รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสารสำหรับการต3อนรับและลงทะเบียนเข3าพัก โดยใช3ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต3อนรับและลงทะเบียนเข3าพัก (Check-in) จัดทำโดย นางสาวพริมา สายะสิทธิ์ ตำแหนPง ครู วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จังหวัดราชบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ก ชื่อเรื่อง : การพัฒนาทักษะการสื่อสารสำหรับการต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก โดย ใช4ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) ผู,วิจัย : นางสาวพริมา สายะสิทธิ์ พ.ศ. : 2565 บทคัดยBอ การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสารสำหรับการต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก โดยใช4ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) ผู4วิจัยได4กำหนด วัตถุประสงค`ของการวิจัย ดังนี้ 1. การศึกษาประสิทธิภาพการพัฒนาทักษะการสื่อสารสําหรับการ ต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก โดยใช้ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) 2. การหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับ และลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) การวิจัยครั้งนี้เปbนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาทักษะการสื่อสารสำหรับการต4อนรับและ ลงทะเบียนเข4าพัก โดยใช4ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) โดย การเก็บรวบรวมข4อมูลด4วยวิธีสังเกต และประเมินผล จากการใช4แบบทดสอบกeอนและหลังการใช4 นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) และการ ใช4แบบประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและลงทะเบียน เข4าพัก (Check-in) โดยสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็น ความนeาสนใจ ความรู4ที่ได4รับ การใช4งานของ สื่อนวัตกรรมในการเรียนการสอนวeามีความเหมาะสมหรือไมe ผลการวิจัยพบว9า จากการวิจัยพบวeา ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในการทำ แบบทดสอบกeอนและหลังเรียน ในหนeวยการเรียนรู4ที่ 5 เรื่องงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) โดยการประยุกต`ใช4นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและ ลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) พบวeาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการทดสอบกeอนเรียนและหลังเรียน โดยใช4สื่อการสอน ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) ในหนeวยการ เรียนรู4ที่ 5 เรื่องเรื่องงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) ที่มีความแตกต่างกัน เท่ากับ 2.28 คะแนน ก่อนเรียนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 คะแนน และค่าเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 6.86 คะแนน จึง แสดงให4เห็นวeานวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) สามารถใช4ในการพัฒนาทักษะการเรียนรู4ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปg ที่ 2 แผนกวิชาการโรงแรม วิทยาลัยเทคนิคโพธารามได4จริง
ข กิตติกรรมประกาศ การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสารสำหรับการต4อนรับและลงทะเบียนเข4า พัก โดยใช4ชุดฝBก 3 ภาษาสำหรับงานต4อนรับและลงทะเบียนเข4าพัก (Check-in) ฉบับนี้สำเร็จลุลeวง ได4ด4วยดีโดยได4รับการสeงเสริมและสนับสนุนเปbนอยeางดีจาก ผู4อำนวยการ รองผู4อำนวยการ หัวหน4า งานวิจัยฯ วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม ผู4วิจัยขอขอบพระคุณเปbนอยeางสูงไว4 ณ โอกาสนี้ สุดท4ายนี้ผู4วิจัยหวังเปbนอยeางยิ่งวeา งานวิจัยชิ้นนี้คงจะมีประโยชน`ในการศึกษาตeอยอด ของผู4ที่สนใจในด4านเดียวกันนี้ได4เปbนอยeางในในอนาคต นางสาวพริมา สายะสิทธิ์
ค สารบัญ เรื่อง หน,า บทคัดยeอ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเปbนมาและความสำคัญของปnญหา 1 1.2 ปnญหาที่ต4องการทราบ 2 1.3 วัตถุประสงค`ของการวิจัย 2 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 2 1.5 นิยามศัพท`เฉพาะที่ใช4ในการวิจัย 3 1.6 ประโยชน`ที่คาดวeาจะได4รับ 3 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข,อง 2.1 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข4องกับความรับผิดชอบ 4 2.2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข4องเกี่ยวกับหลักอิทธิบาท4 12 2.3 การสอนพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ 16 2.4 การประเมินทักษะการพูด 25 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข4อง 31 บทที่ 3 ระเบียบการวิจัย 3.1 รูปแบบการวิจัย 36 3.2 ผู4ให4ข4อมูลสำคัญ 36 3.3 เครื่องมือที่ใช4ในการวิจัย 36 3.4 การเก็บรวบรวมข4อมูล 37 3.5 การวิเคราะห`ข4อมูล 37 3.6 สถิติที่ใช4ในการวิเคราะห`ข4อมูล 37 บทที่ 4 ผลการศึกษา 4.1 สัญลักษณ`ที่ใช4ในการวิเคราะห`ข4อมูล 39 4.2 การวิเคราะห`ผลสัมฤทธิ์ 39 4.3 การวิเคราะห`แบบประเมินคุณภาพของเครื่องมือ 41
ง สารบัญ (ต9อ) เรื่อง หน,า บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข,อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการศึกษา 45 5.2 การอภิปรายผล 46 5.3 ข4อเสนอแนะในการวิจัยครั้งตeอไป 47 บรรณานุกรม 48 ภาคผนวก ประวัติผู,วิจัย 53
1 บทที่1 บทนํา 1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ปัจจุบันกิจการท ่องเที ่ยวและการโรงแรมเป็นอุตสาหกรรมที ่ทํารายได้ให้กับประเทศเป็น อันดับต้นๆ จากรายงานสถิติรายปีของประเทศไทย รายงานจํานวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามา ประเทศไทย พ.ศ. 2551 จํานวนทั้งสิ้นถึง 14,536,382 คน ซึ่งเป็นจํานวนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา (สํานักงานสถิติแห่งชาติกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, 2551) ดังนั้นความจําเป็นใน การใช้ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจึงมีบทบาทสําคัญ (การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย, 2548; ประไพรัตน์ฉันธนะมงคล, 2552) จากอัตราการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติดังนั้นความต้องการในการสื่อสารภาษาอังกฤษในธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมจึง เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะความต้องการในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในทักษะการฟังและการพูดมี บทบาทสําคัญกับบุคลากร กลุ่มงานธุรกิจบริการหรือพนักงานแผนกต้อนรับมากที่สุด (อลิน ศรีแย้ม, 2553; Hogan, 2006; Jing, 2010; Watt, 2007) สําหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในประเทศไทยย่อมมีความคาดหวังในการได้รับการบริการที่ดี และประทับใจ ดังนั้นพนักงานต้อนรับส่วนหน้าเป็นบุคคลในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ให้กับผู้รับบริการ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการพูดสื่อสารของบุคลากรในโรงแรมจึงเป็น สิ่งสําคัญในการทํางานและการประกอบอาชีพ (ประไพรัตน์ฉันธนะมงคล, 2552: 6; Kassim & Ali, 2010) อย่างไรก็ตามความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับชาวต่างชาติของบุคลากรใน ธุรกิจด้านการโรงแรมย่อมมีความสามารถที่แตกต่างกันอุตสาหกรรมด้านธุรกิจบริการการท่องเที่ยว และการโรงแรมยังพบปัญหาว่า บุคลากรบางกลุ่มไม่สามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว การฝึกฝนใน การใช้ภาษาอังกฤษไม่เพียงพอ ทําให้ขาดความมั ่นใจในการสื ่อสารได้อย ่างมีประสิทธิภาพกับ นักท ่องเที ่ยวชาวต ่างชาติ (Meksophawannagul & Hiranburana, 2005; รัชฎาภรณ์จันทร์เกิด และไพบูลย์เปานิล, 2554; ศักดิ์ชัย ปิ่นเพชรและทอม บลอม, 2552) ซึ่งสอดคล้องกับคํากล่าวของ สมเกียรติอ่อนวิมล (2555) ที่แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของคนไทย เมื่อภาษาอังกฤษถูกให้เป็นภาษากลางในการสื่อสาร ระหว่าง 10 ชาติอาเซียน แต่การใช้ ภาษาอังกฤษของคนไทยยังอยู่ในระดับที่เป็นปัญหามาก จากรายละเอียดที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสําคัญและความจําเป็นของการ ใช้ภาษาอังกฤษในการพูดสื่อสาร ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาความต้องการปัญหาความสามารถ และรูปแบบในการใช้ภาษาอังกฤษของในรายวิชางานส่วนหน้าโรงแรม เพื่อเป็นแนวทางในการ
2 พัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารของพนักงานแผนกต้อนรับส่วนหน้า ซึ ่งจะช ่วยเสริม ภาพลักษณ์ทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรม ช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงเพิ่มศักยภาพและคุณภาพทางด้านการบริการที่ดีและยั่งยืนในอนาคต 1.2 ปัญหาที่ต้องการทราบ 1.2.1 การศึกษาประสิทธิภาพการพัฒนาทักษะการสื่อสารสําหรับการต้อนรับและลงทะเบียน เข้าพัก โดยใช้ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) 1.2.2 การหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับ และลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) 1.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.3.1 การศึกษาประสิทธิภาพการพัฒนาทักษะการสื่อสารสําหรับการต้อนรับและลงทะเบียน เข้าพัก โดยใช้ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) 1.3.2 การหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับ และลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) 1.4 ขอบเขตการวิจัย การศึกษาประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอนชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงาน ต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) และแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) กับนักเรียนชั้นปวช.3 แผนก วิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 มีขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1.4.1 ขอบเขตด้านประชากร ประชากรที่ศึกษา คือนักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 จํานวน 14 คน 1.4.2 ขอบเขตด้านเนื้อหา การศึกษาประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) และแนวทางพัฒนา ประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อการสอนชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Checkin) กับนักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 1.4.3 พื้นที่ในการวิจัยครั้งนี้วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม 1.4.4 ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล เดือน พฤศจิกายน 2565 ถึง เดือน มีนาคม 2566
3 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย 1.5.1 การสื่อสาร หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่างๆ ที่อาจเป็นการพูด การเขียน สัญลักษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่ แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือความจําเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร 1.5.2 ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาและ การโต้ตอบทางวจนภาษากับคู่สนทนาในบริบทในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม (Nunan, 1999) 1.6 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1.6.1 ได้ศึกษาประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงาน ต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) 1.6.2 ได้แนวทางพัฒนานวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและ ลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) เพื่อพัฒนา ทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการ โรงแรม ปีการศึกษา 2565
4 บทที่2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะการสื่อสารสําหรับการต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก โดยใช้ชุดฝึก 3 ภาษา สําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) ผู้วิจัยได้ศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกับการปฏิบัติงาน และหลักอิทธิบาทธรรมมาเป็นกรอบใน การศึกษาเพื่อนํามา อภิปรายผลดังนี้ 2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ภาษาที่สอง 2.2 การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ 2.3 การสอนพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ 2.4 การประเมินทักษะการพูด 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ทฤษฎีการเรียนรู,ภาษาที่สอง 2.1.1 ทฤษฎีการเรียนรู,ภาษาที่สองสำหรับนักเรียน ในการเรียนรู4ภาษาที่สองนั้นมีนักวิชาการได4ให4แนวคิดที่หลากหลายไว4หลายทeาน ในยุค แรก แนวคิดของ Krashen (1987) ได4มีอิทธิพลตeอการสอนภาษาอังกฤษในอเมริกาปg 1980 และ 1990 เปbนอยeางมาก ซึ่งเปbนแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู4ภาษาที่สองที่วeาในการเรียนรู4ภาษาที่สองนั้นจะ ให4 ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยูeภายในตัวเองโดยมีแนวคิดที่สำคัญประกอบด4วย 5 สมมติฐานดังนี้ สมมติฐานที่ 1 The Acquisition Learning Hypothesis เปbนสมมติฐานที่เกี่ยวกับระบบ การแสดงออกซึ่งภาษาที่สอง โดยแบeงออกเปbน 2 ระบบ ระบบที่ 1 ระบบการรับรู4 (Acquisition System) ซึ่งถือวeาเปbนระบบที่สำคัญที่สุดกลeาวคือ เปbนผลจากการที่ผู4เรียนรับรู4ภาษา ได4เหมือนกับ ภาษาแมeเปbนการเรียนรู4ไวยากรณ`โดยไมeรู4ตัวการสื่อสารจะเปbนไปตามธรรมชาติที่เน4น ความหมาย (meaning) มากกวeารูปแบบ (Form) ระบบที่ 2 ระบบการเรียนรู4(Learning System) เปbนผลของการเรียนรู4ภาษาอยeางเปbนทางการในห4องเรียน เปbนการเรียนรู4กฎ ไวยากรณ`อยeางงeายเปbน การรับรู4ที่ เกิดความรู4ในระดับจิตสำนึกที่ผู4พูดสามารถนำความรู4มาใช4ในการสื่อสารได4จริงซึ่งการ เรียนรู4ใน ห4องเรียนสeวนใหญeเปbนการรับรู4แบบใต4สำนึก (Subconscious language learning) ใน สeวนของ กระบวนการจัดการเรียนการสอนในห4องเรียนเปbนการเรียนภาษาโดยตั้งใจและรู4สึกตัวกับสิ่ง ที่กำลังเรียน (Conscious language learning) ซึ่งการเรียนรู4นั้นมีความสำคัญน4อยกวeาการรับรู4 เนื่องจาก นักเรียนจะจดจำภาษาที่เกิดจากการรับรู4ได4มากกวeาการเรียนรู4เพราะภาษาที่เกิดจากการ
5 รับรู4จะถูกดึง ออกมาใช4โดยอัตโนมัติ สeวนภาษาที่เกิดจากการเรียนรู4นั้นจะถูกนำออกมาใช4เพื่อ ตรวจสอบความ ถูกต4องของภาษาที่เกิดจากการรับรู4 สมมติฐานที่ 2 The Natural Order Hypothesis เปbนการได4มาซึ่งความรู4ในด4านโครงสร4าง ไวยากรณ`ทางภาษาตามลำดับที่เปbนไปตามที่คาดไว4 กลeาวคือในการเรียนรู4ภาษาแตeละภาษานั้นมี ลำดับการได4มาของโครงสร4างทางไวยากรณ`ช4าเร็วที่ไมeเทeากันซึ่งการได4มาของภาษาของคนโดยทั่วไปมี ลักษณะที่เปbนไปโดยธรรมชาติและสามารถคาดเดาได4วeาอะไรจะเกิดขึ้นอันดับกeอนหลังซึ่งสามารถ ใช4ได4กับการรับรู4ภาษาแตeอาจใช4ไมeได4กับการเรียนรู4 สมมติฐานที่ 3 The Monitor Hypothesis กลeาวถึงความสัมพันธ`ระหวeางกระบวนการรับรู4 ที่เกิดขึ้นโดรู4ตัวกับไมeรู4ตัว ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ตeอเมื่อผู4เรียนมีความชำนาญในการใช4ภาษาที่สองในการ สื่อสาร และจะสามารถสื่อสารได4อยeางงeายดาย โดยเกิดขึ้นจากการรับรู4มากกวeาการเรียนรู4ผู4เรียนจะมี ความเข4าใจภาษาในระดับที่มากขึ้นก็ตeอเมื่อสภาพรeางกายและสมองอยูeในสภาวะที่พร4อมทำได4 ผู4เรียน จะสามารถตรวจสอบภาษาได4จะมีการตรวจสอบควบคุม (monitor) และการแก4ไข (editor) ผู4เรียน จะเรียนรู4ภายหลังจากที่พูดออกไปแล4วหรือแก4ไขคำพูดกeอนที่จะพูดออกไป ซึ่งความรู4ที่เกิดจากการ เรียนรู4และรับรู4อยeางตั้งใจจะนำไปสูeการแก4ไขสิ่งที่พูด (Cook, 1993) ในสeวนของการแก4ไขที่จะชeวยให4 การสื่อสารมีประสิทธิภาพนั้นมีองค`ประกอบดังนี้ 1) เวลา ในการสนทนานั้นต4องมีเวลาเพียงพอที่ แก4ไข คำพูดและเตรียมประโยคเพื่อให4เกิดการสื่อสารที่เข4าใจตรงกัน 2) การใช4ภาษาที่สองนั้นควร คำนึงถึง สิ่งที่ต4องการสื่อสารมากกวeารูปแบบ กฎไวยากรณ` และโครงสร4างทางภาษา และ 3) แม4ใน การใช4ภาษา ที่สองในการสื่อสารจะไมeต4องคำนึงถึงกฎเกณฑ`ของภาษาแตeผู4พูดจำเปbนจะต4องมีความรู4 ในเรื่อง กฎเกณฑ`การใช4ภาษาเปbนอยeางดีด4วยเชeนกัน เพื่อการใช4ภาษาได4อยeางเหมาะสมกับผู4ฟnงและ สถานการณ`ที่พูด สมมติฐานที่ 4 The Input Hypothesis ในการรับรู4ภาษาหากจะให4ได4ผลดีทั้งนักเรียนและ ผู4ใหญeนั้นก็ตeอเมื่อสิ่งที่ปìอนทางภาษาหรือข4อมูลทางภาษามีลักษณะที่สามารถเข4าใจได4ดี (Comprehensible input) โดยให4ความสำคัญกับเนื้อความ (message) มากกวeารูปแบบ (Form) การที่ผู4เรียนจะมีพัฒนาการด4านการรับรู4ภาษาที่ดีขึ้นอีกขั้นนั้นผู4เรียนจะต4องมีความเข4าใจใน ข4อมูลที่ปìอนเข4าไปได4เปbนอยeางดี(input) ซึ่งรวมถึงโครงสร4างทางภาษาด4วย ผู4เรียนจะถูกสอน โครงสร4างทางภาษาและจะสามารถใช4โครงสร4างเหลeานั้นตามสภาพจริงได4ก็ตeอเมื่อผู4สอนจัด สภาพแวดล4อมและสิ่ง ตeาง ๆ รอบตัวที่เอื้อให4ผู4เรียนสามารถเข4าใจในข4อมูลที่ปìอนเข4าไปได4เปbนอยeางดี (input) ซึ่งเปbนการ เรียนรู4โดยใช4ความรู4จากหนังสือและความรู4รอบตัวตามบริบทตeาง ๆ เพื่อชeวยให4 เกิดความเข4าใจ โดยครู และผู4ปกครอง มีสeวนชeวยให4ผู4เรียนเข4าใจในข4อมูลที่ปìอนเข4าไปได4มากขึ้น กลeาวคือ มีสeวนชeวยสeงเสริม สนับสนุน และกระตุ4นให4ผู4เรียนเกิดความเข4าใจและมีความต4องการที่จะ สื่อสาร (Cook, 1993) ซึ่ง แหลeงข4อมูลที่ใช4ภาษางeาย ๆ ที่สามารถปìอนข4อมูลที่สามารถเข4าใจได4ดี
6 (Comprehensive input) มี3 แหลeง คือ 1) การพูดของชาวตeางชาติ (Foreign talk) 2) การพูดของ ครู (Teacher talk) และ 3) การพูดอันตรภาษา (Interlanguage talk) กลeาวคือการใช4ภาษาของผู4 เรียนรู4ภาษาโดยผู4พูดจะผลิต ภาษาขึ้นเองจากการผสมระหวeางภาษาแมeกับภาษาที่สองในการพยายาม ที่จะสื่อสารภาษาที่สอง ซึ่งแหลeงข4อมูลทั้ง 3 แหลeงนี้ล4วนแตeเปbนการสื่อสารที่เน4นที่ข4อความ (message) มากกวeารูปแบบ ของภาษา (Form) (Krashen, 1987) ซึ่งจะเกิดผลดีตeอผู4เรียนอยeางมาก หากครูมีทักษะความสามารถพูดถeายทอดให4ผู4เรียนเข4าใจได4งeายและให4ความสำคัญกับการสื่อสาร ที่ มิใชeมุeงเน4นในการสอนโครงสร4างทางภาษาเพียงอยeางเดียว และมากกวeานั้นหากครูสามารถสอนให4 ผู4เรียนเข4าใจและรับรู4 ภาษาได4ดีมากพอ ผู4เรียนจะสามารถนำความรู4มาใช4สื่อสารในสถานการณ`ที่ เปbนไปอยeางธรรมชาติได4อีก ด4วย โดยมีครูเปbนผู4ให4คำแนะนำและแก4ไขการใช4ภาษาที่ถูกต4องให4ตาม สถานการณ`ที่เหมาะสม กลeาวคือ ไมeแก4ไขมากเกินไปจนผู4เรียนไมeกล4าหรือขาดความมั่นใจในการใช4 ภาษา และควรแก4ไขทันที ภายหลังจากที่ผู4เรียนพูดจบเพื่อความเข4าใจที่ถูกต4องในสeวนของการสอน ไวยากรณ` โครงสร4างทางภาษานั้นครูควรใช4ภาษางeาย ๆ ที่ทำให4นักเรียนเข4าใจได4โดยครูอาจใช4สื่อ เพื่อให4เกิดความเข4าใจได4มาก ขึ้น ในทางตรงกันข4ามแม4วeาความเข4าใจเปbนสิ่งสำคัญในการรับรู4ภาษาแตe ก็ยังไมeเพียงพอเพราะยังมี ปnจจัยอื่นที่เปbนอุปสรรคที่จะทำให4การรับรู4ทางภาษามีประสิทธิภาพที่ไมe สมบูรณ`นั่นคือ สภาวะตัวกรองทางด4านอารมณ` (Affective filter) (Cook, 1993) สมมติฐานที่ 5 The Affective Filter Hypothesis คือ สภาวะตัวกรองทางด4านอารมณ` เปbน ตัวแปรที่มีความสำคัญในการเรียนรู4และสeงผลอยeางมากตeอการได4มาซึ่งภาษาที่สองซึ่งตัวแปร ดังกลeาว อาจได4แกeแรงจูงใจ ทัศนคติ ความวิตกกังวล และความมั่นใจในตนเอง (Dulay, Burt, & Krashen, 1997) กลeาวไว4วeา การรับรู4ภาษาที่สองนั้นหากผู4เรียนมีการรับรู4อยeางเข4าใจและมีสภาวะ ทางจิตใจที่ เอื้อตeอการรับภาษาเพียงพอก็จะสeงผลให4การรับรู4มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งสภาวะตัว กรองทางด4านอารมณ`ดังกลeาวมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้ ด4านจิตใจ (affective filter) คือ ตัวกรองทางอารมณ` กลeาวคือ ทัศนคติ เจตคติ แรงจูงใจ ความเครียด ความวิตกกังวล หากผู4เรียนมีสภาวะทางอารมณ`ที่ไมeพร4อม สภาวะในการเรียน หรือการรับรู4ภาษาก็จะน4อยลง หากผู4เรียนขาดความมั่นใจในตัวเอง มีสภาวะเครียดก็จะสeงผลให4การ รับรู4ภาษา นั้นไมeเต็มประสิทธิภาพ (Dulay et al., 1997) ในทางตรงกันข4ามหากผู4เรียนมีทัศนคติที่ดี ตeอการเรียนภาษาที่สองแล4วจะเปbนตัวกระตุ4นให4ผู4เรียนอยากเรียนรู4 นอกจากนี้ยังสeงผลให4ผู4เรียนรับรู4 ข4อมูลที่ปìอนได4เร็วมากขึ้นสภาวะจิตใจที่มีความพร4อม (The affective filter is down) กลeาวคือ มี ความรู4สึกผeอนคลาย ไร4ความวิตกกังวล รู4สึกปลอดภัยก็จะสeงผลดีตeอการรับรู4ภาษาอีกด4วย มากไปกวeา นั้น ผู4เรียนแตeละคนมีกระบวนการรับรู4ที่แตกตeางกันออกไปครูผู4สอนต4องหาแนวทางในการจัดสภาพ การเรียนรู4ที่สอดคล4องกับกระบวนการรับรู4ของผู4เรียน เพราะหากผู4เรียนมีจิตใจที่มีความพร4อมมาก พอที่จะรับข4อมูลนั้นอีกทั้งมีข4อมูลที่สามารถเข4าใจได4เปbนอยeางดีการรับรู4ก็จะประสบความสำเร็จรวม
7 ไปถึงการมี ทัศนคติที่ดีก็จะทำให4เกิดแรงจูงใจและรู4สึกผeอนคลายจะชeวยให4การรับรู4ภาษาได4มี ประสิทธิภาพ (Freeman & Long, 1991) กลeาวโดยสรุปการเรียนรู4ภาษาคือ การรับข4อมูลทางภาษาที่เข4าใจในระดับของผู4เรียนและสูง กวeาระดับเดิมของผู4เรียนอยeางตeอเนื่องและมีคุณภาพโดยข4อมูลทางภาษาที่ปìอนเข4าไป (input) ให4 ความสำคัญกับความหมาย (meaning) มากกวeากฎเกณฑ`ทางภาษา (Form) นอกจากนี้หากมีการเน4น ทักษะการฟnงและการอeานให4เพียงพอแล4วก็จะนำไปสูeทักษะการพูดที่คลeองแคลeวผู4สอนควรจัดกิจกรรม ทั้งที่สeงเสริมให4ผู4เรียนรู4ภาษา เน4นหนักกิจกรรมเพื่อการรู4ภาษาโดยแท4จริง ครูผู4สอนควรจัดกิจกรรมที่ สeงเสริมให4ผู4เรียนมีทัศนคติที่ดีตeอการเรียนรู4ภาษา จัดกิจกรรมที่นeาสนใจให4ผู4เรียนได4มีสeวนรeวมใน กิจกรรมการเรียนให4มากซึ่งจะสeงผลทำให4ผู4เรียนรู4สึกผeอนคลายและทำให4บรรยากาศในห4องเรียนไมe เครียด ผู4เรียนไมeวิตกกังวลเพราะหากวeาผู4เรียนมีสภาวะทางด4านจิตใจที่พร4อมตeอการเรียนรับรู4ภาษา จะสeงผลให4การเรียนรู4ภาษาของผู4เรียนนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.1.2 ทฤษฎีแรงจูงใจในการเรียนรู,สำหรับนักเรียน ในการจัดการเรียนการสอนที่จะให4นักเรียนประสบความสำเร็จตามจุดประสงค`ในการเรียน นั้นจำเปbนต4องมีปnจจัยหลายประการและหนึ่งในปnจจัยที่สำคัญคือการสร4างแรงจูงใจในการเรียนรู4ให4 เกิดขึ้นกับนักเรียนเพื่อให4การเรียนนั้นเกิดความนeาสนใจ แตeทั้งนี้ต4องเริ่มต4นที่ครูผู4สอนที่จะต4องเปbนผู4 ที่ มีความกระตือรือร4นและหมั่นสร4างแรงจูงใจในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของตนเองอยeาง สมe าเสมอด4วย ได4มีนักวิชาการได4กลeาวถึงแรงจูงใจในการเรียนรู4สำหรับนักเรียนไว4ดังนี้ Gardner (1985) กลeาวถึงแรงจูงใจไว4วeาเปbนความตั้งใจสeวนบุคคลที่มีตeองานหรือสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง เปbนแรงขับในการเรียนรู4ภาษาซึ่งเปbนความปรารถนาที่จะทำและเปbนความพึงพอใจตeอกิจกรรม นั้น ๆ ดังนั้นแรงจูงใจในการเรียนรู4ภาษา หมายถึง ความปรารถนา และ ความพร4อมในการเรียนรู4 ภาษาของผู4รับภาษานั่นเอง Walker, Greene , and Mansell (2006) กลeาวถึง แรงจูงใจไว4วeา สามารถแบeงได4เปbน 2 ลักษณะ ได4แกe แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) และแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) 1) แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) หมายถึง สภาวะที่บุคคลแสดง ความต4องการในการกระทำหรือแสดงออกถึงพฤติกรรมตeาง ๆ ด4วยตนเอง เพื่อให4ตนเองมีความรู4สึกวeา ตนมีความสามารถ มีศักยภาพ เปbนสิ่งที่กระตุ4นหรือผลักดันมาจากภายในตัวบุคคลโดยปราศจากจาก สิ่งเร4าภายนอก อาจเปbนเจตคติหรือทัศนคติ ความคิด ความสนใจ การเห็นคุณคeาหรือความต4องการ อยากรู4อยากเห็นในสิ่งตeาง ๆ หรือ ต4องการเรียนรู4เพราะต4องการรู4และเข4าใจในสิ่งนั้น ๆ หากเปbน แรงจูงใจภายในตeอการเรียนรู4ภาษาที่สอง หมายถึง ผู4เรียนมีความสนใจในการเรียนรู4ภาษาเปbนการ เรียนแบบมีเปìาหมาย มีความตั้งใจที่เรียนรู4ภาษาเพื่อจะนำภาษามาใช4ในชีวิตประจำวัน ต4องการความ เข4าใจภาษาโดยปราศจากตัวกระตุ4นหรือสิ่งเร4าตeาง ๆ และ 2) แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) หมายถึง สภาวะที่บุคคลแสดงออกทางพฤติกรรมอันมีผลมาจากการได4รับ
8 การกระตุ4น จากสิ่งเร4าภายนอกเพื่อให4เกิดพฤติกรรมที่นำไปสูeเปìาหมาย เมื่อเห็นเปìาหมายที่ต4องการ บุคคลนั้นก็จะ ถูกกระตุ4นหรือเร4าให4แสดงพฤติกรรมเพื่อมุeงไปสูeเปìาหมายนั้น ๆ มีผลการศึกษาจำนวน มากที่สนับสนุน วeาแรงจูงใจเปbนตัวแปรที่ซับซ4อนเปbนการผสมผสานกันระหวeางความพยายามกับ ความต4องการที่จะ บรรลุเปìาหมาย อยeางไรก็ตามแรงจูงใจมีสeวนสำคัญในการนำมาใช4พัฒนาการ เรียนรู4ของผู4เรียนเพื่อให4 การเรียนภาษาตeางประเทศมีผลสัมฤทธิ์ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การสร4าง แรงจูงใจทั้งภายในและ ภายนอกนั้นสามารถใช4เปbนตัวกำหนดความสำเร็จการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษได4เปbนอยeางดี (Gardner, 1985) 2.1.3 แรงจูงใจในการเรียนภาษาต9างประเทศ Dornyei (2001) กลeาวถึง แรงจูงใจในการเรียนภาษาตeางประเทศที่จะสeงผลให4การเรียนมี ประสิทธิภาพมี 3 ระดับ คือ ระดับภาษา ระดับผู4เรียน และ ระดับสถานการณ`ในการเรียน 1) ระดับ ภาษา (Language Level) คือ ทัศนคติของผู4เรียนที่มีตeอวัฒนธรรมของเจ4าของภาษาและความสำเร็จ ในการใช4ภาษาเพื่อสื่อสารกับชาวตeางชาติเพื่อความสำเร็จในอาชีพของตนในอนาคต 2) ระดับ ผู4เรียน (Learner Level) คือ ความสำเร็จและความมั่นใจในความสามารถในการใช4ภาษาที่สองของ ตนเองที่ รับรู4ได4 (Perceived L2 Competence) ความเชื่อในศักยภาพของตน (Self-Efficacy) ถือ เปbนปnจจัยที่ เปbนสาเหตุของความสำเร็จหรือความล4มเหลวของการใช4ภาษาจากประสบการณ`ที่ผeานมา ของผู4เรียน (Causal Attributions) รวมถึง ความวิตกกังวลในการใช4ภาษา (Language use Anxiety) สิ่งเหลeานี้ ล4วนมีอิทธิพลตeอสภาวะทางอารมณ`ของผู4เรียน และ 3) ระดับสถานการณ`ในการ เรียน (Learning Situation Level) คือ สถานการณ`ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนในห4องเรียน แบeงเปbน 3 องค`ประกอบ ดังนี้1) องค`ประกอบแรงจูงใจในด4านเนื้อหารายวิชา กลeาวคือ การจัด หลักสูตรและเนื้อหารายวิชาให4 มีความนeาสนใจมีความเหมาะสมและตอบสนองความต4องการของ ผู4เรียน ความยากงeายของเนื้อหาใน บทเรียนเหมาะกับพื้นฐานความรู4เดิมของนักเรียน (Background Knowledge) 2) องค`ประกอบ แรงจูงใจด4านครูผู4สอน (Teacher-Specific Motivational Components) กลeาวคือ พฤติกรรมการ แสดงออกและบุคลิกภาพของครูผู4สอน วิธีการสอน การ มอบหมายงาน การสร4างบรรยากาศห4องเรียน ที่เอื้อตeอการเรียนรู4 และการให4ข4อมูลย4อนกลับ (Feedback) ผู4สอนควรใช4จิตวิทยาในการสอนและ เลือกใช4สื่ออุปกรณ`ประกอบการเรียนการสอนที่ ทันสมัยนeาสนใจเพื่อกระตุ4นให4ผู4เรียนเกิดความสนใจในการเรียนและ 3) องค`ประกอบแรงจูงใจด4าน กลุeมของผู4เรียน (Group-Specific Motivational Components) เพื่อเปbนการสeงเสริมให4ผู4เรียนมี เปìาหมายในการเรียนอยeางชัดเจน การทำงานเปbน กลุeม การให4แรงเสริมคำชมเชยเพื่อให4นักเรียนมี กำลังใจในการทำงานการจัดการเรียนการสอนแบบ รeวมมือทำให4ผู4เรียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู4กับ เพื่อนและมีความรับผิดชอบรeวมกันทำให4ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดีขึ้น (Ghaith, 2003; Kagan, 1995) นอกจากนั้นการจัดสภาพแวดล4อมและจัดกิจกรรม การเรียนการสอนทั้งในและนอกห4องเรียน
9 ที่เหมาะสมหลากหลายมีความสนุกสนานก็มีความสำคัญตeอ การสร4างแรงจูงใจแกeผู4เรียน อีกทั้งการ จัดเตรียมประสบการณ`นอกชั้นเรียนเสริมสร4างประสบการณ` และความรู4ใหมeให4เกิดแกeผู4เรียน อันจะ สeงผลให4ผู4เรียนมีโอกาสทำกิจกรรมที่แตกตeางนeาสนใจ มีความ กระตือรือร4นและใฝ°รู4อยูeเสมอ ไมeเกิด ความเบื่อหนeาย หรือท4อถอย โดยผู4สอนไมeเน4นกฎเกณฑ`ของ ภาษามากเกินไป เป¢ดโอกาสให4ผู4เรียนใช4 ภาษาอังกฤษภายใต4บริบทตeาง ๆ ในสถานการณ`จำลองที่มี สภาพใกล4เคียงกับสภาพจริงมากที่สุด (Clement, 2006; Wong, 2005) สุมาลี ภัทรประภากร (2542) กลeาวถึงแรงจูงใจในการเรียนรู4คือเปìาหมายภายในใจที่ตั้งอยูe บน ความรู4สึกที่ต4องการมีความสนใจ ซึ่งอาจจะสนใจแตeไมeมีแรงจูงใจ มีความสนใจไมeได4หมายความ วeา นักเรียนมีแรงจูงใจความสนใจของนักเรียนนั้นมีหลากหลายแตeก็เพียงชั่วคราว แตeถ4าหากมี แรงจูงใจก็ จะมีการกระทำที่ตามมาหรือมีการค4นคว4าค4นหาจนได4คำตอบมีการกระทำที่มุeงให4บรรลุถึง เปìาหมายที่ มุeงหวังไว4 แรงจูงใจในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาหากเปbนแรงจูงใจที่เหมาะสมจะเปbน กุญแจสำคัญ ในการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ แตeก็อาจเปbนปnญหาที่มีความท4าทายสำหรับครูได4 ด4วยเหตุวeา นักเรียนบางคนยังไมeมีทักษะและความรู4ในการกำหนดเปìาหมาย ครูผู4สอนควรจะตระหนัก และแนะ แนวทางในการสร4างเปìาหมาย โดยอาจเริ่มจากการสร4างเปìาหมายใหมe ๆ รeวมกันและทำ อยeางตeอเนื่อง กิจกรรมการเรียนการสอนที่มีการแขeงขันอาจใช4เปbนการกำหนดเปìาหมายอยeางหนึ่งซึ่ง สามารถสร4าง แรงจูงใจได4เปbนอยeางดีเพราะเปbนสิ่งที่นeาสนใจสำหรับนักเรียนในระดับประถมศึกษาที่ สeวนใหญeจะให4 ความสำคัญและจริงจังกับการแขeงขัน ธรรมชาติของแรงจูงใจ คือ ความรู4สึกต4องการที่จะเรียนรู4เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่ครูจะต4อง ทำ คือการกระตุ4นให4ผู4เรียนรู4สึกและเข4าใจถึงความต4องการของตนเพราะความต4องการจะนำไปสูe ความ สนใจและความตั้งใจ ดังนั้นครูจึงควรจับประเด็นความสนใจของผู4เรียนให4ได4และคงความสนใจ นั้นไว4ซึ่งจะสeงผลอันเปbนประโยชน`ตeอการเรียนการสอนอยeางยิ่ง นอกจากแรงจูงใจที่ดูเปbนแนวบวก แล4วยังมี เรื่องของแรงขับแรงกระตุ4นที่มีอิทธิพลตeอบรรยากาศการเรียนการสอนอยeางมากในผู4เรียนวัย เยาว`การสอนที่มีประสิทธิภาพนั้นจะผลักดันให4ผู4เรียนมีแรงจูงใจและคงความสนใจในการเรียนและ การทำงาน และเข4าใจเหตุผลเพียงพอตeอสิ่งที่กำลังทำอยูeซึ่งจะทำให4การสอนของคุณครูเกิดผลคุ4ม คeาสูงสุด รูปแบบ การสร4างแรงจูงใจที่มีชื่อเสียงมากรูปแบบหนึ่ง คือ การสร4างแรงจูงใจตามแนวคิด ของ Keller (1987) หรือรูปแบบ“ARCS”ซึ่งได4สังเคราะห`ขึ้นมาจากแนวคิดด4านจิตวิทยาที่เกี่ยวข4อง กับแรงจูงใจหลาย ทฤษฎีซึ่งองค`ประกอบของรูปแบบดังกลeาวประกอบด4วย 1) ความตั้งใจ (attention) 2) ความ เกี่ยวข4องเชื่อมโยง (relevance) 3) ความมั่นใจ (confidence) และ 4) ความ พึงพอใจ (satisfaction) ซึ่งรายละเอียดของแตeละองค`ประกอบมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้Dick, Carey, and Carey (2001) กลeาวถึง 1) ความตั้งใจ (attention) ไว4วeาครูต4องจัดกิจกรรมการเรียนรู4ที่ ทำให4ผู4เรียนเกิดความตั้งใจ และสนใจ ในสิ่งที่กำลังเรียนทั้งนี้ครูสามารถทำได4โดยการเริ่มต4นจากการ
