95 ข้อควรระวัง: แบบฟอร์ม DD 1380, บัตรบันทึกการดูแลผู้บาดเจ็บ-การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี มิถุนายน 2014, เป็นรูปแบบการบันทึกตามหลัก MIST (กลไกการบาดเจ็บ, การบาดเจ็บ, อาการและอาการแสดง, และ การรักษาพยาบาล) รูปแบบการบันทึกตามหลัก MIST เป็น “การซักถาม” หรือผู้ป่วยบอกข้อมูล เพื่อการดูแล หรือผู้ดูแลในการเคลื่อนย้ายในระดับต่อไป (ทีมเสนารักษ์เวชศาสตร์การบิน, ทีมเสนารักษ์การลำเลียงภาคพื้นดิน พยาบาลเฉพาะทางวิกฤติ) ข้อควรระวัง: การเปลี่ยนแปลงขึ้นกับตัวชี้วัด ตัวชี้วัดเกิดจากการเก็บข้อมูล ข้อมูลที่ได้มาจาการบันทึกการดูแล ผู้บาดเจ็บ
96
97 ภาคผนวก B การทบทวนหลังการปฏิบัติ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี การทบทวนหลังการปฏิบัติการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี(TCCC AAR) จะทำหลังจากจบ ภารกิจภายใน 72 ชั่วโมงของการดูแลผู้บาดเจ็บ ตั้งแต่จุดเกิดเหตุ โดยทีมเสนารักษ์หรือการดูแลระดับที่ 1 และ ส่งข้อมูลการทบทวนหลังการปฏิบัติให้สำนักทะเบียนผู้บาดเจ็บกระทรวงกลาโหม (DODTR) สำนักทะเบียนผู้บาดเจ็บกระทรวงกลาโหม (DODTR) เป็นคลังข้อมูลของกระทรวงกลาโหม การบาดเจ็บ และสิ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ จุดมุ่งหมายของการลงทะเบียน คือการทำเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลเกี่ย วับประชากร, เหตุการณการบาดเจ็บ, การวินิจฉัยและการรักษาพยาบาล และผลการบาดเจ็บทหารสหรัฐ/ไม่ใช่ ทหารสหรัฐ และประชาชนพลเรือนสหรัฐ/ไม่ใช่พลเรือนสหรัฐ ในช่วงเวลาสงคราม และเวลาสงบ จากจุดที่ได้รับ การบาดเจ็บจนถึงขั้นสุดท้าย ระบบปฏิบัติการผู้บาดเจ็บร่วม(JTS) รวบรวมข้อมูลจากแบบฟอร์ม DD form 1380 และบัตรบันทึกการดูแลผู้บาดเจ็บ-TCCC มิถุนายน 2014; การทบทวนหลังการปฏิบัติการดูแลผู้บาดเจ็บจาก การรบทางยุทธวิธี(TCCC AARs) และจากบริการผู้ตรวจสอบการบริการทางแพทย์ของกองทัพบก การบันทึก ข้อมูลมีความสำคัญต่อการรวบรวมข้อมูลในสำนักทะเบียนผู้บาดเจ็บกระทรวงกลาโหม (DODTR) ซึ่งเดิมสำนัก ทะเบียนผู้บาดเจ็บร่วมเป็นผู้รวบรวมข้อมูล หน้าที่ของระบบปฏิบัติการผู้บาดเจ็บร่วม (JTS) สรุปได้ตามขั้นตอน ต่อไปนี้ • การปฏิบัติการของระบบปฏิบัติการผู้บาดเจ็บร่วม: กองเก็บบันทึกรวบรวมข้อมูล จะทำการบันทึก ข้อมูลจนถึงสรุปข้อมูล, ใส่รหัส, และรวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บสาหัส เข้าไว้ในฐานข้อมูลของสำนัก ทะเบียนผู้บาดเจ็บกระทรวงกลาโหม (DODTR) กองวิเคราะห์พัฒนาข้อมูล, แบบสอบถาม, และส่ง ข้อมูลให้กับสำนักทะเบียนผู้บาดเจ็บกระทรวงกลาโหม (DODTR) เพื่อตอบสนองให้กับหน่วยที่มี การขอข้อมูลและดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลที่จัดและไม่จัดประเภท กองระบบข้อมูลอัตโนมัติ รองรับเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสำนักทะเบียนผู้บาดเจ็บกระทรวงกลาโหม (DODTR) และโครงการ พิเศษที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล • การดูแลผู้บาดเจ็บในการส่งกลับ การรักษาฐานข้อมูลของการปฏิบัติการและข้อจำกัดทางสรีรวิทยา ที่ เกี่ยวกับการส่งต่อผู้บาดเจ็บ การดูแลระหว่างทางและมีการประเมินที่ถูกต้องตามมาตรฐาน “ชั่วโมงทอง” สำหรับการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บจากจุดเกิดเหตุ ไปถึงสถานพยาบาลที่มีความสามารถในการผ่าตัดครั้งแรก การเพิ่มการบันทึก การดูแลทหารระหว่างการส่งกลับทั้งหมด (ฐานข้อมูล MERCuRY) คือ การดูแล การส่งกลับทางบก การดูแลการส่งกลับทางอากาศ และการดูแลการส่งกลับทางเรือ • การปรับปรุงประสิทธิภาพประสาน การปรับปรุงทั่วไปของการดูแลผู้บาดเจ็บ ที่พัฒนาจากการ ปรับปรุงประสิทธิภาพเนื้อหาหลักสูตร และการฝึกอบรม การพัฒนาระบบการดูแลผู้บาดเจ็บการบัญชาการรบ
98 ภาพ B-1. การทบทวนหลังการปฏิบัติ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี (TCCC AAR) (ด้านหน้า)
99 ภาพ B-2. การทบทวนหลังการปฏิบัติ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี (TCCC AAR) (ด้านหลัง)
100
101 ภาคผนวก C การจัดลำดับความเร่งด่วน การคัดแยกผู้บาดเจ็บในการรักษาพยาบาล การคัดแยกผู้บาดเจ็บ (Triage) การคัดแยกผู้บาดเจ็บดำเนินการในทุกระดับของการปฏิบัติ การจัดระดับของการคัดแยกผู้บาดเจ็บ คือ Immediateเร่งด่วน, Delayed-รอได้, Minimal - เล็กน้อย, Expectant - คาดว่าน่าจะเสียชีวิต เพื่อให้ง่ายต่อการจำระดับ ของการคัดแยกโดยใช้อักษรย่อ “IDME” การรักษาพยาบาลไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่การคัดแยกผู้บาดเจ็บ ผู้บาดเจ็บควรส่งไปดูแลในพื้นที่รักษาพยาบาลที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว เร่งด่วน (Immediate) ผู้บาดเจ็บกลุ่มนี้ต้องการดูแลรักษาภายในนาทีแรกเมื่อมาถึง แต่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง เพื่อ หลีกเลี่ยงการเสียชีวิตหรือความพิการ การบาดเจ็บรวมถึงการอุดกั้นทางเดินหายใจ หรือการช่วยเปิดทางเดิน หายใจไปบ้างแล้ว, ภาวะลมดันในช่องอก, การตกเลือดที่ไม่สามารถห้ามเลือดได้, ความเสี่ยงที่จะสูญเสียแขนขา, หรือ แขนขาตัดขาดหลายข้าง รอได้(Delayed) ผู้ป่วยกลุ่มนี้รวมถึง ผู้ป่วยที่มีบาดแผลที่ต้องทำการผ่าตัด แต่สภาพทั่วไปไม่เอื้ออำนวยทำให้ การรักษาล่าช้า โดยไม่ควรเป็นอันตรายถึงชีวิต, แขนขาหรือการมองเห็น การบาดเจ็บรวมถึง แผลกระแทกหรือ แผลทะลุบริเวณลำตัว, กระดูกหัก, การบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน, กระดูกใบหน้ามีการแตกหัก โดยไม่มีปัญหา ทางเดินหายใจ,บาดเจ็บดวงตา, หรือบาดแผลไหม้ที่ไม่เป็นอัตรายถึงชีวิต เล็กน้อย (Minimal) ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการบาดเจ็บค่อนข้างเล็กน้อย (ตัวอย่าง บาดแผลฉีกขาดเล็กน้อย, บาดแผล