โครงการอำเภอบำบัดทุกขบำรุงสุข แบบบูรณาการอยางยั่งยืน
คำนำ กระทรวงมหาดไทยได้รับการสถาปนาขึ้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี พ.ศ. 2435 เป็นกระทรวงที่เก่าแก่ อยู่คู่กับประเทศชาติมาอย่างยาวนานถึง 130 ปีเป็นกระทรวงหลักที่ทำหน้าที่สำคัญ คือ รักษาความมั่นคงภายใน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะตำแหน่งใดในกระทรวงมหาดไทย ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น เรื่องใหญ่ที่คนมหาดไทยต้องคำนึงถึงเสมอ คือการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมีความรักความสามัคคีเพื่อให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่และดูแลไม่ให้ พี่น้องประชาชนต้องทุกข์ร้อนจากปัญหาต่าง ๆ เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด และปัญหาอื่น ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนา และทำนุบำรุงให้พี่น้องประชาชนมีการมีงานทำสามารถทำมาหากิน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพพลานามัย ที่แข็งแรง ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา ตลอดชีวิต เพื่อนำพาให้เกิดสิ่งที่ดีในสังคม กรมการปกครอง เป็นหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนในพื้นที่ทุกมิติ โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกส่วน ในการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาล กระทรวง กรม ต่าง ๆ นำไปสู่การปฏิบัติหรือการพัฒนาในระดับพื้นที่ (Area Based) ตั้งแต่ในระดับจังหวัด อำเภอ ถึงระดับหมู่บ้าน โดยในระดับจังหวัด อำเภอ ถือได้ว่าเป็นข้อต่อทางการบริหารที่สำคัญของรัฐบาล ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทาง ปฏิบัติ โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ : โครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนเป็นโครงการ ที่กระทรวงมหาดไทย บูรณาการการทำงานร่วมกันทุกสำนัก กรม กอง และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพนายอำเภอและผู้นำในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างนักขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการบูรณาการในระดับพื้นที่ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างต้นแบบความเป็นเลิศไปสู่การขยายผลในระยะต่อไป ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้ารับการอบรมจะได้นำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในครั้งนี้ไปใช้ ในการสร้างต้นแบบความเป็นเลิศ ด้วยกลวิธีและรูปแบบการทำงานที่ดีที่หลากหลายแตกต่างกันไป เพื่อพัฒนา พื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีวิต และขยายผลความสำเร็จในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทำให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น สำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ความเป็นมา บทที่ 1 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ 1 บทที่ 2 คำอธิบายรายวิชา 13 บทที่ 3 บทคำกล่าวปฏิญาณตนหน้าเสาธง บทพิจารณามื้ออาหาร และคาถาเลี้ยงดิน 33 บทที่ 4 ถอดรหัส “พระมหาชนก” 35 บรรณานุกรม 39 ภาคผนวก ก. ถอดบทเรียน “การเอามื้อสามัคคี” 40 ข. การพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) กับแนวทางการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ จากสภาวะโลกร้อน ด้วยแนวคิดการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน 41 ค. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 50 ง. แบบประเมินผล 57
ความเป็นมา โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ : โครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน หลักการและเหตุผล 1. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ๑) ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ๒) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ๓) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ๔) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาส และความเสมอภาคทางสังคม ๕) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ๖) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 2. คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนด นโยบายหลัก ๑๒ ด้าน 1) ด้านที่ ๑ การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ - สืบสาน รักษาต่อยอดศาสตร์พระราชาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นหลักสำคัญในการบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชน และพัฒนาประเทศ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้หลักการทรงงาน การนำมาประยุกต์ใช้ใน การปฏิบัติราชการและ การพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ในวงกว้าง รวมทั้งเผยแพร่ศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่เวทีโลก เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน - สร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องและเป็นจริง เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ เพื่อก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างถูกต้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในบริบทของไทย 2) ด้านที่ ๗ การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ประเด็น สร้างความเข้มแข็งของชุมชน - สร้างผู้นําชุมชน ยกย่องปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลง เป็นวิทยากรในการ ขับเคลื่อนและสร้างกลไกการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา กิจกรรม สาธารณประโยชน์ที่ส่งผลต่อการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนค่านิยมคนไทยให้เสียสละ มีจิตอาสา จิตสาธารณะ เอื้อเฟื้อแบ่งปันผู้อื่น และเป็นพลังสำคัญในการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาตนเอง และการจัดการของชุมชนท้องถิ่น -สร้างพลังในชุมชน โดยส่งเสริมให้เกิดการสร้างพลังทางสังคม ภาคีเครือข่าย การรวมตัวของภาคส่วน ต่าง ๆ ในชุมชนมาเป็นกําลังในการพัฒนาเพื่อส่วนรวม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างพลังจิตอาสา สร้างพลังแผ่นดิน เพื่อพัฒนาศักยภาพ และสร้างเอกภาพแก่กลุ่มอาสาสมัครรูปแบบต่าง ๆ การสร้างพลังสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริม กิจกรรมทางสังคมของคนทุกวัยผ่านการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ และการสร้างพลังภูมิคุ้มกันเพื่อการ ใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและเตือนภัย 3) ด้านที่ ๑๐ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโต อย่างยั่งยืน ด้วยการปกป้อง รักษา ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แหล่งน้ำชุมชน การแก้ไข ปัญหาก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาระบบการจัดการ สิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
3. นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 1 การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 17 การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ 4. แผนปฏิบัติราชการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. ๒๕66 – ๒๕70) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประชาชน มีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนเข้มแข็ง เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน บนฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” 1) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ การเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน 2) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างความเข้มแข็งของชุมชน และพัฒนา เศรษฐกิจฐานราก 5. แผนปฏิบัติราชการกรมการปกครอง (พ.ศ. 2566 – 2570) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาศักยภาพการปกครองท้องที่่ การอำนวยความเป็นธรรม และ การรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้สังคมสงบสุข กลยุทธ์ที่ 1.4 ส่งเสริมให้ ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นคง เข้มแข็ง พึ่งตนเอง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 6. เป้าหมายการยกระดับกรมการปกครอง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เป้าหมายที่ 4 Amphoe บูรณาการ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กรมการปกครอง จึงจัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ : โครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับหลักการทรงงานและการพัฒนาประเทศ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติราชการเพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่พี่น้องประชาชน 2. เพื่อปลูกฝังค่านิยมการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งนำไปสู่การขับเคลื่อนและ สร้างกลไกการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา กิจกรรม สาธารณประโยชน์ที่ส่งผลต่อการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนค่านิยมให้เสียสละ มีจิตอาสา จิตสาธารณะ เอื้อเฟื้อแบ่งปันผู้อื่น และเป็นพลังสำคัญในการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาตนเอง และการจัดการของ ชุมชนท้องถิ่น 3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมนำความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปขยายผลในการสร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ เพื่อก่อให้เกิด การมีส่วนร่วมอย่างถูกต้อง 4. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการพัฒนา เครือข่ายในการทำงานเป็นทีม ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการทำงานร่วมกันในปัจจุบัน รวมถึงการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถนำความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปขยายผลในการสร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจ เพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ เพื่อก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างถูกต้อง 2. ผู้เข้าอบรมสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี ในการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
