The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ บทที่ 2 เรื่อง เคมีเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phattarapong Toommee, 2022-10-20 07:30:33

แผนการจัดการเรียนรู้ บทที่ 2 เรื่อง เคมีเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต

แผนการจัดการเรียนรู้ บทที่ 2 เรื่อง เคมีเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต

แผนการจัดการเรียนรู้

วชิ าวทิ ยาศาสตร์พื้นฐาน ว22101
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

บทท่ี 2 เรื่อง เคมีเป็นพนื้ ฐานของส่งิ มีชวี ิต
ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนอุดรพทิ ยานุกลู

นายภทั รพงษ์ ตุ้มมี
รหัสประจำตัวนักศึกษา 61100147114
สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์ (เนน้ ชีววิทยา)

การฝึกปฏบิ ัติการสอนในสถานศกึ ษา 1
รหสั วิชา ED18501 (INTERSHIP IN SCHOOL 1)

คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุดรธานี
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

คำนำ

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว30103 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 เล่ม 1 นี้ จัดทำ
ขึ้นเพื่อใช้เปน็ แนวทางในการจดั การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และให้นักเรียนบรรลุตามมาตรฐานการ
เรียนรู้/ตัวชี้วัด ท่กี ำหนดไวใ้ นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐานพธุ ศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง 2560)
ผจู้ ดั ทำจงึ ไดศ้ กึ ษาสาระการเรยี นรู้ เทคนคิ วิธีการสอน การวดั และประเมินผล มาจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
ในครัง้ น้ี

แผนการจัดการเรียนรู้ในเล่ม 1 นี้ ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ เรื่อง
เคมีเปน็ พน้ื ฐานของสิง่ มีชีวิต เพือ่ ใหผ้ เู้ รยี นบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ไดเ้ ตม็ ศักยภาพอย่างแท้จริง

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการจัดการเรยี นรู้ฉบับนี้ จะสามารถนำไปใชป้ ระกอบการจัดการเรียนการ
สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ นำไปสู่การพฒั นาทถี่ ูกต้องและเกดิ ผลแก่ผเู้ รียนเปน็ อยา่ งดี

ภทั รพงษ์ ตุ้มมี
18 ตุลาคม 2565

สารบญั

เรื่อง หนา้
คำนำ……………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………………………. ข
บทท่ี 2 เรอื่ ง เคมเี ปน็ พน้ื ฐานของส่งิ มีชวี ิต

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 5 เรื่อง อะตอม ธาตแุ ละสารประกอบ(1)……………………….............…… 1
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 6 เรอ่ื ง นำ้ .....................................………….........................................… 11
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 7 เรอ่ื ง สารประกอบคาร์บอนในสิ่งมชี วี ติ (1)........................................ 20
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 8 เรื่อง สารประกอบคาร์บอนในสง่ิ มชี ีวติ (2)........................................ 30
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 9 เรื่อง สารประกอบคารบ์ อนในสิง่ มชี ีวติ (3)........................................ 38
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 10 เรอ่ื ง สารประกอบคารบ์ อนในส่งิ มชี วี ิต(4)...................................... 47
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง สารประกอบคาร์บอนในส่ิงมชี วี ิต(5)...................................... 56
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 12 เร่ือง ปฏิกริ ยิ าเคมีในเซลล์ของสิ่งมชี วี ิต(1)..................................... 64
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 13 เร่ือง ปฏิกิริยาเคมีในเซลลข์ องสิ่งมชี ีวิต(2)..................................... 73
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 14 เร่ือง ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสงิ่ มชี วี ิต(3)..................................... 82

1

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 5

กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รายวชิ า ชวี วทิ ยา 1

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 : เคมีทีเ่ ป็นพ้ืนฐานของสิ่งมีชวี ิต ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4

เร่อื ง อะตอม ธาตแุ ละสารประกอบ จำนวน 3 ชวั่ โมง

ครูผ้สู อน ภทั รพงษ์ ตุ้มมี

1.สาระสำคัญ
เข้าใจธรรมชาติของส่ิงมชี ีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารที่เป็นองค์ประกอบของ

สิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าท่ีของเซลล์ การลําเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรียนรู้

สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ายเกี่ยวกบั สมบัตขิ องน้ำและบอกความสําคัญของน้ำท่ีมตี อ่ ส่งิ มีชวี ติ และยกตวั อย่าง
ธาตุชนดิ ตา่ ง ๆ ที่มีความสําคญั ตอ่ ร่างกายส่ิงมีชวี ิต
3.จุดประสงค์

1) สบื ค้นขอ้ มลู อธบิ ายเก่ยี วกับอะตอม ธาตุและสารประกอบ (K)
2) ยกตวั อย่างและบอกความสำคญั ของธาตุชนิดตา่ งๆ ต่อส่งิ มชี วี ิต (K)
3) จดั ทำส่อื เพอ่ื เผยแพร่ความรู้เรือ่ ง อะตอม ธาตุและสารประกอบ (P)
4) ใฝ่เรยี นรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคญั

ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

(Sc.P: Science Process Skill)

การสงั เกต การลงความเห็นจากข้อมูล

การวัด การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร

การคำนวณ/การใช้ตวั เลข การกำหนดนิยามเชงิ ปฏิบัติ

การจำแนกประเภท การตัง้ สมมตฐิ าน

การจัดกระทำและสอ่ื ความหมายขอ้ มูล การทดลอง

การหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างสเปสกับสเปส การตีความหมายขอ้ มูล

และสเปสกับเวลา การสร้างแบบจำลอง

การพยากรณ/์ การทำนาย

2

5. สาระการเรยี นรู้
สงิ่ มชี ีวิตประกอบด้วย ธาตุและสารประกอบในรา่ งกายของสงิ่ มชี ีวิตมีน้ำเปน็ องค์ประกอบมากทีส่ ุด

น้ำประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจน มีสมบัติในการเป็นตัวทําละลายท่ีดีเก็บความร้อนได้ดีและมีความจุ
ความร้อนสงู ซึ่งชว่ ยรักษาดลุ ยภาพของเซลล์ได้

ธาตุท่ีส่ิงมีชีวิตต้องการจะอยู่ในรปู ของไอออนในมนษุ ย์และสัตวธ์ าตุจะช่วยให้การทํางานของระบบตา่ ง ๆ
ในรา่ งกายดาํ เนินไปตามปกตนิ อกจากนใี้ นกระดกู ฟนั และกล้ามเนื้อจะมีธาตุเป็นองคป์ ระกอบดว้ ย

อะตอม (atom) คือ อนุภาคหน่วยท่ีเล็กที่สุดของธาตุที่เขา้ ทำปฏิกิริยาเคมกี ันได้ ซึ่งประกอบด้วยอนภุ าค
สำคัญ 3 อนุภาค คือ อิเล็กตรอน โปรตอน และนิวตรอน (ยกเว้น อะตอมไฮโดรเจนไม่มีนิวตรอน) อะตอมของ
ธาตุต่างๆเขียนแทนได้ด้วยสัญลักษณ์ซึ่งไม่ซ้ำกัน

โมเลกุล (molecule) คือ อนุภาคหน่วยเล็กของสารที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยอิสระในธรรมชาติซึ่ง
ประกอบจากอะตอมตั้งแต่ 1 อะตอมขึ้นไป จึงแบ่งโมเลกุลได้เป็น 3 ประเภท คือ โมเลกุลอะตอมเดี่ยว
(monoatomic molecule) โมเลกุลอะตอมคู่ (diatomic molecule) และโมเลกุลหลายอะตอม (polyatomic
molecule)

ธาตุ (Element) คือ สารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยธาตุหรือสารชนิดเดียว ไม่สามารถแยกหรือสลาย
ออกเป็นสารอืน่ ได้ อนุภาคท่ีเล็กที่สุดของธาตุ เรียกว่า อะตอม ซ่ึงประกอบด้วยอิเล็กตรอนว่ิงวนรอบนิวเคลียสที่
ประกอบด้วยโปรตอนและ นิวตรอน

สารประกอบ (Compound) เป็นสารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยอะตอมของธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมา
รวมกันด้วยแรงยึดเหน่ยี วทางเคมี เกิดเป็นสารชนิดใหม่ เรียกว่า สารประกอบดังนั้นหน่วยย่อยของสารประกอบ
คือ โมเลกุล ซึ่งอาจแยกสลายได้เมื่อได้รับความร้อนหรือพลังงานไฟฟ้าสารประกอบท่ีพบในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำ เกลือแกง น้ำตาลทราย น้ำตาลกลูโคส เอทานอลคาร์บอนไดออกไซด์ หินปูน ด่างทับทิม เป็นต้น

6.กระบวนการจัดการเรยี นรู้
คาบท่ี 1 (2ชั่วโมง)
ขน้ั ท่ี 1. สรา้ งความสนใจ (Engagement)

1. นักเรียนดูภาพการเผาถ่าน เพ่ือให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายธาตุที่เป็นองค์ประกอบ ของส่ิงมีชีวิต
เพื่อให้ได้ข้อสรุปวา่ สิ่งมีชีวิตมีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก จะเห็นไดจ้ าก ถ่านสีดำท่ีได้จากการ
ทำถ่านประกอบด้วยธาตุคาร์บอนเป็นหลัก จากน้ันใช้คำถามเพ่ิมเติมเพื่อตรวจสอบความรู้เดิ ม
ยกตัวอย่างธาตทุ ี่เปน็ องคป์ ระกอบของส่งิ มีชีวติ ที่นอกเหนือจากธาตคุ าร์บอน

3

ข้นั ทื่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2. นักเรยี นแบ่งกลุม่ กลมุ่ ละ 5-6 คน
3. นักเรียนสืบคน้ ขอ้ มูลเกยี่ วกบั อะตอม ธาตแุ ละสารประกอบ รวมถงึ โครงสร้างของส่งิ มีชีวิต
4. นกั เรยี นดูภาพ

แล้วให้นักเรียนอภิปรายรว่ มกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยอะตอมของธาตุ
ต่างๆ 1 อะตอมยืดเหนี่ยวกันด้วยพันธะเคมีเกิดเป็นโมเลกุลเซลล์ซ่ึงเป็นหน่วยพ้ืนฐานที่เล็กที่สุดของ
ส่งิ มชี ีวิตเกดิ จากโมเลกลุ ชนิดตา่ ง ๆ จำนวนมากมารวมตัวกนั สิง่ มชี วี ิต หลายเซลล์ เช่น พืช สัตว์ มีเซลล์
จำนวนมากรวมเป็นเน้ือเย่อื ซึ่งมีหนา้ ทีจ่ ำเพาะ เนื้อเยอ่ื หลายชนิดทำงานร่วมกันเป็นอวยั วะที่ประกอบเป็นสง่ิ มชี วี ิต
ข้นั ที่ 3 อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
5. ครูให้นกั เรียนนำข้อมลู ที่ได้จากการสืบคน้ มาอภิปรายรว่ มกัน เพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ สรุปว่า อะตอมประกอบด้วย
โปรตอน นิวตรอน อยู่ในนิวเคลยี ส และอเิ ล็กตรอนซึง่ เคลอื่ นท่รี อบนิวเคลียสในระ ดั บ พ ลั งงาน ต่ าง ๆ
อิเล็กตรอนที่อยู่ในระดับพลังงานชั้นนอกสุดเรียกว่า เวเลนซ์อิเล็กตรอน โดยท่ัวไปนิวเคลียสมีจำนวน
นิวตรอนเท่ากับโปรตอน ตัวเลขแสดงจำนวนโปรตอนในอะตอม เรียกวา่ เลขอะตอมผลรวมของจำนวน
โปรตอนกับนิวตรอนเรียกว่าเลขมวลโดยโปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวกส่วนอิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้าลบ
ขณะทีน่ วิ ตรอนไม่มีประจุ อะตอมที่มีจำนวนอเิ ลก็ ตรอนเทา่ กบั จำนวนโปรตอนจะเป็นกลางทางไฟฟ้า

