The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

(รูปเล่มสมบูรณ์)การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องพุทธประวัติ วิชาพระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jaykong_619, 2022-01-24 20:48:40

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องพุทธประวัติ วิชาพระพุทธศาสนา

(รูปเล่มสมบูรณ์)การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องพุทธประวัติ วิชาพระพุทธศาสนา

Keywords: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องพุทธประวัติ วิชาพระพุทธศาสนา

การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนเร่อื งพทุ ธประวัติ วชิ าพระพุทธศาสนา
โดยใช้สอื่ ประสม (Multimedia) ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1
โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย จังหวัดเชยี งราย

ฉัตรพล ฉตั รทองอนนั ต์
กัญญาณัฐ คาชัยวงค์
นาตยา มาเสมอ
ปณดิ า อุด๊ ชยั วงค์

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย
กันยายน 2564



การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนเร่อื งพทุ ธประวัติ วชิ าพระพุทธศาสนา
โดยใช้สอื่ ประสม (Multimedia) ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1
โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งราย จังหวัดเชยี งราย

ฉัตรพล ฉตั รทองอนนั ต์
กัญญาณัฐ คาชัยวงค์
นาตยา มาเสมอ
ปณดิ า อุด๊ ชยั วงค์

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย
กันยายน 2564

กติ ตกิ รรมประกาศ

การวิจัยฉบับนี้ สาเร็จลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจาก อาจารย์
ดร.ธิดารัตน์ สขุ ประภาภรณ์ อาจารย์ประจาวชิ า ท่ไี ด้ชว่ ยเหลือใหค้ าแนะนาปรึกษา ตลอดจนปรบั ปรุง
แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดีย่ิง ผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริงและความทุ่มเท
ของอาจารย์ และขอกราบขอบพระคุณเป็นอยา่ งสงู ไว้ ณ ท่นี ้ี

ขอขอบคุณ คุณครูทิพย์วรรณ สิทธิวงค์ ครูประจาช้ันประถมศึกษาปีที่1/1 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ที่ให้การสนับสนุนในการทางานวิจัยในคร้ังนี้ ตลอดจนการให้ความ
อนุเคราะห์ช่ัวโมงเรียนและการตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย งานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ จึง
ขอขอบพระคุณเป็นอยา่ งสงู ไว้ ณ ท่ีนี้

ขอขอบคุณโรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงราย ท่ีให้การอนุเคราะห์ในการใชส้ ถานที่
ในการทาวจิ ยั งานวิจัยเสรจ็ สมบรู ณ์ จึงขอขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงไว้ ณ ทนี่ ี้

ขอขอบคุณสมาชิกกลุ่มทุกคนที่ให้การสนับสนุนศึกษาด้วยดีตลอดมา รวมถึงผู้ที่มีส่วน
ช่วยเหลือให้กาลังใจสนับสนุนการทางานด้วยดีตลอดมาเช่นเดียวกันและผู้วิจัยหวังว่า งานวิจัยฉบับนี้
จะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย จึงขอมอบส่วนดีทั้งหมดนี้ ให้แก่เหล่าคณาจารย์ ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชา
จนทาให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เก่ียวข้อง และขอมอบความกตัญญูกตเวทิตคุณ แด่บิดา
มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่าน สาหรับข้อบกพร่องต่างๆ ที่อาจเกิดข้ึนนั้น ผู้วิจัยขอน้อมรับผิดเพียงผู้
เดียว และยินดีที่จะรับฟังคาแนะนาจากทุกท่านท่ีเข้ามาศึกษา เพ่ือเป็นประโยชน์ในการพัฒนา
งานวิจยั ต่อไป

คณะผจู้ ดั ทา
กนั ยายน 2564

บทคดั ย่อ

ช่อื วิจยั การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องพุทธประวัติ วิชาพระพุทธศาสนาโดยใช้สื่อ
ประสม (Multimedia) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิต
ผูว้ ิจยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ เชยี งราย จงั หวัด เชียงราย
ปริญญา นายฉตั รพล ฉตั รทองอนันต์ และคณะ
สาขาวชิ า
ปกี ารศกึ ษา ครุศาสตรบ์ ัณทิต
ปรกึ ษาวิจยั
สังคมศกึ ษา

2564

อาจารย์ ดร.ธิดารตั น์ สขุ ประภาภรณ์

การวิจัยในคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพในการใช้สื่อประสม ในการ
เรียนวิชา พระพุทธศาสนา เร่ืองพุทธประวัติ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้สื่อประสม 2)
เปรียบเทียบคะแนนทางการเรียนก่อนและหลังเรียนวิชาพุทธศาสนา เร่ืองพุทธประวัติ โดยใช้ส่ือ
ประสม 3)ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีต่อสื่อประสม ประชากรกลุ่ม
ตัวอย่างคือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เคร่ืองมือที่
ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและ
วัฒนธรรม วิชา พระพทุ ธศาสนา เร่ือง พุทธประวัติ 2) แบบประเมินความพึงพอใจ เป็นแบบสอบถาม
ความพึงพอใจของนักเรียนช้ัน ประถมศกึ ษาปีที่ 1 หลงั การจัดการเรียนรู้ ท่ีใชส้ ่อื ประสบประกอบการ
เรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง พุทธประวัติ 3)แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนาโดยใช้สื่อ
ประสม (Multimedia) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรเกรมสาเร็จรูปทางสถิติ วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยเลข
คณติ ค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานและการทดสอบ

ผลการวจิ ยั สรปุ ได้ดังน้ี
1. นวัตกรรมมีประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ 89.81 มีประสิทธิภาพ E2 เท่ากับ 88.51 ซ่ึงเป็นไป
ตาม เกณฑ์ 80/80
2. เปรียบเทียบคะแนนทางการเรียนก่อนและหลังเรียนวิชาพุทธศาสนา เร่ืองพุทธประวัติ
โดยใช้สอ่ื ประสมมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.1
3. นักเรียนมีความพึงพอใจ/ความคิดเห็นเก่ียวกับนวัตกรรมส่ือประสมในภาพรวมอยู่
ระดับ มาก

สารบญั

บทที่ หน้า

1 บทนา 1
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา.............................................................................. 3
วตั ถุประสงค์........................................................................................................................ 4
กรอบแนวคิดการวิจัย.......................................................................................................... 4
ตวั แปรที่ศึกษา..................................................................................................................... 4
สมมตฐิ านของการวิจัย........................................................................................................ 5
ขอบเขตของการวิจัย........................................................................................................... 5
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ................................................................................................................. 6
ประโยชน์ท่ไี ดร้ บั จากการวจิ ยั ..............................................................................................

2 เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กีย่ วข้อง 7
การจดั การศึกษาตามพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2551................................... 10
การจดั การเรยี นรใู้ นกลุ่มสาระการเรียนร้สู งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม..................... 14
แนวคิดทฤษฎีเก่ยี วกบั การเรยี นรแู้ บบสอื่ ประสม (Multimedia)........................................ 15
แนวคดิ ทฤษฎีความพึงพอใจ................................................................................................ 19
งานวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง.............................................................................................................. 21
ขอ้ สรุปจากแนวคิดทฤษฎีเกย่ี วกับงานวจิ ยั ..........................................................................

3 วธิ ีดาเนินการศึกษา 22
แบบแผนการทดลอง........................................................................................................... 23
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง.................................................................................................. 23
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวิจยั ...................................................................................................... 24
ขนั้ ตอนการสร้างและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ.................................................. 28
วธิ กี ารรวบรวมข้อมูล........................................................................................................... 28
การจดั ทากับข้อมลู และการวเิ คราะห์ข้อมูล......................................................................... 29
สถิตทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล............................................................................................ 30
เกณฑ์มาตรฐาน E1 / E2……………...……………………………………………………………………......

สารบัญ (ตอ่ )

บทที่ หน้า

4 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู 31
ประสทิ ธภิ าพการใชก้ ารจดั การเรียนรู้ โดยใช้สอื่ ประสม...................................................... 33
การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนก่อน-หลังใชก้ ารใช้การจดั การเรยี นรู้ โดยใช้สอื่
ประสม................................................................................................................................. 35
ความพึงพอใจ/ความคดิ เห็นเกี่ยวกบั การใช้การจดั การเรียนรู้ โดยใช้สือ่ ประสม..................

5 สรุป อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ 37
สรปุ ผลการวจิ ยั .................................................................................................................... 38
อภปิ รายผลการวจิ ัย........................................................................................................... 40
ข้อเสนอแนะการวิจยั ...........................................................................................................

บรรณานุกรม................................................................................................................... .... 41

ภาคผนวก............................................................................................................................ 45
ภาคผนวก ก รายชอ่ื ผทู้ รงคุณวุฒิตรวจเคร่ืองมือทใี่ ช้วจิ ยั ......................................... 47
ภาคผนวก ข เครอ่ื งมือวัดและประเมินผล ................................................................ 67
ภาคผนวก ค แผนการจัดการเรียนรูว้ ชิ าวิชาพระพุทธศาสนาโดยใช้ส่อื ประสม.......... 74
ภาคผนวก ง แบบประเมนิ และผลการประเมนิ คณุ ภาพของแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนร.ู้ .................................................................................................. 80
ภาคผนวก จ รปู ภาพการดาเนนิ กจิ กรรม...................................................................

ประวตั ิผวู้ จิ ัย........................................................................................................................ 85

สารบัญ (ตาราง)

บทที่ หน้า

4 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู 28
ตารางที่1 ประสิทธิภาพการใช้การจัดการเรยี นรู้ โดยใช้ส่อื ประสม..................................... 33
ตารางท่ี 2 รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานและผลตา่ งของคะแนนผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นก่อน-หลงั ใชช้ ุดฝกึ ทกั ษะ............................................................... 34
ตารางที่ 3 เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ก่อน-หลงั ใช้ส่อื ประสม ........................... 35
ตารางที่ 4 คา่ เฉล่ยี สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานและการแปลผล ความพงึ พอใจ/ความคิดเหน็
เกีย่ วกบั การใชก้ ารจัดการเรียนรู้ โดยใช้สือ่ ประสม..............................................................

1

บทที่ 1
บทนา

ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542ได้บัญญัติแนวทางการจัดการศึกษาหมวด 4
มาตรา 22 ไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักวา่ ผู้เรยี นทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
ได้ และถือว่าผูเ้ รยี นมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจดั การศึกษาต้องส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา
ตามธรรมชาติและเตม็ ตามศกั ยภาพ (พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ.2542:7)

ประเทศไทยกาลังเผชิญกับแรงผลักดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศท่ีทาให้ต้องเร่ง
ปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังและต่อเน่ือง แรงผลกดดันที่สาคัญ ในยุคนี้ ระยะแรก คือ การปฏิวัติ
ดิจิทัล (Digital Revolution) ซ่ึงเทคโนโลยีดจิ ิทัลได้เข้ามามีบทบาทสาคัญท้ังในชีวิตประจาวันและใน
โลก ธรุ กิจ ไม่ตา่ งจากการปฏวิ ัติอุตสาหกรรมในอดีต พร้อมกนั นน้ั “อินเทอรเ์ น็ตในทุกสิ่ง” (Internet
of Things - IOT) หรือการที่อุปกรณ์ต่างๆ และทุกส่ิงทุกอย่างถูกเชื่อมโยงสู่โลกอินเทอร์เน็ต ทาให้
มนุษย์สามารถส่ังการควบคุมการใช้งานอุปกรณต์ ่างๆ ผา่ นทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้รปู แบบ
การใช้ชีวิต และการทาธรุกรรมต่างๆ เปล่ียน แปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ด้านอุตสาหกรรม จะมี
การนาหุ่นยนต์มาใช้ในอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial
Intelligence – AI) จะเข้ามามีบทบาททางานแทนมนุษย์ รูปแบบของอุตสาหกรรมและพลังงาน
จะเปลี่ยนไป ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการลงทุน การค้าปลีกจะเปล่ียนไปเป็น e-commerce มาก
ขึ้น และมีธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น SME, Start Up หลายประเทศเร่ิมทดลองใช้เงินสกุลดิจิทัลส่งผลให้
เกิด การเปลี่ยนแปลงในระบบการเงิน การธนาคารอยา่ งมาก ด้านการเมืองและความสัมพันธร์ ะหว่าง
ประเทศ มกี ารรวมกลมุ่ ทางเศรษฐกิจระหวา่ งประเทศท้ังในระดับทวภี าคแี ละพหุพาคีใน ระดบั ภมู ภิ าค
เช่น ประชาคมอาเซยี น จะสง่ ผลให้การเคลอ่ื นยา้ ยตลาดเงนิ และตลาดทุนเปน็ ไป อย่างรวดเร็วและเสรี
การค้าและการแข่งขันจะมีความรุนแรงข้ึน การจัดการศึกษาจึงต้องปรับตัวให้ทัน เพราะอาชีพบาง
อาชีพจะหายไปและมีอาชีพใหม่ขึ้น มาแทนรปูแบบการเรียนก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน ทั้งการเรียนการ
สอนการประเมินผลเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น และเรียนรู้ตลอดชีวิต คนไทยจึงต้องมีทักษะ
สาคัญที่จาเป็นสาหรับศตวรรษ ท่ี 21 คือ ทักษะในการเรียนรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรม ทักษะในการ

2

ใช้สื่อและเทคโนโลยี ทักษะ อาชีพและการดารงชีวิต (สานักงานเรขาธิการสภาการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ.2560:ถ)