ถลอก, กระดูกชิ้นเล็กหัก, และบาดแผลไหม้เล็กน้อย) และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การ รักษาพยาบาลน้อยที่สุด ผู้บาดเจ็บกลุ่มนี้สามารถใช้เป็นผู้ช่วยในการเคลื่อนย้ายหรือดูแลผู้บาดเจ็บ เนื่องจาก ผู้บาดเจ็บอาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือมาก ขอความช่วยเหลือจากผู้ป่วยเล็กน้อย ให้ทำหน้าที่รักษาความ ปลอดภัย หากมีเหตุการณ์อุบัติภัยหมู่ให้แจ้งเตือนไปยังสถานพยาบาลของทหาร (MTF) คาดว่าน่าจะเสียชีวิต (Expectant) ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการบาดเจ็บที่มีต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ในการกู้ชีพ ในปริมาณมากและค่าใช้จ่ายสูง ผู้บาดเจ็บคาดว่าน่าจะเสียชีวิตไม่ควรโดนทิ้งไม่ได้รับการดูแล แต่ควรแยก ผู้บาดเจ็บออกมาจากผู้ป่วยคนอื่น และประเมินอาการผู้บาดเจ็บซ้ำเป็นครั้งคราว ผู้บาดเจ็บกลุ่มนี้ต้องการผู้ที่ สามารถติดตามอาการ และจัดหาเครื่องอำนวยความสะดวกให้ อาการบาดเจ็บนี้รวมถึง การไม่มีสัญญาณชีพ หรือสัญญาณของชีวิต, บาดแผลกระสุนปืนทะลุกะโหลกศีรษะ, บาดแผลเชิงกรานหักแบบเปิดซึ่งไม่สามารถห้าม เลือดได้ และมีภาวะช็อคระดับ 4 บาดแผลไหม้โดยไม่มีโอกาสรอดหรือช่วยให้รอดชีวิตได้ หรือการบาดเจ็บของ กระดูกสันหลังระดับสูง
102 อุบัติภัยหมู่ (Mass Casualty) เหตุการณ์อุบัติภัยหมู่ (MASCAL) เป็นเหตุการณ์ทำให้มีการบริการทางการแพทย์เข้ามามากทันทีทันใดที่เกิด เหตุการณ์ รวมถึงบุคลากร, ส่วนสนับสนุน และ/หรือ อุปกรณ์ เครื่องมือ การตอบสนองต่อการช่วยเหลือ อุบัติภัยหมู่ (MASCAL) ที่มีประสิทธิภาพ พบว่าเป็นการคัดแยกผู้บาดเจ็บ ระบบของการคัดแยกผู้บาดเจ็บเมื่อถึง จุดรักษาพยาบาล และ การคัดแยกครั้งแรกที่จุดเกิดเหตุ เป็นพื้นฐานในสถานการณ์ทางยุทธวิธี, ภารกิจ และ ทรัพยากรที่มีอยู่ แผนรับมืออุบัติภัยหมู่ (Mass Casualty Planning) สิ่งอุปกรณ์สนับสนุน. สิ่งอุปกรณ์สนับสนุนทางการแพทย์- สิ่งอุปกรณ์ประเภท 8 หมายถึง เครื่องมือ อุปกรณ์, ยา, ออกซิเจน, ผ้าแต่งแผล, ชุดเย็บแผล, ความสามารถในการฆ่าเชื้อ, ความสามารถในการทำให้ปราศจากเชื้อ, เลือด, และอื่นๆ ติดต่อประสานงานกับระบบส่งกำลังบำรุงของสถานพยาบาลของทหาร (MTF) ทันทีเมื่อเปิด การปฏิบัติการ จำเป็นต้องมั่นใจว่า อุปกรณ์ที่มีอยู่สามารถให้การสนับสนุน เพิ่มเติมสิ่งอุปกรณ์ ได้ทันเวลา กล่อง สิ่งอุปกรณ์ประเภท 8 ควรวางไว้ใกล้ๆ จุดที่วางแผนเป็นจุดรวบรวมผู้ป่วยเจ็บ บุคลากร (Personnel) ต้องรู้ขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อเตรียมส่งต่อผู้บาดเจ็บไปสถานพยาบาลอื่น ควร มีแผนเผชิญเหตุรวมถึงแผนตามติดบุคคล ขีดความสามารถ (Capability) รู้จำนวนของ ห้องผ่าตัด และ เตียงของหน่วยดูแลผู้ป่วยอาการหนัก, ความสามารถรับผู้ป่วยไว้รักษา, และเครื่องมือตรวจวินิจฉัยที่มีอยู่ (เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง, เครื่อง เอ็กซ์เรย์, เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์[CT]) และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การ ติดต่อสื่อสารเป็นความจำเป็นระหว่างทีมคัดแยกผู้บาดเจ็บ, พลเปล, การบังคับบัญชาที่สูงกว่า และขีด ความสามารถของสถานพยาบาลใกล้เคียง ธนาคารเลือดจากเพื่อนทหาร (Walking Blood Bank – WBB) ผู้บาดเจ็บต้องให้เลือดจำนวนมาก (ต้องให้เม็ดเลือดแดงอัดแน่น [RBC] มากกว่า 10 ยูนิต ใน 24 ชั่วโมง) มีอัตรา การตายสูง (ร้อยละ 33) และมีศักยภาพมากที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จากการให้เลือดที่เหมาะสม การศึกษา ย้อนหลังของผู้เสียชีวิต ที่ต้องการให้เลือดจำนวนมากระหว่างการผ่าตัดในปฏิบัติการเสรียั่งยืน (OEF) และ ปฏิบัติการอิรักเสรี(OIF) พิสูจน์ให้รู้ว่า ประโยชน์การอยู่รอดสำหรับการให้เลือดจำนวนมากๆ เมื่อให้ เม็ดเลือด แดงอัดแน่น, พลาสม่าแช่แข็ง, และเกล็ดเลือด ให้ในอัตรา 1;1;1 เลือด (FWB) มีอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด เช่น ขอเลือด (FWB) จากเพื่อนทหารคนอื่น ซึ่งสามารถกำหนดจากการประเมินความเสี่ยงและศักยภาพของ ผู้บาดเจ็บเลือด (FWB) ไม่สูญเสียปัจจัยในการแข็งตัวของเลือดหรือหน้าที่ของเกล็ดเลือด
103 ความเสี่ยงในการให้เลือด (FWB risks) ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในการให้เลือด (FWB) รวมถึงความเสี่ยงที่ เพิ่มขึ้น ในการติดเชื้อจากการให้เลือด (ตย., ไวรัสเอช ไอ วี [HIV], ตับอักเสบ ชนิด B และ C, เชื้อซิฟิลิส) ระยะเวลาของความอดทนของผู้บริจาคลดลง (ผลจากภารกิจของหน่วยของผู้บาดเจ็บ) และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากข้อผิดพลาดในการจับคู่หมู่เลือด (ABO typing) ขึ้นกับการมีกิจกรรมที่ยุ่งๆระหว่างที่มีการขอเลือด (FWB) นอกจากนี้ ข้อจำกัดในสนามซึ่งไม่ถูกสุขลักษณะ และเป็นสาเหตุให้เพิ่มความเสี่ยงจากการปนเปื้อนแบคทีเรียใน เลือด แผนจัดการ ธนาคารเลือดจากเพื่อนทหาร (WBB planning) ประสานงานกับเจ้าหน้าที่โปรแกรม เลือด ในพื้นที่ปฏิบัติการร่วม ถึงความจำเป็นที่ต้องทำโปรแกรมธนาคารเลือดจากเพื่อนทหาร (WBB) ผู้บริจาค ต้องตรวจเลือด และทำการลงทะเบียนล่วงหน้า ในระบบโปรแกรมธนาคารเลือดจากเพื่อนทหาร (WBB) ควร ประกอบด้วย กำลังพลประจำการ, กำลังสำรองในกองกำลังรักษาดินแดน และผู้ปฏิบัติการของกระทรวงกลาโหม อื่นๆ ธนาคารเลือดเพื่อนทหาร (WBB) จะไม่ใช้ทหารพันธมิตรและชาวต่างชาติเป็นทางเลือกสุดท้าย ผู้บริจาคเลือด (FWB) ต้องมีกรุ๊ปเลือด ชนิด เอ บี โอ (ABO) ซึ่งเหมือนกับผู้บาดเจ็บ ถ้าเป็นเลือดคนละกรุ๊ปจะทำ ให้เม็ดเลือดแดงแตกทำให้เสียชีวิต เลือดกรุ๊ป O ไม่ใช่จะเข้าได้กับเลือดทุกกรุ๊ปสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมศึกษาใน ระบบการบาดเจ็บร่วม แนวทางการฝึกปฏิบัติ ศึกษาในออนไลน์ที่ http://www.usaisr.amedd.army.mil/cpgs/Fresh_Whole_Blood_Transfusion_24_Oct_12.pdf.
