The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปความรู้วิทยาศาสตร์ป4-6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wanwisa_butadech, 2021-08-06 08:17:48

สรุปความรู้วิทยาศาสตร์ป4-6

สรุปความรู้วิทยาศาสตร์ป4-6

2.การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบขนาน ( Parallel Circuit ) คอื การตอ่ หลอดไฟฟ้าแตล่ ะดวงครอ่ มกนั ทาให้
มีปริมาณกระแสไฟฟ้าแยกผ่านแต่ละเส้นทางตามสายไฟฟ้าท่ีผ่านหลอดไฟฟ้า แต่ละดวง เม่ือถอดหลอด
ไฟฟ้าดวงใดดวงหน่ึงออกจะไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเส้นทางน้ัน แต่เส้นทางอื่นยังมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอยู่
ทาให้หลอดไฟฟ้าที่เหลอื ยังคงสวา่ งอยู่

ประโยชน์ ขอ้ จากดั
„ หลอดไฟฟา้ ทุกดวงสว่างเท่ากนั
„ เมอื่ หลอดไฟฟ้าดวงหนง่ึ เสยี หลอดไฟฟ้าดวงอืน่ จะ „ ตอ้ งใชอ้ ุปกรณต์ ่อหลอดไฟฟ้ามากกว่าแบบอนุกรม
ยงั คงทางานไดต้ ามปกติ „ วิธกี ารตอ่ หลอดไฟฟา้ ซบั ซ้อนมากกวา่ การตอ่ แบบ
„ สามารถเปดิ หรอื ปดิ หลอดไฟฟา้ เฉพาะดวงท่ี อนกุ รม

การประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
„ การตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบขนานถกู นามาใช้ประโยชน์กบั เครอื่ งใช้ไฟฟ้าภายในบา้ น โดยมี
วธิ กี ารตอ่ ทซี่ บั ซอ้ นกว่าการต่อแบบอนกุ รม แต่มปี ระสิทธิภาพในการใชง้ านดกี วา่ เพราะ
หากเครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ชนิดหน่ึงมีปญั หา เครอื่ งใช้ไฟฟ้าชนดิ อ่นื จะยงั คงใช้งานไดต้ ามปกติ

เกรด็ ความรู้

ในชีวติ ประจาวนั แหล่งพลงั งานไฟฟ้ามหี ลายประเภท เชน่ เซลลไ์ ฟฟา้ เคมี เครือ่ งกาเนิดไฟฟา้ เซลลส์ รุ ิยะ
เซลลไ์ ฟฟา้ เคมี เปน็ อุปกรณท์ ที่ าหนา้ ทเ่ี ปลยี่ นพลงั งานเคมีใหเ้ ป็นพลงั งานไฟฟ้า แบง่ เป็น ๒ ชนดิ ไดแ้ ก่
ถา่ นไฟฉาย แบตเตอรี่

เซลลส์ รุ ยิ ะ เปน็ อุปกรณท์ ีใ่ ช้สาหรับเปลย่ี น
พลงั งานแสงอาทิตยเ์ ปน็ พลังงานไฟฟา้

เครอื่ งกาเนดิ ไฟฟา้ (ไดนาโม) เป็นอุปกรณท์ ที่ า
หน้าทเี่ ปลย่ี นพลังงานกลให้เปน็ พลังงานไฟฟ้า

สรปุ ความรู้
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที 6ี่
เรอ่ื ง เงา อปุ ราคา และเทคโนโลยี

การเกดิ เงามดื เงามวั

เงา คือ บริเวณมดื หลังวตั ถทุ ีเ่ กดิ ขึ้นจากวัตถุตา่ ง ๆ ขวางกน้ั ทางเดนิ ของแสงไว้ แสงจงึ ไมส่ ามารถ
เดนิ ทางไปถงึ หรอื ไปถึงเพยี งบางส่วน เงาเกดิ ขึน้ เมอ่ื มวี ตั ถุกั้นแสง แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คือ

1. เงามวั (Penumbra) คอื เงาของวตั ถใุ นบรเิ วณท่ีมีแสงบางสว่ นผ่านไปถงึ ทาใหบ้ ริเวณนน้ั มืดไม่
สนทิ

2. เงามดื (Umbra) คอื เงาของวตั ถใุ นบริเวณทไ่ี ม่มีแสงผา่ นไปถงึ ทาใหบ้ รเิ วณนั้นมืดสนทิ
เม่อื มีวตั ถุกั้นแสงจะเกิดเงาบนฉากเป็นบรเิ วณมดื หลงั วัตถุ กลา่ วคือ เงาเกิดจากการทีต่ ัวกลางทบึ แสง
มาขวางกนั้ ทางเดนิ ของแสง โดยรูปร่างของเงาจะเปน็ ไปตามวัตถุที่มากั้นแสง
ช่วงกวา้ งของการเกิดเงามืดเงามัว ขึ้นอยกู่ บั ขนาดของแหลง่ กาเนดิ แสง วัตถกุ ้นั แสง และระยะห่าง
ระหว่างแหลง่ กาเนดิ แสงกับวตั ถุก้นั แสงและฉากรบั แสง

การเกดิ เงามดื และเงามวั ของวตั ถุ

ลกั ษณะการเกดิ เงามดื และเงามวั
ขนาดของเงามืดและเงามัวจะขึ้นอยู่กับระยะใกล้-ไกลของฉากกับวัตถุ ถ้าฉากอยู่ใกล้วัตถุ เงามืดจะมี

ขนาดใหญ่ แต่เงามัวจะมขี นาดเล็กลง ทง้ั น้ยี กเวน้ เฉพาะดวงไฟทม่ี ขี นาดโตเท่ากับวัตถุ ซึ่งจะให้เงามืดท่ีมีขนาด
โตเท่ากับขนาดของวัตถุเสมอ

ประโยชนข์ องการเกดิ เงา
1. ใช้วัตถทุ บึ แสงมามุงหลังคา เพอ่ื ป้องกนั แสงแดดและความรอ้ นเขา้ บา้ นหรอื อาคาร
2. ใช้ในการบอกเวลาโดยดูจากนาฬิกาแดด
3. ใช้อธิบายปรากฏการณส์ รุ ยิ ุปราคาหรือจนั ทรุปราคา
4. ใชเ้ ป็นหลกั ความรู้ในการปลูกต้นไมเ้ พือ่ บงั แสงแดดและทาใหเ้ กดิ รม่ เงา
5. ใช้ในการเล่นหนงั ตะลงุ หนังใหญ่แสดงละครเงา

ปรากฏการณส์ รุ ิยปุ ราคาและจนั ทรปุ ราคา

ปรากฏการณ์สุริยุปราคา (Solar Eclipse) หรือ สุริยคราส เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดขึ้นเมื่อ
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาเรียงอยูใ่ นแนวเดียวกันโดยมีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง ดวงจันทร์บังดวง
อาทิตย์ทั้งดวงหรอื บางส่วน ทาใหค้ นบนโลกสังเกตเหน็ เงามดื มาบดบงั ดวงอาทิตย์ สุรยิ ุปราคาจะเกิดขึ้นเฉพาะ
วันเดือนมืด (แรม 15 ค่า หรือ ข้ึน 1 ค่า) เน่ืองจากเป็นวันท่ีดวงจันทร์อยู่ตรงกลางระหว่างโลก และดวง
อาทติ ย์ ถ้าดวงจนั ทร์บงั ดวงอาทติ ย์หมดทั้งดวง เรียกว่า สุริยุปราคาเต็มดวง (total eclipse) แต่ถ้าดวง
จันทร์บังดวงอาทิตย์ได้บางส่วน เรียกว่า สุริยุปราคาบางส่วน (partial eclipse) ต้องใช้อุปกรณ์ในการ
สังเกต เชน่ แวน่ ดดู วงอาทิตย์ กล้องโทรทรรศน์สาหรบั ดดู วงอาทติ ย์