6. จากนนั้ ใหน้ ักเรียนดูรูปแลว้ ตอบคำถาม

4

- จำนวนเวเลนซ์อิเลก็ ตรอนของอะตอมคาร์บอนและอะตอมไฮโดรเจน

- อะตอมคาร์บอนมจี ำนวนโปรตอนและนิวตรอนอยา่ งละเทา่ ไร
7. นกั เรียนดูภาพและครูใชค้ ำภามในการกระต้นุ ความสนใจ ดังน้ี

- นอกจากสง่ิ มชี วี ิตมีธาตุคารบ์ อนเปน็ องค์ประกอบหลักแล้ว ยังมีธาตอุ ืน่ อกี หรือไม่
8. นักเรียนร่วมกันอภิปราย เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า นอกจากส่ิงมีชีวิตจะมีธาตุคาร์บอน ออกซิเจน และ
ไฮโดรเจน เป็นองค์ประกอบหลักแล้วยังมธี าตอุ ่นื ๆ เป็นองค์ประกอบอกี ดว้ ยโดยส่วนใหญธ่ าตเุ หลา่ นี้
จะอยู่ในรูปของไอออนและมีปริมาณท่ีแตกต่างกัน ถึงแม้ส่ิงมีชีวิต ต้องการธาตุบางชนิดในปริมาณ
เล็กน้อย แต่ถ้าได้รับปริมาณไม่เพียงพอหรือเม่ือมีการสูญเสีย ไปอาจทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ
ผิดปกติได้ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ความสำคัญของธาตุและการขาดธาตุต่าง ๆ ที่พบในพืช
และสตั ว์ แลว้ นำมาอภปิ รายรว่ มกนั เพอ่ื ให้ไดข้ ้อสรปู ว่าธาตตุ ่างชนิดกันมีหนา้ ทแี่ ตกตา่ งกนั การขาดธาตุ
เปน็ สาเหตขุ องโรคต่าง ๆ เช่น โรคคอพอก โรคกระดูกพรนุ

คาบท่ี 2 (1ชัว่ โมง)
ขั้นทื่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)

9. ครูอาจเชื่อมโยงการนำความรู้เรื่องความจำเป็นของธาตุต่อการดำรงชีวิต เช่น การทำไข่เค็มเสริม
ไอโอดีน การทำเกลือสินเธาว์เสริมไอโอดีน การทำปุ๋ยส่ังตัดสำหรับพืชซ่ึงเป็นการจัดธาตุอาหารที่จำเป็น
สำหรับพชื ในแต่ละพ้ืนท่ตี ามข้อมูลขุดดินและวิเคราะหด์ ินโดยใชช้ ุดตรวจสอบ N-P-K

5

10. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับธาตุและสารประกอบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า โมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอม
มากกวา่ 1 ชนดิ เรยี กว่าสารประกอบ เชน่ โซเดียมคลอไรด์ (NaCI)
11. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับพันธะเคมีเพื่อให้ไดข้ ้อสรุปวา่ การรวมตัวของอะตอมเกิดแรงยึดเหน่ียวที่เรียกว่า
พนั ธะเคมี ซึ่งพันธะเคมีเก่ียวข้องกับเวเลนซ์อเิ ล็กตรอนของคู่อะตอมทรี่ ่วมสร้างพันธะกัน การยืดเหนียว
ระหว่างอะตอมธาตุ 2 อะตอมโดยการใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกันเกิดเป็นพันธะโคเวเลนต์ และการยึด
เหน่ยี วระหว่างประจไุ ฟฟ้าของไอออนบวกและไอออนลบเกดิ เปน็ พันธะไอออนิก นอกจากนโ้ี มเลกลุ ยังเกิด
แรงยดึ เหนยี วระหวา่ งโมเลกุล โดยอาจเกิดจากโมเลกุลชนิดเดยี วกันหรือต่างชนดิ กนั เชน่ พันธะไฮโดรเจน
ขั้นที่ 5 ประเมนิ (Evaluation)
712. จากนน้ั ให้นักเรยี นจัดทำสื่อเพอื่ เผยแพร่ความรู้ในรปู แบบตา่ ง ๆ เช่น infographic ปา้ ยนเิ ทศ
13. นกั เรียนสรปุ องคค์ วามรู้เรอ่ื งอะตอม ธาตุและสารประกอบลงในสมุด

7.สื่อการสอน
1. หนงั สอื เรียนรายวิชาเพ่มิ เติม ชวี วทิ ยา เล่ม 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
2. รปู ภาพ

8.การวัดและประเมิน

สงิ่ ท่ีต้องการวัด วิธีการวดั ผล เครื่องมือวดั ผล เกณฑก์ าร
ประเมินผล
1) สบื คน้ ข้อมูล อธบิ าย - ชน้ิ งาน - แบบประเมินช้ินงาน
เกีย่ วกบั อะตอม ธาตแุ ละ - สงั เกตพฤตกิ รรมการตอบ - แบบสงั เกตพฤติกรรม อยใู่ นระดบั ดีขน้ึ ไป
สารประกอบ (K) คำถาม
2) ยกตวั อยา่ งและบอก อยู่ในระดับดีขน้ึ ไป
ความสำคญั ของธาตชุ นิด - การอภปิ รายรว่ มกนั ภายใน - แบบประเมินทกั ษะการ อยู่ในระดบั ดีขน้ึ ไป
ต่างๆ ตอ่ ส่งิ มชี ีวติ (K) กล่มุ ปฏิบัติการ
3) จัดทำสอ่ื เพอ่ื เผยแพร่ - ชิน้ งาน
ความรเู้ รอ่ื ง อะตอม ธาตุ - สงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
และสารประกอบ (P) ปฏิบัตงิ านของนกั เรยี น
4) ใฝ่เรยี นรู้ (A)

6

9. เครื่องมอื ประเมนิ

แบบประเมนิ ชิ้นงาน

ระดับคุณภาพ

ประเด็นทปี่ ระเมิน

ดมี าก ดี พอใช้

ผลงานมีความ เน้ือหาสาระของผลงาน เน้อื หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
ถูกต้องสมบรู ณ ถูกตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องเปน็ ส่วนใหญ่ ถูกต้องเปน็ บางประเด็น
ผลงานมีแนวคิดแปลกใหม่ ผลงานมคี วามนา่ สนใจ แตย่ งั
ผลงานมีความคิด ผลงานแสดงออกถึง แตย่ งั ไม่เปน็ ระบบ ไม่มแี นวคดิ แปลกใหม่
สร้างสรรค์ ความคิดสรา้ งสรรค์
แปลกใหม่ และเปน็ ส่งผลงานช้ากวา่ เวลา สง่ ผลงานช้ากว่าเวลา
5. ผลงานเสรจ็ ตาม ระบบ ทกี่ ำหนด 1-2 วัน ทกี่ ำหนด 3-5 วนั
เวลาท่กี ำหนด
ส่งผลงานตามเวลา
ท่ีกำหนด

แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ

รายการประเมิน ต้องปรับปรงุ
พอใช้
เนอ้ื หาไมถ่ ูกตอ้ งเปน็ สว่ นใหญ่ ดี
เนอ้ื หาถกู ตองแต่ให้สาระสำคัญนอ้ ยมาก และไมร่ ะบุแหล่งท่ีมาของความรู้ ดมี าก
เน้ือหาถกู ตอ้ ง มีสาระสำคัญ แตย่ งั ไมค่ รบถว้ น มกี ารระบแุ หล่งทม่ี าของความรู้
เนื้อหาถูกค้อง มสี าระสำคัญครบถว้ น และระบุทีม่ าของความรู้

7

ทกั ษะปฏิบัตกิ าร แบบประเมินทักษะการปฏบิ ตั กิ าร
ระดับคณุ ภาพ
พอใช้
ดีมาก ดี

การเลือกใช้ เลอื กใชอ้ ุปกรณ์/เครอื่ งมือ เลอื กใชอ้ ุปกรณ์/เครือ่ งมือใน เลอื กใชอ้ ุปกรณ์/เคร่ืองมอื ใน
อุปกรณ์/เครื่องมอื
ในการทดลอง ในการทดลองหรือ การทดลองหรือปฏบิ ัติการได้ การทดลองหรือปฏิบตั กิ ารไม่

ปฏบิ ตั ิการได้เหมาะสมกบั ถูกตอ้ งแต่ไม่เหมาะสมกับ ถูกตอ้ ง

งาน งาน

การใช้อุปกรณ์/ ใช้อปุ กรณ์/เครอื่ งมือใน ใชอ้ ุปกรณ์/เครอื่ งมือในการ ใช้อุปกรณ/์ เครอ่ื งมือในการ
เครื่องมือในการ การทดลองไดอ้ ยา่ ง ทดลองไดถ้ กู ต้องตาม ทดลองไมถ่ กู ต้อง
ทดลอง คล่องแคล่วและถกู ต้อง หลักการปฏบิ ตั ิแต่ไม่
ตามหลักการปฏิบัติ คลอ่ งแคลว่

การทดลอง/ปฏิบตั ิ ทดลองตามวิธีการและ ทดลองตามวธิ ีการและ ทดลองตามวธิ ีการและ
ตามแผนทีก่ ำหนด ข้ันตอนทก่ี ำหนดไวอ้ ยา่ ง ขั้นตอนท่กี ำหนดไว้มกี าร ขน้ั ตอนท่กี ำหนดไว้หรอื
ถูกตอ้ ง มีการปรบั ปรงุ ปรบั ปรงุ แก้ไขบ้าง ดำเนินการข้ามทก่ี ำหนดไวไ้ ม่
แก้ไขเป็นระยะ มีการปรับปรุงแก้ไข

วธิ กี ารใหค้ ะแนน
ตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดนำ้ หนักของตัวเลือกในชอ่ งตา่ ง ๆ เป็น 4 3 2 และ 1 ข้อความทม่ี ี

ความหมายเปน็ ทางบวก กำหนดให้คะแนนแตล่ ะขอ้ ความดังนี้

ระดับพฤตกิ รรมการแสดงออก คะแนน

มาก 4
ปานกลาง 3
2
น้อย 1
ไมม่ กี ารแสดงออก

8

10. บนั ทกึ ผลหลังการจัดการเรยี นรู้

1. ผลการจัดการเรียนการสอน

...น...กั ..เ..ร..ีย..น...ส..า...ม..า..ร..ถ.....1.).....ส..ื.บ..ค...น้ ...ข..้อ...ม...ูล....อ...ธ..ิบ...า...ย...เ.ก...ี่ย..ว...ก..ับ...อ...ะ...ต...อ..ม.....ธ..า...ต..ุแ...ล...ะ...ส...า..ร..ป...ร...ะ...ก...อ..บ.....(.K...)......................
.................................2..).....ย..ก...ต...ัว..อ...ย..่า...ง..แ...ล..ะ....บ...อ..ก...ค..ว...า..ม...ส...ำ..ค...ัญ...ข..อ...ง...ธ..า...ต..ุช...น...ิด..ต...า่..ง...ๆ....ต..่อ...ส...ิ่ง..ม...ีช..ีว...ติ ....(..K..)...............
.................................3..).....จ..ัด...ท..ำ...ส...ื่อ..เ..พ...่อื ..เ..ผ...ย...แ..พ...ร...ค่ ..ว...า..ม...ร..้เู..ร..ือ่...ง....อ...ะ...ต..อ...ม.....ธ..า...ต..ุแ...ล...ะ...ส..า...ร..ป...ร...ะ...ก...อ..บ.....(..P..)...........

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ปญั หาและอุปสรรคการจัดการเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................

..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..่ว...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ..น..อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ือ่...ง..จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...็น...ข...อ้ ..จ...ำ..ก...ัด...................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. ขอ้ เสนอแนะและแนวทางแก้ไข
..............................................................................................................................................................................