10 นำเสนอข4อมูลที่สร4างอารมณ` และความรู4สึกของผู4เรียนอาจจะเปbนการใช4คำถาม การสร4างบรรยากาศ ที่ท4าทาย การแสดงตัวอยeาง ใหมe ๆ ที่นeาสนใจ 2) ความเกี่ยวข4องเชื่อมโยง (relevance) ในการ จัดการเรียนการสอนเพื่อออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู4ให4ผู4เรียนเข4าใจความเกี่ยวข4องเชื่อมโยงของ ความรู4และทักษะที่เรียนกับ ชีวิตประจำวันมากขึ้น ครูควรสนใจและให4ความสำคัญกับ“ข4อมูลที่ได4จาก ผู4เรียน”รวมถึงบริบทในด4าน ตeาง ๆ ที่เกี่ยวข4องกับผู4เรียนเพื่อที่จะสามารถนำมาออกแบบกิจกรรมการ เรียนรู4ที่ผู4เรียนเข4าใจความ เกี่ยวข4องเชื่อมโยงของความรู4และทักษะที่เรียนกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งนี้เพราะการจัดการเรียนรู4ที่ดีควรมีความสัมพันธ`กับเปìาหมายในชีวิตของผู4เรียน 3) ความมั่นใจ (confidence) ผู4เรียนจะรู4สึกวeา ตนเองมีแรงจูงใจในการเรียนสูงหากมีความมั่นใจวeาตนเองสามารถที่ จะบรรลุเปìาหมายที่กำหนดไว4แตe อยeางไรก็ตามหากผู4เรียนมีความมั่นใจสูงเกินไปก็อาจเกิดปnญหาได4 เพราะผู4เรียนกลุeมนี้อาจจะไมeตั้งใจ เรียน เนื่องจากเห็นวeาตนเองเข4าใจเรื่องที่เรียนดีอยูeแล4ว ด4วยเหตุนี้ ครูจึงควรกำหนดความคาดหวัง เกี่ยวกับความสำเร็จของนักเรียนให4เหมาะสมกับศักยภาพของแตeละ คน และจัดกิจกรรมการเรียนรู4ที่ ผู4เรียนทุกคนในชั้นเรียนสามารถที่จะปฏิบัติได4 อันจะสeงผลให4ผู4เรียน เกิดความมั่นใจในความสามารถ ของตนเอง 4) ความพึงพอใจ (satisfaction) แรงจูงใจจะเพิ่มมากขึ้น หากผู4เรียนมีความพึงพอใจหรือ “ความชอบ”ความพึงพอใจที่ได4รับนี้อาจเกิดได4จากการเสริมแรง (reinforcement) ในการเข4ารeวม กิจกรรมการเรียนรู4ครูสามารถสร4างความพึงพอใจด4วยการให4รางวัล (rewards) เพื่อสนองตอบ ความสำเร็จของผู4เรียนเมื่อผู4เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมตามเปìาหมาย หรือสามารถปฏิบัติงานได4 ถูกต4อง กลeาวโดยสรุป การสร4างแรงจูงใจในการเรียนรู4ของผู4เรียนมีสeวนสำคัญและจำเปbนตeอการ จัดการเรียนการสอนเปbนอยeางมาก และเพื่อให4เกิดการเรียนรู4ที่มีประสิทธิภาพ ครูผู4สอนจำเปbนต4องมี การสร4างแรงจูงใจให4กับผู4เรียน กลeาวคือ จัดกิจกรรมการเรียนรู4ให4ผู4เรียนเกิดความสนใจ ความชอบ ความท4าทาย ยิ่งไปกวeานั้นการให4แรงเสริมด4านบวก กำลังใจ รางวัล และการเรียนรู4แบบ รeวมมือจะ สeงผลให4กิจกรรมในห4องเรียนดำไปอยeางราบรื่น และสนับสนุนให4ผู4เรียนได4แสดงออกตาม ศักยภาพ ของตน ในทางตรงกันข4ามครูควรมีกฎกติกาในการเรียนรู4 มีแนวทางและทักษะในการ จัดการกับ พฤติกรรมด4านลบของนักเรียนอีกด4วย 2.1.4 ภาษาอังกฤษในฐานะภาษากลำง (English as a Lingua Franca - ELF) ภาษากลาง (Lingua Franca) คือ ภาษา ๆ หนึ่งไมeวeาเปbนภาษาใดก็ตามที่ใช4เพื่อการ ติดตeอสื่อสาร (Contact Language) ระหวeางผู4พูดที่มีภาษาที่หนึ่งและวัฒนธรรมที่แตกตeาง กัน (Jenkins, 2006) ภาษาอังกฤษในฐานะภาษากลาง (English as a Lingua Franca – ELF) หมายถึง การสื่อสารโดยใช4ภาษาอังกฤษระหวeางผู4สนทนาที่ไมeใชeเจ4าของภาษาด4วยกันในระดับ นานาชาติใน บริบทที่ไมeเปbนทางการ (Watterson, 2008) ซึ่งเปbนการใช4ภาษาของผู4พูดที่ใช4 ภาษาอังกฤษเปbนภาษา ที่สองเพื่อวัตถุประสงค`ในการสื่อสารที่ใช4ปฏิบัติจริง (Practical Purposes)
11 มากกวeาจะใช4คล4อยตาม วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง เชeน การใช4คำสแลง สำนวน สุภาษิต คำกริยาวลี หรือ การเลeนคำซึ่งไมeเกี่ยวกับการสื่อสารในระดับสากล แตeใช4เปbนภาษากลาง เพื่อการติดตeอสื่อสาร หรือใช4เปbนภาษา มาตรฐานในการสื่อสาร (Kirkpatrick, 2011) ดังนั้นในด4านการเรียน การสอน ครูผู4สอนรวมถึงผู4มีสeวน รeวมในการกำหนดนโยบายทางการศึกษาภาษาอังกฤษ ควรพิจารณาแนวทาง ในการจัดระเบียบ วิธีการสอนหรือจัดสาระมาตรฐานการเรียนรูของ การใช4ภาษาอังกฤษในฐานะ ภาษากลาง (ELF) ให4 เหมาะสมกับสภาพและบริบทของผู4เรียนซึ่งจากการศึกษางานวิจัยของ สรรพร ศิริขันธ` (2557) ใน เรื่องการเตรียมความพร4อมด4านเจตคติและการสร4างเสริมความเข4าใจของครูผู4สอน ภาษาอังกฤษชาว ไทย ในการสอนภาษาอังกฤษฐานะภาษากลางเพื่อใช4ในการสื่อสารระหวeางกลุeม ประเทศในอาเซียน พบวeาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษากลางในประเทศไทยนั้นยังคง ไมeมีการกำหนด รูปแบบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนหรือเปbนรูปธรรมที่จะสามารถนำมาเปbนแนวทางใน การจัดการเรียน การสอนได4กลeาวคือครูผู4สอนยังคงสอนภาษาอังกฤษในรูปแบบเดิมนั่นคือการสอน ภาษาอังกฤษใน ฐานะภาษาตeางประเทศ และยังคงให4ความสำคัญกับความถูกต4องตามแบบแผนของ เจ4าของภาษา ซึ่ง สาเหตุที่ทำให4ผู4สอนภาษาอังกฤษที่ไมeใชeเจ4าของภาษารวมถึงผู4สอนคนไทยให4 ความสำคัญตeอการใช4ภาษาที่ถูกต4องตามแบบแผนนั้นมาจากหลายสาเหตุ ประเด็นหลักคือนโยบาย หลักสูตรการเรียนการ สอนที่ยังยึดต4นแบบเจ4าของภาษาซึ่งเปbนพื้นฐานของหลักสูตรที่มีแนวคิดที่วeา ผู4เรียนต4องเรียน ภาษาอังกฤษแบบเจาของภาษาโดยเฉพาะเจาของภาษาที่มีการศึกษา (Educated Native Speakers of English) ควรใช4เปbนต4นแบบและถือเปbนมาตรฐาน (Brown, 2012) ซึ่งสอด คลองกับ McKay (2002) ที่กลeาววeาครูผู4สอนในทุกกลุมประเทศวงใน (Inner Circle) หรือกลุeม ประเทศที่สร4างบรรทัดฐานการใช4ภาษาอังกฤษคือประเทศที่ใช4ภาษาอังกฤษเปbนภาษาแมe สวน ประเทศกลุeมวงนอก (Outer Circle) คือประเทศที่เคยตกเปbนอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษหรือ สหรัฐอเมริกาซึ่งภาษาอังกฤษมี สถานะเปbนภาษาราชการหรือกึ่งทางการหรือเปbนภาษาที่สองและมี จุดประสงค`การใช4เปbนไปเพื่อการ สื่อสารในประเทศโดย Kachru (1982) กลeาววeาประเทศในกลุeมวง นอกนี้เปbนกลุeมประเทศที่พัฒนา บรรทัดฐานการใช4ภาษาอังกฤษ สวนประเทศในกลุeมวงขยาย (Expanding Circle) คือ กลุeมประเทศที่ ภาษาอังกฤษไมeได4มีบทบาททางการปกครองในยุคอาณา นิคมของจักรวรรดิอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา แตeมีการใช4ภาษาอังกฤษอยeางแพรหลายในฐานะ ภาษาตeางประเทศและจุดประสงค`การใช4เปbนไปเพื่อ สื่อสารระหวeางประเทศในด4าน เศรษฐกิจ ด4าน วิทยาศาสตร`และเทคโนโลยีหรือ ด4านการศึกษาซึ่ง Kachru (1982) เรียกการใช4ภาษาอังกฤษในกลุeม ประเทศนี้เปbนประเทศที่ต4องพึ่งบรรทัดฐานของกลุeม ประเทศวงในซึ่งตรงกับสภาพการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษของไทยในปnจจุบันซึ่งประเทศไทยยังคง ใช4ประสบการณการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ที่ ได4รับอิทธิพลจากแนวทางการสอนภาษาเพื่อการ สื่อสาร (Communicative Language Teaching - CLT) ซึ่งแนวคิดดังกลeาวนี้ Holliday (2006) เรียกวeาเปbนลัทธิผู4พูดที่เปbนเจ4าของภาษา (Native-
12 Speakerism) ที่ตั้งอยูeในกรอบแนวคิดที่วeาการสอน ควรขึ้นอยูeกับต4นแบบของเจ4าของภาษาและ เนื้อหาด4านวัฒนธรรม และวัฒนธรรมก็ควรขึ้นอยูeกับ บรรทัดฐานของผู4พูดภาษาอังกฤษที่เปbนเจ4าของ ภาษา นอกจากนี้ ในการจัดการเรียนการสอนภาษา นั้นยังรวมถึงแนวคิดที่ผู4สอนควรได4รู4จากการ เรียนรู4ทางภาษา (Language Acquisition) ที่มักจะเน4น ในแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข4องกับอันตรภาษา (Interlanguage Theory) ของ Selinker (1972) ที่มีแนวคิดที่วิเคราะห`ความผิดพลาด (Error Analysis) ซึ่งหากผู4เรียนผลิตภาษาตeางไปจากภาษาเปìาหมายที่ถือวeาเปbนบรรทัดฐานของการเรียนรู4จะ ถือวeาเปbนข4อผิดพลาดทางภาษา จากแนวคิด ดังกลeาวทำให4การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศ ไทยยังคงเน4นย้ำแตeความถูกต4องให4เปbนไปตาม รูปแบบของเจาของภาษาเดิมโดยมักจะไมeคำนึงถึงเหตุ และปnจจัยอื่น ๆ เชeน เปìาหมายของการใช4ภาษาเพื่อการสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบททางสภาพสังคม ปnจจุบันอันสeงผลตeอตeอการเรียนรูภาษาที่แตกตeางกันออกไป กลeาวโดยสรุปจากลักษณะความสำคัญของภาษาอังกฤษในฐานะภาษากลาง (ELF) นั้นมี ความหมายและแนวปฏิบัติที่กว4างอีกทั้งเปbนแนวคิดที่คeอนข4างแตกตeางไปจากการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษของครูไทยในโรงเรียน แม4วeาจะเปbนแนวคิดที่เปbนประโยชน`ตeอการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษอยeางมากแตeในทางปฏิบัตินั้นยังคงต4องใช4เวลาในการปรับเปลี่ยนมโนทัศน`ในด4านแนว ทางการสอน ตลอดถึงครูผู4สอน ที่ยังคงยึดถือแบบแผนการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม 2.2 การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ 2.2.1 ความหมายของการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในการใช4ภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นมีวัตถุประสงค`เพื่อให4ข4อมูลในการพูดสื่อสารได4ถูกต4องและ เหมาะสมกับวัยของผู4พูดและผู4ที่พูดด4วย ตลอดถึงเหมาะสมกับโอกาสตeาง ๆ ของการพูดเพื่อการ สื่อสาร การถeายทอดทางภาษา Bromley (1992); Ross and Bettey (1990) ได4ให4ความหมายการ พูดเพื่อการสื่อสาร คือ การถeายทอดความหมายผeานเสียงอากัปกิริยาทeาทาง และ สัญลักษณ`เพื่อ สื่อสารข4อมูลตeาง ๆ ให4แกeผู4รับสาร กลeาวคือเปbนกระบวนการการถeายทอดข4อมูลจากบุคคลหนึ่งไปยัง อีกบุคคลหนึ่งผeานทักษะพื้นฐานของการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะ ได4แกe การฟnง การพูด การอeาน และการ เขียน โดยการฟnงและการอeานถือเปbนการรับข4อมูล สeวนการพูดและการเขียนถือวeาเปbนการสeงข4อมูล ในอีกความหมายหนึ่ง การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ หมายถึง การแสดงออกในการ เปลeงเสียงออกมาเพื่อให4เกิดความหมายเปbนกระบวนการที่มีปฏิสัมพันธ`กันระหวeางผู4พูดและผู4ฟnง โดย มีเงื่อนไขในการสนทนาระหวeางสองคน เชeน หัวข4อ เนื้อหาและข4อมูลในการสนทนา การพูดและการ เขียนนั้นเปbนทักษะในการผลิตภาษา (productive skills) เนื่องจากผู4พูดเปbนผู4ให4ข4อมูลหรือที่เรียกวeา ผู4สeงสาร สeวนการฟnงและการอeานถือวeาเปbนทักษะในการรับภาษา (receptive skills) เพราะถือวeาเปbน การรับข4อมูลของผู4รับสาร (Bailey, 2005) นอกจากนี้ การพูดเพื่อการสื่อสารยัง หมายถึง การใช4วาจา
13 เพื่อการถeายโอนข4อมูลไปสูeบุคคลอื่นตามจุดประสงค`ที่ต4องการจะสื่อสารการแลกเปลี่ยนข4อมูล ขeาวสาร ซึ่งการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนั้นจะกeอให4เกิดความเข4าใจที่ตรงกันระหวeางผู4พูดและผู4ฟnง กลeาวคือ ผู4 พูดต4องพูดให4ผู4ฟnงเข4าใจความหมายและจุดประสงค`ที่ต4องการที่จะสื่อการใช4คำพูดที่ เหมาะสมรวมถึงพูดให4เหมาะสมกับสถานการณ` นอกจากนี้ต4องเข4าใจวัฒนธรรมของการพูดและ วัฒนธรรมของภาษา (Finocchiaro & Brumfit, 1983; Harmer, 2001) จากความหมายที่กลeาวมาข4างต4นสรุปได4วeา ความหมายของการพูดเพื่อการสื่อสาร คือ ผู4สeง สารถeายทอดด4วยภาษาการออกเสียงเพื่อบอกข4อมูล แลกเปลี่ยนขeาวสารตeาง ๆ ให4แกeผู4รับสารเปbนการ สนทนาเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหวeางบุคคลที่มีตั้งแตe 2 คนขึ้นไปโดยมีผู4พูดและผู4ฟnง นอกจากนี้ยังเปbน กระบวนการการถeายทอดข4อมูลสื่อความหมายจากบุคคลหนึ่งไปสูeบุคคลหนึ่งผeานเสียงและกริยา อาการรวมถึงทeาทางหรือสัญลักษณ`เพื่อสื่อสารให4ผู4อื่นเข4าใจสิ่งที่ต4องการสื่อสารซึ่งในการใช4ภาษา เพื่อให4การสื่อสารมีประสิทธิภาพนั้นควรจะต4องรู4จักกฎเกณฑ`และองค`ประกอบอื่น ๆ ของภาษา เชeน การใช4คำพูดที่ถูกต4อง ออกเสียง เน4นเสียงและระดับภาษาที่เหมาะสมกับบุคคลในการสื่อสาร เพื่อให4เหมาะสมกับสถานการณ`ตeาง ๆ ในสังคม 2.2.2 องคfประกอบของการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารมีองค`ประกอบหลายปnจจัยที่สำคัญที่สeงผลให4การสื่อสารมี ประสิทธิภาพทั้งผู4สeงสารและผู4รับสารเกิดความเข4าใจในการสื่อความหมายที่ถูกต4องและเปbนไปใน แนวทางเดียวกันซึ่งมีองค`ประกอบด4านความรู4และความสามารถทางภาษาหลายด4าน ดังตeอไปนี้ องค`ประกอบด4านหลักไวยากรณ` คือ การพูดที่ประกอบไปด4วยความรู4เกี่ยวกับโครงสร4างทาง ภาษาประเภทของคำศัพท` หน4าที่ของคำ เปbนต4น (Bern, 1990; Canale & Swain, 1980; Nunan, 1999) ซึ่งผู4เรียนต4องมีความรู4พื้นฐานเหลeานี้เปbนอันดับแรกกeอนเนื่องจากลักษณะวิธีการใช4 โครงสร4าง ทางภาษาแตeละประเภทมีความแตกตeางกันทั้งลักษณะของประโยคและข4อความที่มีความ ซับซ4อน ดังนั้นการสื่อความยeอมมีความแตกตeางเชeนเดียวกัน องค`ประกอบด4านเนื้อหา คือ ความรู4ด4านทฤษฎี ความรู4ความสามารถทางภาษานั่นคือมี ความรู4ที่ สามารถนำหลักการทางภาษามาใช4ในการสื่อสารได4แบeงเปbน 2 ประเภท คือ ความรู4 ความสามารถใน การจัดและเรียบเรียงอยeางเปbนระบบ (Organizational competence) แบeงยeอยได4 เปbน 1) ความรู4 ทางหลักไวยากรณ` (Grammatical competence) ความรู4เกี่ยวกับคำศัพท` ประโยค ข4อความ (Textual competence) และ 2) ความรู4ในการปฏิบัติ(Pragmatic competence) ความรู4 เกี่ยวกับ หน4าที่ของภาษา (Language function) การเชื่อมโยงคำ ประโยค หรือข4อความตeาง ๆ เพื่อ สื่อ ความหมายและสามารถใช4ได4อยeางเหมาะสมกับสถานการณ`ตeาง ๆ ทางสังคม (Sociolinguistic competence) ความรู4ทางทฤษฎีหมายถึง ความรู4ความสามารถในการใช4ภาษาผู4ใช4ภาษามี ความสามารถในการใช4มีความรู4ในเนื้อหาที่เกี่ยวข4องตามความต4องการที่จะสื่อความหมายและ
14 กระบวนการทางด4านจิตวิทยาหมายถึงการใช4การมองเห็นและการได4ยินรวมถึงการเข4าถึงข4อมูลตeาง ๆ (Bachman, 1990; Nunan, 1999) องค`ประกอบด4านการออกเสียง นั่นคือการออกเสียงคำควรให4ถูกต4องทั้งการเน4นหนักคำใน ระดับ เสียงสูงต่ำ และความชำนาญการในการใช4ภาษาเพื่อสื่อสารอยeางราบรื่นซึ่งรวมถึงความ คลeองแคลeว ของการใช4ภาษาและความเข4าใจในการสื่อสารทั้งการตอบสนองและการนำเสนอคำพูดที่ ต4องการสื่อ ออกไปเมื่อผู4รับสารเกิดความเข4าใจ จึงระบุได4วeา องค`ประกอบของการพูดเพื่อการสื่อสาร ครบถ4วนทุก ประการ (Harris, 1969) องค`ประกอบด4านระดับภาษาที่เหมาะสมกับสถานการณ` คือ การพูดโดยใช4ภาษาที่เหมาะสม กับ บุคคลและสถานการณ`ตeาง ๆ ที่แตกตeางกันไป (Bachman, 1990; Canale & Swain, 1980; Harris, 1969; Nunan, 1999) รวมถึงความรู4ในการใช4ภาษาและการโต4ตอบตามสถานการณ`ตeาง ๆ เปbนการใช4 ภาษาในภาคปฏิบัติจริงซึ่งเกิดหลังจากการผู4เรียนมีความรู4ความเข4าใจทางภาษา กลeาวคือ การคัดเลือก คำ วลี และประโยคที่ถูกต4องและเหมาะสมกับกาลเทศะในการเริ่มต4นการสนทนา จนกระทั่งจบการ สนทนา จากที่กลeาวมาข4างต4น สรุปได4วeา องค`ประกอบของการพูดเพื่อการสื่อสาร ประกอบด4วย ความรู4 ความสามารถด4านหลักไวยากรณ` ด4านระดับการใช4ภาษา และด4านเนื้อหาที่ เกิดขึ้นระหวeางการพูด สื่อสารระหวeางบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง และสeงผลให4การสื่อสารเข4าใจ ซึ่งกันและกันผู4พูด จำเปbนต4องมีความรู4ทางทฤษฎีและทักษะในการปฏิบัติ เพื่อให4ผู4พูดสามารถสื่อสาร ได4อยeางมี ประสิทธิภาพโดยในงานวิจัยนี้มุeงเน4นไปในด4านทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มากกวeาเน4น หลักไวยากรณ` 2.2.3 จุดมุ9งหมายของการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ ผลจากการเรียนรู4ที่ดีเกิดจากการตั้งจุดประสงค`ที่ครอบคลุมทั้งเนื้อหาและทักษะที่ผู4สอน กำหนดไว4ตั้งแตeแรกกeอนการสอน ดังนั้นจุดประสงค`จึงเปbนแนวทางการดำงานเพื่อให4ผู4เรียนเกิด การ เรียนรู4และบรรลุผลตามที่ตั้งเปìาหมายไว4อยeางครบถ4วนสมบูรณ` ผู4เชี่ยวชาญด4านทักษะการพูดเพื่อ การสื่อสารกลeาวถึงรายละเอียดตeาง ๆ ไว4ดังนี้เพื่อเจรจาให4เกิดความเข4าใจ คือ ทั้งจาก ข4อความ ความคิด และความคิดเห็นของคูeสนทนา ซึ่งความคิดที่กลeาวถึงนั้น ได4แกe ความต4องการ ความรู4สึก อารมณ`ตeาง ๆ เปbนต4น อยeางไรก็ตามการสื่อความจะบรรลุผลสำเร็จในชีวิตจริง ยeอม สามารถเกิดได4จากการฝBกฝนในชั้นเรียน และมีการวัดภูมิความรู4หลังจากการเรียนรู4โดยการทดสอบ ความรู4ทางหลัก ไวยากรณ` (Harmer, 2001; Lynch, 1996; Savignon, 2002) เพื่อสร4างความสัมพันธ`อันดี Harmer J. (2001) กลeาววeา การสื่อสารระหวeางบุคคลที่แสดง ความเอื้ออาทรและสร4างความรู4สึกที่ดีตeอกันในสถานการณ`ตeาง ๆ เชeน การขอร4อง การอวยพร การ ขอ โทษ และการขอบคุณเปbนการสร4างมิตรไมตรีจากการใช4ภาษาในกลุeมเล็ก ๆ จนกระทั่งในระดับ