ปรากฏการณส์ รุ ยิ ปุ ราคา เกดิ ขนึ้ ได้ 3 ลกั ษณะ ดงั นี้

1.สรุ ยิ ปุ ราคาเตม็ ดวง (Total Eclipse) เกดิ จากดวงจนั ทร์อย่ใู กล้โลกมาก เงาดวงจนั ทร์จงึ มีขนาดใหญ่ คน
บนโลกที่อย่บู ริเวณเงามืดของดวงจันทร์จะมองเห็น ดวงจนั ทรบ์ ังดวงอาทติ ย์จนมดิ หรอื มองเหน็ ดวงอาทิตย์มดื
ท้ังดวง

2.สรุ ยิ ปุ ราคาบางสว่ น (Partial Eclipse) เกดิ จากคนบนโลกท่ีอยใู่ นบรเิ วณเงามัวบนผิวโลก จะมองเห็น
ดวงจันทรบ์ งั ดวงอาทิตย์เพยี งบางสว่ น จึงทาให้มองเหน็ ดวงอาทติ ย์แหว่งเป็นเส้ียว

3.สรุ ยิ ปุ ราคาวงแหวน (Annular Solar Eclipse) เกิดจากบางครงั้ ดวงจนั ทรอ์ ยูห่ า่ งจากโลกมาก
ทาให้เงาของดวงจันทร์ทอดไปไม่ถงึ ผิวโลก ดวงจันทรจ์ ึงมขี นาดเล็กกวา่ ดวงอาทิตย์ จงึ บังดวงอาทติ ย์ไม่หมด
ทาให้มองเหน็ ขอบของดวงอาทิตย์เป็นรูปวงแหวน

ปรากฏการณ์จันทรุปราคา (Lunar Eclipse) หรือ จันทรคราส เกิดขึ้นเม่ือดวงจันทร์วันเพ็ญ
เคลื่อนที่ผ่านเงาของโลก ซ่ึงจะเกิดข้ึนเม่ือดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรง
เดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง เกิดข้ึนได้เฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวงหรือ ขึ้น 15 ค่า คนไทยสมัย
โบราณเรยี กปรากฏการณน์ ้ีวา่ “ราหอู มจนั ทร์” ระยะเวลาในการเกดิ ปรากฎการณห์ รอื รูปแบบของการเกิด
ข้นึ อยูก่ บั ตาแหนง่ วงโคจรของดวงจันทรเ์ มื่อเทยี บกบั วงโคจรของโลก ดังน้ันจึงมีโอกาสที่จะเกิดจันทรุปราคา
เพยี งปีละ 1 – 2 ครงั้ สามารถสังเกตไดด้ ว้ ยตาเปล่า

ปรากฏการณจ์ นั ทรปุ ราคา เกดิ ขนึ้ ได้ 3 ลกั ษณะ ดงั นี้

1.จนั ทรปุ ราคาเตม็ ดวง (Total Eclipse) เกิดจากดวงจันทรท์ ้ังดวงโคจรเขา้ ไปในเงามืดของโลก คนท่ีอย่บู น
โลกจะมองเห็นดวงจนั ทรเ์ ป็นสีแดงอิฐหรือเรยี กว่า พระจนั ทรส์ เี ลอื ด

2.จนั ทรปุ ราคาบางสว่ น (Partial Eclipse) เกดิ จากดวงจันทรบ์ างสว่ นโคจรเข้าไปในเงามดื ของโลก
คนทอ่ี ยูบ่ นโลกจะมองเหน็ ดวงจนั ทรบ์ างสว่ นมดื ลงบางสว่ นมสี อี ฐิ

3.จนั ทรปุ ราคาเงามวั (Penumbra Eclipse) เกดิ จากดวงจันทร์โคจรเขา้ ไปในเงามวั เท่านน้ั ทาให้
มองเหน็ ดวงจนั ทรเ์ ต็มดวงแต่เห็นได้ไมช่ ัดเจนเพราะความสวา่ งของดวงจันทร์จะลดน้อยลง

ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยี
อวกาศ

พฒั นาการของเทคโนโลยี

เทคโนโลยอี วกาศ หมายถงึ เทคโนโลยีท่ใี ช้ในการสารวจสิง่ ต่าง ๆ ท่ีอยู่ทั้งในโลกและนอกโลก การค้นหา
ความรู้เกี่ยวกับอวกาศของมนุษย์น้ัน เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยยุคกรีกโบราณ เม่ือประมาณ 800 ปีก่อนคริสตกาล
มนุษย์มีความเช่ือว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เม่ือเวลาผ่านไป 200 ปี พีทาโกรัส นักปราชญ์ชาวกรีกได้
สรา้ งแบบจาลองของระบบจกั รวาลโดยมีโลกเปน็ ศนู ยก์ ลางขน้ึ มา

ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษท่ี 17 กาลิเลโอ นกั วทิ ยาศาสตร์ชาวอติ าลี ได้สรา้ ง กลอ้ งโทรทรรศน์
ทาใหก้ าลเิ ลโอเห็นทางชา้ งเผือกทม่ี ีดาวมากมายและเห็นดวงจันทร์ท่ีโคจรรอบดาวพฤหัสบดีจานวน 4 ดวง
กาลิเลโอจึงค้นพบว่า “โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์”นักดาราศาสตร์ใน
อดีตเริ่มศึกษาดาวต่าง ๆ โดยการสังเกตด้วยตาเปล่า และจดบันทึกไว้ จนเม่ือ พ.ศ. ๒๑๕๒ กาลิเลโอ
กาลเิ ลอี ได้ประดิษฐก์ ล้องโทรทรรศนช์ นิดหกั เหแสง

ตอ่ มา พ.ศ. ๒๒๑๑ เซอรไ์ อแซก นิวตนั ได้ประดษิ ฐก์ ลอ้ งโทรทรรศนช์ นิดสะทอ้ นแสงขึน้ ทาให้สังเกต
ดาวต่าง ๆ มคี วามชดั เจนมากขึน้ จนทาใหน้ ักดาราศาสตร์เขา้ ใจและค้นพบปรากฏการณท์ างดาราศาสตร์ไดด้ ขี ึน้
ปัจจุบันนกั วทิ ยาศาสตรไ์ ดพ้ ัฒนากลอ้ งโทรทรรศนเ์ พ่อื การสารวจอวกาศ โดยการสรา้ ง กล้องโทรทรรศน์อวกาศ
ขึน้ เพื่อถา่ ยภปาพัจจในบุ อนั วนกกั าวศทิ ยเชา่นศากสลตอ้รไ์งดโท้พรฒั ทนรราศกนล้อ์อวงโกทารศทฮรบั รเศบนลิ ์เพท่ือ่ีสกาามราสราถรถวจา่ อยวภกาาพศไดโ้ไกดลยถกงึาร1ส4ร้า,0ง 0ก0ลอ้ งลา้ นปี
แสง โดยถกู ควบคุมบนพน้ื โลกและสง่ ขอ้ มลู กลบั มาทโ่ี ลก

