The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธว

คู่มือการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธว

Keywords: ผู้บาดเจ็บ,ยุทธวิธี

45 บทที่ 2 ระยะการดูแลผู้บาดเจ็บในพื้นที่การรบ การทำความเข้าใจระยะการดูแลผู้บาดเจ็บเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อการนำหลักการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี มาปรับใช้ให้เหมาะสม ความสมดุลในการต่อสู้ให้ได้ชัยชนะ, การทำภารกิจสำเร็จ, และการดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ จำเป็นทั้งความสำเร็จทางยุทธวิธีและทางการแพทย์บทนี้อธิบายถึง ความเหมาะสมทางยุทธวิธีและทางการ แพทย์ ในแต่ละระยะของการดูแลผู้บาดเจ็บ ระยะที่ 1 : การดูแลระหว่างรบปะทะ (CUF) – การยิงโต้ตอบ • ยุทธวิธีที่ดี: การดูแลระหว่างรบปะทะ ดำเนินการโดยการช่วยยิงโต้ตอบ วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด ที่ ช่วยลดการบาดเจ็บและการตาย คือทุกคนในหน่วยยังสามารถยิงโต้ตอบและคุ้มกันผู้บาดเจ็บได้ ดำเนิน กลยุทธ์ของหน่วยให้สำเร็จ รักษาอำนาจการยิงที่เหนือไว้ แล้วจึงดูแลผู้บาดเจ็บ • การรักษาที่ดี: ภาวะเลือดออกมาก การควบคุมภาวะเลือดออกมาก ด้วยการกดแผลห้ามเลือดโดยตรง แล้วใช้สายรัดห้ามเลือดต่อทันที เป็นเป้าหมายของการรักษาที่ดีในห้วงการดูแลระหว่างปะทะ การใช้ สายรัดห้ามเลือดเป็นการรักษาที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียวที่จะทำได้ณ ตำบลที่ได้รับบาดเจ็บ (POI) ระยะที่ 2 :การดูแลในพื้นที่การรบ (TFC) – เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเข้าที่กำบัง ระยะที่ 2 การดูแลในพื้นที่การ รบ ตำบลรวบรวม ผู้บาดเจ็บบาดเจ็บ ระยะที่ 1 การดูแลระหว่างรบ ปะทะ จุดบาดเจ็บ ระยะที่ 3 การดูแลระหว่าง การส่งกลับ ผู้บาดเจ็บ ภาพ 2-1. ระยะที่ 1 : CUF ระยะที่ 2 การดูแลในพื้นที่การ รบ ตำบลรวบรวม ผู้บาดเจ็บบาดเจ็บ ระยะที่ 1 การดูแลระหว่างรบ ปะทะ จุดบาดเจ็บ ระยะที่ 3 การดูแลระหว่าง การส่งกลับ ผู้บาดเจ็บ ภาพ 2-2. ระยะที่ 2 : TFC


46 • ยุทธวิธีที่ดี: เมื่อการยิงของข้าศึกสงบลง เข้าระยะ TFC การดูแลทางการแพทย์จะทำได้มากขึ้น ให้ปลด อาวุธของผู้บาดเจ็บที่มีระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ได้รับยาเคตามีน (Ketamine) หรือยาเฟนทานิล (Fentanyl) นายสิบพยาบาลมีหน้าที่ดูแลผู้บาดเจ็บภายในตำบลรวบรวมผู้บาดเจ็บ (CCP) ผู้บังคับบัญชาสายแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นภายนอกตำบลรวบรวมผู้บาดเจ็บ (CCP) ไม่แนะนำให้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน เช่น การกดหน้าอกและเป่าปาก (CPR) ในสนามรบ • การรักษาที่ดี: o ภาวะเลือดออกมาก. เปลี่ยนสายรัดห้ามเลือดนอกเสื้อผ้าเป็นการรัดห้ามเลือดเหนือบาดแผล หากมี แผลเป็นโพรงให้แพ็คด้วยผ้าก๊อซชุบสารห้ามเลือด หากทีแผลที่รอยต่อรยางค์กับลำตัวให้ใช้อุปกรณ์ ห้ามเลือดสำหรับบริเวณข้อต่อรยางค์ o ทางเดินหายใจ. ตรวจสอบทางเดินหายใจว่าหายใจสะดวก ใส่อุปกรณ์พยุงทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก(NPA) และช่วยหายใจด้วยลูกบีบช่วยหายใจ (BVM) ตัวอย่างเช่น ชุดเครื่องช่วยหายใจแบบใช้มือ ไซโคลน (Cyclone BVM) ถ้าทางเดินหายใจมีแรงต้านหรือพบว่ามีการบาดเจ็บบริเวณใบหน้า ให้ใช้วิธีการ เจาะเยื่อไครโคไทรอยด์ (cricothyrotomy) o การหายใจ. ใช้แผ่นปิดผนึกหน้าอกชนิดมีวาล์วระบายลมกับบาดแผลถูกยิงทั้งทางเข้าทางออกที่ หน้าอก รักษาภาวะลมคั่งในช่องเยื่อหุ้มปอดปริมาณมาก (PTX) โดยวิธีใช้เข็มเจาะระบายลมในช่องอก ที่ช่องซี่โครงซี่ที่ 2 ในแนวกึ่งกลางกระดูกไหปลาร้า โดยใช้เข็มขนาด 14 เกจ ยาว 3.25 นิ้ว o การไหลเวียนโลหิต. ให้สารน้ำชดเชยในผู้บาดเจ็บที่มีเสียเลือด โดยวิธีให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การให้สารน้ำทางโพรงไขกระดูกเป็นวิธีการการให้สารน้ำที่ทำได้รวดเร็ว o การบาดเจ็บที่ศีรษะ/ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ ใช้แบบประเมินการบาดเจ็บทางสมองของทหาร (MACE) ตรวจสอบประเมิน หรือประเมินระดับความรู้สึกตัว (AVPU) ประกอบด้วย รู้สึกตัวดี, ตอบสนองต่อเสียงเรียก, ตอบสนองต่อความเจ็บปวด, ไม่ตอบสนอง และลงบันทึกการประเมินที่ ตรวจพบ ห่มผ้าให้ผู้บาดเจ็บด้วยชุดผ้าห่มสำเร็จรูป (HPMK), ถุงนอน หรือแม้กระทั่งถุงห่อศพ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ระยะที่ 3: การดูแลระหว่างการส่งกลับทางยุทธวิธี ระยะที่ 2 การดูแลในพื้นที่การ รบ ตำบลรวบรวม ผู้บาดเจ็บบาดเจ็บ ระยะที่ 1 การดูแลระหว่างรบ ปะทะ จุดบาดเจ็บ ระยะที่ 3 การดูแลระหว่าง การส่งกลับทาง ยุทธวิธี ภาพ 2-3. ระยะที่ 2 : TEC


47 o ยุทธวิธีที่ดี: การส่งกลับผู้บาดเจ็บ – การส่งกลับผู้บาดเจ็บ (TACEVAC) พบในการใช้ร่วมสามเหล่าทัพ (JP) 4-02, ฝ่ายสนับสนุนบริการทางการแพทย์, 26 กรกฎาคม 2012, การส่งกลับสายแพทย์ (MEDEVAC) (MEDEVAC- ใช้ยานพาหนะที่ใช้เฉพาะทางการแพทย์) และการส่งกลับผู้บาดเจ็บ (CASEVAC) (ใช้ ยานพาหนะที่ไม่ใช่ทางการแพทย์) คำกล่าวนี้ รวมถึงการส่งกลับทางอากาศด้วย 9-บรรทัด (9-Line) การส่งกลับทางการแพทย์ จะร้องขอและจัดตั้งรถพยาบาลภาคพื้นดินเป็นจุดแลกเปลี่ยน o การรักษาที่ดี: ประเมินซ้ำผู้บาดเจ็บทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย ใช้อุปกรณ์ดามกระดูกเชิงกราน ถ้าการ บาดเจ็บมีสาเหตุจากการระเบิด รถพลิกคว่ำ อาคารถล่ม บันทึกการดูแลผู้บาดเจ็บ ลงในแบบฟอร์ม 1380 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DD), บัตรบันทึกการบาดเจ็บสนาม (TCCC Card), มิถุนายน 2014 รูปแบบบัตรการดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี ตรงกับ MIST ( M-กลไกการบาดเจ็บ, I-การบาดเจ็บ, S-อาการ/ อาการแสดงการบาดเจ็บ และ T-การรักษาพยาบาล) การรายงานสำหรับผู้บาดเจ็บแต่ละราย ใช้การส่งกลับ สายแพทย์ ความต่อเนื่องของการดูแลรักษาพยาบาล ความสำคัญของการฝึกอบรมแต่ละบุคคล ในการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีให้มีความเข้าใจการดูแล รักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง การมีความเข้าใจในสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถนำไป เป็นปัจจัยในแผนการส่งกลับสายแพทย์ได้ ตามในระเบียบการใช้ร่วมสามเหล่าทัพ 4-02 (JP 4-02) ต่อไปนี้เป็น การบริการแพทย์ที่สูงขึ้นเมื่อมีการส่งกลับผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้เรียกว่า ระดับ (Role) ไม่ใช่ชั้น (Level) ระดับที่ 1 ระดับที่1 หน้าที่การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาล ประกอบด้วย การช่วยเหลือตัวเอง, เพื่อนคู่หูดูแลช่วยเหลือ, และ การดูแลโดยนายสิบพยาบาล ที่พยาบาลกองพันการบริการแพทย์ระดับหน่วย เป็นระดับที่ 1 การรักษาพยาบาล ภายใต้การดูแลของผู้ช่วยแพทย์หรือแพทย์ระดับที่ 1 อุปกรณ์ทางการแพทย์มีเพื่อการดูแลการบาดเจ็บขั้นสูง (การช่วยชีวิตโดยควบคุมการบาดเจ็บ) และการเจ็บป่วยทั่วไป การบันทึกการบาดเจ็บใช้ แบบบันทึกการบาดเจ็บ ทางยุทธวิธี และรายงานการบาดเจ็บ MIST ระดับที่ 1 ที่พยาบาลกองพัน ,ศูนย์ช็อค การ บาดเจ็บ (กองทัพบก กองทัพเรือ หน่วยรบ พิเศษ) กรมแพทย์ ทหารเรือ ระดับที่ 2 กองพันสนับสนุน กองพลน้อย ,ชุด ศัลยกรรม เคลื่อนที่, โรงพยาบาล สนามแบบ เคลื่อนที่ขั้น พื้นฐาน,จุดรับ ผู้บาดเจ็บและเรือ พยาบาล ระดับที่ 3 โรงพยาบาล สนับสนุนการรบ, โรงพยาบาลสนาม แบบเคลื่อนที่ +25 ระดับที่ 4 โรงพยาบาลเขต ภายใน (สหรัฐอเมริกา) โรงพยาบาลเขตหลัง ฐานทัพอากาศ ในเยอรมัน ภาพ 2-4. ขีดความสามารถ ระดับที่ 1


48 • การจัดการ บาดเจ็บขั้นสูง อุปกรณ์ จะเตรียมไว้ให้ที่ระดับที่ 1 (การช่วยชีวิตโดยควบคุมการบาดเจ็บ) • การเจ็บป่วยปกติมีคำแนะนำให้โดยการบริการสุขภาพของกองทัพบกสหรัฐฯ แผ่นพับคำสั่งการบริการ 40-7-21 แนวทางการดูแลรักษาทางการแพทย์ระดับกองร้อย (ADTMC), มิถุนายน 1992. กล่าวถึง แนวทางการดูแลรักษาของนายสิบพยาบาล, พลทหาร,หรือช่างเทคนิค จากโรคและการบาดเจ็บที่ไม่ใช่ การรบ ระดับที่ 2 ตามในระเบียบการใช้ร่วมสามเหล่าทัพ 4-02 (JP 4-02) ระดับที่ 2 การดูแลช่วยเหลือการบาดเจ็บขั้นสูง และการ ปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงการช่วยชีวิต ในระดับที่สูงกว่าระดับที่ 1 ขีดความสามารถของระดับที่ 2 รวมถึง การให้เลือด การเอ็กซ์เรย์เฉพาะที่, การตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ทันตกรรมสนาม การดูแลจิตประสาทจากการรบ การเวชกรรมป้องกันโรค และการดูผู้ป่วยที่รอมาเป็นเวลา 72 ชั่วโมง • ระดับที่ 2 การดูแลขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) รวมถึงการผ่าตัดฉุกเฉินการ ช่วยชีวิต กองทัพบกสหรัฐฯ อธิบายถึง ระดับที่ 2 มีลักษณะเฉพาะด้วยความสามารถในการ รักษาพยาบาล การช่วยชีวิต ในระดับที่สูงกว่าระดับที่ 1 ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการผ่าตัด ระดับที่ 2 เป็นการดูแลเปลี่ยนผ่านต่อจาก MARCH (ภาวะเลือดออกมาก, ทางเดินหายใจ, การหายใจ, การไหลเวียนโลหิต, การบาดเจ็บที่ศีรษะ/ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ) การรักษาและบัตรบันทึกการบาดเจ็บการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีตลอดจนการดูแลทางเดินหายใจ การหายใจ การไหลเวียน โลหิต ความพิการ และวิธีการช่วยเหลือ (ABCDE) ตามแบบฟอร์ม DD 3019, การบันทึกการช่วยชีวิต, ตุลาคม 2015 • ระดับที่ 2 กองทัพบกสิ่งอำนวยความสะดวกของกองทัพบกมีทรัพย์สินทางการแพทย์อยู่ในการรักษา ระดับหมวดของกองร้อยเสนารักษ์และกองทหาร รวมถึงการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน (การจัดการ การแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง) ระดับที่ 2 นี้มีขีดความสามารถ รวมถึง การให้เลือดชนิดเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (การให้สารน้ำ), การเอ็กซ์เรย์เฉพาะที่, การตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ทันตกรรมสนาม การดูแลจิตประสาท จากการรบ และการเวชกรรมป้องกันโรค ระดับที่ 1 ที่พยาบาลกองพัน ,ศูนย์ช็อค การ บาดเจ็บ (กองทัพบก กองทัพเรือ หน่วยรบ พิเศษ) กรมแพทย์ ทหารเรือ ระดับที่ 2 กองพันสนับสนุน กองพลน้อย ,ชุด ศัลยกรรม เคลื่อนที่, โรงพยาบาล สนามแบบ เคลื่อนที่ขั้น พื้นฐาน,จุดรับ ผู้บาดเจ็บและเรือ พยาบาล ระดับที่ 3 โรงพยาบาล สนับสนุนการรบ, โรงพยาบาลสนาม แบบเคลื่อนที่ +25 ระดับที่ 4 โรงพยาบาลเขต ภายใน (สหรัฐอเมริกา) โรงพยาบาลเขตหลัง ฐานทัพอากาศ ในเยอรมัน ภาพ 2-5. ขีดความสามารถ ระดับที่ 2


