47
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 10 รายวิชา ชวี วทิ ยา 1
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 : เคมที เ่ี ป็นพ้นื ฐานของสิง่ มีชวี ิต จำนวน 2 ชัว่ โมง
เรื่อง สารประกอบคารบ์ อนในส่ิงมชี วี ติ (4) ครผู สู้ อน ภทั รพงษ์ ต้มุ มี
1.สาระสำคญั
เข้าใจธรรมชาติของส่ิงมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารที่เป็นองค์ประกอบ
ของส่ิงมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าท่ีของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรยี นรู้
สืบค้นข้อมูล อธบิ ายโครงสรา้ งของลพิ ิดและความสาํ คญั ของลพิ ดิ ทีม่ ีต่อสิง่ มีชวี ติ
3.จดุ ประสงค์
1) สบื คน้ ขอ้ มูล อธิบายหน้าท่ีของคาร์โบไฮเดรต (K)
2) จำแนกความแตกตา่ งระหวา่ งไขมนั อ่มิ ตวั และไขมนั ไม่อ่ิมตวั (P)
3) ใฝเ่ รียนรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคัญ
ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
(Sc.P: Science Process Skill)
การสังเกต การลงความเหน็ จากขอ้ มูล
การวัด การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร
การคำนวณ/การใช้ตัวเลข การกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบัติ
การจำแนกประเภท การตงั้ สมมติฐาน
การจัดกระทำและสอ่ื ความหมายขอ้ มูล การทดลอง
การหาความสัมพนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปส การตีความหมายขอ้ มูล
และสเปสกับเวลา การสรา้ งแบบจำลอง
การพยากรณ์/การทำนาย
48
5. สาระการเรยี นรู้
ลิพิด ก็คือสารชีวโมเลกุลชนิดหน่ึงน่ันเอง มีอยู่หลายชนิด ดังน้ีกลุ่มที่ประกอบด้วยกรดไขมันและ
แอลกอฮอล์ ไขมัน (fat) , น้ำมัน (oil), และ ไข (wax) จัดอยู่ในกลุ่มลิพิดท่ีมีโครงสร้าง ลิพิดเชิงเดี่ยว (simple
lipid) ที่ โดยปกตทิ อี่ ุณหภมู ิหอ้ ง ไขมันจะเป็นของแขง็ ส่วนน้ำมนั จะเปน็ ของเหลว ส่วนไขเปน็ สารประกอบด้วย
กรดไขมันโมเลกุลใหญ่กับแอลกอฮอล์ ไม่ละลายน้ำทพ่ี บมากเปน็ สว่ นใหญ่ก็คือบริเวณตามผิวหนังใบไม้ ผลไมบ้ างชนิด
และปกี ของแมลงบางชนิด
ส่วนลิพิดกลุ่มท่ีมีสารอื่นประกอบด้วย เช่น ฟอสโฟลิพิด (phospholipid),ไกลโคลิพิด (glycolipid), ลิโพโปรตีน
(lipoprotein) จดั อยู่ในกลมุ่ ลิพิดทีม่ โี ครงสร้าง ลิพดิ เชงิ ซ้อน หรือลพิ ดิ เชิงประกอบ (compound lipid)
ส่วนลิพิดท่ีมีโครงสร้างแตกต่างจากลิพิดท่ัวไป เช่น สเตรอยด์ (steroid) , พวกนี้จัดอยู่ในกลุ่มลิพิดท่ีมี
โครงสร้าง อนุพนั ธล์ ิพิด (derived lipid) เปน็ ลิพิดท่ไี ดม้ าจากลิพิด 2 ชนดิ แรก มีสมบัติคล้ายลพิ ิดคือ ละลายไดใ้ น
ตวั ทำละลายอนิ ทรยี ์
ลพิ ดิ มคี ณุ สมบัตทิ ่ีสำคัญคือ มีธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซเิ จน เป็นองค์ประกอบหลกั และอาจ
มีไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ประกอบอยู่ด้วย มีคุณลักษณะเฉพาะตัวคือไม่ชอบน้ำ (hydrophobic) เน่ืองจากมี
คุณสมบัติที่ไม่เป็นขั้ว (น้ำเป็นโมเลกุลที่มีข้ัว) ดังน้ัน ลิพิดจึงเป็นสารชีวโมเลกุลท่ีไม่ละลายในน้ ำ (water-
insoluble) แต่ละลายได้ในสารอินทรีย์ท่ีไม่มีขั้ว ลิพิดบางกลุ่มมีท้งั โครงสร้างที่แสดงการมขี ้ัวด้วย ซึ่งเป็นกลุมที่มี
ความชอบนำ้ ดังนัน้ อาจเรยี กกลุม่ น้ีเป็นกลมุ่ ท่แี สดงคุณสมบัติทงั้ 2 อยา่ ง คือทงั้ ชอบนำ้ และไม่ชอบน้ำอยู่ในโมเลกุล
เดยี วกัน
หนา้ ที่สำคญั ของลพิ ิดภายในร่างกายของมนุษยก์ ็คอื เป็นสารที่ใช้ในการสะสมพลังงานในรา่ งกาย และ
เปน็ แหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย ได้แก่ ไตรเอซิลกลีเซอรอล (triacylglycerol) ซึ่งประกอบไปด้วย กรดไขมัน
(fatty acid) และ กลีเซอรอล (glycerol) อีกส่วนท่ีพบในเน้ือเย่ือสมองและระบบประสาท บริเวณเย่ือหุ้มเซลล์
ไดแ้ ก่ ฟอสโฟลิพดิ (phospholipid) สฟงิ โกลิพดิ (sphingolipid) และ คอเลสเตอรอล (cholesterol) เปน็ ตน้
ซึ่งเปรยี บไดว้ ่าเป็นเหมอื นนวมป้องกันอวยั วะตา่ ง ๆ ในร่างกาย ส่วนหน้าทส่ี ำคญั ของลิพดิ ภายในพชื ก็คือ
เปน็ ส่วนประกอบของผนงั เซลล์แบคทเี รียและพชื ชั้นสูง
6.กระบวนการจัดการเรียนรู้
คาบท่ี 1 (2ชัว่ โมง)
ข้ันที่ 1. สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. นกั เรยี นยกตวั อยา่ งอาหารทีเ่ ป็นแหล่งของสารอาหารลพิ ิด
2. นักเรียนดูภาพ
49
กรดไขมันไม่อ่ิมตวั (unsaturated fatty acid)
กรดไขมันอม่ิ ตัว (saturated fatty acid)
3. นักเรียนบอกความแตกตา่ งระหว่าง กรดไขมันไม่อม่ิ ตวั และกรดไขมันอ่มิ ตัวและไดข้ อ้ สรุปดังนี้
กรดไขมนั เปน็ สายไฮโดรคารบ์ อนท่ีมีหม่คู ารบ์ อกซลิ เปน็ หม่ฟู ังกช์ ันอยู่ท่ีปลายด้านหน่งึ โดยกรดไขมันแต่
ละชนิตมีจำนวนคาร์บอนที่แตกต่างกัน ทำให้มีสมบัติต่างกัน กรดไขมันอ่ิมตัวมีคาร์บอนทุกอะตอม
เช่อื มตอ่ กนั ดว้ ยพนั ธะเดี่ยวส่วนกรดไขมันไม่อ่ิมตัวมีบางพันธะระหว่างอะตอมของคาร์บอนเปน็ พันธะคู่
ขัน้ ท่ื 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
4. นกั เรยี นสบื ค้นข้อมูล ดงั น้ี
- เกยี่ วกับโครงสร้างของลิพิด
- กรดไขมนั อิม่ ตัว กรดไขมันไมอ่ ิม่ ตัว
- ไตรกลเี ซอไรด์
- กรดไขมันทจี่ ำเปน็ และกรดไขมันท่ไี ม่จำเป็น
- ความสำคัญของลพิ ดิ ที่มีต่อส่ิงมีชวี ิต
ข้นั ท่ี 3 อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
5. นักเรยี นและครูอภปิ ราย เพ่ือใหไ้ ดข้ ้อสรุปวา่ ลิพดิ ประกอบดว้ ยธาตุคารบ์ อน ไฮโดรเจน แลออกซเิ จน
เปน็ องคป์ ระกอบหลกั นอกจากนลี้ ิพิดบางชนิดยงั มธี าตไุ นโตรเจนและฟอสฟอรัสเปน็ องคป์ ระกอบ ลพิ ิด
มีโครงสร้างพ้ืนฐานทางเคมที ่หี ลากหลาย โดยกลุม่ ของลิพิดทส่ี ำคญั ซ่ึงพบในสิ่งมชี ีวติ เช่น กรดไขมันไตร
กลีเซอไรด์ ฟอสโฟลิพดิ สเตอรอยด์
6. นักเรยี นดรู ูปแล้วเปรยี บเทียบกนั
50
มีโครงสรา้ งท่ัวไปเป็นวงคารบ์ อน
ได้ข้อสรุปว่าว่า สเตอรอยด์มีหลายชนิดอยู่กับหมู่ R และหมู่ฟังก์ชันอ่ืน ๆ ท่ีมาเช่ือมต่อกับวง
คาร์บอนของสตู รโครงสร้างท่ัวไป สเตอรอยด์ การสังเคราะหส์ เตอรอยด์ชนิดอืน่ ๆ เชน่ อีสสโทร
เจน โพรเจสเตอโรน เทสโทสเตอโรนคอร์ทิซอล มคี อเลสเตอรอลเป็นสารตั้งตน้
คาบท่ี 2 (1ชัว่ โมง)
ขนั้ ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
7. นกั เรียนสบื คน้ ข้อมลู เกี่ยวกบั ปริมาณกรดไขมนั อม่ิ ตัว และกรดไขมนั ไมอ่ ่ิมตวั ในน้ำมนั ชนิดตา่ ง ๆ
ท่ีใชป้ ระกอบอาหารการบริโภคอาหารทขี่ าดกรดไขมนั ทจ่ี ำเปน็ และอภปิ รายร่วมกนั ไดข้ ้อสรุปวา่
การบรโิ ภคอาหารที่ขาดกรดไขมันที่จำเป็นจะทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นได้ เช่น การอักเสบของผิวหนัง
จำนวนเพลตเลตลดตำ่ ลง ตดิ เช้อื ได้ง่าย บาดแผลหายชา้ เสน้ ผมหยาบการเจรญิ เติบโตหยดุ ชะงัก
เป็นต้นในน้ำมันจากปลาทะเลบางชนิด มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 2 ชนิด คือ EPA (eicosapentaenoic
acid)และ DHA (docosahexaenoic acid) ซ่ึงสามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์และลดระดับ
คอเลสเตอรอลในลิโพโปรตีนชนิด LDL (low density lipoprotein) ในเลือดได้ น้ำมันท่ีประกอบด้วย
กรดไขมันไม่อ่ิมตัวมี การจัดเรียงตัวจึงไม่เป็นระเบียบถ้าพันธะคู่มากก็ย่ิงทำให้จุดหลอมเหลวต่ำลงมาก
ข้นึ ส่วนใหญ่แล้วกรดไขมันไม่อม่ิ ตัวจะมีจุดหลอมเหลวประมาณ -49 ถึง -0.5 องศาเซลเซยี ส ส่วนกรด
ไขมนั อ่ิมตวั สว่ นใหญม่ ีจุดหลอมเหลวประมาณ 44-48 องศาเซลเซยี ส
ขัน้ ที่ 5 ประเมนิ (Evaluation)
8. ครูถามคำถามเพ่ือให้นกั เรยี นจำแนกความแตกตา่ งระหว่างไขมันอ่มิ ตวั และไขมันไมอ่ มิ่ ตัวดงั น้ี
- เหตุใดน้ำมนั พืชบางชนิดเม่ือนำไปแชในตเู้ ยน็ จึงไมแ่ ข็งตวั
(แนวคำตอบ นำ้ มนั ที่ประกอบด้วยกรดไขมนั ไม่อมิ่ ตัว จุดหลอมเหลวจะต่ำเนอื่ งจากการมพี ันธะ
โครงสร้างของกรดไขมันจะทำใหม้ กี ารงอของโครงสรา้ ง การจัดเรียงตัวจงึ ไมเ่ ป็นระเบียบถ้าพันธะ
คู่มากก็ยิ่งทำให้จดุ หลอมเหลวต่ำลงมากขน้ึ ส่วนใหญ่แลว้ กรดไขมันไม่อมิ่ ตัวจะมจี ุดหลอมเหลว
ประมาณ -49 ถึง -0.5 องศาเซลเซยี ส ซ่งึ ตำ่ กว่าอุณหภูมใิ นตู้เยน็ จึงไมแ่ ข็งตวั สำหรบั กรดไขมนั
อม่ิ ตัวส่วนใหญม่ ีจดุ หลอมเหลวประมาณ 44-48องศาเซลเซยี สซ่ึงสูงกว่าอุณหภูมิในตู้เยน็ จึงแขง็ ตัว)