กลอ้ งโทรทรรศนช์ นิดหกั เหแสง กลอ้ งโทรทรรศนช์ นดิ สะทอ้ นแสง

เทคโนโลยีทใ่ี ชใ้ นการสารวจอวกาศ

กลอ้ งโทรทรรศน์ เปน็ สงิ่ ประดษิ ฐ์ที่สร้างขน้ึ เพ่ือใชส้ ังเกตวตั ถบุ น
ทอ้ งฟา้ ท่ีอยู่ไกล ๆ โดยขยายภาพของวตั ถใุ ห้มขี นาดใหญข่ ึน้

ดาวเทยี ม เปน็ สง่ิ ประดษิ ฐ์ท่ีสร้างขน้ึ เพอื่ ส่งขึ้นไปโคจรรอบ
โลก เพ่อื ใช้งานในวตั ถุประสงค์ทตี่ า่ งกนั เชน่ การพยากรณ์
การตดิ ต่อสือ่ สาร

สถานอี วกาศ เป็นยานอวกาศขนาดใหญ่ท่มี นษุ ยส์ ามารถ
อาศยั อยไู่ ดแ้ ละปฏิบัตภิ ารกิจในน้ันไดห้ ลายเดอื น

ยานอวกาศ เป็นส่งิ ประดิษฐ์ท่ีใชใ้ นการเดินทาง
เพอื่ สารวจอวกาศของมนษุ ย์

จรวด เป็นยานพาหนะท่ใี ช้ในการส่งยานอวกาศ
เพอื่ ใหห้ ลุดพ้นจากแรงโนม้ ถ่วงของโลก

ประโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศมีมากมาย เช่น ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ดาวเทียม
สารวจทรัพยากร ดาวเทียมสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space
Telescope) เป็นต้น

1. ดาวเทียมสื่อสาร คือ ดาวเทียมท่ีใช้เพื่อการส่ือสารโทรคมนาคม ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
ประเทศไทยใช้ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมอินเทลแซท (Intelsat) และดาวเทียมปาลาปา (Palapa) ของ
ประเทศอนิ โดนีเซยี โดยใช้สถานีดาวเทียมภาคพ้นื แห่งแรกของประเทศไทยท่ี อาเภอศรรี าชา จงั หวัดชลบุรี ซึ่ง
ยังคงใช้งานมาจนถงึ ปัจจุบัน เพ่ือให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ การถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ เป็นต้น
นอกจากนีย้ ังมีดาวเทยี มดวงอื่นๆ อีก เช่น ดาวเทียมมอลนิยา (Molniya) ดาวเทียมไทยคม (Thaicom)
เปน็ ต้น

2. ดาวเทยี มอุตุนิยมวิทยา เป็นดาวเทียมท่ีมีอุปกรณ์ถ่ายภาพเมฆ และเก็บข้อมูลของบรรยากาศในระดับสูง
ทาให้ได้ข้อมลู สาคญั ในการพยากรณอ์ ากาศไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง รวดเรว็ รวมทง้ั เฝ้าสงั เกตการณ์การกอ่ ตวั และการ
เคลื่อนตัวของพายุที่เกิดข้ึนบนโลก เป็นข้อมูลท่ีสาคัญมากในการพยากรณ์อากาศ เช่น ดาวเทียม GMS-3
ดาวเทียมโนอา-8 (NOAA-8) ดาวเทียมโนอา-9 (NOAA-9) เปน็ ต้น

3. ดาวเทียมสารวจทรัพยากร เป็นดาวเทียมที่มีอุปกรณ์สารวจแหล่งทรัพยากรท่ีสาคัญ ใช้สาหรับเฝ้าสังเกต
สภาวะแวดล้อมท่ีเกิดบนโลก ติดตามอุทกภัยและความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น เช่น ดาวเทียมธีออส (Theos) มี
อีกชอ่ื คือ ดาวเทียมไทยโชต เป็นดาวเทียมสารวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศไทย ส่งผลให้คนไทยมีโอกาส
นาข้อมลู ไปใชป้ ระโยชน์ดา้ นต่างๆ เชน่ การทาแผ่นท่ี การเกษตร การใช้ที่ดิน ป่าไม้ สภาพแวดล้อม อุทกภัย
เปน็ ตน้ นอกจากนี้ ยงั มีดาวเทยี มแลนดแ์ ซท (Landsat) ดาวเทยี ม SPOT ดาวเทียม MOS-1 เปน็ ต้น

4. ดาวเทียมสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ เป็นดาวเทียมที่มีกล้องโทรทรรศน์ และอุปกรณ์ดาราศาสตร์สาหรับ
ศึกษาวัตถุท้องฟ้า มีประเภทที่โคจรอยู่รอบโลก ประเภทท่ีโคจรผ่านไปใกล้ดาวเคราะห์ หรือลงสารวจดาว
เคราะห์ เช่น ยานอวกาศวอยเอเจอร์ ท่ีค้นพบภูเขาไฟหลายแห่งที่กาลังคุกรุ่นอยู่บนดวงจันทร์ไอโอ ค้นพบ
สภาพทางธรณขี องดวงจนั ทรแ์ กนมี ดี คลั ลสิ โต ยโู รปา ค้นพบดวงจันทร์ใหม่ 3 ดวงของดาวพฤหสั บดี

5. กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ช่วยในการเฝ้าติดตามสังเกตวัตถุท้องฟ้า ได้อย่างชัดเจนและต่อเน่ือง
กล้องฮับเบิลเป็นกล้องชนิดสะท้อนแสง ควบคุมอุปกรณ์การทางานได้จากศูนย์ควบคุมบนพ้ืนโลก ภาพถ่าย
จากกล้องจะได้รับการศึกษาวิเคราะห์โดยสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เพื่อใช้เป็นข้อมูลด้าน
ดาราศาสตร์ ชว่ ยให้เกดิ ความเขา้ ใจถงึ ส่วนประกอบในระบบสุริยะ การกาเนิดของดาวฤกษ์ โครงสร้างและการ
เปลี่ยนแปลงของกาแล็กซี

ดาวเทยี มไทยคม

สรปุ ความรู้
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่6
เรอ่ื งหนิ และซากดึกดาบรรพ์

หนิ (Rock) คอื หนิ เปน็ วสั ดแุ ข็งบนเปลือกโลกทีเ่ กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ หากสังเกตก้อนหนิ แต่

ละกอ้ นอยา่ งละเอียด จะพบว่าก้อนหนิ มีลักษณะแตกต่างกนั เช่น สี เน้ือหนิ ลวดลาย ซึง่ หนิ แต่ละกอ้ นจะ
ประกอบดว้ ยแรต่ ั้งแต่ 1 ชนิดหรอื หลายชนดิ นักวิทยาศาสตรส์ ามารถจาแนกหินตามกระบวนการเกดิ ไดเ้ ป็น
3 ประเภท ไดแ้ ก่ หนิ อคั นี หนิ ตะกอน และหนิ แปร

หนิ แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท

1.หินอัคนี (Igneous rocks) เกิดจากการแข็งตัวและเย็นตัวของหินหนืดซ่ึงร้อนและหลอมเหลว หิน

หนืดที่อยู่ใตเ้ ปลอื กโลก เรยี กวา่ แมกมา เมอื่ เยน็ ตัวแมกมาจะค่อย ๆ แขง็ ตวั ในขณะทอ่ี ยู่ใต้เปลอื กโลกอย่างช้า
ๆ สามารถแบง่ หนิ อัคนตี ามแหล่งที่มา

ออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1.หนิ อคั นแี ทรกซอน (Intrusive igneous rocks) เปน็ หินที่เกิดจากหินหนืดทเี่ ยน็ ตัวลงภายในเปลือก

โลกอย่างช้าๆ ทาใหผ้ ลกึ แรม่ ขี นาดใหญ่ และเนอื้ หยาบ เชน่ หนิ แกรนติ หนิ ไดออไรต์ และหนิ แกรโบร
2.หนิ อคั นพี ุ(Extrusive ingneous rocks) บางทเี รียกว่า หนิ ภูเขาไฟ เป็นหนิ หนืดท่เี กดิ จากลาวาบน
พนื้ ผวิ โลกเย็นตัวอยา่ งรวดเรว็ ทาให้ผลกึ มขี นาดเลก็ และเน้ือละเอยี ด
เชน่ หนิ บะซอลต์ หนิ ไรออไรต์ และหนิ แอนดไี ซต์

หนิ อคั นี

รปู หิน ประเภทของหนิ ช่อื หนิ ลกั ษณะเน้ือหิน

หินแกรนิต เป็นผลึกขนาดใหญ่ แวววาว

สวยงาม มีสอี ่อน แข็ง

หนิ อคั นแี ทรกซอน ทนทานต่อการผกุ รอ่ น

(Intrusive หนิ ไดออไรต์ มลี กั ษณะเน้ือหยาบถึงละเอียด
igneous ผลึกแร่ใหญ่คอ่ นขา้ งสมา่ เสมอ
rocks)

หนิ แกรโบร เป็นหินสเี ขยี วเขม้ ถึงดา
เนอ้ื ผลกึ หยาบ

หินเพรโิ ดไทต์ มเี นือ้ หินหยาบมีสเี ข้มดาปนเขียว
เมื่อทบุ ดจู ะเห็น

ผวิ หนา้ ท่ขี รุขระได้ชัดเจน

หินอัคนีพุ หินไรโอไลต์ เน้อื ละเอียดกว่าหนิ แกรนิต
(Extrusive หินแอนดไี ซต์ ประกอบด้วยผลึกแร่หลายชนดิ
ingneous
เนื้อแนน่ ทบึ ละเอียด
rocks) เป็นผลกึ เล็กๆ กระจดั กระจาย

หนิ บะซอลต์ มสี ีเทาถงึ สดี า มีเนือ้ ละเอียด

2. หินตะกอน หรือ หินชั้น (Sedimentary rocks) เป็นหินที่ถูกแสงแดด ลมฟ้าอากาศ และน้า
หรือ ถกู กระแทก แลว้ แตกเป็นก้อนเลก็ ๆ หรอื ผกุ ร่อน เส่อื มสภาพลง เศษหนิ ทผี่ ุพังท้ังอนุภาคใหญ่และเล็กถูก
พดั พาไปสะสมอัดตวั กนั เป็นช้ันๆ เกดิ ความกดดนั และปฏิกิรยิ าเคมจี นกลับกลายเป็นหินอีกคร้ัง ซึ่งปัจจัยท่ีทา
ให้เกิดหินตะกอนหรือหินช้ัน คือ การผุพัง (Weathering) การกร่อน (Erosion) และการพัดพา
(Transportation)

รูปหนิ ประเภทหนิ ชอ่ื หิน แร่หลกั ลกั ษณะเนื้อหิน แหล่งที่มา

ขน้ึ อยกู่ ับ เนื้อหยาบ เมด็ กรวดทถ่ี กู พัดพา

หินกรวดมน กอ้ นกรวด เปน็ กรวดมน โดยกระแสน้า และ

ซ่ึงประกอบ หลายกอ้ น เกาะตดิ กนั ด้วยวสั ดุ

หินตะกอนอนุภาค กนั เป็นหนิ เช่อื มติดกัน ประสาน

(Clastic หนิ ทราย ควอรตซ์ เน้อื หยาบ ควอรตซ์ ในหนิ อัคนี
rocks) SiO2 สีน้าตาล ผพุ ังกลายเป็นเมด็
ทรายทบั ถมกนั
สีแดง

หนิ ดินดาน แรด่ นิ เนอ้ื ละเอียดมาก เฟลด์สปารใ์ นหนิ อัคนี
เหนียว สีเทา ผสมสีแดง ผพุ งั เป็นแรด่ ินเหนยี ว
Al2SiO5( เนอื่ งจากแร่เหล็ก
OH) 4 ทบั ถมกนั

หนิ ตะกอนเคมี หินปูน แคลไซต์ เนอ้ื ละเอียด การทบั ถมกัน ของ
(Chemical CaCO3 มหี ลายสี ทา ตะกอนคารบ์ อนเนต
sedimentary ปฏกิ ิรยิ ากบั กรด
ในท้องทะเล
rocks)

หนิ เชิรต์ เนื้อละเอยี ด การทับถมของซาก
แขง็ สีออ่ น สิ่งมชี ีวติ เลก็ ๆ ในท้อง
ซิลกิ าSiO2 ทะเล จนเกดิ การตก

ผลึกใหม่
ของซกิ า

3. หินแปร (Metamophic rock) เกิดการแปรสภาพของหินอัคนี หินตะกอน หรือ หินแปร
เน่ืองจากความร้อน ความดัน และปฏิกิริยาเคมี เนื้อหินของหินแปรบางชนิดผลึกของแร่เรียงตัวขนานกันเป็น
แถบ บางชนิดแซะออกเป็นแผ่นได้ บางชนิดเป็นเน้ือผลึกที่มีความแข็งมาก เช่น หินไนส์แปรมาจากหินทราย
หินชนวนแปรมาจากหินดินดาน หินควอร์ตไซต์แปรมาจากหินทราย และหินอ่อนแปรมาจากหินปูน ซ่ึงจัด
แบง่ ออกเปน็ 2 แบบ คือ

1.การแปรสภาพบริเวณไพศาล (Regional metamorphism) เกิดเป็นบริเวณกว้างโดยมีความร้อน
และความดนั ทาให้เกดิ แรใ่ หม่หรอื ผลึกใหมเ่ กิดขนึ้ มกี ารจดั เรียงตวั ของแร่ใหม่ และแสดงร้ิวขนาน (Foliation)
อันเน่ืองมาจากแร่เดิมถูกบีบอัดจนเรียงตัวเป็นแนวหรือแถบขนานกัน เช่น หินไนส์ (Gneiss) หินชีสต์
(Schist) และหนิ ชนวน (Slate) เป็นตน้

2. การแปรสภาพสัมผัส (Contact metamorphism) เกิดจากการแปรสภาพโดยความร้อนและ
ปฏิกิริยาทางเคมีของสารละลายที่ข้ึนมากับหินหนืดมาสัมผัสกับหินท้องที่ ไม่มีอิทธิพลของความดันมากนัก
ปฏิกริ ยิ าทางเคมีอาจทาใหไ้ ดแ้ รใ่ หม่บางส่วนหรอื เกดิ แรใ่ หมแ่ ทนที่แรใ่ นหินเดิม หินแปรท่ีเกิดขึ้นจะมีการจัดเรียง
ตัวของแร่ใหม่ ไม่แสดงริว้ ขนาน (Nonfoliation) เชน่ หนิ อ่อน (Marble) หนิ ควอตไซต์ (Quartzite)