104
105 ภาคผนวก D การจัดลำดับความเร่งด่วนในการส่งกลับสายแพทย์ การแบ่งประเภทในการส่งกลับ (Evacuation Categories) ผู้บาดเจ็บที่มีอาการรุนแรงมากกว่า (ผู้บาดเจ็บเร่งด่วน และผู้บาดเจ็บต้องผ่าตัดเร่งด่วน) ควรจัดลำดับ ความสำคัญในการส่งกลับผู้บาดเจ็บก่อนผู้บาดเจ็บด่วนหรือผู้บาดเจ็บปกติ การส่งกลับทุกครั้งควรจะมีเจ้าหน้าที่ ไปด้วย แม้จะใช้พาหนะที่ไม่ใช่ทางการแพทย์((CASEVAC) ควรให้มีบุคลากรทางการแพทย์ไปด้วย แม้ว่าการ เคลื่อนย้ายจะเป็นเพียงผู้ป่วยระดับปกติ ข้อควรระวัง ระดับความสำคัญในการส่งกลับขององค์การสนธิสัญญา แอตแลนติกเหนือ (NATO) แบ่งเป็นระดับ 1 ถึงระดับ 4 ตามาตรฐานข้อตกลงนาโต้ 3204 การส่งกลับทางอากาศ ได้ตัดการส่งกลับลำดับที่ 4 ออก ความสำคัญในการส่งกลับ (Evacuation Priority) เครื่องมือในการรักษาพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่พยาบาลอาวุโส เป็นสิ่งที่กำหนดระดับความสำคัญในส่งกลับผู้ป่วย เจ็บ การส่งกลับทหารขึ้นกับเงื่อนไขในการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกลำดับความเร่งด่วนในการส่งกลับและ ขึ้นกับความพร้อมของพาหนะในการส่งกลับสายแพทย์ ความเร่งด่วนลำดับที่ 1 คือ ด่วนที่สุด (Priority I Urgent) คือผู้ป่วยฉุกเฉิน ควรได้ทำการส่งกลับเร็วที่สุดที่จะ ทำได้และภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพื่อรักษาชีวิตหรือรักษาแขนขา หรือการมองเห็น เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นหรือความพิการ ความเร่งด่วนลำดับที่ 1A คือ ศัลยกรรมด่วนที่สุด (Priority IA Urgent Surgical) คือผู้ป่วยซึ่งต้องได้รับการ ผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตและช่วยให้อาการคงที่ จึงต้องรีบทำการส่งกลับ ความเร่งด่วนลำดับที่ 2 คือ ด่วน (Priority II Priority) คือ ผู้ป่วยที่มีบาดแผลที่ต้องให้การรักษาพยาบาล ลำดับความสำคัญในการส่งกลับของผู้ป่วยควรทำการส่งกลับภายใน 4 ชั่วโมง หรืออาการของผู้ป่วยอาจจะ เปลี่ยนเป็นอาการรุนแรงเป็นผู้ป่วยด่วนที่สุด หรือผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาเฉพาะทางหรือเฉพาะที่ หรือมีความ เจ็บปวดมากหรือจะเกิดความพิการโดยไม่จำเป็น ความเร่งด่วนลำดับที่ 3 คือ ปกติ(Priority III Routine) คือ ผู้ป่วยและมีบาดแผลที่ต้องส่งกลับแต่ บาดแผล คาดว่าจะไม่มีความรุนแรงมากขึ้นโดยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน ผู้ป่วยและบาดแผลนี้ ควรได้ทำการส่งกลับภายใน 24 ชั่วโมง ความเร่งด่วนลำดับที่ 4 คือ ตามสะดวก (Priority IV Convenience)คือผู้ป่วยซึ่งส่งกลับโดยพาหนะทาง การแพทย์เมื่อสถานการณ์อำนวย
106 เขตลงสู่พื้นจุดรับผู้ป่วยของเฮลิคอปเตอร์(Helicopter Landing Zone) อากาศยานโดยปกติเข้าเขตพื้นที่ทางยุทธวิธีจะไม่เปิดไฟร่อนลงหรือฉายไฟค้นหา กองกำลังสหรัฐใช้ เครื่องหมายระบบ “Y” กลับหัว (Inverted “Y” system) ใช้เป็นเครื่องหมายหลักสำหรับจุดลงจอด หากไม่มี เครื่องหมายแสดงจุดลงจอดในเวลากลางวัน ให้ใช้สัญญาณควัน การแสดงจุดลงจอดในพื้นที่ยุทธวิธีอาจใช้แท่ง เคมีเรืองแสง, ถุงไฟเรืองแสง “beanbag”วางบนพื้นดิน หรือผูกแท่งเคมีเรืองแสงกับเชือก 550 คอร์ด, หมุนเป็น วงกลม การให้สัญญาณทำไฟส่องสว่างเป็นตัว “Y” กลับหัว ชี้เป้าไปเขตลงสู่พื้นจุดรับผู้ป่วยของเฮลิคอปเตอร์ ภาพ D-1 ระบบ “Y” กลับหัว (Inverted “Y” system)
107 ภาคผนวก E คำร้องขอการส่งกลับ 9 บรรทัด และรายงานตามหลัก MIST การส่งกลับสายแพทย์โดยใช้พาหนะโดยใช้พาหนะทาง การแพทย์ที่มีเครื่องหมายกาชาดติดอยู่คำร้องขอการส่งกลับ 9 บรรทัด หมู่วัน เวลา หน่วย 1 ตำแหน่ง-ที่ตั้งของจุดรับผู้ป่วย (พิกัดจุดรับผู้ป่วย) 2 นามเรียกขานและความถี่วิทยุ 3 จำนวนผู้บาดเจ็บแบ่งตามลำดับความเร่งด่วน A B C A- ด่วนที่สุด: ส่งต่อโรงพยาบาล (ระดับ 2 หรือระดับ3) ภายในเวลา 90 นาที (ความเร่งด่วนระดับ 1) B- ด่วน: ส่งต่อโรงพยาบาล (ระดับ 2 หรือระดับ3) ภายในเวลา 4 ชั่วโมง (ความเร่งด่วนระดับ 2) C- ปกติ: ส่งต่อโรงพยาบาล (ระดับ 2 หรือระดับ3) ภายในเวลา 24 ชั่วโมง (ความเร่งด่วนระดับ 3) 4 อุปกรณ์พิเศษที่ต้องการ A - ไม่ต้องการ B - กว้าน (รอก) C - อุปกรณ์แหวกกิ่งไม้(เมื่อรับในป่าทึบ) D - เครื่องช่วยหายใจ 5 จำนวนผู้บาดเจ็บแบ่งตามประเภท (ผู้บาดเจ็บที่ต้องใช้ เปล ผู้บาดเจ็บที่เดินเองได้) ต้องใช้เปล ผู้บาดเจ็บที่เดินเองได้) L A E L - ผู้ป่วยนอน A - ผู้ป่วยเดินได้ E - ผู้ป่วยต้องทีผู้ดูแล (ตย.ผู้ป่วยเด็ก) 6 การระวังป้องกันที่จุดรับผู้บาดเจ็บ N- ไม่มีข้าศึก E- มีข้าศึกในพื้นที่ปฏิบัติการ (เข้าด้วยความระมัดระวัง) P- อาจจะมีข้าศึก X- จุดรับผู้ป่วยเป็นพื้นที่อันตราย ต้องมีอากาศยานติดอาวุธคุ้มกัน 7 วิธีทำเครื่องหมายจุดรับผู้บาดเจ็บ A - แผ่นผ้า หรือป้ายสีต่างๆ B - พลุ C - ควัน D - ไม่มี E- วิธีอื่น (อธิบาย) 8 สัญชาติและสถานะของผู้บาดเจ็บ A B C D E F A - ทหารชาติเดียวกัน C - ทหารชาติพันธมิตรหรืออื่นๆ E - เชลยศึก A - พลเรือนชาติเดียวกัน D - พลเรือนชาติอื่น F - เด็ก 9 ลักษณะภูมิประเทศจุดรับผู้บาดเจ็บ ภาวะ คชรน. ในพื้นที่ อย่าเสียเวลาในการส่งกลับสายแพทย์ ให้รายงานข้อมูลผู้บาดเจ็บที่สามารถทำได้ M กลไกการบาดเจ็บ เวลา: I การบาดเจ็บ หรืออาการป่วยที่ยังมีอยู่ S อาการ และสัญญาณชีพ A - ทางเดินหายใจ B - การหายใจ C - อัตราชีพจร D - รู้สึกตัวดี/หมดสติ E-อื่นๆ A B C D E T การให้การรักษาพยาบาล (ตย.การรัดสายรัดห้ามเลือด และเวลาที่รัด,ให้ยามอร์ฟีน) บันทึก: อุปกรณ์พิเศษ ถ้ามีสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์สำหรับผู้ป่วยวิกฤให้นำไปกับพาหนะสายแพทย์ คำร้องขอการส่งกลับ 9 บรรทัด ไม่ใช้ร้องขอเพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บซึ่งเสียชีวิตแล้วในสถานการณ์ ภาพ E-1 คำร้องขอการส่งกลับ 9 บรรทัด และรายงานตามหลัก MIST