12. นกั เรียนสรุปองค์ความรลู้ งในสมดุ
7.ส่อื การสอน
1. หนังสอื เรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ ชวี วทิ ยา เลม่ 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4
51
8. การวัดและประเมิน วิธีการวัดผล เครอ่ื งมอื วดั ผล เกณฑก์ าร
ส่งิ ท่ีต้องการวัด ประเมนิ ผล
อยูใ่ นระดับดีข้นึ ไป
1) สบื คน้ ข้อมูล อธิบาย - ชน้ิ งาน - แบบประเมนิ ช้นิ งาน
หน้าที่ของคารโ์ บไฮเดรต อยใู่ นระดบั ดีข้นึ ไป
(K) - สงั เกตพฤตกิ รรมการตอบ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
2) จำแนกความแตกต่าง คำถาม อยู่ในระดับดขี นึ้ ไป
ระหวา่ งไขมนั อ่มิ ตวั และ
ไขมันไมอ่ ม่ิ ตวั (P) - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
3) ใฝเ่ รียนรู้ (A) ปฏิบตั งิ านของนักเรียน
9. เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการประเมิน
แบบประเมินพฤตกิ รรม
วิธีการให้คะแนน ตรวจให้คะแนนตามเกณฑโ์ ดยกำหนดนำ้ หนักของตวั เลือกในช่องตา่ ง ๆ เปน็ 4 3 2 และ 1
ขอ้ ความทม่ี ีความหมายเปน็ ทางบวก กำหนดให้คะแนนแต่ละขอ้ ความดงั นี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก คะแนน
มาก 4
ปานกลาง 3
2
นอ้ ย 1
ไมม่ กี ารแสดงออก
52
แบบประเมินชิ้นงาน
ระดบั คุณภาพ
ประเดน็ ทีป่ ระเมนิ ดีมาก ดี พอใช้
ผลงานมีความ เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน เน้อื หาสาระของผลงาน
ถูกตอ้ งสมบูรณ ถูกตอ้ งครบถว้ น ถกู ตอ้ งเป็นสว่ นใหญ่ ถูกต้องเป็นบางประเดน็
ผลงานมคี วามคิด
สร้างสรรค์ ผลงานแสดงออกถงึ ผลงานมีแนวคดิ แปลกใหม่ ผลงานมคี วามน่าสนใจ แต่ยงั
ความคดิ สร้างสรรค์ แตย่ งั ไมเ่ ป็นระบบ ไมม่ ีแนวคิดแปลกใหม่
5. ผลงานเสร็จตาม แปลกใหม่ และเปน็
เวลาที่กำหนด ระบบ สง่ ผลงานช้ากว่าเวลา ส่งผลงานช้ากว่าเวลา
ทีก่ ำหนด 1-2 วนั ทีก่ ำหนด 3-5 วัน
ส่งผลงานตามเวลา
ท่กี ำหนด
53
10. บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้
1. ผลการจัดการเรยี นการสอน
...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส..า...ม...า..ร...ถ.......1..)....ส...ืบ...ค...้น...ข..้อ...ม...ูล....อ...ธ..ิบ...า...ย..ห...น...า้..ท...ี่ข...อ..ง...ค..า...ร..์โ..บ...ไ..ฮ...เ.ด...ร..ต.....(.K...).........................................
.......................................2...)....จ...ำ..แ...น...ก..ค...ว..า...ม...แ..ต...ก..ต...า่...ง..ร..ะ....ห..ว...่า..ง...ไ.ข...ม...ัน...อ..ม่ิ...ต...ัว..แ...ล..ะ....ไ.ข...ม...ัน...ไ.ม...อ่...ิ่ม...ต..ัว....(..P..)..............
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. ปญั หาและอุปสรรคการจดั การเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................
..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..่ว...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ..น..อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ื่อ...ง..จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...น็...ข...อ้ ..จ...ำ..ก...ัด...................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข
..............................................................................................................................................................................
..........ค..ร...ูอ...ธ..ิบ...า..ย...เ..พ...มิ่ ..เ..ต...ิม..เ..ก..ีย่...ว..ก...ับ...เ.น...ือ้...ห...า..ใ..น...ส...่ว..น...ท...ีน่...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง..ม...ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ีค่..ล...า..ด...เ..ค..ล...ือ่ ..น...ซ...่ึง.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..จ้...า..ก...ข..้นั...ป...ร...ะ...เ.ม...ิน.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ........................................................
(นายภัทรพงษ์ ต้มุ มี )
ผูส้ อน
54
ความเหน็ ของครพู เี่ ล้ยี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถกู ต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถ้วนหรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง ควรปรบั ปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นร้กู บั หลักสูตรสถานศึกษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
3. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั
☐ ยงั ไมเ่ น้นผู้เรยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สอ่ื การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยงั ไม่เหมาะสม ควรปรับปรงุ และพฒั นาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ ครอบคลุมจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรียนร้คู วรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื .......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลย้ี วอดุ มชัย)
ครูพเ่ี ล้ยี ง
55
ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผู้ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกตอ้ ง
☐ ยงั ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถกู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรูก้ ับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคล้อง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
3. รปู แบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
☐ ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อไป
4. สอื่ การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจดั การเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลุมจดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเลย้ี ง จอดนอก)
หวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย
56
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 11 รายวิชา ชวี วทิ ยา 1
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 : เคมีทเ่ี ป็นพ้นื ฐานของสิง่ มชี ีวติ จำนวน 2 ช่ัวโมง
เรอื่ ง สารประกอบคารบ์ อนในสิง่ มีชวี ิต (5) ครูผู้สอน ภัทรพงษ์ ตมุ้ มี
1.สาระสำคญั
เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารท่ีเป็นองค์ประกอบ
ของส่ิงมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรียนรู้
อธบิ ายโครงสรา้ งของกรดนวิ คลิอิก และระบุชนิดของกรดนิวคลอิ กิ และความสําคัญของกรดนิวคลิอิกท่ี
มตี ่อสงิ่ มชี ีวิต
3.จุดประสงค์
1) อธิบายโครงสรา้ งของกรดนิวคลอิ กิ และความสําคญั ของกรดนวิ คลิอิกที่มีต่อสง่ิ มีชีวติ (K)
2) ระบชุ นดิ ของกรดนิวคลอิ กิ (P)
3) ใฝ่เรยี นรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคญั
ด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
(Sc.P: Science Process Skill)
การสงั เกต การลงความเหน็ จากขอ้ มูล
การวดั การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร
การคำนวณ/การใชต้ ัวเลข การกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบัติ
การจำแนกประเภท การตงั้ สมมตฐิ าน
การจัดกระทำและสอื่ ความหมายข้อมูล การทดลอง
การหาความสมั พันธร์ ะหวา่ งสเปสกบั สเปส การตีความหมายขอ้ มูล
และสเปสกับเวลา การสร้างแบบจำลอง
การพยากรณ์/การทำนาย
57
5. สาระการเรียนรู้
กรดนวิ คลอี กิ (nucleic acid) เปน็ พอลิเมอร์ของนวิ คลโี อไทด์ ท่ีตอ่ กันดว้ ยพนั ธะฟอสโฟไดเอสเทอร์
( phosphodiester bond ) โดยที่หมู่ของฟอสเฟตที่เปน็ ส่วนประกอบของพันธะจะเช่ือมโยงระหว่างหมู่ ไฮดรอกซิล
ทตี่ ำแหน่ง 5 ของนิวคลโี อไทดโ์ มเลกุลหนึ่งกับหมู่ไฮดรอกซิลทต่ี ำแหนง่ 3 ในโมเลกุลถัดไป จึงทำให้นวิ คลีโอไทด์มี
โครงสรา้ งของสนั หลงั ( backbone ) เปน็ ฟอสเฟตกบั น้ำตาลและมแี ขนงขา้ งเป็นเบส อาจจำแนกไดเ้ ปน็ DNAและRNA
6.กระบวนการจดั การเรยี นรู้
คาบท่ี 1 (2ช่วั โมง)
ขนั้ ท่ี 1. สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครูถามคำถามเพือ่ สร้างความสนใจ