หินแปร

หินแปร แรห่ ลัก หินตน้ กาเนดิ ลักษณะเนอื้ หิน
หินไนซ์ ควอรตซ์ หนิ แกรนิต หินแปรเนือ้ หยาบ มีรวิ้ ขนาน หยักคดโคง้ ไม่สมา่ เสมอ
หินควอร์ตไซต์ เฟลดส์ ปาร์ หนิ ทราย สเี ข้มและจางสลับกนั แปรสภาพมาจากหนิ แกรนิต โดย
หนิ ชนวน ไมกา้ การแปรสภาพบริเวณไพศาล ทีม่ อี ณุ หภูมสิ ูงจนแร่
ควอรตซ์ หลอมละลาย และตกผลึกใหม่ (Recrystallize)
หินชีตส์
หินอ่อน แร่ดินเหนียว หนิ แปรเนื้อละเอยี ด เนอ้ื ผลกึ คลา้ ยนา้ ตาลทราย มีสี
เทา หรือสนี า้ ตาลอ่อน โดยการแปรสภาพบริเวณ
ไมกา้ ไพศาลที่มอี ุณหภมู ิสูงมาก จนแร่ควอรตซ์หลอมละลาย
และตกผลกึ ใหม่ จงึ มคี วามแขง็ แรงมาก
แคลไซต์
หินดินดาน หินแปรเน้อื ละเอียดมาก เกดิ จากการแปรสภาพของ
หินชนวน หนิ ดินดานดว้ ยความรอ้ นและความกดอดั ทาให้แกร่ง
และเกดิ รอยแยกเป็นแผน่ ๆ ข้ึนในตัว โดยรอยแยกน้ไี ม่
จาเป็นตอ้ งมรี ะนาบเหมอื นการวางชน้ั หนิ ดินดานเดมิ
หนิ ชนวนสามารถแซะเปน็ แผน่ ใหญ่

หนิ แปรมเี น้ือเป็นแผ่น เกิดจากการแปรสภาพบริเวณ
ไพศาลของหินชนวน แรงกดดันและความรอ้ นทาให้
ผลกึ แรเ่ รยี งตัวเป็นแผน่ บางๆ ขนานกัน

หนิ แปรเนอ้ื ละเอียดถึงหยาบ แปรสภาพมาจากหินปูน

โดยการแปรสัมผสั ทม่ี อี ณุ หภมู ิสูงจนแรแ่ คลไซตห์ ลอม

หินปนู ละลายและตกผลกึ ใหม่ ทาปฏิกริ ยิ ากบั กรดทาใหเ้ กดิ
ฟองฟู่ หินออ่ นใช้เป็นวสั ดุตกแต่งอาคาร

การเปลยี่ นแปลงของหิน

การผพุ งั สาเหตุ สาระสาคญั
การผพุ งั อยกู่ ับที่ทางกาย
เกิดจากน้าท่ีแทรกตัวเข้าไปอยู่ในช้ัน เป็นกระบวนการผุพังของหินที่ทาให้หินมี

หินที่มีรอยแยกหรือรอยแตก เม่ือ การเปลี่ยนแปลงขนาด และรูปร่าง ซึ่งเป็น

อุณหภมู ิ มกี ารเปลีย่ นแปลง การเปล่ียนแปลงเฉพาะภายนอก ไม่มีการ

เปลีย่ นแปลงภายในเนอ้ื หิน

การผพุ งั อยกู่ ับทท่ี างเคมี เกิดจากน้าฝนที่เป็นปัจจัยสาคัญ เป็นกระบวนการที่ทาให้หินแตกสลาย
โดยการเกิดกระบวนการปฏิกิริยา ออกเปน็ ชิ้นเล็กๆโดยอาศัยการเปล่ียนแปลง
ไฮโดรไลซิส ปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทางเคมี
และปฏกิ ริ ยิ าคารบ์ อเนชัน

การผพุ งั อยกู่ ับที่ทางชวี ภาพ เกิดจากพืชเป็นตัวกลางที่ทาให้ช้ันหิน เป็นกระบวนการผุพังที่เป็นผลมาจาก
เกดิ การผุพัง เช่น รากพืชท่ีไปชอนไช กิจกรรมของสิ่งมีชีวิตที่เคล่ือนย้ายวัตถุต้น
ไปในรอยแตกของหิน เม่ือพืชโตข้ึน กาเนิด ออกจากบริเวณเดิม และ/หรือ
รากพชื จะทาใหห้ นิ แตกเปน็ ชั้น ๆ การย่อยสลายวตั ถตุ ้นกาเนิด

วฏั จักรของหนิ

วฏั จกั รของหนิ (rock cycle) เปน็ การเปลีย่ นแปลงของหนิ 3 ชนดิ
คือ หนิ อคั นี (Igneous rock) หินชนั้ หรือตะกอน (Sedimentary rock) และหนิ แปร
(Metamorphic rock) จากหนิ ชนิดหนง่ึ ไปเปน็ หินอีกชนดิ หนง่ึ หรืออาจเปลย่ี นกลบั ไปเปน็ หิน
ชนดิ เดมิ อกี กไ็ ด้ ซง่ึ มกี ารเปล่ยี นแปลงอยูต่ ลอดเวลา ท้ังนีข้ ึ้นอยู่กบั อุณหภูมิ ความดนั การผุพัง
และการกดั กรอ่ นแร่ธาตตุ า่ ง ๆ

ชือ่ หนิ ประโยชนข์ องหิน
หนิ แกรนติ
หนิ ชนวน การใชป้ ระโยชน์
หนิ ทราย นามาทาครกหิน
และวสั ดุกอ่ สร้าง
หนิ ออ่ น
หนิ พมั มซิ นามาใชใ้ นการตกแตง่
อาคารบา้ นเรือน

นามาแกะสลักเป็น
รูปร่างต่าง ๆ

นามาทาเปน็ แผน่ หินปูพ้นื
ผนงั บ้าน

นามาใชเ้ ป็นวัสดขุ ดั ถู
และทาไสก้ รองในต้ปู ลา

แร่

(Mineral)

แร่ คอื ธาตุ หรือ สารประกอบทเี่ กิดขน้ึ เองตามธรรมชาติ มลี ักษณะเปน็ ผลึกรูปร่างตา่ ง ๆ อาจมีสเี ดียวหรือ
หลายสขี น้ึ อยู่กับประเภทของแร่ สามารถแบ่งประเภทของแร่โดยใช้ลกั ษณะการใชป้ ระโยชน์เปน็ เกณฑไ์ ดเ้ ปน็ 4
ประเภท ได้แก่ แร่โลหะ แรอ่ โลหะ แร่เชื้อเพลงิ และแร่รตั นชาติ

แรโ่ ลหะ เปน็ แรท่ มี่ โี ลหะเปน็ ส่วนประกอบสาคญั เมื่อผา่ นการถลงุ จะสามารถแยกโลหะออกมาเพือ่ นาไปใช้
ประโยชนไ์ ด้ เช่น แร่ทองคา แรเ่ งิน แร่เหลก็ แรต่ ะกั่ว

แรร่ ตั นชาติ เป็นแร่ท่มี ีความสวยงามเม่ือผ่านการเจยี ระไน สามารถนามาใช้ทาเคร่อื งประดับได้
เช่น เพชร พลอยมรกต

แรเ่ ชอ้ื เพลงิ เป็นแร่ทเี่ กดิ จากการทบั ถมของซากพืชซากสัตว์ จนสลายตวั และเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมกี ลายเปน็ เชอื้ เพลงิ
ธรรมชาติ เชน่ ถา่ นหนิ หนิ น้ามัน

