แผนการจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
วิชา ภาษาไทย รหัสวชิ า ท๑๖๑๐๑
ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๓
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๖
ครูประจาวชิ า นายพรรษวฏั หาญอินทร์
โรงเรยี นตากสินพิทยาคม ตาบลหนองหลวง อาเภอเมือง จงั หวดั ตาก
เขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาตาก เขต 1
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน
ก
คานา
แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายวชิ าภาษาไทย ระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๖ จดั ทาข้ึนเพื่อใช้เป็นแนวทางใน
การจดั การเรยี นการสอนท่ีเน้นผ้เู รยี นเปน็ สาคญั ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช
๒๕๕๑
แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบดว้ ยเน้อื หาสาระดงั ตอ่ ไปน้ี แผนการจดั การเรยี นร้รู ายปีซ่ึง
ประกอบด้วย มาตรฐานและตัวชี้วัดกล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิชาภาษาไทย แผนการจดั การเรียนรรู้ ายคาบทั้งหมด
แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย ซึง่ แต่ละแผนการจดั การเรียนรูไ้ ด้ระบุ มาตรฐาน ตัวช้ีวัด จดุ ประสงคก์ าร
เรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ กจิ กรรมการเรียนรตู้ ามรูปแบบการจัดการเรยี นรทู้ ห่ี ลากหลาย อันไดแ้ ก่ ซ่ึงแตล่ ะ
รูปแบบมวี ธิ ีการจดั การเรยี นการสอนทแี่ ตกตา่ งกนั แตท่ ั้งหมดนามาซ่ึงการบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้
นอกจากนยี้ ังมีใบงานและเกณฑ์การประเมินผล เพ่อื ใชใ้ นการประเมินผลการเรียนรู้ของนกั เรยี นแต่ละคนว่า
หลงั จากเสรจ็ ส้นิ การเรียน นกั เรยี นมีความรู้ ความเข้าใจ เน้ือหาสาระมากน้อยเพยี งใด ผ่านเกณฑ์การประเมิน
หรือไม่
ผจู้ ัดทาขอขอบพระคุณผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรภี รณ์ บางเขียว เป็นอยา่ งยิ่ง ทใี่ ห้คาปรกึ ษาและ
คาแนะนาตลอดระยะเวลาการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ และหวังเปน็ อย่างยิ่งว่าแผนการจดั การเรยี นรูเ้ ลม่ นี้
จะเปน็ ประโยชนก์ บั การจัดการเรียนรู้ในหอ้ งเรียน ทาให้ผูเ้ รียนสามารถพัฒนาการเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพต่อไป
นายพรรษวัฏ หาญอนิ ทร์
ผจู้ ดั ทา
สารบญั ข
เร่ือง หน้า
คานา ก
สารบัญ ข
แผนการจัดการเรียนรู้รายปี ๑
ตารางโครงสรา้ งรายวิชา ๘
แผนการจัดการเรยี นรู้รายหน่วย หน่วยท่ี ๑ (ใช้สอบสอนหนว่ ยย่อยท่ี ๑) ๑๒
แบบทดสอบก่อนเรียน ๒๑
ใบงานหน่วยยอ่ ยที่ ๑ ๒๒
ใบงานหนว่ ยยอ่ ยที่ ๒ ๒๖
แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายหนว่ ย หน่วยท่ี ๒ ๓๑
แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน ๔๒
ใบงานหน่วยย่อยที่ ๑ ๔๗
ใบงานหน่วยยอ่ ยที่ ๒ ๕๕
ใบงานหน่วยยอ่ ยที่ ๓ ๕๗
แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วย หน่วยท่ี ๓ ๖๓
ใบงานหน่วยยอ่ ยท่ี ๑ ๗๓
ใบงานหน่วยยอ่ ยท่ี ๒ ๗๕
ใบงานหนว่ ยย่อยที่ ๓ ๗๖
บรรณานุกรม ๘๖
๑
แผนการจดั การเรยี นรู้รายปี
รายวชิ าภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๖๑๐๑ กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๖๓ จานวน ๑๖๐ ชว่ั โมง ๑.๕ หน่วยกติ
ครผู สู้ อน นายพรรษวัฏ หาญอินทร์
๑. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวช้วี ดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา
ในการดาเนนิ ชีวิต และมีนิสยั รักการอา่ น
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน
เร่อื งราวในรปู แบบต่าง ๆเขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด
และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆอยา่ งมวี ิจารณญาณและสร้างสรรค์
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลีย่ นแปลงของภาษาและ
พลงั ของภาษาภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัติของชาติ
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น
คุณคา่ ลานามาประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ จริง
ตวั ช้วี ัด
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา
ในการดาเนินชีวิต และมีนสิ ัยรกั การอ่าน
ท ๑.๑ ป.๖/๑ อา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทรอ้ ยกรองไดถ้ กู ต้อง
ท ๑.๑ ป.๖/๒ อธบิ ายความหมายของคา ประโยคและข้อความที่เป็นโวหาร
ท ๑.๑ ป.๖/๓ อ่านเรื่องสัน้ ๆอยา่ งหลากหลายโดยจับเวลาแลว้ ถามเกยี่ วกับเรอื่ งท่ีอ่าน
ท ๑.๑ ป.๖/๔ แยกขอ้ เท็จจริงและขอ้ คดิ เห็นจากเรือ่ งท่อี ่าน
ท ๑.๑ ป.๖/๕ อธิบายการนาความรู้และความคิด จากเร่ืองท่ีอ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการ
ดาเนนิ ชวี ิต
ท ๑.๑ ป.๖/๖ อา่ นงานเขียนเชงิ อธบิ าย คาสั่ง ขอ้ แนะนา และปฏิบตั ิตาม
ท ๑.๑ ป.๖/๗ อธิบายความหมายข้อมูล จากการอ่านแผนผัง แผนที่ แผนภูมแิ ละกราฟ
ท ๑.๑ ป.๖/๘ อ่านหนังสอื ตามความสนใจ และอธบิ ายคุณค่าท่ไี ด้รบั
ท ๑.๑ ป.๖/๙ มมี ารยาทในการอ่าน
๒
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน
เร่อื งราวในรูปแบบต่าง ๆเขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอยา่ งมีประสิทธิภาพ
ท ๒.๑ ป.๖/๑ คัดลายมอื ตัวบรรจงเต็มบรรทัดและคร่งึ บรรทัด
ท ๒.๑ ป.๖/๒ เขียนสอ่ื สารโดยใชค้ าได้ถกู ตอ้ งชดั เจน และเหมาะสม
ท ๒.๑ ป.๖/๓ เขยี นแผนภาพโครงสร้างและแผนภาพความคิดเพือ่ ใช้พฒั นางานเขียน
ท ๒.๑ ป.๖/๔ เขยี นเรยี งความ
ท ๒.๑ ป.๖/๕ เขยี นยอ่ ความจากเรื่องทอี่ ่าน
ท ๒.๑ ป.๖/๖ เขียนจดหมายส่วนตัว
ท ๒.๑ ป.๖/๗ กรอกแบบรายการต่างๆ
ท ๒.๑ ป.๖/๘ เขียนเร่อื งตามจินตนาการและสร้างสรรค์
ท ๒.๑ ป.๖/๙ มีมารยาทในการเขียน
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด
และความรสู้ ึกในโอกาสต่าง ๆอย่างมีวิจารณญาณและสรา้ งสรรค์
ท ๓.๑ ป.๖/๑ พดู แสดงความรู้ ความเขา้ ใจจุดประสงคข์ องเร่อื งทฟี่ ังและดู
ท ๓.๑ ป.๖/๒ ตั้งคาถามและตอบคาถามเชงิ เหตุผลจากเร่ืองทีฟ่ ังและดู
ท ๓.๑ ป.๖/๓ วเิ คราะหค์ วามนา่ เชอ่ื ถือจากการฟังและดูสอ่ื โฆษณาอยา่ งมีเหตผุ ล
ท ๓.๑ ป.๖/๔ พูดรายงานเร่ืองหรือประเด็นทศ่ี ึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และการสนทนา
ท ๓.๑ ป.๖/๕ พูดโนม้ น้าวอยา่ งมเี หตุผล และนา่ เชอื่ ถือ
ท ๓.๑ ป.๖/๖ มมี ารยาทในการฟงั การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษา
และพลังของภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ
ท ๔.๑ ป.๖/๑ วิเคราะหช์ นดิ และหน้าทข่ี องคาในประโยค
ท ๔.๑ ป.๖/๒ ใช้คาได้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
ท ๔.๑ ป.๖/๓ รวบรวมและบอกความหมาย คาภาษาต่างประเทศที่ใชใ้ นภาษาไทย
ท ๔.๑ ป.๖/๔ ระบุลักษณะของประโยค
ท ๔.๑ ป.๖/๕ แต่งบทรอ้ ยกรอง
ท ๔.๑ ป.๖/๖ วเิ คราะหแ์ ละเปรยี บเทียบสานวนทเ่ี ปน็ คาพงั เพย และสภุ าษติ
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น
คุณค่าลานามาประยุกต์ใชใ้ นชีวิตจริง
ท ๕.๑ ป.๖/๑ แสดงความคดิ เหน็ จากวรรณคดี หรือวรรณกรรมทีอ่ า่ น
ท ๕.๑ ป.๖/๒ เลา่ นิทานพน้ื บา้ นทอ้ งถ่ินตนเอง และนทิ านพื้นบา้ นของทอ้ งถน่ิ อน่ื
ท ๕.๑ ป.๖/๓ อธิบายคณุ คา่ ของวรรณคดี และวรรณกรรมท่อี ่านและนาไป ประยุกต์ใชใ้ นชีวติ จรงิ
ท ๕.๑ ป.๖/๔ ท่องจาบทอาขยานทกี่ าหนด และบทรอ้ ยกรองท่ีมีคุณคา่ ตามความสนใจ
๓
๒. จุดประสงค์การเรยี นรู้
๒.๑ ความรู้ (K)
๑. สามารถวิเคราะหก์ ารอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทรอ้ ยกรองได้ (K)
๒. วเิ คราะห์ความหมายของคา ประโยคและขอ้ ความทเ่ี ป็นโวหารได้ (K)
๓. อธิบายเก่ยี วกับการอา่ นเรือ่ งสน้ั แลว้ วิเคราะห์เน้ือหาเก่ียวกับเร่อื งท่อี า่ นได้ (K)
๔. สามารถอธบิ ายและเปรียบเทียบขอ้ เทจ็ จริงและข้อคิดเหน็ จากเร่ืองทอ่ี า่ นได้ (K)
๕. สามารถอธิบายเก่ียวกับการนาความรู้และความคิด จากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาใน
การดาเนินชวี ติ (K)
๖. อธิบายเก่ียวกับการอ่านงานเขียนเชงิ อธิบาย คาสงั่ ข้อแนะนา และปฏิบตั ติ ามได้ (K)
๗. วิเคราะห์ความหมายข้อมูล จากการอ่านแผนผงั แผนท่ี แผนภูมิและกราฟได้ (K)
๘. วิเคราะห์คุณคา่ จากหนงั สือท่สี นใจได้ (K)
๙. อธิบายเกย่ี วกบั มารยาทในการอา่ นได้ (K)
๑๐. อธบิ ายเก่ียวกับการคดั ลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทดั และคร่ึงบรรทดั (K)
๑๑. อธบิ ายการเขยี นสื่อสารโดยใชค้ าได้ถกู ตอ้ งชัดเจน และเหมาะสมได้ (K)
๑๒. อธิบายการเขียนภาพโครงสร้างและแผนภาพความคิดเพ่อื ใชพ้ ัฒนางานเขียนได้ (K)
๑๓. อธิบายวธิ ีการเขียนเรยี งความได้ (K)
๑๔. อธบิ ายวิธีการเขยี นย่อความจากเรอื่ งทอ่ี า่ นได้ (K)
๑๕. สามารถอธบิ ายวิธกี ารเขยี นจดหมายส่วนตัวได้ (K)
๑๖. อธิบายเกีย่ วกบั การกรอกแบบรายการตา่ ง ๆได้ (K)
๑๗. สามารถอธบิ ายการเขยี นเรอื่ งตามจินตนาการและสร้างสรรคไ์ ด้ (K)
๑๘. อธิบายเกี่ยวกับมารยาทในการเขยี นได้ (K)
๑๙. สามารถวเิ คราะห์และเข้าใจจุดประสงคข์ องเรอ่ื งทฟ่ี งั และดไู ด้ (K)
๒๐. สามารถวิเคราะห์คาถามและคาตอบทไ่ี ด้จากเรอื่ งท่ีฟงั และดูได้ (K)
๒๑. สามารถวเิ คราะหค์ วามน่าเชื่อถือจากการฟงั และดูสอื่ โฆษณาอยา่ งมีเหตุผลได้ (K)
๒๒. อธิบายการพูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และการสนทนา
ได้ (K)
๒๓. สามารถอธบิ ายการพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถอื ได้ (K)
๒๔. อธบิ ายเก่ียวกับมารยาทในการฟงั การดู และการพูดได้ (K)
๒๕. สามารถวเิ คราะหช์ นดิ และหน้าท่ีของคาในประโยคได้ (K)
๒๖. อธบิ ายในเรื่องของการใชค้ าได้เหมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคลได้ (K)