- ลกั ษณะของสิ่งมีชีวิตถูกควบคมุ ดว้ ยสารใดภายในเซลล์ (แนวคำตอบ สารพันธกุ รรม)
- สารพันธกุ รรมคอื สารประกอบคารบ์ อนชนิดใด มกี ชี่ นดิ อะไรบา้ ง
(แนวคำตอบ สารพนั ธกุ รรมเป็นกรดนวิ คลอิ ิก มี 2 ชนิด คอื DNA และ RNA)
ข้นั ที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2. นักเรยี นดภู าพ
3. นกั เรียนสังเกตลักษณะของโมเลกลุ และสว่ นทเ่ี ปน็ หนว่ ยย่อยแตล่ ะหน่วย หรือ นิวคลโิ อไทด์
วา่ ประกอบดว้ ยส่วนย่อยอีกกี่สว่ น อะไรบา้ ง
4. ครูบอกชอ่ื ของส่วนย่อยไดแ้ ก่ น้ำตาลท่ีมคี าร์บอน 5 อะตอมเบสทม่ี ีในโตรเจนเปน็ องค์ประกอบ และ
หมูฟ่ อสเฟต
5. นักเรียนสังเกตสญั ลักษณ์ท่ีใชแ้ ทนเบสวา่ มีก่ีแบบ สามารถสรปุ ไดว้ ่า มีเบส 4 ชนิดอยู่ในโมเลกุลของDNA
ขน้ั ที่ 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
6. นักเรียนดูรปู และรว่ มกันอภิปราย
58
7. นักเรียนร่วมกนั อภปิ รายรว่ มกันไดข้ ้อสรุปดังน้ี
- โมเลกุลของ DNA ประกอบด้วยนวิ คลีโอไทด์ทต่ี ่อกันเปน็ สายยาวดว้ ยพนั ธะฟอสโฟไดเฮสเทอร์
เรียกแตล่ ะสายวา่ พอลนิ ิวคลโี อไทด์ซง่ึ เปน็ พอลเิ มอร์สายพอลินวิ คลโี อไทด์มปี ลายด้านหน่ึง
เรยี กวา่ ปลาย 5' และอกี ดา้ นหน่ีงเรียกวา่ ปลาย 3'
- โมเลกุลของ DNA ประกอบดว้ ยพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายบิดเปน็ เกลยี วคล้ายบันไดเวียนขวา
โดยเบสอะดนี นี จบั กับเบสไทมนี และเบสไซโทซนี จบั กบั เบสกวานีน
คาบท่ี 2 (1ชัว่ โมง)
ข้ันท่ื 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
8. ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า สารต่าง ๆ ทั้งน้ำ คารโบไฮเดรต โปรตีน ลิพิด และกรดนิวคลิอิก ล้วนมี
ความสำคญั ตอ่ ส่ิงมีชวี ิตเนื่องจากเปน็ ส่วนประกอบของเซลลแ์ ละเน้อื เย่ือ รวมถงึ การรักษาดลุ ยภาพ
ของรา่ งกายเพอื่ ให้สามารถดำรงชีวติ อยู่ได้ โดยเกิดการสรา้ ง สะสม สลาย และการเปล่ยี นแปลงของ
สารเหล่าน้ีในรูปของปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ภายในเซลล์ เมื่อสิ่งมีชีวิตดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การสร้าง
ดอกและผลของพชื การงอกของเมล็ด การล่าเหยื่อของสัตว์การสอ่ื สาร การกนิ อาหาร การออกกำลงั กาย
หรอื การคดิ ล้วนเกดิ ปฏิริยาเคมภี ายในเซลลข์ น้ึ มากมายเพอ่ื ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ เหลา่ น้ดี ำเนินไปได้
9. ครใู ห้นักเรียนดรู ปู และเปรยี บเทยี บความแตกต่างของ DNA และ RNA
ข้นั ที่ 5 ประเมนิ (Evaluation)
10. นักเรยี นรว่ มกนั สรปุ หนา้ ทสี่ ำคัญของกรดนวิ คลิอกิ
11. ครูถามคำถามเพอื่ ทดสอบความร้ดู ังนี้
- โครงสร้างของ RNA มีลกั ษณะเหมือนหรอื แตกต่างจากโมเลกลุ ของ DNA อยา่ งไร
(แนวคำตอบ โมเลกลุ ของ RNA ประกอบดว้ ยพอลินวิ คลีโอไทดเ์ พียง 1 สาย โดยมีเบส4ชนิดคอื ไซ
โทซนี กว่านีน อะดีนนี และยรู าซลิ นอกจากนีย้ งั ประกอบด้วยนำ้ ตาลไรโบส ซึง่ คารบ์ อนตำแหน่ง
ที่ 2 มหี มูไฮดรอกซลิ )
12. นักเรียนสรุปองคค์ วามรู้ลงในสมุด
59
7.สอื่ การสอน
1. หนังสือเรยี นรายวชิ าเพมิ่ เติม ชีววทิ ยา เลม่ 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4
8. การวดั และประเมนิ
สิ่งท่ตี ้องการวัด วิธีการวัดผล เคร่ืองมือวดั ผล เกณฑก์ าร
ประเมนิ ผล
1) อธบิ ายโครงสร้างของ - ชน้ิ งาน - แบบประเมนิ ช้ินงาน
- แบบสังเกตพฤติกรรม อยูใ่ นระดับดีข้นึ ไป
กรดนวิ คลอิ ิกและ - สังเกตพฤติกรรมการตอบ
ความสําคญั ของกรด คำถาม - แบบสังเกตพฤติกรรม อยใู่ นระดบั ดีข้นึ ไป
- แบบสงั เกตพฤติกรรม อยู่ในระดับดขี นึ้ ไป
นวิ คลิอิกที่มีตอ่ สิ่งมชี ีวติ (K)
2) ระบชุ นิดของกรด - สังเกตพฤติกรรมการตอบ
นิวคลิอิก (P) คำถาม
6) ใฝเ่ รยี นรู้ (A) - สังเกตพฤติกรรมการ
ปฏิบตั ิงานของนักเรยี น
9. เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการประเมิน
แบบประเมินพฤติกรรม
วธิ ีการให้คะแนน ตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดน้ำหนักของตัวเลือกในชอ่ งต่าง ๆ เปน็ 4 3 2 และ 1
ขอ้ ความทมี่ ีความหมายเปน็ ทางบวก กำหนดให้คะแนนแต่ละขอ้ ความดังนี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก คะแนน
มาก 4
ปานกลาง 3
2
น้อย 1
ไมม่ ีการแสดงออก
60
ทักษะปฏบิ ตั ิการ แบบประเมินทักษะการปฏบิ ัติการ
ระดบั คุณภาพ
พอใช้
ดมี าก ดี
การเลือกใช้อุปกรณ์/ เลือกใชอ้ ุปกรณ์/เคร่ืองมือใน เลือกใช้อุปกรณ์/เครอ่ื งมือในการ เลือกใช้อุปกรณ/์ เคร่อื งมือในการ
เคร่ืองมือในการทดลอง การทดลองหรอื ปฏิบัติการได้ ทดลองหรอื ปฏิบตั ิการไดถ้ ูกตอ้ ง ทดลองหรอื ปฏิบัติการไมถ่ กู ต้อง
เหมาะสมกับงาน แต่ไม่เหมาะสมกับงาน
การใชอ้ ปุ กรณ/์ ใชอ้ ปุ กรณ/์ เคร่อื งมอื ใน
เครอื่ งมือในการ การทดลองได้อยา่ ง ใชอ้ ปุ กรณ์/เครอื่ งมอื ในการ ใชอ้ ุปกรณ์/เครือ่ งมอื ในการ
ทดลอง คลอ่ งแคลว่ และถกู ตอ้ ง ทดลองไดถ้ ูกตอ้ งตาม ทดลองไมถ่ ูกตอ้ ง
ตามหลักการปฏิบัติ หลกั การปฏิบัตแิ ต่ไม่
การทดลอง/ปฏบิ ตั ิ คล่องแคล่ว
ตามแผนท่กี ำหนด ทดลองตามวธิ ีการและ
ข้นั ตอนทีก่ ำหนดไว้อยา่ ง ทดลองตามวธิ กี ารและ ทดลองตามวธิ ีการและ
ถูกต้อง มกี ารปรบั ปรงุ ขน้ั ตอนทกี่ ำหนดไวม้ กี าร ข้นั ตอนที่กำหนดไว้หรือ
แกไ้ ขเปน็ ระยะ ปรับปรงุ แก้ไขบ้าง ดำเนนิ การขา้ มท่กี ำหนดไว้ไม่
มกี ารปรบั ปรงุ แก้ไข
ประเด็นทป่ี ระเมิน แบบประเมินชิน้ งาน
ระดบั คุณภาพ
พอใช้
ดีมาก ดี
เนอ้ื หาสาระของผลงาน
ผลงานมีความ เนื้อหาสาระของผลงาน เน้ือหาสาระของผลงาน ถูกต้องเป็นบางประเดน็
ถกู ต้องสมบรู ณ
ถูกต้องครบถว้ น ถูกต้องเปน็ ส่วนใหญ่ ผลงานมคี วามน่าสนใจ แต่ยงั
ไม่มีแนวคดิ แปลกใหม่
ผลงานมีความคิด ผลงานแสดงออกถึง ผลงานมีแนวคดิ แปลกใหม่
สร้างสรรค์
ความคดิ สรา้ งสรรคแ์ ปลก แต่ยังไมเ่ ป็นระบบ
ใหม่ และเปน็ ระบบ
5. ผลงานเสรจ็ ตาม สง่ ผลงานตามเวลา สง่ ผลงานชา้ กวา่ เวลา ส่งผลงานช้ากว่าเวลา
เวลาท่ีกำหนด ทีก่ ำหนด ที่กำหนด 1-2 วัน ท่ีกำหนด 3-5 วัน
61
10. บันทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้
1. ผลการจัดการเรยี นการสอน
...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส..า...ม...า..ร...ถ....1.).....อ...ธ...บิ ..า...ย...โ..ค..ร...ง..ส...ร..า้...ง..ข...อ..ง...ก..ร...ด..น...วิ...ค..ล...ิอ..ิก...แ...ล..ะ...ค...ว..า...ม...ส..าํ...ค..ญั....ข..อ...ง..ก...ร..ด...น...ิว..ค...ล..อิ...ิก...ท..ี่ม...ีต..อ่ สิ่งมีชีวติ
....................................2..)...ร...ะ...บ...ุช...น...ิด..ข...อ..ง...ก..ร...ด..น...ิว...ค..ล...อิ ...ิก.......................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. ปญั หาและอปุ สรรคการจัดการเรยี นการสอน
..............................................................................................................................................................................
..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..่ว...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ..น..อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ื่อ...ง..จ..า...ก..ม...ีเ..ว..ล..า...เ.ป...น็...ข...้อ...จ..ำ..ก...ัด...................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. ขอ้ เสนอแนะและแนวทางแกไ้ ข
..............................................................................................................................................................................
..........ค..ร...ูอ...ธ..ิบ...า..ย...เ..พ...ม่ิ ..เ..ต...ิม..เ..ก..ีย่...ว..ก...ับ...เ.น...ือ้...ห...า..ใ..น...ส...ว่..น...ท...ีน่...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง...ม..ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ี่ค...ล..า...ด..เ..ค..ล...ื่อ..น....ซ..ง่ึ.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..้จ...า..ก...ข..้นั...ป...ร...ะ...เ.ม...ิน.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงช่อื ........................................................