15 สังคม ขึ้นไป เปbนการสร4างโลกแหeงจินตนาการโดยการใช4หน4าที่ของภาษาเพื่อแบeงปnนให4ผู4อื่นรับรู4ก็ ยeอมเปbน การสร4างสัมพันธ`อันดีกับผู4อื่นอีกนัยหนึ่ง (Bromley, 1992; Brumfit & Johnson, 1979) เพื่อแสดงความต4องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งเชeนอาหารเครื่องดื่มและของใช4เปbนต4นนอกจากนี้ยังเปbน การแสดงความรู4สึกความคิดเห็นทั้งเห็นด4วยและไมeเห็นด4วยซึ่งเปbนการถeายโอนข4อมูลให4แกeกันและกัน และเพื่อแสดงความเปbนตัวตนของผู4พูดและผู4ฟnงความหมาย(Bromley, 1992; Littlewood, 1992) เพื่อการเรียนรู4และสร4างประสบการณ`คือ การเรียนรู4และประสบการณ`ที่ได4จากการ สืบค4น การรวบรวมความรู4การใช4ภาษาจนเกิดเปbนกระบวนการรับรู4ที่ผู4เรียนสามารถสำรวจ จำแนก และ แก4ปnญหาจนกระทั่งเกิดความเข4าใจและสร4างองค`ความรู4ด4วยตนเองจากการเรียนรู4การใช4ภาษา Bromley (1992); Littlewood (1992) กลeาวเกี่ยวกับการใช4ภาษาไว4สอดคล4องกันคือการคำนึงถึง ความเหมาะสมด4านบุคคลที่กำลังสนทนารeวมกัน เวลาและสถานที่ในการสนทนามากกวeาการ เครeงครัด ด4านความถูกต4องทางภาษาตามหลักภาษาศาสตร`มากเกินไป เ พื่อการกำหนดพฤติกรรม Bromley (1992); Brumfit and Johnson (1979) กลeาวถึง หน4าที่ของภาษา คือ การใช4ภาษากำหนดพฤติกรรมการใช4ภาษาเพื่อสื่อความได4หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยูe กับสภาพแวดล4อมในการสนทนา เชeน หน4าที่ของภาษาจะเปลี่ยนไปเมื่อมีผู4ใหญeเข4ารeวม สนทนา เนื่องจากผู4พูดต4องใช4ระดับภาษาที่เปลี่ยนไปเพื่อให4เกิดความเหมาะสม สรุปได4วeา จุดมุeงหมายของการพูดเพื่อการสื่อสาร คือการเจรจาให4เกิดความเข4าใจเพื่อสร4าง ความสัมพันธ`อันดีระหวeางผู4พูดและผู4ฟnง เพื่อแสดงความต4องการ ความคิด ความรู4สึกและอารมณ`เพื่อ การเรียนรู4และประสบการณ` และเพื่อการกำหนดพฤติกรรมของผู4ที่พูดด4วย การตั้งจุดประสงค`จึงเปbน สิ่งสำคัญของการศึกษาการเรียนรู4ของผู4เรียน 2.2.4 สาระทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของระดับชั้นประถมศึกษาตอน ปลาย มาตรฐานการเรียนรู4ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเปbนแนวทางให4ผู4มีสeวนเกี่ยวข4องด4านการศึกษามีสeวน รeวมสนับสนุนและจัดกิจกรรมการเรียนรู4ให4เหมาะสมกับความรู4 ความสามารถและระดับวัยของผู4เรียน ในกรอบของระดับสากลซึ่งกรอบแนวคิดสำหรับงานวิจัยนี้ศึกษาทั้งในประเทศและ ตeางประเทศ โดยเฉพาะกรอบมาตรฐานการอ4างอิงทางภาษาของสหภาพยุโรป (CEFR) ที่ได4รับการ ยอมรับทั่วโลก ซึ่งจัดลำดับรายละเอียดความสามารถของผู4เรียนเปbน 6 ระดับและหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาของ ไทยแบeงออกเปbน 4 มาตรฐานการเรียนรู4ที่แยกผลการเรียนรู4ที่คาดหวังโดยมี รายละเอียดที่ตeางกันดังนี้ ด4านเนื้อหา Europe (2001) และ กระทรวงศึกษาธิการ (2551) กลeาวถึง สาระทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย คือเนื้อหาที่ผู4เรียนในระดับชั้น ประถมศึกษาปgที่ 4 ซึ่งอยูeในระดับ A1- A2 ของกรอบมาตรฐานอ4างอิงทางภาษาของสหภาพ
16 ยุโรป (CEFR) ที่ผู4เรียนต4องมีความรู4เกี่ยวกับข4อมูลสeวนตัว ครอบครัว ที่อยูeอาศัย การซื้อขาย เวลา การเดินทางการบอกทิศทาง และข4อเท็จจริงที่พบเห็นในชีวิตประจำวันของผู4เรียนในระดับนี้ อยeางไรก็ ตาม กระทรวงศึกษาธิการ (2551) กลeาวถึงรายละเอียดเฉพาะหัวข4อที่เกี่ยวข4องกับชีวิตประจำวันซึ่ง ประกอบด4วยข4อมูลสeวนตัว สภาพอากาศ สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งแวดล4อม วัฒนธรรมการ ประกอบอาชีพและการศึกษาตeอ ด4านความสามารถ Europe (2001) และ กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ระบุถึงความสามารถ ในการพูดสื่อสารไว4วeาเมื่อจบการศึกษาสำหรับผู4เรียนในระดับชั้นนี้ ได4แกe การเข4าใจประโยค ภาษาอังกฤษ การแนะนำตนเองและผู4อื่นการตอบคำถามเกี่ยวกับข4อมูลสeวนตัว การสนทนาโต4ตอบ แบบสั้น ๆ ได4ใจความ เชeน การแสดงความต4องการ การขอร4อง การขอความชeวยเหลือการพูดที่แสดง การตอบรับ/ปฏิเสธการชeวยเหลือ โดยให4เหตุผลสั้น ๆ การใช4น้ำเสียงสูงต่ำและกิริยามารยาทที่ เหมาะสม นอกจากนี้ความสามารถที่ผู4เรียนต4องบรรลุนั้นล4วนเกี่ยวข4องกับชีวิตประจำวันในวัยของ ผู4เรียนทั้งสิ้น สรุปได4วeา สาระทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของชั้นประถมศึกษาตอนปลายมี ทั้งหมด 2 ด4านคือเนื้อหาและความสามารถที่ผู4เรียนสามารถสนทนาถามตอบจากการใช4ประโยคสั้น ๆ ในการสื่อความหมายระหวeางกันเพื่อให4เกิดทักษะทั้งในด4านความรู4และความสามารถในการใช4 ภาษาได4 เหมาะสมกับระดับของผู4เรียน 2.3 การสอนพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ 2.3.1 หลักการสอนพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในการสอนพูดเพื่อการสื่อสารเพื่อที่จะได4เกิดการเรียนรู4ที่มีประสิทธิภาพและประมี ประสิทธิผลบรรลุวัตถุประสงค`ที่ตั้งไว4และเพื่อให4ผู4เรียนเกิดการเรียนรู4ได4งeายนั้น ครูผู4สอนจะต4องมี ความรู4ความเข4าใจเกี่ยวกับลักษณะการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเพื่อที่จะให4เกิดประสิทธิภาพ ในการเรียนการสอนมากที่สุด Bern (1990); Littlewood (1981); Widdowson (1978) กลeาวถึงประเด็นหลักที่สำคัญใน การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารไว4วeา 1) มีวัตถุประสงค`เพื่อเปbนเครื่องมือในการสื่อสารทางสังคม ซึ่งพูดเพื่อทำให4เกิดความหมายในการสื่อสารบางสิ่งบางอยeางถึงบางคนเพื่อจุดมุeงหมายบางประการ ทั้ง การพูดและการเขียน 2) ความหลากหลายทางภาษาเปbนสeวนหนึ่งของพัฒนาการทางภาษาและ การใช4ภาษาของผู4เรียนและผู4ใช4ภาษา 3) ความสามารถของผู4เรียนคือการพิจารณาถึงความเชื่อมโยง และ ความตeอเนื่องในการใช4ภาษาซึ่งไมeใชeกฎเกณฑ`และเงื่อนไขทางภาษา 4) การเรียนภาษาที่มากไป กวeา ความหลากหลายทางภาษาคือการแสดงให4เห็นคุณคeาของการเรียนและการสอนภาษา 5) วัฒนธรรม ถือเปbนสิ่งที่มีอิทธิพลตeอความสามารถทางภาษาของผู4พูดในการสื่อสารซึ่งรวมถึงภาษาแมe และภาษาที่ สอง 6) ไมeมีวิธีการหรือหลักการใดหลักการหนึ่งหรือเทคนิควิธีการใดที่จะกำหนดให4เปbน
17 หลักการเดียว ที่ใช4ในการสอนภาษา 7) ภาษาเปbนการแสดงออกทางความคิดอุดมคติภายในของแตeละ บุคคล หน4าที่ ของข4อความ เกี่ยวโยงถึงการพัฒนาขีดความสามารถของแตeละบุคคล 8) ผู4เรียน จำเปbนต4องถูกกระตุ4น ให4ทำกิจกรรมหรืองานอื่นทางภาษา ซึ่งผู4เรียนจะต4องใช4ได4หลากหลายตาม จุดประสงค`ทางภาษาได4 อยeางเหมาะสม นอกจากนี้ Brown (2007) ได4กลeาวถึงหลักการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารไว4วeา 1) เปìาหมาย ของการสอนเน4นไปที่องค`ประกอบทั้งหมดของทักษะการสื่อสารและไมeจำกัดอยูeภายในกรอบของ เนื้อหาภาษาหรือไวยากรณ`2) เทคนิคทางภาษาได4รับการออกแบบมาเพื่อนำผู4เรียนไปสูeการใช4ภาษา อยeางแท4จริงตามหน4าที่ภาษาและปฏิบัติจริงโดยมีจุดมุeงหมายในการพูดมากกวeารูปแบบโครงสร4าง ภาษาที่มิใชeเปìาหมายหลัก หากแตeตัวรูปแบบเฉพาะของภาษาตeางที่ถูกต4องนั้นจะทำให4ผู4เรียนสามารถ สื่อสารจนสำเร็จตามเปìาหมาย 3) ความคลeองแคลeวและความถูกต4อง เปbนหลักการเสริมที่อยูeภายใต4 เทคนิคการสื่อสาร 4) ผู4เรียนต4องใช4ภาษาอยeางเข4าใจและสร4างสรรค`ภายในบริบทที่คุ4นเคยและผeาน การฝBกปฏิบัติมากeอน Nunan (2003) กลeาวถึงหลักในการสอนพูดเพื่อการสื่อสารไว4วeา 1) ตระหนักถึง ความแตกตeางของบริบทของการเรียนรู4ระหวeางภาษาที่สองกับภาษาตeางประเทศ 2) ให4นักเรียนได4 ฝBกฝนทั้งความคลeองแคลeวและความถูกต4อง 3) การกำหนดโอกาสการพูดของครูแตeเปbนการเป¢ด โอกาส ให4นักเรียนได4ฝBกพูดโดยใช4งานกลุeมและงานคูe 4) ออกแบบภาระงานที่เกี่ยวกับการพูดที่มี ความหมาย 5) จัดกิจกรรมการเรียนรู4ที่เชื่อมโยงให4นักเรียนได4ฝBกทั้งการสื่อสารเพื่อจุดมุeงหมายหมาย ทางสังคมและ การสื่อสารเพื่อความต4องการของตน จากแนวคิดดังกลeาวทำให4เกิดแนวคิดที่วeา การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารควรนำเสนอภาษา ใหมeในรูปแบบภาษาที่พบในสถานการณ`ที่ใกล4เคียงกับสถานการณ`จริง เพื่อนำไปสูeการสอน คำศัพท` โครงสร4าง การออกเสียง มีการฝBกฝนจนเกิดความเข4าใจในเนื้อหา โครงสร4าง สามารถใช4ได4 ถูกต4องแล4ว จึงนำความรู4ที่ได4ไปฝBกใช4ในสถานการณ`จริงที่อาจพบเจอในชีวิตประจำวัน กลeาวโดยสรุปการสอนพูดเพื่อการสื่อสารเปbนการสอนที่มุeงเน4นให4ผู4เรียนมีทักษะในการใช4 ภาษาเพื่อการสื่อสาร ควรเปbนการสอนที่สนับสนุนให4ผู4เรียนมีทักษะความสามารถทั้งในด4านการใช4 ภาษาและ ความรู4ด4านกฎเกณฑ`ไวยากรณ`โครงสร4างทางภาษาซึ่งการเรียนการสอนจะมีประสิทธิภาพ นั้นก็ตeอเมื่อผู4เรียนมีสeวนรeวมในกิจกรรมที่มีการแลกเปลี่ยนการสื่อสาร ได4ฝBกใช4ภาษาในสถานการณ` การสื่อสารที่มีความหมาย ครูผู4สอนเปbนผู4อำนวยความสะดวกและสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู4 คอย กระตุ4นและสร4างบรรยากาศรวมถึงสภาพแวดล4อมที่เอื้อตeอการเรียนรู4อีกด4วย 2.3.2 องคfประกอบของการสอนพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ในการสอนพูดเพื่อการสื่อสารให4เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นการจัดการเรียนรู4ให4 เหมาะสมกับวัยของผู4เรียนจึงมีความจำเปbนที่ผู4สอนจะต4องศึกษาและทำความเข4าใจถึงองค`ประกอบ ของการพูดซึ่งได4มีนักวิชาการหลายทeานได4กลeาวไว4ดังนี้
18 องค`ประกอบทางด4านคำศัพท` Schickedanz and York (1997) กลeาวถึง องค`ประกอบด4าน คำศัพท` ไว4วeา นักเรียนจำเปbนต4องเรียนรู4คำศัพท`พื้นฐานที่ใช4สำหรับสิ่งของ อาการ กิริยา และ ความรู4สึกรวมถึงสิ่งที่ต4องการจะพูดเพื่อความถูกต4องในการพูดรวมถึงมีพัฒนาการความสามารถใน การพูดเปbนประโยคในรูปแบบกฎเกณฑ`ของภาษาที่ใช4ในการสื่อสารที่เหมาะสม มีทักษะการจัดระบบ ความคิดและสื่อความ กลeาวคือสามารถสื่อสารให4ผู4อื่นเข4าใจในสิ่งที่ต4องการสื่อความได4นอกจากนี้ Thornberry (2011) ได4กลeาวถึง องค`ประกอบด4านการสอนพูดไว4วeาผู4เรียนต4องมีความรู4ในด4าน ภาษาศาสตร` และนอกเหนือภาษาศาสตร`ซึ่งรวมถึงความรู4เกี่ยวกับด4านวัฒนธรรมและบริบททาง สังคม ความคล4ายกันของวัฒนธรรม การใช4ภาษาที่เหมาะสมกับบุคคลในแตeละระดับทางสังคม คุณคeาทางสังคมและพฤติกรรมที่เปbนบรรทัดฐานทางสังคม ความรู4ทางด4านสังคมจึงเปbนได4ทั้งความรู4 นอกเหนือจากภาษาศาสตร`และความรู4ด4านภาษาศาสตร` ซึ่งองค`ประกอบด4านทาง ภาษาศาสตร` (linguistic knowledge) ประกอบด4วย 1) ความรู4เกี่ยวกับชนิดของภาษา (genre knowledge) แบeง ตามเปìาหมายในการใช4ภาษาออกเปbน 2 ชนิด ดังนี้1.1) ภาษาเพื่อการดำการ (transactional function) คือภาษาเพื่อใช4ถeายโอนข4อมูลเพื่อดำการอยeางใดอยeางหนึ่ง 1.2) ภาษา เพื่อปฏิสัมพันธ` ระหวeางบุคคล (interpersonal function) คือ ภาษาที่ใช4เพื่อการสร4างสัมพันธภาพ กับบุคคลอื่น 2) ความรู4เกี่ยวกับวาทกรรม (discourse knowledge) คือ ความรู4ในการจัดการลำดับ การพูดและฟnง ของคูeสนทนาในการสนทนาโต4ตอบกัน และความสามารถในการใช4ภาษา 3) ความรู4 ในการปฏิบัติ(pragmatic knowledge) คือ ความรู4เกี่ยวกับความสัมพันธ`ของเปìาหมายและบริบท ในการใช4ภาษาเพื่อให4เกิดการสื่อสารที่เข4าใจได4ระหวeางผู4พูดและผู4ฟnงอีกทั้งยังเปbนสื่อความหมายได4 ตรงตาม วัตถุประสงค`ของผู4พูดและ 4) ความรู4เกี่ยวกับเงื่อนไขการพูด (speech condition) เงื่อนไข การพูดมี ความสำคัญที่ชeวยให4การพูดได4อยeางถูกต4อง คลeองแคลeวและสeงผลให4การสื่อสารประสบ ความสำเร็จ ปnจจัยที่สeงผลตeอเงื่อนไขการพูด มีดังตeอไปนี้ 4.1) ปnจจัยด4านองค`ความรู4 (cognitive factors) เมื่อผู4 พูดได4พูดเกี่ยวกับสิ่งที่ผู4พูดต4องการสื่อสารและมีความสนใจ คุ4นเคย ก็จะทำให4ผู4พูด สื่อสารได4งeายขึ้น 4.2) ปnจจัยด4านความรู4สึก (affective factors) หากผู4พูดได4พูดในเรื่องที่ตนชอบ รู4สึกผeอนคลายที่จะ พูดปราศจากความวิตกกังวลก็จะพูดออกมาได4ดี ในทางตรงกันข4าม หากผู4พูด มี ความรู4สึกกดดัน หรือ ถูกจับผิดอยูe อาจทำให4ผู4พูดขาดความมั่นใจและมีความรู4สึกกังวลในการพูด 4.3) ปnจจัยด4านการพูด (performance factors) การพูดที่ผู4พูดควรได4ฝBกพูด การพูดกับคูeสนทนาใน สภาพแวดล4อมที่ เหมาะสมและมีการเตรียมตัวกeอนพูดจะชeวยให4พูดได4ดีขึ้น กลeาวโดยสรุป ในการสื่อสารต4องคำนึงถึงองค`ประกอบหลัก ๆ สองประการคือ ด4าน คำศัพท` และ ด4านภาษาศาสตร`โดยมีองค`ประกอบในความรู4เกี่ยวกับชนิดของภาษา (genre knowledge) วาท กรรมกรรม (discourse knowledge) วจนปฏิบัติ(pragmatic) และเงื่อนไขในการ พูด (speech condition) โดยครูผู4สอนควรจัดการเรียนรู4ให4มีการเสริมแรง (reinforcement)
19 องค`ประกอบตeาง ๆ ตามสถานการณ`จริงที่อยูeรอบตัวผู4เรียน โดยทั่วไปเจ4าของภาษามักจะไมeตระหนัก ถึงรูปแบบของคำที่ใช4 ในการสื่อสารแตeจะคำนึงถึงสิ่งที่ต4องการจะพูดหรือแสดงความรู4สึกออกมา มากกวeาการเรียนรู4ภาษา เปbนการเรียนรู4โดยพฤติกรรม ในระยะเริ่มต4นการเรียนรู4ภาษาเพื่อการสื่อสาร จะเรียนรู4โดยการให4แรง เสริมและโดยปฏิกิริยาที่อยูeรอบตัวของผู4เรียน 2.3.3 ขั้นตอนการสอนพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ในการสอนทักษะการพูดสำหรับนักเรียนจำเปbนอยeางยิ่งที่ครูผู4สอนจะต4องมีความรู4ความ เข4าใจในหลักกระบวนการสอนพูดทางภาษาเพราะการเรียนรู4ภาษาเปbนการเรียนรู4ที่เปbนระบบฉะนั้น ในการสอนการพูดครูผู4สอนจำเปbนต4องมีการวางแผนและจัดลำดับขั้นตอนการสอนและกระบวน เรียนรู4ที่เหมาะสม เพื่อให4เกิดการเรียนรู4ที่ถูกต4องได4มีนักการศึกษาได4กลeาวถึงกระบวนการพูดไว4ดังนี้ Harmer J. (1992) ได4เสนอแนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนการสอนพูดโดยแบeงออกเปbน 3 ขั้นตอน คือ1) ขั้นแนะนำความรู4ทางภาษาใหมe (Introducing New Language) ในขั้นนี้ครูจะแนะนำกฎเกณฑ` ทางภาษาที่ผู4เรียนไมeเคยเรียนมากeอนโดยครูจะต4องนำเสนอให4ผู4เรียนเข4าใจถึงความหมาย การใช4 ตลอดจนรูปแบบของโครงสร4างนั้น ๆ โดยการนำเสนอนั้นควรอยูeในรูปของบริบททางการใช4ภาษา เชeน ใช4สิ่งแวดล4อมรอบตัวผู4เรียน การเลeาเรื่อง หรือสถานการณ` เปbนต4น 2) ขั้นการฝBกภาษา (Practice) ใน ขั้นนี้เปbนการฝBกการใช4ภาษาแบบควบคุม เชeน ออกเสียงตามครู กิจกรรมเติมข4อมูลที่ ขาดหาย เกม การฝBกพูดที่เกี่ยวตัวผู4เรียนโดยใช4โครงสร4างทางภาษาที่เรียนมา กิจกรรมปฏิสัมพันธ` เปbนต4นและ 3) ขั้นกิจกรรมเพื่อการสื่อสาร (Communicative Activities) ในขั้นนี้ผู4เรียนจะได4ฝBก การใช4ภาษาที่มี ลักษณะที่เสมือนจริง ผู4เรียนสามารถใช4ภาษาได4อยeางอิสระมากขึ้น เชeน กิจกรรม การ แก4ปnญหา การแสดงบทบาทสมมติ สถานการณ`จำลองเปbนต4น สอดคล4องกับ พรสวรรค` สีปìอ (2550) ได4กลeาวถึง ขั้นตอนการสอนพูดเพื่อการสื่อสารไว4ดังนี้1) ขั้นกeอนพูด เปbนขั้นเตรียมตัวผู4เรียนกeอนพูด อีกทั้งเปbน ขั้นการสร4างความสนใจของผู4เรียนอาจเปbนกิจกรรมการสอนศัพท` ฝBกการออกเสียง หรือ โครงสร4าง งeายๆที่จะนำไปสูeการสนทนารวมถึงการให4ความรู4ในด4านวัฒนธรรมและสังคมในการใช4 ภาษาแกeผู4เรียน 2) ขั้นฝBกพูดโดยกำหนดโครงสร4าง เปbนขั้นที่ให4ผู4เรียนได4ฝBกใช4โครงสร4างทางภาษา ตามที่ครูกำหนดผeาน กิจกรรมที่มีลักษณะที่เหมือนการสื่อสารจริงโดยครูผู4สอนอาจจะใช4กิจกรรมเติม ข4อมูลที่หายไป (information gap) หรือ กิจกรรมจิ๊กซอว` (Jigsaw) ซึ่งผู4เรียนจะต4องหาข4อมูลการ สนทนาของตนจาก คูeสนทนา และ 3) ขั้นการพูดโดยอิสระ ในขั้นตอนนี้ผู4เรียนจะได4ฝBกการใช4ภาษาใน การสื่อสารอยeาง แท4จริงซึ่งรวมถึงผู4เรียนได4ฝBกทักษะการวางแผน แก4ปnญหาและการทำงานรeวมกับ ผู4อื่นกิจกรรมใน ขั้นตอนนี้อาจจะเปbน บทบาทสมมติ(Role Play) หรือ การอภิปราย (Discussion) นอกจากนี้Byrne (1991) ได4กลeาวถึงขั้นตอนการพูดเพื่อการสื่อสารไว4ดังนี้ 1) ขั้นนำเสนอ (The presentation Stage) เปbนขั้นที่ผู4สอนนำเสนอเนื้อหาใหมeโดยเนื้อหาที่นำเสนอนั้นควรเปbนบท สนทนาที่ผู4สอนต4องการให4ผู4เรียนได4รับและนำไปใช4ในการสื่อสารขั้นตeอไปอาจใช4ระยะเวลาสั้น ๆ โดย