๒๗. อธิบายการรวบรวมและบอกความหมาย คาภาษาตา่ งประเทศทีใ่ ชใ้ นภาษาไทยได้ (K)
๒๘. สามารถวิเคราะห์ลกั ษณะของประโยคได้ (K)
๒๙. สามารถอธบิ ายวธิ กี ารแตง่ บทร้อยกรองได้ (K)
๔
๓๐. สามารถวิเคราะห์และเปรียบเทยี บสานวนทีเ่ ปน็ คาพังเพยและสุภาษติ ได้ (K)
๓๑. สามารถวิเคราะหเ์ น้ือหาในวรรณคดี หรือวรรณกรรมท่ีอา่ นได้ (K)
๓๒. สามารถวิเคราะหเ์ นื้อหาของนิทานพนื้ บา้ นทอ้ งถิ่นได้ (K)
๓๓. อธบิ ายเกี่ยวกบั คุณค่าของวรรณคดี และวรรณกรรมที่อา่ นได้ (K)
๓๔. อธบิ ายเนอื้ หาของบทอาขยานที่กาหนด และบทรอ้ ยกรองท่ีสนใจได้ (K)
๒.๒ ทกั ษะ (P)
๑. สามารถอ่านเสียงบทรอ้ ยแก้วและบทรอ้ ยกรองไดถ้ กู ต้อง (P)
๒. อภิปรายความหมายของคา ประโยคและข้อความทีเ่ ปน็ โวหารได้ (P)
๓. สามารถอ่านเรอ่ื งส้นั ๆอยา่ งหลากหลายโดยจบั เวลาแลว้ ตอบคาถามเก่ียวกับเรอื่ งทอ่ี า่ นได้ (P)
๔. สามารถแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากเรอื่ งทอ่ี ่านได้ (P)
๕. อธบิ ายการนาความรู้และความคดิ จากเร่อื งที่อ่านไปตดั สินใจแก้ปัญหาในการดาเนนิ ชวี ิตได้ (P)
๖. อา่ นงานเขียนเชิงอธิบาย คาสงั่ ข้อแนะนา และปฏบิ ัติตามได้ (P)
๗. อธบิ ายความหมายข้อมูล จากการอ่านแผนผัง แผนท่ี แผนภมู แิ ละกราฟได้ (P)
๘. อธบิ ายคณุ ค่าที่ได้รบั จากหนังสือท่สี นใจได้ (P)
๙. สามารถนาความรู้ท่ีได้มาปรบั ใชก้ ับการอา่ นของตนเองได้ (P)
๑๐. สามารถคัดลายมอื ตวั บรรจงเตม็ บรรทดั และครึ่งบรรทดั (P)
๑๑. สามารถเขียนสื่อสารโดยใช้คาไดถ้ ูกตอ้ งชัดเจน และนาไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้ (P)
๑๒. เขยี นแผนภาพโครงสร้างและแผนภาพความคดิ เพอื่ ใช้พฒั นางานเขียนได้ (P)
๑๓. สามารถเขียนเรยี งความได้ (P)
๑๔. สามารถเขียนย่อความจากเร่อื งทอี่ า่ นได้ (P)
๑๕. สามารถเขียนจดหมายส่วนตัวได้ (P)
๑๖. สามารถนาความรู้เก่ียวกับการกรอกแบบรายการต่าง ๆไปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้ (P)
๑๗. สามารถเขยี นเร่ืองตามจินตนาการและสร้างสรรค์ได้ (P)
๑๘. สามารถนาความรู้ทีไ่ ดม้ าปรับใชก้ ับการเขียนของตนเองได้ (P)
๑๙. พูดแสดงความรู้เก่ียวกับเรอ่ื งที่ฟังและดูได้ (P)
๒๐. สามารถตงั้ คาถามและตอบคาถามเชงิ เหตุผลจากเรอ่ื งทีฟ่ งั และดูได้ (P)
๒๑. สามารถอภปิ รายความนา่ เชอ่ื ถอื จากการฟังและดูสอื่ โฆษณาได้ (P)
๒๒. สามารถพูดรายงานเรือ่ งหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และการสนทนาได้ (P)
๒๓. สามารถพดู โน้มน้าวอยา่ งมเี หตผุ ล และน่าเช่ือถอื สามารถนาไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้ (P)
๒๔. สามารถนาความรู้ท่ีไดม้ าปรบั ใชก้ บั การฟัง การดู และการพูดของตนเองได้ (P)
๒๕. สามารถอภิปรายในเรอื่ งชนิดและหนา้ ทีข่ องคาในประโยคได้ (P)
๒๖. สามารถนาความรู้เกี่ยวกับการใช้คาให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจาวันได้ (P)
๕
๒๗. สามารถบอกความหมายของคาภาษาตา่ งประเทศทีใ่ ชใ้ นภาษาไทยได้ (P)
๒๘. สามารถระบลุ ักษณะของประโยคได้ (P)
๒๙. สามารถแต่งบทรอ้ ยกรองได้ (P)
๓๐. สามารถอภิปรายเปรียบเทยี บสานวนที่เป็นคาพังเพยและสภุ าษติ ได้ (P)
๓๑. อภิปรายความคิดเห็นจากวรรณคดี หรือวรรณกรรมที่อ่านได้ (P)
๓๒. สามารถเลา่ นทิ านพืน้ บ้านทอ้ งถิน่ ตนเอง และนทิ านพน้ื บา้ นของท้องถิ่นอืน่ ได้ (P)
๓๓. สามารถนาข้อคิดทีไ่ ดจ้ ากวรรณคดี และวรรณกรรมทอ่ี า่ นไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตจรงิ ได้ (P)
๓๔. สามารถท่องจาบทอาขยานทีก่ าหนด และบทร้องกรองที่มีคุณคา่ ตามความสนใจได้ (P)
๒.๓ จติ พสิ ัย (A)
๑. เห็นคณุ คา่ ของการอ่านเสียงบทรอ้ ยแก้วและบทรอ้ ยกรอง (A)
๒. เหน็ คุณค่าเกี่ยวกบั การอธิบายของคา ประโยคและขอ้ ความทีเ่ ป็นโวหาร (A)
๓. เหน็ คุณค่าเก่ยี วกับการอา่ นเรอ่ื งสน้ั และการวเิ คราะหเ์ น้ือหา (A)
๔. เหน็ ความสาคัญเกี่ยวกบั การแยกขอ้ เท็จและขอ้ คิดเหน็ จากเรื่องท่ีอา่ น (A)
๕. เห็นคุณค่าเกี่ยวกับการนาความรู้และความคิด จากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการ
ดาเนินชวี ติ (A)
๖. เห็นคณุ ค่าของการอ่านงานเขียนเชงิ อธบิ าย (A)
๗. เหน็ ความสาคญั ของความหมายข้อมูล จากการอา่ นแผนผัง แผนที่ แผนภมู ิและกราฟ (A)
๘. เห็นประโยชน์จากการอา่ นหนงั สอื ตามความสนใจ (A)
๙. ตระหนักถึงมารยาทในการอา่ น (A)
๑๐. เหน็ ความสาคญั ของการคดั ลายมือตัวบรรจงเตม็ บรรทัดและคร่งึ บรรทัด (A)
๑๑. เห็นคุณค่าของการเขียนสื่อสารได้ (A)
๑๒. เห็นความสาคญั ของการเขียนแผนภาพโครงสรา้ งและแผนภาพความคิด (A)
๑๓. เหน็ ความสาคญั ของการเขียนเรียงความ (A)
๑๔. เห็นความสาคญั ของการเขียนขอ้ ความจากเร่อื งทอ่ี า่ น (A)
๑๕. เหน็ คุณคา่ ของการเขยี นจดหมาย (A)
๑๖. เหน็ ความสาคัญของการกรอกแบบรายการตา่ ง ๆ (A)
๑๗. เหน็ คณุ ค่าของการเขียนเรอื่ งตามจินตนาการและสรา้ งสรรค์ (A)
๑๘. ตระหนกั มารยาทในการเขยี น (A)
๑๙. เหน็ ความสาคญั ของการพูดแสดงความรู้ ความเขา้ ใจจุดประสงค์ของเรื่องที่ฟังและดู (A)
๒๐. เห็นความสาคญั ของการตั้งคาถามและการตอบคาถามจากเรื่องที่ได้ฟังและดู (A)
๒๑. เห็นประโยชนจ์ ากการวเิ คราะหค์ วามน่าเชือ่ ถือจากการฟังและการดสู ่อื โฆษณา (A)
๒๒. เห็นคุณค่าของการพูดรายงานเรื่องหรือประเด็นท่ีศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และการ
สนทนา (A)
๖
๒๓. คณุ ประโยชน์ของการพดู โนม้ นา้ วอยา่ งมเี หตผุ ล และน่าเชือ่ ถอื (A)
๒๔. เห็นคุณคา่ ของมารยาทในการฟงั การดู และการพูด (A)
๒๕. เห็นความสาคญั ของการวิเคราะห์ชนดิ และหนา้ ที่ของคาในประโยค (A)
๒๖. เหน็ ประโยชนข์ องการใช้คาได้เหมาะสมกับกาลเทศะและบคุ คลได้ (A)
๒๗. เหน็ คุณค่าของการรวบรวมและบอกความหมาย คาภาษาต่างประเทศทีใ่ ช้ในภาษาไทย (A)
๒๘. เหน็ ความสาคัญของการระบลุ กั ษณะของประโยค (A)
๒๙. เหน็ คณุ คา่ ของการแต่งบทร้อยกรอง (A)
๓๐. เหน็ ความสาคญั ของการวเิ คราะหแ์ ละเปรียบเทยี บสานวนที่เป็นคาพงั เพยและสุภาษิต (A)
๓๑. เห็นประโยชนข์ องการแสดงความคดิ เหน็ จากวรรณคดี หรอื วรรณกรรมที่อ่าน (A)
๓๒. เห็นความสาคัญของนทิ านพ้นื บา้ นทอ้ งถิน่ ตนเอง และนิทานพน้ื บา้ นของทอ้ งถน่ิ อื่น (A)
๓๓. เห็นคุณค่าของวรรณคดี และวรรณกรรมทอ่ี า่ น (A)
๓๔. เหน็ ความสาคัญของบทอาขยานที่กาหนด และบทรอ้ ยกรองท่มี ีคุณค่าตามความสนใจ (A)
๓. สาระสาคญั
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒ นธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภา พและ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพ่ือสร้างความเข้าใจ
และความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดารงชีวิตร่วมกันในสังคม
ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศต่างๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ
เปลีย่ นแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชพี ให้
มีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และ
สนุ ทรยี ภาพ เป็นสมบตั ลิ ้าคา่ ควรแก่การเรยี นรู้ อนุรักษ์ และสืบสานใหค้ งอยคู่ ู่ชาติไทยตลอดไป
๔. สาระการเรียนรู้
ความรู้ ทักษะ และวัฒนธรรมการใช้ภาษาเพื่อการส่ือสาร ความชื่นชมการเห็นคุณค่าของภูมิปัญญา
ไทย และภูมิใจในภาษาประจาชาติ
๗
๕. คาอธิบายรายวิชา
การอา่ นออกเสียงบทรอ้ ยแกว้ รอ้ ยกรอง การแยกขอ้ เท็จจรงิ ขอ้ คิดเห็นจากเร่อื งท่อี ่านการอธิบายการ
นาความรู้และความคิดจากเร่ืองทีอ่ ่านไปตัดสนิ ใจแก้ปัญหาในการดาเนินชวี ิตอธบิ ายความหมายของข้อมูลจาก
การอ่านแผนผัง แผนท่ี แผนภูมิ และกราฟ อ่านหนังสือตามความสนใจและอธิบายคุณค่าท่ีได้รับอธิบาย
ความหมายของคา ประโยค และข้อความท่ีเป็นโวหาร การอ่านเรื่องส้ันๆ อย่างหลากหลาย การคัดลายมือตัว
บรรจงเต็มบรรทดั และครง่ึ บรรทัด เขียนสื่อสาร การเขยี นแผนภาพโครงเรื่อง การเขยี นเรื่องความการ เขียนย่อ
ความ การเขียนจดหมายส่วยตัว การกรอกแบบรายการต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ การพูดแสดงความรู้
ความเข้าใจ การตั้งคาถาม ถามตอบเชิงเหตุผล การพูดรายงาน การวิเคราะห์ชนิดและหน้าท่ีของคา การใช้คา
ได้เหมาะสมกับกาลเทศะ การบอกความหมายของคาภาษาตา่ งประเทศท่ีใช้ในภาษาไทย การระบุลักษณะของ
ประโยคการแต่งบทร้อยกรอง สานวน สุภาษิต คาพงั เพย การแสดงความคดิ เห็นจากวรรณคดี วรรณกรรม เล่า
นทิ านพื้นบ้านมาประยุกต์ใชใ้ นชีวิตจรงิ การท่องจาบทอาขยานและบทร้อยกรอง
โดยใช้กระบวนการคิด ทักษะการส่ือสาร สรุปวิเคราะห์ข้อมูลจากเรื่องและสื่อต่างๆ อย่างมีมารยาท
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจสามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู้ มีนิสัยรักการอ่าน มีมารยาทในการอ่าน การเขียน
การฟัง การดู และการพูด เหน็ คณุ คา่ วรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรมท้องถ่ิน รกั ความเป็นไทย
รหัสตัวชวี้ ดั
ท ๑.๑ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖ ป.๖/๗ ป.๖/๘ ป.๖/๙
ท ๒.๑ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖ ป.๖/๗ ป.๖/๘ ป.๖/๙
ท ๓.๑ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖
ท ๔.๑ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖
ท ๕.๑ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔
รวม ๓๔ รหสั ตวั ช้วี ัด
๘
โครงสร้างรายวิชา
รายวชิ าพนื้ ฐาน กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ จานวน ๑๖๐ ชว่ั โมง
หนว่ ยท่ี ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน เวลา
การเรยี นร/ู้ ตวั ชีว้ ัด (ชว่ั โมง)
๑ วิธีการอา่ นออกเสียงภาษาไทยพืน้ ฐาน ๑๕
๑.๑ การอ่านออกเสียงร้อยแกว้ และร้อยกรอง ท ๑.๑ ป..๖/๑ ๘