๑ บทที่ 1 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ 1. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระราชทานให้แก่สังคมไทยในช่วงทศวรรษที่ ๓๐ โดยมีหลักคิดอยู่ที่การดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ครอบครัว ชุมชนและรัฐบาล ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่มา: https://www.thaihealth.or.th/ “ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีภูมิคุ้มกัน สำหรับตัวที่ดีพอสมควรต่อผลกระทบที่เกิดจากภายนอกและภายใน อีกทั้งต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ ของประชาชนคนในชาติให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและการดำเนินชีวิตด้วยความเพียร อย่างอดทน”
๒ ที่มา: https://www.facebook.com/darapappayon/posts/2293505247349016 พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ “การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง อันนี้ก็เคยบอกว่าความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกล เท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัย จริงอาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องมีการเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปทำให้ กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้องอาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลาไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อนแต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะ แก้ไขได้”
๓ ที่มา: https://www.facebook.com/santisukdanpisuth/photos/ ตั้งแต่ทรงครองสิริราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วราชอาณาจักรเรื่อยมาทอดพระเนตรสภาพ ภูมิอากาศฟ้าดินตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค ทรงแลเห็นทุกข์ยากแร้นแค้นของราษฎรด้วยพระองค์เอง จึงมีพระราชดำริพัฒนาองค์ความรู้เหล่านี้ขึ้นเป็นหลักปรัชญาได้อย่างสมบูรณ์คือเศรษฐกิจพอเพียง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะผู้แทนสมาคมองค์การเกี่ยวกับศาสนา ครูนักเรียนโรงเรียนต่างๆ นักศึกษามหาวิทยาลัย ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัยสวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบและทำงาน ตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่า มีความพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอด ยิ่งยวดได้ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้กำลังตก กำลังแย่ กำลังยุ่ง เพราะแสวงหาความยิ่งยวดทั้งในอำนาจ ทั้งในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทางอุตสาหกรรม ทางลัทธิฉะนั้น ถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความคิด และมีอิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่นซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร เอาพอควร พออยู่ พอกิน มีความสงบไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ก็จะเป็นของขวัญวันเกิด ที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล” ต่อมาคําว่า“ เศรษฐกิจพอเพียง” เริ่มเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้ปรับปรุงบทความเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ในทางเศรษฐกิจและสาขาต่างๆ มาร่วมกันประมาณและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ พระราชทานไว้ในโอกาสต่างๆ รวมทั้งพระราชดำรัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้นำไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ สรุปความว่า
๔ ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ ๑. ความพอประมาณหมายถึงความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นเช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับความพอประมาณ ๒. ความมีเหตุผลหมายถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ 3. ภูมิคุ้มกันหมายถึงการเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีเงื่อนไขของการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ 1. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องความรอบคอบที่จะนำ ความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ ๒. เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทนมีความเพียรใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ที่มา: https://www.saeafrica.com/ภาคปฏิบัติจริง/
๕ พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัยสวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ “เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ย้ำแล้วซ้ำอีกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Sufficiency Economy ใครต่อใคร ก็ต่อว่าว่าไม่มี Sufficiency Economy แต่ว่าเป็นคำใหม่ของเราก็ได้คือหมายความว่าประหยัด แต่ไม่ใช่ ขี้เหนียวทำอะไรด้วยความอะลุ้มอล่วยกันทำอะไรด้วยเหตุและผลจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแล้วทุกคนจะมี ความสุข” ที่มา: https://www.posttoday.com/social/royal/460571 พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากวารสารชัยพัฒนาประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดินเปรียบเสมือนเสาเข็ม ที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเองสิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็น เสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาส ๔ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัยสวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิตวันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
๖ เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียรแล้ว ต้องอดทนต้องไม่ใจร้อนต้องไม่พูดมากต้องไม่ทะเลาะกันถ้าทำโดยเข้าใจกันเชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้ ๒. ทฤษฎีใหม่ในด้านการเกษตรสอดรับกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มาแห่งพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” ที่มา: https://sites.google.com/site/vetherporpeanglife/home/sastr-phra-racha เหตุเกิดที่บ้านกุดตอแก่น ตำบลกุดสินคุ้มใหม่ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่นั้นทรงพบเห็นสภาพความยากลำบากของราษฎรในการทำนา ในพื้นที่อาศัยน้ำฝนปลูกข้าวได้ ๑ ถัง / ไร่ เพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงของฤดูฝนเท่านั้น มีความเสี่ยง ในการเสียหายจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศและฝนทิ้งช่วง จึงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่ คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัยสวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ความว่า “ถามชาวบ้านที่อยู่ที่นั่นแล้ว ข้าวก็อยู่ตรงนั้น กองไว้หรือรวงหนึ่งมีสักสองสามเม็ดว่าเป็นอย่างไรปีนี้ เขาบอกว่าเก็บข้าวได้เราก็ไปดูข้าวข้าวนั้นมีรวงจริง แต่ไม่มีเม็ดก็หมายความว่า ไร่หนึ่งคงได้ประมาณสัก
๗ ถังเดียวหรือไม่ถึงถังต่อไร่ถามเขาทำไมเป็นเช่นนี้เขาก็บอกว่าปักดำไม่ได้เพราะว่าเมื่อปักแล้วตอนกลางวัน ตั้งตรงขึ้นมาเพราะมีน้ำค้างเพราะไม่มีฝนเขาปลูกกล้าไว้แล้ว เมื่อขึ้นมาก็ปักดำไม่มีน้ำก็ปักในทรายทำรูในทราย แล้วปักลงไปก็เฉามันงอลงไป แต่ตอนกลางคืนก็ตั้งตัวแล้วในที่สุดก็ได้รวง แต่ไม่มีข้าวเท่าไรอันนี้เป็นบทเรียนที่ดี เขาก็เล่าให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นว่าข้าวนี้เป็นพืชที่แข็งแกร่งมาก ขอให้ได้มีน้ำค้างก็พอ แม้จะเป็นข้าว ธรรมดาไม่ใช่ข้าวไร่ เล็กน้อยก็สามารถที่จะได้ข้าวมากขึ้นหน่อยพอที่จะกิน ถ้าหากว่าเราช่วยเขา ฉะนั้น โครงการที่จะทำมิใช่จะต้องทำโครงการใหญ่โตมากนัก จะได้ผลทำเล็กๆ ก็ได้จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า ในที่ อย่างเช่นนั้นฝนก็ดีพอสมควร แต่ลงมาไม่ถูกระยะเวลา เมื่อลงมาไม่ถูกระยะเวลา ฝนทิ้งช่วงข้าวก็ไม่ดีวิธีแก้ไข คือต้องเก็บน้ำฝนที่ลงมาก็เกิดความคิดว่าอยากทดลองดูสักสิบไร่ในที่อย่างนั้น สามไร่จะทำเป็นบ่อน้ำ คือเก็บ น้ำฝนแล้วถ้าจะต้องใช้บุด้วยพลาสติกก็บุด้วยพลาสติกทดลองดูแล้วอีกหกไร่ทำเป็นที่นาสวนไร่ ที่เหลือนั้น ก็ เป็นที่บริการ หมายถึงทางเดินหรือเป็นกระต๊อบหรืออะไรก็แล้วแต่ หมายความว่าน้ำสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่ทำนา หกสิบเปอร์เซ็นต์ก็เชื่อว่าถ้าเก็บน้ำไว้ได้จากเดิมที่เก็บเกี่ยวข้าวได้ไร่ละหนึ่งถังถึงสองถัง ถ้ามีน้ำเล็กน้อยอย่างนั้นก็ ควรจะเก็บเกี่ยวข้าวได้ไร่ละประมาณสิบถึงยี่สิบถึงหรือมากกว่าอาจจะถึงสามสิบก็ได้สมมุติว่าสิบเท่าที่ยี่สิบถัง หมายความว่าที่หกไร่ปัจจุบันที่ได้ไร่ละหนึ่งถังก็จะได้ยี่สิบถัง ยี่สิบเท่าหรือถ้านับเอาง่ายๆว่าสิบเท่าที่หกไร่ จะเท่ากับหกสิบไร่ ทั้งหมดสิบไร่เท่ากับได้ผลเท่ากับหกสิบไร่ของเขาปัจจุบัน จึงควรจะใช้ได้ก็พยายามที่จะวางแผนนี้” สภาพดังกล่าวเป็นปัญหาของเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าจะมีการขุดบ่อไว้บ้างก็มีขนาด ไม่แน่นอน น้ำใช้ยังไม่พอเพียงรวมทั้งระบบการปลูกพืชส่วนใหญ่เป็นพืชชนิดเดียว ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร จึงทรงศึกษารวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์ และได้พระราชทานพระราชดำริซึ่งเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” อันเป็นแนวทางการจัดการดินและน้ำเพื่อการเกษตร ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ทรงทดลองเป็นแห่งแรกที่วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ทฤษฎีใหม่นี้เป็นแนวทางการพัฒนาชีวิตและอาชีพ ได้พระราชทานพระราชดำริไว้ ๓ ขั้น คือ ขั้นที่ ๑ - การผลิต ขั้นที่ ๒ - การรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ขั้นที่ 3 - การร่วมมือแหล่งพลังงาน ในที่นี้ จะเน้นรายละเอียดเฉพาะขั้นตอนที่ ๑ การเพาะปลูกในที่ดินของเกษตรกร ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอน ที่สำคัญที่สุด โดยสรุปมาจากนายอำพล เสนาณรงค์องคมนตรีดังนี้