20 ครูผู4สอนเปbนผู4มีบทบาทสำคัญอยeางมากในการเปbนผู4ให4ความรู4ลักษณะในการจัดกิจกรรมมี2 แบบ คือ กิจกรรมกำหนด โครงสร4างแนeนอน (Structured Activities) กลeาวคือ เปbนกิจกรรมที่มีการเน4นการ สอนโครงสร4างทาง ไวยากรณ`ที่นักเรียนต4องพบเจอในเนื้อหาโดยในขั้นตอนนี้ผู4สอนจะต4องมีการวาง แนวการจัดกิจกรรมไว4 เปbนอยeางดี แม4วeากิจกรรมในลักษณะนี้จะไมeเปbนไปตามแนวการสอนภาษาเพื่อ การสื่อสารแตeในสeวน ของข4อดีคือผู4สอนสามารถอธิบายเนื้อหาได4อยeางคลอบคลุมในเวลาอันสั้น และ กิจกรรมอีกแบบหนึ่ง คือ กิจกรรมที่ไมeกำหนดโครงสร4างไมeแนeนอน (Unstructured Activities) คือ เปbนลักษณะกิจกรรมที่ ไมeได4มีการวางแผนหรือ กำหนดรูปแบบไว4ตายตัว เหมาะกับผู4เรียนที่มีพื้น ฐานความรู4ในตัวภาษามาก พอที่จะใช4ในการสื่อสารซึ่งเปbนหนึ่งในกิจกรรมที่ชeวยพัฒนาความสามารถ ในการใช4ภาษาเพื่อการ สื่อสารได4เปbนอยeางดีขั้นที่ 2) ขั้นการฝBกปฏิบัติ (The Practice Stage) เปbนขั้น ที่ผู4เรียนมีบทบาท อยeางมาก เพราะเปbนขั้นที่ผู4เรียนมีโอกาสในการฝBกพูดโดยใช4ความรู4ที่ได4มาจากขั้น นำเสนอเพื่อให4เกิด ความถูกต4องและคลeองแคลeว โดยมีครูผู4สอนเปbนผู4ตรวจสอบความถูกต4องในการ ฝBก และ ขั้นที่ 3) ขั้น ผลิตภาษา (The Production Stage) เปbนขั้นการใช4ภาษา ให4ผู4เรียนสามารถใช4 ภาษาได4จริงนอก ห4องเรียน เป¢ดโอกาสให4ผู4เรียนได4ฝBกใช4ภาษาที่ได4จากการเรียนรู4จากขั้นนำเสนอ และ ขั้นการฝBกปฏิบัติได4อยeางเต็มศักยภาพ โดยเน4นให4ผู4เรียนได4ใช4ภาษาได4อยeางคลeองแคลeวมากกวeาความ ถูกต4องทางกฎ ไวยากรณ`ทางภาษา อาจเปbนกิจกรรมที่ทำเปbนคูeหรือเปbนกลุeม ในขณะที่ครูผู4สอนมี บทบาทเปbน ผู4สนับสนุนและชeวยเหลือให4การทำกิจกรรมดำไปได4เปbนอยeางดี กลeาวโดยสรุป ขั้นตอนการพูดเพื่อการสื่อสารประกอบไปด4วย 3 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 กeอน พูด เปbนขั้นเตรียมความพร4อมสร4างความสนใจหรือขั้นแนะนำความรู4ทางภาษาใหมe ขั้นที่ 2 ขั้นฝBก ปฏิบัติ เปbนขั้นที่นักเรียนมีโอกาสได4ฝBกการใช4ภาษาที่เรียนมาผeานกิจกรรมที่ผู4สอนเปbนผู4กำหนด เพื่อให4เกิด ความถูกต4องคลeองแคลeวในการใช4ภาษา และขั้นที่ 3 ขั้นผลิตภาษาเปbนขั้นที่ผู4เรียนได4ฝBกใช4 ภาษาได4 อยeางเสรี มีลักษณะกิจกรรมที่เน4นไปในด4านการนำภาษามาใช4เพื่อการสื่อสาร 2.3.4 ระดับความสามารถในการสื่อสาร ในระดับประถมศึกษาการเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารเพื่อให4นักเรียนมีความรู4 ความสามารถและมีทักษะการใช4ภาษาเพื่อการสื่อสารได4ตามวัยและศักยภาพ ผู4สอนมีหน4าที่สeงเสริม ให4ผู4เรียนแสดงออกทางภาษาเพื่อพัฒนาทักษะการพูดและเพื่อสร4างเจตคติที่ดีให4เกิดทักษะการเรียนรู4 ได4มีนักวิชาการหลาย ๆ ทeานได4ระบุระดับความสามารถของการพูดเพื่อการสื่อสารของผู4เรียนตามองค` ความรู4ในด4านตeาง ดังนี้ ระดับความสามารถในเชิงความรู4 คือ การระบุความสามารถจากความรู4ด4านคำศัพท` หลักและ กฎเกณฑ`ไวยากรณ`หรือโครงสร4างทางภาษา คำศัพท`ทางภาษา ความรู4เกี่ยวกับหลักการ พูด ความสามารถในการใช4โครงสร4างทางภาษาสื่อความหมายในด4านการพูด นอกจากนี้ ผู4เรียน จะต4อง เรียนรู4คำศัพท`ที่จะใช4พูดการกระทำและความรู4สึกที่ต4องการแสดงออกหรือสิ่งที่ต4องการพูด
21 ความ ถูกต4องของการพูด หรือความเหมาะสมกับผู4พูดประโยคและรูปแบบการใช4ภาษา การใช4ภาษา มาตรฐาน ใช4ภาษาเพื่อพัฒนาทักษะในการจัดการและการแสดงความคิดเห็น (Canale, 1983; Canale & Swain, 1980; Richards, Platt, & Weber, 1985; Schickedanz & York, 1997) ระดับความสามารถในเชิงสังคม คือ การระบุความสามารถของผู4เรียนในการเลือกใช4 ภาษา คำ โครงสร4างของประโยค การเลือกให4ข4อมูลการสื่อสารได4เหมาะสมกับบริบททางสังคมและ กลุeม บุคคลที่ต4องการสื่อสาร การใช4หน4าที่ของภาษาที่หลากหลาย เชeน การขอร4อง, ขอโทษ, ขอบคุณ เปbน ต4น รวมไปถึงความรู4ในการใช4ภาษาและเข4าใจความแตกตeางของเนื้อหา เชeน การเลeาเรื่อง การ รายงาน การสัมภาษณ`และการสนทนา ความสามารถในการสื่อสารครูควรจะสอนภาษาอังกฤษใน ฐานะภาษาที่ สองวeา การเตรียมความพร4อมให4นักเรียนได4มีความรู4และทักษะการแสดงออกในด4าน การสื่อสารตาม บริบททางสังคมที่มีความหลากหลายเปbนสิ่งที่ผู4เรียนจำเปbนต4องรู4และเห็นความสำคัญ ของการใช4ภาษา เพื่อการสื่อสาร (Richards et al., 1985; Savignon, 2002) กลeาวโดยสรุป ระดับความสามารถในการสื่อสาร หมายถึง การระบุถึงความรู4ความสามารถ ใน เชิงการสื่อสาร และ สังคม กลeาวคือ ความรู4เกี่ยวกับการใช4ภาษาที่หลากหลายรวมถึงความสามารถ ใน การใช4ภาษาที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมและกลุeมคนที่ต4องการสื่อสาร ตลอดจนความรู4 ความสามารถในการสื่อสารตามหลักการของการพูดการแสดงออกที่เหมาะสมและกeอให4เกิดเจตคติที่ ดีตeอการเรียนรู4ภาษา 2.3.5 จุดมุ9งหมายของการสอนพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จุดมุeงหมายของการสอนพูดเพื่อการสื่อสารนี้มุeงให4ผู4เรียนสามารถใช4ภาษาเพื่อสื่อความหมาย ได4โดยเฉพาะอยeางยิ่ง การใช4ภาษาได4อยeางถูกต4องเหมาะสมกับสถานการณ`และสภาพสังคมซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ เพื่อผู4เรียนได4ฝBกกิจกรรมทั้งหมดผeานกิจกรรมการสื่อสารที่หลากหลาย เหมาะสมกับวัยและ ความสามารถของผู4เรียน ทั้งนี้จะเปbน 1) แรงจูงใจในการสื่อสารกับผู4อื่นเกิดความต4องการในการ สื่อสารซึ่งถ4ากิจกรรมการเรียนรู4ที่เกิดขึ้นในห4องเรียนเกี่ยวโยงไปถึงวัตถุประสงค`และความต4องการ ของผู4เรียนจะทำให4ผู4เรียนเกิดแรงจูงใจในการสื่อสารเปbนอยeางดีและเกิดการเรียนรู4อยeางเปbน ธรรมชาติ2) ผู4เรียนสามารถสร4างบริบทหรือเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเรียนรู4 กิจกรรมการสื่อสารเป¢ด โอกาสให4ผู4เรียน เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหวeางผู4เรียนกับผู4สอนและผู4เรียนด4วยกัน ซึ่งสัมพันธภาพ ดังกลeาวจะสร4าง บรรยากาศที่เอื้อตeอการการเรียนรู4ของแตeละบุคคลได4มากขึ้น นอกจากนี้ยังเปbน กิจกรรมการเรียนรู4ที่ มุeงเน4นในการใช4ภาษา ผู4เรียนมีโอกาสได4ทดลองใช4ความรู4ที่ได4จากการเรียน ภาษาในสถานการณ`จริง อีกทั้งเปbนการแสดงออกถึงความสามารถในการใช4ภาษาเพื่อการสื่อสาร ผู4เรียนได4พัฒนาทั้งในด4าน ความคลeองแคลeวและความถูกต4องทั้งนี้ผู4เรียนได4ฝBกยอมรับฟnงความ คิดเห็นของผู4อื่นมากไปกวeานั้นเปbน การเชื่อมโยงทักษะที่แตกตeางกัน เชeน ทักษะการพูด ทักษะการ
22 อeาน ทักษะการฟnงเข4าด4วยกัน ซึ่งเปbน ทักษะที่เกิดขึ้นในความเปbนจริง Littlewood (1981); Richards (2006) กลeาวถึงจุดมุeงหมายอื่น ๆ ที่ สำคัญในการสอนพูดเพื่อการสื่อสารในระดับ ประถมศึกษา ได4แกe การมุeงเน4นให4นักเรียนมีความรู4 พื้นฐาน กลeาวคือ ทักษะเบื้องต4นของการใช4 ภาษาในการติดตeอสื่อสารที่เน4นทักษะการฟnง-พูดอยeาง ได4ผลจริงจังซึ่งจำเปbนต4องมีแนวทางการเรียน การสอนที่มีมุeงเน4นให4นักเรียนได4ฝBกปฏิบัติด4วยตนเอง ซึ่ง ครูผู4สอนต4องจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให4นักเรียนได4ฝBกพูดและฟnงในกลุeมใหญeและกลุeมยeอยสeวน การสอนเชื่อมโยงไปสูeทักษะการอeานและ เขียนนั้นก็อาจจะมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ สัมพันธ`กับการพูดเพิ่มเติมที่เหมาะสม วัตถุประสงค`อีกประการหนึ่ง ได4แกeการให4ผู4เรียนมีความรู4ความ เข4าใจในหลักเกณฑ`ของภาษาเพื่อใช4 ในการสื่อสารให4เหมาะสมกับกาลเทศะ และสภาพการณ`โดยแนว ทางการสอนจะเน4นการใช4กิจกรรม บทบาทสมมติหรือสร4างสถานการณ`จำลอง ให4นักเรียนได4ฝBกปฏิบัติกิจกรรมทางภาษาและ วัตถุประสงค`ประการสุดท4ายเพื่อให4นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีและถูกต4องในการ เรียนภาษาตeางประเทศ เห็นความสำคัญและมีแนวคิดวeา ภาษาเปbนเครื่องมือในการสื่อความหมายเปbน วิธีทำความเข4าใจ ระหวeางคนที่แตกตeางกันทางเชื้อชาติและภาษา โดยแนวทางในการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษใน ระดับประถมศึกษาซึ่งเปbนอันดับแรกของการเรียนภาษาตeางประเทศ จึงต4องจัด กิจกรรมที่เหมาะสม กับวัย ให4นักเรียนเกิดการเรียนรู4 แสวงหาความรู4 สรุปด4วยตนเองหรือจากกลุeม ยeอยที่ไมeใชeการบังคับ ให4ต4องเรียนรู4 (กระทรวงศึกษาธิการ., 2546) จากประเด็นข4างต4นสรุปได4วeา จุดมุeงหมายของการสอนพูดเพื่อการสื่อสารคือการเรียนการ สอนที่มุeงเน4นพัฒนาความสามารถของผู4เรียนในการใช4ภาษา(Use) ในสถานการณ`ตeาง ๆ การให4 ผู4เรียน มีสeวนรeวมในการใช4ภาษาในการสื่อสารผeานกิจกรรมการสื่อสารที่เหมาะสมกับวัยเป¢ดโอกาส ให4ผู4เรียน ได4ใช4ภาษาในบริบทที่หลากหลายรวมถึงการยอมรับฟnงความคิดเห็นของผู4อื่นและการมีเจต คติที่ดีตeอการเรียนรู4ภาษาและถึงแม4การเรียนรู4ตามแนวการสอนเพื่อการสื่อสารจะให4ความสำคัญกับ ความ คลeองแคลeวในการใช4ภาษา (Fluency) แตeไมeละเลยเรื่องความถูกต4องของภาษา (Accuracy) การเรียน การสอนในลักษณะนี้จึงเน4นการทำกิจกรรมเพื่อฝBกการใช4ภาษาที่ใกล4เคียงกับสถานการณ` จริงให4มาก ที่สุด 2.3.6 ลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ลักษณะของกิจกรรมการเรียนสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หมายถึง การ เรียนการสอนที่ผeานกิจกรรมที่มีความจำเปbนที่จะต4องให4ผู4เรียนรู4วeากำลังทำอะไร เพื่ออะไร ผู4สอนต4อง บอกให4ผู4เรียนทราบถึงจุดมุeงหมายของการเรียนและการฝBกใช4ภาษา เพื่อให4การเรียนภาษาเปbนสิ่งที่มี ความหมายตeอผู4เรียน ให4ผู4เรียนรู4สึกวeาเมื่อเรียนแล4วสามารถทำบางสิ่งบางอยeางเพิ่มเติมได4นั่นคือ สามารถสื่อสารได4ตามที่ตนต4องการเชeน ทักษะการอeานเมื่อได4เรียนหรือฝBกไปแล4วผู4เรียนสามารถอeาน คำแนะนำวิธีใช4อุปกรณ`บางอยeางได4หรือในทักษะการพูดผู4เรียนสามารถถามทางไปสถานที่ที่ต4องการ
23 จะไปได4หรือสามารถนำภาษาไปใช4ในการสื่อสารแสดงถึงความต4องการอื่น ๆ ของตนได4 เปbนต4น การ ใช4ภาษาเพื่อการสื่อสารต4องใช4หลาย ๆ ทักษะรeวมกันไปผู4เรียนภาษาก็ควรจะได4ทำพฤติกรรม เชeนเดียวกับในชีวิตจริง การสอนในลักษณะบูรณาการจะทำให4ผู4เรียนมีความสามารถในการใช4ภาษา เพื่อการสื่อสารได4ดี ผู4เรียนควรได4ฝBกและใช4ภาษาในลักษณะของทักษะผสมผสานกันตั้งแตeเริ่มต4น นอกจากนี้เพื่อให4ผู4เรียนได4ทำกิจกรรมการใช4ภาษา กิจกรรมควรมีลักษณะที่เหมือนในชีวิตประจำวัน ให4มากที่สุดและสามารถนำไปใช4ได4จริงควรให4ผู4เรียนได4มีโอกาสเลือกใช4ข4อความที่เหมาะสมกับบทบาท และสถานการณ`ผู4เรียนต4องได4เรียนรู4ความหมายของสำนวนภาษาในรูปแบบตeาง ๆ ที่สามารถนำไปใช4 ในชีวิตประจำวันได4 ครูผู4สอนต4องให4ผู4เรียนมีการฝBกการใช4ภาษาให4มาก ๆ นอกจากกิจกรรมการใช4 ภาษาดังกลeาวแล4วผู4เรียนควรมีโอกาสได4ทำกิจกรรมในรูปแบบตeาง ๆ ให4มากที่สุดเทeาที่จะเปbนไปได4 เชeน กิจกรรมที่เปbนงานคูe งานกลุeม เกม การแก4ปnญหา การแสดงบทบาทสมมติเปbนต4น ลักษณะที่ สำคัญอีกประการหนึ่งคือผู4เรียนต4องไมeรู4สึกกลัววeาจะใช4ภาษาผิดทั้งนี้แนวการเรียนการสอนภาษาเพื่อ การสื่อสารควรให4ความสำคัญกับการใช4ภาษามากกวeารูปแบบวิธีการใช4ภาษาผู4สอนจึงไมeควรแก4ไข ข4อผิดพลาดของผู4เรียนทุกครั้งจนนักเรียนรู4สึกวeาเปbนการจับผิดควรจะแก4ไขเฉพาะเทeาที่จำเปbนและให4 การแก4ไขทันทีที่มีโอกาสเหมาะสม นั่นคือผู4สอนควรให4ความสำคัญในเรื่องความคลeองแคลeวในการใช4 ภาษา (Fluency) เปbนอันดับแรกภาษาที่ใช4อาจไมeถูกต4องนักแตeสื่อความหมายได4แตeอาจเพิ่มเติมใน เรื่องความถูกต4องได4ตามความเหมาะสมของกิจกรรม นอกจากนี้ยังเปbนการให4ความสำคัญกับการเรียน การสื่อสารผeานปฏิสัมพันธ`ทางภาษาที่ต4องการสื่อสาร (Target Language) เนื้อหาที่แท4จริงในการ เรียนรู4 (Real situation) เปbนการเตรียมโอกาสให4ผู4เรียนมุeงเน4นและตั้งใจ ไมeเพียงแตeรู4ภาษาแตeยัง เรียนรู4กระบวนการของภาษาอีกด4วย และยังให4ผู4เรียนใช4ประสบการณ`สeวนตัวในการเรียนรู4ใน ห4องเรียนเปbนสำคัญอีกทั้งยังกระตุ4นให4การเรียนรู4ภาษาในห4องเรียนเชื่อมโยงไปสูeการเรียนรู4นอก ห4องเรียน ลักษณะสำคัญประการสุดท4าย สภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในห4องเรียนในทุก ระดับ ในทุกวิชาต4องเปbนสถานที่ที่เต็มไปด4วยสิ่งแวดล4อมทางภาษาซึ่งนักเรียนจะได4มีโอกาสพูด อภิปราย อธิบายและที่สำคัญก็คือ ต4องสeงเสริมให4นักเรียนเกิดความอยากรู4อยากเห็นความสนใจในการ เรียนจะเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนรู4สึกปลอดภัยที่จะถามแสดงความคิดเห็นโต4แย4งได4ทักษะการพูดจะพัฒนา อยeางมีประสิทธิภาพได4ก็ตeอเมื่อได4มีการฝBกในปริมาณที่เพียงพอและการสeงเสริมที่ถูกทางโดยต4องมี พื้นฐานที่ดีจากทักษะการฟnงเปbนสำคัญ (Campbell & Wales, 1970; สุมิตรา อังวัฒนกุล, 2537) กลeาวโดยสรุป ลักษณะสำคัญของกิจกรรมการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นคือผู4เรียนต4องรู4 จุดมุeงหมายของการเรียน มุeงเน4นให4ผู4เรียนมีโอกาสใช4ภาษาในการสื่อสารให4มากที่สุดได4ฝBกการใช4 ภาษา อยeางอิสระในสถานการณ`ที่ใกล4เคียงความจริง มีโอกาสลองผิดลองถูกโดยมีครูผู4สอนเปbนผู4ให4 การ สนับสนุนการเรียนรู4และแก4ไขข4อผิดพลาดบ4าง แตeไมeใชeการจับผิดผู4เรียนในด4านกฎเกณฑ`