- คาที่มีพยัญชนะควบกล้า
- คาที่มอี ักษรนา
- คาทม่ี ีตวั การนั ต์
- อกั ษรย่อและเครอื่ งหมายวรรคตอน
๑.๒ ความหมายของคา ประโยค และข้อความ ท ๑.๑ ป.๖/๒ ๗
ทเี่ ป็นโวหาร
- คาที่มาจากภาษาต่างประเทศ
- อักษรย่อและเคร่ืองหมายวรรคตอน
- ขอ้ ความท่ีเป็นโวหารต่างๆ
๒ คาในภาษาไทย ๑๖
๒.๑ คาและชนดิ ของคา ท ๔.๑ ป.๖/๑ ๖
- คานาม
- คาสรรพนาม
- คากรยิ า
- คาวิเศษณ์
- คาบพุ บท
- คาเชอ่ื ม
-คาอทุ าน
๒.๒ การใชค้ า ท ๔.๑ ป.๖/๒ ๕
- คาราชาศัพท์
- ระดับภาษา
๒.๓ คาภาษาตา่ งประเทศทีใ่ ช้ในภาษาไทย ท ๔.๑ ป.๖/๓ ๕
- คาที่มาจากภาษาต่างประเทศ
๓ ประโยคในภาษาไทย ๑๕
๓.๑ ลกั ษณะของประโยค ท ๔.๑ ป.๖/๔ ๕
หนว่ ยที่ ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ๙
การเรียนรู้/ตัวช้วี ดั เวลา
๓.๒ - ประโยคสามญั (ช่ัวโมง)
๓.๓ - ประโยครวม ท ๔.๑ ป.๖/๕
- ประโยคซอ้ น ท ๔.๑ ป.๖/๖ ๕
๔ บทร้อยกรอง ๕
๔.๑ - กลอนสภุ าพ ท ๑.๑ ป.๖/๓
สานวน สุภาษิต และคาพงั เพย ๑๐
๔.๒ - คาพงั เพย ท ๑.๑ ป.๖/๔ ๔
๔.๓ - สภุ าษิต ท ๑.๑ ป.๖/๕
๕ เรื่องสนั้ น่ารู้ ท ๕.๑ ป.๖/๑ ๔
๕.๑ การตั้งคาถามกับเรอ่ื งที่อ่าน ท ๕.๑ ป.๖/๒ ๒
๕.๒ - บทความจากส่ืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ ท ๕.๑ ป.๖/๓ ๑๐
๕.๓ - ประกาศทางการ ท ๕.๑ ป.๖/๔ ๓
๕.๔ - วรรณคดีและวรรณกรรม ท ๑.๑ ป.๖/๖ ๓
๖ - หนงั สอื เรยี น ๒
๖.๑ - บทเรียนจากกลุม่ สาระการเรยี นรอู้ ื่น ๒
ขอ้ เท็จจรงิ และข้อคดิ เห็น ๑๐
การนาไปใชใ้ นการดาเนินชีวติ ๔
วรรณคดีและวรรณกรรม
ความคดิ เหน็ จากวรรณคดี
นทิ านพืน้ บา้ นทอ้ งถิ่น
- นทิ านพื้นบ้านอาเซยี น
คณุ ค่าของวรรณคดี
บทอาขยานและบทรอ้ ยกรอง
การอา่ นเชงิ วชิ าการ
งานเขียนเชิงอธบิ าย
- การใชพ้ จนานกุ รม
- การปฏิบตั ิตนในการอยรู่ ว่ มกนั ในสังคม
ข้อตกลงการอย่รู ว่ มกนั ในโรงเรยี นและ
การใชส้ ถานท่สี าธารณะในชุมชนและ
ท้องถ่ิน
หนว่ ยที่ ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน ๑๐
๖.๒ เวลา
๖.๓ การเรียนร/ู้ ตวั ช้วี ดั (ช่ัวโมง)
๓
๗ ขอ้ มูลแผนผัง แผนท่ี แผนภมู ิ และกราฟ ท ๑.๑ ป.๖/๗ ๓
หนังสือทสี่ นใจ ท ๑.๑ ป.๖/๘ ๔
๘๐
- หนังสอื ทน่ี กั เรียนสนใจและเหมาะสมกบั ๖
๖
วัย
๑๖
- หนงั สือทคี่ รแู ละนักเรยี นกาหนดรว่ มกัน ๘
มารยาทในการการอ่าน ท ๑.๑ ป.๖/๙ ๘
รวมภาคเรยี นท่ี ๑ ๖
๖
๘ วิธกี ารเขียนภาษาไทยพื้นฐาน
๑๖
๘.๑ คัดลายมอื ท ๒.๑ ป.๖/๑ ๓
- ตัวบรรจงเตม็ บรรทัด
- ตวั บรรจงคร่ึงบรรทดั
๙ การใช้คาในการเขยี น
๙.๑ การเขียนส่อื สาร ท. ๒.๑ ป.๖/๒
- รายงานการศึกษาค้นควา้ ท ๒.๑ ป.๖/๖
- จดหมายกจิ ธรุ ะในชวี ติ ประจาวนั
๙.๒ การเขียนจดหมายสว่ นตวั
- จดหมายขอโทษ
- จดหมายแสดงความขอบคุณ
- จดหมายแสดงความเห็นใจ
- จดหมายแสดงความยนิ ดี
๑๐ การเขียนเชิงสร้างสรรค์
๑๐.๑ การเขยี นเร่ืองตามจินตนาการและ ๒.๑ ป.๖/๘
สร้างสรรค์
- เขยี นเรื่องตามจินตนาการ
- เขียนโนม้ น้าวใจ
๑๑ การเขียนเชงิ วิชาการ
๑๑.๑ การเขยี นแผนภาพ ท ๒.๑ ป.๖/๓
- แผนภาพโครงเรื่อง
- แผนภาพความคิด
หน่วยที่ ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน ๑๑
การเรยี นรู้/ตวั ชวี้ ดั
๑๑.๒ การเขยี นเรยี งความ ท ๒.๑ ป.๖/๔ เวลา
ท ๒.๑ ป.๖/๕ (ชั่วโมง)
๑๑.๓ การเขยี นย่อความ ท ๒.๑ ป.๖/๗
- วรรณคดี และวรรณกรรมท่ีอ่าน ๓
ท. ๒.๑ ป.๖/๙ ๕
๑๑.๔ การกรอกแบบรายการต่าง ท ๓.๑ ป.๖/๑
- แบบคารอ้ งต่าง ๆ ๕
- ใบสมัครศกึ ษาต่อ ท ๓.๑ ป.๖/๒
- แบบฝากสง่ พัสดุและไปรษณียภัณฑ์ ท ๓.๑ ป.๖/๓ ๔
ท ๓.๑ ป.๖/๔ ๑๘
๑๒ มารยาทในการเขยี น ๖
๑๓ การพูดแสดงความรู้จากเร่อื งทีฟ่ งั และดู ท ๓.๑ ป.๖/๕
๑๓.๑ เร่อื งที่ไดฟ้ ังและดู ๔
ท ๓.๑ ป.๖/๖ ๔
- นทิ รรศการ ๔
- ส่อื สงั คมออนไลน์ ๘
๑๓.๒ จดุ ประสงค์ของเรื่องฟังและดู ๔
๑๓.๓ ตั้งคาถามและตามคาถามเชงิ เหตผุ ล
๑๓.๗ วเิ คราะหค์ วามน่าเชอ่ื ถือ ๔
๑๔ การพดู รายงานและโนม้ น้าว
๑๔.๑ การพดู รายงาน ๖
- เรอื่ งหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจาก ๒
การฟัง การดู และการสนทนา ๒
๑๔.๒ การพดู โนม้ นา้ ว ๒
- การพูดโนม้ นา้ วอย่างมเี หตุผลและ ๘๐
นา่ เชือ่ ถอื ๑๖๐
๑๕ มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด
๑๕.๑ มารยาทในการฟัง
๑๕.๒ มารยาทในการดู
๑๕.๓ มารยาทในการพดู
รวมภาคเรยี นท่ี ๒
รวม
๑๒
แผนการจัดการเรยี นรรู้ ายหนว่ ย
หน่วยท่ี ๑
๑๓
แผนการจดั การเรียนรู้รายหนว่ ย หนว่ ยท่ี ๑
สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย รายวชิ าภาษาไทย
ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑
เวลา ๘ ช่ัวโมง
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๑ เรือ่ งวิธีการอา่ นออกเสียงภาษาไทยพน้ื ฐาน
๑. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอา่ นสร้างความรแู้ ละความคดิ เพือ่ นาไปใชต้ ดั สินใจ แกป้ ัญหาใน
การดาเนนิ ชวี ติ และมนี ิสยั รกั การอ่าน
ตวั ชว้ี ัด
ท ๑.๑ ป.๖/๑ อ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองได้ถูกต้อง
ท ๑.๑ ป.๖/๒ อธบิ ายความหมายของคา ประโยคและข้อความทเ่ี ป็นโวหาร
๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๑. สามารถวเิ คราะหก์ ารอ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทรอ้ ยกรองได้ (K)
๒. สามารถอา่ นเสยี งบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองไดถ้ ูกต้อง (P)
๓. เหน็ คุณค่าของการอา่ นเสียงบทรอ้ ยแกว้ และบทร้อยกรอง (A)
๔. วิเคราะหค์ วามหมายของคา ประโยคและข้อความที่เป็นโวหารได้ (K)
๕. อภิปรายความหมายของคา ประโยคและขอ้ ความท่ีเป็นโวหารได้ (P)
๖. เหน็ คณุ ค่าเกีย่ วกับการอธิบายของคา ประโยคและข้อความท่ีเป็นโวหาร (A)
๓. สาระสาคัญ
- การอา่ นออกเสียงรอ้ ยแกว้ และรอ้ ยกรอง
- ความหมายของคา ประโยค และข้อความท่เี ป็นโวหาร
๔. สาระการเรียนรู้
- คาท่ีมพี ยัญชนะควบกลา้
- คาทีม่ ีอักษรนา
- คาทม่ี ตี ัวการันต์
- อกั ษรย่อและเครอ่ื งหมายวรรคตอน
- คาทม่ี าจากภาษาต่างประเทศ
- อกั ษรย่อและเครื่องหมายวรรคตอน
- ขอ้ ความท่ีเป็นโวหารตา่ งๆ
๕. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน ( เฉพาะทเ่ี กดิ ในหนว่ ยการเรียนรูน้ ้)ี
ความสามารถในการสื่อสาร
ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแก้ปัญหา
๑๔
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
๖.ทักษะของผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี ๒๑ (๓R ๘C + ๒L) (จุดเน้นสู่การพัฒนาคณุ ภาพผูเ้ รียน)
ทกั ษะการอา่ น (Reading)
ทักษะการ เขียน (Writing)
ทกั ษะการ คิดคานวณ (Arithmetic)
ทักษะด้านการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแก้ปญั หา (Critical thinking and
problem solving)
ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์และนวตั กรรม (Creativity and innovation)
ทกั ษะด้านความรว่ มมือ การทางานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ า (Collaboration , teamwork
and leadership)
ทักษะด้านความเขา้ ใจตา่ งวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding)
ทักษะดา้ น การสอ่ื สาร สารสนเทศ และรเู้ ทา่ ทันสื่อ (Communication information and
media literacy)
ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (Computing)
ทกั ษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change)
ทกั ษะการเปล่ียนแปลง (Change)
ทกั ษะการเรยี นรู้ (Learning Skills)
ภาวะผ้นู า (Leadership)
๗. ชิ้นงานหรอื ภาระงาน ( หลกั ฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ )
- แบบทดสอบก่อนเรยี น
- แบบฝกึ หดั
๘. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
๘.๑ หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี ๑ หน่วยย่อยที่ ๑.๑
เรื่อง การอา่ นออกเสยี งร้อยแกว้ และร้อยกรอง
รปู แบบการเรยี นรู้ : การจดั การเรียนการสอนแบบเอกตั ภาพ
ช่ัวโมงท่ี ๑ - ๘
ขั้นท่ี ๑ เตรยี มบทเรยี น
ครเู ร่ิมบทเรียนดว้ ยการกาหนดจุดประสงค์การเรียนรใู้ นเรื่องของการอ่านออกเสยี งร้อยแก้วและร้อย
กรอง การอ่านพยญั ชนะควบกล้า การอา่ นออกเสยี งคาท่ีมีอกั ษรนา การอ่านคาที่มตี ัวการันต์ รวมถึงการทา
ความเข้าใจกบั อักษรย่อและเครือ่ งหมายวรรคตอน โดยใช้วธิ กี ารบรรยายใหน้ ักเรยี นทราบถงึ จดุ ประสงคก์ าร
เรียนรู้
๑๕
ขน้ั ท่ี ๒ เตรยี มบททดสอบ
ครเู ตรยี มแบบทดสอบใหน้ ักเรียน โดยแบบทดสอบเป็นประโยคทคี่ รูได้เตรียมมาเป็นคาท่อี ย่ใู นส่ือ
สงั คมออนไลน์ต่างๆ เพ่ือทดสอบความรู้พ้ืนฐานของนกั เรยี นเก่ยี วกับการอ่านวา่ นักเรียนมีพ้ืนฐานมากน้อย
เพยี งใด
ขั้นที่ ๓ การเตรยี มส่ือการสอน
๑. วิดีทัศนเ์ กี่ยวกบั การอ่านออกเสียงภาษาไทยพ้ืนฐาน การอา่ นออกเสยี งคาประเภทต่างๆ
๒. แบบฝึกหดั การอ่านบทร้อยแกว้
๓. แบบฝึกหดั การอา่ นบทร้อยกรอง
ขั้นท่ี ๔ เตรยี มการซ่อมเสรมิ
ถ้าหากมีนักเรยี นท่ีไมผ่ ่านวตั ถุประสงค์ ครูจะเปน็ ผู้จดั การเรียนการสอนซ่อมเสรมิ ให้ โดยใชส้ ือ่ การ
สอนแบบเดมิ แตใ่ ช้วิธอี ธบิ ายและใหท้ ากิจกรรมเพมิ่ เตมิ เพ่ือใหน้ กั เรยี นได้เข้าใจมากขึ้นหลังจากนั้นทาการ
ทดสอบโดยใหน้ กั เรียนอา่ นรายบุคคลเพ่ือเป็นเคร่อื งยืนยันว่าผา่ นวตั ถุประสงค์แล้ว
ขัน้ ที่ ๕ การเรียนรู้
ครจู ัดการเรยี นการสอนเรื่อง “วธิ กี ารอ่านออกเสยี งภาษาไทยพื้นฐาน” คือการอา่ นออกเสียงร้อยแก้ว
และร้อยกรอง ประกอบด้วยเนือ้ หา ดังนี้
๑. การอ่านคาทม่ี ีพยัญชนะควบกลา้
๒. การอ่านคาทม่ี ีอักษรนา
๓. การอา่ นคาทม่ี ีตัวการันต์
๔. อักษรย่อและเคร่ืองหมายวรรคตอน
โดยครอู ธบิ ายเนอื้ หาของการอา่ นออกเสยี ง และให้นักเรียนแตล่ ะคนได้ฝึกอ่านแบบฝึกหัดทค่ี รูได้
เตรียมมา ถา้ นักเรียนอ่านผดิ ครจู ะบอกหลงั จากนนั้ ใหน้ ักเรียนแต่ละคนแยกยา้ ยไปฝกึ อ่าน และครจู ะเรียกสอบ