(นายภทั รพงษ์ ตุม้ มี )
ผู้สอน
62
ความเห็นของครพู เ่ี ล้ยี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถกู ต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถ้วนหรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นร้กู บั หลักสูตรสถานศกึ ษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
3. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ เน้นผู้เรียนเป็นสำคญั
☐ ยงั ไมเ่ น้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สอื่ การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกบั รปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยังไม่เหมาะสม ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ ครอบคลุมจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ.......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลยี้ วอดุ มชยั )
ครูพเ่ี ล้ยี ง
63
ความเห็นของหวั หน้าสถานศกึ ษา/ผ้ทู ่ไี ดร้ บั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถว้ นและถูกต้อง
☐ ยงั ไม่ครบถว้ นหรือไมถ่ กู ต้อง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคลอ้ งของแผนการจดั การเรยี นรู้กับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคล้อง
☐ ยงั ไม่สอดคลอ้ ง ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาตอ่ ไป
3. รูปแบบของการจัดการเรียนรู้
☐ เนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคัญ
☐ ยังไมเ่ น้นผู้เรียนเปน็ สำคญั ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สือ่ การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกบั รูปแบบการจดั การเรยี นรู้
☐ ยงั ไมเ่ หมาะสม ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จุดประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรูค้ วรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเล้ยี ง จอดนอก)
หวั หน้าสถานศกึ ษา/ผู้ทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย
64
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 12 รายวิชา ชวี วิทยา 1
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 : เคมีทเี่ ป็นพ้นื ฐานของสิ่งมชี วี ติ จำนวน 3 ชัว่ โมง
เรือ่ ง ปฏิกริ ิยาเคมใี นเซลล์ของสงิ่ มชี วี ติ ครูผสู้ อน ภทั รพงษ์ ตมุ้ มี
1.สาระสำคญั
เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารท่ีเป็นองค์ประกอบ
ของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าท่ีของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรยี นรู้
สบื ค้นขอ้ มลู และอธิบายปฏกิ ริ ิยาเคมที เี่ กิดขน้ึ ในสง่ิ มีชีวิต
3.จดุ ประสงค์
1) สืบค้นข้อมลู และอธิบายปฏิกิรยิ าเคมีทเี่ กิดข้ึนในส่ิงมีชวี ติ (K)
2) จำแนกการเหตุการณก์ ารเกิดปฎิกิริยาเคมี (P)
3) ใฝ่เรียนรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคัญ
ด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
(Sc.P: Science Process Skill)
การสงั เกต การลงความเหน็ จากขอ้ มลู
การวัด การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร
การคำนวณ/การใช้ตวั เลข การกำหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ตั ิ
การจำแนกประเภท การตั้งสมมติฐาน
การจัดกระทำและส่อื ความหมายข้อมูล การทดลอง
การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส การตีความหมายขอ้ มลู
และสเปสกับเวลา การสรา้ งแบบจำลอง
การพยากรณ/์ การทำนาย
65
5. สาระการเรยี นรู้
ปฏิกิรยิ าเคมใี นเซลล์ของสงิ่ มีชวี ิต มีท้งั การสังเคราะห์และการสลายสารชวี โมเลกุล ซง่ึ เกี่ยวขอ้ งกบั การใช้
พลงั งานเคมีและการผลิตพลังงานเคมีของเซลล์ เม่อื เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี สารตง้ั ตน้ เปล่ียนแปลงเป็นสารผลิตภณั ฑ์
และจะมกี ารเปล่ียนแปลงพลังงานควบคู่ไปกับการเปล่ยี นแปลงพันธะเคมดี ้วย กล่าวคือ ต้องการใชพ้ ลงั งานไป
สลายพนั ธะของสารต้งั ตน้ พันธะเคมีทสี่ ลายกจ็ ะมีพลังงานปลอ่ ยออกมา ซึ่งบางส่วนถกู ใช้ไปสร้างพันธะใหม่ของ
สารผลิตภัณฑ์ สารผลติ ภัณฑ์ทไ่ี ดอ้ าจจะมีพลังงานพันธะสงู หรือตา่ํ กวา่ สารตงั้ ต้นก็ได้
6.กระบวนการจดั การเรยี นรู้
คาบท่ี 1 (2ชว่ั โมง)
ข้นั ท่ี 1. สร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครูนำเข้าสบู่ ทเรียนโดยการใชค้ ำถาม
- วนั นี้นักเรยี นทำกจิ กรรมใดบ้าง
- ในขณะทำกิจกรรมตา่ งๆจะเกิดอะไรขึ้นภายในเซลล์
2. ครูยกตัวอย่าง ขาที่ขยับขณะกำลังเดินมาจากการทำงานของกล้ามเนื้อท่ีมีการหดตัวเพ่ือให้เกิดแรง
และทำให้เกิดการเคลื่อนท่ี การหดตัวน้ีต้องการพลังงานซึ่งภายในเซลล์กล้ามเนื้อจะต้องลำเลียงสารท่ี
ตอ้ งการซ่งึ เก็บสะสมไว้บริเวณอนื่ มาที่เซลลก์ ลา้ มเนอ้ื เพื่อนำมาสลายให้ได้พลังงานโดยผา่ นปฏิกริ ิยาเคมี
หลายขั้นตอน ดังน้นั สารในเซลล์จะมที ั้งทถี่ กู นำไปสลายเพ่อื ให้ได้พลงั งานและถกู นำไปเปน็ สารตง้ั ตน้
ในการสร้างสารอ่ืน และยังต้องมีการลำเลียงสารไปยังบริเวณต่าง ๆ ภายในเซลล์ รวมทั้งผ่านเข้าและ
ออกจากเซลล์ดว้ ย
ขั้นท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
3. ครยู กตัวอยา่ งสถานการณ์เพ่อื ใหน้ กั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายว่าเหตกุ ารณ์ตอ่ ไปน้ีมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น
หรอื ไม่ มขี ้อสังเกตอย่างไร เช่น
- น้ำแขง็ ทีว่ างไวท้ ี่อณุ หภมู ิหอ้ งเรม่ิ ละลาย (หลอมเหลว)
- กล้วยสุกที่วางไว้ 3 วนั เปลือกเริ่มมสี ดี ำ
- นำ้ ตาลกอ้ นท่ีละลายในกาแฟ
- ผงฟทู ำให้ขนมเคก้ ขึ้นฟู
- ไม้ขดี ไฟลกุ ไหม้
ขั้นที่ 3 อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
4. ครถู ามนกั เรยี นทราบได้อยา่ งไรว่าเกิดปฎิกริ ิยาเคมี นักเรยี นอธิบายไดว้ ่าการเกิดปฏกิ ิริยาเคมเี ปน็ การ
เปล่ียนแปลงทางเคมีของสารทำให้เกิดสารใหม่ท่ีมีสมบัติแตกต่างไปจากสารเดิม ซ่ึงอาจสังเกตการ
66
เกิดปฏิกิริยาได้จากการเปล่ียนแปลงของสีหรือกล่ินที่ต่างไปจากสารเดิม การมีฟองแก๊สหรือตะกอน
เกดิ ขนึ้ หรือมกี ารเพ่ิมหรือลดของอณุ หภูมิ
5. ครูเชอื่ มโยงเขา้ สู่เร่อื งพลงั งานกบั การเกิดปฏิกริ ิยา โดยยกตวั อย่างปฏิกิริยาต่างๆ โดยเรม่ิ จากตวั อยา่ ง
ปฏิกิริยาเคมีในสภาพแวดล้อมภายนอกกอ่ นเพราะจะทำใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจได้ง่าย เช่นปฏิกริ ิยาการแยก
นำ้ โดยใช้พลังงานไฟฟ้ โดยโมเลกุลของน้ำที่ถูกแยกจะให้โมเลกุลของแกส๊ ไฮโดรเจนและแก๊สออกซิเจน
ปฏิกริ ยิ าการเกิดน้ำโดยเม่ือใหป้ ระกายไฟหรอื ความร้อนแก่โมเลกลุ ของแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สออกชิเจน
จะรวมตวั กันเกดิ น้ำขึ้น พร้อมท้ังเกดิ การระเบดิ ขึน้ ด้วย โดยอาจใชภ้ าพตวั อย่างในบทเรยี น
6. ครูอาจใช้คำถามเพ่ิมเติมเพื่อให้นักเรียนสังเกตและอภิปรายว่ามีพลังงานเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร
หลังจากอภิปรายจากตัวอย่างท่ีครูให้นักเรียนศึกษาข้างต้น นักเรียนควรสรุปได้ว่าพลังงานเกยี่ วข้องกับ
การเกิดปฏิกิริยา ซึ่งมีท้ังปฏิกิริยาที่ดูดพลังงานและปฏิกิริยาที่คายพลังงาน จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติม
เก่ยี วกบั พลังงานเคมีซึ่งเป็นพลังงานศกั ยท์ ี่แฝงอยู่ในโครงสรา้ งของสาร และใช้รูป ประกอบการอภิปราย
เพื่อให้นกั เรียนเปรียบเทียบพลงั งานของสารต้ังต้นและพลงั งานของสารผลิตภัณฑ์ และบอกความหมาย
ของปฏกิ ริ ิยาดูดพลังงานและปฏกิ ิรยิ าคายพลังงานได้
7. ครูนำเข้าสกู่ ารอภิปรายเก่ียวกบั พลงั งานกระตุ้นโดยใชค้ ำถาม
- นักเรยี นคิดว่าในการเกดิ ปฏิกริ ิยาท้ังทเ่ี ป็นปฏิกริ ยิ าดูดพลังงานและปฏกิ ริ ิยาคายพลังงาน
มีแนวโนม้ ท่ีจะเกดิ ขน้ึ ได้เองหรอื ไม่
- ปฏกิ ิรยิ าดดู พลังานและปฏิกิรยิ าคายพลังงานท่นี กั เรยี นร้จู ักมปี ฏิกิรยิ าใดบ้าง
- ปฏิกิรยิ าการเกิดน้ำ หรือปฏิกิริยาการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเครอื่ งยนต์ ซ่ึงตา่ งเป็นปฏิกริ ิยา
คายพลงั งาน จะเกิดปฏิกริ ิยาขึ้นได้เมอ่ื อยู่ในสภาวะแบบใด และคิดวา่ เพราะเหตุใด
คาบที่ 2 (1ชวั่ โมง)
ขั้นท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
8. ครูอธิบายเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับพลงั งานกระตุ้นของปฏิกิริยาว่าคือพลงั งานเริม่ ต้นทส่ี ารตั้งต้นต้องการเพ่ือ
ใชใ้ นการสลายพนั ธะ ซึง่ ระหวา่ งการสลายพันธะของสารตัง้ ตน้ และสร้างพนั ธะของสารผลิตภัณฑ์
สารต้งั ตน้ จะอยูใ่ นสภาวะท่มี โี ครงสร้างระหว่างสารตง้ั ต้นและสารผลิตภณั ฑ์ (transition state) ซ่ึง
67
สารดงั กล่าวน้อี ย่ใู นสภาวะที่ไมเ่ สถียรและมพี ลังงานสงู มากและสารนี้พรอ้ มทจี่ ะสลายและเกดิ เป็น
สารผลิตภัณฑท์ ่มี ีความเสถยี รมากข้นึ และมีพลงั งานต่ำลง
9. ครูเชื่อมโยงเข้าสู่ปฏิกิริยาเคมีท่ีเกิดข้ึนในสิ่งมีชีวิตว่ามีหลักการเช่นเดียวกับปฏิกิริยาท่ีกล่าวมาข้างต้น คือ มีท้ัง
ปฏกิ ริ ิยาดดู พลังงานและปฏกิ ริ ยิ าคาย
