1
2
3
4
5
6
7
8
9
1. นโยบายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน 1. ก าหนดเป้ าหมายความปลอดภัยในการท างานของกลุ่มวังขนาย ให้ก้าวสู่องค์กรที่ปลอดอุบัติเหตุ(zero Accident) 2. พนักงานทุกคนต้องค านึงถึงความปลอดภัยของตนเอง เพื่อนร่วมงาน ตลอดจนทรัพย์สิน ของบริษัทเป็ นส าคัญตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน 3. ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ จะต้องปฏิบัติตนเป็ นแบบอย่างที่ดี เป็ นผู้น า อบรม สั่งสอน จูงใจให้ พนักงานปฎิบัติงานด้วยวิธีที่ปลอดภัย 4.กลุ่มสนับสนุนให้มีโครงการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในสถานที่ท างาน ทั ้งในด้านการ ปรับปรุงสภาพการท างานและสภาพแวดล้อมในการท างาน 5. พนักงานทุกคนจะต้องให้ความร่วมมือและปฏิบัตินโยบายความปลอดภัย อาชีวอนามัยของกลุ่ม อย่างเคร่งครัดและรายงานผล 10
การเข้า – ออก พื้นที่ภายในบริษัท 11
แผนผังโครงสร้างคณะกรรมการความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน 12
1.1ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการท างาน ข้อปฎิบัติในการท างานกับเครื่องจักร 5 ข้อ 13
2. ค าจ ากัดความที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัย (Safety) คือ สภาพที่ปลอดภัยจากอุบัติภัยต่างๆ อันจะเกิดแก่ร่างกาย ชีวิตหรือทรัพย์สินใน ขณะที่ปฎิบัติงาน ซึ่งก็คือ สภาพการท างานที่ถูกต้องโดยปราศจาก อุบัติเหตุ ในการท างาน อุบัติการณ์(lncident) คือ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ ้นโดยไม่คาดคิดเป็ นเหตุน าไปสู่การเกิดอุบัติเหตุเกือบอุบัติเหตุ (Near Miss) เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ(Near Miss) คือเหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์ ที่อาจจเกิดขึ ้น โดยไม่คาดคิดใว้ล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดขึ ้นแล้วมีผลท าให้เกิดการบาดเจ็บ เจ็บป่ วย เสียชีวิตหรือความสูญเสียต่อทรัพย์สินสาธารณชน อุบัติเหตุ(Accident) คือเหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์ ที่อาจเกิดขึ ้น โดยไม่ได้คาดคิดใว้ล่วงหน้า หรือคาดการควบคุมแต่ เมื่อเกิดขึ ้นแล้วมีผลท าให้เกิดการบาดเจ็บ เจ็บป่ วย เสียชีวิตหรือความสูญเสียต่อทรัพย์สินสภาพแวดล้อมสาธารณชน 14
3. การแบ่งระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุและการแบ่งประเภทของอันตราย - ระดับความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ CASE A:อุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน หมายถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ ้นระหว่างการท างาน ส่งผลให้พนักงานได้รับบาดเจ็บรุนแรง ถึงขั ้นพิการ สูญเสียอวัยวะ เสียชีวิตหรือหยุดงาน CASE B: อุบัติเหตุที่รับการรักษาในโรงพยาบาล หมายถึง อุบัติเหตุที่เกิดขึ ้นระหว่างการท างาน ที่ส่งผลให้พนักงานต้องถูกน าส่งโรงพยาบาลแต่ไม่หยุดงาน(สามารถ กลับเข้ามาท างานได้) CASE C: อุบัติเหตุที่รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หมายถึง อุบัติเหตุที่เกิดขึ ้นระหว่าง การท างานส่งผลให้พนักงานได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและไปรักษาตัวที่ห้อง พยาบาลแล้วสามารถกลับเข้ามาท างานได้ CASE F: อุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดประกายไฟ/ไฟไหม้ หมายถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ ้นระหว่างการท างานไม่การบาดเจ็บแต่ท าให้ทรัพย์สินบริษัทเสียหาย CASE D:อุบัติเหตุที่ท าให้ทรัพย์สินของบริษัทเสียหาย หมายถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ ้นระหว่างการท างานที่ก่อให้เกิดประกายไฟหรือไฟไหม้ 15
ประเภทของอันตราย 16
4. สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ จากผลการศึกษาวิจัยของ H.W. Heinrich ซึ่งเป็ นบุคคลที่ได้ศึกษาถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุอย่าง จริงจังในโรงงาน อุตสาหกรรมต่างๆโดยสรุปสาเหตุการเกิดอุบัติเหตะ ได้ดังกราฟ 1.) การกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts) เป็ นสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ คิดเป็ นจ านวน 85% ของ การเกิดอุบัติเหตุทั ้งหมด ยกตัวอย่างเช่น (1) การท างานไม่ถูกวิธีหรือลัดขั ้นตอน (2) การมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง เช่น อุบัติเหตุเป็ นเรื่องเคราะห์กรรมแก้ไขป้ องกันไม่ได้ (3) ความไม่เอาใจใส่ในการท างาน (4) ความประมาท พลั ้งเผลอ เหม่อลอย (5) การมีนิสัยชอบเสี่ยง (6) การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของความปลอดภัยในการท างาน (7) การท างานโดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้ องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) (8) การแต่งกายไม่เหมาะสม (9) การถอดเครื่องก าบังส่วนอันตรายของเครื่องจักรออกหรือถอดเพื่อซ่อมแล้วไม่ใส่คืน (10) การใช้เครื่องมือ / อุปกรณ์ไม่เหมาะสมกับงาน (11) การหยอกล้อกันระหว่างการท างาน (12) การท างานโดยร่างกายและจิตใจไม่พร้อมหรือผิดปกติ เช่นไม่สบาย เมาค้าง มีปัญหาครอบครัว 17
4. สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ(ต่อ) 2.) สาเหตุจากสภาพที่ไม่ปลอดภัย(Unsafe Condition ) เป็ นสาเหตุรอง คิดเป็ น จ านวน 15% เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น (1) เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ช ารุดขาดการซ่อมแซมหรือบ ารุงรักษา (2) การวางผังโรงงานไม่ถูกต้อง (3) ความไม่เป็ นระเบียบเรียบร้อยและสกปรกในการจัดเก็บวัสดุสิ่งของ (4) สิ่งแวดล้อมในการท างานที่ไม่ดี เช่นแสงสว่างไม่เพียงพอ การระบายอากาศไม่ดี เสียงดัง ฝุ่ นละออง ความร้อนสูง ไอระเหยของสารเคมี เป็ นต้น (5) ไม่มีการ์ดครอบป้ องกันส่วนที่เป็ นอันตรายของเครื่องจักร หรือส่วนที่เคลื่อนไหวต่างๆ เช่น เฟื อง โซ่ พูลเลย์ เพลาเกลียว (6) ระบบไฟฟ้ า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้ าช ารุดบกพร่อง รูป ตัวอย่างสภาพการณ์ท่ไีม่ปลอดภัย (สารเคมีรั่วไหล บริเวณทางเดิน) 18
5. สัดส่วนของการเกิดอุบัติเหตุ จากสัดส่วนของการเกิดอุบัติเหตุ จะได้เห็นว่าก่อนเกิดอุบัติเหตุใดๆเกิดขึ ้น มักเกิดเหตุการณ์ที่เกือบจะเกิด อุบัติเหตุ จ านวน 600ครั ้ง และมีการกระท าที่ไม่ปลอดภัย กับสภาพที่ไม่ปลอดภัย เป็ นจ านวนมาก ดังนั ้นถ้าเรา สามารถลดการกระท าที่ไม่ปลอดภัยและสภาพที่ปลอดภัยก็จะท าให้ลดการเกิดเหตุการณ์เกือบเป็ นอุบัติเหตุและ สัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุได้ 6. ผลกระทบของการเกิดอุบัติเหตุ แนวคิดเกี่ยวกับความสูญเสียที่เกิดขึ ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เรียกว่า ทฤษฎีภูเขาน ้าแข็ง (lceberg Theory) โดยเปรียบเทียบความสูญเสียเหมือนก้อนน ้าแข็งที่ขั ้วโลก ที่มีส่วนโผล่เหนือน ้า และมีส่วนที่จมอยู่ใต้ผิวน ้าเป็ นอัต ตราส่วนเหมือนความสูญเสียทางอ้อมที่เกิดขึ ้น ซึ่งจากการศึกษาของเฮนริซ พบว่าในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั ้ง อัตราส่วนโดยประมาณระหว่างค่าใช้จ่ายทางตรงและค่าใช้จ่ายทางอ้อม เป็ น1ต่อ4ซึ่งรายละเอียดของความ สูญเสียทางตรงละความสูญเสียทางอ้อมมีดังนี ้ 1) ความสูญเสียทางตรง หมายถึง จ านวนเงินที่ต้องจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บโดยตรงจากการเกิด อุบัติเหตุ ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเงินทดแทน ค่าท าขวัญ ค่าท าศพ 2) ความสูญเสียทางอ้อม หมายถึง ค่าใช้จ่ายอื่นๆนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายทางตรงส าหรับการเกิดอุบัติเหตุแต่ละ ครั ้งค่าประกันชีวิต ซึ่งมักจะมีความสูญเสียที่มากกว่าความสูญเสียทางตรงเหมือนกับภูเขาน ้าแข็งที่จมอยู่ใต้น ้า เช่นการสูญเสียเวลาท างานของพนักงาน เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักร เครีองมือ อุปกรณ์ที่ได้รับความ เสียหาย วัตถุดิบหรือสินค้าได้รับความเสียหายต้องทิ ้ง ท าลาย หรือขายทิ ้ง ผลผลิตลดลง เนื่องจากกระบวนการ ผลิตขัดข้องต้องหยุดชะงัก เป็ นต้น 19