แร่อโลหะ เปน็ แร่ทีไ่ ม่มีโลหะเปน็ สว่ นประกอบ สามารถนามาใชง้ านโดยไม่ต้องผา่ นการถลงุ
เชน่ แร่ยิปซมั แร่ควอตซ์

แรอ่ เมทสิ ต์ ตวั อยา่ งแร่ แร่คาลแคน
แร่ควอตซ์ (สีแดง)

ประโยชนข์ องแร่

ชอ่ื แร่ การใชป้ ระโยชน์

แรค่ วอตซ์ ใชท้ าแกว้
แร่ฟลอู อไรต์
แรย่ ปิ ซมั ใช้เปน็ ส่วนผสมของยาสีฟัน
แร่ทองคา
แรเ่ รเดยี ม ใชท้ าปนู ปลาสเตอร์
นามาถลุงและทาเป็นเคร่ืองประดบั
ใชร้ กั ษาโรคมะเรง็ โดยการฉายแสง

ซากดกึ ดาบรรพ์

ซากดึกดาบรรพ์ คือ ซากพืช ซากสัตว์ หรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในยุคโบราณ ท่ีถูกแปร
สภาพด้วยกระบวนการทางธรณีวิทยา แล้วถูกเก็บรักษาไว้ในหินหรือช้ันหินจากการสะสมและทับถมของ
ตะกอน

ซากดึกดาบรรพ์ เกิดจากการทับถมหรือประทับรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีตแล้วผ่านกระบวนการ
เปล่ยี นแปลงทางธรรมชาตติ า่ ง ๆ จนทาใหก้ ลายเป็นโครงสรา้ งของซากหรอื รอ่ งรอยของส่ิงมีชีวติ

การเกดิ ซากดกึ ดาบรรพ์

การเกดิ ซากดกึ ดาบรรพ์ ลกั ษณะสาคญั
1. แบบซากกลายเปน็
เมอ่ื ส่ิงมชี วี ิตตายลง ช่องวา่ งในโครงสรา้ งของสง่ิ มีชีวิตอาจมีแร่เข้าไปตกผลึกทา
หนิ ใหแ้ ข็งขึ้น ซง่ึ ในกรณนี ้ฟี อสซลิ โดยส่วนใหญจ่ ะเป็นตน้ ไม้ เรียกว่า ไม้กลายเป็นหิน
(petrified wood) ซ่ึงเกดิ จากการท่ีสารละลายซิลิกาไหลแทรกซึมและตกผลึก
2. แบบรอยพมิ พ์ ใหม่แข็งตัวอยู่ในช่องว่างภายในต้นไม้ หรือบางคร้ังเน้ือเยื้อ ผนังเซลล์ และส่วน
แข็งอ่ืนๆ
3. แบบรอ่ งรอย
กลายเปน็ หิน ส่วนท่ีแข็งของสิ่งมีชีวิต เช่น เปลือกแข็งของไทรโลไบต์ที่ถูกทับถมอยู่ในช้ัน
ตะกอน เม่ือเวลาผ่านไปเปลือกหอยดังกล่าวอาจถูกละลายไปกับน้าใต้ดิน เกิด
เป็นรอยประทับอยู่บนชั้นตะกอน เรียกว่า รอยพิมพ์ (mold) และหากช่องว่าง
น้ีมีแร่เข้าไปตกผลึกใหม่ จะเกิดเป็นฟอสซิลในลักษณะที่ เรียกว่า รูปหล่อ
(cast)

รอ่ งรอยหรือพิมพ์ของส่ิงมีชีวิตที่ประทับไว้หรือฝังตัวอยู่ในช้ันดิน เช่น รอยเท้า
รอยทางเดิน รอยหนอน รอยเจาะ รอยชอนไช ซ่ึงอยู่ในชั้นตะกอน ต่อมา
ตะกอนแข็งตวั กลายเป็นหนิ ทาให้รอ่ งรอยนน้ั ถกู เกบ็ รักษาในชัน้ หิน

4. แบบคาร์บอนฟิลม์ เกิดจากซากส่ิงมีชีวิตพวกใบไม้หรือสัตว์ขนาดเล็กท่ีถูกทับถมด้วยตะกอนเน้ือ
ละเอียด ซ่ึงเม่ือเวลาผ่านไป ความดันที่เพ่ิมขึ้นทาให้ส่วนประกอบท่ีเป็นของเหลว
และก๊าซในซากสิ่งมีชีวิตถูกขับออก เหลือเพียงแต่แผ่นฟิล์มบางของธาตุคาร์บอน
แต่หากแผ่นฟิล์มคาร์บอนดังกล่าวหลุดหายไป ร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ในชั้น
ตะกอนเนอื้ ละเอียดนีจ้ ะเรียกว่า รอยประทบั (impression)

ประโยชนข์ องซากดกึ ดาบรรพ์

1. เปน็ ข้อมลู ทใ่ี ช้ในการสนั นษิ ฐานเก่ียวกบั ถน่ิ กาเนดิ และวิวฒั นาการของสง่ิ มีชวี ติ ซากดกึ ดาบรรพ์ท่ีพบใน
ประเทศไทย

2. ใชร้ ะบอุ ายุของหินในบริเวณทพี่ บซากดกึ ดาบรรพ์
3. เป็นตัวช่วยในการคาดคะเนวา่ บริเวณน้นั อาจจะมแี หลง่ แร่ แหล่งถ่านหินหรอื แหลง่ น้ามัน
4. เป็นหลักฐานหนง่ึ เพ่ือช่วยบอกถงึ สภาพแวดลอ้ มและสภาพภมู ิอากาศในอดตี ขณะเกดิ สิ่งมีชีวิตนนั้

ซากดกึ ดาบรรพท์ ีพ่ บในประเทศ

อ.แม่เมาะ จ.ลาปาง หอยขมนา้ เขตรักษาพนั ธุส์ ัตวป์ ่าภหู ลวง
จดื แทรกอยู่ช้นั ถา่ นหินอาศยั อยู่ อ.ภหู ลวง จ.เลย

บริเวณดนิ โคลน ซากหินรอยเท้าไดโนเสาร์
อายุกว่า ๑๒๐ ลา้ นปี
ซากดกึ ดาบรรพ์
หอยขม อายุ 13 ลา้ นปี

บ.แหลมโพธ์ิ ต.ไสไหย อ.เมอื ง ภูก้มุ ขา้ ว อ.สหัสขันธ์
จ.กระบี่ แผน่ หินปูนหนา มี จ.กาฬสนิ ธ์ุ
เปลอื กหอยขมน้าจดื มนี า้ ปนู
พิพิธภัณฑไ์ ดโนเสารภ์ ูกุ้ม
เปน็ ตัวประสาน ขา้ ว

สุสานหอย

สรุปความรู้
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที 6ี่
เร่อื งปรากฏการณข์ องโลก และภยั ธรรมชาติ

ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ
ลม คอื อากาศทเี่ คลอ่ื นท่ี โดยจะเคล่อื นทีจ่ ากบรเิ วณทีม่ คี วามกดอากาศสงู ไปยงั บริเวณที่มีความกดอากาศต่า
หรอื บริเวณทมี่ อี ณุ หภูมติ า่ ไปยงั บริเวณท่มี อี ุณหภูมสิ งู
ลมบก เกดิ ในชว่ งเวลากลางคนื เนือ่ งจากพืน้ ดินชายฝง่ั หรือมหาสมุทรและแผ่นดินเย็นเร็ว ในขณะที่พื้นทะเล
หรือมหาสมุทรยงั คงมีอุณหภูมิสูงอยู่ นา้ ทะเลจงึ มีการถา่ ยโอนความร้อนสอู่ ากาศ ทาให้อากาศเหนอื พ้ืนทะเล
หรือมหาสมทุ รมีอณุ หภูมสิ ูงและลอยตวั ข้ึน อากาศเหนอื พืน้ ดินทม่ี ีอุณหภมู ติ า่ กว่าพดั เข้ามาแทนท่ี