เน่ืองจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านสติปัญญา ความถนัด คุณธรรมจริยธรรม
ความสามารถและประสบการณ์ จึงทาให้ผู้เรียนมีความรู้และความ เข้าใจในเรื่องท่ีเรียนแตกต่างกัน
ถ้าครสู อนเร็วผู้เรียนทเ่ี รียนอ่อนจะตามไม่ทัน เม่อื สอนชา้ อธบิ ายมากๆ ผเู้ รียนก็จะเกดิ ความเบอื่ หน่าย
และถ้าเป็นผู้เรียนท่ียังเล็ก ๆ การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมจึงเป็นไปได้ยาก ครูผู้สอนต้องหาวิธีการ
สอนหลาย ๆอย่างเพ่ือทาให้ผเู้ รยี นสนใจและมีเจคติที่ดีต่อกลุม่ สาระ สงั คมศกึ ษาศาสนาแลวฒั นธรรม
ครูผู้สอนส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนโดยใช้การบรรยายไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม ส่ือ
การสอนท่ีครูใช้บ่อยคือหนังสือ เรียนและรูปภาพ ซ่ึงไม่เร้าความสนใจ ทาให้นักเรียนไม่กระตือรือร้น
(สิรินยา หอศิลาชัย, 2552 : 7) ซึ่งปัญหาที่เกิดข้ึนในการเรียนการสอนปัญหาและความต้องการด้าน
การพัฒนาการเรียนการสอน วิชาพระพุทธศาสนา ครูมีปัญหาในระดับมากคือขาดส่ือ อุปกรณ์ อย่าง
ในรายวิชาพระพุทธศาสนา ตัวชี้วัดที่ ส1.1 ป 1/1 พระปลัดสาธติ อมโร (2549) กล่าวว่า “ การเรียน
การสอนวิชาพระพุทธศาสนา ในอดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่ประสบความสาเร็จเท่าที่ควรเพราะครูและ
บุคคลากรทางการศึกษายังขาดทักษะในการคิด วิเคราะห์ขาดความกระตือรือร้นในการแสวงหา
ความรู้ และเน้นการสอนโดยการบอกและให้เด็กท่องจา เน้นวิชาความรู้มากกว่าการปลกู ฝังคุณธรรม
จริยธรรม ” อย่างท่ีอ้างอิงจากพระปลัดสาธิต อมโร การศึกษาพระพุทธศาสนาน้ันยังไม่ประสบ
ความสาเรจ็ อย่างที่ควรเพราะสอนโดยการท่องจา เน้นวชิ าความรมู้ ากกว่าการท่ีจะใหผ้ ู้เรียนจะได้สนุก
ไปกบั การเรียนการสอนอย่างเตม็ ที่ ทางผ้วู จิ ัยจงึ จัดทาสื่อนวัตกรรมสือ่ ประสม วิชาพระพทุ ธศาสนาขึ้น
เพือ่ ยกระดบั การเรียนการสอนขึ้นในรายวิชาพระพุทธศาสนา ในระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียน
สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ส่ือการสอน หมายถึง ตัวกลางหรือสิ่งต่างๆ เช่น วัสดุอุปกรณ์
เครือ่ งมอื และเทคนิควธิ กี าร รวมท้ังกจิ กรรมตา่ งๆ ทชี่ ว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ เกดิ การพฒั นา และ
สามารถนาความรู้ที่รับไปนั้นไปใช้ในการประกอบอาชีพ ตลอดจนการดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข
และมีประสทิ ธภิ าพ (นคิ ม ทาแดง และคณะ, 2545)

ส่ือประสมหรือมัลติมีเดีย หมายถึง การนาเอาสื่อหลาย ๆ อย่าง เช่น รูปภาพ เทป แผ่น
โปร่งใส มาใช้ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนการสอน ต่อมาเมื่อมีการนา
คอมพิวเตอร์มาใช้มากข้ึน และสามารถใชง้ าน ไดท้ งั้ ภาพนิ่ง เสียง ขอ้ ความและภาพเคลื่อนไหว ทาให้
ความหมายของสื่อประสมเปล่ียนแปลงไป ซ่ึงส่วนประกอบหลัก ที่มีใช้ทั่วไปของคอมพิวเตอร์
มัลตมิ เี ดียจะมี CD-ROM sound card และลาโพง เพมิ่ เขา้ มาในคอมพิวเตอร์ หรอื อาจมีสว่ นประกอบ

3

ที่เกี่ยวกับการใช้งานวิดีโอด้วย นอกจากน้ียังมีความหมายรวมถึงการใช้การใช้คอมพิวเตอร์ควบคุม
อุปกรณ์อืน่ ๆ เช่น เคร่ืองวดิ ีโอเทปเสยี ง ซีดีรอม กล้องดิจิตอล โทรทัศนฯ์ ลฯ ให้ทางานร่วมกัน การใช้
คอมพิวเตอร์ควบคุมอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างดังกล่าวจะต้องอาศัย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software)
และอุปกรณ์ (Hardware) ต่าง ๆ ประกอบกันบางคร้ังจึงเรียกว่าสถานีปฏิบัติการมัลติมีเดีย
(Multimedia workstation) (รศ.ดร.กิดานนั ท์ มลิทอง ,2552)

จากท่ีกล่าวมาข้างต้น จึงทาให้ผู้วิจัยสนใจท่ีจะจัดการเรียนรู้ โดยใช้ส่ือประสมมาใช้ในการ
จัดการเรียนรู้ในรายวิชาพระพุทธศาสนา เร่ืองพุทธประวัติ ของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยใช้ส่ือประสมเป็นส่ือการสอน เพื่อพัฒนาศักยาภาพ
และกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ในการเรียนรู้และเพิ่มทักษะ ตลอดจนมีความรบั ผดิ ชอบในการทา
งานทีต่ นไดร้ ับมอบหมาย เพือ่ ใหเ้ กิดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนในรายวิชาพระพุทธศาสนา

วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพในการใช้สื่อประสม ในการเรียนวิชา พระพุทธศาสนา เร่ือง
พุทธประวัติ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชยี งราย
โดยใชส้ ื่อประสม
2. เพ่ือเปรียบเทียบคะแนนทางการเรียนก่อนและหลังเรียนวิชาพุทธศาสนา เร่ืองพุทธประวัติ
โดยใชส้ อ่ื ประสม
3. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราช
ภัฏเชียงรายท่มี ตี ่อส่อื ประสม

4

กรอบแนวคิดการวจิ ัย ตัวแปรตาม
ตวั แปรต้น
ความพงึ พอใจของนักเรยี น ชัน้ ประถมศึกษา
การจดั การเรียนการสอน ปีท่ี 1 โรงเรยี นสาธิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ
แบบใช้ส่อื ประสม โรงเรียน เชียงรายทม่ี ีตอ่ การจดั การเรียนรแู้ บบใช้ส่ือ
สาธิตมหาวทิ ยาลัยราชภฏั ประสม
เชยี งราย
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน วิชา
พระพทุ ธศาสนา เร่ืองพุทธประวัติ ของ
นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี น
สาธิตมหาวิทยาลัยราชภฏั

ตัวแปรที่ตอ้ งศกึ ษา
ตัวแปรต้น
การจัดการเรยี นการสอนแบบใช้สือ่ ประสม โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงราย
ตวั แปรตาม
ความพึงพอใจของนักเรียน ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชยี งรายท่ีมตี ่อ การจัดการเรยี นรแู้ บบใช้สอ่ื ประสม
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น วชิ า พระพทุ ธศาสนา เรื่องพุทธประวัติ ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ราชภัฏเชยี งราย

สมมติฐานของการวิจัย

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ใน
สาระวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง พุทธประวัติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้สื่อ
ประสม มีคุณภาพตามเกณฑ์รอ้ ยละ 80/80

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในสาระวิชา
พระพุทธศาสนา เรื่อง พุทธประวัติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากวิธีการสอนแบบ
ส่ือประสม กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นมคี วามแตกตา่ งกัน

5

ขอบเขตของการวิจัย

ขอบเขตด้านเนื้อหา

รายวชิ าพระพุทธศาสนาในสาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ในตวั ช้ีวัดท่ี ส1.1ป1/1
บอกพุทธประวัติหรือประวตั ิของศาสดาที่ตนนบั ถือโดยสงั เขป เรือ่ งพุทธประวตั ิ ระดับช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชยี งราย

ขอบเขตดา้ นประชากรทศ่ี กึ ษา

นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงราย อาเภอเมือง
จงั หวัด เชียงราย ท่ีเรียนในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 จานวนท้ังหมด 27 คน

ขอบเขตดา้ นสถานที่ศกึ ษา

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงราย อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ

ส่ือประสมหรือส่ือหลายแบบ (Multimedia) เป็นเทคโนโลยีท่ีช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถ
ผสมผสานระหว่างข้อความ ข้อมูล ตัวเลข ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ตลอดจนระบบโต้ตอบ
กบั ผใู้ ช้ (Interactive) มาผสมผสานเข้าดว้ ยกัน ส่ือประสมหรอื มลั ติมีเดีย หมายถงึ การนาเอาส่ือหลาย
ๆ อย่าง เช่น รูปภาพ เทป แผ่นโปร่งใส มาใช้ร่วมกัน เพ่ือส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการ
เรียนการสอน ต่อมาเม่ือมีการนาคอมพิวเตอร์มาใช้มากขึ้น และสามารถใช้งาน ได้ท้ังภาพนิ่ง เสียง
ขอ้ ความและภาพเคลื่อนไหว ทาให้ความหมายของสื่อประสมเปลย่ี นแปลงไป ซงึ่ สว่ นประกอบหลัก ที่
มีใช้ทั่วไปของคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียจะมี CD-ROM sound card และลาโพง เพ่ิมเข้ามาใน
คอมพวิ เตอร์ หรอื อาจมีส่วนประกอบที่เกีย่ วกบั การใช้งานวิดโี อดว้ ย นอกจากน้ียังมีความหมายรวมถึง
การใช้การใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เคร่ืองวิดีโอเทปเสียง ซีดีรอม กล้องดิจิตอล
โทรทัศน์ฯลฯ ให้ทางานร่วมกัน การใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างดังกล่าวจะต้อง
อาศัย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) และอุปกรณ์ (Hardware) ต่าง ๆ ประกอบกัน บางครั้งจึง
เรยี กว่าสถานปี ฏิบตั ิการมลั ตมิ เี ดยี (Multimedia workstation)

6

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนการทดสอบของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชยี งราย จากการสอนโดยใชส้ ่อื ประสม

ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความคิดเห็นของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1
โรงเรยี น สาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งราย จากการเรยี นการสอนโดยใชส้ ่ือประสม

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวจิ ัย
1. ครูได้แนวทางในการจัดการเรียนการสอนในช้ันเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพและนาไปใช้ในช้นั เรียนได้
2. นักเรียได้ความรู้เรือ่ งพทุ ธประวัติและประวตั ขิ องศาสนาที่ตนเองนับถอื ดีย่ิงขน้ึ
3. โรงเรียนได้แนวทางการส่งเสรมิ ในดา้ นการเรียนการสอนในรายวชิ าพทุ ธศาสนา

7

บทที่ 2

แนวคดิ ทฤษฎีและผลงานวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วข้อง

การวิจัยเร่ืองการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนา
และวัฒนธรรม และพฤตกิ รรมการทางานของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ไดร้ บั การจัดการเรียนรู้
แบบสือ่ ประสมครั้งนผ้ี ู้วิจัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วข้องตามลาดับ ดังน้ี

1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
2. การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
3. แนวคิดทฤษฎเี กี่ยวกบั การเรียนรแู้ บบส่ือประสม (Multimedia)
4. แนวคดิ ทฤษฎีความพงึ พอใจ
5. งานวจิ ัยท่เี ก่ยี วขอ้ ง

หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
ทาไมต้องเรียนสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ

การดารงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตาม
สภาพแวดล้อม จัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด เข้าใจถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย
กาลเวลา ตามปัจจยั ตา่ ง ๆ เกดิ ความเข้าใจในตนเองและผู้อืน่ มีความอดทน อดกลนั้ ยอมรับในความ
แตกต่างและมีคุณธรรม สามารถนาความรู้ไปปรับใช้ในการดาเนินชวี ติ เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ
และสังคมโลก

เรยี นรอู้ ะไรในสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมท่ีมี
ความเช่ือมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพ่ือช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ
บริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดซอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมท่ี
เหมาะสม โดยไดก้ าหนดสาระต่าง ๆ ไว้ดังน้ี

8

ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม
แนวคิดพื้นฐานเก่ียวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือ
ศาสนาทตี่ นนับถือ การนาหลักธรรมคาสอนไปปฏิบัตใิ นการพฒั นาตนเอง และการอยูร่ ่มกันอย่างสันติ
สุขเป็นผู้กระทาความดี มีคานิยมท่ีดีงาม พฒั นาตนเองอยู่เสมอ รวมท้งั บาเพ็ญประโบชน์ต่อสงั คมและ
ส่วนรวม
หนา้ ท่พี ลเมอื ง วัฒนธรรม และการดาเนนิ ชีวติ ในสังคม
ระบบการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมนุษย์
ลักษณะและความสาคัญ การเป็นพลเมืองดีความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ค่านิยม ความเชอื่ ปลูกฝังคา่ นิยมดา้ นประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ สทิ ธิ หนา้ ที่
เสรภี าพ การดาเนินชวี ิตอยา่ งสนั ติสุขในสงั คมไทยและสังคมโลก
เศรษฐศาสตร์
การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่
อย่างจากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนาหลักเศรษฐกิจพอเพียงไป
ใช้ในชวี ิตประจาวัน
ประวัติศาสตร์
เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการของมนุษยชาติจาก
อดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบที่เกิดจาก
เหตุการณ์สาคัญในอดีต บุคคลสาคัญท่ีมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอดีต ความเป็นมาของ
ชาติไทย วฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทย แหล่งอารยธรรมท่ีสาคัญของโลก
ภูมิศาสตร์
ลกั ษณะกายภาพของโลก แหล่งทรัพยากร และภูมิอากาศของประเทศไทยและภูมภิ าคตา่ ง 1
ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของส่ิงต่าง ๆในระบบธรรมชาติ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างข้ึนการนาเสนอข้อมูล
ภมู ิสารสนเทศ การอนรุ ักษ์สงิ่ แวดล้อมเพอื่ การพัฒนาท่ียง่ั ยนื สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมเพ่ืออยู่
รว่ มกันอยา่ งสนั ติสขุ