7.การรายงานอุบัติเหตุ 20
8. การเจ็บป่ วยจากสภาพแวดล้อมในการท างาน 8.1 สภาพแวดล้อมในการท างานที่เป็ นอันตรายต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อมในการท างานที่เป็ นอันตรายต่อสุขภาพ หมายถึง สิ่งหรือสภาพต่างๆที่อยู่รอบตัวผู้ปฎิบัติงานเช่น ความ ร้อน ความเย็น แสงสว่าง เสียงดัง ความสั่นสะเทือน รังสี ก๊าซ ไอสาร ฝุ่ น ฟูม ละออง สารเคมี เชื ้อโรคและสัตว์ต่างๆ นอกจากนี ้ยังรวมถึงสภาพการท างานที่ซ ้าซาก การเร่งรีบท างาน การท างานล่วงเวลา สัมพันธภาพ ระหว่างเพื่อน ท างาน ค่าตอบแทน และชั่วโมงการท างาน เป็ นต้น ความไม่เหมาะสมของสภาพแวดล้อมในการท างานนับว่าเป็ น ปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดการเจ็บป่ วยจากการท างานได้ แบ่งเป็ น 5 กลุ่ม (1) สภาพแวดล้อมทางกายภาพ เช่น ความร้อน ความเย็น แสงสว่าง เสียงดัง ความสั่นสะเทือน รังสี และความ กดดันบรรยากาศ เป็ นต้น (2) สภาพแวดล้อมทางเคมี เช่น สารเคมีชนิดต่างๆ ที่เป็ นวัตถุดิบ หรือผลผลิต หรือของเสียที่ต้องก าจัด โดยทั่วไป สารเคมีดังกล่าวอาจจะอยู่ในรูป ก๊าซ ไอสาร ฝุ่ น ฟูม ควัน ละออง หริอยู่ในรูปของเหลว ตัวอย่างสารเคมี เช่น ก๊าซ คาร์บอนมอนอกไซด์ ตะกั่ว แมงกานีส ปรอท เบนซีน คาร์บอนเตตระคลอไรด์ แอสเบสตอส (ใยหิน) เป็ นต้น 21
8. การเจ็บป่ วยจากสภาพแวดล้อมในการท างาน (ต่อ) 8.1 สภาพแวดล้อมในการท างานที่เป็ นอันตรายต่อสุขภาพ(ต่อ) (4) สภาพแวดล้อมทางการยศาสตร์เช่นการท างานที่มีท่าทางการท างานที่ไม่เหมาะสม การก้มยกย้ายของผิดวิธี การบิดเอี ้ยวตัว การท างานซ ้าซาก การท างานหนักเกินขีดความสามารถของผู้ปฎิบัติงาน การท างานที่สถานีงาน ระดับความสูงไม่เหมาะสมกับความสูงของผู้ปฎิบัติงานเป็ นต้น (5) สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาสังคม เช่น งานที่ก่อให้เกิดความเครียดต่อจิตใจที่เกิดจากการท างานแข่งกับ เวลาต้องท างานด้วยความเร่งรีบ การท างานกะ การได้รับค่าจ้างที่ไม่เหมาะสม สัมพันธภาพระหว่างผู้ปฎิบัติงาน เป็ นต้น จากการที่ผู้ปฎิบัติงานต้องท างานในสภาพแวดล้อมในการท างานที่ไม่เหมาะสม อาจเป็ นผลท าให้เกิดความ เจ็บป่ วยหรือเกิดโรคจากการท างานขึ ้น เมื่อเกิดการเจ็บป่ วย ผู้ปฎิบัติงานนั ้นอาจได้รับการตรวจวินิจฉัย รักษาพยาบาลและฟื ้นฟูสภาพให้หายได้ แต่เมื่อผัปฎิบัติงานนั ้น กลับเข้าท างานในสภาพแวดล้อมการท างานที่ไม่ เหมาะสมเช่นเดิมอีกผู้ปฎิบัติงานนั ้นอาจได้รับอันตรายท านองเดียวกับที่เกิดขึ ้นแล้วไม่มีที่สิ ้นสุดดังภาพ 8.2 องค์ประกอบที่ท าให้เกิดการเจ็บป่ วย/โรคจากการท างาน องค์ประกอบหลักที่ท าให้เกิดการเจ็บป่ วยและหรือโรคจากการท างาน มี3ปัจจัยได้แก่ (1) ผู้ปฎิบัติงาน ปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้ปฎิบัติงานที่นับว่ามีอิธิพลต่อการเจ็บป่ วย หรือโรคจากการท างานมีหลาย ประการ เช่น อายุ เพศ กรรมพันธุ์ เชื ้อชาติ ภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล (2)สภาพแวดล้อมในการท างานที่เป็ นอันตรายต่อสุขภาพ คือสาเหตุที่ส าคัญของการเจ็บป่ วยและโรคจากการ ท างานซึ่งแบ่งได้เป็ นกลุ่มใหญ่ๆได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ทางเคมี ทางชีวภาพ ทางการยศาสตร์และทาง จิตวิทยาทางสังคม (3) สิ่งแวดล้อมทั่วไป เป็ นปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นและส่งเสริม ทั ้งทางตรงและทางอ้อมที่ท าให้เกิด 22
9. โรคจากการท างาน โรคจากการท างาน หรืออาจเรียกกว่าโรคจากการประกอบอาชีพ ซึ่งบางครั้งอาจปรากฏอาการขึ ้น อย่างเฉียบพลัน เนื่องจากได้รับสิ่งที่ท าให้เกิดโรคในปริมาณความเข้มข้นสูงในระยะเวลาสั้นๆ เช่น กรณีหายใจเอาก๊าซแอมโมเนียการรั่วไหลจากกระบวนการผลิต จะท าให้เกิดผลต่อระบบหายใจ เกิดการเจ็บป่ วยขึ ้น แต่บางครั้งโรคจากการท างาน อาจปรากฏอาการแบบเรื ้อรังเนื่องจากผู้ ปฎิบัติงานได้รับสิ่งที่ท าให้เกิดโรคนั้นทีละเล็กทีละน้อย สะสมเป็ นเวลานานหลายเดือนหรือหลาย ปี เช่น หูตึงจากเสียงดัง โรคปอดฝุ่ นฝ้ าย โรคปอดฝุ่ นทราย เป็ นต้น 23
9.1 ห้องพยาบาล ห้องพยาบาล มีพยาบาลวิชาชีพ ปัจจุบันประจ า ทุกวันจันทร์ - อาทิตย์ พยาบาลวิชาชีพประจ ากะการท างานละ1 คน เวลาประจ าการ กะเช้า: 08.00 น. - 16. 00 น. กะดึก : 16.00 น. -24.00 น. เบอร์โทรติดต่อภายในห้องพยาบาล กด 4845 กรณีวันหยุด หากพนักงานเจ็บป่ วยสามารถใช้ยาสามัญประจ าบ้านที่บริษัท เตรียมใว้ให้ที่แผนกบุคคลได้ 9.2 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การให้การช่วยเหลือเบื ้องต้นเมื่อพบอุบัติเหตุแก่ผู้บาดเจ็บก่อนน าส่งโรงพยาบาล เพื่อป้ องกันไม่ให้เกิดการ บาดเจ็บ เพิ่มขึ ้น พิการ หรือเสียชีวิต หลักการปฐมพยาบาล การช่วยเหลือเม่ือพบผู้ป่วย 1) เรียกผู้ป่ วย 2) ขอความช่วยเหลือ 3) พลิกตัวผู้ป่ วย 4) ตรวจการหายใจ 5) ผู้ป่ วยหายใจเองได้ให้นอนท่าที่ปลอดภัย คือนอนตะแคงกึ่งคว ่า 6) น าส่งโรงพยาบาล 1) อย่า ตื ้นเต้น ตกใจ 2) สังเกตอาการผู้บาดเจ็บ 3) ให้การปฐมพยาบาลตามล าดับ 4) แจ้งหน่วยแพทย์หลักที่อยู่ใกล้เคียง 5) น าส่งโรงพยาบาล 24
9.2 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (ต่อ) 1.) การเป็ นลมจากการเสียเหงือ หมายถึง เป็ นลมจากการเสียเหงือ เป็ นภาวการณ์สูญเสียน ้าและ เกลือแร่ในร่างกาย ทางเหงื่อหลังจากการท างานหนักหรือออกก าลังกายอย่างหักโหมในวันที่อากาศร้อนจัด อาการ ปวดศีรษะ ผิวหนังเย็นซีดและชิ ้นอาจเป็ นตะคริว มีเหงื่อออกมา การปฐมพยาบาล 1. ให้ผู้ป่ วยนอนราบ พักในที่ร่มและเย็น หรือมีอากาศถ่ายเทได้ดี 2. ให้ดื่มน ้ามากๆ(ค่อยๆจิบ)หรือให้ดื่มน ้าผสมเกลือแร่ 3. ถ้าอาการไม่ดีขึ ้นควรรีบน าส่งโรงพยาบาล 2.) การเป็ นลมจากความร้อน สาเหตุ เกิดจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ เนื่องจากอยู่กลางแจ้ง หรือในที่ร้อนจัดท าให้ กลไกลขับเหงื่อของร่างกายไม่ท างาน การปฐมพยาบาล 1.ให้ผู้ป่ วยนอนราบในที่ร่มและเย็น 2.เช็ดตัวผู้ป่ วยด้วยน ้าเย็น เพื่อให้ความร้อนลดให้เร็วที่สุด 3. ถ้าอาการไม่ดีขึ ้นควรรีบน าส่งโรงพยาบาล 25
9.2 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น(ต่อ) 3)สิ่งแปลกปลอมผงฝุ่ นเข้าตา การปฐมพยาบาล (1) เปิ ดลูกตาเพื่อหาสิ่งแปลกปลอม (2) ให้ล้างตาด้วยน ้าสะอาด (3) ถ้าฝุ่ น ผง ติดที่ตาขาว ใช้ปลายผ้าสะอาดหรือปลายไม้พันส าลีเขี่ยเศษ ผงออก (4) ถ้าฝุ่ น ผง ติดแน่นหรือติดตาด าให้ปิ ดตาด้วยผ้าสะอาด (5) รีบน าส่งโรงพยาบาล ข้อห้าม (1) ห้ามขยี ้ตา เพราะจะท าให้ตาระคายเคืองเพิ่มมากขึ ้น (2) ห้ามใช้ของมีคมหรือไม้เขี่ยเศษผงที่เข้า 4) เลือดก าเดาไหล สาเหตุมาจากการกระทบกระแทก การเป็ นหวัด การสั่งน ้ามูกการติดเชื ้อในช่องจมูก หรือความหนาวเย็นของ อากาศ การปฐมพยาบาล (1) ให้ผู้ป่ วยนั่งนิ่งๆ เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย (2) ใช้มือบีบปลายจมูก และให้หายใจทางปากโดยบีบปลายจมูกใว้10นาที ให้คล้ายมือออกถ้าเลือดยังไหลต่อให้ บีบต่ออีก 10นาที ถ้าเลือดไม่หยุดใน20นาทีให้รีบน าส่งพยาบาล (3) ถ้ามีเลือดออกมาให้ผู้ป่ วยบ้วนเลือดหรือน ้าลายลงในอ่าง หรือภาชนะที่รองรับ (4) เมื่อเลือดหยุดแล้ว ใช้ผ้าสะอาดเช็ดบริเวณจมูกและปาก ข้อห้าม ห้ามสั่งน ้ามูก หรือล้วงแคะ ขยี ้จมูก เพราะจะท าให้อาการแย่ลง 5.) ข้อเท้าเคล็ด ข้อเท้าแพลง ข้อเท้าเคล็ด ข้อเท้าแพลง เกิดจากการเคลื่อนไหวผิดท่า ท าให้เกิดการหมุน พลิก บิด ของข้อเท้า เช่น เดินพลาด ตกหลุม เหยียบก้อนหินถูกกระแทก หรือของหล่นทับ มักมีอาการปวด บวม เจ็บ เคลื่อนไหวไม่ถนัดในผู้สูงอายุ ส่วนมากจะมีกระดูกบริเวณข้อเท้า การปฐมพยาบาล (1)ให้ข้อเท้าที่ได้รับบาดเจ็บอยู่นิ่งๆห้ามเดิน (2)ยกเท้าให้สูงเล็กน้อยเพื่อห้ามเลือดและลดบวม (3) ประคบด้วยความเย็นทันทีนานอย่างน้อย20นาทีห้ามประคบด้วยความร้อนใน24ชั่วโมงแรก (4)ยึดข้อเท้าให้นิ่งด้วยผ้ายืด ถ้าสวมรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าที่ผูกด้วยเชือกให้คลายเชือกผูกรองเท้าแต่ไม่ ต้องถอดรองเท้า (5)ถ้าให้การปฐมพยาบาลแล้วอาการไม่ดีขึ ้นให้รีบน าส่งโรงพยาบาล 26