..........ค..ร...ูอ...ธ..ิบ...า..ย...เ..พ...มิ่ ..เ..ต...มิ ..เ..ก..ี่ย...ว..ก...ับ...เ.น...ื้อ...ห...า..ใ..น...ส...ว่..น...ท...ี่น...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง..ม...ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ี่ค..ล...า..ด...เ..ค..ล...ื่อ..น...ซ...งึ่.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..จ้...า..ก...ข..น้ั...ป...ร...ะ...เ.ม...ิน.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ........................................................
(นายภัทรพงษ์ ตุ้มมี )
ผ้สู อน

9

ความเหน็ ของครูพ่ีเลี้ยง
1. องค์ประกอบของแผนการจดั การเรียนรู้
☐ ครบถ้วนและถูกต้อง
☐ ยังไมค่ รบถ้วนหรือไมถ่ ูกตอ้ ง ควรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคลอ้ งของแผนการจดั การเรียนร้กู บั หลักสตู รสถานศึกษา
☐ สอดคล้อง
☐ ยงั ไม่สอดคลอ้ ง ควรปรบั ปรุงและพัฒนาต่อไป
3. รูปแบบของการจัดการเรียนรู้
☐ เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ
☐ ยงั ไม่เน้นผ้เู รยี นเปน็ สำคัญ ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. ส่อื การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกับรูปแบบการจดั การเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรบั ปรงุ และพฒั นาต่อไป
5. รูปแบบของการจดั การเรยี นรู้
☐ ครอบคลมุ จุดประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลุมจดุ ประสงค์การเรียนร้คู วรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะอื่นๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ.......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลี้ยวอดุ มชยั )
ครูพ่เี ลย้ี ง

10

ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผู้ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกตอ้ ง
☐ ยงั ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถกู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรูก้ ับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคล้อง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
3. รปู แบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
☐ ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อไป
4. สอื่ การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจดั การเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลุมจดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเลย้ี ง จอดนอก)

หวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผู้ที่ไดร้ ับมอบหมาย

11

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 6 รายวิชา ชวี วทิ ยา 1
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 : เคมที เ่ี ป็นพนื้ ฐานของสิ่งมชี ีวิต จำนวน 3 ชั่วโมง
เร่ือง นำ้ ครูผสู้ อน ภัทรพงษ์ ตุ้มมี

1.สาระสำคญั
เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารท่ีเป็นองค์ประกอบ

ของส่ิงมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรยี นรู้

สืบค้นข้อมูล อธิบายเก่ียวกับสมบัติของน้ำและบอกความสําคัญของน้ำท่ีมีต่อส่ิงมีชีวิตและยกตัวอย่าง
ธาตุชนิดต่าง ๆ ทม่ี ีความสําคัญต่อรา่ งกายสิง่ มีชวี ติ
3.จดุ ประสงค์

1) สบื ค้นข้อมลู อธบิ ายโครงสร้างและสมบัตขิ องน้ำ และบอกความสำคัญของน้ำต่อสิ่งมชี ีวิต (K)
2) จัดทำสอ่ื เพื่อเผยแพรค่ วามรู้เรือ่ ง นำ้ (P)
3) ใฝเ่ รียนรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคญั

ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

(Sc.P: Science Process Skill)

การสงั เกต การลงความเห็นจากขอ้ มูล

การวดั การกำหนดและควบคุมตวั แปร

การคำนวณ/การใชต้ ัวเลข การกำหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติ

การจำแนกประเภท การต้งั สมมตฐิ าน

การจัดกระทำและส่ือความหมายข้อมูล การทดลอง

การหาความสมั พนั ธ์ระหว่างสเปสกบั สเปส การตีความหมายข้อมูล

และสเปสกบั เวลา การสรา้ งแบบจำลอง

การพยากรณ์/การทำนาย

12

5. สาระการเรยี นรู้
ส่งิ มีชวี ิตประกอบดว้ ย ธาตุและสารประกอบในร่างกายของสงิ่ มชี ีวติ มีน้ำเปน็ องค์ประกอบมากทส่ี ุด

น้ำประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจน มีสมบัติในการเป็นตัวทําละลายที่ดีเก็บความร้อนได้ดีและมีความจุ
ความรอ้ นสงู ซง่ึ ชว่ ยรกั ษาดุลยภาพของเซลล์ได้

ธาตทุ ี่สิ่งมชี ีวิตตอ้ งการจะอยู่ในรปู ของไอออนในมนษุ ย์และสตั วธ์ าตุจะชว่ ยให้การทํางานของระบบตา่ ง ๆ
ในรา่ งกายดําเนนิ ไปตามปกตินอกจากน้ใี นกระดกู ฟัน และกล้ามเน้ือจะมีธาตเุ ปน็ องค์ประกอบดว้ ย

6.กระบวนการจดั การเรียนรู้
คาบที่ 1 (2ชัว่ โมง)
ขั้นท่ี 1. สร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนด้วยการให้ระบุบทบาทและความสำคญั ของน้ำท่ีมีต่อ
ร่างกาย เช่น การเป็นตัวกลางของการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี
ขัน้ ท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)

2. นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม 5 กลมุ่ กลมุ่ ละเท่าๆกนั
3. นกั เรียนสืบคันขอ้ มลู เก่ียวกับโครงสร้างโมเลกุล สมบัติ และความสำคญั ของน้ำ แล้วร่วมกนั อภิปรายถึง
บทบาทท่ีสำคญั ของน้ำในประเดน็ ตา่ งๆ ดังนี้

- การเปน็ ตวั ทำละลาย
- สมบตั ิไฮโดรฟลิ ิกและไฮโดรโพบิก
- ความเปน็ กรด-เบส
- การดูดซบั พลงั งานความรอ้ น
- แรงโคฮีชนั และแรงแอดฮีชัน
ข้ันท่ี 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
4. นกั เรยี นนำเสนอข้อมลู ทไ่ี ด้จากการสืบค้นเก่ียวกับประเดนตา่ งๆดังนี้
- การเปน็ ตวั ทำละลาย
- สมบตั ไิ ฮโดรฟลิ กิ และไฮโดรโพบิก
- ความเปน็ กรด-เบส
- การดดู ซบั พลงั งานความรอ้ น
- แรงโคฮีชนั และแรงแอดฮชี ัน

13

คาบท่ี 2 (1ช่ัวโมง)
ขน้ั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)

5. ครทู บทวนความรเู้ ดมิ ที่เรยี นคาบท่แี ล้ว
6. ครใู หค้ วามรู้เพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั การแสดงประจขุ องน้ำ ดังนี้โมเลกลุ ของน้ำมขี ้วั เนือ่ งจากอิเลก็ ตรอน
คู่รว่ มพันธะถูกดึงให้เข้าใกล้อะตอมของออกชเิ จนมากกวา่ อะต่อมของไฮโดรเจน อะตอมของออกชิเจนจึง
แสดงขั้วลบ และทำให้อะตอมของไฮโดรเจน 2 อะตอมแสดงข้ัวบวก และ การเขยี นสญั ลักษณ์แสดงสภาพ
ขว้ั ของนำ้ อาจเขียน ดงั น้ี

ข้ันท่ี 5 ประเมนิ (Evaluation)
7. ครูให้นกั เรยี นดภู าพ แลว้ ตอบคำถาม

.

จากแผนภาพ ไอออนในรปู ก. และ ข. ควรมีประจุอะไร
( แนวคำตอบ ก. ประจบุ วก ข. ประจุลบ )
สารทุกชนดิ ละลายนำ้ ได้หรือไม่ เพราะเหตใุ ด จงยกตวั อยา่ ง
( แนวคำตอบ ไม่ไดท้ ุกชนิด เพราะสารบางชนดิ เป็นโมเลกุลที่ไมม่ ีข้วั เชน่ นำ้ มนั )
สารในชวี ติ ประจำวนั ที่มสี มบตั ไิ ฮโดรฟลิ ิก และสารทมี่ ีสมบตั ไิ ฮโดรโฟบกิ มอี ะไรบ้างยกตวั อย่าง
( แนวคำตอบ สารที่มีสมบัตไิ ฮโดรฟิลิก เชน่ น้ำตาลทราย เกลอื แกง นำ้ ผงึ้ ด่างทบั ทมิ สมบตั ิ
ไฮโดรโฟบิก เช่น นำ้ มันพชื ไขมนั สตั ว์ เนย ขี้ผ้ึง มารก์ ารนี )
สมบตั ขิ องนำ้ เกย่ี วข้องกบั การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมีภายในเซลลอ์ ย่างไร
( แนวคำตอบ นำ้ เป็นตวั ทำละลายท่ีดแี ละสารหลายชนดิ สามารถแตกตวั เป็นไอออนใน
น้ำได้ทำใหเ้ กิดปฏกิ ิริยาเคมีภายในเซลลไ์ ด้ดี )

14

8. จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นจดั ทำสือ่ เพอ่ื เผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เชน่ infographic ปา้ ยนเิ ทศ
9. นักเรียนสรุปเนือ้ หาเร่อื ง น้ำ
7.สื่อการสอน

1. หนงั สือเรียนรายวชิ าเพ่มิ เตมิ ชีววิทยา เลม่ 1 ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4

8.การวัดและประเมนิ วิธีการวัดผล เคร่ืองมือวัดผล เกณฑก์ าร
สง่ิ ที่ตอ้ งการวดั ประเมินผล
อยู่ในระดับดีข้ึนไป
1) สบื คน้ ข้อมลู อธบิ าย - ชน้ิ งาน - แบบประเมนิ ช้นิ งาน
อยู่ในระดบั ดีขน้ึ ไป
โครงสร้างและสมบัตขิ องน้ำ - สังเกตพฤตกิ รรมการตอบ - แบบสังเกตพฤติกรรม อยใู่ นระดับดขี ้นึ ไป

และบอกความสำคญั ของน้ำ คำถาม

ต่อส่งิ มีชวี ติ (K)

2) จัดทำสอื่ เพอ่ื เผยแพร่ - การอภปิ รายร่วมกันภายใน - แบบประเมินทกั ษะการ

ความรู้เร่ือง นำ้ (P) กลมุ่ ปฏบิ ัตกิ าร

- ชิ้นงาน

3) ใฝ่เรยี นรู้ (A) - สงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม

ปฏิบตั ิงานของนกั เรยี น

9. เครื่องมอื ประเมิน

แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน

รายการประเมิน ระดับคุณภาพ

เนื้อหาไมถ่ ูกตอ้ งเปน็ สว่ นใหญ่ ตอ้ งปรับปรงุ
เนือ้ หาถูกตองแตใ่ ห้สาระสำคัญน้อยมาก และไม่ระบแุ หลง่ ท่มี าของความรู้ พอใช้
เน้อื หาถูกตอ้ ง มีสาระสำคญั แตย่ งั ไม่ครบถว้ น มกี ารระบุแหลง่ ทมี่ าของความรู้ ดี
เนอ้ื หาถูกคอ้ ง มสี าระสำคัญครบถ้วน และระบทุ ีม่ าของความรู้ ดมี าก

15

แบบประเมินชิ้นงาน

ระดับคุณภาพ

ประเดน็ ทป่ี ระเมิน ดีมาก ดี พอใช้

ผลงานมคี วาม เนื้อหาสาระของผลงาน เน้อื หาสาระของผลงาน เนื้อหาสาระของผลงาน
ถูกต้องสมบูรณ ถกู ตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องเปน็ สว่ นใหญ่ ถกู ต้องเป็นบางประเด็น

ผลงานมีความคิด ผลงานแสดงออกถงึ ผลงานมีแนวคิดแปลกใหม่ ผลงานมีความนา่ สนใจ แต่ยงั
สร้างสรรค์ ความคดิ สรา้ งสรรค์ แตย่ งั ไม่เปน็ ระบบ ไมม่ แี นวคิดแปลกใหม่
แปลกใหม่ และเป็น
ระบบ

5. ผลงานเสร็จตาม ส่งผลงานตามเวลา สง่ ผลงานช้ากว่าเวลา สง่ ผลงานชา้ กวา่ เวลา
เวลาท่ีกำหนด ที่กำหนด ท่กี ำหนด 1-2 วัน ทกี่ ำหนด 3-5 วัน

