเจตนาเป็นเครื่องผลักดันให้จิตกระตุ้น ร่างกายให้แสดงการ เคลื่อนไหว มีจังหวะมีแบบแผน เพื่อให้เกิดความสุขความเข้าใจและความงดงามแก่ตนเอง และผู้อื่น นาฎศิลป์เป็นศิลปวัฒนธรรมประจ าชาติแต่โบราณเป็นศิลปะชั้นสูง (สุมิตร เทพวงษ์, ๒๕๔๑, น.1 ๑๖) และถือเป็นศิลปวัฒนธรรมส าคัญสาขาหนึ่งที่มีการแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์แห่งธรรมชาติ เป็นเครื่องวัด ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ อันแสดงถึงความเป็นชาติที่มีความรุ่งเรื่องมาแต่อดีตกาล เพราะมี ลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง เริ่มจากการปรุงแต่งกิริยาท่าทางของมนุษย์และสัตว์โดยการ เลียนแบบแล้ว น ามาประดิษฐ์คัดแปลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้มีการพัฒนาเป็นล าดับขั้น จนกระทั่งเป็น รูปแบบนาฎศิลป์ไทยประจ า ชาติ (เรณู โกศินานนท์, ๒๕๔๖, น. ๑) นาฎศิลป์แยกประเภทการแสดงใน หลายรูปแบบ ใช้ภาษาท่าเหมือนกัน แต่แยกลักษณะและประเภทการแสดงแดกต่างกัน ขอบข่ายของ นาภูศิลป์ไทยจ าแนกประเภทต่างๆ ได้แก่ โขน หนัง หุ่นละครร า ละครร้อง ละครสังดีด ละครพูด การละเล่นของหลวง การเล่นพื้นเมือง (อมรา กต่ าเจริญ, ๒๕๓๓, น. ๑๓) ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ ธนิต อยู่โพธิ์ (๒๕๑๖, หน้า ๑๕๐) ได้ให้ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์เป็น ท่าร าที่มนุษย์ ได้ปรุง แต่งจากลีลาธรรมชาติให้สวยสดงดงามโดยมีดนตรีเป็นองค์ประกอบเรียกว่า ภาษาท่า นาฏศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปะ ของการเยื้องกรายร่ายร าที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจากการเดินของตัว ละคร ซึ่งเป็น กิริยาปกติวิสัยของมนุษย์การสื่อความหมายแทนค าพูด อารมณ์ความรู้สึกจะแสดง ออกเป็นท่าทางนาฏศิลป์ ได้ทั้งสิ้น และประกอบกับ การขับร้องการบรรเลงดนตรีและการเยื้องกรายของตัวละครก็จะมีศิลปะงดงามตาม หลักนาฏศิลป์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ภาษาท่านาฏศิลป์ยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้ เช่น ความเศร้า การร้องไห้ ดีใจ โกรธ ก็สามารถ แสดงออกมาด้วยสีหน้าท่าทางในลักษณะภาษาท่านาฏศิลป์ได้ ซึ่งสิ่งที่แสดง ออกมาเรา เรียกว่า ภาษาท่า นาฏศิลป์ทั้งสิ้น ในทางศิลปะนาฏกรรม จ าเป็นต้องมุ่งให้เต้นและท าให้ งดงาม สง่า ที่เรียก กันว่า “สุนทรียรส” อีกด้วย ซึ่งเป็นการประดิษฐ์โดยอาศัยหลักความงามของ ศิลปะ เป็นการส่งภาษา โดยเฉพาะของมันอย่างที่ เรียกว่า นาฏยภาษา หรือภาษาท่านาฏศิลป์ หรือ Dance Language ทุกท่าจึงมี ความหมายแสดงออกมาเป็น ค าพูดแต่เป็นค าพูดที่พูดด้วย มือ เท้า แขน ขา ล าตัว ล าคอ ใบหน้า และศีรษะ ด้วยเหตุนี้การดูโขนจึงต้องดูที่ ท่าเต้น เพราะท่าเต้นร านั้น เป็นค าพูดของโขน อันเป็นนาฏยศัพท์หรือภาษาท่า นาฏศิลป์ของการแสดงศิลปะ แขนงนี้ นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความหมายของค าว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ ตีบท ไว้อีก หลายท่าน ในปัจจุบันการเรียนการสอนนาฎศิลป์ไทย ได้ก าหนดไว้ในหลักสูตรให้ผู้เรีอนได้ศึกษาทั้ง ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ส าหรับการสอนภาคปฏิบัติจะเน้นการฝึกทักษะโดยอาศัยการจ าท่าทางที่ เลียนแบบจาก ครูผู้สอนเป็นหลัก จึงต้องมีความตั้งใจ และแม่นช าในเรื่องของกามาท าทางนาฎศิลป์เป็น อย่างดี หากมีทักษะ และความสนใจก็จะจดจ าท าร าได้อย่างรวดเร็ว แต่ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชานาฎศิลป์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทสบาลวัดศาลามีชัย พบว่า ในหนังสือเรียนนาฏศิลป์ไทย ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔ มีข้อมูลภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไม่เพยงพอจึงท าให้นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาด ความรู้ความ เข้าใจ ไม่สามารถแยกประเภท หรือจดจ าชื่อเรียกของภามาท่าทางนาฏศิลป์ ได้ จึงไม่สามารถปฏิบัติได้ หนังสือเล่มเล็ก เป็นหนังสือที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ สังเคราะห์ถ่ายโยงความคิดประสบการณ์ของ
2 ตนผสมผสานกับจินตนาการ ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวอักษร โดยอาจประกอบภาพหรือการอธิบายรูปแบบอื่น แล้วจัดท าเป็นรูปเล่มนพรัตน์ รองหมื่น (๒๕๕๓ : ๑) กล่าวว่า การท าหนังสือเล่มเล็ก เป็นการ บูรณาการทักษะ ทางภาษา ฟัง พูด อ่าน เขียน และดู แล้วน ามาสร้างจินตนาการถ่ายทอดโดยการเขียน ผู้สอนสามารถบูรณา การทุกกลุ่มสาระ การท าหนังสือเล่มเล็กนอกจากจะครอบคลุมทุกกลุ่มสาระ ยังท าให้เกิดความเพลิดเพลินเป็น การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ท าให้เกิดจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ การสอนให้ผู้เรียนได้เขียนหนังสือ ตามความถนัด ความสนใจ และสามารถสร้งองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองได้นั้น จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างคงทนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานและความเชื่อมั่นในตนเองโน้มน าจิตใจผู้เรียนให้รู้จักท างาน เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิมซึ่งหากผลงานการเขียนเชิงสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมหนังสือเล่มเล็กสะท้อนข้อคิด เพื่อให้ผู้อ่านได้น าไปเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสม จะส่งผลให้ผู้เรียนได้สรรค์สร้าง ผลงานอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมอีกด้วย นักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพมุ่งหวังที่จะพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีความ หลากหลาย และครบกับพัฒนาการของเด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ตามวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาผล การใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการ ใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ในครั้งนี้ จะได้สื่อนวัตกรรมที่ มีความเหมาะสมกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ นักเรียนที่ได้ใช้สื่อนวัตกรรมหนังสือเล่มเล็กนาฏย ศัพท์และภาษาท่า : นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย นครศรีธรรมราช มีความพึง พอใจ และมีความสุขในการเรียนการสอน จึงได้ท าการวิจัยในครั้งนี้ขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑. เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ๒. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัด ศาลามีชัย สมมติฐาน มีสมมติฐานที่ส าคัญดังนี้ ๑. หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความ เข้าใจ ในเรื่องภาษาท่าทางนาฏศิลป์อยู่ในระดับมากขึ้นไป ๒. เมื่อใช้สื่อหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมากขึ้นไป
3 ขอบเขตของการวิจัย วิจัยเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีขอบเขตที่ส าคัญดัง ต่อไป ๑. ด้านเนื้อหา การวิจัยในครั้งนี้มีขอบเขตการศึกษา ดังนี้ ๑.๑ ศึกษาข้อมูลการพัฒนาหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔ โดยศึกษาจากเอกสาร ต ารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และมีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ๑.๒ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย โดยศึกษาจากหนังสือ เอกสาร ต ารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และศึกษาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้น พื้นฐาน มาตรฐานและตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์) ๒. ด้านกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ๒.๑ กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาล วัดศาลามีชัย จ านวน ๕ ห้องเรียน จ านวน ๒๔๙ คน ๒.๒ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัด ศาลามีชัย จ านวน ๓ ห้อง ประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔/๑ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔/๒ และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔/๓ จ านวน ๑๔๙ คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ๓. ด้านตัวแปรที่ศึกษา ๓.๑ ตัวแปรต้น หนังสือเล่มเล็กภาษาท่าทางนาฏศิลป์ส าหรับฝึกทักษะปฏิบัติ ๓.๒ ตัวแปรตาม ผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ๔. ด้านสถานที่ การวิจัยในชั้นเรียนในครั้งนี้ ด าเนินการทดลอง ณ ห้องนาฏศิลป์ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ต าบลในเมือง อ าเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐ ๕. ระยะเวลาในการวิจัย วิจัยในชั้นเรียนเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนา ทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มี ระยะเวลาในการทดลอง ๓ สัปดาห์ นิยามศัพท์เฉพาะ วิจัยเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีนิยามศัพท์เฉพาะ ดังนี้ หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มี ลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นตัวกลางในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ถ่ายทอดหรือน าข้อมูล ข่าวสารหรือความรู้ในลักษณะต่างๆจากผู้ส่งไปยังผู้รับให้เข้าใจความหมายได้ตรงกัน
4 ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ หมายถึง กิริยาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แทนค าพูดเป็นอาการที่ผู้กระท านั้นได้สื่อ ความหมายให้ผู้ชมทราบว่า ก าลังท าอะไรอยู่โดยไม่ต้องเปล่งเสียงและเป็นท่าทางเลียนแบบธรรมชาติ ประกอบด้วย ภาษาท่าที่ใช้แทนค าพูดและภาษาท่าที่ใช้แสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบถ (อมรา กล่ าเจริญ, ๒๕๓๕) อย่างไรก็ตามภาษาท่าถือว่าเป็นสิ่งส าคัญส าหรับการเรียนนาฏศิลป์และการแสดงนาฏศิลป์ ผู้เรียนจะ สื่อความหมายได้ก็ต่อเมื่อรู้ท่าทางและความหมายของภาษาท่า จะท าให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ตาม ศตวรรษที่ ๒๑ คือ ๑.ทักษะในการคิด เมื่อนักเรียนเข้าใจความหมายของภาษาท่าแล้วนักเรียนจะมีความคิด ริเริ่มสร้างท่าทางขึ้นมาเพื่อให้ตรงกับความหมาย ๒.ทักษะในการท างานร่วม ค าบางค านักเรียน ๑ คนไม่ สามารถสื่อความหมายออกมาได้ดีนัก เลยจะเกิดการชักชวนเพื่อนออกมาเพื่อร่วมกันแสดงท่าทางเพื่อสื่อ ความหมายให้ดียิ่งขึ้น ๓.ทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ นักเรียนแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกัน เมื่อนักเรียน เข้าใจในเรื่องของภาษาท่าแล้ว เมื่อสื่อความหมายนักเรียนอาจจะมีความคิดที่ต่างออกไปจากเพื่อน เช่น ภาษา ท่าค าว่า ฉัน นักเรียนบางคนอาจจะจีบเข้าหาหน้าอกหรือบางคนอาจจะชี้เข้าหาตัวเอง ซึ่งทักษะเหล่านี้จะ ส่งเสริมคุณค่าและพัฒนานักเรียนในหลายๆด้าน เช่น ด้านการคิด วิเคราะห์ ด้านกระบวนการปฏิบัติต่างๆและ รวมไปถึงด้านทักษะชีวิตในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ วิจัยเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีประโยชน์ที่คาดว่าจะ ได้รับ ดังนี้ ๑. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีสื่อนวัตกรรมหนังสือเล่มเล็ก ภาษาท่าที่ถูกต้องสมบูรณ์ไว้ส าหรับการเรียนการสอน ๒. ได้ต้นแบบการพัฒนาหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
5 บทที่ ๒ ทบทวนวรรณกรรม วิจัยเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีการทบทวน วรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูลและองค์ความรู้ ดังนี้ ๑. หนังสือเล่มเล็ก ๑.๑ ความหมายของหนังสือเล่มเล็ก ๑.๒ วัตถุประสงค์ในการท าหนังสือเล่มเล็ก ๑.๓ ประเภทของหนังสือเล่มเล็ก ๑.๔ ลักษณะของหนังสือเล่มเล็ก ๑.๕ องค์ประกอบของหนังสือเล่มเล็ก ๑.๖ ขั้นตอนการเขียนหนังสือเล่มเล็ก ๑.๗ ขั้นตอนการสร้างหนังสือเล่มเล็ก ๑.๘ ประโยชน์ของหนังสือเล่มเล็ก ๒. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E–Book) ๒.๑ ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E–Book) ๒.๒ พัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E–Book) ๒.๓ ประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E–Book) ๒.๔ ประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ๓. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ ๓.๑ ความหมายของภาษาท่า ๓.๒ ลักษณะของภาษาท่า ๔. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๑. หนังสือเล่มเล็ก ๑.๑ ความหมายของหนังสือเล่มเล็ก มีผู้ให้ความหมายของหนังสือเล่มเล็ก หรือหนังสือส าหรับเด็กไว้หลายแนวทาง ได้แก่ Charlotte S. Huck, Manorama Jafa, แม้นมาส ชวลิต และรัชนี ศรีไพรวรรณ อ้างอิงใน ณรงค์ ทองปาน (๒๕๒๖, หน้า ๓๔) ดังนี้ Charlotte S. Huck กล่าวว่า “หนังสือส าหรับเด็ก คือหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อให้เด็กอ่าน” Manorama Jafa อธิบายว่า “หนังสือส าหรับเด็กคือ หนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อให้เด็กได้ดู ฟัง เรียนรู้ และสนุกสนานเพลิดเพลิน” แม้นมาส ชวลิต ได้กล่าวไว้ว่า “วรรณกรรมส าหรับเด็ก หมายถึง หนังสือที่เด็กในวัยเล่าเรียนอาจ เลือกอ่านเองเพื่อความเพลิดเพลิน เพราะความอยากรู้ หรือเพื่อใช้ประกอบการศึกษา”
6 รัชนี ศรีไพรวรรณ ได้อธิบายไว้ว่า “หนังสือส าหรับเด็ก หมายถึง หนังสือส าหรับให้ความบันเทิง อาจ เป็นนิยาย นิทาน วรรณคดีประเภทต่างๆ ที่เหมาะสมกับเด็ก อาจเป็นเรื่องจริงจากชีวประวัติบุคคล หรือ วิทยาศาสตร์ แต่มีวิธีเขียนเหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย จินตนา ใบกาซูยี (๒๕๔๒, หน้า ๗) ได้ให้ความหมายของหนังสือส าหรับเด็กเอาไว้ว่าคือหนังสือที่ จัดท าขึ้นเพื่อให้เด็กใช้ในการฟัง การอ่าน และการเรียนรู้ด้วยเนื้อหาสาระที่มุ่งให้ความรู้ความคิด และสาระอัน เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน หรือ ให้ความเพลิดเพลิน และจรรโลงจิตใจผู้อ่านอย่างหนึ่งอย่างใด หรือให้ทั้งความรู้ และความเพลิดเพลินร่วมกันไป โดยใช้แนวการเขียนแบบสารคดี และบันเทิงคดี รวมทั้งการจัดท ารูปเล่มที่ เหมาะสมกับวัยตามความสนใจ และความสามารถในการอ่านของผู้อ่าน ๑.๒ วัตถุประสงค์ในการท าหนังสือเล่มเล็ก ได้มีผู้เสนอวัตถุประสงค์ของการเขียนหนังสือเล่มเล็ก หรือการเขียนหนังสือส าหรับเด็กไว้ ดังเช่น ศรีภู เวียง, ละเมียด ลิมอักษร และ Ruth Tooze อ้างอิงใน ณรงค์ทองปาน (2526,หน้า 72) พอสรุปได้ ดังนี้ ศรีภูเวียงได้เสนอวัตถุประสงค์ในการท าหนังสือส าหรับเด็กว่า เพื่อให้เด็กอ่านหนังสือได้คล่องแคล่ว แตกฉาน เด็กรักการอ่านเกิดความเพลิดเพลินอารมณ์ ถือเป็นสันทนาการอย่างหนึ่ง เป็นการลับสมอง และ ส่งเสริมเชาวน์ปัญญาของเด็กให้มีความรู้ ปลูกฝังคุณธรรมซึ่งเป็นสิ่งจ าเป็น เพราะเด็กเป็นสมาชิกรุ่นใหม่ของ สังคม จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสังคมในรุ่นต่อไปเพื่อเสริมสร้างจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ละเมียด ลิมอักษร ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเขียนหนังสือส าหรับเด็กเอาไว้ในบทความ เรื่อง “มาท าหนังสือกันเถอะ”ว่าเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอันจะเป็นทางน าไปสู่คลังแห่งวิทยาการ และ ประสบการณ์อย่างกว้างขวาง เป็นการส่งเสริมการศึกษาด้วยตามความสนใจ และพอใจของผู้อื่น เป็นการ เสริมสร้างให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะใช้เวลาดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุกระจายเสียงหรือมั่ว สุมกับเพื่อนโดยไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด จึงส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ปลูกฝังเจตคติที่ดี เพื่อส่งเสริม ศีลธรรมและการกระท าที่ดีงามและส่งเสริมศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีของชาติ ในส่วนของ Ruth Tooze ได้ให้ค านิยามเกี่ยวกับลักษณะหนังสือเด็กควรมีไว้พอสังเขป คือ ให้ข่าวสาร และค าอธิบายแก่เด็ก ช่วยพัฒนาคุณค่า และทัศนะอันเป็นสิ่งที่ต้องการของเด็กให้เจริญเติบโต ช่วยให้เด็ก เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น เข้าใจสิ่งแวดล้อม และเข้าใจสิ่งที่ผ่านมาในอดีต เข้าถึงจิตใจภายในของเด็ก ช่วยเพิ่ม ความรับรู้ของเด็กต่อสิ่งต่างๆให้มีความบันเทิงกระตุ้นให้เกิดจินตนาการ และเป็นแหล่งบันดาลใจ จินตนา ใบกาซูยี (2542, หน้า 8) กล่าวว่า หนังสือส าหรับเด็กจัดท าขึ้น เพื่อมุ่งหวังให้เด็กอ่านด้วย ตนเอง ในขณะที่เด็กอ่านจะช่วยให้เด็กได้รับความบันเทิง สนุกสนานเพลิดเพลินสนองความต้องการของเด็ก เช่น หนังสือการ์ตูน เด็กเล็กจะชื่นชอบมาก โดยเฉพาะการ์ตูนตลกการ์ตูนนิทาน ช่วยสร้างความคิดค านึง และ ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ด้านภาษาของเด็กให้เจริญงอกงาม เด็กยิ่งอ่านมากยิ่งมีความ แตกฉานในด้านภาษา โดยเฉพาะในเรื่องค า ประโยค และข้อความ หนังสือบางเล่มจัดเป็นสื่อการเรียนรู้ของ เด็กได้ดี เช่น หนังสือประเภทกวี บทร้อยกรอง หรือค าคล้องจองง่ายๆ ช่วยให้เด็กจดจ าค า เรื่องราวได้อย่าง รวดเร็วช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เจตคติ และคุณลักษณะอันพึงปรารถนาให้เกิดแก่เด็ก คุณธรรมที่แทรก อยู่ในเนื้อหาที่สนุกสนาน มีส่วนช่วยปลูกฝังนิสัยที่ดีให้บังเกิดแก่เด็กผู้อ่าน รู้จักเลือกอ่านหนังสือ ท าให้อ่านเป็น อ่านเก่ง เกิดนิสัยรักการอ่าน รวมทั้งด ารงนิสัยรักการอ่านให้ตลอดชีวิตในแง่ที่รู้จักใช้การอ่านเป็นเครื่องมือ แสวงหาความรู้ ช่วยทดแทนความรู้สึกของเด็กที่ขาดหายไปเช่น ขาดความรัก เหงา ว้าเหว่ มีปมด้อย หนังสือที่ มีเนื้อหาในเรื่องเหล่านี้จะช่วยปลอบประโลมจิตใจของเด็ก และเป็นเพื่อนกับเด็กได้ดีทีเดียว ช่วยให้เด็กเลือก