9

มาตรฐาน ส 1.2เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนท่ีดี และธารงรักษา
พระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาทต่ี นนบั ถือ

สาระที่ 2 หน้าทีพ่ ลเมอื ง วัฒนธรรม และการดาเนนิ ชวี ิตในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมท่ีดีงาม
และธารงรกั ษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดารงชวี ติ อยู่รว่ มกันในสงั คมไทย และสงั คมโลกอย่างสันติ
สุข
มาตรฐาน ส 2.2 เขา้ ใจระบบการเมอื งการปกครองในสงั คมปจั จบุ นั ยึดมัน่ ศรทั ธา และธารง
รกั ษาไวซ้ ึ่งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ

สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 เขา้ ใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภค การ
ใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่จากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมท้ังเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เพอื่ การดารงชวี ิตอยา่ งมีดุลยภาพ
มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
และความจาเปน็ ของการรว่ มมือกันทางเศรษฐกิจในสงั คมโลก
สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสาคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
สามารถใชว้ ธิ ีการทางประวัติศาสตรม์ าวเิ คราะหเ์ หตุการณต์ า่ ง ๆ อย่างเปน็ ระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เขา้ ใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถงึ ปัจจุบันในดา้ นความสัมพันธ์
และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเน่ือง ตระหนักถึงความสาคัญ และสามารถวิเคราะห์
ผลกระทบท่เี กดิ ขึน้
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความ
ภูมใิ จและธารงความเปน็ ไทย
คุณภาพผู้เรยี น

จบช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 มีความรู้เร่ืองเก่ียวกับตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ตลอดจน
สภาพแวดล้อมในทอ้ งถ่นิ ที่อยู่อาศยั และเชอ่ื มโยงประสบการณ์ไปสู่โลกกว้างมที ักษะกระบวนการและ
มีข้อมูลท่ีจาเป็นต่อการพัฒนาให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมประพฤติปฏิบัติตามหลักคาสอนของ
ศาสนาที่ตนนับถือ มีความเป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบการอยู่ร่วมกันและการทางานกับผู้อ่ืน
มีส่วนร่วมในกิจกรรมของห้องเรียน และได้ฝึกหัดในการตัดสินใจมีความรู้เรื่องราวเก่ียวกับตนเอง

10

ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในลักษณะการบูรณาการ ผู้เรียนได้เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับปัจจุบันและ
อดีต มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ข้อคิดเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของครอบครัว เข้าใจถึงการเป็น
ผู้ผลิต ผู้บริโภค รู้จักการออมข้ันต้นและวิธีการเศรษฐกิจพอเพียง รู้และเข้าใจในแนวคิดพื้นฐาน
เกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าท่ีพลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เพ่ือ
เปน็ พนื้ ฐานในการทาความเข้าใจในขน้ั ท่ีสูงตอ่ ไป

การจดั การเรยี นรใู้ นกล่มุ สาระการเรียนรูส้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียนทุกคนในระดับ

ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาต้องเรียน ท้ังนี้เพราะกลุ่มสาระการเรียนรู้นี้ว่าด้วย การอยู่ร่วมกันบน
โลกท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา การเช่ือมโยงทางเศรษฐกิจซ่ึงแตกต่างกันอย่าง
หลากหลาย การปรับตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม ทาให้เป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ มีความสามารถ
ทางสังคม มีความรู้ ทักษะ คุณธรรมและค่านิยมที่เหมาะสม โดยให้ผู้เรียนเกิดความเจริญงอกงามใน
แต่ละดา้ นดงั นี้

1. ดา้ นความรู้ กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
จะให้ความรู้แก่ผู้เรียนในเนื้อหาสาระ ความคิดรวบยอดและหลักการสาคัญๆในสาขาวชิ า

ต่างๆทางสังคมศาสตร์ ได้แก่ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จริยธรรม สังคมวิทยา
เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ประชากรศึกษา และส่ิงแวดล้อมศึกษา ตามขอบเขตท่ีกาหนดไว้ในแต่
ละระดับช้นั โดยจดั การเรยี นรใู้ นลกั ษณะบูรณาการหรอื สหวิทยาการ

2. ด้านทกั ษะและกระบวนการ ในการเรยี นสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
น้ันผ้เู รียนควรจะได้พัฒนากระบวนการตา่ งๆ จนเกิดทักษะและกระบวนการ ดงั นี้

• ทักษะการคิด เช่น การสรุปความคิด การแปลความ การวิเคราะห์หลักการและการนาไปใช้
ตลอดจนการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ

• ทักษะการแก้ปัญหา ตามกระบวนการทางสังคมศาสตร์ กระบวนการสืบสอบ เช่น
ความสามารถในการต้ังคาถามและการตั้งสมมตฐิ านอยา่ งมีระบบ การรวบรวมและวเิ คราะห์
ข้อมูล การทดสอบสมมุตฐิ านและสรุปเปน็ หลักการ

• ทักษะการเรียนรู้ เช่น ความสามารถในการแสวงหาข้อมูลความรู้โดยการอ่าน การฟัง และ
การสังเกต ความสามารถในการส่ือสารโดยการพูด การเขียน และการนาเสนอ

11

ความสามารถในการตคี วาม การสร้างแผนภมู ิ แผนที่ ตารางเวลา และการจดบันทึก รวมทั้ง
การใช้เทคโนโลยีและสือ่ สารสนเทศตา่ งๆ ให้เปน็ ประโยชน์ในการแสวงหาความรู้
• ทักษะกระบวนการกลุ่ม เช่น ความสามารถในการเป็นผู้นาและผู้ตามในการทางานกลุ่ม มี
ส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายการทางานของกลุ่ม ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ได้รับมอบหมาย
ด้วยความรับผิดชอบ สร้างสรรค์ผลงาน ช่วยลดข้อขัดแย้งและแก้ปัญหาของกลุ่มได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
3. ด้านเจตคติและค่านิยม กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม

จะช่วยพัฒนาเจตคติ และค่านิยม เกี่ยวกับประชาธิปไตยและความเป็นมนุษย์ เช่น รู้จัก
ตนเอง พึ่งตนเอง ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย มีความกตัญญู รักเกียรติภูมิแห่งตน มีนิสัยในการเป็น
ผ้ผู ลติ ที่ดี มีความพอดีในการบริโภค เห็นคณุ คา่ ของการทางาน รูจ้ ักคดิ วิเคราะห์ การทางานเป็น
กลุ่ม เคารพสิทธิของผู้อ่ืน เสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีความผูกพันกับกลุ่ม รักท้องถ่ิน
รักประเทศชาติ เห็นคุณค่า อนุรักษ์และพัฒนาศิลป์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ศรัทธาใน
หลักธรรมของศาสนา และการปกครองของศาสนา และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข

4. ด้านการจัดการและการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนในกลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม

จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการทางานเป็นกลุ่ม สามารถนาความรู้ ทักษะ ค่านิยมและ
เจตคติที่ได้รับการ อบรมบ่มนิสัยมาใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจาวันของผู้เรยี นได้
เมอ่ื มองในภาพรวมๆ แลว้ จะพบวา่ ความสาคญั ของกลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม นอกจาก
จะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ในเร่ืองต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม ท้ังทางธรรมชาติและสังคม
วัฒนธรรม มีทักษะกระบวนการต่างๆ ที่สามารถนามาใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบในการ
ดาเนินชีวติ และมีสว่ นร่วมในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในฐานะพลเมืองดีแล้ว ยังชว่ ยให้นา
ความรู้ทางจริยธรรม หลักธรรมทางศาสนามาพัฒนาตนเองและสังคมได้ ทาให้ผู้เรียนสามารถ
ดารงชีวิตในสงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสุข

การเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 ต้องกา้ วขา้ ม “สาระวชิ า” ไปสกู่ ารเรยี นรู้ “ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21”
ซึ่งครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้
ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และอานวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL

12

(Problem-Based Learning) ของนักเรียน ซ่ึงสิ่งท่ีเป็นตัวช่วยของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชน
การเรียนรู้ครูเพ่ือศิษย์ (Professional Learning Communities : PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของ
ครูเพอ่ื แลกเปล่ียนประสบการณ์การทาหน้าท่ีของครูแต่ ละคนนน่ั เอง ขอบข่ายของสงั คมศึกษา สังคม
ศึกษา เป็นการบูรณาการประสบการณ์และความรู้ท่ีเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หรือ
การศึกษาเพ่ือความเป็นพลเมืองดี สังคมศาสตร์กับสังคมศึกษา กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย
ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ จิตวิทยา กลุ่มวิชาทาง
มนุษศาสตร์ เป็นศาสตร์ท่ีมีการจัดระเบียบ และระบบ มีลาดับข้ันตอน แสดงโครงสร้างของวิชา ซึ่ง
ประกอบไปด้วยมโนทัศน์พื้นฐานและกระบวนการวิธีการศึกษาหรือแสวงหาความรู้ในศาสตร์น้ั นๆ
จุดประสงค์ของการศึกษาเพื่อนาไปใช้ การศึกษาต้องทาให้เด็กไทยคิดเป็นโดยคิดได้ท้ังแบบคิด
วิเคราะห์ คิดเชิงโครงสร้าง คิด รวบยอด และคิดเพื่อสังคม สามารถร่วมกันทางานเป็นทีม
เพราะฉะนั้นรูปแบบการเรียนการสอนจึงควรยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ฝึกฝนกระบวนการคิด
กระบวนการประชาธิปไตย รวมท้ังฝึกฝน คุณธรรมและจริยธรรม กลุ่มวิชาสังคมศึกษาเป็นรายวิชา
หนึ่งที่มีความสาคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นกลุ่มวิชาท่ีมุง่ พัฒนาสมรรถนะของผเู้ รียนใหส้ ามารถ
เรียนรู้การดารงชีวิต อยู่ในสังคม และการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข ตลอดจนสามารถ
นาเอาความรู้ความเข้าใจน้ันไปปรับใช้ให้เข้ากับสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม สมดุล
และย่ังยนื นอกจากนีย้ งั มุง่ เน้นให้ผ้เู รียนไดม้ ีทกั ษะหลายๆ ด้าน ทัง้ ทกั ษะทางสงั คม ทกั ษะทางการคิด
ทกั ษะการตัดสนิ ใจ และทกั ษะการแกป้ ัญหา อีกทัง้ ยงั เป็นวิชาทีม่ ุ่งพัฒนาผูเ้ รียนให้ผู้เรยี นเป็นพลเมือง
ดีของสังคม ต้ังแต่ระดับครอบครัว ไปจนถึงพลโลก ดังน้ันการจัดการเรียนรู้ในวิชาสังคมศึกษา หรือท่ี
ในปจั จุบันเรียกวา่ สาระการเรียนรู้สังคมสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม จงึ ต้องเป็นวธิ กี ารเรยี นรู้ที่
จะช่วยสร้างเสริมเติมเต็มประสบการณ์ให้ผู้ เรียนได้ใช้สติปัญญา ความรู้ความคิด และความสามารถ
ต่าง ๆ อย่างเต็มท่ี ตลอดจน ต้องจัดให้เหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
จัดการเรียนรู้ของตนเอง พัฒนาและขยายความคิดของตนเองจากความรู้ท่ีได้เรียน สังคมโลกมีการ
เปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเร็วตลอดเวลา กลมุ่ สาระการเรียนร้สู ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชว่ ยให้
ผเู้ รียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ วา่ มนษุ ย์ดารงชีวติ อยา่ งไร ทัง้ ในฐานะปจั เจกบุคคล และการอยรู่ ่วมกนั ใน
สังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด นอกจากน้ี ยังช่วยให้
ผู้เรียนเข้าใจถึงการพัฒนา เปล่ียนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่างๆ ทาให้เกิดความ
เขา้ ใจในตนเอง และผอู้ ืน่ มคี วามอดทน อดกลัน้ ยอมรบั ในความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนา
ความรไู้ ปปรับใช้ในการดาเนนิ ชีวติ เปน็ พลเมอื งดขี องประเทศชาติ และสังคมโลก