แบบประเมินทกั ษะการปฏบิ ตั กิ าร

ระดับคุณภาพ

ทกั ษะปฏบิ ัติการ ดีมาก ดี พอใช้

การเลือกใช้ เลือกใช้อุปกรณ/์ เครอื่ งมือ เลือกใชอ้ ุปกรณ์/เครอ่ื งมอื ใน เลือกใช้อุปกรณ/์ เครอ่ื งมือใน
อปุ กรณ/์ เครอ่ื งมอื
ในการทดลอง ในการทดลองหรือ การทดลองหรือปฏบิ ตั กิ ารได้ การทดลองหรือปฏบิ ัติการไม่

ปฏบิ ตั ิการไดเ้ หมาะสมกบั ถกู ตอ้ งแตไ่ ม่เหมาะสมกับ ถูกต้อง

งาน งาน

16

การใชอ้ ุปกรณ์/ ใชอ้ ปุ กรณ/์ เครอื่ งมือใน ใช้อปุ กรณ/์ เครอื่ งมอื ในการ ใช้อปุ กรณ/์ เคร่ืองมอื ในการ
เคร่ืองมือในการ การทดลองได้อยา่ ง ทดลองได้ถกู ต้องตาม ทดลองไมถ่ ูกตอ้ ง
ทดลอง คล่องแคล่วและถกู ต้อง หลกั การปฏิบัติแต่ไม่
ตามหลักการปฏิบัติ คล่องแคลว่ ทดลองตามวิธกี ารและ
การทดลอง/ปฏิบัติ ข้นั ตอนทกี่ ำหนดไวห้ รอื
ตามแผนทกี่ ำหนด ทดลองตามวธิ ีการและ ทดลองตามวิธีการและ ดำเนินการข้ามที่กำหนดไว้ไม่
ขนั้ ตอนท่ีกำหนดไวอ้ ยา่ ง ข้ันตอนทกี่ ำหนดไว้มีการ มกี ารปรบั ปรุงแกไ้ ข
ถูกต้อง มกี ารปรับปรุง ปรับปรงุ แก้ไขบา้ ง
แก้ไขเป็นระยะ

วิธกี ารใหค้ ะแนน
ตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดนำ้ หนกั ของตวั เลอื กในช่องตา่ ง ๆ เป็น 4 3 2 และ 1 ขอ้ ความที่มี

ความหมายเปน็ ทางบวก กำหนดให้คะแนนแตล่ ะข้อความดังน้ี

ระดับพฤตกิ รรมการแสดงออก คะแนน

มาก 4
ปานกลาง 3
2
นอ้ ย 1
ไมม่ กี ารแสดงออก

17

10. บนั ทึกผลหลังการจัดการเรยี นรู้

1. ผลการจัดการเรยี นการสอน

...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส..า...ม...า..ร...ถ....1.).....ส...ืบ...ค..้น...ข...้อ..ม...ูล.....อ..ธ...ิบ...า..ย...โ..ค...ร..ง...ส..ร...า้ ..ง..แ...ล...ะ...ส...ม..บ...ัต...ิข..อ...ง..น...้ำ..............................................
....................................แ...ล..ะ...บ...อ...ก...ค..ว..า...ม...ส..ำ...ค..ัญ....ข..อ...ง...น...ำ้ ..ต...่อ..ส...่ิง..ม...ีช...ีว..ิต.....................................................................
....................................2..).......จ..ัด...ท...ำ..ส...ื่อ..เ..พ...อ่ื ...เ.ผ...ย...แ..พ...ร...่ค..ว...า..ม...ร..้เู..ร..ือ่...ง....น...ำ้ .................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ปญั หาและอปุ สรรคการจดั การเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................

...........น....ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง..ส...่ว...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ.น...อื้...ห...า..เ..น...ือ่ ..ง...จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...น็...ข...อ้ ..จ...ำ..ก...ัด.................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. ขอ้ เสนอแนะและแนวทางแกไ้ ข
..............................................................................................................................................................................

.........ค...ร..ูอ...ธ..ิบ...า...ย..เ..พ...ม่ิ ...เ.ต...ิม..เ..ก..ี่ย...ว...ก..ับ...เ.น....ือ้ ..ห...า..ใ..น...ส...ว่..น...ท...ีน่...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง...ม..ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ี่ค...ล..า...ด..เ..ค..ล...ือ่ ..น...ซ...่ึง...ส..า...ม...า..ร...ถ......
.........ท...ร..า...บ...ไ.ด...จ้..า...ก..ข...น้ั ...ป...ร..ะ....เ.ม...ิน.....(.E..v...a..l.u..a..t..i.o...n..)..................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ........................................................
(นายภทั รพงษ์ ตุ้มมี )
ผู้สอน

18

ความเหน็ ของครพู เ่ี ล้ยี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถกู ต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถ้วนหรอื ไมถ่ ูกตอ้ ง ควรปรบั ปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นรกู้ ับหลักสูตรสถานศึกษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยังไม่สอดคล้อง ควรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป
3. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ เนน้ ผ้เู รียนเป็นสำคญั
☐ ยงั ไม่เนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
4. สอ่ื การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยังไม่เหมาะสม ควรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป
5. รูปแบบของการจัดการเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยงั ไมค่ รอบคลมุ จุดประสงค์การเรียนร้คู วรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ.......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลยี้ วอุดมชยั )
ครูพเ่ี ล้ยี ง

19

ความเหน็ ของหวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผ้ทู ไี่ ด้รบั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถ้วนหรอื ไม่ถกู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคลอ้ งของแผนการจัดการเรยี นรูก้ ับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
3. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ เน้นผเู้ รียนเปน็ สำคัญ
☐ ยงั ไมเ่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อไป
4. สอ่ื การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกบั รูปแบบการจดั การเรียนรู้
☐ ยงั ไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
5. รปู แบบของการจดั การเรยี นรู้
☐ ครอบคลมุ จุดประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยงั ไม่ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ข้อเสนอแนะอื่นๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเลย้ี ง จอดนอก)

หวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย

20

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 7 รายวิชา ชวี วิทยา 1
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 2 : เคมที ี่เปน็ พ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต จำนวน 3 ช่วั โมง
เรื่อง สารประกอบคารบ์ อนในสง่ิ มีชีวิต (1) ครผู ู้สอน ภทั รพงษ์ ต้มุ มี

1.สาระสำคัญ
เข้าใจธรรมชาติของส่ิงมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารท่ีเป็นองค์ประกอบ

ของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าท่ีของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรียนรู้

สืบคน้ ขอ้ มูล อธิบายโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรตระบกุ ล่มุ ของคารโ์ บไฮเดรต รวมทง้ั ความสาํ คัญ
ของคาร์โบไฮเดรตท่มี ตี ่อสงิ่ มีชีวติ
3.จุดประสงค์

1) สืบคน้ ขอ้ มลู อธบิ ายโครงสร้างและความสำคัญของคารโ์ บไฮเดรต (K)
2) จำแนกกลมุ่ ของคาร์โบไฮเดรต (P)
3) ใฝ่เรียนรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคัญ

ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

(Sc.P: Science Process Skill)

การสงั เกต การลงความเหน็ จากข้อมูล

การวดั การกำหนดและควบคุมตัวแปร

การคำนวณ/การใช้ตัวเลข การกำหนดนิยามเชิงปฏิบตั ิ

การจำแนกประเภท การตั้งสมมตฐิ าน

การจัดกระทำและสือ่ ความหมายข้อมูล การทดลอง

การหาความสมั พันธร์ ะหวา่ งสเปสกับสเปส การตีความหมายขอ้ มูล

และสเปสกับเวลา การสร้างแบบจำลอง

การพยากรณ/์ การทำนาย

21

5. สาระการเรยี นรู้
คาร์โบไฮเดรตประกอบด้วย ธาตุคาร์บอนไฮโดรเจน และออกซิเจน แบ่งตามขนาดโมเลกุลออกได้เป็น 3 กลุ่ม

คอื มอโนแซก็ คาไรด์ ไดแซ็กคาไรดแ์ ละพอลแิ ซ็กคาไรด์
มอนอแซ็กคาไรด์ เป็นคารโ์ บไฮเดรตท่ีมขี นาดโมเลกลุ เลก็ มาก ประกอบด้วยคารบ์ อน 3–8 อะตอม

ไมส่ ามารถเกิดปฏิกริ ิยาไฮโดรไลซใ์ ห้เปน็ คารโ์ บไฮเดรตทเ่ี ลก็ ลงไปอีก จงึ สามารถจำแนกมอนอแซ็กคาไรด์ได้
ตามจำนวนอะตอมคาร์บอนท่ีเป็นองคป์ ระกอบ

โอลิโกแซ็กคาไรด์ เป็นคาร์โบไฮเดรตท่เี กิดจากมอนอแซก็ คาไรด์ 2–10 หนว่ ย มาเชื่อต่อกนั ดว้ ยพนั ธะ
C–O–C ซ่ึงเรียกว่าพันธะไกลโคซิดิก (glycosidic bond)ถ้าประกอบด้วย 2 หน่วยเรียกว่าไดแซ็กคาไรด์
(disaccharide)ถ้า 3 หน่วย เรียกวา่ ไตรแซก็ คาไรด์ (trisaccharide)

พอลแิ ซก็ คาไรด์ เป็นคาร์โบไฮเดรตทเ่ี กิดจากมอนอแซ็กคาไรดห์ ลายๆ หน่วยมาเชอื่ มตอ่ กนั ดว้ ย
พนั ธะไกลโคซดิ กิ (glycosidic bond : –C–O–C–) พอลิแซก็ คาไรด์จะมีขนาดใหญก่ ว่าโอลโิ กแซ็กคาไรด์ ส่วนใหญ่
จะมีมอนอแซ็กคาไรด์เป็นร้อยถึงพันหน่วยมาจับต่อกัน ตัวอย่างพอลิแซ็กคาไรด์อย่างง่าย ได้แก่ แป้ง
(starch)เซลลูโลส (cellulose) ไกลโคเจน (glycogen) ไคตนิ (chitin) เปน็ ต้น

6.กระบวนการจดั การเรียนรู้
คาบที่ 1 (1ช่วั โมง)
ข้ันที่ 1. สร้างความสนใจ (Engagement)

1. ครูถามคำถามเพือ่ ทบทวนความรเู้ ดิม
- ยกตวั อย่างสารประกอบคารบ์ อนทีน่ ักเรยี นรู้จัก (แนวคำตอบ คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี
ลิพดิ และกรดนิวคลิอกิ )

2. นักเรยี นรว่ มกนั ลงข้อสรุปว่า สารประกอบคาร์บอนท่ีพบในสิง่ มีชีวติ มีหลายประเภท
3. ครใู หค้ วามรเู้ พิม่ เตมิ ว่า สารประกอบคารบ์ อนเหลา่ นจ้ี ะมอี ะตอมคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็
องค์ประกอบ และอาจมธี าตอุ ืน่ ๆ เชน่ ออกซเิ จน ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และกำมะถันเป็นองคป์ ระกอบอยูด่ ้วย

ข้ันทื่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
4. นักเรยี นศกึ ษารูป

22

เพือ่ ใหไ้ ด้ข้อสรุปว่า การสรา้ งพันธะโคเวเลนตร์ ะหวา่ งอะตอมของคารบ์ อนอาจเกิดเปน็ พันธะเดี่ยว พนั ธะคู่
และพนั ธะสาม เนือ่ งจากคารบ์ อนมีซอ์ ิเลก็ ตรอนเทา่ กับ 4 และอะตอมคาร์บอนยังสามารถสรา้ งพนั ธะ
โคเวเลนต์กับอาตุอื่น ๆ เช่น ไฮโดรเจน โดยสารที่มีอะตอมของคาร์บอนและไฮโดรเจนเท่าน้ันเป็น
องคป์ ระกอบ เรียกว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
5. นกั เรียนสบื คน้ ข้อมูลเกยี่ วกบั ความหมายและตวั อย่างของหมฟู่ ังกช์ นั การเขียนโครงสรา้ งและ
แหล่งทพ่ี บ สัญลักษณ์ของสูตรท่วั ไปเกี่ยวกับโครงสร้าง
ขน้ั ท่ี 3 อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
6. นักเรียนดูภาพ