9.3การปฐมพยาบาลเบื้องต้น(ต่อ) 6) น ้าร้อนลวก การปฐมพยาบาล (1) ให้ออกจากความร้อนให้เร็วที่สุด (2)เรียกใช้น ้าเย็นหรือน ้าแข็งประคบบริเวณที่มีบาดแผลเพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อนและป้ องกันไม่ให้ เนื ้อเยื่อถูกท าลายมากขึ ้นหากใช้น ้าเย็นราดหรือแช่ในน ้าใส่น ้าแข็งหรือใส่ผ้าชุบน ้าเย็นประคบหรือใช้ ถุงพลาสติกใส่น ้าแข็งผสมน ้าเล็กน้อยวางตรงบริเวณที่มีบาดแผลอย่างน้อย 20 นาทีหรือจนกว่าอากาศปวด แสบปวดร้อนจะลดลง (3) ปิ ดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาด (4) ถ้ายังมีอาการปวดแสบปวดร้อนหรือมีตุ่มใสควรไปหาหมอ สาเหตุ มักเกิดจากความประมาทเลินเล่อ รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆสิ่งที่ท าให้เกิดบาดแผลน ้าร้อน ลวกได้ ข้อห้าม (1) อย่าใช้ยาสีฟันน ้าแข็งหรือน ้าเปล่าทาแผลตามความเชื่อเดิมๆที่บอกกันต่อมาแต่ควรท าให้ผิวหนังบริเวณที่ไม่ เย็นลงโดยการเปิ ดน ้าให้ไหลผ่านและไม่ควรเจาะตุ่มพุพอง 27
10.การควบคุมและป้ องกันอันตราย ล าดับมาตรการป้ องกันอันตราย หรือควบคุมความเสี่ยง มาตรการป้ องกันอันตราย หรือควบคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ ้นจากการท างานเป็ นการด าเนินการเพื่อขจัดหรือลด อันตรายที่อาจเกิดขึ ้นจากการท างานให้หมดไปหรืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งควรด าเนินการตามล าดับโดยเริ่มจาก มาตรการล าดับที่1 จนถึงมาตรการล าดับที่5 แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้มาตรการควบคุมมากกว่า1มาตรการเพื่อให้การ ควบคุมอันตรายและลดความเสี่ยงเป็ นไปได้อย่างได้ผลล าดับมาตรการควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ ้นจาก การท างานดังนี ้ มาตรการล าดับที่1 การขจัดอันตราย คือ การขจัดอันตรายออกจากพื้นที่ปฎิบัติงาน ในการควบคุมความเสี่ยง มาตรการที่ต้องพิจารณาเป็ นล าดับแรกคือการขจัดอันตรายซึ่งถือเป็ นมาตรการการ คุ้มครองดูแลที่ดีที่สุด เพราะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสอันตรายได้ ท าให้ลูกจ้างมีโอกาสได้รับอันตรายน้อยที่สุด และเป็ นการควบคุมที่ถาวร เช่นการใช้หุ่นยนต์ท างานแทนมนุษย์ การแยกเส้นทางคนเดินกับเส้นทางยานพาหนะ เป็ นต้น หากสามารถควบคุมความเสี่ยงด้วยมาตรการล าดับที่1 ได้ อันตรายที่อาจเกิดขึ ้นก็จะหมดไป ดังนั ้นอาจไม่ จ าเป็ นต้องควบคุมความเสี่ยงด้วยมาตรการล าดับถัดไป แต่หากไม่สามารถควบคุมอันตรายด้วยมาตรการล าดับที่1 ได้ก็จะต้องควบคุมอันตรายด้วยมาตรการล าดับถัดไป มาตรการล าดับที่2 การทดแทนด้วยสิ่งที่มีอันตรายน้อยกว่า มาตรการควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาเป็ นล าดับที่2 คือการทดแทนด้วยวัสดุ วิธีการท างานหรือ อุปกรณ์ที่มีอันตรายน้อยกว่า ถือเป็ นมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสอันตราย ท าให้มีโอกาสได้รับอันตราย จากการท างานน้อยลง เช่นการเลือกใช้สารเคมีที่มีอันตรายน้อยกว่าแทนการใช้สารเคมีที่มีอันตรายมากกว่า หรือการ ใช้สีที่ใช้น ้าเป็ นตัวท าละลายแทนการใช้สีที่ใช้สารประเภทน ้ามันเป็ นตัวท าละลาย การน าขั ้นตอนการท างานที่มีความ เสี่ยงบนที่สูงลงมาท าให้ระดับพื ้นดินเป็ นต้น 28
10. การควบคุมและการป้ องกันอันตราย(ต่อ) มาตรการล าดับที่3 การควบคุมทางวิศวกรรม หมายถึง การออกแบบหรือปรับปรุง เครื่องจักร อุปกรณ์ หากไม่สามารถควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงด้วยการขจัดอันตราย(มาตรการล าดับที่1) และการทดแทนด้วยสิ่งที่เป็ น อันตรายน้อยกว่า(มาตรการล าดับที่2) ได้ให้พิจารณาด าเนินการควบคุมด้วยการควบคุมทางวิศวกรรมซึ่งเป็ นการ ด าเนินการควบคุมเพื่อให้สถานที่ท างานปลอดภัยเช่นการติดตั ้งการ์ดเป็ นส่วนที่เป็ นอันตรายของเครื่องจักร การติดตั ้ง ระบบระบายอากาศ การลดความดังของเสียง การยกย้ายวัสดุโดยใช้อุปกรณ์เครื่องกล การป้ องกันการตกจากที่สูงโดย การติดตั ้งราวกั ้นตก เป็ นต้น มาตรการล าดับที่4 การควบคุมเชิงบริหารจัดการ เป็ นการควบคุมหลังจากงานเสร็จสิ้น การควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงมาตรการที่4 เป็ นการควบคุมเชิงบริหารจัดการโดยการให้ข้อมูลความรู้และการอบ รบที่เหมาะสม การตรวจสอบอุปกรณ์ความปลอดภัยมีระบบการอนุญาตเข้าปฎิบัติงาน การตรวจวัดสภาพแวดล้อมใน การท างาน การจัดให้มีโครงการเฝ้ าระวังสุขภาพส าหรับผู้ปฎิบัติงานได้มีการชี ้บ่งมีความเสี่ยงเช่น ผู้ที่สัมผัสกับเสียงดัง ผู้ที่ใช้เครื่องมือที่ มีความสั่นสะเทือน ผู้ที่ใช้เครื่องมือที่ มีความสั่นสะเทือน ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ เป็ นต้น มาตรการล าดับที่5 การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลเป็ นการใช้อุปกรณ์ ป้ องกันเพื่อลดการสัมผัสอันตราย ในกรณีที่สถานประกอบกิจการไม่สามารถควบคุมอันตรายด้วยมาตรการล าดับที่1-4 อย่างได้ผล จึงเลือกใช้มาตรการ ล าดับที่5 เป็ นมาตรการสุดท้าย คือการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น การใช้หน้ากากกักฝุ่ นชุดกัน ความร้อน ครอบหูหรือที่อุดหูลดเสียงเป็ นต้น มาตรการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอด ภัยส่วนบุคคลนิ ไม่ควรน ามาใช้เป็ นมาตรการหลักในการป้ องกันอันตรายเนื่องจากมาตรการล าดับ ที่5 เป็ นมาตรการควบคุมเพื่อลดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุไม่ใช้เป็ นการลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ หาก จ าเป็ นต้องใช้ให้เลือกใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับลักษณะงาน 29
11. ความร่วมมือและการส่งเสริมสุขภาพของลูกจ้าง หากนายจ้างได้ด าเนินการตามมาตรการดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่ลูกจ้างไม่ให้ความร่วมมือที่ดีในการด าเนินการร่วมกับ นายจ้างก็จะท าให้การด าเนินมาตรการป้ องกันอันตรายหือควบคุมความเสี่ยงไม่ประสบความส าเร็จ ดังนั ้นลูกจ้างจึงมี ความตระหนักถึงปัญหาความไม่ปลอดภัยในการท างานที่มีผลต่อตนเองและเพื่อนร่วมงาน และมีจิตส านึกในการป้ องกัน อุบัติเหตุและโรคจากการท างาน ซึ่งเป็ นหน้าที่ของลูกจ้างทุกคนที่ต้องปฎิบัติในเรื่องต่างๆดังนี ้ 11.1 การให้ความร่วมมือกับนายจ้างในการด าเนินการตามกิจกรรมและโครงการต่างๆเช่น (1) การปฎิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของสถานประกอบกิจการอย่างเคร่งครัด (2) การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลอย่างถูกต้อง (3) หากพบสภาพการท างานหรือการกระท าที่ไม่ปลอดภัยต่างๆ ต้องแจ้งให้หัวหน้างานทราบโดยเร็ว (4) การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรความปลอดภัยในการท างานต่างๆ (5) การเข้ารับการตรวจสุภาพเป็ นระยะๆ เพื่อการเฝ้ าระวังโรคจากการท างาน (6) เข้าร่วมกิจกรรมและโครงการด้านความปลอดภัย ที่นายจ้างจัดขึ ้น 11.2 การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรความปลอดภัยในการท างานต่างๆ การท างานในสถานประกอบกิจการ อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่ วย จากสภาพแวดล้อมในการ ท างาน ที่อันตรายและไม่ถูกสุขลักษณะ ดังนั ้นการอบรมหลักสูตรความปลอดภัยต่างๆ จึงมีความส าคัญที่ท าให้ลูกจ้าง ได้ทราบสาเหตุของอันตรายและวิธีการป้ องกัน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการด าเนินการตามมาตรการโครงการและกิจกรรมต่างๆที่สถานประกอบกิจการจัดขึ ้นทั ้งในการ เข้ารับการอบรมลูกจ้างควรปฏิบัติดังนี ้ (1)ตั ้งไจเรียนเนื่องจากสิ่งที่เรียนเป็ นแนวทางในการป้ องกันการบาดเจ็บและการเจ็บป่ วยที่อาจเกิดขึ ้นในงานประจ าวัน ดังนั ้นถ้าสงสัยให้สอบถามจนเข้าใจหากไม่เข้าใจอาจท าให้มีการปฏิบัติผิดหรือละเลยการปฏิบัติที่ถูกต้องและอาจก่อ หุ่นเสียหายต่อผลผลิตหรือท าให้เกิดการบาดเจ็บเป็ นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยศูนย์รวมได้ (2) จดจ าสิ่งที่เรียนรู้เพราะการท างานในสถานประกอบการต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับที่ได้เรียนรู้จึงต้องรู้ ข้อควรระมัดระวังในขั ้นตอนขั ้นตอนการท างานเพื่อฝึกปฏิบัติให้สอบถามผู้สอน (3) มันฝึกฝนถึงแม้ว่าได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติตนเข้าใจแล้วยังต้องน ามาฝึกฝนให้เกิดความช านาญท าซ ้าๆจนสามารถ ปฏิบัติได้ไม่ผิดขั ้นตอนและผลงานเป็ นที่พึงพอใจ 11.3 การเริ่มวันใหม่ด้วยอารมณ์สดใส การมีอารมณ์ที่ดีย่อมส่งผลให้มีสภาธิในการท างานสามารถสร้างผลงานให้มีประสิทธิภาพหากเกิดปัญหาเฉพาะหน้าที่ ที่ต้องตัดสินใจตัดสินใจก็จะมีสติในการแก้ ไขได้อย่างถูกต้องโดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยในการท างานก่อนเริ่ม ท างานหากลูกจ้างพักผ่อนไม่เพียงพอ ยังคงอ่อนเพลียหรือเร่งรีบมาท างานให้ทันเวลาจะท าให้มีอารมณ์ที่ขุ่นมัว หงุดหงิดเมื่อร่างกายและจิตใจได้ 30
11. ความร่วมมือและการส่งเสริมสุขภาพของลูกจ้าง(ต่อ) 11.3 การเจ็บป่ วยบ่อยบ่อยท าให้ขาดงานและประสิทธิภาพการท างานลดลง รวมทั ้งยังพบว่าการประสบอันตราย จากการท างานที่เกิดขึ ้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุพื ้นฐานมาจากปัญหาสุขภาพของลูกจ้างการเจ็บป่ วยของแต่ละคนขึ ้นกับ สภาพแวดล้อมโภชนาการตั ้งแต่ก าเนิดการเป็ นหวัดบ่อยบ่อยซึ่งเป็ นสัญญาณเตือนความบกพร่องในการดูแล สุขภาพตนเองได้ เช่นกันดังนั ้นเพื่อป้ องกันการเจ็บป่ วยของลูกจ้างควรส่งเสริมสุขภาพกายและใจตนเองดังนี ้ (1) การรับประทานอาหารที่เป็ นประโยชน์ต่อร่างกายครบทั ้งห้าหมู่ได้แก่ - หมู่ที่1 โปรตีน(เนื ้อสัตว์ ไข่ นม) -หมู่ที่2 คาร์โบไฮเดรต(ข้าว แป้ ง น ้าตาล เผือก มัน) -หมู่ที่3 เกลือแร่หรือแร่ธาตุ(พืชผัก) -หมู่ที่4 วิตามิน(ผลไม้) -หมู่ที่ 5ไขมัน (ไขมันจากพชและสัตว์) (2) การพักผ่อนให้เพียงพอหรือให้ร่างกายได้รับการฟื ้นฟูก่อนเริ่มการท างานในแต่ละวันเนื่องจากความอ่อนเพลียเป็ น สาเหตุหนึ่งที่มีความส าคัญต่อการเกิดอุบัติเหตุ (3) การผ่อนคลายความเครียดด้วยกิจกรรมต่างๆเช่นฝึกสมาธิทางจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสเป็ นต้นเนื่องจากความเครียด ท าให้ขาดสมาธิในการท างานซึ่งอาจท าให้เกิดอุบัติเหตุจากการท างานได้ (4) การวุดเสพติดเช่นเหล้าบุหรี่ยาบ้าเป็ นต้นเพราะผู้ติดสิ่งเสพติดจะมีร่างกายทรุดโทรมความต้านทานโรคต ่าท าให้ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการท างานมากกว่าคนทั่วไป (5) หมั่นออกก าลังกายอย่างสม ่าเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและการยืดเหยียดกล้ามเนื ้อเพื่อลดการบาดเจ็บและ เพิ่มความตื่นตัวในการท างาน (6) การท าความสะอาดที่พักอาศัยและสถานที่ท างานให้ถูกสุขลักษณะอย่างสม ่าเสมอพร้อมทั ้งดูแลความสะอาดของ ร่างกายตนเองเพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับสิ่งสกปรกและเชื ้อโรคเข้าสู่ร่างกาย 31
หมวดที่2 กฎหมายความ ปลอดภัยอาชีว อนามัยและ สภาพแวดล้อม ในการท างาน 32
1. พระราชบัญญัติความปลอดภัยอาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อม พ.ศ. 2544 นายจ้าง หมายความว่าผู้ประกอบการซึ่งย่อมให้ค านึงบุคคลได้เข้ามาท างานหรือท าประโยชน์ให้แก่หรือในสถาน ประกอบการ หน้าที่ของนายจ้าง 1) จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการท างานและสภาพแวดล้อมในการท างานที่ปลอดภัยและ ถูกสุขลักษณะรวมทั ้งส่งเสริมสนับสนุนการปฎิบัติงานของลูกจ้างมีให้ลูกจ้างได้รับอันตราย 2) บริหารจัดการและด าเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานให้เป็ นไปตาม มาตรฐานที่ก าหนด 3) จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการท างานบุคลากรหน่วยงานหรือคณะบุคคลเพื่อ ด าเนินการด้านความปลอดภัย ในสถานประกอบกิจการ 4) แจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ ้นจากการท างานและแจกคู่มือปฏิบัติงานให้ลูกจ้างทุกคนก่อนที่ลูกจ้าง จะเข้าท างานเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนสถานที่ท างาน 5) จัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคน ได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างาน 6) ติดประกาศสัญลักษณ์เตือนอันตรายและเครื่องหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีวอ นามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานรวมทั ้งรวมทั ้งข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างในที่ที่เห็น ได้ง่าย ณ สถานประกอบกิจการ 7) ให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน 8) จัดให้มีการประเมินอันตราย 9) ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการท างานที่มีผลต่อลูกจ้าง 10) จัดท าแผนการด าเนินงานด้านความปลอดภัยอาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานและจัดท าแผนการ ควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ 11) ส่งผลการประเมินอันตราย การศึกษา ผลกระทบ แผนการด าเนินงานและแผนการควบคุม 33
1.พระราชบัญญัติความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างาน ลูกจ้าง หมายความว่าผู้ซึ่งได้รับความยินยอมให้ท างานหรือท าผลประโยชน์ให้แก่หรือในสถานประกอบกิจการของ นายจ้าง หน้าท่ขีองลูกจ้าง 1) ให้ความร่วมมือกับนายจ้างในการด าเนินการและส่งเสริมด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและ สภาพแวดล้อมในการท างานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ 2) ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานตามมาตรฐานที่ ก าหนดในกฎกระทรวงนั ้น 3) กรณีลูกจ้างทราบถึงข้อบกพร่องหรือการช ารุดเสียหายและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองให้แจ้งต่อ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการท างานหัวหน้างานหรือผู้บริหาร 4) สวมใส่และดูแลรักษาอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลให้สามารถใช้งานได้ตามสภาพและลักษณะ ของงานตลอดระยะเวลาท างาน 2.กฎกระทรวงก าหนด มาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างาน พ.ศ.2549 1) ให้นายจ้างจัดให้มีข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการท างานไว้ในสถานประกอบกิจการ 2) ให้นายจ้างซึ่งมีผู้รับเหมาขั ้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงเข้ามาปฏิบัติงานในสถานประกอบการจัดให้มีข้อบังคับ และคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยส าหรับผู้รับเหมา 3) ให้นายจ้างจัดอบรมลูกจ้างให้มีความรู้เกี่ยวกับข้อบังคับและคู่มือความปลอดภัยก่อนปฎิบัติงานให้แก่ ลูกจ้างที่เข้ามาท างานใหม่หรือลูกจ้างที่ท างานลักษณะหรือสถานของงานที่แตกต่างไปจากเดิมอันอาจเป็ น อันตรายต่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง 4) ให้นายจ้างแต่งตั ้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการท างานระดับหัวหน้างานระดับบริหารระดับวิชาชีพ คณะกรรมการความปลอดภัยหน่วยงานความปลอดภัย 34