ลมทะเล เกดิ ในชว่ งเวลากลางวนั เนือ่ งจากพ้ืนดินตามชายฝง่ั และพนื้ น้าทะเลหรอื มหาสมุทรไดร้ บั ความร้อน
จากดวงอาทิตย์ พน้ื ดนิ จะรอ้ นเร็วกวา่ นา้ ทะเล ทาใหพ้ นื้ ดินถา่ ยโอนความรอ้ นให้กบั อากาศได้เรว็ กวา่ และทาให้
อุณหภมู เิ หนือพืน้ ดินสูงและลอยตัวขึน้ อากาศเหนอื พื้นทะเลหรอื มหาสมทุ รต่ากว่าพัดเขา้ มาแทนที่

ลมมรสุม เปน็ ลมทพ่ี ัดประจาฤดู เกดิ ขน้ึ เฉพาะท้องถน่ิ หน่งึ ๆ มีบริเวณกว้างและเป็นลมท่ีพัดเป็นระยะเวลา
แน่นอนตลอดฤดูของทุกปีการเอียงของแกนโลกทาให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่ตกลงมาตามตาแหน่งต่าง ๆ มีปริมาณ
ต่างกัน ซึ่งทาใหอ้ ุณหภูมิในบรเิ วณตา่ ง ๆ เปลยี่ นไปและความกดอากาศก็เปลี่ยนไปดว้ ยจงึ ทาให้เกดิ ลมประจาฤดู
ในประเทศไทยมีลมมรสมุ พดั ผา่ น 2 ชนดิ ได้แก่

1. ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เกิดจากอุณหภูมิของอากาศเหนือพ้ืนทวีปสูงกว่าอุณหภูมิ
ของอากาศเหนือมหาสมุทร มีแหล่งกาเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงในซีกโลกใต้
บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ทิศทางของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากมหาสมุทรอินเดีย
ขึน้ สูท่ วีปเอเชีย ในชว่ งประมาณกลางเดอื นพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ลมจะพัดจาก
มหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ใจกลางทวีปโดยจะนาความช้ืนเข้าสู่ประเทศไทยทางทิศตะวันตก
เฉยี งใต้ทาใหเ้ กิดฤดฝู น

2. ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดจากอุณหภูมิของอากาศเหนือพ้ืนทวีปต่ากว่าอุณหภูมิของอากาศเหนือ
มหาสมุทร มีแหล่งกาเนิดมาจากบริเวณความกดอากาศสูงบนซีกโลกเหนือ แถบประเทศมองโกเลียและจีน
ทศิ ทางของลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนอื จะพัดจากประเทศจีนผ่านมายงั ประเทศไทย ในชว่ งประมาณกลางเดือน
ตลุ าคมถึงเดอื นกมุ ภาพันธ์ ลมจะพัดจากใจกลางทวีปไปสมู่ หาสมทุ รอินเดีย โดยจะนาอากาศที่หนาวเย็นและแห้ง
แล้งเขา้ ส่ปู ระเทศไทยทางทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนือทาเกิดฤดูหนาว

ภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ภิ ยั

1.ภยั ธรรมชาติและธรณพี บิ ัตภิ ยั

ภยั ธรรมชาติ คือ ภัยท่ีเกดิ ข้นึ ตามธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตตา่ ง ๆ เชน่ อทุ กภยั
วาตภัย ธรณีพบิ ัติภยั
ธรณพี ิบตั ภิ ยั คอื ภยั ท่ีเกิดจากกระบวนการทางธรณวี ทิ ยาทเี่ กดิ ข้ึนโดยฉับพลันและรนุ แรง เช่น ดินถล่ม สนึ ามิ
แผ่นดนิ ไหว

สาเหตุ เป็นภยั ธรรมชาตทิ เ่ี กดิ จากฝนตกหนัก หรอื ฝนตกตอ่ เน่ืองเป็น
เวลานาน
ผลกระทบ นา้ ทว่ มมีผลกระทบรบกวนมากมายต่อถน่ิ ฐานและกจิ กรรม
เศรษฐกิจของมนุษย์
แนวทางปอ้ งกนั การปอ้ งกนั เชน่ คันดนิ ทางริมแมน่ า้ (bund)
อา่ งเกบ็ น้าและฝาย (weir) ถกู ใช้เพ่ือป้องกันมใิ ห้แมน่ า้ พงั ตล่งิ เขา้ มา
1. การปฏบิ ตั ติ นเมอ่ื เกิดนา้ ทว่ ม หลีกเลี่ยงการเดินลุยนา้ หรือเข้าใกล้เสา
ไฟฟา้ ทงั้ นอกและในบา้ นเพราะอาจโดนไฟฟ้าดูด

2. ไม่เขา้ ใกล้ทางน้าไหลหรอื รอ่ งน้าเพราะอาจเกิดผืนดนิ ถล่ม

ภาพนา้ ทว่ ม

ภาพการกดั เซาะชายฝั่ง สาเหตุ เป็นภยั ธรรมชาตทิ ีเ่ กดิ จากคล่นื นา้ เคลอ่ื นตัวเขา้ หาฝ่ังและการ
ไหลเซาะของกระแสน้า
ผลกระทบ สง่ ผลให้พืน้ ท่ีชายฝั่งถกู ทาลาย ทาใหท้ ี่อยอู่ าศัย ทีท่ ากิน
ลดลง นอกจากยงั ส่งผลกระทบต่อชวี ติ และทรัพยส์ ินของประชาชนท่ี
อาศยั อยบู่ รเิ วณชายฝงั่

แนวทางปอ้ งกนั การแกไ้ ขปญั หาโดยการใช้ธรรมชาติ ได้แก่ การฟ้นื ฟู
ป่าชายเลน ป่าชายหาด ปะการงั และหญ้าทะเล ใหเ้ กิดความอดุ ม
สมบูรณ์

การปฏบิ ตั ติ นเมอ่ื เกดิ การกดั เซาะชายฝงั่ ใช้พืน้ ท่นี ั้นอยา่ งระมดั ระวงั
เพ่ือป้องกันอบุ ัตเิ หตุจากการล้ม หรอื การตกลงไปในพื้นทีท่ ่โี ดนกัดเซาะ

ภาพแผน่ ดินไหว สาเหตุ เป็นธรณีพบิ ตั ิภยั ที่เกดิ จากหลายสาเหตุ เชน่ การเคลือ่ นตวั
ของแผน่ เปลือกโลก
ผลกระทบ แผน่ ดินเกิดแรงสน่ั สะเทือน หากมีความรนุ แรงจะทาใหส้ ่ิง
ปลกู สรา้ งพงั ทลาย ถนนเสยี หาย และอนั ตรายตอ่ สิ่งมชี ีวติ

แนวทางปอ้ งกนั การจดั ทาแผนการปอ้ งกนั อันตรายจากการเกิด
แผ่นดินไหว วิธีการดาเนินการในการปอ้ งกันชว่ ยเหลอื ผูป้ ระสบภยั
การใหค้ วามรเู้ กย่ี วกับอันตรายจากแผน่ ดนิ ไหว