7 อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับวัย เป็นการปูองกันไม่ให้เด็กหันไปอ่าน และสนใจเรื่องของผู้ใหญ่เร็วกว่าวัย อันสมควร ซึ่งจะเป็นสิ่งชักน าให้เด็กประพฤติในสิ่งที่ไม่สมควร รัญจวน อินทรก าแหง อ้างอิงใน วิริยะ สิริสิงห (2524, หน้า 107) เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการท า หนังสือส าหรับเด็กไว้ว่า ควรค านึงถึงอายุ ความสามารถในการอ่าน และสิ่งแวดล้อมของเด็กเป็นส าคัญ เน้นถึง ความชอบ ความสนใจ และความต้องการตามวัยของเด็ก โดยทั่วไปเด็กวัยนี้ยังมีความสนใจอ่านน้อย ชอบฟัง และชอบดูมากกว่า โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมการอ่านเลย ฉะนั้น หนังสือส าหรับเด็กวัย นี้ย่อมต้องการภาพประกอบที่สวยงามชัดเจนช่วยให้เรื่องมีอิทธิพลพอที่จะดึงดูดใจเด็ก ให้สนใจติดตามอ่าน หรือดูภาพตลอด ถ้ามีค าอธิบายภาพนั้น ควรต้องสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและเนื้อเรื่องควรสนุกสนาน มีจุดสะกิด ใจนิดหนึ่งแอบไว้เพื่อให้ความสนุกนั้นแฝงไว้ด้วยประโยชน์ เช่น สามสีอยากเป็นเสือ เด็กชายดวงเข้าเมือง เป็น ต้น อาจกล่าวโดยสรุปว่า วัตถุประสงค์ของการเขียนหนังสือเล่มเล็ก หรือการเขียนหนังสือส าหรับเด็กนั้น เพื่อให้เด็กได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน จรรโลงใจ มีความสุขใจส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่เรียนรู้ อันเป็นพื้นฐานของการเรียนในอนาคต เสริมสร้างจินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ให้ความรู้และ ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามของสังคมให้แก่เด็กตามวัย เพื่อจะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพใน อนาคต 1.3 ประเภทของหนังสือเล่มเล็ก จากการศึกษาประเภทของหนังสือเล่มเล็ก หรือหนังสือส าหรับเด็กพบว่ามีนักวิชาการ ได้จ าแนก ประเภทหนังสือเล่มเล็ก หรือหนังสือส าหรับเด็กไว้หลายประเภท ดังนี้ สมพร จารุนัฐ (2538, หน้า 5-6) ได้กล่าวถึงประเภทของหนังสือส าหรับเด็กเอาไว้ว่าเราอาจแบ่งงาน เขียนออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ บันเทิงคดี และสารคดี 1. บันเทิงคดี มักจะมีเนื้อหาสาระหรือเรื่องราวที่ผู้แต่งสมมุติขึ้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง มีการสมมุติตัว ละคร เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวละคร และสมมุติสถานที่ เวลาที่เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น เมื่อผู้อ่านอ่าน เรื่องแล้วก็มักจะสร้างจินตนาการไปด้วย ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะแตกต่างจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงใน ชีวิตประจ าวันของตน เรื่องราวที่สมมุติขึ้นอาจจะเป็นเรื่องตลกขบขัน หรือเรื่องตื่นเต้นผจญภัย และท าให้ ผู้อ่านสนุกสนาน เพลิดเพลิน ตัวอย่างเช่น เรื่องนกฮูกกตัญญู, หนุ่มชาวนา, หงส์ทองสองหัว เป็นต้น 2. สารคดี จะมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความรู้สึกในโลก อาจเป็นความรู้เกี่ยวกับวิชาการในสาขาต่างๆ เช่น แนวประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับบุคคล หรือเกี่ยวกับสถานที่และเหตุการณ์ที่มีจริงและ เกิดขึ้นจริง เนื้อหาความรู้ในสารคดีจะต้องถูกต้อง การใช้ภาษาในการอธิบายความจะต้องถูกต้องตามหลักการ ใช้ภาษา ตรงไปตรงมา และกะทัดรัด เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมาย และได้รับความรู้ตามความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น กว่างสามเขาและกว่างห้าเขา, ชีวิตในสวนสัตว์เมืองไทย, คนเผาอิฐ เป็นต้น จิรภัทร พงศ์ภัทระ (2546, หน้า 4) ได้กล่าวว่าการเขียนหนังสือเสริมประสบการณ์ตามความต้องการ ของท้องถิ่น แยกประเภทได้ 4 ประเภท ดังนี้ 1. หนังสืออ่านนอกเวลา (External Reading) ได้แก่ หนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการก าหนดให้ใช้ใน การเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ตามหลักสูตรนอกเหนือจากหนังสือเรียน ส าหรับให้นักเรียนอ่านนอกเวลาเรียน โดย ถือว่ากิจกรรมการเรียนเกี่ยวกับหนังสือนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนตามหลักสูตร
8 2. หนังสืออ่านเพิ่มเติม (Supplementary Reader) ได้แก่ หนังสือที่มีสาระอิงหลักสูตรให้นักเรียน อ่าน เพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ตามความเหมาะสมของวัย และความสามารถในการอ่านของแต่ ละบุคคล 3. หนังสืออุเทศ (Reference Book) ได้แก่ หนังสือที่ใช้ส าหรับค้นคว้า อ้างอิงเกี่ยวกับการเรียบเรียง เชิงวิชาการ 4. หนังสือส่งเสริมการอ่าน (Children’s Book) ได้แก่ หนังสือที่จัดท าขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทาง ส่งเสริมให้ผู้อ่านเกิดทักษะในการอ่าน และมีนิสัยรักการอ่านมากยิ่งขึ้น หนังสือดังกล่าวนี้อาจเป็นหนังสือ สาร คดี นวนิยาย นิทาน เรื่องสั้น หรือหนังสืออื่นๆ ที่มีลักษณะไม่ขัดต่อวัฒนธรรม ประเพณี และศีลธรรมอันดีงาม เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ มีคติ และมีสาระอันเป็นประโยชน์ ณรงค์ ทองปาน (2526, หน้า 34) ได้อธิบายว่า เป็นการยากพอสมควรที่จะกล่าวให้ชัดเจนว่า หนังสือส าหรับเด็กมีกี่ประเภท เพราะแต่เดิมนั้น หนังสือส าหรับเด็กโดยเฉพาะไม่มีแต่อย่างไรก็ตาม ถ้า พิจารณาตามลักษณะของหนังสือส าหรับเด็กที่มีจ าหน่ายโดยทั่วไปแล้วอาจน ามาเป็นหลักในการจ าแนกหนังสือ ส าหรับเด็กได้ 3–4 วิธี คือ วิธีที่ 1 ยึดวิธีเขียนเป็นหลัก จ าแนกออกเป็น 2 ประเภท คือร้อยแก้วและร้อยกรอง วิธีที่ 2 ยึดรูปแบบเป็นหลัก จ าแนกออกเป็น 7 ประเภท คือหนังสือภาพ (PictureBooks) วรรณกรรมพื้นบ้าน (Traditional Literature) นิทานสมัยใหม่ (Modern Fantasy) ร้อยกรอง (Poetry) บันเทิงคดีร่วมสมัย (Contemporary Realistic Fiction) บันเทิงคดีอิงประวัติศาสตร์ (Historical Fiction) และ ความรู้และประวัติบุคคล (Information Book and Biography) วิธีที่ 3 ยึดวัยหรือระดับชั้นเรียนเป็นหลัก จ าแนกออกเป็น 3 ประเภท คือ ระดับเด็กเล็กหรืออนุบาล อายุ 3–5 ขวบ ระดับเด็กประถมศึกษา อายุ 6–11 ขวบ และระดับเด็กมัธยมศึกษาตอนต้นหรือก่อนวัยรุ่น อายุ 12–14 ขวบ วิธีที่ 4 ยึดหน้าที่เป็นหลัก จ าแนกออกเป็น 3 ประเภท คือ บันเทิงคดี (Fiction) สารคดี(NonFiction) และประเภทร้อยกรอง (Poetry) นอกจากนั้น ณรงค์ ทองปาน (2526, หน้า 52) ยังได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบหนังสือส าหรับ เด็กทั้ง 3 ประเภท คือบันเทิงคดี สารคดี และบทร้อยกรองดังกล่าวอีกว่ามีหน้าที่หลักอยู่ 2 ประการ คือมุ่งให้ ความเพลิดเพลิน และความรู้ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักของหนังสือส าหรับเด็ก หนังสือส าหรับเด็กที่มีจ าหน่ายใน ท้องตลาดจะมีอยู่ 4 รูปแบบ คือหนังสือภาพเหมาะส าหรับเด็กวัยก่อนเข้าเรียนหรือวัยอนุบาล หนังสือ ภาพประกอบอักษรคือหนังสือที่มีภาพเป็นส่วนใหญ่ มีอักษรเป็นส่วนประกอบ เหมาะส าหรับเด็กระดับ ประถมศึกษา หนังสืออักษรประกอบภาพ คือหนังสือที่มีตัวอักษรเป็นส่วนใหญ่ มีภาพเป็นส่วนประกอบ เหมาะ ส าหรับเด็กมัธยมศึกษาตอนต้น หนังสืออักษรคือ มีเฉพาะตัวอักษร ไม่มีภาพประกอบ เหมาะส าหรับเด็ก มัธยมศึกษาตอนปลาย หนังสือประเภทนี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะไม่มีภาพประกอบ เพราะภาพเป็นสิ่งที่จูงใจในการ อ่านประการหนึ่ง แม้แต่แบบเรียนยังนิยมให้มีภาพประกอบ วิริยะ สิริสิงห (2524, หน้า 9) ได้แบ่งประเภทของหนังสือส าหรับเด็กออกเป็นหลายระดับตามเกณฑ์ ต่างกันไป เช่น แบ่งตามเกณฑ์อายุ แบ่งตามเกณฑ์ชั้นเรียน และบางครั้งก็แบ่งตามลักษณะของเรื่อง หนังสือ ส าหรับเด็กเมื่อแบ่งตามอายุ จะแบ่งได้ 5 ระดับ คือ อายุ 0-3 ปี, 3-6 ปี, 6-11 ปี, 11–14 ปี และ 14–18 ปี นอกจากนั้นหนังสือส าหรับเด็กยังแบ่งตามระดับชั้นเรียนได้อีก 3 ระดับ คือหนังสือส าหรับวัยเด็กเล็ก อายุ 3-6 ปี วัยเด็กประถมศึกษา อายุ7-12 ปี และวัยเด็กมัธยมศึกษา อายุ13-18 ปี หนังสือส าหรับเด็ก
9 นอกจากจะแบ่งตามเกณฑ์อายุและแบ่งตามระดับชั้นเรียนแล้วยังแบ่งตามลักษณะของเรื่องที่แต่ง ซึ่ง แบ่งได้ 3 ประเภท คือ 1. นวนิยาย (Fiction) มุ่งให้ความเพลิดเพลินเป็นส าคัญ การเขียนเรื่องเป็นแบบร้อยแก้ว หนังสือ ส าหรับเด็กที่เสนอในรูปแบบของนวนิยาย มี 2 แบบ คือ เสนอเป็นเรื่องราว (Story) ได้แก่การเล่าเรื่อง เล่า นิทาน มีการบรรยายให้เห็นภาพพจน์ และเสนอเป็นบทละคร (Play) ส าหรับใช้แสดงบนเวที มีฉาก บทเจรจา และท่าทางของผู้แสดงเป็นการสื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องราว 2. สารคดี (Non Fiction) ให้ความรู้ และข้อเท็จจริงเป็นส าคัญ หนังสือสารคดีเหมาะกับเด็กทุกวัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่า จะเขียนสารคดีให้เหมาะสมกับเด็กในวัยใด การเขียนสารคดียากกว่าการเขียนนวนิยาย เพราะต้องมีเนื้อหาสาระที่มุ่งให้ความรู้ และข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง 3. บทร้อยกรอง (Verse) เป็นการเสนอเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นรูปแบบนวนิยาย หรือสารคดี ในรูปแบบ ค าคล้องจองตามประเภทฉันทลักษณ์ต่างๆ มี 2 ประเภท คือบทร้อยกรองส าหรับเด็ก (Nursery Rhymes) และบทร้อยกรองส าหรับวัยรุ่น (Poetry for young Reader) บทร้อยกรองในหนังสือส าหรับเด็กจะเขียนต่าง จากที่เด็กเรียนในโรงเรียน เมื่ออ่านแล้วรู้สึกว่ามีชีวิตชีวา กิ่งแก้ว อัตถากร และนายต ารา ณ เมืองใต้ อ้างอิงใน วิไล มาศจรัส (2551, หน้า13-16) ได้จ าแนก ประเภทของการเขียน และการเล่านิทานส าหรับเด็กไว้ดังต่อไปนี้ กิ่งแก้ว อัตถากร ได้จ าแนกประเภทนิทานตามรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เทพนิยาย(Fairy Tale) เช่น นิทานเรื่องสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด นิทานชีวิต (Romantic Tale) เช่น นิทานอาหรับราตรี พระยาอนุมาน ราชธนได้น ามาแปล เผยแพร่นานมาแล้ว นิทานวีรบุรุษ (Hero Tale) ได้แก่ เรื่อง เฮอคิวลิส ปัจจุบันน ามาถ่าย ท าเป็นภาพยนตร์เผยแพร่ไปทั่วโลก นิยายประจ าถิ่น(Local Legend) ที่รู้จักกันดี ได้แก่ เรื่อง เจ้าแม่สร้อย ดอกหมาก ตาม่องล่าย ต านานเมืองลพบุรี เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีนิยายอธิบายเหตุ (Explanatory Tale) ได้แก่เรื่อง ท าไมจึงเกิดจันทรคราส ท าไมน้ าทะเลจึงเค็ม ต านานและเทวปกรณ์ (Myth) ปัจจุบันนี้มีหลายเรื่อง เช่น ก าเนิดเทวดาเซียน และเรื่องพระคเนศ เป็นต้น นิทานสัตว์ (Animal Story) เช่น นิทานอีสป นิทานมุข ตลก(Jest) เรื่องที่คนไทยรู้จักกันดี คือ เรื่องศรีธนญชัย เป็นต้น ประเภทของนิทาน แต่เดิมการเล่านิทานก็เล่า ปะปนกันไปทั้งเรื่อง เช่น การผจญภัย ลึกลับ โลดโผน สนุกสนาน โศกเศร้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ นิทานก็ ได้รับการเสริมเติมแต่งให้มีเรื่องราวหลากหลายรูปแบบ เมื่อระบบการศึกษาเจริญมากขึ้นก็มีผู้สนใจศึกษา และ จ าแนกประเภทของนิทานไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า นายต ารา ณ เมืองใต้ ได้จ าแนกนิทานออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ นิทานภาษิต (Fable) นิทาน เทพนิยาย (Fairy Tale) นิทานชาวบ้าน (Folk Tale) และนิทานชาดก จากประเภทของหนังสือเล่มเล็ก หรือประเภทของหนังสือส าหรับเด็กดังกล่าวสรุปได้ว่า หนังสือเล่ม เล็กเล่มหนึ่งอาจจ าแนกเป็นประเภท นิทาน เรื่องสั้น เรื่องจากประสบการณ์ สารคดี บันเทิงคดี นิทานชาวบ้าน นิทานชาดก และนิทานคุณธรรมมีคติสอนใจ หรืออาจเป็นเรื่องที่เคยพบเห็นจากประสบการณ์ เหมาะสมกับวัย ของแต่ละบุคคล โดยใส่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดจากจินตนาการ อาจจะเป็นเรื่องประวัติของบุคคล เหตุการณ์ ในชุมชนหรือชีวิตจริงดูที่ความเหมาะสมเช่นกัน ภาพวาดอาจเป็นการวาดภาพเหมือนจริง หรือภาพการ์ตูน อาจเขียนในรูปแบบร้อยแก้ว เป็นการบรรยายตัวละครประกอบภาพ และฉาก หรืออาจเป็นการสนทนาของตัว ละครหรือเขียนเป็นบทร้อยกรองก็ได้ ผู้เขียนต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย
10 1.4 ลักษณะของหนังสือเล่มเล็ก ลักษณะของหนังสือเล่มเล็ก หรือวรรณกรรมส าหรับเด็ก หรือหนังสือส าหรับเด็ก ซึ่งสามารถเรียกชื่อ ได้หลายอย่างตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ปัจจุบันยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วรรณกรรมร่วม สมัย” จินตนา ใบกาซูยี (2542, หน้า 10-19) ได้กล่าวถึงลักษณะของหนังสือส าหรับเด็กไว้หลายด้าน ด้วยกัน ดังนี้ 1. ด้านเนื้อหา หนังสือส าหรับเด็กเล็ก ควรมีวัตถุประสงค์ แก่นเรื่อง หรือแนวคิดบ่งบอกชัดเจนเพียง เรื่องเดียว หากมีหลายเรื่องจะท าให้ผู้อ่านในวัยนี้สับสนได้ง่าย ยิ่งถ้าเป็นหนังสือภาพส าหรับผู้อ่านที่อายุ3-11 ขวบนั้นยังมีความสนใจและความอดทนในการอ่านน้อย ยิ่งต้องการเนื้อเรื่องที่ชัดเจนไม่สับสนยุ่งยาก หรือไม่ ควรเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาซับซ้อน เนื้อหาต้องมีความยากง่ายเหมาะสมกับวัย เช่น หนังสือส าหรับเด็กเล็ก และวัย ประถมศึกษา เนื้อหาควรมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่มีบทบรรยายมากนัก เรื่องราวแสดงความเคลื่อนไหว ของตัวละคร มีการด าเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว ตัวละครมีไม่มาก มีบทสนทนาพอสมควร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งส าคัญ ในการเขียนหนังสือภาพ และหนังสือการ์ตูน ในการเขียนหนังสือการ์ตูนนั้นมีเทคนิคอยู่ที่การท าเนื้อเรื่องให้ เป็นภาพ หรือให้ภาพด าเนินเรื่องอย่างแท้จริง ดังนั้นการบรรยายเรื่องที่เน้นเนื้อเรื่องมากเกินไปจึงไม่ถือเป็น ลักษณะการเขียนเรื่องที่ดีของหนังสือภาพส าหรับเด็กเล็ก อีกประการหนึ่ง ถ้ามีบทบรรยายมากๆ ผู้อ่านจะเกิด ความเบื่อหน่ายละทิ้งการอ่านลงกลางคันได้ 2. แนวการเขียนเนื้อหา รูปแบบการน าเสนอเนื้อหา หรือแนวการเขียนมีหลายประเภท มีทั้งนว นิยาย นิทาน นิทานพื้นบ้าน เรื่องสั้น สารคดี บทความ บทละคร จดหมาย บันทึกเรื่อง ความเรียง รวมทั้งบท ร้อยกรองทุกรูปแบบหรือค าคล้องจองที่ต้องมีเนื้อเรื่อง หรือมีโครงเรื่องอยู่ด้วย แนวการเขียนนี้ควรเลือกให้ เหมาะสมกับประเภทของเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของหนังสือ เมื่อเลือกใช้ประเภทใดจะต้องใช้อย่างถูกต้อง ตามรูปแบบ ไม่ปะปนจนสับสน แต่ควรกลมกลืนกัน ส่วนหลักการเขียนเรื่อง หรือการเสนอเรื่อง ควรเขียนให้ ผู้อ่านซึ่งเป็นเด็กสามารถอ่านเข้าใจง่าย และรู้เรื่องเร็วที่สุด หนังสือส าหรับเด็กนั้นมีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กอ่าน เองไม่ต้องมีผู้ใหญ่อธิบายให้ฟังจึงไม่ควรมีการด าเนินเรื่อง หรือใช้กลวิธีการเขียนที่ซับซ้อนจนผู้อ่านสับสนจับ ใจความไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ เด็กอ่านไม่รู้เรื่อง 3. ภาพประกอบเป็นส่วนส าคัญของหนังสือส าหรับเด็ก การเขียนหนังสือส าหรับเด็กจะต้องมี ภาพประกอบเสมอ บางเล่มมีภาพน้อย บางเล่มมีภาพมาก จนจัดเป็นประเภทหนังสือภาพ (Picture Book) สัดส่วนของภาพกับเนื้อเรื่องขึ้นอยู่กับวัยของเด็ก ผู้อ่านที่เป็นเด็กอายุน้อยภาพต้องมีมาก เด็กอายุมากภาพมี น้อยลงได้ ประเภทของภาพควรมีความเหมาะสมกับเนื้อหาของหนังสือประเภทนั้นๆ เช่น การ์ตูนควรเป็น ลายเส้นง่ายๆ เรื่องที่ให้ความรู้ควรใช้ลายเส้นสมจริง เป็นต้น ผู้จัดท าหนังสือภาพส าหรับเด็กเล็ก รวมทั้งการ์ตูน จะเน้นภาพมากกว่าเรื่องที่เขียนเป็นตัวอักษร ดังนั้นภาพประกอบจึงเป็นเรื่องส าคัญที่ควรพิจารณาให้มาก เด็ก เล็กชอบสีสดใสมากกว่าภาพขาวด า แต่เด็กโตชอบทั้งสองอย่าง ขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อหา และลักษณะของ การใช้หนังสือนั้น แต่มีข้อควรอย่างหนึ่งคือ ภาพนั้นจะต้องชัดเจน ไม่มืดมัว หรือไม่มีลายละเอียดมากเกินไป 4. ภาษา และส านวนภาษาที่ใช้ในหนังสือส าหรับเด็กต้องใช้ “ค าง่าย” ที่ไม่ต้องแปลซ้ า หลีกเลี่ยง ค าศัพท์ยากๆ หรือค าศัพท์ทางวิชาการ ใช้ประโยคสั้นๆ ควรใช้ค าและประโยคซ้ าๆ กันให้มาก เพราะการอ่าน หลายๆ ครั้งผู้อ่านสามารถจดจ าได้เองซึ่งตรงกับจิตวิทยาการอ่านของเด็ก เด็กเข้าใจเรื่องราวจากค าที่อ่าน ถ้า เด็กเข้าใจค าก็เข้าใจประโยคและเข้าใจเรื่องได้หนังสือภาพหรือหนังสือการ์ตูนก็เช่นกัน เนื้อเรื่องแม้ไม่ส าคัญ เท่ากับภาพ แต่ถ้าเป็นการ์ตูนเรื่องค าและประโยคที่ผูกเป็นเรื่องราวเป็นสิ่งส าคัญที่จะท าให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ ง่าย จึงต้องเลือกค าที่สั้น กะทัดรัด ไม่เยิ่นเย่อ ข้อควรค านึงอีกอย่างหนึ่งคือ ภาษาที่ใช้ในการเขียนการ์ตูน
