๔๔ ความตกลงปารีส ที่ประชุม COP 21 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้รับรองความตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 โดยเป็นตราสารกฎหมายที่รับรองภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC ฉบับล่าสุด ต่อจากพิธีสารเกียวโตและข้อแก้ไขโดฮา เพื่อกำหนดกฎกติการะหว่างประเทศที่มีความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นสำหรับ การมีส่วนร่วมของภาคีในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเสริมสร้างการตอบสนองต่อ ภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก ในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนและความพยายาม ในการขจัดความยากจน รวมถึงโดย 1. ควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อน อุตสาหกรรม และมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อน อุตสาหกรรม โดยคำนึงว่าการดำเนินการตามนี้ จะลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ 2. เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริม การสร้างภูมิต้านทานและความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาประเทศ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ โดยไม่กระทบต่อการผลิตอาหาร 3. ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนที่มีความสอดคล้องกับแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และการพัฒนาให้มีภูมิต้านทานและความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคีตั้งเป้าที่จะมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกในระดับสูงที่สุด (global peaking) โดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และหลังจากนั้นจะดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกลงอย่างรวดเร็ว ตามวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมนุษย์จากแหล่งกำเนิด และการกำจัดโดยการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ความตกลงปารีสประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก คือ การดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) การรับมือกับ ความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and damage) และการยกระดับการให้การสนับสนุนด้านการเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพ (Means of Implementation: Finance, Technology development and transfer, and capacity-building) พร้อมทั้งวางกรอบเพื่อรับรองความ โปร่งใสของการดำเนินงานและการสนับสนุน (Transparency of action and support) และกำหนดให้มี การทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก (Global Stocktake) เป็นระยะ เพื่อประเมินความก้าวหน้า ต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายระยะยาวของความตกลงนี้ สำหรับการมีส่วนร่วมของแต่ละภาคี เป็นไปตามที่ประเทศกำหนด โดยข้อ 4 ของความตกลงปารีส กำหนดให้แต่ละภาคีต้องจัดทำ แจ้ง และจัดให้มีการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally determined
๔๕ contributions: NDCs) อย่างต่อเนื่อง โดยแจ้งทุก ๆ 5 ปี ซึ่งจะแสดงถึงความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้น และสะท้อนให้เห็น ถึงความพยายามที่เป็นไปได้สูงสุด ตามหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างโดยคำนึงถึงขีดความสามารถ ของแต่ละภาคี (common but differentiated responsibilities and respective capabilities, in the light of different national circumstances) โดยภาคีประเทศพัฒนาแล้วควรยังคงความเป็นผู้นำ โดยจัดทำเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ลดได้จริงและครอบคลุมทุกภาคเศรษฐกิจ (economy - wide absolute emission reduction targets) สำหรับภาคีประเทศกำลังพัฒนา ควรยกระดับความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้รับการส่งเสริมเพื่อมุ่งสู่ การจัดทำเป้าหมายการลดหรือจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมทุกภาคเศรษฐกิจ (economy - wide emission reduction or limitation targets) ในอนาคตที่เป็นไปตามสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ความตกลงปารีสได้รับรองการใช้แนวทางความร่วมมือโดยสมัครใจที่มีการใช้ผลการลด ก๊าซเรือนกระจกที่ถ่ายโอนระหว่างประเทศ (internationally transferred mitigation outcome) ในการบรรลุ NDCs โดยภาคีจะต้องดำเนินงานสอดคล้องกับคำแนะนำที่รับรองโดยที่ประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส (The Conference of the Parties serving as the meeting of the Parties to the Paris Agreement: CMA) และได้จัดตั้งกลไกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้อำนาจและคำแนะนำ ของ CMA โดยแนวทางความร่วมมือ และกลไกนี้ อาจรวมถึงและนำไปสู่การใช้กลไกตลาดภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่นี้ ต่อไป สถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ประเทศไทยมีแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้นจากกิจกรรมการพัฒนาประเทศจากข้อมูล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2554 มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 305.52 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ และจากการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยมีสูงถึง 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2573 โดยภาค เศรษฐกิจที่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคือ ภาคพลังงาน รองลงมาคือ ภาคเกษตร กระบวนการ ทางอุตสาหกรรม และของเสีย (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2559) ประกอบ กับการจัดลำดับขององค์กร Germanwatch ระบุว่าประเทศไทยเป็นประเทศ 1 ใน 10 ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว และการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ ศูนย์ภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา สรุปว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2559 – 2578) ประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ย เพิ่มสูงขึ้น และมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยมากกว่า 35 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน ปริมาณน้ำฝนรายปีเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น และจำนวนวันฝนตกในช่วงฤดูฝนและการกระจายตัวของฝนเพิ่มขึ้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแหล่งน้ำ และมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและอุทกภัยในบางพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อการจัดการน้ำของประเทศในภาคส่วนต่างๆ เช่น ภาคเกษตร และภาคเมือง
๔๖ การดำเนินการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ประเทศไทยมีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นประเทศที่มีความเปราะบางและมีความเสี่ยง จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จึงต้องมีการดำเนินการตามมาตรการระหว่างประเทศ ที่มุ่งสู่การเติบโตด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการบูรณาการกับแนวทางการพัฒนาประเทศ ในระยะยาว การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล องค์ความรู้และความตระหนักรู้ของประชาชน การดำเนินการตามข้อตกลงจากการประชุมในเวทีสหประชาชาติภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปัจจุบันกำลังดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความเหมาะสม ของประเทศกำลังพัฒนา (Nationally Appropriate Mitigation Actions: NAMA) ได้กำหนดเป้าหมายการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 7-20 จากระดับการปล่อยกรณีปกติ(Business As Usual: BAU) ซึ่งเป็น การดำเนินงานด้วยความสมัครใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและคมนาคมขนส่ง ในปี 2563 ที่เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินการโดยภาครัฐตามศักยภาพของมาตรการจากนโยบายและแผน รวมทั้งการพัฒนาระบบ การตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (Measurable, Reportable, Verifiable : MRV) ในแต่ละภาคการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงในการมีส่วนร่วม (NDC) ซึ่งดำเนินการตามความตกลงปารีส ในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดทำข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลด ก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายหลัง พ.ศ. 2563 ที่มี