13

การสอนวิชาสังคมศึกษา ไม่ควรจาเจอยูใ่ นห้องเรยี นอย่างเดยี ว เช่น ให้นักเรียนไปสมั ภาษณ์คนใน
ชุมชนบ้าง บางครั้งอาจให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง เช่น การใช้บริการสหกรณ์ร้านค้า หรือการสร้าง
สถานการณ์จาลองให้ทดลองปฏิบัติ เช่น การเลือกต้ัง เรียนรู้อะไรในสังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม กลมุ่ สาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรมวา่ ด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่มี
ความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ
บริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมท่ี
เหมาะสม โดยได้กาหนดสาระต่างๆไว้ ดังน้ี ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพ้ืนฐานเก่ียวกับ
ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทต่ี นนับถอื การนาหลักธรรมคา
สอนไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทาความดี มีค่านิยมท่ีดี
งาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมท้งั บาเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม ·หน้าท่ีพลเมือง วฒั นธรรม
และการดาเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสาคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและ
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเช่ือ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าท่ี เสรีภาพการดาเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและ
สังคมโลก เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนาหลัก
เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจาวัน ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการ
ทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปล่ียนแปลงของ
เหตุการณ์ต่างๆ ผลกระทบท่ีเกิดจากเหตุการณ์สาคัญในอดีต บุคคลสาคัญท่ีมีอิทธิพลต่อการ
เปลีย่ นแปลงต่างๆในอดีต ความเป็นมาของชาติไทย วฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่
สาคัญของโลก ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนที่และเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร์
ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง
ธรรมชาติ และสิง่ ทม่ี นุษยส์ ร้างขนึ้ การนาเสนอขอ้ มลู ภูมสิ ารสนเทศ

14

แนวคิดทฤษฎที ี่เกย่ี วข้องกบั การเรียนรูแ้ บบสือ่ ประสม (Multimedia)

ส่ือประสมหรือมัลติมีเดียสามารถแบ่งออกเป็น 2 ความหมายความหมายท่ี 1 สื่อประสมคือ
สื่อที่นาส่ือหลายประเภทมาใช้ร่วมกันในการเรียนการสอนเชน่ บทเรียนสาเร็จรูปชดุ การเรียนการสอน
เป็นต้น ความหมายที่ 2 คือส่ือประสมคือการนาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นส่ือในการนาเสนอข้อมูลต่าง ๆ
ทางข้อความภาพนิ่งภาพกราฟฟิกภาพเคล่ือนไหวและมีเสียงประกอบเช่นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น
ต้น (หนมู ้วน รม่ แกว้ ,2551:218)

ส่ือประสม หมายถึง การนาเอาส่ือการสอนอะไรหลายๆอย่างมาสัมพันธ์กันและมีคุณค่าท่ี
ส่งเสริมซึ่งกันและกันส่ือการสอนอย่างหน่ึงอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจในขณะที่อีกอย่างนึงใช้เพ่ือ
อธิบายข้อเท็จจริงของเน้ือหาและอีกชนดิ หน่ึงอาจใช้เพ่ือก่อให้เกิดความเข้าใจท่ีลกึ ซ้ึงและป้องกันการ
เข้าใจความหมายผิดการใช้ส่ือประสมจะช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์จากประสาทสัมผัสท่ีผสมผสาน
กนั ได้คน้ พบวิธีการที่จะเรียนในสงิ่ ที่ต้องการได้ด้วยตนเองมากยิง่ ข้ึน (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
,2537:111)

สื่อประสม หมายถึง การนาเอาส่ือการสอนหลายๆ อย่างมาสัมพันธ์กัน ซ่ึงมีคุณค่าที่ส่งเสริม
ซึ่งกันและกันส่ือการสอนอย่างหนึ่งอาจใช้เพ่ือเร้าความสนใจในขณะที่อีกอย่างหนึ่งใช้เพ่ืออธิบาย
ข้อเท็จจริงของเนื้อหาและอีกชนิดหนึ่งอาจใช้เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจท่ีลึกซึ้ง และป้องกันการเข้าใจ
ความหมายผดิ การใช้สื่อประสมจะช่วยใหผ้ ู้เรียนมีประสบการณ์จากประสาทสัมผสั ที่ผสมผสานกันได้
พบวิธที ่จี ะเรียนในสง่ิ ทตี่ อ้ งการไดด้ ้วยตนเองมากย่ิงขนึ้ ( ประหยดั จริ ะวรพงศ์ ,2527:256)

สอ่ื ประสม หมายถึง การนาวัสดุอปุ กรณช์ นิดต่างๆ เชน่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ สไลดฟ์ ลิ ์มสตริป
รปู ภาพของตวั อยา่ งหุ่นจาลอง หนงั สอื เป็นต้น ซ่ึงมีเนอื้ หาสาระสมั พนั ธก์ ับกจิ กรรมการเรียนการสอน
แลว้ เลอื กมา ประกอบกันเพอ่ื ใช้ในการเรียนการสอนในแตล่ ะครั้ง ( ประหยดั จิระวรพงศ์ ,2527:256)

ส่ือประสม หมายถึง การนาสื่อหลาย ๆ ประเภทมาใช้ร่วมกันทั้งวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ
เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอน โดยการใช้ส่ือแต่ละอย่าง
ตามลาดับข้ันตอนของเน้ือหา และในปัจจุบันมีการนาคอมพิวเตอร์มาใช้ร่วมด้วย เพ่ือการผลิต หรือ
การควบคุมการทางานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเสนอข้อมูลท้ังตัวอักษร ภาพกราฟิก ภาพถ่าย
ภาพเคลอ่ื นไหว แบบวดี ทิ ัศน์และเสยี ง (กดิ านนั ท์ มลิทอง ,2543 : 267)

อริ คิ สนั (Erickson) กลา่ วว่า " สอื่ ประสม " หมายถึง การนาเอาส่ือการสอนหลาย ๆ อยา่ งมา
สัมพนั ธ์กนั ซง่ึ มคี ณุ ค่าที่สง่ เสรมิ ซึง่ กนั และกัน สอื่ การสอนอย่างหนึ่งอาจใช้เพ่อื เร้าความสนใจในขณะท่ี

15

อีกอย่างหน่ึงใช้เพ่ืออธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหา และอีกชนิดหนึ่งอาจใช้เพ่ือก่อให้เกิดความเข้าใจท่ี
ลึกซ้ึง และป้องกันการเข้าใจความหมายผิด การใช้สื่อประสมจะช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์จาก
ประสาทสัมผัสผสมผสานกันได้พบวิธีการท่ีจะเรียนในส่ิงท่ีต้องการได้ด้วยตนเองมากย่ิงข้ึน "
( ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ ,2523)

สามารถสรุปได้ว่า สื่อประสม จึงหมายถึง การนาส่ือหลาย ๆ ประเภทมาใช้ร่วมกัน ทั้งวัสดุ
อุปกรณ์ และวิธีการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอน โดยการใช้
สื่อแต่ละอย่างตามลาดับข้ันตอนของเน้ือหา และในปัจจุบันมีการนาคอมพิวเตอร์มาใช้ร่วมด้วย เพื่อ
การผลิตหรือการควบคุมการทางานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเสนอข้อมูลท้ังตัวอักษร ภาพกราฟิก
ภาพถา่ ย ภาพเคลอ่ื นไหว และเสียง เปน็ ตน้ ซง่ึ การใชส้ ่ือประสมในการศึกษาจะช่วยเพม่ิ ประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลในการเรยี นการสอนได้อย่างมาก โดยใช้ในลักษณะของการสอนใช้คอมพวิ เตอร์ (CAI)
รูปแบบต่าง ๆ เช่น สถานการณ์ลาลอง เกม การทบทวน ฯลฯ ซ่ึงในปัจจุบันมีผู้ผลิตบทเรียนลงแผ่น
ซดี อี อกจาหนา่ ยมากมายหรือผู้สอนจะจัดทาบทเรยี นเองไดโ้ ดยใชโ้ ปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ช่วยในการ
จดั การเรียนการสอนได่อย่างสดวกสบาย

แนวคิดทฤษฎีเก่ยี วกับความพึงพอใจ

ความหมายของความพึงพอใจ

ความพึงพอใจ (Satisfaction) ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้หลายความหมาย
ดงั นี้

พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตสถาน (2542) ได้ใหค้ วามหมายของความพึงพอใจไว้ว่า พงึ พอใจ
หมายถงึ รกั ชอบใจ และพงึ ใจ หมายถงึ พอใจ ชอบใจ

ดิเรก ฤกษ์หร่าย (2528) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติทางบวกของบุคคลที่มตี อ่
ส่ิงใดส่ิงหน่ึง เป็นความรู้สึกหรือทัศนคติที่ดีต่องานท่ีทาของบุคคลที่มีต่องานในทางบวก ความสุขของ
บุคคลอันเกิดจากการปฏิบัติงานและได้รับผลเป็นที่พึงพอใจ ทาให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น มี
ความสุข ความมุ่งม่ันที่จะทางาน มีขวัญและมีกาลังใจ มีความผูกพันกับหน่วยงาน มีความภาคภูมิใจ
ในความสาเร็จของงานท่ีทา และส่ิงเหล่านี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทางาน
สง่ ผลตอ่ ถงึ ความกา้ วหนา้ และความสาเรจ็ ขององค์การอีกด้วย

16

วิรุฬ พรรณเทวี (2542) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่
เหมือนกัน ข้ึนอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะมีความคาดหมายกับส่ิงหน่ึงส่ิงใดอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมี
ความต้ังใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดจี ะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวงั
หรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างย่ิง เม่ือไม่ได้รับการตอบสนองตามท่ีคาดหวังไว้ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับส่ิงท่ีต้ังใจไว้ว่า
จะมีมากหรือน้อยสอดคล้องกับ ฉัตรชัย (2535) กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกหรือ
ทัศนคติของบุคคลท่ีมีต่อสิ่งหนึ่งหรือปัจจัยต่างๆท่ีเก่ียวข้อง ความรู้สึกพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความ
ตอ้ งการของบุคคลได้รบั การตอบสนองหรือบรรลจุ ุดมุ่งหมายในระดับหน่ึง ความรูส้ ึกดงั กล่าวจะลดลง
หรอื ไมเ่ กิดข้ึน หากความตอ้ งการหรอื จุดมงุ่ หมายนัน้ ไม่ไดร้ ับการตอบสนอง

กิตติมา ปรีดีดิลก (2529) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจท่ีมีต่อ
องคป์ ระกอบและสง่ิ จูงใจในดา้ นต่างๆเมื่อได้รับการตอบสนอง

กาญจนา อรุณสอนศรี (2546) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการแสดงออกทาง
พฤติกรรมท่ีเป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การท่ีเราจะทราบว่าบุคคลมีความพึง
พอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและต้องมีสิ่งเร้าที่ตรงต่อความ
ต้องการของบุคคล จึงจะทาให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนน้ั การสงิ่ เรา้ จึงเป็นแรงจงู ใจของบุคคลนั้น
ให้เกิดความพึงพอใจในงานนัน้

นภารัตน์ เสือจงพรู (2544) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกทางบวกความรู้สึกทางลบ
และความสุขท่ีมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน โดยความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความรู้สึกทางบวก
มากกวา่ ทางลบ

เทพพนม เมืองแมน และสวิง สุวรรณ (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นภาวะของความพึง
ใจหรือภาวะท่ีมีอารมณ์ในทางบวกท่ีเกิดข้ึน เนื่องจากการประเมินประสบการณ์ของคนๆหน่ึง สิ่งท่ี
ขาดหายไประหว่างการเสนอให้กบั สงิ่ ที่ไดร้ บั จะเป็นรากฐานของการพอใจและไม่พอใจได้

สง่า ภู่ณรงค์ (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับผลสาเร็จ
ตามความมงุ่ หมายหรอื เป็นความร้สู ึกขั้นสดุ ทา้ ยทีไ่ ด้รับผลสาเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงค์

จากการตรวจเอกสารขา้ งต้นสรปุ ได้วา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรสู้ กึ ทีด่ ีหรือทศั นคติท่ีดี
ของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามท่ีตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อส่ิงนั้น
ตรงกันขา้ มหากความตอ้ งการของตนไม่ได้รบั การตอบสนองความไม่พึงพอใจกจ็ ะเกดิ ข้ึน

17

แนวคิดทฤษฎีเกีย่ วกบั ความพงึ พอใจ

Shelly อ้างโดย ประกายดาว (2536) ได้เสนอแนวคิดเก่ียวกับความพึงพอใจ ว่าความพึง
พอใจเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบ ความรู้สึก
ทางบวกเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วจะทาให้เกิดความสุข ความสุขนี้เป็นความรู้สึกท่ีแตกต่างจาก
ความรู้สึกทางบวกอื่นๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับความสุขสามารถทาให้เกิด
ความรสู้ ึกทางบวกเพม่ิ ขน้ึ ได้อีก ดงั นั้นจะเหน็ ได้ว่าความสขุ เปน็ ความรูส้ กึ ทสี่ ลับซับซ้อนและความสุขน้ี
จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกในทางบวกอื่นๆ ขณะท่ีวิชัย (2531) กล่าวว่า แนวคิดความพึง
พอใจ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตอ้ งการของมนุษย์ กล่าวคือ ความพึงพอใจจะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเม่ือความ
ต้องการของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง ซ่ึงมนุษย์ไม่ว่าอยู่ในท่ีใดย่อมมีความต้องการขั้นพ้ืนฐานไม่
ต่างกัน

Kotler and Armstrong (2002) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดข้ึนต้องมีสิ่งจูงใจ
(motive) หรือแรงขับดัน (drive) เป็นความต้องการที่กดดันจนมากพอท่ีจะจูงใจให้บุคคลเกิด
พฤตกิ รรมเพ่ือตอบสนองความต้องการของตนเอง ซึ่งความต้องการของแต่ละคนไมเ่ หมือนกัน ความ
ตอ้ งการบางอย่างเปน็ ความต้องการทางชวี วทิ ยา (biological) เกิดข้ึนจากสภาวะตึงเครยี ด เช่น ความ
หิวกระหายหรือความลาบากบางอย่าง เป็นความต้องการทางจิตวิทยา (psychological) เกิดจาก
ความต้องการการยอมรับ (recognition) การยกย่อง (esteem) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
(belonging) ความต้องการส่วนใหญ่อาจไม่มากพอท่ีจะจูงใจให้บุคคลกระทาในช่วงเวลานั้น ความ
ตอ้ งการกลายเป็นสิ่งจูงใจ เม่ือได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอจนเกิดความตึงเครียด โดยทฤษฎที ี่ได้รับ
ความนยิ มมากทส่ี ุด มี 2 ทฤษฎี คอื ทฤษฎีของอบั ราฮมั มาสโลว์ และทฤษฎขี องซกิ มนั ด์ ฟรอยด์