10. ครูเพ่ิมเติมเกี่ยวกับลักษณะการเกิดปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิตว่าจะเกิดแบบปฏิกิริยาควบคู่กันระหว่างปฏิกิริยา
ดูดพลงั งานและปฏกิ ิรยิ าคายพลังงาน
ขนั้ ที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
7. นกั เรยี นทดสอบความรูผ้ ่านโปรแกรม Quizizz
9. นักเรียนสรุปเนือ้ หาเร่อื งปฏกิ ิริยาเคมีที่เกดิ ข้นึ ในส่ิงมีชีวติ ลงในสมุด
7.สอ่ื การสอน
1. หนงั สือเรยี นรายวิชาเพ่มิ เตมิ ชีววิทยา เล่ม 1 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4
2. โปรแกรม Quizizz
8.การวัดและประเมิน วิธีการวัดผล เคร่อื งมอื วดั ผล เกณฑก์ าร
สิ่งที่ต้องการวัด ประเมนิ ผล
อยู่ในระดับดีข้นึ ไป
1) สืบคน้ ข้อมลู และ - ช้ินงาน - แบบประเมนิ ชนิ้ งาน
อธิบายปฏกิ ิรยิ าเคมีที่ - สงั เกตพฤติกรรมการตอบ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม อยใู่ นระดบั ดขี ึ้นไป
เกดิ ข้ึนในส่งิ มชี ีวติ (K) คำถาม อยู่ในระดบั ดขี ้ึนไป
2) จำแนกการเหตุการณ์
การเกิดปฎกิ ิริยาเคมี (P) -การอภิปรายร่วมกนั ภายในกลุ่ม - แบบประเมินทักษะการ
3) ใฝ่เรยี นรู้ (A) - ชนิ้ งาน ปฏิบตั กิ าร
- สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
ปฏิบตั งิ านของนักเรยี น
68
9. เคร่ืองมอื ประเมิน
แบบประเมินทักษะการปฏบิ ัติการ
ระดับคุณภาพ
ทกั ษะปฏบิ ัติการ ดีมาก ดี พอใช้
การเลอื กใช้ เลือกใชอ้ ุปกรณ/์ เครอ่ื งมอื เลอื กใช้อุปกรณ/์ เครอ่ื งมอื ใน เลอื กใชอ้ ุปกรณ/์ เคร่ืองมอื ใน
อปุ กรณ/์ เครื่องมือ
ในการทดลอง ในการทดลองหรอื การทดลองหรือปฏิบัติการได้ การทดลองหรอื ปฏิบัตกิ ารไม่
การใชอ้ ปุ กรณ์/ ปฏบิ ัติการไดเ้ หมาะสมกบั ถูกตอ้ งแต่ไม่เหมาะสมกับ ถกู ตอ้ ง
เครอ่ื งมอื ในการ
ทดลอง งาน งาน
การทดลอง/ปฏิบตั ิ ใชอ้ ุปกรณ์/เครือ่ งมอื ใน ใชอ้ ุปกรณ/์ เคร่อื งมอื ในการ ใชอ้ ปุ กรณ์/เคร่อื งมือในการ
ตามแผนทีก่ ำหนด
การทดลองไดอ้ ยา่ ง ทดลองไดถ้ ูกต้องตาม ทดลองไม่ถูกตอ้ ง
คล่องแคลว่ และถกู ตอ้ ง หลกั การปฏบิ ัติแตไ่ ม่
ตามหลักการปฏบิ ัติ คล่องแคลว่
ทดลองตามวธิ กี ารและ ทดลองตามวิธีการและ ทดลองตามวิธกี ารและ
ขนั้ ตอนทกี่ ำหนดไว้อยา่ ง ขั้นตอนท่ีกำหนดไวม้ ีการ ขัน้ ตอนทีก่ ำหนดไวห้ รือ
ถูกต้อง มีการปรับปรุง ปรับปรุงแก้ไขบา้ ง ดำเนินการขา้ มทีก่ ำหนดไว้ไม่
แกไ้ ขเปน็ ระยะ มีการปรบั ปรุงแกไ้ ข
วิธกี ารให้คะแนน
ตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดนำ้ หนักของตัวเลอื กในช่องต่าง ๆ เปน็ 4 3 2 และ 1 ขอ้ ความทม่ี ี
ความหมายเป็นทางบวก กำหนดให้คะแนนแต่ละขอ้ ความดังน้ี
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก คะแนน
มาก 4
ปานกลาง 3
2
น้อย 1
ไม่มกี ารแสดงออก
69
แบบประเมินชิ้นงาน
ระดบั คุณภาพ
ประเดน็ ทีป่ ระเมนิ ดีมาก ดี พอใช้
ผลงานมีความ เนือ้ หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน เน้อื หาสาระของผลงาน
ถูกตอ้ งสมบูรณ ถูกตอ้ งครบถว้ น ถกู ตอ้ งเป็นสว่ นใหญ่ ถูกต้องเป็นบางประเดน็
ผลงานมคี วามคิด ผลงานมีแนวคดิ แปลกใหม่ ผลงานมคี วามน่าสนใจ แต่ยงั
สร้างสรรค์ ผลงานแสดงออกถงึ แตย่ งั ไมเ่ ป็นระบบ ไมม่ ีแนวคิดแปลกใหม่
ความคดิ สร้างสรรค์
5. ผลงานเสร็จตาม แปลกใหม่ และเปน็ สง่ ผลงานช้ากว่าเวลา ส่งผลงานช้ากว่าเวลา
เวลาที่กำหนด ระบบ ทีก่ ำหนด 1-2 วนั ทีก่ ำหนด 3-5 วัน
ส่งผลงานตามเวลา
ท่กี ำหนด
70
10. บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
1. ผลการจัดการเรียนการสอน
...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส..า...ม...า..ร...ถ.........1.).....ส...ืบ...ค..น้...ข...้อ..ม...ูล....แ...ล...ะ...อ...ธ..ิบ...า...ย..ป...ฏ...ิก...ิร..ยิ...า..เ..ค..ม...ีท...ีเ่.ก...ดิ...ข..ึ้น...ใ..น...ส...งิ่ ..ม...ีช..ีว...ติ ....(..K..)..................
.........................................2..).......จ..ำ..แ...น...ก...ก..า...ร..เ..ห...ต..ุก...า..ร...ณ...์ก...า..ร...เ.ก...ิด..ป...ฎ...กิ...ิร..ยิ...า...เ.ค...ม..ี..(.P...)...........................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอปุ สรรคการจัดการเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................
..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..่ว...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ..น..อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ือ่...ง..จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...็น...ข...้อ..จ...ำ..ก...ัด...................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. ข้อเสนอแนะและแนวทางแกไ้ ข
..............................................................................................................................................................................
..........ค..ร...ูอ...ธ..บิ...า..ย...เ..พ...่มิ ..เ..ต...ิม..เ..ก..ี่ย...ว..ก...ับ...เ.น...ื้อ...ห...า..ใ..น...ส...่ว..น...ท...ี่น...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง..ม...ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ี่ค..ล...า..ด...เ..ค..ล...ื่อ..น...ซ...ึง่.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..้จ...า..ก...ข..้นั...ป...ร...ะ...เ.ม...นิ.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ........................................................
(นายภทั รพงษ์ ตมุ้ มี )
ผสู้ อน
71
ความเห็นของครพู เ่ี ล้ยี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถกู ต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถ้วนหรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นร้กู บั หลักสูตรสถานศกึ ษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
3. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ เน้นผู้เรียนเป็นสำคญั
☐ ยงั ไมเ่ น้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สอื่ การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกบั รปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยังไม่เหมาะสม ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ ครอบคลุมจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ.......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลยี้ วอดุ มชยั )
ครูพเ่ี ล้ยี ง
72
ความเห็นของหวั หน้าสถานศกึ ษา/ผ้ทู ่ไี ดร้ บั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถว้ นและถูกต้อง
☐ ยงั ไม่ครบถว้ นหรือไมถ่ กู ต้อง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคลอ้ งของแผนการจดั การเรยี นรู้กับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคล้อง
☐ ยงั ไม่สอดคลอ้ ง ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาตอ่ ไป
3. รูปแบบของการจัดการเรียนรู้
☐ เนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคัญ
☐ ยังไมเ่ น้นผู้เรียนเปน็ สำคญั ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สือ่ การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกบั รูปแบบการจดั การเรยี นรู้
☐ ยงั ไมเ่ หมาะสม ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จุดประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรูค้ วรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเล้ยี ง จอดนอก)
หวั หน้าสถานศกึ ษา/ผู้ทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
73
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 13 รายวิชา ชีววทิ ยา 1
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 : เคมที ีเ่ ปน็ พ้นื ฐานของส่งิ มีชวี ิต จำนวน 3 ชั่วโมง
เรอื่ ง ปฏกิ ิรยิ าเคมใี นเซลล์ของส่งิ มีชีวิต(2) ครูผู้สอน ภทั รพงษ์ ตุ้มมี
1.สาระสำคญั
เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารท่ีเป็นองค์ประกอบ
ของส่ิงมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรยี นรู้
อธิบายการทาํ งานของเอนไซม์ในการเรง่ ปฏิกริ ิยาเคมีในสงิ่ มีชีวติ และระบุปัจจัยท่ีมีผลต่อการทาํ งานของเอนไซม์
3.จุดประสงค์
1) อธิบายกลไกการทำงานของเอนไซมใ์ นการเรง่ ปฏิกิริยาเคมใี นสิ่งมชี ีวติ และการยบั ยง้ั (K)
2) ระบุปจั จัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ (P)
3) ระบปุ ระเภทของเมแทบอลซิ ึม (P)
4) ใฝ่เรียนรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคัญ
ด้านทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
(Sc.P: Science Process Skill)
การสังเกต การลงความเหน็ จากข้อมลู
การวดั การกำหนดและควบคุมตัวแปร
การคำนวณ/การใช้ตวั เลข การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติ
การจำแนกประเภท การต้ังสมมตฐิ าน
การจัดกระทำและสอื่ ความหมายข้อมูล การทดลอง
การหาความสัมพันธ์ระหวา่ งสเปสกับสเปส การตีความหมายขอ้ มูล
และสเปสกบั เวลา การสร้างแบบจำลอง
การพยากรณ์/การทำนาย
74
5. สาระการเรียนรู้