รายบคุ คลถา้ หากมีนักเรียนไม่ผ่านการสอบ ครจู ะเตรยี มการซอ่ มเสรมิ
๘. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
๘.๒ หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๑ หน่วยย่อยท่ี ๑.๒
เร่ือง ความหมายของคา ประโยค และขอ้ ความทเ่ี ป็นโวหาร
รูปแบบการเรยี นรู้ : การจัดการเรียนการสอนแบบเอกัตภาพ
ชวั่ โมงที่ ๑ - ๗
ขั้นที่ ๑ เตรียมบทเรยี น
ครเู ริม่ บทเรยี นด้วยการกาหนดจดุ ประสงค์การเรยี นรใู้ นเรื่องของการเรยี นรู้ความหมายของคา
ประโยค และข้อความทีเ่ ปน็ โวหาร โดยใช้วธิ กี ารบรรยายให้นักเรียนทราบถึงจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ความหมาย
ของคา ประโยค และข้อความทเี่ ป็นโวหาร
๑๖
ขัน้ ท่ี ๒ เตรยี มบททดสอบ
ครูเตรยี มแบบทดสอบใหน้ ักเรียน โดยใหน้ กั เรียนเขยี นคาตอบลงในแบบฝกึ หดั ท่ีครเู ตรยี มมา
จุดประสงคเ์ พือ่ ทดสอบความรพู้ ้ืนฐานของนกั เรยี น เน้ือหาในแบบทดสอบมดี งั นี้
๑. คาท่มี าจากภาษาต่างประเทศ
๒. อกั ษรย่อ
๓. ข้อความทเ่ี ป็นโวหาร
ข้ันที่ ๓ การเตรียมส่ือการสอน
๑. วิดที ศั น์เก่ยี วกบั คาภาษาตา่ งประเทศทีม่ ใี นภาษาไทย
๒. พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน เพือ่ ให้นกั เรียนได้ศึกษาคน้ คว้า
๓. ใบงานสาหรับใหน้ กั เรยี นฝึกทาในคาบชวั่ โมงเรยี น
ขั้นท่ี ๔ เตรยี มการซ่อมเสริม
ถา้ หากมนี ักเรียนที่ไมผ่ ่านวัตถุประสงค์ ครูจะเป็นผจู้ ดั การเรียนการสอนซ่อมเสริมให้ โดยใช้ส่อื การ
สอนแบบเดิมแตใ่ ชว้ ิธอี ธิบายและให้ทากิจกรรมเพิ่มเติม เพื่อใหน้ ักเรยี นได้เข้าใจมากขึน้ หลงั จากนั้นทาการ
ทดสอบโดยใหน้ กั เรยี นอา่ นรายบคุ คลเพื่อเปน็ เครอื่ งยืนยนั ว่าผ่านวัตถปุ ระสงค์แลว้
ข้นั ที่ ๕ การเรยี นรู้
ครจู ดั การเรียนการสอนเร่ือง “ความหมายของคา ประโยค และข้อความทีเ่ ป็นโวหาร” จุดประสงค์
เพ่อื ให้อธบิ ายความหมายของคา ประโยคและข้อความท่เี ป็นโวหารได้ โดยครูให้นักเรยี นจับกลมุ่ 5 กลุ่ม
แบง่ เปน็ กลมุ่ ดังนี้
๑. กลมุ่ ภาษาบาลี-สันสกฤต
๒. กลุ่มภาษาชวา-มลายู
๓. กลมุ่ ภาษาจีน
๔. กลุม่ ภาษาเขมร
๕. กลมุ่ ภาษาอังกฤษ
ให้นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ คน้ ควา้ คาศัพท์ภาษาต่างประเทศตามหัวข้อท่ีกลมุ่ ตนเองได้รับจากพจนานกุ รม
ฉบับราชบณั ฑิตยสถานมากลมุ่ ละ ๑๐ คาพร้อมความหมาย และออกมานาเสนอหน้าช้นั เรียน
ให้นกั เรยี นฝึกทาความเข้าใจประโยคในแตล่ ะแบบ และนามาใชเ้ ขยี นบทความสั้นๆ 5 บรรทัดเรอ่ื ง
อะไรก็ได้และออกมาอ่านหนา้ ชน้ั เรยี น
๙. ส่ือการสอน
หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑.๑ เร่ืองการอ่านออกเสยี งรอ้ ยแก้วและร้อยกรอง
๑. วิดีทัศน์เกี่ยวกับการอา่ นออกเสยี งภาษาไทยพืน้ ฐาน การอา่ นออกเสียงร้อยแก้ว และการอา่ นออกเสียงร้อย
กรอง
๒. บทความร้อยแกว้ วารสารและนติ ยสารตา่ ง ๆ
๓. บทรอ้ ยกรองทค่ี รเู ตรยี มมา
๑๗
หน่วยยอ่ ยที่ ๑.๒ เรอ่ื งความหมายของคา ประโยค และข้อความท่ีเปน็ โวหาร
๑. วดิ ที ศั น์เกีย่ วกบั คาภาษาต่างประเทศทมี่ ีในภาษาไทย
๒. พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน เพ่ือให้นักเรียนไดศ้ ึกษาคน้ คว้า
๓. ใบงานสาหรับให้นักเรียนฝึกทาในคาบชั่วโมงเรียน
๑๐. แหล่งเรยี นรใู้ นหรือนอกสถานท่ี
๑. อินเตอร์เน็ต
๒. หอ้ งสมุด
๓. หนังสอื เรยี นหลักภาษา
๑๑. การวัดและประเมินผล
ช้ินงาน/ภาระงาน วิธีวดั ผล เครื่องมือวัดผล เกณฑก์ ารให้คะแนน เกณฑ์การประเมิน
ผ่าน/ ไมผ่ ่าน
แบบฝึกการอ่าน การสงั เกต แบบทดสอบก่อน อ่านออกเสยี งตามความรู้ คะแนน ๖-๑๐ = ผ่าน
คะแนน ๐–๕ = ไม่ผา่ น
ออกเสียงรอ้ ยแก้ว เรยี น พืน้ ฐานของนกั เรยี น ผา่ น/ ไมผ่ ่าน
คะแนน ๖-๑๐ = ผ่าน
(กอ่ นเรียน) คะแนน ๐–๕ = ไม่ผ่าน
ผา่ น/ ไมผ่ า่ น
แบบฝกึ การอ่าน การสงั เกต แบบทดสอบก่อน อ่านออกเสียงตามความรู้ คะแนน ๖-๑๐ = ผา่ น
คะแนน ๐–๕ = ไม่ผ่าน
ออกเสียงรอ้ ยกรอง เรยี น พน้ื ฐานของนกั เรียน ผ่าน/ ไม่ผ่าน
คะแนน ๖-๑๐ = ผ่าน
(กอ่ นเรียน) คะแนน ๐–๕ = ไม่ผา่ น
แบบฝึกการอ่าน การสังเกต แบบทดสอบหลงั อา่ นออกเสียงได้ถูกต้อง ตาม
ออกเสียงร้อยแก้ว เรียน หลกั การอ่านบทร้อยแก้ว
(หลังเรียน)
แบบฝกึ การอา่ น การสังเกต แบบทดสอบหลัง อา่ นออกเสียงได้ถูกต้องตาม
ออกเสยี งรอ้ ยกรอง เรยี น หลักการบทร้อยกรอง
(หลงั เรียน)
คุณลักษณะอันพึง วิธีวดั ผล เครื่องมอื วัดผล เกณฑก์ ารให้คะแนน เกณฑ์การประเมนิ
ประสงค์ การสังเกต
การสังเกต แบบสงั เกต ตามตารางเกณฑ์การให้คะแนน ผ่านเกณฑ์ต้ังแต่ระดบั
มีวินัย การสงั เกต พฤติกรรมรายบคุ คล คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ปานกลางข้ึนไป
แบบสังเกต ตามตารางเกณฑ์การให้คะแนน ผ่านเกณฑต์ ้ังแตร่ ะดับ
ใฝเ่ รียนรู้ พฤติกรรมรายบคุ คล คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ปานกลางขึ้นไป
แบบสังเกต ตามตารางเกณฑก์ ารให้คะแนน ผา่ นเกณฑ์ตั้งแต่ระดบั
มงุ่ มั่นในการทางาน พฤติกรรมรายบุคคล คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ปานกลางข้ึนไป
๑๘
สมรรถนะของผูเ้ รียน วธิ วี ดั ผล เคร่ืองมอื วดั ผล เกณฑก์ ารให้คะแนน เกณฑ์การประเมิน
ความสามารถในการ การสงั เกต แบบประเมนิ สมรรถนะ
ส่อื สาร ของผเู้ รียนรายบุคคล ตามตารางเกณฑ์การ ผ่านเกณฑ์ต้ังแต่
ให้คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางข้นึ
ของผู้เรยี น ไป
ความสามารถในการ การสังเกต แบบประเมนิ สมรรถนะ ตามตารางเกณฑ์การ ผา่ นเกณฑต์ ั้งแต่
คิด ของผู้เรยี นรายบุคคล
ใหค้ ะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางขึ้น
ของผู้เรียน ไป
ความสามารถในการ การสังเกต แบบประเมินสมรรถนะ ตามตารางเกณฑ์การ ผ่านเกณฑ์ต้ังแต่
แก้ปญั หา ของผเู้ รยี นรายบุคคล ใหค้ ะแนนสมรรถนะ ระดบั ปานกลางขนึ้
ของผเู้ รียน ไป
ทักษะของผู้เรียน วิธวี ดั ผล เครื่องมอื วัดผล เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การ
ในศตวรรษที่ ๒๑ การสงั เกต ประเมนิ
ทกั ษะการอา่ น การสังเกต แบบประเมินทกั ษะของ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผ่านเกณฑ์ต้ังแต่
(Reading) ระดับปานกลาง
การสังเกต ผู้เรยี นในศตวรรษที่ คะแนนทักษะของผู้เรียน ขน้ึ ไป
ทักษะด้านความ การสังเกต ผา่ นเกณฑต์ ั้งแต่
ร่วมมอื การทางาน ๒๑ รายบคุ คล ในศตวรรษที่ ๒๑ ระดับปานกลาง
เป็นทีม และภาวะ ขึ้นไป
ผู้นา แบบประเมนิ ทักษะของ ตามตารางเกณฑก์ ารให้
Collaboration, ผา่ นเกณฑต์ ั้งแต่
teamwork and ผ้เู รยี นในศตวรรษท่ี คะแนนทกั ษะของผู้เรยี น ระดบั ปานกลาง
leadership) ขน้ึ ไป
ทักษะการเรียนรู้ ๒๑ รายบุคคล ในศตวรรษท่ี ๒๑ ผา่ นเกณฑ์ต้ังแต่
(Learning Skills) ระดบั ปานกลาง
แบบประเมนิ ทักษะของ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ขน้ึ ไป
ภาวะผูน้ า
(Learningship) ผูเ้ รยี นในศตวรรษท่ี คะแนนทกั ษะของผ้เู รียน
๒๑ รายบุคคล ในศตวรรษท่ี ๒๑
แบบประเมนิ ทักษะของ ตามตารางเกณฑ์การให้
ผู้เรยี นในศตวรรษที่ คะแนนทักษะของผู้เรยี น
๒๑ รายบุคคล ในศตวรรษที่ ๒๑
๑๙
๑๒. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………....................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................. ............................
๑๓. บันทึกผลหลังการสอน
สรุปผลการเรยี นการสอน
นักเรียนทั้งหมดจานวน.....................คน
จดุ ประสงค์การ จานวนนกั เรยี นทผ่ี ่าน จานวนนกั เรยี นที่ไมผ่ า่ น
เรยี นรู้ จานวน (คน) ร้อยละ จานวน (คน) รอ้ ยละ
๑๔. ปญั หา/อุปสรรค/แนวทางแกไ้ ข
……………………………………………………………………………………………………………....................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
๑๕. ขอ้ เสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………....................................................
............................................................................................................................. .................................................
...................................................................................................................................................................... ........
ลงชื่อ..........................................................................
()
ตาแหน่งครูวทิ ยฐานะ................................................
ลงชอ่ื ................................................................หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรยี นรู้
()
ลงช่ือ.................................................................รองผอู้ านวยการกลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
()
๒๐
ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา
ไดท้ าการตรวจแผนการเรยี นรู้ของ.....................................................................แล้วมคี วามคดิ เห็นดังน้ี
๑.เปน็ แผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ
๒. การจดั กจิ กรรมไดน้ าเอากระบวนการเรยี นรู้
เน้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั มาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม
ยังไม่เนน้ ผูเ้ รียนเป็นสาคญั ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป
๓. ข้อเสนอแนะอ่ืนๆ
.......................................................................................................................................... ....................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชือ่ ..........................................................................................
()
ผ้อู านวยการโรงเรยี น…………………………………………………………..