๘ ที่มา: http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2012/04/X11980776/X11980776.html ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๑ พื้นฐานที่สำคัญของเกษตรกรที่จะเดินตามทฤษฎีใหม่ ได้แก่ มีพื้นที่ค่อนข้างน้อย (ประมาณ ๑๕ ไร่) ฐานะค่อนข้างยากจนมีจำนวนสมาชิกครัวเรือนปานกลาง (ไม่เกิน 5 คน) อยู่ในเขตพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติ ฝนไม่ซุกสภาพดินสามารถกักเก็บน้ำได้หลักการที่สำคัญคือการบริหารจัดการดินและน้ำเพื่อให้เกิดผลผลิต เป็นอาหารและรายได้ตลอดปีในระยะแรกควรผลิตพอเพียงเลี้ยงตัวได้ แต่จะต้องมีความขยันหมั่นเพียรอยู่กิน อย่างประหยัดมีความสามัคคีและช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนบ้านพระองค์ทรงแนะนำให้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วน คือ ๓๐ ๓๐ ๓๐ และ ๑๐ (ภายหลังสัดส่วนนี้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้ยืดหยุ่นได้บ้าง) และจะต้องกระทำ กิจกรรมดังนี้ ๑. ร้อยละ ๓๐ ส่วนแรกให้ขุดสระน้ำประมาณ ๔.๕ ไร่ สำหรับเก็บน้ำฝนตามธรรมชาติและจะต้อง ใช้น้ำอย่างประหยัด รูปร่างและขนาดของสระน้ำอาจยืดหยุ่นได้บ้างหรืออาจจะเป็นสระน้ำเล็ก ๆ หลาย ๆ แห่ง กระจายออกไปตามสภาพพื้นที่ แต่ให้รวมพื้นที่ทั้งหมดจะต้องใกล้เคียงร้อยละ ๓๐ สระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใหญ่ ๆ น่าจะลดการระเหยของน้ำได้ดีกว่าบ่อกว้าง ๒. ร้อยละ ๓๐ ส่วนที่ ๒ ใช้ปลูกข้าวเนื้อที่ประมาณ ๔.๕ ไร่ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย เกษตรกรจะต้องมั่นใจว่ามีข้าวกินเพียงพอตลอดปีเพื่อสร้างเสถียรภาพทางด้านอาหารให้แก่ครัวเรือน ๓. ร้อยละ ๓๐ ส่วนที่ ๓ เนื้อที่ ๔.๕ ไร่ ให้ปลูกพืชสวนไม้ยืนต้นและพืชไร่ผสมผสานกันหลากหลาย อย่างตามภูมิภาคและฤดูกาลตลอดจนความต้องการของตลาด ไม่มีสูตรตายตัว สามารถยืดหยุ่นได้เพื่อเป็น
๙ หลักประกันความยั่งยืนในด้านอาหารและสามารถเสริมสร้างรายได้เป็นพิเศษด้วย เช่น พืชที่เป็นไม้ผล พืชที่เป็นไม้กิน พืชที่เป็นไม้ล้มลุก พืชสวนที่เป็นไม้ดอกไม้ประดับ เห็ดสมุนไพรและเครื่องเทศ พืชสวนที่ปลูก ในน้ำ ไม้ยืนต้นสำหรับใช้สอยและเป็นเชื้อเพลิง พืชไร่บางชนิด เช่น ข้าวโพด อ้อยคั้นน้ำ และพืชคลุมดินชนิดที่ เป็นพืชล้มลุกเช่น ปอเทือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม สำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทหรือริมบ่อ บนคันดินควรปลูกแฝกเป็นแถวขวางตามแนวราบ เพื่อป้องกัน การชะล้างพังทลายของดิน โดยมีหลักการพิจารณาเลือกปลูกพืชทั่วๆ ไป ให้ดูจากความสูงของพืชดังกล่าว โดยแบ่งออกเป็น ๓ ระดับดังนี้ 1. ต้นสูง เช่น มะพร้าว มะขาม ประดู่ ไผ่ขนุน เป็นต้น ๒. ต้นปานกลาง เช่น มะม่วง ส้ม มะนาว ขี้เหล็ก กระท้อน น้อยหน่า กล้วย อ้อย สะเดา เป็นต้น ๓. ต้นล่าง เช่น ขิง ข่า ตะไคร้บัวบก กระชาย ขมิ้น สับปะรด มันต่างๆ เป็นต้น ๔. ร้อยละ ๑๐ เป็นที่อยู่อาศัย ถนนคันดิน และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมประมาณ ๑.๕ ไร่รวมทั้งคอกสัตว์เลี้ยง เรือนเพาะชำ ยุ้ง ฉาง อาคารที่เก็บเครื่องมือในการเกษตร ๕. การเลี้ยงสัตว์ควรพิจารณาเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมและไม่สิ้นเปลืองเงินทุน เพราะวัตถุประสงค์ เพียงแต่เป็นอาหารและอาจเป็นรายได้เสริมในวาระต่างๆ การเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตน้ำฝนนี้ถึงแม้จะหวังพึ่งน้ำจากการกักเก็บน้ำฝนตามธรรมชาติ แต่ถ้ามี ระบบชลประทานของรัฐเสริมบ้างในบางครั้งบางคราวก็จะทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๒ เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้วก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ การให้ เกษตรกรรวมพลังกันในรูปแบบรวมกลุ่มหรือสหกรณ์ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้ ๑. การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ ) ๒. การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต) 3. ความเป็นอยู่ (กะปิน้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ ) ๔. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้) 5. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา) 6. สังคมและศาสนา กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ
๑๐ ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๓ เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ชั้นที่สาม ต่อไปคือ ติดต่อประสานงานเพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร บริษัท ห้างร้านเอกชนมาช่วย ในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ๓. ปฐมบททฤษฎีใหม่-วัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสระบุรี พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ “ทฤษฎีใหม่นี้ มิได้เป็นการเป็นการแจกจ่ายที่ดินเป็นที่ดินของประชาชนเอง เรื่องนี้เริ่มต้นที่ จังหวัดสระบุรีที่ต้องพูดเพราะว่าแม้ได้พูดเรื่องที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้มาแล้ว แต่ว่าไม่ได้พูดอย่างชัดแจ้ง เรื่องนี้เริ่มที่สระบุรีเมื่อหลายปีแล้ว ก่อนหน้านั้นได้มีจินตนาการความคิดฝัน ท่านทั้งหลายคงนึกแปลกทำไม แผนการจะต้องคิดฝันไม่ได้ไปดูตำรา ไม่ได้ค้นตำรา แต่ค้นในความคิดฝันในจินตนาการเรานึกถึงว่าจะต้องมี แห่งหนึ่งที่จะเข้ากับเรื่องของเรา เรื่องของเราเกี่ยวข้องกับบุคคลหนึ่งที่มีบรรพบุรุษมาจากอินเดียผ่านลังกาแล้วมาเมืองไทย บรรพบุรุษ เขาไปพระพุทธบาท สระบุรีพระเจ้าอยู่หัวในครั้งก่อนโน้นโปรดเสด็จไปสระบุรีกับเสนามาตย์เพื่อนมัสการ พระพุทธบาทสระบุรีในเรื่องของเราของพระเอกไปแล้วก็เดินทางกลับมาทางสระบุรีใกล้อำเภอเมืองมีวัด แห่งหนึ่งชื่อว่าวัดมงคล เขาชอบเพราะคำว่ามงคลนี้มันดีมันเป็นมงคลมันก้าวหน้าเขาผ่านมาและได้ไปดูวัดแห่ง นั้นและได้บริจาคเงินให้กับวัดสำหรับสร้างพระอุโบสถของพระเอกก็ยังได้ให้เงินส่วนหนึ่งสำหรับสร้างฝาย เพราะที่ตรงนั้นไม่ค่อยเหมาะสำหรับทำนา แต่ถ้าทำฝายก็สามารถที่จะทำมาหากินได้ในทางเกษตร นี่ก็ประมาณ ๙๐ ปีมาแล้วลงท้ายเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องในจินตนาการก็กลายเป็นจริง” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงเล่าถึง จินตนาการความคิดเห็นของพระองค์อันเกี่ยวเนื่องกับวัดที่ชื่อว่า "มงคล" หลังจากนั้นก็ทรงตรวจดูแผนที่และ พบว่ามีวัดชื่อมงคลตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองสระบุรีประมาณ ๑๐ กิโลเมตรจึงโปรดให้นายสุเมธ ตันติเวชกุล นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์และนายพิมลศักดิ์สุวรรณทัต กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนาพิจารณาจัดซื้อที่ดินที่ติดกับ วัดมงคลตำบลห้วยบงอำเภอเมืองเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสระบุรีจากนายขวัญเมือง ปะปลิวและนายสมจิตร ท้าวครุฑ จำนวน ๑๖ ไร่ ๒ งาน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงซื้อเพิ่มจากนางคำ แสนพันธ์และนางบุญเรือง ราวีศรี จำนวน ๑๕ ไร่เศษ รวมเป็น ๓๒ ไร่ ๔๗ ตร. วา (รวมทั้งมีผู้บริจาคสมทบด้วย) เพื่อนำมาพัฒนาการเกษตร ตามแนวทฤษฎีใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑
๑๑ ที่มา: https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/view_activities/30/112753 โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริจึงเป็นศูนย์สาธิต การดำเนินเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างเป็นรูปธรรม สามารถให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ปฏิบัติในพื้นที่ของตน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างพออยู่พอกิน โครงการดังกล่าวนับเป็นจุดกำเนิด ของเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรกในประเทศไทย โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา แบ่งพื้นที่ดำเนินงานออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง แปลงสาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน จำนวน ๑๖-๒-๒๓ ไร่ ดำเนินการทดสอบ และพัฒนาระบบการปลูกพืชผักสวนครัวในรูปแบบต่างๆ อาทิสวนพืชตระกูลมะ สวนพืชสมุนไพร สวนผลไม้ ในที่ดอน สวนพรรณไม้หอมเฉลิมพระเกียรติรวมถึงการขุดสระน้ำสำหรับเลี้ยงปลาและปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินเป็นต้น ส่วนที่สอง แปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ จำนวน ๑๕-๒-๒๔ ไร่ แบ่งพื้นที่ดำเนินงานตามแนว พระราชดำริทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนคือ ๓๐-๓๐-๓๐-๑๐ โดยสัดส่วนดังกล่าวได้นำมาปรับ ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ของวัดมงคลชัยพัฒนา โดยแต่ละส่วนประกอบด้วย 1. ร้อยละ ๑๖ พื้นที่ประมาณ ๒.๕ ไร่ ดำเนินการขุดสระกักเก็บน้ำขนาด ๕๕ เมตร ยาว ๒๑ เมตร ลึก ๕ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๑๘,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เพื่อนำน้ำมาไว้ใช้ในฤดูแล้ง นอกจากนี้ ในสระยังได้เลี้ยงปลานิลและปลาตะเพียนเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ๒. ร้อยละ ๓๕.๕ พื้นที่ประมาณ ๕.๕ ไร่ พัฒนาพื้นที่เป็นแปลงนาข้าว โดยหลังฤดูเก็บเกี่ยวสามารถ ปรับสภาพดินเพื่อทำการปลูกพืชไร่พืชผักชนิดต่างๆ เช่น ข้าวโพดหวาน มะระ ถั่วเขียว เป็นต้น 3. ร้อยละ ๒๔.๕ พื้นที่ประมาณ ๓.๘ ไร่ ทำการเกษตรอื่นๆ เช่น ปลูกพืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นและพืช สมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากบริโภคก็นำไปจำหน่าย โดยเลือกปลูกให้เหมาะสม กับสภาพแวดล้อมและความต้องการของตลาด ตัวอย่างของพืชที่ปลูกคืออ้อย กล้วย กระถิน พริกขี้หนู มะกรูด เป็นต้น
๑๒ ๔. ร้อยละ ๒๔ พื้นที่ประมาณ ๓.๗ ไร่ เป็นส่วนของที่อยู่อาศัย ถนนและเลี้ยงสัตว์ตลอดจนการปลูกผัก ปลอดสารพิษเพื่อบริโภคในครัวเรือนและจำหน่าย เป็นการลดค่าใช้จ่ายและเสริมรายได้ในครัวเรือน ที่มา: https://www.facebook.com/santisukdanpisuth/photos/