49 o ได้มอบหมายให้ กองร้อยเสนารักษ์กองพันสนับสนุนกองพลน้อย ให้กับชุดปฏิบัติการรบกองพลน้อย ซึ่ง รวมถึง ชุดปฏิบัติการรบกองพลน้อยอากาศ, ชุดปฏิบัติการรบกองพลน้อยทหารราบ, ชุดปฏิบัติการรบ กองพลน้อยทหารราบยานเกราะ, และการฝึกเสนารักษ์ ในกรมทหารม้ายานเกราะ o กองร้อยเสนารักษ์สนับสนุนกองพันเสนารักษ์ให้การสนับสนุนโดยตรงไปยังส่วนโมดูลาร์ และสนับสนุน ระดับเหนือกองพลน้อย o มอบหมายให้ชุดกู้ชีพและศัลยกรรม ขึ้นตรงต่อคณะแพทย์หรือหน่วยแพทย์และทำงานกับโรงพยาบาล สนับสนุนการรบ เมื่อไม่ได้ปฏิบัติงานในส่วนหน้ากับกองร้อยเสนารักษ์ ชุดกู้ชีพและศัลยกรรม ให้การ ผ่าตัดควบคุมความเสียหายการสนับสนุนการผ่าตัดในพื้นที่ชุดรบกองพลน้อย ชุดกู้ชีพและศัลยกรรม ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 20 คน จัดตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีที่ต้องทำการผ่าตัดช่วยชีวิต ชุดผ่าตัด ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ 2 คน, ศัลยแพทย์ทั่วไป 2 คน, พยาบาลวิสัญญี 2 คน แพทย์เวช ศาสตร์ฉุกเฉิน 2 คน พยาบาลผู้ป่วยวิกฤติ และช่างเทคนิค ชุดศัลยกรรมเคลื่อนที่ส่วนหน้า (FRST) สามารถเปิดได้ 2 ห้อง รับผู้ป่วยมากที่สุด 10 รายต่อวัน และรวมผ่าตัด 30 ราย กองร้อยเสนารักษ์สนับสนุน ต้องให้การสนับสนุนการส่งกำลังบำรุง (รวมถึงไฟฟ้า, น้ำ และน้ำมัน); ความ ปลอดภัย; และเอ็กซ์เรย์, การตรวจทางห้องปฏิบัติการ, การสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย ชุดศัลยกรรม เคลื่อนที่ส่วนหน้า (FRST) จัดตั้งขึ้นเพื่อแยกการปฏิบัติ, ให้มีความยืดหยุ่นมากที่สุด เพื่อสนับสนุนการ ปฏิบัติการ • ระดับที่ 2 กองทัพอากาศ o ชุดศัลยกรรมสนามเคลื่อนที่ (MFST) ประกอบด้วยบุคลากร 5 คน คือศัลยแพทย์ทั่วไป, ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์, วิสัญญี, แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน และพยาบาลห้องผ่าตัด หรือช่างเทคนิค ชุดศัลยกรรมสนามเคลื่อนที่ (MFST) สามารถทำการผ่าตัด 10 ราย ภายใน 24-48 ชั่วโมง อุปกรณ์ประกอบด้วยกระเป๋า 5 ใบ (น้ำหนักรวม 350 ปอนด์) ซึ่งออกแบบเพื่อเสริมประสิทธิภาพของระดับที่ 1 o ชุดปฏิบัติทางการแพทย์ขนาดเล็กเคลื่อนที่เร็ว (SPEARR) ประกอบด้วยทีมงาน 10 คน (รวมถึง ชุด ศัลยกรรมสนามเคลื่อนที่ 5 คน และชุดขนส่งทางอากาศสำหรับดูแลผู้ป่วยวิกฤติ 3 คน) ออกแบบเพื่อให้ สนับสนุนผ่าตัด, การดูแลเบื้องต้นขั้นพื้นฐาน การดูแลผู้ป่วยวิกฤติหลังการผ่าตัด และยาป้องกันเบื้องต้น ก่อนเข้าพื้นที่ปฏิบัติการ ชุดปฏิบัติทางการแพทย์ขนาดเล็กเคลื่อนที่เร็ว เป็นชุดปฏิบัติการมีความ คล่องตัวสูงสามารถติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดในรถตู้พ่วงหนึ่งตู้ได้


50 o ชุดปฏิบัติสุขภาพสนับสนุน เป็นส่วนสนับสนุนทางการแพทย์ขนาดเล็กระดับพื้นฐาน ประกอบด้วย บุคลากร 40 คน ขีดความสามารถรับผู้ป่วยไว้รักษาพยาบาล 4 รายใน 24ช.ม. ชุดปฏิบัติสุขภาพสนับสนุน การบริการแพทย์ขนาดเล็กให้การสนับสนุนการบริการแพทย์อายุรกรรม ศัลยกรรม สำหรับฐานทัพ อากาศ,การให้บริการและส่งต่อรักษาพยาบาล, การผ่าตัดช่วยชีวิต, การบริการทันตกรรม, และการตรวจ ทางพยาธิวิทยา, และรังสีกรรม หนึ่งทีมชุดปฏิบัติสุขภาพสนับสนุนการบริการแพทย์ขนาดเล็ก มี บุคลากร 25 คน สามารถทำการผ่าตัดผู้ป่วย 10 ราย โดยเปิดทำการผ่าตัดได้ 2 เตียงใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง และหน่วยผู้ป่วยวิกฤตดูแลผู้ป่วย 4 เตียงและเต็นท์ขนส่ง 3 ตู้ o ชุดปฏิบัติสุขภาพสนับสนุน+10 เป็นเครื่องมือระดับ 2 ของทีมชุดปฏิบัติสุขภาพสนับสนุน ขีดความสามารถบนพื้นฐานของชุดปฏิบัติสุขภาพสนับสนุน เป็นทีมชุดปฏิบัติสุขภาพสนับสนุน ระดับพื้นฐาน เพิ่มได้ถึง 6 เตียง ชุดปฏิบัติสุขภาพสนับสนุน+10 ให้การดูแลอายุรกรรม, ศัลยกรรม และผู้ป่วยวิกฤต, การตรวจทางพยาธิวิทยา, วิศวกรสิ่งแวดล้อมชีวภาพ, เวชกรรมป้องกันโรค, ส่วน บัญชาการและส่วนส่งกำลังบำรุง ประกอบด้วยบุคลากร 56 คน กระโจม 6 หลัง ทั้งหมดสามารถขนส่งด้วยตู้ สินค้าจำนวน 14 ตู้ • ระดับที่ 2 กองทัพเรือ o เรือรักษาและรับผู้บาดเจ็บ (CRTS) เป็นส่วนหนึ่งของเรือปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก (ARG) ประกอบด้วยเรือ 3 ลำ ขีดความสามารถ ทำการผ่าตัดได้เฉพาะบนเรือรักษาและรับผู้บาดเจ็บ (CRTS) เรือมีบุคลากรทางอายุรกรรม 176 คน รับผู้ป่วยได้ 45 เตียง, 4 ห้องผ่าตัด (ศัลยแพทย์ 1 คน, พยาบาล วิสัญญี 1 คน, พยาบาลผู้ป่วยวิกฤติ 1 คน, พยาบาลห้องผ่าตัด 1 คน, บุคลากรทางการแพทย์ 1 คน, บุคลากรส่วนสนับสนุน 12 คน), และดูแลผู้ป่วยวิกฤติได้ 17 เตียง ทีม CRTS สามารถเพิ่มบุคลากรได้ถึง 84 คน เพื่อเพิ่มความสามารถในการผ่าตัดจาก 1 ห้อง เพิ่มได้ถึง 4 ห้อง บนเรือมีห้องพยาธิ, ห้อง เอ็กซ์เรย์, ธนาคารเลือด, ประกอบด้วย พื้นที่คัดแยกผู้บาดเจ็บจำนวน 50 คน ตามหลักการสามารถให้ การรักษาพยาบาลได้ไม่เกิน 3 วัน o เรือบรรทุกเครื่องบิน ประกอบด้วย ห้องผ่าตัด 1 ห้อง, รับผู้ป่วยได้ 52 เตียง, และผู้ป่วยวิกฤติ 3 เตียง เรือมีบุคลากรประกอบด้วย ศัลยแพทย์ และเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์อีก 5 คน อุปกรณ์ทางการแพทย์ บนเรือบรรทุกเครื่องบิน มีไว้ใช้สำหรับกองเรือบรรทุกเครื่องบินเท่านั้น ไม่รับผู้บาดเจ็บจากเรือรับ ผู้บาดเจ็บ (CRTS) และไม่สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับกองกำลังภาคพื้นดิน


51 o กองร้อยศัลยกรรม (SC) ให้การดูแลด้านศัลยกรรมสำหรับหน่วยนาวิกโยธิน กองร้อยศัลยกรรม (SC) มีบทบาททำการผ่าตัดแก้ไขให้อาการคงที่ (การผ่าตัดควบคุมความเสียหายเป็นการผ่าตัดเพื่อให้ ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่) ด้วยทีมผ่าตัดหน้า 4 ทีม, หมวดดูแลผู้บาดเจ็บช็อก 4 หมวด, และชุดส่งกลับ 4 ชุด กองร้อยศัลยกรรม (SC) มีขีดคสามสามารถดูแลผู้ป่วยได้ 20 เตียง ให้การดูแลผู้ป่วยได้ต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง, ทำการถ่ายภาพรังสีเคลื่อนที่แบบดิจิตอล, ตรวจผลทางพยาธิขนาดเล็ก และให้บริการ ธนาคารเลือด o ระบบศัลยกรรมช่วยชีวิตส่วนหน้า (FRSS) ประกอบด้วยบุคลากรในทีม 8 คน (ศัลยแพทย์ 2 คน, พยาบาลวิสัญญี, พยาบาลผู้ป่วยวิกฤติ) ระบบศัลยกรรมช่วยชีวิตส่วนหน้า มีความสามารถ ให้การ ศัลยกรรมช่วยชีวิตเคลื่อนที่ สามารถดูแลผู้ป่วยได้ 18 คนภายใน 48 ชั่วโมง โดยไม่ต้องส่งกำลังบำรุง ทีมการดูแลมีบุคลากร 2 สาขา ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤติและทหารเสนารักษ์ ระดับที่ 3 ระดับที่ 3 ขีดความสามารถ (โรงพยาบาลสนับสนุนการรบ, โรงพยาบาลสนามแบบเคลื่อนที่+25) มี ความสามารถในการรักษาโรคทางอายุรกรรม หรือทางสัตวแพทย์(สำหรับสัตว์ที่ใช้การรบ) บุคลากรและ เครื่องมือ ใช้เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งหมด ระดับที่ 3 มีขีดความสามารถ การดูแลจัดการบาดแผลไหม้, การ มองเห็นและ จักษุวิทยา, การดูแลเด็กแรกเกิด, สูตินรีเวชวิทยา, ทันตกรรม, การเวชกรรมป้องกัน, การรักษาโรค ทางอายุรกรรมและโรคหัวใจ, การผ่าตัดการบาดเจ็บที่ใบหน้าศัลยกรรมประสาท, การบริบาลงผู้ป่วยวิกฤติ ธนาคารเลือด, การตรวจทางพยาธิวิทยา, การดูแลโรคติดเชื้อ, โภชนบำบัดทางการแพทย์, พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัย; การส่งกำลังสายแพทย์ และแพทย์เฉพาะทางอื่นๆ ระดับที่ 1 ที่พยาบาลกองพัน ,ศูนย์ช็อค การ บาดเจ็บ (กองทัพบก กองทัพเรือ หน่วยรบ พิเศษ) กรมแพทย์ ทหารเรือ ระดับที่ 2 กองพันสนับสนุน กองพลน้อย ,ชุด ศัลยกรรม เคลื่อนที่, โรงพยาบาล สนามแบบ เคลื่อนที่ขั้น พื้นฐาน,จุดรับ ผู้บาดเจ็บและเรือ พยาบาล ระดับที่ 3 โรงพยาบาล สนับสนุนการรบ, โรงพยาบาลสนาม แบบเคลื่อนที่ +25 ระดับที่ 4 โรงพยาบาลเขต ภายใน (สหรัฐอเมริกา) โรงพยาบาลเขตหลัง ฐานทัพอากาศ ในเยอรมัน ภาพ 2-6. ขีดความสามารถ ระดับที่ 3


53 บทที่ 3 อุปกรณ์ทางการแพทย์ ในการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี-ทหารทุกคน (TCCC-AC) ต้องใช้ชุดปฐมพยาบาลประจำตัว (IFAK)/ ชุดปฐมพยาบาลปฏิบัติการร่วม (JFAK) ได้ดีเช่นเดียวกับชุดอุปกรณ์อื่นๆที่ใช้ในกองทัพในปัจจุบัน บทเรียนนี้อธิบายถึง อุปกรณ์ชุดปฐมพยาบาลประจำตัว(IFAK) รุ่นที่ I และ II และอุปกรณ์ที่เคยใช้ช่วยชีวิต; ชุดกระเป๋าปฐมพยาบาลทหาร (WALK), เปลลากสนาม (Skedco), สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และทหารใช้ได้อย่างดี, กระเป๋าพยาบาล M9 วิวัฒนาการชุดปฐมพยาบาลประจำตัว(IFAK)/ ชุดปฐมพยาบาลปฏิบัติการร่วม (JFAK) ชุดปฐมพยาบาลประจำตัว (IFAK) รุ่นที่ I เป็นอุปกรณ์แจกจ่ายให้กับสมาชิกทุกคน เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตให้ใช้ได้ สะดวก เพื่อสามารถใช้ปฐมพยาบาลตัวเองและเพื่อนได้ทันที สมาชิกทุกคนต้องได้รับการฝึกปฏิบัติกับอุปกรณ์ ทั้งหมดในชุดปฐมพยาบาลประจำตัว ชุดปฐมพยาบาลประจำกายไม่มีเข็มสำหรับเจาะระบายลมในช่องอก อุปกรณ์ทั้งหมดชุดปฐมพยาบาลประจำกายอธิบายในการฝึกอบรม TCCC-AC ในเว็ปไซด์สถาบันการแพทย์ ฉุกเฉินแห่งชาติ (NAEMT) ภาพ 3-1. ชุดปฐมพยาบาลประจำตัว (IFAK) รุ่นที่ I


54 ตาราง 3-1. รายการสิ่งอุปกรณ์ในชุดปฐมพยาบาลประจำตัว (IFAK) รุ่นที่ I หมายเลข การผลิต แห่งชาติ รายการ จำนวน/ชุด 8465-01-531-3647 กระเป๋าบรรจุชุดปฐมพยาบาลประจำตัว แบบพับ 4 ทบ 1 6515-01-521-7976 สายรัดห้ามเลือด 1 6510-01-460-0849 ชุดแต่งแผล/ผ้ายืดพันแผล 1 6510-01-503-2117 ผ้าก๊อซ, 4 ½ นิ้ว, 100s 1 6510-00-926-8883 เทปติดแน่น, 2 นิ้ว, 6s 1 6515-01-180-0467 ท่อเปิดทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก 1 6515-01-519-9161 ถุงมือตรวจร่างกาย, 100s 4 6545-01-586-7691 รายการชุดปฐมพยาบาลประจำกาย, รายการเพิ่มเติม 1 6545-01-531-3147 เพิ่มเติม (ผ้าพับกดห้ามเลือด) 1 6510-01-562-3325 ชุดทำแผล, ก๊อซสนามห้ามเลือด 1 ชุดปฐมพยาบาลประจำตัว (IFAK) รุ่นที่ II แจกจ่ายเป็นอุปกรณ์ประจำตัว อุปกรณ์ในชุดปฐมพยาบาลประจำตัว ประกอบด้วย สายรัดห้ามเลือด 2 อัน, ซึ่งติดไว้ในกระเป๋าชุดปฐมพยาบาลประจำตัว ในชุดปฐมพยาบาลประจำตัว รุ่นที่ II บรรจุแผ่นปิดผนึกหน้าอกแบบระบายลมได้และแผ่นปิดตา ชุดปฐมพยาบาลประจำตัว รุ่นที่ II เหมือนกับ ชุดปฐมพยาบาลปฏิบัติการร่วม แบบบันทึกการบาดเจ็บ DD Form 1380, ปากกาเคมีแบบลบไม่ได้และเครื่องตัด สายรัด ชุดปฐมพยาบาลมีน้ำหนัก 1 ปอนด์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้แล้วสามารถทิ้งได้ การพัฒนาชุด ปฐมพยาบาลเกิดจากความร่วมมือของทุกเหล่าทัพจากที่ไม่เหมือนกันให้เป็นในรูปแบบเดียวกัน แต่กองทัพเรือ สหรัฐเป็นเพียงเหล่าเดียวที่ยังบรรจุเข็มเจาะระบายลมในช่องอกในชุดปฐมพยาบาลเท่านั้น