108 บันทึก: คำร้องขอการส่งกลับ 9 บรรทัด รวมถึงการรายงานผู้บาดเจ็บตามหลัก MIST (กลไกการบาดเจ็บ,การ บาดเจ็บ, อาการ/อาการแสดง, และการรักษาพยาบาล) ผู้บาดเจ็บหลายคนสามารถรายงานโดยใช้คำร้องขอการ ส่งกลับ 9 บรรทัดครั้งเดียว ส่วนการรายงานผู้บาดเจ็บตามหลัก MIST ให้รายงานผู้บาดเจ็บ 1 ราย ต่อ 1 ครั้ง
109 ภาคผนวก F การดูแลผู้ป่วยในสนามเมื่อไม่สามารถส่งกลับได้ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ให้คำจำกัดความ การดูแลผู้ป่วยในสนามเมื่อไม่สามารถ ส่งกลับได้ (PFR) คือ การดูแลทางการแพทย์ภาคสนาม นำไปใช้นอกเหนือ “เส้นเวลาการวางแผนตามหลักการ” เพื่อที่จะลดอัตราการสียชีวิตและอัตราการเจ็บป่วย การดูแลผู้ป่วยในสนามเมื่อไม่สามารถส่งกลับได้ มีข้อจำกัด อย่างมากในการใช้ทรัพยากรและต้องรักษาไว้จนกว่าผู้ป่วยจะมาถึงการดูแลในระดับที่เหมาะสมต่อไป สำหรับ ข้อมูลข่าวสาร ศึกษาในเว็ปไซด์สมาคมแพทย์ปฏิบัติการพิเศษ ที่ http://www.specialoperationsMedicine.org/Pages/pfcresources.aspx. หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษ คณะทำงานการดูแลผู้ป่วยในสนามเมื่อไม่สามารถส่งกลับได้ เน้นการฝึกทักษะ การแพทย์ขั้นพื้นฐาน เมื่อปฏิบัติการร่วมกันช่วยให้มีแนวทางที่ครอบคลุมมากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ในการ ดูแลเข้มงวด ขีดความสามารถการดูแลผู้ป่วยในสนามเมื่อไม่สามารถส่งกลับได้ (Prolonged Field Care Capabilities) การดูแลผู้ป่วยก่อนถึงโรงพยาบาลมีกฎการปฏิบัติ 10 ข้อ o เฝ้าติดตามอาการผู้ป่วยโดยใช้แนวโน้มของสัญญาณชีพให้เป็นประโยชน์ o การให้สารน้ำเพื่อช่วยชีวิต นอกเหนือจาก คริสตัลลอยด์ หรือ คอลลอยด์(สารน้ำความเข้มข้นสูง) o ให้ออกซิเจนหรือช่วยหายใจ (เครื่องช่วยหายใจ - แบบเพิ่มความดันบวก [PEEP] ,ให้ออกซิเจน) o เกณฑ์ที่ชัดเจนในการเปิดทางเดินหายใจของผู้ป่วย (การเจาะเยื่อไครโคไทรอยด์, การใส่ท่อช่วย หายใจแบบรวดเร็วโดยมีการให้ยาสลบและยาหย่อนกล้ามเนื้อ และ การใส่ท่อช่วยหายใจ) o การให้ยานอนหลับ หรือยาแก้ปวด (ให้ยานอนหลับทางหลอดเลือดดำ [IV], เคตามีน (ketamine), เวอร์เซด (Versed,), เฟนทานิล (fentanyl), และอื่นๆ) o การตรวจร่างกายหรือการตรวจวินิจฉัย (การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง, การสวนล้างช่องท้องเพื่อ การวินิจฉัย, การตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ) o การจัดการทางการพยาบาล, การดูแลความสะอาดร่างกาย, หรือการประเมินความสุขสบาย (การ ดูแลบาดแผล และลักษณะบาดแผล) o การทำการผ่าตัดช่วยขั้นสูง (การใส่ท่อระบายทรวงอก, การเจาะเยื่อไครโคไทรอยด์, การผ่าตัดลด แรงดันในช่องกล้ามเนื้อ, การตัดแขน ขา) o ระบบการปรึกษาแพทย์ทางไกล (ทั้งรูปแบบวีดีโอคอล ตลอดจนการส่งข้อความ การส่งข้อมูลภาพ ผลทางห้องปฏิบัติการ)
110 o เตรียมผู้ป่วยสำหรับการส่งกลับทางอากาศ (สรีรวิทยาการบินขั้นพื้นฐาน คำสั่งความสามารถในการ เปิดใช้งานร่วม [JECC] ชุดลำเลียงทางอากาศผู้ป่วยวิกฤติแพทย์เวชศาสตร์การบิน) เปลี่ยนจากสายรัดห้ามเลือดเป็นวิธีอื่น (Tourniquet Conversion) เน้นการควบคุมการตกเลือด • สายรัดห้ามเลือดพิจารณาว่าปลอดภัย หากการส่งกลับใช้เวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมง ไม่ต้องเปลี่ยนวิธีจาก สายรัดห้ามเลือดเป็นวิธีอื่น • ระยะเวลา 2- 6 ชั่วโมงยังปลอดภัย แต่ยังไม่ใช่ความปลอดภัยสูงสุด ตามกำหนดตามหลักวิทยาศาสตร์ (พยายามเปลี่ยนจากสายรัดห้ามเลือดเป็นวิธีอื่น) • ต้องระมัดระวัง ถ้าทำการรัดห้ามเลือดมากกว่า 6 ชั่วโมง ห้ามเปลี่ยนวิธีจากสายรัดห้ามเลือดเป็นวิธีอื่น
111 ภาคผนวก G คำแนะนำ เอกสารอ้างอิงการใช้ยา การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี-ผู้ให้บริการทางการแพทย์ (TCCC-MP) ตามแนวทางปฏิบัติผู้ให้บริการ ทางการแพทย์ เป็นผู้ใช้ยาโดยตรง, ชุดฝึกทักษะ, และแนวทางการตัดสินใจ การใช้ยาเหล่านี้ อธิบายได้ดังนี้ • ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen (ชื่อการค้า ไทลินอล [Tylenol]) ขนาดยา 625 มิลลิกรัม (มก.) เป็นยาบีบอัดชนิดเม็ด ข้อบ่งชี้เป็นยาแก้ปวดระดับน้อยถึงปานกลาง ใช้ในผู้บาดเจ็บที่รู้สึกตัวดี มีสติ สามารถกลืนได้ วิธีการ ให้ยา ให้ครั้งละ 2 เม็ด ทุก 8 ชั่วโมง (ยาบรรจุใน ชุดอุปกรณ์การแพทย์เวชภัณฑ์การรบทางยุทธวิธี [MES]) • ยาเซโฟตีแทน (Cefotetan) ขนาด 2 กรัม (ก.), เป็นยาปฏิชีวนะให้ทางหลอดเลือดดำ (IV) ข้อบ่งชี้ ใช้ เมื่อมีบาดแผล • ยาไดอะซีแพม (Diazepam) (ชื่อการค้า แวเลียม [Valium]) เป็นยาฉีดขนาด 5 มก. /2 มิลลิลิตร (มล.) ข้อบ่งชี้ใช้เป็นยาช่วยวางยาสลบ, รักษาอาการชัก โรคลมบ้าหมู หรือใช้เป็นยานอนหลับ หรือใช้ ร่วมกันทั้ง 2 อย่างในผู้บาดเจ็บ (ยาบรรจุทั้งใน กระเป๋ายานายสิบพยาบาล และการดูแลผู้บาดเจ็บจาก การรบทางยุทธวิธี) • ยาเออต้าพีแนม (Ertapenam) (ชื่อการค้า อินแวนซ์[Invanz]) ยาปฏิชีวนะขนาด 1 กรัม ข้อบ่งชี้ ใช้เมื่อมีบาดแผล • ยาเฟนทานิล ซิเตรด (Fentanyl citrate) เป็นยาอมในปาก (Oral Transmucosal Fentanyl Citrate [OTFC] ขนาด 800 ไมโครกรัม ข้อบ่งชี้ เป็นยาแก้ปวดระดับกลาง ถึงระดับรุนแรง ใช้ในผู้บาดเจ็บที่ รู้สึกตัวดี สามารถวางยาอมในปาก วิธีการให้ยา โดยติดเทปยาอม กับนิ้วชี้ของผู้บาดเจ็บ และใส่ยาอม ในปาก แนะนำผู้บาดเจ็บห้ามกัด และ/หรือ ห้ามกลืนยาอม (ยาบรรจุใน กระเป๋ายานายสิบพยาบาล) • ยาฟลูมาซินิว (Flumazenil) (ชื่อการค้า โรมาซิคอน [Romazicon]) เป็นยาฉีดขนาด 0.4 มก. ทุก 15 นาที ข้อบ่งชี้ เป็นยารักษาอาการยาเกินขนาดของยาเบนโซไดอะซีน (benzodiazepines) (ชื่อการค้า ไดอะซีแพม [แวเลี่ยม]) (ยาบรรจุ -การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี) • เฮตาสตาช (Hetastarch) เป็นยาบรรจุถุงให้ทางหลอดเลือดดำ ขนาด 500 มล. ข้อบ่งชี้ ใช้เมื่อมี ภาวะตกเลือดหรือบาดแผลไหม้ (ยาบรรจุทั้งในกระเป๋ายานายสิบพยาบาล และการดูแลผู้บาดเจ็บจาก การรบทางยุทธวิธี) • ยาฉีดเคตามีน (Ketamine) ยาเป็นขวดขนาด 10 มล. เป็นยาแก้ปวดขนาดปานกลางถึงรุนแรง ใน ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี หรือผู้ป่วยหมดสติ วิธีใช้ หยดทางจมูก 50 มก. หรือให้ทางหลอดเลือดดำ (IV) ให้ทาง กล้ามเนื้อ (IM) หรือให้ทางโพรงไขกระดูก (IO) 20 มก. (ยาบรรจุทั้งในกระเป๋ายานายสิบพยาบาล และ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี)