24 โครงสร4าง ทางภาษามากจนเกินไป ผู4เรียนควรได4รับการสeงเสริมและสนับสนุนการใช4ภาษาในแนวทาง ที่ถูกต4อง และเหมาะสม 2.3.7 กิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อการสื่อสารมีจุดมุeงหมายหลักเพื่อให4ผู4เรียนสามารถใช4ภาษา ใน สถานการณ`ตeาง ๆ ได4อยeางถูกต4องและเหมาะสมมีนักวิชาการหลายทeานได4ให4ตัวอยeางกิจกรรม เพื่อฝBก ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารไว4 Harmer (2007); Richards (2006) ซึ่งรวบรวม กิจกรรม ได4ดังนี้ กิจกรรมการเติมข4อมูลที่หายไป (Information gaps) เปbนกิจกรรมที่ผู4พูดสองคนตeางมีข4อมูล คนละสeวนกัน ซึ่งหากนำมารวมกันแล4วจะได4ข4อมูลที่สมบูรณ`ด4วยเหตุผลที่วeาตeางคนมีข4อมูลคนละสeวน กัน ดังนั้นจึงมี“ชeองวeาง”ระหวeางคนทั้งสอง กิจกรรมการเติมข4อมูลที่หายไปแบบหนึ่งที่นิยมกันมากก็ คือ การบรรยายและวาดภาพ (Describe and Draw) ในกิจกรรมนี้นักเรียนคนหนึ่งจะมีรูปซึ่งอีกฝ°าย ไมeเห็น นักเรียนอีกคน เปbนคนวาดภาพ โดยต4องไมeดูรูปแบบ โดยนักเรียนที่มีรูปจะเปbนผู4พูดวeาจะให4 วาดอยeางไร และบรรยายรูป และนักเรียนที่เปbนคนวาดจะใช4ทักษะการฟnงและพูดเพื่อถามคำถาม เพิ่มเติมในการวาดรูปได4สมบูรณ`มากที่สุด ครูผู4สอนสามารถให4นักเรียนสลับบทบาทหน4าที่ โดยฝ°ายที่ เคยบรรยายก็จะเปbนคนวาด และฝ°ายที่เคยวาดก็จะสลับมาเปbนผู4บรรยายแทน สeวนสำคัญที่เปbน ประโยชน`จากการทำกิจกรรมการวาดภาพ คือ ครูผู4สอนสามารถประเมินความเข4าใจของนักเรียนจาก รายละเอียดของงาน อีกทั้งเปbนกิจกรรมที่สร4างแรงจูงใจทางบวกสำหรับนักเรียนได4เปbนอยeางดี กิจกรรมบทบาทสมมติ (Role play) นักเรียนจะต4องสมมติตัวเองวeาอยูeในสถานการณ`ที่ แตกตeางกันไปและจะต4องแสดงให4สอดคล4องกับสถานการณ`นั้น ๆ และรวมถึงการสัมภาษณ`เกมการ สื่อสาร การแลกเปลี่ยนภาษา การสำรวจ (Survey) กิจกรรมเปbนคูe (Pair work) การเรียนรู4โดยการ สอนที่ผู4เรียนฝBกทำกิจกรรมทางภาษาเปbนคูe กิจกรรมจิ๊กซอว` (Jigsaw Activities) แบeงนักเรียนเปbนกลุeมแตeละกลุeมมีข4อมูลในสeวนของตน ที่ จำเปbนต4องเติมข4อมูลให4สมบูรณ`โดยทั้งชั้นเรียนจำเปbนต4องเติมสeวนของตนให4สมบูรณ`เพื่อนำไปรวม กับ สeวนทั้งหมดให4ครบถ4วนซึ่งผู4เรียนจำเปbนต4องใช4ไหวพริบและภาณในการใช4ภาษาในการสนทนาเพื่อ ทำ ให4การสนทนามีความหมายในการสื่อสารกิจกรรมการถeายโอนข4อมูล (Informationtransfer activities) ผู4เรียนถูกกำหนดให4นำเสนอข4อมูลอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งแตกตeางจากข4อมูลเดิมที่ ได4มา เชeน นักเรียนอาจจะอeานคำสั่ง โดยนักเรียนคนที่หนึ่งเปbนผู4ถeายโอนข4อมูลให4นักเรียนคนที่สอง และหลังจาก นั้นให4วาดแผนที่แสดงลำดับหรือนักเรียนอาจจะอeานข4อมูลเกี่ยวกับวิชาหรือหัวข4อใด หัวข4อหนึ่งหลัง จากนั้นให4นำเสนอในรูปแบบแผนภูมิ กิจกรรมการเติมเหตุผลลงในชeองวeาง (Reasoning - gap activities) เปbนกิจกรรมที่ให4 ผู4เรียน ได4ข4อมูลใหมeจากข4อมูลเดิมโดยผeานกระบวนการอ4างอิงการให4เหตุผลที่สมเหตุสมผล กิจกรรม
25 การทำภาระงานให4สำเร็จ (Task-completion activities) เชeน อักษรไขว4 เกม การ อeานแผนที่ และ งานอื่น ๆ ในห4องเรียนซึ่งมีจุดมุeงหมายในการใช4ภาษาในการทำงานให4ผลงานเกิด ความสำเร็จ กิจกรรมการแสดงความคิดเห็น (opinion–sharing activities) เปbนกิจกรรมที่นักเรียน ได4 เปรียบเทียบคุณคeา ความคิดเห็น หรือ ความเชื่อ จากข4อความข4างต4นกลeาวโดยสรุปได4วeา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อการ สื่อสาร เปbนการสอนที่มุeงเน4นให4นักเรียนมีความรู4และทักษะในการใช4ภาษาพูดเพื่อการ สื่อสาร (Communicative) การสื่อสารในสถานการณ`ตeาง ๆ ที่ใกล4เคียงความจริงให4มากที่สุด เน4น ทักษะสัมพันธ`และทักษะการใช4ภาษาผeานกิจกรรมที่มีความหลากหลายซึ่งเปìาหมายหลักของทุก กิจกรรมคือ ให4ผู4เรียนได4ใช4ภาษาอยeางแท4จริง 2.4 การประเมินทักษะการพูด การทดสอบทักษะการพูดจะเน4นการสื่อความหมายมากกวeาปฏิสัมพันธ`ทางสังคม ความหมาย ของสารของผู4พูดที่ทำให4ผู4ฟnงเข4าใจได4จึงเปbนสิ่งที่สำคัญที่สุดการปฏิสัมพันธ`จะมีเฉพาะ สeวนตอนเริ่มพูด ที่มีการละลายพฤติกรรม (ice breaking) และตอนลงท4ายที่ผู4พูดให4มีการซักถาม ความเห็นผู4ฟnงเปbน การสร4างสัมพันธภาพอันดีตeอกันการทดสอบการพูด ผู4เข4าสอบต4องรู4วัตถุประสงค` ของการพูดและ บทบาทของตนเองวeาพูดในฐานะใดหรือสวมบทบาทใดในการพูดและในการพูดนี้มี ผู4ฟnงรeวมอยูeด4วย หรือไมe ผู4ฟnงเปbนใคร มีความรู4ความเข4าใจในเรื่องผู4พูดจะพูดมากน4อยเพียงใด นอกจากนี้ผู4พูดต4องรู4วeาจะพูดในสถานการณ`ใดมีครูเปbนผู4ฟnงให4คะแนนมีเพื่อนรeวมชั้นเปbนกรรมการ ตัดสินหรือไมeมีสื่อโสตทัศน` ใดที่ใช4 เชeนมีภาพนิ่ง สไลด` วีดิทัศน` เทปบันทึกเสียงประกอบการพูด หรือไมe (อัจฉรา วงศ`โสธร, 2544) 2.4.1 วิธีทดสอบความสามารถในด้ำนการพูด การทดสอบทักษะการพูด ถือวeาเปbนทักษะที่ท4าทายทั้งการเตรียมการทดสอบ การดำ การ และการให4คะแนน ด4วยเหตุนี้คนสeวนใหญeจึงพบข4อจำกัดหลายประการในการวัดทักษะทางด4าน การ พูด อยeางไรก็ดีนักวิชาการหลายทeานได4เสนอวิธีการทดสอบความสามารถด4านการพูดหลาย รูปแบบดัง มีรายละเอียดดังนี้ ประเภทของการสอบพูด Thornberry (2011) ได4กลeาวถึงประเภทของการสอบพูด ดังนี้ 1. การสัมภาษณ`(interviews) การสัมภาษณ`ควรจัดขึ้นในห4องที่แยกออกจากห4องเรียน และเรียกผู4เรียนเข4าไปสัมภาษณ`ทีละ คน ระหวeางนั้นผู4สอนอาจมอบหมายผู4เรียนคนอื่นในห4องเรียนให4ทำภาระงานการเขียนหรืออeาน (โดย ให4 ภาระงานนั้นเปbนสeวนหนึ่งของการสอบ) การสัมภาษณ`นั้นคeอนข4างไมeเปbนปรนัยในแงeของรูปภาษา ที่ใช4 สนทนา จึงไมeใชeเรื่องแปลกหากผลการให4สัมภาษณ`ของผู4เรียนมีคุณภาพต่ำ ผู4สัมภาษณ`เปbนผู4 ประเมิน อาจจะยากที่ต4องรักษาความลื่นไหลในการสัมภาษณ`พร4อมกับประเมินความสามารถด4านการ
26 พูดของ ผู4ให4สัมภาษณ`ในชeวงเวลาเดียวกัน วิธีหลีกเลี่ยงปnญหาเหลeานี้ทำได4โดยพูดคุยกับผู4ให4สัมภาษณ` ด4วย บริบทที่เปbนกันเองในเบื้องต4นจะชeวยผeอนคลายบรรยากาศได4ใช4รูปภาพหรือการเลือกหัวข4อ สัมภาษณ`เพื่อเปbนขอบเขตในการสัมภาษณ`โดยเฉพาะควรมีการกำหนดเวลาหนึ่งหรือสองนาที เพื่อให4ผู4เรียนเตรียมตัวหากพบวeาหัวข4อนั้นยาก หากคำถามซ้ำกับผู4ให4สัมภาษณ`รายอื่นซึ่งอาจจะมีผล ตeอผู4ให4สัมภาษณ`เอง ควรมีบุคคลที่สามเปbนผู4รeวมประเมินเพื่อประกันความเที่ยงตรงของการประเมิน 2. การพูดสด (live monologues) ผู4เรียนจะได4เตรียมตัวและเลือกหัวข4อที่จะนำเสนอแบบสั้น ๆ ด4วยตนเองมากeอน การวัดผล และการประเมินความสามารถของผู4เรียนนั้นต4องเป¢ดกว4าง หากมีผู4เรียนคนอื่นรับบทบาทเปbนผู4ชม ควร ให4มีการถาม-ตอบด4วยซึ่งจะเปbนการพิสูจน`ความสามารถของผู4พูดในการโต4ตอบอยeางเปbน ธรรมชาติแตe การให4ผู4เรียนพูดหรือนำเสนอนั้นต4องเปbนการทดสอบที่มีเหตุมีผลและตอบสนองตeอ จุดประสงค`การ เรียนภาษาอังกฤษของผู4เรียน 3. บันทึกเสียงการพูด (recorded monologues) การบันทึกเสียงการพูดชeวยให4ผู4เรียนกดดันน4อยกวeาการพูดตeอหน4าสาธารณชน เปbนรูปแบบ การสอบที่ไมeเปbนทางการและไมeต4องฝBกฝนมากเทeาการพูดสด (Live monologues) ผู4เรียนมีโอกาสได4 บันทึกเสียงพูดของตนเกี่ยวกับหัวข4อที่ครูเลือกให4 หรือตนเลือกเอง เชeน หัวข4อกีฬาหรือกิจกรรมยาม วeางที่ชื่นชอบ ข4อดีของการสอบแบบนี้คือผู4เรียนจะได4สeงงานหลังจากที่ผู4สอนสอนเนื้อหานั้น ๆ จบ แล4ว และสามารถตรวจสอบผลลัพธ`ได4ด4วย ‘การตรวจสอบสามด4าน’ (triangulation) คือวิธีที่ผู4ตรวจ จะนำ คะแนนมาเปรียบเทียบกับคeามาตรฐาน 4. บทบาทสมมติ (role play) การเลeนบทบาทสมมติของนักเรียนในห4องเรียนสามารถ นำมาใช4ในการสอบได4‘บทบาท’ ซึ่งสามารถเลeนได4ทั้งผู4สอบหรือผู4เรียน แตeอิทธิพลของคูeสนทนาเปbน เรื่องที่ควบคุมยาก บทบาทสมมติ จึงไมeต4องใช4ทักษะการแสดงที่ซับซ4อนหรือจินตนาการที่มากมาย การ ใช4สถานการณ`ที่เกิดขึ้นจริงเปbน ในชีวิตประจำวันเปbนสิ่งที่ดีที่สุด เพราะผู4เรียนจะเกิดความเข4าใจงeาย หรืออาจรวมไปถึงการให4ข4อมูล ที่ยากขึ้น แตeผู4สอนควรให4ข4อมูลในการสอบแกeผู4เรียนด4วย 5. การทำงานรeวมกัน และการอภิปราย เปbนวิธีการที่คล4ายกับการเลeนบทบาทสมมติใช4ในกรณีที่ไมeต4องการการสมมติแตeต4องการลง มือทำด4วยตนเองหรือผู4เรียนเลือกสถานการณ`ที่ตอบสนองความคิดเห็นของตนเองตeอรูปแบบ (theme) ที่เกี่ยวข4องกับคำชี้แจง การแสดงบทบาทสมมตินั้นอาจมีการกระทบถึงผู4อื่นแตeอยeางน4อย ทักษะการโต4ตอบของผู4เรียนก็ใกล4เคียงกับภาษาที่ใช4จริงในชีวิตประจำวัน Luoma (2004) ได4กลeาวถึง การประเมินทักษะการพูดแบeงตามวิธีการวัดได4ดังนี้
27 1. การวัดทักษะการพูดทางตรง เชeน การอeานออกเสียงการพูดตามบทที่เตรียมตัวการ นำเสนองาน หรือการสัมภาษณ`ที่มีการเตรียมตัวและไมeได4เตรียมตัวมากeอน การสัมภาษณ`การ บรรยายสื่อ งานที่มีการปฏิสัมพันธ`หรือบทบาทสมมติ 2. การวัดทักษะการพูดทางอ4อม เปbนการใช4แบบฝBกคำถามแบบมีตัวเลือก เชeน การเติมบท สนทนา หรือ บทพูดตามสถานการณ` จากข4อความข4างต4น ในการวัดทักษะการพูดนั้นมีวิธีการวัดทางทางตรง และทางอ4อม ซึ่งมี ลักษณะกิจกรรมการวัดผลที่ตeางกันออกไป ซึ่งกeอนจะทำการวัดและประเมินผลทักษะการพูดผู4สอน ควรศึกษาและเลือกแนวทางการวัดที่เหมาะสมเพื่อให4ได4ผลที่แท4จริง ในงานวิจัยนี้ใช4วิธีการทดสอบ การพูดโดยใช4การแสดงบทบาทสมมติให4นักเรียนได4ใช4ภาษาในรูปแบบการแสดงเพื่อให4ผู4เรียนไมeรู4สึก กดดัน เมื่อต4องทำการสอบซึ่งการแสดงบทบาทสมมตินั้นเปbนกิจกรรมที่ผู4เรียนใช4ภาษาได4อยeางรู4สึก อิสระและเปbนไปในลักษณะสนทนามากกวeาการสอบโดยมุeงเน4นผลของการใช4ภาษาเพื่อการสื่อสาร 2.4.2 เกณฑfการประเมินความสามารถในด้ำนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ในทักษะทางภาษาไมeมีทักษะใดที่จะประเมินให4เที่ยงตรงแมeนย าได4ยากเทeาการประเมิน ความสามารถในการพูด ด4วยเหตุนี้เราจึงยืดเวลาการประเมินผลหรือการทดสอบไปไว4ลำดับสุดท4าย ของการทำกิจกรรม มากกวeานั้น ปnญหาอีกประการที่เกี่ยวโยงกับการประเมินผลทักษะการพูดในการ ทดสอบทางภาษา คือภาษาพูดมีความซับซ4อนซึ่งไมeเหมือนกับภาษาเขียน กลeาวคือผู4พูดต4องใช4 ความสามารถหลายอยeางในเวลาเดียวกันซึ่งความสามารถแตeละประการมักจะพัฒนาในระดับที่ แตกตeางกัน การวัดและประเมินทักษะการพูดจึงควรมีเกณฑ`ที่ชัดเจน ดังรายละเอียด เชeน Heaton (1990) ได4แบeงเกณฑ`การประเมินไว4แบบภาพรวมเปbน 5 ระดับดังนี้ ระดับ 5 พูดสนทนาได4คลeองมีความมั่นใจออกเสียงถูกต4องชัดเจน ระดับ 4 พูดสนทนาได4คลeองมีความมั่นใจออกเสียงคeอนข4างชัดเจน มีผิดบ4างเล็กน4อย ระดับ 3 พูดสนทนาได4คeอนข4างคลeองมีความมั่นใจ ออกเสียงไมeชัดเจนเปbนบางครั้ง ระดับ 2 พูดสนทนาได4บ4างเล็กน4อย ไมeคeอยมั่นใจ ออกเสียงผิดคeอนข4างมาก ระดับ 1 พูดสนทนาเกือบไมeได4ไมeมั่นใจ ออกเสียงสeวนมากไมeถูกต4อง พูดแล4วหยุดนาน Luoma (2004) ได4กลeาวถึงการประเมินทักษะการพูดไว4วeาควรประกอบด4วย 1) ความ ราบรื่น ความคลeองแคลeวในการพูด 2) ความถูกต4องในการพูดการออกเสียงที่ถูกต4องการเน4นคำ ถูกต4องตาม หลักการเน4นคำ ในระดับคำ ระดับประโยค และระดับข4อความ ความถูกต4องในการใช4 หลักไวยากรณ` 3) การออกเสียง การเน4นคำ ถูกต4องตามหลักการเน4นคำ 4) ความสามารถในการใช4 ภาษาได4ถูกต4อง ตามบริบท ความเหมาะสมของศัพท`และสำนวนที่ใช4 และปฏิสัมพันธ`ในการสeงสารที่ เปbนไปอยeาง สะดวกได4ผล
28 ตารางที่ 1 แสดงเกณฑ1การประเมินความสามารถในด;านการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ประเด็น การประเมิน ความหมายเกณฑ์การให้คะแนน คะแนน รวม 5 4 3 2 1 1. การออกเสียง (Pronunciation) การออกเสียงได้ เทียบเท่า ชาวต่างชาติที่ เป็น เจ้าของ ภาษา สามารถออกเสียง ได้ดีแต่ยังมีปัญหา ในการ ออกเสียงอยู่ บ้าง การออกเสียงมี ปัญหา อยู่บ้าง มักจะออก เสียงผิดทําให้ เกิดการ สับสน การออกเสียงมี ปัญหา มากซึ่ง ยากแก่การทํา ความเข้าใจ การออกเสียงมี ปัญหามากมาย จน ผู้ฟังไม่ สามารถ เข้าใจคําพูดได้เลย 2. ไวยากรณ์ (Grammar) มี ข้อบกพร่อง การ ใช้ ไวยากรณ์ เพียง เล็กน้อย มีข้อบกพร่องใน การ ใช้ไวยากรณ์ อยู่บ้าง แต่สื่อ ความหมายได้ มีการใช้ ไวยากรณ์ผิด อยู่บ่อยครั้ง ความหมายผิดไป บ้าง สามารถใช้ ไวยากรณ์ง่ายได้ แต่มีการ เรียง ลําดับ คําผิดบ่อย ไม่สามารถสื่อ ความหมายให้ ผู้ฟัง เข้าได้ เนื่องจากใช้ ไวยากรณ์ผิด มาก 3. คําศัพท์ (Vocabulary) มี ความสามารถ ใน การใช้ คําศัพท์ สํานวนได้ เทียบเท่า กับ เจ้าของภาษา ใช้คําศัพท์ที่ไม่ ถูกต้อง และไม่ เหมาะสมใน บางครั้ง ใช้คําศัพท์ผิด บ่อย ประโยคคําพูด ที่ใช้ใน การ สนทนาอยู่ใน วงจํากัด ใช้คําศัพท์ผิด และมีความรู้ ด้านคําศัพท์ จํากัด ไม่สามารถ สนทนา ได้ เนื่องจากขาด ความรู้ด้านคําศัพท์ 4. ความ คล่องแคล่วของ การใช้ภาษา (Fluency) สามารถพูดได้ อย่าง ต่อเนื่อง ไม่ติดขัด พูดชัดเจนทําให้ สื่อสารได้ คล่องแคล่ว เช่นเดียวกับ เจ้าของภาษา พูดมีความ คล่องแคล่วในการ พูด ดีแต่การพูด สะดุด ตะกุกตะกักบ้าง แต่ยัง สื่อสารได้ ความเร็วความ คล่อง ในการ พูดยังมีไม่ค่อย มากนักพูดเป็น คําๆ หยุดเป็นช่วงๆ ทําให้สื่อสาร ได้ไม่ชัดเจน พูดมีการหยุดเว้น ช่วง ในการพูดอยู่ เสมอ และหยุด คิดเป็น เวลานานบ้างพูด ได้บางคําแต่เป็น จํานวน คําที่ทํา ให้สื่อ ความหมายได้บ้าง มีการหยุดเว้น วรรค ในคําพูด นานมาก ไม่ สามารถสนทนา หรือพูดได้น้อย มาก ทําให้สื่อ ความหมาย ไม่ได้เลย
29 ประเด็น การประเมิน ความหมายเกณฑ์การให้คะแนน คะแนน รวม 5 4 3 2 1 5. ความถูกต้อง (Accuracy) ออกเสียงคําศัพท์และ ประโยคได้ถูกต้อง ตาม หลักการออก เสียงออกเสียง เน้นหนักในค ํา/ ประโยคอย่าง สมบูรณ์สื่อสาร ได้ถูกต้อง ออกเสียง คําศัพท์และ ประโยคได้ ถูกต้องตาม หลักการออก เสียงมีเสียง เน้นหนักใน คํา/ประโยค เป็นส่วนใหญ่ สื่อสารได้ ออกเสียง คําศัพท์และ ประโยคได้ ถูกต้องเป็นส่วน ใหญ่ขาด การ ออกเสียง เน้นหนักสื่อสาร ได้ ออกเสียงคํา/ ประโยคผิด หลักการ ออกเสียง ท ํ า ใ ห้ สื่อสารได้ บ้าง ออกเสียง คํา/ ประโยค ผิด หลักการ ออก เสียงทําให้ สื่อสารไม่ได้ เลย 6. ความเข้าใจ (Comprehension) ผู้พูดสามารถพูด ให้ ผู้ฟังเข้าใจได้ทั้งหมด โดยไม่มีปัญหาเลย ผู้พูดสามารถ พูดให้ผู้ฟัง เข้าใจได้ ครบถ้วนแต่ พูดซ้าบ้าง เป็น บางครั้ง ผู้พูดเข้าใจสิ่งที่ พูด แต่พูด ได้ ค่อนข้างช้า และ มีการพูด ซ้าๆ ผู้พูดมีความ ยากลําบาก ในการ คิด คําพูด จะ พูด ช้า พูด คําซ้าไปซ้า ผู้พูดไม่ สามารถ พูดเพื่อ สื่อ ความหมาย ให้เข้าใจ ได้เลย 7. การแสดง ท่าทาง/ นํ้าเสียงประกอบ การพูด (Gesture) แสดงท ่าทางและ พูด ด ้ ว ย น ํ ้ า เ สี ยง ไ ด้ เหมาะสมกับ บ ท สนทนาและมีท่าทาง ประกอบ อย่างเป็น ธรรมชาติ พูดได้ถูกต้อง เหมาะสมกับ บทสนทนาแต่ มีท่าทาง ประกอบแต ่ไม่ เป็นธรรมชาติ พ ู ด ด ้ ว ย น ํ ้ า เ สี ยง ไ ด้ เหมาะสมกับ บทสนทนา ได้ บ้างแต่ไม่มี ท ่าทางประกอบ ที ่เป็น ธรรมชาติ พูดด้วย นํ้าเสียงที ่ ไม่ เหมาะสม หรือ พูดได้ น้อยมาก พูดได้น้อย มาก หรือพูด ไ ม ่ ไ ด้ เลย ตารางที่ 1 แสดงเกณฑ`การประเมินความสามารถในด4านการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และความหมายเกณฑ`การให4คะแนนในแตeละด4านซึ่งประกอบไปด4วยการออกเสียง (Pronunciation) ไวยากรณ` (Grammar) คำศัพท` (Vocabulary) ความคลeองแคลeวของการใช4ภาษา (Fluency) ความ ถูกต4อง (Accuracy) ความเข4าใจ (Comprehension) และการแสดงทeาทาง/น้ำเสียงประกอบการ พูด (Gesture) โดยในแตeละด4านมีความหมายในการให4คะแนนที่ลงในรายละเอียดตeางกัน แตeในทุก เกณฑ` นั้นล4วนมุeงเน4นในการพูดเพื่อสื่อความหมายและสื่อสาร ซึ่งในการวัดและประเมินผล ความสามารถ เพื่อให4เกิดการวัดและประเมินผลที่แท4จริงและเกิดประโยชน`สูงสุดแกeผู4เรียน ในการ