55 ตาราง 3-2. รายการสิ่งอุปกรณ์ในชุดปฐมพยาบาลประจำตัว (IFAK) รุ่นที่ II หมายเลข การผลิต แห่งชาติ รายการ จำนวน/ชุด 6545-01-584-1582 ชุดปฐมพยาบาล ทหารสหรัฐ 1 6515-01-521-7976 สายรัดห้ามเลือด 2 6510-01-492-2275 ชุดแต่งแผล/ผ้ายืดพันแผล 1 6510-01-503-2117 ผ้าพันแผล, ผ้าก๊อซ, 4 ½ นิ้ว, 100s 1 6510-00-926-8883 เทปติดแน่น, 2 นิ้ว, 6s 1 6515-01-180-0467 ท่อเปิดทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก 1 6515-01-519-9161 ถุงมือตรวจร่างกาย, 100s 4 6510-01-562-3325 ชุดทำแผล, ก๊อซสนามห้ามเลือด 1 4240-01-570-0319 เครื่องตัดสายรัด, 1 6510-01-549-0939 แผ่นปิดผนึกหน้าอก Bolin 1 6515-01-449-1016 แผ่นปิดตา 1 7520-00-312-6124 ปากกาเคมีแบบลบไม่ได้ 1 ภาพ 3-2. ชุดปฐมพยาบาลประจำตัว (IFAK) รุ่นที่ II


56 ชุดกระเป๋าปฐมพยาบาลทหาร (WALK) ชุดกระเป๋าปฐมพยาบาลทหาร (หมายเลข การผลิต แห่งชาติ [NSN]: 6545-01-587-1199) นำมาใช้เป็นทางเลือก เป็นชุดช่วยชีวิตในยานยนต์ (ดู ภาพ 3-3) ชุดกระเป๋าปฐมพยาบาลทหาร นำมาใช้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในการส่งกลับเร่งด่วน ทั้งในผู้ป่วยในพาหนะ ส่งกลับที่ไม่ใช่พาหนะทางการแพทย์(CASEVAC) และผู้บาดเจ็บหลายราย ณ จุดเกิดเหตุ (POI) ชุดกระเป๋าปฐม พยาบาลทหารนี้มีน้ำหนัก 29 ปอนด์ปริมาตร 15 ออนซ์ ในชุดนี้ประกอบด้วย เปลสนาม TALON II 90 C แบบพับ 4 ทบ และกระเป๋าต่างๆ บรรจุยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ (ดู ภาพ 3-4) ชุดกระเป๋าปฐมพยาบาลทหาร บรรจุชุดผ้าห่มป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำ (HPMK) เพื่อช่วยให้ อาการผู้ป่วยคงที่ระหว่างการส่งกลับ สรุปอุปกรณ์ในชุดกระเป๋าปฐมพยาบาลทหารดังนี้: • ถุงมือไนไตรสีดำ 5 คู่ • อุปกรณ์พยุงทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก 2 อัน, ขนาด 28F พร้อมสารหล่อลื่น • กระเป๋าอุปกรณ์ฉุกเฉิน 1 ใบ • แผ่นปิดผนึกหน้าอก HyFin 2 แผ่น • ชุดเข็มเจาะระบายลมในช่องอก 2 อัน, ขนาด 14 เกจ ยาว 3.25 นิ้ว • สายรัดห้ามเลือด 2 อัน • ชุดทำแผลขนาด 6 นิ้ว จำนวน 6 ชุด • ก๊อซม้วนขนาดเล็ก กว้าง 4.5 นิ้ว ยาว 4.1 หลา จำนวน 4 ม้วน • ผ้าแต่งแผลฉุกเฉิน ชนิดปิดหน้าท้อง 1 อัน • เฝือกดามชนิด SAM IIs จำนวน 2 อัน • กรรไกรพับตัดผ้า ขนาด 7.25 นิ้ว 1 คู่ • เทปทางการแพทย์ ขนาด 2 นิ้ว 1 ม้วน • เทปกาว 1 ม้วน • แผ่นปิดตาโพลีคาร์บอเนต 6 ชิ้น • บัตรส่งต่อผู้บาดเจ็บสนาม 1 ใบ • บัตรคัดแยกผู้บาดเจ็บ 2 ใบ • ป้ายสะท้อนแสง (สีส้ม) 1 อัน • สายรัดเปล 4 เส้น


57 ชุดกระเป๋าปฐมพยาบาลทหาร เหมาะกับการส่งกลับโดยใช้รถยนต์ทั่วไป ที่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้มาตรฐาน และ เป็นประโยชน์เป็นส่วนหนึ่งของการส่งกำลังสายแพทย์ หรืออยู่ในปฏิบัติรุก, จุดรวบรวมผู้บาดเจ็บ, หรือฐาน ปฏิบัติการ ภาพ 3-3. ชุดกระเป๋าปฐมพยาบาลทหาร (WALK)


58 เปลลากสนาม Sked เปลลากสนาม Sked (NSN: 6545-01-537-7904) เป็นเปลสนามกึ่งแข็งซึ่งสามารถลากได้ด้วยคนผู้ลากเดียว จึง สามารถยิงตอบโต้ได้ขณะขนย้าย เปลลากสนาม Sked สามารถใช้ในที่แคบ, ที่สูงชัน, หรือที่เสี่ยงภัยต้องทำการ ช่วยชีวิต และทำการคุ้มกันผู้ป่วยในขณะลากเปล มีมือว่างจับอาวุธและดูแลความปลอดภัย เปลลากสนาม Sked มีอุปกรณ์ สำหรับการขึ้นลงแนวดิ่งโดยใช้กว้านสำหรับเฮลิคอปเตอร์ หรือใช้การยกตัวโดย ใช้รอกในแนวดิ่ง ในถ้ำ หรือในพื้นที่จำกัด เมื่อกางเปลและบรรทุกผู้ป่วยแล้ว ตัวเปลจะกลายเป็นเปลแข็ง เปล ลากสนาม Sked สามารถม้วนจัดเก็บในเป้สะพายหลังซึ่งรวมอยู่ในชุดแล้ว ชุดเปลลากสนาม Sked มีน้ำหนัก 17 ปอนด์ ภาพ 3-4. เปลสนาม TALON II 90 C แบบพับ 4 ทบ หรือแบบพับได้


59 ภาพ 3-5. เปลลากสนาม Sked ภาพ 3-6. การขนย้ายผู้บาดเจ็บโดยใช้ เปลลากสนาม Sked


60 กระเป๋าปฐมพยาบาล M9 กระเป๋าปฐมพยาบาล M9 (NSN 6545-01-539-6448) เป็นอุปกรณ์คงคลังของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กระเป๋า ปฐมพยาบาล M9 ออกแบบมาเพื่อถูกลดการถูกมองเห็นตัวกระเป๋าปฐมพยาบาลและบุคลากรที่ใช้ อุปกรณ์นี้เนื่องจากความหลากหลายของอุปกรณ์ทางการแพทย์กระเป๋าปฐมพยาบาล M9 สามารถเบิกสิ่ง อุปกรณ์ทดแทนได้โดยง่ายโดยการส่งกำลังบำรุง กระเป๋านี้สามารถติดกับเป้หลังหรือไม่ติดก็ได้ ภาพ 3-7. กระเป๋าปฐมพยาบาล M9


61 ตาราง 3-3. รายการสิ่งอุปกรณ์ในกระเป๋าปฐมพยาบาล M9 หมายเลข การผลิต แห่งชาติ รายการ จำนวน/ชุด 6545-01-572-9964 ชุดอุปกรณ์นายสิบพยาบาล (MES) 1 4240-01-568-3219 เครื่องตัดสายรัดสนาม 1 6510-00-926-8884 เทปติดแน่น 1 6510-00-935-5823 ผ้ายืดพันแผล ขนาด 6 นิ้ว ยาว 4.5 หลา 4 6510-01-492-2275 ชุดแต่งแผล/ผ้ายืดพันแผล 4 6510-01-503-2117 ผ้าก๊อซพันแผล ยาว 4.1 หลา 4 6510-01-519-8421 ผ้าปิดผนึกบาดแผล ขนาด 5s 1 6510-01-519-9253 สำลีซับเลือด ขนาด 40s 1 6510-01-532-8930 ผ้าพันแผล, ขนาด 16x12 นิ้ว 1 6510-01-562-3325 ผ้าก๊อซแต่งแผลชุปวาสลิน 6 6510-01-571-9729 ผ้าก๊อซกดห้ามเลือด 2 ภาพ 3-7. ภายในกระเป๋าปฐมพยาบาล M9


62 ตาราง 3-3. รายการสิ่งอุปกรณ์ในกระเป๋าปฐมพยาบาล M9 (ต่อ) หมายเลข การผลิต แห่งชาติ รายการ จำนวน/ชุด 6510-01-573-0300 แผ่นปิดผนึกหน้าอก 4 6510-01-587-6579 ชุดแต่งแผลไฟไหม้ 2 6515-00-9357138 กรรไกรตัดพลาสเตอร์ 1 6515-01-314-6694 หูฟังทางการแพทย์ ยาว 28 นิ้ว 1 6515-01-449-1016 ที่ครอบตาแบบแข็ง ขนาด 12 1 6515-01-494-1951 เฝือกอเนกประสงค์ 2 6515-01-515-0151 ชุดสำเร็จรูปผ่าเปิดทางเดินหายใจ 1 6515-01-5162554 ชุดดูดเสมหะสำเร็จรูป 1 6515-01-5163120 สายดูดเสมหะ 1 6515-01-519-6764 ท่อระบายทางศัลยกรรม ขนาด 6s 1 6515-01-521-3082 อุปกรณ์พยุงทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก ขนาด 2s 2 6515-01-521-5730 เฝือกดามขา 1 515-01-5217976 สายรัดห้ามเลือดแบบไม่ใช้ลม 6 6515-01-527-8068 ไฟฉายทางการแพทย์ ชนิดใส่ศีรษะ 1 6515-01-529-1187 ท่อเปิดทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก 3 6515-01-536-9363 ชุดให้สารน้ำทางโพรงไขกระดูก 2 6515-01-540-7226 กรรไกรพับตัดผ้า 2 6515-01-541-0635 เข็มเจาะปอด 2 6515-01-557-1136 เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด 1 6515-01-573-0692 ชุดผ่าตัดเปิดไครโคไทรอยด์ 2 6515-01-593-4841 เครื่องช่วยหายใจแบบใช้มือ 1 6532-01-524-6932 ผ้าห่ม 1 6532-01-525-4062 ผ้าห่มทำความร้อน ขนาด 8s 1 6545-01-539-6450 กระเป๋าปฐมพยาบาล 1 7520-00-312-6124 ปากกาเคมี ชนิดกันน้ำ 1 8345-01-573-3304 แผ่นป้ายสี 1


63 บทที่ 4 แนวทางการรักษาตามหลัก MARCH/PAWS ในบทนี้ได้กล่าวถึงแผนผังในการปฏิบัติการช่วยชีวิตทางยุทธวิธี ตามหลัก MARCH/PAWS และการปฏิบัติที่ดีที่สุด สำหรับการดำเนินการช่วยชีวิตทางยุทธวิธี ในพื้นที่การรบ TCCC- AC ทหารทุกนาย TCCC- MP ผู้ผ่านการฝึก TCCC-MP TCCC- MP บุคลากรทาง การแพทย์/ หน่วยแพทย์ ปฏิบัติการ พิเศษ การดูแลระหว่างรบปะทะ หลบเข้าที่กำบัง และยิงตอบโต้ ระดับความ รู้สึกตัวผู้บาดเจ็บ บอกให้ผู้บาดเจ็บหลบ เข้าที่กำบัง ยิงตอบโต้ และช่วยเหลือตัวเอง รู้สึกตัว ไม่รู้สึกตัว ย้ายผู้บาดเจ็บเข้าที่กำบัง ภาวะเลือดออกมาก ภาวะเลือดออกมากที่ทำ ให้ช็อค เสียชีวิต เลือดออกพุ่งตามจังหวะชีพจร ,เลือดไหลไม่หยุด, แขนขาขาด บางส่วนหรือทั้งหมด, เลือดออก เปียกชุ่มเสื้อผ้า รัดสายรัดห้ามเลือด ใช้สายรัดห้ามเลือดที่ ได้รับการรับรองจาก คณะกรรมการ TCCC รัดแขน ขา “รัดสูงๆ และแน่นๆ” ปฏิบัติภารกิจต่อ ไม่ ใช่ ย้ายผู้บาดเจ็บไปยังจุดรวบรวมผู้บาดเจ็บ เข้าระยะการดูแลในพื้นที่การรบ การดูแลในพื้นที่การรบ ภาพ 4-1


64 TCCC- AC ทหารทุกนาย TCCC- MP ผู้ผ่านการฝึก TCCC-MP TCCC- MP บุคลากรทาง การแพทย์/ หน่วยแพทย์ ปฏิบัติการ พิเศษ การดูแลในพื้นที่การรบ สถานการณ์ปลอดภัย, คัดแยกผู้บาดเจ็บ ที่จุดรวบรวมผู้บาดเจ็บ, ปลดอาวุธผู้บาดเจ็บที่ระดับความรู้สึกตัว เปลี่ยนแปลง เลือดออกมากที่แขน ขา ยังไม่ได้รักษา? ใช่ ไม่ ใช้สารห้ามเลือดใส่อัดแน่น ในบาดแผลที่เชิงกราน ทางเดินหายใจ ใช่ ไม่ การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) ภาพ 4-2 ภาวะเลือดออกมาก ใช้สายรัดห้ามเลือดรัดบนผิวหนัง รัดเหนือบาดแผล 2-3 นิ้ว รอยต่อรยางค์และลำตัว คือ รักแร้ และขาหนีบ ใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดรอยต่อ รยางค์และลำตัว ที่ผ่านการรับรองจาก TCCC ห้ามเลือดบริเวณรอยต่อแขน ขา ใช่ ไม่ เลือดออกมากรอยต่อรยางค์ และลำตัว ยังไม่ได้รักษา? ใช้สารห้ามเลือดที่ได้รับ การรับรองจาก TCCC ทำการดามเชิงกราน ด้วยอุปกรณ์ที่ได้รับการ รับรองจาก TCCC ทางเดินหายใจอุดกั้น เลือดออกมากบริเวณท้องหรือ เชิงกรานยังไม่ได้รักษา การเจาะเยื่อไครโคไทรอยด์? การใส่ท่อช่วยหายใจ? ใช่ วิธีเปิดทางเดินหายใจทั้งหมด: ยกคาง/ดันขากรรไกรล่าง, ใส่ท่อเปิดทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก ไม่รู้สึกตัว: จัดท่าพักฟื้น และเฝ้า สังเกตอาการ รู้สึกตัว: จัดท่านั่ง / โน้มตัวมา ด้านหน้า เฝ้าสังเกตอาการ ไม่ ใส่เครื่องช่วยหายใจและเฝ้าสังเกตอาการ ใช้สายรัดห้ามเลือดที่ ผ่านการรับรองจาก TCCC รัดเหนือแขน ขา