3.กฎกระทรวงก าหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีว อนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างาน(ฉบับที่2)พ.ศ. 2553 1) นายจ้างที่มีลูกจ้างตั ้งแต่ 50 คนขึ ้นไปให้จัดมีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการท างานโดยอย่าง น้อยต้องประกอบด้วย (1) นโยบายด้านความปลอดภัย (2) โครงสร้างการบริหารด้านความปลอดภัย (3) แผนงานด้านความปลอดภัย และการน าไปปฏิบัติ (4) การประเมินผลและทบทวนการจัดการด้านความปลอดภัย (5) การด าเนินการปรับปรุงด้วยความปลอดภัยต้องปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดการด้าน ความปลอดภัยอย่างน้อยปี ละหนึ่งครั ้ง 2) ให้นายจ้างด าเนินการควบคุมดูแลการด าเนินการให้เป็ นไปตามระบบ และส่งเสริมให้ลูกจ้างทุกคนมีส่วน ร่วมในการด าเนินการตามระบบ 3) จัดท าเอกสารเกี่ยวกับการจัดให้มีระบบ ให้นายจ้างเก็บเอกสารไว้ในสถานประกอบการเป็ นเวลาไม่น้อยกว่า 2ปี นับแต่วันจัดท า 4) จัดให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบ ได้ 4. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและ สภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น หม้อไอน ้า พ.ศ. 2564 1. ในบริเวณที่มีการติดตั ้ง การซ่อมแซม หรือการตรวจสอบเครื่องจักรหรือเครื่องป้ องกันอัรตรายจากเครื่องจักร ต้องติดป้ ายแสดงการด าเนินการดังกล่าว รวมทั ้งจัดให้มีระบบ วิธีการ หรืออุปกรณ์ป้ องกันมิให้เครื่องจักรนั ้น ท างาน 2.ในการประกอบ การติดตั ้ง การทดสอบ การใช้ การซ่อมแซม การบ ารุงรักษา การตรวจสอบ การรื ้อถอนหรือการ เคลื่อนย้ายเครื่องจักร รถยก ลิฟต์ เครื่องจักรส าหรับใช้ในการยกคนขึ ้นท างานที่สูง นายจ้างต้องปฏิบัติตาม รายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตก าหนดไว้ ในกรณีการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรที่มีน ้าหนักตั ้งแต่ 1ตันขึ ้นไป ต้องจัดให้มีแผนป้ องกันอันตราย 3.เครื่องจักรดังต่อไปนี ้ ต้องจัดให้มีการตรวจสอบประจ าปี โดยต้องมีส าเนาเอกสารการตรวจสอบไว้ให้พนักงานตรวจ ความปลอดภัยตรวจสอบได้ (1) เครื่องจักรที่ใช้ในงานยกและงานขนย้ายได้แก่ รถยก ระบบสายสะพานล าเลียง (2) เครื่องจักรกลที่ใช้งานดินและงานถนน (3) เครื่องจักรที่ใช้ในงานคอนกรีต (4) เครื่องจักรที่ใช้ในงานฐานรากได้แก่ เครื่องตอกเสาเข็ม เป็ นต้น (5) เครื่องจักรที่ใช้งานขุด งานเจาะ หรืองานเจาะอุโมงค์ (6) เครื่องจักรที่ใช้ในการรื ้อถอนท าลาย (7) เครื่องจักรอื่นที่อาจก่อให้เกิดอันตรายจากการใช้งาน ตามอธิบดีประกาศก าหนด 35
4. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น หม้อไอน ้า พ.ศ. 2564 5. ในการท างานเกี่ยวกับเครื่องปั ้มโลหะ เครื่องเชื่อมไฟฟ้ า เครื่องเชื่อมกาซ หรือเครื่องจักรชนิดอื่น ลูกจ้างตองผ่าน การอบรมเกี่ยวกับขั ้นตอนและวิธีการท างานที่ปลอดภัยในการท างานของเครื่องจักร เป็ นต้น โดยวิทยากรซึ่งมี คุณสมบัติตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศก าหนด 6.ต้องดูแลให้พื ้นที่บริเวณโดยรอบเครื่องจักรมีความปลอดภัย 7.นายจ้างจัดให้มีวิธีการด าเนินการป้ องกันอันตรายจากเครื่องจักร ดังต่อไปนี ้ (1) เครื่องจักรที่ใช้พลังงานไฟฟ้ าต้องมีระบบหรือวิธีการป้ องกันกระแสไฟฟ้ ารั่วเข้าตัวบุคคลหรือเครื่องจักรและต้อง ต่อสายดิน (2)เครื่องจักรที่ใช้พลังงานไฟฟ้ า สายไฟฟ้ าที่ต่อเข้าเครื่องจักรต้องเดินมาจากที่สูง (3) เครื่องจักรชนิดอัตโนมัติต้องมีสีเครื่องหมายปิ ด –เปิ ด ที่สวิตช์อัตโนมัติตามหลักสากลและเครื่องป้ องกันมิสิ่งใดมา กระทบสวิตซ์อันเป็ นเหตุผลให้เครื่องจักรท างาน (4)เครื่องจักรที่มีการถ่ายทอดพลังงานโดยใช้เพลา สายพาน รอก ต้องมีตะอกรงหรือที่ครอบปิ ดคลุมส่วนที่หมุนได้ และส่วนส่งถ่ายก าลังให้มิดชิด (5) เครื่องจักรที่มีใบเลื่อยวงเดือนหรือใบเลื่อยสายพาน ต้องมีจัดให้มีเครื่องป้ องกันอันตรายจากใบเลื่อย (6) เครื่องจักรที่ใช้เป็ นเครื่องลับ ฝน หรือแต่งผิวโลหะแล้วก่อให้เกิดประกายไฟ ต้องมีเครื่องปิ ดบังประกายไฟ หรือเศษวัสดุและอยู่ห่างจากวัสดุเชื ้อเพลิง (7) เครื่องจักรที่ใช้ในการขึ ้นรูปพลาสติกหรือวัสดุอื่นโดยลักษณะฉีด เป่ า หรือวิธีการอื่น ต้องมีเครื่องป้ องกันอันตราย (8) ต้องบ ารุงรักษาและดูแลเครื่องป้ องกันอันตรายจากเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพที่สามารถป้ องกันอันตรายได้ (9) ต้องจัดให้ทางเดินเข้าออกพื ้นที่ส าหรับปฎิบัติงานเกี่ยวกับเครื่องจักรมีความกว้างไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร (10) ต้องจัดท ารั ้ว คอกกั ้น หรือเส้นแสดงเขตอันตราย ณ บริเวณที่ตั ้งของเครื่องจักร (11) ต้องติดตั ้งเครื่องป้ องกันวัสดุตกหล่นบริเวณสายสะพานล าเลียง และต้องมีอุปกรณ์ฉุกเฉิน (12) ต้องควบคุมดูแลไม่ให้ผู้ซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณเส้นทางสายพานล าเลียง (13) ต้องจัดให้มีวิศวกรควบคุมดูแลการติดตั ้งเครื่อจักรที่ควบคุมโดยอิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์ ใน บริเวณพื ้นที่ที่มีกระแสไฟฟ้ าเหนี่ยวน า 36
5. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับการป้ องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 1) จัดให้มีระบบป้ องกันและระงับอัคคีภัย และต้องดูแลให้อยู่ในสถาพพร้อมใช้งาน 2) จัดท าป้ ายข้อปฎิบัติเกี่ยวกับการดับเพลิงและการอพยพหนีไฟ ปิ ดประกาศให้เห็นได้ชัดเจน 3) สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั ้งแต่ 10คนขึ ้นไป ให้มีแผนป้ องกันและระงับอัคคีภัย ประกอบด้วยการตวจต ราการอบรม 4) ให้มีเส้นทางหนีไฟทุกชั ้น ชั ้นละ 2เส้นทางสามารถอพยพลูกจ้างทั ้งหมดสู่จุดที่ปลอดภัยได้ภายใน5นาที 5) สถานประกอบกิจการที่มีอาคารตั ้งแต่ 2ชั ้นขึ ้นไป หรือมีพื ้นที่300 ตารางเมตรขึ ้นไป ให้มีระบบสัญญาณ แจ้งเหตุเพลิงไหม้ทุกชั ้น 6)ให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอส าหรับเส้นทางหนีไฟ และแหล่งจ่ายไฟส ารองที่สามารถจ่ายไฟฟ้ าได้ในทันที 7) ให้มีป้ ายบอกทางหนีไฟ ตัวหนังสือสูงไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร มีแสงสว่างหรือใช้ไฟส่องให้เห็นชัดเจน 8) ให้นายจ้างจัดให้มีเครื่องดับเพลิงแบบเคลื่อนย้ายได้ ดูแลการรักษาให้อยู่สภาพที่ใช้งานได้ดี ไม่น้อยกว่า6เดือน ต่อ1ครั ้ง พร้อมติดป้ ายผลการตรวจสอบและวันที่ท าการตรวจสอบครั ้งสุดท้ายไว้อุปกรณ์ดังกล่าว 9) ให้นายจ้างติดตั ้งป้ ายแสดงจุดติดตั ้งอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกดับเพลิงในที่เห็นได้ชัดเจน ไม่มีสิ่งกีดขวาง 10) ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 40ของจ านวนลูกจ้างในแต่ละหน่วยงานของสถานประกอบกิจการ การฝึกอบรมการดับเพลิงขั ้นต้น 11) ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างฝึกซ้อมอพยพหนีไฟออกจากอาคารไปตามเส้นทางหนีไฟตามที่ก าหนด 12) ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันอย่างน้อยปี ละ1ครั ้งและให้ นายจ้างส่งแผนการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ก่อนการฝึกซ้อมไม่น้อยกว่า30วัน และจัดท ารายงาน ผลการฝึกซ้อมและยื่นต่ออธิบดีและผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน30วันนับจากเสร็จสิ ้นการซ้อม 37
6. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับไฟฟ้ า พ.ศ. 2558 นายจ้างต้องด าเนินการ ดังนี ้ 1) จัดท าข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้ า 2) จัดอบรมลูกจ้างที่ท างานเกี่ยวกับไฟฟ้ าให้มีความรู้และทักษะในการท างานอย่างปลอดภัย 3) จัดให้มีและเก็บรักษาแผนวงจรไฟฟ้ าที่ติดตั ้งในสถานประกอบกิจการทั ้งหมดที่วิศวกรหรือการไฟฟ้ าประจ าท้องถิ่น รับรองไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบหากเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมต้องแก้ไขแผนผังนั ้นให้ถูกต้อง 4) จัดให้มีแผ่นป้ ายที่มีตัวอักษรหรือสัญลักษณ์เตือนให้ระวังอันตรายจากกระแสไฟฟ้ าติดไว้ในบริเวณที่อาจ เกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้ า 5) ห้ามให้ลูกจ้างที่ท างานเกี่ยวกับไฟฟ้ าเข้าใกล้สิ่งที่เป็ นตัวน าไฟฟ้ าที่ไม่มีฉนวนหุ้มเข้าใกล้สิ่งที่มีกระแสไฟฟ้ า 6) ดูแลไม่ให้ลูกจ้างใส่เสื ้อผ้าที่เปี ยกหรือเป็ นสื่อน าไฟฟ้ าท างานเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้ าที่มีแรงดันเกิน50โวลต์เว้น แต่จะได้ใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยหรือใช้อุปกรณ์ป้ องกันอันตรายที่เหมาะสม 7) กรณีให้ลูกจ้างท างานอกี่ยวกับไฟฟ้ า นายจ้างต้องจัดให้มีอุปกรณ์ที่เป็ นฉนวนไฟฟ้ าหรืออุปกรณ์ป้ องกัน อันตรายที่เหมาะสมกับแรงดันไฟฟ้ าให้แก่ลูกจ้าง 8) ดูแลบริภัณฑ์ไฟฟ้ าและสายไฟฟ้ าให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย หากช ารุดให้รีบซ่อมแซมและเก็บหลักฐานไว้ 9) นายจ้างต้องจัดให้มีแผนภาพพร้อมค าบรรยายติดไว้บริเวณที่ท างานที่ลูกจ้างสามารถมองเห็นได้ชัดเจน 10) ต้องจัดให้มีกุญแจหรือระบบการป้ องกันมิให้มีการสับสวิตซ์ เชื่อมวงจร ตลอดระยะเวลาที่ลูกจ้างท างาน เกี่ยวกับไฟฟ้ าและให้ติดป้ ายแสดงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ห้ามสับสวิตซ์เชื่อมต่อวงจรไว้ด้วย 11) ห้ามลูกจ้างท าความสะอาดบริภัณฑ์ไฟฟ้ าที่มีกระแสไฟฟ้ า 12) กรณีลูกจ้างท างานสูงกว่า 4เมตรขึ ้นไปต้องจัดให้มีการใช้สายหรือเชือกช่วยชีวิตและเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์ และหมวกนิรภัย 38
7. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและ สภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 ความร้อน อุณหภมูิเวตบัลบ์โกลบ ( wet Bulb Globe Temperature – WBGT) หมายความว่า 1) อุณหภูมิที่วัดเป็ นองศาเซลเซียสซึ่งวัดนอกอาคารที่ไม่มีแสงแดดหรือในอาคารมีระดับความร้อนเท่ากับ0.7เท่า ของอุณหภูมิที่อ่านจากโกลบเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปี ยกตามธรรมชาติ (natural wet bulb thermometer)บวก0.3เท่าของอุณหภูมิที่อ่านค่าจากโกลบเทอร์โมมิเตอร์ (globe thermometer)หรือ 2) อุณหภูมิที่วัดเป็ นองศาเซลเซียสซึ่งวัดจากนอกอาคารที่มีแสงแดดมีระดับความร้อนเท่ากับ0.7เท่าของอุณหภูมิ ที่อ่านค่าจากเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปี ยกธรรมชาติบวก 0.2เท่าของอุณหภูมิที่อ่านค่าจากโกลบเทอร์โมมิเตอร์ และบวก0.1 เท่าของอุณหภูมิที่อ่านจากค่าจากเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้ง(dry bulb thermometer) ระดับความร้อน หมายความว่า อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบในบริเวณที่ลูกจ้างท างานตรวจวัดโดยค่าเฉลี่ยในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง ที่มีอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบสูงสุดของการท างานปกติ งานเบา หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงน้อยหรือใช้ก าลังงานที่ท าให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่ เกิน200กิโลแคลอรีต่อชั่วโมงเช่นงานเขียนหนังสือ งานพิมพ์ดีด งานบันทึกข้อมูลงานเย็บจักร งานนั่งตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์ งานประกอบชิ ้นงานขนาดเล็ก งานบังคับเครื่องจักรด้วยการยืนคุมงาน งานปานกลาง หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงมากหรือใช้ก าลังงานที่ท าให้เกิดการเผาผลาญอาหารใน ร่างกายเกิน 350 กิโลแคลอรีตั่วชั่วโมง เช่นงานที่ใช้พลั่วตักหรือเครื่องมือลักษณะคล้ายกันงานขุด งานเลื่อยไม้ งาน เจาะไม้เนื ้อแข็ง งานทุบ งานหนัก หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงมากหรือใช้ก าลังงานที่ท าให้เกิดการเผาผลาญอาหารใน ร่างกายเกิน 350กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง งานยก หรือเคลื่อนย้ายของหนักขึ ้นที่สูงหรือที่ลาดชัน 39
7. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อนแสงสว่างและเสียง พ.ศ. 2559(ต่อ) แสงสว่าง 1) นายจ้างต้องจัดให้สถานประกอบกิจการมีความเข้มข้นของแสงสว่างไม่ต ่ากว่ามาตรฐานก าหนด 2) ต้องใช้หรือจัดให้มีฉาก แผ่นฟิ ล์มกรองแสง หรือมาตรการอื่นที่เหมาะสมและเพียงพอเพื่อป้ องกันมิให้แสงตรงหรือ แสงสะท้อนจากแหล่งก าเนิดแสงหรือดวงอาทิตย์ที่แสงจ้าส่องเข้านัยน์ตาลูกจ้างโดยตรงในขณะท างาน 3) ท างานในที่มืด ทึบ และคับแคบ ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ส่องแสงสว่าง โดยอาจเป็ นชนิดติดอยู่ในพื ้นที่ท างานหรือติด ตัว บุคคลก็ได้ หากไม่สามารถท าได้ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้ องกันอันตรายส่วนบุคคลตลอดเวลาการท างาน 40
7. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อนแสงสว่างและเสียง พ.ศ. 2559(ต่อ) เสียง (1) ต้องควบคุมระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดเวลาการท างานในแต่ละวันไม่ให้เกินมาตรฐานที่ก าหนด 2) หากในสถานประกอบกิจการมีระดับเสียงเกินมาตรฐานที่ก าหนด ให้นายจ้างด าเนินการดังนี ้ - ให้ลูกจ้างหยุดการท างานจนกว่าจะได้ปรับปรุงให้ระดับเสียงเป็ นไปตามมาตรฐานก าหนด โดยให้ปรับปรุงหรือ แก้ไขทางด้านวิศวกรรม 41
7. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่างและเสียง พ.ศ. 2559(ต่อ) อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล 1) นายจ้างต้องจัดให้มีระบบดูแลให้ลูกจ้างใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และต้องบ ารุงการรักษา อุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย 2) จัดให้ลูกจ้างได้รับการฝึกอบรบเกี่ยวกับวิธีการใช้และบ ารุงรักษาอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พร้อมกับหลักฐานการฝึกอบรมไว้ ณ สถานประกอบกิจการ การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการท างานและการรายงานผล 1) นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการท างานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียงภานใน สถานประกอบกิจการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก าหนด 2) จัดท ารายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการท างานตามแบบที่ก าหนด พร้อมส่งรายงานผลดังกล่าวต่อ อธิบดีภายใน30วัน นับตั ้งแต่วันที่เสร็จสิ ้นการตรวจวัดพร้อมเก็บรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการ ท างานดังกล่าวด้วย 3) ให้ตรวจสุขภาพจ้างที่ท างานในสภาวะการท างานที่อาจได้รับอันตรายจากความร้อน แสงสว่าง หรือเสียงและ รายงานผล รวมทั ้งด าเนินการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสุขภาพของลูกจ้างตาม พ.ร.บ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน พ.ศ. 2554 42
8. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสถาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับสารเคมีอันตาย พ.ศ. 2556 นิยาม สารเคมีอันตราย หมายความว่า ธาตุ สารประกอบหรือสารผสม ตามบัญชีรายชื่อที่อธิบดีประกาศก าหนด ซึ่งมีสถานะ เป็ นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเส้นใย ฝุ่ นละออง ไอ หรือฟูม ที่มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือ หลายอย่างรวมกัน ดังต่อไปนี ้ 1) มีพิษ กัดกร่อน ระคายเคือง ซึ่งอาจท าให้เกิดอาการแพ้ การก่อมะเร็ง การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เป็ นอันตราย ต่อทารกในครรภ์หรือสุขภาพอนามัย หรือท าให้ถึงแก่ความตาย 2) เป็ นตัวท าปฏิกิริยาที่รุนแรง เป็ นตัวเพิ่มออกซิเจนหรือไวไฟ ซึ่งอาจท าให้เกิดการระเบิดหรือไฟไหม้ ครอบครอง หมายความว่า การมีไว้เพื่อตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย ขนส่ง ใช้หรือเพื่อประกาศอื่นใด และรวมถึงการทิ ้งไว้ หรือปรากฏอยู่ในบริเวณที่ครอบครองด้วย หมวด 1 ข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตราย 1. จัดท าบัญชีรายชื่อและรายละเอียดข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตราย และแจ้งต่ออธิบดีภายใน7วันนับแต่ วันที่มีสารเคมีอันตรายอยู่ในครอบครอง และให้ท าการแจ้งเดือนมกราคมของทุกปี ด้วย 2. จัดท าคู่มือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติและขั ้นตอนในการท างานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ค าแนะน าลูกจ้างเกี่ยวกับการ ป้ องกันอันตราย ความหมายของข้อมูลที่มีบนฉลากและเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตราย 3.ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามวิธีการท างานที่ถูกต้อง เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องบรรเทาเหตุและแจ้งหัวหน้างานทราบทันที 4.ปิ ดฉลากภาษาไทยไว้ที่บรรจุภัณฑ์ แสดงชื่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งสารเคมีอันตราย รูปสัญลักษณ์ ค าสัญญาณ ข้อความ แสดงอันตราย และข้อควรระวังหรือข้อปฎิบัติเพื่อป้ องกันอันตรายและจัดให้มีป้ ายห้าม ป้ ายให้ปฎิบัติ หรือป้ ายเตือน ในที่เปิ ดเผย 5.สารเคมีอันตรายที่อธิบดีก าหนดให้ควบคุมเป็ นพิเศษให้ปิ ดประกาศหรือจัดท าป้ ายแจ้งข้อความเกี่ยวกับ อันตรายและมาตรการป้ องกันอันตรายที่อาจเกิดจากสารเคมีอันตรายดังกล่าว 6.จัดท าป้ ายข้อความ ห้ามสูบบุหรี่ รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบอาหารหรือเก็บอาหาร ณ บริเวณ สถานที่ท างาน สถานที่เก็บ หรือยานพาหนะขนส่งสารเคมีอันตราย 43