11 โดยเฉพาะค าพูดที่ใช้ในวงกลมหรือบัลลูนต้องเป็นภาษาที่เด็กคุ้นเคยใช้ให้เหมาะสมกับวัย เป็นภาษาพูดไม่ใช่ ภาษาเขียน เพราะเป็นการสนทนาโต้ตอบกันของตัวละคร จึงต้องใช้ภาษาพูดที่เข้าใจง่าย ภาษาพูดในที่นี้ หมายถึง ภาษาพูดที่ถูกต้อง เขียนอย่างถูกต้องตามอักขรวิธี หรือตามพจนานุกรม ไม่ใช่ภาษาพูดที่เกิดจาก ส าเนียงพูดตามสมัย เช่น เนี่ย ทั่น ซะนี่ คะรับ มั๊ย ลูกเพ่ เป็นต้น ส่วนค าสแลงถ้าไม่แสลงเกินไปก็ไม่เป็น อันตรายมาก เพราะค าเหล่านี้เป็นค าที่อยู่ในสมัยเดียวกับผู้อ่าน ผู้อ่านจึงเข้าใจได้ดี ส่วนเนื้อเรื่องที่เป็นค า บรรยาย พึงใช้ภาษาเขียนที่เรียบเรียงได้อย่างสละสลวย สั้น กะทัดรัด ไม่เยิ่นเย้อยืดยาว 5. ขนาดตัวอักษร การเลือกใช้ตัวอักษร ลักษณะความยาวของประโยค และชนิดของตัวอักษรที่ใช้ใน หนังสือส าหรับเด็กล้วนมีความส าคัญต่อการอ่านของเด็ก ถ้าใช้ประโยคยาวมาก หรือประโยคมีความซับซ้อน มาก เด็กจะลืมข้อความที่อ่านผ่านมาแล้ว ดังนั้นจึงควรใช้ประโยคสั้นๆ ไม่ยาวนัก โดยเฉพาะหนังสือภาพและ การ์ตูน ซึ่งใช้ขนาดตัวอักษรใหญ่ด้วยจึงต้องระมัดระวังความสั้น–ยาวของประโยค ควรให้เหมาะสม ส่วนการ เลือกชนิดของตัวอักษร ไม่ควรใช้ตัวอักษรประดิษฐ์บรรจง ให้ใช้ตัวอักษรที่อ่านง่ายและชัดเจน การเลือกขนาด ตัวอักษรขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อหาของเรื่อง หรือความยาวของเรื่อง รูปเล่มหนังสือ และวัยของผู้อ่าน หากเป็น เด็กเล็กถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ควรใช้ขนาดตัวอักษรโตประมาณ 32–28 พอยต์ ส่วนเด็กประถมศึกษา ตอนปลายใช้ขนาด 20–18 พอยต์ 6. รูปเล่มหนังสือ หนังสือส าหรับเด็กรูปเล่มควรมีขนาดกะทัดรัดไม่ใหญ่ ไม่กว้างไม่ยาว หรือเล็ก เกินไป เพราะเด็กจะถือหนังสืออ่านไม่สะดวก อีกทั้งกล้ามเนื้อ และนิ้วมือยังไม่แข็งแรงพอจะรับของเล็ก หรือ ใหญ่มากเกินไปได้ หนังสือส าหรับเด็กวัยเริ่มเรียน และวัยประถมศึกษาตอนต้น จ านวนหน้าควรอยู่ระหว่าง 8- 16 หน้า, 8-24 หน้า (แปดหน้ายก) เด็กวัยประถมศึกษาตอนปลายประมาณ 16-32 หน้า (แปดหน้ายก) หรือ 16-48 หน้า (สิบหกหน้ายก)ขนาดรูปเล่มมีความสัมพันธ์กับการจัดหน้า (Layout) ของหนังสือด้วย โดยเฉพาะหนังสือภาพจะมีรูปภาพเป็นส่วนใหญ่ มีค าบรรยายน้อย จึงต้องใช้ขนาดหน้าหนังสือใหญ่พอสมควร ส่วนรูปเล่มมีขนาดเล็ก เช่น การ์ตูนขนาดเล่มละ 1–2 บาท ของโรงพิมพ์คุรุสภาจัดหน้าได้ล าบากจึงต้องใช้ ภาพเต็มหน้าทุกหน้าไป ถือเป็นการจัดหน้าที่ไม่สมบูรณ์ดีนัก การเย็บเล่มควรแข็งแรง ทนทานต่อการหยิบใช้ ของเด็ก การเย็บเล่มมีหลายชนิด เช่น เย็บอก เย็บสัน เย็บกี่ เย็บไส้สันทากาว เป็นต้น การเลือกเย็บเล่ม พิจารณาจากจ านวนหน้าของหนังสือ และปกหนังสือควรเป็นปกแข็งแต่ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์สูงมาก จึงควร หลีกเลี่ยงไปใช้กระดาษการ์ดขนาด 210–260 แกรมแทนได้ ปกหนังสือต้องออกแบบให้สะดุดตาผู้อ่าน และ มีชื่อเรื่องหนังสือปรากฏอยู่ด้วย นอกจากนั้นจินตนา ใบกาซูยี อ้างอิงในณรงค์ ทองปาน (2526, หน้า 61) ได้อธิบายเกี่ยวกับ หลักเกณฑ์ในการตัดสินหนังสือส าหรับเด็กไว้ พอจะสรุปสาระส าคัญได้ ดังนี้ 1. เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องมีสาระสนุกสนาน ตื่นเต้น น่าสนใจ ให้ความรู้และความเพลิดเพลิน ส่งเสริม จินตนาการ สอดแทรกคุณธรรม ค่านิยมที่เหมาะสมของสังคมตามวัย และสิ่งแวดล้อมของเด็ก เนื้อเรื่องมี เป้าหมายแน่นอนและมีเอกภาพ อนึ่ง เค้าโครงเรื่องต้องไม่ซับซ้อน มีแนวคิดหรือแก่นของเรื่อง (Theme) ที่ เด่นชัด จับใจความได้ง่ายไม่เกินก าลังปัญญาของเด็ก 2. วิธีเขียน อาจจะใช้แบบเล่าเรื่อง หรือให้ตัวละครสนทนากัน แต่ต้องเป็นบทสนทนา สั้นๆ อาจมีการ พรรณนาสลับบ้างก็ได้แต่ด าเนินเรื่องรวดเร็ว ข้อส าคัญคือต้องมีภาพประกอบเรื่อง ภาพและเรื่องควรอยู่ในหน้า เดียวกัน 3. ความยากง่ายในการใช้ภาษา หนังสือส าหรับเด็กต้องใช้ภาษาง่ายๆ สุภาพสะดวกแก่การเข้าใจ ระดับของภาษาเหมาะสมกับวัย และระดับชั้นเรียนของเด็ก เรียบเรียงได้เหมาะสม สะกดการันต์ถูกต้องตาม หลักภาษา ในเรื่องความยากง่ายของการใช้ภาษา ควรใช้ค า วลี ประโยคง่ายๆ และเขียนให้เป็นธรรมชาติคือ ใช้
12 ภาษาที่เราใช้พูดนั่นเอง อย่าใช้ค าสแลง ค าภาษาต่างชาติ ค าภาษาถิ่น อย่าใช้ค าเปรียบเทียบ หรือค า อุปมาอุปไมยมากเกินไป และอย่าใช้ค าที่แสดงความไม่แน่นอน เพราะจะท าให้ผู้อ่านฉงนได้ เช่น ค าว่า ดู เหมือน ควรจะ อาจจะคล้ายๆ เป็นต้น นอกจากนั้นก็อย่าใช้ค าซ้ าบ่อยๆ ประโยคหนังสือส าหรับเด็ก ควรเป็น ประโยคกรรตุ คือ ประธานเป็นผู้ท ากริยาโดยตรงแล้วตามด้วยกรรม เช่น แมวกินปลาย่าง อย่าเขียนว่า“ปลา ย่างถูกแมวกิน” จ านวนค าในประโยคอย่าให้มากเกินไป โดยเฉลี่ยแล้วจ านวนค าที่ใช้ควรเหมาะสมกับเด็กเล็ก คือ หนังสือส าหรับเด็กเล็ก หรือเด็กอนุบาลควรใช้ค าประมาณ 7-10 ค า เด็กประถมศึกษาประมาณ 1-14 ค า และเด็กมัธยมศึกษาประมาณ 17-20 ค า กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์(2551, หน้า 231) ได้อธิบายเอาไว้ว่า การเลือกเรื่องจะต้องสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ในการเขียน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน สิ่งส าคัญคือ ผู้เขียนจะต้องมีความรู้ หรือ ประสบการณ์ในเรื่องที่จะเขียนเป็นอย่างดี จึงอาจจ าเป็นต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพื่อน ามาประกอบการเขียน วรวรรธน์ ศรียาภัย (2554, หน้า 99) ได้กล่าวถึงแนวปฏิบัติในการเขียนชื่อเรื่องว่ามี 6 ลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1. แบบชี้น าเนื้อเรื่อง (Description title) เป็นการตั้งชื่อเรื่องแบบชี้น าเนื้อหา เป็นการตั้งชื่อที่ง่าย ด้วยการน าความส าคัญของเนื้อหามาสรุปเป็นความคิดรวบยอด แล้วน ามาตั้งชื่อเรื่อง บอกผู้อ่านตรงๆ ว่าจะ เขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร วิธีการตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ผู้อ่านจะได้ทราบทันทีว่า เป็นเรื่องอยู่ในความสนใจของตนเอง หรือไม่ ถ้าสนใจก็อ่านต่อไป หากไม่อยู่ในความสนใจก็ไม่อ่าน การตั้งชื่อเรื่องแบบชี้น าเนื้อหานี้ ส่วนมากจะตั้ง ชื่อแบบกระชับ เพราะสรุปเป็นความคิดรวบยอดไว้แล้ว เช่น รถไม่ติด ธุรกิจไทยรุ่งเรือง, เอดส์ : มหันตภัยใหม่ ในวัยรุ่น เป็นต้น 2. แบบส าบัดส านวน (Style of speech title) การตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ ชื่อก็บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นการจงใจน าส านวนโวหารแบบแปลกๆ มาใช้ให้สะดุดตาผู้อ่าน การตั้งชื่อเรื่องแบบนี้เป็นที่นิยมกันมาก พอสมควรในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลีลาส านวนใช้อยู่มากมาย ส านวนใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ ท าให้ผู้เขียนรู้สึกสนุกที่จะคิดส านวนใหม่ๆ ขึ้นใช้ในงานเขียนของตน ผู้อ่านเองก็พลอยสนุกสนานไปด้วย บางครั้งอ่านแล้วก็ยังงงๆ อยู่ แต่ก็อ่านเพราะอยากทราบว่า ส านวนภาษาที่น ามาตั้งชื่อเรื่องนั้น หมายความว่า อย่างไร เช่น ฟุตบอลไทย : เกมสร้างสามัคคีหรือสงคราม นิสิตนักศึกษาแฟชั่น : ระวังมหาภัยคุกคามสติปัญญา 3. แบบคนคุ้นเคย (Someone you know title) การตั้งชื่อเรื่องลักษณะแบบนี้ เป็นการตั้งชื่อเรื่องที่ ผู้อ่านอ่านแล้วมีความรู้สึกสนิทสนมกับผู้เขียน เหมือนกับว่าเป็นเพื่อน หรือคนรู้จักสนิทสนมเดินเข้ามาคุย อยู่ ในบ้านหรือสถานที่ท างาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตั้งชื่อเรื่องเช่นนี้เมื่อเห็นชื่อเรื่องแล้ว เราจะมีความรู้สึกอบอุ่น เช่น 100 เคล็ดลับส าหรับนักเรียนขั้นเทพ, การอยู่ร่วมกันในหอพักมหาวิทยาลัย เป็นต้น 4. แบบค าถาม (Question title) การตั้งชื่อเรื่องแบบใช้ค าถามนี้เป็นการท้าทายผู้อ่านอยู่ในที กล่าวคือ เมื่อผู้อ่านเห็นชื่อเรื่องแล้วก็มักจะให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะค าถามยิ่งท้าทายมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการยั่วยุให้ผู้อ่านปรารถนาจะอ่านมากขึ้นเท่านั้น เช่น ปริญญาซื้อหาได้ที่ไหน ใครเป็นนาย ก.กา เป็น ต้น 5. แบบชวนฉงน (Suspense title) การตั้งชื่อเรื่องชวนฉงนนี้เป็นที่น่าสนใจ และใกล้เคียงกับการตั้ง ชื่อเรื่องแบบค าถามที่กล่าวแล้ว วิธีการนี้เป็นทางหนึ่งที่จะจูงใจให้ผู้อ่านอ่านเรื่อง เช่น คนเราตายแล้วไปไหน... ความลับของนักการเมือง เป็นต้น 6. การตั้งชื่อเรื่องแบบอื่นๆ (Others) นอกจากตั้งชื่อเรื่องลักษณะต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ผู้เขียนยังมี สิทธิ์ที่จะตั้งชื่อเรื่องให้แปลกแหวกแนวไปอีกก็ได้ ซึ่งไม่ผิดแต่อย่างใด การคิดตั้งชื่อแบบแปลกใหม่เป็นความคิด สร้างสรรค์อย่างหนึ่ง ผู้เขียนควรจะลองคิดดูการตั้งชื่อเรื่องแบบนี้มีข้อควรค านึง คือ เหมาะกาลเทศะ แปลก
13 ใหม่ คมคาย จดจ าง่าย และครอบคลุมเนื้อเรื่องได้ทั้งหมด เช่น ฟ้าใกล้ทะเลกว้าง ฉลาดคิดจิตบริสุทธิ์ จุด ประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี เป็นต้น ผจงวาด พูลแก้ว และคนอื่นๆ (2551, หน้า 15-16) ได้อธิบายถึงการตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า เป็นการ ก าหนดเนื้อหาของเรื่อง จ าเป็นต้องให้เหมาะสม โดยค านึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ชื่อเรื่องควรเป็นกลุ่มค าหรือประโยค เพื่อจ ากัดขอบเขตของเรื่องให้ชัดเจน การตั้งชื่อเรื่องด้วยค า ค าเดียว เช่น นก เนื้อหาของเรื่องจะกว้างเกินไป อาจจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับ นก ถ้าใช้กลุ่มค าหรือประ โยคท าให้ขอบเขตของเรื่องแคบลง เช่น ราชินีนกเงือก นกเขานกสวยงาม เป็นต้น 2. ชื่อเรื่อง ควรบอกแนวทางของเรื่องว่ามีจุดประสงค์อย่างไร ซึ่งอาจจะมีจุดประสงค์อย่างใดอย่าง หนึ่งคือ เพื่อให้ข้อเท็จจริง เพื่อโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อถือหรือคล้อยตามแนวความคิดของผู้เขียน เพื่อให้เกิดความ บันเทิง หรือส่งเสริมให้ผู้อ่านใช้ความคิดของตนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 3. ชื่อเรื่องต้องครอบคลุมสาระของเรื่องให้มากที่สุด เช่น เรื่องประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมของ ทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งการอนุรักษ์ควรใช้ชื่อว่า “ประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้” ผู้เขียนจะต้องกล่าวถึง ประเด็นต่างๆ ให้ครอบคลุมขอบข่ายของเรื่อง 4. ชื่อเรื่องควรใช้ถ้อยค าส านวนที่กะทัดรัด กระชับ รัดกุม และเข้าใจง่าย สรุปได้ว่า การเขียนชื่อเรื่องมีแนวการเขียนที่แตกต่างกัน มีทั้งการเขียนแบบชี้น าเนื้อเรื่อง เขียนแบบ ส าบัดส านวน เป็นการเขียนที่จงใจน าส านวนโวหารแบบแปลกๆ มาใช้ให้สะดุดตาผู้อ่าน การเขียนแบบคน คุ้นเคย เป็นการตั้งชื่อเรื่องที่ผู้อ่านอ่านแล้วมีความรู้สึกว่าสนิทสนมกับผู้เขียน การตั้งชื่อเรื่องแบบค าถาม เป็น การเขียนที่ท้าทายผู้อ่านอยู่ในที การตั้งชื่อเรื่องชวนฉงนเป็นการตั้งชื่อเรื่องแบบค าถาม ผู้เขียนยังสามารถตั้งชื่อ เรื่องลักษณะนี้ได้ตามความต้องการ ส าหรับการวางโครงเรื่อง วรวรรธน์ ศรียาภัย (2554, หน้า 101) กล่าวว่า คือประเด็นความคิดที่ ผู้เขียนสร้างขึ้น เพื่อจะเขียนขยายความให้ละเอียดชัดเจนแล้วจัดเรียงตามล าดับก่อนและหลัง ตามความ เหมาะสม การเขียนโครงเรื่องทั้งส าหรับการเขียนเรียงความและการเขียนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ท าได้ 2 ลักษณะ คือวางโครงเรื่องไว้ก่อนแล้วไปค้นคว้า ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้เขียนมักมีความรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว และไปค้นคว้า ข้อมูลก่อนแล้วจึงน ามาจัดวางเป็นโครงเรื่อง แต่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะวางโครงเรื่องแบบใดโครงเรื่องนั้นก็ยัง มิตายตัว หากพบข้อมูลใหม่และส าคัญก็สามารถปรับแก้โครงเรื่องได้ นอกจากนั้นกอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์(2551, หน้า 231) ยังกล่าวว่า การวางโครงเรื่องจะท าให้ มองเห็นแนวทางของการเขียนว่าในแต่ละส่วนของเรื่อง ทั้งบทน า เนื้อหา และบทสรุป จะน าเสนอประเด็น ใดบ้าง สอดคล้องและมีความต่อเนื่องกันหรือไม่ จะให้น้ าหนักของเรื่องในประเด็นอย่างไร แล้วจึงเริ่มค้นคว้า ข้อมูลเพื่อขยายความหัวข้อเรื่องนั้นๆ วิริยะ สิริสิงห (2524, หน้า 17) มีผลการวิจัยหลายประการ โดยได้กล่าวถึงลักษณะของหนังสือที่ เด็กชอบว่า เด็กชอบหนังสือภาพที่มีลักษณะง่ายๆ ไม่ซับซ้อน อายุสูงขึ้นจะชอบภาพซับซ้อนขึ้น เด็กชอบ หนังสือภาพที่แสดงการผจญภัย ชอบภาพสีมากกว่าภาพขาวด า เด็กอายุ 8 ปีสนใจการ์ตูนประกอบวรรณคดี หรือนิทานมากที่สุด ส่วนเด็กอายุ 9-10 ปี จะชอบการ์ตูนตลกข าขันมากที่สุด เด็กชอบหนังสือที่มี ภาพประกอบมากกว่ามีภาพประกอบน้อย จะชอบภาพใหญ่มากกว่าภาพเล็ก เป็นภาพที่ตรงกับข้อความ มากกว่าภาพที่ไม่ตรงกับข้อความ ภาพสีน้ าช่วยให้เกิดจินตนาการได้มากกว่าภาพลักษณะอื่น เด็กชายและ เด็กหญิง จะชอบภาพลักษณะเดียวกันเด็กชอบภาพที่อยู่ข้างขวามากกว่าภาพที่อยู่ข้างซ้าย ชอบภาพสีมากกว่า ภาพเส้น ส่วนด้านภาษาและตัวอักษร เด็กชอบหนังสือที่ใช้ภาษาง่ายๆ ชอบค าซ้ าบ่อยๆ มีค าคล้องจอง มี จังหวะในการเล่นค า ชอบเรื่องที่มีตัวหนังสือไม่มากเป็นเรื่องที่เด็กนึกฝันต่ออย่างสดใสได้ เด็กชอบเรื่องที่จบ
14 ด้วยรูปของกิน เพราะเด็กชอบกินและชอบเรื่องบันเทิง เรื่องเศร้าเด็กไม่ชอบ ชอบดูมากกว่าอ่านเมื่อเด็กเปิด หนังสือสิ่งแรกที่เด็กจะดูคือภาพ เด็กจะดูทุกอย่างในภาพอย่างละเอียด เด็กจะอ่านเรื่องจากภาพ ดังนั้น ใน หนังสือภาพ ภาพจึงเป็นสิ่งที่ส าคัญที่สุด เด็กชอบภาพสีสดๆ เช่น ช้างเผือกกระต่ายน้อยกับหินวิเศษ และชอบ ภาพหลายสีมากกว่าภาพสีเดียว หรือสองสี ชอบภาพสัตว์เกือบทุกชนิด ยกเว้นหนอน ไส้เดือน งู และจ าพวก สัตว์เลื้อยคลาน ณรงค์ ทองปาน (2526, หน้า 61) กล่าวถึงลักษณะที่ดีของหนังสือส าหรับเด็กว่าเป็นหนังสือที่มี ลักษณะพิเศษต่างไปจากหนังสือประเภทอื่น กล่าวคือหนังสือส าหรับเด็กเป็นหนังสือที่มีรูปภาพประกอบ เรื่องราวเกือบทุกหน้า ขนาดการเขียนตัวอักษร สีของตัวอักษรสีและขนาดของภาพ ตลอดจนความยาวของ เรื่องต้องเหมาะสมกับวัย และจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก ในเรื่องลักษณะที่ดีของหนังสือส าหรับเด็ก ได้มีผู้ให้ ความเห็นต่างๆ กันแต่ส่วนใหญ่ใจความก็คล้ายกัน ฐะปะนีย์ นาครทรรพ อ้างอิงใน ณรงค์ ทองปาน (2526, หน้า 62) ได้เสนอวิธีการเขียนหนังสือ ส าหรับเด็กที่เป็นภาษาร้อยกรองไว้สั้นๆ ได้แก่ ใช้ค าง่าย ความหมายเด่น เล่นเสียงหลาก ฝากข้อคิด และจูงจิต เพลิน อาจจะอธิบายพอสังเขป ดังนี้ 1. ใช้ค าง่าย กล่าวคือ ใช้ค าพยางค์เดียว หรือสองพยางค์ ค าประสม ค าซ้อน ค าซ้ าที่มีความถี่ในการ ใช้สูง ล้วนเป็นค าที่ควรน ามาใช้แต่งบทร้อยกรองส าหรับเด็ก เพราะจะช่วยให้เด็กเข้าใจความหมายได้ทันที 2. ความหมายเด่น หมายถึง ทั้งความหมายของค า และความหมายของเนื้อความในบทร้อยกรอง ร้อย กรองแต่ละบทควรใช้ค าที่มีความหมายเด่น เข้าใจได้ทันที ควรเรียงล าดับเป็นเนื้อความที่เข้าใจง่าย ไม่สับสน 3. เล่นเสียงหลาก หมายถึง การใช้ค าที่มีเสียงวรรณยุกต์ต่างๆ หลายเสียงสลับกัน และจังหวะในการ ออกเสียงด้วย เพื่อให้บทร้อยกรองสีเสียงไพเราะ มีจังหวะชวนสนุกสนาน 4. ฝากข้อคิด บทร้อยกรองบางบทอาจจะฝากข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่มีคุณค่าทางใจให้แก่เด็กได้ เช่น ข้อคิดในเรื่องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือความมีน้ าใจต่อกัน 5. จูงใจเพลิน คือ การท าให้เด็กเกิดความบันเทิงร่าเริงใจ หรือเพลิดเพลินด้วยการอ่านบทร้อยกรอง นั่นเอง ถ้าใช้วิธีการทั้ง 4 ข้างต้นไปแล้ว ข้อนี้ก็จะเป็นผลพลอยได้ บทร้อยกรองเหล่านี้ ถ้าแต่งให้เข้าท านอง เพลงไทยเดิมแล้วให้เด็กฝึกหัดร้อง ก็จะเพลิดเพลินยิ่งขึ้น อาจกล่าวสรุปได้ว่า ลักษณะเฉพาะของหนังสือเล่มเล็กเป็นหนังสือที่มีลักษณะพิเศษต่างจากหนังสือ ประเภทอื่นๆ กล่าวคือ เป็นหนังสือที่มีรูปภาพประกอบเรื่องราวทุกๆ หน้าขนาดของตัวอักษร รูปภาพ ควรมี สีสันสวยงาม ความยาวของเรื่องต้องเหมาะสมกับวัย และจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก นอกจากนั้นเนื้อเรื่องควรมี สาระที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน ตื่นเต้นน่าสนใจ และให้ความรู้ ทั้งยังส่งเสริมจินตนาการ สอดแทรกคุณธรรม ค่านิยมที่เหมาะสมตามวัย และสิ่งแวดล้อมของเด็ก เนื้อเรื่องมีเป้าหมายแน่นอน และมีเอกภาพ เค้าโครงเรื่อง ไม่ซับซ้อนมีแนวคิด หรือแก่นของเรื่องที่เด่นชัด จับใจความได้ง่าย เด็กอ่านแล้วรู้สึกสนุก วิธีการเขียนอาจจะ เป็นการบรรยายตัวละครประกอบฉาก หรือใช้แบบเล่าเรื่อง หรือตัวละครสนทนากัน แต่ต้องเป็นบทสนทนา สั้นๆ อาจมีการพรรณนาสลับบ้างก็ได้ แต่ด าเนินเรื่องรวดเร็ว ข้อที่ส าคัญคือ ต้องมีภาพ ประกอบเรื่อง ภาพ และเรื่องควรอยู่ในหน้าเดียวกัน ความยากง่ายในการใช้ภาษาต้องใช้ภาษาง่ายๆ สุภาพ เข้าใจง่าย ระดับของ ภาษาเหมาะสมกับวัยและชั้นเรียนของเด็ก และเรียบเรียงได้เหมาะสม สะกดการันต์ถูกต้องตามหลักภาษา 1.5 องค์ประกอบของหนังสือเล่มเล็ก มีนักการศึกษากล่าวถึง องค์ประกอบของหนังสือส าหรับเด็กไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้