๒๑
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยย่อยที่ ๑
จงอ่านข้อความตอ่ ไปนี้
๑. หมึกหกรดมุ้ง ม้งุ เลอะหมึกหมด
ลงิ ใหญ่ ยกลาไยเล็ก ลงิ เลก็ ยกลาไยใหญ่
ยายกนิ ลาไยนา้ ลายยายไหลย้อย
ยกั ษ์รกั ลิง ลิงรกั ยักษ์ ลิงน่ารัก ยกั ษ์รักลิง
๒. ชามเขยี วควา่ เช้า ชามขาวคว่าคา่
กินมนั ตดิ เหงือก กินเผอื กตดิ ฟัน กินทงั้ มันกินทั้งเผอื ก ติดทัง้ เหงอื กตดิ ทั้งฟนั
รถยนตล์ อ้ ยาง รถรางลอ้ เหล็ก
บรษิ ทั กาจดั จากัด มหาชน
๓. ควายไลข่ วดิ ขา้ งขวา คว้าขวานมาไลข่ ว้างควายไป
ปิดประตโู บสถ์ เปิดประตโู บสถ์
หลานหลอกลงุ วา่ ยุงกดั ไหล่
งัวเงยี งงงวย มัน มูมมาม
มอมแมม เหมือน มมั มี่
๔. ยามเยน็ เล่นตากลม เดนิ ตากลมตากลมชมววิ
ตากลมตากลมชมจนั ทร์ ตัวฉันเพลนิ เดนิ ตากลม
โคลงเรือ เรือโคลง เพราะโคลง
วิง่ ไปเอาสบู่ถูมอื ถมู ือด้วยสบู่
๒๒
แบบฝึกการอา่ นบทร้อยกรอง แบบฝกึ หัดหนว่ ยย่อยท่ี ๑
เมื่อทาการสงิ่ ใดดว้ ยใจรัก
ถึงงานหนักก็เบาลงแล้วคร่งึ หนึง่
ด้วยใจรักเปน็ แรงที่เร้ารึง ใหม้ ุ่งมัน่ ฝนั ถงึ ซงึ่ ปลายทาง
เมอ่ื ทาการสง่ิ ใดใจบากบัน่ ไมไ่ หวหว่นั อปุ สรรคเปน็ ขวากขวาง
ถงึ เหนอ่ื ยยากพากเพียรไม่ละวาง งานทุกอย่างเสรจ็ เพราะกล้าพยายาม
เมอื่ ทาการสิ่งใดใจจดจ่อ คอยเตมิ ตอ่ ตงั้ จติ ไมค่ ิดขาม
ทาดว้ ยใจเป็นชีวิตคอยติดตาม บงั เกดิ ผลงอกงามตามต้องการ
เมือ่ ทาการสง่ิ ใดใคร่ควรคิด เหน็ ถูกผิดแก้ไขให้พน้ ผา่ น
ใชส้ มองตรองตริคิดพิจารณ์ ปรากฏงานกา้ วไกลไมล่ าเค็ญ
ความสาเรจ็ จะวา่ ใกล้ก็ใช่ที่ จะวา่ ไกลฤากม็ ีอยู่ใหเ้ หน็
ถา้ จริงจงั ต้งั ใจไม่ยากเย็น และจะเป็นผู้ชนะตลอดกาล
แบบฝกึ การอ่านบทร้อยแก้ว
ศิลปนิ หรือผสู้ รา้ งศิลปะก็คือหนว่ ยหนึ่งของสงั คม/ ที่สาคญั ไดแ้ ก่กลไกทางการเมอื งและทางเศรษฐกจิ /
การตอ่ สู้กบั อิทธพิ ลดงั กลา่ วเปน็ เรือ่ งซับซ้อนใหญ่โต/ เปน็ ตน้ วา่ ศลิ ปนิ และนกั เขยี นมีขอบข่าย แหง่ เสรีภาพได้
แค่ไหน/ เมื่อผู้ผลิตงานศิลปะจาเป็นตอ้ งยังชีพจากผลงานของเขาดว้ ย/ เขาจะมีทางแก้ปัญหาปากท้องของ
ตวั เองอยา่ งไร/ โดยเฉพาะในสังคมแบบทุนนิยม/ นอกจากน้ี/ ปัญหาสาคญั อีกข้อหนึง่ ก็คือ/ เมอ่ื ศิลปะเปน็ งาน
ท่เี สนอแก่สาธารณชนในแง่การค้า/ ปฏปิ กั ษ์สาคัญยิ่งของศิลปะเพ่ือชีวิตน่าจะมิใชศ่ ลิ ปะเพอื่ งานศิลปะ/ แต่
เปน็ ศิลปะสุกเอาเผากินซง่ึ มุ่งมอมเมา/ ประชาชนใหห้ นีจากความเป็นจริงของชวี ติ มาสู่โลกของกามารมณ์/
หรือเรื่องต่นื เตน้ หวอื หวาไร้สาระซ่ึงขายดี/ ติดตลาดและแพรห่ ลายในหม่ปู ระชาชน
๒๓
แบบฝกึ การอ่านบทร้อยแก้ว
ภาษาไทยนบั เป็นเคร่อื งมืออย่างหนึง่ ของธรรมชาติ/ ภาษาท้งั หลายเป็นเคร่ืองมือของมนุษยช์ นดิ หนึง่ /
คอื เป็นทางสาหรับแสดงความเหน็ อย่างหนึง่ / เปน็ สงิ่ ทส่ี วยงามอยา่ งหน่ึง/ เชน่ ในทางวรรณคดี/ เป็นตน้ /
ฉะนนั้ / จงึ จาเปน็ ต้องรักษาเอาไว้ให้ด/ี ประเทศไทยน้ันมีภาษาของเราเอง/ ซึ่งต้องหวงแหน/ ประเทศใกลเ้ คียง
ของเราหลายประเทศมีภาษาของตนเอง/ แต่วา่ เขาไมแ่ ข็งแรง/ เขาต้องพยายามหาทางที่จะสร้างภาษาของ
ตนเองไว้ใหม้ ั่นคง/ เรามโี ชคดีที่มภี าษาของตนเองแตโ่ บราณกาล/ จงึ สมควรอย่างยิ่งท่ีจะรกั ษาไว้
แบบฝกึ การอ่านบทร้อยกรอง เหมอื นนกยงู มดี ีที่แววขน
เปน็ มนษุ ย์เปน็ ได้เพราะใจสงู ยอ่ มเสยี ทีที่ตนได้เกดิ มา
ถ้ามคี รบควรเรียกมนุสสา
ถา้ ใจตา่ เปน็ ไดแ้ ต่เพยี งคน เปรมปรดี าคนื วนั สุขสันต์จริง
ใจสะอาด ใจสวา่ ง ใจสงบ ใครมเี ขา้ ควรเรยี กว่าผีสิง
เพราะทาถูกพูดถูกทุกเวลา แต่ในสง่ิ นาตัวกลวั้ อบาย
ใจสกปรกมืดมวั และร้อนเร่า จงรีบยกใจตนรบี ขวนขวาย
เพราะพูดผิดทาผิดจิตประวงิ ก็สมหมายที่เกดิ มาอย่าเชือนเอย
คิดดเู ถิดถา้ ใครไม่อยากตก
ใหใ้ จสูงเสยี ได้ก่อนตัวตาย
๒๔
แบบฝึกการอา่ นบทร้อยแก้ว
ในปจั จุบันกลา่ วกันวา่ / เรากาลงั อย่ใู นยุคโลกาภิวัฒน์ หรือเรียกอกี อย่างว่าโลกไร้พรมแดน// แต่จะ
เรยี กอยา่ งไรก็ตามเถิด/การอ่าน/ ก็เปน็ กระบวนการสาคัญอยา่ งยิ่งในการพัฒนาคนในทศวรรษน้ี/ เพราะโลก
ของการศึกษา/ มิไดจ้ ากัดอยู่ภายในหอ้ งเรยี น/ ท่ีมลี ักษณะรปู ทรงสีเ่ หลยี่ มเเคบๆ เท่าน้นั / เเตข่ ้อมลู ขา้ วสาร
สารสนเทศต่างๆ /ไดย้ ่อโลกให้เล็กลงเทา่ ท่ีเราอยากรูไ้ ดร้ วดเร็ว/ ในช่ัวลดั นิว้ มอื เดียวอย่างทค่ี นโบราณกลา่ วไว/้
จะมสี ่ือใหอ้ ่านอยา่ งหลากหลายให้เลอื ก/ ท้ังสอ่ื ส่ิงพมิ พ์ทีเ่ ราคุ้นเคย/ ไปจนส่ืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ทเ่ี รียกวา่
"อนิ เทอร์เน็ต" เพราะการต่อสู้รกุ รานกนั ของมนษุ ยย์ คุ ใหม่/ จะใชข้ ้อมลู / สต/ิ ปญั ญา/ และคณุ ภาพของคนใน
ชาต/ิ มากกวา่ การใชก้ าลังอาวธุ เข้าประหตั ประหารกัน// หากคนในชาติด้อยคุณภาพ/ ขาดการเรียนรู้/ จะถกู
ครอบงาทางปญั ญาได้ง่ายๆ / จากส่ือตา่ งๆ จากชาติที่พฒั นาเเลว้
แบบฝึกการอ่านบทร้อยกรอง วงศห์ งส์
เสยี สินสงวนศกั ดไิ์ ว้ สง่ิ รู้
ความสตั ย์ ไว้นา
เสยี ศกั ดส์ิ ้ปู ระสงค์ ชพี ม้วยมรณา
เสยี รเู้ รง่ ดารง
เสียสตั ย์อย่าเสียสู้
๒๕
แบบฝึกการอา่ นบทร้อยแก้ว
อา่ นใหถ้ ูกต้องตามอักขรวธิ ีในภาษา/ ทั้งคาในภาษาไทย/ และคาทย่ี ืมมาจากภาษาตา่ งประเทศ/ เชน่
ภาษาบาลี/ สันสกฤต/ เขมร/ รวมทง้ั การอ่านให้ถูกต้องตามความนยิ ม/ ซ่งึ การจะอ่านให้ถกู ต้องตามอักขรวิธี
ในภาษาไทย/ จะต้องอาศัยพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถานเปน็ สาคญั
ผู้อา่ นตอ้ งมสี มาธิและความมั่นใจขณะอ่าน/ ไม่ออกเสยี งผิดพลาด/ อ่านขอ้ ความขาดหายไป/ หรือ
เพม่ิ เติมบางส่วนขึ้นมาเอง/ ขณะท่ีอ่านต้องควบคุมสายตาใหไ้ ล่ไปตามตวั อักษรทุกตัว/ ในแตล่ ะบรรทดั / จาก
ซ้ายไปขวาด้วยความรวดเร็ว/ วอ่ งไว/ และรอบคอบ/ แลว้ ยอ้ นสายตากลับลงไปยังบรรทัดไปอย่างแม่นยา
เชา้ วันต่อมา/ พระอาทิตย์/ ทอแสงอนั แจ่มใสเมอ่ื รุ่งอรณุ / น้าฝนติดอยู่ตามใบไม/้ กอหญา้ / ตอ้ ง
แสงอาทิตย์เป็นประกาย/ เมฆฝนทีท่ ะมนึ อยู่เมอื่ กลางคนื / คงเหลอื สภาพเหมือนปุยน่นุ เลก็ ๆ/ ทถี่ ูกลมพดั ปลิว
ไปติดขอบฟ้า
แบบฝึกการอ่านบทร้อยกรอง
ความรู้ดูยงิ่ ล้า สินทรัพย์
คดิ ค่าควรเมืองนับ ย่ิงไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ กายอาต-มานา
โจรจักเบยี นบ่ได้ เร่งรู้เรยี นเอา
๒๖
แบบฝึกหัดหนว่ ยยอ่ ยท่ี ๒
บทความต่อไปนีเ้ ป็นโวหารประเภทใด
เขาใชแ้ ขนยันพ้นื ดิน อาการเหนื่อยอ่อน กลิน่ น้าฝนบนใบหญา้ และกล่ินไอดินโซนเข้าจมูกวาบหวิว
อยากให้มใี ครซักคนผา่ นมาพบ เพือ่ พาเขากลบั ไปหาหมอในหม่บู า้ น มดหลายตัวเดินสวนขบวนผ่านไปมา มัน
ไม่มีทีทา่ จะสนใจเขาเลยแมแ้ ตน่ ้อย เขามองดูมันอย่างเลือ่ นลอยทาไมมนั จึงเฉยเมยกบั ฉัน มนั คงรแู้ น่ ฉนั อยาก
ให้มันเป็นคนจริงๆ ฉันจะต้องกลบั บา้ นให้ได้ เขาคิดพลางเหม่งมองดูยอดสนของหมู่บ้าน หาดเสี้ยวเห็นอยู่ไม่
ไกล ดวงอาทิตยส์ ีแดงเข้มกาลงั คลอ้ ยลงเหนือยอดไม้ทางทิศตะวันตก
ตอบ.......................................................................
ภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาศกั ดิ์สิทธท์ิ ส่ี ุดในประเทศญี่ปนุ่ มาหลายศตวรรษแล้ว แตแ่ รกภเู ขาน้ีเป็นทเี่ คารพ
บชู า ของชนพน้ื เมอื งเผ่าไอนุซงึ่ ปจั จบุ นั ยังอยูต่ ามหมู่เกาะฮอกไกโด ซงึ่ เปน็ เกาะใหญ่ ที่อยเู่ หนือสดุ ชาวไอนุ
ขนานนาม ภูเขานีต้ ามชอ่ื เทพธดิ า “ฟชู ิ” ผเู้ ป็นเทพธดิ าแห่งอคั คี ชาวญป่ี ่นุ ยงั คงนับถือภูเขาไฟฟจู ิต่อมา
และเรียกชอ่ื ตามที่พวกไอนตุ ั้งไว้ บรรดาผ้นู ับถือศาสนาชนิ โตเชอ่ื ว่าในธรรมชาตทิ กุ รปู แบบจะมเี ทพ หรอื
กามิ สถิตอยู่ แต่เทพทสี่ ถติ ในภเู ขาจะศักด์ิสิทธ์ิเปน็ พเิ ศษ ภูเขาฟจู ิซ่งึ สงู ที่สุดและงามที่สุดในประเทศ จงึ ไดร้ บั
ความเคารพเป็นพิเศษ เพราะถือวา่ เป็นสถานทส่ี ถิตของทวยเทพ เปน็ จุดเชือ่ มโยงระหว่างความ ลึกลบั ของ
สวรรค์ และความเป็นจริงของโลกมนษุ ย์
ตอบ.....................................................................
๒๗
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนใบงาน
ประเดน็ การ คะแนน
ประเมนิ ๕ (ดีมาก) ๔ (ดมี าก) ๓ (ปานกลาง) ๒ (พอใช้) ๑ (ปรบั ปรุง)
๑. ผลงานตรง ผลงานมีความ ผลงานมคี วาม ผลงานมคี วาม ผลงานมคี วาม ผลงานไม่
ตามจดุ ประสงค์ สอดคลอ้ งกบั สอดคล้องกบั สอดคลอ้ งกบั สอดคลอ้ งกับ สอดคลอ้ งกับ
จดุ ประสงคข์ อง จดุ ประสงค์ของ จุดประสงคข์ อง จุดประสงค์ของ เนือ้ หาที่เรียน
เนื้อหาท่ีเรยี น เน้ือหาท่ีเรยี น เน้อื หาทีเ่ รยี น เนอื้ หาทเี่ รยี น
ทุกประเดน็ เป็นส่วนใหญ่ บางประเด็น เล็กนอ้ ย
๒. ผลงานมี เน้ือหาสาระ เนอ้ื หาสาระ เนื้อหาสาระ เนือ้ หาสาระ เนื้อหาสาระไม่
ความถกู ตอ้ ง ถกู ต้องสมบรู ณ์ ถูกต้องเปน็ สว่ น ถูกต้องบาง ถูกต้องเล็กน้อย ถกู ต้อง
ครบถว้ น ใหญ่ ประเดน็
๓. ผลงานมี ผลงานมคี วาม ผลงานมคี วาม ผลงานคอ่ นข้าง ผลงานคอ่ นขา้ ง ผลงานไมม่ ี
ความเปน็ เป็นระเบียบ เปน็ ระเบยี บ เปน็ ระเบียบ เปน็ ระเบียบ ความเป็น
ระเบยี บ เรียบรอ้ ยนา่ เรียบรอ้ ยแต่ยงั เรยี บรอ้ ย แตม่ ี เรียบรอ้ ย แตม่ ี ระเบยี บ
เรียบร้อย อ่าน มขี ้อบกพร่อง ขอ้ บกพร่อง ข้อบกพร่อง เรียบร้อย
บางส่วน บางสว่ น หลายจุด
๔. การสง่ งาน สง่ งานตรงตาม สง่ งานชา้ เลย สง่ งานชา้ เลย สง่ งานชา้ เลย สง่ งานช้าเลย
ตรงต่อเวลา เวลาทกี่ าหนด เวลาท่ีกาหนด เวลาทกี่ าหนด เวลาทก่ี าหนด เวลาทก่ี าหนด
๑-๒ วนั ๓-๔ วัน ๔-๕ วนั มากกวา่ ๕ วัน
เกณฑ์การประเมิน
คะแนน ระดับคุณภาพ
๙-๑๐ ดีมาก
๖-๘ ดี
๔-๕ พอใช้
๐-๓ ปรับปรุง
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ๒๘
ลาดับ ชื่อ-นามสกุล
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
มวี นิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ ม่งุ ม่นั ในการทางาน
ลงช่อื ....................................................................ผปู้ ระเมิน
วันท.ี่ ................../...................../.....................