65 TCCC- AC ทหารทุกนาย TCCC- MP ผู้ผ่านการฝึก TCCC-MP TCCC- MP บุคลากรทาง การแพทย์/ หน่วยแพทย์ ปฏิบัติการ พิเศษ บาดเจ็บบริเวณลำตัว? ใช้สายรัดห้ามเลือดที่ ผ่านการรับรองจาก TCCC รัดเหนือแขนขา ใช่ ไม่ ตรวจสอบระดับรู้สึกตัว (AVPU) รู้สึกตัวดี / ตอบสนองต่อเสียงเรียก / ต่อความเจ็บปวด / ไม่ตอบสนอง การไหลเวียนโลหิต ไม่ ใช่ การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) ภาพ 4-3 การหายใจ ดู/ สัมผัส ดูและตรวจสอบหน้าอก ยกขึ้นยกลง ตรวจสอบการขยาย ของหน้าอกเท่ากัน ตรวจสอบการบาดเจ็บสมองโดยใช้ แบบประเมินการบาดเจ็บสมอง ใช่ ไม่ มีหายใจลำบาก? ให้ออกซิเจนเสริม กับผู้บาดเจ็บ ให้ทรานิซามิก แอซิด 1 กรัม ผสมในสารละลายน้ำเกลือ หรือ แลกเตทริงเกอร์ 100 มล.ให้เร็ว ที่สุด (ภายใน 3 ชม.) พิจารณา ให้เลือด? สังเกตพบอาการบาดเจ็บทาง สมองเล็กน้อยถึงรุนแรง? ให้สารน้ำทดแทน พิจารณาใส่ท่อระบายทรวงอก ใช่ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หรือทางโพรงไขกระดูก และให้ยา ไม่ ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง, ชีพจรที่ข้อมือเบา, ยังมีเลือดออกที่ห้ามเลือดไม่ได้ ช็อคจากเสียเลือด? ใช่ ไม่ การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) ใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดรอยต่อ รยางค์และลำตัว ที่ผ่านการรับรองจาก TCCC ห้ามเลือดบริเวณรอยต่อแขน ขา


66 การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) TCCCAC ทหารทุกนาย TCCCMP ผู้ผ่านการฝึก TCCCMP TCCCMP บุคลากรทางการแพทย์ /หน่วยแพทย์ ให้สารน้ำทดแทน ใช่ ปฏิบัติการพิเศษ ให้ดื่มน้ำชดเชย และป้องกันภาวะ อุณหภูมิร่างกายต่ำ ไปพร้อมกัน ใช่ การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) การไหลเวียนโลหิต (ต่อ) ถ้ารู้สึกตัว สามารถกลืนได้ ให้ดื่มน้ำชดเชย ไม่ 1. ให้เลือดครบส่วน (WB) 2. ให้พลาสมา,เม็ดเลือดแดงอัด แน่น, เกล็ดเลือด 1:1:1 3. ให้พลาสมาและเม็ดเลือดแดง อัดแน่น 1:1 4. ให้พลาสมา เปลี่ยนจากการใช้สายรัดห้าม เลือดเป็นวิธีอื่น ถ้าเพิ่งใช้สาย รัดมาไม่เกิน 2 ช.ม. ห้ามนำสายรัดห้ามเลือดออก ถ้ารัดมาแล้วมากกว่า 6 ช.ม. ประเมินซ้ำ ภาวะเลือดออกมาก ไม่ ให้เลือด? พิจารณาเปลี่ยนวิธีการ ห้ามเลือด ใช่ ข้อบ่งชี้การเปลี่ยนจากการใช้สายรัด ห้ามเลือดเป็นวิธีอื่น: 1. ผู้บาดเจ็บไม่อยู่ในภาวะช็อค 2. ไม่มีแขนหรือขาขาด 3. สามารถเฝ้าติดตามว่าแผลไม่มี เลือดออกซ้ำได้ตลอดเวลา ใช่ ไม่ ไม่ ภาพ 4-4 สามารถควบคุมภาวะ เลือดออกมาก? ช็อคจากเสียเลือด? ประเมินซ้ำหลังให้ส่วนประกอบของเลือด แต่ละ 1 ยูนิต ให้ต่อไปจนกว่าจะตรวจ พบว่า 1. คลำชีพจรที่ข้อมือได้ 2. ระดับความรู้สึกตัวดีขึ้น 3. ความดันโลหิตตัวบน (SBP) มากกว่า 90 มม.ปรอท 1. เฮกเทน 500 มล. 2. แลคเตทริงเกอร์(LR) 500 มล. 3. พลาสม่าไลท์ -เอ 500 มล. เพิ่มแรงกด / เปลี่ยนผ้าก็อซ ชุบสารห้ามเลือด ดามรยางค์ที่บาดเจ็บให้นิ่ง


67 TCCC- AC ทหารทุกนาย TCCC- MP ผู้ผ่านการฝึก TCCC-MP TCCC- MP บุคลากรทาง การแพทย์/ หน่วยแพทย์ ปฏิบัติการ พิเศษ การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) 1. ประเมิน AVPU หรือแบบประเมิน MACE 2. บัตรบันทึกการบาดเจ็บTCCC, DD Form 1380 3. ออกซิเจน (ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด โดยวัดออกซิเจนในเลือดปลายนิ้ว มากกว่า 90) 4. ยาแก้ปวด (ความดันตัวบน-SBP มากกว่า 90 แต่ไม่มากกว่า 140) 5. ให้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ป่วยที่มีบาดเจ็บสมองรุนแรง ใช่ ปลดอาวุธ และบันทึกระดับความรู้สึกตัวของ ผู้บาดเจ็บ การดูแลความเจ็บปวด ใช่ การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) ภาพ 4-5 บาดเจ็บที่ศีรษะ/ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ 1.เปิดเผยร่างกายผู้บาดเจ็บให้น้อยที่สุด 2. ถ้าทำได้หาอุปกรณ์ปกป้องร่างกายให้อบอุ่น 3. ถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออกและใส่เสื้อผ้าแห้ง 4. ใช้ผ้าห่มที่ได้รับการรับรองจาก TCCC, ชุดผ้า ห่มสำเร็จรูป,ผ้าห่ม,และผ้าคลุมกันฝน 5. อุ่นสารน้ำที่ให้ทางหลอดเลือดดำ ไม่ ปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง - Tylenol 650 มก., 2 เม็ด ให้รับประทาน ทุก 8 ช.ม. - Meloxicam 15 มก. ให้รับประทาน วันละครั้ง ปวดปานกลางถึงรุนแรง - ให้ Ketamine 50 มก. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ (IM)/ หยดทางจมูก (IN) ทุก 30 นาที หรือเมื่อ ต้องการ หรือ Ketamine 20 มก.ช้าๆ IV/IO ทุก 20 นาที เมื่อ ต้องการ พิจารณาให้ ondansetron 4 มก. ชนิดละลายในปาก (ODT) หรือ IV/ IO/ IM ทุก 8 ช.ม. ถ้ามีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียน ผู้บาดเจ็บสามารถ ต่อสู้? วัตถุประสงค์ - สามารถควบคุมอาการ ปวด หรือมีอาการอาการตากระตุก ซึ่ง ดวงตาการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยไม่ ตั้งใจ (nygstagmus) ปวดปานกลางถึงรุนแรง Fentanyl citrate (OTFC) ชนิดอมในปาก 800 ไมโครกรัม( mcg) ผู้บาดเจ็บช็อค หรือหายใจลำบาก? ไม่ ประเมินซ้ำ การบริหารยาแก้ปวดและ ผู้บาดเจ็บตอบสนองการให้ยาแก้ปวด ประเมินซ้ำ การบริหารยาแก้ปวดและ ผู้บาดเจ็บตอบสนองการให้ยาแก้ปวด ประเมินซ้ำ การบริหารยาแก้ปวดและ ผู้บาดเจ็บตอบสนองการให้ยาแก้ปวด ตรวจสอบให้แน่ใจ ว่า naloxone (Narcan) พร้อมใช้งาน เพื่อแก้พิษ ของยาโอปิออยด์


68 TCCC- AC ทหารทุกนาย TCCC- MP ผู้ผ่านการฝึก TCCC-MP TCCC- MP บุคลากรทาง การแพทย์/ หน่วยแพทย์ ปฏิบัติการ พิเศษ การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) ใช่ บาดแผล การดูแลในพื้นที่การรบ (ต่อ) ภาพ 4-6 ไม่ ยาปฏิชีวนะ ประเมินบาดแผลไหม้บริเวณผิวหนัง ทั่วร่างกาย (TBSA) (น้อยสุด 10%) โดยใช้กฎเลข 9 พิจารณาทำการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) สามารถกลืนได้? รอยต่อระยางค์และลำตัว (รักแร้ และขาหนีบ) ใช้แผ่นปิดตาชนิดแข็งปิดตาที่ได้รับการบาดเจ็บ ทำการดามกระดูกที่ตรวจพบมีการหัก พื้นฐาน: วัดระดับออกซิเจนในเลือดที่นิ้ว ขั้นสูง: เครื่องตรวจเฝ้าติดตามสัญญาณชีพ และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ใช้ชุดดามกระดูกกระดูกเชิงกราน หรือ อุปกรณ์ห้ามเลือดที่รอยต่อรยางค์ และลำตัว การดาม เฝ้าระวังติดตามอาการ บันทึกการบาดเจ็บ Ertapenem (ชื่อทางการค้า Invanz) 1 กรัม IV/IM วันละครั้ง หรือ Cefotetan 2 กรัม IV/IM ทุก 12 ช. ม. Moxifloxacin 400 มก. ให้รับประทาน วันละครั้ง (ชุดยาสำหรับผู้บาดเจ็บสนาม) บันทึกการบาดเจ็บในแบบฟอร์ม DD Form 1380 ทันที(บัตรผู้ป่วย TCCC) ทบทวนหลังการปฏิบัติ (AAR) หลังการดูแลภายในเวลาไม่เกินใน 72 ช.ม. เฝ้าระวังติดตามทางเดินหายใจ, วัดระดับออกซิเจนในเลือดปลายนิ้ว และเตรียมผ่าเจาะเปิดทางเดิน หายใจ การเจาะเยื่อไคโครไทรอยด์ บาดเจ็บหลายแห่ง, ไม่หายใจ หรือไม่ มีชีพจร ขั้นต้น ให้ใช้เข็มเจาะระบาย ลมในช่องปอดทั้ง 2 ข้าง ก่อนหยุดให้ การช่วยเหลือ ประเมิน บาดแผลไหม้และการดูแลบาดแผล บริหารยา Moxifloxacin 400 mg ชนิดรับประทาน


69 TCCC- AC ทหารทุกนาย TCCC- MP ผู้ผ่านการฝึก TCCC-MP TCCC- MP บุคลากรทาง การแพทย์/ หน่วยแพทย์ ปฏิบัติการ พิเศษ ภาวะเลือดออกมาก ภาพ 4-7 การส่งข้อมูลผู้บาดเจ็บที่ทำการส่งกลับ (MIST) กลไกการบาดเจ็บ,การบาดเจ็บของผู้ป่วย, อาการ และการรักษาที่ให้กับผู้ป่วย พิจารณาใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจเหนือกล่องเสียง ข้อบ่งชี้ การให้ออกซิเจน 1. มีความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ำ โดยวัดค่าออกซิเจนในเลือดปลายนิ้ว 2. ผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว 3. ผู้บาดเจ็บมีบาดเจ็บที่ศีรษะ 4. ผู้บาดเจ็บอยู่ในภาวะช็อค 5. ผู้บาดเจ็บอยู่ในที่สูง พิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจ (ET) ทางเดินหายใจ การหายใจ บาดเจ็บที่ศีรษะ/ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ ติดตามการห้ามเลือดที่ทำไปแล้ว การดูแลระหว่างการส่งกลับทางยุทธวิธี ติดตามอาการผู้บาดเจ็บ สมองเกือบเลื่อน? ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ? 1. ให้สารละลาย 3% NSS 250 มล. 2. ให้นอนศีรษะสูง 30 องศา 3. ช่วยหายใจในอัตราที่เร็ว 20-25 ครั้งต่อนาที ใช่ ติดตามอาการผู้บาดเจ็บ ต่อไปนี้ 1. ระดับความรู้สึกตัวลดลง 2. รูม่านตาขยาย 3. ความดันโลหิตตัวบน (SBP) ต่ำกว่า 90 มม.ปรอท 4. อุณหภูมิร่างกายต่ำ ควบคุมภาวะอุณหภูมิกายต่ำ ใช้อุปกรณ์ให้ร่างกายอบอุ่น: ชุดผ้าห่มควบคุมอุณหภูมิ (HPMK), ผ้าคลุมกันฝน, ถุงนอน, ถุงห่อศพ, ไม่