ปฏกิ ริ ิยาเคมีในเซลลข์ องสงิ่ มีชวี ติ มีทงั้ การสงั เคราะหแ์ ละการสลายสารชีวโมเลกุล ซ่งึ เก่ียวขอ้ งกบั การใช้
พลังงานเคมีและการผลิตพลังงานเคมีของเซลล์ เมื่อเกดิ ปฏิกิริยาเคมี สารตัง้ ต้นเปลย่ี นแปลงเป็นสารผลิตภัณฑ์
และจะมีการเปล่ยี นแปลงพลงั งานควบค่ไู ปกับการเปลยี่ นแปลงพันธะเคมีดว้ ย กลา่ วคอื ตอ้ งการใช้พลงั งานไป
สลายพนั ธะของสารตัง้ ตน้ พนั ธะเคมที ส่ี ลายก็จะมีพลังงานปล่อยออกมา ซ่ึงบางส่วนถกู ใช้ไปสรา้ งพนั ธะใหมข่ อง
สารผลิตภณั ฑ์ สารผลติ ภัณฑท์ ่ีได้อาจจะมีพลังงานพันธะสูงหรือตาํ่ กวา่ สารตงั้ ต้นกไ็ ด้
6.กระบวนการจัดการเรียนรู้
คาบที่ 1 (2ชัว่ โมง)
ขั้นที่ 1. สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครนู ำเข้าส่บู ทเรียนโดยการใช้คำถาม
- วนั นีนกั เรียนทำกิจกรรมใดบา้ ง
- ในขณะทำกิจกรรมต่างๆจะเกดิ อะไรข้ึนภายในเซลล์
2. ครูยกตัวอย่าง ขาที่ขยับขณะกำลังเดินมาจากการทำงานของกล้ามเนื้อที่มีการหดตัวเพื่อให้เกิดแรง
และทำให้เกิดการเคลื่อนที่ การหดตัวนี้ต้องการพลังงานซึ่งภายในเซลล์กล้ามเนื้อจะต้องลำเลียงสารท่ี
ต้องการซึง่ เกบ็ สะสมไวบ้ รเิ วณอื่นมาท่เี ซลลก์ ลา้ มเน้ือเพือ่ นำมาสลายใหไ้ ด้พลงั งานโดยผ่านปฏิกิริยาเคมี
หลายข้นั ตอน ดงั นั้นสารในเซลล์จะมีทัง้ ท่ีถูกนำไปสลายเพือ่ ให้ได้พลังงานและถกู นำไปเปน็ สารต้ังตน้
ในการสร้างสารอื่น และยังต้องมีการลำเลียงสารไปยังบริเวณต่าง ๆ ภายในเซลล์ รวมทั้งผ่านเข้าและ
ออกจากเซลล์ด้วย
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
3. ครยู กตวั อยา่ งสถานการณ์เพอื่ ใหน้ ักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายวา่ เหตกุ ารณ์ต่อไปนีม้ ีปฏกิ ิริยาเคมีเกดิ ขึ้น
หรือไม่ มขี อ้ สังเกตอย่างไร เช่น
- น้ำแข็งทีว่ างไว้ทอี่ ุณหภูมิห้องเริ่มละลาย (หลอมเหลว)
- กลว้ ยสกุ ทีว่ างไว้ 3 วัน เปลอื กเรม่ิ มสี ีดำ
- น้ำตาลกอ้ นที่ละลายในกาแฟ
- ผงฟทู ำใหข้ นมเค้กข้นึ ฟู
- ไมข้ ีดไฟลุกไหม้
ขัน้ ท่ี 3 อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
4. ครูถามนกั เรยี นทราบไดอ้ ย่างไรวา่ เกดิ ปฎิกริ ยิ าเคมี นักเรียนอธิบายไดว้ า่ การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีเป็นการ
เปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารทำให้เกิดสารใหม่ที่มีสมบัติแตกต่างไปจากสารเดิม ซึ่งอาจสังเกตการ
75
เกิดปฏิกิริยาได้จากการเปลี่ยนแปลงของสีหรือกลิ่นที่ต่างไปจากสารเดิม การมีฟองแก๊สหรือตะกอน
เกิดข้ึน หรือมีการเพม่ิ หรือลดของอุณหภมู ิ
5. ครเู ชื่อมโยงเขา้ สู่เรอ่ื งพลงั งานกบั การเกดิ ปฏกิ ิริยา โดยยกตวั อยา่ งปฏกิ ริ ิยาตา่ งๆ โดยเริม่ จากตวั อย่าง
ปฏิกิริยาเคมีในสภาพแวดล้อมภายนอกกอ่ นเพราะจะทำให้นักเรียนเขา้ ใจได้ง่าย เช่นปฏิกิริยาการแยก
น้ำโดยใช้พลังงานไฟฟ้ โดยโมเลกุลของน้ำที่ถูกแยกจะให้โมเลกุลของแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สออกซิเจน
ปฏิกริ ิยาการเกิดนำ้ โดยเมอื่ ให้ประกายไฟหรือความร้อนแก่โมเลกุลของแกส๊ ไฮโดรเจนและแก๊สออกชิเจน
จะรวมตัวกันเกดิ น้ำขน้ึ พร้อมท้งั เกดิ การระเบิดขนึ้ ดว้ ย โดยอาจใช้ภาพตัวอย่างในบทเรยี น
6. ครูอาจใช้คำถามเพิ่มเติมเพื่อให้นักเรียนสังเกตและอภิปรายว่ามีพลังงานเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร
หลังจากอภิปรายจากตัวอยา่ งที่ครูให้นกั เรียนศกึ ษาขา้ งตน้ นักเรียนควรสรุปได้ว่าพลังงานเกีย่ วขอ้ งกับ
การเกิดปฏิกิริยา ซึ่งมีทั้งปฏิกิริยาที่ดูดพลังงานและปฏิกริ ิยาที่คายพลังงาน จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติม
เกย่ี วกบั พลงั งานเคมีซ่ึงเปน็ พลงั งานศกั ยท์ ี่แฝงอย่ใู นโครงสร้างของสาร และใช้รูป ประกอบการอภิปราย
เพือ่ ให้นักเรยี นเปรียบเทยี บพลังงานของสารตง้ั ต้นและพลงั งานของสารผลิตภัณฑ์ และบอกความหมาย
ของปฏิกริ ยิ าดูดพลังงานและปฏิกริ ยิ าคายพลังงานได้
7. ครูนำเข้าสู่การอภิปรายเกยี่ วกบั พลงั งานกระต้นุ โดยใชค้ ำถาม
- นักเรยี นคดิ วา่ ในการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าท้ังทเ่ี ป็นปฏกิ ริ ยิ าดูดพลงั งานและปฏกิ ริ ยิ าคายพลงั งาน
มีแนวโน้มที่จะเกิดขน้ึ ได้เองหรือไม่
- ปฏกิ ิรยิ าดดู พลังานและปฏิกิริยาคายพลังงานท่นี กั เรยี นรจู้ ักมปี ฏิกริ ยิ าใดบ้าง
- ปฏิกริ ยิ าการเกดิ น้ำ หรือปฏกิ ิริยาการเผาไหมเ้ ชื้อเพลงิ ของเครอื่ งยนต์ ซ่งึ ตา่ งเปน็ ปฏิกิรยิ า
คายพลงั งาน จะเกิดปฏิกิริยาขนึ้ ได้เม่ืออยู่ในสภาวะแบบใด และคดิ ว่าเพราะเหตุใด
คาบท่ี 2 (1ชว่ั โมง)
ขน้ั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
8. ครูอธบิ ายเพม่ิ เติมเกี่ยวกบั พลงั งานกระตุ้นของปฏกิ ริ ิยาว่าคอื พลังงานเริม่ ตน้ ที่สารต้ังต้นต้องการเพ่ือ
ใช้ในการสลายพันธะ ซง่ึ ระหว่างการสลายพันธะของสารต้ังต้นและสร้างพนั ธะของสารผลิตภัณฑ์
สารตง้ั ตน้ จะอยู่ในสภาวะท่มี ีโครงสรา้ งระหว่างสารต้งั ต้นและสารผลิตภัณฑ์ (transition state) ซ่งึ
76
สารดงั กล่าวนี้อย่ใู นสภาวะท่ีไมเ่ สถียรและมพี ลังงานสูงมากและสารนพ้ี ร้อมทจี่ ะสลายและเกดิ เป็น
สารผลิตภณั ฑท์ ีม่ คี วามเสถียรมากขึ้นและมพี ลังงานต่ำลง
9. ครูเชื่อมโยงเข้าสู่ปฏิกิริยาเคมีที่เกดิ ขึน้ ในสิ่งมีชีวิตว่ามหี ลักการเช่นเดียวกบั ปฏิกิริยาทีก่ ล่าวมาข้างตน้ คือ มีท้ัง
ปฏกิ ริ ิยาดูดพลังงานและปฏิกิรยิ าคาย
10. ครเู พ่มิ เติมเก่ียวกับลักษณะการเกิดปฏิกริ ิยาเคมีในสิ่งมีชีวิตว่าจะเกิดแบบปฏิกิรยิ าควบคู่กันระหว่างปฏิกิริยา
ดดู พลังงานและปฏิกริ ิยาคายพลังงาน
ขัน้ ที่ 5 ประเมนิ (Evaluation)
7. นกั เรยี นทดสอบความรู้ผ่านโปรแกรม Quizizz
9. นกั เรยี นสรปุ เน้ือหาเรอ่ื งปฏิกริ ิยาเคมที ีเ่ กิดขึน้ ในส่งิ มีชวี ิต ลงในสมดุ
7.สอ่ื การสอน
1. หนงั สือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ ชีววิทยา เล่ม 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
2. โปรแกรม Quizizz
8.การวัดและประเมนิ วิธีการวัดผล เคร่อื งมอื วัดผล เกณฑ์การ
สิ่งทตี่ ้องการวดั ประเมนิ ผล
อยู่ในระดบั ดีขึน้ ไป
1) สบื คน้ ขอ้ มลู และ - ชิ้นงาน - แบบประเมนิ ช้นิ งาน
อธิบายปฏิกริ ยิ าเคมีท่ี - สังเกตพฤติกรรมการตอบ - แบบสังเกตพฤติกรรม อยู่ในระดบั ดีขึ้นไป
เกิดขน้ึ ในสิง่ มีชวี ติ (K) คำถาม อยใู่ นระดบั ดขี ึน้ ไป
2) จำแนกการเหตุการณ์
การเกดิ ปฎกิ ริ ิยาเคมี (P) -การอภิปรายร่วมกันภายในกล่มุ - แบบประเมินทกั ษะการ
3) ใฝ่เรยี นรู้ (A) - ชิน้ งาน ปฏิบัตกิ าร
- สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤติกรรม
ปฏิบตั งิ านของนกั เรียน
77
9. เครือ่ งมือประเมิน
แบบประเมนิ ทกั ษะการปฏบิ ัตกิ าร
ทกั ษะปฏบิ ตั ิการ ระดบั คุณภาพ
ดี
ดีมาก พอใช้
การเลอื กใช้ เลือกใช้อุปกรณ์/เครื่องมือ เลือกใช้อุปกรณ/์ เครื่องมอื เลอื กใช้อุปกรณ์/เครื่องมือ
อุปกรณ์/เครอื่ งมอื ในการทดลองหรอื
ในการทดลอง ในการทดลองหรือ ในการทดลองหรอื ปฏบิ ัติการไมถ่ ูกต้อง
การใช้อปุ กรณ์/ ปฏิบัติการไดเ้ หมาะสมกับ ปฏบิ ัตกิ ารไดถ้ ูกต้องแต่ไม่ ใชอ้ ปุ กรณ/์ เครอื่ งมือในการ
เครอื่ งมอื ในการ ทดลองไม่ถกู ต้อง
ทดลอง งาน เหมาะสมกบั งาน
ทดลองตามวิธกี ารและ
การทดลอง/ปฏิบตั ิ ใชอ้ ปุ กรณ์/เครื่องมอื ใน ใช้อปุ กรณ์/เครอ่ื งมือในการ ขั้นตอนท่กี ำหนดไว้หรือ
ตามแผนที่กำหนด ดำเนินการข้ามทกี่ ำหนดไว้
การทดลองไดอ้ ย่าง ทดลองไดถ้ ูกตอ้ งตาม ไม่มกี ารปรับปรุงแก้ไข
คล่องแคลว่ และถูกตอ้ ง หลกั การปฏิบัติแต่ไม่
ตามหลักการปฏิบัติ คลอ่ งแคลว่
ทดลองตามวิธกี ารและ ทดลองตามวิธีการและ
ขัน้ ตอนท่กี ำหนดไวอ้ ยา่ ง ขน้ั ตอนทก่ี ำหนดไว้มกี าร
ถกู ตอ้ ง มีการปรบั ปรุง ปรบั ปรงุ แกไ้ ขบ้าง
แกไ้ ขเปน็ ระยะ
วิธกี ารใหค้ ะแนน
ตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดน้ำหนกั ของตวั เลอื กในช่องตา่ ง ๆ เป็น 4 3 2 และ 1 ขอ้ ความทีม่ ี
ความหมายเปน็ ทางบวก กำหนดให้คะแนนแตล่ ะข้อความดงั นี้
ระดับพฤติกรรมการแสดงออก คะแนน
มาก 4
ปานกลาง 3
2
นอ้ ย 1
ไม่มีการแสดงออก
78
แบบประเมนิ ชน้ิ งาน
ระดับคุณภาพ
ประเดน็ ที่ประเมิน
ดีมาก ดี พอใช้
ผลงานมคี วาม เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน เนื้อหาสาระของผลงาน
ถกู ต้องสมบรู ณ ถกู ตอ้ งครบถว้ น ถกู ตอ้ งเป็นสว่ นใหญ่ ถกู ตอ้ งเปน็ บางประเดน็
ผลงานมีแนวคดิ แปลกใหม่ ผลงานมคี วามน่าสนใจ แต่
ผลงานมีความคิด ผลงานแสดงออกถึง แตย่ งั ไม่เป็นระบบ ยงั ไม่มีแนวคิดแปลกใหม่
สร้างสรรค์ ความคดิ สร้างสรรค์
แปลกใหม่ และเปน็ สง่ ผลงานชา้ กวา่ เวลา ส่งผลงานช้ากวา่ เวลา
5. ผลงานเสรจ็ ตาม ระบบ ทก่ี ำหนด 1-2 วัน ทก่ี ำหนด 3-5 วนั
เวลาทก่ี ำหนด
ส่งผลงานตามเวลา
ที่กำหนด
79
10. บันทึกผลหลังการจดั การเรยี นรู้
1. ผลการจัดการเรียนการสอน
...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส...า..ม...า..ร...ถ.....1..)...อ...ธ..ิบ...า..ย...ก...ล..ไ..ก...ก..า...ร..ท...ำ..ง...า..น...ข...อ..ง...เ.อ...น...ไ..ซ...ม..์ใ..น...ก...า..ร...เ.ร...่ง..ป...ฏ...กิ..ริ...ิย...า..เ..ค..ม...ีใ..น...ส...่งิ ..ม...ีช..ีว..ติ........