112 • ยาเมลอกซิแคม (Meloxicam) เป็นยาเม็ดชนิดรับประทาน ขนาด 15 มก. ข้อบ่งชี้เป็นยาแก้ปวดระดับ น้อยถึงระดับปานกลาง ใช้ในผู้บาดเจ็บรู้สึกตัวดี สามารถกลืนได้ (ยาบรรจุทั้งในกระเป๋ายานายสิบพยาบาล และการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี) • ยามอกซิฟอกซาซิน (Moxifloxacin) เป็นยาปฏิชีวนะเม็ดชนิดรับประทาน ขนาด 400 มก. ข้อบ่งชี้ ใช้ ในผู้ป่วยที่มีบาดเจ็บที่ตา หรือการบาดเจ็บอื่นๆ ผู้บาดเจ็บต้องรู้สึกตัวและสามารถกลืนได้ (ยาบรรจุทั้ง ในกระเป๋ายานายสิบพยาบาล และการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี) • ยานาลอกโซน ไฮโดรคลอไรด์ (Naloxone hydrochloride) (ชื่อการค้า นาร์แคน [Narcan]) ยาขนาด 1 มก./2 มล. ข้อบ่งชี้ เป็นยารักษาอาการยาเกินขนาดของยากลุ่มโอปิออยด์(OTFC, มอร์ฟีน, เฮโรอีน , และแก้อาการยาเกินขนาดของเคตามีน) (ยาบรรจุทั้งในกระเป๋ายานายสิบพยาบาล และการดูแล ผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี) • ยาออนแดซิทรอน (Ondansetron) (ชื่อการค้า โซแฟรน [Zofran]) เป็นยาเม็ดแตกตัวในช่องปาก หรือละลายอย่างรวดเร็วในช่องปากเมื่อวางบนลิ้น ขนาด 4 มก. ข้อบ่งชี้ เป็นยาต้านอาการอาเจียน (ป้องกันอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียน) จากการบริหารยากลุ่มโอปิออยด์(ยาบรรจุในกระเป๋ายานายสิบ พยาบาล) • โซเดียมคลอไรด์ (Sodium chloride) เป็นยาฉีดขนาด 10 มล. ข้อบ่งชี้ เป็นยาให้ทางหลอดเลือดดำ (IV) หรือให้ทางโพรงไขกระดูก (IO) ล้างสาย (นอร์มอลเซลิน [normal saline] 500 มล. หรือ 1,000 มล. สารน้ำ3% โซเดียมคลอไรด์เป็นสารน้ำที่มีความเข้มข้นมากกว่าสารน้ำในร่างกาย ใช้รักษาความดันในกะโหลกศีรษะสูง (ยาบรรจุทั้งในกระเป๋ายานายสิบพยาบาล และการดูแล ผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี) • ยาทรานิซามิก แอซิด (Tranexamic acid -TXA) เป็นยาขนาด 1 กรัม การบริหารยา ให้ผสมในสาร น้ำเกลือขวดเล็ก นอร์มอลเซลิน (normal saline) 100 มล., แลคเตท ริงเกอร์(lactated Ringers) หรือ สารละลายเฮ็กซ์เทนด์(Hextend solution) ข้อบ่งชี้ ใช้เมื่อตกเลือดปริมาณมาก การบริหารยา ให้ภายใน 3 ช.ม. เมื่อบาดเจ็บ ยาทรานิซามิก แอซิด เป็นยาต้านการสลายลิ่มเลือด (ยาบรรจุทั้งใน กระเป๋ายานายสิบพยาบาล และการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี)
113 ภาคผนวก H แนวทางปฏิบัติการผลัดเปลี่ยนหน่วยสายแพทย์ในสถานการณ์ทางยุทธวิธี การสำรวจที่ตั้งก่อนปฏิบัติงานเป็นการติดต่อขั้นพื้นฐานภาคพื้นดิน ระหว่างหน่วยที่เข้ามาใหม่กับหน่วยปัจจุบัน ในยุทธบริเวณ การผลัดเปลี่ยนหน่วยและการส่งมอบหน้าที่ จากชุดการแพทย์เก่ากับชุดการแพทย์ใหม่ เกิดขึ้น เมื่อครบการผลัดเปลี่ยนหน่วย การกระทำที่ถูกต้องทั้งการผลัดเปลี่ยนหน่วยและการส่งมอบหน้าที่ ให้ชุดเก่าส่ง มอบงานให้กับชุดใหม่โดยรบกวนการปฏิบัติเล็กน้อย ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการแก้ไขระหว่าง การ ผลัดเปลี่ยนหน่วยและการส่งมอบหน้าที่ อาจนำไปใช้ทั้งชุดใหม่ หรือชุดเก่าหรือทั้ง 2 ชุด • พาหนะในการส่งกลับและเคลื่อนย้าย และ การฝึกอบรมการใช้ยุทโธปกรณ์รวมถึงเส้นทาง, การควบคุม ขั้นพื้นฐานการปฏิบัติการส่วนหน้า และการประสานงานเพื่อความปลอดภัย • ความรับผิดชอบในสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์และการโอนบัญชีสิ่งอุปกรณ์ • การบรรยายสรุปและนโยบายทางการแพทย์ที่เป็นลักษณะเฉพาะในการปฏิบัติการ สิ่งเหล่านี้รวมถึง แนวคิดทางการแพทย์ของการปฏิบัติการ, กฎการมีส่วนร่วมทางการแพทย์และแนวโน้มปัจจุบันหรือ โครงการที่เสร็จสิ้น และโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ • การมีส่วนร่วมของผู้นำคนสำคัญ o ทางการแพทย์ - ชุดแพทย์หน่วยรองและชุดแพทย์หน่วยเหนือ, ชุดแพทย์ทั่วไป, ชุดศัลยกรรม ส่วนหน้า, ชุดแพทย์ปฏิบัติการพิเศษ, ชุดแพทย์พันธมิตร และบุคลากรส่งกำลังสายแพทย์ o การปฏิบัติการ - หน่วยการบิน, หน่วยรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล, ที่ปรึกษาทางการแพทย์ ชุดกู้ชีพบุคลากร, ชุดพัฒนากองกำลังความปลอดภัยแห่งชาติ, หน่วยไม่ใช่รัฐบาล หรือหน่วย รัฐบาล • การปฐมนิเทศ ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานการปฏิบัติการส่วนหน้า • ทบทวนและซักซ้อม กรรมวิธีการวางแผนการแพทย์ฉุกเฉินและการวางแผนอุบัติภัยหมู่ ที่จุดรวบรวม ผู้ป่วยเจ็บ • ส่วนสนับสนุนการสื่อสาร (การควบคุมบังคับบัญชาการขนส่ง และระบบประเมินผลการควบคุมและการ บังคับบัญชา [TRAC2ES] ระบบการพิทักษ์หน่วยสายแพทย์ [MEDPROS] ระบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาใช้ [AHLTA] ของทหาร ยุทธบริเวณ ระบบบันทึกข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก, และอื่นๆ) และการปฐมนิเทศยุทโธปกรณ์ ทั้งระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไม่มีชั้นความลับและมีชั้นความลับ
114 • วงรอบการอำนวยการยุทธ์ (แผนก), ระดับที่ 1, การประชุมหน่วยประสานงานการส่งกลับผู้ป่วย, การ ประชุมการคุ้มครองกำลัง, การพัฒนาทางการแพทย์, การประชุมส่วนเสนาธิการ คณะกรรมการ พิจารณามอบเหรียญกล้าหาญ • กรรมวิธีการสั่งการและการรายงาน และความต้องการ (การบาดเจ็บที่ศีรษะ, ระบาดวิทยา, การเสียชีวิต การรายงานเหตุการณ์ร้ายแรง, เกณฑ์การประเมินความรู้สึกตัว, ป้ายบันทึกการบาดเจ็บสนาม, แนวโน้ม การส่งกลับผู้บาดเจ็บ, การทบทวนหลังการปฏิบัติการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี, คำสั่ง ยุทธการ, คำสั่งเป็นส่วนๆ และอื่นๆ) • เหรียญที่ระลึก, เครื่องหมาย, ระเบียบข้อบังคับ และการทำคำสั่งแต่งตั้ง (เหรียญที่ผู้บาดเจ็บจากการรบ, เครื่องหมายการแพทย์สนาม)
115 ภาคผนวก I การทำงานการวางแผนทางการแพทย์ การวางแผนทางการแพทย์และการผลัดเปลี่ยนหน่วย/การส่งมอบ การประสานงานมุ่งเน้นที่ บทบาทหน้าที่ของ กรมการแพทย์ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา (AMEDD) ดังนี้: • การส่งกลับสายแพทย์ (MEDEVAC)และการรวบรวมเกี่ยวข้องควบคุมหน่วยสายแพทย์, การเรียงลำดับ, การขนส่ง, และการจัดเตรียมการดูแลทางการแพทย์ระหว่างทาง, การส่งกลับผู้ป่วยจากระดับต่ำกว่าไป ยังการดูแลระดับที่สูงกว่า การใช้ทรัพยากรการส่งกลับของหน่วยสายแพทย์(MEDEVAC)อาจจะเป็นไป ไม่ได้ ผู้วางแผนทางการแพทย์ต้องบูรณาการทรัพยากรไม่ใช่หน่วยสายแพทย์และไม่ได้มาตรฐาน (การ ส่งกลับที่ไม่ใช่ของหน่วยสายแพทย์ [CASEVAC]) รวมเข้าไว้ในการวางแผนการส่งกลับของหน่วยสาย แพทย์ (MEDEVAC) เพื่อให้บรรลุภารกิจในดินแดนข้าศึก การรักษาความปลอดภัยพื้นที่ปฏิบัติการ บ่งการ ให้ภารกิจการใช้อากาศยานนำมาใช้ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยตามแผนการถอนตัว • การควบคุมทางการแพทย์ เป็นการประสานและการควบคุม การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไปยังสถานพยาบาล ทหาร (MTFs) ที่ดีที่สุด เพื่อจัดหาการรักษาพยาบาลเฉพาะทาง ระบบนี้ออกแบบเพื่อให้มั่นใจใน ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การระบุประเภทการรอคอยในการส่งกลับ ของผู้ป่วย การวางตำแหน่งของเปล (ในยานพาหนะ) และการประสานการขนส่งเพื่อทำการ เคลื่อนย้ายผู้ป่วย การควบคุมการส่งกลับผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่เหมาะสมและมีเตียงเพียงพอ มีเตียงให้สำหรับ ความต้องการในปัจจุบันและที่คาดการณ์ไว้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง ตลอดจนสถานพยาบาลทหาร (MTF) • การรักษาพยาบาล รวมถึงความจำเป็นในการตรวจประเมินสิ่งเหล่านี้ คือ การฟื้นตัว, การช่วยชีวิต, การ ทำให้อยู่นิ่ง (การดาม) และการเตรียมผู้บาดเจ็บสำหรับการส่งกลับ นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแลความ เจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บเล็กน้อย สำหรับผู้ที่หน่วยไม่มีขีดความสามารถในการดูแลระดับ 1 และระดับ 2 ให้การรักษาพยาบาลในพื้นที่สนับสนุน การเข้ามายังยุทธบริเวณที่ตึงเครียดทำให้เกิดความท้าทายที่ไม่ เหมือนใคร สำหรับการคุ้มครองหน่วยสายแพทย์ o เวลาตรวจโรค จัดเป็นการดูแลรักษาพยาบาลประจำวันสำหรับการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บ เล็กน้อย, การรักษาตามอาการ,การบาดเจ็บเล็กน้อยจากการฝึกอบรม, หรือการปฏิบัติการขั้น พื้นฐานวันต่อวัน, และการบริหาร คู่มือการตัดสินใจการดูแลรักษาพยาบาลทหารโดยตรง ใช้ สำหรับเวลาตรวจโรค เอกสารที่กรมการแพทย์ทหารบก แบบฟอร์ม 5181 บันทึกการตรวจรักษา แบบเฉียบพลัน กุมภาพันธ์2003 มีการฝึกอบรมทหารเสนารักษ์ ให้ดูแลการแพทย์ฉุกเฉินจาก แพทย์หรือผู้ช่วยแพทย์
116 o ทหารเสนารักษ์ ให้การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีให้กับผู้บาดเจ็บในพื้นที่ปฏิบัติการ แพทย์และผู้ช่วยแพทย์ ได้รับมอบหมายให้ทำการฝึกอบรมหน่วยทหารและพร้อม ให้บริการ การบาดเจ็บขั้นสูง • การักษาในโรงพยาบาล จัดอยู่ในการรักษาพยาบาลระดับ 3 และระดับ 4 สิ่งอำนวยความสะดวกทาง การแพทย์ โดยมีบุคลากรและเครื่องมือ สิ่งอุปกรณ์ทุกประเภทของผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลสนับสนุนการรบ • การส่งกำลังสายแพทย์ รวมถึงสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ 8 สิ่งอุปกรณ์สายแพทย์และเครื่องมือ, การบำรุงรักษาอุปกรณ์แพทย์ และการสนับสนุนการซ่อมบำรุง, เกี่ยวกับสายตา, ก๊าซทางการแพทย์, และเลือด และผลิตภัณฑ์ของเลือด การส่งกำลังสายแพทย์เป็นการจัดการโดยตรงกับระบบ MEDLOG • การเวชกรรมป้องกันโรค ทำให้การเกิดโรคลดลงและการบาดเจ็บที่ไม่ได้เกิดจากการบลดลง ความสำคัญ ของข่าวกรองทางการแพทย์ ได้รวมโดยผู้วางแผนการเวชกรรมป้องกันโรค เพื่อสนับสนุนการเตรียมข่าว กรองของสนามรบ สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับภัยคุกคามทางการแพทย์ในพื้นที่ปฏิบัติการ • การบริการสัตวแพทย์สนับสนุนการตรวจอาหาร ความปลอดภัยของอาหารและการรักษาความ ปลอดภัย การเฝ้าระวังและสอบสวนโรคหรืออาหารจากสัตว์สู่คน และการเจ็บป่วยเกิดจากน้ำการดูแลทางอายุ รกรรมและศัลยกรรมสัตว์ และการปฏิบัติการของทหาร-พลเรือน • การบริการทันตกรรม ให้การดูแลการปฏิบัติงานเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียกำลังคนในฝึกอบรมจากโรค ทางทันตกรรมหรือการบาดเจ็บ • การควบคุมความเครียดในการรบ ได้จัดทำเป็นคู่มือ-แนวทางในการปฏิบัติเพื่อควบคุมความเครียด ที่มากเกินไปในการรบและ สภาพแวดล้อม การปฏิบัติการอื่น ๆ การควบคุมความเครียดในการรบ เป็น ตัวบ่งชี้และการปฏิบัติการ ความรับผิดชอบในการสั่งการและความเป็นผู้นำ และการให้คำปรึกษา การ ฝึกอบรม และความช่วยเหลือด้านการศึกษาสำหรับหน่วยต่างๆ ความเครียดส่วนมากในสถานการณ์รบ ขึ้นกับการกระทำของศัตรูโดยเจตนาเพื่อสังหาร, บาดแผล, หรือดูหมิ่นทหารสหรัฐและพันธมิตร ความเครียดอื่นๆขึ้นกับสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติการ ความเครียดเหล่านี้บางส่วนสามารถหลีกเลี่ยง หรือตอบโต้ด้วยการสั่งการที่ชาญฉลาด แรงกดดันอื่นๆ เกิดจากทางเลือกที่คำนวณหรือคำนวณผิด ความรับผิดชอบการสั่งการเพื่อกดดันศัตรูให้มากขึ้น ความเป็นผู้นำที่ดีทำงานเพื่อรักษาความเครียดให้ อยู่ในขอบเขตที่พอทนได้และเตรียมทหารให้พร้อมทางจิตใจและร่างกายที่จะทนต่อความเครียดเหล่านี้ ปัจจัยกดดันที่ทรงพลังที่สุด บางอย่างสามารถเกิดจากปัญหาส่วนตัวในหน่วยหรือกลุ่มคนที่รออยู่ที่บ้าน ในช่วงสงครามก็คือแนวหลังนั่นเอง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องหาสาเหตุ และหากเป็นไปได้ ให้แก้ไขหรือควบคุม การประเมินความต้องการของหน่วยสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดด้านพฤติกรรมสุขภาพ โดยระบุความเครียด เฉพาะเจาะจงในหน่วย และการช่วยเหลือพัฒนา เพื่อให้หน่วยช่วยเหลือบุคลากรรับมือความเครียดนั้นๆ • การสนับสนุนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประกอบด้วยอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวก และบุคลากรที่ จำเป็น ในการวิเคราะห์เนื้อเยื่อและของเหลวในร่างกาย เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคและการติดตามการ รักษาพยาบาล จ่าเสนารักษ์ของกองกำลังรบพิเศษได้รับการฝึกฝนอย่างดีในขั้นตอนการปฏิบัติ เช่น
117 กล้องจุลทรรศน์และใช้เครื่องมือวิเคราะห์การวินิจฉัย ณ จุดดูแลรักษาพยาบาล ที่เพิ่มขีดความสามารถ เพื่อประเมินความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ • การควบคุมบังคับบัญชาหน่วยสายแพทย์ ในทุกระดับการควบคุมบังคับ กำหนดให้ศัลยแพทย์เป็นผู้ ควบคุมสั่งการ เจ้าหน้าที่กรมการแพทย์ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา (AMEDD) เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษที่ วางแผนและดำเนินการ ตามภารกิจระบบสุขภาพของกองทัพบก (AHS) การบังคับบัญชาในระดับต่ำ เจ้าหน้าที่อาจจะสวมหมวก 2 ใบ เป็นผู้ควบคุมระบบสุขภาพของกองทัพบก (AHS) ด้วย นอกจากนี้เขา อาจมีส่วนพนักงานเล็กๆ เพื่อช่วยเขาในการวางแผน, ประสานงาน, พยายามเชื่อมโยงภายในพื้นที่ ระบบปฏิบัติการ ตามคำสั่งการปฏิบัติภารกิจ, ศัลยแพทย์ผู้ควบคุมอาจมีอำนาจกระทำการได้ค่อนข้าง อิสระ อย่างไรก็ตามผู้บังคับบัญชาที่ไม่ใช่สายแพทย์สามารถยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจซึ่งเขาคิดว่า เป็นภาวะวิกฤติเพื่อให้ภารกิจสำเร็จ การสั่งการต้องการสภาพแวดล้อมที่ไว้ใจและเข้าใจกัน ซึ่งอาจเป็น เรื่องยากสำหรับเจ้าหน้าที่ได้รับมอบหมายใหม่ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การสนับสนุมาก่อนกับการสั่งการ ศัลยแพทย์เป็นผู้ควบคุมสั่งการ รับผิดชอบเพื่อให้แน่ใจว่า หน้าที่ของหน่วยสายแพทย์ทุกหน่วย และการ ปฏิบัติตามคำสั่ง และรวมในการประมาณสถานการณ์, การวางแผนการปฏิบัติการณ์, และการสั่งการใน พื้นที่ปฏิบัติการ ศัลยแพทย์เป็นผู้ควบคุมสั่งการ ยังคงต้องกำกับดูแลทางเทคนิคระบบปฏิบัติการสุขภาพ ของกองทัพบก (AHS) ทุกระบบ ในระดับการควบคุมบังคับบัญชาที่สูงขึ้น, ขอบเขตหน้าที่และความ รับผิดชอบขยายให้คลอบคลุมทุกระดับรองลงมาของคำสั่ง
118
119 ภาคผนวก J ความเป็นมาของการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี การศึกษาโดย COL Brian J. Eastridge, ที่ปรึกษาด้านการบาดเจ็บ ศัลยแพทย์ทั่วไปของกองทัพสหรัฐแสดงให้ เห็นว่าร้อยละ 87 ของการเสียชีวิตจากสงคราม จากปฏิบัติการเสรีภาพอิรัก (OIF) และการดำเนินการที่ยั่งยืน (OEF) เกิดขึ้นก่อนถึงโรงพยาบาล และร้อยละ 24 เป็นการตายที่ป้องกันได้ มีสาเหตุจากเลือดออกมากที่แขนขา, การอุดกั้นทางเดินหายใจ, การตกเลือดของข้อต่อ, การตกเลือดบริเวณลำตัว หรือภาวะลมดันในช่องปอด ผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,100 คน เป็นการเสียชีวิตจากการรบที่สามารถป้องกันได้ คำแนะนำเกี่ยวกับการฝึกอบรมการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี(TCCC) มาจากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้: • ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ASDHA)บันทึกข้อตกลง, 06 สิงหาคม 2009. คณะกรรมการ สุขภาพกลาโหมแนะนำ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่าสมาชิกต้องได้รับการฝึกอบรมที่คลอบคลุม การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีสมาชิกผู้ให้บริการทุกคนนำการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี มาปรับใช้ในการบริการแพทย์ • คณะกรรมการสุขภาพการป้องกัน บทเรียนการบาดเจ็บจากการต่อสู้ที่เรียนรู้จากปฏิบัติการทางทหาร ค.ศ. 2001-2013, 09 มีนาคม 2015 “อัตรารอดชีวิตของสมาชิกที่ได้รับบาดเจ็บในการรบดีขึ้นอย่างมาก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของความขัดแย้งทางทหารอันเนื่องมาจากการดูแลการบาดเจ็บขั้นสูง และความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลก่อนถึงโรงพยาบาลในสภาพแวดล้อมส่วนหน้า” • สำนักการแพทย์และศัลยกรรม (BUMED) คำแนะนำ 1510.25, 07 พฤษภาคม 2015“ทหารประจำการ และทหารกองหนุนทุกคน ผู้ช่วยแพทย์ แพทย์ พยาบาลฝึกหัดขั้นสูง และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญทั่วไป จะต้องฝึกอบรมการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธีให้เสร็จสิ้น (รวมถึงการฝึกอบรมพื้นฐาน ผ่านเว็ปไซด์เวชศาสตร์การอยู่รอด ถ้ายังฝึกไม่เสร็จสิ้น) ภายใน 180 วันก่อน ผู้รับขึ้นทะเบียนทหารแต่ ละคนควรมีการปรับใช้โปรแกรมการบริการสุขภาพ เพื่อรักษาความพร้อมทุกๆ 3 ปีเมื่อจบหลักสูตรการ สอนเต็มรูปแบบก่อนเป็นครูฝึก เพื่อนำมาปรับใช้แต่ละครั้ง จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าได้รับการฝึกอบรมที่ ทันสมัยที่สุด" • บันทึกข้อตกลงทั่วไปของศัลยแพทย์กองทัพอากาศสหรัฐฯ 0771 จดหมายการดูแลผู้บาดเจ็บจาก การรบทางยุทธวิธีศัลยแพทย์ทั่วไปกองทัพอากาศ 21 สิงหาคม 2010 “มีผลทันทีหลักสูตรและ โปรแกรมการฝึกอบรมกองทัพอากาศทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง จะรวมแนวทางการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบ ทางยุทธวิธี(TCCC) ล่าสุดที่สอดคล้องกับระดับความรู้และความชำนาญที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ในสนามรบ”