1. ทฤษฎแี รงจงู ใจของมาสโลว์ (Maslow’s theory motivation)

อับราฮมั มาสโลว์ (A.H.Maslow) คน้ หาวิธที จี่ ะอธิบายว่าทาไมคนจงึ ถูกผลกั ดนั โดยความ
ตอ้ งการบางอยา่ ง ณ เวลาหนึ่ง ทาไมคนหนึ่งจึงทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมากเพ่ือให้ได้มาซึ่งความ
ปลอดภัยของตนเองแต่อีกคนหน่ึงกลับทาสิ่งเหล่านัน้ เพื่อให้ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น คาตอบ
ของมาสโลว์ คือ ความต้องการของมนุษยจ์ ะถูกเรยี งตามลาดับจากสิง่ ท่ีกดดนั มากท่ีสุดไปถึงน้อยทสี่ ดุ
ทฤษฎีของมาสโลวไ์ ดจ้ ัดลาดบั ความต้องการตามความสาคญั คือ

1.1 ความต้องการทางกาย (physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐาน คือ
อาหาร ที่พัก อากาศ ยารักษาโรค

18

1.2 ความต้องการความปลอดภัย (safety needs) เป็นความต้องการท่ีเหนือกว่า
ความตอ้ งการเพอ่ื ความอยู่รอด เปน็ ความต้องการในด้านความปลอดภยั จากอันตราย

1.3 ความตอ้ งการทางสังคม (social needs) เปน็ การตอ้ งการการยอมรับจากเพอื่ น
1.4 ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) เป็นความต้องการการยกย่องส่วนตัว
ความนับถือและสถานะทางสงั คม
1.5 ความต้องการให้ตนประสบความสาเร็จ (self – actualization needs) เป็นความ
ตอ้ งการสงู สดุ ของแต่ละบุคคล ความต้องการทาทุกสงิ่ ทุกอยา่ งไดส้ าเรจ็
บุคคลพยายามที่สร้างความพึงพอใจให้กับความต้องการท่ีสาคัญที่สุดเป็นอันดับแรกก่อน
เม่ือความต้องการน้ันได้รับความพึงพอใจ ความต้องการน้ันก็จะหมดลงและเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคล
พยายามสร้างความพึงพอใจให้กับความต้องการที่สาคัญท่ีสุดลาดับต่อไป ตัวอย่าง เช่น คนท่ีอดอยาก
(ความต้องการทางกาย) จะไม่สนใจต่องานศิลปะชิ้นล่าสุด (ความต้องการสูงสุด) หรือไม่ต้องการยก
ย่องจากผู้อื่น หรือไม่ต้องการแม้แต่อากาศที่บริสุทธ์ิ (ความปลอดภัย) แต่เม่ือความต้องการแต่ละข้ัน
ได้รบั ความพงึ พอใจแล้วก็จะมคี วามต้องการในข้นั ลาดับต่อไป

2. ทฤษฎีแรงจูงใจของฟรอยด์

ซิกมันด์ ฟรอยด์ ( S. M. Freud) ตั้งสมมุติฐานว่าบุคคลมักไม่รู้ตัวมากนักว่าพลังทาง
จติ วิทยามสี ่วนช่วยสร้างใหเ้ กดิ พฤตกิ รรม ฟรอยดพ์ บวา่ บุคคลเพิม่ และควบคุมส่งิ เรา้ หลายอย่าง ส่ิงเรา้
เหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมอย่างส้ินเชิง บุคคลจึงมีความฝัน พูดคาท่ีไม่ตั้งใจพูด มีอารมณ์อยู่
เหนือเหตุผลและมพี ฤติกรรมหลอกหลอนหรอื เกดิ อาการวติ กจรติ อย่างมาก

ขณะท่ี ชาริณี (2535) ได้เสนอทฤษฎีการแสวงหาความพึงพอใจไว้ว่า บุคคลพอใจจะ
กระทาสิ่งใดๆที่ให้มีความสุขและจะหลีกเลี่ยงไม่กระทาในสิ่งที่เขาจะได้รับความทุกข์หรือ
ความยากลาบาก โดยอาจแบ่งประเภทความพอใจกรณนี ไ้ี ด้ 3 ประเภท คือ

1. ความพอใจด้านจิตวิทยา (psychological hedonism) เป็นทรรศนะของความพึง
พอใจว่ามนุษย์โดยธรรมชาติจะมีความแสวงหาความสุขส่วนตัวหรือหลีกเลี่ยงจากความทุกข์
ใดๆ

2. ความพอใจเกี่ยวกับตนเอง (egoistic hedonism) เป็นทรรศนะของความพอใจว่า
มนุษย์จะพยายามแสวงหาความสุขส่วนตัว แต่ไม่จาเป็นว่าการแสวงหาความสุขต้องเป็น
ธรรมชาตขิ องมนษุ ยเ์ สมอไป

19

3. ความพอใจเก่ียวกับจริยธรรม (ethical hedonism) ทรรศนะนถี้ ือว่ามนุษยแ์ สวงหา
ความสุข เพ่ือผลประโยชน์ของมวลมนุษย์หรือสังคมที่ตนเป็นสมาชิกอยู่และเป็นผู้ได้รับ
ผลประโยชนผ์ ู้หนง่ึ ดว้ ย

งานวจิ ัยทเี่ กี่ยวข้อง

รุ่งทิพย์ มีสาลี บุญเรือง ศรีเหรัญ และขาตรี เกิดธรรม (2557:บทคัดย่อ) ศึกษาเกี่ยวกับ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนศลิ ปะของนักเรียนที่ได้รับการสอนดว้ ยสื่อประสม การวิจัยในคร้งั นี้ทาง
ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อประสมเรื่องการสร้างสรรค์งานพิมพ์ภาพ 2) เพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนศิลปะของนักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยส่ือประสม ก่อนเรียน ระหว่างเรียน
และหลังเรียน และ 3) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีสอนโดยใช้ส่ือประสม กลุ่ม
ตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดศรีบุรีรต
นาราม) อาเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2556 จานวน 2
ห้องเรียน จานวนนักเรียน 60 คน ซ่ึงได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster sampling) และใช้
การสุ่มอย่างง่ายเพื่อให้กลุ่มหน่ึงเป็นกลุ่มทดลองจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่ม
ควบคุมสอนโดยวิธีปกติ เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ีประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ศิลปะ
จานวน 8 แผน แผนละ 1 ช่ัวโมง 2) สื่อประสมประกอบด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ
รูปภาพ เร่ืองการสร้างสรรค์งานพิมพภ์ าพ จานวน 8 เรอื่ ง 3) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
ศิลปะชนิด 4 ตัวเลือก 30 ข้อ ที่มีความเช่ือมั่นเท่ากับ 0.993 ํค่า อานาจจาแนกระหว่าง 0.30–0.50
และํค่าความยากระหว่าง 0.53–0.73 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีสอนโดยใช้สื่อ
ประสมแบบมาตรส่วนประเมนิ ํค่า 5 ระดับ 5) แบบประเมินคุณภาพของสื่อประสม สถิตพิ รรณนาท่ีใช้
ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ํค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานและสถิติที่ใช้ทดสอบ
สมมุติฐานความแตกต่าง ํค่าเฉลี่ยของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ส่ือ
ประสม

ชนิกา บัวเผียน (2556:บทคัดย่อ) ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างส่ือประสมเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน เรื่อง "สารในชีวิตประจาวัน สาหรับนักเรียน ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 การศึกษาครั้งน้ีมี
วัตถุประสงค์ 3 ข้อ ได้แก่ 1) เพ่ือสร้างส่ือประสมกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เร่ือง “สารใน
ชีวิตประจาวัน สาหรับนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6” ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80 / 80, 2) เพื่อ
เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรยี นดว้ ย

20

ส่ือประสมที่สร้าง, และ 3) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
เม่ือเรยี นด้วยสอ่ื ประสมทส่ี รา้ ง โดยมกี ลุ่มตวั อยา่ งเปน็ นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 เมอื่ เรยี นด้วยสื่อ
ประสมที่สร้าง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวังรีบุญเลิศ จานวน
26 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ในการศึกษานี้ได้ใช้เครื่องมือเพ่ือเก็บรวบรวมข้อมูล 3
ชนิด ได้แก่ส่ือประสม (ได้แก่การ์ตูนวิทยาศาสตร์สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และชุดกิจกรรม)
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน และแผนการจัดการเรียนรนู้ อกจากนไ้ี ด้ใช้ค่าตา่ ง ๆ ทางสถิติ
เช่น ค่าร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยและT- test แบบ Dependent สาหรับการวิเคราะห์
ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า 1) ส่ือประสมกลมสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์เร่อื ง“สารในชีวิตประจาวนั
สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่6” มีประสิทธิภาพ 84.89 / 88.07, 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนด้วยสื่อประสมท่ีสร้าง สูงกว่าก่อนเรยี น อยา่ งมนี ัยสาคัญ
ที่ 0.01, และ3) นักเรียนประถมศึกษาปีท่ี 6 มีความพึงพอใจในการเรียนด้วยสื่อประสมท่ีสร้างใน
ระดบั ดมี าก

สุวารี ไวยวุฒินันท์ (2556:บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และ
ความคงทนในการเรียนรูเ้ รื่องการส่งเสริมสขุ ภาพปากและฟัน ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 3 โดย
ใช้ส่ือประสม โดยการวิจัยในคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการ
ส่งเสริมสุขภาพปากและฟัน ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ส่ือประสม ให้มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3
ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรยี นด้วยแผนการจัดการเรยี นรู้ 3) เพ่ือศกึ ษาความคงทนในการเรียนรู้ของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 4) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีต่อ
การเรียนด้วยแผนการจัดการ เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แผนการจัดการ
เรียนรู้ เร่อื งการส่งเสรมิ สขุ ภาพปากและฟัน จานวน 5 แผน แบบทดสอบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ซ่ึง
เป็นชนิด 3 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ โดยมีค่าความยากตั้งแต่ 0.34 ถึง 0.71 ค่าอานาจจาแนกต้ังแต่
0.55 ถึง 0.90 ค่าความเช่ือมั่นเท่ากับ 0.91 และแบบสอบถามความพึงพอใจ แบบมาตราส่วน
ประมาณค่า 5 ระดับ จานวน 10 ข้อ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Samples) ผลการวิจัย
พบว่า 1) แผนการจดั การเรียนรู้ มปี ระสทิ ธภิ าพเท่ากบั 85.50/86.67 2) นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี
3 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 3)
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 มคี วามคงทนในการเรยี นรู้ 4) นกั เรียน ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 มีความ

21

พึงพอใจต่อการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด (\dpi{80} \bar{X}=
4.65, S.D. = 0.48)

ขอ้ สรุปจากแนวคิดทฤษฎเี กยี่ วกบั ความพึงพอใจ
จากความหมายของความพึงพอใจท่ีบุคคลต่างๆ ได้กล่าวไว้ข้างต้นพอสรุปได้ว่าความพึง

พอใจเปน็ เรอื่ งที่เก่ียวข้องกบั อารมณ์ ความรู้สึกและทัศนคติของบุคคลที่ได้รับการตอบสนองตรงความ
ต้องการของตนเอง จึงทาให้เกิดความรู้สึกที่ดี แสดงออกมาทางพฤติกรรมท่ีทาให้ปฏิบัติงานหรือ
กระทาสง่ิ ตา่ ง ๆ ไดป้ ระสบความสาเร็จ

ขอ้ สรปุ จากแนวคดิ ทฤษฏเี ก่ยี วกับงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง
จากการศกึ ษาดงั กล่าวข้างตน้ เก่ียวกบั การจัดการเรียนรู้ โดยใชส้ ่อื ประสมน้นั สามารถสรุปได้วา่ ส่อื

ประสม เป็นส่ือที่สามารถทาให้ผู้เรียนสนใจ สามารถช่วยเหลือในเรื่องของการส่ือสารระหว่างกันของผู้เรียน
การทางานเป็นทมี การบรหิ ารโครงการ ความรบั ผิดชอบ ความคดิ สรา้ งสรรค์ และเรือ่ งของวฒั นธรรมองค์กรได้
สรุปก็คือ สามารถสร้างให้ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วม (Engagement) และสนุกสนาน (Fun) ได้พร้อมๆกับได้รับ
ความรู้ (Knowledge) ไดอ้ ีกด้วย

22

บทท่ี 3
วิธกี ารดาเนนิ วจิ ยั

ในการศึกษาทดลองในคร้ังนี้มวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่อื สร้างและหาประสทิ ธิภาพของการใช้ส่อื ประสม ใน
การเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่องพุทธประวัติ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายต่อสื่อประสมท่ีสร้างข้ึน และนามาเปรียบเทียบคะแนนทางการเรียน
ก่อนและหลังเรียนวิชาพุทธศาสนา เรื่องพุทธประวัติ โดยสื่อประสมที่สร้างขึ้นและเพ่ือศึกษาความพึง
พอใจของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งรายทม่ี ีต่อการใช้การ
จัดการ เรยี นรูแ้ บบส่อื ประสมท่สี ร้างขนึ้ ซึ่งไดแ้ บ่งวิธกี ารดาเนินการวิจยั ดังนี้