๑๓ บทที่ 2 คำอธิบายรายวิชาการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ : โครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน วิชาที่ 1 ทัศนศึกษาตัวอย่างความสำเร็จพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ โคก หนอง นา ศพช. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์สู่การปฏิบัติในรูป “โคก หนอง นา” โมเดล 2. เพื่อพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ “โคก หนอง นา”โมเดล ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระดับอำเภอ ระดับตำบล และระดับครัวเรือน 3. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนผ่านการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร แรงงาน และบัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานที่อพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน ขอบเขตเนื้อหา 1. การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบ “โคก หนอง นา” โมเดล โดยเน้น การเข้าใจขั้นพื้นฐานที่จำเป็นและเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาสังคม และชุมชนอย่างยั่งยืน 2. การศึกษาพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ( Community Lap Model for quality of life : CLM) และการศึกษาพื้นที่ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lap Model for quality of life : HLM) 3. การพัฒนาสู่การเป็นแกนนำขับเคลื่อนการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่การปฏิบัติในรูป “โคก หนอง นา” โมเดล การประเมินผล 1. ประเมินผลการฝึกทัศนศึกษาโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจในการศึกษาพื้นที่พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยสามารถนำหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การปฏิบัติในรูป “โคก หนอง นา”โมเดล ได้
๑๔ วิชาที่ 2 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการ “เหลียวหลัง - แลหน้า” จาก 130 ปีแห่งการ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” ของกรมการปกครอง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อทบทวนบทบาทและการดำเนินงานที่ผ่านมาของการดำเนินงานในการช่วยเหลือประชาชน ตามแนวทาง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกรมการปกครอง 2. เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาในการช่วยเหลือประชาชนตามแนวทาง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกรมการปกครอง ในอนาคต และพัฒนายกระดับขีดความสามารถการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ และสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ขอบเขตเนื้อหา 1. แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติกิจกรรมวางแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่รูปธรรมความสำเร็จในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข 2. แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติกำหนดพื้นที่เป้าหมายการขับเคลื่อนงานสู่รูปธรรมความสำเร็จในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพร้อมทั้งให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเลือกลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 3. แนวทางการร่วมมือการประสานกับเจ็ดภาคีเครือข่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคผู้นำศาสนา ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน ครอบคลุมทั้งส่วนท้องถิ่น คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนการปกครองท้องที่ การประเมินผล 1. ประเมินผลการฝึกทัศนศึกษาโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาในการช่วยเหลือประชาชนตามแนวทาง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกรมการปกครองได้ และพัฒนายกระดับขีดความสามารถการดำเนินงาน ให้มีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง
๑๕ วิชาที่ 3 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการ ทฤษฎีใหม่ด้านการบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า สู่การพัฒนาตาม หลักกสิกรรมธรรมชาติ ที่มา: https://www.matichon.co.th/publicize/news_3399 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมรู้ถึงประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ตามแนวคิด ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจถึงทฤษฎีการบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า สู่การพัฒนาตามหลัก กสิกรรมธรรมชาติ 3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจรูปแบบการปลูกต้นไม้ให้เกิดคุณค่าและบูรณาการในพื้นที่ทำกินเดิมให้มี สภาพใกล้เคียงกับป่า สร้างมูลค่าต้นไม้ทำให้เป็นทรัพย์สิน 4. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมตามฐานเรียนรู้ ขอบเขตเนื้อหา 1. แนวคิดและวิธีการใช้กระบวนการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อชุมชน คนอยู่กับป่า 2. แนวคิดหัวใจหลักกสิกรรมธรรมชาติ กับ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 3. แนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และพระราชดำรัส “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “โคก หนอง นา โมเดล” 4. การแบ่งกลุ่มตามฐานการเรียนรู้ ดิน น้ำ ป่า ในครัวเรือนเพื่อสร้างความพอเพียงมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน การประเมินผล 1. การประเมินผลการฝึกอบรมโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจหลักคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 3. ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า สู่การพัฒนาตามหลักกสิกรรม ธรรมชาติ
๑๖ วิชาที่ 4 บรรยาย หลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงและบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง ที่มา: http://www.aecth.org/Article/Detail/132851 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของกสิกรรมธรรมชาติ 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงและบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง 3. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำหลักกสิกรรมธรรมชาติไปประยุกต์ใช้ ปรับใช้ในพื้นที่ของตน 4. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำหลักระบบเศรษฐกิจพอเพียงและบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง ไปประยุกต์ใช้ ปรับใช้ในพื้นที่ของตน ขอบเขตเนื้อหา 1. หลักกสิกรรมธรรมชาติ 2. ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร? ทำไมต้องเป็นระบบเศรษฐกิจพอเพียง 3. บันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง 4. การประยุกต์ใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงและบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง กับชีวิตประจำวัน การประเมินผล 1. การประเมินผลการฝึกอบรมโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมมีความเข้าใจในหลักการของ หลักกสิกรรมธรรมชาติกับระบบเศรษฐกิจพอเพียง และบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง และสามารถนำไปวางแผน ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน ชุมชน และสังคมได้
๑๗ วิชาที่ 5 บรรยาย ตัวอย่างความสำเร็จการขับเคลื่อนงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”แบบบูรณาการในบทบาทของ คณะสงฆ์และฝ่ายปกครอง ที่มา: https://palungjit.org/threads/พระราชกรณียกิจด้านการศาสนา.237575/ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทราบถึงหลักความสำเร็จในการขับเคลื่อนงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” แบบบูรณาการในบทบาทของคณะสงฆ์และฝ่ายปกครอง ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่แจ่ม อำเภอเมืองพิษณุโลก และพื้นที่ตัวอย่างอื่นๆ 2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้นำความรู้ ประสบการณ์จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนงานนำไป ประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ ขอบเขตเนื้อหา 1. หลักการการประสานความร่วมมือของคณะทำงานขับเคลื่อนความร่วมมือ บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน และหน่วยงานราชการ 2. การวิเคราะห์ข้อมูล จุดเด่น จุดด้อย ปัญหาอุปสรรค โอกาสที่จะพัฒนาวัด/ชุมชน และสอดคล้อง กับงานด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านสาธารณสงเคราะห์ด้านสัมมาชีพและสอดคล้องกับฟังค์ชั่นงานกระทรวงมหาดไทย 3. กิจกรรมถนนสายวัฒนธรรม นำสู่ ทาน ศีล ภาวนา และการสงเคราะห์ 4. กิจกรรมคลังยาและอาหาร รองรับภัยวิบัติ 5. กิจกรรม พลัง บวร จิตอาสาพัฒนาชุมชน 6. กิจกรรมวัด 5 ส การประเมินผล 1. การประเมินผลการฝึกอบรมโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจหลักการและสามารถนำความสำเร็จจากบทเรียนพัฒนาและต่อยอดสู่สังคม ชุมชนของตนเองได้
๑๘ วิชาที่ 6 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการถอดบทเรียนตัวอย่างความสำเร็จการขับเคลื่อนงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” แบบบูรณาการในบทบาทของคณะสงฆ์และฝ่ายปกครอง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีหลักคิดในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการบูรณาการ ในระดับพื้นที่เพื่อ “พัฒนาองค์กร สู่ความยั่งยืน” (Change for Good) 2. เพื่อพัฒนาศักยภาพและภาวะผู้นำของผู้เข้ารับการอบรมเป็นผู้นำต้นแบบในระดับพื้นที่ 3. เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยนำหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติอย่างมั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน 4. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจหลักคิดการพัฒนาคนให้รู้จักพึ่งพาตนเองโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขอบเขตเนื้อหา 1. การถอดบทเรียนความสำเร็จการขับเคลื่อนงาน“บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”จากพื้นที่เป้าหมาย 2. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ขจัดความยากจนและรองรับภัยพิบัติ 3. การทำ Workshop การจัดทำแผนขับเคลื่อนงานในพื้นที่ จากแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ (One Plan) 4. การจัดทำแผนดำเนินงานและแผนขับเคลื่อนงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” แบบบูรณาการภายใต้ โจทย์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ขจัดความยากจนและรองรับภัยพิบัติ การประเมินผล 1. การประเมินผลการฝึกอบรมโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจหลักคิดในการบูรณาการยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง 3. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถจัดทำแผนการขับเคลื่อนงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เพื่อนำไปสู่ การปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ในพื้นที่ต้นแบบ วิชาที่ 7 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการ ทฤษฎีใหม่ด้านการบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า สู่การพัฒนา ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ ที่มา: : https://lampang.cdd.go.th/2022/06/06