7. ครูและนักเรียนร่วมกันอภปิ รายเรอื่ งสารประกอบคารบ์ อนในสิ่งมีชวี ิตมีโครงสร้างอย่างไร และ
มีความสำคัญตอ่ การดำรงชีวติ ของสง่ิ มชี วี ติ ได้ขอ้ สรุป สารประกอบคาร์บอนขนาดใหญ่ ส่วนมากเป็นพอ
ลิเมอรท์ ่ีเกิดจากโมเลกลุ หนว่ ยย่อยเรยี กว่า มอนอเมอร์ หลายโมเลกลุ เช่ือมต่อกันด้วยพันธะเคมี เช่น การ
เชอ่ื มต่อกนั ของกสูโคสกลายเป็นแป้ง การเชอื่ มตอ่ กันของกรดแอมโิ นเกดิ เป็นโปรตีนการเชอ่ื มตอ่ กันของ
นิวคลีโอไทด์เกดิ เปน็ สาย DNA ซง่ึ สารประกอบคารบ์ อนเหลา่ นเ้ี ป็นองค์ประกอบของเซลล์สิง่ มีชวี ิต
คาบท่ี 2 (2ช่ัวโมง)
ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
8. นักเรยี นดภู าพ

9. นักเรียนร่วมกันสรุปว่า สารประกอบคาร์บอนขนาดใหญ่ส่วนมากเป็นพอลิเมอร์ที่เกิดจากโมเลกุล
หน่วยย่อยเรียกว่า มอนอเมอร์ หลายโมเลกุลเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเคมี เช่น การเชือ่ มต่อกันของกสูโคสก
ลายเป็นแป้ง การเช่ือมต่อกันของกรดแอมโิ นเกิดเป็นโปรตีนการเชื่อมตอ่ กันของนิวคลโี อไทด์เกิดเป็นสาย
DNA ซงึ่ สารประกอบคารบ์ อนเหลา่ นีเ้ ป็นองคป์ ระกอบของเซลล์ส่งิ มชี วี ิต

23

10. ครใู ห้นกั เรยี นศึกษาตำแหนง่ ของพนั ธะไกลโคชิดกิ ในโมเลกุลของไดแซก็ คาไรด์ คอื ซูโครสมีพนั ธะ
ไกลโคซดิ กิ (คาร์บอนตำแหนง่ ที่ 1 ของกโคสเช่ือมตอ่ กบั คาร์บอนตำแหนง่ ท่ี 2ของฟรักโทส) มอลโทส
มีพันธะไกลโคซิดกิ (คารบ์ อนตำแหน่งที่ 1 ของกลูโคสเชือ่ มกับคาร์บอนตำแหนง่ ที่ 4 ของกลโู คส
อีกโมเลกุล) ซึ่งแตกต่างจากพันธะไกลโคชิดิกของแล็กโทส ท่ีมีพันธะไกลโคซิดิก (คาร์บอนตำแหน่งท่ี 1
ของกาแล็กโทสเช่ือมกบั คารบ์ อนตำแหน่งที่ 4ของกลูโคส) ดงั นนั้ พนั ธะไกลโคซิดกิ จึงมี 2 แบบ คือ แบบ A
และแบบ B การสร้างพันธะไกลโคชดิ ิก1พันธะ ทำใหเ้ กดิ นำ้ 1 โมเลกุล
ข้ันที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
11. ครูถามคำถามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจเก่ยี วกับพอลแิ ช็กคาไรด์ ดงั น้ี

- การจัดเรียงตัวของกลูโคสในแป้งไกลโคเจน และเซลสูโลส มีการแตกแขนงและรูปแบบของ
พันธะไกลโคซิดิกแตกตา่ งกันอย่างไร (แนวคำตอบ แปง้ ประกอบด้วยอะไมโลสและอะไมโลเพกทินโดย
อะไมโลสเปน็ พอลิเมอรข์ องกลโู คสเรยี งต่อกันเป็นสายยาว ไม่มีการแตกแขนง เชื่อมตอ่ กันดว้ ยพันธะ
ไกลโคซิดิก แบบ - 1,4อะไมโลเพกทินเป็นพอลิเมอร์ของกลูโคสเรียงต่อกันเป็นสายยาวและมีการแตก
แขนงส่วนท่ีเปน็ สายยาวเกิดจากกลูโคสเช่ือมต่อกันดว้ ยพนั ธะไกสโคซดิ ิก แบบ - 1.4เหมือนกับอะไมโลส
สว่ นทีแ่ ตกแขนงเกดิ จากกโคสเชอ่ื มต่อกันดว้ ยพันธะไกสโคซิดกิ แบบ - 1,6 ไกลโคเจนเป็นพอลิแซ็กคาไรด์
ประกอบด้วยกลโู คสท่ตี ่อกันเป็นสายยาวมแี ขนงแตกก่ิงก้านเปน็ สายสัน้ ๆ จำนวนมาก คล้ายอะไมโลเพกทิน
แต่แขนงของไกลโคเจนมีจำนวนมากกว่าเซลสูโลสเป็นพอลิแช็กคาไรด์ท่ีประกอบด้วยกสโู คสจำนวนมาก
มาต่อกันเปน็ สายโซย่ าวตรงคลา้ ยอะไมโลส แตเ่ ช่อื มต่อกนั ดว้ ยพันธะไกลโคขีดิกแบบ - 1.4)
19. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปความรู้ท่ไี ด้เรียนในชั่วโมง

7.สื่อการสอน
1. หนงั สอื เรียนรายวิชาเพ่ิมเตมิ ชีววิทยา เลม่ 1 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4

24

8. การวดั และประเมิน

ส่ิงท่ีต้องการวัด วิธีการวัดผล เครื่องมือวดั ผล เกณฑ์การ
ประเมินผล
1) สบื ค้นข้อมลู อธบิ าย - ชิน้ งาน - แบบประเมนิ ช้ินงาน อยใู่ นระดบั ดขี ึ้นไป
โครงสร้างและความสำคัญ - สงั เกตพฤตกิ รรมการตอบ - แบบสังเกตพฤติกรรม
ของคารโ์ บไฮเดรต (K) คำถาม อยู่ในระดบั ดขี ึ้นไป
2) จำแนกกลุม่ ของ - ชน้ิ งาน - แบบประเมินชน้ิ งาน อยู่ในระดับดีข้ึนไป
คาร์โบไฮเดรต (P)
- สงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
3) ใฝ่เรียนรู้ (A) ปฏิบัติงานของนักเรยี น

9. เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการประเมนิ

แบบประเมนิ พฤตกิ รรม
วิธีการใหค้ ะแนน ตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดนำ้ หนกั ของตวั เลอื กในช่องต่าง ๆ เปน็ 4 3 2 และ 1
ขอ้ ความทมี่ ีความหมายเปน็ ทางบวก กำหนดให้คะแนนแตล่ ะขอ้ ความดังนี้

ระดับพฤตกิ รรมการแสดงออก คะแนน

มาก 4
ปานกลาง 3
2
นอ้ ย 1
ไมม่ กี ารแสดงออก

25

1.
2
..
3.
4.
5.

26
6.

7.
8.
9.

27

10. บันทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้

1. ผลการจัดการเรียนการสอน

...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส..า...ม...า..ร...ถ.......1.).....ส...ืบ...ค..น้...ข...อ้ ..ม...ูล....อ...ธ...บิ ...า..ย...โ..ค...ร..ง..ส...ร...า้ ..ง..แ...ล...ะ...ค..ว...า..ม...ส...ำ..ค...ัญ...ข...อ..ง...ค..า...ร..์โ..บ...ไ..ฮ...เ.ด...ร..ต.....(.K...)...
.......................................2..).....จ..ำ...แ..น...ก...ก...ล..ุ่ม...ข..อ...ง..ค...า..ร...์โ..บ...ไ..ฮ...เ.ด...ร..ต......(..P..)..................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ปัญหาและอุปสรรคการจัดการเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................

..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..ว่...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ..น..อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ื่อ...ง..จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...น็...ข...อ้ ..จ...ำ..ก...ัด...................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. ขอ้ เสนอแนะและแนวทางแกไ้ ข
..............................................................................................................................................................................

..........ค..ร...ูอ...ธ..บิ...า..ย...เ..พ...มิ่ ..เ..ต...มิ ..เ..ก..ีย่...ว..ก...ับ...เ.น...ือ้...ห...า..ใ..น...ส...ว่..น...ท...ีน่...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง..ม...ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ี่ค..ล...า..ด...เ..ค..ล...ื่อ..น...ซ...ึ่ง.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..จ้...า..ก...ข..้นั...ป...ร...ะ...เ.ม...ิน.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ........................................................
(นายภัทรพงษ์ ตุม้ มี )
ผ้สู อน

28

ความเหน็ ของครพู ่ีเลย้ี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถว้ นหรือไมถ่ กู ตอ้ ง ควรปรบั ปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรู้กับหลักสูตรสถานศึกษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยังไม่สอดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
3. รปู แบบของการจดั การเรยี นรู้
☐ เน้นผ้เู รียนเปน็ สำคญั
☐ ยงั ไมเ่ น้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สอื่ การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรงุ และพัฒนาตอ่ ไป
5. รปู แบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ ครอบคลมุ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยงั ไม่ครอบคลมุ จุดประสงค์การเรียนร้คู วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชือ่ .......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลยี้ วอดุ มชยั )
ครูพเ่ี ล้ยี ง

29

ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผู้ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกตอ้ ง
☐ ยงั ไม่ครบถ้วนหรอื ไม่ถกู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรูก้ ับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคล้อง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
3. รปู แบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
☐ ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อไป
4. สอื่ การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจดั การเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลุมจดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเลย้ี ง จอดนอก)

หวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย

30

แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 8 รายวชิ า ชวี วทิ ยา 1
กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 : เคมีท่ีเปน็ พ้ืนฐานของสงิ่ มชี วี ิต จำนวน 3 ชว่ั โมง
เรื่อง สารประกอบคาร์บอนในสิ่งมชี วี ติ (2) ครผู ู้สอน ภทั รพงษ์ ตุม้ มี

1.สาระสำคัญ
เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารท่ีเป็นองค์ประกอบ

ของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าท่ีของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรียนรู้

สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ ายโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรตระบุกลุ่มของคารโ์ บไฮเดรต รวมทง้ั ความสาํ คญั ของ
คาร์โบไฮเดรตทม่ี ีต่อสิ่งมชี วี ติ
3.จุดประสงค์

1) สบื ค้นขอ้ มลู อธิบายหน้าท่ีของคาร์โบไฮเดรต (K)
2) ทำการทดลองเร่ืองลักษณะของแป้งขา้ วเหนียวและแปง้ ขา้ วเจ้า (P)
3) ใฝ่เรียนรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคัญ

ดา้ นทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

(Sc.P: Science Process Skill)

การสงั เกต การลงความเห็นจากขอ้ มูล

การวัด การกำหนดและควบคมุ ตวั แปร

การคำนวณ/การใช้ตวั เลข การกำหนดนิยามเชงิ ปฏบิ ตั ิ

การจำแนกประเภท การตั้งสมมติฐาน

การจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล การทดลอง

การหาความสัมพนั ธร์ ะหว่างสเปสกับสเปส การตีความหมายขอ้ มลู

และสเปสกับเวลา การสรา้ งแบบจำลอง

การพยากรณ์/การทำนาย

31

5. สาระการเรยี นรู้
คาร์โบไฮเดรตประกอบด้วย ธาตุคาร์บอนไฮโดรเจน และออกซิเจน แบ่งตามขนาดโมเลกุลออกได้เป็น ๓ กลุ่ม