1. แบบแผนการทดลอง
2. ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง
3. เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการรวบรวมข้อมูล
4. วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมลู
5. การจดั ทากบั ข้อมลู และการวิเคราะหข์ ้อมูล
6. สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล

แบบแผนการทดลอง
การวิจัยครง้ั น้ีเปน็ การวิจัยเชงิ ทดลอง โดยศึกษาประชากรกลุ่มเดยี วโดยมีการทดสอบก่อน เรียน

และหลงั เรียน 2 คร้ัง โดยใช้แบบแผนการทดลอง (one group pretest – posttest design) ดังน้ี

⁰₁ x ⁰₂

เมอ่ื
⁰₁ หมายถงึ การทดสอบกอ่ นเรยี น
X หมายถึง วิธีการสอนโดยใชส้ อื่ ประสม
⁰₂ หมายถึง การทดสอบหลังเรียน

23

ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรกลุ่มตัวอย่างประชากรท่ีใช้ในการศึกษาทดลองในคร้ังนี้

คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ปีการศึกษา 2564
จานวน 79 คน

กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีคือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน
สาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ปีการศึกษา 2564 จานวน 1 ห้องเรียน จานวน 27 คน โดยการ
สุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งกลุ่ม (Cluster or area sampling) เน่ืองจากโรงเรียนมีการจัดห้องเรียนแบบ
คละ คณุ ลกั ษณะ

เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการพฒั นา
1. เคร่ืองมือที่ใช้ในการพัฒนาคร้ังน้ีเป็นแผนการเรียรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรม วิชาพระพทุ ธศาสนา เรอื่ ง พุทธประวัติ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชเ้ ทคนคิ การ
สอนแบบสอ่ื ประสมจานวน 1แผน
2. ส่ือประสมกลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วชิ าพระพทุ ธศาสนา เรือ่ ง
พทุ ธประวตั ิ สาหรับนักเรียนประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ทผี่ วู้ ิจัยสร้างขน้ึ
เคร่อื งมือท่ใี ช้รวบรวมข้อมลู
เครอ่ื งมือที่ใช้รวบรวมขอ้ มูลในคร้งั น้เี ป็นเครอ่ื งมือท่ผี ู้ศึกษาสรา้ งข้นึ 2 จานวน คือ
1. แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม วิชา
พระพุทธศาสนา เร่ือง พุทธประวัติ สาหรับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ซ่ึงเป็นแบบปรนยั
ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จานวน 10 ข้อ ใช้ก่อนเรียนและหลังเรียนซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นตาม
แนวการสร้างและการหาคุณภาพแบบอิง เกณฑ์ ใชเ้ วลาในการทดสอบ 20 นาที
2. แบบประเมินความพึงพอใจ เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปี
ที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย หลังการจัดการเรียนรู้ ท่ีใช้สื่อประสบ
ประกอบการเรยี นวชิ าพระพุทธศาสนา เร่ือง พทุ ธประวตั ิ

24

ข้นั ตอนการสรา้ งและหาคุณภาพเครอ่ื งมอื

การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น

การสรา้ งแบบทดสอบมีวิธีการสรา้ งตามลาดบั ดังนี้

ขนั้ ที่ 1 ศึกษา คน้ คว้า จากเอกสาร ตารา บทความ และงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง

ขนั้ ท่ี 2 วเิ คราะหข์ อ้ มลู ท่ีศกึ ษาเพือ่ กาหนดเปน็ โครงสรา้ งเคร่ืองมือ และขอบเขตของเน้ือหา

ข้ันท่ี 3 นาแบบสอบถามท่ีสร้างไปเสนออาจารย์ท่ีปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ
ภาษาเน้อื หา ตลอดจนความครอบคลมุ พรอ้ มกับขอคาแนะนาเพ่ิมเติมและแนวทางปรับปรุงแก้ไข

ข้ันที่ 4 นาแบบสอบถามท่สี รา้ งขึ้นเสนอผทู้ รงคณุ วุฒจิ านวน 3 ท่านประกอบด้วย ผู้เชย่ี วชาญ
ด้านหลักสตู ร ดา้ นวชิ าการและดา้ นการวัดและประเมินผล เพือ่ ตรวจสอบคา่ ความเทีย่ งตรงของเนื้อหา
(Content Validity) และคาแนะนาหาค่าดัชนีความสอดคลอง ( Index of Item Objective
Congruenoe : IOC) จากหลักสตู ร

เห็นความสอดคลอ้ ง ใหค้ ะแนน +1

ไม่แน่ใจ ใหค้ ะแนน 0

เห็นว่าไม่สอดคลอ้ ง ใหค้ ะแนน -1

โดยใชส้ ูตรการหาคา่ คอื

IOC = ∑R

N

∑R = ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ชี่ยวชาญ

N = จานวนผู้เช่ยี วชาญ

นาข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญมาคานวณค่า IOC โดยใช้ดัชนีความ
สอดคล้อง(Index of Item Objective Congruence) ของผู้เช่ียวชาญมาคานวณค่าดัชนีความ
สอดคลอ้ ง และเลือกค่าชันคี วามสอดคลอ้ งตัง้ แต่ 0.5 ขนึ้ ไป

ขั้นท่ี 5 มีค่า IOC ต้ังแต่ 0.5 ถึง 1.00 เป็นข้อสอบที่ใช้ได้ จากการประเมินของผู้เช่ียวชาญ 3
ทา่ น พบวา่ ขอ้ สอบมีคา่ IOC ตั้งแต่ 0.67 ถงึ 1.00 ผา่ นเกณฑจ์ านวน 20 ข้อ

25

ข้ันท่ี 6 จัดทาเคร่ืองมือฉบับสมบูรณ์ให้ครบตามเกณฑ์ที่วางแผนการเก็บข้อมูล นาข้อสอบ
จานวน 20 ข้อที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญและคัดเลือกจานวนข้อที่เหมาะสมแล้วไป
ทดลองใช้ (Try–out) กับนักเรยี นท่มี ีลกั ษณะคล้ายกลุ่มประชากร แล้วนาผลการทดลองใช้ข้อสอบ มา
หาประสิทธิภาพโดยการวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (ค่า P) ค่าอานาจจาแนก(คา่ r) เปน็ รายขอ้ และ
ค่าความเชอ่ื มั่นโดยใช้สูตร KR20

ขั้นท่ี 7 ได้ผลการวิเคราะห์คุณภาพของข้อสอบ โดยหาค่าความยาก และอานาจจาแนกเป็น
รายข้อแบบอิงเกณฑ์ ค่าที่ใช้ได้ คือ ความยากต้ังแต่ 0.20 ถึง 0.80 และค่าอานาจจาแนกต้ังแต่ 0.20
ถึง 1.00 ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน (2551: 55) ผู้ศึกษาใช้วิธีวิเคราะห์ข้อสอบ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
สาเรจ็ รปู พบวา่ ได้ข้อสอบทผี่ ่านเกณฑ์จานวน 12 ข้อ จากข้อสอบท่ีมีอานาจจาแนกต้ังแต่ 0.75 ถงึ 1
มคี ่าความยากต้ังแต่ 0.58 ถึง 0.96 (ดงั ตวั อย่างในภาคผนวก ข หนา้ ที่ 47)

ข้ันท่ี 8 จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม
จริยธรรมเรื่อง พุทธประวัติ จานวน 10 ข้อ เป็นแบบทดสอบฉบับสมบูรณ์ สาหรับทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรียนเพ่ือใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ตอ่ ไป

ขนั้ ท่ี 9 นาเคร่อื งมือไปใชง้ านเกบ็ ขอ้ มลู

การสรา้ งแบบประเมนิ ใบงาน

การสร้างแบบประเมนิ ใบงานมีวธิ กี ารสร้างตามลาดบั ดังน้ี

ขน้ั ท่ี 1 ศึกษา คน้ ควา้ จากเอกสาร ตารา บทความ และงานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้อง

ขน้ั ที่ 2 วเิ คราะหข์ อ้ มูลที่ศึกษาเพอื่ กาหนดเป็นโครงสร้างเครื่องมือ และขอบเขตของเน้ือหา

ข้ันท่ี 3 นาแบบสอบถามท่ีสร้างไปเสนออาจารย์ท่ีปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ
ภาษาเน้อื หา ตลอดจนความครอบคลมุ พร้อมกับขอคาแนะนาเพิ่มเติมและแนวทางปรับปรงุ แกไ้ ข

ข้นท่ี 4 นาแบบสอบถามทสี่ ร้างขนึ้ เสนอผ้ทู รงคณุ วฒุ จิ านวน 3 ทา่ นประกอบดว้ ย ผู้เชยี่ วชาญ
ดา้ นหลักสตู ร ดา้ นวิชาการและด้านการวดั และประเมินผล เพอื่ ตรวจสอบคา่ ความเทยี่ งตรงของเน้ือหา
(Content Validity) และคาแนะนาหาค่าดัชนีความสอดคลอง ( Index of Item Objective
Congruenoe : IOC) จากหลกั สูตร

26

เห็นความสอดคล้อง ให้คะแนน +1

ไม่แนใ่ จ ใหค้ ะแนน 0

เห็นวา่ ไม่สอดคล้อง ใหค้ ะแนน -1

โดยใช้สูตรการหาค่าคือ

IOC = ∑R

N

∑R = ผลรวมคะแนนความคดิ เหน็ ของผเู้ ชี่ยวชาญ

N = จานวนผ้เู ชี่ยวชาญ

นาข้อมูลท่ีรวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคานวณค่า IOC โดยใช้ดัชนีความ
สอดคล้อง(Index of Item Objective Congruence) ของผู้เชี่ยวชาญมาคานวณค่าดัชนีความ
สอดคล้อง และเลือกค่าชันคี วามสอดคล้องตงั้ แต่ 0.5 ขน้ึ ไป

ขั้นที่ 5 ได้ข้อคาถามที่มีค่า IOC เท่ากับ 1 แล้วมาปรับปรุงตามคาแนะนาของผู้ทรงคุณวุฒิ
แลว้ นาไปปรกึ ษาขอคาแนะนาเพิ่มเติม

ขนั้ ท่ี 6 จดั ทาเครื่องมอื ฉบับสมบรู ณใ์ หค้ รบตามเกณฑท์ ว่ี างแผนการเกบ็ ขอ้ มูล

ขน้ั ที่ 7 นาเครอื่ งมือไปทดลองใช้

ขน้ั ที่ 8 หาคา่ ความยากง่าย อานาจจาแนก ความเช่อื มนั่

ขน้ั ท่ี 9 นาเครอื่ งมือทีส่ มบูรณแ์ ล้วไปเก็บขอ้ มูล

การสรา้ งแบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนกั เรยี นทมี่ ตี อ่ การจัดการเรยี นร้สู ือ่ ประสม

การสรา้ งแบบสอบถามมวี ิธกี ารดงั น้ี

ข้ันที่ 1 ศกึ ษา ค้นควา้ จากเอกสาร ตารา บทความ และงานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง

ขัน้ ท่ี 2 วิเคราะห์ข้อมลู ทีศ่ ึกษาเพื่อกาหนดเปน็ โครงสรา้ งเคร่อื งมือ และขอบเขตของเนือ้ หา

ข้ันท่ี 3 นาแบบสอบถามท่ีสร้างไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ
ภาษาเนอ้ื หา ตลอดจนความครอบคลุมพร้อมกับขอคาแนะนาเพม่ิ เติมและแนวทางปรับปรุงแกไ้ ข

27

ขน้ ที่ 4 นาแบบสอบถามท่ีสรา้ งข้ึนเสนอผูท้ รงคณุ วฒุ จิ านวน 3 ท่านประกอบดว้ ย ผเู้ ช่ียวชาญ
ดา้ นหลกั สูตร ดา้ นวชิ าการและด้านการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบค่าความเท่ียงตรงของเน้ือหา
(Content Validity) และคาแนะนาหาค่าดัชนีความสอดคลอง ( Index of Item Objective
Congruenoe : IOC) จากหลักสตู ร

เหน็ ความสอดคล้อง ให้คะแนน +1

ไม่แน่ใจ ใหค้ ะแนน 0

เหน็ วา่ ไมส่ อดคล้อง ให้คะแนน -1

โดยใชส้ ูตรการหาคา่ คือ

IOC = ∑R

N

∑R = ผลรวมคะแนนความคดิ เหน็ ของผเู้ ช่ยี วชาญ

N = จานวนผเู้ ช่ยี วชาญ

นาข้อมูลท่ีรวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญมาคานวณค่า IOC โดยใช้ดัชนีความ
สอดคล้อง(Index of Item Objective Congruence) ของผู้เชี่ยวชาญมาคานวณค่าดัชนีความ
สอดคล้อง และเลอื กคา่ ชันีความสอดคลอ้ งต้ังแต่ 0.5 ขึ้นไป

ขั้นท่ี 5 ได้ข้อคาถามที่มีค่า IOC เท่ากับ 1 แล้วมาปรับปรุงตามคาแนะนาของผู้ทรงคุณวุฒิ
แล้วนาไปปรึกษาขอคาแนะนาเพิม่ เติม