71 บทที่ 5 การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี- สำหรับทหารทุกคน การฝึกอบรมการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี- สำหรับทหารทุกคน วัตถุประสงค์ของบทนี้ เพื่ออภิปรายผลของผู้เรียนจากการฝึกอบรม การจัดหาเครื่องช่วยฝึกสำหรับใช้ใน การดำเนินการของทหารทุกคน ทหารทุกนายที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ต้องอบรมการดูแลผู้บาดเจ็บใน การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้ออกแนวทางการปฏิบัติที่เป็น มาตรฐานสำหรับการฝึกอบรมผู้เผชิญเหตุ เนื้อหาการฝึกอบรมตามที่กำหนดไว้ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินร่วม และคณะกรรมการ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี- สำหรับทหารทุกนายครูผู้ฝึกอบรมให้กับผู้เรียนหลักสูตรนี้ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น สำหรับ แนวทางปฏิบัติ, เอกสารประกอบการสอน, และข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี ศึกษาจากเว็ปไซด์สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ออนไลน์ที่ http://www.naemt.org/education/TCCC/guidelines_curriculum หรือ สำนักสาธารณสุขกลาโหม ศึกษาจากเว็ปไซด์ http://www.health.mil/tccc. หลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี-สำหรับทหารทุกนาย เอกสารประกอบการสอน มีการฝึกประกอบสถานการณ์สมมติ, การฝึกปฏิบัติ, และวิดิทัศน์ประกอบการสอน คำแนะนำสำหรับครูผู้ฝึกอบรม มีคำอธิบายการสอนแต่ละสไลด์ของเอกสารประกอบการสอน • ให้ดำเนินการทำแบบทดสอบก่อนเรียน • อธิบาย และฝึกทบทวน ทุกแผนบทเรียนให้กับผู้เรียน • ให้ดำเนินการทำแบบทดสอบหลังเรียน สถานีการฝึกทักษะ แบบฝึกหัด และการฝึกปฏิบัติ แบบประเมินการฝึกทักษะศึกษา ในเว็ปไซด์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ได้กำหนดขอบเขตการฝึกอบรมสำหรับสมาชิกไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ ในเว็ปไซด์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน มีเอกสารสำหรับการฝึกทักษะ แบบฝึกหัด และการฝึกทักษะจะเป็นลักษณะผสมผสานกัน และเครื่องมือวัดประเมินผล สำหรับการฝึกปฏิบัติแต่ละทักษะ • ดำเนินการฝึกอบรม จัดสถานีการฝึกทักษะของทหารทุกคน • จัดทำแบบประเมินการฝึกทักษะของทหารทุกคน • จัดทำฝึกปฏิบัติในช่องทางฉุกเฉิน (แนวทางเสริม) ครูฝึกครูฝึกหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี-สำหรับทหารทุกคน คือผู้ที่จบหลักสูตรการดูแล ผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี– ผู้ให้บริการทางการแพทย์ และต้องลงเรียนออนไลน์อย่างน้อย 6 ชั่วโมงกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NAEMT) และทำแบบทดสอบ เมื่อทำเสร็จแล้วผ่านเกณฑ์ จะได้ใบเป็นครู ฝึกอบรม ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน คณาจารย์ในเครือข่ายสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ต้องมีประเมินการสอน ใน ครั้งแรกของหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีครูฝึกอบรม หลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทาง ยุทธวิธี-สำหรับทหารทุกคน สามารถดูแลผู้เรียนได้ในอัตรา10: 1 ตามแนวทางการปฏิบัติของคณะกรรมการ-การดูแล ผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี


72 • ข้อบ่งชี้ การเป็นครูฝึกการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีคือ ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ เป็นนายสิบพยาบาล อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ จ่าพยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์อื่น (นายทหารสัญญาบัตร หรือนายสิบ) ที่ได้รับฝึกอบรมการบริการทางการแพทย์ของกองทัพบก • ศูนย์ฝึกสถานการณ์จำลองทางการแพทย์ ตั้งอยู่หลายแห่งในกองทัพบก และกำหนดให้มีคณาจารย์ในเครือ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน -การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี • สถาบันเตรียมความพร้อมและฝึกอบรม ด้านการแพทย์ทหาร ก็มีคณาจารย์ในเครือข่าย สถาบันการแพทย์ ฉุกเฉิน -การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีและเสนอให้เป็นหลักสูตรการฝึกอบรมเคลื่อนที่ ซึ่งรายการความรู้ ในการฝึกอบรมออนไลน์ ศึกษาได้จากเว็ปไซด์ http://jko.jten.mil/. ช่องทางฉุกเฉิน คณะกรรมการ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีอนุญาตให้เพิ่มการฝึกอบรมสำหรับ ช่องทางฉุกเฉินสำหรับการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีการปฏิบัติการทางทหารในภูมิประเทศในเมือง หรือในพื้นที่การรบประชิด ที่สามารถใช้ได้ (ตัวอย่างเช่น ช่องทางแคบในพื้นที่ทำงาน เรือเล็ก เรือ บนเครื่องบิน) ซึ่ง สามารถเสนอข้อจำกัด ในการปฏิบัติ (ตัวอย่างเช่น ความลำบากในการเคลื่อนย้าย) เพื่อที่จะให้การดูแลผู้บาดเจ็บ ชุดการฝึกทักษะ การฝึกอบรมการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี- สำหรับทหารทุกคน ในปี 02 มิถุนายน 2014 คณะกรรมการ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีกำหนดให้ ผู้เผชิญเหตุ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี- สำหรับทหารทุกคน ต้องผ่านการฝึกปฏิบัติชุดการฝึกทักษะ ดังนี้ • ภาวะเลือดออกมาก o สามารถทำการกดห้ามเลือดบาดแผลเลือดออก o สามารถใช้ผ้าแต่งแผลพันห้ามเลือดได้ o สามารถใช้ผ้าแต่งแผลกดห้ามเลือดได้ o สามารถใช้สายรัดห้ามเลือดกับภาวะเลือดออกมากได้ o สามารถใช้ผ้าก๊อซชุบสารห้ามเลือด ห้ามเลือดได้ • ทางเดินหายใจ o สาธิตการเปิดทางเดินหายใจวิธียกคาง /ดันขากรรไกรล่าง กับผู้บาดเจ็บ o ใส่อุปกรณ์พยุงทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก(NPA) ให้กับผู้บาดเจ็บ o จัดท่าผู้บาดเจ็บให้อยู่ในท่าพักฟื้น o สาธิตท่าเปิดทางเดินหายใจ ท่านั่ง / โน้มตัวมาด้านหน้า ให้กับผู้บาดเจ็บ • การหายใจ: รักษาบาดแผลดูดทรวงอกโดยใช้การปิดผนึกหน้าอก ชนิดมีช่องระบายลม • การไหลเวียนโลหิต: ประเมินผู้บาดเจ็บสำหรับภาวะช็อค


73 • บาดเจ็บที่ศีรษะ/ ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ o ห่อร่างกายผู้บาดเจ็บ เพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำ และใช้ชุดผ้าห่มสำเร็จรูป (HPMK) o รักษาการบาดเจ็บถูกแทงที่ตา และสาธิตการใช้แผ่นปิดตาชนิดแข็ง o อภิปรายให้เหตุผลการบริหารยา การให้ยามอกซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin)ชนิดรับประทานทางปาก • การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ: สาธิตการลากและการอุ้มผู้บาดเจ็บ ที่มีประสิทธิภาพ • ยาที่ใช้ในการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี o การบริหารยาแก้ปวดให้ทางปากอย่างเหมาะสม (ไทลินอล[Tylenol], เมลอกซิแคม [Meloxicam]) o การบริหารยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม (มอกซิฟลอกซาซิน [Moxifloxacin]) • การดาม o สาธิตการปิดตาที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้ผ้าปิดตาชนิดแข็ง o สาธิตการดามแขนหรือขา • บาดแผลไหม้: การจัดการบาดแผลไหม้ โดยการพยายามดับไฟและย้ายผู้บาดเจ็บเข้าที่ปลอดภัย บันทึกกการบาดเจ็บ: บันทึกการบาดเจ็บให้เรียบร้อยใบแบบฟอร์ม (DD)Form 1380, บัตรบันทึกการบาดเจ็บ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี(TCCC Card) , มิถุนายน 2014 สำหรับผู้บาดเจ็บ แนวทางการปฏิบัติการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี- สำหรับทหารทุกคน แนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมโดยคณะกรรมการการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี ได้เผยแพร่บนเว็ปไซด์ http://www.naemt.org/education/TCCC/tccc-acคำแนะนำนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาเท่านั้น ไม่ได้ใช้เป็นการตัดสินใจในรักษาพยาบาลอาการของผู้ป่วยที่พบ การวางแผนการจัดการขั้นต้นในการดูแลระหว่างรบปะทะ • ยิงตอบโต้และหลบเข้าที่กำบัง • บอกหรือหวังให้ผู้บาดเจ็บยังยิงตอบโต้ข้าศึกถ้าสามารถทำได้ • บอกให้ผู้บาดเจ็บเคลื่อนที่ไปยังที่กำบังและปฐมพยาบาลตนเองถ้าทำได้ • พยายามป้องกันไม่ให้ผู้บาดเจ็บได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม


74 • ภาวะเลือดออกมาก: ถ้าสถานการณ์ปลอดภัยและเป็นไปได้ หยุดการตกเลือดภายนอกที่คุกคามต่อชีวิต ถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวย: o ถ้าสถานการณ์ทางยุทธวิธีสงบสามารถทำได้ ให้ผู้บาดเจ็บทำการปฐมพยาบาลโดยการห้ามเลือดด้วย ตนเองที่พบเลือดออกมาก อาจทำให้เสียชีวิต o ใช้สายรัดห้ามเลือดที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี แนะนำ ใช้ห้ามเลือดที่รยางค์ o ย้ายผู้บาดเจ็บเข้าที่กำบัง • การจัดการทางเดินหายใจ โดยทั่วไปแล้วทางที่ดีที่สุดคือชะลอการจัดการทางเดินหายใจไปก่อนจนถึงห้วงการ ดูแลในพื้นที่การรบ การวางแผนจัดการขั้นต้นห้วงการดูแลในพื้นที่การรบ บันทึก: ผู้บาดเจ็บที่ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ควรปลดอาวุธทันที • ภาวะเลือดออกมาก o ประเมินตรวจหาบาดแผลเลือดออกที่อาจยังไม่พบในขั้นที่แล้วและทำการห้ามเลือดจากทุกแผล o ถ้าจำเป็นใช้สายรัดห้ามเลือดหนึ่งเส้นหรือมากกว่า ที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ–การดูแล ผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีทำการห้ามเลือดที่แขนหรือขา o ใช้ผ้าก็อซชุบสารห้ามเลือดที่ได้รับการรับรองคณะกรรมการฯ ห้ามเลือดสำหรับภาวะเลือดออกมากที่ ไม่ใช่แขนขา หรือบาดแผลที่ไม่จำเป็นต้องใช้สายรัดห้ามเลือด เพื่อที่จะถอดสายรัดห้ามเลือดออก o ถ้ามีเลือดออกมากที่บริเวณรอยต่อรยางค์และลำตัวให้ใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดบริเวณรอยต่อรยางค์และ ลำตัวที่ได้รับการรับการรับรองคณะกรรมการฯ ทำการห้ามเลือดทันที o ประเมินซ้ำสายรัดห้ามเลือดที่รัดมาก่อนหน้า * เปิดบาดแผลและตรวจสอบการใช้ถ้าสายรัดห้ามเลือด * เปลี่ยนตำแหน่งสายรัดห้ามเลือดที่จากรัดนอกเสื้อ (บนเครื่องแบบ) โดยใช้สายรัดห้ามเลือดอีกเส้นรัด บนผิวหนังโดยตรง รัดเหนือบาดแผล 2-3 นิ้ว o เปิดให้เห็นสายรัดห้ามเลือดทุกเส้น และใช้ปากกาที่ลบไม่ได้เพื่อให้เห็นได้ชัดเจน เขียนเวลาที่ทำการ รัดสายรัดห้ามเลือด • การจัดการทางเดินหายใจ o สำหรับผู้บาดเจ็บที่หมดสติ โดยไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ ดำเนินการดังต่อไปนี้ * ยกคาง /วิธีดันขากรรไกรล่าง


75 * อุปกรณ์พยุงทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก * จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าพักฟื้น (ดู ภาพ 5-1) o สำหรับผู้บาดเจ็บที่หมดสติ มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ หรือทางเดินหายใจเกือบจะอุดกั้น ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ * วิธียกคาง /วิธีดันขากรรไกรล่าง * ท่อเปิดทางเดินหายใจทางจมูก * ให้ผู้บาดเจ็บที่รู้สึกตัวดีปรับท่าที่เหมาะสมเพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งหายใจได้สะดวก รวมถึงท่านั่ง * ผู้บาดเจ็บที่ไม่มีสติ ไม่รู้สึกตัว จัดท่าให้อยู่ในท่าพักฟื้น * ถ้าทำวิธีการข้างต้นแล้วไม่สำเร็จผู้บาดเจ็บยังมีการอุดกั้นทางเดินหายใจ ให้ส่งต่อผู้บาดเจ็บให้กับ บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อดำเนินการเจาะเยื่อไครโคไทรอยด์โดยใช้วิธีใดวิธีหนึ่งต่อไปนี้ ชุดอุปกรณ์ไครคีย์ (Crickey technique) การผ่าตัดเปิดทางเดินหายใจ โดยใช้ท่อช่วยหายใจชนิดมีแกน (Bougie-aided) การผ่าตัดเปิดทางเดินหายใจ ด้วยอุปกรณ์ปกติด้วยวิธีมาตรฐาน ถ้าผู้บาดเจ็บมีสติ รู้สึกตัวดี ให้ใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนผ่าตัด • การหายใจ o ผู้บาดเจ็บที่มีอาการหายใจลำบาก และมีบาดแผลที่หน้าอกหรือสังเกตเห็นนบาดแผลบริเวณลำตัว ให้ สงสัยว่ามีภาวะลมดันในช่องอก o ผู้บาดเจ็บที่มีบาดแผลเปิดทรวงอกหรือบาดแผลดูดทรวงอกทุกคน ควรให้การรักษาดังนี้ * ใช้แผ่นปิดผนึกหน้าอกชนิดมีวาล์วระบายลม ปิดหน้าอกทันทีเพื่อป้องกันลมเข้า ภาพ 5-1. ท่าพักฟื้น


76 * ถ้าไม่มีแผ่นปิดผนึกหน้าอกชนิดมีวาล์วระบายลม ให้ใช้แผ่นปิดผนึกหน้าอกชนิดไม่มีวาล์วระบาย ลมปิดแทน * หากผู้บาดเจ็บยังหายใจลำบาก ให้ลองเปิดแผ่นปิดผนึกหน้าอกออกชั่วคราว เนื่องจากอาจมี ลมคั่งปริมาณมาก และส่งต่อไปยังเสนารักษ์ทันที • การไหลเวียนโลหิต o ประเมินผู้บาดเจ็บจากภาวะช็อคจากภาวะเลือดออกมาก ถ้าผู้บาดเจ็บไม่อยู่ในภาวะช็อค สามารถให้ ผู้บาดเจ็บดื่มน้ำได้ ถ้าผู้บาดเจ็บมีสติ รู้สึกตัวดี และสามารถกลืนได้ o ถ้าผู้บาดเจ็บอยู่ในภาวะช็อคให้ส่งต่อผู้บาดเจ็บให้บุคลากรทางการแพทย์ • การป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำ o เปิดเผยร่างกายของผู้บาดเจ็บต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดและส่งเสริมการเก็บรักษาความร้อนให้กับ ผู้บาดเจ็บ o ถ้าสามารถทำได้เก็บอุปกรณ์ป้องกันตัวของผู้บาดเจ็บ ถ้าเป็นไปได้ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออกถ้า ทำได้ให้วางผู้บาดเจ็บบนพื้นผิวเป็นฉนวนปกป้องอุณหภูมิ o ถ้าสามารถทำได้ ใช้ชุดผ้าห่มสำเร็จรูปที่คณะกรรมการ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี อนุมัติให้ใช้ o ถ้าไม่มีชุดผ้าห่มสำเร็จรูป ต่อไปให้ใช้ผ้าห่มแห้ง, ผ้าคลุมกันฝน, ถุงนอน, หรือวัสดุอื่นที่ป้องกันความ ร้อน และดูแลผู้บาดเจ็บอยู่ในที่อบอุ่นและแห้ง • การจัดการความเจ็บปวด: อาการปวดในสนามรบโดยทั่วไป ควรทำได้โดยหนึ่งในตัวเลือกต่อไปนี้ o ถ้าผู้บาดเจ็บ มีอาการปวดน้อยถึงปานกลาง และ/หรือผู้บาดเจ็บสามารถต่อสู้ได้, ให้ยาแก้ปวด จากยา ชุดสำเร็จรูปของการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีกับผู้บาดเจ็บ o ถ้าผู้บาดเจ็บ มีอาการปวดปานกลางถึงรุนแรง และผู้บาดเจ็บไม่อยู่ในภาวะช็อคให้ส่งต่อผู้บาดเจ็บให้ บุคลากรทางการแพทย์ • ยาปฏิชีวนะ (แนะนำสำหรับบาดแผลเปิดทั้งหมดของผู้บาดเจ็บ) o ถ้าผู้บาดเจ็บสามารถกลืนได้ ให้ยามอกซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin) 400 มก. จากยาชุดสำเร็จรูป ของ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีกับกับผู้บาดเจ็บ o ถ้าผู้บาดเจ็บไม่สามารถกลืนได้ (ช็อคหรือไม่มีสติ ไม่รู้สึกตัว) ให้ส่งต่อผู้บาดเจ็บให้บุคลากรทางการ แพทย์ • บาดแผล o ตรวจสอบบาดแผล และตกแต่งบาดแผลที่ตรวจพบ o ตรวจสอบบาดแผลเพิ่มเติม (ยกตัวอย่างเช่น, หนังศีรษะฉีกขาด)


77 • การดาม o หากสังเกตเห็นหรือสงสัยว่ามีการบาดเจ็บถูกแทงที่ตา ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้: * ให้ปิดตาโดยใช้แผ่นปิดตาชนิดแข็ง และใช้ผ้าปิดตา แบบไม่กดบาดแผล * ให้ยามอกซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin)400 มก. จากยาชุดสำเร็จของการดูแลผู้บาดเจ็บจากการ รบทางยุทธวิธี o การดามกระดูกหัก การวางแผนการจัดการการเคลื่อนย้ายขั้นต้น ข้อควรระวัง: นอกจากการประเมินซ้ำในหัวข้อการดูแลในพื้นที่รบปะทะ (TFC) แล้ว การดำเนินการเคลื่อนย้าย ด้วยบุคคล ตามความเหมาะสมโดยใช้อุปกรณ์เช่น ชุดปฐมพยาบาลสนาม และชุดเปลสนาม (WALK) หรือ Sked


78


79 บทที่ 6 การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี – ผู้ให้บริการทางการแพทย์ การฝึกอบรม การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี – ผู้ให้บริการทางการแพทย์ วัตถุประสงค์ของบทนี้ เพื่ออภิปรายผลของผู้เรียนจากการฝึกอบรม การจัดหาเครื่องช่วยฝึกสำหรับใช้ในการ ดำเนินการของผู้ให้บริการทางการแพทย์สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้ออกแนวทางการปฏิบัติที่เป็น มาตรฐานสำหรับการฝึกอบรมผู้ให้บริการทางการแพทย์โปรแกรมการฝึกอบรมตามที่กำหนดไว้ใน ระบบ การแพทย์ฉุกเฉินร่วมและคณะกรรมการ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการบทางยุทธวิธี หลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บ จากการรบทางยุทธวิธี-ผู้ให้บริการทางการแพทย์ครูผู้ฝึกอบรมหลักสูตรนี้ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ขอเชิญชวนให้บุคลากรทางการแพทย์ ฝึกอบรมหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในการช่วยชีวิตทาง ยุทธวิธี –ผู้ให้บริการทางการแพทย์(NAEMT TCCC-MP) เพราะได้รับหนังสือรับรองจาก วิทยาลัยศัลยแพทย์ แห่งอเมริกา และศึกษาต่อเนื่อง 16 ชั่วโมง โดยเข้าชมจากเว็ปไซด์ NAEMT ออนไลน์ที่ http://www.naemt.org/education/TCCC/guidelines_curriculum หรือศึกษาแนวทางปฏิบัติ, เอกสาร ประกอบการสอน, และข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากสำนักสาธารณสุขกลาโหม จากเว็ปไซด์ออนไลน์ที่ http://www.health.mil/tccc หลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี– ผู้ให้บริการทางการแพทย์เอกสารประกอบการสอนมี สถานการณ์สมมติ, การฝึกปฏิบัติ, และวิดิทัศน์ประกอบการสอน คำแนะนำสำหรับครูผู้ฝึกอบรม มีอธิบายแต่ละ สไลด์ของเอกสารประกอบการสอน • ให้ดำเนินการทำแบบทดสอบก่อนเรียน • อธิบาย และฝึกทบทวน ทุกแผนบทเรียนให้กับผู้เรียน • ให้ดำเนินการทำแบบทดสอบหลังเรียน สถานีการฝึกทักษะ แบบฝึกหัดและการฝึกปฏิบัติ แบบประเมินการฝึกทักษะศึกษาในเว็ปไซด์ของ สถาบัน การแพทย์ฉุกเฉิน ได้กำหนดขอบเขตการฝึกอบรม สำหรับบริการบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นสมาชิกในเว็ปไซด์ของ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมีเอกสารสำหรับการฝึกทักษะ แบบฝึกหัด และการฝึกทักษะจะเป็นลักษณะผสมผสานกัน และเครื่องมือวัดประเมินผลสำหรับการฝึกปฏิบัติแต่ละทักษะ • ดำเนินการฝึกอบรม จัดสถานีการฝึกทักษะของทหารทุกคน • จัดทำแบบประเมินการฝึกทักษะของทหารทุกคน • จัดทำฝึกปฏิบัติในช่องทางฉุกเฉิน (แนวทางเสริม) ครูฝึก ครูฝึกหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี–ผู้ให้บริการทางการแพทย์ คือผู้ที่จบหลักสูตรการดูแล ผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี–ผู้ให้บริการทางการแพทย์ และต้องลงเรียนออนไลน์ 6 ชั่วโมงกับ สถาบันการแพทย์ ฉุกเฉินแห่งชาติ (NAEMT) และทำแบบทดสอบ เมื่อทำเสร็จแล้วผ่านเกณฑ์ จะได้ใบเป็นครูฝึกอบรมของ สถาบัน การแพทย์ฉุกเฉิน คณาจารย์ในเครือข่าย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ต้องมีประเมินการสอน ในครั้งแรกของหลักสูตรการ ดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี ครูฝึกอบรมสามารถดูแลผู้เรียนได้ในอัตรา 4 : 1 ตามแนวทางการปฏิบัติของ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (การดูแลผู้บาดเจ็บก่อนถึงโรงพยาบาล)


80 ข้อบ่งชี้การเป็นครูฝึกการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีคือ ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ เป็นทหาร, เทคนิคการแพทย์, พลทหารหรือบุคลากรทางการแพทย์อื่น (นายสิบหรือทหารเกณฑ์) ฝึกอบรมการ บริการทางการแพทย์ของกองทัพบก • ศูนย์ฝึกสถานการณ์จำลองทางการแพทย์ ตั้งอยู่หลายแห่งในกองทัพบก และกำหนดให้มีคณาจารย์ในเครือ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน -การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี • สถาบันเตรียมความพร้อมและฝึกอบรม ด้านการแพทย์ทหาร ก็มีคณาจารย์ในเครือข่าย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีและเสนอให้เป็นหลักสูตรการฝึกอบรมเคลื่อนที่ ซึ่งรายการความรู้ ในการฝึกอบรมออนไลน์ ศึกษาได้จากเว็ปไซด์ http://jko.jten.mil/ ช่องทางฉุกเฉิน คณะกรรมการ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีอนุญาตให้เพิ่มการฝึกอบรมช่องทาง ฉุกเฉินสำหรับการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี การปฏิบัติการทางทหารในภูมิประเทศในเมือง หรือในพื้นที่ การรบประชิด ที่สามารถใช้ได้ (ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ทำงาน เรือเล็ก เรือ ทางเดินบนเครื่องบิน) ซึ่งสามารถเสนอ ข้อจำกัด ในการปฏิบัติ (ยกตัวอย่างเช่น ความลำบากในการเคลื่อนย้าย) เพื่อที่จะให้การดูแลผู้บาดเจ็บ ชุดการฝึกทักษะ การฝึกอบรม การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี– ผู้ให้บริการทางการแพทย์ เมื่อ02 มิถุนายน 2014, คณะกรรมการ -การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีกำหนดให้ บุคลากรทางแพทย์ (บุคลากรทางการแพทย์, เทคนิคการแพทย์, พลทหาร, นายสิบพยาบาล,และพยาบาลเฉพาะทางห้องผ่าตัด บุคลากร เฉพาะทางห้องผ่าตัด)ของการฝึกอบรมการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี–ผู้ให้บริการทางการแพทย์ต้องผ่าน เกณฑ์การปฏิบัติ ตามชุดการฝึกทักษะเฉพาะ ดังรายการต่อไปนี้ (เว้นแต่ระบุเป็นรายการอื่น) • ภาวะเลือดออกมาก o สามารถทำการกดห้ามเลือดบาดแผลเลือดออก o สามารถใช้ผ้าแต่งแผลพันห้ามเลือดได้ o สามารถใช้ผ้าแต่งแผลกดห้ามเลือดได้ o สามารถใช้สายรัดห้ามเลือดกับ ภาวะเลือดออกมากได้ o สามารถใช้ผ้าก๊อซชุบสารห้ามเลือด ห้ามเลือดได้ o สามารถทำการดามกระดูกเชิงกรานได้ • ทางเดินหายใจ o สาธิตการเปิดทางเดินหายใจ วิธียกคาง /ดันขากรรไกรล่าง กับผู้บาดเจ็บ o ใส่อุปกรณ์พยุงทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก (NPA) ให้กับผู้บาดเจ็บ o จัดท่าผู้บาดเจ็บให้อยู่ในท่าพักฟื้น o สาธิตท่าเปิดทางเดินหายใจ ท่านั่ง / ท่านั่งโน้มตัวมาด้านหน้า ให้กับผู้บาดเจ็บ


81 o สาธิตการใช้อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจเหนือกล่องเสียง o สาธิตการผ่าเปิดทางเดินหายใจ (ผ่าเปิดเยื่อไครโคไทรอยด์) o สาธิตการใส่ท่อช่วยหายใจ (นายสิบพยาบาล และพยาบาลเฉพาะทางห้องผ่าตัด บุคลากรเฉพาะทาง ห้องผ่าตัด) • การหายใจ: o รักษาบาดแผลดูดทรวงอกโดยใช้วัสดุปิดผนึกหน้าอก ชนิดมีช่องระบายลม o สาธิตการเจาะระบายลมในช่องอก (NCD) o สาธิตการใส่ท่อระบายทรวงอก (นายสิบพยาบาล และพยาบาลเฉพาะทางห้องผ่าตัด บุคลากร เฉพาะทางห้องผ่าตัด) o สาธิตการบริหารการให้ออกซิเจน • การไหลเวียนโลหิต: o ประเมินผู้บาดเจ็บสำหรับภาวะช็อค o การเริ่มให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ (IV) /การทำล็อคน้ำเกลือ o สาธิตการสารน้ำทดแทน ทางหลอดเลือดดำ (IV) / ทางโพรงไขกระดูก (IO) o สาธิตการให้ยาแก้ปวด ทางหลอดเลือดดำ (IV) / ทางโพรงไขกระดูก (IO) o สาธิตการให้ยาทรานิซามิกซ์แอซิด(TXA) ทางหลอดเลือดดำ (IV) / ทางโพรงไขกระดูก (IO) o สาธิตการให้ยาปฏิชีวนะ ทางหลอดเลือดดำ (IV) / ทางโพรงไขกระดูก (IO) o สาธิตการบริหารการให้เลือด ทางหลอดเลือดดำ (IV) / ทางโพรงไขกระดูก (IO) (เฉพาะแพทย์ และ พยาบาลเฉพาะทางห้องผ่าตัด) • บาดเจ็บที่ศีรษะ/ ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ o สาธิตการใช้ชุดผ้าห่มสำเร็จรูป (HPMK) o การรักษาการบาดเจ็บที่ตา * สาธิตการใช้ที่ครอบตาแบบแข็งอย่างเหมาะสม * อภิปรายการบริหารยาที่เหมาะสม ของยาโมซิฟอกซาซิน (moxifloxacin) ยารับประทาน • การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ: สาธิตการลากผู้บาดเจ็บที่มีประสิทธิภาพ, การลากด้วยมือเปล่า, การเคลื่อนย้ายด้วย เปลสนาม (ชุดเปลสนามช่วยเคลื่อนย้าย[WALK])และเปลสเกต (Sked)


82 • ยาที่ใช้ใน การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี(TCCC) o การบริหารยาแก้ปวด วิธีใช้ รับประทาน ตามขนาดที่เหมาะสมกับผู้บาดเจ็บ (ไทลินอล[Tylenol, มอกซิฟลอกซาซิน [Moxifloxacin]) o การบริหารยาปฏิชีวนะ วิธีใช้ รับประทาน ตามขนาดที่เหมาะสมกับผู้บาดเจ็บ o การบริหารยา เฟนทานิลซิเตรด (OTFC) วิธีใช้ อมในปากตามขนาดที่เหมาะสมกับผู้บาดเจ็บ o การบริหารยาปฏิชีวนะ วิธีใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อตามขนาดที่เหมาะสมกับผู้บาดเจ็บ o การบริหารยาเคตามีน (Ketamine)วิธีใช้ หยดทางจมูก (IN), ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM), ฉีดเข้าทาง หลอดเลือดดำ (IV) หรือทางโพรงไขกระดูก (IO)ตามขนาดที่เหมาะสมกับผู้บาดเจ็บ o การบริหารยามอร์ฟีน วิธีใช้ ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (IV) หรือทางโพรงไขกระดูก (IO)ตามขนาดที่ เหมาะสมกับผู้บาดเจ็บ • กระดูกหัก: o สาธิตการดามแผ่นปิดตาชนิดแข็ง ที่มีประสิทธิภาพ o สาธิตการดามกระดูกเชิงกราน ที่มีประสิทธิภาพ o สาธิตการดามแขน ขา ที่มีประสิทธิภาพ • บาดแผลไหม้ o การจัดการบาดแผลไหม้ โดยการหยุดกระบวนการไฟไหม้ก่อน และห่อหุ้มผู้บาดเจ็บ o คลุมห่อหุ้มบาดแผลไหม้ o เริ่มกระบวนการชดเชยสารน้ำที่สูญเสียไปกับบาดแผลไหม้ • บันทึกการบาดเจ็บ: ทำการบันทึกการบาดเจ็บให้ครบ ในแบบฟอร์ม 1380 (DD), บัตรบันทึกการบาดเจ็บ –การ ดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี, มิถุนายน 2014 • เฝ้าระวังติดตามอาการ: สาธิตการใช้ อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ที่เหมาะสมตามภารกิจ (เครื่องวัดออกซิเจน ปลายนิ้ว, เครื่องเฝ้าติดตามอาการ/ เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ, เป็นจอภาพ / เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าที่ น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ และอื่นๆ)