๑๙ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมรู้ถึงประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ตามแนวคิด ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจถึงทฤษฎีการบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า สู่การพัฒนา ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ 3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจรูปแบบการปลูกต้นไม้ให้เกิดคุณค่าและบูรณาการในพื้นที่ทำกินเดิม ให้มีสภาพใกล้เคียงกับป่า สร้างมูลค่าต้นไม้ทำให้เป็นทรัพย์สิน 4. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมตามฐานเรียนรู้ ขอบเขตเนื้อหา 1. แนวคิดและวิธีการใช้กระบวนการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อ ชุมชน คนอยู่กับป่า 2. แนวคิดหัวใจหลักกสิกรรมธรรมชาติ กับ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 3. แนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ วิชาที่ 8 บรรยาย การแปลงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหรือทฤษฎีใหม่ สู่รูปธรรมความสำเร็จอย่าง เป็นขั้นเป็นตอน ที่มา: : https://www.porpeang.org/content/5475/ทฤษฎีใหม่-new-theory-agriculture วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ เป้าหมาย ความสำคัญ และประโยชน์ ของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ต่อสังคมไทย ทั้งในระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับประเทศ 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและน้ำ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนสามารถขยายผลไปยัง ภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ 3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมตามฐานเรียนรู้
๒๐ ขอบเขตเนื้อหา 1. หลักการ เป้าหมาย ความสำคัญ และประโยชน์ของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ 2. แนวทางและขั้นตอนในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน 3. แนวทางและวิธีการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ในการดำรงชีวิต ประจำวันและการสร้างภูมิคุ้มกันให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การประเมินผล 1. การประเมินผลการฝึกอบรมโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ เป้าหมาย ความสำคัญ และประโยชน์ของ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ 3. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์ใช้ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถขยายผลไปยังภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ วิชาที่ 9 บรรยาย ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP to SDGs) ที่มา: www.finchandbeak.com/1206/mapping-the-sdgs-your-business-priorities.htm วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจถึงหลักความสมดุลและพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในมิติต่าง ๆ และกระบวนการตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการและเงื่อนไข 2 ประการ 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยังยืน (SDGs) 3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขอบเขตเนื้อหา 1. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) หลักการ 3 ประการและเงื่อนไข 2 ประการ นำไปสู่ ความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน
๒๑ 2. เป้าหมายและหลักการพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และหลักการพัฒนาอย่างบูรณาการ คือ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มุ่งให้ผลประโยชน์กระจายไปยังกลุ่มคนทุกกลุ่มในสังคม 3. ความเชื่อมโยงระหว่างหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่รูปธรรมความสำเร็จตามเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการ (SEP to SDGs) การประเมินผล 1. การประเมินผลการฝึกอบรมโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) และหลักการพื้นฐานของ การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 17 ประการ 3. ผู้เข้ารับสามารถประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนสู่ท้องถิ่น วิชาที่ 10 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการ ทฤษฎีใหม่สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ที่มา : https://www.unilife.co.th/?agricultural_knowled=คะน้า-คุณชลธิต วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางการนำหลักทฤษฎีใหม่ไป ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ขอบเขตเนื้อหา 1. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี 2. กิจกรรมฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับแนวทางการนำหลักทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของตนเองและผู้อื่น การประเมินผล สังเกตจากการมีส่วนร่วม
๒๒ วิชาที่ 11 บรรยาย แนวทางการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ ที่มา : https://www.rdpb.go.th/TH/Recommend/ข้อมูลแนะนำทั่วไป-c267/โครงการเสริมสร้างความรู้สู่ความสัมพันธ์เพื่อขับเคล-v9469 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ 2. เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้นำองค์กรในการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อ ขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม 3. เพื่อพัฒนาเครือข่ายนักบริหารในการขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ขอบเขตเนื้อหา 1. องค์ความรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ 2. ทฤษฎี แนวคิด และเครื่องมือในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม 3. แนวทางการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ 4. ตัวอย่างกรณีศึกษา การพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ การประเมินผล 1. การประเมินผลการฝึกอบรมโดยวิทยากร 2. ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจหลักการพื้นฐานของการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ 3. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการบริหารจัดการ เชิงยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ
๒๓ วิชาที่ 12 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการการจัดทำแผนที่ภูมิสารสนเทศเพื่อพัฒนาพื้นที่อำเภอตามแนวพระราชดำริ ที่มา : http://provinces.haii.or.th/web/activity/progress-report/297-2555.html?showall=&start=1 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการจัดทำแผนที่ภูมิสารสนเทศ 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่อำเภอตามแนวพระราชดำริ และสามารถนำไปถ่ายทอดขยายผลได้ ขอบเขตเนื้อหา 1. ฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการจัดทำแผนที่ภูมิสารสนเทศในเบื้องต้น 2. ฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการพัฒนาพื้นที่อำเภอตามแนวพระราชดำริโดยใช้ข้อมูลจาก แผนที่ภูมิสารสนเทศ การประเมินผล 1. การสังเกตของวิทยากร 2. การสังเกตจากการมีส่วนร่วม
๒๔ วิชาที่ 13 บรรยายยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศสู่การปฏิบัติ ที่มา : http://oaezone.oae.go.th/view/1/ศาสตร์พระราชา/TH-TH/?page650=2 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความหมาย หลักการที่สำคัญของปรัชญา และทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมทราบแนวทางการขับเคลื่อนประเทศโดยนำศาสตร์พระราชา มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ขอบเขตเนื้อหา 1. แนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาใน 5 มิติ คือ มิติ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มิติ “ภูมิสังคม” มิติ “หลักการทรงงาน 23 ข้อ” มิติ “การส้รางคนด้วยการศึกษาและการเรียนรู้” และมิติ “หลัก 3 ป” 2. ศึกษาศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญอันจะนำไปสู่การพัฒนา ประเทศที่ยั่งยืน อาทิเช่น ศาสตร์พระราชาด้านการจัดการน้ำ ด้านการจัดการดิน ด้านการจัดการป่า และสิ่งแวดล้อม เกษตรทฤษฎีใหม่ และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนศึกษาศาสตร์แห่งการพัฒนา (Social of Development) ศาสตร์แห่งความประพฤติ การครองตน (Science of Behavior) และศาสตร์แห่ง การอยู่ร่วมกัน (Science of Co-existence) 3. พัฒนาหรือแปลงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน การประเมินผล 1.การสังเกตของวิทยากร 2.การสังเกตจากการมีส่วนร่วม
๒๕ วิชาที่ 14 บรรยาย การขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทของการร่วมทุน 3 ภาคีภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชน ที่มา : https://www.egat.co.th/egattoday/index.php?option=com_k2&view=item&id=9001:20192410-egat11 วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมทราบแนวทางการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกลไกการมีส่วนร่วม และภาคีการพัฒนาจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถบูรณาการและสอดประสานการปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ขอบเขตเนื้อหา 1. แนวทางการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ 2. แนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน 3. Business Model 4. Design Thinking 4. ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไข การประเมินผล 1. การสังเกตของวิทยากร 2. การสังเกตจากการมีส่วนร่วม