๒๙
เกณฑ์การใหค้ ะแนนสมรรถนะทส่ี าคญั ของผู้เรยี น
พฤตกิ รรม คะแนน
บงชี้ ๕ (ดีมาก) ๔ (ด)ี ๓(ปานกลาง) ๒ (พอใช้) ๑ (ปรบั ปรุง)
๑. ความสามารถ มีความสามารถ มคี วามสามารถ มีความสามารถ มีความสามารถ ไม่มี
ในการสือ่ สาร ในการส่ือสาร ในการสอื่ สาร ในการสอื่ สาร ในการส่ือสาร ความสามารถ
ออกมาไดด้ ี ออกมาได้ดี ออกมาได้ระดับ ออกมาไดร้ ะดับ ในการสือ่ สาร
ชดั เจน ปานกลาง ไม่ ปานกลาง ควร
ชัดเจน ปรับปรุง
๒. ความสามารถ มีความสามารถ มคี วามสามารถ มคี วามสามารถ มีความสามารถ ไม่มี
ในการคิด ในการคดิ อยา่ ง ในการคิด ในการคิด ตดั สินใจเกย่ี วกับ ความสามารถ
สร้างสรรค์ ตดั สินใจ ตัดสนิ ใจ ปัญหาของ ในการคิด การ
ตัดสนิ ใจ เก่ยี วกับปญั หา เก่ยี วกบั ปัญหา ตนเองได้ไมด่ ี ตดั สินใจ
เกี่ยวกบั ปัญหา ของตนได้ดี ของตนเองได้ เท่าท่คี วร เกีย่ วกบั ปัญหา
ของตนเองได้ ของตนเองได้
เหมาะสม
๓. ความสามารถ มีความสามารถ มคี วามสามารถ มีความสามารถ มีความสามารถ ไมส่ ามารถ
ในการแก้ปัญหา แกป้ ัญหา แก้ปญั หา แกป้ ัญหา แกป้ ญั หาเฉพาะ แกป้ ัญหา
เฉพาะดา้ นได้ เฉพาะหน้าได้ เฉพาะหนา้ ได้ หน้าไดย้ งั ไมด่ ี เฉพาะหนา้ ได้
ทกุ สถานการณ์ เกอื บทุก บางสถานการณ์ เท่าทคี วร
สถานการณ์
๓๐
เกณฑ์การให้คะแนนทกั ษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑
พฤตกิ รรมบงช้ี คะแนน
๕ (ดมี าก) ๔ (ดี) ๓(ปานกลาง) ๒ (พอได)้ ๑ (ปรับปรงุ )
๑. ทกั ษะการ มีความสามารถ มคี วามสามารถ มีความสามารถ มคี วามสามารถ ไมม่ ีความสามารถ
อา่ น ในการอ่านไดด้ ี ในการอ่านได้ดี ในการอ่านได้ ในการอ่านได้ ในการเขียน
(Reading) เยี่ยม ชดั เจน ชดั เจน ระดับปานกลาง ระดับปานกลาง
ไม่ชดั เจน ควรปรบั ปรุง
๒. ทกั ษะด้าน มคี วามสามารถ มคี วามสามารถ มีความสามารถ มีความสามารถ ไมม่ ีความสามารถ
ความรว่ มมือ ในการใหค้ วาม ในการใหค้ วาม ในการใหค้ วาม ในการใหค้ วาม ในการให้ความ
การทางานเปน็ รว่ มมือสาหรบั ร่วมมือสาหรบั ร่วมมือสาหรับ รว่ มมือสาหรบั ร่วมมือสาหรับ
ทมี และภาวะ การทางานเป็น การทางานเปน็ การทางานเปน็ การทางานเป็น การทางานเปน็ ทีม
ผนู้ า ทีมของตนเองได้ ทีมของตนเอง ทมี ของตนเอง ทีมของตนเอง ของตนเองได้
Collaboration, เหมาะสม ไดด้ ี ได้ ไดไ้ มด่ ี
teamwork เทา่ ทีค่ วร
and
leadership)
๓. ทกั ษะการ มีความสามรถใน มคี วามสามารถ มคี วามสามารถ มคี วามสามารถ ไมม่ ีความสามารถ
เรียนรู้ การเรยี นรู้ดว้ ย ในการเรียนรู้ ในการเรยี นรู้ ในการเรียนรู้ ในการเรียนรดู้ ้วย
(Learning ตนเองได้ดเี ยยี่ ม ด้วยตนเองได้ดี ด้วยตนเองได้ ดว้ ยตนเองได้ ตนเองได้
Skills) แตต่ ้องมีผคู้ อย แตต่ อ้ งมผี ้คู อย
ให้คาแนะนา ใหค้ าแนะนา
บางครงั้ ตลอด
๔. ภาวะผู้นา มภี าวะความ มภี าวะความ มภี าวะความ มีภาวะความ ไมม่ ีภาวะความ
(Learningship) เป็นผ้นู าสงู เป็นผูน้ าใน เป็นผ้นู าใน เปน็ ผ้นู าใน เป็นผู้นา
สามารถนาพา ระดับทีด่ ี ระดบั ปานกลาง ระดบั ท่ี
ทีมประสบ ค่อนข้างตา่
ความสาเรจ็ ได้
๓๑
แผนการจัดการเรยี นรรู้ ายหนว่ ย
หน่วยท่ี ๒
๓๒
แผนการจดั การเรียนรู้รายหน่วย หน่วยท่ี ๒
สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย รายวชิ าภาษาไทย
ปีการศึกษา ๒๕๖๓
ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖ ภาคเรียนท่ี ๑
เวลา ๑๖ ชัว่ โมง
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๒ คาในภาษาไทย
๑. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวช้วี ดั
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลงั
ของภาษาภูมิปญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ขิ องชาติ
ตวั ชี้วดั
ท ๔.๑ ป.๖/๑ วเิ คราะหช์ นดิ และหนา้ ทข่ี องคาในประโยค
ท ๔.๑ ป.๖/๒ ใช้คาไดเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล
ท ๔.๑ ป.๖/๓ รวบรวมและบอกความหมาย คาภาษาต่างประเทศทีใ่ ช้ในภาษาไทย
๒. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. สามารถวิเคราะห์ชนดิ และหนา้ ท่ีของคาในประโยคได้ (K)
๒. สามารถอภิปรายในเรื่องชนดิ และหน้าที่ของคาในประโยคได้ (P)
๓. เหน็ ความสาคัญของการวเิ คราะห์ชนิดและหน้าทขี่ องคาในประโยค (A)
๔. อธบิ ายในเร่อื งของการใชค้ าได้เหมาะสมกับกาลเทศะและบคุ คลได้ (K)
๕. สามารถนาความรู้เก่ียวกบั การใชค้ าให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ได้ (P)
๖. เห็นประโยชน์ของการใชค้ าได้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลได้ (A)
๗. อธิบายการรวบรวมและบอกความหมาย คาภาษาต่างประเทศทีใ่ ชใ้ นภาษาไทยได้ (K)
๘. สามารถบอกความหมายของคาภาษาต่างประเทศทีใ่ ช้ในภาษาไทยได้ (P)
๙. เห็นคุณคา่ ของการรวบรวมและบอกความหมาย คาภาษาต่างประเทศทีใ่ ชใ้ นภาษาไทย (A)
๓. สาระสาคญั
- คาและชนดิ ของคา
- การใช้คา
- คาภาษาตา่ งประเทศทใ่ี ชใ้ นภาษาไทย
๔. สาระการเรยี นรู้
- คานาม
- คาสรรพนาม
- คากริยา
- คาวเิ ศษณ์
- คาบพุ บท
- คาเชื่อม
๓๓
- คาอุทาน
- คาราชาศพั ท์
- ระดับภาษา
- คาทม่ี าจากภาษาตา่ งประเทศ
๕. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน ( เฉพาะท่เี กิดในหนว่ ยการเรยี นร้นู ี)้
ความสามารถในการสอ่ื สาร
ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแก้ปัญหา
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
๖.ทักษะของผูเ้ รียนในศตวรรษท่ี ๒๑ (๓R ๘C + ๒L) (จุดเน้นสกู่ ารพฒั นาคุณภาพผู้เรยี น)
ทักษะการอา่ น (Reading)
ทักษะการ เขียน (Writing)
ทกั ษะการ คิดคานวณ (Arithmetic)
ทักษะด้านการคดิ อย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแกป้ ญั หา (Critical thinking and
problem solving)
ทักษะดา้ นการสร้างสรรค์และนวตั กรรม (Creativity and innovation)
ทักษะด้านความรว่ มมือ การทางานเป็นทีม และภาวะผ้นู า (Collaboration , teamwork
and leadership)
ทกั ษะด้านความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทศั น์ (Cross-cultural understanding)
ทกั ษะด้าน การส่ือสาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทนั สอื่ (Communication information and
media literacy)
ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing)
ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change)
ทกั ษะการเปล่ียนแปลง (Change)
ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills)
ภาวะผูน้ า (Leadership)
๗. ช้ินงานหรอื ภาระงาน ( หลกั ฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ )
- แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน
- แบบฝกึ หดั ประเภทใบงาน
๓๔
๘.๑ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๒ หนว่ ยย่อยที่ ๒.๑
เรอื่ ง คาและชนดิ ของคา
รูปแบบการเรียนรู้ : การเรียนร้แู บบเอกตั ภาพ
ชว่ั โมงที่ ๑-๖
ขั้นที่ ๑ เตรียมบทเรยี น
ครเู รมิ่ บทเรียนดว้ ยการกาหนดจดุ ประสงค์การเรียนรใู้ นเร่ืองของการเรยี นรู้ความหมายของคา และ
ชนิดของคา ไดแ้ ก่ คานาม คาสรรพนาม คากรยิ า คาวิเศษณ์ คาบุพบท คาเชื่อม และคาอุทาน
โดยใช้วิธกี ารบรรยายให้นักเรียนทราบถึงจดุ ประสงค์การเรียนรู้คาและชนิดของคา
ขน้ั ท่ี ๒ เตรียมบททดสอบ
ครูเตรยี มแบบทดสอบให้นักเรียน โดยใหน้ กั เรียนเขียนคาตอบลงในแบบฝึกหัดที่ครเู ตรียมมา
จุดประสงคเ์ พอ่ื ทดสอบความร้พู น้ื ฐานของนักเรยี น
แบบข้อสอบปรนัยก่อนเรียนเรอ่ื งคาและชนดิ ของคา จานวน ๒๐ ข้อ
(เรือ่ งคาและชนิดของคา)
ขัน้ ที่ ๓ การเตรียมส่ือการสอน
ครเู ตรยี มสือ่ การสอนโดยในช่วงต้นช่ัวโมงในแตล่ ะช่ัวโมงสอนโดยใช้เนอ้ื หาจากหนังสือเรียนหลกั ภาษา
เป็นหลกั ใช้การบรรยายและการตัง้ คาถามโต้ตอบกนั ระหวา่ งครกู ับนักเรียน หลังจากนั้นให้นักเรียนได้จดั กลุ่ม
ทากิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เกดิ การเรียนรู้ด้วยตัวเองจากกจิ กรรมท่ีครมู อบให้
ขั้นท่ี ๔ เตรยี มการซ่อมเสรมิ
ถ้าหากมีนักเรียนท่ีไม่ผา่ นวัตถุประสงค์ ครจู ะเปน็ ผู้จดั การเรียนการสอนซ่อมเสรมิ ให้ โดยใชส้ ่อื การ
สอนแบบเดมิ แต่ใช้วธิ อี ธิบายและให้ทากิจกรรมเพมิ่ เติม เพ่ือให้นกั เรยี นได้เข้าใจมากขึ้นหลังจากนนั้ ทาการ
ทดสอบโดยให้นักเรียนอ่านรายบุคคลเพื่อเป็นเครอื่ งยืนยันว่าผ่านวัตถปุ ระสงค์แลว้
ข้นั ท่ี ๕ การเรยี นรู้
ครจู ดั การเรียนการสอนเรื่องความหมายของคา และชนิดของคา ได้แก่ คานาม คาสรรพนาม คากรยิ า
คาวเิ ศษณ์ คาบพุ บท คาเชื่อม และคาอทุ านโดยครูให้นักเรียนจบั กลุ่ม ๓ กลมุ่ แบ่งเปน็ กลุ่มดงั น้ี
กล่มุ ที่ ๑ คานาม และคาสรรพนาม
กลุ่มท่ี ๒ คากรยิ า และคาวิเศษณ์
กลมุ่ ท่ี ๓ คาบุพบท คาเช่ือม และคาอทุ าน
โดยให้นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มได้ทาความเขา้ ใจ และทาประโยคบทสนทนาโตต้ อบกนั โดยใช้คาและชนดิ
ของคาท่ีได้รับมอบหมายในแตล่ ะกลุม่ และสง่ ตัวแทนในแตล่ ะกลุม่ ออกมาแสดงการพูดบทสนทนาหน้าชัน้
เรียน
๓๕
๘.๒ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ ๒ หนว่ ยย่อยที่ ๒.๑
เรือ่ ง การใช้คา
รปู แบบการเรยี นรู้ : การเรยี นรูแ้ บบเอกตั ภาพ
ชวั่ โมงที่ ๑-๕
ขนั้ ท่ี ๑ เตรียมบทเรียน
ครูเร่มิ บทเรียนด้วยการกาหนดจุดประสงค์การเรยี นรใู้ นเร่ืองของการใชค้ าไดเ้ หมาะสมกับกาลเทศะ
และบคุ คลโดยใช้วธิ กี ารพดู โน้มน้าวเพ่ือกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนอยากเรยี นร้เู น้อื หาของบทเรียน
ขั้นท่ี ๒ เตรยี มบททดสอบ
ครเู ตรียมแบบทดสอบให้นักเรียน โดยใหน้ กั เรยี นเขียนคาตอบลงในแบบฝึกหัดที่ครเู ตรยี มมา
จดุ ประสงคเ์ พื่อทดสอบความรู้พืน้ ฐานของนกั เรียน