๔๗ ความสอดคล้องตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน และต่อยอดการดำเนินงานในกรอบ NAMA และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ในปี 2573 โดยกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกที่ร้อยละ 20 – 25 จากกรณีปกติ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยภาครัฐ อาศัยการดำเนินการที่มี ส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตามศักยภาพของมาตรการจากนโยบายและแผน และภาครัฐโดยสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายหลังปี 2563 ในสาขาที่มีความพร้อม ได้แก่ ภาคพลังงานและขนส่ง มี 9 มาตรการ จากการผลิตไฟฟ้า การใช้พลังงาน ในครัวเรือน อาคาร อุตสาหกรรมการผลิต และการคมนาคมขนส่ง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการใช้พลังงาน การพัฒนาพลังงานทดแทน และการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ภาคของเสีย มี 4 มาตรการ ครอบคลุมการจัดการขยะ น้ำเสียอุตสาหกรรมและชุมชน และกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ มี 2 มาตรการ โดยการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสารทำความเย็น ซึ่งจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 115.6 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือร้อยละ 20.8 จากกรณีปกติ (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 2559) โดยพบว่า องค์ประกอบของขยะ แบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน คือ 1. ขยะอินทรีย์ เศษอาหาร เศษผักผลไม้ที่ย่อยสลายได้ 2. ขยะรีไซเคิล แก้ว เศษกระดาษ พลาสติก โลหะ อะลูมิเนียม หรือของขายได้ 3. ขยะทั่วไป ถุงพลาสติก ซองบะหมี่ โฟม ฟอยด์ห่ออาหาร 4. ขยะอันตรายและเป็นพิษจากครัวเรือนหรือร้านค้า และพบว่า “ขยะอินทรีย์” เป็นประเภทขยะที่พบมากที่สุด ที่มา: http://www.moveworldtogether.com/TH/article-detail.php?ID=22
๔๘ ทั้งนี้ หากมีการจัดการขยะอินทรีย์โดยการจัดทำถังขยะเปียกครัวเรือน นอกจากจะช่วยลดภาระการบริหาร จัดการขยะของส่วนรวม สร้างมูลค่าเพิ่มจากสารปรับปรุงดิน ที่ได้จากการหมักขยะเศษอาหารในถังขยะเปียกแล้ว ยังสามารถประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้จากการดำเนินโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อน หากได้รับ การขึ้นทะเบียนรับรองเพื่อพัฒนาคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำเร็จ อาจมีรายได้ในอนาคตกลับคืนสู่ชุมชน ขั้นตอนและวิธีการกำจัดขยะอินทรีย์และขยะเปียกในครัวเรือน
๕๐ ภาคผนวก ค โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มา : https://www.rdpb.go.th/th/Projects ประวัติความเป็นมาของโครงการ พระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแก่ปวงราษฎรไทยในระยะแรกนั้น เป็นพระราชดำริด้านการแพทย์และงานสังคมสงเคราะห์ เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากในระยะต้นรัชกาล กิจการด้านการแพทย์ของไทยยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร และ การบริการสาธารณสุขในชนบทยังมิได้แพร่หลายเช่นในปัจจุบัน ซึ่งพระราชกรณียกิจช่วงแรกเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๕๐๕ จะเป็นการช่วยเหลือบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีลักษณะเป็นโครงการเต็มรูปแบบ อย่างปัจจุบัน เช่น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อใช้ในการสร้างอาคาร“มหิดลวงศานุสรณ์” ในบริเวณสถานเสาวภา