การปฏบิ ตั ติ นเมอ่ื เกดิ แผน่ ดนิ ไหว 1. ให้ทุกคนในบา้ นรถู้ งึ วธิ ีการว่า
จะตอ้ งทาอะไรเมอ่ื เกดิ แผน่ ดินไหว 2. ควรมคี วามรแู้ ละรจู้ ักวิธปี ฐม
พยาบาลเบอ้ื งตน้

สาเหตุ เปน็ ธรณพี บิ ัตภิ ยั ที่เกดิ จากการตัดไมท้ าลายปา่ บริเวณท่ีสงู เม่ือ
เกดิ ฝนตกหนักดินไมส่ ามารถอุม้ นา้ ไว้ไดจ้ งึ พังทลายและเคล่ือนตวั ลงมา
ผลกระทบ ส่งผลให้พชื ผลหรือสิ่งปลกู สร้างบรเิ วณแนวการเคล่อื นท่ีของ
ดนิ เสยี หาย รวมถึงกอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ สง่ิ มชี ีวติ

แนวทางปอ้ งกนั การแก้ไขปญั หาดินถลม่ ในระยะยาวอาจทาไดโ้ ดยการ
ปลกู ตน้ ไมเ้ พื่อให้ช่วยซบั นา้ และปลกู ป่าในพ้ืนที่ต้นนา้ จะชว่ ยปอ้ งกนั
การเกดิ ดินถล่มได้
การปฏบิ ัตติ นเมอื่ เกิดดนิ ถลม่ มีสตแิ ละรบี ออกมาจากพ้ืนท่ใี ห้เร็วท่สี ดุ

ภาพดนิ ถลม่

ภาพสนึ ามิ สาเหตุ เปน็ ภัยธรรมชาตทิ ี่มลี กั ษณะเปน็ คลน่ื ขนาดใหญ่อาจจะเกดิ จาก
หลากหลายสาเหตุ เช่น แผ่นดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิดการชนของ
อกุ กาบาต และแผ่นดินถลม่
ผลกระทบ ทาใหเ้ กดิ ความเสยี หายต่อทรัพย์สินและเป็นอันตรายต่อชวี ติ

ของมนุษย์

แนวทางปอ้ งกนั หลีกเลีย่ งการกอ่ สร้างใกล้ชายฝั่งในยา่ นท่ีมีความเสยี่ ง
ภยั สงู วางแผนในการฝึกซ้อมรบั ภยั จากคลื่นสนึ ามิ เชน่ กาหนดสถานที่
ในการอพยพ
การปฏบิ ัตติ นเมอื่ เกดิ สนึ ามิ ไมต่ ื่นตระหนกและรีบหนขี ้ึนท่สี งู ให้เร็วทสี่ ดุ

ภาพไฟไหม้ปา่ สาเหตุ ไฟป่าที่เกิดข้นึ เองตามธรรมชาติเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เชน่
ฟา้ ผ่า ก่งิ ไมเ้ สยี ดสกี นั
ผลกระทบ ทาใหอ้ ตั ราการเจรญิ เตบิ โตของพืชลดลง และลดคุณภาพของ
เนอ้ื ไม้ ทาให้ขาดชว่ งสบื พันธ์ุทดแทนตามธรรมชาติ

แนวทางปอ้ งกนั ทาระบบป้องกนั ไฟไหมป้ า่ โดยใชแ้ นวคลองสง่ น้าและ
แนวพชื ชนิดต่างๆ ปลกู ตามแนวคลองนั้น

การปฏบิ ตั ติ นเมอ่ื เกดิ ไฟไหมป้ า่ ใหห้ ลบหนอี อกมาจากบรเิ วณนั้นอยา่ ง
รวดเรว็ ท่ีสุดหากอยู่ในอาคารสงู อยา่ ใช้ลฟิ ท์ ให้ใช้บนั ไดหนไี ฟ

ระวังอยา่ สูดควันไฟ

2. ปรากฏการณเ์ รือนกระจก (greenhouse effect)

ปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse effect) คือ ปรากฏการณ์ท่ีแก๊สเรือนกระจกดูดซับรังสี
ความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้บางส่วนในเวลากลางวัน แล้วคายรังสีความร้อนบางส่วนกลับมาสู่ผิวโลก ในเวลา
กลางคืน ทาให้อุณหภมู ิในบรรยากาศของโลกไมเ่ ปลีย่ นแปลงไปอย่างฉับพลัน

แก๊สท่ีทาให้เกิดปรากฏการณเ์ รือนกระจก ได้แก่ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นแก๊สที่สะสม
พลังงานความร้อนในชั้นบรรยากาศได้มากที่สุด ไอน้าท่ีระเหยจากแหล่งน้า แก๊สมีเทน (CH4) จากมูลสัตว์
แก๊สโอโซน (O3) แก๊สไนตรัสออกไซด์(N2O) แก๊สคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) และไฮโดรฟลูออโร
คาร์บอน(HFCs)



ผลกระทบของปรากฏการณเ์ รอื นกระจก

การเผาป่า ถา่ นหนิ น้ามนั แก๊ส เช้ือเพลงิ

การปศสุ ัตว์ การเผาไหมเ้ ชอ้ื เพลงิ จากการทานาขา้ วหรือพชื ทีข่ งั นา้
ชวี ภาพ และปศสุ ัตว์

ผลกระทบของปรากฏการณเ์ รอื นกระจก

เคร่ืองใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั เช่น การใสป่ ยุ๋ ไนโตรเจน การเผาไหมเ้ ชอ้ื เพลงิ
เครือ่ งปรับอากาศ ฟอสซิล

แนวทางการปฏบิ ตั ติ นเพ่อื ลดการกอ่ แกส๊ เรอื นกระจก

ลดการเผาไหม้ เช่น การใช้รถจกั รยาน
การเผาขยะ การเผาฟางขา้ ว เพอื่ ช่วยลดการปลอ่ ย
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
การเผาปา่

แนวทางการปฏบิ ตั ติ นเพอื่ ลด
กอ่ แกส๊ เรอื นกระจก

ช่วยกันปลกู ต้นไม้ไมต่ ดั ไมท้ าลายป่า ลดการใช้รถยนตส์ ว่ นตวั โดยเปล่ียนมา
เพ่ือใหต้ น้ ไมเ้ ป็นแหลง่ ดดู ซับ ใชร้ ถโดยสารแทนสาธารณะ
แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์

ชว่ ยกันลดการใชส้ ารเคมี ในการเกษตรตา่ ง ๆ
เพอ่ื ลดการปล่อย แก๊สไนตรสั ออกไซด์

ผลงานชิน้ นี้เป็นลขิ ทิ ธิ์
ของเพจแบง่ ปนั Science teaching media

https://www.facebook.com/Science.Biology14/

อนุญาตใ ้นาไปใชเ้ พอื่ การ กึ าเท่านั้น
ไมอ่ นญุ าตใ น้ าไปจา นา่ ย รอื ดดั แปลงเพ่อื การจา นา่ ย
ไม่อนญุ าตใ น้ าไปอพั โ ลดใ ม่
ากฝ่าฝนื ดาเนนิ การตามกฎ มาย แจ้งเปน็ ลายลกั ณ์อกั ร
ตอ่ ผบู้ ังคบั บญั ชาของทา่ นต่อไป


Click to View FlipBook Version