15 วิไล มาศจรัส (2551, หน้า 40) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของหนังสือไว้ว่า การที่จะเขียนหนังสือ หรือ นิทานขึ้นมาสักเรื่องหนึ่งนั้น แน่นอนว่าในนิทานแต่ละเรื่องจะต้องมีองค์ประกอบอยู่หลายส่วนด้วยกัน องค์ประกอบในการเขียนนิทานก็คล้ายกับการเขียนเรื่องบันเทิงคดีอื่นๆ นั่นคือจะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. เค้าโครงเรื่อง (Plot) หมายถึง การก าหนดเหตุการณ์ของเรื่องที่จะเขียนว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นเหตุการณ์ที่เป็นเอกภาพ มีผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามมา โดยปกติเค้าโครง เรื่องจะมีส่วนประกอบอยู่ 3 ส่วนด้วยกันที่จะท าให้เรื่องที่เขียนสามารถด าเนินเรื่องไปได้ ซึ่งส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วนนั้น ได้แก่ การเปิดเรื่อง การด าเนินเรื่อง การปิดเรื่องถ้าหากเราเคยฟังนิทานมามากๆ แล้วก็จะพบว่า นิทานแต่ละเรื่องมีความสนุกสนาน มีสาระน่าติดตามมากน้อยต่างกัน นิทานบางเรื่อง เล่าหรือฟังเมื่อไรก็น่า ติดตามเสมอ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็ด้วยเหตุผล คือโครงเรื่องของนิทานมีปมปัญหา การต่อสู้มีความขัดแย้ง ยอกย้อน และมีวิธีการที่ผู้อ่านคาดไม่ถึงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะ หรือฝ่ายอธรรม การด าเนินเรื่อง มีอุปสรรค นานัปการบางครั้งหวาดเสียว บางครั้งโศกเศร้า บางครั้งขบขัน หรือตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาและจบเรื่องด้วย อารมณ์สะเทือนใจ ตามจุดมุ่งหมายของนิทานที่ก าหนดไว้ เช่น ชี้ให้เห็นถึง บาป-บุญ คุณ-โทษ เป็นต้น 2. ตัวละคร หมายถึง ผู้ที่มีบทบาทปรากฏอยู่ในเรื่อง ซึ่งตัวละครนี้ไม่จ ากัดว่าจะต้องเป็นคนเท่านั้น อาจจะเป็นสัตว์ก็ได้ 3. ฉาก หมายถึง ที่อยู่รายรอบตัวละครในขณะที่เกิดเหตุการณ์ เช่น ห้องนอน ห้องน้ า ทุ่งนา ป่าเขา ทะเล เวลา บรรยากาศที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง 4. แก่นเรื่อง (Theme) แก่นเรื่องนี้บางคนเรียกว่า แนวคิด ซึ่งมีความหมายเดียวกันคือ สารัตถะที่ใช้ เป็นหลักในการเขียนเรื่อง เช่น ใช้ความรักเป็นแก่นของเรื่อง เนื้อหาที่ด าเนินไปจะเป็นเรื่องของความรัก เช่น เรื่องเกี่ยวกับคนรักสัตว์ สัตว์รักคน เนื้อเรื่องก็จะแสดงให้เห็นความรักความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ เป็นต้น 5. ทัศนะ (Point of View) หมายถึง มุมมองที่ผู้เขียนก าหนดให้มีผู้เล่าเรื่องเป็นผู้สะท้อนเรื่องราวใน งานเขียนออกมาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งอาจจะใช้ค าว่าข้าพเจ้า (บุรุษที่ 1) หรืออาจจะ ใช้ (บุรุษที่ 3) ซึ่งได้แก่ตัวละครต่างๆ ก็ได้ 6. ท่วงท านองการเขียน (Style) ท่วงท านองการเขียน หมายถึง ลีลาการใช้ส านวนภาษาที่แสดงออก ถึง ความรู้สึกนึกคิดที่นักเขียนแสดงออกมา ให้ปรากฏถึงการใช้ส านวนภาษาของตนเอง ในท่วงท านองที่ แตกต่างตามความถนัดของแต่ละคน เช่น ท่วงท านองการเขียนแบบเรียบๆกระชับ รัดกุม หรือท่วงท านองการ เขียนเข้ม (เขียนแบบปลุกเร้า ขัดแย้ง เยาะเย้ย เปรียบเปรยยกย่อง) 7. บทสนทนา (Dialogue) คือค าพูดโต้ตอบของตัวละครที่สนทนาโต้เถียงหรือขัดแย้ง 8. การเปิดเรื่อง (The Opening) หมายถึง การเริ่มต้นในฉากแรกของนิทาน ที่ผู้เขียนเริ่มเรื่อง น่าสนใจ ซึ่งในนิทานส่วนมากมักจะเริ่มเปิดเรื่องด้วยค าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เป็นต้น 9. การด าเนินเรื่อง (Suspense) คือ การก าหนดบทบาทให้ตัวละครแสดงบทบาทของตนออกมา เพื่อ สื่อสารเรื่องราวให้ผู้อ่านทราบว่า นิทานเรื่องนั้นมีเนื้อหาเป็นอย่างไร 10.การปิดเรื่อง (Conclusion) หมายถึงการจบเรื่องซึ่งเป็นตอนสูงสุดของเรื่องให้ประทับใจซึ่งการจบ เรื่องอาจจะเป็นการคลี่คลายปมปัญหา ซึ่งอาจจะจบเรื่องอย่างมีความสุขหรือจบแบบโศกเศร้า หรือสนุกสนาน เฮฮาก็ได้ แล้วแต่จุดประสงค์ของนิทานแต่ละเรื่อง ทั้ง 10 หัวข้อ คือ องค์ประกอบส าคัญของการเขียนนิทาน ซึ่งเมื่อท าความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วก็ จะเขียนนิทานได้ตามที่ต้องการ มานัส ทิพย์สัมฤทธิ์กุล (2553) กล่าวว่าการวางแผนจัดท าหนังสือเล่มเล็ก ประกอบด้วย 10 หัวข้อ ซึ่งในการด าเนินการอาจจะมีไม่ครบทั้ง 10 หัวข้อก็ได้ มีดังนี้
16 ๑. โครงเรื่อง (Plot) คือ การก าหนดแน่วทางในการน าเสนอเรื่อง อาจนะน าเสนอเรื่องราว สนุกสนานน่าตื่นเต้น เหงา เศร้าสร้อย บ่งบอกถึงความรัก ความมีคุณธรรม โดยบอกจากเหตุการณ์รอบตัวหรือ ใกลัตัวของนักเรียนที่ประทับใจ ๒. แนวคิดหรือแก่นเรื่อง (Theme) สือ สาระส าคัญของเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งจะสะท้อนประเด็นของ การน าเสนอให้กับผู้อ่านเห็นและเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อสาร ๓. ตัวละคร (Characters) คือ ผู้ที่มีบทบาทปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มเล็ก ๔. ฉาก (Setting) คือ สถานที่และสิ่งแวดล้อมรอบตัวละครที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง เช่น บรรยากาศใน รถโดยสารที่พาไปบึงฉวก บรรยากาศที่บึงฉวาก บรรยากาศในแปลงพืชพื้นบ้าน สวนสัตว์ หรือ พิพิธภัณฑ์ปลา น้ าจืด นักเรียนจะสามารถน าเสนอได้ ๔ ลักษณะ ดังนี้ ๔.๑ ภูมิประเทศ ได้แก่ สภาพท้องถิ่น หิวทัศน์ บรรยากาศฯ ๔.๒ อาชีพ ได้แก่ อาชีพชาวไร่ ชาวนา ค้าขาย ข้าราชการ ฯลฯ ๔.๓ เวลา ได้แก่ ฤดูกาล ช่วงเวลาเช้า สาย บ่าย เย็นๆ ๔.๔ สภาพแวดล้อมของตัวละคร การด ารงชีวิต ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม " ๕. บทสนทนา (Dialogues) คือ คือค าพูดโต้ตอบของตัวละครในเรื่อง สอดคล้องกับลักษณะของตัว ละครแต่ละตัว เช่น ค าพูด กิริยา มารยาท หรือพฤติกรรม ๖. ทรรศนะหรือมุมมองของผู้เขียน (Opening) คือ กลวิธีการเล่าเรื่องราวให้ผู้อ่านรับทราบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยผ่านผู้เล่าเรื่องราว ๗. การเปิดเรื่อง (Action) คือ การเริ่มตันในฉากแรกของเรื่องที่เขียนเพื่อเร้าความสนใจของผู้อ าน ให้ติดตามงานเขียนนั้นๆ ๘. การด าเนินเรื่อง (Ending) คือ การก าหนดให้ตัวละครแสดงบทบาทเรื่องราวไปตามที่ผู้เขียน ก าหนดไว้ในโครงเรื่องทีละบท เพื่อบ่งบอกถึงเรื่องราวแก่ผู้อ่าน ๙. การปิดเรื่อง (Style) คือ การจบเรื่องซึ่งจะคลี่คลายปมสงสัย ปมปัญหาทั้งหมด(หรืออาจจะทิ้ง ค้างไว้ให้ผู้อ่านติดตามก็ได้) ถือเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง (Climax) เช่น ๙.๑ ทิ้งความรู้สึกของความร่วมมืออนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายาก ๙.๒ ทิ้งความรู้สึกของความร่วมมืออนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นเมือง ๙.๓ ทิ้งความรู้สึกของความร่วมมืออนุรักษ์พันธุ์ปลาน้ าจืด ๙.๔ คามรู้สึกของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ๑๐.ท่วงท านองการเขียน คือ ลีลาการใช้ถ้อยค า ส านวน เป็นการแสดงออกถึงรู้สึกนึกคิดเจตนาของ ผู้เขียน ซึ่งระบายความลึกซึ้ง ความชัดเจนชีวิต สะท้อนออตัวหนังสือ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น นุ่มนวล อ่อนหวาน แข็งกร้าว โศกเศร้า หรือร่าเริง เป็นต้น ณรงค์ ทองปาน (2526, หน้า 66-67) ได้อธิบายองค์ประกอบของหนังสือเล่มเล็กว่า แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนหน้า ส่วนเนื้อหาหรือเนื้อในของเล่ม และส่วนหลัง 1. ส่วนหน้า ประกอบด้วยสิ่งที่จัดเรียงล าดับกันไป คือหน้าปก (Cover) หน้าปกเป็นสิ่งแรกที่ชักจูงใจ ให้อยากเปิดอ่าน เพราะฉะนั้น ควรใช้สีสันสะดุดตา มีชื่อเรื่อง มีภาพปก ส่วนใหญ่เป็นภาพของตัวละครในเรื่อง หรือฉากตอนใดตอนหนึ่ง มาจัดวางให้มีส่วนสัมพันธ์กลมกลืนกันสอดคล้องกันทั้งขนาดของตัวอักษร และชื่อ เรื่องเน้นในเรื่องความสะดุดตา น่าอ่าน และอ่านง่ายนอกจากนี้อาจมีชื่อผู้แต่ง ผู้จัดท า แต่ไม่ควรให้มี รายละเอียดมากนัก เพราะจะท าให้ดูรกรุงรังเกินไป ปกด้านใน (Back 0f the Cover) ส่วนหลังของหน้าปก
17 ส่วนใหญ่จะทิ้งว่าง ถ้าจะมีรายละเอียดก็เกี่ยวกับการพิมพ์ เช่น จ านวนครั้งที่พิมพ์ จ านวนที่พิมพ์ ปีที่พิมพ์ โรง พิมพ์หรือส านักพิมพ์ใบปกรอง (Half The Page) คือหน้าต่อจากปก มีเพียงชื่อเรื่องเป็นหน้าปกที่ไม่จ าเป็น ส าหรับหนังสือเล่มที่บางๆ อาจจะไม่มีเพื่อประหยัด ด้านหลังของใบรองปก (The Back of Half The Page) ส่วนใหญ่เว้นว่างไว้ หรืออาจใส่ชื่อชุดหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ผู้เขียนได้แต่งไว้ ปกใน (Title Page) มักอยู่ด้านขวามือ การจัดปกในแบ่งออกเป็น 3 ตอน ตอนแรกมีชื่อเรื่อง และชื่อเรื่องรอง ตอนสองมีผู้แต่ง ผู้จัดท า ผู้รวบรวม และตอนสามเป็นเรื่องของการจัดพิมพ์ รองปกใน (Copyright Pageหรือ Dedication Page) เป็นส่วนหลัง ของปกใน อาจจะใช้เป็นหน้าค าอุทิศ หรือบุคคลที่อุปการะในการแต่ง และหน้าค าน า หรือค าชี้แจง เป็นหน้าที่ แสดงวัตถุประสงค์ของหนังสือ ประวัติความเป็นมา หรือชี้แจงการใช้หนังสือเล่มนี้ หนังสือส าหรับเด็กอาจจะไม่ มีเพื่อประหยัด 2. ส่วนเนื้อหา หรือส่วนในของเล่ม จัดเรียงล าดับตั้งแต่หน้า 1 ไปจนจบเล่ม ส่วนที่ต้องพิจารณามี หลายประการ เช่น สีของตัวอักษร ขนาดของตัวอักษร การวางหน้าหนังสือหรือเลย์เอาต์ (Lay-out) สี แบบ และขนาดของภาพ คุณภาพของกระดาษ และการสะกด การันต์เป็นต้น สีของตัวอักษรในหนังสือส าหรับเด็ก ส่วนมากคือสีด าจะมีอยู่บ้างที่พิมพ์พื้นเป็นสีต่างๆให้อักษรเป็นสีขาว สิ่งที่ควรค านึงก่อนอื่นคือ “การตัดกัน” ของตัวอักษรกับสีพื้น ถ้ายิ่งตัดกันมาก ย่อมท าให้เห็นเด่นชัด และอ่านได้สะดวกมาก ขนาดของตัวอักษรตาม หลักจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก การรับรู้ทางสายตาของเด็กนั้นจะรับรู้สีต่างๆ ในลักษณะรวมๆ ไม่สนใจ รายละเอียด ลักษณะเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องขนาดของตัวอักษรว่า จะต้องใช้ตัวอักษรขนาดใด ส าหรับเด็ก เล็กๆ และตัวอักษรจะลดลงตามล าดับวัยของเด็กที่เจริญเติบโตขึ้น และในทางตรงกันข้าม เด็กยิ่งอายุน้อย ตัวอักษรก็จะโตขึ้น ขนาดของตัวอักษรที่ควรใช้ เด็กเล็กควรใช้ขนาด 40 ปอยต์ (7 ม.ม.) เด็กอนุบาล ควรใช้ ขนาด 32 ปอยต์ (5 ม.ม.) เด็กประถมศึกษา ควรใช้ขนาด 24 ปอยต์ (3 ม.ม.) การวางหน้าหรือเลย์เอาต์ ถือ ว่าเป็นงานหลัก หรืองานหนัก ต้องใช้หลักเกณฑ์ทางศิลปะมากเป็นพิเศษ หลักเกณฑ์ทางศิลปะ คือ หลักสมดุล หลักเอกภาพหลักการเน้นจุดสนใจ หลักการเว้นช่องขาว และหลักการน าสายตา แต่ส าหรับผู้ที่หัดสร้างหนังสือ ส าหรับเด็ก สิ่งที่ควรค านึงในการวางหน้าก็คือ “ภาพกับตัวหนังสือ” สี แบบ และขนาดของภาพ “ภาพ” ถือว่า เป็น “หัวใจ” ของหนังสือส าหรับเด็ก คุณภาพของกระดาษ ควรเป็นกระดาษคุณภาพดี (กระดาษปอนด์) หนา และเหนียว เพื่อให้หนังสือมีความทนทาน 3. ส่วนหลัง ประกอบด้วยหน้ากิจกรรม ต้องใส่เลขหน้า แต่บรรณานุกรมหรือเชิงอรรถ หนังสือส าหรับ เด็กไม่มีก็ได้ เพราะไม่ต้องค้นคว้าอย่างหนังสือวิชาการ หรือ หนังสือแบบเรียน รองปกใน (ปกหลัง) ส่วนใหญ่ จะเว้นไว้ บางครั้งอาจจะมีรายละเอียดด้วย ปกหลังปัจจุบันนิยม วาดภาพประกอบซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ปกหน้า เพื่อเร้าความสนใจผู้อ่าน การออกแบบปกหน้าและปกหลังนิยมให้เป็นแผ่นเดียวกัน (double spread) ส าหรับวิริยะ สิริสิงห (2524, หน้า 59) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของหนังสือส าหรับเด็กว่า การ ออกแบบหนังสือเป็นสิ่งส าคัญ ซึ่งผู้ออกแบบต้องเข้าถึงเนื้อหาอย่างกระจ่างแจ้งมีความแจ่มชัดของจิตใจที่ครุ่น ค านึงอยู่ในงานนั้น ต้องมีความรู้ทางด้านวิชาการอย่างยอดเยี่ยมในการใช้สื่อ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสีน้ า สีน้ ามัน หรือ สีผสม รู้จักใช้สีที่สะดุดตา มีความแคล่วคล่องในการวาดภาพและมีเทคนิคในการจับอารมณ์ของเนื้อหาตาม แบบที่เหมาะสม โดยทั่วไปหนังสือจะมีส่วนประกอบ ส าคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนหน้า ส่วนกลาง (เนื้อหา) และส่วน หลัง 1. ส่วนหน้า ส่วนหน้าของหนังสือแต่ละเล่ม ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ ส่วนใหญ่ไม่นิยมใส่หมายเลขหน้า ถ้าใส่ก็นิยมใช้สัญลักษณ์อย่างอื่นแทน เช่น ตัวอักษร หรือเลขโรมันซึ่งแตกต่างไปจากเลขหน้าธรรมดา หน้าปก (Cover) เป็นสิ่งแรกที่ชักจูงใจให้เปิดหนังสือเล่มนั้นผู้ออกแบบจึงต้องค านึงถึงสิ่งนี้ด้วย เนื่องจากความสะดุดตา
18 ครั้งแรกของหนังสืออยู่ที่ภาพไม่ใช่เนื้อหา ปก หนังสือจึงเป็นโฉมหน้าส าคัญในการออกแบบหนังสือทั้งเล่ม หนังสือนิทานภาพที่ดีจะประกอบ ด้วยรูปภาพดีร้อย 100 บวกเนื้อหาดีอีกร้อยละ 100 ไม่ใช่รูปภาพดีร้อยละ 50 บวก เนื้อหาดีอีกร้อยละ 50 หลังหน้าปก (The Back of the Cover) ส่วนใหญ่จะทิ้งว่าง แต่มีบ้าง เหมือนกัน เช่นหนังสือภาพของส านักพิมพ์ พี.พี. ลงรายละเอียดส านักพิมพ์ โรงพิมพ์ ใบรองปก(Half Title Page) หน้าต่อจากปก เป็นหน้าที่ไม่จ าเป็นส าหรับหนังสือบาง แต่ถ้าเป็นหนังสือหนาใบรองปกจะช่วยยึดปกกับ ตัวหนังสือ เพราะในสมัยก่อนหนังสือไม่มีปก จึงต้องมีหน้านี้ เพื่อปูองกันมิให้หน้าปกในสกปรก หน้าก่อนปกใน (Frontispice) ในสมัยก่อนน าเอาภาพเด่นในเล่มมาใส่แต่ปัจจุบันนี้ เพื่อการประหยัดจึงตัดหน้านี้ออก ปกใน (Title Page) จะอยู่ด้านขวามือเสมอ จะมีชื่อชุดหนังสือ ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ผู้จัดท า ผู้รวบรวม ผู้จัดพิมพ์ ปก รองใน (Copyright Pageหรือ Dedication Page) ส่วนหลังของหน้าปกในอาจใช้เป็นหน้าลิขสิทธิ์และค าน า หรือค าชี้แจงแสดงวัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนั้นๆ 2. ส่วนเนื้อหา หน้าแรกของเนื้อเรื่อง มักจะเป็นหน้าขวามือข้อความที่จะบรรจุในหน้านี้ จะไม่เต็ม หน้า ส่วนที่เป็นเนื้อหานี้จะเริ่มตั้งแต่หน้าแรกไปจนจบเล่ม เนื่องจากเมื่อผู้อ่านเปิดหนังสือออก ผู้อ่านก็จะพบ กับหนังสือสองหน้าเสมอ คือ หน้าขวามือกับหน้าซ้ายมือ การจัดหน้าหนังสือในปัจจุบันจึงพยายามจัดสองหน้า ให้เป็นหน่วยเดียวกัน ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มงานในหน้าหนังสือ ผู้ออกแบบควรถามตัวเองก่อนว่า ภาพรวม 2 หน้า จะดีกว่าภาพ 2 ภาพ หน้าละภาพหรือไม่ หรือถ้าผู้ออกแบบตัดสินใจว่าควรใช้ภาพ 2 ภาพ ก็ควร ระมัดระวังให้ภาพเป็นหน่วยเดียวมากกว่าท าเป็น 2 ภาพ โดยไม่ค านึงถึงน้ าหนักของภาพ หรือแสดงว่าไม่รู้ เรื่องการจัดหน้าแบบ double spread 3. ส่วนหลัง ประกอบด้วยหน้ากิจกรรม หน้าบรรณานุกรม หน้าผนวก หน้าค าศัพท์ ถ้าหนังสือนั้นๆ มี หน้าดังกล่าวนี้ ก็จะต้องใส่เลขหน้าด้วย หน้าปกหลังด้านใน ส่วนใหญ่จะเว้นว่างไว้เฉยๆ ถัดจากหน้าปกหลัง ด้านในก็เป็นหน้าปกหลัง ปัจจุบันนิยมใส่ภาพซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของปกหน้า เพื่อเรียกความสนใจ หลักเกณฑ์ ทางศิลป์ในการวางหน้าหนังสือที่ส าคัญก็คือ หลักสมดุล หลักเอกภาพ หลักการเน้นหรือศูนย์สนใจ การเว้น ช่องว่างขาว และหลักการน าสายตา หลักเกณฑ์ทั้งห้าประการนี้ ผู้ออกแบบต่างยึดถืออยู่แล้วแต่นักออกแบบ จะต้องปรึกษากับบรรณาธิการและผู้เขียนเรื่อง เพื่อก าหนดรายละเอียดของภาพ การเลือกชนิดของภาพ และ ขนาดของภาพ วาดภาพร่างหยาบๆ มีขนาดเดียวกับที่ก าหนด ก าหนดรายละเอียดของภาพทั้งหมดที่จะต้องใช้ ในหนังสือทั้งเล่ม พร้อมทั้งก าหนดขนาดไปด้วย ค านึงถึงขนาดรูปภาพกับตัวอักษรในแต่ละหน้าให้มี ความสัมพันธ์กันด้วย ภาพควรอยู่ใกล้กับเนื้อหาตอนนั้นๆ และเมื่อภาพกับเนื้อหามาอยู่ใกล้กันแล้วน้ าหนักของ ภาพและเนื้อหาต้องเหมาะสมกัน รวมแล้วก็คือหน้าหนังสือที่มีเนื้อหาไปได้สวยงามกับรูปภาพ 1.6 ขั้นตอนการเขียนหนังสือเล่มเล็ก ขั้นตอนการจัดท าหนังสือเล่มเล็กที่ศึกษาพบว่า มี 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนทั่วๆ ไปและขั้นตอนเชิง ปฏิบัติ ดังนี้ 1) ขั้นตอนทั่วๆ ไป จักรภัทร พงศ์ภัทระ (2546, หน้า 33-35) ได้เสนอเกี่ยวกับแหล่งข้อมูล และขั้นตอนการเขียน หนังสือเสริมประสบการณ์ตามความต้องการของท้องถิ่น เป็นงานเขียนที่น าข้อเท็จจริงมาเรียบเรียงไว้ส าหรับ ศึกษาค้นคว้า หรืออ้างอิง ดังนั้นเนื้อหาสาระจึงจ าเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ และกลั่นกรองในเรื่องความ ถูกต้องได้อย่างถ้วนถี่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า สภาพทางภูมิศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง ไป หากอนุชนรุ่นหลังจะศึกษาค้นคว้าจะได้มีข้อมูลที่ถูกต้อง ส าหรับศึกษาค้นคว้าหรือน าไปอ้างอิงได้ การน า เรื่องราวในท้องถิ่นมาเขียนหนังสือนั้น สิ่งแรกที่ผู้เขียนจะต้องด าเนินการก็คือ การก าหนดแหล่งความรู้หรือ