.....................................แ...ล...ะ...ก..า...ร..ย...ับ...ย...ัง้ ....(.K...)........................................................................................................
.....................................2...)...ร..ะ...บ...ุป...ัจ...จ..ัย...ท...ี่ม...ีผ..ล...ต...อ่ ..ก...า..ร...ท...ำ..ง..า...น...ข..อ...ง..เ..อ..น....ไ.ซ...ม...์..(.P...)...............................................
.....................................3...)...ร..ะ...บ...ุป...ร...ะ...เ..ภ..ท...ข...อ..ง...เ.ม...แ...ท...บ..อ...ล...ซิ ...มึ ....(..P..)......................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอปุ สรรคการจดั การเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................
..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..่ว...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ..น..อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ื่อ...ง..จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...็น...ข...อ้ ..จ...ำ..ก...ัด...................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. ข้อเสนอแนะและแนวทางแกไ้ ข
..............................................................................................................................................................................
..........ค..ร...ูอ...ธ..ิบ...า..ย...เ..พ...ิม่ ..เ..ต...มิ ..เ..ก..ีย่...ว..ก...ับ...เ.น...ื้อ...ห...า..ใ..น...ส...ว่..น...ท...ีน่...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง..ม...ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ีค่..ล...า..ด...เ..ค..ล...ือ่ ..น...ซ...งึ่.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..้จ...า..ก...ข..้นั...ป...ร...ะ...เ.ม...นิ.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ........................................................
(นายภทั รพงษ์ ตุ้มมี )
ผู้สอน
80
ความเหน็ ของครพู เี่ ล้ยี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถกู ต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถ้วนหรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง ควรปรบั ปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นร้กู บั หลักสูตรสถานศึกษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
3. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั
☐ ยงั ไมเ่ น้นผู้เรยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สอ่ื การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยงั ไม่เหมาะสม ควรปรับปรงุ และพฒั นาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ ครอบคลุมจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรียนร้คู วรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื .......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลย้ี วอดุ มชัย)
ครูพเ่ี ล้ยี ง
81
ความเหน็ ของหัวหนา้ สถานศกึ ษา/ผ้ทู ่ไี ดร้ ับมอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถกู ต้อง
☐ ยังไม่ครบถ้วนหรือไม่ถกู ต้อง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคลอ้ งของแผนการจัดการเรียนรู้กับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อไป
3. รูปแบบของการจดั การเรยี นรู้
☐ เน้นผเู้ รยี นเป็นสำคญั
☐ ยังไม่เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
4. ส่อื การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการเรยี นรู้
☐ ยังไม่เหมาะสม ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรียนรู้
☐ ยังไมค่ รอบคลมุ จุดประสงค์การเรียนรูค้ วรปรบั ปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอื่นๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเลยี้ ง จอดนอก)
หัวหนา้ สถานศกึ ษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย
82
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 14 รายวิชา ชีววทิ ยา 1
กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 : เคมีที่เปน็ พ้ืนฐานของส่ิงมชี ีวิต จำนวน 2 ชั่วโมง
เรือ่ ง ปฏกิ ริ ยิ าเคมีในเซลลข์ องสง่ิ มชี วี ติ (3) ครูผู้สอน ภทั รพงษ์ ตุ้มมี
1.สาระสำคญั
เข้าใจธรรมชาติของส่ิงมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สารท่ีเป็นองค์ประกอบ
ของส่ิงมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของส่ิงมีชีวิตกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การลําเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2.ผลการเรยี นรู้
อธิบายการทาํ งานของเอนไซม์ในการเรง่ ปฏิกริ ยิ าเคมีในสิง่ มีชวี ิตและระบปุ ัจจัยท่ีมีผลต่อการทาํ งานของเอนไซม์
3.จดุ ประสงค์
1) อธิบายกลไกการทำงานของเอนไซมใ์ นการเร่งปฏกิ ริ ยิ าเคมีในสง่ิ มีชีวติ และการยบั ยง้ั (K)
2) ทดลองเพอื่ ระบไุ ด้ว่าเอนไซม์เป็นตัวเรง่ ปฏิกริ ยิ า (P)
3) ใฝ่เรยี นรู้ (A)
4. สมรรถนะสำคัญ
ดา้ นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
(Sc.P: Science Process Skill)
การสังเกต การลงความเหน็ จากข้อมลู
การวัด การกำหนดและควบคุมตัวแปร
การคำนวณ/การใช้ตวั เลข การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติ
การจำแนกประเภท การตั้งสมมตฐิ าน
การจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล การทดลอง
การหาความสมั พนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปส การตีความหมายขอ้ มูล
และสเปสกบั เวลา การสร้างแบบจำลอง
การพยากรณ์/การทำนาย
83
5. สาระการเรียนรู้
ปฏิกริ ยิ าเคมใี นเซลลข์ องส่ิงมีชวี ิต มีท้งั การสังเคราะหแ์ ละการสลายสารชีวโมเลกุล ซึ่งเกีย่ วขอ้ งกบั การใช้
พลังงานเคมีและการผลิตพลงั งานเคมีของเซลล์ เมือ่ เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี สารต้งั ตน้ เปล่ียนแปลงเป็นสารผลติ ภัณฑ์
และจะมกี ารเปล่ยี นแปลงพลงั งานควบค่ไู ปกับการเปลย่ี นแปลงพันธะเคมดี ว้ ย กลา่ วคอื ต้องการใชพ้ ลังงานไป
สลายพันธะของสารตัง้ ตน้ พันธะเคมีทสี่ ลายกจ็ ะมีพลังงานปล่อยออกมา ซงึ่ บางสว่ นถกู ใช้ไปสรา้ งพนั ธะใหม่ของ
สารผลิตภณั ฑ์ สารผลิตภัณฑ์ทไ่ี ด้อาจจะมพี ลงั งานพันธะสูงหรือตํา่ กวา่ สารต้ังตน้ กไ็ ด้
6.กระบวนการจัดการเรียนรู้
คาบที่ 1
ขัน้ ที่ 1. สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครูให้นกั เรียนยกตวั อย่างปฏิกิริยาเคมีตา่ ง ๆ ที่นักเรยี นรจู้ กั ทเ่ี กดิ ข้นึ ในสภาพแวดลอ้ มภายนอก และ
ปฏกิ ริ ยิ าท่ีเกิดขนึ้ ในสิ่งมชี ีวติ ในสภาพแวดลอ้ มภายนอก (การเกิดสนมิ การผกุ ร่อน การเผาไหมเ้ ชื้อเพลงิ การ
ระเบดิ ของดินปนื )ปฏิกิรยิ าที่เกดิ ขน้ึ ในสิง่ มีชวี ติ (กระบวนการย่อยอาหาร กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง)
2. นกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายว่าปฏกิ ริ ิยาใดบา้ งทเี่ กิดข้นึ ไดร้ วดเรว็ และปฏิกิรยิ าใดบ้างที่เกิดข้ึนได้ข้า
จากน้ันถามนักเรียนว่า ปฏิกิริยาท่เี กดิ ข้ึนในสง่ิ มชี ีวติ ควรเปน็ เชน่ ไร เพราะเหตใุ ด (แนวคำตอบการเกิดปฏกิ ริ ิยาใน
สิง่ มีชวี ติ ควรเกิดไดอ้ ย่างรวดเรว็ มคี วามจำเพาะ และควบคมุ ได้)
ข้ันท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
3. นักเรยี นทำการทดลองในกจิ กรรมท่ี 2.2 ในหนังสือเรยี น เรอื่ ง เอนไซม์จากส่งิ มีชีวติ
ขั้นที่ 3 อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
4. นักเรยี นรว่ มกนั ลงขอ้ สรุปผลที่ไดจ้ ากการทดลอง เรอ่ื ง เอนไซมจ์ ากสิง่ มีชวี ิต
5. ครูแสดงภาพการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี เมอ่ื มเี อนไซม์และไม่มีเอนไซม์
84
เพื่อให้นักเรียนเข้าใจบทบาทของเอนไซม์ในการทำหน้าที่ลดพลังงานกระตุ้น จากนั้นใหศ้ ึกษาเกี่ยวกบั
การทำงานของเอนไซม์ในการเปล่ยี นสารต้งั ตน้ เป็นสารผลติ ภณั ฑ์โดยกางการเรง่ ปฏิกิริยา
6. นักเรยี นรว่ มกนั ลงข้อสรุปความรทู้ ไี่ ด้จากการทดลองและจากภาพทไี่ ดด้ ู
คาบที่ 2
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
7. ครูอธบิ ายเพม่ิ เติมเก่ียวกับโคเอนไซม์และโคแฟกเตอร์ ซง่ึ มคี วามจำเปน็ ต่อการทำงานของเอนไซม์บาง
ชนิด รวมถงึ การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางชนิดดว้ ยตัวยบั ยั้งเอนไซม์
8. ครูอาจให้นกั เรียนดรู ูป