โดยกาหนดน้าหนกั คะแนนแต่ละขอ้ ไวด้ งั น้ี

คะแนน 5 หมายถงึ มีความพึงพอใจอยูใ่ นระดบั มากทส่ี ดุ

คะแนน 4 หมายถึง มีความพึงพอใจอยใู่ นระดับมาก

คะแนน 3 หมายถงึ มีความพึงพอใจอยใู่ นระดบั ปานกลาง

คะแนน 2 หมายถึง มีความพึงพอใจอยใู่ นระดับน้อย

คะแนน 1 หมายถงึ มีความพึงพอใจอยู่ในระดบั น้อยทสี่ ดุ

เกณฑ์การประเมนิ

คา่ เฉลี่ย ความหมาย

4.51 – 5.00 หมายถึง พึงพอใจอยูใ่ นระดับมากท่ีสุด

28

3.51 – 4.50 หมายถงึ ความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มาก
2.51 – 3.50 หมายถงึ ความพงึ พอใจอยูใ่ นระดบั ปานกลาง
1.51 – 2.50 หมายถงึ ความพงึ พอใจอยูใ่ นระดบั นอ้ ย
1.00 – 1.50 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับนอ้ ยท่ีสุด
ผ้วู จิ ยั ได้ออกแบบเคร่ืองมือแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยกาหนดข้อคาถาม และออกแบบ
รายการประเมินจานวน 6 ขอ้

ข้ันที่ 6 นาเครื่องมือไปทดลองใช้
ขน้ั ที่ 7 หาคา่ ความยากงา่ ย อานาจจาแนก ความเช่ือมน่ั
ข้ันท่ี 8 นาเครื่องมือท่สี มบรู ณ์แล้วไปเก็บข้อมลู
วิธีการรวบรวมข้อมูล
ในการเกบ็ ขอ้ มูลทางผู้วจิ ัยได้ดาเนนิ การตามขั้นตอนดังนี้
1. ทาการทดสอบก่อนเรียน โดยใชแ้ บบทดสอบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน จานวน 10 ขอ้ 10
คะแนน ใชเ้ วลา 20 นาทีและตรวจใหค้ ะแนนนาคะแนนมาวิเคราะห์
2. สอนตามแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือโดยใชน้ วตั กรรมสื่อประสม ตามขนั้ ตอน
ทวี่ างแผนไว้โดยใชร้ ะยะเวลาการดาเนินการ 3 สปั ดาห์
3. ทดสอบระหว่างเรยี น โดยใชใ้ บงานเรอ่ื งพทุ ธประวตั ิ จานวน 3 ข้อ 5 คะแนน ใช้เวลา 20
นาที
4. ทดสอบหลังเรยี น โดยใชแ้ บบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นรู้ จานวน 10 ข้อ 10
คะแนน ใชเ้ วลา 20 นาที ซ่ึงเปน็ ฉบบั เดียวกบั ท่ีใช้ทดสอบก่อนเรียน
5. ใหน้ ักเรียนตอบแบบสอบถามความพงึ พอใจทมี่ ีต่อการจัดการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื โดยใช้ ส่อื
ประสมในการการจัดการเรียนรู้ และบนั ทึกขอ้ มลู เพ่ือนาไปวิเคราะหท์ างสถิติ

การจดั ทากบั ขอ้ มูลและการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ผศู้ กึ ษาจะวิเคราะหข์ ้อมูลตามลาดับข้ันตอน ดังนี้
1. การหาประสิทธภิ าพของ สือ่ ประสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาคา่ E1/E2

29

2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลังเรียนใช้ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ส่ือ
ประสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉล่ยี สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และผลต่างระหวา่ งก่อนเรยี น
และหลงั เรยี น

3. การศึกษาความพึงพอใจความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ส่ือประสม วิเคราะห์
ขอ้ มลู โดยหาคา่ เฉลยี่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน

สถติ ิที่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู
1. ค่าเฉล่ีย (Mean) ของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้สูตดังนี้
(ประคอง กรรมสตู 2525 : 80 )

̅ =
เมอื่ ̅ (เอ็กซ์บาว)์ คอื คา่ เฉลี่ยเลขคณิต
∑ คือ ผลบวกของข้อมลู ทุกคา่
คอื จานวนข้อมลู ทั้งหมด
2. หาค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนการทดสอบก่อน
เรียนและหลงั เรียนใช้สตู รดงั นี้ (ประคอง กรรณสตู 2525 : 81 )
S.D = √∑ ( − ̅)2

−1

เม่อื S.D คือ ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน
F คือ ความถี่
X คือจดุ ก่งึ กลาง
̅ คอื ค่าเฉลีย่ เลขคณติ
n คอื จานวนข้อมูล

30

3. หาคา่ ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ งข้อสอบกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ โดยคานวณจากสูตรดังนี้


=
เมื่อ IOC คอื ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ งข้อคาถามกบั ลักษณะพฤติกรรม

∑R คอื ผลรวมของคะแนนความคิดเหน็ ของผเู้ ชี่ยวชาญด้านเน้ือหาทงั้ หมด

N คอื จานวนผเู้ ช่ียวชาญทั้งหมด

4. หาประสทิ ธิภาพของสื่อประสงคต์ ามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 (E1/E2 = 80/80) ดงั น้ี

1 = ∑

× 100


เมื่อ E1 คือ ประสิทธภิ าพของกระบวนการที่จดั ไวใ้ น สื่อประสม

หาได้จากคะแนนการทากจิ กรรมระหวา่ งเรยี นได้ถกู ต้องร้อยละ 80

∑x คือ คะแนนรวมของนักเรยี นทกุ คนทีไ่ ด้จากกราะทากิจกรรมในบทเรียน

A คอื คะแนนเต็มของกจิ กรรมทกุ กจิ กรรมรวมกนั

2 =

× 100


2 คอื ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ทไ่ี ดจ้ ากคะแนนเฉลยี่ จากการทา
แบบทดสอบหลังเรยี นได้ถูกต้อง โดยเฉลี่ยรอ้ ยละ 80

∑ คือ คะแนนรวมของนักเรียนทุกคนท่ไี ด้จากการทาแบบทดสอบหลงั เรียน

คอื คะแนนเต็มของบททดสอบ

คือ จานวนนักเรียนในกลมุ่ ตัวอยา่ งทงั้ หมด

31

บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู

การศกึ ษาครัง้ น้ี ผ้ศู กึ ษาได้ศึกษาการพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นพระพุทธศาสนาเร่ืองพุทธ
ประวัติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายโดยใช้การ
จัดการเรยี นรู้แบบสอื่ ประสม ผู้ศกึ ษาไดด้ าเนนิ การวิเคราะห์ข้อมลู โดยนาเสนอเปน็ 3 ตอนดงั น้ี

ตอนที่ 1 ประสทิ ธภิ าพของการใชก้ ารจัดการเรยี นรู้แบบสือ่ ประสม

ตอนท่ี 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อน-หลังเรียนใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
ส่ือประสม

ตอนท่ี 3 ความพงึ พอใจ/ความคดิ เหน็ เกย่ี วกันการใชก้ ารจดั การเรยี นรูแ้ บบส่ือประสม

ตอนที่ 1 ประสิทธิภาพการใช้การจัดการเรยี นรูแ้ บบใชส้ ือ่ ประสม

ประสิทธิภาพการใช้การจดั การเรยี นรู้แบบสื่อประสม แสดงผลดังตารางท่ี 1 ดงั นี้

ตารางท่ี 1 ประสทิ ธภิ าพนวตั กรรมสื่อประสม

นกั เรยี น คะแนนระหว่างเรียน คะแนนสอบหลงั เรยี น(10)
1 4 9
2 4 9
3 4 9
4 4 8
5 5 10
6 5 10
7 5 10
8 4 8
9 5 9
10 5 9
11 5 9

32

12 4 8
13 4 8
14 5 10
15 5 9
16 5 9
17 4 8
18 4 8
19 5 9
20 5 10
21 5 9
22 4 8
23 5 9
24 5 9
25 5 10
26 4 7
27 5 8
รวม 124 239
คา่ เฉลี่ย 4.59 8.85
ประสทิ ธภิ าพ 91.85 88.51

จากตารางท่ี 1 พบวา่ ประสทิ ธภิ าพการใช้การจดั การเรียนรู้แบบสื่อประสม E1มี
ประสทิ ธภิ าพเทา่ กบั 91.81 E2 มีประสิทธภิ าพเท่ากับ 88.51 ซง่ึ เปน็ ไปตามเกณฑ์ 80/80

33

ตอนท่ี 2 การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนก่อน-หลงั ใชก้ ารจดั การเรียนรู้แบบสื่อประสม

การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นก่อน-หลงั ใช้ส่อื ประสม แสดงผลดังตารางที่ 2 ดงั น้ี

ตารางท่ี 2 ร้อยละ ค่าเฉล่ยี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานและผลต่างของคะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
กอ่ น-หลงั ใชช้ ุดฝกึ ทักษะ

คนที่ คะแนนก่อน คะแนนหลังเรียน ความกา้ วหนา้ ร้อยละของความก้าวหน้า

เรียน

15 9 4 40.00

25 9 4 40.00

34 9 5 50.00

45 8 3 30.00

5 6 10 4 40.00

6 6 10 4 40.00

7 7 10 3 30.00

85 8 3 30.00

94 9 5 50.00

10 6 9 3 30.00

11 5 9 4 40.00

12 4 8 4 40.00

13 5 8 3 30.00

14 7 10 3 30.00

15 6 9 3 30.00

16 6 9 3 30.00

17 5 8 3 30.00

18 5 8 3 30.00

19 6 9 3 30.00

20 8 10 2 20.00

21 6 9 3 30.00

22 5 8 3 30.00

23 7 9 2 20.00

34

24 7 9 2 20.00
20.00
25 8 10 2 30.00
30.00
26 4 7 3 870
32.2
27 5 8 3
1.192
รวม 152 239 87

คา่ เฉลี่ย 5.62 8.85 3.2

ส่วน

เบีย่ งเบน 0.208 0.327 0.118

มาตรฐาน

จากตารางท่ี 2 พบว่า การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน-หลังใช้การใช้การจัดการ
เรียนรู้แบบสื่อประสมทสี่ รา้ งขนึ้ มีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นกอ่ น-หลังใช้ ชุดฝึกทักษะ มีคะแนน
ความก้าวหน้าเฉล่ีย เท่ากับ32.2 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.192 โดย นักเรียนมีคะแนน
ความก้าวหน้าสูงสุด 5 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 50 นักเรียนมีคะแนน ความก้าวหน้าต่าสุด 2 คะแนน
คดิ เป็นร้อยละ 20

ตารางท่ี 3 เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ก่อน-หลังใชช้ ุดฝึกทกั ษะ

การทดสอบ X̅ S.D. t Df Sig
ก่อนเรยี น 5.63 1.149 -20.912** 26 .000
หลงั เรียน 8.85 .818

*มีนยั สาคัญทางสถิติ ทรี่ ะดบั .05
**มีนัยสาคัญทางสถติ ิ ทร่ี ะดับ .01

จากตารางที่ 3 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลีย่ เทา่ กบั 5.63 ส่วน
เบยี่ งเบน มาตรฐาน เท่ากบั 0.208 และหลงั เรียนเทา่ กับ 8.85 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.327
เมอ่ื เปรยี บเทยี บระหวา่ งคะแนน กอ่ นและหลังเรยี น พบว่า ผลสมั ฤทธ์ิหลังเรียนของนักเรียนสงู กว่า
ก่อนเรียน อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิ ที่ระดับ 0.1

35

ตอนที่ 3 ความพึงพอใจ/ความคิดเหน็ เก่ยี วกับการใช้การจดั การเรยี นรูแ้ บบส่ือประสม ใน
การศกึ ษาความพึงพอใจ/ความคดิ เหน็ เก่ยี วกับการใชก้ ารจัดการเรียนร้แู บบสือ่ ประสมโดยมีเกณฑ์
การแปลผลคา่ เฉล่ียดงั น้ี

ตารางที่ 4 ค่าเฉลีย่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานและการแปลผล ความพงึ พอใจ/ความคิดเหน็
เกี่ยวกบั การใชก้ ารจดั การเรียนรู้แบบส่อื ประสม

รายการ X̅ SD การแปลผล
1. นั ก เ รี ย น ช อ บ 3.85 1.134 มาก
กิจกรรมที่มีการใช้สื่อ
ประสมประกอบการ 3.48 1.252 มาก
จัดกิจกรรมการเรียน
การสอน 3.22 1.625 ปานกลาง
3.56 1.396 มาก
2. นักเรียนมีความสุข
สนุกสนานในการเรียน
โ ด ย ใ ช้ ส่ื อ ป ร ะ ส ม
ป ร ะ ก อ บ ก า ร จั ด
กิจกรรมการสอน

3. กิจกรรมการใช้สื่อ
ประสมประกอบการ
จัดกิจกรรมท่ีง่ายต่อ
การปฏิบัติ
4. สือ่ ประสม
ประกอบการจดั
กจิ กรรมการเรียนการ
สอนมีความทันสมยั เร้า
ความสนใจและส่งเสริม
การเรยี นรู้

36

5. เปิดโอกาสให้ผู้เรียน 3.70 1.265 มาก

มี ส่ ว น ร่ ว ม ใ น ก า ร

เลอื กใชส้ ่ือการเรยี นรู้

6. กิจกรรมการเรียนท่ี 4.04 1.055 มาก

ใช้สื่อ น่าสนใจไม่น่า

เบื่อ

รวม 3.6420 .49937 มาก

จากตารางที่ 4 พบวา่ นักเรียนมคี วามพงึ พอใจ/ความคดิ เหน็ เกี่ยวกบั นวัตกรรมสื่อประสม ใน
ภาพรวมอยู่ระดับ มาก ( X̅ = 3.64) เมื่อพิจารณาพบว่า รายการที่มีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ กิจกรรมการ
เรียนท่ีใช้ส่ือ น่าสนใจไม่น่าเบ่ือ ( X̅ = 4.04) รองลงมาคือ นักเรียนชอบกิจกรรมที่มีการใช้ส่ือประสม
ประกอบการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน ( X̅ = 3.85) เปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนมีสว่ นร่วมในการเลือกใช้
ส่ือการเรียนรู้ ( X̅ = 3.70) ตามลาดับ