19 แหล่งข้อมูลที่จะน าเรื่องราวมาเขียนเป็นหนังสือ ถ้าหากจะมีค าถาม ถามว่า “แหล่งข้อมูลส าหรับเขียนเรื่อง เกี่ยวกับท้องถิ่นอยู่ที่ไหน” ค าตอบก็คืออยู่ในท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นนั่นเอง มีคนจ านวนมากแม้จะอยู่ใน แหล่งข้อมูล หรือบางครั้งตนเองเป็นแหล่งข้อมูลที่รอบรู้เรื่องราวต่างๆมากมาย แต่ไม่ได้บันทึกความรู้นั้นไว้เป็น ลายลักษณ์อักษร เมื่อเสียชีวิตลงความรู้ต่างๆ ที่ตนมีอยู่ก็สูญหายไปด้วย ผู้ที่คิดจะเขียนหนังสือเสริม ประสบการณ์ตามความต้องการของท้องถิ่น สิ่งที่ผู้เขียนต้องด าเนินการก็คือการก าหนดแหล่งข้อมูล ศึกษา เนื้อหาสาระจากแหล่งข้อมูลจัดระเบียบข้อมูลเป็นหมวดหมู่ จัดท าโครงเรื่องส าหรับการเขียน ลงมือเขียน ต้นฉบับ ปรับปรุงต้นฉบับ และจัดพิมพ์เผยแพร่ วิไล มาศจรัส (2551,หน้า46-48)กล่าวถึงเทคนิคการเขียนนิทานไว้ว่าเทคนิคที่จะเขียนนิทานให้จับ ใจเด็กๆ ได้นั้น จะต้องเขียนให้สอดคล้องกับความสนใจของเด็กในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งเด็กแต่ละช่วงอายุจะมี ความสนใจแตกต่างกัน กล่าวคือ เด็กอายุ 1-3 ปี จะชอบเรื่องสั้นๆ มีตัวละคร 2-3 ตัว โครงเรื่องไม่ซับซ้อน และจบเรื่องด้วยความสมหวัง อายุ4-5 ปี จะชอบเทพนิยาย นิยายเกี่ยวกับสัตว์ ชอบฟังเพลงเห่กล่อม อายุ5- 8 ปี สนใจภาพ จะชอบเรื่องง่ายๆ ที่อ่านเข้าใจด้วยตนเอง ประเภทเทพนิยาย นิยายพื้นบ้าน ถ้าเรื่องซับซ้อนไม่ มากนักเด็กจะเข้าใจได้ง่าย อายุ 8-10 ปี ชอบนวนิยาย สารคดีและชอบอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ เครื่องยนต์กลไก ชีวประวัติของบุคคลส าคัญ เด็กผู้หญิงสนใจโคลงกลอน ส่วนเด็กผู้ชาย ไม่ค่อยชอบ ภาษาที่ใช้เขียนเรื่องให้เด็กวัยนี้อ่าน ควรใช้ภาษาพูด เด็กจึงจะสนใจติดตามอ่าน อายุ11-16 ปี การเขียนเรื่องจะใช้เทคนิค และกรรมวิธีเช่นเดียว กับการเขียนเรื่องส าหรับผู้ใหญ่ เด็กในวัยนี้จะชอบอ่านเรื่อง ยาวๆ เรื่องที่มีเนื้อหาสาระสมจริง เด็กในวัยประถมศึกษา อายุ 6–12 ปีนั้น จะเป็นเด็กที่มีอารมณ์เพ้อฝัน จะ ชอบเรื่องผจญภัย ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนประเภทซุปเปอร์แมน นักสืบ และเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้ ด้วย เหตุนี้เมื่อจะเขียนนิทานก็ต้องใช้เทคนิคการเขียนให้สอดคล้องกับความสนใจของเด็กในแต่ละช่วงอายุว่าเขา ต้องการอะไร เช่น อายุ 1–3 ปี ชอบเรื่องสั้นๆ ก็ต้องเขียนนิทานสั้นที่มีตัวละคร 1-2 ตัว เรื่องที่จะเขียนหาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูกแล้วเด็กๆ จะมีความสุขบางครั้งจะนอนฟังนิทาน และหลับ ลงด้วยรอยยิ้มที่สุขใจ เทคนิคนี้เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่นักเขียนนิทานต้องยึดถือเป็นบรรทัดฐานในการเขียนนิทาน ให้เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ จินตนา ใบกาซูยี (2526, หน้า 31-37) ได้กล่าวถึงผู้เขียนเกี่ยวกับขั้นตอนการวางแผน การเขียน หนังสือส าหรับเด็กว่าควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. ส ารวจแรงบันดาลใจในการเขียน ผู้เขียนหนังสือส าหรับเด็ก ควรส ารวจตนเองในเบื้องต้นก่อนว่า มี ความปรารถนาจะเขียนหนังสือเพียงใด และมีความต้องการจะเขียนหนังสือส าหรับเด็กเพื่ออะไร และจะได้น า ข้อมูลไปเป็นส่วนหนึ่งในการท าหนังสือของตน ผู้เขียนบางคนอยากเขียน เพื่อให้เด็กมีหนังสืออ่านเพื่อความ เพลิดเพลิน เป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน หรือให้เป็นเพื่อนเด็กในยามว่าง หรือปลูกฝังจินตนาการ ความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์หรือปลูกฝังคติเตือนใจ และเจตคติที่ดีต่อชีวิต หรือต้องการฝึกทักษะการอ่านของเด็กให้ คล่องแคล่วเป็นการฝึกฝนภาษา เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาอีกด้านหนึ่ง หรือต้องการให้เด็กมีความรู้ เนื้อหาวิชาต่างๆ นอกเหนือจากหนังสือเรียน เป็นการเพิ่มพูนความคิด และประเทืองปัญญาให้งอกงาม หรือ แม้กระทั่งผู้เขียนบางคนต้องการเขียนหนังสือส าหรับเด็ก เพื่อใช้เป็นผลงานทางวิชาการขอเลื่อนต าแหน่งหน้าที่ การงานของตนเอง หรือปรารถนาจะเป็นนักเขียนหนังสือส าหรับเด็กอย่างจริงจัง คือเป็น “นักเขียน” มืออาชีพ นั่นเอง หรือบางคนอาจจะอยากเขียนเพื่อประสงค์จะหารายได้เพิ่มขึ้นก็ได้ ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นนักเขียน ควร ต้องหาค าตอบที่แน่นอนให้ตนเองเสียก่อนลงมือเขียน 2. ศึกษาลักษณะหนังสือส าหรับเด็กก่อนจะลงมือเขียนเรื่อง ผู้เขียนหนังสือส าหรับเด็กต้องท าความ เข้าใจลักษณะ หรือองค์ประกอบของหนังสือส าหรับเด็กในด้านต่างๆ เช่นวัตถุประสงค์หรือแก่นเรื่องที่ชัดเจน
20 ไม่ซับซ้อน ไม่ยากเกินวัย เพียงหนึ่งเรื่อง เนื้อหายากง่ายเหมาะสมตามวัย ระดับชั้น ความสนใจ และภูมิหลัง ของผู้อ่าน ส านวนภาษาที่มีความยากง่ายหรือมีประโยค-ค า ที่เหมาะสมกับวัยและระดับชั้นของผู้อ่าน มีแนว การเขียนเหมาะสมกับเนื้อหาและประเภทหนังสือ โครงเรื่องที่สนุกสนานชวนให้ติดตามอ่าน มีรูปเล่มที่ เหมาะสม มีภาพประกอบดึงดูดความสนใจ 3. ก าหนดองค์ประกอบในการเขียน เมื่อผู้เขียนมีความรู้ลักษณะของหนังสือส าหรับเด็กแน่ชัดแล้ว จะต้องวางแผนก าหนดองค์ประกอบในเรื่องที่จะเขียนล่วงหน้าก่อน โดยอาจเขียนบันทึกเพื่อเตือนความจ า หรือเพื่อให้แนวคิดกระจ่างเป็นรูปลักษณ์มากขึ้น สิ่งที่จะต้องก าหนด ได้แก่ ก าหนดประเภทของหนังสือ เลือก ประเภทหนังสือที่ตนมีความถนัดมากที่สุดเพราะผลงานเขียนที่ตนถนัดย่อมออกมาดีกว่าผลงานที่ไม่เคยเขียน หรือมีประสบการณ์มาก่อน ประเภทหนังสือที่นิยมเขียนให้เด็กอ่าน ได้แก่ สารคดีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ชีวประวัติความรู้เป็นเรื่องๆ เช่น ด้านบันเทิงคดี ประกอบด้วย นวนิยายนานาชาติ นิยาย เรื่องสั้นร่วมสมัย นิทานหรือต านานชาดก นิทานพื้นเมือง นิทานฝันเฟื่อง นิทานสุภาษิต นิทานสมัยใหม่ เทพนิยายด้านบทร้อย กรอง เช่น นิทานค ากลอน บทละคร กาพย์ นิราศ รวมทั้งการเขียนการ์ตูนเรื่องยาวการ์ตูนขบขัน และหนังสือ ภาพ เช่น หนังสือเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ หนังสือส าหรับเล่านิทาน แผ่นภาพเล่านิทาน เป็นต้น การ ก าหนดผู้อ่าน เลือกกลุ่มผู้อ่านว่าจะเขียนเรื่องให้เด็กกลุ่มใดอ่าน เช่น เด็กวัยอนุบาลอ่านหนังสือยังไม่ได้ ดูได้ แต่ภาพ และฟังเรื่อง เด็กวัยประถมต้นอ่านออกแต่ไม่คล่อง วัยประถมปลายจะอ่านเป็น อ่านได้คล่อง วัยรุ่น ตอนต้นจะอ่านเก่ง อ่านได้อรรถรส และวัยรุ่นตอนปลายจะเลือกอ่านตามความปรารถนา ก าหนดหัวข้อเรื่อง เนื้อหา เลือกหัวข้อเรื่องหรือเนื้อหาของเรื่องที่จะน ามาเขียน โดยพิจารณาจากหลักสูตรทุกระดับ ในกลุ่มวิชา ต่างๆ ชุมชนรอบตัว เช่น ประวัติสถานที่ บุคคล ต านาน นิทานพื้นบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นอาชีพในท้องถิ่น ฯลฯ ปัญหาใกล้ตัว สังคมบ้านเมือง ชุมชน สิ่งรอบตัวเด็ก และตามความสนใจในการอ่านของเด็กแต่ละวัยตามความ นิยมในท้องตลาด ศึกษาข้อมูลของหัวข้อเรื่อง หรือเนื้อหาค้นคว้า ศึกษาและอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง บันทึกข้อมูลความรู้ไว้ในบัตรบันทึกการก าหนดข้อมูล เตรียมหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น รายงานวิจัย หนังสือ วารสารพงศาวดาร จดหมายเหตุ ฯลฯ แล้วส ารวจหนังสือที่มีเนื้อหาในแนวนั้น ที่มีอยู่ในท้องตลาด ใน ห้องสมุด ศึกษาหนังสือส าหรับเด็กที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือดี หรือหนังสือที่ชนะการประกวด ต่อจากนั้น ก็วางจุดประสงค์ หรือแก่นเรื่องหรือแนวคิดหลักของเรื่อง ก าหนดจุดประสงค์ของเรื่องที่จะเขียน โดยเน้นให้มีเพียงแก่นเรื่องเดียว หรือถ้ามีหลายเรื่อง แก่นเรื่องควรเกี่ยวโยงเชื่อมต่อกันเป็นแนวเรื่องเดียวกัน และวางโครงเรื่อง (Plot) โครงสร้างเนื้อหาของหนังสือสารคดี และโครงเรื่องหนังสือบันเทิงคดีมีความแตกต่าง กันจึงต้องท าให้ถูกต้อง นอกจากนั้นจินตนา ใบกาซูยี (2542, หน้า 48-53) ยังได้กล่าวถึงขั้นตอนการเขียนหนังสือส าหรับ เด็กว่า หลังจากได้วางแผนการเขียนเรื่องทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนเรื่องควรลงมือเขียนโดยปฏิบัติตาม ขั้นตอน 3 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้ 1. ขั้นแรก เขียนประเภทของหนังสือให้ชัดเจนว่า จะเขียนรูปแบบใด เช่น นิทานเรื่องสั้น นิยายร่วม สมัย หรือสารคดี โดยเน้นความบันเทิง หรือสาระความรู้ หรือคติสอนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งก าหนดให้แน่นอน และบันทึกไว้ เขียนแก่นเรื่อง (Theme) อย่างชัดเจนเพียงเรื่องเดียวส าหรับหนังสือแนวบันเทิงคดี และเขียน วัตถุประสงค์ หรือแนวคิดหลักของเรื่องในหนังสือสารคดี เขียนโครงสร้างเนื้อหาส าหรับหนังสือแนวสารคดี หรือหนังสือแนววิชาการ เขียนโครงเรื่อง (Plot) อย่างคร่าวๆ ส าหรับหนังสือบันเทิงคดี โดยมีเหตุการณ์ที่ น่าสนใจตอนต้นเรื่องตอนกลางเรื่อง และตอนปลายของเรื่อง ทั้งนี้เหตุการณ์ต่างๆ จะต้องก าหนดจุดที่เร้าใจ ที่สุด หรือเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งเป็นจุดสุดยอดของเรื่องที่จะคลี่คลายปัญหาทุกอย่างอันจะน าไปสู่ตอนจบ เรื่อง พึงระวังว่าจะต้องเป็นเรื่องของเด็กอย่างแท้จริงไม่ใช่ดัดแปลงเรื่องของผู้ใหญ่มาแล้วใส่ตัวละครเด็กเข้าไป
21 ทบทวนโครงเรื่องให้แม่นย าในใจและเขียนโครงเรื่องย่อๆ ลงในกระดาษ อ่านทบทวนดูโครงเรื่องให้ถูกใจผู้เขียน แล้วจึงก าหนดวิธีการเขียนบทน าเรื่อง หรือการขึ้นต้นเรื่อง การด าเนินเรื่องตอนกลาง และตอนปลายของเรื่อง ซึ่งน าไปสู่ตอนจบอย่างละเอียด โดยดูว่าสนองความพอใจผู้เขียนหรือไม่ สร้างตัวละคร และอุปนิสัยให้ชัดเจน โดยเฉพาะตัวละครตัวเอก เช่น ก าหนดอายุรูปร่าง นิสัยใจคอ เป็นต้น สร้างรายละเอียดของฉาก ซึ่งได้แก่ บ้าน สถานที่ ถนนหนทาง บริเวณที่เรื่องราวเกิดขึ้น ก าหนดยุคสมัย ระยะเวลา และฤดูกาลให้ถูกต้อง รวมทั้งเสื้อผ้า ที่ตัวละครแต่งให้ถูกต้องตามยุคตามสมัยด้วย เพราะเรื่องส าหรับเด็กส่วนใหญ่ จะใช้ภาพแสดงรายละเอียด ข้อปลีกย่อยเหล่านี้ ทบทวนดูว่าโครงเรื่องสนุก เป็นที่น่าสนใจหรือไม่ แล้วน าไปเล่าให้เด็ก 2-3 คนฟัง เพื่อดูว่า เด็กสนุกในการฟังหรือไม่ และตรวจดูว่าแก่นเรื่องที่แทรกหรือทรรศนะ หรือคุณธรรม ที่ก าหนดไว้ยังคงอยู่ใน โครงเรื่องอย่างชัดเจน ท าให้ผู้อ่านเข้าใจหรือไม่ มีลักษณะแอบแฝงอยู่ในเรื่องอย่างแนบเนียน หรือแยก ออกเป็นค าสอนอย่างชัดเจนต่างหาก จนดูเป็นค าสอนในตอนจบหรือไม่ ปรับปรุงแก้ไขจนพอใจ ส ารวจดูว่า โครงเรื่องมีการเคลื่อนไหวดีหรือไม่ ตัวละครส าคัญเป็นผู้ด าเนินเรื่องอย่างราบรื่นหรือไม่ เหตุการณ์ต่างๆ สอดคล้องรับกันดี มีเหตุผลดีหรือไม่ ก าหนดความยาวของเรื่องจะใช้ประมาณกี่หน้า 2. ขั้นที่สอง ลงมือเขียนเรื่องอย่างละเอียดตามที่ก าหนดไว้ในขั้นแรก ตั้งชื่อเรื่องทบทวนดูว่าชื่อเรื่อง เหมาะกับเรื่องหรือไม่ เนื้อเรื่องน่าเชื่อถือหรือไม่ เรื่องค่อยๆ ด าเนินไปอย่างเหมาะสมหรือไม่ ตั้งแต่ตอนต้น เรื่อง ตอนกลางเรื่อง และตอนจบเรื่อง ทั้งหมดมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันหรือไม่ แก่นเรื่องที่เน้นมีอยู่ตลอด เรื่องอย่างสม่ าเสมอหรือไม่ ดูว่าเรื่องมีการขึ้นต้นอย่างเฉียบขาด ดึงดูดความสนใจได้หรือไม่ ปัญหาของตัว ละครส าคัญได้รับการแก้ไขอย่างมีเหตุผล และสนุกเร้าความสนใจของผู้อ่านหรือไม่ เรื่องมีความเคลื่อนไหว ตื่นเต้นเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ อุปนิสัย และความประพฤติของตัวละครเป็นธรรมชาติเหมือนคน ธรรมดาหรือไม่ ภาษา ส านวน และค าพูดโต้ตอบเป็นภาษาที่ใช้จริงของเด็กหรือไม่ น่าสนใจเพียงใด เนื้อเรื่อง ด าเนินไป เพราะค าพูด หรือเหตุการณ์ รายละเอียดที่แทรกอยู่ในเรื่องมีมากเกินความต้องการหรือไม่ เกี่ยวข้อง กับเนื้อเรื่องหรือไม่ เรื่องเหล่านี้จะต้องทบทวนให้ดีและปรับปรุงแก้ไขให้เรื่องมีลักษณะที่ดี ควรเขียนเรื่องด้วย ลายมือที่อ่านง่าย เก็บเอาไว้สักระยะหนึ่งแล้วน ามาอ่านใหม่จนกว่าจะพอใจโดยไม่ปรับปรุงแก้ไขอีกแล้ว จากนั้นน าไปให้เพื่อนที่สนิทอ่านเพื่อฟังความคิดเห็น แล้วจึงน าไปให้เด็กอ่าน 2-3 คน เพื่อดูว่าอ่านเข้าใจเรื่อง โดยตลอดมีค ายากที่ไม่เข้าใจเด็กชอบเรื่องหรือไม่และสามารถสรุปเรื่องในตอนจบได้หรือไม่ จากนั้นปรับปรุง จนพอใจ 3. ขั้นที่สาม อ่านทบทวนเรื่องอีกครั้งเพื่อตรวจดูส านวนภาษาที่ใช้ และความกลมกลืน ของเรื่อง ลง มือเขียนด้วยลายมือที่ชัดเจน หรือพิมพ์ใส่กระดาษก็ได้ ถ้าจัดท าต้นฉบับเรื่องที่เป็นหนังสือการ์ตูน จะต้องจัดท า เป็นบทสคริปต์ละคร (Script) มีค าพูดโต้ตอบ และค าบรรยายเรื่อง น ามาจัดภาพคร่าวๆ ดูให้เหมาะสมกับค า บรรยายเรื่อง และค าพูดสนทนา 2) ขั้นตอนเชิงปฏิบัติ ขั้นเตรียมวัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดท าหนังสือเล่มเล็ก ประกอบด้วยกระดาษ 100 ปอนด์ ขนาดเอ 4 จ านวน 8 แผ่น และยาวกว่าเอ 4 ประมาณ 8 เซนติเมตรจ านวน 1 แผ่น สติ๊กเกอร์ใสขนาดและจ านวน เท่ากันกับกระดาษ 100 ปอนด์ กระดาษเขียนแผนภาพโครงเรื่อง สีไม้ 24 สี หรือ 36 สี หรือ 48 สี จนวน 1 กล่อง กาวสองหน้าบาง ขนาด 1.2 เซนติเมตร จ านวน 1 ม้วน คัตเตอร์ กรรไกร ไม้บรรทัด ดินสอ 2 B ยางลบ ปากกา หมึกซึมสีด า น้ ายาลบค าผิด ตะกร้าส าหรับใส่อุปกรณ์ และถังขยะ ส าหรับขั้นตอนลงมือปฏิบัติ มีผู้จัดท าด้วยกันเป็นทีม 3 คน ต่างแบ่งหน้าที่กันปฏิบัติตามความถนัด ได้แก่ ผู้เขียนเรื่อง หรือแต่งเรื่องผู้วาด ภาพระบายสี ผู้ตกแต่ง–เข้าเล่ม โดยมีวิธีการจัดท าหนังสือเล่มเล็ก ดังนี้ พับครึ่งกระดาษ100 ปอนด์ ขนาดเอ 4 (รีดสันให้เรียบและบางที่สุด) คิดประเด็นเรื่อง/ตั้งชื่อเรื่อง/วางเค้าโครงเรื่อง(ปรึกษากันทั้ง 3 คน) เขียน