๒๖ วิชาที่ 15 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการ “จิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี” ที่มา : https://phuket.cdd.go.th/2021/07/17 วัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแรงงาน เอามื้อสามัคคี และเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้าน การพัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ โดยประชาชนส่วนใหญ่มักรู้จักในชื่อ กิจกรรมการ “ลงแขก” หรือ “เอาแรง” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมชุมชนที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน โดยในช่วงหลังมานี้ นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยน ในด้านแรงงาน แล้วยังได้เน้นให้เกิดการสร้างความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ขอบเขตเนื้อหา การทำกิจกรรมร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมพลังกันในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่วิทยากร การประเมินผล สังเกตจากการมีส่วนร่วม วิชาที่ 16 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการ “จิตอาสาภัยพิบัติ หาอยู่ หากิน” ที่มา : https://phichithotnew.blogspot.com/2020/09/4_20.html
๒๗ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งในพื้นที่ ให้มีความรู้ด้านการจัดการสาธารณภัยเบื้องต้น 2. เพื่อสนับสนุนให้โครงการจิตอาสาพระราชทานในระดับพื้นที่มีความเข้มแข็งและมีทักษะ ความรู้ ความชำนาญในการจัดการภัยพิบัติ อันจะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน 3. เพื่อฝึกภาคปฏิบัติในการรองรับการสนับสนุนการปฏิบัติงานของกองอำนวยการป้องกัน และบรรเทาสาธารภัยในพื้นที่เมื่อเกิดภัยพิบัติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอบเขตเนื้อหา บรรยาย การฝึกภาคปฏิบัติ และถอดบทเรียนกิจกรรม ในเรื่องจิตอาสาภัยพิบัติเพื่อเฝ้าตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ในพื้นที่โดยรวม และการเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยพิบัติดังกล่าว เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย เป็นต้น การประเมินผล - การวัดความสัมฤทธิ์ผลของการปฏิบัติแต่ละกลุ่ม วิชาที่ 17 บรรยาย การเขียนโครงการและการนำเสนอโครงการยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการในพื้นที่ระดับ อำเภอเพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ ที่มา : https://thaipublica.org/2022/03/sdg-localization-one-plan/
๒๘ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการคิด วิธีการเขียนโครงการ ความสำคัญ ของแผนงาน โครงการ แผนยุทธศาสตร์ ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย การจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. 2562 และการจัดทำโครงการ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ขอบเขตเนื้อหา 1. ความสำคัญของแผน และแผนยุทธศาสตร์ 2. กระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 3. ศึกษายุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาภาค และระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. 2562 4. วิธีการเขียนโครงการและการนำเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ การประเมินผล - การสังเกตของวิทยากร - การมีส่วนร่วมของผู้เข้าฝึกอบรม วิชาที่ 18 บรรยาย แนวทางการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทำแผนและ ประสานแผนพัฒนาพื้นที่ ที่มา : https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/55564
๒๙ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อกำหนดแนวทาง/เป้าหมาย/การจัดทำแผนในการขับเคลื่อนงานที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ของตนเอง 2. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการวางแผนยุทธศาสตร์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย ที่ต้องการในอนาคต รวมถึง เทคนิคและเครื่องมือการวางแผน การกำหนดทิศทางการประเมินองค์กร และสภาพแวดล้อม การจัดทำยุทธศาสตร์ การนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ การประเมินผลและการควบคุม ขอบเขตเนื้อหา 1.หลักการ แนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนยุทธศาสตร์ 2. ทฤษฎีการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ 3. กลไกของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ การประเมินผล - การสังเกตของวิทยากร - การมีส่วนร่วมของผู้เข้าฝึกอบรม วิชาที่ 19 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทำแผน และประสานแผนพัฒนาพื้นที่ ที่มา : https://thaipublica.org/2022/03/sdg-localization-one-plan/
๓๐ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อกำหนดแนวทาง/เป้าหมาย/การจัดทำแผนในการขับเคลื่อนงานที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ของตนเอง 2. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการวางแผนยุทธศาสตร์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย ที่ต้องการในอนาคต รวมถึง เทคนิคและเครื่องมือการวางแผน การกำหนดทิศทางการประเมินองค์กร และสภาพแวดล้อม การจัดทำยุทธศาสตร์ การนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ การประเมินผลและการควบคุม ขอบเขตเนื้อหา 1. ฝึกปฏิบัติการวางแผนยุทธศาสตร์ 2. ฝึกปฏิบัติการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ 3. ฝึกปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ การประเมินผล 1. การสังเกตของวิทยากร 2. การมีส่วนร่วมของผู้เข้าฝึกอบรม วิชาที่ 20 แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการ นำเสนอการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานพื้นที่จากการจัดทำแผน และประสานแผนพัฒนาพื้นที่ ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=O-hdYhZsJao วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมนำเสนอแนวคิด วิสัยทัศน์หรือแผนงานที่จะทำในอนาคตเพื่อพัฒนา แผนปฏิบัติการที่จะดำเนินการขับเคลื่อน โดยต้องมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จได้ สามารถแปลงแผน สู่การปฏิบัติเช่น การกำหนดแผนปฏิบัติการ การเชื่อมโยงเป้าประสงค์ และยุทธศาสตร์ ไปสู่เป้าหมาย
๓๑ ในรูปของแผนงาน/โครงการ แบบบูรณาการ กำหนดผู้รับผิดชอบ หรือขั้นตอน ระยะเวลาดำเนินการ ปัจจัยที่ต้องการ เป็นต้น ขอบเขตเนื้อหา 1. แนวความคิดในการ“บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” 2. แนวคิด ทฤษฎี หลักการในการจัดทำและเสนอแผน 3. แนวคิด ทฤษฎี กระบวนการนำแผนสู่การปฏิบัติ 4. เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) การประเมินผล 1. การสังเกตของวิทยากร 2. การมีส่วนร่วมของผู้เข้าฝึกอบรม
๓๓ บทที่ 3 บทคำกล่าวปฏิญาณตนหน้าเสาธง บทพิจารณามื้ออาหาร และคาถาเลี้ยงดิน
๓๔
๓๕ บทที่ 4 ถอดรหัส “พระมหาชนก” ถอดรหัส “พระมหาชนก” จากมุมมองด้านการพัฒนามนุษย์และองค์การ อัจฉริยภาพอันสร้างสรรค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คติธรรมการพัฒนามนุษย์ตามแนวทาง “การฟื้นฟูต้นมะม่วง” ภาวะผู้นำที่ดีย่อมแตกต่างจากปุถุชนธรรมดาทั่วไปทั้งหลาย เมื่อเห็นภัยพาล คืบคลานเข้ามาหรือเห็น ปัญหาเกิดขึ้น ปุถุชนมักจะตื่นตระหนก ร่ำร้องโวยวาย กล่าวโทษใส่ร้ายกัน คนเหล่านี้มัก “พลิกวิกฤติให้กลายเป็น หายนะ” ในทางตรงข้ามผู้ที่มีภาวะผู้นำคือผู้ที่ตั้งอยู่ในสติสัมปชัญญะ ใช้ปัญญา เรียกระดมผู้รู้มาช่วยกันขบคิดเพื่อ แสวงหาทางออกและฟื้นฟูกู้ปัญหาเหล่านั้น พระมหาชนกคือแบบอย่างแห่งภาวะผู้นำ เมื่อเห็นปัญหา แม้ตนเองจะ มีความทุกข์ใจหนักหนากับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ตั้งสติเรียกระดมปราชญ์ราชบัณฑิต แล้วเตือนสติว่าแทนที่จะมานั่ง พร่ำบ่นเสียอกเสียใจ แต่ควรจะมาช่วยกันคิดและดำเนินการ “พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส” มากกว่า ในตอนนี้ พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ปรากฏ ให้เห็นเด่นชัดอีกครั้งเมื่อทรงนำเสนอ “แนวทางการฟื้นฟูต้นมะม่วง” อย่างเป็นระบบถูกต้องตามหลักวิชาถึง 9 วิธีการ ดังที่ปรากฏในตอนที่ 35 (ตอนที่ 35) อุทิจจพราหมณ์มหาศาลรีบมาเฝ้าพระราชา พร้อมด้วยลูกศิษย์สองคน คือ จารุเตโชพราหมณ์ และคเชนทรสิงหบัณฑิตสองคนนี้ คนแรกชำนาญการปลูก คนที่สองชำนาญการถอน ทันใดที่มาถึง คเชนทรสิงห -