คอื มอโนแซ็กคาไรด์ ไดแซก็ คาไรด์และพอลแิ ซ็กคาไรด์
มอนอแซ็กคาไรด์ เปน็ คารโ์ บไฮเดรตทม่ี ขี นาดโมเลกลุ เล็กมาก ประกอบดว้ ยคาร์บอน 3–8 อะตอม

ไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาไฮโดรไลซ์ให้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เล็กลงไปอีก จึงสามารถจำแนกมอนอแซ็กคาไรด์ได้ตาม
จำนวนอะตอมคาร์บอนที่เป็นองคป์ ระกอบ

โอลโิ กแซ็กคาไรด์ เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เกิดจากมอนอแซ็กคาไรด์ 2–10 หน่วย มาเชื่อตอ่ กันดว้ ยพนั ธะ
C–O–C ซึ่งเรียกว่าพันธะไกลโคซิดิก (glycosidic bond)ถ้าประกอบด้วย 2 หน่วยเรียกว่าไดแซ็กคาไรด์
(disaccharide)ถ้า 3 หนว่ ย เรียกว่าไตรแซ็กคาไรด์ (trisaccharide)

พอลิแซ็กคาไรด์ เป็นคาร์โบไฮเดรตท่ีเกิดจากมอนอแซ็กคาไรด์หลายๆ หน่วยมาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะ
ไกลโคซิดิก (glycosidic bond : –C–O–C–) พอลิแซ็กคาไรด์จะมีขนาดใหญ่กว่าโอลิโกแซ็กคาไรด์ ส่วนใหญ่จะมี
มอนอแซ็กคาไรดเ์ ป็นร้อยถึงพันหน่วยมาจบั ต่อกัน ตวั อยา่ งพอลิแซก็ คาไรด์อย่างง่าย ได้แก่ แปง้ (starch)เซลลโู ลส
(cellulose) ไกลโคเจน (glycogen) ไคติน (chitin) เป็นตน้

6.กระบวนการจดั การเรียนรู้
คาบท่ี 1 (2ชั่วโมง)
ข้นั ท่ี 1. สร้างความสนใจ (Engagement)

1. ครถู ามคำถามเพอื่ สรา้ งความสนใจ
- สมบตั ิของแป้งข้าวเหนยี วและแป้งขา้ วเจ้ามีสดั ส่วนของอะไมโลสกบั อะไมโลแพกทินแตกตา่ งกนั หรือไม่
อย่างไร (แนวคำตอบ ตามความเข้าใจของนกั เรียน)

ขนั้ ท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2. นักเรยี นทำกจิ กรรมท่ี 2.1 ลักษณะของแป้งขา้ วเหนียวและแป้งขา้ วเจา้

ขัน้ ท่ี 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
3. ครูและนกั เรียนร่วมกนั อภิปรายโดยมปี ระเด็น ดงั นี้
- จากผลการทดลองแปง้ แต่ละชนิดหลงั ไดร้ ับความรอ้ นมลี กั ษณะเหมือนหรอื แตกต่างกันอย่างไร
(แนวคำตอบ นำ้ แป้งเม่ือไดร้ บั ความร้อนจะมีลักษณะแตกต่างกนั ในแป้งแตล่ ะชนดิ คอื แปง้ ขา้ วเหนียว
มลี กั ษณะนมุ่ เหนยี วและขุ่น แปง้ ขา้ วเจ้ามีลกั ษณะแขง็ ร่วน ไมเ่ หนียว จับตวั เป็นก้อน)
- นักเรียนคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้ลกั ษณะของแป้งก่อนและหลังได้รบั ความร้อนมีความแตกต่าง
กัน(แนวคำตอบ สาเหตทุ ีท่ ำใหล้ ักษณะของแปง้ ก่อนและหลังได้รับความร้อนมคี วามแตกต่างกนั

32

แปง้ แต่ละนดิ ท่มี สี ัดส่วนของปริมาณอะไมโลส และอะไมโลเพกทนิ แตกต่างกนั ทำให้แป้งมีสมบตั ติ ่างกนั )
- ขา้ วเจา้ และขา้ วเหนยี วทท่ี ำให้สกุ มลี ักษณะที่แตกตา่ งกนั อย่างไร และสมบตั ิใดท่แี สดง
ใหเ้ หน็ ว่ามีปรมิ าณอะไมโลสและอไมโลเพกทินแตกต่างกนั (แนวคำตอบ ข้าวเจา้ ทีท่ ำใหส้ กุ
จะมกี ารพองตวั หรอื ดดู ชับน้ำสงู รว่ น แขง็ ไมเ่ หนียว สขี าวขุน่ สว่ นขา้ วเหนยี วทีท่ ำให้สกุ จะ
มีการพองตัวหรือดูดซับน้ำน้อย ติดกันเป็นก้อน และมีความเหนียวนุ่ม มีความใสเป็นมันวาว
โดยท่ัวไปข้าวที่มีอะไมโลสปริมาณสูงเม่ือทำให้สุกจะดูดซับน้ำได้มากและเกิดการพองตัวได้มาก
กว่าเดิมหลายเท่า)
คาบที่ 2 (1ชว่ั โมง)
ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
8. นักเรยี นสืบคน้ ข้อมลู เกย่ี วกบั ขนมไทยชนิดต่าง ๆ เช่น ขนมเรไร ขนมถ้วยฟู ขนมบัวลอยขนมด้วง
ขนมต้ม ขนมปลากรมิ ไขเ่ ต่า เพอื่ อภปิ รายในประเด็นต่างๆ ดังนี้

- แป้งแต่ละชนดิ ท่ีมปี รมิ าณอะไมโลสแตกต่างกนั ทำใหข้ นมมลี ักษณะแตกต่างกนั อย่างไร
- ระบุถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างลกั ษณะของขนมทปี่ รากฏกบั แป้งทใี่ ชเ้ ป็นวัตถุดิบ เช่น
ขนมทบั ทมิ กรอบทำมาจากแป้งมนั สำปะหลงั มีลกั ษณะเหนียวและใส ขนมบัวลอยทำมาจาก
แป้งขา้ วเหนียวมลี กั ษณะเหนียวนุ่ม ขนมสำปันนีทำมาจากแป้งขา้ วเจ้า มีลกั ษณะแข็งร่วน
ไมจ่ บั ตัวเป็นกอ้ น
9. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมว่า แป้งจากพืชแต่ละชนิดมีสัดส่วนของปริมาณอะไมโลส และอะไมโลเพกทิน
แตกต่างกันทำให้แป้งมีสมบัติต่างกัน เช่น ข้าวพันธ์ุท่ีมีอะไมโลสสูงเม่ือหุงต้มสกุ จะเหนียวน้อยกว่า หรือ
รว่ นและแข็งกว่าข้าวท่มี อี ะไมโลสตำ่ ขา้ วเจ้ามีอะไมโลสประมาณร้อยละ 7-33 สำหรับข้าวหอมมะลิ
จะมอี ะไมโลเพกทนิ สูงกวา่ ข้าวเจา้ ทวั่ ๆ ไป จึงทำใหข้ ้าวหอมมะลมิ ีลกั ษณะนุม่ และเหนยี ว
10. ครูให้นักเรียนสบื ค้นข้อมลู เกี่ยวกับไกลโคเจน โดยได้ข้อสรุปวา่ พบในเซลล์ตับและกล้ามเนื้อของสัตว์
เซลลูโลสเปน็ องคป์ ระกอบของผนงั เซลล์พืช ร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถยอ่ ยสลายเซลลูโลสได้ แตก่ าร
รบั ประทานเซลลโู ลสมปี ระโยชน์ คือ ทำให้เปน็ กากอาหารในลำไส้ใหญ่ช่วยให้การขับถา่ ยเปน็ ไปได้ง่ายข้ึน
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
11. นกั เรียนรว่ มกนั สรุปหน้าทส่ี ำคัญของคารโ์ บไฮเดรต ดงั นี้
1. เปน็ แหลง่ ของพลังงานในเซลล์ เช่น กลูโคส
2. เปน็ อาหารสะสมของพชื และสัตว์ เชน่ แป้ง และไกลโคเจน
3. เปน็ สว่ นประกอบของผนงั เซลล์ เชน่ เซลลโู ลส เพปทโี ดไกลแคน
12. นักเรียนสรปุ องค์ความรู้ลงในสมุด

33

7.สื่อการสอน
1. หนังสอื เรียนรายวชิ าเพิ่มเตมิ ชวี วทิ ยา เล่ม 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4

8. การวัดและประเมนิ วิธีการวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การ
ส่ิงท่ีต้องการวดั ประเมินผล
อยูใ่ นระดบั ดขี ึ้นไป
1) สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ าย - ชิ้นงาน - แบบประเมินช้นิ งาน
อยูใ่ นระดบั ดขี ึ้นไป
หน้าท่ีของคาร์โบไฮเดรต - สังเกตพฤติกรรมการตอบ - แบบสงั เกตพฤติกรรม
อยใู่ นระดับดีข้ึนไป
(K) คำถาม

2) ทำการทดลองเรอ่ื ง - ทำการทดลองเรอื่ งลกั ษณะ - แบบประเมินทกั ษะการ

ลักษณะของแปง้ ข้าวเหนียว ของแป้งขา้ วเหนยี วและแปง้ ปฏบิ ัตกิ าร

และแป้งข้าวเจ้า (P) ข้าวเจ้า

3) ใฝ่เรียนรู้ (A) - สงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม

ปฏิบัติงานของนักเรยี น

9. เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการประเมนิ

แบบประเมนิ พฤตกิ รรม
วธิ ีการให้คะแนน ตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดน้ำหนกั ของตวั เลือกในชอ่ งตา่ ง ๆ เป็น 4 3 2 และ 1
ข้อความทม่ี ีความหมายเป็นทางบวก กำหนดให้คะแนนแตล่ ะข้อความดังนี้

ระดบั พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน

มาก 4
ปานกลาง 3
2
นอ้ ย 1
ไมม่ ีการแสดงออก

34

ประเดน็ ที่ประเมนิ แบบประเมนิ ชิ้นงาน
ระดับคณุ ภาพ
พอใช้
ดมี าก ดี เนอ้ื หาสาระของผลงาน
ถูกต้องเป็นบางประเด็น
ผลงานมคี วาม เน้ือหาสาระของผลงาน เน้อื หาสาระของผลงาน ผลงานมีความนา่ สนใจ แตย่ ัง
ถกู ตอ้ งสมบรู ณ ถูกต้องครบถว้ น ถูกตอ้ งเปน็ สว่ นใหญ่ ไมม่ แี นวคิดแปลกใหม่
ผลงานมีความคิด ผลงานมีแนวคิดแปลกใหม่
สร้างสรรค์ ผลงานแสดงออกถึง แตย่ ังไมเ่ ป็นระบบ ส่งผลงานชา้ กวา่ เวลา
ความคิดสร้างสรรค์ ทีก่ ำหนด 3-5 วนั
5. ผลงานเสรจ็ ตาม แปลกใหม่ และเป็น สง่ ผลงานช้ากว่าเวลา
เวลาทีก่ ำหนด ระบบ ทก่ี ำหนด 1-2 วัน

สง่ ผลงานตามเวลา
ท่กี ำหนด

แบบประเมินทักษะการปฏิบัติการ
ระดบั คณุ ภาพ

ทักษะปฏิบัตกิ าร ดมี าก ดี พอใช้

การเลอื กใช้ เลอื กใชอ้ ุปกรณ์/เครือ่ งมือ เลือกใช้อุปกรณ/์ เคร่ืองมือใน เลอื กใชอ้ ุปกรณ/์ เคร่ืองมือใน
อปุ กรณ/์ เคร่อื งมอื
ในการทดลอง ในการทดลองหรอื การทดลองหรือปฏิบตั ิการได้ การทดลองหรือปฏิบัตกิ ารไม่