สำหรับใช้ใน กิจการทางด้านวิทยาศาสตร์และผลิตวัคซีนบีซีจี ซึ่งผู้คนยุคนั้นกำลังประสบปัญหาจากวัณโรคอย่างร้ายแรง ที่มา : https://www.rdpb.go.th/th/Projects จากนั้นทรงริเริ่มสร้างภาพยนตร์ในนามว่า “ภาพยนตร์ส่วนพระองค์” จัดฉายเพื่อหารายได้จากผู้บริจาค โดยเสด็จพระราชกุศลนำมาช่วยเหลือพสกนิกรด้านต่าง ๆ และเมื่อคราวที่โรคอหิวาตกโรคระบาดอย่างรุนแรง ในเมืองไทยซึ่งโรคนี้ต้องใช้น้ำเกลือเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะนั้นการให้น้ำเกลือแก่ผู้ป่วยมีค่าใช้จ่ายสูง จำเป็นต้องสั่งจากต่างประเทศและน้ำเกลือที่ผลิตได้ในประเทศไทยตอนนั้นยังขาดคุณภาพ ได้พระราชทาน พระราชดำริให้มีการศึกษาวิจัยและสนับสนุนในการค้นหาวิธีสร้างเครื่องกลั่นน้ำเกลือใช้เองจนมีคุณภาพ ทัดเทียมกับต่างประเทศ และเป็นที่ยอมรับกันจนถึงปัจจุบันนี้ทั้งยังได้พระราชทานโครงการแพทย์หลวง พระราชทาน “เรือเวชพาหน์” เพื่อใช้เป็นหน่วยเคลื่อนที่รักษาราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามลำน้ำโดยพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดำเนินการมาจนทุกวันนี้
๕๑ ที่มา : https://www.rdpb.go.th/th/Projects พระราชดำริเริ่มแรกอันเป็นโครงการช่วยเหลือประชาชนเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กรมประมงนำพันธุ์ปลาหมอเทศจากปีนังซึ่งได้รับจากผู้เชี่ยวชาญด้านการประมง ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ เข้าไปเลี้ยงในสระน้ำพระที่นั่งอัมพรสถาน และเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพันธุ์ปลาหมอเทศแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั่วประเทศ นำไปเลี้ยงเผยแพร่ขยายพันธุ์แก่ราษฎรในหมู่บ้านของตน เพื่อจะได้มีอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้น โครงการพระราชดำริที่นับว่าเป็นโครงการพัฒนาชนบทโครงการแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรถบลูโดเซอร์ ให้หน่วยตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวรไปสร้างถนนเข้าไปยังบ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ (ซึ่งปัจจุบันคือ ตำบลทับใต้) อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์เพื่อให้ราษฎรสามารถสัญจรไปมาและนำผลผลิตออกมาจำหน่ายยังชุมชนภายนอก ที่มา : https://www.rdpb.go.th/th/Projects จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้พระราชทานพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ เพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง เดือดร้อนของราษฎรและสร้างเสร็จ ใช้ประโยชน์ได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ นับเป็นโครงการพระราชดำริทางด้านชลประทานแห่งแรกของพระองค์ ที่มา : https://www.rdpb.go.th/th/Projects
๕๒ ลักษณะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการพระราชดำริในระยะแรกๆ นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. โครงการที่มีลักษณะศึกษา ค้นคว้า ทดลองเป็นการส่วนพระองค์ โครงการดังกล่าวนี้เท่ากับ เป็นการเตรียมพระองค์ในด้านข้อมูลและความรอบรู้ที่จะทรงนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและเผยแพร่ แก่เกษตรกร รวมทั้งเป็นการแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยและ สภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นด้วย ๒. โครงการที่มีลักษณะเริ่มเข้าไปแก้ไขปัญหาหลักของเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหา และอุปสรรคในการทำเกษตรกรรมมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งพระองค์ทรงมีโครงการทดลองและเรียนรู้เพื่อแก้ไข ปัญหาของเกษตรกรอย่างแท้จริง ระยะแรกโครงการ ยงจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะบริเวณรอบๆ ที่ประทับใน ส่วนภูมิภาค รูปแบบของการพัฒนาแก้ปัญหา คือ การพัฒนาแบบผสมผสาน (Integrated Development) หลังจากนั้นโครงการในลักษณะนี้ค่อยๆ ขยายขอบเขตออกไปสู่สังคมเกษตรกรในพื้นที่ที่กว้างขึ้น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีอยู่มากมายหลายสาขา หลายประเภท ในระยะแรก มีชื่อเรียก แตกต่างกันไป ดังนี้คือ ๑) โครงการตามพระราชประสงค์ หมายถึง โครงการซึ่งทรงศึกษาทดลองปฏิบัติเป็นส่วนพระองค์ ทรงศึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญในวงงาน ทรงแสวงหาวิธีการทดลองปฏิบัติ ทรงพัฒนาและส่งเสริมแก้ไข ดัดแปลงวิธีการเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อดูแลผลผลิตทั้งในพระราชฐานและนอกพระราชฐาน และเมื่อทรง แน่พระทัยว่าโครงการนั้นๆ ได้ผลดี เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง จึงโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลเข้ามา รับงานต่อภายหลัง ๒) โครงการหลวง พระองค์ทรงเจาะจงดำเนินการพัฒนาและบำรุงรักษาต้นน้ำลำธารในบริเวณป่าเขา ในภาคเหนือ เพื่อบรรเทาอุทกภัยในที่ลุ่มล่าง ด้วยเหตุผลที่พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตแดนชาวไทยภูเขา จึงทรงมีโอกาส พัฒนาชาวเขาชาวดอยให้อยู่ดีกินดี ให้เลิกการปลูกฝิ่น เลิกการตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อยลอย และเลิกการค้า ไม้เถื่อน ของเถื่อน อาวุธยุทโธปกรณ์นอกกฎหมาย ทรงพัฒนาช่วยเหลือให้ปลูกพืชหมุนเวียนที่มีคุณค่าสูง ขนส่งง่าย ปลูกข้าวไร่ และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภค รวมคุณค่าผลผลิตแล้วให้ได้คุณค่าแทนการปลูกฝิ่น ๓) โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์หมายถึง โครงการที่พระองค์ได้พระราชทานข้อเสนอแนะ และแนวทางพระราชดำริให้เอกชนไปดำเนินการ ด้วยกำลังเงิน กำลังปัญญา และกำลังแรงงาน พร้อมทั้ง การติดตามผลงานให้ต่อเนื่องโดยภาคเอกชน เช่น โครงการพัฒนาหมู่บ้านสหกรณ์เนินดินแดง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ โครงการพจนานุกรม โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เป็นต้น ๔) โครงการตามพระราชดำริโครงการประเภทนี้เป็นโครงการที่ทรงวางแผนพัฒนา ทรงเสนอแนะ ให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามแนวพระราชดำริ โดยพระองค์เสด็จฯ ร่วมทรงงานกับหน่วยงานของรัฐบาล โครงการตามพระราชดำรินี้ในปัจจุบันเรียกว่า “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” มีกระจายอยู่ทั่ว ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ปัจจุบันมีลักษณะที่เป็นโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน ระยะเวลาสั้น และระยะเวลายาวที่มากกว่า ๕ ปี ขณะเดียวกันก็มีลักษณะที่เป็นงานด้านวิชาการ เช่น โครงการ เพื่อการศึกษาค้นคว้าทดลอง หรือโครงการที่มีลักษณะเป็นงานวิจัย เป็นต้น
๕๓ สรุปจำนวนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงาน กปร. ได้รวบรวมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ เดือนกรกฎาคม 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 5,151 โครงการ แยกเป็นภาคและการพัฒนาด้านต่าง ๆ ตามแผนภาพ ดังนี้ ที่มา : HTTPS://WWW.RDPB.GO.TH/RDPB/PROJECTDATA/FILES/SUMMARY_ROY_PROJECT65.PDF
๕๔ การพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ การพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นรูปแบบของการพัฒนาที่เน้นให้ประชาชนสามารถช่วยตัวเองหรือพึ่งตนเองได้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นำไปสู่ ความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยทรงยึดหลัก ดังนี้ 1) การพัฒนาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิมของสังคมไทย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2523 ความว่า “...การจะพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างให้เจริญขึ้นนั้นจะต้องสร้างขึ้นจาก พื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสิ้น ถ้าพื้นฐานไม่ดีหรือคลอนแคลนบกพร่องแล้ว ที่จะเพิ่มเติมเสริมต่อให้เจริญขึ้นไปอีกนั้น ยากนักที่จะทำได้จึงควรเข้าใจให้แจ้งชัดว่านอกจากจะมุ่งสร้างความเจริญแล้วยังจะต้องพยายามรักษาพื้นฐาน ให้มั่นคง ไม่บกพร่องพร้อม ๆ กันด้วย...” 2) การพัฒนาต้องตั้งอยู่บนหลักของภูมิสังคม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงยึดถือ สภาพความเป็นจริงของภูมิประเทศและสังคมวิทยาเกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่พัฒนาเป็นหลัก ทรงเน้นว่า จะพัฒนาอะไรหรือจะทำการอะไรนั้นขอให้ยึดหลักสำคัญ คือ ให้สอดคล้องกับภูมิสังคม กล่าวคือ จะทำอะไรก็ตาม ต้องคำนึงถึง 2 สิ่งด้วยกัน สิ่งแรก คือ ภูมิ เป็นลักษณะของภูมิประเทศ ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมลักษณะธรรมชาติ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราสิ่งที่ 2 คือ สังคม โดยจะต้องคำนึงถึงสังคมของคนในพื้นที่นั้น เพราะคนในสังคมหนึ่ง ๆ จะ ตัดสินใจไปตามวัฒนธรรม ค่านิยมทางสังคม สิ่งแวดล้อม ประเพณีการอบรมที่บ่มฝังมา คนแต่ละภูมิภาคจะมี แนวความคิดเป็นของตนเอง วิถีชีวิตไม่เหมือนกัน 3) ทรงยึดหลักผลประโยชน์ของประชาชนและการได้รับการยอมรับ การดำเนินงานพัฒนาใด ๆ ก็ตาม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงยึดหลักว่า โครงการทั้งหมดจะต้องสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งโครงการส่วนหนึ่งจะมาจากความต้องการของประชาชนเองกับอีกส่วนหนึ่งมาจากการริเริ่มของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์จะทรงคำนึงถึงมากที่สุดคือผลกระทบหรือผลประโยชน์ ส่วนได้ส่วนเสียของคนที่อยู่ในพื้นที่ เป็นอันดับแรกก่อนเสมอ โดยทรงยึดหลักความคุ้มค่ามากกว่าคุ้มทุน 4) ทรงบริหารจัดการโครงการอย่างมีระบบ และทรงนำวิชาการทุกแขนงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระปรีชา สามารถในศาสตร์ทุกด้านและทรงประสานศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ นำมาแก้ไขปัญหาให้เป็นไปอย่างมีหลักเกณฑ์ และถูกต้อง เช่น ทรงนำศาสตร์ทางด้านเกษตรกรรม วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ มาพัฒนาระบบ การเกษตรที่พระองค์ทรงเน้นในการพัฒนา เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้มีชีวิตความ เป็นอยู่ที่ เจริญก้าวหน้าขึ้น เช่น ระบบการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ดิน แหล่งน้ำ เพื่อให้มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตอย่างมากที่สุด
๕๕ 5) ทรงยึดหลักความประหยัด พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงยึดหลัก วิทยาการที่มีความเป็นไปได้และประหยัด พระองค์จึงทรงนำหลักการเศรษฐศาสตร์มาใช้สำหรับโครงการตาม แนวพระราชดำริเพราะทรงตระหนักถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณของหน่วยราชการที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่ได้ พระราชทานอยู่เสมอ จึงทรงพยายามเน้นหนักในแง่การใช้จ่ายให้ประหยัดที่สุดและได้ผลดีด้วย 6) ทรงค้นคว้าทดลองวิจัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงศึกษาทดลอง ปฏิบัติโครงการตามพระราชประสงค์เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งต้องทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการ ดำเนินงานทดลองจนกว่าจะเกิดผลดี ต่อมาเมื่อทรงแน่พระทัยว่าโครงการนั้น ๆ ได้ผลดีเป็นประโยชน์แก่ ประชาชนอย่างแท้จริง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลเข้ามารับงานต่อในภายหลัง 7) ทรงเน้นสร้างความแข็งแรงให้ชุมชน แนวทางการพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริคือ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนขึ้นเพื่อให้เกิด การพึ่งตนเองตามพระราชกระแสที่ว่า “ระเบิดจากข้างใน”คือ การให้ครอบครัว ชุมชน หรือหมู่บ้านมีความพร้อม มีความเข้มแข็งเสียก่อน เมื่อคนในชุมชนพร้อมแล้วก็จะระเบิดเอาความพร้อมภายในที่มีอยู่ข้างในตนเอง ทั้งความคิด ความร่วมมือ ความสามัคคี ออกมาพัฒนาสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้เอง แล้วจึงค่อยขยาย การดำเนินงานออกไปสู่สังคมภายนอก 8) ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) : ทำงานแบบบูรณาการตามแนวพระราชดำริ ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จสำหรับเกษตรกร (One Stop Service for Farmers) เป็นมิติใหม่ของ การบริหารงาน ซึ่งนำเอาแผนงานของส่วนราชการต่าง ๆ มาประสานกันให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรมากที่สุด นับเป็นการปฏิรูประบบบริหารราชการอย่างสำคัญโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 6 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ จังหวัดจันทบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จังหวัดสกลนคร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่ และ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จังหวัดเพชรบุรี กระจายอยู่ในภาคต่าง ๆ ทั้ง 4 ภาค ทำงานแบบบูรณาการ ตามแนวพระราชดำริ เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จสำหรับเกษตรกร (One Stop Service for Farmers) โดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ประสานความร่วมมือนับตั้งแต่การร่วมค้นหา สาเหตุของปัญหา ร่วมกันกำหนดแผนงาน ร่วมกันปฏิบัติและร่วมกันประเมินผลการทำงานและมีการศึกษา ทดลอง สาธิตให้เกษตรกรได้เห็นถึงความสำเร็จ 9) ทรงเน้นให้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีความห่วงใย ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยทรงเน้นว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจะนำอันตรายมาสู่ประเทศไทย และ ทรงเรียกร้องให้ยุติการทุจริต
๕๖ 10) ทรงเน้นในเรื่องการประสานงาน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเน้น ความสำคัญของการประสานงาน ทั้งนี้โครงการพระราชดำริต่าง ๆ อาศัยการดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหลักการสำคัญ ที่ใช้ในการทำงาน คือการผสมผสานของหน่วยงานในแผนงาน การพัฒนาแบบผสมผสานซึ่งเป็น ความพยายามที่จะเชื่อมโยงกิจกรรมที่จำเป็นในการยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างต่อเนื่อง โดยการระดมหรือ ผนึกกำลังของหน่วยต่าง ๆเข้าไปดำเนินการร่วมกันด้วยความพร้อมเพรียงกัน 11) พระราชทานหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยก่อนจะทำอะไรต้องมีความเข้าใจเสียก่อน เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลาย ปัญหาทั้งทางด้านกายภาพ ด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม เป็นต้น และระหว่างการดำเนินการนั้น จะต้องทำให้ ผู้ที่เราจะไปทำงานกับเขาหรือทำงานให้เขานั้น “เข้าใจ” เราด้วย เพราะถ้าเราเข้าใจเขาแต่ฝ่ายเดียว โดยที่เขาไม่ เข้าใจเรา ประโยชน์คงจะไม่เกิดขึ้นตามที่เรามุ่งหวังไว้ “เข้าถึง”ก็เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เข้าใจแล้ว ก็ต้องเข้าถึง เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้และเมื่อเข้าถึงแล้วจะต้องทำอย่างไรก็ตามให้เขาอยากเข้าถึงเราด้วย ดังนั้น จะเห็นว่า เป็นการสื่อสารสองทาง ทั้งไปและกลับถ้าสามารถทำสองประการแรกได้สำเร็จ เรื่อง “การพัฒนา” จะลงเอยได้อย่างดี เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันต่างฝ่ายอยากจะเข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาจะเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้ และผู้รับ 12) พระราชทานหลักการทำงานด้วยความ “รู้ รัก สามัคคี” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทาน พระราชดำรัสเรื่อง “รู้ รัก สามัคคี” อันเป็นพื้นฐานการทำงานในทุก ๆ เรื่อง ได้แก่ “รู้” การรู้แยกแยะสิ่งดี สิ่งเลว สิ่งที่เป็นประโยชน์ตามสภาพที่เป็นความจริงของบ้านเมือง การจะลงมือทำสิ่งใดจะต้องเข้าใจถึงปัญหาและวิธีที่ จะแก้ปัญหา “รัก” มีความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ไขปัญหานั้น มีความเมตตาอยากจะช่วยเหลือคนอื่น “สามัคคี” ควรคำนึงเสมอว่าเราจะทำงานคนเดียวไม่ได้ การรวมพลังกันด้วยความสามัคคีเป็นหมู่เหล่าจึงจะมีพลังเข้า ไปแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี 13) พระราชทานหลักเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของ ประชาชนได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ บุคคล ครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับรัฐ รวมไปถึงการนำไปใช้ในการบริหาร และพัฒนาประเทศเพื่อให้ประชาชนคนไทยรู้เท่าทันและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข โดยไม่หลงไปตาม กระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์
๕๗ คำชี้แจง แบบสอบถาม 1. เพื่อให้ผู้จัดได้มีโอกาสรับทราบผลการดำเนินงานของตนเอง และเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. โปรดเติมเครื่องหมาย ✓ และกรอกข้อความให้สมบูรณ์ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. เพศ ชาย หญิง 2. ตำแหน่ง นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคเอกชน อส. อื่น ๆ (ระบุ) ……………………………………… 3. การศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก อื่น ๆ ระบุ............................ 4. อายุ ต่ำกว่า 25 ปี 25-30 ปี 31-40 ปี 41-50 ปีขึ้นไป 51 ปีขึ้นไป ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจต่อโครงการ ระดับ 5 = มากที่สุดหรือดีมาก 4 = มากหรือดี 3 = ปานกลางหรือพอใช้ 2 = น้อยหรือต่ำกว่ามาตรฐาน 1 = น้อยที่สุดหรือต้องปรับปรุงแก้ไข รายละเอียด ระดับความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 1. กระบวนการ ขั้นตอนการให้บริการ 1.1 ความเหมาะสมของสถานที่ 1.2 ความเหมาะสมของระยะเวลา 1.3 ความเหมาะสมของช่วงเวลา 1.4 การจัดลำดับขั้นตอนของการจัดกิจกรรม 2. วิทยากร 2.1 ความรอบรู้ ในเนื้อหาของวิทยากร 2.2 ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ 2.3 การเปิดโอกาสให้ซักถามแสดงความคิดเห็น 2.4 การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ 2. เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ/ผู้ประสานงาน (ของหน่วยงานที่จัด) 2.1 การแต่งกาย 2.2 ความสุภาพ 2.3 การตอบคำถาม 2.4 การประสานงาน 3. การอำนวยความสะดวก (ของหน่วยงานที่จัด) 3.1 เอกสาร 3.2 โสตทัศนูปกรณ์ 3.3 เจ้าหน้าที่สนับสนุน 3.4 อาหาร,เครื่องดื่มและสถานที่ 4. คุณภาพการให้บริการ 4.1 ท่านได้รับความรู้ แนวคิด ทักษะและประสบการณ์ใหม่ ๆ จากโครงการ/กิจกรรมนี้ 4.2 ท่านสามารถนำสิ่งที่ได้รับจากโครงการ/กิจกรรมนี้ไปใช้ในการเรียน/การปฏิบัติงาน 4.3 สิ่งที่ท่านได้รับจากโครงการ/กิจกรรมครั้งนี้ตรงตามความคาดหวังของท่านหรือไม่ 4.4 สัดส่วนระหว่างการฝึกอบรมภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ (ถ้ามี) มีความเหมาะสม 4.5 ประโยชน์ที่ท่านได้รับจากโครงการ/กิจกรรม 5. ความพึงพอใจของท่านต่อภาพรวมของโครงการ แบบประเมินผล โครงการฝึกอบรมปฏิบัติการ : โครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ภาคผนวก ง
๕๘ ส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะ 3.1 สิ่งที่ท่านพึงพอใจในการร่วมโครงการ/กิจกรรมครั้งนี้ ............................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................ ...................................................................................................................... ...................................................................................... ............................................................................................................................................................................................................ 3.2 สิ่งที่ควรเสนอแนะนำไปพัฒนาการจัดโครงการ/กิจกรรมครั้งต่อไป ........................................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................ .................. .......................................................................................................................................................................................................... ขอขอบคุณในความร่วมมือ กรมการปกครอง