๓๖ บัณฑิตก็ทรุดลงแทบพระบาทของพระราชาแล้วทูลว่า “ข้าพระองค์ผิดไปเอง เมื่อเหล่าอมาตย์ขอให้ข้าพระองค์ ช่วยเก็บมะม่วงถวายพระอุปราช ข้าพระบาทจึงนำเอา “ยันตกลเก็บเกี่ยว” มาใช้ มิได้คิดว่าจะทำให้ต้นมะม่วงถอน รากโค่นลงมา พระพุทธเจ้าข้าขอรับ” พระราชาตรัสว่า : “อย่าโทมนัสไปเลย อาจารย์ผู้ดำริการ ต้นมะม่วงโค่นไปแล้ว ณ บัดนี้ปัญหาคือ ฟื้นฟู ต้นมะม่วงได้อย่างไร เรามีวิธีเก้าอย่างที่อาจใช้ได้ หนึ่ง เพาะเม็ดมะม่วง สอง ถนอมรากที่ยังมีอยู่ให้งอกใหม่ สาม ปักชำกิ่งที่เหมาะแก่การปักชำ สี่ เอากิ่งดี มาเสียบยอดกึ่งของต้นที่ไม่มีผลให้มีผล ห้า เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น หก เอากิ่งมาทาบกิ่ง เจ็ด ตอนกิ่งให้ออกราก แปด รมควันต้นที่ไม่มีผลให้ออกผล เก้า ทำ “ชีวาณูสงเคราะห์” ท่านพราหมณ์มหาศาล จงให้พราหมณ์อันเตวาสิก ไปพิจารณา “อุทิจจพราหมณ์รับสนองพระราชโองการ ว่า : ข้าพระองค์ผู้ทรงภูมิปัญญา จะให้คเชนทรสิงหบัณฑิต นำเครื่อง ‘ยันตกล’ ไปยกต้นมะม่วงให้ตั้งตรงทันที และจะให้จารุเตโชพราหมณ์เก็บเม็ดและกิ่ง ไปดำเนินการตาม พระราชดำริ” พระราชโปรดให้สองคนนั้นรีบไป แต่ขอให้พราหมณ์มหาศาลคอยรับพระราชดำริต่อไป มีประเด็นที่น่าสนใจและเห็นว่าเป็นประเด็นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในตอนที่ 35 นี้ก็คือ วิธี 9 อย่างในการฟื้นฟูต้นมะม่วง ผู้เขียนได้เคยสอบถามความคิดเห็นจากนักวิชาการด้านการเกษตรบางท่าน พบว่า แนวทางการฟื้นฟูต้นมะม่วงทั้ง 9 วิธีการนั้น ถือเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญและล้ำลึกอย่างยิ่งในวิชาการ ทางเกษตรศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประพันธ์ “พระมหาชนก” ได้ศึกษาค้นคว้าศาสตร์ทางด้านนี้มาอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความนี้มิได้เป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความเข้าใจทางการเกษตร แต่ผู้เขียนในฐานะของ นักวิชาการด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ใคร่ขอตั้งข้อสังเกตในที่นี้ว่านี่คือ “รหัสนัยที่ลึกซึ้ง” ยิ่งนัก และน่าจะเป็นรหัสนัยที่นักวิชาการด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การพึงขบคิดตีประเด็นให้แตกว่า จะถอดรหัสแนวทางการ “ฟื้นฟูต้นมะม่วง” ทั้ง 9 วิธีการให้ออกมาเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับการ “ฟื้นฟูทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ” ได้อย่างไร? เนื่องด้วยภูมิปัญญาอันมีขอบเขตจำกัดของผู้เขียนเอง ในที่นี้ผู้เขียนจึงใคร่ขอนำเสนอแนวทางการถอดรหัส การฟื้นฟูทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทางการฟื้นฟูต้นมะม่วงทั้ง 9 วิธี โดยเป็นการนำเสนอในลักษณะของการยกร่าง เป็น “ประเด็นตั้งต้น” (Proposition) เพื่อที่จะเชื้อชวนให้บุคคลทั่วไป รวมทั้งปราชญ์ ผู้รู้ นักวิชาการและ ผู้ปฏิบัติงานที่เชี่ยวชาญและที่สนใจในด้านการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ จะได้เข้า มาร่วมกันขบคิดถกแถลงแสวงหาทางออกร่วมกันว่า “แนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรมนุษย์และองค์การ” แต่ละข้อ ของ “การฟื้นฟูต้นมะม่วง” ทั้ง 9 ข้อ แท้ที่จริงแล้วคืออะไร มีนัยยะความหมายอะไร และมีเครื่องมือที่เหมาะสม ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การอะไรที่จะใช้เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรมนุษย์และองค์การได้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ ใคร่ขอให้ผู้อ่านจินตนาการถึงบริบทองค์การที่กำลังเผชิญกับปัญหาคุณภาพของบุคลากรตกต่ำ แม้บางองค์การ จะเป็นองค์กรที่มีศักยภาพดีแต่บุคลากรบางกลุ่มกลับไร้ผลงาน คนดีคนเก่งถูกทำลายเสียขวัญกำลังใจจนหมดพลัง ในการทำงาน คำถามคือ เราจะฟื้นฟูคนและองค์การเหล่านี้ โดยใช้แนวทางการฟื้นฟูต้นมะม่วง 9 ข้อ ในการนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอแนวทางการตีความตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การเป็นการ ตั้งต้น ดังนี้ 1. เพาะเม็ดมะม่วง (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษว่า Culturing the seeds) ผู้เขียนใคร่ขอถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่าการ “เพาะเม็ดมะม่วง” น่าจะหมายถึง “การบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่” หรือ “การพัฒนาบุคลากรพันธุ์ใหม่” ขึ้นมา
๓๗ 2. ถนอมรากที่ยังมีอยู่ให้งอกใหม่ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็น ภาษาอังกฤษว่า Nursing the roots so they grow again) ผู้เขียนใคร่ขอถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์และองค์การว่า “ราก” หมายถึง องค์ความรู้ ภูมิปัญญา ขีดความสามารถดั้งเดิม (Competence) ที่องค์กร มีอยู่เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะขาดการเอาใจใส่ดูแลและพัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเท่านั้น (คล้าย ๆ กับ การที่สังคมไทย เคยมีภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ขาดการเหลียวแล เพราะมัวแต่หลงไหลได้ปลื้มไปกับภูมิปัญญาตะวันตก จนในที่สุด ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เป็น “รากเหง้า” ที่แท้จริงถูกละเลย หรือถูกทำลายสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย) 3. ปักชำกิ่งที่เหมาะแก่การปักชำ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็น ภาษาอังกฤษว่า Culturing (cutting) the branches) การปักชำกิ่งคือการตัด/นำกิ่งที่เหมาะสมไปปักลงในวัสดุชำ เพื่อให้เกิดรากขึ้นมา เป็นวิธีการที่ง่าย ได้ผลเร็วและต้นทุนต่ำ จุดสำคัญจุดหนึ่งในที่นี้คือ การได้มาซึ่ง “กิ่งที่เหมาะ” แก่การปักชำ หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ก็อาจตีความได้ว่า “กิ่งที่เหมาะ” ก็คือ กลุ่มคนที่เป็นกลุ่ม “คนดีคนเก่ง” 4. เอากิ่งดีมาเสียบยอดกิ่งของต้นที่ไม่มีผลให้มีผล (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษว่า Grafting on the other tree) การเสียบยอดคือการนำเอากิ่งของยอดพันธุ์ที่ดี ไปเสียบทาบกับยอดของต้นที่ไม่มีผล โดยมีเป้าประสงค์หลักเพื่อให้ได้ผลผลิตจากต้นเดิมที่เร็วกว่าการเริ่มปลูกใหม่ หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ก็อาจตีความได้ว่า “กิ่งดี” คือกลุ่มคนที่เป็น กลุ่ม “คนดีคนเก่ง” ซึ่งหมายถึงกลุ่ม “ดาวดวงเด่น” และ “กลุ่มม้างาน” อันเป็นกลุ่มที่เหมาะแก่การขยายพันธุ์ 5. เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ ว่า Bud grafting on the other tree) การต่อกิ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชอีกแบบหนึ่ง โดยเอาตาของต้นไม้ต้นหนึ่ง ที่มีคุณภาพดีไปติดที่ต้นหรือกิ่งของอีกต้นหนึ่งซึ่งเป็นชนิดเดียวกันเพื่อหวังให้เกิดต้นตอหรือกิ่งที่มีคุณภาพดีในต้นไม้ นั้น หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ก็อาจตีความได้ว่า “ตา” หมายถึงแง่คิด มุมมอง คุณลักษณะที่ดีของบุคลากรกลุ่มที่มีคุณภาพ 6. เอากิ่งมาทาบกิ่ง (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษว่า splicing (approach grafting) the branches) การทาบกิ่ง เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ให้ได้ต้นพันธุ์ดีซึ่งมีลักษณะทาง สายพันธุ์เหมือนต้นแม่วิธีหนึ่ง โดยกิ่งพันธุ์ดีจะทำหน้าที่เป็นลำต้นของต้นพืชใหม่ ส่วนต้นตอที่นำมาทาบติดกับกิ่ง ของต้นพันธุ์ดีจะทำหน้าที่เป็นระบบราก เพื่อหาอาหารให้กับต้นพันธุ์ดี หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์และองค์การ ผู้เขียนมีความเห็นว่าสามารถตีความได้หลายประการ > การระดมกลุ่มคนดีคนเก่งให้มาทำงานร่วมกันในลักษณะ Talent Project Team หรือ Talent Taskforce > การพัฒนาบุคลากรกลุ่มคนดีคนเก่งที่มีคุณภาพให้เป็น “วิทยากรต้นแบบ” > การเอาความรู้ เทคนิค ประสบการณ์ของบุคลากรมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันร่วมกัน (Knowledge sharing) 7. ตอนกิ่งให้ออกราก (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษว่า layering the branches) การตอนกิ่ง คือ การทำให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากขณะที่ติดอยู่กับต้นแม่ ทำให้ได้ต้นพืชใหม่ ที่มีลักษณะทางสายพันธุ์เหมือนกับต้นแม่ทุกประการ เมื่อถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และ องค์การ ผู้เขียนมีความเห็นว่าสามารถตีความได้ว่า การ “ตอนกิ่งให้ออกราก” คือการที่องค์กรเสริมสร้าง “กลุ่มคน ดีคนเก่ง” ที่เคย “ถูกบั่นทอนจนสูญเสียขวัญ เสียกำลังใจและความมั่นใจ” ให้กลับมามีพลัง มีความเข้มแข็ง มีความ มั่นใจที่จะกลับมาสร้างสรรค์ผลงานที่ดีได้อีกครั้งหนึ่ง
๓๘ 8. รมควันต้นที่ไม่มีผลให้ออกผล (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็น ภาษาอังกฤษว่า Smoking the fruitless tree, so that it bears fruit) การรมควันเป็นภูมิปัญญาโบราณ ที่กระทำในช่วงที่ใบมะม่วงสะสมอาหารไว้เต็มที่แล้ว การรมควันจะเร่งให้ใบแก่ของมะม่วงหลุดร่วงก่อนเวลาปรกติ ก่อนที่ใบจะร่วง อาหารที่สะสมที่ใบจะเคลื่อนย้ายกลับไปสะสมที่ปลายยอด ทำให้มีสภาพเหมาะสมแก่การผลิดอก นอกจากนี้ยังพบว่า ในควันไฟมีแก๊สเอทิลีน (ethylene) ซึ่งเป็นสารตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้มะม่วงออกดอกอีกด้วย ผู้เขียนใคร่ขอถอดรหัสนัยนี้ในเชิงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การว่าหมายถึง “การบำบัดฟื้นฟูคนที่มีแวว มีศักยภาพได้ฉายแววหรือเปล่งศักยภาพของตนขึ้นมาอีกครั้ง” 9. ทำ ‘ชีวาณูสงเคราะห์’ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษว่า Culturing the cells in a container) ชีวาณูสงเคราะห์ บ้างก็ว่าหมายถึงการนำเอาเซลล์ของเนื้อเยื่อออกมาเพาะใหม่ บ้างก็ว่าคือการปลูกเนื้อเยื่อ บ้างก็หมายถึงการเพาะพันธุ์ในหลอดแก้ว สรุปโดยรวม น่าจะหมายถึงการการเพาะ เซลล์ที่จะได้มาซึ่งพันธุ์ไม้ใหม่ที่มีความแกร่งกล้าและให้ดอกออกผลได้ดีกว่าเดิม ผู้เขียนใคร่ขอถอดรหัสนัยนี้ในเชิง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การว่าหมายถึงการที่องค์กรริเริ่มโครงการบ่มเพาะสร้างสรรค์ค่านิยม วัฒนธรรมองค์การใหม่ อันเป็นค่านิยมวัฒนธรรมที่เหมาะกับยุคสมัย และจะช่วยสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับ องค์การอย่างยั่งยืนในอนาคต หลักการฟื้นฟูต้นมะม่วงด้วย 9 วิธีการ สะท้อนให้เห็นถึงหลักคิดแบบ “มนุษย์นิยม” (Humanism) และ “มนุษยธรรมนิยม” (Humanitarianism) ที่ให้ความเอาใจใส่ดูแลบุคลากรครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ มีผลงานดีหรือยังไม่มีผลงานชัดเจนก็ตาม ด้วยหลักความคิดพื้นฐานในแง่บวกที่เชื่อว่าคงไม่มีมนุษย์คนใดที่อยาก เป็นคนไม่เก่งไม่ดี มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากเป็นคนดีคนเก่ง และมนุษย์ทุกคนย่อมสามารถพัฒนาฟื้นฟูได้ องค์กรที่ดีจึงควรมีความมุ่งมั่นที่ชัดเจนในการเปิดโอกาสและพัฒนาบุคลากรเพื่อดึงเอาความสามารถและความดีงาม ของบุคลากรออกมา ผู้เขียน ผศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี | คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นิด้า https://www.youtube.com/watch?v=iqgTQz7BYhc ถอดรหัสพระมหาชนก จากมุมมองการพัฒนาคนและองค์กร https://www.youtube.com/watch?v=xypwDt215zc NIDA WISDOM for Change โดย ผศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี (อาจารย์คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นิด้า) : 24.58 นาที