การใช้อุปกรณ/์ ปฏิบตั กิ ารได้เหมาะสมกับ ถูกตอ้ งแต่ไมเ่ หมาะสมกบั ถกู ต้อง
เครื่องมอื ในการ
ทดลอง งาน งาน

การทดลอง/ปฏบิ ตั ิ ใชอ้ ุปกรณ์/เครอ่ื งมอื ใน ใช้อปุ กรณ์/เครอ่ื งมือในการ ใชอ้ ปุ กรณ/์ เคร่อื งมือในการ
ตามแผนทก่ี ำหนด การทดลองไดอ้ ย่าง ทดลองได้ถกู ต้องตาม ทดลองไม่ถูกต้อง
คลอ่ งแคล่วและถูกตอ้ ง หลกั การปฏิบตั แิ ตไ่ ม่
ตามหลักการปฏบิ ัติ คล่องแคลว่

ทดลองตามวิธีการและ ทดลองตามวิธีการและ ทดลองตามวิธกี ารและ
ข้ันตอนทีก่ ำหนดไวอ้ ย่าง ขั้นตอนทก่ี ำหนดไวม้ กี าร ขัน้ ตอนทกี่ ำหนดไว้หรือ
ถูกต้อง มกี ารปรับปรุง ปรับปรุงแกไ้ ขบ้าง ดำเนนิ การข้ามท่กี ำหนดไวไ้ ม่
แก้ไขเป็นระยะ มกี ารปรับปรงุ แกไ้ ข

35

10. บนั ทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้

1. ผลการจัดการเรียนการสอน

...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส..า...ม...า..ร...ถ.....1..)....ส...ืบ...ค..น้....ข..้อ...ม...ูล....อ..ธ...ิบ...า..ย...ห...น...า้ ..ท...ี่ข...อ..ง...ค..า...ร..์โ..บ...ไ..ฮ...เ.ด...ร..ต.....(.K...)...........................................
.....................................2..).....ท...ำ...ก..า...ร..ท...ด...ล..อ...ง..เ..ร..ื่อ...ง..ล...ัก..ษ...ณ....ะ...ข...อ..ง...แ..ป...ง้...ข..า้..ว...เ.ห...น...ีย...ว..แ...ล..ะ....แ..ป...ง้...ข..า้..ว...เ.จ...า้ ....(.P...).........

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ปัญหาและอปุ สรรคการจดั การเรยี นการสอน
..............................................................................................................................................................................

..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..่ว...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ..น..อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ือ่...ง..จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...น็...ข...้อ..จ...ำ..ก...ัด...................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. ข้อเสนอแนะและแนวทางแกไ้ ข
..............................................................................................................................................................................

..........ค..ร...ูอ...ธ..ิบ...า..ย...เ..พ...ิม่ ..เ..ต...มิ ..เ..ก..ี่ย...ว..ก...ับ...เ.น...ือ้...ห...า..ใ..น...ส...่ว..น...ท...ี่น...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง..ม...ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ี่ค..ล...า..ด...เ..ค..ล...ื่อ..น...ซ...ง่ึ.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..้จ...า..ก...ข..้นั...ป...ร...ะ...เ.ม...นิ.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ........................................................
(นายภัทรพงษ์ ตุ้มมี )
ผู้สอน

36

ความเหน็ ของครพู เ่ี ล้ยี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถกู ต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถ้วนหรอื ไมถ่ ูกตอ้ ง ควรปรบั ปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นรกู้ ับหลักสูตรสถานศึกษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยังไม่สอดคล้อง ควรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป
3. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ เนน้ ผ้เู รียนเป็นสำคญั
☐ ยงั ไม่เนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
4. สอ่ื การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยังไม่เหมาะสม ควรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป
5. รูปแบบของการจัดการเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยงั ไมค่ รอบคลมุ จุดประสงค์การเรียนร้คู วรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ.......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลยี้ วอุดมชยั )
ครูพเ่ี ล้ยี ง

37

ความเหน็ ของหวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผ้ทู ไี่ ด้รบั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถ้วนหรอื ไม่ถกู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคลอ้ งของแผนการจัดการเรยี นรูก้ ับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
3. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ เน้นผเู้ รียนเปน็ สำคัญ
☐ ยงั ไมเ่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อไป
4. สอ่ื การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกบั รูปแบบการจดั การเรียนรู้
☐ ยงั ไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
5. รปู แบบของการจดั การเรยี นรู้
☐ ครอบคลมุ จุดประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยงั ไม่ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ข้อเสนอแนะอื่นๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเลย้ี ง จอดนอก)

หวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย

38

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 9 รายวิชา ชีววทิ ยา 1
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 4
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 : เคมีที่เป็นพนื้ ฐานของสิง่ มชี วี ติ จำนวน 3 ชัว่ โมง
เรือ่ ง สารประกอบคารบ์ อนในสงิ่ มชี ีวติ (3) ครผู ู้สอน ภทั รพงษ์ ตุม้ มี

1.สาระสำคญั
เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารท่ีเป็นองค์ประกอบ

ของส่ิงมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าท่ีของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรียนรู้

สบื คน้ ข้อมลู อธิบายโครงสร้างของโปรตีนและความสําคญั ของโปรตีนที่มีต่อส่ิงมีชีวติ
3.จดุ ประสงค์

1) สบื คน้ ข้อมูล อธบิ ายโครงสรา้ งของโปรตีนและความสาํ คัญของโปรตนี ที่มีตอ่ สิ่งมชี วี ติ (K)
2) จัดเรยี งตำแหน่งกรดอมิโน (P)
3) ใฝเ่ รยี นรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคญั

ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

(Sc.P: Science Process Skill)

การสงั เกต การลงความเห็นจากขอ้ มูล

การวัด การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร

การคำนวณ/การใช้ตวั เลข การกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบตั ิ

การจำแนกประเภท การต้ังสมมติฐาน

การจัดกระทำและส่อื ความหมายขอ้ มูล การทดลอง

การหาความสมั พันธ์ระหวา่ งสเปสกบั สเปส การตีความหมายขอ้ มลู

และสเปสกบั เวลา การสร้างแบบจำลอง

การพยากรณ/์ การทำนาย

39

5. สาระการเรียนรู้

โปรตนี (Protein)เป็นสารท่ีพบมากที่สดุ ในเซลล์ของสงิ่ มีชวี ิต โดยทั่วไปในเซลล์ของพืชและสตั ว์มีโปรตนี
อยู่มากกว่าร้อยละ 50 ของนำ้ หนักแห้ง โปรตนี เปน็ สารชวี โมเลกุลท่ีมีโมเลกุลขนาดใหญ่และมีโครงสร้างที่ซับซ้อน
ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ คือ ธาตุคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) ไนโตรเจน (N) และในบางชนิดอาจมีกำมะถนั (S)
และฟอสฟอรัส (P) เปน็ องค์ประกอบร่วมดว้ ย

โปรตีนในร่างกายนอกจากจะมีบทบาทในการเผาผลาญให้พลงั งานแก่ร่างกายแลว้ ยงั ชว่ ยในการเจรญิ เติบโต
เป็นส่วนประกอบ ของกล้ามเนือ้ ยังช่วยในการเจรญิ เติบโต เปน็ ส่วนประกอบของกล้ามเนอ้ื และชว่ ยซอ่ มแซมเนือ้ เยอื่
ต่าง ๆ อีกท้ังยังเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์และฮอร์โมนต่าง ๆ ท่ีทำหน้าทใี่ นการควบคมุ ระบบต่างๆ ในรา่ งกาย
ให้สามารถทำงานไดอ้ ย่างเต็มประสิทธิภาพ

โปรตนี เปน็ สารอาหารท่ีพบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดท้ังท่เี ปน็ พืชและสัตว์ โดยจะพบมากในเน้อื สัตว์และ
ผลิตภัณฑ์จากสตั ว์ต่างๆ เช่น เน้ือปลา เน้อื หมู ไข่ นม เนยจากสัตว์ เป็นต้น ส่วนในพืชจะพบมากในเมล็ด
พืชตระกูลถ่วั เชน่ ถัว่ ลิสง ถ่ัวเหลือง เปน็ ตน้

- องค์ประกอบและโครงสร้างของโปรตนี โปรตีนเป็นสารประกอบท่ีมีขนาดโมเลกุลใหญ่ เกิดจากโมเลกุล
ของกรดอะมโิ น (amino acid) จำนวนมากมาสรา้ งพันธะเช่ือมต่อกนั จนเกิดเป็นสายยาว โดยกรดอะมิโน
มีลักษณะเปน็ สารชวี โมเลกุล ซง่ึ ประกอบดว้ ยหมู่ฟังก์ชนั ทัง้ ท่ีเปน็ หมอู่ ะมโิ น (-NH2) มีสมบัติเป็นเบส และ
หมู่คาร์บอกซิล (-COOH) ซ่งึ มีสมบัติเปน็ กรด กรดอะมิโนต่าง ๆ จะมีการสร้างพนั ธะเชื่อมต่อกนั เป็นสายยาว
จนเกิดเปน็ โมเลกุลของกรดอะมิโนต่าง ๆ ว่า พนั ธะเพปไทด์ (peptide bond) ซงึ่ เป็นพันธะท่ีเกิดข้ึนระหว่างหมู่
คาร์บอกซิลและหมูอ่ ะมิโนของกรดอะมิโนแต่ละโมเลกุล เน่อื งจากโปรตีนเกิดจากกรดอะมิโน จำนวนมากมา
เชื่อมต่อกัน ดังนน้ั สมบัติของโปรตีนจึงมีความสมั พนั ธ์กบั ชนิด ของกรดอะมโิ นที่เป็นองค์ประกอบ สัดส่วนของ
กรดอะมิโนแต่ละชนิด และลำดับการเรยี งตัวของกรด ซ่ึงโปรตีนในธรรมชาติมีกรดอะมโิ นอยู่ 20 ชนิด ดังนน้ั จึง
สามารถเกิดเป็นโปรตีนชนิดต่าง ๆ มากมาย โดยโปรตีนท่ีแตกต่างกนั ก็จะมีคุณสมบัติและบทบาทต่อร่างกาย
ที่แตกต่างกนั ดว้ ย

6.กระบวนการจดั การเรียนรู้

คาบที่ 1 (2ช่ัวโมง)
ขนั้ ที่ 1. สร้างความสนใจ (Engagement)

40

1. ครทู บทวนความรเู้ ดิมของนกั เรียนโดยยกตวั อยา่ งอาหารท่ีมสี ารอาหารประเภทโปรตีนและผลของ
การขาดโปรตนี เป็นอยา่ งไร

ขั้นท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2. นกั เรียนดรู ปู โครงสรา้ งทวั่ ไปของกรดแอมิโน

3. ครูถามคำภามดงั นี้
- จากโครงสรา้ งของกรดแอมโิ นมีธาตุใดเปน็ องค์ประกอบบ้าง
- สูตรโครงสร้างทั่วไปของกรดแอมโิ นเป็นอยา่ งไร

ขนั้ ท่ี 3 อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
4. นกั เรยี นสืบคน้ ข้อมูลเกยี่ วกับบทบาทและหนา้ ทข่ี องโปรตีน ตามประเดน็ ดังน้ี
1. ช่วยในการเจริญเตบิ โต
2. ชว่ ยในการลำเลยี งสาร
3. ทำหนา้ ที่เป็นเอนไซมเ์ รง่ ปฏกิ ริ ยิ าเคมใี นเซลลข์ องส่ิงมชี ีวติ
4. เป็นโครงสร้างของเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ เป็นองคป์ จะกอบของโครโมโซม
5. เป็นภูมคิ ้มุ กนั ของรา่ งกาย
6. เปน็ ฮอรโ์ มน
7. ชว่ ยในการเคลือ่ นที่ เชน่ แอกทิน ไมโอชนิ
8. บทบาทอืน่ ๆ เชน่ เปน็ พษิ งู พษิ แมงมุม พิษตะขาบ
9. หนว่ ยย่อยของโปรตีน
10. การเช่อื มต่อกันของกรดแอมโิ น
5. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภปิ รายขอ้ มลู ท่ีได้จากการสืบค้นมปี ระเด็น ดังน้ี
- โปรตีนประกอบด้วยหน่วยย่อย ๆ ท่ีเรียกว่า กรดแอมิโน โดยกรดแอมิโนอะกอบด้วยธาตุหลกั คือ
คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซเิ จน และไนโตรเจน โปรตนี บางด้วยอะตอมของธาตุอนื่ เช่น กำมะถันพบ
ในกรดแอมิโนซสิ เทอนี ฟอสฟอรัสและเหล็กเปน็ ธาตุท่ถี กู เดมิ หลังจากโปรตีนสงั เคราะห์เสร็จแล้ว