22 แผนภาพโครงเรื่อง ท าปกนอก (ปกหน้า-ปกหลัง เขียนชื่อเรื่องวาดภาพระบายสีให้ต่อเนื่องกัน) เขียนค าน า ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง และคณะผู้จัดท าน ากระดาษ 100 ปอนด์ที่พับครึ่งไว้แล้วมาเขียนเรื่องเรียงตามล าดับ เหตุการณ์ (เขียนแต่ด้านในเพียงด้านเดียว)ใส่หมายเลขหน้าด้วยตัวเลขไทย หน้าที่เขียนแรงบันดาลใจอยู่คู่กับ วัตถุประสงค์ หน้า 1 คู่กับหน้า 2, หน้า 3 คู่กับหน้า 4, หน้า 5 คู่กับหน้า 6, หน้า 7 คู่กับหน้า 8, หน้า 9 คู่ กับหน้า 10, หน้าข้อคิดคู่กับผู้จัดท า และปกรองหลัง วาดภาพระบายสี ตัวละคร ฉาก ให้สวยงามสัมพันธ์กับ เนื้อเรื่องในแต่ละหน้า ตรวจดูความถูกต้องของการเขียนค า ข้อความ ประโยค การใช้ภาษา ติดสติ๊กเกอร์ใส ขั้น การจัดเข้าเล่ม ก่อนเข้าเล่มหนังสือ ควรน ามาจัดเรียงหน้ากระดาษให้ถูกต้องตามล าดับก่อน เพื่อปูองกันการ เข้าเล่มผิดหน้า ตรวจดูจนแน่ใจว่าถูกต้องเรียบร้อย ซึ่งมีวิธีการจัดเรียงหน้าหนังสือ ท าได้โดยน าด้านหลังปก รองหน้า ซีกขวามือ ประกบคู่กับ ด้านหลังแรงบันดาลใจ, ด้านหลังของวัตถุประสงค์ ประกบกับด้านหลังของ หน้า 1, ด้านหลังของหน้า 2ประกบคู่กับด้านหลังของหน้า 3, ด้านหลังของหน้า 4 ประกบคู่กับด้านหลังหน้า 5, ด้านหลัง ของหน้า 5 ประกบคู่กับด้านหลังหน้า 6, ด้านหลังหน้า 7 ประกบคู่กับด้านหลังหน้า 8, ด้านหลัง ของหน้า 9 ประกบคู่กับด้านหลังหน้า 10, ด้านหลังข้อคิดประกบคู่กับด้านหลังซีกซ้ายปกรองหลังติดกาวสอง หน้าบางด้านหลังของเนื้อเรื่องทุกหน้า ตามที่ได้เรียงล าดับไว้ในขั้นตอนที่ 2 แล้วลอกกระดาษกาวสองหน้าบาง ออกทีละหน้า เริ่มตั้งแต่หน้าแรกและน ามาประกบทีละคู่ เพื่อเข้าเล่มจนครบทุกหน้า หลังจากนั้น น าปกนอกที่ จัดท าไว้เรียบร้อยแล้วมาวางทาบกับหนังสือที่เข้าเล่มไว้แล้ว ใช้ไม้บรรทัดรีดตรงสันหนังสือให้สันหนังสือพอดี กับส่วนในของหนังสือ ติดกาวสองหน้าบางทั้งสี่ด้าน ส่วนตรงกลางติดทแยงมุม ลอกกาวสองหน้าบางออกเข้า เล่มได้เลย สุดท้ายตรวจความสวยงามของรูปเล่มหนังสืออีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากปกนอกหรือสติ๊กเกอร์ใสยาวเกิน ออกมาให้ใช้คัตเตอร์ กรีดออกให้พอดีกับหนังสือ อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ขั้นตอนในการจัดท าหนังสือเล่มเล็ก หรือหนังสือส าหรับเด็ก ส่วนส าคัญที่จะ ท าให้หนังสือออกมาดี น่าสนใจเร้าใจให้อยากอ่านนั้น ผู้จัดท าต้องมีการวางแผน การเขียนโดยการเตรียมข้อมูล เตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการจัดท าให้พร้อม ผู้จัดท าต้องรู้ว่า จะเขียนหนังสือส าหรับเด็กเพื่ออะไร ท าอย่างไรให้ เด็กสนใจอยากอ่านหนังสือโดยเฉพาะต้นฉบับที่เขียนจะต้องเร้าความสนใจทุกเหตุการณ์ ต้องทบทวนดูจน แน่ใจว่าถูกต้องเหมาะสมจึงลงมือเขียนได้ ชื่อเรื่องต้องสะดุดตา การวาดภาพระบายสีตัวละคร และฉาก ประกอบเนื้อเรื่องสวยงามสมจริง ภาพดูมีชีวิตชีวา การเขียนเนื้อเรื่องเรียงตามล าดับเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี มี ความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจชวนให้อ่าน บางเหตุการณ์อาจมีปมปัญหาให้แก้ตัวละครไม่ต้องมีมาก ในด้าน การเขียนตัวหนังสือต้องสวยงามน่าอ่าน เขียนสะกดค าได้ถูกต้องตามอักขรวิธี และเรียบเรียงประโยคได้อย่าง สละสลวย ถ้าหากการเขียนเนื้อเรื่องเป็นประเภทบทร้อยกรอง ควรให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ มีสัมผัสคล้อง จองจึงจะอ่านได้ไพเราะ ส าหรับการเข้าเล่ม รูปเล่มต้องสวยงาม แข็งแรงทนทาน หน้าปกมีรูปภาพตลอดถึงปก หลัง 1.7 ขั้นตอนการสร้างหนังสือเล่มเล็ก มานัส ทิพย์สัมฤทธิ์กุล (2553) ขั้นตอนการสร้างหนังสือเล่มเล็ก มีดังนี้ ๑. เริ่มจากการวางโครงเรื่อง ว่าเราจะแต่งเรื่องแบบไหน แนวไหน และจะจัดวาง ภาพประกอบอย่างไร ๒. เมื่อได้โครงเรื่องแล้ว ก็แต่งเรื่องที่เราคิดขึ้นให้เสร็จสมบูรณ์ร่างไว้ในกระดาษ A4 โดย แบ่งเป็นหน้าๆ ไว้ว่าจะน าเนื้อเรื่องตอนนี้ไปไว้หน้าไหน เวลาวาดภาพจะได้วาดได้ถูกหน้า
23 ๓. เมื่อได้เรื่องเรียบร้อย ให้เราน ากระดาษ 100 ปอนด์มาตัดให้เท่ากับกระดาษ A4 ตาม จ านวนหน้าที่เราแต่งเรื่องไว้และน ากระดาษที่เราตัดแล้วเท่า A4 มาพับครึ่ง (จะได้ขนาดเล่มเล็กที่พอเหมาะ) โดยการพับครึ่งต้องใช้ศัตเตอร์กรีดสันเล็กน้อย ร่วมทั้งตัดปกและท าสันไว้ด้วย ๔. เขียนเนื้อเรื่องที่เราแต่งไว้ วาดภาพประกอบ และระบายสีให้สวยงาม (การจัดวางเนื้อเรื่อง หรือภาพขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของผู้ท า) ๕. วาดภาพระบายสีหน้าปกให้สวยงาม จากนั้นใช้สติกเกอร์ใสเคลือบปก (การเคลือบควร ระมัดระวังและใจเย็นๆ โดยแปะสติกเกอร์ทับปกไปทีละนิด แล้วใช้ผ้าค่อยๆ รูดสติกเกอร์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะ ทับหน้าปกหมดทั้งแผ่น) ๖. เมื่อได้หน้าปกและเนื้อเรื่องที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็เริ่มเข้าเล่มโดยใช้เยื่อกาวสองหน้าหรือ กาวแปะที่กระดาษประกบติดกันแค่ส่วนต้านหนึ่งของที่พับไว้ ดไปจนกว่าจะครบ และติดปกเป็นล าดับสุดท้าย เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ในทั้งนี้การจัดท าหนังสือเล่มเล็กต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้ท าจึงสามารถ ปรับเปลี่ยนตามความคิดได้ ขั้นตอนที่กล่าวมานั้นเป็นการบอกถึงแนวทางในการจัดท า แต่ก็สามารถท าขึ้นได้ และการท าให้เป็นในรูปแบบนี้ก็เป็นรูปแบบทางการด้วย 1.8 ประโยชน์ของหนังสือเล่มเล็ก มานัส ทิพย์สัมฤทธิ์กุล (2553) หนังสือเล่มเล็กมีประโยชน์ ดังนี้ ๑. สามารถท าเป็นกิจกรรมงานอดิเรก หรือรวมกลุ่มเป็นชมรมเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ได้ ๒. สามารถเป็นการฝึกการท างานร่วมกันเป็นกลุ่ม รู้จักการประสานงานร่วมกันที่ดีได้ ๓. สามารถน าไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้ ๔. สามารถฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการได้ ๕. สามารถฝึกทักษะการวาดภาพและการระบายสีได้ ๖. สามารถฝึกทักษะการใช้ภาษา หรือการใช้ค าในการแต่งเรื่อง ๗. เพื่อเป็นการกระจายความรู้ให้กว้างขวางขึ้น และสามารถเข้าถึงผู้รับได้ทุกเพศ ทุกวัย ๘. สร้างสื่อการเรียนที่มีรูปแบบกะทัดรัด สามารถพกพา ศึกษาได้ง่าย ๙. เป็นการทบทวนความรู้ของผู้จัดท า ท าให้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นเพิ่มขึ้น 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E–Book) 2.1 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E–Book) ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E–Book) มีนักวิชาการให้ความหมายของไว้ดังต่อไปนี้ กิดานันท์ มลิทอง (2539 : 12) ได้กล่าวว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E–Book) หมายถึง สิ่งพิมพ์ที่ ได้รับ การแปลงลงบนสื่อบันทึกด้วยระบบดิจิทัล เช่น ซีดี – รอม หรือหนังสือที่พิมพ์ลงบนสื่อบันทึกด้วยระบบ ดิจิทัลแทนที่จะพิมพ์ลงบนกระดาษเหมือนสิ่งพิมพ์ธรรมดา ปัญญา เปรมปรีดิ์ (2544 :45) ได้กล่าวว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E–Book) คือเอกสารที่พิมพ์เข้า เครื่องคอมพิวเตอร์เอาไว้ มีลักษณะทั่วไปเป็นแฟ้มข้อมูลอย่างหนึ่งที่จะจัดรูปให้เป็นเอกสาร HTML หรือคือ เป็นเว็บเพจที่เรียกดูได้โดยเบราเซอร์ของระบบอินเตอร์เน็ต จิระพันธ์ เดมะ (2545 : 1) ได้กล่าวว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E – Book เป็นจะเป็นพัสดุ ห้องสมุดยุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากรูปแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นหนังสือที่ผลิตจากการเขียนหรือพิมพ์ตัวอักษรหรือภาพกรา
24 ฟิกลงในแผ่นกระดาษ หรือวัสดุชนิดอื่นๆ เพื่อบันทึกเนื้อหาสาระในรูปตัวหนังสือ รูปภาพหรือสัญลักษณ์ต่างๆ เช่นที่ใช้กันปกติทั่วไปจากอดีตถึงปัจจุบันเปลี่ยนมาบันทึกและน าเสนอ เนื้อหาสาระทั้งหมดเป็นสัญญาณ อิเล็กทรอนิกส์ในรูปสัญญาณดิจิตอลลงในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ เช่น แผ่นซีดีรอม ปาล์มบุก ไพฑูรย์ ศรีฟ้า (2551, หน้า14) กล่าวว่า “อีบุ๊ค” (E-book, e-Book, eBOOK,EBOOK) เป็นค า ภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากค าว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มี ลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์ ประภาพรรณ หิรัญวัชรพฤกษ์ (2545 : 43 - 44) ได้กล่าวว่า E-Book เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือในการอ่านหนังสือประเภทนี้คือ ฮาร์ดแวร์อาจเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่นๆ พร้อมติดตั้งระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ที่สามารถอ่านข้อความต่างๆ ได้ ส าหรับ การดึงข้อมูล E-Book ที่อยู่บนเว็บไซต์ที่ให้บริการทางด้านนี้มาอ่าน ยืน ภู่วรวรรณ และสมชาย น าประเสริฐชัย (2546 : 51) ได้กล่าวว่า E – Book หมายถึงการสร้าง หนังสือหรือเอกสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ประโยชน์กับระบบการเรียนการสอนบนเครือข่าย ศักดา ศักดิ์ศรีพาณิชย์ (2549 : ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของ E–Book ไว้ คือ E–Book หรือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นค าเฉพาะที่ใช้ส าหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งพิมพ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และมัลติมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นแผ่นจานข้อมูล (Optical disc)เช่น ซีดีรอม และซีดีไอ และเป็นซอฟต์แวร์ที่ อยู่ในรูปของดิสก์ขนาด 8 ซม. 2.2 พัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E–Book) ในปี 1938 H.G.Wells ได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือสารานุกรมที่ชื่อว่า World Beain ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ ที่สมบูรณ์และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยได้รวบรวมองค์ความรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากมันสมองของมนุษย์มาไว้ ที่นี่ จากหนังสือชุดนี้ได้มีการน าแนวความคิดต่าง ๆมาเรียบเรียงใหม่และก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่พลิกโฉมหน้า ไปสู่การเป็นห้องสมุดดิจิตอลขึ้นในปี 1945 Vannevar Bush ได้ตีพิมพ์บทความที่ชื่อว่า As We May Think ลงในวารสาร The Atlantic Monthly ซึ่งบุชได้ประมวลความคิดเกี่ยวกับ The Memory Extender หรือที่ เรียกว่า Memex ซึ่งใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Electro –mechanical Device ซึ่งสามารถบรรจุองค์ความรู้ที่ เกิดขึ้นในโลกโดยใช้เทคนิค Micro Reduction ในปี 1968 Alan Kay จากบริษัท KayPro frame ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์ในยุคแรกๆ ของPortable PCs ได้ประดิษฐ์ cardboard จ าลองให้แก่ the Dynabook ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีจอภาพที่มีความละเอียดสูงมาก ในการดูข้อความ ซึ่งเคยได้เรียกมันว่า “ซุปเปอร์กระดาษเสมือน”และยังแนะน าว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้จะ ถูกเข้ามาแทนที่กระดาษในอนาคต ในปี 1971 Michael Hart ได้ท าการบันทึกเอกสารเป็นครั้งแรกในรูปแบบของเอกสารฉบับเต็ม (Full text) โดยเก็บลงในฐานข้อมูลและสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของ มหาวิทยาลัยอิลินอยส์ ต่อมาได้เกิดโครงการกลูเตนเบิร์ก (ProjectGlutenburg) ขึ้นเพื่อพัฒนาไปสู่การจัดเก็บ วรรณกรรมคลาสสิคไว้ในห้องสมุดและสามารถสืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ต ในปี 1981 ได้จัดท าศัพท์สัมพันธ์ขึ้นคือ The Random House ElectronicThesuarus ซึ่งได้กลาย มาเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มแรกในโลกที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพานิชย์
25 2.3 ประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E–Book) เบเกอร์และกิลเลอร์ (Baker and Giller. 1991 : 281 - 290) ได้แบ่งประเภทของหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ ตามประเภทของสื่อที่ใช้ในการน าเสนอและองค์ประกอบของเครื่องอ านวยความสะดวกภายใน เล่ม แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทบรรจุหรือบันทึกข้อมูล เนื้อหาสาระเป็นหมวดวิชา หรือรายวิชา โดยเฉพาะเป็นหลัก 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทบรรจุข้อมูล เนื้อหาสาระเป็นหัวเรื่องหรือชื่อเรื่องเฉพาะเรื่องเป็น หลัก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้จะมีเนื้อหาใกล้เคียงกับประเภทแรกแต่ขอบข่ายแคบกว่าหรือจ าเพาะ เจาะจงมากกว่า 3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทบรรจุข้อมูล เนื้อหาสาระ และเทคนิคการน าเสนอชั้นสูงที่มุ่งเน้นเพื่อ สนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรม 4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทบรรจุข้อมูล เนื้อหาสาระเนื้อเพื่อการทดสอบหรือสอบวัดผลเพื่อให้ ผู้อ่านได้ศึกษาและตรวจสอบวัดระดับความรู้หรือความสามารถของตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เบเกอร์ (Baker. 1992 : 139 - 149) ได้แบ่งประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ออกเป็น 10 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือ หรือแบบต ารา (Textbooks) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้ เน้นการจัดเก็บและน าเสนอข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือ และภาพประกอบในรูปแบบหนังสือปกติที่พบเห็นทั่วไป หลักหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการแปลงหนังสือจากสภาพสิ่งพิมพ์ปกติเป็นสัญญาณ ดิจิตอล เพิ่มศักยภาพเติมการน าเสนอ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยศักยภาพของ คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน เช่น การเปิดหน้าหนังสือ การสืบค้น การคัดลอก เป็นต้น 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเสียงอ่าน เป็นหนังสือมีเสียงค าอ่านเมื่อเปิดหนังสือจะมีเสียง อ่าน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้เหมาะส าหรับหนังสือส าหรับเด็กเริ่มเรียนหรือส าหรับฝึกออกเสียง หรือ ฝึกพูด เป็นต้น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้เป็นการเน้นคุณลักษณะด้านการน าเสนอเนื้อหาที่เป็นทั้งตัวอักษร และเสียงเป็นลักษณะหลัก นิยมใช้กับกลุ่มผู้อ่านที่มีระดับทักษะทางภาษาโดยเฉพาะด้านการฟังหรือการอ่าน ค่อนข้างต่ า เหมาะส าหรับการเริ่มต้นเรียนภาษาของเด็กๆ หรือผู้ที่ก าลังฝึกภาษาที่สองหรือฝึกภาษาใหม่ เป็น ต้น 3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพนิ่ง หรืออัลบั้มภาพ เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มี คุณลักษณะหลักเน้นจัดเก็บข้อมูล และน าเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพนิ่ง หรืออัลบั้มภาพเป็นหลัก เสริมด้วยการ น าศักยภาพของคอมพิวเตอร์มาใช้ในการน าเสนอ เช่น การเลือกภาพที่ต้องการ การขยายหรือย่อขนาดของ ภาพหรือตัวอักษร 4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพเคลื่อนไหว เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เน้น การน าเสนอ ข้อมูลในรูปภาพวีดิทัศน์ หรือภาพยนตร์สั้นๆ ผนวกกับข้อมูลสนเทศที่ในรูปตัวหนังสือ ผู้อ่านสามารถเลือกชม ศึกษาข้อมูลได้ ส่วนใหญ่นิยมน าเสนอข้อมูลเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หรือเหตุการณ์ส าคัญๆ เช่น ภาพ เหตุการณ์สงครามโลก เป็นต้น 5. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อประสม เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นเสนอข้อมูลเนื้อหา สาระในลักษณะแบบสื่อผสมระหว่างสื่อภาพ ที่เป็นทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวกับสื่อประเภทเสียง ใน ลักษณะต่างๆ ผนวกกับศักยภาพของคอมพิวเตอร์อื่นเช่นเดียวกันกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่กล่าวมา
26 6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อหลากหลาย เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะ เช่นเดียวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อประสม แต่มีความหลากหลายในคุณลักษณะด้านความเชื่อมโยง ระหว่างข้อมูลภายในเล่มที่บันทึกในลักษณะต่างๆ เช่น ตัวหนังสือ ภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว เสียง ดนตรี เป็นต้น 7. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อเชื่อมโยง เป็นหนังสือที่มีคุณลักษณะสามารถเชื่อมโยงเนื้อหา สาระภายในเล่ม ซึ่งผู้อ่านสามารถคลิกเพื่อเชื่อมไปสู่เนื้อหาสาระที่ออกแบบเชื่อมโยงกันภายในเล่ม การ เชื่อมโยงเช่นนี้มีคุณลักษณะเช่นเดียวกันกับบทเรียนโปรแกรมแบบแตกกิ่ง นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับ แหล่งเอกสารภายนอกเมื่อเชื่อมต่อเชื่อมระบบอินเตอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต 8. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสืออัจฉริยะ เป็นหนังสือสื่อประสม แต่มีการใช้โปรแกรมขั้นสูงที่ สามารถมีปฏิกิริยา หรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านเสมือนกับหนังสือมีสติปัญญา ในการไตร่ตรอง หรือคาดคะเนใน การโต้ตอบ หรือมีปฏิกิริยากับผู้อ่าน 9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อหนังสือทางไกล หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้มีคุณลักษณะหลักๆ คล้ายกับ Hypermedia Electronic Book แต่เน้นการเชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอกผ่านระบบเครือข่าย ทั้งที่เป็นเครือข่ายเปิด และเครือข่ายเฉพาะสมาชิกของเครือข่าย 10. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือไซเบอร์สเปซ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้มีลักษณะ เหมือนกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลายๆ แบบที่กล่าวมาแล้วมาผสมกัน สามารถเชื่อมโยงข้อมูลทั้งจากแหล่ง ภายในและภายนอก สามารถน าเสนอข้อมูลในระบบสื่อที่หลากหลายสามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านได้ หลากหลายมิติ ส าหรับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ใช้หลักการจ าแนกประเภทบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นหลักการจ าแนก ประเภทซึ่งบทเรียนคอมพิวเตอร์มีนักวิชาการได้จ าแนก ไชยยศ เรืองสุวรรณ(2548,หน้า 17-20) ได้จ าแนก บทเรียนคอมพิวเตอร์ตามจุดประสงค์และวิธีการสอนเป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์แบบศึกษาทบทวน (Tutorials) บางกรณีเรียกว่า แบบเสนอเนื้อหาใหม่เป็น บทเรียนที่มีผู้นิยมพัฒนากันมากที่สุดเนื่องจากมีพื้นฐานการพัฒนามาจากความเชื่อที่ว่า คอมพิวเตอร์น่าจะเป็น สื่อประเภทอุปกรณ์ที่ช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน นั่นคือน่าจะใช้ แทนครูได้หลายๆวิชาทั้งนี้การเรียนการสอนนั้นไม่ได้จ ากดอยู่แต่ในโรงเรียนระดับต่างๆ เช่นประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษาเท่านั้น แต่ยังขยายกว้างไปยังการฝึกอบรม (Training) ในระดับและสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งอาจผสมผสานการสอนการเรียนรู้และการฝึกฝนด้วยตนเองในหลายๆรูปแบบ และบทเรียนคอมพิวเตอร์ แบบศึกษาครบถ้วนก็เป็นวิธีการหนึ่งที่เข้าไปมีบทบาทได้ 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์แบบฝึกและปฏิบัติ (Drill and Practice) เป็นบทเรียนอีกประเภทหนึ่งที่มี ผู้พัฒนากันมากรองลงมาจากประเภทแรก บทเรียนประเภทนี้ออกแบบมาเพื่อฝึกทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไป แล้ว ซึ่งจะมีการผสมผสานทบทวนแนวความคิด หลักการฝึกฝนในรูปแบบของการทดสอบ บทเรียนที่พบ ส่วนมากจะเป็นบทเรียนด้านภาษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งลักษณะของเนื้อหาจะเน้นด้านความรู้เป็น ส่วนมาก จึงไม่เน้นส่วนประกอบหลักของการเรียนรู้ที่จะต้องมีองค์ประกอบหลายๆด้าน เช่น การน าเสนอ เนื้อหาอย่างเป็นระบบตามขั้นตอน 3. บทเรียนคอมพิวเตอร์แบบจ าลองสถานการณ์ (Simulation) บทเรียนประเภทนี้จะออกแบบเพื่อ เสนอเนื้อหา หรือใช้เพื่อทบทวน หรือสอนเสรอมในสิ่งที่ผู้เรียนหรือทดลองไปแล้วโดยเน้นรูปแบบการสร้าง สถานการณ์ การจ าลองสถานการณ์จริง ล าดับขั้นเหตุการณ์ต่างๆและเนื้อหาอื่นๆที่มีล าดับการเปลี่ยนแปลง อย่างต่อเนื่องที่เป็นสิ่งที่เข้าใจยากไม่สามารถมองเห็นได้ ต้องอาศัยจากจินตนาการเข้าช่วย ซับซ้อน หรือเป็น
27 อันตรายที่จะไปศึกษาในเหตุการณ์จริง ตัวอย่างเช่นอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ โครงสร้างอะตอม การ เกิดปฏิกิริยาทางเคมี หลักการหมุนของมอเตอร์ไฟฟ้าและอื่นๆ 4. บทเรียนคอมพิวเตอร์แบบเกมการศึกษา (Game) พัฒนาจากแนวความคิดและทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) บนพื้นฐานที่ว่า ความต้องการในการเรียนรู้เกิดจากแรงจูงใจภายใน (Instrinslic Motivation) เช่นความสนุกสนานจะให้ผลดีต่อการเรียนรู้และความคงทนในการจ าดีกว่าการเรียนรู้ที่เกิดจาก แรงจูงใจภายนอก 5. บทเรียนคอมพิวเตอร์แบบใช้ทดสอบ (Test) เป็นรูปแบบที่ผลิตง่ายกว่าแบบอื่นความมุ่งหมายหลัก ก็เพื่อทดสอบความรู้ความสามารถของผู้เรียนการทดสอบดังกล่าวอาจรวมถึงการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) หรือการทดสอบหลังการเรียน (Post-test) หรือการทดสอบทั้งการเรียนและหลังการเรียนแล้วแต่การออกแบบ ถ้าเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นข้อสอบต่างๆอาจถูกเก็บในรูปแบบของคลังข้อสอบ (Item bank) เพื่อสะดวกต่อการ สุ่มมาใช้ 2.4 ประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เสาวลักษณ์ ญาณสมบัติ (๒๕๔๕) ได้รวบรวมคุณประโยชน์ที่หลากหลายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ไว้ ดังนี้ ๑) ช่วยให้ผู้เรียนสามารถย้อนกลับเพื่อทบทวนบทเรียนหากไม่เข้าใจและสามารถเลือกเรียนได้ตาม เวลาสถานที่ที่ตนเองสะดวก ๒) การตอบสนองที่รวดเร็วของคอมพิวเตอร์ที่ให้ทั้งสีสัน ภาพ และเสียงท าให้เกิดความตื่นเต้นและไม่ เบื่อหน่าย ๓) ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีประสิทธิภาพในแง่ที่ลดเวลาลดค่าใช้จ่ายสนอง ความต้องการและความสามารถของบุคคล มีประสิทธิผลในแง่ท าให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมาย ๔) ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนหัวข้อที่สนใจข้อใดก่อนก็ได้ และสามารถย้อนกลับไปกลับมาในเอกสาร หรือกลับมาเริ่มต้นที่จุดเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ๕) สามารถแสดงทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงได้พร้อมกัน หรือจะเลือกให้แสดง เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ๖) การจัดเก็บข้อมูลสามารถจัดเก็บเป็นไฟล์แยกระหว่างตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียง โดยใช้เท็กซ์ไฟล์เป็นศูนย์รวมแล้วเรียกมาใช้ร่วมกันได้โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากสื่อต่าง ๆที่อยู่คนละที่เข้า ด้วยกัน ๗) สามารถปรับเปลี่ยน แก้ไข เพิ่มเติมข้อมูลได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ท าให้สามารถปรับปรุง บทเรียนให้ทันสมัยกับเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ๘) ผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันกับเรื่องที่ก าลังศึกษา จากแฟ้มเอกสารอื่น ๆที่เชื่อมโยง อยู่ได้อย่างไม่จ ากัดจากทั่วโลก ๙) เสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้มีเหตุผล มีความคิดและมีทัศนะที่เป็น logical เพราะการโต้ตอบกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ผู้เรียนจะต้องท าอย่างมีขั้นตอน มีระเบียบ และมีเหตุผลพอสมควรเป็นการฝึกลักษณะนิสัย ที่ดีให้กับผู้เรียน ๑๐) ผู้เรียนสามารถบูรณาการการเรียน การสอนในวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างเกี่ยวเนื่องและมี ความหมาย ๑๑) ครูมีเวลาติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคนได้มากขึ้น
28 ๑๒) ครูมีเวลาศึกษาต าราและพัฒนาความสามารถของตนเองได้มากขึ้น ๑๓) ช่วยพัฒนาทางวิชาการ 3. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ 3.1 ความหมายของภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์เป็นภาษาท่าทางธรรมชาติของมนุษย์ แต่เพียงมีผู้ประดิษฐ์ลีลาให้อ่อนช้อยสวยงาม โดยมีผู้ให้ความหมายเกี่ยวกับภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไว้ดังนี้ สุมิตร คุณากร (2519, หน้า 10) ได้กล่าวไว้ว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ เป็นการสื่อความหมาย ด้วย ท่าทางเป็นภาษาท่าที่ถ่ายทอดความหมายแทนค าพูด หรือลักษณะท่าทางบุคลิก ความรู้สึก ในการสื่อสารหรือ เรียกง่าย ๆ ว่าการส่งภาษามนุษย์เราใช้ค าพูด (Verbal Communication) เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ความจริงเรา ส่งภาษาด้วยค าพูด ด้วยการเขียน ตัวอักษร เป็นรูปภาพ เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้มากมาย นอกจากภาษาพูด และภาษาเขียนที่ใช้อยู่เสมอแล้ว การสื่อ ความหมายและความรู้สึก ในชีวิตประจ าวันยังใช้ภาษาท่าทางอีกด้วย ดังนั้น กิริยาท่าทาง จึงนับว่า เป็นภาษาส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกับถ้อยค าที่เปล่งเสียงเป็นค าพูดออกมา ทางปาก แต่ท่าทางต่าง ๆ ที่ แสดงออกมาเป็นภาษาดังกล่าวมาข้างต้นนั้น อาจจ าแนกออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. ท่าที่ใช้แทนค าพูด เช่น การรับ ปฏิเสธ สั่งเรียกเข้ามาหา ไป เป็นต้น 2. ท่าที่แสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบถ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน เคารพ คลาน ฯลฯ 3. ท่าที่แสดงอารมณ์ภายใน เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ โศกเศร้า รัก ยิ้ม ร่าเริง 4. ท่าเลียนแบบสัตว์ เช่น นก ม้า ปลา กวาง เสือ ฯลฯ ธนิต อยู่โพธิ์ (2516, หน้า 150) ได้ให้ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์เป็นท่าร าที่มนุษย์ ได้ปรุง แต่งจากลีลาธรรมชาติให้สวยสดงดงามโดยมีดนตรีเป็นองค์ประกอบเรียกว่า ภาษาท่า นาฏศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปะ ของการเยื้องกรายร่ายร าที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจากการเดินของตัว ละคร ซึ่งเป็นกิริยาปกติวิสัยของมนุษย์ การสื่อความหมายแทนค าพูด อารมณ์ความรู้สึกจะแสดง ออกเป็นท่าทางนาฏศิลป์ได้ทั้งสิ้น และประกอบกับ การขับร้องการบรรเลงดนตรีและการเยื้องกรายของตัวละครก็จะมีศิลปะงดงามตามหลักนาฏศิลป์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ภาษาท่านาฏศิลป์ยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้ เช่น ความเศร้า การร้องไห้ ดีใจ โกรธ ก็สามารถ แสดงออกมาด้วยสีหน้าท่าทางในลักษณะภาษาท่านาฏศิลป์ได้ ซึ่งสิ่งที่แสดง ออกมาเราเรียกว่า ภาษาท่า นาฏศิลป์ทั้งสิ้น ในทางศิลปะนาฏกรรม จ าเป็นต้องมุ่งให้เต้นและท าให้ งดงาม สง่า ที่เรียกกันว่า “สุนทรียรส” อีกด้วย ซึ่งเป็นการประดิษฐ์โดยอาศัยหลักความงามของ ศิลปะ เป็นการส่งภาษาโดยเฉพาะของมันอย่างที่ เรียกว่า นาฏยภาษา หรือภาษาท่านาฏศิลป์ หรือ Dance Language ทุกท่าจึงมีความหมายแสดงออกมาเป็น ค าพูดแต่เป็นค าพูดที่พูดด้วย มือ เท้า แขน ขา ล าตัว ล าคอ ใบหน้า และศีรษะ ด้วยเหตุนี้การดูโขนจึงต้องดูที่ ท่าเต้น เพราะท่าเต้นร านั้น เป็นค าพูดของโขน อันเป็นนาฏยศัพท์หรือภาษาท่านาฏศิลป์ของการแสดงศิลปะ แขนงนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ความหมายของค าว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ ตีบท ไว้อีกหลายท่าน อมรา กล่ าเจริญ (2535, หน้า 108) กล่าวไว้ว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ หมายถึง ภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ เสมือนเป็นภาษาพูดโดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัยส่วนประกอบอวัยวะของร่างกายแสดงออกมาเป็น ท่าทาง เป็นสื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้และถ้าได้มีการแนะน าในการใช้ ท่าทางต่าง ๆ ก่อนบ้างพอสมควรแล้ว ยิ่งจะท าให้รู้เรื่องราวความเข้าใจเพิ่มความสนุกสนานมากขึ้น พื้นฐานของการใช้ภาษาท่านาฏศิลป์นี้ส่วนมาก จะน ามาจากท่าธรรมชาติ แต่น ามาประดิษฐ์ ดัดแปลงให้มีความอ่อนช้อยและสวยงาม กิริยาท่าทางที่แสดง ออกมาเป็นภาษาท่านาฏศิลป์
29 สุมิตร เทพวงษ์ (2541, หน้า 206) กล่าวไว้ว่า การตีบท ภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์ คือ การแสดง ท่าทางแทนค าพูดให้มีความหมายรวมทั้งแสดงอารมณ์ เรณู โกศินานนท์ (2544, หน้า 51) กล่าวไว้ว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ หมายถึง ท่าทางของ นาฏศิลป์ที่มี ก าเนิดมาจากท่าธรรมชาติเป็นพื้นฐาน จากความหมายดังกล่าวข้างต้น พอสรุปได้ว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ เป็นภาษาที่สื่อความหมายให้ผู้อื่น เข้าใจด้วยการแสดงสีหน้าท่าทางแทนค าพูด ซึ่งเลียนแบบมาจากท่าธรรมชาติ 3.2 ลักษณะของภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์ไทย หรือท่าเต้นท่าร าในศิลปะการแสดงโขน ละคร ฟ้อนร านั้น เท่ากับ เป็นภาษา พูดโดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัยอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อแสดงออกมาเป็น ท่าทาง ซึ่งถ้าจะให้ สามารถเข้าใจ สนุกสนาน เพลิดเพลิน และชื่นชมในศิลปะแขนงนี้ได้ดี ก็ควรต้อง มีความรู้ความเข้าใจในท่าทาง ต่าง ๆ ที่ตัวแสดงนั้นแสดงออกมาเป็นสื่อ ซึ่ง สุมิตร เทพวงษ์ (2541 หน้า 206-221) และเรณู โกศินานนท์ (2544 ข, หน้า 1-70) ได้แบ่งลักษณะของภาษาท่า ไว้ดังนี้ 1. กิริยาท่าทางที่ใช้แทนค าพูด เช่น 1.1 ปฏิเสธ คือ ยกมือตั้งวงระดับอก สั่นปลายนิ้วพร้อม ๆ กับส่ายหน้าน้อย ๆ 1.2 เรียกมา คือ ปาดมือกรีดนิ้วจีบเข้าหาตัวด้านหน้าแล้วปล่อยจีบเป็นตั้งวง 1.3 ไป คือ ม้วนมือจีบออกไปตั้งวงระดับหน้า 1.4 แนะน าตัวเอง (ฉัน) คือ จะนั่งหรือยืนก็ได้ มือซ้ายจีบเข้าหาอก หรือจะใช้ฝ่ามือ แตะที่ อก 1.5 ท่ายิ้ม คือ จีบคระดับปาก อมยิ้มพอสมควร เอียงข้างมือจีบ 1.6 ท่าดีใจ พอใจ คือ ใช้เฉพาะมือซ้ายจีบระดับปาก 1.7 ท่าน คือ ยกมือข้างใดข้างหนึ่งขึ้นตั้งฉาก หักปลายนิ้ว ตามองที่มือยกขึ้น 1.8 เธอ คือ ชี้นิ้วมือซ้ายมาด้านหน้าระดับเอว 1.9 ท่าร่าเริง สนุกสนาน คือ จับหงายระดับเอวทั้งสองมือ แล้วเปลี่ยนมือเป็นตั้งวง ระดับอก 1.10 ท่านที่เคารพ คือ ตั้งมือขึ้นระดับแง่ศีรษะ ในท่าพนมมือไหว้ข้างศีรษะ 2. กิริยาท่าทางที่แสดงอารมณ์ภายใน อารมณ์ภายใน หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดเป็นนามธรรม เป็น สิ่งที่มองเห็นด้วยตาได้ ยาก ส่วนใหญ่จะแสดงออกทางดวงตา สีหน้า ดังนั้นในการแสดงนาฏศิลป์จึงจ าเป็นต้อง มีท่าทาง เข้าประกอบ เพื่อให้เข้าใจความหมายได้มากขึ้น ดังนี้ 2.1 ความรัก คือ ประสานมือทั้ง 2 ข้าง ทาบที่ฐานไหล่ แสดงความรักและชื่นชม 2.2 ท่าอาย คือ เอาฝ่ามือแตะแก้ม เอียงใบหน้าตามมือที่แตะ 2.3 ท่าดีใจ พอใจ คือ ใช้มือซ้ายจีบระดับปาก 2.4 ท่าเศร้าโศก คือ ประสานล าแขน ส่วนล่าง ทิ้งมือลงระดับต้นขาเดินก้มหน้าช้า ๆ ใน ลักษณะเซเล็กน้อย 2.5 ท่าร้องไห้ คือ ใช้เฉพาะมือซ้ายแตะที่หน้าผาก มือขวาจีบแนบอยู่ที่ชายพกด้านซ้าย ก้ม หน้าพร้อมสะดุ้งตัวไปมาเหมือนก าลังสะอึกสะอื้น 3. ท่าแสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบถ มีดังนี้ 3.1 ท่าไหว้ คือ การยกมือขึ้นท าท่าไหว้ระดับอก ให้ปลายนิ้วมือดึง
30 3.2 ท ากราบ คือ นั่งพับเพียบ ประนมมือ แล้วโน้มตัวไปคร่อมเข่าซ้าย วางมือที่ไหว้อยู่ หน้า หัวเข่าซ้าย 3.3 ท่านอน คือ ตัวพระและตัวนางนั่งในท่าพระ วางแขนทั้ง 2 ข้างเฉียงล าตัว แขนซ้าย เหยียดตึงแขนขวาลงเล็กน้อย และก้มใบหน้าลงเอียงซ้าย 3.4 ท่ายืน คือ ตัวพระยืนให้ปลายเท้าซ้ายวางล้ าหน้าเท้าขวาเล็กน้อย เท้าขวายืน รับน้ าหนัก มือซ้ายแนบล าตัว มือขวาเท้าสะเอว ส่วนตัวนาง มือขวาจีบหงายที่ชายพก เอียงศีรษะ ข้างซ้าย เป็นต้น 4. กิริยาท่าทางที่ใช้เลียนแบบสัตว์ เช่น 4.1 นก ลักษณะท่าคือ ตั้งวงแขนระดับไหล่ กดแขนลงแล้วกลับโบกขึ้น พร้อมซอยเท้า ยึด ยุบ 4.2 ปลา ลักษณะท่าคือ ท่าที่หนึ่ง ฝ่ามือซ้อนกัน หักปลายนิ้วและยุบขึ้นลงตามจังหวะ ท่าที่ สอง ตั้งมือข้างหนึ่งระดับอก มืออีกข้างส่งไปด้านหลัง ฝ่ามือเหยียดตรง โบกนิ้วตามจังหวะ สุมิตร เทพวงษ์ (2541, หน้า 222) ได้กล่าวถึงหลักส าคัญของการแสดงภาษาท่านาฏศิลป์ ไว้ว่า ค านึงถึงความสวยงามและสื่อความหมายให้เด่นชัด อย่าท าเหลื่อมกับค าพูด พยายามเลี่ยง ท่าซ้ า ท่าวรรคติดๆ กันอย่าท ามือซ้ าเพียงข้างเดียว ให้ตัดท่าย่อยออก การออกท่า ควรค านึงถึง บุคลิกของตัวละครและค านึงถึงการ เอียงศีรษะด้วย สรุปได้ว่า นาฏยศัพท์และภาษาท่านาฏศิลป์ เป็นสิ่งส าคัญส าหรับผู้ที่เรียนนาฏศิลป์ไทยทั้งนาฏยศัพท์ และภาษาท่านาฏศิลป์ จะมีลักษณะที่มีความสัมพันธ์กันเป็นเพราะได้สื่อท่าทางใน การบอกความหมายต่าง ๆ ในการร่ายร าหรือการแสดงโขนและละคร นอกจากนี้ นาฏยศัพท์และ ภาษาท่านาฎศิลป์ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว แต่ละประเภทจะบอกถึงลักษณะของนาฏยศัพท์ที่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ที่จะเป็นผู้กระท าโดยมีความสัมพันธ์กับ ส่วนต่างๆของร่างกายที่ท าให้เกิด นาฏศิลป์ที่แตกต่างกันออกไป 4. การวิจัยที่เกี่ยวข้อง ธัญชนก ฤทธิมาส, (2556 : 14) ได้ท าวิจัยเรื่องการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการท าหนังสือเล่ม เล็กระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการศึกษาทักษะการคิดผ่านการเรียนรู้จากการ ปฏิบัติจริงการท าหนังสือเล่มเล็ก โดยใช้แบบประเมินชิ้นงานการท าหนังสือเล่มเล็ก โดยผู้เรียนและครู เป็นผู้ ประเมินใช้แบบประเมินชิ้นงานการท าหนังสือเล่มเล็ก โดยรวมอยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด ( = 4.56 , S.D. = .22) (2)ผู้เรียนใช้วิธีการที่หลากหลายในการแก้ปัญหาผ่านการท าหนังสือเล่มเล็ก โดยใช้แบบประเมิน พฤติกรรมนักเรียน โดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับคุณภาพ มากที่สุด ( - 4.63 , S.D. -.15) นันทนิจ มีศิลป์ และพรสวรรค์ ศิริภัญจนากรณ์ (2554 : 82) ได้ท าวิจัยเรื่องการพัฒนาหนังสือ ส่งเสริมการอ่าน(เล่มเล็ก)กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องประเพณี 12 เดือนของชาวอีสานชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกุดแก ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลยเขต 2 ผลการวิจัยพบว่า (1) หนังสือส่งเสริมการอ่าน(หนังสือเล่มเล็ก) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพของกระบวนการเท่ากับ 89.24 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ เท่ากับ 84.65 แสดงว่าหนังสือส่งเสริมการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ (2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านก่อนเรียน และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (3) ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ มีค า เท่ากับ 0.67 แสดงว่าหนังสือส่งเสริมการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นท าให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการเรียน รู้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 (4) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกุดแกที่มีต่อการเรียน