๓๙ บรรณานุกรม กรมการพัฒนาชุมชน. 2564.การประยุกต์ทฤษฎีใหม่สู่ โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง. พิมพ์ครั้งที่ 1. จังหวัดสมุทรสาคร: บริษัทพิมพ์ดี จำกัด. https://www.thaihealth.or.th/ https://www.facebook.com/darapappayon/posts/2293505247349016 https://www.facebook.com/santisukdanpisuth/photos/ https://www.saeafrica.com/ภาคปฏิบัติจริง/ https://www.posttoday.com/social/royal/460571 https://sites.google.com/site/vetherporpeanglife/home/sastr-phra-racha http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2012/04/X11980776/X11980776.html https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/view_activities/30/112753 https://www.facebook.com/santisukdanpisuth/photos/ https://www.matichon.co.th/publicize/news_3399 http://www.aecth.org/Article/Detail/132851 https://palungjit.org/threads/พระราชกรณียกิจด้านการศาสนา.237575/ https://lampang.cdd.go.th/2022/06/06 www.finchandbeak.com/1206/mapping-the-sdgs-your-business-priorities.htm https://mgronline.com/live/detail/9600000106798 https://phuket.cdd.go.th/2021/07/17 https://www.ptnpeo.go.th/org-activity/864/ https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=8754 https://www.egat.co.th/egattoday/index.php?option=com_k2&view=item&id=9001:2 0192410-egat11 https://thaipublica.org/2022/03/sdg-localization-one-plan/ https://phichithotnew.blogspot.com/2020/09/4_20.html https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/55564 http://oaezone.oae.go.th/view/1/ศาสตร์พระราชา/TH-TH/?page650=2 https://thaipublica.org/2022/03/sdg-localization-one-plan/ https://www.youtube.com/watch?v=O-hdYhZsJao https://www.surinseed.com/article/119/แนะ”คนเมือง”ใช้พื้นที่น้อยทำสวน”-5-ระดับ-5-ด-”- ตามรอยศาสตร์พระราชา https://sdgs.un.org/goals https://globalhealthprogress.org/collaboration/ghana-telemedicine-program/ http://www.moveworldtogether.com/TH/article-detail.php?ID=22 https://www.rdpb.go.th/th/Projects
๔๐ ภาคผนวก ก ถอดบทเรียน “การเอามื้อสามัคคี” เมื่อได้เรียนรู้เรื่อง หลักกสิกรรมธรรมชาติ ขั้นตอนการลงแปลงตามหลักกสิกรรม 10 ขั้นตอน รวมไปถึง ความรู้ที่ได้รับจากวิชาการออกแบบพื้นที่ตามภูมิสังคม และกิจกรรม Work Shop การจัดการพื้นที่ฯ การเอามื้อสามัคคีจึงเป็นการมอบหมายให้แต่ละกลุ่มประมวลความรู้ มาจัดการพื้นที่ที่กลุ่มตนเองได้รับผิดชอบ โดยที่แต่ละกลุ่มจะต้องประชุมวางแผนการทำงาน ตาม 10 ขั้น การลงแปลง หลังจากนั้นแต่ละกลุ่มก็ลงมือปฏิบัติ ตามแผนที่วางไว้ภายในระยะเวลา 2.30 ชั่วโมง แต่ละสีจะมีพี่เลี้ยงจากเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติและวิทยากร จิตอาสาพัฒนาชุมชน เป็นครูพาทำ และเป็นที่ปรึกษาให้กลุ่มตลอดระยะเวลาที่ลงแปลง เมื่อดำเนินการครบ ตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วจะมีคณะกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มละ 1 คน ร่วมกับครูพาทำ เป็นผู้ตรวจแปลง และให้คะแนนตามแบบที่เตรียมไว้หรือใช้การตรวจประเมินผลจากการถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น จากการลงมือทำ เอามื้อสามัคคี โคกหนองนาโมเดล ที่มา: https://www.surinseed.com/article/119/แนะ”คนเมือง”ใช้พื้นที่น้อยทำสวน”-5-ระดับ-5-ด-”-ตามรอยศาสตร์พระราชา
๔๑ ภาคผนวก ข การพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)กับแนวทางการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ จากสภาวะโลกร้อน ด้วยแนวคิดการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตามที่เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals หรือ MDGs) จะสิ้นสุดลง ในปี ค.ศ. 2015 องค์การสหประชาชาติ จึงได้จัดการประชุมเจรจาระหว่างรัฐบาลสำหรับการจัดทำวาระ การพัฒนาหลังปี ค.ศ. 2015 (Inter-governmental Negotiations on Post - 2015 Development Agenda: IGN Post 2015) เพื่อหารือ กำหนดวาระการพัฒนาภายหลัง ปี ค.ศ. 2015 ตามกระบวนทัศน์ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยมีประเด็นสำคัญของวาระฯ คือ การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ซึ่งจะเป็นกรอบการดำเนินงานของประชาคมโลก เพื่อให้ทุกภาคส่วนนำไปปฏิบัติ ที่มา: https://sdgs.un.org/goals การประชุม IGN Post 2015 ได้ผลลัพธ์การเจรจาเป็น ร่างเอกสาร “Transforming Our World: The 2030 Agenda for Sustainable Development” ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุมสหประชาชาติ สมัยที่ 70 ในวันที่ 25 กันยายน 2558 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก โดยมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้า คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม
๔๒ เ อ ก สา ร “Transforming Our World: The 2030 Agenda for Sustainable Development” ประกอบด้วยอารัมภบท ปฏิญญา เป้าหมาย SDGs จำนวน 17 ข้อ (โดยมีเป้าประสงค์รวม 169 ข้อ) กลไกการดำเนินงาน และหุ้นส่วนระดับโลก และการทบทวนและติดตามผล ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีเป้าหมายที่ 13 ระบุถึงโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ เป้าหมายที่ 13 : ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบ* 13.1 ให้ทุกประเทศเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 13.2 ให้มีการบูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานของชาติ 13.3 ให้มีการปรับปรุงการศึกษา การสร้างความตระหนัก การเสริมสร้างสมรรถภาพของบุคคล และองค์กรในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดผลกระทบ และการเตือนภัยล่วงหน้า 13.a ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ (UNFCCC) ดำเนินงานตามพันธกรณี สู่เป้าหมายการร่วมสนับสนุนด้านการเงินในกองทุน Green Climate Fund (GCF) 100 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2020 จากแหล่งทุนทุกรูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา ในบริบทของการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจก อย่างมีนัยสำคัญ และความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยให้กองทุน GCF พร้อมเริ่มดำเนินงานได้ ผ่านการโอน เงินทุนเข้ากองทุนโดยเร็วที่สุด 13.b ส่งเสริมกลไกสำหรับการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพื่อให้เกิดการวางแผนและการจัดการ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการมุ่งเน้นที่ผู้หญิง เยาวชน ชุมชนท้องถิ่น และชุมชนชายขอบ *โดยตระหนักว่า กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เป็นการประชุมระหว่างประเทศหลักสำหรับการเจรจาท่าทีระดับโลกต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มา: https://globalhealthprogress.org/collaboration/ghana-telemedicine-program/ สถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกและภูมิภาค
๔๓ แนวโน้มปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ในทุกภูมิภาคของโลก เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น ปริมาณฝนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในฤดูน้ำหลากและน้อยลงในฤดูแล้ง และจำนวนวันที่อากาศร้อนเพิ่มขึ้น รวมถึงการเกิดเหตุการณ์รุนแรง เช่น คลื่นความร้อนความแห้งแล้ง น้ำท่วม พายุหมุน และไฟป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากรายงานประเมินสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับที่ 5 (The Fifth Assessment Report: AR5) ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) มีข้อค้นพบที่ชัดเจนว่าบทบาทและกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ จำนวนประชากร กิจกรรมด้านเศรษฐกิจ วิถีการดำเนินชีวิตการใช้พลังงาน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน เทคโนโลยี และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รวมทั้ง การวิเคราะห์ ผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม การดำเนินการในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก แนวทางการดำเนินมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องใช้เทคโนโลยี กลไกเศรษฐศาสตร์ สังคม และสถาบัน อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากกว่าในปัจจุบัน ดังนั้น แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงกลไกต่าง ๆ และการดำเนินการรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก จากเวทีการเจรจาระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference : UNFCCC) โดยผลการเจรจา กำหนดข้อตกลงที่สำคัญจากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (Conference of Parties 21 : COP21) ได้มีการให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีต่อความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งมีผู้แทน 195 ประเทศ ให้ความเห็นชอบและร่วมในพิธีลงนามความตกลงปารีส ซึ่งเป็น ความร่วมมือระยะยาวของประชาคมโลก ในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิ เฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการในการรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้อยู่ ในระดับปลอดภัย จึงมีการดำเนินการร่วมกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก โดยเริ่มต้นด้วยพิธีสารเกียวโต ในการกำหนดให้รัฐ ภาคีที่อยู่ในภาคผนวกที่ 1 กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระยะที่ 1 (พ.ศ. 2551 – 2555) ขั้นต่ำร้อยละ 5 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2533 สำหรับประเทศนอก ภาคผนวกที่ 1 ไม่มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สามารถร่วมมือในการดำเนินการกลไก การพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในประเทศและสามารถขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้หรือคาร์บอนเครดิต เพื่อให้ประเทศพัฒนาแล้วนำไปใช้ บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และได้มีการกำหนดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2563) อย่างน้อยร้อยละ 18 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2533