41

- การเช่อื มต่อกันของกรดแอมิโนเป็นไดเพปไทด์ไตรเพปไทด์ และพอลิเพปไทด์ซึ่งเกิดจากการสร้าง
พันธะเพปไทด์เช่ือมต่อหมู่คาร์บอกซิลของโมเลกุลแรกกับหมู่แอมิโนของโมเลกุลถัดมาในการสร้าง
พันธะเพปไทดแ์ ตล่ ะพันธะจะมกี ารปลดปลอ่ ยโมเลกลุ ของน้ำออกมา 1 โมเลกลุ
6. นกั เรยี นตอบคำถามในหนงั สือเรียน
คาบท่ี 2 (1ชัว่ โมง)
ขนั้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
7. ครใู ห้ความรู้เพิม่ เตมิ วา่ กรดแอมโิ นอยู่ 4 ชนิด ดังนัน้ กรดแอมิโนสามารถท่ีจะจัดเรียงใน
ตำแหนง่ ที่ 1 ของสายเพปไทดไ์ ด้ 4 วิธี (กรดแอมโิ น 4 ชนิด) ในตำแหน่งที่ 2 สามารถที่จะ
จัดเรียงได้ 3 วธิ ี (ชนิดของกรดแอมิโนไม่ซำ้ กับตำแหนง่ ท่ี 1) ในตำแหนง่ ที่ 3 สามารถทีจ่ ะ
จดั เรียงได้ 2 วธิ ี (ชนดิ ของกรดแอมิโนไม่ซ้ำกับตำแหนง่ ที่ 1 และ 2) ตำแหน่งท่ี 4 สามารถ
จดั เรยี งได้ 1 วธิ ี (ชนิดของกรดแอมิโนไมซ่ ำ้ กบั ตำแหน่งท่ี 1 2 และ 3) ดังนน้ั 1 สายของเพป
ไทด์ท่ีประกอบด้วยกรดแอมิโน 4 ชนิด จะมลี ำดบั ของกรดแอมิโนที่แตกตา่ งกนั

คอื 4 x 3 x 2 x 1 = 24 ชนดิ หรือสรุปเป็นสูตรไดด้ ังนี้สตู ร n! (อ่านว่า n factorial)
ในทนี่ ้ี n คอื จำนวนชนดิ ของกรดแฮมโิ น ซ่ึงเทา่ กับ 4แทนคา่ สตู ร 4! = 4 x 3 x 2 x 1= 24
8. นกั เรยี นศกึ ษารูป

แล้วได้สรุปให้ไดว้ ่าโปรตีนสว่ นใหญ่ท่ีสามารถทำหน้าท่ีไดใ้ นส่ิงมีชีวิตเป็นสายพอลิเพปไทด์ท่ีเกิด
การพับม้วนเป็นโครงสร้างที่มีลักษณะ 3 มิติ ซึ่งเหมาะสมกับการทำงานโดยสามารถแบ่งโครงสร้าง
โปรตีนออกเป็น 4 ระดับ คือ โครงสร้างปฐมภูมิ โครงสร้างทุติยภูมิโครงสร้างตติยภูมิ และ
โครงสร้างจตุรภมู ิ
ขนั้ ท่ี 5 ประเมิน (Evaluation)
9. นักเรียนสรปุ องคค์ วามรู้ลงในสมุด
7.สื่อการสอน
1. หนังสอื เรียนรายวชิ าเพมิ่ เติม ชวี วิทยา เลม่ 1 ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 4

42

8. การวดั และประเมนิ วธิ ีการวัดผล เคร่ืองมอื วดั ผล เกณฑก์ าร
สิ่งที่ตอ้ งการวัด ประเมินผล

1) สบื ค้นขอ้ มลู อธิบาย - ชิ้นงาน - แบบประเมินชน้ิ งาน อย่ใู นระดบั ดีขึน้ ไป
โครงสรา้ งของโปรตีนและ - สังเกตพฤติกรรมการตอบ - แบบสงั เกตพฤติกรรม
ความสําคญั ของโปรตีนทมี่ ี คำถาม อยูใ่ นระดับดีข้นึ ไป
ตอ่ ส่ิงมชี ีวติ (K) - แบบประเมนิ ทักษะการ อยู่ในระดับดีข้ึนไป
2) จัดเรยี งตำแหนง่ กรดอมิ - จดั เรียงตำแหน่งกรดอมิโน ปฏิบตั ิการ
โน (P) อยา่ งถกู ต้อง

3) ใฝ่เรียนรู้ (A) - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ปฏิบตั ิงานของนักเรียน

9. เครื่องมอื ท่ใี ช้ในการประเมิน
แบบประเมินพฤตกิ รรม

วธิ กี ารให้คะแนน ตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดน้ำหนักของตัวเลอื กในช่องต่าง ๆ เป็น 4 3 2 และ 1
ข้อความทีม่ ีความหมายเปน็ ทางบวก กำหนดให้คะแนนแตล่ ะข้อความดังน้ี

ระดบั พฤตกิ รรมการแสดงออก คะแนน

มาก 4
ปานกลาง 3
2
น้อย 1
ไม่มีการแสดงออก

43

ทกั ษะปฏิบตั กิ าร แบบประเมนิ ทกั ษะการปฏบิ ัตกิ าร
ระดับคณุ ภาพ
พอใช้
ดมี าก ดี

การเลือกใช้ เลือกใชอ้ ุปกรณ์/เครอ่ื งมอื เลือกใชอ้ ุปกรณ์/เคร่อื งมือใน เลือกใชอ้ ุปกรณ์/เครื่องมือใน
อปุ กรณ์/เคร่ืองมอื
ในการทดลอง ในการทดลองหรอื การทดลองหรือปฏิบัตกิ ารได้ การทดลองหรือปฏบิ ตั ิการไม่

การใชอ้ ปุ กรณ/์ ปฏิบตั ิการได้เหมาะสมกับ ถูกต้องแต่ไมเ่ หมาะสมกับ ถกู ตอ้ ง
เครื่องมอื ในการ
ทดลอง งาน งาน

การทดลอง/ปฏิบตั ิ ใช้อุปกรณ์/เครือ่ งมือใน ใช้อปุ กรณ์/เครื่องมอื ในการ ใชอ้ ปุ กรณ์/เครื่องมือในการ
ตามแผนทีก่ ำหนด การทดลองไดอ้ ยา่ ง ทดลองไดถ้ ูกตอ้ งตาม ทดลองไมถ่ ูกต้อง
คล่องแคลว่ และถกู ต้อง หลักการปฏิบตั แิ ต่ไม่
ประเดน็ ท่ีประเมนิ ตามหลกั การปฏิบัติ คลอ่ งแคล่ว

ทดลองตามวธิ ีการและ ทดลองตามวิธีการและ ทดลองตามวธิ กี ารและ
ขัน้ ตอนที่กำหนดไว้อยา่ ง ขนั้ ตอนทีก่ ำหนดไวม้ กี าร ขั้นตอนทก่ี ำหนดไวห้ รอื
ถูกตอ้ ง มีการปรบั ปรุง ปรับปรงุ แก้ไขบา้ ง ดำเนินการขา้ มทกี่ ำหนดไวไ้ ม่
แก้ไขเป็นระยะ มีการปรบั ปรงุ แก้ไข

แบบประเมนิ ชนิ้ งาน
ระดับคุณภาพ

ดีมาก ดี พอใช้

ผลงานมีความ เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน เนื้อหาสาระของผลงาน
ถูกตอ้ งสมบูรณ ถกู ตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องเปน็ สว่ นใหญ่ ถกู ต้องเปน็ บางประเดน็
ผลงานมีความคิด
สรา้ งสรรค์ ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีแนวคิดแปลกใหม่ ผลงานมคี วามนา่ สนใจ แต่ยัง
ความคิดสร้างสรรค์ แต่ยงั ไม่เปน็ ระบบ ไม่มแี นวคิดแปลกใหม่
5. ผลงานเสรจ็ ตาม แปลกใหม่ และเป็น
เวลาท่ีกำหนด ระบบ สง่ ผลงานชา้ กว่าเวลา ส่งผลงานช้ากวา่ เวลา
ทกี่ ำหนด 1-2 วนั ท่กี ำหนด 3-5 วัน
สง่ ผลงานตามเวลา
ท่ีกำหนด

44

10. บันทกึ ผลหลังการจัดการเรียนรู้

1. ผลการจัดการเรยี นการสอน

...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส..า...ม...า..ร...ถ.......1.).....ส...ืบ...ค..้น...ข...อ้ ..ม...ูล....อ...ธ...ิบ...า..ย...โ..ค...ร..ง..ส...ร...้า..ง..ข...อ..ง...โ..ป...ร...ต..ีน...แ...ล..ะ....ค..ว..า...ม...ส..าํ...ค..ญั....ข..อ...ง...โ..ป...ร..ต...ีน...ท. ีม่ ีตอ่
.......................................ส...งิ่ ..ม...ีช..ีว..ิต.....(.K...)..................................................................................................................
.......................................2..).....จ..ัด...เ.ร...ีย...ง..ต...ำ..แ...ห...น...ง่ ..ก..ร...ด...อ..ม...ิโ..น.....(..P..)..........................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ปญั หาและอุปสรรคการจัดการเรยี นการสอน
..............................................................................................................................................................................

..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..ว่...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ.น...อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ือ่...ง..จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...็น...ข...อ้ ..จ...ำ..ก...ัด...................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. ข้อเสนอแนะและแนวทางแกไ้ ข
..............................................................................................................................................................................

..........ค..ร...ูอ...ธ..บิ...า..ย...เ..พ...ม่ิ ..เ..ต...ิม..เ..ก..ี่ย...ว..ก...ับ...เ.น...ื้อ...ห...า..ใ..น...ส...ว่..น...ท...ี่น...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง..ม...ีม...โ..น....ท..ัศ...น...์ท...ีค่...ล..า...ด..เ..ค..ล...ื่อ..น....ซ..่ึง.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..จ้...า..ก...ข..น้ั...ป...ร...ะ...เ.ม...ิน.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชื่อ........................................................
(นายภัทรพงษ์ ตุ้มมี )
ผสู้ อน

45

ความเหน็ ของครพู เี่ ล้ยี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถว้ นหรือไมถ่ กู ตอ้ ง ควรปรบั ปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นร้กู บั หลักสูตรสถานศึกษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยังไม่สอดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
3. รูปแบบของการจดั การเรยี นรู้
☐ เน้นผ้เู รียนเปน็ สำคญั
☐ ยงั ไมเ่ น้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สอ่ื การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรงุ และพฒั นาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ ครอบคลมุ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยงั ไม่ครอบคลมุ จุดประสงค์การเรียนร้คู วรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชือ่ .......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลย้ี วอุดมชยั )
ครูพเ่ี ล้ยี ง

46

ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผู้ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกตอ้ ง
☐ ยงั ไม่ครบถ้วนหรอื ไม่ถกู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรูก้ ับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคล้อง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
3. รปู แบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
☐ ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อไป
4. สอื่ การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจดั การเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลุมจดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเลย้ี ง จอดนอก)

หวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย


Click to View FlipBook Version