หมวด 3 การคุ้มครองความปลอดภัย 7. จัดให้บริเวณที่ลูกจ้างท างานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย มีสภาพถูกสุขลักษณะ มีระบบระบาย โดยให้มีออกซิเจน ในบรรยากาศไม่ต ่ากว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร และมีระบบป้ องกันและก าจัดอากาศเสีย 8. จัดให้มีสถานที่และอุปกรณ์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ในบริเวณที่ลูกจ้างท างานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ได้แก่ที่ล้างตาและฝักบัวช าระล้างร่างกาย ที่ล้างมือและล้างหน้า ห้องอาบน ้า อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ส าหรับการ ปฐมพยาบาล อุปกรณ์ดับเพลิง ชุดท างานเฉพาะ และเก็บชุดท างานที่ใช้แล้ว 9.จัดหาอุปกรณ์ป้ องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ลูกจ้างใช้ และให้ลูกจ้างส่วมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วน บุคคลนั ้นๆ กรณีที่ลูกจ้างไม่ใช้หรือไม่สวมใส่ ให้นายจ้างสั่งลูกจ้างหยุดการท างานทันที 10. ห้ามเข้าพักอาศัย หรือพักผ่อนในสถานที่ท างานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย สถานที่เก็บหรือยานพาหนะขนส่ง สารเคมีอันตราย 44
8. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 (ต่อ) หมวด4 การเก็บรักษา การบรรจุ และการถ่ายเทสารเคมีอันตราย 12. สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายให้มีสภาพและคุณลักษณะดังต่อไปนี ้ (1) โทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 60 นาทีกรณี ตัวท าปฏิกิริยาที่รุนแรงตัวเพิ่มออกซิเจนหรือ ไวไฟ ต้องทนไฟได้ไม่น้อย กว่า 180 นาทีหรือไม่น้อยกว่า 90 นาทีหากมีระบบน ้าดับเพลิงอัตโนมัติอัตโนมัติ (2) มีพื ้นเรียบสามารถรับน ้าหนักได้และไม่ดูดซับสารเคมีอันตรายมิให้มีขยะเศษวัสดุหรือสิ่งที่เป็ นเชื ้อเพลิง (3) มีระยะห่างจากอาคารที่ลูกจ้างท างานเป็ นระยะที่ปลอดภัย (4) มีทางเดินภายในและภายนอกกว้างเพียงพอที่จะน าเครื่องมือและอุปกรณ์ดับเพลิงมาใช้ได้อย่างสะดวก (5) มีทางเข้าออกไม่น้อยกว่าสองทางใช้ประตูทนไฟชนิดเปิ ดออกสู่ภายนอกปิ ดกุญแจห้องเมื่อไม่ท างาน (6) มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม (7) มีการป้ องกันสาเหตุที่ท าให้เกิดอัคคีภัย (8) จัดท าเขื่อนก าแพงท านบผนังเพื่อกักมิให้สารเคมีอันตรายที่เป็ นของเหลวไหลออกภายนอก (9) จัดท ารั ้วล้อมรอบสถานที่เก็บรักษาสารเคมีตรายที่อยู่นอกอาคาร (10) มีป้ ายข้อความ สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายห้ามเข้าโดยได้รับอนุญาตติดประกาศไว้ที่ทางเข้า (11) มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอันตรายของสารเคมี (12) มีแผนผังแสดงที่ตั ้งของอุปกรณ์ดับ อุปกรณ์ผจญเพลิง อุปกรณ์ที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน หมวด 5 การขนถ่าย การเคลื่อนย้าย หรือการขนส่ง 19. ในการขนถ่ายเคลื่อนย้ายหรือขนส่งสารเคมีอันตราย ให้มีมาตรการป้ องกันการฟุ้ งกระจายลงเครื่องจักรชนิด เคลื่อนย้ายสารเคมีอันตรายที่อาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันไว้รวมกันตรวจสอบความพร้อมของยาพาหนะและผู้ขับขี่จัด ให้มีคู่มือหรือข้อปฏิบัติในการแก้ไขปัญหากรณีฉุกเฉินเป็ นภาษาไทยหรือฝึกอบรมและฝึกซ้อมอย่างน้อยปี ละหนึ่ง ครั ้งละห้ามบรรทุกสารเคมีที่อาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันไว้รวมกันในยานพาหนะ หมวด6การจัดการและก าจัด 21. การท าความสะอาดหรือก าจัดสารที่หกรั่วไหลให้ท าตามที่ข้อมูลความปลอดภัยของศาลแต่ละชนิดที่ก าหนด ส่วนการก าจัดอาจใช้การเผาหรือใช้สารเคมีตามหลักวิชาการและตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง 22. ภาชนะที่ใช้แล้วต้องไม่ใช้บรรจุสิ่งของอื่นโดยเก็บรวบรวมไว้ในที่ปลอดภัยและก าจัดโดยวิธีที่เหมาะสม 45
หมวด7 การควบคุมระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย 23. มีระบบป้ องกันและควบคุมระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายสถานที่ท างานและสถานที่เก็บรักษา 24. ให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ท างานและ สถานที่รักษาสารเคมีอันตรายและส่งรายงานผลการตรวจวัดภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบผลและการตรวจวัดโดย หลักเกณฑ์วิธีการตรวจวัดและการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดให้เป็ นไปตามที่อธิบดีก าหนด 25. ในกรณีที่ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายเกินขีดจ ากัดให้ใช้มาตรการก าจัดหรือควบคุมทางวิศวกรรม และการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมและต้องมีมาตรการป้ องกันอันตรายส่วนบุคคลโดยวิธีการที่เหมาะสม 8.กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและ สภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายพ.ศ. 2556 หมวด8 การดูแลสุขภาพอนามัย 26. ให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างและท ารายงานการประเมินและจัดส่งแก่อธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดีมอบหมายภายใน 15 วันนับตั ้งแต่ที่ทราบผลและการประเมินหากผลการประเมินอยู่ในระดับที่อาจ ก่อให้เกิดอันตรายให้แก้ไขปรับปรุงให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและน าผลการประเมินไปใช้ประกอบการวางแผนการ ตรวจและการเฝ้ าระวังสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง 180 นาทีหรือน้อยกว่า 90 นาทีหากมีระบบน ้าดับเพลิงอัตโนมัติ หมวด 9 การควบคุมและปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉิน 27. ให้นายจ้าง ที่มีสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองตามรายชื่อและปริมาณที่ก าหนดประเมินความเสี่ยงและจัดท า รายงานการประเมินความเสี่ยงอย่างน้อย5ปี ต่อ1ครั ้ง 28. ให้นายจ้างจัดท าแผนปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉินของสถานประกอบการและเก็บแผนไว้ ณ สถานประกอบกิจการและฝึกซ้อมตามแผนอย่างน้อยปี ละ1ครั ้ง 29. ฝึกอบรมลูกจ้างที่มีหน้าที่ควบคุมและระงับเหตุตามที่อธิบดีก าหนดและฝึกอบรมทบทวนอย่างน้อยปี ละ1ครั ้ง 30. ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินสารเคมีต้องหยุดท างานทันทีและออกไปให้พ้นรัศมีอันตรายพร้อมทั ้งตรวจสอบและ ระงับเหตุทันทีและกรณีที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนให้ท าการเตือนอันตรายให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ ทราบทันที 46
9. กฎกระทรวงในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ที่อับอากาศ (confined space) หมายความว่า ที่ซึ่งมีทางเข้าออกจ ากัดและไม่ได้ออกแบบไว้ส าหรับเป็ น สถานที่ท างานอย่างต่อเนื่องเป็ นประจ าและมีอันตรายหรือมีบรรยากาศอันตรายเช่นอุโมงค์ ถ ้า บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน ้ามัน ถังหมัก ถัง ไซโล ท่อ เตาภาชนะหรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะลักษณะคล้ายกัน 1) ให้นายจ้างจัดให้มีป้ ายข้อความว่า ที่อับอากาศอันตรายห้ามเข้าให้มีขนาดมองเห็นได้ชัดเจน 2) ห้ามให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าไปในที่อวกาศยกเว้นว่าจะได้รับอนุญาตจากผู้ที่มีหน้าที่ในการ อนุญาตก่อนและห้าม ให้ลูกจ้างที่เป็ นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจโรคหัวใจหรือโรคอื่นซึ่งแพทย์เห็นว่าการเข้าในที่อับอากาศ อาจเป็ นอันตราย ต่อบุคคลดังกล่าว 3) ให้มีการตรวจวัดบันทึกผลการตรวจวัดและประเมินสภาพอันตราย สภาพอากาศใน ที่อับอากาศโดยให้ด าเนินการ ทั ้งก่อนระหว่างที่ลูกจ้างท างานในที่อับอากาศและจัดเก็บผลการประเมิน 4) ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยในการท างานในที่อับอากาศ 5) ต้องจัดให้มีผู้ควบคุมงานที่ผ่านการอบรมความปลอดภัยในการท างานในที่อากาศประจ าในพื ้นที่ท างานตลอดเวลา 6) ผู้คุมงานต้องจัดท าแผนช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและมีหน้าที่ในการสั่งหยุดการท างานได้ทันที 7) ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในที่อับอากาศสามารถปฏิเสธการท างานได้หากเห็นว่าการท างานนั ้นไม่มีความปลอดภัย 8) ให้นายจ้างจัดให้มีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย อุปกรณ์ช่วยเหลือ และช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับงาน 9) จัดให้ลูกจ้างที่ผ่านการอบรมความปลอดภัยในที่อับอากาศเป็ นผู้ช่วยเหลือและท าหน้าที่เป็ นผู้ช่วยเหลือ 10) จัดให้มีสิ่งที่ปิ ดกั ้นเพื่อป้ องกันไม่ให้บุคคลใดเข้าไปหรือตกลงไปในที่อับอากาศ 11) ประกาศห้ามลูกจ้างหรือบุคคลใดสูบบุหรี่หรือพกอุปกรณ์ส าหรับจุดไฟหรือติดไฟเข้าไปในที่อับอากาศโดยให้ปิ ดป้ าย ประกาศห้ามไว้บริเวณ เข้า-ออกที่อับอากาศ 12) ห้ามนายจ้างอนุญาตให้ลูกจ้างท างานที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ และงานที่ใช้สารระเหยง่ายสารพิษหรือ สารไวไฟในที่อับอากาศ 13) นายจ้างเป็ นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตให้ลูกจ้างท างานในที่อากาศหรือจะมอบหมายเป็ นหนังสือให้ ลูกจ้างที่ได้รับการอบรมเป็ นผู้รับผิดชอบในการอนุญาตแทนก็ได้และต้องเก็บหนังสือมอบหมายไว้ณสถานประกอบ กิจการ 47
10.ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการ ฝึกอบรมผู้บริหารหัวหน้างานและลูกจ้าง ด้านความปลอดภยัอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมใน การท างาน พ.ศ.2555 1)ให้มีฝึกการอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างาน ให้แก่ลูกจ้างระดับบริหาร ระดับหัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคน ส าหรับการฝึกอบรม ผู้จัดฝึกอบรมต้องด าเนินการดังนี ้ (1) ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้ารับการฝึกอบรมเต็มเวลาตลอดหลักสูตร -หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย ระดับผู้บริหาร ให้มีระยะเวลาฝึกอบรม 12ชั่วโมง - หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย ระดับหัวหน้างานให้มีระยะเวลาฝึกอบรม12ชั่วโมง -หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัย ส าหรับลูกจ้างทั่วไปหรือลูกจ้างใหม่ ให้มีระยะเวลาฝึกอบรม 6ชั่วโมง -หลักสูตรฝึกอบรมด้านความปลอดภัยส าหรับลูกจ้างเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานที่ท างาน หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงต่างไปจากเดิม มีระยะเวลาการ ฝึกอบรม 3ชั่วโมง (1)อุปกรณ์ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงต่างไปจากเดิม มีระยะเวลาการฝึกอบรม 3ชั่วโมง (2) จัดให้ห้องฝึกอบรมหนึ่งห้องมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกิน60คน (3)จัดให้มีการวัดผลและประเมินผลและประเมินผลผู้เข้ารับการฝึกอบรม (4) ออกหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรมให้แก่ผู้การฝึกอบรม พร้อมเก็บหลักฐานใว้ในสถานประกอบการ 48
11. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง สัญลักษณ์เตือนอันตราย เครื่องหมาย เกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานและข้อความ แสดงสิทธิและหน้าท่ขีองนายจ้างและลูกจ้าง พ.ศ. 2554 1) ให้นายจ้างติดประกาศสัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยให้เหมาะสมกับลักษณะ สภาพการท างานในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการกิจการ 2) ให้นายจ้างติดประกาศข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบ กิจการซึ่งต้องประกอบไปด้วยข้อความ ดังนี ้ (1) นายจ้างและลูกจ้างมีหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมใน การท างาน พ.ศ. 2554 (2) นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการท างานและสภาพแวดล้อมในการ ท างานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั ้งส่งเสริมและสนับสนุนการปฎิบัติงานของลูกจ้าง มิให้ลูกจ้างได้รับ อันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย (3)นายจ้างมีหน้าที่จัดและดู แลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานถ้าลูกจ้าง ไม่สวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าวให้นายจ้างสั่งให้หยุดการท างานจนกว่าลูกจ้างจะสวมใส่อุปกรณ์นั ้น (4) นายจ้างมีหน้าที่จัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างานและลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกอบรมให้สามารถบริหารจัดการและ ด าเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานได้อย่างปลอดภัยก่อนเข้าท างาน เปลี่ยนงานเปลี่ยนสถานที่ท างานหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ (6) นายจ้างมีหน้าที่ติดประกาศค าเตือนค าสั่งหรือค าวินิจฉัยของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพนักงาน ตรวจสอบความปลอดภัยหรือคณะกรรมการความปลอดภัยอาชีว อนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานแล้วแต่กรณี (7) นายจ้างเป็ นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการด าเนินงานด้านความปลอดภัยอาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อมใน การท างาน 49
12. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่อง สัญลักษณ์เตือน อันตราย เครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมใน การทา งานและข้อความแสดงสิทธิและหน้าท่ขีองนายจ้างและลูกจ้าง พ.ศ. 2554 (8) ลูกจ้างมีหน้าที่ให้ความร่วมมือกับนายจ้างในการด าเนินการและส่งเสริมด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างานเพื่อค านึงถึงสภาพของงานและหน้าที่รับผิดชอบ (9) ลูกจ้างมีหน้าที่แจ้งข้อบกพร่องของสภาพการท างานหรือการช ารุดเสียหายของอาคารสถานที่เครื่องมือหรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการท างานหัวหน้างานหรือผู้บริหาร (10) ลูกจ้างมีหน้าที่สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่นายจ้างจัดให้มีและดูแลให้สามารถใช้ งานได้ตามสภาพและลักษณะของงานตลอดระยะเวลาการท างาน (11) ในสถานที่ที่มีสถานประกอบกิจการหลายแห่งลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานของนายจ้างและสถานประกอบกิจการอื่นที่ไม่ใช่ของนายจ้าง ด้วย (12) ลกูจ้างมีสทิธิ์ได้รับความค้มุครองจากการเลกิจ้างหรือถกูโยกย้ายหน้าที่การงานเพราะเหตทุี่ฟ้องร้องเป็น พยานให้หลักฐานหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีว อนามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยคณะกรรมการความปลอดภัยอาชีวอ นามัยและสภาพแวดล้อมในการท างานหรือศาล (13) ลกูจ้างมีสทิธิ์ได้รับคา่จ้างหรือสทิธิประโยชน์อื่นใดในระหวา่งหยดุการท างานหรืออยกู่ระบวนการตามค าสงั่ ของพนักงานตรวจสอบความปลอดภัยเว้นแต่ลูกจ้างที่จงใจกระท าการอันเป็ นเหตุให้มีการหยุดงานท างานหรือ กระบวนการผลิต 50