83 แนวทางปฏิบัติการฝึกอบรม การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี– ผู้ให้บริการทางการแพทย์ เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2015, แนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมโดยคณะกรรมการการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทาง ยุทธวิธี ได้เผยแพร่บนเว็ปไซด์ http://www.naemt.org/education/TCCC/tccc-ac คำแนะนำนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนการตัดสินใจในการรักษาพยาบาล อาการ ทางคลินิกของผู้ป่วยที่พบ การวางแผนการจัดการขั้นต้นในการดูแลระหว่างรบปะทะ • ยิงตอบโต้และหลบเข้าที่กำบัง • บอกหรือคาดหวังให้ผู้บาดเจ็บยังยิงตอบโต้ข้าศึกถ้าสามารถทำได้ • บอกให้ผู้บาดเจ็บเคลื่อนที่ไปยังที่กำบังและปฐมพยาบาลตนเองถ้าทำได้ • พยายามป้องกันไม่ให้ผู้บาดเจ็บได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม • ภาวะเลือดออกมาก: ถ้าสถานการณ์ปลอดภัยและเป็นไปได้ หยุดการตกเลือดภายนอกที่เป็นอันตราย คุกคามต่อชีวิต ถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติได้: o ถ้าสถานการณ์ทางยุทธวิธีสงบสามารถทำได้ ให้ผู้บาดเจ็บทำการปฐมพยาบาลโดยการห้ามเลือดด้วย ตนเองที่พบเลือดออกมาก อาจทำให้เสียชีวิต o ถ้าเป็นไปได้ ให้ผู้บาดเจ็บทำการห้ามเลือดให้ตัวเอง o ใช้สายรัดห้ามเลือดที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี แนะนำ ใช้ห้ามเลือดที่มีเลือดออกมากๆ o ย้ายผู้บาดเจ็บเข้าที่กำบัง • การจัดการทางเดินหายใจ โดยทั่วไปแล้วทางที่ดีที่สุดคือชะลอการจัดการทางเดินหายใจไปก่อนจนถึงห้วงการ ดูแลในพื้นที่การรบ การวางแผนจัดการขั้นต้นห้วงการดูแลในพื้นที่การรบ บันทึก: ผู้บาดเจ็บที่ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ควรปลดอาวุธทันที • ภาวะเลือดออกมาก o ประเมินตรวจหาบาดแผลเลือดออกที่มองไม่เห็น และทำการห้ามเลือดที่ต้นเหตุของเลือดออก o ถ้าจำเป็นใช้สายรัดห้ามเลือดหนึ่งเส้นหรือมากกว่า ที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ–การดูแล ผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีทำการห้ามเลือดที่แขนหรือขา


84 o ใช้ผ้าก็อซชุบสารห้ามเลือดที่ได้รับการรับรองคณะกรรมการฯ กดห้ามเลือดสำหรับภาวะเลือดออกมาก ที่ไม่ใช่แขนขา หรือบาดแผลที่ไม่จำเป็นต้องใช้สายรัดห้ามเลือด เพื่อที่จะถอดสายรัดห้ามเลือดออก * สำหรับบาดแผลที่เชิงกราน ใช้ ผ้าก็อซชุบสารห้ามเลือด, ผ้าก๊อซยี่ห้อซีล็อค หรือ ผ้าก๊อซยี่ห้อชุบไค โตก็อซ * สำหรับบาดแผลที่เป็นโพรงลึกแคบ เช่นบริเวณรอยต่อรยางค์และลำตัว ให้ใช้อุปกรณ์ XStat ลักษณะเป็นเม็ดฟองน้ำ เมื่อถูกเลือดจะพองตัวขึ้นช่วยกดห้ามเลือดจากภายใน o ถ้ามีเลือดออกมากบริเวณรอยต่อรยางค์และลำตัว ให้ใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดบริเวณรอยต่อรยางค์และ ลำตัว ที่ได้รับการรับการรับรองคณะกรรมการฯ ทำการห้ามเลือดทันที o ประเมินซ้ำสายรัดห้ามเลือดที่รัดมาก่อนหน้า * ถ้าสายรัดห้ามเลือดจำเป็นต้องใช้ เปิดบาดแผลและตรวจสอบ * เปลี่ยนตำแหน่งสายรัดห้ามเลือดที่รัดบนเครื่องแบบ โดยใช้สายรัดห้ามเลือดอีกเส้นรัดบนผิวหนัง โดยตรง รัดเหนือบาดแผล 2-3 นิ้ว o เปิดให้เห็นสายรัดห้ามเลือดทุกเส้น และใช้ปากกาที่ลบไม่ได้เพื่อให้เห็นได้ชัดเจน เขียนเวลาที่ทำการ รัดสายรัดห้ามเลือด • การจัดการทางเดินหายใจ o สำหรับผู้บาดเจ็บที่หมดสติ โดยไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ ดำเนินการดังต่อไปนี้ * วิธียกคาง /วิธีดันขากรรไกรล่าง * อุปกรณ์พยุงทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก * จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าพักฟื้น (ดู ภาพ 6-1) o สำหรับผู้บาดเจ็บที่หมดสติ มีการอุดกั้นทางเดินหายใจหรือทางเดินหายใจเกือบจะอุดกั้น ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ * วิธียกคาง /วิธีดันขากรรไกรล่าง * ท่อเปิดทางเดินหายใจทางจมูก ภาพ 6-1. ท่าพักฟื้น


85 * ให้ผู้บาดเจ็บที่รู้สึกตัวดีปรับท่าที่เหมาะสมเพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งหายใจได้สะดวกรวมถึงท่านั่ง * ผู้บาดเจ็บที่ไม่มีสติ ไม่รู้สึกตัว จัดท่าให้อยู่ในท่าพักฟื้น • การหายใจ: o ผู้บาดเจ็บที่มีอาการหายใจลำบาก และมีบาดแผลที่หน้าอกหรือสังเกตเห็นนบาดแผลบริเวณลำตัว ประเมินว่ามีภาวะลมดันในช่องอกและทำการเจาะระบายลมในช่องอกข้างที่บาดเจ็บ * ถอดปลอกออกจากเข็มขนาด 14 เกจ, ยาว 3.25 นิ้ว * แทงเข็มเข้าไปในผิวหนังเหนือขอบซี่โครงซี่ที่ 3 ในแนวกึ่งกลางกระดูกไหปลาร้า และแทงลงไปตรงๆ ในช่องระหว่างซี่โครงช่องที่ 2 ทำมุม 90 องศา * ขณะแทงเข็มเข้าไปในช่องอก จะรู้สึก “ลมดัน” ได้ยินเสียงลมผ่าน “ฟู่” ต้องแน่ใจว่าเข็มเลื่อนเข้าไป จนสุดถึงจุกหัวเข็ม * นำแกนเข็มเหล็กออก คาเข็มพลาสติกไว้ * ติดพลาสเตอร์หัวจุกเข็มพลาสติกกับผนังหน้าอก ด้วยผ้าเทปขนาด 1/2 นิ้ว o บาดแผลเปิดทรวงอกหรือบาดแผลดูดทรวงอกแต่ละบาดแผลให้การรักษาดังนี้ * ใช้แผ่นปิดผนึกหน้าอกชนิดมีวาล์วระบายลม ปิดหน้าอกทันทีเพื่อป้องกันลมเข้า * ถ้าไม่มีแผ่นปิดผนึกหน้าอกชนิดมีวาล์วระบายลม ให้ใช้แผ่นปิดผนึกหน้าอกชนิดไม่มีวาล์วระบาย ลมปิดแทน * ถ้ายังมีหายใจลำบาก เปิดแผ่นปิดหน้าอกเป็นการชั่วคราวและปัดลิ่มเลือดที่อุดบาดแผล (Burping) ถ้าทำวิธีนี้แล้วผู้บาดเจ็บไม่ดีขึ้นยังมีอาการหายใจลำบาก ให้พิจารณาทำการเจาะ ระบายลมในช่องอก • การไหลเวียนโลหิต o การห้ามเลือดมีความสำคัญมากกว่าการให้สารน้ำทดแทน จึงต้องทำการห้ามเลือดให้หยุดเสียก่อน ถ้า มีข้อบ่งชี้ในการให้สารน้ำทดแทน ให้เริ่มให้สารน้ำทดแทนด้วยเข็มขนาด 18 เกจ หรือเข็มฉีดยาชนิด ล็อคน้ำเกลือ o การให้สารน้ำทดแทนทางโพรงไขกระดูก (IO) เป็นวิธีการให้สารน้ำทดแทน ที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เมื่อมีความจำเป็นต้องให้สารน้ำทดแทน และไม่สามารถให้สารน้ำทดแทนทางหลอดเลือดดำ (IV)ได้ o ให้ TXA 1 กรัม ทันทีที่สามารถให้ได้ ในผู้บาดเจ็บที่เสี่ยงมีภาวะช็อคจากการเสียเลือด


86 o อาการแสดงของภาวะช็อคในสนามรบ คือ (1) ผู้บาดเจ็บไม่มีรู้สึกตัว หรือ ระดับความรู้สึกตัว เปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บทางสมอง หรือการให้ยา และ/หรือ (2) ชีพจรที่ข้อมือ ผิดปกติ ถ้าผู้บาดเจ็บไม่อยู่ในภาวะช็อค, ถ้าผู้บาดเจ็บรู้สึกตัวดีและสามารถกลืนได้อนุญาตให้ ดื่มน้ำได้ ถ้าผู้บาดเจ็บอยู่ในภาวะช็อค ให้เลือด ชนิดเลือดครบส่วน, พลาสม่าแช่แข็ง, หรือฉีด เฮ็กซ์เทนด์เข้าหลอดเลือดดำ 500 มล. ต่อจากนั้นสังเกตอาการผู้บาดเจ็บเป็นเวลา 30 นาที ถ้า ผู้บาดเจ็บอาการยังไม่ดีขึ้น, ให้ฉีดเฮ็กซ์เทนด์เข้าหลอดเลือดดำ 500 มล. ครั้งที่ 2 การให้ยาครั้ง ที่ 2 ควรให้ในลักษณะเดียวกัน การให้ เฮ็กซ์เทนด์อย่าให้มากกว่า 1,000 มล.. o ถ้าพบข้อบ่งชี้3 ข้อต่อไปนี้ ให้เปลี่ยนวิธีรัดห้ามเลือดที่แขน ขา และรัดห้ามเลือดบริเวณข้อต่อได้ * ผู้บาดเจ็บไม่อยู่ในภาวะช็อค * ต้องสามารถเฝ้าระวังติดตามสังเกตบาดแผลสำหรับภาวะเลือดออกมากได้ * สายรัดห้ามเลือดไม่จำเป็นต้องใช้ สายรัดห้ามเลือดใช้เพื่อห้ามเลือดจากแขนขาขาด o ถ้าสามารถทำการส่งกลับในเวลาน้อยกว่า 2 ช.ม.หรือผู้บาดเจ็บอยู่ในภาวะช็อค อย่าพยายาม นำสายรัดห้ามเลือดออก o การช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บ ในการให้สารน้ำทดแทนในภาวะช็อค ปกติจะช่วยจนกว่าจะคลำชีพจรที่ ข้อมือได้, ระดับความรู้สึกตัวดีขึ้น, หรือความดันโลหิตตัวบน 90 มม.ปรอท เมื่อพบหนึ่งข้อขึ้น ไป หยุดการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ o ประเมินซ้ำผู้บาดเจ็บทุก 15 นาที สำหรับการเกิดซ้ำของภาวะช็อค ถ้าภาวะช็อคเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำการตรวจสอบภาวะเลือดออกมาก ทุกตำแหน่งที่เคยห้ามเลือดไว้ และให้สารน้ำทดแทนทาง หลอดเลือดดำข้างต้นซ้ำอีกครั้ง • การป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำ o เปิดเผยร่างกายของผู้บาดเจ็บต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดและส่งเสริมการเก็บรักษาความร้อนให้กับ ผู้บาดเจ็บ o ถ้าสามารถทำได้ ให้เก็บอุปกรณ์ป้องกันตัวของผู้บาดเจ็บ ถ้าเป็นไปได้ให้ถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออก ให้ผู้บาดเจ็บนอนบนพื้นผิวที่เป็นฉนวนควบคุมอุณหภูมิเท่าที่จะทำได้ ถ้าสามารถทำได้ให้ใช้ชุดผ้าห่ม สำเร็จรูปที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีถ้าไม่สามารถ หาชุดผ้าห่มสำเร็จรูปได้, ให้ใช้ผ้าห่มแห้ง, ผ้าคลุมกันฝน, ถุงนอน, หรือ อุปกรณ์ที่เก็บความร้อน และ ดูแลผู้บาดเจ็บให้อบอุ่นและแห้ง o ถ้าเป็นไปได้ ให้เตรียมน้ำเกลือที่จะให้กับผู้บาดเจ็บ โดยทำให้อุ่นก่อนให้ผู้บาดเจ็บ o ผู้บาดเจ็บที่มีทั้งภาวะช็อคและบาดเจ็บที่ศีรษะ ควรให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หรือให้สารน้ำทาง โพรงไขกระดูก จนมีชีพจรที่ข้อมือกลับคืนมา โดยสามารถคลำชีพจรที่ข้อมือได้ ซึ่งสอดคล้องกับการ วัดชีพจรตัวบน (SBP) ได้ประมาณ 70 มม.ปรอท • การจัดการความเจ็บปวด o การจัดการความเจ็บปวดในสนามปกติควรทำได้หนึ่งข้อ จากสามตัวเลือกดังต่อไปนี้ * ถ้าความเจ็บปวดระดับน้อยถึงปานกลาง และ/หรือ ผู้บาดเจ็บสามารถต่อสู้ได้ ให้ชุดยาเม็ดบรรจุ แพ็คของผู้บาดเจ็บ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี


87 * ถ้าความเจ็บปวดระดับปานกลางถึงปวดมาก และผู้บาดเจ็บไม่มีภาวะช็อคให้การบริหารยาโดยใช้ ยาอมเฟนทานิล800 ไมโครกรัม ชนิดอมในปาก * ถ้าความเจ็บปวดระดับปานกลางถึงปวดมาก และผู้บาดเจ็บมีภาวะช็อคให้การบริหารยาโดยใช้ เคตามีน 50 มิลลิกรัม (มก.) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) หรือ ชนิดพ่นจมูก (IN) ทุกๆ 30 นาที, เมื่อปวด หรือบริหารยา โดยใช้ เคตามีน 20 มิลลิกรัม (มก.) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ (IV) หรือทางไขกระดูก ช้าๆ (IO) ทุกๆ 20 นาที เมื่อปวด o บันทึก: การให้ยาเคตามีนเพื่อควบคุมอาการปวดสุดท้ายผู้บาดเจ็บอาจมีตากระตุก ตาแกว่ง (Nystagmus) ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้พิจารณาให้ยา ออนแดนซีทรอน (โซฟราน) 4 มก. โดยให้ ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (IV) หรือทางโพรงไขกระดูก (IO) ทุกๆ 8 ชั่วโมง • ยาปฏิชีวนะ: ยาปฏิชีวนะที่แนะนำให้ใช้ในสนาม สำหรับบาดแผลเปิดจากอาวุธสงครามทุกชนิดดังนี้ o ถ้าผู้บาดเจ็บสามารถกลืนได้ บริหารยาโดย ให้รับประทานยา มอกซิฟอกซาซิน 400 มก. จากชุดยา เม็ดบรรจุแพ็คของผู้บาดเจ็บ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี o ถ้าผู้บาดเจ็บไม่สามารถกลืนได้ (เพราะว่า ภาวะช็อค หรือไม่รู้สึกตัว) บริหารยา โดยใช้ยา เออต้าพีเนม (อินแวนซ์) 1 กรัม โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (IV) หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) • บาดแผล: o ตรวจสอบและตกแต่งบาดแผลที่พบเห็น o ตรวจสอบบาดแผลเพิ่มเติมที่ยังไม่ทำการตรวจประเมิน (เช่น บาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะ) • การดาม: o การดามบาดแผลถูกแทงที่ตา ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ * ทำการทดสอบการมองเห็นของผู้บาดเจ็บ ให้เร็วที่สุด * ปิดตาด้วยที่ครอบตาแบบแข็ง และไม่กดที่บาดแผลของดวงตา * ถ้าผู้บาดเจ็บสามารถกลืนได้ ให้บริหารยาโดยให้ยา มอกซิฟอกซาซิน 400 มก. จากชุดยาเม็ดบรรจุ แพ็คของผู้บาดเจ็บ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีถ้าผู้บาดเจ็บไม่สามารถกลืนได้ ให้ บริหารยาปฏิชีวนะโดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (IV) หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) o สำหรับกระดูกหัก: ให้ใช้การดามกระดูกเชิงกราน สำหรับบาดแผลที่แขนขาท่อนล่างขาด, รถยนต์พลิก คว่ำ, หรืออาคารถล่ม • การเฝ้าระวังติดตามอาการ: เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดมีประโยชน์ในการเฝ้าระวังติดตามอาการเปลี่ยนแปลง ของผู้ป่วย • การส่งต่อและการบันทึกการบาดเจ็บ: การส่งต่อผู้บาดเจ็บและการดูแลรักษาพยาบาลในระดับที่สูงกว่า ใช้ บัตรบันทึกการบาดเจ็บ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีเพื่อบันทึกการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ บัตรบันทึกการบาดเจ็บ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีใช้รูปแบบการรายงานการส่งต่อตามหลัก “MIST” (กลไกการบาดเจ็บ, การบาดเจ็บ, อาการ/อาการแสดง, และการรักษาพยาบาล) การรายงานตามหลัก “MIST” เป็นการส่งมอบผู้ป่วยที่เป็นตามมาตรฐาน • การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) o ผู้บาดเจ็บจากแรงระเบิดในสนามรบ หรือบาดเจ็บจากการถูกแทง ซึ่งไม่มีชีพจร, ไม่มีการหายใจ, และ ไม่มีสัญญาณชีพของการมีชีวิตอย่างอื่นๆ ไม่ควรทำการช่วยฟื้นคืนชีพ


88 o ผู้บาดเจ็บที่มีการบาดเจ็บบริเวณลำตัว หรือมีการบาดเจ็บหลายอย่าง และไม่มีชีพจร หรือไม่หายใจ ควรทำการเจาะระบายลมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง เพื่อยืนยันว่าไม่มีภาวะลมดันในช่องอกก่อนที่จะหยุดทำ การช่วยชีวิต • บาดแผลไหม้ o บาดแผลไหม้บริเวณหน้า ควรได้รับการตรวจสอบประเมินทางเดินหายใจอย่างจริงจัง และ การบาดเจ็บ จากประสิทธิภาพการหายใจที่อาจเกิดขึ้น o ประเมินพื้นที่ผิวหนังของร่างกายทั้งหมด (TBSA) การคำนวณพื้นที่ผิวหนังของร่างกายทั้งหมดของ บาดแผลไหม้ให้ใกล้เคียงที่สุด ประมาณร้อยละ10 , ประเมินตามกฎเลข 9 (ดูภาพ 6-2)


89 o คลุมห่อบริเวณบาดแผลไหม้ใช้ผ้าปราศจากเชื้อที่แห้งปิดบาดแผล ตกแต่งบาดแผลด้วยเทคนิคสะอาด ปราศจากเชื้อ สำหรับบาดแผลไหม้ขนาดมากกว่าร้อยละ20ของพื้นที่ผิวหนังของร่างกาย ให้ห่อ ผู้บาดเจ็บโดยวางผู้บาดเจ็บในชุดผ้าห่มสำเร็จรูป (HPMK), หรือแม้แต่ถุงบรรจุศพ, หรืออุปกรณ์อื่นๆ o การให้สารน้ำชดเชยในการช่วยชีวิตตามกฎเลข 10การวิจัยศัลยกรรมของสถาบันกองทัพสหรัฐอเมริกา (คำนวณจากพื้นที่ผิวหนังของร่างกายทั้งหมดของบาดแผลไหม้ให้ใกล้เคียงที่สุด ประมาณร้อยละ 10 ) * สำหรับบาดแผลไหม้มากกว่าร้อยละ20 ของพื้นที่ผิวหนังของร่างกายทั้งหมด, เริ่มให้สารน้ำทาง หลอดเลือดดำ หรือให้สารน้ำทางไขกระดูกทันทีที่สามารถทำได้ โดยให้แลคเตท ริงเกอร์(LR), นอร์มอลเซลิน (NS) หรือสารละลายเฮ็กซ์เทนด์ * ถ้าใช้เฮ็กซ์เทนด์, (ห้ามให้เฮ็กซ์เทนด์มากกว่า 1,000 มล.) ตามด้วยแลคเตท ริงเกอร์(LR), หรือ นอร์มอลเซลิน (NS)ตามความจำเป็น การวางแผนการจัดการการเคลื่อนย้ายขั้นต้น บันทึก: นอกจากการดูแลตามหัวข้อการดูแลในพื้นที่รบปะทะ (TFC) สำหรับการดูแลในการเคลื่อนย้าย ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้: • ภาวะเลือดออกมาก: ประเมินซ้ำสายรัดห้ามเลือดทุกเส้น ทำอย่างต่อเนื่อง และประเมินผ้าพันแผลว่ามี เลือดออกจากการสั่นของยานพาหนะขณะการเคลื่อนย้าย กฎเลข 9 การประมาณพื้นที่ผิวหนังของร่างกายทั้งหมด (TBSA)ของผู้ใหญ่ที่ถูกไฟไหม้ นับเป็นส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นร้อยละ 9 ดังนี้ หัว = ร้อยละ 9 หน้าอก (ด้านหน้า) = ร้อยละ 9 ช่องท้อง (ด้านหน้า) = ร้อยละ 9 ด้านหลัง ส่วนบน/กลาง/ล่าง และก้น = ร้อยละ 18 แขนแต่ละข้าง = ร้อยละ 9 (ด้านหน้าร้อยละ 4.5, ด้านหลังร้อยละ 4.5) อวัยวะเพศ = ร้อยละ 1 ขาแต่ละข้าง = ร้อยละ 18 (ด้านหน้าร้อยละ 9, ด้านหลังร้อยละ 9) ภาพ 6-2. กฎเลข 9


90 • การจัดการทางเดินหายใจ: โดยพิจารณาตามอาการเปลี่ยนแปลงของผู้บาดเจ็บ หรือพิจารณาจากภาวะทางเดิน หายใจเกือบจะอุดกั้น โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ o เปิดทางเดินหายใจด้วย ท่อช่วยหายใจชนิดครอบเหนือกล่องเสียง (King LT, iGel, และอื่นๆ) o เปิดทางเดินหายใจ โดยใส่ท่อช่วยหายใจ (เตรียมอุปกรณ์ ดูดเสมหะ, สายรัดท่อช่วยหายใจ, ลูกบีบ ช่วยหายใจ, แกนช่วยใส่ท่อช่วยหายใจ, กล้องส่องช่วยใส่ท่อช่วยหายใจ) • การหายใจ: o ให้พิจารณาใส่ท่อระบายทรวงอกถ้าผู้บาดเจ็บอาการไม่ดีขึ้น และ/หรือถ้าคาดว่าการเคลื่อนย้ายในการ ส่งกลับเป็นเวลานาน o ให้ออกซิเจนเสริมกับผู้บาดเจ็บ หากมีอาการดังนี้ * มีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ำ โดยวัดจากเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดจากปลายนิ้ว (ช็อค, บาดแผลทรวงอก และอื่นๆ) * อาการบาดเจ็บ ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนน้อยลง * ผู้บาดเจ็บไม่มีสติ ไม่รู้สึกตัว * ผู้บาดเจ็บมีบาดเจ็บที่ศีรษะ (รักษาระดับค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ให้มากกว่าร้อยละ90) * ผู้บาดเจ็บอยู่ในที่สูง (สูงกว่า 5,000 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล) • การไหลเวียนโลหิต: ประเมินซ้ำบ่อยๆ ตำแหน่งที่ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV) หรือ ให้สารน้ำทางโพรงไข กระดูก (IO) ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนและปลอดภัย • บาดเจ็บที่ศีรษะ/ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ o ผู้บาดเจ็บที่ศีรษะที่มีอาการปานกลาง ถึงรุนแรง (บาดแผลถูกแทง) ควรจะเฝ้าระวังติดตามอาการ ต่อไปนี้ * ระดับความรู้สึกตัวลดลง * รูม่านตาขยาย * รักษาให้ความดันโลหิตตัวบน (SBP) มากกว่า 90 มม.ปรอท หรือค่าความดันโลหิตเฉลี่ย(MAP) มากกว่า 60 มม.ปรอท (MAP = Mean Arterial Pressure คือ ผลรวมของค่าความดันโลหิตตัวล่าง กับ 1/3 ของค่า pulse pressure) * รักษาให้ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด(เครื่องวัดค่าออกซิเจนในเลือดจากปลายนิ้ว) มากกว่า ร้อยละ90 * ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ (อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย ต่ำกว่า 96 องศาฟาเรนไฮต์ [35.5 องศา เซลเซียส]) * รักษาให้ความดันย่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (ถ้าเครื่องวัดค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในลม หายใจ[capnography] นำมาใช้ได้ให้รักษาระดับค่าความดันย่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ ระหว่าง 35 ถึง 40 มม. ปรอท)


91 * สำหรับบาดแผลทิ่มแทงที่ศีรษะ ให้ยาปฏิชีวนะ(เออต้าพีเนม [Ertapenam] 1 กรัม) * ให้สันนิษฐานว่ามีการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังส่วนคอจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่มี o ถ้าสงสัยว่ามีสมองเลื่อน ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้: * บริหารยา โดยให้สารละลายน้ำเกลือเข้มข้นร้อยละ3 ปริมาณ 250 มล. ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ หรือฉีดเข้าทางโพรงไขกระดูก * ยกศีรษะผู้บาดเจ็บให้อยู่ระดับสูง 30 องศา * ควบคุมความเจ็บปวด แม้ในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว (ห้ามใช้มอร์ฟีน) * ช่วยหายใจด้วยลูกบีบช่วยหายใจ(BVM) ให้กับผู้บาดเจ็บถี่และเร็ว (อัตราเร็วในการบีบลูกบีบช่วย หายใจ (BVM) 14 -20 ครั้ง/นาที) o ห่อหุ้มผู้บาดเจ็บ ด้วยชุดผ้าห่มสำเร็จรูป HPMK หรือ ผ้าห่มช่วยชีวิต เป็นผ้าห่มป้องกันสูญเสียความ ร้อน , ผ้าคลุมกันฝน, ถุงนอน และอื่นๆ


92


93 ภาคผนวก A บัตรบันทึกการบาดเจ็บ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี บัตรบันทึกการบาดเจ็บ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี ชื่อปฏิบัติการสู้รบ#:_____________________________ ประเภทการส่งกลับ: ด่วนที่สุด ด่วน ปกติ ชื่อ นามสกุล เลขสุดท้าย 4 หลัก เพศ: เพศชาย เพศหญิง วันที่(วว-ดดด-ปป) เวลา: ชื่อหน่วยบริการ:______________ชื่อหน่วยย่อย:______________การแพ้ยา:_____________ Mechanism of Injury-กลไกการบาดเจ็บ: (สาเหตุที่ทำให้บาดเจ็บทั้งหมดทำสัญลักษณ์X) ปืนใหญ่ การกระแทก เผาไหม้ ตกจากที่สูงระเบิดขว้าง ปืน ระเบิดแสวงเครื่อง กับระเบิดรถพลิกคว่ำ อาร์พีจีอื่นๆ Injury - การบาดเจ็บ (ตำแหน่งที่บาดเจ็บให้ทำสัญลักษณ์X) TQ-Tourniquet (สายรัดห้ามเลือด) Sign & Symptom- อาการและอาการแสดง: (เติมคำในช่องว่าง) เวลา ชีพจร (อัตราเร็ว/ตำแหน่งจับชีพจร) ความดันโลหิต / / / / อัตราการหายใจ ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ระดับความรู้สึกตัว (AVPU) ระดับความเจ็บปวด (0-10) แบบฟอร์ม DD 1380, มิถุนายน 2014 บัตรบันทึกการดูแลผู้บาดเจ็บ-TCCC (TCCC CARD) TQ: แขนขวา ชนิด:________ เวลา:________ TQ: แขนซ้าย ชนิด:________ เวลา:________ TQ: ขาขวา ชนิด:________ เวลา:________ TQ: ขาซ้าย ชนิด:________ เวลา:________ ภาพ A-1. บัตรบันทึกการบาดเจ็บ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี (ด้านหน้า)


94 ชื่อปฏิบัติการสู้รบ#:_____________________________ ประเภทการส่งกลับ: ด่วนที่สุด ด่วน ปกติ Treatment: (การรักษาพยาบาลทั้งหมดให้ทำสัญลักษณ์ x และเติมในช่องว่าง) C: TQ- แขนขา บริเวณข้อต่อ ลำตัว การตกแต่งบาดแผล- ใช้ผ้าก็อซชุบสารห้ามเลือด กดห้ามเลือดอื่นๆ A: ทางเดินหายใจโล่งดี ใส่อุปกรณ์พยุงทางเดินหายใจชนิดใส่จมูก (NPA) เจาะคอ(CRIC) ใส่ท่อช่วยหายใจ ใส่ท่อเปิดทางเดินหายใจชนิดเหนือกล่องเสียง (SGA) B: ให้O2 เจาะช่องอก (NDC) ใส่ท่อระบายช่องอก ปิดแผ่นผนึกทรวงอก ชนิด C: ชื่อสารน้ำ ปริมาณ วิธี เวลา สารน้ำ เลือด MEDS: ชื่อสารน้ำ ขนาดยา วิธี เวลา ยาแก้ปวด (ตย.เคตามีน,เฟนทานิล ,มอร์ฟีน) ยาปฏิชีวนะ (ตย.มอกซิฟอกซาซิน, เออต้าพีเนม) อื่นๆ (ตย. TXA) อื่นๆ: ยาเม็ดแพ็คบรรจุสนาม ที่ครอบตาแบบแข็ง (ขวา ซ้าย) อุปกรณ์ดาม อุปกรณ์ใช้ป้องกัน ให้ร่างกายอบอุ่น ชนิด:_____________________________________________ บันทึก: บุคลากรด่านหน้า (FIRST RESPONDER) ชื่อ นามสกุล เลขสุดท้าย 4 หลัก แบบฟอร์ม DD 1380, มิถุนายน 2014 (ด้านหลัง) บัตรบันทึกการดูแลผู้บาดเจ็บ-TCCC (TCCC CARD) ภาพ A-2. บัตรบันทึกการบาดเจ็บ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี(ด้านหลัง)


Click to View FlipBook Version