30 พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนั้นอาจมีการปรับเปลี่ยนซึ่งอาจจะเลือกเกณฑ`ในบาง หัวข4อที่เหมาะสม เพื่อให4เหมาะสมกับสภาพและบริบทของผู4เรียน กลeาวโดยสรุปการวัดและการประเมินผลความสามารถในด4านการพูดวัดได4จากการที่นักเรียน มีความสามารถในการพูดเพื่อสื่อสาร ตลอดจนสามารถพูดให4ผู4อื่นเข4าใจในสถานการณ`ตeาง ๆ ได4ตลอดถึง การใช4น้ำเสียง ทeาทางในการสื่อสาร และความถูกต4องในการใช4ภาษาอีกด4วย ในงานวิจัยนี้ ได4ปรับเกณฑ`การประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจาก 7 ด4าน โดยศึกษาจากเครื่องมือและเกณฑ`การประเมินทักษะทางภาษา การวัดและประเมินผลทาง ภาษากลุeม สาระการเรียนรู4ภาษาตeางประเทศตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และ Cambridge English Assessing Speaking Performance (2011) ซึ่งประกอบไปด4วย ด4านการออก เสียง (Pronunciation) ด4านหลักไวยากรณ` (Grammar) ด4านคำศัพท`( Vocabulary) ความ คลeองแคลeว (Fluency) ความถูกต4อง (Accuracy) ความเข4าใจ (Comprehension) และ การแสดง ทeาทาง น้ำเสียงประกอบการพูด (Gesture) โดยได4เลือกพิจารณาการประเมินได4เปbน 3 ระดับคือ ความถูกต4อง (Accuracy) ความคลeองแคลeว (Fluency) และ การแสดงทeาทาง น้ำเสียงประกอบการ พูด (Gesture) ทั้งนี้เพื่อให4เหมาะสมกับนักเรียนกลุeมตัวอยeางระดับประถมศึกษาปgที่ 4 ซึ่งความรู4 พื้นฐานทางด4านหลัก กฎเกณฑ`ทางด4านภาษายังไมeมากพออีกทั้งในงานวิจัยนี้มีจุดมุeงหมายเพื่อให4 นักเรียนมีพัฒนาการใน ด4านความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารมากกวeาการเน4น ความถูกต4องในด4านหลัก กฎเกณฑ`ไวยากรณ`
31 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข,อง 2.5.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข,องกับการใช,กิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช4 บทบาทสมมติสามารถรวบรวมได4ดังตeอไปนี้ พิชญ`ภวิศ ภูมิมณี และ สมบูรณ` พินธุรักษ` (2553) ได4ศึกษาการพัฒนาความสามารถด4านการ พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปgที่ 3 โดยใช4บทบาทสมมติ โรงเรียนบ4านโคก ลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 2 ปgการศึกษา 2553 จำนวน 30 คน ผลการวิจัยปรากฏ วeา นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์จากการทำแบบทดสอบยeอยในการประเมินความสามารถด4านการพูดของ นักเรียนดีขึ้น และนักเรียนมีเจตคติที่ดีตeอการพูดภาษาอังกฤษโดยภาพรวมอยูeในระดับดีมาก และได4 ให4ข4อเสนอแนะไว4ในงานวิจัยวeา การจัดกลุeมนักเรียนควรจัดเปbนกลุeมแบบคละความสามารถ คือ เกeง ปานกลาง และอeอน เพื่อให4นักเรียนได4ชeวยเหลือกันและกัน นักเรียนที่อeอน จะได4พัฒนา ความสามารถ ตนเองตามศักยภาพ สeวนนักเรียนที่เกeงจะได4เพิ่มทักษะการอธิบายหรือการถeายทอด ความรู4ให4เพื่อนใน กลุeม นอกจากนี้ ครูผู4สอนจะต4องเตรียมแหลeงข4อมูลความรู4ให4แกeผู4เรียนทั้งใน รูปแบบของสื่อการเรียน การสอน และวัสดุอุปกรณ`ตeาง ๆ ที่จะใช4ประกอบกิจกรรมบทบาทสมมติที่ ผู4เรียนสามารถค4นคว4าได4 ตามต4องการ ปาริชาติ เตชะ (2553) ได4ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการฟnง และพูดภาษาอังกฤษของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปgที่ 5 โดยใช4บทบาทสมมติ โรงเรียนแมeมอกวิทยา อำเภอเถิน จังหวัด ลำปาง ผลการวิจัยพบวeาผลสัมฤทธิ์ทางการฟnงการพูดภาษาอังกฤษโดยใช4บทบาทสมมติของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปgที่ 5 ระหวeางเรียนทักษะการฟnงและการพูดมีคะแนนเฉลี่ยร4อยละ 86.95 และ 80.25 ตามลำดับ และจากการทดสอบโดยใช4แบบทดสอบคิดเปbนคะแนนเฉลี่ยร4อยละ 80.00 และ 80.25 ตามลำดับซึ่งสูงกวeาเกณฑ`ที่ตั้งไว4ร4อยละ 70.00 และได4ให4ข4อเสนอแนะในงานวิจัยครั้งนี้วeา ใน การจัดกิจกรรมบทบาทสมมติครูผู4สอนควรคำนึงถึงความเหมาะสมในเรื่องของเวลาเรียนการทำ กิจกรรมในแตeละเรื่องใช4เวลาเรียนไมeเทeากันขึ้นอยูeกับประโยคในหัวข4อสนทนาที่กำหนดไว4ในแตeละ บทเรียนและทักษะการฟnงพูดเปbนทักษะที่ต4องอาศัยเวลาในการทำความเข4าใจและฝBกฝนจึงจะเกิด ความคลeองแคลeวในการใช4ภาษาดังนั้นครูผู4สอนอาจเตรียมตัวนักเรียนลeวงหน4านอกเวลาเรียนและ นำมาเรียนในชั่วโมงจะทำให4การเรียนการสอนได4ผลมากยิ่งขึ้น ในระหวeางการจัดการเรียนการสอน ครูผู4สอนควรกระตุ4นให4นักเรียนใช4ภาษาอังกฤษให4มากที่สุด สร4างบรรยากาศในการเรียนโดยเน4นการ ลง มือปฏิบัติจริง ให4ความชeวยเหลือตามที่จำเปbน และพยายามสร4างความมั่นใจในการใช4ภาษาของ ผู4เรียน ไมeควรจับผิด ควรให4โอกาสผู4เรียนได4ฝBกฝนและแก4ไขข4อผิดพลาดด4วยตนเอง ควรเป¢ดโอกาส ให4ผู4เรียน ได4มีสeวนรeวมในการกำหนดสถานการณ`การใช4ภาษาที่คิดวeาอยากเรียน เปbนการกระตุ4น
32 ความสนใจใฝ°รู4ในการเรียนรู4ภาษาสร4างแรงจูงใจและความมั่นใจในการใช4ภาษาอังกฤษใน ชีวิตประจำวัน อรุโณทัย กิตติธีระวัฒน` (2551) ศึกษาเรื่อง การจัดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนา ทักษะ การพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปgที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ4านร4องเชียง แรง กิ่ง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช4ในการศึกษามีทั้งหมด 3 ชนิด คือ 1) แผนการเรียนรู4การจัดทำกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 2) แบบ ประเมินการพูดระหวeางเรียน และ 3) แบบวัดความรู4ความเข4าใจในการเลือกใช4ภาษาสื่อสารในบท สนทนา โดยใช4แบบวัดความรู4ความเข4าใจในการเลือกใช4ภาษาสื่อสารในบทสนทนาทดสอบกeอน เรียน หลังจากนั้นจึงดำการสอนทีละแผนควบคูeกับการใช4แบบประเมินการพูดระหวeางเรียนจนครบ ทั้ง 10 แผน และใช4แบบวัดความรู4ความเข4าใจในการเลือกใช4ภาษาสื่อสารในบทสนทนาทดสอบหลัง เรียน นำผลการประเมินการพูดระหวeางเรียน และผลการประเมินการวัดความรู4ความเข4าใจในการ เลือกใช4 ภาษาสื่อสารในบทสนทนามาวิเคราะห`ข4อมูลโดยการหาคeาเฉลี่ย คeาสeวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคeา ร4อยละ ผลการศึกษาพบวeา 1) แผนการจัดกิจกรรมโดยใช4บทบาทสมมติชeวยให4นักเรียน พัฒนาทักษะ การพูดภาษาอังกฤษดีขึ้น 2) ผลการประเมินการพูดระหวeางเรียนโดยเฉลี่ยนักเรียน ผeานเกณฑ`ระดับ 3 ขึ้นไปมากกวeาร4อยละ 60 และ 3) ผลการประเมินแบบวัดความรู4ความเข4าใจใน การเลือกใช4ภาษา สื่อสารในบทสนทนา หลังเรียนปรากฏวeานักเรียนได4คะแนนเฉลี่ยร4อยละ 76 กรรณิการ` กาญจันดา (2550) ได4ทำการศึกษา เรื่อง การใช4กิจกรรมบทบาทสมมติตามแนว การ สอนภาษาเพื่อการสื่อสารสeงเสริมความสามารถในการฟnง พูด ภาษาอังกฤษและแรงจูงใจ สำหรับ นักเรียนมัธยมศึกษาปgที่ 3 โรงเรียนพิงครัตน` อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหมe จำนวน 12 คน ซึ่งผลจาก การวิจัยพบวeานักเรียนมีความสามารถในการฟnงพูดภาษาอังกฤษผeานเกณฑ`ที่กำหนดไว4คือ ร4อยละ 60 และนักเรียนมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นหลังการเรียนโดยใช4กิจกรรมบทบาทสมมติตามแนวการสอนภาษา เพื่อ การสื่อสาร เกศสุดา ปงลังกา (2550) ศึกษาการใช4กิจกรรมบทบาทสมมติในการพัฒนาความสามารถ ทางด4านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปgที่ 5 โดยใช4กลุeมตัวอยeางเปbนนักเรียนชั้น มัธยมปgที่ 5 จำนวน 20 คน โรงเรียนวชิราธรรมโศกิต อำเภอบ4านแหลม จังหวัดเพชรบุรีโดยใช4 ระยะเวลาทดลอง 4 สัปดาห` ๆ ละ 16 ชั่วโมง โดยเครื่องมือที่ใช4ในการทดลองและเก็บข4อมูล คือ แผนการสอนที่เน4นกิจกรรมบทบาทสมมติ จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถด4าน การ พูดภาษาอังกฤษกeอนและหลังการทดลอง รวมถึงแบบประเมินความสามารถด4านการพูด ภาษาอังกฤษ ระหวeางการทดลอง สถิติที่ใช4ในการวิเคราะห`ข4อมูล คือ คeาเฉลี่ย คeาร4อยละ คeาเบี่ยงเบน มาตรฐานและ สถิติแบบไมeเปbนอิสระจากกัน (t-test dependent Samples) และโปรแกรม คอมพิวเตอร`ประมวลผล สำเร็จรูป ผลการวิจัยพบวeา ความสามารถในด4านการพูดภาษาอังกฤษเพื่อ
33 การสื่อสารโดยใช4กิจกรรม บทบาทสมมติของนักเรียนสูงกวeากeอนการทดลอง ผู4เรียนมีพัฒนาการด4าน การพูดภาษาอังกฤษอยeาง ตeอเนื่องและมีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น สอดคล4องกับ นุชจรี ภูeเงิน (2556) ได4ทำการศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษ โดยใช4บทบาทสมมติของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปgที่ 3 สาขางาน คอมพิวเตอร`ธุรกิจ โรงเรียนกรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย ปgการศึกษา 2555 จำนวน 22 คนโดยสุeมกลุeม ตัวอยeางสุeมอยeางงeาย โดยใช4เครื่องมือที่ใช4เก็บข4อมูลดังนี้1) แบบทดสอบวัดทักษะการพูด 2) แบบ บันทึกพฤติกรรมการพูดของนักเรียนในการรวบรวมข4อมูลมีขั้นตอนดังนี้ 1) ทดสอบความสามารถด4าน การพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนกeอนการทดลอง 2) ครูสอนตามแผนการจัดการเรียนรู4โดยใช4กิจกรรม บทบาทสมมติผู4วิจัยทำการสอน 3) สังเกตพฤติกรรมการพูดของนักเรียนโดยใช4แบบสังเกตพฤติกรรม ด4านการพูด 4) ทดสอบความสามารถด4านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังทดลองโดยใช4 แบบทดสอบวัดความสามารถด4านการพูดภาษาอังกฤษชุดเดียวกันกับกeอนการทดลอง ผลการวิจัย พบวeาคะแนนการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนกeอนการสอนโดยใช4บทบาทสมมติสอบได41-2 คะแนน มีคeาเฉลี่ยเปbน 1.47 คะแนน สeวนการพูดภาษาอังกฤษ หลังการใช4บทบาทสมมติสอบได43-8 คะแนน มี คeาเฉลี่ยเปbน 4.47 คะแนน และเมื่อพิจารณาคะแนนพัฒนาการ พบวeา นักเรียนกลุeมตัวอยeางทุกคนมี พัฒนาการที่ดีขึ้น คือได4ร4อยละ 16.57-75.00 คeาเฉลี่ยเปbนร4อยละ 34.89 และพฤติกรรมของนักเรียน จะเกิดทักษะในการสนทนาภาษาอังกฤษ นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ได4อยeาง ถูกต4องและทำให4มีความเชื่อมั่นในการอeานออกเสียง อีกทั้งยังชeวยให4นักเรียนเกิดความเข4าใจในการ เรียนมากยิ่งขึ้น 2.5.2 วิจัยในต9างประเทศที่เกี่ยวข,องกับการใช,กิจกรรมบทบาทสมมติ Sunardi (2013) นักศึกษามหาวิทยาลัย Tanjungpura Indonesia ทำการวิจัยเรื่องการสอน เพื่อ พัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษโดยใช4บทบาทสมมติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปg ที่4 ซึ่งเปbนนักเรียนใน SMA NEGERI 1 PESAGUANKETAPANG Indonesia โดยทำการทดสอบกeอน เรียน และหลังจากใช4บทบทบาทสมมติในการสอน หลังจากนั้นทำการทดสอบหลังเรียนพบวeามี คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกวeากeอนเรียน คิดเปbนร4อยละ 11.47 ซึ่งสามารถสรุปได4วeาการสอนโดยใช4 บทบาทสมมติสามารถพัฒนาความสามารถในการพูดของนักเรียนได4 Erasma, Gatot Sutapa, and Salam. (2012) ทำการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อศึกษาการพัฒนา ความสามารถในการพูดของนักเรียนโดยใช4เทคนิคบทบาทสมมติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปgที่ 1 สำหรับนักเรียนสายวิทยาศาสตร` และคณิตศาสตร` (SMP) Negeri 3 Meliau Indonesia ซึ่ง นักเรียน กลุeมตัวอยeางในการวิจัยครั้งนี้มีจำนวน 38 คน วิธีการวิจัยเปbนแบบวิจัยในชั้นเรียน ในการ เก็บข4อมูล ผู4วิจัยใช4การวัดผลประเมินผลโดยใช4แบบบันทึกภาคสนามและแบบสังเกต และ ผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียนของนักเรียน ซึ่งผลการวิจัยพบวeา ความสามารถในการพูดของนักเรียนเพิ่มขึ้นภายหลัง
34 จากการ ใช4บทบาทสมมติในการเรียนการสอน โดยอ4างจากผลการวิเคราะห`ข4อมูลคeาเฉลี่ยจากการ ทดสอบกeอน เรียนและหลังเรียน กลeาวคือผลการทดสอบกeอนเรียนร4อยละ 57.24 และผลทดสอบหลัง เรียนร4อยละ 66.18 ซึ่งมีคุณภาพในเกณฑ`ดีซึ่งหมายความวeาการใช4เทคนิคบทบาทสมมติในการสอน สามารถพัฒนา ความสามารถของนักเรียนได4ดีขึ้น Sumpana (2010) ทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะการพูดของนักเรียนโดยใช4 บทบาทสมมติในการเรียนการสอนในห4องเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปgที่ 5 ในหลักสูตร Immersion Program 1 of the Sate Senior High School Of Karangpandan, Indonesia โดย มีจุดประสงค`คือเพื่อพัฒนาทักษะการพูดของนักเรียนและเพื่อศึกษาตรวจสอบหาประสิทธิภาพของ เทคนิคการสอนแบบบทบาทสมมติและเพื่อหาจุดแข็งและจุดอeอนของการสอนแบบบทบาท สมมติ ปnญหาในการวิจัยคือความสามารถในการพูดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปgที่ 5 ขั้นตอนการ วิจัย ประกอบด4วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการตรวจสอบผล โดยการเก็บรวบรวม ข4อมูล ใช4เทคนิคการสังเกต และไมeสังเกตซึ่งเทคนิคที่ไมeใชeการสังเกตคือการใช4แบบสอบถาม และ การ สัมภาษณ`สeวนเทคนิคการสังเกตใช4บันทึกภาคสนามและแบบฟอร`มการสังเกตเปbนการเก็บข4อมูล มี การประเมินผeานการทดสอบกeอนเรียน และทดสอบหลังเรียนเพื่อเปรียบเทียบวeาบทบาทสมมติ สามารถพัฒนาทักษะการพูดของนักเรียนได4ดีเพียงไรซึ่งผลการวิจัยพบวeา บทบาทสมมติสามารถ พัฒนาความสามารถในการพูดของนักเรียนได4ดีและเปbนเทคนิคการสอนที่มีประสิทธิภาพสำหรับการ เรียนรู4และมีจุดแข็งมากกวeาจุดอeอน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบวeานักเรียนสามารถพูดได4ดีขึ้นและ พัฒนาคำศัพท`และโครงสร4างหลักไวยากรณ`ได4ดีขึ้นอีกด4วย การใช4บทบาทสมติในการเรียนการสอน ทักษะการพูดภาษาอังกฤษในห4องเรียน ทำให4ผู4เรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนและพูดภาษาอังกฤษ มาก ขึ้นซึ่งจากการเปรียบเทียบผลตeางคะแนนการทดสอบกeอนเรียน คือร4อยละ 59 และหลังเรียนโดย ใช4บทบาทสมมติร4อยละ 71 Islam P. & Islam T. (2012) ทำการศึกษาผลของการใช4บทบาทสมมติเพื่อกระตุ4นทักษะ การ พูดสำหรับนักเรียนในห4องเรียนที่มีขนาดใหญeเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษสำหรับ นักเรียนบัง คลาเทศ 120 คนที่ศึกษาในสาขาภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยสแตมฟอร`ด ประเทศบัง คลาเทศ ระยะเวลาจาก มกราคม ถึง เมษายน 2012 ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ การรวบรวมข4อมูล ใช4 แบบสอบถาม การสัมภาษณ`เปbนกลุeม การสังเกตในห4องเรียน และผลการประเมินพฤติกรรมใน ห4องเรียนซึ่งผลการประเมินพฤติกรรมในห4องเรียนนำเสนอในรูปแบบกราฟซึ่งผลของการพัฒนาทักษะ การพูดที่เรียนรู4ผeานบทบาทสมมติพัฒนาการที่ดีขึ้นและมีทัศนคติที่ดีตeอการพัฒนาทักษะการพูด ซึ่ง อ4างอิงจากผลแบบสอบถามของนักเรียนซึ่งผลปรากฏวeาบทบาทสมมติชeวยกระตุ4นความคิดสร4างสรรค` และความสามารถในการคิดวิเคราะห`ของนักเรียนได4เปbนอยeางดี นอกจากกระตุ4นให4นักเรียนมีแรงจูงใจ ในการพูดแล4วนักเรียนยังมีความมั่นใจในการพูดและสื่อสารได4อยeางถูกต4องคลeองแคลeวมากขึ้น ผลการ