แบบขอ้ สอบปรนัยก่อนเรียนเรื่องคาและชนิดของคา จานวน ๑๐ ข้อ
(เรื่องการใชค้ า)
ขั้นท่ี ๓ การเตรียมส่ือการสอน
ครเู ตรียมส่อื การสอนโดยในช่วงตน้ ชัว่ โมงในแตล่ ะชว่ั โมงสอนโดยใชเ้ นื้อหาจากหนังสือเรียนหลักภาษา
เปน็ หลกั ใช้การบรรยายและการตั้งคาถามโตต้ อบกันระหว่างครกู บั นักเรยี น หลงั จากนั้นให้นักเรียนได้จดั กลุ่ม
ทากจิ กรรมร่วมกนั เพอ่ื ใหเ้ กดิ การเรยี นร้ดู ว้ ยตัวเองจากกิจกรรมที่ครมู อบให้
ข้ันที่ ๔ เตรียมการซอ่ มเสรมิ
ถ้าหากมนี ักเรียนท่ีไมผ่ ่านวตั ถุประสงค์ ครจู ะเปน็ ผจู้ ัดการเรียนการสอนซ่อมเสรมิ ให้ โดยใช้ส่ือการ
สอนแบบเดิมแตใ่ ชว้ ธิ ีอธิบายและใหท้ ากิจกรรมเพ่มิ เตมิ เพ่ือให้นกั เรียนได้เข้าใจมากขึ้นหลงั จากนนั้ ทาการ
ทดสอบโดยใหน้ กั เรยี นอ่านรายบุคคลเพ่ือเปน็ เครื่องยนื ยนั ว่าผ่านวัตถปุ ระสงค์แล้ว
ขั้นที่ ๕ การเรยี นรู้
๑. ครูขออาสาสมัคร จานวน ๒ คน ออกมาหนา้ ชน้ั เรียน ครูทาการสมั ภาษณ์ สมมตวิ า่ ท้ังสองคนเจอ
กนั โดยบงั เอญิ จะทักทายหรอื คยุ กนั อย่างไร เช่น เป็นไง สบายดไี หม มาทาอะไร
๒. ครูอธิบายนักเรยี นทง้ั สองคน ใช้ภาษาพดู ในการสอ่ื สารแบบเป็นกนั เอง เช่น เปน็ ไงบ้าง สบายดี
ไหม จะเห็นไดว้ ่าการสื่อสารด้วยวธิ พี ดู ขนึ้ อยูก่ บั สถานการณ์ ความสมั พันธ์ การเลือกใชภ้ าษาให้
เหมาะสมกับบุคคล โอกาส สถานท่ี
๓. ครเู ชื่อมโยงเข้าสูบ่ ทเรยี น เรื่อง ภาษาพดู กบั ภาษาเขียน
๔. ครอู ธบิ าย การสื่อสารทง้ั การพูดและการเขยี น จะข้นึ อย่กู บั สถานการณ์ ความสัมพนั ธ์ การ
เลอื กใช้ ภาษาใหเ้ หมาะสมกบั บุคคล โอกาส สถานท่ี ครยู กตวั อยา่ งประกอบ
๕. นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กล่มุ ละ ๖ คน ใชก้ ล่มุ เดิม แต่เลือกประธาน รองประธานและเลขานุการใหม่
ไมใ่ ห้ซ้าเติม
๖. ครใู ห้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาความรู้เรื่องภาษาพูด ภาษาเขยี น จากหนังสือเรียน
๓๖
๗. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ ทาใบงาน เรื่อง ภาษาพูด ภาษาเขียน โดยแบ่งหนา้ ทร่ี ับผดิ ชอบดังนี้
- กลมุ่ ย่อยท่ี ๑ เปลีย่ นประโยคภาษาพูดให้เปน็ ภาษาเขยี น จานวน ๓ ประโยค โดยหาประโยคท่ี
เปน็ ภาษาพดู ในบทเรยี นแล้วเขยี นให้เป็นภาษาเขยี น
- กลุ่มยอ่ ยท่ี ๒ เปลยี่ นประโยคภาษาพูดให้เปน็ พูด จานวน ๓ ประโยค โดยหาประโยคที่เป็น
ภาษาเขยี นในบทเรยี นแล้วเขียนให้เป็นภาษาพดู
๘. ตัวแทนกล่มุ ย่อยที่ ๑ และ ๒ ของแตล่ ะกลุ่ม ออกมานาเสนอผลงานหน้าชั้นเรยี น โดยครูเปน็ ผู้
ตรวจสอบความถูกต้อง
๘.๓ การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี ๒ หนว่ ยย่อยท่ี ๒.๑
เรือ่ ง คาภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย
รปู แบบการเรยี นรู้ : การเรยี นร้แู บบเอกัตภาพ
ช่วั โมงที่ ๑-๕
ขนั้ ท่ี ๑ เตรียมบทเรียน
ครูเร่มิ บทเรยี นดว้ ยการกาหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้ในเร่ืองของการเรยี นร้คู วามหมายของคา และ
ชนดิ ของคา ไดแ้ ก่ คานาม คาสรรพนาม คากรยิ า คาวิเศษณ์ คาบพุ บท คาเชื่อม และคาอทุ าน
โดยใชว้ ิธีการบรรยายใหน้ ักเรยี นทราบถึงจดุ ประสงค์การเรียนรู้คาและชนิดของคา
ข้ันที่ ๒ เตรยี มบททดสอบ
ครเู ตรียมแบบทดสอบใหน้ ักเรียน โดยให้นักเรยี นเขยี นคาตอบลงในแบบฝึกหัดท่ีครเู ตรยี มมา
จดุ ประสงคเ์ พือ่ ทดสอบความรูพ้ ื้นฐานของนกั เรียน
แบบทดสอบอตั นัยจานวน ๑๐ ข้อ
(เรอื่ งคาภาษาตา่ งประเทศท่ีใชใ้ นภาษาไทย)
ขัน้ ที่ ๓ การเตรยี มส่ือการสอน
ครเู ตรยี มส่ือการสอนโดยในช่วงต้นชว่ั โมงในแต่ละชว่ั โมงสอนโดยใชเ้ นื้อหาจากหนงั สือเรียนหลักภาษา
เปน็ หลกั ใช้การบรรยายและการตั้งคาถามโตต้ อบกันระหว่างครูกบั นักเรียน หลังจากนั้นใหน้ ักเรียนได้จดั กลุ่ม
ทากิจกรรมรว่ มกนั เพอ่ื ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ดว้ ยตัวเองจากกิจกรรมที่ครมู อบให้
ขน้ั ท่ี ๔ เตรียมการซอ่ มเสริม
ถ้าหากมีนักเรยี นที่ไมผ่ า่ นวัตถุประสงค์ ครูจะเป็นผจู้ ดั การเรียนการสอนซ่อมเสริมให้ โดยใชส้ ่ือการ
สอนแบบเดมิ แตใ่ ชว้ ิธอี ธิบายและให้ทากิจกรรมเพม่ิ เตมิ เพ่ือใหน้ ักเรยี นได้เข้าใจมากขึ้นหลงั จากนัน้ ทาการ
ทดสอบโดยให้นกั เรยี นอ่านรายบคุ คลเพื่อเปน็ เครอ่ื งยืนยันว่าผ่านวตั ถุประสงค์แล้ว
ข้ันที่ ๕ การเรยี นรู้
ครูจดั การเรียนการสอนเร่ืองความหมายของคา และชนดิ ของคา ไดแ้ ก่ คานาม คาสรรพนาม คากริยา
คาวิเศษณ์ คาบุพบท คาเช่ือม และคาอุทานโดยครูให้นักเรียนจับกลุ่ม ๓ กลมุ่ แบ่งเปน็ กลมุ่ ดงั นี้
๓๗
กลุ่มที่ ๑ คานาม และคาสรรพนาม
กล่มุ ที่ ๒ คากรยิ า และคาวิเศษณ์
กลมุ่ ท่ี ๓ คาบุพบท คาเชื่อม และคาอุทาน
โดยให้นกั เรียนแต่ละกล่มุ ไดท้ าความเข้าใจ และทาประโยคบทสนทนาโต้ตอบกนั โดยใช้คาและชนิด
ของคาท่ีไดร้ บั มอบหมายในแตล่ ะกลุ่ม และสง่ ตวั แทนในแตล่ ะกลมุ่ ออกมาแสดงการพดู บทสนทนาหน้าช้ัน
เรียน
๙. สอ่ื การสอน
หนว่ ยย่อยท่ี ๒.๑ เร่ืองคาและชนดิ ของคา
๑. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น
๒. หนังสอื เรียนหลกั ภาษา
๓. แบบฝกึ หัดประเภทใบงาน
หน่วยย่อยท่ี ๒.๒ เรอ่ื งการใชค้ า
๑. แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน
๒. หนงั สอื เรยี นหลักภาษา
๓. แบบฝกึ หดั ประเภทใบงาน
หนว่ ยย่อยที่ ๒.๓ เรื่องคาภาษาตา่ งประเทศทใ่ี ช้ในภาษาไทย
๑. หนงั สอื เรียนหลักภาษา
๒. แบบฝึกหัดประเภทใบงาน
๓. พจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน
๑๐. แหล่งเรยี นร้ใู นหรือนอกสถานที่
๑. อินเตอร์เนต็
๒. หอ้ งสมุด
๓. หนังสอื เรียนหลกั ภาษา
๓๘
๑๑. การวดั และประเมนิ ผล
ชิ้นงาน/ภาระงาน วิธีวัดผล เคร่อื งมอื วัดผล เกณฑก์ ารประเมิน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ตอบถูกต้องตาม คะแนน ๙-๑๐ = ดมี าก
แบบทดสอบก่อน ตรวจ แบบทดสอบก่อน แบบทดสอบทีใ่ ห้ทา คะแนน ๖-๘ = ดี
คะแนน ๔-๕ = พอใช้
เรียน แบบทดสอบ เรียน คะแนน ๐-๓ = ปรับปรุง
คะแนน ๙-๑๐ = ดีมาก
แบบฝึกหดั ระหวา่ ง ตรวจใบงาน แบบฝึกหดั ตอบถูกต้องตามใบงานที่ คะแนน ๖-๘ = ดี
เรยี น ระหว่างเรียน ใหท้ า คะแนน ๔-๕ = พอใช้
คะแนน ๐-๓ = ปรับปรุง
แบบทดสอบหลงั ตรวจ แบบทดสอบหลัง ตอบถูกต้องตาม คะแนน ๙-๑๐ = ดมี าก
คะแนน ๖-๘ = ดี
เรียน แบบทดสอบ เรียน แบบทดสอบท่ใี ห้ทา คะแนน ๔-๕ = พอใช้
คะแนน ๐-๓ = ปรับปรุง
คณุ ลกั ษณะอนั พึง วธิ ีวัดผล เคร่อื งมือวัดผล เกณฑก์ ารให้คะแนน เกณฑก์ ารประเมิน
ประสงค์ การสังเกต
การสงั เกต แบบสังเกต ตามตารางเกณฑ์การให้ ผ่านเกณฑ์ต้ังแต่
มีวนิ ัย การสงั เกต พฤติกรรมรายบคุ คล คะแนนคณุ ลักษณะอันพงึ ระดบั ปานกลางขน้ึ ไป
ประสงค์
ใฝเ่ รียนรู้ แบบสังเกต ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้ังแต่
พฤติกรรมรายบุคคล คะแนนคณุ ลักษณะอนั พึง ระดับปานกลางข้นึ ไป
มุ่งมั่นในการทางาน ประสงค์
แบบสงั เกต ตามตารางเกณฑ์การให้ ผา่ นเกณฑต์ ั้งแต่
พฤติกรรมรายบคุ คล คะแนนคุณลักษณะอันพงึ ระดับปานกลางขึน้ ไป
ประสงค์
๓๙
สมรรถนะของผูเ้ รียน วิธวี ดั ผล เครื่องมอื วัดผล เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การประเมิน
ความสามารถในการ การสงั เกต แบบประเมินสมรรถนะ
สอื่ สาร ของผู้เรียนรายบุคคล ตามตารางเกณฑก์ าร ผา่ นเกณฑ์ตั้งแต่
ใหค้ ะแนนสมรรถนะ ระดบั ปานกลางขึ้น
ของผูเ้ รียน ไป
ความสามารถในการ การสังเกต แบบประเมินสมรรถนะ ตามตารางเกณฑก์ าร ผ่านเกณฑต์ ั้งแต่
คดิ ของผเู้ รยี นรายบุคคล
ให้คะแนนสมรรถนะ ระดบั ปานกลางขน้ึ
ของผเู้ รียน ไป
ความสามารถในการ การสงั เกต แบบประเมนิ สมรรถนะ ตามตารางเกณฑก์ าร ผ่านเกณฑต์ ้ังแต่
แก้ปญั หา ของผเู้ รียนรายบุคคล ใหค้ ะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางข้นึ
ของผเู้ รียน ไป
ทกั ษะของผ้เู รียน วิธวี ัดผล เครื่องมือวดั ผล เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารประเมิน
ในศตวรรษที่ ๒๑ การสังเกต ผ่านเกณฑต์ ั้งแต่
ทักษะการเขียน การสังเกต แบบประเมินทักษะของ ตามตารางเกณฑ์การให้ ระดบั ปานกลางขน้ึ ไป
(Reading) ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่
การสงั เกต ผู้เรียนในศตวรรษที่ คะแนนทักษะของผเู้ รียน ระดับปานกลางขึ้นไป
ทักษะดา้ นความ การสงั เกต
รว่ มมอื การทางาน ๒๑ รายบุคคล ในศตวรรษท่ี ๒๑ ผา่ นเกณฑต์ ั้งแต่
เปน็ ทีม และภาวะ ระดบั ปานกลางขึ้นไป
ผูน้ า แบบประเมินทกั ษะของ ตามตารางเกณฑ์การให้ ผา่ นเกณฑต์ ั้งแต่
Collaboration, ระดับปานกลางขึ้นไป
teamwork and ผู้เรียนในศตวรรษที่ คะแนนทกั ษะของผ้เู รียน
leadership)
ทักษะการเรียนรู้ ๒๑ รายบุคคล ในศตวรรษท่ี ๒๑
(Learning Skills)
แบบประเมนิ ทกั ษะของ ตามตารางเกณฑก์ ารให้
ภาวะผู้นา
(Learningship) ผเู้ รยี นในศตวรรษที่ คะแนนทกั ษะของผู้เรยี น
๒๑ รายบุคคล ในศตวรรษที่ ๒๑
แบบประเมนิ ทักษะของ ตามตารางเกณฑก์ ารให้
ผเู้ รยี นในศตวรรษที่ คะแนนทกั ษะของผูเ้ รียน
๒๑ รายบคุ คล ในศตวรรษที่ ๒๑
๔๐
๑๒. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………....................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
๑๓. บันทึกผลหลังการสอน
สรปุ ผลการเรยี นการสอน
นักเรยี นทงั้ หมดจานวน.....................คน
จุดประสงค์การ จานวนนกั เรียนทผี่ า่ น จานวนนักเรยี นทไ่ี ม่ผา่ น
เรียนรู้ จานวน (คน) รอ้ ยละ จานวน (คน) รอ้ ยละ
๑๔. ปญั หา/อปุ สรรค/แนวทางแกไ้ ข
……………………………………………………………………………………………………………....................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................. .................