31 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน(หนังสือเล่มเล็ก) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 12 เล่ม พบว่ามีคะแนนระดับความคิดเห็นเฉลี่ย 4.36 อยู่ในระดับ มาก และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.29 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความคิดเห็นสอดคล้องกันค่อนข้างสูง ขัตติยา วงค์ษาแก่นจันทร์(2563) ได้ท าวิจัยเรื่องการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการใช้ โปรแกรม Paint.Net ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่าการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Paint.Net ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้ ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/ E2 = 80/ 80 2) ศึกษาความก้าวหน้าในการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้โปรแกรม Paint.Net ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปี การศึกษา 2562 จ านวน 25 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม ผลการวิจัย พบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Paint.Net ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/ E2 = 80.60/ 81.33 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดและมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
32
33 บทที่ 3 วิธีด าเนินการ วิธีด าเนินการส าหรับวิจัยในชั้นเรียนเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัด ศาลามีชัย ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1. เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับ พัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามี ชัย 2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย โดยมีวิธีการด าเนินการดังนี้ กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย จ านวน 5 ห้องเรียน จ านวน 249 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย จ านวน 3 ห้อง ประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 และ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 จ านวน 149 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลองแบบ one group pretest-posttest design Pretest Treatment Posttest T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย T1 หมายถึง ผลก่อนการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ส าหรับ พัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 T2 หมายถึง ผลหลังการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ส าหรับ พัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 X หมายถึง สื่อการเรียนรู้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ส าหรับ พัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในชั้นเรียนเรื่องหนังสือเล่มเล็กส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้
34 1. หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย 2. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ 1. หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ ดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสาร หนังสือ ต ารา งานวิจัย และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มเล็กใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ 1.2 ศึกษาเอกสาร หนังสือ ต ารา งานวิจัย และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาษาท่าทางนาฏศิลป์ ไทย 1.3 น าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับ พัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามี ชัย 1.4 น าเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ จ านวน 3 คน 1.5 น าค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือ 1.6 น าเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ได้แก้ไขสมบูรณ์แล้วไปทดลองกับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มทดลอง 2. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย 2.1 ศึกษา ค้นคว้า เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.2 ศึกษาแบบประเมินความพึงพอใจ 2.3 น าแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่ม เล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 2.4 ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยตามค าแนะน าของผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วจึงน าไปใช้ กับกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของข้อมูล และตอบวัตถุประสงค์ ดังนี้ วิเคราะห์ข้อมูลของแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจมีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน IOC = N R IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
35 N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญ ร้อยละ(Percentage) สูตรหาค่าร้อยละ P= F N × 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน คะแนนที่ได้ N แทน จ านวนคะแนนทั้งหมด ค่าเฉลี่ย (Mean) สูตรหาค่าเฉลี่ย = ∑ เมื่อ M แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด แทน จ านวนข้อมูลทั้งหมด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545:103) ดังนี้ สูตรหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน.. = √ ∑ 2− (∑ ) 2 (−1) เมื่อ .. แทนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑( − ̅) แทนผลรวมของคะแนนลบด้วยคะแนนเฉลี่ย แทนจ านวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง
36
37 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล รายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยในชั้นเรียนเรื่องหนังสือเล่มเล็กภาษาท่าทางนาฏศิลป์ส าหรับ ฝึกทักษะปฏิบัติ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย นครศรีธรรมราช ในครั้งนี้จัด ขึ้นตามวัตถุประสงค์เพื่อหนังสือเล่มเล็กภาษาท่าทางนาฏศิลป์ส าหรับฝึกทักษะปฏิบัติ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย นครศรีธรรมราช เพื่อวัดความพึงพอใจของนักเรียนหลังการ ใช้สื่อหนังสือเล่มเล็กภาษาท่าทางนาฏศิลป์ส าหรับฝึกทักษะปฏิบัติ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน เทศบาลวัดศาลามีชัย นครศรีธรรมราช ดังนั้นในบทนี้ผู้วิจัยจะรายงานผลการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม และผลการทดลองใช้นวัตกรรม ดังนี้ 1. ผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย 2. ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย 1. ผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ผู้วิจัยได้น าหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ ไทย ไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 3 ห้อง จ านวน 149 คน เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย โดยมีผลการศึกษาดังตาราง ต่อไปนี้ ตารางที่ 1 ผลการประเมินคุณภาพหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย การแปลผล 1. เนื้อหาสาระตรงกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ 4.67 มากที่สุด 2. เนื้อหามีความชัดเจน เข้าใจง่าย 4.33 มาก 3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหา 4.67 มากที่สุด 4. เนื้อหาเหมาะที่จะน ามาใช้ในการจัดการ เรียนรู้ 4.67 มากที่สุด 5. เนื้อหาวิชาสามารถน ามาฝึกปฏิบัติทักษะ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ 4.67 มากที่สุด
38 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ก่อนและหลัง การทดลอง การทดลอง ̅ SD ก่อน 7.23 1.81 หลัง 12.48 1.57 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางที่ 2 พบว่า มีผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัด ศาลามีชัย ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 7.23 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.81 และหลังการ ทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 12.48 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.57 2. ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ตารางที่ 3 ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย รายการ ̅ SD ระดับความพึงพอใจ 1. เนื้อหาง่ายต่อการท าความเข้าใจ 4.36 0.82 มาก 2. เนื้อหามีความน่าสนใจ กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ 4.47 0.91 มาก 3. การใช้งานหนังสือมีความสะดวก ไม่ติดขัด 4.78 0.56 มากที่สุด 4. ภาษาที่ใช้เข้าใจได้ง่าย 4.62 0.83 มากที่สุด 6. เนื้อหาสามารถสร้างความตระหนักรู้และ เห็นคุณค่าของภาษาท่าทางนาฏศิลป์ 4.67 มากที่สุด 7. การเรียนล าดับเนื้อหามีความเหมาะสม 4.00 มาก 8. เกณฑ์การวัดและประเมินผลมีความ เหมาะสมกับจุดมุ่งหมาย 4.67 มากที่สุด 9. มีความเป็นไปได้ในการน าไปปฏิบัติให้ บรรลุจุดหมายของเอกสาร 4.67 มากที่สุด 10. เป็นประโยชน์ต่อการปลูกจิตส านึกให้ เยาวชนตระหนักถึงความสามัคคีและมีความ รักชาติได้ 4.67 มากที่สุด รวม 4.57 มากที่สุด
39 รายการ ̅ SD ระดับความพึงพอใจ 5. สีสันของหนังสือมีความสวยงาม น่าสนใจ 4.89 0.96 มากที่สุด 6. ขนาดตัวอักษรชัดเจนอ่านง่าย 4.55 0.66 มากที่สุด 7. ภาพประกอบมีความเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา 4.71 0.73 มากที่สุด 8. ภาพประกอบมีความสวยงาม 4.94 0.83 มากที่สุด 9. หลังการใช้สื่อนักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และ สามารถปฏิบัติท่าร าได้มากขึ้น 4.83 0.72 มากที่สุด รวม 4.68 0.78 มากที่สุด จากตารางที่ 3 พบว่า นักเรียนมีผลความพึงพอใจหลังการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัด ศาลามีชัย ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยคะแนนที่ระดับ 4.68 อยู่ในระดับมากที่สุด
40
41 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ วิจัยเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีการ สรุปผลและอภิปรายผล ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย 2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สมมติฐาน มีสมมติฐานที่ส าคัญดังนี้ 1. หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทาง นาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สามารถพัฒนา ผู้เรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องภาษาท่าทางนาฏศิลป์อยู่ในระดับมากขึ้นไป 2. เมื่อใช้สื่อหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ผู้เรียนมีความ พึงพอใจอยู่ในระดับมากขึ้นไป ขอบเขตของการวิจัย วิจัยเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มี ขอบเขตที่ส าคัญดังต่อไป 1. ด้านเนื้อหา การวิจัยในครั้งนี้มีขอบเขตการศึกษา ดังนี้ 1.1 ศึกษาข้อมูลการพัฒนาหนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยศึกษาจากเอกสาร ต ารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และมีการเก็บข้อมูล จากการสัมภาษณ์ 1.2 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย โดยศึกษาจาก หนังสือ เอกสาร ต ารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และศึกษาจากหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน มาตรฐานและตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์)
42 2. ด้านกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 2.1 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน เทศบาลวัดศาลามีชัย จ านวน 5 ห้องเรียน จ านวน 249 คน 2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน เทศบาลวัดศาลามีชัย จ านวน 3 ห้อง ประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4/2 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 จ านวน 149 คน โดยวิธีการเลือกแบบ เจาะจง 3. ด้านตัวแปรที่ศึกษา 3.1 ตัวแปรต้น หนังสือเล่มเล็กภาษาท่าทางนาฏศิลป์ส าหรับฝึกทักษะปฏิบัติ 3.2 ตัวแปรตาม ผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ส าหรับพัฒนา ทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย 4. ด้านสถานที่ การวิจัยในชั้นเรียนในครั้งนี้ ด าเนินการทดลอง ณ ห้องนาฏศิลป์ โรงเรียนเทศบาลวัด ศาลามีชัย ต าบลในเมือง อ าเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000 5. ระยะเวลาในการวิจัย วิจัยในชั้นเรียนเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับ พัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล วัดศาลามีชัย มีระยะเวลาในการทดลอง 3 สัปดาห์ สรุปผลการวิจัย วิจัยเรื่องศึกษาผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สามารถ สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มี ผลเปรียบเทียบการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ก่อนการ ทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 7.23 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.81 และหลังการทดลองมี ค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 12.48 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.57 2. ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีผลความพึงพอใจในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยคะแนนที่ ระดับ 4.68 อยู่ในระดับมากที่สุด
43 อภิปรายผล 1. ผลการใช้หนังสือเล่มเล็กในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษา ท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย เนื่องจาก ผู้วิจัยได้ท าการออกแบบและพัฒนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตามหลักการออกแบบและพัฒนาหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ โดยผู้วิจัยใช้ข้อความตัวอักษร และภาพ มาเป็นสื่อในการน าเสนอ เนื้อหา ท าให้ได้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีความน่าสนใจมีการจัดล าดับขั้นตอนเนื้อหาอย่างถูกต้อง สามารถเลือกเรียนซ้ าในเนื้อหาที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจกี่ครั้งก็ได้ จนเกิดความเข้าใจเนื้อหาในบทเรียน สอดคล้องกับกฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) ของธอร์นไดค์(Thorndike) คือ การกระท าซ้ าๆ ท าบ่อยๆ จะก่อให้เกิดความช านาญ การฝึกปฏิบัติซ้ าๆ จะท าให้เกิดการเรียนรู้นักเรียนสามารถฝีกท า บ่อยๆ ท าซ้ าๆ ได้ จากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้และยังส่งผลให้นักเรียน เรียนรู้พัฒนาตนเองอีก ด้วย และยังสามารถเผยแพร่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นประโยชน์ทางวิชาการต่อนักเรียนและครู ในระดับอื่น หรือโรงเรียนอื่นได้อีกด้วย 2. ผลประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอนหนังสือเล่มเล็กใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับพัฒนาทักษะปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย มีผลความพึงพอใจในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยคะแนนที่ ระดับ 4.68 อยู่ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับผลการวิจัยของวัชระ แจ่มจ ารัส (2549) ที่พัฒนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดียเสริมการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา รูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดียเสริมการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษส าหรับนิสิตระดับ บัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยบูรพาผลการวิจัยพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสม สามารถน าไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในวิชาอื่นๆ ต่อไปและ ระดับความคิดเห็นของผู้เรียนต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับดีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.85 ข้อเสนอแนะ 1. ควรมีการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้น เพื่อให้ครูและนักเรียน รวมถึงผู้ที่สนใจ สามารถน าสื่อประกอบการเรียนการสอนประเภทนี้ไปใช้ในการเรียนรู้ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนา รูปแบบการเรียนการสอนด้านนาฏศิลป์ได้ 2. การผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ควรศึกษาเนื้อหาและวิเคราะห์เนื้อหาเป็นอย่างดี เพื่อจะได้ น าไปเป็นแนวในการพัฒนาเนื้อหาในรายวิชาอื่นๆต่อไป