35 สัมภาษณ`เปbนกลุeม แสดงให4เห็นถึงข4อดีและข4อจำกัดของพฤติกรรมของนักเรียนในขณะทำบทบาท สมมติเปbนกลุeมในขณะที่อยูeในชั้นเรียน แบบสังเกตในห4องเรียนทำให4ครูรู4ถึงความสามารถทางการพูด ของนักเรียนในสถานการณ`ตeาง ๆ และประเมินความคลeองแคลeว ความถูกต4องในการใช4ภาษาได4อีก ด4วย นอกจากนี้ครูผู4สอนยังสามารถบันทึกพัฒนาการของนักเรียนในการประเมินพัฒนาการทักษะการ พูดและสามารถสรุปผลของการใช4บทบาทสมมติในห4องเรียนที่มีขนาดใหญeอีกด4วย ซึ่งผลของการวิจัย พบวeา นักเรียนมีความกระตือรือร4นในการแสดงบทบาทสมมติซึ่งมีความแตกตeางกับการทำกิจกรรม อื่น ๆ ที่ทำในห4องเรียนซึ่งภายหลังจากการใช4บทบาทสมมตินักเรียนมีพัฒนาการด4านความสามารถใน การพูดมากขึ้น มีความมั่นใจในการใช4ภาษาในสถานการณ`จริงในชีวิตได4 มีการแบeงปnนความรู4สึกที่ซeอน อยูeภายในได4 และแสดงออกอยeางอิสระในห4องเรียนที่มีขนาดใหญe กิจกรรมบทบาทสมมติเปbนเทคนิคที ดีในการที่จะใช4สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในจำนวนที่จำกัด นักเรียนได4รับผลตอบรับที่สามารถ นำไปพัฒนาในคราวตeอไปได4ซึ่งผลตอบรับของนักเรียนอยูeในรูปแบบวิดีโอทำให4ผู4เรียนเห็นจุดอeอนและ จุดแข็งของตนได4 อยeางไรก็ตามแม4วeาบทบาบาทสมมติจะเปbนเทคนิคที่มีผลทางบวกตeอการพัฒนา ทักษะการพูดก็ตาม แตeยังมีข4อเสนอแนะเพื่อให4การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ เนื่องจากบางครั้ง นักเรียนลืมบทสนทนาซึ่งอาจจะทำให4การดำกิจกรรมติดขัดขัดซึ่งครูผู4สอนควรจะคำนึงถึงประเด็น นี้ อีกด4วย และครูผู4สอนควรจะให4แบบบันทึกผลตอบรับแบบที่เตรียมและเปbนรูปแบบการเขียน Lajooee and Barimani (2013) ทำการศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการเรียน คำศัพท`โดยใช4บทบาทสมมติและการทeองจำของผู4เรียนที่เปbนเพศหญิงที่อยูeในระดับการเรียนรู4มากกวeา ระดับกลางที่เรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาตeางประเทศสำหรับผู4เรียนชาวอิหรeาน 75 คน โดยใช4 การเลือกกลุeมตัวตัวอยeางจากผู4เรียนที่เรียนภาษาอังกฤษในทุก ๆ สถาบันในอิหรeาน โดยแบeงผู4เรียน เปbน 2 กลุeม คือกลุeมทดลองและกลุeมควบคุม ซึ่งกลุeมทดลองมีจำนวน 37 คน และกลุeมควบคุม จากนั้น ได4ทำการทดสอบกeอนเรียนเปรียบเทียบกัน ซึ่งกลุeมควบคุมได4เรียนรู4คำศัพท`ผeานวิธีการทeองจำ โดยใน ขณะเดียวกันกลุeมทดลองได4เรียนรู4คำศัพท`ผeานการเรียนรู4โดยใช4บทบาทสมมติ ผลการวิจัยพบวeาผล คะแนนการทดสอบหลังเรียนของกลุeมทดลองซึ่งเปbนผู4เรียนที่เรียนรู4คำศัพท`โดยการใช4บทบาทสมมติมี คะแนนสูงกวeากลุeมควบคุมซึ่งเรียนรู4โดยการทeองจำ ซึ่งสรุปได4วeาการเทคนิคเรียนรู4แบบบทบาทสมมติ สามารถพัฒนาการเรียนรู4คำศัพท`ได4เปbนอยeางดี
36 บทที่3 ระเบียบวิธีวิจัย เรื่องการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียน เข้าพัก (Check-in) เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้เป็นการศึกษาโดยการใช้ระเบียบวิธีวิจัย ผู้วิจัยได้ กําหนดวิธีการดําเนินการวิจัยตามลําดับ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 3.1 รูปแบบการวิจัย 3.2 ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ 3.3 เครื่องมือการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 รูปแบบงานวิจัย การประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้า พัก (Check-in) เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ผู้วิจัยได้ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการใช้บททดสอบก่อนหลังการใช้สื่อการสอน และแบบประเมิน ประสิทธิภาพสื่อการสอน 3.2 ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ การประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้า พัก (Check-in) ผู้วิจัย กําหนดเลือกประชากรในการศึกษานักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม ปี การศึกษา 2565 จํานวน 14 คน 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้ 3.3.1. แบบทดก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับ และลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมสื่อการสอนจึงจําเป็นที่จะต้อง เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ 3.3.2 แบบประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ทําการประเมิน
37 ส่วนที่ 2 ประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงาน ต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) ส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยมีการใช้บททดสอบก่อน และหลัง การใช้นวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) เพื่อนําผลสัมฤทธิ์มาศึกษาเปรียบเทียบ ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของนวัตกรรมสื่อการเรียนการ สอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและ ลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) และใช้การแบบประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน นําผลที่ ได้รับไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาดําเนินการเก็บข้อมูลตามขั้นตอน ดังนี้ 1. การรวบรวมข้อมูลจากการทําแบบทดก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมสื่อ การสอนจึงจําเป็นที่จะต้องเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ 2. ทําการวิเคราะห์ข้อมูลจากการรวบรวมข้อมูลจากแบบประเมินประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อ การเรียนการสอน เพื่อนําผลที่ได้รับไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู4วิจัยได4วิเคราะห`ข4อมูลตeางๆ โดยใช4คeาสถิติ ดังนี้ 1. การวิเคราะห`ข4อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช4ข4อมูลที่เก็บรวบรวมจากการสังเกตพฤติกรรมการ เรียนของนักเรียนโดยใช4แบบฝBกหัดและจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร` เรื่อง อัตราสeวน ตรีโกณมิติ หลังการจัดการเรียนการสอนแบบรeวมมือโดยใช4เทคนิค STAD นำมาสรุปผลเปbนความเรียง เพื่อให4เห็นผลปฏิบัติ 1) หาคeาคะแนนเฉลี่ย ใช4สูตร เมื่อ = คeาเฉลี่ยเลขคณิต = ผลรวมของคะแนนทั้งหมด = จำนวนนักเรียนในกลุeม x x n = å x åx n
38 2) หาคeาสeวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช4สูตร เมื่อ = สeวนเบี่ยงเบนของคะแนน = ผลรวมของคะแนนทั้งหมด = ผลรวมของคะแนนกำลังสอง = จำนวนนักเรียนในกลุeม 3) หาความแตกตeางของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวeางกeอนเรียนและหลังเรียน โดยใช4 สถิติทดสอบคeาที (t-test) แบบกลุeมตัวอยeางไมeเปbนอิสระจากกัน (Dependent Samples) ใช4สูตร เมื่อ = คeาสถิติที่ใช4เปรียบเทียบกับคeาวิกฤตเพื่อทราบความมี นัยสำคัญ = คeาผลตeางระหวeางคูeคะแนน = จำนวนกลุeมตัวอยeางหรือจำนวนคูeคะแนน = ผลรวมของความแตกตeางจากการเปรียบเทียบเปbน รายบุคคลระหวeางคะแนนที่ได4รับจากการทดสอบกeอน เรียนกับคะแนนทดสอบหลังเรียน ( ) ( ) 2 2 nx x s nn 1 - = - å å s åx 2 åx n ( ) ( ) 2 2 D t ND D N 1 = - - å å å t D N å D
39 บทที่4 ผลการวิจัย การนําเสนอผลการวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับ งานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) เพื่อพัฒนา ทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 ปีผู้วิจัยได้นําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการวิเคราะห์ ข้อมูลตามลําดับ ดังนี้ 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 4.2 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้ เนื้อหา 1 เรื่อง คือ 1. งานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) 4.3 การวิเคราะห์แบบประเมินคุณภาพของเครื่องมือวิจัย โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม จํานวน 14 คน 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล แทน ค่าคะแนนเฉลี่ย N แทน จํานวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง T แทน การทดสอบที(t-test) 4.2 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม โดย แสดงค่าเฉลี่ยคะแนนที่ได้จากการทําแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนชั้นปวช.3 แผนก วิชาการโรงแรม ทั้งก่อน และหลังเรียน และแสดงค่าผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียนในการทําแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ตามลําดับรายละเอียดดังตารางต่อไปนี้ X
40 ตารางที่1 แสดงค่าเฉลี่ยคะแนนที่ได้จากการทําแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม ทั้งก่อน และหลังเรียน คนที่ ก่อนเรียน (10 คะแนน) หลังเรียน (10 คะแนน) 1 3 5 2 4 6 3 5 8 4 5 8 5 7 10 6 6 7 7 3 8 8 2 3 9 6 6 10 3 6 11 8 10 12 5 8 13 2 2 14 5 9 รวม 64 96 4.57 6.86 X
41 ตารางที่2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในการทําแบบทดสอบก่อนและหลัง เรียน การทดสอบ คะแนนเต็ม T ก่อนเรียน 10 4.57 5.95 หลังเรียน 10 6.86 4.3 การวิเคราะห์แบบประเมินคุณภาพของเครื่องมือวิจัย โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม จํานวน 14 คน ตารางที่3 ข้อมูลพื้นฐานของผู้ให้ข้อมูล กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นปวช.2 แผนกวิชาการโรงแรม จํานวน 17 คน ส่วนที่1 ข้อมูลพื้นฐานของผู้ให้ข้อมูล เลขที่ ชื่อ-นามสกุล 1 นางสาวกัญญศิริรอดอิ่ม 2 นางสาวกาญจนา จันอุดม 3 นางสาวเกศวรินทร`กันธิมา 4 นางสาวขวัญใจ จีนโต 5 นางสาวญานิกา ทองรeอน 6 นางสาวดุจดาว แววเขียว 7 นางสาวนภาพร ดอนไพรเณร 8 นายป¢ยะพงษ`พอดี 9 นางสาวรัตนาวดีเรือนแพ 10 นางสาววรรษมน อาสมาน 11 นางสาวศิริวรรณ อeวมทับ 12 นางสาวอาริยา ไพรeพล 13 นางสาวกัญญารัตน`สอนแหวน 14 นางสาวสุติตา ลาตรินทร` X
42 ส่วนที่2 แบบประเมินคุณภาพวิจัยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษา สําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) เพื่อพัฒนา ทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 วิเคราะห์ข้อมูล จากแบบสอบถาม เพื่อหาค่าคะแนนรวม หรือ การหาค่าเฉลี่ย คุณภาพวิจัย การประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) นําแบบสอบถามที่ลงรหัสแล้วให้คะแนนแต่ละข้อ จําแนกรายข้อใน แบบสอบถามระดับ ดังนี้ ระดับมากที่สุด ให้มีค่าคะแนนเป็น 5 ระดับมาก ให้มีค่าคะแนนเป็น 4 ระดับปานกลาง ให้มีค่าคะแนนเป็น 3 ระดับน้อย ให้มีค่าคะแนนเป็น 2 ระดับน้อยที่สุด ให้มีค่าคะแนนเป็น 1 นําแบบสอบถามที่ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วไปประมวลข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สําเร็จรูป พร้อม กําหนดเกณฑ์การให้ค่าเฉลี่ย ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง ระดับคุณภาพในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง ระดับคุณภาพในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง ระดับคุณภาพในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง ระดับคุณภาพในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง ระดับคุณภาพในระดับน้อยที่สุด ตารางที่4 ค่าเฉลี่ย( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของผลการประเมินคุณภาพวิจัยการ ประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Checkin) เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นปวช.2 แผนกวิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 X
43 Statistics 1. รูปแบบของ สื่อมีความ เหมาะสม 2. สื่อมีการใช้ งานง่าย 3. สื่อสามารถ พัฒนาทักษะ การใช้ภาษาได้ 4. สามารถ นําไปใช้จริงได้ 5. พัฒนาด้าน การออกเสียง ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ผลรวมความ พึงพอใจด้าน ด้านคุณภาพ N Valid 14 14 14 14 14 14 Missing 11 11 11 11 11 11 Mean 4.64 4.71 4.29 4.07 4.14 4.37 Std. Deviation .497 .469 .611 .730 .770 .383 Sum 65 66 60 57 58 61 Perce ntiles 25 4.00 4.00 4.00 3.75 3.75 4.00 50 4.00 4.00 4.00 4.00 4.00 4.30 75 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 4.65 จากตารางที่ 6 แสดงให้เห็นว่าผลการประเมินคุณภาพวิจัยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการ สอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) เพื่อพัฒนาทักษะการ เรียนรู้ของนักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 ภาพรวมอยู่ในระดับมากมี ค่าเฉลี่ย 4.37 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ 3 อันดับแรกที ่มีผลการประเมินสูงที่สุด ได้แก่ ประเมิน คุณภาพวิจัยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียน เข้าพัก (Check-in) คือ สื่อมีการใช้งานง่าย อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.71 รองลงมาคือ รูปแบบของสื่อมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.64 ลําดับที่สามได้แก่ สื่อสามารถ พัฒนาทักษะการใช้ภาษาได้อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.29 ลําดับที่สี่ได้แก่ พัฒนาด้านการออกเสียง ภาษาอังกฤษและภาษาจีน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.14 และลําดับสุดท้ายได้แก่สามารถนําไปใช้ จริงได้อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.07
44 ส่วนที่3 ข้อเสนอแนะเพื่อนําไปพัฒนาสื่อการเรียนรู้“ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับ และลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) " เนื่องจากเป็นการทํากิจกรรมนอกห้องเรียนจึงมีเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง การ พูดคุยและระเบียบในการทํากิจกรรมที่ควรจะจัดให้เป็นระบบ สรุป ผลการประเมินคุณภาพวิจัยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษา สําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) เพื่อ พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ปวช.2 แผนกวิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 อยู่ในระดับคุณภาพที่ มาก ( =4.37, SD. =0.383) มีข้อเสนอแนะที่ต้องนําไป พัฒนาในการประยุกต์ใช้สื่อการเรียนรู้ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงาน ต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) คือ เนื่องจากการบีบเค้กมีรูปแบบที่หลากหลายมาก จึงทํา ให้ไม่สามารถฝึกได้ทุกรูปแบบ กิจกรรมจึงควรจัดให้มีหลายครั้งมากขึ้นจึงอยู่ในระดับคุณภาพที่น่าพึง พอใจ X
45 บทที่5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยการศึกษาการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียน เข้าพัก (Check-in) และเพื่อหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรม สื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงาน ต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการศึกษาผลสําฤทธิ์เพื่อ เปรียบเทียบผลก่อน และหลังของการใช้นวัตกรรมสื่อการสอนชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและ ลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) และการประเมินคุณภาพของการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) โดยมีการสรุปผลการวิจัย ออกมาได้ดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 การอภิปลายผลการวิจัย 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.1.1. ตามวัตถุประสงค์ข้อที่1 เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการ สอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) จากการวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในการ ทํา แบบทดสอบก่อน และหลังเรียน ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง งานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) โดยการการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและ ลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการทดสอบก่อนเรียน และหลัง เรียนโดยใช้สื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) ในงาน ต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) ที่มีความแตกต่างกัน เท่ากับ 2.28 คะแนน ก่อนเรียน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 คะแนน และค่าเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 6.86 คะแนน แสดงให้เห็นว่านวัตกรรม สื่อการสอน ชุดฝึก 3 ภาษาสําหรับงานต้อนรับและลงทะเบียนเข้าพัก (Check-in) สามารถใช้ในการ พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นปวช.3 แผนกวิชาการโรงแรม ปีการศึกษา 2565 ได้จริง