37

บทท่ี 5

สรปุ ผลอภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ

การศึกษาคร้ังน้ีผู้ศึกษาได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชา
พระพุทธศาสนาเรื่องพุทธประวัติโดยใช้สื่อประสมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงรายโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพใน
การใช้สื่อประสม ในการเรียนวชิ าพระพุทธศาสนา เรื่องพุทธประวตั ิ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี
1 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงราย โดยใช้ส่อื ประสม เพ่อื เปรยี บเทียบคะแนนทางการเรียน
ก่อนและหลังเรียนวิชาพุทธศาสนา เรื่องพุทธประวัติ โดยใช้ส่ือประสม เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายที่มีต่อส่ือประสม
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ท้ังหมด 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ
วิจัยประกอบด้วย ส่ือประสม คลิปวิดิโอ PowerPoint และใบงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อย
ละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างก่อน-หลังใช้การจัดการ
เรยี นรแู้ บบสอื่ ประสม ข้ึน ดว้ ยการหาค่าผลตา่ ง (คะแนนความกา้ วหน้า)

สรปุ ผลการวจิ ัย

1. นวัตกรรมมีประสิทธภิ าพ E1 เท่ากับ 91.81 มีประสิทธิภาพ E2 เท่ากับ 88.51ซ่ึงเป็นไปตาม
เกณฑ์ 80/80

2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อน-หลังใช้ชุดฝึกทักษะโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสื่อประสมท่ี
สร้างข้ึนมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย เท่ากับ3.2 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ0.118 โดย
นักศึกษามีคะแนนความก้าวหน้าสูงสุด 5 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 50 นักศึกษามีคะแนน
ความก้าวหน้าต่าสดุ 2 คะแนนคดิ เปน็ รอ้ ยละ 20

3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ 5.62 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.208
และหลงั เรียน 8.85ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.327 เมอื่ เปรยี บเทียบระหว่างคะแนนก่อนและ
หลังเรยี น พบว่าผลสมั ฤทธิ์หลังเรียนของนักเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดบั 0.1

4. นักเรียนมีความพึงพอใจ/ความคิดเห็นเกี่ยวกับนวัตกรรมส่ือประสม ในภาพรวมอยู่ระดับ
มาก ( X̅ = 3.64) เมอื่ พจิ ารณาพบว่า รายการท่มี ีค่าเฉล่ยี สูงสุดคือ กจิ กรรมการเรียนท่ีใช้ส่ือ

38

น่าสนใจไม่น่าเบื่อ ( X̅ = 4.04) รองลงมาคือ นักเรียนชอบกิจกรรมท่ีมีการใช้สื่อประสม
ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ( X̅ = 3.85) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน
การเลือกใช้ส่อื การเรียนรู้ ( X̅ = 3.70) ตามลาดับ

อภปิ รายผลการวิจัย

1.จากผลการวจิ ัยพบวา่ การสรา้ งและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรยี นร้แู บบส่ือประสมในการ
เรียนวิชาพระพุทธศาสนา เร่ืองพุทธประวัติ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ส่ือประสม
พบว่าประสิทธิภาพการใช้การจัดการเรียนรู้แบบส่ือประสม E1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 91.81 มี
ประสิทธิภาพ E2 เท่ากับ 88.51 ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ 80/80 ท่ีกาหนดข้ึนทั้งน้ีอาจเปน็ เพราะว่าทัง้ น้ี
อาจเป็นเพราะว่าการ โดยใช้การเรยี นรู้แบบส่ือประสมที่สรา้ งขึ้น ไดผ้ ่านกระบวนการสร้างและพัฒนา
มาอย่างเป็นระบบโดยมีการศึกษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวคิด หลักการ
ทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับการเรียนรู้แบบสื่อประสม(ประหยัด จิระวรพงศ์,2527:256) กล่าวว่าการนาเอา
ส่ือการสอนหลายๆ อย่างมาสัมพันธ์กัน ซ่ึงมีคุณค่าท่ีส่งเสริมซ่ึงกันและ กันสื่อการสอนอย่างหน่ึงอาจ
ใช้เพื่อเร้าความสนใจในขณะที่อีกอย่างหนึ่งใชเ้ พ่ืออธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหา และอีกชนิดหนึ่งอาจ
ใช้เพ่ือก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลกึ ซ้ึง และป้องกันการเข้าใจความหมายผิด การใช้ส่ือประสม จะช่วยให้
ผู้เรียนมีประสบการณ์จากประสาทสัมผัสท่ีผสมผสานกันได้พบวิธีท่ีจะเรียนในส่ิ งที่ต้องการได้ด้วย
ตนเองมากย่ิงข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับเกณฑ์ 80/80 ที่กาหนดขึ้นตามวัตถุประสงค์ผลการวิจัยพบว่าการ
สร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดการ เรียนรู้แบบส่ือประสม ในการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา
เรือ่ งพทุ ธประวัติ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษา ปที ่ี 1 โดยใชส้ อ่ื ประสม

2. จากผลการวิจัยพบว่าเพ่ือเปรียบเทียบคะแนนทางการเรียนก่อนและหลังเรียนวิชา
พระพุทธศาสนา เรื่องพุทธประวัติ จากการจัดการเรียนรู้แบบสอื่ ประสม ท่ี สร้างข้ึน ซ่ึงพบว่าคะแนน
เฉล่ียผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.1น้ันซึ่งสอดคล้องกันอาจเป็นผลเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้แบบส่ือ
ประสมตามกระบวนการดังกล่าวข้างต้น มีประสิทธิภาพสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ท่ีกาหนด
ประกอบกับการนาการจัดการเรียนรู้แบบใช้สื่อประสมไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรี ยนตาม
แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ได้จัดเตรียมและวางแผนไวอ้ ย่างเป็นระบบ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชนิ
กา บัวเผียน ศึกษาเก่ียวกับการสร้างส่ือประสมเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง "สารใน
ชีวิตประจาวนั สาหรับนกั เรยี น ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 และงานวจิ ยั ของสุวารี ไวยวฒุ นิ ันท์ ศกึ ษาเร่ือง

39

การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน และความคงทนในการเรียนรเู้ รื่องการส่งเสริมสุขภาพปากและฟัน
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ส่ือประสม การใช้ส่ือประสมจะช่วยให้ผู้เรียนมี
ประสบการณ์จากประสาทสัมผัสผสมผสานกันได้พบ วิธีการท่ีจะเรียนในส่ิงที่ต้องการได้ด้วยตนเอง
มากยง่ิ ข้ึนจึงสง่ ผลใหผ้ ้เู รยี นเกิดการ เรียนรู้ในเรื่อง พทุ ธประวัติ สงู ข้นึ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงข้ึน

3. จากผลการวิจัยพบว่าความพึงพอใจ/ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้การจัดการเรียนรู้แบบส่ือ
ประสม เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราช
ภัฏเชียงราย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสื่อประสม ทั้งนี้อาจเป็นพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ/
ความคิดเหน็ เกยี่ วกับนวัตกรรมส่ือประสม ในภาพรวมอยู่ระดบั มาก ( X̅ = 3.64) เม่อื พิจารณาพบว่า
รายการที่มีค่าเฉล่ียสูงสุดคือกิจกรรมการเรียนท่ีใช้สื่อ น่าสนใจไม่น่าเบ่ือ ( X̅ = 4.04) รองลงมาคือ
นักเรียนชอบกิจกรรมท่ีมีการใช้สื่อประสมประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ( X̅ = 3.85)
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ ( X̅ = 3.70) ตามลาดับ ซึ่งสอดคล้องกับ
ทฤษฎีความพึงพอใจของ วิรุฬ พรรณเทวี (2542) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจ
ของมนุษย์ท่ีไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะมีความคาดหมายกับส่ิงหน่ึงส่ิงใดอย่างไร ถ้า
คาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับ การตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกนั
ข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างย่ิง เมื่อ ไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ท้ังนี้ข้ึนอยู่
กับส่ิงท่ีต้ังใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อยสอดคล้องกับ ฉัตรชัย (2535) กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึง
ความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลท่ีมีต่อสิ่งหน่ึงหรือปัจจัยต่างๆท่ีเกี่ยวข้องความรู้สึกพอใจจะเกิดขึ้น
เม่ือความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนองหรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึก
ดังกล่าวจะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น หากความต้องการหรือจุดมุ่งหมายนั้นไม่ได้รับการ ตอบสนองและ
เทพพนม เมืองแมน และ ทฤษฎีของสวิง สุวรรณ (2540) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นภาวะของความ
พึงใจหรือ ภาวะทีม่ ีอารมณ์ในทางบวกทเี่ กดิ ขน้ึ เนอ่ื งจากการประเมินประสบการณ์ของคนๆหน่ึง สง่ิ ท่ี
ขาดหายไประหว่าง การเสนอใหก้ ับสง่ิ ท่ีได้รบั จะเปน็ รากฐานของการพอใจและไม่พอใจได้

40

ขอ้ เสนอแนะการวจิ ัย

ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้

1. ควรนาส่อื ประสม ไปใชใ้ นกลมุ่ สาระอนื่ ๆ หรอื ระดับชน้ั อนื่ ด้วย
2. ควรนาสื่อประสม ไปใช้ทดลองสอนรวมกับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับ

ปานกลาง เพื่อใหพ้ ัฒนาผลการเรียนรู้ใหส้ งู ข้นึ
3. เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างยังไม่มีพ้ืนฐานในการอ่านจึงทาให้เกิดปัญหาในการทากิจกรรม

โดยใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ส่ือประสม ฉะนั้นควรมีการปรับปรุงกิจกรรมให้
เหมาะสมกับวยั มากกวา่ นี้
ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจัยครัง้ ต่อไป

1. ในการวิจัยครั้งน้ีเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียน
สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงรายในการเรียนรู้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาเร่ืองพุทธประวัติ โดยใช้สื่อประสมดังนั้น ในการวิจัย
ครั้งต่อไปจึงควรมีการเก็บรวบรวมข้อมูลผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองพุทธประวัติรเพ่ือ
เป็นข้อมูลในการส่งเสริมการผลสัมฤทธิ์ในการเรียนพุทธประวัติช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1
ต่อไป

2. ควรมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลของผู้เรียน บริบทของผู้เรียนเพื่อให้เหมาะสมกับการทา
วจิ ัย

3. การดาเนินการวิจัยมีระยะเวลาในการทาการวิจัยที่ไม่เหมาะสม ควรมีการวางแผนการ
วิจัยใน การใช้ระยะเวลาทมี่ ีความเหมาะสมกับการวิจัย

4. ควรส่งเสริมให้คณะบริหารบุคลากรทางการศึกษาสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน ในการทา
การเรียนการสอน เช่น เครอื่ งเสียง โปรเจคเตอร์ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นการ
สง่ เสรมิ บรู ณาการเรียนรูข้ องนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1

41

บรรณานุกรม

กรรณิการ์ อาภาภสั ร.์ (2557). แนวคดิ ความพึงพอใจ. สบื คน้ เมอ่ื 3 กรกฏาคม 2564,จากรายงานการ
วิจัย: https://sites.google.com.

กาญจนา อรุณสอนศร.ี (2546). ความพงึ พอใจของสมาชิกสหกรณต์ อ่ การดาเนินงานของสหกรณ์
การเกษตรไชยปราการจากดั อาเภอไชยปราการจงั หวดั เชยี งใหม.่ วิทยานิพนธเ์ กษตร
ศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าเกษตรศาสตร์เชิงระบบ, คณะเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.

กิดานนั ท์ มลิทอง. (2540). เทคโนโลยีการศกึ ษาและนวัตกรรม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย. สืบค้นเมอื่ วันท่ี 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564.

กติ มิ า ปรีดีดิลก. (2529). ทฤษฎกี ารบรหิ ารองค์การ. กรงุ เทพ ฯ: ชนะการพมิ พ.์ . 2532. การบรหิ าร
และการนเิ ทศการศกึ ษาเบ้ืองตน้ . กรุงเทพ ฯ: อักษราการพิมพ์.

ชัยยงค์ พรหมวงศ.์ (2523). นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษากับการสอนระดบั อนุบาล.
กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.

ไชยยศ เรอื งสุวรรณ (2533). เทคโนโลยกี ารศกึ ษา:ทฤษฎแี ละการวจิ ยั .กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
ดิเรก ฤกษ์สาหรา่ ย.(2528) ทฤษฎีความพงึ พอใจ สบื คน้ เมื่อวนั ท่ี 3 มีนาคม 2556, จาก

http//www.research.doae.go.th/Textboo.
ถนอมพร เลาหจรัสแสง. คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน. กรุงเทพมหานคร : บริษัทวงกมลโปรดกั ชั่นจากัด,

2541.
เทคโนโลยีและการสอ่ื สารการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช, 2523.
เทพพนม เมืองแมน และสวิง สุวรรณ. (2540). พฤติกรรมองคก์ าร.พิมพ์คร้งั ท่ี 2 ฉบบั ปรับปรุงใหม่.

กรุงเทพ:ไทยวฒั นาพานชิ .
นคิ ม ทาแดง,กอบกุล ปราบประชา และฮนุ เด็กวัยเรยี น. (2545). เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนร้.ู

กรงุ เทพฯ :ห้างห้นุ สว่ นจากดั ภาพพิมพ์. สืบคน้ เม่ือวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564.


Click to View FlipBook Version