๑๕. ขอ้ เสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………....................................................
.................................................................................................................................. ............................................
....................................................................................... .......................................................................................
ลงช่อื ..........................................................................
()
ตาแหนง่ ครูวทิ ยฐานะ................................................
ลงชื่อ................................................................หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
()
ลงชื่อ.................................................................รองผู้อานวยการกลุ่มบรหิ ารวิชาการ
()
๔๑
ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา
ไดท้ าการตรวจแผนการเรยี นรู้ของ.....................................................................แล้วมีความคดิ เห็นดงั น้ี
๑.เปน็ แผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ
๒. การจดั กจิ กรรมไดน้ าเอากระบวนการเรยี นรู้
เน้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยังไม่เนน้ ผูเ้ รียนเป็นสาคญั ควรปรับปรงุ พัฒนาต่อไป
๓. ข้อเสนอแนะอ่ืนๆ
..................................................................................................................................................... .........................
............................................................................................... ...............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชื่อ..........................................................................................
()
ผ้อู านวยการโรงเรยี น…………………………………………………………..
๔๒
แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน หนว่ ยยอ่ ยที่ ๑
๑. คาวา่ “มาลัย” ในข้อใดจัดเป็นคานามวิสามัญ (วิสามานยนาม)
ก. มาลยั ดอกพุด
ข. พวงมาลัยรถไม่ค่อยดี
ค. มาลยั กาลังรดนา้ ตน้ มะลิ
ง. มาลยั พวงนรี้ อ้ ยประณีตมาก
๒. ข้อใดไม่มีคาอาการนาม
ก. เขามคี วามทกุ ข์ที่อยากปรึกษา
ข. การอา่ นเป็นรากฐานท่ดี ีของชีวิต
ค. ความกตัญญเู ปน็ คุณสมบัติของคนดี
ง. การเมืองเป็นเร่อื งสาคัญควรศึกษา
๓. ขอ้ ใดเปน็ คานามสามัญ (สามานยนาม)
ก. สงิ หาคม ข. ดวงอาทติ ย์ ค. นักเรียน ง. สนุ ทรภู่
๔. “ในสวนสัตวด์ ุสิตมชี า้ งอย่หู ลาย..................” เตมิ คาใดลงในช่องวา่ งจึงจะเหมาะสม
ก. ฝงู ข. เชือก ค. หมู่ ง. โขลง
๕. คาว่า “เขา” ในข้อใดเป็นสรรพนามบรุ ุษที่ ๓
ก. นกเขาตวั น้ันขนั เสียงใส
ข. เราใชม้ ีดเขาควายคว้านมะพร้าวนา้ หอม
ค. ฉันจะต้องใหเ้ ขาใจอ่อนเอง เธอรอหน่อยนะ
ง. ภเู ขาลกู โนน้ อยู่ในเขตอุทยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่
๖. ประโยคในข้อใดทีม่ สี รรพนามทาหน้าทเี่ หมือนกบั ประโยคกาหนดให้
“นกั เรยี นบา้ งกอ็ ่านหนังสอื บ้างก็ทาการบ้าน”
ก. พวกเขาวิง่ กนั ไปท่ไี หน
ข. ประชาชนตา่ งกม็ าร่วมป่ันเพ่ือแม่
ค. ใครๆ กบ็ อกว่าเธอสวยทส่ี ดุ ในหอ้ ง
ง. เขาให้ความช่วยเหลือซ่ึงกันและกนั
๗. “ใคร” ในขอ้ ใดเป็นคาสรรพนามไม่ชีเ้ ฉพาะ (อนยิ มสรรพนาม)
ก. วันน้เี วรของใครทาความสะอาดห้อง
ข. ใครๆ ก็อยากสวยด้วยกนั ทั้งนั้น
ค. เพ่อื นสนิทของเธอเป็นใคร
ง. ใครอยใู่ นห้องนา้ ชาย
๔๓
๘. นน่ั มรี าคาแพง คาทขี่ ีดเสน้ ใต้เป็นคาสรรพนามชนดิ ใด
ก. คาสรรพนามชเ้ี ฉพาะ (นยิ มสรรพนาม)
ข. คาสรรพนามไม่ช้เี ฉพาะ (อนิยมสรรพนาม)
ค. คาสรรพนามถาม (ปฤจฉาสรรพนาม)
ง. คาบุรษุ สรรพนาม
๙. ข้อใดเปน็ สรรพนามถาม (ปฤจฉาสรรพนาม)
ก. อะไรๆ กส็ ู้น้าพริกไม่ได้
ข. รถคนั น้เี พ่ิงประกอบเสรจ็
ค. วนั นี้ใครไม่รบั ประทานอาหาร
ง. ใครๆ ก็ต้องตายทงั้ นัน้
๑๐.คาว่า “ขน” ในขอ้ ใดทาหน้าท่ีเปน็ กริ ิยาของประโยค
ก. ธนภพใช้ไม่ขนไกป่ ัดฝ่นุ
ข. ปันปนั มขี นตางอนงาม
ค. สุนัขขนขาวดูนา่ รัก
ง. บกิ๊ ใช้รถขนผกั ไปตลาด
๑๑.ประโยคในข้อใดเป็นคากรยิ าตอ้ งเตมิ เต็ม (วกิ ตรรถกริยา)
ก. มงคลเป็นประธานนักเรียน
ข. ครยู นื อยขู่ า้ งสนามฟตุ บอล
ค. นักเรยี นเพลดิ เพลนิ กับการซอ้ มกฬี า
ง. เมอ่ื เข้าส่ฤู ดฝู นเกษตรกรกาลังไถนา
๑๒.ข้อใดมกี ริยาท่ตี ้องมกี รรมมารับ
ก. แดนนัง่ เลน่
ข. ณภทั รว่งิ รอบสนามกีฬา
ค. พีด่ ใี จมากท่ีได้รับรางวัลชนะเลิศ
ง. นอ้ งดืม่ นมทกุ วัน
๑๓.คากรยิ าในประโยคใดเปน็ คาช่วยกรยิ า
ก. กายจะไปไหน
ข. ชมพทู่ าอาหาร
ค. ตน้ นา้ เขียนหนงั สือ
ง. ใบเฟริ ์นเดินไปโรงเรียน
๑๔.“สนุ ัขของฟา้ ใสเห่าเสยี งดงั ” คาทีข่ ดี เสน้ ใตเ้ ป็นคากรยิ าชนิดใด
ก. คากรยิ าอกรรม
ข. คากรยิ าสกรรม
๔๔
ค. คากรยิ าต้องเติมเตม็ (วิกตรรถกรยิ า)
ง. คาช่วยกริยาตอ้ งเติมเต็ม (วิกตรรถกริยา)
๑๕.ข้อใดมคี ากรยิ าคุณศัพท์
ก. ชาลีอ่านหนังสือ
ข. บีมเหมอื นพ่อมาก
ค. นกั กีฬาเหลา่ น้วี ่องไว
ง. พีส่ าวปวดทอ้ งมาก
๑๖.ขอ้ ใดมีคาวเิ ศษณส์ ามัญ
ก. ของดีมนี ้อย ข. กระต่ายว่ิงเรว็ ค. กระดาษสสี วย ง. หนงั สอื เล่มนน้ี า่ อา่ น
๑๗.จากประโยค “คุณแม่ตักบาตรทกุ เช้า” คาใดเปน็ คาวิเศษณ์บอกเวลา
ก. คณุ แม่ ข. ตกั บาตร ค. ทกุ ง. เชา้
๑๘.ขอ้ ใดมคี าวเิ ศษณ์ขยายเฉพาะ
ก. พรุง่ น้โี รงเรยี นกป็ ิดเทอมแลว้
ข. เธอจะไปเทยี่ วกาญจนบุรีเม่อื ไร
ค. สนุ ขั อ้วนตะลกุ ปกุ๊
ง. ฉันหวิ ข้าวจัง
๑๙.คาใดในประโยคทาหนา้ ทีค่ าบุพบทบอกตาแหน่ง
ก. กระเปา๋ ของเธอสสี นั สวยงาม
ข. ตาลจะอยูใ่ กล้แยม
ค. ปากกาของหลินอยู่ท่ีเขา
ง. แนนเกบ็ อาหารไว้สาหรบั รบั ประทาน
๒๐.คา “ของ” ในขอ้ ใดเป็นคาบุพบท
ก. วงศร์ วเี ป็นนักกฬี าของโรงเรยี น
ข. น้องวางของเกลอ่ื นกลาดห้อง
ค. อาร์มซ้ือของขวญั ปีใหมใ่ หน้ ดิ
ง. หนงั สอื การต์ นู อยใู่ นห้องเก็บของ
๔๕
แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น หน่วยยอ่ ยที่ ๒
๑. กล่มุ คาในข้อใดมีความหมายกว้าง
ก. คุณแม่ทาความสะอาดเคร่ืองเงนิ
ข. เครอื่ งซักผ้าที่บา้ นฉันเสยี แล้ว
ค. พสี่ าวใช้เคร่อื งเป่าผมทุกวัน
ง. ลงุ ซอื้ เครื่องดดู ฝุ่นใหม่
๒. กลุ่มคาในขอ้ ใดมีความหมายมากกว่า ๑ ความหมาย ทกุ คา
ก. เจ้าบ้าน ลายคราม ข. ตามนา้ สับหลกี
ค. ขนึ้ หม้อ ทอดเสยี ง ง. หน้าไม้ หนา้ บนั
๓. คาในข้อใดทกุ คาใชไ้ ด้ทั้งความหมายตรงและความหมายโดยนัย
ก. คอแข็ง ใจดี ข. มอื หนกั ขาแขง็
ค. หวั แข็ง ตาโต ง. มือไว ใจออ่ น
๔. ขอ้ ใดเป็นคาไวพจน์ทุกคา
ก. กนก รชั ดา ข. วนิดา ปทั มา
ค. อาชาไนย มโนรมย์ ง. คเชนทร์ มาตงค์
๕. ข้อใดใช้ถอ้ ยคาที่มคี วามหมายตรงตวั ทกุ คา
ก. เขาเป็นคนมีหน้ามตี าในสงั คมไม่มีใครรวู้ า่ เบ้ืองหลังเขาค้ายาบา้
ข. เม่อื ถูกฉีกหน้ากลางท่ีประชมุ เขาจงึ ตดั สินใจลาออก
ค. ใบหนา้ ของเขาเหยเกด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผล
ง. คนเราตอ้ งมีใจนกั เลงเมื่อทาผิดตอ้ งยอมรบั ผดิ
๖. ขอ้ ใดใช้คาถูกตอ้ งตามความหมาย
ก. คนเราตอ้ งมศี าสนาเป็นเครอ่ื งเหน่ียวรงั้ จติ ใจ
ข. ศาลาน้เี กา่ มากจนพื้นชารุดลงไปแถบหนึ่ง
ค. ตารวจมหี นา้ ท่ปี ้องกนั อาชญากรรม
ง. แพทย์มีหน้าท่ขี จัดโรคให้คนไข้
๗. ข้อใดใชค้ าไดถ้ ูกตอ้ งเหมาะสมกับระดบั บคุ คล
ก. ฉนั ดูหนงั เรื่องนี้แล้วละไม่สนุกเลย
ข. อาจารย์คะ ผอ.เรยี กไปพบคะ่
ค. เชญิ แขกทุกท่านกนิ อาหารครับ
ง. คณุ ปา้ จะเดินทางเมื่อไหรล่ ะ่
๘. ขอ้ ใดใช้คาที่มีความหมายชดั เจน
ก. เขาไม่กินขา้ วเย็น ข. ปลามนั มากจริง
ค. เขาตัวสงู เกินไป ง. ราถกู อย่างนไ้ี มม่ ีปญั หา
๔๖
๙. ข้อใดใชค้ าไดถ้ ูกต้องตามระเบียบของภาษา
ก. ขลุย่ อนั นเ้ี สียงเพราะดี ข. เขายื่นใบสมคั รแกเ่ จา้ หน้าท่ี
ค. หน้าตาของเขาเหมอื นอยา่ งกับพ่อ ง. ความหวังเป็นสิง่ หล่อเล้ียงหัวใจมนษุ ย์
๑๐.ข้อใดใช้คาไม่ถูกต้องตามความหมาย
ก. เธอมีนา้ ตาคลอเบา้ เม่ือฟงั เรื่องเศร้าสะเทือนใจ
ข. คณุ ปู่โกนผมไฟหลานเม่ืออายุครบเดือน
ค. ในชว่ งนี้ตอนเยน็ ๆ จะไดย้ ินเสียง
ง. เราจะบริจาคเงินเท่าไหรก่ ็ได้ ทางโรงเรียนไม่ได้กะเกณฑ์