120 • บันทึกข้อตกลงกรมทหารราบ เมื่อ 08 เมษายน 2010 “ล่าสุดวิเคราะห์พบว่า ทหารระดับ E-5 ขึ้นไป ไม่ผ่านการอบรมการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี(TCCC)และไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ในชุดปฐม พยาบาลที่ได้รับการปรับปรุง ... เรากำลังดำเนินการปรับปรุงประสิทธิผลของการดูแลผู้บาดเจ็บจากการ รบทางยุทธวิธี • การศึกษาและฝึกอบรมหน่วยงานด้านสุขภาพกลาโหม (DHA E&T) กรรมการ ลำดับความสำคัญของ คณะกรรมการ DHA E&T คือการกำหนดมาตรฐานของการฝึกอบรมการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทาง ยุทธวิธี(TCCC) ภายในกระทรวงกลาโหม (DOD) • ระบบการบาดเจ็บร่วม (JTS) ภารกิจของระบบการบาดเจ็บร่วม (JTS) คือการปรับปรุงการส่งมอบการ ดูแลผู้บาดเจ็บและผลลัพธ์ของการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการว่าด้วยการดูแลผู้บาดเจ็บจาก การรบทางยุทธวิธี(CoTCCC) ปัจจุบันรวมอยู่ในระบบการบาดเจ็บร่วม (JTS) • คณะกรรมการว่าด้วยการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี(CoTCCC) เผยแพร่และแก้ไข แนวปฏิบัติการฝึกอบรม สไลด์และวิดีโอ แนวทางปฏิบัติของ การดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี- สำหรับทหารทุกคน (TCCC-AC) และการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบทางยุทธวิธี– ผู้ให้บริการทางการ แพทย์ (TCCC-MP) ตรวจสอบและปรับปรุงโดยสมาชิกคณะกรรมการว่าด้วยการดูแลผู้บาดเจ็บจากการ รบทางยุทธวิธี
121 ภาคผนวก K เอกสารอ้างอิง Advanced Trauma Life Support Manual, Ninth Edition, American College of Surgeons, Chicago, IL, September 2012. Air Force Tactics, Techniques, and Procedures 3-42.71, Expeditionary Medical Support (EMEDS) and Air Force Theater Hospital (AFTH), 27 August 2014. All Army Activities (ALARACT) 355/2009, “Tactical Combat Casualty Care Card for Point-OfInjury Documentation,” Office of the Surgeon General of the Army, ALARACT Message Date Time Group 242018Z December 2009. Army Regulation 40-68, Clinical Quality Management, 22 May 2009. Army Techniques Publication (ATP) 4-02.2, Medical Evacuation, 12 August 2014. ATP 4-02.5, Casualty Care, 10 May 2013. ASDHA Memorandum to Services, “Tactical Combat Casualty Care,” 23 August 2011. Assistant Secretary of Defense for Health Affairs (ASDHA), June 14,2011, referencing the Defense Health Board (DHB) recommendations from August 6, 2009. Borden Institute, U.S. Army Medical Department Center and School, Emergency War Surgery, Fourth Edition, Office of The Surgeon General, United States Army, 2013. Bureau of Medicine and Surgery (BUMED) Instruction 1510.25, Navy Medicine Tactical Combat Casualty Care Program, 7 May 2015. De La Cruz, J.P., J.J. Reyes, M.I. Ruiz-Moreno, et al. “Differences in the In Vitro Antiplatelet Effect of Dexibuprofen, Ibuprofen, and Flurbiprofen in Human Blood.” Anesthesia Analgesia. Volume 111, Issue 6, pages 1341-1346, 2010. Gerhardt, Robert T., Robert L. Mabry, Robert A. De Lorenzo, Frank K. Butler, Chapter 3, “Fundamentals of Combat Casualty Care,” published in Combat Casualty Care: Lessons Learned from OEF and OIF, Office of the Surgeon General, United States Army, 2012. Harris, M., R. Baba, R. Nahouraii, et al. “Self-Induced Bleeding Diathesis in Soldiers at a FOB in South Eastern Afghanistan.” Military Medicine. Volume 177, Issue 8, pages 928- 929, 2010.
122 Joint Publication (JP) 3-28, Defense Support of Civil Authorities, 31 July 2013. JP 4-02, Health Service Support, 26 July 2012. Kotwal, Russ S., et al., Saving Lives on the Battlefield: A Joint Trauma System Review of Pre-Hospital Trauma Care in Combined Joint Operating Area-Afghanistan (CJOA-A), United States Central Command, 30 January 2013. Kragh, John F. Jr., “Use of Tourniquets and Their Effects on Limb Function in the Modern Combat Environment,” Foot Ankle Clinic, Volume 15, Issue 1, March 2010. National Association of Emergency Medical Technicians (NAEMT) Tactical Combat Casualty Care Guidelines available online at http://www.naemt.org/education/TCCC/guidelines_curriculum. NAEMT, PHTLS: Prehospital Trauma Life Support Manual, 6th edition, Mosby Inc., 2006. Prehospital Trauma Life Support, Military Eighth Edition, Jones and Bartlett Learning, November 2014. Tactical Combat Casualty Care-Military Personnel Curriculum Update. 0102PP03A Tactical Combat Casualty Care-Military Personnel Tactical Field Care No. 1, PowerPoint presentation, 150603. U.S. Army Training and Doctrine Command (TRADOC), “Assessment of Tactical Combat Casualty Care,” 08 April 2010.