แล้วใหน้ ักเรียนใหเ้ หตุผลวา่ ตัวยับย้งั เอนไซมแ์ ต่ละแบบมีผลต่อการทำงานของเอนไซมอ์ ย่างไร เพราะเหตุใดจึงทำ
ใหไ้ มเ่ กิดปฏิกริ ิยา
ข้ันที่ 5 ประเมนิ (Evaluation)
7. นกั เรียนตอบคำถามในหนงั สอื เรียน เพอื่ ตรวจสอบความเข้าใจ
9. นกั เรยี นสรุปเนอ้ื หาเรือ่ งปฏิกริ ิยาเคมีทีเ่ กดิ ข้ึนในส่ิงมีชวี ติ ลงในสมุด
7.ส่อื การสอน
1. หนงั สอื เรยี นรายวิชาเพิ่มเตมิ ชวี วทิ ยา เลม่ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
2. อุปกรณ์ ทำการทดลองเร่ือง เอนไซม์จากส่งิ มชี วี ิต
85
8.การวัดและประเมิน
สง่ิ ทีต่ อ้ งการวัด วธิ ีการวัดผล เครื่องมอื วัดผล เกณฑ์การ
ประเมนิ ผล
1) 1) อธิบายกลไกการ - ชนิ้ งาน - แบบประเมินชนิ้ งาน อยใู่ นระดับดีข้นึ ไป
ทำงานของเอนไซมใ์ นการ - สังเกตพฤติกรรมการตอบ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
เร่งปฏกิ ริ ยิ าเคมีในส่ิงมชี ีวิต คำถาม อยู่ในระดบั ดขี ้นึ ไป
และการยบั ย้ัง (K) - แบบประเมนิ ทกั ษะการ อยใู่ นระดับดขี นึ้ ไป
2) ทดลองเพ่ือระบุไดว้ า่ -ทกั ษะการปฏบิ ัติการ ปฏิบัติการ
เอนไซมเ์ ป็นตวั เรง่ ปฏกิ ริ ิยา
(P) - สังเกตพฤติกรรมการ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
3) ใฝ่เรียนรู้ (A) ปฏิบัตงิ านของนักเรยี น
9. เครื่องมือประเมนิ
แบบประเมนิ ชนิ้ งาน
ระดบั คุณภาพ
ประเดน็ ทปี่ ระเมิน ดมี าก ดี พอใช้
ผลงานมีความ เนื้อหาสาระของผลงาน เนอ้ื หาสาระของผลงาน เนอื้ หาสาระของผลงาน
ถูกตอ้ งสมบูรณ ถกู ต้องครบถว้ น ถกู ต้องเปน็ สว่ นใหญ่ ถกู ตอ้ งเป็นบางประเด็น
ผลงานมคี วามคิด ผลงานแสดงออกถงึ ผลงานมแี นวคดิ แปลกใหม่ ผลงานมคี วามนา่ สนใจ แต่
สร้างสรรค์ ความคิดสรา้ งสรรค์ แต่ยังไมเ่ ป็นระบบ ยงั ไมม่ ีแนวคิดแปลกใหม่
แปลกใหม่ และเปน็
ระบบ
86
5. ผลงานเสรจ็ ตาม ส่งผลงานตามเวลา ส่งผลงานชา้ กวา่ เวลา ส่งผลงานชา้ กวา่ เวลา
เวลาที่กำหนด ท่กี ำหนด ทก่ี ำหนด 1-2 วัน ทกี่ ำหนด 3-5 วัน
แบบประเมินพฤตกิ รรม
วธิ ีการใหค้ ะแนน ตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดนำ้ หนักของตวั เลอื กในช่องต่าง ๆ เป็น 4 3 2 และ 1
ขอ้ ความท่มี ีความหมายเปน็ ทางบวก กำหนดให้คะแนนแตล่ ะข้อความดงั น้ี
ระดับพฤตกิ รรมการแสดงออก คะแนน
มาก 4
ปานกลาง 3
2
น้อย 1
ไม่มีการแสดงออก
แบบประเมนิ ทกั ษะการปฏิบตั ิการ
ระดบั คณุ ภาพ
ทกั ษะปฏิบัติการ ดมี าก ดี พอใช้
เลือกใช้อุปกรณ/์ เครอื่ งมอื
การเลอื กใช้ เลือกใชอ้ ุปกรณ/์ เครือ่ งมือ เลือกใชอ้ ุปกรณ์/เครือ่ งมือ ในการทดลองหรอื
อปุ กรณ์/เครือ่ งมอื ปฏิบัติการไมถ่ กู ต้อง
ในการทดลอง ในการทดลองหรอื ในการทดลองหรอื
ใชอ้ ุปกรณ์/เครอื่ งมอื ในการ
การใช้อุปกรณ/์ ปฏบิ ตั กิ ารได้เหมาะสมกับ ปฏบิ ตั ิการได้ถกู ต้องแตไ่ ม่ ทดลองไม่ถกู ต้อง
เครื่องมอื ในการ
ทดลอง งาน เหมาะสมกับงาน ทดลองตามวิธกี ารและ
ขน้ั ตอนทีก่ ำหนดไว้หรือ
การทดลอง/ปฏิบัติ ใช้อุปกรณ/์ เครอ่ื งมือใน ใชอ้ ุปกรณ์/เครื่องมอื ในการ ดำเนินการข้ามท่ีกำหนดไว้
ตามแผนที่กำหนด ไมม่ ีการปรบั ปรุงแก้ไข
การทดลองไดอ้ ยา่ ง ทดลองไดถ้ กู ต้องตาม
คล่องแคล่วและถูกต้อง หลักการปฏิบัติแต่ไม่
ตามหลกั การปฏิบัติ คลอ่ งแคลว่
ทดลองตามวิธกี ารและ ทดลองตามวธิ กี ารและ
ขัน้ ตอนท่กี ำหนดไวอ้ ยา่ ง ข้นั ตอนทีก่ ำหนดไว้มกี าร
ถกู ต้อง มกี ารปรับปรงุ ปรบั ปรุงแกไ้ ขบ้าง
แก้ไขเปน็ ระยะ
87
วิธีการใหค้ ะแนน
ตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์โดยกำหนดน้ำหนกั ของตัวเลือกในช่องตา่ ง ๆ เปน็ 4 3 2 และ 1 ข้อความที่มี
ความหมายเป็นทางบวก กำหนดให้คะแนนแต่ละขอ้ ความดงั น้ี
ระดับพฤตกิ รรมการแสดงออก คะแนน
มาก 4
ปานกลาง 3
2
น้อย 1
ไมม่ กี ารแสดงออก
88
10. บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
1. ผลการจัดการเรยี นการสอน
...น...ั.ก..เ.ร...ีย...น...ส..า...ม...า..ร...ถ.......1..)...อ..ธ...ิบ...า..ย...ก...ล..ไ..ก...ก..า...ร..ท...ำ..ง...า..น...ข...อ..ง...เ.อ...น...ไ..ซ...ม..์ใ..น...ก...า..ร...เ.ร...ง่ ..ป...ฏ...ิก..ิร...ิย...า..เ.ค...ม...ีใ..น...ส..่งิ...ม...ีช..ีว..ติ......
.......................................แ...ล..ะ....ก..า...ร..ย...ับ...ย...ัง้ ....(.K...)......................................................................................................
.......................................2..)....ท..ด...ล...อ..ง...เ.พ...อ่ื...ร..ะ...บ...ุไ..ด...้ว..่า..เ..อ...น...ไ.ซ...ม...์เ..ป...็น...ต..ัว...เ.ร...ง่ ..ป...ฏ...กิ ..ริ...ิย...า....(.P...)....................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอุปสรรคการจดั การเรียนการสอน
..............................................................................................................................................................................
..........น...ัก..เ..ร..ีย...น...บ...า..ง...ส..ว่...น...ย..ัง...ส..ับ...ส...น...ใ..น...เ..น..อ.ื้ ..ห...า..เ..น...ือ่...ง..จ..า...ก..ม...ีเ.ว...ล..า...เ.ป...น็...ข...อ้ ..จ...ำ..ก...ัด...................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. ขอ้ เสนอแนะและแนวทางแก้ไข
..............................................................................................................................................................................
..........ค..ร...ูอ...ธ..บิ...า..ย...เ..พ...ิม่ ..เ..ต...ิม..เ..ก..ีย่...ว..ก...ับ...เ.น...ือ้...ห...า..ใ..น...ส...ว่..น...ท...ีน่...กั...เ.ร...ีย..น...ย...ัง..ม...ีม...โ..น...ท...ัศ...น...์ท...ีค่..ล...า..ด...เ..ค..ล...ื่อ..น...ซ...ึง่.....................
..........ส...า..ม...า..ร...ถ..ท...ร...า..บ...ไ..ด..จ้...า..ก...ข..น้ั...ป...ร...ะ...เ.ม...ิน.....(.E...v..a..l.u...a..t..i.o..n..)..................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ........................................................
(นายภัทรพงษ์ ตุ้มมี )
ผสู้ อน
89
ความเหน็ ของครพู ่ีเลย้ี ง
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกต้อง
☐ ยงั ไมค่ รบถว้ นหรือไมถ่ กู ตอ้ ง ควรปรบั ปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรู้กับหลักสูตรสถานศึกษา
☐ สอดคลอ้ ง
☐ ยังไม่สอดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
3. รปู แบบของการจดั การเรยี นรู้
☐ เน้นผ้เู รียนเปน็ สำคญั
☐ ยงั ไมเ่ น้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงและพฒั นาตอ่ ไป
4. สอื่ การเรยี นรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจัดการเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรงุ และพัฒนาตอ่ ไป
5. รปู แบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ ครอบคลมุ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
☐ ยงั ไม่ครอบคลมุ จุดประสงค์การเรียนร้คู วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ .......................................................
(นางสาวอบุ ลรรณ เลยี้ วอดุ มชยั )
ครูพเ่ี ล้ยี ง
90
ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผู้ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
1. องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรยี นรู้
☐ ครบถ้วนและถูกตอ้ ง
☐ ยงั ไม่ครบถ้วนหรอื ไม่ถกู ตอ้ ง ควรปรับปรงุ และพฒั นาต่อไป
2. ควรสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรูก้ ับหลักสตู รสถานศกึ ษา
☐ สอดคล้อง
☐ ยงั ไมส่ อดคล้อง ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
3. รปู แบบของการจัดการเรยี นรู้
☐ เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
☐ ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อไป
4. สอื่ การเรียนรู้
☐ เหมาะสมกับรปู แบบการจดั การเรียนรู้
☐ ยังไมเ่ หมาะสม ควรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
5. รูปแบบของการจดั การเรียนรู้
☐ ครอบคลมุ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
☐ ยังไม่ครอบคลุมจดุ ประสงค์การเรียนรคู้ วรปรับปรุงและพัฒนาตอ่ ไป
6. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื .......................................................
(นายบุญเลย้ี ง จอดนอก)
หวั หนา้ สถานศกึ ษา/ผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย